Your SlideShare is downloading. ×
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
World-Class Standard School
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

World-Class Standard School

1,055

Published on

แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,055
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
34
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุงส�ำนักบริหำรงำนกำรมัธยมศึกษำตอนปลำยส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนกระทรวงศึกษำธิกำรWORLD-CLASSSTANDARDSCHOOL
  • 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉบับปรับปรุงปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2555จ�ำนวนพิมพ์ 10,000 เล่มลิขสิทธิ์เป็นของ ส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการISBN 978-616-202-678-2 พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด 79 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 0-2561-4567 โทรสาร 0-2579-5101 นายโชคดี ออสุวรรณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา
  • 3. สารจากเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ก�ำหนดนโยบายให้โรงเรียนมาตรฐานสากล(World-ClassStandardSchool) เป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าสากล ผู้เรียนมีศักยภาพและความสามารถทัดเทียมกับผู้เรียนนานาประเทศ โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล เริ่มด�ำเนินการตั้งแต่ปี2553 มีวัตถุประสงค์ส�ำคัญ3 ประการคือ พัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก จัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ โดยมีโรงเรียนเป้าหมาย500 โรงเรียนเป็นกลุ่มบุกเบิก เพื่อให้การด�ำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากลบังเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้ทบทวนและก�ำหนดแนวทาง โดยจัดท�ำเอกสารแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล (ฉบับปรับปรุง) ขึ้น ทั้งนี้รายละเอียดของเอกสารจะช่วยให้โรงเรียนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า “บันได 5 ขั้น ของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล” (Five Steps for Student Development) ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล (ฉบับปรับปรุง) ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนครูผู้สอน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ขอขอบคุณคณะท�ำงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดท�ำเอกสารให้ส�ำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้เป็นอย่างดี (นายชินภัทร ภูมิรัตน) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 4. สารจากเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตอนที่ 1 สวนนํา 1หลักการและเหตุผลของการจัดโรงเรียนมาตรฐานสากล 3ลักษณะของโรงเรียนมาตรฐานสากล 11การดําเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล 12ความสําเร็จของโรงเรียนมาตรฐานสากล 14เปาหมายความสําเร็จในการดําเนินงานดานผูเรียน 15ตอนที่ 2 หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน 19คุณลักษณะและศักยภาพผูเรียนที่เปนสากล 21การจัดทําหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนสูสากล 23กระบวนการพัฒนาผูเรียนสูคุณภาพที่คาดหวัง 24การศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study : IS) เครื่องมือสําคัญในการพัฒนา 25เปาหมายคุณภาพผูเรียนในสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง 27ตอนที่ 3 การจัดหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล 33ระดับประถมศึกษา 35ระดับมัธยมศึกษา 38ตัวอยางโครงสรางหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากลระดับชั้นประถมศึกษา 40ตัวอยางโครงสรางหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากลระดับชั้นมัธยมศึกษา 41ตัวอยางคําอธิบายรายวิชา 42สารบัญ
  • 5. ตอนที่ 4 การจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล 49แนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติพุทธศักราช 2542 52ธรรมชาติของผูเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 53การจัดการเรียนรูตองเนนการทํางานของสมอง 55การจัดการเรียนรูตามแนวทฤษฎีการสรางความรู 57การศึกษาคนควาดวยตนเอง 60แนวทางการจัดการเรียนรูที่ผูเรียนศึกษาคนควาดวยตนเอง 62บทบาทของผูสอน 65บทบาทของผูเรียน 66การจัดการเรียนรูระดับประถมศึกษา 68บันได 5 ขั้น ของการพัฒนาผูเรียนสูมาตรฐานสากล 70การจัดกิจกรรมเพื่อนําความรูหรือประสบการณไปใชบริการสังคม 71ตอนที่ 5 การวัดและประเมินผล 73แนวทางการวัดและประเมินผล 75ตัวอยางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 1-3 76ตัวอยางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4-6 77ตัวอยางการวัดและประเมินผล ระดับมัธยมศึกษา 86แนวทางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 1-3 88แนวทางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4-6 89แนวทางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3 91แนวทางการวัดและประเมินผล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6 93ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 1-3 96ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4-6 98ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3 102ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6 107แนวทางการรายงานผลการเรียนรูสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง(Independent Study : IS) 113การรายงานภาพรวมระดับหองเรียน 116ภาคผนวก 117เอกสารอางอิง 153คณะทํางาน 154
  • 6. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง1ส่วนน�ำตอนที่ 1ส่วนน�า
  • 7. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง2
  • 8. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง3ส่วนน�ำหลักการและเหตุผลของการจัดโรงเรียนมาตรฐานสากล กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศท�ำให้แต่ละประเทศไม่สามารถปิดตัวอยู่โดยล�ำพัง ต้องร่วมมือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การด�ำรงชีวิตของคนในแต่ละประเทศ มีการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันมากขึ้น มีความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันมากขึ้น ในขณะเดียวกัน สังคมโลกในยุคปัจจุบัน เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารท�ำให้คนต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ในสังคม ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้น�ำไปสู่สภาวการณ์ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นแรงผลักดันส�ำคัญที่ท�ำให้หลายประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา คุณภาพของการจัดการศึกษาจึงเป็นตัวบ่งชี้ส�ำคัญประการหนึ่ง ส�ำหรับความพร้อมในการเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกของแต่ละประเทศ ประเทศที่จะอยู่รอดได้หรือคงความได้เปรียบก็คือประเทศที่มีอ�ำนาจทางความรู้และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งในยุคโลกไร้พรมแดนคนต่างชาติจะเข้ามาท�ำงาน และประกอบอาชีพในประเทศไทยมากขึ้นขณะเดียวกันคนไทยก็มีโอกาสไปท�ำงานและประกอบอาชีพในต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น ปัจจุบันปรากฏสภาพปัญหา ที่คนทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ร่วมกันในเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมและอุบัติภัยต่างๆที่เกิดบ่อยๆและรุนแรงมากยิ่งขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษย์โดยทั่วไป สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มว่าคนยุคใหม่จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย เป็นสัญญาณเตือนว่าโลกในยุคหน้า จะมีปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเกินกว่าจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละประเทศต้องเตรียมคนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะและความสามารถในการปรับตัว มีคุณลักษณะส�ำคัญในการด�ำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทัน สงบ สันติ มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสมและเพียงพอ1
  • 9. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง4 การจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอนจ�ำเป็นต้องมีความเป็นพลวัต ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาไทยให้พร้อมส�ำหรับการแข่งขันในเวทีโลกในยุคศตวรรษที่ 21 สรุปได้ดังนี้ 1) โรงเรียนต้องเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาในมิติที่กว้างขึ้นเพราะในปัจจุบันสังคมโลกเป็นสังคมที่ไร้พรมแดน ที่มีการติดต่อประสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ มากขึ้น อีกทั้งการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 จะมีผลต่อการเปิดเสรีทางการศึกษา ซึ่งจะท�ำให้เกิดการแข่งขันในการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นในอนาคตโรงเรียนแต่ละแห่งจะต้องมีการแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น โรงเรียนในประเทศไทยเองจ�ำเป็นต้องพัฒนาให้เป็นหน่วยบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีทางการศึกษา 2) หลักสูตรการเรียนการสอนต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น เนื่องจากยุคโลกาภิวัตน์ มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและการลงทุน ท�ำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีศักยภาพในหลายด้าน รวมทั้งความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร คุณลักษณะในการเป็นพลโลกการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนจึงต้องปรับให้มีความเป็นสากลมากขึ้นนอกจากนี้การเปิดเสรีทางการศึกษา ท�ำให้สถาบันการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนด้านการจัดการศึกษาในประเทศไทย โรงเรียนควรหาภาคีเครือข่ายในการจัดหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรสมทบ หรือหลักสูตรร่วมกับสถาบันต่างประเทศ เพื่อความเป็นสากลของการศึกษา
  • 10. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง5ส่วนน�ำ3) ต้องมีกำรพัฒนำทักษะกำรคิดมำกขึ้น สภำพสังคมโลกที่มีกำรแข่งขันสูง ท�ำให้กำรจัดกำรศึกษำจ�ำเป็นต้องเน้นกำรพัฒนำทักษะเป็นส�ำคัญปัจจุบันโรงเรียนยังไม่สำมำรถพัฒนำทักษะกำรคิดของผู้เรียนได้ดีเท่ำที่ควรเนื่องจำกกำรเรียนกำรสอนยังเน้นให้ผู้เรียนคิดตำมสิ่งที่ผู้สอนป้อนควำมรู้มำกกว่ำกำรคิดสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น จึงควรมีกำรปรับรูปแบบกระบวนกำรจัดกำรเรียนกำรสอน เพื่อส่งเสริมทักษะกำรคิดให้มำกยิ่งขึ้น4) ต้องมีกำรปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมมำกขึ้น แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งกำรแข่งขัน มีอิทธิพลท�ำให้กำรจัดกำรศึกษำของโรงเรียนส่วนใหญ่เน้นและให้ควำมส�ำคัญกับกำรพัฒนำควำมรู้และควำมสำมำรถ เพื่อควำมก้ำวหน้ำในหน้ำที่กำรงำนและกำรมีชีวิตควำมเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนอำจละเลยกำรส่งเสริมด้ำนคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหำทำงสังคมตำมมำ ดังนั้น ปรัชญำกำรจัดกำรศึกษำ จึงต้องให้ควำมส�ำคัญกับกำรพัฒนำบุคคลในองค์รวม ทั้งมิติของควำมรู้และคุณธรรมคู่กัน เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำอย่ำงยั่งยืนอันจะส่งผลให้ประชำคมโลกอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติสุข5) กำรสอนภำษำต่ำงประเทศต้องมีประสิทธิภำพมำกขึ้น ในยุคโลกไร้พรมแดนนั้น ผู้มีควำมรู้ด้ำนภำษำต่ำงประเทศ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งภำษำที่ใช้สื่อสำรกันอย่ำงกว้ำงขวำง เช่น ภำษำอังกฤษ หรือภำษำจีน ย่อมมีควำมได้เปรียบในกำรติดต่อสื่อสำร กำรเจรจำต่อรองในเรื่องต่ำง ๆ ตลอดจนกำรประกอบอำชีพ กำรจัดกำรเรียนกำรสอนจึงควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกำสพัฒนำทักษะภำษำต่ำงประเทศอย่ำงเต็มศักยภำพ
  • 11. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง6 จากแนวคิดดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงมีการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล รักความเป็นไทย มีทักษะในการคิดมีทักษะในการแก้ปัญหา มีทักษะด้านเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์มีความสามารถในการสื่อสาร และมีทักษะชีวิต สามารถท�ำงานร่วมกับผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ ในระดับที่ไม่ต�่ำกว่านักเรียนของนานาอารยประเทศ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้คนไทยก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของโลก มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก
  • 12. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง7ส่วนน�ำ อย่างไรก็ตามผลการติดตามการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ทักษะและความสามารถในการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการศึกษาหาความรู้ ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 2. ทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารและการศึกษา หาความรู้ ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 3. ทักษะและความสามารถในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study) และเรียนรู้จากการปฏิบัติทดลอง 4. ทักษะและความสามารถในการคิดรูปแบบต่างๆเช่นการคิดวิเคราะห์การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นต้น 5. ทักษะและความสามารถในการท�ำงานและแข่งขันกับชาวต่างชาติ 6. โอกาสในการใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้และการด�ำรงชีวิต 7. ความเป็นผู้มีจิตสาธารณะ และมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค
  • 13. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง8 สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายของหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างถ่องแท้ สามารถน�ำไปถ่ายทอดแก่ผู้เรียน และประยุกต์ใช้สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เล็งเห็นความจ�ำเป็นอย่างรีบด่วนที่จะต้องเร่งหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาทักษะและความสามารถต่าง ๆ ดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เพื่อให้เป็นพื้นฐานที่จะเติบโตเป็นคนไทยที่มีความคิดเป็นสากล มีความสามารถในการร่วมมือท�ำงานและแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะท�ำให้ประเทศไทยด�ำรงอยู่ในเวทีระดับนานาชาติได้อย่างรู้เท่าทัน สมศักดิ์ศรี เคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ได้รับประโยชน์ในสิ่งที่ควรจะได้รับ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถด�ำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ ถ้อยทีถ้อยอาศัยและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โรงเรียนมาตรฐานสากลจึงเป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานน�ำมาใช้เป็นมาตรการเร่งด่วนในการยกระดับการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าสากล เริ่มด�ำเนินการน�ำร่องในปีการศึกษา 2553 กับโรงเรียนจ�ำนวน 500 โรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ด้วยการให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุคุณภาพตามมาตรฐานที่ก�ำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ความเป็นสากล
  • 14. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง9ส่วนน�ำ อย่างไรก็ตามจากการก�ำกับติดตามการด�ำเนินงานของโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล ในปีการศึกษา2553-2554 พบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติบางประการ ได้แก่ การใช้ค�ำบางค�ำอาจท�ำให้เกิดการเข้าใจผิดว่ามีความซ�้ำซ้อนกับหลักสูตรบางหลักสูตร และการจัดสาระเพิ่มเติมในหลักสูตรของสถานศึกษาหลายแห่งยังไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่ก�ำหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นอกจากนั้น เสียงสะท้อนของสังคมทั่วไปบ่งชี้ให้เห็นว่า ทักษะและความสามารถที่จ�ำเป็นที่จะช่วยท�ำให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นสากล ได้แก่ ทักษะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รวมถึงทักษะและความสามารถด้านเทคโนโลยี และทักษะและความสามารถในการท�ำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และผลการทดสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับต�่ำและมีการกระจายสูงยังไม่เป็นที่พึงพอใจ
  • 15. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง10 ผลการเข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programmefor International Student Assessment : PISA) จัดโดย Organization forEconomic Co-operation and Development : OECD) มีประเทศเข้าร่วมโครงการประมาณ70 ประเทศ คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยต�่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของนานาชาติมาก ส่วนผลการเข้าร่วมโครงการการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ (Trended in InternationalMathematics and Science Study : TIMSS) จัดโดย The InternationalAssociationfortheEvaluationofEducationalAchievement:IEA มีประเทศเข้าร่วมโครงการประมาณ 60 ประเทศ คะแนนของนักเรียนไทยโดยเฉลี่ยต�่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนนานาชาติมากเช่นกัน จากข้อมูลดังกล่าวท�ำให้สังคมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศสรุปและเชื่อว่าคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยเมื่อเทียบกับคุณภาพการศึกษาของนานาชาติยังอยู่ในระดับต�่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ต่างชาติมีต่อประเทศไทย ตลอดจนการลงทุนของต่างชาติในประเทศไทยมากจึงจ�ำเป็นต้องพัฒนาและปรับปรุงการศึกษาไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับการศึกษาของนานาชาติ ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้พิจารณาทบทวนจุดที่เป็นปัญหาในการด�ำเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล และพัฒนาปรับปรุงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการส�ำหรับโรงเรียนในโครงการ โดยเริ่มต้นใช้ในปีการศึกษา2555 ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • 16. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง11ส่วนน�ำส่วนน�ำลักษณะของโรงเรียนมาตรฐานสากลโรงเรียนมำตรฐำนสำกล หมำยถึง โรงเรียนที่มีกำรพัฒนำหลักสูตรกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน และกำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพที่มุ่งเน้นกำรพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก มีทักษะ ควำมรู้ควำมสำมำรถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับเดียวกับมำตรฐำนสำกลหรือมำตรฐำนของประเทศชั้นน�ำที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551ที่มุ่งเน้นกำรพัฒนำคุณภำพเยำวชนส�ำหรับยุคศตวรรษที่ 21 ตำมปฏิญญำว่ำด้วยกำรจัดกำรศึกษำของ UNESCO ทั้ง 4 ด้ำน คือ Learning to know,Learning to do, Learning to live together and Learning to be2
  • 17. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง123 การด�ำเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล การด�ำเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล จะประสบความส�ำเร็จได้จะต้องมีการพัฒนาหลายมิติไปพร้อมกัน โดยจะต้องด�ำเนินการทั้งระบบ คือด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านการบริหารจัดการ มิใช่เป็นการจัดการศึกษาเพียงบางส่วนของโรงเรียน หรือเพียงจัดเป็นแผนการเรียนมาตรฐานสากล การจัดการศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากลจะต้องมีจุดมุ่งหมายและทิศทางที่ชัดเจน ดังนี้ 3.1 เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลหรือมาตรฐานของประเทศชั้นน�ำที่มีคุณภาพการศึกษาสูง ได้แก่ ประเทศที่ประสบความส�ำเร็จสูงในการเข้าร่วมโครงการ PISA หรือ TIMSS โดยค�ำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนทางด้านสติปัญญา ความสามารถ และความถนัดมีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการเพิ่มพูนศักยภาพของผู้เรียน ส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน บนพื้นฐานของความเข้าใจและรู้ใจ มีการใช้กระบวนการคัดกรองในระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้สามารถพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดแห่งศักยภาพ 3.2 เพื่อยกระดับการบริหารจัดการของโรงเรียนให้มีการบริหารด้วยระบบคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award :TQA) ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนด�ำเนินไปตามมาตรฐานสากลหรือมาตรฐานของประเทศชั้นน�ำที่มีคุณภาพการศึกษาสูงทั้งหลาย
  • 18. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง13ส่วนน�ำแต่ในสภำพควำมเป็นจริงกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกลของส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พบว่ำ โรงเรียนมำตรฐำนสำกลมีควำมแตกต่ำงกันทั้งบริบท ศักยภำพ ขนำดโรงเรียน รวมทั้งสภำพแวดล้อมอื่น ๆดังนั้นเพื่อให้กำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพของโรงเรียนเกิดกำรพัฒนำ จึงก�ำหนดให้มีกำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพเป็น3 ระดับ คือระดับที่ 1กำรบริหำรจัดกำรระบบคุณภำพ ระดับโรงเรียน(School Quality Award : SCQA)ระดับที่ 2กำรบริหำรจัดกำรระบบคุณภำพระดับส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน(Office of the Basic Education Commission QualityAward : OBECQA)ระดับที่ 3กำรบริหำรจัดกำรระบบคุณภำพ ระดับชำติ(Thailand Quality Award : TQA)ทั้งนี้ หวังว่ำรูปแบบและแนวทำงกำรบริหำรจัดกำรระบบคุณภำพในแต่ละระดับจะท�ำให้โรงเรียนเกิดกำรพัฒนำอย่ำงมีขั้นตอนสอดคล้องกับสภำพปัจจุบัน และบริบทของโรงเรียน3.3 เพื่อพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก โดยเน้นควำมเป็นเลิศทำงวิชำกำร สื่อสำรสองภำษำ ล�้ำหน้ำทำงควำมคิด ผลิตงำนอย่ำงสร้ำงสรรค์และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลกระดับที่ 1ระดับที่ 2ระดับที่ 3
  • 19. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง14ความส�ำเร็จของโรงเรียนมาตรฐานสากล ความส�ำเร็จขั้นสุดท้ายของโรงเรียนมาตรฐานสากล คือ คุณภาพของผู้เรียน โรงเรียนที่ได้รับการประเมินว่ามีหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอนและการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม แต่การประเมินคุณภาพของผู้เรียนยังไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่โรงเรียนได้ก�ำหนดไว้ ก็ไม่ถือว่าโรงเรียนนั้นประสบความส�ำเร็จในการเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล ความส�ำเร็จของโรงเรียนในการด�ำเนินงานตามโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลจะพิจารณาจากคุณภาพของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่แต่ละโรงเรียนก�ำหนดและท�ำความตกลงไว้กับโครงการเป็นส�ำคัญ ความส�ำเร็จด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการบริหารจัดการโรงเรียนด้วยระบบบริหารคุณภาพ ถือเป็นความส�ำเร็จในการด�ำเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล บนพื้นฐานความเชื่อว่าถ้าโรงเรียนมีหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และมีระบบการบริหารจัดการโรงเรียนที่ดี ก็จะช่วยท�ำให้ผู้เรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้นเป็นล�ำดับ ความส�ำเร็จของการด�ำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลสรุปได้ ดังนี้4เป็นเลิศวิชาการผู้เรียนสื่อสารสองภาษา ล�้ำหน้าทางความคิดผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลกผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลกการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ตามเกณฑ์ระดับคุณภาพแห่งชาติ(Thailand Quality Award : TQA)ระดับคุณภาพ สพฐ.(Office of the Basic Education Commission Quality Award : OBECQA)ระดับคุณภาพโรงเรียน(School Quality Award : SCQA)หลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอนครู
  • 20. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง15ส่วนน�ำแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง15เปาหมายความส�าเร็จในการด�าเนินงานด้านผู้เรียนเป้ำหมำยและตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จในกำรด�ำเนินงำนด้ำนผู้เรียนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล มี 5 เป้ำหมำย แต่ละเป้ำหมำยจะมีตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จที่แตกต่ำงกันไป ในแต่ละปีกำรศึกษำโรงเรียนหรือผู้ด�ำเนินกำรอำจพิจำรณำปรับ ลด เพิ่ม ตัวชี้วัดให้มีควำมเหมำะสม สอดคล้องกับสภำพกำรณ์ต่ำง ๆ ของปีนั้น ๆ ให้มำกยิ่งขึ้นต่อไปเป้ำหมำยด้ำนผู้เรียนแต่ละข้อได้ระบุด้วยว่ำ โครงกำรมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนำคุณภำพของนักเรียนของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลให้อยู่ในระดับเดียวกับนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง ซึ่งได้แก่ประเทศที่มีผลกำรประเมิน PISA อยู่ในกลุ่มสูงในอนำคตโครงกำรจะได้จัดให้มีกำรประเมินคุณภำพด้ำนต่ำงๆของนักเรียนโรงเรียนมำตรฐำนสำกล เทียบกับคุณภำพนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูงดังกล่ำวด้วย5
  • 21. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง16ควำมส�ำเร็จของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลอีกมุมมองหนึ่งสำมำรถพิจำรณำได้จำกผลกำรเข้ำร่วมโครงกำรประเมินผลนำนำชำติ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยเข้ำร่วมอยู่ 2 โครงกำร คือ1. โครงกำรประเมินผลนักเรียนนำนำชำติ (PISA) จัดโดย OECD2. โครงกำรกำรศึกษำแนวโน้มกำรจัดกำรศึกษำด้ำนคณิตศำสตร์และวิทยำศำสตร์ระดับนำนำชำติ (TIMSS) จัดโดย IEAทั้งโครงกำร PISA และโครงกำร TIMSS จะด�ำเนินกำรครั้งต่อไปในปี พ.ศ.2558 ดังนั้นตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลที่ส�ำคัญมำกอีกข้อหนึ่งคือนักเรียนโรงเรียนมาตรฐานสากลที่ได้รับการสุ่มเข้าสอบโครงการPISAหรือ TIMSS ในป พ.ศ. 2558 มีคะแนนผลการสอบโดยเฉลี่ยไม่ต�่ากว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการPISA หรือ TIMSS ในปเดียวกัน
  • 22. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง17ส่วนน�ำกำรประเมินตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จหลำยข้อ ได้ก�ำหนดให้มีกำรสร้ำงเครื่องมือกลำงในกำรทดสอบขึ้นเป็นกำรเฉพำะด้วย เนื่องจำกกำรทดสอบทำงกำรศึกษำระดับชำติขั้นพื้นฐำน (O-NET) เป็นกำรวัดขั้นพื้นฐำนตำมหลักสูตรแต่เป้ำหมำยของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลก�ำหนดไว้สูงกว่ำนั้น นอกจำกนั้นกำรทดสอบทำงกำรศึกษำระดับชำติขั้นพื้นฐำน (O-NET)มีข้อจ�ำกัดหลำยประกำรจ�ำเป็นต้องใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่สำมำรถวัดทักษะคุณลักษณะและพฤติกรรมบำงด้ำนได้อย่ำงชัดเจนแบบทดสอบกลำงที่สร้ำงขึ้นจะมีกำรถำมให้นักเรียนได้ แสดงเหตุและผลวิธีคิดและวิธีท�ำนอกจำกนั้นจะจัดให้มีกำรทดสอบภำคปฏิบัติกำรสัมภำษณ์กำรพูดคุยกับนักเรียน และหรือวิธีกำรอื่น ๆ ที่เหมำะสม
  • 23. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง18เป้ำหมำยและตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จด้ำนผู้เรียน ในกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกล มี 5 เป้ำหมำย ดังนี้1. เปนเลิศทางวิชาการ :นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนด้ำนต่ำง ๆ อยู่ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง2. สื่อสารสองภาษา :นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถด้ำนภำษำอยู่ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง3. ล�้าหน้าทางความคิด :นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถในกำรคิดและทักษะและควำมช�ำนำญในกำรใช้ ICT ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง4. ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ :นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถเกี่ยวกับกำรศึกษำค้นคว้ำตนเอง(Independent Study) และมีศักยภำพ ทักษะ และควำมสำมำรถในกำรผลิตผลงำนต่ำง ๆ อย่ำงมีคุณภำพ เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง5. ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก :นักเรียนมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และลักษณะเฉพำะของชำติต่ำง ๆ ในระดับสูง มีควำมมุ่งมั่นจริงจังในกำรท�ำงำนไม่ย่อท้อต่อปัญหำอุปสรรค มีจิตสำธำรณะ มีส�ำนึกในกำรบริกำรสังคม และมีควำมรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง1.2.3.4.5.
