เรียนรู้เว็บ 2.0
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

เรียนรู้เว็บ 2.0

on

  • 1,698 views

เรียนรู้เกี่ยวกับ web 2.0

เรียนรู้เกี่ยวกับ web 2.0

Statistics

Views

Total Views
1,698
Views on SlideShare
1,698
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
19
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

เรียนรู้เว็บ 2.0 เรียนรู้เว็บ 2.0 Document Transcript

  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 1 จาก 10 ํ นวัตกรรมเทคโนโลยีสําหรับการจัดการเรียนการสอน ตอนที่ 2   วรสรวง ดวงจินดา โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ ไทย บทนํา  ดังที่ได้ กล่าวไว้ ในสังเขปรายวิชาว่าวิชานี ้จะกล่าวถึงกรอบแนวคิด และหลักการนําเทคโนโลยีมาใช้ ในการเรี ยนการสอน e‐Learning  โดยการใช้ นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะการนําเทคโนโลยี web  2.0  มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพของการเรี ยนการสอน ดังนันจึงเป็ นสิงสําคัญที่จะต้ องมีความเข้ าใจเกี่ยวกับ ้ ่ web  2.0 อาทิตย์นี ้ จึงจะเป็ นการแนะนํา web 2.0 พร้ อมตัวอย่าง WWW   เป็ นที่ทราบกันว่า www  เป็ นคําย่อของ World  Wide  Web  ซึงเรามักจะเรี ยกย่อๆว่า ่ เว็บ ซึงหมายถึงการ ่รวมกลุมของเอกสารที่ประกอบไปด้ วย ่ hypertext  หรื อตัวอักษรที่สามารถนํามาต่อกันเป็ นคําหรื อประโยค โดยผู้ใช้สามารถคลิ ้กเมาส์ หรื อกดแปนคีย์บอร์ ดเพื่อเปิ ดเอกสารฉบับใหม่ หรื อไปยังที่ๆ hypertext ได้ ระบุไว้ ซึง hypertext อาจ ้ ่อยูในรูปแบบอื่นๆได้ รวมถึงรูปภาพ ตาราง ฯลฯ โดยที่เอกสารเหล่านี ้ เชื่อมโยงกันในระบบอินเตอร์ เน็ต และมีขนาดใหญ่ ่ขึ ้นเรื่ อยๆ ซึง ่ Google  ได้ ระบุในปี ค.ศ.  2008 ว่ามีถง ึ 1  ทริ ลเลียน (1 trillion  =  1,000,000,000,000) เว็บที่มี URL  2ต่างกัน1  จํานวนเว็บไซต์นี ้จะเพิ่มขึ ้นสองเท่าทุกๆ 5.32 ปี ตามกฎของมัวร์ (Moores Law) ดังภาพที่ 1    ภาพที่ 1: จํานวนเว็บไซต์ สํารวจระหว่าง สิงหาคม ค.ศ. 1995 – มกราคม ค.ศ. 2008                                                             1  อ้ างอิง The Official Google Blog: http://googleblog.blogspot.com/2008/07/we‐knew‐web‐was‐big.html 2  Zhang, G. Q., (2008), "Evolution of the Internet and its cores", New Journal of Physics, vol 10. pp. 1‐11 และ http://www.labnol.org/internet/internet‐size‐to‐double‐every‐5‐years/6569/
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 2 จาก 10 ํWeb 1.0 (เว็บ 1.0)  คําว่า Web  1.0  นันไม่คอยมีผ้ กล่าวถึง ้ ่ ู เพราะเป็ นสิงที่ผ้ ทองเว็บนัน ใช้ หรื อพบเจออยูจนชินตา กล่าวคือเว็บ ่ ู ่ ้ ่ทัวๆไปที่เกิดก่อนยุคของ web  2.0  นันเอง ซึงโดยส่วนใหญ่แล้ ว เมื่ออ้ างถึง web  1.0  ก็อาจจะหมายถึงเว็บในช่วงก่อนที่ ่ ่ ่จะเข้ าสูยคแห่งการบูมจนล่มสลายของด็อตคอมทังหลาย (bursting of the doc com bubble) ในราวๆ ค.