บทที่ 1

769 views
749 views

Published on

Published in: Technology, Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
769
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
1
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 1

  1. 1. 1 บทที่ 1 บทนำ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ ศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมเนื้อเยื่อ พัฒนาโครงร่างเซลล์(Scaffold) สาหรับผิวหนังได้สาเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งการผลิตโครงร่างเซลล์นั้นมีขั้นตอนการผลิตจานวนมาก ซับซ้อนและมีช่วงเวลานามาก ขั้นตอนการผลิตต่างๆ โดยมากจะต้องผลิตโดยผู้มีประสบการณ์ โครงร่างเซลล์ดังกล่าว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชีทางการแพทย์อย่างหนึ่งที่ทาจากคอลลาเจนผิวหนังแท้ของมนุษย์เพื่อเหนี่ยว นาให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใหม่ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับผิวหนังมนุษย์แท้จริง จึงมีความเหมาะสมมากที่สุดเนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดโมเลกุลคอลลาเจนของหนังแท้ผู้ป่วยใ หม่โดยใช้โมเลกุลคอลลาเจนของหนังแท้ที่สกัดจากผู้บริจาคร่างกาย การสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ประดิษฐ์ คอลลาเจนจากผิวหนังมนุษย์เพื่อทาให้เป็นผิวหนังสังเคราะห์เป็นความโดดเด่นเฉพาะตัวเนื่องจาก ยังไม่มีผู้ผลิตผิวหนังสังเคราะห์แบบเดียวกันนี้ในตลาดโลก ในปัจจุบันการผลิตโครงร่างเซลล์สามารถทาได้ในห้องทดลองเท่านั้นและผลิตได้ปริมาณน้ อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการและยังไม่สามารถผลิตเพื่อนาไปขายได้เนื่องจากมาตรฐานผลิต ภัณฑ์ชีวะทางการแพทย์ซึ่งต้องการคุณภาพ และขั้นตอนการทดสอบทางการแพทย์(Clinical trial) ยังอยู่ในเฟสเริ่มต้น (Phase 1) จากการทดสอบมาตรฐาน ISO 10993-5 และ ISO 10993-6 พบว่ามีความปลอดภัยสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายสัตว์ทดลองได้เป็นอย่างดี คาดว่าคุณสมบัติการเข้ากันได้ดีนี้จะดีกว่าเดิมหากมีการใช้ในมนุษย์เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทามาจาก เยื่อหนังแท้ของมนุษย์ การทดสอบกลไกการออกฤทธิ์พบว่าสามารถเหนี่ยวนาการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้เกิดขึ้นภายใน ผลิตภัณฑ์ได้ในสัปดาห์ที่ 3 จากการฝังใต้ผิวหนังของสัตว์ทดลองและประสิทธิภาพดังกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้แบบเช่นเดียวกั นในการทดสอบจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวรักษาแผลของหนูตะเภาซึ่งเป็นการทดสอบตามคู่มือ การแนะนาขององค์กรอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุที่ผลิตภัณฑ์นี้ทามาจากเนื้ อเยื่อหนังแท้ของมนุษย์จึงมีความสามารถในการเข้ากับร่างกายของมนุษย์ได้ดีมากกว่าคอลลาเจน จากสัตว์ที่ทามาจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติการเป็นเป็นสิ่งแปลกปลอมต่ามากจึงสาม ารถใช้ข้ามคนได้ดี
  2. 2. 2 คอลาเจนถูกนามาทาเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลายชนิดในตลาดโลกจึงได้รับการพิสูจน์ความปลอ ดภัยมายาวนาน ดังนั้นผลิตภัณฑ์หนังเทียมที่ทาจากคอลลาเจนของมนุษย์จึงมีความเหมาะสมในแง่การออกแบบแ ละจากการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลจึงพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ นี้สามารถใช้ในการรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้ได้เป็นอย่างดี การผลิตโครงร่างเซลล์เป็นการผลิตเป็นการผลิตเป็นชุดแต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 1อาทิตย์ สาเหตุที่ใช้ระยะเวลานานนั้นเป็นเพราะในแต่ละขั้นของการผลิตจะต้องมีช่วงระยะเวลารอ ในการแช่แข็งหรืออบซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวใช้เวลาค่อนข้างนานและยังมีข้อจากัดเนื่องจากอุปกรณ์ใ นการผลิตในปัจจุบันและสภาพแวดล้อม ของห้องทดลอง มีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอนและซับซ้อนแต่ละขั้นตอนมีเงื่อนไขที่แตกต่าง ลักษณะทั่วไปของ ผิวหนังเทียมที่ผลิตขึ้นในศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์ มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวขนาดประมาณ 80 x 90 mm ประกอบด้วย ชั้น หนังแท้สังเคราะห์ และชั้นป้ องกันด้านบนทาจากซิลิโคลน บรรจุในซองอลูมิเนียม แช่ในแอลกอฮอล์ เก็บในตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส และนามาบรรจุกล่องกระดาษก่อน ส่งออกนอกห้องทดลอง รูป 1 ลักษณะโดยทั่วไปของผิวหนังสังเครำะห์จำก
  3. 3. 3 รูป 2 ลักษณะโดยทั่วไปของผิวหนังสังเครำะห์จำก ทุกๆขั้นตอนในการผลิตยังคงต้องอาศัยคน และขั้นตอนส่วนมากจะต้องใช้ผู้ชานาญและมีทักษะในการผลิต เวลาในการผลิตที่ยาวนานนั้นเกิดจาก มีการผลิตหลายขั้นตอนที่จะต้องมีการแช่หรืออบซึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณ 24 – 72 ชั่วโมง แล้วแต่ขั้นตอนทาให้ ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ทาให้พบปัญหาต่างๆมากมายการวางแผนการผลิต รวมทั้งการวางแผนผัง รวมไปถึง การออกแบบระบบระบบ GMP ในขั้นต้น ปัจจุบันในประเทศไทยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบันตามกฎหมายว่า ด้วยยา พ.ศ.2546 ได้บังคับใช้หลักเกณฑ์ที่ดีการผลิตยากับยาแผนปัจจุบัน แต่ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้หลักเกณฑ์การผลิตที่ดีในการผลิตเครื่องมือแพทย์ ทั้งนี้การออกแบบระบบ RFID จะทาการออกแบบโดยอ้างอิงกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้เพราะระบบ RFID จะช่วยในการทาเอกสารบันทึกข้อมูล แลระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งไม่แตกต่างกันมากนัก ระหว่างการผลิตยากับเครื่องมือแพทย์
  4. 4. 4 C0 Silicone Preparation B0 Chemical Preparation Silicone1 Silicone2 TransparentSheet NaCl Glutaroldehyde Acetic Acid Alcohol NaCl,Acetic Inventory Inventory Inventory A0 Preparation Skin A1 Fabrication Glutaroldehyde Silicone Sheet A4 Transportation Box A2&A3 Crosslink and Storage Purified Water Purified Water D0 Package Preparation Scaffold in Aluminium Pack Collagen Scaffold Scaffold in Box Aluminium Pack Front Label Back Label Purified Water Glycene รูป 3 แผนผังแสดงขั้นตอนกำรผลิตโครงร่ำงเซลล์
