บทความการคิดแก้ปัญหา ลงสไรแชร์

8,341 views
8,103 views

Published on

1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
8,341
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
163
Actions
Shares
0
Downloads
213
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทความการคิดแก้ปัญหา ลงสไรแชร์

  1. 1. การคิดแก้ปัญหาความหมายของการคิดแก้ปัญหา การคิดแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถทางสมองในการขจัดสภาวะความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น โดยพยายาม ปรับตัวเองและสิ่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลืนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือสภาวะที่เราคาดหวัง ในชีวิตประจาวันของคนเรามักจะพบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาเกี่ยวกับการทางานปัญหาทางสังคม เป็นต้น ผู้คิดแก้ปัญหาจะต้องศึกษา สาเหตุ ที่มาของปัญหา ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกัน และพยายามคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะแก้ไข การคิดหาวิธีการอาจได้มาโดยการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ การขอคาปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมาก่อน แล้วจึงตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ บ่อยครั้งเราอาจมีคาตอบมากกว่าหนึ่ง ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบในการคิดของตนเอง การฝึกฝนวิธีคิดแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นตั้งแต่ ช่วงแรกของชีวิต จึงทาให้สามารถที่จะเห็นทางเลือกต่าง ๆ ได้ และจะทวีความยากเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไป รวมทั้งลักษณะนิสัยส่วนบุคคลก็มีส่วนสัมพันธ์กับรูปแบบทางความคิดที่จะทาให้เราพบทางเลือกใหม่และวิธีการแก้ปัญหาที่ต่างออกไปจากเดิมสาเหตุของการฝึกการคิดแก้ปัญหา การคิดแก้ปัญหา ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สาคัญที่สุดของการคิดทั้งมวล การคิดแก้ปัญหาเป็นสิ่งสาคัญต่อวิถีการดาเนินชีวิตในสังคมของมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้การคิดเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทักษะการคิดแก้ปัญหาเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อการดารงชีวิ ตที่วุ่นวายสับสนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่มีทักษะการคิดแก้ปัญหาจะสามารถเผชิญกับภาวะสังคมที่เคร่งเครียดได้อย่างเข้มแข็ง ทักษะการแก้ปัญหาจึงมิใช่เป็นเพียงการรู้จักคิดและรู้จักการใช้สมองหรือเป็นทักษะที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาทัศนคติ วิธีคิด ค่านิยมความรู้ ความเข้าใจในสภาพการณ์ของสังคมได้ดีอีกด้วย (Eberle and Slanish, 1996 อ้างถึงใน สุวิทย์ มูลคา,2547: 15)คุณสมบัติของนักคิดแก้ปัญหา ทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้โดยตนเองและรับการฝึกฝนจากผู้อื่น นักคิด แก้ปัญหาจึงควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล 2. ตั้งใจค้นหาความจริง 3. กระตือรือร้น 4. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน สนใจสิ่งรอบด้าน 5. เปิดใจรับความคิดใหม่
  2. 2. 6. มีมนุษยสัมพันธ์ 7. มีคุณลักษณะความเป็นผู้นา 8. กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง 9. มีความคิดหลากหลายและคิดยืดหยุ่น 10. มั่นใจในตนเอง 11. มีความคิดสร้างสรรค์ 12. ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ 13. ใจเย็น สุขุม รอบคอบ ฯลฯ การหาแนวทางแก้ปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ นั้น นักคิดแก้ปัญหาควรระมัดระวังและไม่ควรปฏิบัติในประเด็นต่อไปนี้ 1. การระบุปัญหาไม่ถูกต้อง ว่าเป็นปัญหาจริงหรือลวงทาให้แก้ไขไม่ถูก จุด ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งสร้างความสับสนและบั่นทอนจิตใจของผู้แก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ การระบุปัญหาต้องชัดเจน รวมทั้งไม่ควรด่วนสรุปลงความเห็นเร็วเกินไป เพราะปัญหาเดียวกัน สาเหตุอาจจะต่างกันก็ได้ 2. ขอบเขตของปัญหากว้างเกินไป ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินไป เกี่ยวข้องกับคนและหน่วยงาน มากมาย มีกระบวนการหลายอย่าง หากพยายามจะแก้ไขคนเดียวหรือในคราวเดียวกันให้เสร็จสิ้นคงเป็นไปได้ยาก 3. กาหนดวิธีการแก้ปัญหาก่อนที่จะวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจัง บางครั้งการอยู่ในสภาวะคับขัน ทาให้มุ่งเร่งหาคาตอบมากกว่าจะพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นคาตอบที่ถูกต้องหรือไม่และสามารถที่จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ 4. ลืมคนที่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดกับงานที่สุดจะรู้ดีที่สุดว่าปัญหาคืออะไรและควรคิดแก้ปัญหาอย่างไร ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินแก้ปัญหาด้วยอาจจะทาให้การคิดแก้ปัญหานั้นสาเร็จลุล่วงด้วยดีและรวดเร็ว 5. ปัญหานั้นเกินกาลังความสามารถของตนเอง หากมองเห็นว่าปัญหานั้นตนเองไม่สามารถคิดแก้ปัญหาได้คนเดียว ควรคิดหาวิธีให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมร่วมคิดแก้ปัญหาด้วย 6. ไม่คิดแบบใหม่ใช้แต่วิธีการเดิม การคิดแก้ปัญหานั้นจาเป็นที่จะต้องนากระบวนการคิดวิเคราะห์และ คิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย ดังนั้น จึงจาเป็นที่ต้องคิดหาวิธีการใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการคิดแก้ปัญหา 7. ขาดเกณฑ์ที่ดีในการตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหาบางครั้งเราก็อาจจะใช้เหตุผลหรือเกณฑ์การพิจารณาที่ ไม่เหมาะสม เช่น เลือกทาเพราะต้นทุนต่า ทาง่าย แต่ไม่ได้คานึงถึงคุณภาพ ความ
  3. 3. ปลอดภัย ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นต้น 8. ข้อมูลน้อยเกินไป ควรพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุด ไม่ควรยุติการหาสาเหตุหรือทางเลือกเมื่อคิดค้นได้ เพียงจานวนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะในระยะแรกสาเหตุและทางเลือกที่พบมักเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นพบมองเห็นได้ง่ายแต่มิใช่สาเหตุหรือทางเลือกที่แท้จริง ทั้งนี้ เพราะสาเหตุและทางเลือกที่แท้จริงมักจะซ่อนเร้น มิฉะนั้นปัญหาคงได้รับการแก้ไขเรียบร้อยไปแล้ว 9. หลงประสบการณ์ บุคคลผู้สูงอายุมีประสบการณ์มากเพราะทางานมานาน มักมีอิทธิพลอ้างประสบการณ์ข่มขู่หรือกล่าวอ้างผู้อื่น ทาให้ผู้มีความคิดสร้างสรรค์อาจชะงักงันไม่กล้าโต้แย้งและถ้ามีคนประเภทนี้มาก การระบุสาเหตุและทางเลือกจะเป็นสิ่งที่มาจากประสบการณ์เ ดิมทั้งสิ้น 10. หลงวิชาการ บุคคลที่มีความรู้มาก แต่ขาดประสบการณ์เพราะอายุน้อยก็จะอ้างหลักวิชาการข่มหรือกล่าวอ้างผู้อื่นตลอดเวลา เป็นเหตุให้ผู้ด้อยกว่าไม่กล้าเสนอข้อคิดเห็น ฉะนั้นทั้งสาเหตุและทางเลือกจึงเน้นเฉพาะเชิงวิชาการบางครั้งอาจไม่สามารถนามาประยุกต์กับความจริงได้เพราะมิได้มองที่ความเป็นไปได้ 11. ใช้อารมณ์ไม่ใช้เหตุผล ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ใช้เหตุผลมิใช่อารมณ์ หรือยึดถือความคิดเห็นส่วนบุคคลเป็นสาคัญ เพราะแต่ละคนจะมีทัศนะหรือมองเห็นความสาคัญไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ดังนั้นควรรับฟังเหตุผลของผู้อื่นประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา 12. ขาดการประเมินผล โดยปกติเราจะคิดว่าการคิดแก้ปัญหาคือการคิดหาทางออกที่ดีได้ก็ถือว่าสาเร็จแล้ว แต่ความสาเร็จที่แท้จริงนั้นจาเป็นจะต้องมีการลงมือปฏิบัติ กากับติดตามและประเมินผล การประเมินผลจะทาให้เราทราบว่าแนวทางการคิดแก้ปัญหานั้นใช้แนวทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ยังมีแนวทางอื่น ๆ ที่ดีกว่านี้หรือไม่ ดังนั้น กระบวนการคิดแก้ปัญหาจึงจาเป็นที่จะต้องมีการประเมินผลด้วยลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหา ลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหามีดังนี้ 1. การแก้ปัญหาต้องเป็นการกระทาที่มีจุดมุ่งหมาย การกระทาที่ขาดจุดมุ่งหมายไม่นับว่าเป็นการแก้ปัญหา 2. การแก้ปัญหามีวิธีการหลายวิธี ผู้แก้ปัญหาจะต้องเลือกวิธีที่มีความเหมาะสมกับความต้องการและ ความสามารถของตน 3. วิธีแก้ปัญหาแต่ละปัญหาอาจจะใช้วิธีการที่แตกต่างกัน จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ปัจจัยหรือบริบทที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ 4. การแก้ปัญหาจะต้องอาศัยความรู้แจ้งเห็นจริง คือ ในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งนั้น จะต้องศึกษาปัญหาให้ เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนจึงจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้ 5. การแก้ปัญหาเป็นการสร้างสรรค์ คือ เมื่อแก้ปัญหานั้นได้สาเร็จจะต้องได้ความรู้ใหม่