ศ. 2001 หรื อ ่ ุ ้พ.ศ. 2544    Web  1.0  จะแสดงข้ อมูลที่นิ่ง (static) คล้ ายดังเปิ ดเวิร์ดโพรเซสเซอร์ (word  processor) เช่น ่ Microsoft Word  ดูข้อมูล ซึงข้ อมูลนันอาจมีแต่ข้อความ หรื ออาจมีรูปภาพประกอบก็เป็ นไปได้ ซึง ่ ้ ่ web  1.0  จะมีคณลักษณะที่ ุสําคัญคือ 1) การใช้ hyper‐link  เชื่อมโยงระหว่างหน้ าเว็บต่างๆ และ 2) การใช้ Bookmark  ที่อยูในเว็บเบราเซอร์ ที่ผ้ ใช้ ่ ู 3นันเป็ นเจ้ าของ โดย India Business Buzz ได้ อ้างว่า 70% ของผู้ทองเว็บในปั จจุบนยังคงใช้ เว็บในรูปแบบของ web 1.0 ้ ่ ั   Web 1.0 นันมีลกษณะดังนี ้ ้ ั  เป็ นเว็บที่สร้ างไว้ อย่างไรก็จะแสดงผลอย่างนัน เป็ นการแสดงข้ อมูลที่นิ่ง (static) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ้ ซึงตรงข้ ามกับยุคปั จจุบนที่ เว็บส่วนใหญ่จะเป็ นแบบ dynamic content นันคือเนื ้อหาที่แสดงอาจมีการ ่ ั ่ ปรับปลี่ยนตามผู้ใช้ งานโดยอัตโนมัติ   มีการใช้  เฟรม (framesets) แบ่งหน้ าจอออกเป็ นส่วนๆ แต่ละส่วนแทนที่ด้วยไฟล์ที่แยกจากกัน เพื่อการ แสดงผลบนหน้ าจอคอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้ งาน   มีการจัดเก็บไฟล์ด้วยนามสกุล .htm หรื อ .html และมีการสร้ าง tag ใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ แสดงผล อาทิ <blink> และ <marquee>   มีการใช้ งาน guestbook (สมุดเยี่ยมชม) แบบออนไลน์   มีการสร้ างปุ่ ม เพื่อช่วยในการนําทางเวลาท่องเว็บ ซึงปุ่ มส่วนใหญ่จะจัดเก็บในรูปแบบ .gif และมีขนาด ่ 88x31 พิกเซล   มีการสร้ าง HTML form เพื่อใช้ ในการส่งอีเมลล์                                                                  3  India Business Buzz Web1.0, Web2.0 and Web 3.0: Simple explanation for non‐techies:  http://trak.in/tags/business/2007/08/13/what‐is‐web10‐web20‐and‐web‐30‐simple‐explanation‐for‐non‐techies/ 
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 3 จาก 10 ํWeb 2.0 (เว็บ 2.0)   Web 2.0  เป็ นคําศัพท์ที่ค้ นเคยสําหรับหลายๆท่าน ภาษาอังกฤษจะเรี ยกศัพท์ประเภทนี ้ว่า buzzword ซึง web  ุ ่2.0  เป็ นคําศัพท์ที่สื่อถึงเว็บแนวใหม่ที่ทนสมัยและเป็ นนวัตกรรม ั โดยความหมายแล้ ว Web 2.0  หรื อเว็บในยุคที่สองก็คือการใช้ เว็บเพื่อ การสื่อสาร การแบ่งปั นข้ อมูลสารสนเทศ และความร่วมมือต่างๆ ที่มีมากขึ ้นเรื่ อยๆในระบบอินเตอร์ เน็ต  ในบางครังหากมีนวัตกรรมใหม่ๆที่มาใช้ กบเว็บแล้ วเป็ นที่นิยม ก็อาจกล่าวได้ ว่าสิงนันคือ web  2.0  ตัวอย่างของเครื่ องมือ ้ ั ่ ้ที่ประกอบการเป็ น web 2.0 อาทิ: AJAX (Asynchronous JavaScript and XML)    เทคนิคการเขียน software  แบบบูรณาการที่ทําให้ เว็บโต้ ตอบกับผู้ใช้ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่สําคัญ อาทิ Gmail, Google map, ฯลฯ  Blog (Web Log)    การบันทึกอนุทิน (Diary)  ของตนเองแบบออนไลน์ ซึงบล็อกเป็ นคํารวมมาจากคําว่า เว็บล็อก (weblog)  เป็ น ่ รูปแบบของเว็บไซต์ที่ถกเขียนขึ ้นในลําดับที่เรี ยงตามเวลาในการเขียน และจะแสดงข้ อมูลที่เขียนล่าสุดไว้ แรกสุด  ูWeb Feeds หรื อ News Feeds    เป็ นรูปแบบของข้ อมูลเพื่อการสําเสนอและแบ่งปั น (syndicate) สูผ้ ที่สมัครเป็ นสมาชิกของข้ อมูล ่ ู นันๆ (subscriber) โดยสมาชิกอาจใช้ software  ประเภท aggregator เพื่ออ่านข้ อมูลดังกล่าว ้ โดยที่ไม่ต้องเปิ ด website ของข้ อมูลนันๆ ทําให้ การอ่านข้ อมูลสะดวก รวดเร็ว อีกทังเป็ นการอ่าน ้ ้   ข้ อมูลที่ปรับปรุงล่าสุดได้ เสมอ โดยเป็ นการไปดึงข้ อมูลมาอ่านจากแหล่งข้ อมูลจริ ง  ซึงรูปแบบ ่ สัญลักษณ์ของ RSS (format) หรื อ มาตรฐานอ้ างอิง (standard) ของ Feeds  ที่ใช้ โดยกว้ างขวางคือ RSS  (Really  และ Atom Simple Syndication – ไฟล์นามสกุล .rss, .xml) และ Atom (ไฟล์นามสกุล .atom, .xml) Podcast   คือขันตอนของการเผยแพร่เสียง รวมไปถึงการพูดคุย เล่าเรื่ อง สนทนาเรื่ องต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์ เน็ต เริ่ ม ้ ได้ รับความนิยมในช่วงปลายปี พ.ศ. 2547 โดยผู้รับฟั งสามารถสมัครที่จะเลือกรับฟั งเสียงหรื อเพลง (โดยปกติจะ เป็ นในลักษณะ MP3)  ผ่านทางระบบฟี ด (feed)  โดยตัวฟี ดนี ้จะทํางานอัตโนมัติ เพื่อทําการดาวน์โหลดไฟล์ มัลติมีเดียต่างๆ เข้ าสู่ คอมพิวเตอร์ หรื อเครื่ องเล่นเพลงแบบพกพา (หรื อที่เรี ยกว่า MP3 เพลเยอร์ ) โดยมี จุดเริ่ มต้ นเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2547 โดยความคิดของ อดัม เคอรรี่ ร่วมกับ เดฟ วินเนอร์ สร้ างโปรแกรม
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 4 จาก 10 ํ iPodder  ขึ ้นมา เพื่อเป็ นการนําข้ อมูลเสียงจากอินเทอร์ เน็ตผ่านโปรแกรมบรรจุลงไปที่เครื่ องเล่น MP3 ชื่อ ไอ พอด4 Social Technologies   web  2.0  นัน เกี่ยวข้ องเป็ นอย่างมากกับคนหลายๆคน หรื อที่เรี ยกว่าสังคม ดังนันการพัฒนานวัตกรรมมา ้ ้ สนับสนุน web  2.0  จึงหนีไม่พ้นการพัฒนา Software  ที่เกี่ยวข้ องกับ เทคโนโลยีของสังคม (Social  Technologies)  หรื อหมายถึง Software  ที่สามารถก่อให้ เกิด หรื อช่วยในการมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก ของสังคม (computer‐mediated  communication)  ซึงอาจจะอยูในรูปแบบของจุดนัดพบออนไลน์เพื่อ ่ ่ วัตถุประสงค์ของสังคมนันๆหรื อแบบใดๆก็ได้ โดยความสัมพันธ์ที่มีขึ ้นอาจจะเป็ นแบบ หนึงต่อหนึง หรื อ หนึงต่อ ้ ่ ่ ่ หลายๆคน (1  to  1  /  1  to  many)  ก็ได้ ในที่สดแล้ ว ความสัมพันธ์นนๆ จะก่อให้ เกิดความร่วมมือ ุ ั้ (collaboration) ที่จะนําไปสูสิ่งใหม่ๆ อาทิ ความรู้ใหม่ๆ (innovation) ความคิดใหม่ๆ (thinking paradigm)  ่ หรื อเป็ นแหล่งของทรัพยากรความรู้ที่สาคัญ (Source of Knowledge) ํ 5Social networking     การให้ บริการแบบออนไลน์แก่สมาชิกของกลุมสังคมที่มีความสนใจในสิงเดียวกัน หรื อสนใจจะทํากิจกรรมใดๆ ่ ่ ร่วมกัน โดยผู้ให้ บริการจะนําเสนอวิธีในการติดต่อสื่อสารแบบหลากหลาย อาทิ อีเมลล์ หรื อ Instant  Messaging  Services  ตัวอย่าง Social  networking  service  ที่คนไทยรู้ จกกันดีคือ hi5.com  ส่วนในทวีป ั อเมริกาเหนือจะชอบใช้ MySpace,  Facebook,  Twitter  และ  LinkedIn (แคนาดานิยมใช้ Nexopia);  อเมริกากลางและใต้ นิยมใช้ Orkut, Facebook  และ Hi5; ในขณะที่ยโรปจะนิยมใช้ Bebo, Facebook, Hi5,  ุ MySpace,  dol2day  (ส่วนมากในประเทศเยอรมัน),  Tagged,  XING และ  Skyrock; ส่วนประเทศในแถบ เอเซียและแปซิฟิคจะนิยมใช้ Friendster, Orkut, Xiaonei และ Cyworld. และเครื่ องมืออื่นๆอีกมากมาย    อาทิ Social Bookmarking (เช่น del.icio.us ‐‐ http://del.icio.us/), Photo Albums (เช่น Flickr ‐‐  http://www.flickr.com) ฯลฯ    Web  2.0  เป็ นคํานิยามที่สร้ างขึ ้นโดย ทิม โอไรล์ลีย์ (Tim  O’Reilly)  ซึงกล่าวถึงเว็บในยุคที่สองที่สร้ างขึ ้นโดย ่เน้ นความสําคัญสองประการคือ 1) การนําข้ อมูลไปใช้ งาน (usability) และ 2) การแบ่งปั นข้ อมูล (sharing) โดยมี                                                            4  อ้ างอิงจาก พอดแคสติง (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ) http://th.wikipedia.org/wiki/Podcast5  สําหรับสรุ ปรายการ Social Networking Service Providers พร้ อมจํานวนสมาชิก กรุ ณาดูได้ ที่     http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_social_networking_websites 
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 5 จาก 10 ํเครื่ องมือที่ชวยในการกระจายข้ อมูลในยุค ่ web  2.0  มากมาย อาทิ วิดเจ็ท (widget ‐  ซึงหมายถึงชุดคําสังโปรแกรม ่ ่คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก หรื อโปรแกรมสําหรับการควบคุมในการทํางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในแบบต่างๆ) และการใช้ปายกํากับ (tagging) ซึง ทิม โอไรล์ลีย์ ได้ ให้ ความหมายของ web 2.0 ไว้ วา ้ ่ ่ Web  2.0 is the business revolution in the computer industry caused by the move to  the  Internet  as  a  platform,  and  an  attempt  to  understand  the  rules  for  success  on  that new platform  (แปล – เว็บ 2.0  คื อการปฏิ วติทางธุรกิ จในอุตสาหกรรมคอมพิ วเตอร์ ั ที เ่ กิ ดขึ้นจากการขับเคลื อนของ ่ อิ นเตอร์ เน็ตเป็ นรากฐาน ร่ วมกับความพยายามทีจะเข้าใจถึงกฎแห่งความสําเร็ จ (ในการทําธุรกิ จ) บน ่ รากฐานใหม่นี) ้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้ ความสําคัญกับ web 2.0 เป็ นอย่างมาก ถึงกับเปรี ยบ web  2.0  กับพัฒนาการของ 6มนุษย์ ดังภาพที่ 2   ซึงเปรี ยบเทียบให้ เห็นว่าการใช้ เว็บใน ่ช่วงแรกๆ หรื อในช่วง web  1.0  ก็เป็ นเสมือนดังคนในยุค ่วานร (ค.