  5. 5. 5 ตำรำงที่ 1 ตำรำงแสดงอุปกรณ์ในศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเครำะห์ NO. EQIUPMENT NAME NO. EQIUPMENT NAME 1 Freeze Dry 19 Balance 2 Freeze Dry 20 Vacuum oven 3 Electronic dry cabinet 21 Vacuum pump 4 Centrifuge 1 22 Cutting Machine 5 Centrifuge 2 23 Freezing Mill 6 Incubator 1 24 Computer 7 Incubator 2 25 Orbital Shaker 8 Homogenizer 26 Hotplate Stirrer 9 Sealing Machine 27 Vortex 10 Laminar Flow1 28 Grinding Machine 11 Laminar Flow2 29 Fume Hood 12 Microscope 1 30 Electronic Dry cabinet 2 13 Microscope 2 31 Water Purify System 14 Refrigerator 1 32 Autoclave 15 Refrigerator 2 33 Heat Block 16 Refrigerator 3 34 Desiccators 17 Scale 1 35 Spectrophotometer 18 Scale 2 36 Ultrasonic Bath การควบคุมคุณภาพจึงเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับการผลิตโครงร่างเซลล์ GMP หรือ Good manufacturing Practices คือหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันคุณภาพที่สาคัญ เพื่อให้มีความเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและปลอดภัย ตรงตามมาตรฐานที่กาหนดและสม่าเสมอในทุกๆรุ่นที่มีการผลิต องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO.) ได้มีการกาหนดแนวทางการปฏิบัติตาม GMP และได้เผยแพร่ รวมทั้งสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติ
  6. 6. 6 จนในปัจจุบันประเทศต่างๆได้ยอมรับและนามาใช้อย่างแพร่หลายรวมทั้งประเทศไทยด้วย มีข้อกาหนดพื้นฐานที่จาเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามและผลิตได้อย่างปอด ภัยโดยเน้นที่การป้ องกันและขจัดคามเสี่ยงที่อาจทาให้ผลิตภัณฑ์เป็นอันตรายหรือเกิดความไม่ปล อดภัยต่อผู้บริโภค หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต แสดงถึงการวางแผน เอกสาร และ อุปกรณ์ต่างๆซึ่งถูกใช้ในโรงงานผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ ทุกๆชิ้นจะออกมาได้คุณภาพเหมือนๆกันไม่แตกต่าง พร้อมทั้งยังส่งผลให้มีของเสียลดลง ข้อกาหนดต่างๆของ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต มีมากมาย ทั้งนี้เนื่องจากระบวนการผลิตโครงสร้างเซลล์เป็นกระบวนการทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อซึ่งเป็นนวัตกรร มใหม่ ซึ่งไม่มีข้อมูลการใช้ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต ของการผลิตผิวหนังเทียมมาก่อนจึงได้นา หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิตของหาร และของยามาใช้ก่อนในเบื้องต้น RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification คือเทคโนโลยีการระบุด้วยคลื่นวิทยุถูกนามาใช้ครั้งแรกในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อใช้ตรวจส อบเครื่องบินว่าเป็นฝ่ายเดียวกันหรือไม่ เรียกว่า Identify Friend of Foe ( IFF ) และถูกนามาพัฒนาและดัดแปลงให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลงจนสามารถนามาใช้แทนบาร์โค้ดได้ และในปัจจุบันได้มีการคิดค้นนามาใช้ในหลายๆรูปแบบ เช่นระบบการตรวจสอบกลับในการผลิต และในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ใช้ในโรงพยาบาลในการติดตามตัวบุคคล ยานพาหนะ สัตว์ต่างๆ หรือใช้ในการควบคุมระบบเข้าออก และใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายของสิ่งต่างๆ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในการอ่านโดยไม่ต้องสัมผัสและระยะการอ่านที่เหมาะสม ทาให้สามารถใช้ได้อย่างหลากหลายและมีประโยชน์ ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถนามาช่วยในกระบวนการตรวจสอบกลับ ระบบการติดตามการผลิตและ เอกสาร เพื่อทาให้หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต (GMP) สมบูรณ์ ประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงพาณิชย์ การบริการ และในอุตสาหกรรม จ ะ ถู ก น า ม า ใ ช้ ใ น ร ะ บ บ RFID ดั ง ก ล่ า ว ร ะ บ บ RFID โดยทั่วไปในปัจจุบันที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในระบบอัตโนมัติขนาดให ญ่ แ ล ะ มี ร ะ บ บ ฐ า น ข้ อ มู ล ส ม บู ร ณ์ ร ว ม ทั้ ง RFID สามารถที่จะทดแทนแรงงานคนได้ส่วนหนึ่งจึงมักจะเกิดประโยชน์มากกว่าในประเทศที่มีค่าครองชี พ สู ง เนื่ อ ง จ า ก ใ น ป ร ะ เท ศ ไ ท ย เป็ น ป ร ะ เท ศ ที่ มี ค่ า แ ร ง ต่ า
  7. 7. 7 แ ล ะ เป็ น อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร เก ษ ต ร ที่ ไ ม่ มี ร ะ บ บ อั ต โ น มั ติ ม า ก นั ก รวมทั้งอุตสาหกรรมในประเทศไทยจานวนมากยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กภายในครัวเรือนและไ ม่ มี ร ะ บ บ ก า ร เก็ บ ข้ อ มู ล ที่ ส ม บู ร ณ์ นั ก เนื่ อ ง จ า ก ร ะ บ บ RFID มีราคาสูงและซับซ้อนโดยส่วนมากการใช้ในอุตสาหกรรมจะต้องถูกออกแบบเพื่ออุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต์ แ ล ะ อ อ ก แ บ บ ร ะ บ บ RFID เพื่ออุตสาหกรรมในเมืองไทยจึงต้องมีลักษณะพิเศษเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์ได้มีแผนการในการผลิตโครงร่างเซ ลล์ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิตแต่ในขั้นต้นนี้ ศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์ต้องการสร้างห้องทดลองใหม่โดยการแบ่งส่วนห นึ่งเพื่อใช้ในการจาลองผลิตโครงร่างเซลล์ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต และได้เลือกที่จะใช้ ระบบ RFID ในการ ติดตามการผลิตและระบบตรวจสอบกลับ เนื่องจากระบบ RFID ดังกล่าวมีความสามารถในการนาไปใช้ได้ต่อไปเมื่อมีการเพิ่มกาลังการผลิตสาหรับการขายในอนา คต และลงทุนไม่สูงมากนัก ทั้งระบบ RFID และเทคนิคการผลิตโครงร่างเซลล์โดยใช้วิธีการทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมใหม่ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ศึกษาและพัฒนาระบบ RFID เพื่อใช้เก็บข้อมูลในระบบการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวะทางการแพทย์ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบว นการผลิต รวมทั้งให้รองรับกิจกรรมอื่นๆในห้องทดลอง โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุม ระบบการตรวจสอบกลับ ระบบการติดตาม ระบบจัดการคลัง และ การเข้าออกของผู้ผลิตและคุณภาพของสินค้า ขอบเขตของกำรวิจัย ออกแบบติดตั้งระบบการเก็บข้อมูลและตรวจสอบกลับการผลิตโครงร่างเซลล์ด้วย RFID ทั้งนี้รวมไปถึงข้อมูลการดูแลรักษาเครื่องมือและปริมาณการผลิต ในห้องทดลองขนาดเล็ก ข้อจำกัดของกำรวิจัย