  4. 4. เกิดขึ้นและผู้แก้ต้องมีสติปัญญางอกงามขึ้นด้วย 6. ปัญหาที่นามาแก้ต้องไม่เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจา เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจานันไม่ถือว่าเป็นปัญหา ้ 7. กระบวนการที่ทาไปโดยไม่มีแบบแผน ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา 8. กิจกรรมที่นามาใช้ในการแก้ปัญหาเดิมไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา 9. กิจกรรมที่ทาไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา 10. การแก้ปัญหาย่อมประกอบด้วยการวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์และสังเคราะห์ (สุวิทย์ มูลคา อ้างถึงใน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2544)เป้าหมายของการสอนแก้ปัญหา ชาร์ลส และคณะ( Charles and others 1987:7-11) กล่าวถึงเป้าหมายของการสอนการแก้ปัญหา ไว้ 7 ประการดังนี้ 1) พัฒนาทักษะการคิด 2) พัฒนาความสามารถที่จะเลือกและใช้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา 3) พัฒนาเจตคติและความเชื่อที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการแก้ปัญหา 4) พัฒนาความสามารถที่จะใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้อง 5) พัฒนาความสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขและประเมินความคิดและความก้าวหน้าในขณะ แก้ปัญหา 6) พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาในสถานการณ์การเรียนแบบร่วมมือ 7) พัฒนาความสามารถที่จะหาคาตอบที่ถูกต้องจากปัญหาแบบต่างๆลักษณะของวิธีสอนแบบแก้ปัญหา การสอนแบบแก้ปัญหาเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน ให้ผู้เรียนตามกระบวนการ โดยผู้เรียนจะเป็นผู้แก้ปัญหา หรือหาคาตอบด้วยตนเอง ความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความรู้ ประสบการณ์ แรงจูงใจ ผู้สอนจะต้องให้โอกาสผู้เรียนใช้ความคิดและฝึกการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความชานาญ จะทาให้ผู้เ รียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ในการจัดการเรียนรู้มีหลักการสาคัญคือ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ลงมือกระทากิจกรรมการเรียนรู้ จะเน้นทักษะการแสวงหาความรู้ การค้นพบ การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองประโยชน์และข้อจากัดของวิธีสอนแบบแก้ปัญหา1. ประโยชน์ของวิธีสอนแบบแก้ปัญหา (1) การเสนอปัญหาที่น่าสนใจจะทาให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน
  5. 5. (2) ผู้เรียนได้ฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีการฝึกทักษะ การสังเกต วิเคราะห์ หาเหตุผล ใช้ ข้อมูลในการตัดสินใจ (3) ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทางานร่วมกับการทากิจกรรมกลุ่ม เป็นการฝึกวิถีชีวิ ตประชาธิปไตย (4) ผู้เรียนได้ฝึกการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ทาให้ได้รับประสบการณ์การ เรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์ตรง ทาให้ความกระจ่างชัดเจนจาก ประสบการณ์การเรียนรู้ นาทักษะที่ได้รับ เช่น การเผชิญปัญหา การหาแนวทางในการ แก้ปัญหา การตัดสินใจ ฯลฯ เป็นประโยชน์ในการนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต2. ข้อจากัดของการสอนแบบแก้ปัญหา (1) ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ค่อนข้างมาก (2) ปัญหาที่นามาเสนอนั้นจะต้องน่าสนใจเหมาะสมกับวัยและระดับสติปัญญาของผู้เรียน (3) ผู้เรียนจะต้องมีทักษะในการค้นคว้าหาข้อมูล