  • 24. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง19หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนตอนที่ 2หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน
  • 25. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง20
  • 26. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง21หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนคุณลักษณะและศักยภาพผู้เรียนที่เปนสากลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล มุ่งเน้นกำรเสริมสร้ำงควำมรู้ ควำมสำมำรถ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนพุทธศักรำช 2551 และเป็นไปตำมปฏิญญำว่ำด้วยกำรจัดกำรศึกษำของUNESCO ได้แก่Learning to know :หมำยถึง กำรเรียนเพื่อให้มีควำมรู้ในสิ่งต่ำง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่ กำรรู้จักกำรแสวงหำควำมรู้ กำรต่อยอดควำมรู้ที่มีอยู่ และรวมทั้งกำรสร้ำงควำมรู้ขึ้นใหม่Learning to do :หมำยถึง กำรเรียนเพื่อกำรปฏิบัติหรือลงมือท�ำ ซึ่งน�ำไปสู่กำรประกอบอำชีพจำกควำมรู้ที่ได้ศึกษำมำ รวมทั้งกำรปฏิบัติเพื่อสร้ำงประโยชน์ให้สังคมLearning to live together :หมำยถึง กำรเรียนรู้เพื่อกำรด�ำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่ำงมีควำมสุขทั้งกำรด�ำเนินชีวิตในกำรเรียน ครอบครัว สังคม และกำรท�ำงำนLearning to be :หมำยถึง กำรเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองอย่ำงถ่องแท้ รู้ถึงศักยภำพควำมถนัด ควำมสนใจของตนเอง สำมำรถใช้ควำมรู้ควำมสำมำรถของตนเองให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เลือกแนวทำงกำรพัฒนำตนเองตำมศักยภำพ วำงแผนกำรเรียนต่อ กำรประกอบอำชีพที่สอดคล้องกับศักยภำพของตนเองได้Learning to know :Learning to do :หมำยถึง กำรเรียนเพื่อกำรปฏิบัติหรือลงมือท�ำ ซึ่งน�ำไปสู่กำรประกอบLearning to live together :Learning to be :
  • 27. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง22ทั้งนี้เพื่อพัฒนำผู้เรียนให้มีคุณภำพ ทั้งในฐำนะพลเมืองไทยและพลเมืองโลกเทียบเคียงกับนำนำอำรยประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีศักยภำพที่ส�ำคัญ ดังนี้1) ความรู้พื้นฐานในยุคดิจิทัลมีควำมรู้พื้นฐำนที่จ�ำเป็นทำงวิทยำศำสตร์ เศรษฐศำสตร์ เทคโนโลยีรู้ภำษำ ข้อมูล และทัศนภำพ รู้พหุวัฒนธรรมและมีควำมตระหนักส�ำนึกระดับโลก2) ความสามารถคิดประดิษฐ์อย่างมีความสามารถในการปรับตัวสำมำรถจัดกำรกับสภำวกำรณ์ที่มีควำมซับซ้อน เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้สำมำรถก�ำหนด/ตั้งประเด็นค�ำถำม เพื่อน�ำไปสู่กำรศึกษำค้นคว้ำ แสวงหำควำมรู้ มีควำมสำมำรถในกำรคิดวิเครำะห์ คิดสังเครำะห์ ข้อมูล สำรสนเทศและสรุปองค์ควำมรู้ ใช้ข้อมูลเพื่อกำรตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่ำงเหมำะสม3) ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลควำมสำมำรถในกำรรับและส่งสำร กำรเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่ำวสำรด้วยหลักเหตุผลและควำมถูกต้อง มีวัฒนธรรมในกำรใช้ภำษำถ่ำยทอดควำมคิด ควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ควำมรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่ำวสำรและประสบกำรณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อกำรพัฒนำตนเองและสังคม รวมทั้งมีทักษะในกำรเจรจำต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหำควำมขัดแย้งต่ำง ๆ ตลอดจนสำมำรถเลือกใช้วิธีกำรสื่อสำรที่มีประสิทธิภำพโดยค�ำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตควำมสำมำรถในกำรน�ำกระบวนกำรต่ำง ๆ ไปใช้ในกำรด�ำเนินชีวิตประจ�ำวัน กำรเรียนรู้ด้วยตนเอง กำรเรียนรู้อย่ำงต่อเนื่อง เข้ำใจควำมสัมพันธ์และกำรเปลี่ยนแปลงของเหตุกำรณ์ต่ำง ๆ ในสังคม สำมำรถจัดกำรปัญหำและควำมขัดแย้งต่ำง ๆ อย่ำงเหมำะสม น�ำไปสู่กำรปฏิบัติและน�ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม บริกำรสำธำรณะ ซึ่งหมำยถึงกำรเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีกำรสืบค้นหำควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้และวิธีกำรที่หลำกหลำยเลือกและใช้เทคโนโลยีด้ำนต่ำง ๆ และมีทักษะกระบวนกำรทำงเทคโนโลยีเพื่อกำรพัฒนำตนเองและสังคม ในด้ำนกำรเรียนรู้ กำรสื่อสำร กำรท�ำงำนกำรแก้ปัญหำอย่ำงสร้ำงสรรค์ ถูกต้อง เหมำะสม และมีคุณธรรม1)2)3)4)5)
  • 28. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง23หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนการจัดท�ำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนสู่สากล การที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพดังกล่าว ย่อมต้องอาศัยหลักสูตรสถานศึกษาที่เหมาะสม คือ จะต้องได้รับการออกแบบอย่างดี มีเป้าหมายและกระบวนการด�ำเนินงานที่เป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นหลักสูตรที่ใช้เป็นเป้าหมายและทิศทางในการยกระดับการจัดการศึกษาทั้งโรงเรียนมิใช่การจัดในลักษณะของแผนการเรียนส�ำหรับผู้เรียนเพียงบางส่วน การออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักการและแนวคิดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาคุณภาพบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ก�ำหนด มีการพัฒนาต่อยอดคุณลักษณะที่เทียบเคียงกับสากลทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายโดยโรงเรียนพิจารณาให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพความพร้อม และจุดเน้นของโรงเรียน
  • 29. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง24กระบวนการพัฒนาผู้เรียนสู่คุณภาพที่คาดหวังกำรจัดกำรเรียนกำรสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภำพควำมเป็นสำกล คือ เป็นบุคคลที่มีคุณภำพ มีทักษะในกำรค้นคว้ำ แสวงหำควำมรู้และมีควำมรู้พื้นฐำนที่จ�ำเป็น สำมำรถคิดวิเครำะห์ สังเครำะห์ สร้ำงสรรค์สำมำรถสื่อสำรอย่ำงมีประสิทธิผล มีทักษะชีวิต ร่วมมือในกำรท�ำงำนกับผู้อื่นได้เป็นอย่ำงดี จะต้องมีกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้อย่ำงต่อเนื่อง มีล�ำดับขั้นตอนที่เหมำะสม และสอดคล้องกับพัฒนำกำรของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น โดยมีกระบวนส�ำคัญในกำรจัดกำรเรียนรู้ เรียกว่ำ “บันได 5 ขั้นของกำรพัฒนำผู้เรียนสู่มำตรฐำนสำกล (Five steps for student development)” ได้แก่1. การตั้งค�าถาม/สมมติฐาน (Hypothesis Formulation)เป็นกำรฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งค�ำถำมอย่ำงมีเหตุผลและสร้ำงสรรค์ ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้ในกำรตั้งค�ำถำม(Learningto Question)2. การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Searching for Information)เป็นกำรฝึกแสวงหำควำมรู้ ข้อมูล และสำรสนเทศ จำกแหล่งเรียนรู้อย่ำงหลำกหลำย เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจำกกำรฝึกปฏิบัติ ทดลองเป็นต้น ซึ่งจะส่งเสริมเกิดกำรเรียนรู้ในกำรแสวงหำควำมรู้(LearningtoSearch)3. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Formation)เป็นกำรฝึกให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้และสำรสนเทศที่ได้จำกกำรแสวงหำควำมรู้ มำถกแถลง อภิปรำย เพื่อน�ำไปสู่กำรสรุปและสร้ำงองค์ควำมรู้(Learningto Construct)4. การสื่อสารและน�าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ(Effective Communication)เป็นกำรฝึกให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้ที่ได้มำสื่อสำรอย่ำงมีประสิทธิภำพซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้และมีทักษะในกำรสื่อสำร (Learningto Communicate)5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service)เป็นกำรน�ำควำมรู้สู่กำรปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงควำมรู้ไปสู่กำรท�ำประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนรอบตัวตำมวุฒิภำวะของผู้เรียนและจะส่งผลให้ผู้เรียนมีจิตสำธำรณะและบริกำรสังคม (Learning to Serve)1.2.3.4.5.
  • 30. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง25หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)เครื่องมือส�าคัญในการพัฒนากำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ตำมบันได 5 ขั้น สำมำรถด�ำเนินกำรได้หลำกหลำยวิธีและกำรให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้สำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) นับเป็นวิธีกำรที่มีประสิทธิภำพวิธีหนึ่งที่ใช้อย่ำงกว้ำงขวำงในกำรพัฒนำผู้เรียน เพรำะเป็นกำรเปิดโลกกว้ำงให้ผู้เรียนได้ศึกษำค้นคว้ำอย่ำงอิสระในเรื่องหรือประเด็นที่ตนสนใจ เริ่มตั้งแต่กำรก�ำหนดประเด็นปัญหำซึ่งอำจเป็น Public Issue และ Global Issue และด�ำเนินกำรค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลที่หลำกหลำย มีกำรวิเครำะห์ สังเครำะห์ กำรอภิปรำยแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็น เพื่อน�ำไปสู่กำรสรุปองค์ควำมรู้ จำกนั้นก็หำวิธีกำรที่เหมำะสมในกำรสื่อสำรน�ำเสนอให้ผู้อื่นได้รับทรำบ และสำมำรถน�ำควำมรู้หรือประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำไปท�ำประโยชน์แก่สำธำรณะ ซึ่งสิ่งเหล่ำนี้เป็นกระบวนกำรที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันตลอดแนว ภำยใต้สำระ“กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS)” ซึ่งแบ่งเป็น3 สำระประกอบด้วยIS 1- การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation)เป็นสำระที่มุ่งให้ผู้เรียนก�ำหนดประเด็นปัญหำ ตั้งสมมติฐำน ค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้และฝึกทักษะกำรคิดวิเครำะห์ สังเครำะห์ และสร้ำงองค์ควำมรู้IS 2- การสื่อสารและการน�าเสนอ(Communication and Presentation)เป็นสำระที่มุ่งให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้ที่ได้รับ มำพัฒนำวิธีกำรกำรถ่ำยทอด/สื่อสำรควำมหมำย/แนวคิด ข้อมูลและองค์ควำมรู้ ด้วยวิธีกำรน�ำเสนอที่เหมำะสมหลำกหลำยรูปแบบ และมีประสิทธิภำพIS 3- การน�าองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม(Social Service Activity)เป็นสำระที่มุ่งให้ผู้เรียน น�ำองค์ควำมรู้/ประยุกต์ใช้องค์ควำมรู้ไปสู่กำรปฏิบัติ หรือน�ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริกำรสำธำรณะ (PublicService)
  • 31. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง26 โรงเรียนต้องน�ำสาระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (IndependentStudy : IS) ไปสู่การเรียนการสอน ด้วยการจัดท�ำรายวิชา ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามแนวทางที่ก�ำหนด โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบท วัยและพัฒนาการของผู้เรียน ซึ่งอาจแตกต่างกันในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างรายละเอียดน�ำเสนอตามเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนที่ก�ำหนด
  • 32. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง27หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนเปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองคุณภำพผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษำตอนต้นระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยป.1 - 3 ป.4 - 6ระดับประถมศึกษำ 1. กำรตั้งประเด็นค�ำถำม/สมมติฐำนอย่ำงมีเหตุผล (Hypothesis Formulation) › ตั้งค�ำถำมข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว› ตั้งประเด็น/ค�ำถำมเกี่ยวกับ เรื่องรำวง่ำย ๆ สิ่งแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัว› ตั้งสมมติฐำนตำมจินตนำกำรของตนเองและ/หรือตำมควำมรู้และประสบกำรณ์ของตน› ตั้งประเด็นค�ำถำมในเรื่องที่ตนสนใจโดยเริ่มจำกตัวเองเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ประเทศ› ตั้งสมมติฐำนและให้เหตุผล โดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ› ตั้งประเด็น/ค�ำถำมเกี่ยวกับสถำนกำรณ์ปัจจุบัน และสังคมโลก› ตั้งสมมติฐำนและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นควำมรู้ โดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ และมีทฤษฎีรองรับเปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองกำรพัฒนำผู้เรียนผ่ำนสำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ครูผู้สอนจะต้องพิจำรณำให้เหมำะสมกับวัยและพัฒนำกำรของผู้เรียน กิจกรรมกำรเรียนรู้ ควำมยำก-ง่ำยของชิ้นงำนหรือภำระงำนที่ปฏิบัติจะต้องเหมำะสม เป้ำหมำยคุณภำพผู้เรียนแต่ละระดับที่ก�ำหนดนี้ เป็นเป้ำหมำยและกรอบทิศทำงที่ครูจะใช้ในกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอนและกำรวัดและประเมินผล
  • 33. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง28เปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (ต่อ)คุณภำพผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษำตอนต้นระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยป.1 - 3 ป.4 - 6ระดับประถมศึกษำ 2. กำรสืบค้นควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้และสำรสนเทศ หรือจำกกำรปฏิบัติ ทดลอง (Searching for Information)› ศึกษำ ค้นคว้ำแสวงหำข้อมูลค�ำตอบจำกบุคคลใกล้ตัว/แหล่งข้อมูลพื้นฐำนง่ำย ๆ› จัดล�ำดับขั้นตอนในกำรรวบรวมข้อมูล› ท�ำงำนบรรลุผลส�ำเร็จภำยใต้กำรดูแล ก�ำกับ และช่วยเหลือของครูอย่ำงใกล้ชิด› ศึกษำ ค้นคว้ำแสวงหำข้อมูลค�ำตอบจำกสมมติฐำนที่ตั้งไว้จำกแหล่งค้นคว้ำใกล้ตัว(เช่น บุคคลหนังสือหนังสือพิมพ์กำรปฏิบัติทดลองหรืออื่น ๆ)› ออกแบบ วำงแผนอย่ำงง่ำยในกำรรวบรวมและล�ำดับขั้นตอนกำรเก็บข้อมูล› ท�ำงำนบรรลุผลส�ำเร็จภำยใต้กำรดูแล ก�ำกับ และช่วยเหลือของครูอย่ำงใกล้ชิด› ศึกษำ ค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้เกี่ยวกับสมมติฐำนที่ตั้งไว้จำกแหล่งเรียนรู้หลำกหลำย(เช่น ห้องสมุดแหล่งเรียนรู้ทำงออนไลน์วำรสำร กำรปฏิบัติทดลอง หรืออื่น ๆ)› ออกแบบ วำงแผนรวบรวมข้อมูลโดยใช้กระบวนกำรรวบรวมข้อมูลอย่ำงมีประสิทธิภำพ› ใช้กระบวนกำรกลุ่มในกำรแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นโดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์› ท�ำงำนบรรลุผลตำมเป้ำหมำยภำยในกรอบกำรด�ำเนินงำนที่ก�ำหนดโดยกำรดูแล ก�ำกับและช่วยเหลือของครูอย่ำงต่อเนื่อง› ศึกษำ ค้นคว้ำหำควำมรู้ ข้อมูลและสำรสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้ทั้งปฐมภูมิ และทุติยภูมิ› ออกแบบ วำงแผนรวบรวมข้อมูลโดยใช้กระบวนกำรรวบรวมข้อมูลอย่ำงมีประสิทธิภำพ› ใช้กระบวนกำรกลุ่มแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นโดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ และพิจำรณำควำมน่ำเชื่อถือของแหล่งเรียนรู้อย่ำงมีวิจำรณญำณเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์› ท�ำงำนบรรลุผลตำมเป้ำหมำยอย่ำงมีประสิทธิภำพโดยค�ำแนะน�ำของครูที่ให้ค�ำปรึกษำอย่ำงต่อเนื่อง