ศ. 1995)  จนมาเป็ นมนุษย์เดินตรงได้ ในปั จจุบน ัซึงการเปลี่ยนแปลงจาก ่ web  1.0  มาเป็ น web  2.0  นัน ้ค่อนข้ างจะเห็นได้ ชดเจนและเป็ นรูปธรรม   ั ตารางที่ 1  แสดงตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงจาก  web 1.0 สู่ web 2.0  ภาพที่ 2: พัฒนาการของ web เสมือนดังพัฒนาการของ ่ตัวอย่างที่    Web 1.0  Web 2.0  1 สารานุกรมออนไลน์ บริทานิก้า  สารานุกรมเสรี (Britannica Online)  (Wikipedia) ‐ เจ้ าของและผู้ปรับปรุ งข้ อมูลคือ Encyclopædia - ผู้ดแลคือ Wikimedia Foundation Inc. (San  ู Britannica, Inc., (Chicago, Illinois, USA)   ‐ http://www.britannica.com/  Francisco, Chicago, USA)  - ผู้ปรับปรุงข้ อมูล คือสมาชิกจากทัวโลก  ่ - เริ่มให้ บริ การ พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) ‐ http://www.wikipedia.org/  - http://th.wikipedia.org/wiki/หน้ าหลัก 2 เว็บส่ วนตัว (Personal Website)  บล็อก (Blogging) 3  Mp3.com Napster ตารางที่ 1: ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงจาก web 1.0 มาเป็ น web 2.0                                                             6  ภาพจาก VPS Revolution Part II: The Web 2.0 Server http://blog.spry.com/2007/08/20/vps‐revolution‐part‐ii‐the‐web‐20-server/
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 6 จาก 10 ํ จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ วา ความเปลี่ยนแปลงจาก web 1.0 ไปสู่ web 2.0 รวมถึงประเด็นต่างๆต่อไปนี ้ ่  การนําเสนอข้ อมูลแบบไม่เปลี่ยนแปลง กลายมาเป็ นข้ อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ (static vs dynamic)   การนําเสนอข้ อมูลสําหรับดูเฉยๆ กลายมาเป็ นการนําเสนอข้ อมูลในรูปแบบที่โต้ ตอบได้ (view vs interact)   การนําเสนอข้ อมูลจากผ่ายเดียว กลายมาเป็ นการนําเสนอข้ อมูลพร้ อมกับการรับข้ อมูล (one‐way vs two‐way)   การนําเสนอข้ อมูลสําหรับผู้ชม กลายมาเป็ นการนําเสนอข้ อมูลสําหรับผู้ร่วมมือ (spectator vs participant)   Web  2.0  ได้ รับการออกแบบเพื่อส่งเสริ มบริ การผ่านเว็บในรูปแบบที่เรี ยกว่า folksonomies  ซึงมาจากคําว่า ่Folks  แปลว่าเพื่อนๆ หรื อแปลว่าคนในครอบครัว และคําว่า Taxonomies  ซึงแปลว่า ่ การจัดแบ่งสิงมีชีวิตออกเป็ นกลุม ่ ่ต่างๆ หรื อ วิทยาศาสตร์ หรื อเทคนิคที่เกี่ยวกับการแบ่งประเภท     ภาพที่ 3: tag clouds (ก้ อนเมฆแสดงปายกํากับ)  ้ คําว่า folksonomies  นัน มีการนํามาอ้ างถึงอย่างจริ งจังกับเว็บ  ตังแต่ ค.ศ. 2001 หรื อ พ.ศ. 2544 ซึงเป็ นการ ้ ้ ่นํานวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ กบการสร้ างเว็บ หรื อการแสดงข้ อมูลบนเว็บ ซึงเป็ นการเปลี่ยนแปลงวิธีการท่องเว็บได้ อย่างมาก ั ่ถึงแม้ ผ้ ทองเว็บจะไม่มีความรู้พิเศษเกี่ยวกับข้ อมูลที่สนใจ แต่ก็จะสามารถแยกแยะประเภทของข้ อมูลได้ ง่าย โดยการใช้ ู ่เครื่ องมือนวัตกรรมของ web  2.0  อาทิ  tag  clouds  (ก้ อนเมฆแสดงปายกํากับ)  ซึงเป็ นการนําปายกํากับมาแสดงใน ้ ่ ้รูปแบบที่คล่ายๆกับก้ อนเมฆหลายๆก้ อนลอยอยู่ โดยปายกํากับที่ได้ รับการกล่าวถึงบ่อยกว่าก็จะมีขนาดที่ใหญ่ และอาจมี ้