  8. 8. 8 ระบบดังกล่าวถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อใช้ในศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอ วัยวะสังเคราะห์และจะไม่รองรับกิจกรรมการทดลองใหม่ๆในศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยว ะสังเคราะห์ คำจำกัดควำมที่ใช้ในกำรวิจัย RFID (Radio frequency identification) = ระบบระบุตัวบุคคลด้วยคลื่นวิทยุ Scaffold = โครงร่างเซลล์ Good manufacturing Practice = หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในกระบวนการผลิต I-Tissue Lab = ศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ระบบการตรวจสอบกลับ และการติดตามสินค้า รวมทั้งข้อมูลต่างๆซึ่งจะลดข้อผิดพลาดของการบันทึกข้อมูล รวมทั้งตรงตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิต วิธีดำเนินกำรวิจัย 1. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเกี่ยวกับระบบ RFID ที่ใช้ในปัจจุบัน จุดอ่อนจุดแข็งของระบบดังกล่าว ความเป็นไปได้ในการนาระบบ RFID มาใช้ และ ประโยชน์ของRFID อุปสรรคของระบบ ข้อจากัด ต่างๆ รวมไปถึงตัวอย่างการนา RFID รวมทั้งการทางานของ ระบบ RFID ในโรงงาน 2. ศึกษาระบบ GMP ว่าเป็นอย่างไรโดยเน้นศึกษาเฉพาะส่วนที่สามารนาRFID มาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือส่วนระบบเอกสาร และ ส่วนความต้องการตรวจสอบย้อนกลับ รวมไปถึง ระบบการบันทึกต่างๆ 3. ศึกษาวิธีการผลิตโครงร่างเซลล์ กระบวนการผลิต ระยะเวลา กาลังการผลิต รายละเอียดวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ พื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ ความต้องการต่างๆของกระบวนการการผลิต และรายละเอียดเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์
  9. 9. 9 4. ศึกษาการทางานและการออกแบบของและรายละเอียดของ ระบบ RFID ที่ใช้ในระบบตรวจสอบกลับและระบบติดตามการผลิต รวมทั้งการใช้ RFID ในการบันทึกข้อมูลต่างๆตามหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี 5. ปรับปรุงกระบวนการผลิตโครงร่างเซลล์เพื่อให้เหมาะสมกับการนา RFID มาใช่ในเบื้องต้น 6. ติดตั้งและทดลองใช้ระบบRFIDในห้องทดลอง 7. ปรับปรุงกระบวนการและแก้ไขระบบ RFID ให้มีความสมบูรณ์ ตรงตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดี
  10. 10. 10 ลำดับขั้นตอนในกำรเสนอผลกำรวิจัย พ.ย. ธ.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 รวบรวมข้อมูล 2 ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3 เขียนโครงร่าง 4 เก็บข้อมูลเพิ่มเติม 5 ออกแบบระบบ 6 ติดตั้งระบบ 7 ตรวจสอบและแก้ไข 8 เขียนวิทยานิพนธ์
  11. 11. 11 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฎี ในงานวิจัยนี้มีการศึกษาพัฒนาห้องทดลองโดยเริ่มจากการวางแผนผังและออกแบบระบบ RFID ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดี ซึ่งจะต้องมีทั้งระบบเอกสารและระบบการตรวจสอบกลับ Radio Frequency Identification RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้คลื่นความถี่ประเภทหนึ่ง เกิดจากแนวคิดที่ว่า “ทุกสิ่งบนโลกนี้ต้องมีชื่อ” (ผู้เขียนนิยาม) ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ควรมีการระบุตัวตน (Identification) แม้แต่ ต้นไม้ในป่าสงวน วัวในทุ่ง โลมาในอ่าว สินค้าในห้าง สมุดทุกเล่มหรือแม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ องค์ประกอบหลักของระบบ RFID จะมีตัว Tag ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Transponder และตัว Reader หรือศัพท์เทคนิคเรียกว่า Interrogator ส่งสัญญาณความถี่เพื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลตัวTag และตัว Tag ส่งข้อมูลกลับมาที่ตัว Reader ดังภาพ รูป 4 แสดงเครือข่ำยและลักษณะกำรทำงำนของ RFID การทางานของระบบ เมื่อตัว Reader ส่งคลื่นความถี่ (Radio Frequency) ไปโดน Tag เมื่อตัว Tag ได้รับคลื่น ขดลวดที่รอบตัวนั้นนอกจากทาหน้าที่เป็นสายอากาศ (Antenna) รับสัญญาณแล้ว ยังทาหน้าที่แปลงความถี่กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้ าเพื่อใช้เลี้ยงวงจรของตัว
  12. 12. 12 Tag เพื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลในหน่วยความจาใน Tag จากนั้นก็จะส่งข้อมูลกลับด้วยการเหนี่ยวนาคลื่นความถี่ไปยังที่Readerอีกครั้ง ใน Tag นั้นจะสามารถบันทึกหรืออ่านข้อมูลที่เราต้องการได้ ดังที่เราเห็นใช้ในห้างสรรพสินค้า ติดที่ ซีดี เพื่อใช้อ่านราคาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ องกันการถูกขโมยสินค้า การออกแบบระบบ RFID โดยทั่วๆ ไปแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ Tag, Transponder, Middleware ซึ่งแต่ละส่วนมีรายละเอียดและความสาคัญที่แตกต่างกัน จากข้ อมู ล ของ In-Stat* ได้ ท าน ายไว้ ว่าเงิ นล ง ทุกในส่ วน ของ RFID Tag มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก 0.3 พันล้ านเหรียญ ส หรัฐในปี 2 00 4 ไปจนถึง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2009 รูป 5 กรำฟทำนำยมูลค่ำของ RFID ทั่วโลก ปี 2004 และ 2009 จากการศึกษาของ IDC** แสดงให้เห็นถึงตลาด RFID ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันระหว่างปี 2004 ถึง 2005 และขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2007 ก่อนที่จะตกลง ในปี 2008 ณ จุดนี้ ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ได้ลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์ค่าใช้จ่ายจึงตกลงและย้ายไปอยู่ในการบริการ ในส่วนของ Software ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 จนถึง 2008
  13. 13. 13 รูป 6 กรำฟแสดงมูลค่ำของ RFID ที่ถูกนำมำใช้โนโครงกำรต่ำงๆของประเทศสหรัฐอเมริกำโดยแบ่งออกเป็น สำมส่วน คือ Hardware Software และ Services จำก IDC ***IDTechEX ได้ทานายว่าตลาด RFID จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2008 มูลค่า Tag จะเติบโตจาก 1.7 พันล้านดอลลาร์ใน ปี 2007 เป็น 2.36 พันล้านดอลลาร์ ในปี2008ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ RFID ที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตในอุตสาหกรรมการผลิตอัตโนมัติ โลจิสติกส์ และ การควบคุมการซื้อขายทางอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งต้องการความสามารถของ RFID เช่น ความแม่นยาในการตรวจสอบติดตามในห่วงโซ่การผลิต และ ความคงทนในการใช้ในอุณหภูมิสูงและต่า ระยะการอ่านที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น รูป 7 กรำฟทำนำยมูลค่ำ RFID จำกปี 2008 ถึง 2018 by ID Tech EX