มิฉะนั้นจะได้ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการสรุป และตัดสินใจ ผู้สอนจะต้องมีความสามารถในการช่วยแนะนาหรือแนะแนวทางในการ แก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนบทบาทของครูในการสอนแก้ปัญหา ครูต้องตัดสินใจว่าจะให้นักเรียนมีโอกาสที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาในระดับความยากง่ายแค่ไหน หากเป็นนักเรียนที่มีความสามารถสูงอาจใช้ปัญหาที่มีความยากและซับซ้อนได้ตามสมควรแต่ถ้าเป็นนักเรียนที่มีความสามารถไม่มากนักครูอาจเริ่มจากปัญหาง่ายๆ เพื่อให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหาได้และมีกาลังใจที่จะแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไปอีก อย่างไรก็ตามในการสอนการแก้ปัญหาของนักเรียนกลุ่มทั่วๆไป ครูควรเริ่มจากปัญหาง่ายๆก่อน ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการแก้ปัญหา เมื่อนักเรียนยังไม่มีทักษะในการแก้ปัญหา ครูอาจใช้คาถามกระตุ้นให้นักเรียนสามารถคิดและแก้ปัญหาไปตามลาดับ เมื่อนักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาบ้างแล้วครูอาจใช้คาถามเพื่อชี้แนะให้น้อยลง และให้นักเรียนหาแนวทางของนักเรียนเองมากขึ้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการแก้ปัญหาครูจะต้องตัดสินใจว่าเมื่อใดจะใช้คาถามอย่างไร เมื่อใดจะเสริมแรง เพื่อให้นักเรียนแน่ใจว่าเขาไปได้ถูกทางและแยกแยะว่าสิ่งใดไม่ถูก หรือเมื่อใดควรจะมองหาแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่า และเมื่อใดจึงจะใช้การอภิปรายร่วมกันทั้งชั้น เพื่อให้นักเรียนช่วยกันคิดแก้ปัญหา โดยครูและนักเรียนจะต้องฟังข้อคิดเห็นของนักเรียนแต่ละคนอย่างตั้งใจ และในบางโอกาสครูอาจต้องใช้คาถามกระตุ้นอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในการสอนการแก้ปัญหาครูอาจสอนสอดแทรกกับสาระเนื้อหาที่นักเรียนกาลังเรียนอยู่ หรือใช้พื้นฐานความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วมาแก้ปัญหาแปลกใหม่ แต่ต้องคานึงว่าไม่ควรเป็นปัญหาที่ยากจนนักเรียนไม่สมารถจะแก้ได้ และไม่ควรเป็นปัญหาที่ง่ายจนเป็นเพียงแบบฝึกหัดธรรมดาไป
  6. 6. นอกจากนั้น ในการสอนการแก้ปัญหา ครูต้องตัดสินใจด้วยว่า ต้องการให้นักเรียนเขียนแสดงแนวคิดหรือต้องการให้แสดงขั้นตอนวิธี ในกรณีของการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ถ้าครูเพียงต้องการดูกระบวนการคิดของนักเรียนว่าคิดอย่างไร ครูอาจยังไม่ต้องเน้นขั้นตอนการเขียนให้เป็น แบบแผนมากนัก ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนกล้าแสดงออกทางความคิดมากกว่าที่ครูจะเริ่มจากการเข้มงวดการเขียนตามแบบแผน จนนักเรียนอาจไม่กล้าเขียนแสดงความคิดของตน ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กที่ยังขาดทักษะการเขียน ครูอาจใช้การซักถามนักเรียนว่านักเรียนคิ ดอย่างไร และครูอาจช่วยเขียนแสดงความคิดของนักเรียน ก็จะช่วยให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นซึ่งนาไปสู่ความสามารถในการสื่อสารและสื่อความหมายได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากการฝึกฝนทาสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่บ่อยๆ เช่น ทาแบบฝึกหัดบ่อยๆ คิดหาแนวทางแก้ปัญหาอยู่อย่างสม่าเสมอ จะช่วยให้เกิดทักษะหรือความชานาญ การเขียนแสดงวิธีทา การแสดงขั้นตอนการคิดอย่างมีแบบแผน การแสดงกระบวนการแก้ปัญหา ก่อให้เกิดวินัยในการทางาน และพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันต่างๆ ครูควรให้ความสาคัญเอาใจใส่ ในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในด้านการแก้ปัญหา ควรเน้นย้าให้นักเรียนได้ฝึกการเขียนแสดงขั้นตอนการทาให้มากขึ้น โดยอาจช่วยเหลือสนับสนุน ชี้แนะอย่างถูกต้องเหมาะสม ในการแก้ปัญหาต่างๆ และ ครูไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะปัญหาแปลกใหม่ ที่ผู้เรียนไม่เคยเผชิญมาก่อนเท่านั้น เพราะจะทาให้ผู้เรียนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากเกินความสามารถของตน ในขณะที่ผู้เรียนอาจมีพื้นฐานความรู้ และ ประสบการณ์ไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เกิดการเบื่อหน่าย และไม่อยากเรียน ดังนั้นการสอนการแก้ปัญหาควรมุ่งให้ผู้เรียนสามารถคิดเป็น และทาได้ไปตามลาดับพัฒนาการของเขา ช่วยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน และพัฒนาความสามารถที่จะแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนต่อไปในอนาคตรูปแบบของกระบวนการคิดแก้ปัญหาวิธีต่าง ๆ จากนักคิดหลายท่าน ดังนี้1. แนวคิดการคิดแก้ปัญหา (http://eai.md.chula.ac.th/) อ้างอิง Peter Tugwell (1983) ดังนี้ การแก้ปัญหาแบ่งออกเป็น 5ขั้นตอน 1. การประเมินสถานการณ์ เป็นการวิเคราะห์ถึงสภาพ ขอบเขต ขนาดของปัญหา 2. การค้นหาต้นเหตุของปัญหา เป็นการศึกษาถึงต้นเหตุ หรือปัจจัยของปัญหา 3. การค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นการแสวงหาแนวทาง และทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นๆ เพื่อการประเมินหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
  7. 7. 4. การดาเนินการแก้ปัญหา เป็นการเลือกโดยการประเมินวิธีการเพื่อทาให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5. การควบคุมกากับการดาเนินการ เป็นการติดตามผลการปฏิบัติเป็นระยะๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดได้ มยุรี หรุ่นขา (2544) อ้างอิงจากทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford, 1967) ให้รูปแบบการแก้ปัญหาโดยทั่วไป ประกอบด้วยการทางานของกระบวนการทางสมองด้านการคิด(Operations) คือ การจา (Memory) การรู้และเข้าใจ (Cognitive) การคิดแบบอเนกนัย (Divergentthinking) การคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) และการประเมินค่า (Evaluation) ซึ่งทั้งสองทฤษฎีดังกล่าวจะมีความสามารถผสมผสานการทางาน ตั้งแต่การใช้ความรู้ประสบการณ์เดิมในสมอง คือ ความจาที่ได้รู้จากการเรียนรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากบุคคลสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์รอบตัวมาเป็นเครื่องประเมิน กลั่นกรอง แยกแยะ และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาทางออกให้ปัญหาเหล่านั้นโดยการคิดที่เป็นเอกนัยหรืออเนกนัยก็ตามเพื่อให้เกิ ดแนวทางเลือกทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด แล้วติดตามประเมินผลเพื่อรอดูผลและแก้ไขสถานการณ์หากเกิดซ้าอีก ซึ่งกระบวนการคิดแก้ปัญหาของกิลฟอร์ด มีดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ คือขั้นของการค้นพบปัญหาที่แท้จริง 2. วิเคราะห์ปัญหา คือการพิจารณาสาเหตุ สาคัญๆ ของปัญหา 3. ขั้นเสนอแนวทางแก้ปัญหา คือการหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นทางเลือกที่ตรงกับสาเหตุ แล้วใช้การแก้ปัญหา 4. ขั้นตรวจสอบผล เป็นการติดตามประเมินผลจากข้อ 3 เพื่อให้พบผลลัพธ์ที่พอใจ อาจต้องแก้ไขทิศทางการแก้ปัญหาใหม่ 5. ขั้นการนาไปประยุกต์ใช้ เมื่อพบปัญหาใกล้เคียงอาจนาไปศึกษาเพื่อแก้ไข เพื่อหาทิศทางใหม่2. วิธีการสอนแบบแก้ปัญหา ( Problem Solving Method ) จอห์น ดิวอี้ เป็นผู้คิดวิธีสอนแก้ปัญหานี้ขึ้น โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาและฝีกฝนวิธีการแก้ปัญหาต่างๆที่พบในชีวิตประจาวันได้อย่างเป็นกระบวนการ สมเหตุสมผลและมีหลักเกณฑ์ อันเป็นการเตรียมเด็กหนุ่มสาวให้สามารถปรับปรุงตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ โดยนาความรู้และประสบการณ์จากหลายๆสาขาวิชามาประกอบกันในการแก้ปัญหานั้นๆสาหรับขั้นตอนการสอนของวิธีการสอนแบบแก้ปัญหา มีดังนี:้ขั้นตอนการสอนขั้นที่1 กาหนดปัญหา เป็นขั้นที่ครู นักเรียน หรือครูกับนักเรียนกาหนดปัญหา ขันโดยวิธีการต่างๆ เช่น ถามนาเข้