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 7 จาก 10 ํสีสรรที่แตกต่างจากปายกํากับอื่นๆอย่าชัดเจน ดังภาพที่ 37 ซึงการใช้ tag clouds  นี ้ อาจเป็ นนวัตรกรรม web 2.0  ที่อยู่ ้ ่ในรูปแบบของ collaborative  tagging  (การร่ วมมือสร้ างปายกํากับ),  social  classification  (การจัดแบ่งประเภทโดย ้สังคม), social indexing (การจัดอันดับโดยสังคม), และ social tagging (การสร้ างปายกํากับโดยสังคม) ก็เป็ นได้ ้   Web 3.0 (เว็บ 3.0)    ยุคปั จจุบน พัฒนาการของ web technologies ยังถือว่าอยูในระดับ web 2.0 ซึงสามารถเทียบได้ จากภาพที่ 4  ั ่ ่ 8(แสดงให้ เห็นถึงการคาดคะเน ในพัฒนาการของ Web  Technologies  จนถึงยุคของ Web  4.0 ) ซึงจะเห็นได้ วา มีการ ่ ่พัฒนาและใช้ งานนวัตกรรมหลายๆชนิด รวมถึง RSS,  Atom,  AJAX,  Blog,  Wikis,  Social  Networking,  Widgets, ฯลฯ อย่างไรก็ดีได้ มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึง Semantic  web  ซึงหมายถึงการเขียนเว็บที่ใช้ หลักการของ ่metadata  (ข้ อมูลที่อธิบายข้ อมูลที่แสดงให้ ผ้ ใช้ เห็น) ู ทําให้ เว็บเป็ นเสมือนดังฐานข้ อมูลขนาดมหึมา และการที่ข้อมูลมี ่คําอธิบายซ่อนอยูนนจะทําให้ คอมพิวเตอร์ หลายๆเครื่ องสามารถเข้ าใจในข้ อมูลของกันและกันได้ ่ ั้ ส่งผลให้ คอมพิวเตอร์สามารถร่วมกันประมวลผลทําให้ การสืบค้ นข้ อมูลแบบซับซ้ อนของผู้ใช้ งานเป็ นไปได้ โดยง่าย  ภาพที่ 4: Evolution of Web Technologies                                                                7  Wikipedia ‐ Tag cloud: http://en.wikipedia.org/wiki/Tag_cloud 8  อ้ างอิง Web 3.0 in a nutshell by Olaf Jacobi http://olafjacobi.wordpress.com/2007/05/01/web‐30-in‐a‐nutshell
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 8 จาก 10 ํ 9 BMJ Publishing Group Ltd. ได้ ยกตัวอย่างถึงข้ อแตกต่างระหว่าง web 2.0 และ web 3.0 ไว้ ดงนี ้ ั Web 2.0  Web 3.0 “The document web”  “The data web” เว็บเอกสาร  เว็บของข้ อมูล Abundance of information  Control of information ข้ อมูลสารสนเทศทีมากมายอุดมสมบูรณ์   ่ การควบคุมข้ อมูลสารสนเทศ Controversial  No less controversial สร้ างให้ ผู้ใช้ เกิดความสั บสนได้   ก็ยังสร้ างให้ ผ้ ูใช้ เกิดความสับสนได้  “The social web”  “The intelligent web” เป็ นเว็บของสั งคม  เป็ นเว็บที่มีความฉลาด The second decade, 2000­9  The third decade, 2010‐20 อยู่ในช่ วงปี ค.ศ. 2000­2009 (ช่ วงที่ 2)  อยู่ในช่ วงปี ค.