  14. 14. 14 *In-Stat is the leading provider of actionable research, market analysis and forecasts of advanced communications services, infrastructure, end-user devices and semiconductors **IDC Research of information technology companies and markets. ***IDTechEX Research and Analysis of Printed Electronic RFID and their applications ควำมสำคัญของ RFID เทคโนโลยี RFID (Radio FrequencyIdentification) หรือระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุ เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนามาประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวกรวดเร็ว และความมั่นคงปลอดภัยในกระบวนการต่างๆ รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษา แนวทางการพัฒนา RFID สาหรับภาคอุตสาหกรรมและบริการ แสดงว่ามูลค่าตลาดทั่วโลกของ RFID มีอัตราที่สูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2543 ตลาดอุตสาหกรรม RFID ในโลกมีมูลค่า 663 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2545มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 964.5 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะมีการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่องถึงปีละประมาณร้อยละ 25 โดยในปี พ.ศ. 2549 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาด RFID ในประเทศไทย พบว่ามีการนา RFID ไปประยุกต์ใช้งานด้านการผลิตในอุตสาหกรรมมากที่สุด รองลงมาคือ การประยุกต์ใช้กับห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ การควบคุมการเข้า-ออก การปศุสัตว์ และการเงินตามลาดับ โดยในปี พ.ศ. 2548 มูลค่าตลาดของ RFID ในประเทศไทย (ทั้งส่วนที่ผลิตเองในประเทศและนาเข้า) มีมูลค่าประมาณ 856.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.07 ของตลาด RFID ทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,827.3 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2550 ในปีพ.ศ. 2549 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งขาติได้เห็นถึงความสาคัญของ การพัฒนาอุตสาหกรรม RFID ของประเทศไทย จึงได้จัดทาโครงการพัฒนาอุตสาหกรรม RFID ขึ้นโดยมีเป้ าหมายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในวงกว้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความได้เปรียบทางการค้าและการยกระดับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้ง การบริหารจัดการฟาร์ม (ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ) และโลจิสติกส์ เมื่อพิจารณาสภาพการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มของสภาพการณ์ในอนาคตอันใกล้
  15. 15. 15 ด้านความเร่งด่วน ความสาคัญ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับความเข้มแข็งของพันธมิตรแล้ว พบว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบย้อนกลับและโลจิสติกส์ ยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสาคัญในอันดับแรก Tag โดยทั่วๆ ไปสามารถแบ่ง Tag ออกตามแหล่งพลังงานได้เป็น 3 ประเภทตามคือ 1. Active Tag จะมีแบตเตอรี่อยู่ภายในซึ่งใช้เป็นแห่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เพื่อป้ อนพลังงานไฟฟ้ าให้Tagทางานปกติ โดยTagชนิดนี้ฟังก์ชั่นการทางานทั่วไปทั้งอ่านและเขียนข้อมูลลงในTagได้ และการที่ต้องใช้แบตเตอรี่จึงทาให้Tagชนิดนี้มีอายุการใช้งานจากัดตามอายุของแบตเตอรี่ ซึ่งจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี เมื่อแบตเตอรี่หมดก็ต้องนาTagไปทิ้งไม่สามารถนากับมาใช้ใหม่ได้ เรื่องจากจะมีการผนึก ที่ตัวTagทาให้ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าสามารถออกแบบวงจรของTagให้กินกระแสไฟน้อยๆก็อาจจะมีอายุการทางานนับ สิบปี Tagชนิดนี้จะมีหน่วยความจาภายในขนาดใหญ่ได้ถึง 1 MB มีกาลังส่งสูงและระยะการรับส่งข้อมูลไกลสูงสุดถึง 6 m ซึ่งไกลกว่าชนิดPassive นอกจากนี้ยังทางานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี ข้อเสียของTagชนิดนี้ได้แก่ ราคาต่อหน่วยแพง มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีระยะเวลาในการทางานจากัด 2. Semi passive Tag ป้ ายชนิดนี้จะต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ภายนอก ทาให้สามารถส่งข้อมูลได้ระยะไกลกว่าป้ ายแบบ passive ป้ ายเองไม่สามารถเป็นผู้เริ่มต้นส่งสัญญาณวิทยุได้ แต่จะรอรับสัญญาณกระตุ้นให้ทางานจากตัว reader ซึ่งต่างจาก active tag ที่ต้องทาการส่งสัญญาณวิทยุตลอดเวลา ทาให้ semi-passive tag ประหยัดพลังงานมากกว่า ซึ่งถ้าไม่มีการส่งสัญญาณมาจากตัว reader ตัว semi-passive tag จะอยู่ในสภาวะ sleep
  16. 16. 16 3. Passive Tag จะไม่มีแบตเตอรี่อยู่ภายในหรือไม่จาเป็นต้องรับแหล่งจ่ายไฟใดๆ เพราะจะทางาน โดยอาศัยหลังงานไฟฟ้ าที่เกิดจากการเหนี่ยวนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าจากตัวอ่านข้อมูล (มีวงจรกาเนิดไฟฟ้ าขนาดเล็กอยู่ในตัว) หรือที่เรียกว่าอุปกรณ์ Transceiver จึงทาให้Tagชนิดนี้มีน้าหนักเบาและเล็กกว่าTagชนิดActive ราคาถูกกว่า และมีอายุการใช้งานไม่จากัด แต่ข้อเสียคือมีระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ไกลสูงสุดเพียง 1.5 m มีหน่วยความจาเล็ก (32 –128 bit) และตัวเครื่องอ่านข้อมูลต้องมีความไวและกาลังที่สูง นอกจากนี้มักจะมีปัญหา เมื่อนาไปใช้งานที่มีสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ าสูง แต่ด้วยราคาที่ถูกและอายุการใช้งานนานกว่า ทาให้Tagชนิดนี้ได้รับความนิยมมากกว่า ไอซีของTagชนิดPassiveที่มีการผลิตออกมาจะมีทั้งขนาดและรูปร่างที่เป็นได้ตั้งแต่แท่งหรือแผ่นข นาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ ไปจนถึงมีขนาดใหญ่จนสะดุดตา ซึ่งต่างก็มีความเหมาะสมกับชนิดการใช้งานที่แตกต่างกัน รูป 8 แสดง RFID Tag ในรูปแบบต่ำงๆ Reader RFID Reader คืออุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เขียน หรืออ่านข้อมูลใน Tag ด้วยสัญญานคลื่นความถี่วิทยุภายในเครื่องจะประกอบด้วยเสาอากาศที่ทาจากขดลวดทองแดงเพื่ อใช้รับส่งสัญญาณ ภารับและภาคส่งของสัญญาณวิทยุและวงจรควบคุมการอ่านเขียนรูปแบบโดยทั่วไปของเครื่องอ่า
  17. 17. 17 นจะพบได้ในลักษณะที่เป็นสถานีอ่านเป็นแบบมือถือและแบบที่เป็นประตูใช้สาหรับคนหรือยานพา หนะผ่าน เครื่องอ่านจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลักดังนี้  ภาครับและภาคส่งสัญญาณวิทยุ  ภาคสร้างสัญญาณพาหะ  ขดลวดที่ทาหน้าที่เป็นสายอากาศ  วงจรปรับสัญญาณ  หน่วยประมูลผลข้อมูล  ภาคติดต่อกับคอมพิวเตอร์ Middleware เป็นอุปกรณ์สื่อกลางระหว่างเครื่องอ่านกับระบบฐานข้อมูลในที่นี้รวมทั้ง Hardware และ Software ที่ทาหน้าที่ดังกล่าว โดยทั่วไปสามารถใช้ คอมพิวเตอร์เป็น Middleware ได้ มาตรฐาน องค์กรมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ RFID สามารถแบ่งออกไดได้เป็นกลุ่มๆดังนี้ Internationalstandardsorganization ISO – International Organization for Standardization ITU – InternationalTelecommunication Union IEC – International Electro technical Commission Regional standards CEN – European Committee for Normalization and Standardization National Standards ANSI – American National Standards Institute BSI – British Standards Institution