  • 34. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง29หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนเปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (ต่อ)คุณภำพผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษำตอนต้นระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยป.1 - 3 ป.4 - 6ระดับประถมศึกษำ 3. กำรสรุปองค์ควำมรู้ (Knowledge Formation)› บอกสำระส�ำคัญของสิ่งที่สนทนำหรือได้รับฟัง› จัดกระท�ำข้อมูลอย่ำงง่ำยจำกกำรสืบค้น› สรุปประเด็นควำมรู้จำกข้อคิดส�ำคัญ› วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรที่เหมำะสม› สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้อภิปรำยผลและเปรียบเทียบเชื่อมโยงควำมรู้› เสนอแนวคิดวิธีกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบ› อธิบำยควำมเป็นมำของศำสตร์หลักกำร และวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษำค้นคว้ำ› วิเครำะห์ ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรที่เหมำะสม› สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้อภิปรำยผลเปรียบเทียบเชื่อมโยง ควำมรู้› เสนอแนวคิดวิธีกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบ
  • 35. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง30เปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (ต่อ)คุณภำพผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษำตอนต้นระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยป.1 - 3 ป.4 - 6ระดับประถมศึกษำ 4. กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ อย่ำงมีประสิทธิภำพ (Effective Communication)› เขียน หรือวำดภำพและพูดน�ำเสนอเพื่อสื่อสำรเรื่องรำวง่ำย ๆได้อย่ำงชัดเจนไม่สับสนโดยใช้สื่อที่เหมำะสม› เขียนและน�ำเสนอเป็นล�ำดับ ขั้นตอนเข้ำใจง่ำยในรูปแบบเดี่ยวโดยใช้สื่อที่เหมำะสมกับวัย› อ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้› เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดอย่ำงชัดเจนเป็นระบบ› น�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยวโดยใช้สื่อประกอบหลำกหลำย› เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรควำมยำว 2,500 ค�ำ› อ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้อย่ำงหลำกหลำย› เผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะ› เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดอย่ำงสร้ำงสรรค์เป็นระบบ› น�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุ่มเป็นภำษำไทยหรือภำษำอังกฤษโดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่หลำกหลำย› เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำว 4,000 ค�ำหรือภำษำอังกฤษควำมยำว 2,000 ค�ำ› อ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้ ทั้งในและต่ำงประเทศ› ใช้กำรสนทนำ/วิพำกษ์ผ่ำนสื่ออีเล็กทรอนิกส์เช่น e-conference,social mediaonline
  • 36. แนวทางการจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง31หลักสูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนเปาหมายคุณภาพผู้เรียนในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (ต่อ)คุณภำพผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษำตอนต้นระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยป.1 - 3 ป.4 - 6ระดับประถมศึกษำ 5. กำรน�ำควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม› น�ำควำมรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆ และคนในครอบครัว› สำมำรถเชื่อมโยงควำมรู้สู่กำรปฏิบัติในสถำนกำรณ์ง่ำย ๆเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิด และโรงเรียน› น�ำควำมรู้ไปประยุกต์สร้ำงสรรค์ประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน› เผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน› น�ำควำมรู้ไปประยุกต์สร้ำงสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและโลก› เผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและโลก
  • 37. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง33กำรจัดหลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกลตอนที่ 3การจัดหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล
  • 38. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง34การน�าสาระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study : IS)ไปจัดท�าหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากลด�าเนินการได้ดังนี้
  • 39. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง35กำรจัดหลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกลระดับประถมศึกษาหลักสูตรระดับประถมศึกษำ ซึ่งเป็นระดับชั้นที่ผู้เรียนยังเล็ก และเหมำะกับกำรจัดกำรเรียนรู้ที่มีกำรเชื่อมโยงบูรณำกำรกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ต่ำง ๆในลักษณะของหัวเรื่อง (Theme) ที่ผู้เรียนสนใจ กำรพัฒนำผู้เรียนตำมบันได5 ขั้น ของกำรพัฒนำผู้เรียนสู่มำตรฐำนสำกล สำมำรถจัดในลักษณะของหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ หรือรำยวิชำเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียนตำมควำมเหมำะสมของแต่ละช่วงวัย ดังนี้• ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 : จัดเป็นหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์)- หน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ ให้จัดในรำยวิชำพื้นฐำนอย่ำงน้อย1 รำยวิชำ ในแต่ละปีกำรศึกษำ โดยหน่วยกำรเรียนรู้ ต้องออกแบบกิจกรรมกำรเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้งสำระ IS 1- กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation) และ IS 2- กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ (Communication and Presentation) โดยครูอำจก�ำหนดประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักตั้งค�ำถำม ข้อสงสัย ตั้งสมมติฐำนตำมจินตนำกำรแล้วก�ำหนดให้มีกำรค้นคว้ำ แสวงหำค�ำตอบจำกแหล่งข้อมูลพื้นฐำนง่ำย ๆ และให้ผู้เรียนได้สรุปควำมรู้ที่ได้ จำกนั้นให้ผู้เรียนได้ฝึกน�ำข้อมูลควำมรู้ หรือค�ำตอบที่ได้ มำสรุปเรียบเรียงถ่ำยทอด/สื่อสำร น�ำเสนอด้วยวิธีกำรที่เหมำะสมหลำกหลำยรูปแบบ
  • 40. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง36 (ผลผลิต/ร่องรอยหลักฐานจากการเรียนรู้ ได้แก่ ชิ้นงาน/ภาระงานที่สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ และมีการน�ำเสนอ สื่อสารที่เหมาะสมกับวัย เช่น การพูดภาพวาด งานเขียนง่าย ๆ งานที่ลงมือปฏิบัติหรือประดิษฐ์ง่าย ๆ เป็นต้น) - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัด IS3- การน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม(SocialServiceActivity) จัดไว้ในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์เป็นการน�ำประสบการณ์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้เฉพาะที่จัดขึ้นข้างต้นไปประยุกต์ใช้ในการท�ำประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งในระดับชั้นเด็กเล็กอาจใช้กับบุคคลใกล้ตัวหรือในโรงเรียนตามความเหมาะสม
  • 41. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง37การจัดหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล • ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 : จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม 1 รายวิชา(40 ชั่วโมง/ปี) และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน - รายวิชาเพิ่มเติม ใช้ชื่อรายวิชา การศึกษาเพื่อเรียนรู้(KnowledgeInquiry) โดยจัดให้เรียนในชั้นปีใดปีหนึ่ง กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชานี้จะต้องครอบคลุมทั้งสาระ IS1- การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Researchand Knowledge Formation) และ IS 2- การสื่อสารและการน�ำเสนอ(CommunicationandPresentation) ในลักษณะที่ยากและลึกซึ้งขึ้น ให้เหมาะสมกับศักยภาพและวุฒิภาวะของผู้เรียน ตามเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนที่ก�ำหนด (ผลผลิต/ร่องรอยหลักฐานจากการเรียนรู้ ได้แก่ ชิ้นงาน/ภาระงานงานเขียนที่สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า และมีการน�ำเสนอสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ เช่น งานเขียน รายงาน ชิ้นงาน อาจมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่เหมาะสมกับวัยในการสื่อสารถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้แก่ผู้อื่น) - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัดIS3- การน�ำองค์วามรู้ไปใช้บริการสังคม(SocialServiceActivity) โดยให้น�ำความรู้หรือประสบการณ์ที่เรียนรู้จากรายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาเพื่อเรียนรู้(KnowledgeInquiry) มาปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
  • 42. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง38ระดับมัธยมศึกษาให้จัดเป็นรำยวิชำเพิ่มเติม2 รำยวิชำที่ต่อเนื่องกัน และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียน รำยวิชำเพิ่มเติมนั้นให้จัดภำคเรียนละ 1 รำยวิชำ ในชั้นปีใดปีหนึ่งของระดับชั้นมัธยมศึกษำตอนต้น และระดับชั้นมัธยมศึกษำตอนปลำย ดังนี้- รำยวิชำเพิ่มเติมที่ 1 ใช้ชื่อรำยวิชำ กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation) (1-1.5 หน่วยกิต)ในรำยวิชำนี้ ผู้เรียนจะได้รับกำรพัฒนำให้เกิดควำมรู้และทักษะตำมสำระIS 1- กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ โดยผู้เรียนเลือกประเด็นที่สนใจในกำรเรียนรู้ เพื่อก�ำหนดประเด็นปัญหำ ตั้งสมมติฐำน ค้นคว้ำ แสวงหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลต่ำง ๆ และฝึกทักษะกำรคิดวิเครำะห์ สังเครำะห์ และสร้ำงองค์ควำมรู้
  • 43. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง39กำรจัดหลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกล- รำยวิชำเพิ่มเติมที่ 2 ใช้ชื่อรำยวิชำ กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ (Communication and Presentation) (1-1.5 หน่วยกิต) เป็นกำรเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจำกรำยวิชำแรก โดยน�ำสำระ IS 2- กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอมำจัดกำรเรียนรู้ให้ผู้เรียนน�ำสิ่งที่ได้ศึกษำค้นคว้ำจำกรำยวิชำเพิ่มเติมที่1(IS1)มำเขียนรำยงำนหรือเอกสำรทำงวิชำกำร และน�ำเสนอ เพื่อสื่อสำรถ่ำยทอดข้อมูลควำมรู้ให้ผู้อื่นเข้ำใจ(ร่องรอยหลักฐานในการเรียนรู้ ได้แก่ ผลงานการเขียนทางวิชาการ1 ชิ้น และการสื่อสารน�าเสนอสิ่งที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นภาษาไทย 2,500 ค�า ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นภาษาไทย4,000 ค�า หรือภาษาอังกฤษ 2,000 ค�า)- กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน ให้จัดในกิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ โดยให้ผู้เรียนน�ำสิ่งที่เรียนรู้หรือประสบกำรณ์จำกรำยวิชำเพิ่มเติมทั้ง 2 รำยวิชำข้ำงต้น ไปประยุกต์ใช้ในกำรท�ำประโยชน์ต่อสังคมการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์) ได้ก�าหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งโรงเรียนทุกแห่งรวมทั้งโรงเรียนมาตรฐานสากลต้องจัดเพื่อพัฒนาผู้เรียน ในส่วนของโรงเรียนมาตรฐานสากลที่สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมตามสาระ IS 3 ควรจัดกิจกรรมในชั้นที่ผู้เรียนได้เรียนรู้สาระ IS 2 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน
  • 44. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง40ตัวอย่างโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับชั้นประถมศึกษากลุ่มสำระกำรเรียนรู้/กิจกรรมป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6เวลำเรียน (ชั่วโมง)บูรณำกำรสำระ IS1-IS2ในลักษณะหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ (รำยวิชำพื้นฐำน)ภำษำไทยคณิตศำสตร์วิทยำศำสตร์สังคมศึกษำ ศำสนำ และวัฒนธรรมประวัติศำสตร์สุขศึกษำและพลศึกษำศิลปะกำรงำนอำชีพและเทคโนโลยีภำษำต่ำงประเทศรวมเวลำเรียน (พื้นฐำน) 840 840 840 840 840 840 รำยวิชำเพิ่มเติม 40 40 40 40 40 40กำรศึกษำเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) จัดชั้นปีใดปีหนึ่ง (40 ชั่วโมง/ปี)(ครอบคลุมสำระ IS1-IS2)กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน 120 120 120 120 120 120- กิจกรรมแนะแนว- กิจกรรมนักเรียน (ลูกเสือ ยุวกำชำด)- ชมรม ชุมนุม - กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ จัดกิจกรรมตำม สำระ IS3 ในชั้นที่เรียน IS1-IS2รวมเวลำเรียนทั้งหมด ไม่น้อยกว่ำ 1,000 ชั่วโมง/ปีหมำยเหตุ1. ระดับชั้น ป.1-3 บูรณำกำรสำระ IS1-IS2 ในรำยวิชำพื้นฐำนที่โรงเรียนพิจำรณำเห็นว่ำเหมำะสม โดยแยกเป็นหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะที่ชัดเจน2. ระดับชั้น ป. 4-6 จัดเป็นรำยวิชำเพิ่มเติม1 รำยวิชำชื่อ กำรศึกษำเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) (ครอบคลุมสำระ IS1 และ IS2)3. กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน(กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์) ให้น�ำควำมรู้หรือประสบกำรณ์ที่เรียนรู้ ศึกษำค้นคว้ำจำก IS1-IS2 ในหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ หรือรำยวิชำเพิ่มเติม ไปจัดกิจกรรมบริกำรสังคม (Social Service Activity : IS3)