ศ. 2010‐2020 (ช่ วงที่ 3) Google as catalyst  Semantic web companies as catalyst Google เป็ นสิ่ งทีทาให้ เกิดการเปลียนแปลง  ่ ํ ่ บริษัทเกี่ยวกับ Semantic web ทังหลายจะเป็ นสิ่งที่ ้ ทําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงWisdom of the crowds  Wisdom of the expert เป็ นความรู้ ที่กลันกรองจากสมาชิกของสั งคม  ่ เป็ นความรู้ ท่ ีกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ Mashups, fragmentation integration, new   tools นําเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆทีกระจายแยกกันมารวมกัน ่แบบบูรณาการ Search, search, search  Why search, when you can find? ต้ องสื บค้ นข้ อมูล  ไม่ ต้องสืบค้ น เพราะสามารถพบสิ่งที่ต้องการหาได้ โดยง่ าย Google’s Pagerank algorithm  Ontologies, semantic systems มีการอ้างอิงถึง Google’s Pagerank algorithm  อ้ างอิงถึง Ontologies, semantic systems   Lawless, anarchic  Standards, protocols, rules ยังไม่ ค่อยมีกฎเกณฑ์   มีการพัฒนามาตรฐาน กฎเกณฑ์ และ protocol  สําหรั บสิ่งต่ างๆที่เกี่ยวข้ องPrint and digital  Digital above all else มีการพิมพ์ และการจัดเก็บข้ อมูลแบบ Digital  ทุกอย่ างเป็ นการดําเนินการแบบ Digital ทังหมด ้ ตารางที่ 2: ข้ อแตกต่างระหว่าง web 2.0 และ web 3.0   ตารางที่ 2 แสดงให้ เห็นว่า web 3.0 นันมีความฉลาด (intelligence) เกิดขึ ้น ซึงเป็ นผลมาจากการนํา ้ ่semantic web technology มาประยุกต์ใช้ งาน ซึงในที่สดก็น่าจะทําให้ เทคโนโลยี ubiquitous (การมีตวตนอยูทกหน ่ ุ ั ่ ุทุกแห่ง) กลายเป็ นจริงได้ โดยง่ายและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ ้น                                                              9  อ้ างอิง BMJ Publishing Group Ltd.: Web 3.0 and medicine http://student.bmj.com/issues/08/03/editorials/095.php
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 9 จาก 10 ํWeb 4.0 (เว็บ 4.0)  หากการคาดคะเน ในพัฒนาการของ Web  Technologies  ในภาพที่ 4  เป็ นจริ ง ราวๆปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020)  ‐  พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030)  ก็จะเป็ นยุคของ Web  4.0 ซึงในยุคดังกล่าวจะมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ่ขนาดเล็กขึ ้นมาเพื่อตอบสนองความต้ องการในการใช้ เว็บที่แสนจะหลากหลายของผู้ใช้ แต่ละคน ซึงเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ ้น ่นี ้เรี ยกว่า Intelligent Personal Agents (IPA)  ซึงหลายท่านกล่าวไว้ วา ในยุคของ web 4.0  นัน คอมพิวเตอร์ อาจรู้เท่า ่ ่ ้ทันคน เพราะในยุคของ web  3.0 นัน ได้ ก่อให้ เกิดความฉลาด (intelligence)  ที่คอมพิวเตอร์ สามารถนํามาวิเคราะห์ได้ ้เองแล้ ว เมื่อเวลาผ่านไปจนเป็ นยุคของ web  4.0 นัน เทคโนโลยีใหม่จะยิ่งเพิ่มความสามารถให้ แก่คอมพิวเตอร์ อย่าง ้มากมาย ดังนันไม่วามนุษย์มีความต้ องการใดๆ ้ ่ IPA  ก็จะสามารถตอบสนองความต้ องการนันๆได้ อาจจะด้ วยการไป ้พูดคุยกับ IPA ตัวอื่นๆแล้ วนําคําตอบมาเสนอแก่ผ้ สงงานได้   ู ั่ สรุ ป ในบทเรี ยนนี ้ ได้ กล่าวถึงพัฒนาการของ web technologies  ใน 4  ช่วง กล่าวคือ web 1.0,  web 2.0, web 3.0, และ web 4.0 ซึงในขณะนี ้ถือว่าอยูในช่วงของ web 2.0   ่ ่  นัยสําคัญของ web  2.0  ก็คือการใช้ เว็บในรูปแบบที่เป็ นสังคมออนไลน์ มีการรวมกลุมของผู้ทองเว็บตาม ่ ่จุดประสงค์หรื อกิจกรรมร่วมของกลุม (อาทิประเทศไทยนิยมใช้ ่ hi5.com)  ส่งผลให้ การพัฒนาเว็บเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยมีการสร้ างเนื ้อหาที่แตกต่างสําหรับผู้ทองเว็บแต่ละคน ่ อีกทังยังสามารถโต้ ตอบกับผู้ใช้ งานได้ ในหลากหลายรูปแบบ ้ส่งผลให้ เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ทองเว็บเกิดขึ ้น และกลายเป็ นกลุมคนหรื อสังคมที่มีวตถุประสงค์เดียวกันขึ ้นมา ส่งผล ่ ่ ัให้ เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆในสังคมนันๆ  ้ สําหรับยุค web  3.0  และ web  4.0  นัน นวัตกรรม web  technologies  จะทําให้ การท่องเว็บเปลี่ยนแปลงไป ้โดยสิ ้นเชิง เว็บจะแปรสภาพเป็ นฐานข้ อมูลขนาดใหญ่ และคอมพิวเตอร์ จะสามารถเข้ าใจพร้ อมวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกันเพื่อจะสร้ างผลลัพธ์ที่เหมาะสมและถูกต้ องที่สดมาเสนอแก่ผ้ ทองเว็บได้ โดยง่าย ซึงในวันนัน การเรี ยนการสอนของมนุษย์ ุ ู ่ ่ ้ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบทีไม่สามารถคาดเดาได้ ในเวลานี ้       
  • หลักสู ตร ผู้เชี่ ยวชาญอีเลิร์นนิง วิชา นวัตรกรรมเทคโนโลยีในอีเลิร์นนิง หั วข้ อ 2 นวัตกรรมเทคโนโลยีสาหรั บการจัดการเรี ยนการสอน ตอนที่ 2 หน้ า 10 จาก 10 ํลิงค์ ท่ กล่ าวถึงในบทนี ้ ้ ี  The Official Google Blog:  http://googleblog.blogspot.com/2008/07/we‐knew‐web‐was‐big.html     The Size of Internet to Double Every 5 Years http://www.labnol.org/internet/internet‐size‐to‐double‐every‐5‐years/6569/    India Business Buzz Web1.0, Web2.0 and Web 3.0: Simple explanation for non‐techies: http://trak.in/tags/business/2007/08/13/what‐is‐web10‐web20‐and‐web‐30‐simple‐ explanation‐for‐non‐techies/htp://trak.in/tags/business/2007/08/13/what‐is‐web10- web20-and‐web‐30-simple‐explanation‐for‐non‐techies/    สารานุกรมออนไลน์ บริทานิก้า (Britannica Online) http://www.britannica.com/    สารานุกรมเสรี (Wikipedia) ภาษาอังกฤษ  http://www.wikipedia.org/   ภาษาไทย  http://th.wikipedia.org/wiki/หน้ าหลัก    Wikipedia ‐ Tag cloud http://en.wikipedia.org/wiki/Tag_cloud    พอดแคสติง (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ) http://th.wikipedia.org/wiki/Podcast     สรุปรายการ Social Networking Service Providers พร้ อมจํานวนสมาชิก (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ) http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_social_networking_websites    Web 3.0 in a nutshell  http://olafjacobi.wordpress.com/2007/05/01/web‐30-in‐a‐nutshell