  18. 18. 18 Industry EPCglobal – Electronic Product Code GS1 – European specific of EPC plus UCC/EAN AIAG – Automotive IndustryAction Group แต่ละกลุ่มข้างบนจะมีกลุ่มย่อยๆภายในเพื่อกาหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ ที่เกี่ยวกับ RFID ในแต่ละเรื่องแยกออกไปอีกทีหนึ่ง มาตรฐานที่เกี่ยวกับทางเทคนิคก็มักจะมีการพูดถึงเรื่องต่างๆคือ  ความต้องการอุปกรณ์  ส่วนติดต่อกับคอมพิวเตอร์หลัก  ส่วนติดต่อกับอากาศ  ข้อความข้อมูล โครงสร้าง และ เนื้อหาสาระ  อัตราการอ่าน ขั้นตอนการทดสอบ คุณภาพการพิมพ์,การผ่อนปรนของข้อกาหนด  การใช้งานทั่วๆไป การทาฉลาก หีบห่อบรรจุ นับจานวน อื่นๆ โดยทั่วไปแล้วมาตรฐานที่คุ้นเคยกันดีและครอบคลุมเนื้อหาต่างๆข้างต้นครบถ้วนก็จะเป็นมาตรฐา น ของ ISO 18000 ทั้งนี้มาตรฐานทาง RFID นั้นเพิ่งจะเริ่มมามีขึ้นหลากหลายเมื่อปี 2006 นี้เอง โดยมาตรฐานที่บทบาทอย่างมากก็คือ ISO 18000 กับ EPC Gen 2 มาตรฐาน ISO 18000 นั้นพูดถึง RFID Air Interface ใน5 ย่านความถี่ด้วยกันคือ  <135 kHz. – 18000 - 2  13.56 MHz –18000 - 3  433 MHz – Active – 18000 -7  860 ~ 960 MHz – 18000 - 6  2.45 GHz. – 18000 - 4 ทั้งนี้ISO 18000 – 1 จะพูดถึงค่าค่าทั่วๆไปสาหรับ RFIDทุกย่านความถี่ ส่วน ISO 18000 - 2 จะพูดถึง Type A ย่าน 125 kHz แบบ Full Duplex และ Type B ย่าน 134.2 kHz. แบบ Half Duplex ในขณะที่ ISO 18000 - 3 จะพูดถึงความถี่ย่าน 13.56 MHz และรายละเอียดในการทางานสอง mode ซึ่งใช้งานร่วมกันไม่ได้และต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาให้กับเจ้าของ เทคโนโลยีในการใช้งานทั้งสอง mode ในส่วนของ ISO 18000 - 4
  19. 19. 19 จะกาหนดมาตรฐานสาหรับย่านความถี่ 2.45 GHz. และการทางานในสอง mode เช่นกันคือ แบบ passive ที่อยู่ในลักษณะ reader talks first กับในแบบ active ที่ tag talksfirst โดย passive mode จะมีระยะทางานต่ากว่า 1 เมตร ในขณะที่ active mode มีระยะการทางานมากกว่าแบบ passive ถึงกว่า 100 เท่า มาถึง ISO 18000 - 6 ซึ่งเป็นการกาหนดมาตรฐานในย่าน 860 - 960 MHz โดยในแต่ละประเทศก็จะมีการใช้ความถี่ที่แตกต่างกันไป โดย ISO 18000 - 6 A กับ B จะครอบคลุมถึง applications แบบต่างๆหลากหลาย และ ISO 18000 - 6 C จะครอบคลุมถึงมาตรฐาน UHF Gen 2 Global สุดท้ายคือ ISO 18000 - 7 จะเป็นการพูดถึงย่าน 433 MHz ในแบบ active ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อยู่ใน DoD (Department of Defense) ของอเมริกา สาหรับ ติดตามตู้คอนเทรนเนอร์ RFID ในย่านนี้มีระยะการทางานหลายร้อยฟุต แต่มีราคาค่อนข้างแพง ทาให้มีการใช้กันค่อนข้างน้อย สุดท้ายคงต้องพูดถึง EPCglobal และ GS1 โดย EPC นั้นหมายถึง Electronic Product Code ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่มีการผลิตขึ้นในโลกสามารถจะมี unique EPC code ได้ ถ้าผู้ผลิตเป็นมีรหัส EPC ที่ GS1 ออกให้ ทั้งนี้ความตั้งใจของ EPCglobal ก็คือต้องการจะให้สินค้าทุกชิ้นทั่วโลกสามารถถูกตรวจสอบหรือ track ใน supply chain ได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี EPC Gen 2 เป็นมาตรฐานอันล่าสุดที่จะทาให้ tag ทุกอันที่ comply ตามมาตรฐาน EPC Gen 2 นี้สามารถอ่านได้ในทุกประเทศโดยใช้มาตรฐาน ISO 18000 - 6 และเนื่องจากในอเมริกาใช้ความถี่ย่าน 915 MHz ในขณะที่ยุโรปใช้ย่าน 868 MHz เจ้าตัว Tag EPC Gen 2 นี้จะต้องสามารถถูกอ่านได้ทั้งโดย Reader ย่าน 868 MHz และ ย่าน 915 MHz ด้วย มาตรฐาน EPC Gen 2 นั้นจะกาหนดให้มีอย่างน้อย 96 bits ซึ่งเป็นรหัส EPC ส่วนที่เกินไปจาก 96 bits ก็จะเป็นข้อมูลเช่น password, kill code และส่วนอื่นๆ (อาจจะสงสัยว่า kill code ทาอะไรใช่ไหมครับ kill code ก็คือรหัสที่เมื่อใช้แล้วจะทาให้ tag อันนั้นตายไปเลยคือไม่สามารถอ่านได้อีกตลอดไป) ISO 14443 เป็นมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มคณะกรรมการ 8 ใน 17 คนของ ISO's/IEC's Joint Technical Committee 1 สาหรับเครื่องอ่าน RFID ที่ใช้กับไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ทางานบนความถี่13.56MHz รวมถึงแบบที่มีไมโครคอนโทรลเลอร์ของตัวเองและหน่วยความจาต่างๆ และสายอากาศเหนี่ยวนาแม่เหล็ก
  20. 20. 20 ISO/IEC 14443 ประกอบไปด้วยสี่ส่วนแบ่งออกเป็น ชนิด A กับ ชนิด B ความแตกต่างของทั้งสองชนิดอยู่ที่กรรมวิธีแปลงสัญญาณ การเข้ารหัส (ส่วนที่ 2) และ ระเบียบการขั้นตอนต่างๆ (ส่วนที่ 3) ทั้ง จะมีระเบียบการส่งสัญญาณที่เหมือนกันซึ่งจะถูกกาหนดด้วยบล็อกแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกอื่ นๆทที่สัมพันธ์กันดังนี้ 1. ส่วนการเปลี่ยนแปลงข้อมูล 2. ขยายระยะเวลาการรอ 3. การกระตุ้นหลายครั้ง ย่ำนควำมถี่ที่ใช้ในระบบ RFID ในปัจจุบันคลื่นพาหะที่ใช้งานกับ RFID จะอยู่ในย่านความถี่ ISM (Idustrial –scientific- medical) โดยแบ่งได้เป็น4ช่วงหลักๆได้แก่  ย่านความถี่ต่า (Lowfrequency ) ต่ากว่า 150 kHz  ย่านความถี่สูง (High Frequency )13.56 MHz  ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency ) 433/868/915 MHz  ย่านความถี่ไมโครเวฟ (Microwave) 2.4/5.8 GHz
  21. 21. 21 รูป 9 กรำฟแสดงกำรใช้งำนย่ำนควำมถี่ต่ำงๆ ความถี่ที่นิยมใช้มากที่สุดในปี 2007 คือ HF 13.56 MHz เพราะว่าได้มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 25ล้านดอลลาร์สหรัฐสาหรับหนังสือ และ 16ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป่ยจิงสาธารณรัฐประชาชนจีน และ หกล้านดอลลาร์สหรัฐ สาหรับบัตรประชาชนของประเทศจีน RFID ด้านความถี่สูง มาตรฐาน ISO 14443 มีการใช้มูลค่าประมาณ10เท่าของ RFID อื่นๆ และในมาตรฐาน ISO 15693 ซึ่งมีการใช้งานใหม่ๆหลายอย่างเช่น พาสปอร์ต โทรศัพท์ ห้องสมุด หรือ ความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบ ทาให้มีการใช้ มาตรฐานความถี่ 13.56 MHzมากและกว้างขวางขึ้น ในปี2007 การพัฒนาปรับปรุง แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่การพัฒนานี้เป็นสิ่งยืนยันการขยายตัวของการใช้ RFID ในย่านความถี่สูง ในอนาคต
  22. 22. 22 รูป 10 กรำฟเปรียบเทียบปริมำณกำรใช้ RFID ในย่ำนควำมถี่ต่ำงๆ ต่ำงๆ (ปริมำณกำรใช้งำนถูกนำมำจำกฐำนข้อมูลของ IDTEchEx) จุดเด่นของ RFID เมื่อเทียบกับระบบ Auto-ID อย่างอื่น เช่นระบบบาร์โค้ดจะพบว่า RFID มีจุดเด่นมากกว่าหลายข้อ คือ มีความหนาแน่นของข้อมูลที่บันทึกต่อพื้นที่เครื่องอ่าน ขนาดเล็กกว่า Tagมีความคงทนกว่า ระยะการอ่านมากกว่า มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า มีการปลอมแปลงได้ยาก ความเร็วในการอ่านมาก ไม่จาเป็นต้องมองหา Tag และสามารถอ่านTag ได้หลายTag ต่อการอ่านครั้งเดียว ElectronicProductCode EPC หรือ Electronic Product Code คือ การใช้งานเลขรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งปัจจุบันนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง และสามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงพาณิชย์ การบริการ