  • 45. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง41กำรจัดหลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกลตัวอย่างโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับชั้นมัธยมศึกษากลุ่มสำระกำรเรียนรู้/กิจกรรมม.1 ม.2 ม.3 ม.4-ม.6เวลำเรียน ชั่วโมง (หน่วยกิต)ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น ระดับมัธยมศึกษำตอนปลำยกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ (รำยวิชำพื้นฐำน)ภำษำไทยคณิตศำสตร์วิทยำศำสตร์สังคมศึกษำ ศำสนำ และวัฒนธรรมประวัติศำสตร์สุขศึกษำและพลศึกษำศิลปะกำรงำนอำชีพและเทคโนโลยีภำษำต่ำงประเทศรวมเวลำเรียน (พื้นฐำน) 880 (21 นก.) 880 (21 นก.) 880 (21 นก.) 1640 (41 นก.) รำยวิชำเพิ่มเติม 5 นก. 5 นก. 5 นก. 40 นก.กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ จัดสอนในชั้นปีใดปีหนึ่ง จัดสอนในชั้นปีใดปีหนึ่ง(Research and Knowledge Formation) (1-1.5 นก.) (1-1.5 นก.)กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ จัดสอนในชั้นปีใดปีหนึ่ง จัดสอนในชั้นปีใดปีหนึ่ง(Communication and Presentation) (1-1.5 นก.) (1-1.5 นก.)กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน 120 ชั่วโมง 120 ชั่วโมง 120 ชั่วโมง 360 ชั่วโมง/3 ปี- กิจกรรมแนะแนว- กิจกรรมนักเรียน (ลูกเสือ เนตรนำรี)- ชมรม ชุมนุม- กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ (จัดกิจกรรมสำระ IS3) (จัดกิจกรรมสำระ IS3)ในชั้นที่เรียนรำยวิชำเพิ่มเติม ในชั้นที่เรียนรำยวิชำเพิ่มเติม“กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ” “กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ”(สำระ IS2) (สำระ IS2)รวมเวลำเรียนทั้งหมด ไม่น้อยกว่ำ 1,200 ชั่วโมง/ปี รวม 3 ปี ไม่น้อยกว่ำ 3,600 ชั่วโมงหมำยเหตุ : กำรจัดกำรเรียนกำรสอน IS1 และ IS2 ควรจัดสอนต่อเนื่องกันในชั้นปีใดปีหนึ่งหรือจัดสอนในภำคปลำยของระดับชั้นหนึ่งต่อเนื่องกับภำคต้นในระดับชั้นต่อไปก็ได้
  • 46. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง42ตัวอย่างค�ำอธิบายรายวิชารายวิชา การศึกษาเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry)รายวิชาเพิ่มเติม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เวลา 40 ชั่วโมงต่อปี ฝึกทักษะการสังเกต การรับรู้ สภาพแวดล้อมและปัญหาเกี่ยวกับเรื่องราวง่าย ๆ สิ่งแวดล้อมและบุคคลใกล้ตัวที่ก�ำหนดให้ (Knowledge Issue)การคิดวิเคราะห์ การค้นคว้าและแสวงหาความรู้ ตั้งประเด็นความรู้/ค�ำถามก�ำหนดขอบเขต ตั้งสมมติฐาน แสวงหาข้อมูล ค�ำตอบ ตามจินตนาการตามความรู้และประสบการณ์ของตนหรือแหล่งศึกษาค้นคว้าใกล้ตัว ออกแบบวางแผนรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากการสืบค้น จัดกระท�ำข้อมูลอย่างง่ายและสรุปประเด็นความรู้จากข้อคิดส�ำคัญ โดยใช้กระบวนการคิด การตั้งค�ำถาม/สอบถาม สืบค้นข้อมูลค�ำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ มีทักษะในการคิด เขียนและสื่อสารข้อมูลที่เรียนรู้ในรูปแบบกลุ่มหรือรายบุคคล มีล�ำดับขั้นตอนในการน�ำเสนอ เข้าใจง่าย โดยใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัย อ้างอิงความรู้ที่ศึกษาค้นคว้าและแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ มีความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์ง่าย ๆ ใกล้ตัวที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัว เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการสื่อความและการน�ำเสนอ เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยตนเองผลการเรียนรู้ 1. ตั้งประเด็นความรู้ ค�ำถาม ข้อสงสัย ในสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัว 2. วางแผน ก�ำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและล�ำดับขั้นตอนการเก็บข้อมูล ค้นคว้า แสวงหาข้อมูล ค�ำตอบ จากแหล่งค้นคว้าใกล้ตัว 3. แสวงหาข้อมูลและอ้างอิงแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อถือได้ 4. อภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลการสืบค้น 5. พูด เขียน เพื่อสรุปประเด็นความรู้จากข้อคิดส�ำคัญที่ได้ศึกษาค้นคว้า 6. สื่อสารและน�ำเสนอเป็นล�ำดับ ขั้นตอน เข้าใจง่าย ในรูปแบบกลุ่มหรือรายบุคคล 7. ใช้สื่อในการน�ำเสนอที่เหมาะสมกับวัย(*หมายเหตุ: ก�ำหนดผลการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนสาระการเรียนรู้ด้วยตนเองระดับประถมศึกษา)
  • 47. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง43การจัดหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากลตัวอย่างค�ำอธิบายรายวิชารายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation)รายวิชาเพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จ�ำนวน 1-1.5 หน่วยกิต ศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหา/ตั้งค�ำถามในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่าง ๆ ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม ท�ำงานบรรลุผลตามเป้าหมายภายในกรอบการด�ำเนินงานที่ก�ำหนด โดยการก�ำกับดูแล ช่วยเหลือของครูอย่างต่อเนื่อง สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้และร่วมกันเสนอแนวคิด วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูลกระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุ่มในการวิพากษ์เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ เปรียบเทียบเชื่อมโยงองค์ความรู้สังเคราะห์ สรุป อภิปราย เพื่อให้เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองผลการเรียนรู้ 1. ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ 2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ 3. ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ 4. ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลได้ 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม 7. สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม 8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ 9. เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(*หมายเหตุ: ก�ำหนดผลการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนสาระการศึกาาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น)
  • 48. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง44ตัวอย่างค�ำอธิบายรายวิชารายวิชา การสื่อสารและการน�ำเสนอ(Communication and Presentation)รายวิชาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จ�ำนวน 1-1.5 หน่วยกิตเงื่อนไขการเรียน : ผู้เรียนต้องผ่านการเรียน รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้ มาก่อน ศึกษา เรียบเรียง และถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจน เป็นระบบจากข้อมูลองค์ความรู้จากการศึกษาค้นคว้าในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) โดยเขียนโครงร่างบทน�ำ เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงานเชิงวิชาการ โดยใช้ค�ำจ�ำนวน2,500 ค�ำมีการอ้างอิงแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจน เป็นระบบ มีการน�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยว (OralPresentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อประกอบที่หลากหลาย และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งานและถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะผลการเรียนรู้ 1. วางโครงร่างการเขียนตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธีการเขียนโครงร่าง 2. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการภาษาไทย ความยาว2,500 ค�ำ 3. น�ำเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว(Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อ อุปกรณ์ในการน�ำเสนอได้อย่างเหมาะสม 5. เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ 6. เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งานและถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้แก่สาธารณะ(*หมายเหตุ: ก�ำหนดผลการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนสาระการเรียนรู้ด้วยตนเองระดับมัธยมศึกษาตอนต้น)
  • 49. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง45การจัดหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากลตัวอย่างค�ำอธิบายรายวิชารายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation)รายวิชาเพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จ�ำนวน 1-1.5 หน่วยกิต ศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะ ตั้งประเด็นปัญหา/ตั้งค�ำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นความรู้ โดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่าง ๆ และมีทฤษฎีรองรับออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมูล ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ และสารสนเทศ อย่างมีประสิทธิภาพและพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ร่วมกัน มีกระบวนการกลุ่มในการวิพากษ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ เสนอแนวคิด วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้ สังเคราะห์ สรุป อภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้ ความเป็นมาของศาสตร์ เข้าใจหลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษา เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองผลการเรียนรู้ 1. ตั้งประเด็นปัญหา จากสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก 2. ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นความรู้โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ 3. ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ 4. ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือกจากแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูล 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม 7. สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม 8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ(*หมายเหตุ: ก�ำหนดผลการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนสาระการเรียนรู้ด้วยตนเองระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย)
  • 50. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง46ตัวอย่างค�าอธิบายรายวิชารายวิชา การสื่อสารและการน�าเสนอ(Communication and Presentation)รำยวิชำเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 4-6 จ�ำนวน 1-1.5 หน่วยกิตเงื่อนไขกำรเรียน : ผู้เรียนต้องผ่ำนกำรเรียนรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำง องค์ควำมรู้ มำก่อนศึกษำ เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดอย่ำงสร้ำงสรรค์จำกรำยวิชำเพิ่มเติม กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and KnowledgeFormation) เกี่ยวกับสถำนกำรณ์ปัจจุบันและสังคมโลก โดยเขียนโครงร่ำง บทน�ำเนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำว จ�ำนวน 4,000 ค�ำ หรือเป็นภำษำอังกฤษ ควำมยำว 2,000 ค�ำมีกำรอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้อย่ำงหลำกหลำย ทั้งในประเทศและต่ำงประเทศ เรียบเรียงและถ่ำยทอดสื่อสำร น�ำเสนอควำมคิดอย่ำงชัดเจนเป็นระบบ มีกำรน�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่หลำกหลำย และมีกำรเผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะ เพื่อให้เกิดทักษะ ในกำรเขียนรำยงำนเชิงวิชำกำรและทักษะกำรสื่อสำรที่มีประสิทธิภำพ เห็นประโยชน์และคุณค่ำในกำรสร้ำงสรรค์งำนและถ่ำยทอดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นประโยชน์แก่สำธำรณะผลกำรเรียนรู้1. วำงโครงร่ำงกำรเขียนตำมหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธีกำรเขียนโครงร่ำง2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำว4,000 ค�ำ หรือภำษำอังกฤษ ควำมยำว 2,000 ค�ำ3. น�ำเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจำกประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว(Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่หลำกหลำย4. เผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะ โดยใช้กำรสนทนำ/วิพำกษ์ผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น e-conference, social media online5. เห็นประโยชน์และคุณค่ำกำรสร้ำงสรรค์งำนและถ่ำยทอดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นประโยชน์(*หมายเหตุ: ก�าหนดผลการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนสาระการเรียนรู้ด้วยตนเองระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย)
  • 51. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง47กำรจัดหลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกลตัวอย่างแนวการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน(กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์)เป็นกิจรรมที่น�ำควำมรู้ หรือประยุกต์ใช้ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกสิ่งที่ศึกษำค้นคว้ำและเรียนรู้จำกรำยวิชำเพิ่มเติม กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้(ResearchandKnowledgeFormation-IS1) และกำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ(CommunicationandPresentation-IS2) ไปสู่กำรปฏิบัติในกำรสร้ำงสรรค์โครงงำน/โครงกำรต่ำง ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำธำรณะหรือบริกำรสังคมชุมชน ประเทศหรือสังคมโลก มีกำรก�ำหนดเป้ำหมำย วัตถุประสงค์ วำงแผนกำรท�ำงำน และตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำ วิเครำะห์ วิจำรณ์ผลที่ได้จำกกำรปฏิบัติกิจกรรมหรือโครงงำน/โครงกำรโดยใช้กระบวนกำรกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ เป็นกิจกรรมจิตอำสำที่ไม่มีค่ำจ้ำงตอบแทน เป็นกิจกรรมที่ให้มีควำมตระหนักรู้ มีส�ำนึกควำมรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคมเป้ำหมำยกำรด�ำเนินกิจกรรม1. วิเครำะห์องค์ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกกำรเรียนในสำระ IS1และ IS2 เพื่อก�ำหนดแนวทำงไปสู่กำรปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม (PublicService)2. เขียนเป้ำหมำย/วัตถุประสงค์ เค้ำโครง กิจกรรม/โครงงำนและแผนปฏิบัติโครงงำน/โครงกำร3. ปฏิบัติตำมแผนและตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำทำงกำรปฏิบัติโครงงำน/โครงกำร4. ร่วมแสดงควำมคิดเห็น วิเครำะห์ วิพำกษ์ กำรปฏิบัติโครงงำน/โครงกำร5. สรุปผลกำรปฏิบัติกิจกรรม/โครงงำน/โครงกำร และแสดงควำมรู้สึกควำมคิดเห็น ต่อผลกำรปฏิบัติงำนหรือกิจกรรม ซึ่งแสดงถึงกำรตระหนักรู้มีส�ำนึกควำมรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมกำรด�ำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ สำมำรถปรับให้เหมำะสมกับควำมสนใจ ระดับชั้นของผู้เรียน และบริบทควำมพร้อมของสถำนศึกษำแต่ละแห่ง
  • 52. ตอนที่ 4การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล
  • 53. เป้ำหมำยของกำรพัฒนำโรงเรียนให้มีคุณภำพมำตรฐำนเทียบเท่ำมำตรฐำนสำกล คือ กำรพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก ได้แก่ มีควำมเป็นเลิศทำงวิชำกำร สำมำรถสื่อสำรได้สองภำษำ ล�้ำหน้ำทำงควำมคิด สำมำรถผลิตงำนอย่ำงสร้ำงสรรค์ และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก
  • 54. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง51การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทั้งในรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติมทั้ง8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถและคุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่21 ต่อยอดจากสมรรถนะส�ำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ดังได้กล่าวมาแล้ว การที่ผู้เรียนจะมีความรู้ความสามารถด้านการสื่อสาร การคิดการแก้ปัญหาการใช้ทักษะชีวิตและสามารถใช้เทคโนโลยีรวมทั้งยืนยันค่านิยมร่วมเกี่ยวกับเสริมสร้างเสรีภาพ ความเท่าเทียมของมนุษยชาติ ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยการน�ำความรู้ไปลงมือปฏิบัติ บริการสังคมจนเกิดผลดีต่อตนเอง ชุมชนและสังคมนั้น เงื่อนไขส�ำคัญที่ผู้เรียนจะบรรลุคุณภาพดังกล่าวต้องมีการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิผลของการสอนที่ส่งผลต่อผู้เรียนอย่างชัดเจน การจัดการเรียนการสอนจึงควรเชื่อมโยงผู้เรียนกับบริบทที่เป็นปัญหาของตนเอง ชุมชน หรือสังคม ควรกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความส�ำคัญของการสืบเสาะแสวงหาความรู้จนตนเองเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง น�ำไปใช้บริการสังคมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองของโลก นอกจากนี้ ผู้เรียนควรเพิ่มพูนทักษะการเขียนและน�ำเสนอความรู้อย่างมีประสิทธิภาพแก่ผู้อื่นด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านช่องทางที่หลากหลายให้ผู้อื่นตระหนักในปัญหาของส่วนรวมและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในสังคมโลก
  • 55. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง52แนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ก�ำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในด้านโครงสร้างการบริหาร การปฏิรูปการเรียนรู้ ในหมวด 4 มาตรา 24 ได้ระบุชัดเจนในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด�ำเนินการดังต่อไปนี้ 1. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยค�ำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2. ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ท�ำได้ คิดเป็น และท�ำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอ�ำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ 6. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ อาจกล่าวได้ว่า สถานศึกษาควรจัดการศึกษา โดยจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ฝึกให้เกิดทักษะทางความคิด การจัดการ ค่านิยมและคุณลักษณะ ฝึกปฏิบัติจากสภาพจริงมีการผสมผสานความรู้ด้านต่าง ๆ ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดสภาพต่างๆที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาพัฒนาศักยภาพของ ผู้เรียนและสามารถให้ผู้เรียนน�ำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคมได้ตามวัย ความรู้ที่น�ำไปใช้ในบริบทจริงจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่เรียน เข้าใจตนเอง และเข้าใจสังคม เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง
  • 56. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง53กำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลธรรมชาติของผู้เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาผู้เรียนแต่ละคนจะมีคุณลักษณะส�ำคัญและธรรมชำติกำรพัฒนำกำรในแต่ละช่วงวัย กำรเข้ำใจคุณลักษณะส�ำคัญและธรรมชำติของผู้เรียนจะช่วยให้กำรจัดกำรเรียนรู้ประสบผลส�ำเร็จ ซึ่งผู้เรียนระดับประถมศึกษำและมัธยมศึกษำมีคุณลักษณะส�ำคัญและธรรมชำติ ดังนี้ผู้เรียนระดับประถมศึกษำ เป็นวัยของกำรเจริญเติบโต อยำกรู้อยำกเห็นชอบทดลอง ท�ำอะไรด้วยตนเอง ชอบเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง มีทักษะพื้นฐำนทำงภำษำ ฟัง ดู พูด อ่ำนและเขียน มีทักษะกำรคิดค�ำนวณ มีทักษะกำรคิดขั้นพื้นฐำน มีทักษะชีวิต รู้จักควำมสำมำรถของตนเอง รักและเห็นคุณค่ำในตนเอง รู้จักอำชีพในโลกกว้ำงผู้เรียนระดับมัธยมศึกษำตอนต้น เป็นวัยของกำรเจริญเติบโตอย่ำงรวดเร็ว เป็นวัยของกำรเปลี่ยนแปลงของร่ำงกำย อำรมณ์ และสังคม สนใจและให้ควำมส�ำคัญกับเพื่อน อยำกลอง ชอบควำมท้ำทำย ชอบอิสระ เชื่อมั่นในตนเอง ชอบแสวงหำควำมรู้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีทักษะทำงภำษำ วิเครำะห์และเลือกใช้ข้อมูลอย่ำงเหมำะสม มีทักษะกำรคิดขั้นสูง มีทักษะชีวิต รู้จักควำมสำมำรถของตนเอง รักและเห็นคุณค่ำในตนเอง รู้จักและเลือกอำชีพต่ำง ๆ
  • 57. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง54ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษำตอนปลำย เป็นวัยของกำรเจริญเติบโตสู่กำรเป็นผู้ใหญ่ มีควำมเป็นตัวของตัวเองและเชื่อมั่นในตนเองสูง ชอบอิสระและควำมท้ำทำย สนใจและให้ควำมส�ำคัญกับเพื่อน ต้องกำรกำรยอมรับจำกเพื่อนมีควำมคิดเป็นเหตุเป็นผล ชอบแสวงหำควำมรู้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีทักษะในกำรสื่อสำรภำษำไทยและภำษำอังกฤษ มีทักษะกำรคิดขั้นสูง มีทักษะชีวิตมีทักษะในงำนอำชีพกำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลเพื่อพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก นอกจำกจะต้องค�ำนึงถึงคุณลักษณะส�ำคัญและธรรมชำติของผู้เรียนแต่ละคนในแต่ละช่วงวัยแล้ว ควรค�ำนึงถึงหลักกำรท�ำงำนของสมองธรรมชำติ กำรจัดสภำพแวดล้อมและบรรยำกำศในกำรเรียนรู้ ควำมต้องกำรควำมสนใจของผู้เรียน และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สภำพควำมพร้อมจุดเน้น บริบทของโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้จัดกิจกรรมได้อย่ำงเหมำะสมส่งผลถึงคุณภำพผู้เรียนตำมมำตรฐำน และตำมเป้ำหมำยของกำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล
  • 58. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง55การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากลการจัดการเรียนรู้ต้องเน้นการท�ำงานของสมอง การที่จะจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนเพื่อให้จนเกิดความรู้ที่แท้จริงต้องเข้าใจระบบการท�ำงานของสมอง วูฟสว์ (Wolfe, 2001. หน้า 103-108)พบว่า การเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือสภาพการด�ำเนินชีวิต จะมีความหมายต่อผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ผ่านระบบประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ (ways of knowing) ทั้งการเห็น สัมผัส ได้ยิน ได้กลิ่นและรับรส ท�ำให้สมองจัดระบบข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยการจัดข้อมูลเปรียบเทียบ จัดกลุ่ม หาความสัมพันธ์เชื่อมโยง หาแบบรูป (pattern)ของสิ่งต่าง ๆ สรุปเป็นหลักการด้วยตนเอง เมื่อน�ำหลักการความคิดรวบยอดจากศาสตร์แขนงต่าง ๆ ไปใช้อธิบาย หรือลงมือแก้ปัญหากรณีตัวอย่างมากขึ้นความรู้ก็ยิ่งถักทอเป็นระบบคิดที่กว้างขึ้น ซับซ้อนขึ้น ผู้เรียนจึงสามารถใช้ความรู้จากมุมมองที่แตกต่าง เหล่านี้ ในการอธิบาย ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหา อาจกล่าวได้ว่าผู้เรียนได้พัฒนาทั้งระบบวิธีคิดอย่างมีวิจารณญาณและสร้างองค์ความรู้ไปพร้อม ๆ กัน จึงเข้าใจลุ่มลึกและจ�ำได้คงทนกว่าการเรียนรู้ที่ไม่เชื่อมโยงผู้เรียนกับบริบทรอบตัว
  • 59. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง56 ในด้านการสื่อสารความคิดของผู้เรียน ซึ่งเป็นนามธรรมต้องถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมด้วยการพูดและการเขียน โดยทั่วไปแล้วการพูดอธิบายความคิดง่ายกว่าการเขียน เนื่องจากการเขียนเป็นการถอดรหัสความคิดซึ่งเป็นนามธรรมให้ออกมาในรูปสัญลักษณ์ของภาษาหนึ่ง ๆ การเขียนจึงเป็นการแสดงความคิดที่มีความซับซ้อนที่สุดเพราะต้องมีทั้งความเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้ต้องเรียบเรียงความคิด และต้องใช้ภาษาสัญลักษณ์แทนความคิดให้ผู้อื่นรับรู้และตีความสิ่งที่สื่อสารได้ตรงกัน ดังนั้นการออกแบบการสอนหรือออกแบบการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งส�ำคัญในการท�ำให้การเรียนรู้มีความหมายและน�ำไปใช้ได้ จึงต้องเข้าใจระบบการท�ำงานของสมอง ความคิดรวบยอดหรือแบบแผนของความคิดที่อยู่ในหัวเรื่องที่จะสอนต้องเลือกวิธีสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและน�ำไปใช้ได้ซึ่งเป็นคุณภาพที่คาดหวังของหลักสูตรและมาตรฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้
  • 60. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง57การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ ทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) ทฤษฎีการสร้างความรู้นี้เป็นที่แพร่หลายในสหรัฐอเมริการาว ๆ 60 ปีก่อน แต่งานเขียนของเพียเจต์ในช่วง 15 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเป็นงานเขียนที่วางพื้นฐาน แนวคิดConstructivism ซึ่งเน้นกลไกการเรียนรู้ที่น�ำไปสู่การสร้างความรู้ (Fosnot,1996. หน้า 11) เพียเจต์ ได้อธิบายเกี่ยวกับสมดุลทางปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นพลวัต ว่าเมื่อบุคคลปะทะสัมพันธ์กับประสบการณ์หนึ่ง ๆ ถ้าข้อมูลหรือประสบการณ์นั้นสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่แล้วจะเกิดกระบวนการซึม เข้ากับโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม แต่ถ้าข้อมูลหรือประสบการณ์ไม่สัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่แล้วจะเกิดภาวะไม่สมดุลท�ำให้บุคคลพยายามเรียนรู้เพื่อปรับสมดุลทางปัญญาโดยการสร้าง โครงสร้างทางปัญญาขึ้นใหม่ เกิดเป็นความรู้ใหม่ของบุคคลนั้น
  • 61. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง58 ประเด็นส�ำคัญที่ท�ำให้ทฤษฎีการสร้างความรู้ต่างจากทฤษฎีทางปัญญาอื่น ๆ คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความรู้ว่าเป็นการปรับความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ในโลกของความเป็นจริง ผู้เรียนแต่ละคนต้องสร้างโครงสร้างความคิดรวบยอดเองดังนั้น แม้ผู้เรียนจะเข้าใจความหมายของสิ่งเดียวกัน และแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กัน ผู้เรียนแต่ละคนไม่สามารถน�ำความรู้ของคนอื่นมาเป็นของตนแต่ต้องพยายามคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความคิดรวบยอดขึ้นเองจึงท�ำให้โครงสร้างความคิดของแต่ละคนแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว Glasersfeld (1996) ทฤษฎีการสร้างความรู้น�ำไปสู่หลักการในการจัดการเรียนรู้ที่ว่า ผู้เรียนต้องลงมือเรียนและคิดด้วยตนเอง โดยการปะทะสัมพันธ์กับประสบการณ์ต่างๆ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงจะท�ำให้ผู้เรียนมีข้อมูลมุมมองหลากหลายขึ้น น�ำไปสู่การปรับโครงสร้างความรู้ ความคิดรวบยอด หรือหลักการส�ำคัญที่ตนสร้างขึ้นมาก่อน ดังนั้น การจัดการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study) จึงเป็นแนวทางที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในแง่ของความสนใจ ประสบการณ์เดิม วิธีเรียนรู้ และการให้คุณค่าความรู้ที่ผู้เรียนแต่ละคนสร้างขึ้นอย่างมีความหมายเพื่อน�ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคมโลก
  • 62. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง59การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล แม้ว่า Piaget (1970. อ้างใน Fosnot หน้า 18-21) ให้ความส�ำคัญว่าการเรียนรู้เกิดในบริบทของสังคม ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา และวัฒนธรรมเป็นปัจจัยส�ำคัญ แนวคิดนี้สัมพันธ์กับแนวคิดของ Vygotsky (1986)ที่ว่า ผู้เรียนมีการสร้างความคิดรวบยอดในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่องมาก่อนซึ่งเกิดจากการปะทะสัมพันธ์ตามธรรมชาติ (spontaneous concept) เมื่อเข้าเรียนในระบบโรงเรียน การสอนจะช่วยให้ผู้เรียนสร้างความคิดรวบยอดที่เป็นทางการมากกว่า และเป็นที่เข้าใจกันในกลุ่มสังคมของผู้เรียน ดังนั้น กระบวนการสอนช่วยยกระดับความคิดรวบยอดที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ในการเรียน ครูค่อย ๆ พานักเรียนสร้างโครงสร้างความคิดรวบยอดของตนที่ละน้อย ๆ ประดุจ นั่งร้านของช่างก่อสร้าง การจัดหาโอกาสให้กับเด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ที่จะน�ำไปสู่การที่สร้างสรรค์ต่อสังคม จึงเป็นเสมือนวัตถุดิบที่น�ำไปสู่กระบวนการสร้างความรู้ที่มีคุณค่า ดังนั้นPapert(1980 อ้างในhttp://online.sfsu.edu/~foreman/itec800/finalprojects/annmariethurmond/home.html) ที่ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ Constructivismโดยให้ผู้เรียนทั้งเรียนรู้จากการปะทะสัมพันธ์กับปัญหาและบริบทของสังคมแล้วยังจัดโอกาสให้ใช้เทคโนโลยีในการสืบค้น สร้างความรู้ สร้างสรรค์ผลงานรวมถึงผลผลิตอื่น ๆ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้นั้นออกมาอย่างเป็นรูปธรรม Papert เชื่อว่าผู้เรียนจะพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ เมื่อต้องท�ำงานใช้ค�ำสั่งคอมพิวเตอร์ Papert เน้นว่า “การเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้มาจากการหาวิธีการที่ดีกว่าส�ำหรับครูน�ำไปใช้สอน แต่มาจากการที่ครูให้โอกาสที่ดีกว่าแก่ผู้เรียนในการสร้างความรู้ การเรียนรู้ที่มีความหมายส�ำหรับผู้เรียนไม่เพียงแต่การสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่รวมถึงการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ทั้งกระบวนการและผลผลิตกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลเต็มที่” ดังนั้น การจัดกระบวนการเรียนรู้ “บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล” จึงเป็นการให้โอกาสและให้อิสระแก่ผู้เรียนในการพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้ การสืบค้น สื่อสารความรู้และใช้ความรู้ในทางสร้างสรรค์ต่อตนเองและสังคม