  8. 8. สู่บทเรียน เล่าเรื่องหรือประสบการณ์ แล้ตั้งปัญหา ใช้สถานการณ์ในชุมชนมาตั้งปัญหา จัดสถานการณในห้องเรียนกระตุ้นให้เกิดปัญหาเป็นต้นขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ปัญหา เมื่อได้ปัญหาจากขั้นที่ 1 มาแล้ว ครูจะนานักเรียนให้คิดพิจารณาปัญหา จากนั้นก็จะแบ่งกลุ่ม เพื่อรับผิดชอบในการแก้ปัญหาแต่ละข้อ การสอนขั้นนี้จะจบลงด้วยการเสนอแนะแหล่งความรู้ที่แต่ละกลุ่มควรไปค้นคว้าหาคาตอบเพื่อแก้ปัญหาขั้นที่ 3 ตั้งสมมุติฐาน เป็นขั้นที่นักเรียนคาดเดาว่าปัญหานั้นๆมีสาเหตุมาจากอะไร หรือวิธีการแก้ปัญหานั้นน่าจะแก้ไขโดยวิธีใด หรือปัญหานั้นควรมีคาตอบว่าอย่างไร เป็นต้นขั้นที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูล นักเรียนแต่ละกลุ่มจะไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อแก้ปัญหาด้วยการทากิจกรรมต่างตามที่ว่างแผนไว้ในขั้นที่ 2 เช่น อ่านหนังสือ สัมภาษณ์ผู้รู้ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ ทาแผนภูมิ ทาแผนผัง ทาสมุดภาพ ชมภาพยนต์หรือวิดีทัศน์ ทดลองปฏิบัติ เป็นต้น ขณะทากิจกรรมครูจะคอยช่วยเหลือให้คาแนะนาอย่างใกล้ชิดขั้นที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนแต่ละกลุ่มร่วมกันนาข้อมูลที่ไปค้นคว้าหรือทดลองมาวิเคราะห์และส้งเคราห์หาคาตอบที่ต้องการ หรือพิสูจน์ว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้นั้น ถูกต้องหรือไม่ คาตอบที่ถูกคืออะไรขั้นที่ 6 สรุปผล เป็นขั้นที่นักเรียนสรุปผลการเรียนรู้และหลักการที่ได้จากการศึกษาหาปัญหานี้3, รูปแบบของโมเดลในการแก้ปัญหา (Problem Solving Model) จากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ พบว่าการมีทักษะในการแก้ปัญหาจะทาให้คนสามารถที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยที่การแก้ปั ญหานั้นสามารถใช้ได้ทั้งปัญหาที่เกิดจากการเรียนและปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ซึ่งการแก้ปัญหาจาเป็นที่จะต้องมีทักษะดังต่อไปนี้ (Learning and SkillDevelopment Agency, 2005 : 1) 1. การระบุ (Identifying) และ การทาความเข้าใจ (Understanding) ปัญหา 2. การวางแผนในการแก้ปัญหา 3. การกากับและควบคุมกระบวนการแก้ปัญหา 4. ทบทวนผลลัพธ์ของกระบวนการและวิธีในการแก้ปัญหา
  9. 9. 1. ทาความเข้าใจปัญหา ในการที่จะแก้ปัญหาหนึ่งได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องทาคือทาความเข้าใจเกี่ยวกับถ้อยคา ต่างๆในปัญหา แล้วแยกปัญหาให้ออกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ต้องหา อะไรเป็นข้อมูลที่กาหนดให้ และมีเงื่อนไง ใดบ้าง หลังจากนั้นจึงพิจารณาว่าข้อมูลและเงื่อนไขที่กาหนดให้นั้นเพียงพอที่จะหาคาตอบของปัญหาได้หรื อไม่ ถ้าไม่เพียงพอก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้แก้ปัญหาได้ 2. วางแผนปัญหา จากการทาความเข้าใจกับปัญหาจะช่วยให้เกิดการคาดคะเนว่าจะใช้วิธีการใดในการแก้ ปัญหา เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบ ประสบการณ์เดิมของผู้แก้ปัญหาจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ฉะนั้นในการเริ่มต้น จึงควรเริ่มด้วยการถามตนเองว่า "เคยแก้ปัญหาทานองเดียวกันนี้มาก่อนหรือไม่" ในกรณีที่มีประสบการณ์ มาก่อนควรจะใช้ประสบการณ์เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา สิ่งที่จะช่วยให้เราเลือกใช้ประสบการณ์เดิมได้ คือ การมองดูสิ่งที่ต้องการหา แล้วพยายามเลือกปัญหาเดิมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อเลือกได้แล้วก็เท่ากับ มีแนวทางว่าจะใช้ความรู้ใดในการหาคาตอบ โดยพิจารณาว่าวิธีการแก้ปัญหาเดิมนั้นมีความเหมาะสม กับปัญหาหรือไม่ หรือต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ได้วิธีการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น 3. ดาเนินการแก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ เมื่อได้วางแผนแล้วก็ดาเนินการแก้ปัญหา
  10. 10. ระหว่างการดาเนินการ แก้ปัญหาอาจจะพบแนวทางที่ดีกว่าวิธีที่คิดไว้ ก็สามารถปรับ เปลี่ยนได้ 4. ตรวจสอบการแก้ปัญหา เมื่อได้วิธีการแก้ปัญหา แล้วจาเป็นต้องตรวจสอบว่าวิธีการแก้ปัญหานั้นได้ ผลลัพธ์ถูกต้องหรือไม่ เป็นการประเมินภาพรวมของการแก้ปัญหา ทั้งด้านวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา และการตัดสินใจ รวมทั้งการนาไปประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ในการแก้ปัญหาใดๆ ต้องตรวจสอบถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย4. การพัฒนาทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหา โพลยา (Polya 1957 :v) มีความเห็นว่า ในการสอน ถ้าครูสอนเพียงเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกฝนไปตามปกติแล้ว ครูกาลังทาลายความสนใจ ขัดขวางการพัฒนาสติปัญญา และ ทาให้นักเรียนสูญเสียโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถให้เต็มศักยภาพ แต่ถ้าครูจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโดยส่งเสริมให้นักเรียนได้ทากิจกรรมที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็น โดยใช้ปัญหาที่เหมาะสมกับระดับความรู้ และช่วยให้นักเรียนแก้ปัญหาได้โดยใช้คาถามกระตุ้น นักเรียนก็จะมีแนวคิดได้อย่างอิสระได้พัฒนาสติปัญญาการแก้ปัญหา โพลยา(Polya 1957:xvi - xvii) กล่าวถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาว่า ขั้นที่หนึ่ง ทาความเข้าใจปัญหา ขั้นที่สอง วางแผนแก้ปัญหา ขั้นที่สาม ดาเนินการตามแผน ขั้นที่สี่ ตรวจสอบผลเฉลยที่ได้ ขั้นที่หนึ่ง ทาความเข้าใจปัญหา ผู้แก้ปัญหาต้องพิจารณาว่า เรากาลังจะแก้ปัญหาสิ่งใด เช่นถ้าเป็นปัญหาข้อความ ต้องพิจารณาว่าโจทย์ต้องการให้หาอะไร มีข้อมูลอะไรที่จะนามาใช้ในการแก้ปัญหา มีเงื่อนไขหรือข้อจากัดอะไรบ้าง ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหานั้น ข้อมูลที่ให้มา เพียงพอที่จะแก้ปัญหานั้นหรือไม่ หรือให้ข้อมูลที่เกินความจาเป็นหรือไม่ หรือมีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน หรือไม่ ขั้นที่สอง วางแผนแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาอาจพิจารณาว่าเคยพบปัญหาทานองเดียวกันนั้นมาก่อนหรือไม่ หรือเคยเห็นปัญหาที่คล้ายๆกันนั้นบ้างหรือไม่ ผู้แก้ปัญหาเห็นความเกี่ยวข้องในปัญหานั้นหรือไม่ รู้ทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้องที่จะนามาช่วยในการแก้ปัญหาหรือไม่ พิจารณาสิ่งที่โจทย์ถามหรือตัวไม่ทราบค่า เปรียบเทียบกับปัญหาที่คุ้นเคยที่มีตัวไม่ทราบค่าที่เหมื อนๆกันหรือคล้ายคลึงกันพิจารณาว่าจะนาปัญหาที่คุ้นเคยนั้นมาช่วยในการแก้ปัญหาใหม่ได้หรือไม่ หรือจะนาผลที่ได้จากปัญหาก่อนๆมาแก้ปัญหาใหม่นี้ได้หรือไม่ ผู้แก้ปัญหาจะใช้วิธีอะไร แจกแจงสิ่งที่จะสามารถนามาช่วยแก้ปัญหา ขั้นที่สาม ดาเนินการตามแผน ผู้แก้ปัญหาดาเนินการตามแผนที่วางไว้โดยเริ่มตรวจสอบแต่ละขั้นของแผน ปรับปรุงแผนแล้วลงมือปฏิบัติจนสามารถหาคาตอบได้
  11. 11. ขั้นที่สี่ ตรวจสอบผลเฉลยที่ได้ หรือการมองย้อนกลับ กล่าวคือ ผู้แก้ปัญหาสามารถตรวจสอบการดาเนินการแต่ละขั้นว่าถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบว่ามีเหตุผลสนับสนุนหรือไม่ ได้รับผลแตกต่างกันหรือไม่ เห็นความคลาดเคลื่อนต่าง ๆ หรือไม่สามารถใช้ผลลัพธ์หรือวิธีการนั้นกับปัญหาอื่นๆได้หรือไม่ วิลสัน(Wilson 1993 : 57-75) กล่าวว่า กระบวนการแก้ปัญหาโดยทั่วไป มักนาเสนอขั้นตอนการ แก้ปัญหาเป็นแบบเชิงเส้น ดัง นี้ วิลสันมีความเห็นว่ารูปแบบการแก้ปัญหาดังกล่าวมีข้อบกพร่อง เนื่องจากเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาที่ต้องดาเนินการตามขั้นตอนในลักษณะเชิงเส้นเท่ านั้น แต่โดยความเป็นจริงในกระบวนการแก้ปัญหาเมื่อผู้แก้ปัญหาทาความเข้าใจปัญหา และวางแผนแก้ปัญหาแล้ว อาจมีความจาเป็นที่จะต้องย้อนกลับมาพิจารณาปัญหา ทาความเข้าใจกับปัญหาให้มากขึ้น หรือเมื่อวางแผนแก้ปัญหาแล้ว แต่ขณะที่ได้ลงมือแก้ปัญหา อาจพบว่าไม่สามารถจะทาตามแผนได้ก็ต้องย้อนกลับมาวางแผนใหม่อีกครั้ง หรือทาความเข้าใจปัญหาใหม่ ดังนั้น วิลสัน จึงได้เสนอกระบวนการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนของโพลยา ในลักษณะพลวัตร(dynamic) และแสดงเป็นวัฏจักร (cyclic) ดังภาพ
  12. 12. 5. การคิดแก้ปัญหา สเตนิช (Stanish) ได้เสนอว่า ในการฝึกการคิดแก้ปัญหาจะมีทักษะและมีการฝึกเป็นขั้นตอน การฝึกทักษะการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นจะมีกระบวนการฝึกฝน 6 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นตระหนักรู้ปัญหา (Sensing Problem and Challenges) 2. ขั้นค้นหาสาเหตุของปัญหา หรือขั้นรวบรวมข้อมูล (Data Finding) 3. ขั้นกาหนดปัญหา (Problem Finding) 4. ขั้นหาแนวทางในการแก้ปัญหา (Idea Finding) 5. ขั้นค้นหาข้อสรุปและเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Solution Finding) 6. ขั้นยอมรับข้อสรุปและดาเนินการแก้ปัญหา (Acceptance Finding) โดยจะต้องฝึกฝนทีละขั้นตอนตามลาดับตั้งแต่ขั้นที่ 1 เรื่อยไปจนถึงขั้นที่ 6 เพราะในแต่ละขั้นตอนก็แตกต่างกัน และเน้นหนักทักษะที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในการฝึกจึงไม่ควรยกเว้นหรือข้ามขั้นตอนใดขันตอนหนึ่งด้วย ้กระบวนการฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหา กระบวนการฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาทั้ง 6 ขั้นตอน มีดังนี้ 1. ขั้นตระหนักรู้ปัญหาขั้นตระหนักรู้ปัญหา (Sensing Problem and Challenges) เป็นขั้น ตื่นตัวและตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ทาให้เป็นปัญหา อยากจะทาบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น สามารถ กาหนดสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นขั้นที่ฝึกในเรื่ องของการมองการสังเกตและพิจารณาสิ่ง ที่เป็นปมปัญหาอย่างไตร่ตรอง มีสติและพิจารณาว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หรือเกิดสิ่งนั้น
  13. 13. 2. ขั้นค้นหาสาเหตุของปัญหา หรือขั้นรวบรวมข้อมูล (Data Finding) เป็นขั้นพิจารณาถึงสิ่ง ที่ทาให้เราเกิดความวิตกกังวล สับสน วุ่นวายใจ เมื่อพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบและ มองเห็นปมปัญหาแล้ว จะต้องค้นหาและเก็บรวบรวมข้อมูล อันจะทาให้มองเห็นปัญหาได้ ชัดเจนมากขึ้น โดยฝึกให้รู้จักตั้งคาถาม และตอบคาถามเหล่านั้นด้วยตนเอง การค้นหาสาเหตุของปัญหา หมายถึง การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ โดยการฝึกให้เด็กรู้จักตั้งคาถามเหล่านั้นด้วยตนเอง ซึ่งคาถามต่าง ๆ ควรประกอบด้วย Why : หาเหตุผลของสิ่งนั้น เช่น ทาไมฉันจึงต้องสนใจหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ What : เช่น มีอะไรบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราค้นหา When : ตั้งคาถามเกี่ยวกับเวลาต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น มันเกิดขึ้น เมื่อไหร่ Where : ตั้งคาถามเกี่ยวกับสถานที่ เช่น มันเกิดที่ไหน Who : มีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้อง เช่น ใครทาให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาเกี่ยวพันกัน How : ตั้งคาถามเกี่ยวกับกระบวนการทางานหรือขั้นตอนหรือผลที่ได้รับ เช่น ฉันหรือใครจะได้รับผลจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร 3. ขั้นกาหนดหรือระบุปัญหา (Problem Finding) เป็นขั้นที่สามารถระบุได้ว่า อะไรคือปม ปัญหาที่แท้จริง โดยจะเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัญหาทั้งหมดให้มากที่สุด แล้วจะค่อย ๆ พิจารณาว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง โดยใช้ทักษะการวิเคราะห์หรือการสังเคราะห์เข้ามา ช่วยในหารคิด เพื่อให้เข้าใจประเด็นสาคัญ และเข้าใจการจัดการกับปัญหา 4. ขั้นหาแนวทางในการแก้ปัญหา (Idea Finding) เป็นขั้นที่คิดค้นหาวิธีในการแก้ปัญหาที่ เหมาะสมให้ได้มากมายหลายๆ วิธี โดยพยายามคิดค้นหาวิธีที่เป็นปรกติ หรือเป็นวิธีที่ แหวกแนว แปลกใหม่ หรือรวมรวมความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อหาความคิดใหม่ 5. ขั้นค้นหาข้อสรุปและเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Solution Finding) เป็นการค้นหาข้อสรุปว่า จากแนวทางหลาย ๆ ทางในการแก้ปัญหานั้น วิธีใดเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เป็นที่ยอมรับ มากที่สุด 6. ขั้นยอมรับข้อสรุปและดาเนินการแก้ปัญหา (Acceptance Finding) เป็นขั้นที่ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจมีความถูกต้องเหมาะสม สามารถนาเอาวิธีการที่เลือกนั้นไปปฏิบัติได้ เป็นการ ฝึกฝนการกาหนดขั้นตอน และปฏิบัติขั้นตอนในการแก้ปัญหาตามที่ได้ เลือกวิธีการ แก้ปัญหาโดยการ - วางแผนเป็นขั้นตอนว่าต้องทาอะไร อย่างไร ตามลาดั บ - ค้นหาสิ่งอื่น ๆ ที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาสาเร็จที่มา : http://www.ipst.ac.th

×