  23. 23. 23 และในอุตสาหกรรม อันเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแทนระบบบาร์โค้ดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ระบบ บาร์โค้ดจะใช้ UPC ซึ่งจะถือว่าสินค้าประเภทเดียวกัน ชุดเดียวกันถือเป็นสินค้าชิ้นเดียวกัน) รูป 11 ตัวอย่ำง Electronic Product Code EPC เป็นโครงสร้างใหม่ในการกาหนดเลขรหัสให้กับสินค้าที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Auto-ID Center เป็นเทคโนโลยีที่ทาให้การกาหนดเลขรหัสเพื่อบ่งชี้สินค้าแต่ละหน่วย แต่ละชิ้นมีการแตกต่าง ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ระบบบาร์โค้ด อีกทั้ง EPC จะเป็นข้อมูลที่มีความจาเป็นและบรรจุอยู่ในหน่วยความจาของ RFID Tag เพื่อประโยชน์ในการอ่านและบ่งชี้ข้อมูลต่างๆ เลขรหัส Barcode เป็นเลขบ่งชี้เพื่อกากับสินค้าชนิดนั้นๆ โดยสินค้าประเภทเดียวกันที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการก็จะมีเลขรหัสเดียว กันทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่มีวันผลิตและวันหมดอายุต่างกัน รูป 12 เปรียบเทียบเลขรหัสระหว่ำง Universal Product code และ Electronic Product Code ระบบ EPC จะมีลักษณะการนาไปใช้งานได้มากกว่าระบบบาร์โค้ด เพราะ EPC มีโครงสร้างเลขรหัสที่มีจานวนตัวเลขมากกว่าจึงสามารถนาไปกาหนดให้กับสินค้า ทุกชิ้นมีเลขรหัสที่ต่างกันทั้งหมดได้ ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่เหมือนกันแต่คนละชิ้นก็จะมีเลขรหัสต่างกัน ทาให้สินค้าที่มีวันผลิตและวันหมดอายุต่างกันมีเลขรหัสต่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริการจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ
  24. 24. 24 ความสะดวก-รวดเร็วในการบ่งชี้สินค้า ,ความสามารถในการอ่านข้อมูลครั้งละมากๆ , มีระยะทางและรัศมีในการบ่งชี้สินค้าที่ไกลกว่าการสแกนบาร์โค้ดแบบเดิม และการบันทึกข้อมูล EPC ใน RFID Tag ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบ่งชี้ข้อมูลของสินค้าและการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตได้ดียิ่งขึ้น ได้ดียิ่งขึ้น RFID Applications  ควบคุมการเข้าออก อาคาร สานักงาน ห้อง ประตู คุก ตู้เก็บเอกสาร ตู้คอนเทนเนอร์ต่างๆ  สัตว์ หรือ การจัดการปศุสัตว์ ฟาร์ม  สวนสนุก  การจ่ายเงินโดยปราศจากเงินสด  การจัดการระบบเอกสาร  ควบคุมการเข้าออกและการจัดการกิจกรรมต่างๆ  การบริหารจัดการและการพิสูจน์หลักฐาน  ด้านสุขภาพ o ติดตามคนไข้ o ติดตามอุปกรณ์ o ติดตามงานบริการ o ติดตามและตรวจสอบยา o ควบคุมติดตามสารประกอบ o การทาความสะอาดชุดฟอร์ม  โรงพยาบาล o การเข้าออก o กิจกรรม o การจ่ายเงินโดยปราศจากเงินสด  บริการเช่าเสื้อผ้า  การบริหารจัดการวัสดุราคาแพง(เพชร พลอย)  กิจกรรมซักรีดและอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร  ห้องสมุดและคลังเก็บวีดีโอ  การผลิต
  25. 25. 25 o วัตถุดิบ o ติดตามงานระหว่างการทางาน o ประกันคุณภาพ o สินค้าสาเร็จ o ความปลอดภัย  ด้านเภสัชกรรม o รับรองมาตรฐานและยืนยันผลิตภัณฑ์ o การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ o ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ o เอกสารรับรองผลิตภัณฑ์ o ควบคุมชุดการผลิต  ความปลอดภัย o คอมพิวเตอร์แบบพกพา o PDA’s o ใช้ติดตามของมีค่าที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย  การบริการทางอุตสาหกรรม o การให้บริการนอกสถานที่สาหรับสินค้าอุปโภคบริโภค o การให้บริการนอกสถานที่สาหรับ ผู้ห้บริการทางด้านไฟฟ้ า และทางด้านเครื่องมือกลไก o การบารุงรักษายานพาหนะ o การบารุงรักษาอุปกรณ์  ห่วงโซ่การผลิต o การรับสินค้าและส่งสินค้า o การควบคุมตรวจสอบสินค้าคงคลัง o ดูแลโกดังสินค้า o ร้านขายปลีก o ดูแลสินค้าราคาแพง  การบริหารจัดการยานพาหนะ
  26. 26. 26 o รถไฟและตู้ขนส่งสินค้า o บัตรผ่านทางสาหรับขนส่ง o เครื่องเก็บเงิน o การระบุเจาะจงยานพาหนะ o การระบุยานพาหนะแปลกปลอม o ความปลอดภัย จากโครงการต่างๆพบว่าในปี2007มีการใช้งานRFID ในส่วนของการเงิน และความปลอดภัยมากที่สุดเป็นปริมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นส่วนสาคัญในอนาคต ปริมาณที่มากดังกล่าวนี้มีผลมาจากโครงงานหนังสือเดินทางที่ถูกใช้ในอย่างน้อย 50 ประเทศในขณะนี้บัตร RFID ที่ถูกใช้ทางการเงิน ก็มีจานวนเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณมากด้วย การนาตั๋ว RFID มาใช้ การนา RFID มาใช้ในการควบคุมการเข้าออก และการใช้ RFID ในโทรศัพท์ รวมไปถึงอื่นๆอีกหลายอย่างก็มีส่วนช่วยเพิ่มจานวนการใช้ RFID ในส่วนนี้ รูป 13 กรำฟแสดงปริมำณกำรใช้งำน RFID ในรูปแบบต่ำงๆ (ปริมำณกำรใช้งำนถูกนำมำจำกฐำนข้อมูลของ IDTEchEx)
  27. 27. 27 ปริมาณการใช้ RFID ในระดับรองลงมาคือใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ 13 เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีปริมาณพอๆกับในปี 2006 มีเพียงอย่างเดียวที่มีปริมาณการใช้ RFID เพิ่มขึ้นจากปี 2006 อย่างชัดเจนนั่นคือการใช้ RFID ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ IDTechEx ได้แสดงให้เห็นถึงจานวนโครงการใหม่ๆในปี 2007 ได้รวบรวมข้อมูล 3096 โครงการ จาก 101 ประเทศ ครอบคลุม 4231 องค์กร และเชื่อมต่อไป 526 สไลด์โชว์ และเสียง จาก บริษัท RFID จากข้อมูลโครงการใหม่นี้แสดงการเติบโต 20เปอร์เซนต์ของฐานข้อมูลสะท้อนถึงปริมาณการเพิ่มของ RFID ยอกเหนือจากการใช้RFID ในบัตรประชาชนของประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีกว่า 500 บริษัทอุปโภคบริโภคที่มีกาหนดจะใช้ RFID ในการขายส่งด้วยการติดฉลากลงบนแทนวางสินค้าและที่กล่องใส่สิน แต่ส่วนใหญ่จาก 500บริษัทนั้นแทบไม่ได้ทาอะไรมากนัก เนื่องจากปัญหาทางการเงินกับการคืนทุน Good manufacturing Practices Good manufacturing Practices หรือ หลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตถูกกาหนดขึ้นเพื่อใช้สาหรับการผลิต ยา อาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถูกกาหนดขึ้นครั้งแรกจากองค์กรอนามัยโลกและได้ถูกใช้ในหลายประเทศ แต่ในปัจจุบันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ GMP ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์จากวิศวกรรมเนื้อเยื่อโดยเฉพาะ สาหรับในประเทศไทยได้มีการกาหนดหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตยาตามประกาสกระทรวงสาธารณ สุข เรื่อง การกาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ตามกฎหมายว่าด้วยยา พ.ศ. 2546 จึงได้นามาเทียบเคียงสาหรับการผลิตโครงร่างเซลล์ ในส่วนของ การบันทึกรายละเอียดและเอกสารต่างๆ กำรตรวจสอบย้อนกลับ ในระบบ GMP นั้น การตรวจสอบย้อนกลับ และการบันทึก ในทุกๆขั้นตอนของกระบวนการผลิต ทั้งนี้รายละเอียดในการบันทึกด้วยคนนั้น มักจะมีปัญหาสูญหาย และความผิดพลาดอยู่เสมอ ทาให้การตรวจสอบกลับ เมื่อต้องการเป็นไปได้ยาก ระบบ RFID ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นดังกล่าวสามารถช่วยให้ระบบตรวจสอบกลับ และการบันทึกข้อความประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ลดข้อมูลที่สูญหายและความผิดพลาดจากคน แต่ทั้งนี้ในประเทศที่มีค่าครองชีพไม่สูงมาก นักเช่นประเทศไทย