  • 63. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง60การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หมายถึง “Educational activity carriedon by an individual seeking self-improvement, usually but not alwaysself initiated. (Carter V. Good. 1973 : 565) หลักการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช2542(ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช2545) เป็นไปตามหลักการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง และหลักการท�ำงานของสมอง การจัดการเรียนรู้จึงควรมุ่งให้ผู้เรียนตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้หลายวิธี ความรู้มิใช่มาจากหนังสือต�ำราหรือค�ำบอกของครูเท่านั้น แต่ความรู้เกิดจากความสงสัยและการตั้งค�ำถามที่จะเป็นหัวข้อในการสืบค้น คิดและลงมือแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จนเกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ นอกจากนี้ยังปูพื้นฐานการน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของความรู้ที่ตนสืบเสาะ และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง การเรียนรู้ลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งประเด็นง่าย ๆเพื่อการสืบค้นและสื่อสารแลกเปลี่ยน ผู้สอนและนักเรียนจึงต้องมีความเชื่อร่วมกันเกี่ยวกับความรู้ ว่ามิได้เป็นสิ่งที่เป็นค�ำตอบตายตัว ความรู้เกี่ยวกับประเด็นหรือปัญหามีหลายมิติ มีความไม่แน่อน เนื่องจากเกิดขึ้นสัมพันธ์กับกระบวนการที่ได้มา และทั้งตัวผู้สร้างความรู้ ที่ได้ตีความหมายข้อมูลของตนดังนั้น ความรู้ในเรื่องหนึ่ง ๆ จึงยังเปิดโอกาสให้สืบค้น และสร้างองค์ความรู้ใหม่ต่อไปอีก
  • 64. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง61การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล อาจกล่าวได้ว่า การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกับครูผู้สอนตกลงเกี่ยวกับหัวเรื่องและขอบข่ายที่ต้องการศึกษา แล้วนักเรียนแสวงหาความรู้ตามความต้องการ ความสนใจ ส�ำหรับในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นอาจมีการก�ำหนดหัวข้อต่าง ๆให้เลือกศึกษาหาค�ำตอบ แล้วจึงผลิตผลงานและน�ำเสนอ การศึกษาด้วยตนเองเป็นเครื่องมือส�ำคัญของแนวคิดในการศึกษาตลอดชีวิต ความสนใจกระตือรือร้นแสวงหาข้อเท็จจริง การยอมรับข้อเท็จจริง ตลอดจนการคิดวิเคราะห์ที่เป็นเหตุผลอีกทั้งพัฒนาความสามารถในการควบคุมตนเอง ผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ และเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผลที่เกิดกับการเรียนที่นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ ความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมีความมุ่งหมายเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับประเด็นที่อยู่ในความต้องการและความสนใจ อย่างเป็นระบบ เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจ อีกทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิด เป็นแนวทางและวิธีการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ ตระหนักถึงความส�ำคัญของกระบวนการและวิธีการของการศึกษาด้วยตนเอง และสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้
  • 65. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง62แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้รับความรู้ไปเป็นผู้ตระหนักในความส�ำคัญของกระบวนการศึกษาค้นคว้าของตน เห็นคุณค่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และน�ำความรู้ไปใช้ผลจากการน�ำความรู้ไปใช้จะชี้น�ำประเด็นใหม่ ๆ ในการศึกษาค้นคว้าของตนอย่างต่อเนื่อง จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้เรียนมิได้เห็นว่าครูผู้สอนเป็นผู้บอกความรู้แต่เห็นว่าแหล่งเรียนรู้มีหลากหลายและครูผู้สอนเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ดังนั้นครูผู้สอนจึงเป็นผู้ที่ตนจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขอความช่วยเหลือเมื่อศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การก�ำหนดหัวข้อในการศึกษา การกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชุมชนและสังคมไปจนถึงชุมชนโลกนั้นผู้สอนสามารถ “จุดประกาย” หรือเปิดประตูความสนใจของนักเรียนสู่โลกกว้างด้วยการน�ำเรื่องราวในสังคมมาน�ำเสนอแก่นักเรียนในรูปแบบที่น่าสนใจ หรือน�ำนักเรียนส�ำรวจ ศึกษาสภาพจริงเพื่อให้นักเรียนมีหัวข้อที่ชัดเจนในการศึกษาและเห็นภาพปลายทางว่าสิ่งที่ตนศึกษาจะสามารถน�ำไปใช้ประโยชน์แก่ผู้อื่นในสังคมได้อย่างไร อันเป็นการเชื่อมโยงผู้เรียนกับชุมชน และสังคม ในฐานะพลเมืองของโลก โดยครูใช้กิจกรรมต่าง ๆเช่น การเล่าเรื่องต่าง ๆ การชวนสนทนา การอ่าน/ฟังข่าวจากหนังสือพิมพ์ให้ผู้เรียนซักถามหรือตั้งประเด็นตั้งค�ำถาม การใช้สื่อต่าง ๆ เช่น คลิปวีดิทัศน์ภาพนิ่ง ให้ผู้เรียนชมและติดตาม การกระตุ้นความสนใจด้วยเกม เพลง ภาพการยกตัวอย่างค�ำพังเพย บทกวี ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนตั้งประเด็นที่อยากรู้ หรือผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันการก�ำหนด หรือการตั้งประเด็นความรู้ (Knowledgeissues) หรือหัวข้อ (Topics) เกี่ยวกับปัญหาของส่วนรวม (Public issues)หรือประเด็นปัญหาของโลก (Global issues)
  • 66. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง63กำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล กำรสร้ำงทัศนคติและเพิ่มพูนทักษะในกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองผู้สอนควรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนตระหนักเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ที่หลำกหลำย และวิธีกำรที่ผู้เรียนรับข้อมูลผ่ำนอวัยวะรับสัมผัสต่ำง ๆโดยกำรอ่ำน/ดู ดม ฟัง ชิม สัมผัส และกำรตีควำมสิ่งที่รับรู้แตกต่ำงกันตำมประสบกำรณ์และควำมรู้เดิม หรือพื้นฐำนควำมคิด ควำมเชื่อที่มีมำก่อนกิจกรรมเหล่ำนี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักเกี่ยวกับควำมสำมำรถในกำรรับรู้และวิธีกำรเรียนรู้ของตน รวมถึงควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลในกำรรับรู้ เช่นกำรวัดระดับกำรรับรู้ของรสชำติอำหำร กำรแปลควำมหมำยท่ำทำง สัญลักษณ์เป็นต้นผู้สอนควรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนกำรตำมศำสตร์ต่ำงๆในวิชำปกติเช่นกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์กระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์กระบวนกำรทำงพลศึกษำ กระบวนกำรทำงศิลปะ ฯลฯ และกำรบูรณำกำรศำสตร์ต่ำง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหำ ซึ่งจะช่วยให้ศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ จำกกำรจัดกำรเรียนกำรสอนด้วยกำรเรียนรู้กระบวนกำรของศำสตร์ต่ำง ๆ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะเพียงพอที่จะศึกษำค้นคว้ำได้ด้วยตนเองในหน่วยกำรเรียนรู้รำยวิชำพื้นฐำนที่เน้นกระบวนกำร IS หรือหน่วยกำรเรียนรู้ในรำยวิชำเพิ่มเติม IS ครูควรจัดกิจกรรมที่มีกำรฝึกทักษะย่อยของกระบวนกำรเหล่ำนั้น เพื่อให้ผู้เรียนเข้ำใจสำมำรถท�ำได้ เช่น ทักษะกำรสืบค้นจำกแหล่งเรียนรู้ต่ำง ๆ กำรสัมภำษณ์ผู้รู้ ปฏิบัติกำรค้นหำ(ทดลอง สืบเสำะ สังเกต ส�ำรวจ)แสดงควำมคิดเห็น กำรให้เหตุผลโต้แย้ง กำรเขียนอ้ำงอิง ฯลฯ ผู้สอนควรใช้เทคนิคกำรจัดกำรเรียนรู้ที่หลำกหลำย ได้แก่ กำรระดมสมอง กำรอภิปรำยกลุ่ม สถำนกำรณ์จ�ำลอง และกำรใช้ผังกรำฟฟิกเป็นเครื่องมือในกำรเปรียบเทียบเรียงล�ำดับ วิเครำะห์ ฯลฯในกำรสื่อสำรควำมรู้ใหม่ที่ผู้เรียนสร้ำงขึ้นผ่ำนงำนเขียน ผู้สอนควรใช้เทนิคกำรพัฒนำกำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ โดยให้ผู้เรียนถ่ำยทอดควำมคิดออกมำเป็นรูปธรรมด้วยกำรใช้แผนผังควำมคิด แผนผังโครงร่ำงกำรเขียน นอกจำกนี้ควรให้ผู้เรียนน�ำควำมคิดส�ำคัญจำกงำนเขียนน�ำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเสนอผ่ำนรูปแบบอื่น ๆ เช่น คลิป ภำพยนต์สั้น ละครสั้น น�ำเสนอโครงงำน/โครงกำรที่ผู้เรียนคิดค้น/ประดิษฐ์ขึ้น กำรบรรยำย กำรจัดนิทรรศกำรกำรสำธิต กำรโต้วำที ฯลฯ
  • 67. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง64 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมีจุดเน้นอีกประการหนึ่งคือ พัฒนาการควบคุมและประเมินตนเองของผู้เรียนเมื่อได้รับอิสระในการเรียนรู้ จึงให้ความส�ำคัญกับการวางแผน และการบริหารจัดการตนเองให้งานเป็นไปตามแผน/ขั้นตอนที่ก�ำหนดไว้ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการประเมินตนเอง ทั้งด้านกระบวนการเรียนรู้และประเมินความรู้ ความคิดใหม่ที่ผู้เรียนสร้างขึ้น ด้วยการใช้ประเด็นประเมินตนเอง และด้วยการน�ำองค์ความรู้ การปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น ผลผลิตที่สร้างขึ้นนั้นไปสื่อสาร/น�ำเสนอ/หรือน�ำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองผู้อื่นชุมชนหรือสังคมจึงช่วยให้ผู้เรียนประเมินได้ว่าองค์ความรู้หรือการเรียนรู้นั้นมีความหมายความส�ำคัญ และมีประโยชน์เพียงใดต่อตนและผู้อื่น Dewey(1938) กล่าวว่า ประสบการณ์ต่าง ๆ อาจไม่เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่น�ำไปสู่ความเข้าใจศาสตร์ต่าง ๆ จึงควรเลือกประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาการคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรอง และเกิดเป็นหลักการที่ถ่ายโยงไปใช้ปรับเปลี่ยนการกระท�ำในอนาคต David Kolb (1984) ได้น�ำแนวคิดของ Deweyมาก�ำหนดกรอบในการสะท้อนความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้จากประสบการณ์การบริการสังคมไว้ 4 มิติ (Kolb’s experiential learning cycle) ได้แก่1) การสะท้อนความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม 2) การสะท้อนข้อสังเกต 3) ความคิดรวบยอด 4) การน�ำความคิดไปทดสอบอย่างกระตือรือร้น
  • 68. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง65การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากลบทบาทของผู้สอน ผู้สอนจเป็นผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญในการเป็นผู้พัฒนาทักษะที่จ�ำเป็นในการศึกษาด้วยตนเองให้แก่ผู้เรียน รวมทั้งเอื้ออ�ำนวยการเรียนรู้ เช่น ➜ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนปะทะสัมพันธ์กับประเด็น ปัญหา ของสังคมด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเห็นบริบทของปัญหา และความรู้ที่จ�ำเป็นในการแก้ปัญหา รวมถึงช่องทางการน�ำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ➜ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน แนะน�ำ ถามให้คิด เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบหรือสร้างความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ➜ สร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนคิดค้นต่อไปฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการท�ำงานเป็นกลุ่ม ➜ เป็นผู้ชี้แนะ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดมากกว่าการบอกความรู้ ➜ ร่วมประเมินผู้เรียน ใช้ค�ำถามกระตุ้นการสะท้อนคิด จัดบรรยากาศที่ผู้เรียนรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ที่จะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ
  • 69. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง66บทบาทของผู้เรียนนักเรียนมีบทบำทส�ำคัญมำกในกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง เนื่องจำกนักเรียนมีควำมเป็นเจ้ำของกำรเรียนรู้และลงมือคิด ลงมือท�ำ จนสำมำรถน�ำเสนอและน�ำผลกำรศึกษำไปใช้ประโยชน์ นักเรียนจึงมีบทบำท เช่น➜ ก�ำหนดจุดหมำยและวำงแผนตลอดแนวในกำรค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้➜ ฝึกฝนวิธีกำรเรียนรู้ด้วยตนเอง➜ กระตือรือร้นในกำรเรียนรู้ กล้ำแสดงออก กล้ำน�ำเสนอควำมคิดอย่ำงสร้ำงสรรค์➜ สร้ำงปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่ำงผู้เรียนด้วยกัน ผู้เรียนกับผู้สอนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยอมรับฟังควำมคิดเห็นของผู้อื่น ฝึกควำมเป็นผู้น�ำผู้ตำมที่ดี➜ มีทักษะทำงสังคม เคำรพกติกำทำงสังคม รับผิดชอบต่อส่วนรวม➜ พัฒนำควำมสำมำรถในกำรเชื่อมโยงควำมรู้เดิมเข้ำกับควำมรู้ใหม่➜ พัฒนำทักษะกำรท�ำงำนร่วมกันเป็นกลุ่ม➜ สร้ำงเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้ รักกำรอ่ำน กล้ำซักถำม➜ บันทึกควำมรู้อย่ำงเป็นระบบ สำมำรถน�ำควำมรู้สู่กำรปฏิบัติได้จริง
  • 70. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง67การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล การจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช2542หลักการท�ำงานของสมองและการสร้างความรู้ของผู้เรียน ความเชื่อเกี่ยวกับความรู้จึงเป็นเชิงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เน้นเฉพาะความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นแต่ยังรวมถึงกระบวนการสร้างความรู้ การสะท้อนความคิด การไตร่ตรองเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และคุณค่าของความรู้ที่น�ำไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง ชุมชน หรือสังคม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนจึงไม่ตายตัว ผู้เรียนที่อยู่ในวัยประถมศึกษาจึงจ�ำเป็นต้องได้รับการเพิ่มพูนทักษะ ครูจะมีบทบาทเป็นผู้พัฒนา เมื่อนักเรียนสามารถสืบค้นสรุป ปฏิบัติจริงได้ด้วยตนเองครูจะมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างครู นักเรียน และบริบทแวดล้อมในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการในการเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจึงส�ำคัญยิ่ง
  • 71. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง68การจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา ธรรมชาติของผู้เรียนในวัยนี้ เป็นวัยที่สนใจใฝ่รู้เรื่องต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันด้านพัฒนาการทางสังคมนั้น ผู้เรียนจะพยายามปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม โดยมีครูเป็นผู้ดูแล ก�ำกับและช่วยเหลือตามความสามารถอย่างใกล้ชิดในการเรียนรู้IS(IndependentStudy) เป็นการมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการพื้นฐานในการตั้งค�ำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว เสาะแสวงหาความรู้ตามประเด็นที่สนใจ วางแผนล�ำดับขั้นตอนในการหาข้อมูล ซึ่งมักได้จากแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัว หรือจากการสืบค้นด้วยเครื่องมืออย่างง่ายจากอินเทอร์เน็ต และน�ำมาถ่ายทอดเหมาะสมกับวัยโดยกลวิธีต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และน�ำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเอง บุคคลรอบตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการมีบทบาทกระตุ้นการมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกของสังคม และเกิดความเข้าใจความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างตนเองและผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างกันในขณะเดียวกันต้องพึ่งพาอาศัยกัน