  28. 28. 28 การที่จะต้องใช้เงินลงทุนในระบบดังกล่าวจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าแรงคน และยังมีข้อจากัดหลายๆอย่างซึ่งอาจทาให้การนาระบบ RFID เข้ามาใช้ไม่ประสบผลสาเร็จ ระบบเอกสำรและบันทึก เอกสารคือสิ่งที่มีไว้เพื่อเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ของหลัก GMP เพื่อที่จะก่อให้เกิด ติดตาม และบันทึก ข้อมูลทางคุณภาพของสายการผลิต การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพ มีจุดประสงค์หลายอย่างเช่น แสดงให้เห็นและป้ องกันความผิดพลาด แสดงการประกันคุณภาพและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งบันทึกถึงการวางแผนและพัฒนา ใช้บอกถึงรายละเอียดงานของลูกจ้าง ใช้แสดงและระบุความรับผิดชอบและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ลำดับชั้นของเอกสำร เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและคุณภาพสามารถแบ่งออกเป็น 4ชั้น คือ คู่มือคุณภาพ ระเบียบปฏิบัติทางคุณภาพ ระเบียบปฏิบัติงาน การบันทึกด้านคุณภาพ ซึ่งทุกๆขั้นตอนจะถูกรวบรวม เพื่อกาหนดรูปแบบความเข้าใจและการทางานร่วมกันของเครือข่ายเอกสารผ่าระบบการอ้างอิงแบ บผสมผสาน รูป 14 รูปแสดงลำดับชั้นของระบบเอกสำร ที่นำมำใช้ กับ หลักเกณฑ์กำรผลิตที่ดี
  29. 29. 29 รูป 15 แสดงรำยละเอียดและจำแนกเอกสำรประเภทต่ำงๆ คู่มือคุณภาพ หมายถึง แผนหรือโครงร่างขององค์กรที่มีการประกันคุณภาพ เพื่อทาให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด คู่มือคุณภาพควรจะบ่งบอกถึง แนวทางการดาเนินงานของบริษัท องค์กร ความรับผิดชอบและขั้นตอนต่างๆในการดาเนินงาน สาหรับการบริหารทางคุณภาพ ระเบียบปฏิบัติทางคุณภาพ จะแสดงถึงวิธีการทางเทคนิค ซึ่งเป็นโครงร่างของกิจกรรม หรือการดาเนินงาน ขององค์กรเพื่อให้ได้ ตามนโยบายคุณภาพ ระเบียบปฏิบัติงาน คือเอกสารการปฏิบัติที่ประกอบด้วยคาแนะนาโดยละเอียดเฉพาะเจาะจงถึงการกระทาต่างๆหรือก ระบวนการต่างๆอย่างถูกต้อง ซึ่งระเบียบปฏิบัติงานควรจะแสดงขั้นตอนและคาแนะนาโดยละเอียดและเข้าใจง่าน การบันทึกด้านคุณภาพ คือผลการบันทึก สามารถแสดงเป็นกราฟ หรือข้อมูลขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละกิจกรรม เช่น การตรวจสอบ การทดสอบ การสารวจ หรือการทบทวนต่างๆ บันทึกเหล่านี้ควรได้รับการเก็บรักษาเป็นเอกสารที่สาคัญใช้ในการรายงานผล
  30. 30. 30 การบันทึกด้านคุณภาพควรจะมีลักษณะง่ายๆ คือ เข้าใจได้และ ชัดเจน พร้อมสาหรับการระบุเจาะจงและนามาใช้ มีการเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และถูกเก็บไว้ในที่ เหมาะสมปลอดภัย กำรวำงแผนผัง ในการวางแผนผังของศูนย์นวัตกรรมเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะสังเคราะห์นั้น ในขั้นตอนได้มีการศึกษาวิธีการวางจากการวางแผนผังโรงงานแบบต่างๆ พบว่าการผลิตโครงร่างเซลล์ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนจึงเหมาะสมที่จะวางแผนผังตามลาดับขั้นการผลิ ตมากที่สุดแต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทาได้เนื่องจากข้อจากัดด้านอุปกรณ์เครื่องมือและ ข้อจากัดด้านสถานที่สภาพแวดล้อมในขั้นตอนต่างๆเช่นในบางขั้นตอนต้องการความสะอาดมาก ในบางขั้นตอนต้องการทาในที่มืด และในบางขั้นตอนต้องการทาในที่แห้ง จึงต้องวางแผนผัง ตามรูปการใช้งานที่เหมาะสมแทน อุปกรณ์ RFID ที่นำมำใช้ในงำนวิจัย ACR 120 contactless Smart Card Reader รูป 16 รูปแสดงชุดทดสอบและพัฒนำสำหรับระบบ RFID ชุดทดสอบที่จะนามาใช้ในการออกแบบระบบ RFID สาหรับการผลิตโครงร่างเซลล์ทางานที่ ความถี่ 13.56MHz (High Frequency) ISO14443 A and B ทางานได้ที่ระยะ 5cm สามารถต่อได้ทั้งผ่านUSB หรือ RS232 มีความยืดหยุ่นในการออกแบบ ระบบ ต่างๆ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Implementation of success scorecard / Real Experience 2005 Apiwat Thongprasert IE Technology CO LTD.
  31. 31. 31 ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงขั้นตอนการนา RFID ไปโดยการศึกษาจากกรณีตัวอย่างในประเทศไทยและได้แนะนาวิธีการนา RFID ไปใช้โดยสรุปไว้คร่าวๆ 5 ขั้นตอน 1.ระบุปัญหา (Define problem) ในขั้นนี้จะต้องทาการกาหนดขอบเขตและปัญหาให้ชัดเจน ระบุลักษณะของธุรกิจศึกษาหลักการของธุรกิจและกระบวนการผลิตความเห็นชอบของผู้บริหาร ทรัพยากรและงบประมาณ 2.เทคโนโลยีและการเลือกคู่ค้า (Technology and partner selection) ทาความเข้าใจกับเทคโนโลยี RFID และทางเลือกอื่นๆประเมินลักษณะของธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ RFIDเลือกหุ้นส่วนทางด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์ในการใช้ RFID สร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วนด้วยการร่วมมือกันทางานเป็นกลุ่ม (Cross functional team) 3.เริ่มโครงการทดสอบ เรียนรู้การนา RFID มาใช้ในขั้นแรก ๖Pilot project: learning the first step to implement RFID) พัฒนาการใช้ RFID ในระดับเริ่มต้น ทดลองและทดสอบการทางานและแนวคิดในเบื้องต้น กาหนดเป้ าหมายและการวัดผลที่ชัดเจนของโครงการทดสอบและเกณฑ์การวัดความสาเร็จของระ บบ ผลักดันให้ผู้ที่มีผลประโยชน์ในการนา RFID มาใช้ เกี่ยวข้องกับโครงการทดสอบและ ทาให้แน่ใจว่า ทุกๆคนได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง 4.ประเมินผล ปรับแต่ง และ ติดตั้งในปริมาณที่มากขึ้น (Evaluate Result, re adjust and roll out) ในขั้นนี้การติดตามและสังเกตกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงของธุรกิจเป็นสิ่งสาคัญ การวัดและประเมินผล KPI และ ROI รวมทั้งการวิเคราะห์GAP เป็นสิ่งที่จาเป็นในการตัดสินใจสาหรับขั้นตอนต่อไป และควรให้ผู้เกี่ยวข้องทุกๆคนมีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ด้วย
  32. 32. 32 5.ปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ RFID อย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement using RFID Technology) หลังจากการนา RFID มาใช้ได้ประสบผลสาเร็จในส่วนหนึ่ง เพิ่มแผนการพัฒนานาไปใช้ในส่วนอื่นๆของบริษัทจะทาให้ความสาเร็จของการใช้ RFID ความร่วมมือกับส่วนหุ้นส่วนอื่นๆเพื่อขยายการนา RFID ไปใช้มีความจาเป็น ควรพัฒนาอย่างต่อเนื่องขั้นตอนทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยหลักการ “continuous improvement cycle” รูป 17 แสดงลำดับขั้นกำรใช้งำนระบบ RFID ที่ดี Barrier to RFID Adoption in Supply Chain 2007 N. Huber K Michael L McCathie ได้กล่าวถึงอุปสรรคต่างๆในการนา RFID มาใช้ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ ผู้เกี่ยวข้องต่างๆเช่น ผู้ขาย RFID ระบบค้าปลีกที่ได้เริ่มนา RFID มาใช้ Cost
  33. 33. 33 ราคาของ RFIDนั้นในปัจจุบันยังคงค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยี Auto – ID ยอดนิยมอย่างบาร์โค้ด การนามาใช้นั้นจึงต้อมีการคานึงถึงการใช้งานอย่างคุ้มค่า และ ROI อย่างรอบคอบ ถึงแม้ในบางกรณี RFID จะแพงกว่าแต่การนามาใช้ก่อนนั้น มีประโยชน์มากกว่าในอนาคต Lack of awareness การขาดความตระหนักถึง เทคโนโลยีดังกล่าว และความลังเลจากภาพลักษณ์การนา RFID ใช้จากลูกค้า ขาดความเข้าใจในศักยภาพของ RFID อย่างถ่องแท้ Immature of Technology เนื่องจากความเป็นเทคโนโลยีใหม่ของ RFID จึงต้องการพัฒนาที่มากกว่า เพื่อที่ทาให้เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับอย่างเช่นบาร์โค้ดเพราะ การวัดผลจากการทางานที่ดีขึ้นเนื่องมากจากเทคโนโลยี RFID ยังทาได้ค่อนข้างยาก เมื่อเทียบกับระบบบาร์โค้ด The Future of Radio Frequency Identification 2007 Dennis Vieland and Aaron Wong ได้ศึกษาเกี่ยวกับ RFID ด้วยวิธี Delphi คือการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน RFID เพื่อที่จะหว่าหัวข้อใดที่เกี่ยวข้องกับ RFID สาคัญที่ และยังไม่สามารถแก้ได้สมบูรณ์โดยเน้นจุดมุ่งหมายที่ห่วงโซ่การผลิตและการค้าปลีก จากวิธีการ Delphi ได้ลาดับความสาคัญในหัวข้อต่างๆดังนี้ ตำรำง2 แสดง ลำดับควำมสำคัญของหัวข้อที่เกี่ยวกับRFIDด้วยวิธี Delphi Issue Mean Rank A B C D Standardization 1.75 2 2 2 1 System Costs 2.25 1 1 3 4 Integration 2.75 2 5 1 3 Business ProcessReengineering 3 4 2 4 2 Lackof RFID Skilled Professionals 5.25 6 4 6 5
  34. 34. 34 Privacy 5.75 5 6 5 7 Data Warehousing 6.75 7 7 7 6 ตำรำง3 แสดงควำมเป็นไปได้ของวีแก้ปัญหำ RFID หัวข้อต่ำงๆภำยในสองปีข้ำงหน้ำ Issue Mean Rank A B C D Standardization 1.5 1 1 3 1 System Costs 2.5 2 2 1 5 Integration 2.75 2 2 4 3 Business ProcessReengineering 4.25 4 5 2 6 Lackof RFID Skilled Professionals 4.25 6 2 5 4 Privacy 5 7 5 6 2 Data Warehousing 6.25 4 7 7 7 ได้ผลสรุปว่ามาตรฐานเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดเนื่องจากการใช้ RFID จาเป็นที่จะต้องมีมาตรฐานที่แน่นอนเพื่อทีการนามาใช้จะได้เป็นไปได้อย่างราบรื่นในทุกๆฝ่ายจึงต้ องเป็นปัญหาแรกที่ ปัญหาเรื่องราคาเป็นปัญหารองลงมา เนื่องจากธุรกิจและองค์กรต่างๆต้องการผลตอบแทน ของการลงทุน ซึ่ง RFID จะต้องทาให้ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างคุ้มค่า ปัญหาด้านความปลอดภัยกลับไม่สาคัญนัก เพราะ การใช้ RFID ยังไม่แพร่หลายมากนักในระดับสิ่งของแต่ละชิ้น แต่ใช้ในการติดตามชุดการผลิต กล่อง ใส่ผลิตภัณฑ์ เสียมากกว่า RFID ยังเป็นส่วยหนึ่งที่สาคัญสาหรับธุรกิจในอนาคต ความสาเร็จในการนา RFID มาใช้ ยังคงเป็นคาถามสาคัญ ซึ่งจะได้รับคาตอบจากการตอบปัญหาที่สาคัญต่างๆดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง Determining technology trend and forecasts of RFID by a historical reviewand bibliometric analysis from 1991 to 2005 (2007) และ RFID and the innovation cycle ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ RFID โดย เฉพาะ ภายหลังปี 2000 และ การนา RFID ,ใช้ ในวิธีการต่างๆที่หลากลายมากขึ้นเรื่อยๆ
  35. 35. 35 RFID in China opportunity and Challenges ได้พูดถึงการขยายตัวของ RFID ในประเทศจีน ราคา RFID ที่มีแนวโน้มถูกลง รวมทั้งปัญหาการใช้ RFID ในประเทศทางจีนซึ่งมีวัฒนธรรมแตกต่างจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเช่นลักษณะการค้าที่แข่งขัน กันและไม่ต้องการร่วมมือกันด้านข้อมูล รวมถึงค่าครองชีพที่ต่ากว่าทาให้มีความคุ้มค่าน้อยกว่าในการลงทุน RFID The Bain 2005 management tool survey และ Bain’s global management tools and trend survey ได้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ RFID เป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดการซึ่งยังมีปริมาณค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องมืออย่างอื่น แต่กลับมีได้รับความพึงพอใจกับเทคโนโลยีนี้ ทั้งนี้ได้มีบทความวิจัยเกี่ยวกับ RFID มากมาย แม้ในประเทศไทยจะมีการนา RFID มาใช้ในหลายๆด้านแต่พบว่าตัวอย่างการนา RFID ไปใช้และการศึกษา RFID ในประเทศไทยนั้น มีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบประเทศอื่นๆ
  36. 36. 36 รำยกำรอ้ำงอิง 1. Arthur POX. Smart Card and RFID technologyupdate. Philips Semiconductors. 7 September 2005. 2. IDTechEx. RFID Market projection 2008 to 2018. [ออนไลน์] http://www.rfidjournal.com/. เข้าถึงเมื่อ 2 ธ.ค. 2551. 3. ถนอม บรรณประเสริฐ และคณะ. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการพัฒนาผิวหนังสังเคราะห์ต้นแบบชนิดใหม่ Pore Skin® - Artificial Dermis. สภาวิจัยแห่งชาติ. 2551. 4. หลักเกณฑ์ที่ดีการผลิตยา 2003 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตจาแผนปัจจุบันตามกฎหมา ยว่าด้วยยา พ.ศ.2546 5. Peter Schmalleger 2007 RFID implementation in pharmaceuticalsupply chain NXP Semiconductors Euro ID 2007 6. UPM RAFLATAC The pharma guide to RFID 7. Richard Rees 2004 ISO Supply chain RFID standards RFID and Telecommunication Services 8. Michael J.Liard2003 The Global Markets and Applications for Radio Frequency Identification and ContactlessSmartcard Systems 4th Edition Vol.2 : RFID Transponder ICs 9. ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ทีฆพุฒิ อ.ไพโรจน์ ไววานิชกิจ 2006 เทคโนโลยี RFID 10. Manobar Potdar et al. 2006 Application of RFID in PharmaceuticalIndustry IEEE 11. ChakritImanan 2007 EPC: Electronic product code 12. Apiwat ThongprasertImplementation of Success ScorecardReal Experience 13. John Deavin 2007 The quality Systems approach to Good manufacturingPractice in the Medical Device Industry Comparison of ISO 9001:2000 AND ISO13485:2003 gmp reviewvol 6 no.2

×