  • 72. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง69การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวควรจัดให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยได้ก�ำหนดให้จัดได้ใน 2 ลักษณะ คือ ➜ ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 จัดท�ำหน่วยการเรียนรู้เฉพาะโดยจัดในรายวิชาพื้นฐานอย่างน้อย 1 รายวิชา อาจท�ำเป็นหน่วยการเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่าง ๆ หรือหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่าง ๆเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนทั่วไปปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (IS 1) การสื่อสารและการน�ำเสนอ(IS 2) และน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS 3) ในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ตามความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ➜ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4-6 จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) เวลาเรียน 40 ชั่วโมง/ปี ครอบคลุมสาระการเรียนรู้IS1 และ IS2 และน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม(IS3) ในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ “บันได 5 ขั้น ของการพััฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล” นี้มีความสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติวิชาของศาสตร์แขนงต่าง ๆ ดังแผนภาพต่อไปนี้
  • 73. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง70บันได 5 ขั้น ของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากลมีความสอดคล้องกับธรรมชาติวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้IS 1IS 2IS 3กระบวนการ GPASวิทยาศาสตร์กระบวนการทางสังคมศาสตร์/วิธีการทางประวัติศาสตร์กระบวนการทางคณิตศาสตร์กระบวนการท�ำงานการงานอาชีพและเทคโนโลยีกระบวนการทางพลศึกษากระบวนการทางศิลปะ ดนตรีนาฏศิลป์ตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐาน(ที่เกี่ยวกับสังคมโลก)(Gathering)ตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานEngageตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานปัญหาในชีวิตประจ�ำวัน/โจทย์ก�ำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหาตั้งประเด็นค�ำถามตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานสืบค้นความรู้(Processing)สืบค้นความรู้รวบรวมข้อมูลจัดกระท�ำข้อมูลExploreสืบค้น ส�ำรวจท�ำการทดลองสืบค้น/ส�ำรวจ/ภาคสนาม/ท�ำการทดลองแปลงข้อมูลเป็นภาษาคณิตศาสตร์วางแผนแก้ปัญหาสืบค้นความรู้ออกแบบและวางแผนน�ำไปปฏิบัติสืบค้นความรู้และฝึกปฏิบัติสืบค้นความรู้และฝึกปฏิบัติสรุปองค์ความรู้(Applying)สรุปองค์ความรู้สร้างทางเลือกการใช้น�ำไปใช้Explainน�ำข้อสรุปมาอธิบายปัญหาเรื่องราวสรุปองค์ความรู้ทบทวนประเมินข้อสรุปจากการแก้ปัญหาสรุปองค์ความรู้สรุปองค์ความรู้จากการน�ำทฤษฎีไปปฏิบัติประเมินกระบวนการท�ำงานและผลผลิตสรุปองค์ความรู้จากการปฏิบัติสรุปองค์ความรู้จากการปฏิบัติสื่อสารและน�ำเสนอ(Applying)สื่อสารและน�ำเสนอการน�ำความรู้ไปใช้Elaborate & Evaluateขยายความรู้เขียนเผยแพร่ ประเมินผลกระบวนการการสืบค้นประเมินการสืบเสาะเขียนเผยแพร่และน�ำเสนอด้วยวิธีต่าง ๆสื่อสารน�ำเสนอให้เหตุผลด้วยวิธีต่าง ๆเขียนเผยแพร่น�ำเสนอด้วยวิธีต่าง ๆเขียนเผยแพร่น�ำเสนอด้วยวิธีต่าง ๆเขียนเผยแพร่และน�ำเสนอด้วยวิธีต่าง ๆบริการสังคม(Applying, self-regulatingน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมElaborate & Evaluateน�ำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคมน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองบริการโรงเรียนและสังคม (Self-regulating)
  • 74. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง71การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากลการจัดกิจกรรมเพื่อน�ำความรู้หรือประสบการณ์ไปใช้บริการสังคม การจัดกิจกรรมการน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social ServiceActivity : IS3) เป็นการน�ำองค์ความรู้จากรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาค้นคว้าและสรุปองค์ความรู้ และการสื่อสารและน�ำเสนอไปใช้บริการสังคม โดยจัดกิจกรรมการน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม ในลักษณะของกิจกรรม/โครงงาน/โครงการ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ โดยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นการน�ำความรู้ไปประยุกต์สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชนและเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการน�ำความรู้ไปประยุกต์สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและโลก และเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและโลก ดังแสดงในแผนผัง1. การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้3. กิจกรรมน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคมวิเคราะห์องค์ความรู้วางแผนการท�ำกิจกรรมปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินที่ก�ำหนดสรุปการด�ำเนินกิจกรรมเผยแพร่ผลงาน2. การสื่อสารและการน�ำเสนอ
  • 75. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง73กำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลตอนที่ 5การวัดและประเมินผล
  • 76. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง74 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study : IS) ตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากลอาศัยหลักการด�ำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยพิจารณาจากคุณภาพของชิ้นงานหรือการปฏิบัติที่เป็นผลผลิต/ร่องรอย หลักฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ มีการใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายและเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน
  • 77. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง75การวัดและประเมินผลแนวทางการวัดและประเมินผล ครูผู้สอนสามารถวัดและประเมินผลผู้เรียนตามสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้ 1. กรณีที่จัดบูรณาการสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ในรายวิชาพื้นฐาน ให้แยกจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้เฉพาะและประเมินผลการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ดังกล่าวอย่างชัดเจน 2. กรณีที่จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม เช่น รายวิชาการศึกษาเพื่อเรียนรู้(KnowledgeInquiryIS1-IS2) ในระดับประถมศึกษา รายวิชาการศึกษาและสร้างองค์ความรู้(KnowledgeandResearchFormation-IS1) หรือรายวิชาการสื่อสารและการน�ำเสนอ(CommunicationandPresentation-IS2) ในระดับมัธยมศึกษาต้องประเมินและตัดสินผลการเรียนโดยให้ระดับผลการเรียนรายวิชานั้น ๆตามเกณฑ์ที่สถานศึกษาก�ำหนด 3. การน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity :IS3) ซึ่งจัดไว้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน(กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์)เป็นการน�ำความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน IS1/IS2 มาใช้ในการจัดกิจกรรม ให้วัดและประเมินผลการวางแผนการปฏิบัติกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่ก�ำหนด และการสรุปรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ผลการประเมินเป็น ผ่าน/ไม่ผ่าน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษาก�ำหนด
  • 78. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง76ตัวอย่างการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study : IS)กรณีจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้เฉพาะในรายวิชาพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3รำยวิชำสังคมศึกษำหน่วยที่ 1 ....คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนนรวมตัดสินผลรำยวิชำหน่วยที่ 3 ....หน่วยที่ 2 .... หน่วยที่ 4 ....หน่วยที่ 3 รักษ์สิ่งแวดล้อมหน่วยบูรณำกำร IS (IS1 + IS2)กำรน�ำองค์ควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม (IS3)กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ตัดสินผลกิจกรรมผ่ำน/ไม่ผ่ำน+ + =+ +
  • 79. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง77กำรวัดและประเมินผลตัวอย่างการวัดและประเมินผลรายวิชาการศึกษาเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) รหัสวิชา………………………ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6รำยวิชำกำรศึกษำเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry)(IS1 + IS2)หน่วยที่ 1 ค�ำถำม/สมมติฐำน หน่วยที่ 2 สืบค้น/ทดลอง หน่วยที่ 3 สรุปองค์ควำมรู้ หน่วยที่ 4 สื่อสำร/น�ำเสนอคะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนนรวมตัดสินผลรำยวิชำIS1: 1. กำรตั้งประเด็นค�ำถำม/สมมติฐำน2. กำรสืบค้นควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้และสำรสนเทศหรือกำรปฏิบัติทดลอง3. กำรสรุปองค์ควำมรู้IS2 : 4. กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนออย่ำงมีประสิทธิภำพกำรน�ำองค์ควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม (IS3)กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ตัดสินผลกิจกรรมผ่ำน/ไม่ผ่ำน+ + + =
  • 80. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง78ตัวอย่างการวัดและประเมินผลสาระการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) 1. ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่จัดเป็นหน่วยการเรียนรู้เฉพาะในรายวิชาสังคมศึกษาซึ่งเป็นรายวิชาพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่มีโครงสร้างรายวิชาดังนี้ ส�ำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่3 ซึ่งเป็นหน่วยที่จัดท�ำขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (IS) ครูผู้สอนสามารถก�ำหนดคะแนนเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนของสาระการเรียนรู้ย่อยทั้ง 3 สาระ โดยพิจารณาจากน�้ำหนัก ความส�ำคัญ หรือภาระงานที่ผู้เรียนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ เช่น หน่วยที่ จ�ำนวนชั่วโมง น�้ำหนักคะแนน หมายเหตุหน่วยที่ 1 ............................................ 16 20 หน่วยที่ 2............................................ 16 20 หน่วยที่ 3 รักษ์สิ่งแวดล้อม 16 20 หน่วย ISหน่วยที่ 4............................................ 16 20 หน่วยที่ 5............................................ 16 20 100 สาระการเรียนรู้ เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน คะแนน/ผลการประเมินIS1 : การศึกษาค้นคว้า 1. การตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐาน 10และสร้างองค์ความรู้ 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ 20 3. การสรุปองค์ความรู้ 20IS2 : การสื่อสาร 4. การสื่อสารและการน�ำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ 30และการน�ำเสนอ รวม 80 คะแนนจริง 20IS3 : การน�ำองค์ความรู้ 5. การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคม : ผ่าน/ไม่ผ่านไปใช้บริการสังคม กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน
  • 81. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง79การวัดและประเมินผล เนื่องจากสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) มีลักษณะเป็นกระบวนการปฏิบัติที่มีคุณภาพ ผู้เรียนเป็นเป้าหมายส�ำคัญครูผู้สอนจึงควรประเมินตามสภาพจริงตามแนวทางการประเมินที่ก�ำหนดระดับคุณภาพของผู้เรียน4 ระดับ คือ ดีมาก(4) ดี(3) พอใช้(2)และปรับปรุง (1) และแปลงระดับคุณภาพเป็นคะแนนตามโครงสร้างการวัดและประเมินผล เพื่อน�ำคะแนนไปรวมกับหน่วยอื่น ๆ เพื่อตัดสินผลการเรียนเมื่อสิ้นปีการศึกษา ซึ่งในการแปลงระดับคุณภาพไปเป็นคะแนน อาจมีแนวทางในการก�ำหนดค่าน�้ำหนักคะแนนของระดับคุณภาพดังนี้ สาระการเรียนรู้ เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน คะแนนเต็ม ระดับคุณภาพ ผล/คะแนนที่ได้IS1 : การศึกษาค้นคว้า 1. การตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐาน 10 3 8และสร้างองค์ความรู้ 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้ 20 4 18 และสารสนเทศ 3. การสรุปองค์ความรู้ 20 3 15IS2 : การสื่อสารและ 4. การสื่อสารและการน�ำเสนออย่าง 30 3 23การน�ำเสนอ มีประสิทธิภาพ รวม 80 3 64 คะแนนจริง 20 - 16* ระดับคุณภาพ คะแนนที่ได้ คะแนนเต็ม 10 คะแนนเต็ม 20 คะแนนเต็ม 30ดีมาก (4) 9-10 17-20 25-30ดี (3) 7-8 14-16 20-24พอใช้ (2) 5-6 11-13 15-19ปรับปรุง (1) ต�่ำกว่า 5 ต�่ำกว่า 10 ต�่ำกว่า 15 ตัวอย่าง ผลการประเมินหน่วยการเรียนรู้ที่มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน*คะแนนที่น�ำไปรวมกับหน่วยอื่นเพื่อตัดสินผลการเรียนรายวิชาเมื่อสิ้นปีการศึกษา
  • 82. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง80การประเมินผลการน�าความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS3)2. ชั้นประถมศึกษำปีที่ 4-6 ที่จัดเป็นรำยวิชำเพิ่มเติม ต้องตัดสินผลกำรเรียนเป็นระดับผลกำรเรียนตำมที่สถำนศึกษำก�ำหนดเมื่อสิ้นภำคเรียนโครงสร้ำงรำยวิชำเพิ่มเติมกำรศึกษำเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) รหัสวิชำ......................ชั้นประถมศึกษำปีที่ 5 สำระกำรเรียนรู้ เป้ำหมำยคุณภำพผู้เรียน คะแนนเต็ม ระดับคุณภำพ ผล/คะแนนที่ได้IS3 : กำรน�ำองค์ควำมรู้ 5. กำรน�ำควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม - 3 ผ่ำนไปใช้บริกำรสังคม กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์(อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน) หน่วยที่ จ�ำนวนชั่วโมง น�้ำหนักคะแนน หมำยเหตุ1. สงสัยไตร่ตรอง 8 202. ข้อมูลหลำกหลำยเพื่อคลี่คลำยปัญหำ 12 303. สรุปควำมรู้ที่ได้ 5 204. รู้แล้วบอกต่อ 15 30 รวม 40 100
  • 83. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง81กำรวัดและประเมินผล81ครูผู้สอนวัดและประเมินผลตำมสภำพจริงตำมแนวทำงกำรประเมินที่ก�ำหนดระดับคุณภำพของผู้เรียน 4 ระดับ คือ ดีมำก (4) ดี (3) พอใช้ (2) และปรับปรุง (1) ในแต่ละหน่วยกำรเรียนรู้ทั้งนี้ในแต่ละหน่วยครูผู้สอนอำจก�ำหนดประเด็นกำรประเมินย่อยได้ แล้วก�ำหนดสัดส่วนคะแนนจำกระดับคุณภำพ 4 ระดับ แล้วสรุปเป็นคะแนนเต็มแต่ละหน่วยตำมโครงสร้ำงรำยวิชำที่ก�ำหนดรวมคะแนนที่ได้ทั้งหมดเพื่อตัดสินผลกำรเรียน ตำมเกณฑ์ที่สถำนศึกษำก�ำหนดดังตัวอย่ำงต่อไปนี้(ก�ำหนดคะแนนของแต่ละระดับคุณภำพเหมือนระดับประถมศึกษำปีที่ 1-3)*คะแนนที่น�ำไปตัดสินผลกำรเรียน ตำมเกณฑ์นักเรียนได้ระดับผลกำรเรียนเท่ำกับ 3 หน่วยที่ เป้ำหมำยคุณภำพผู้เรียน คะแนนเต็ม ระดับคุณภำพ คะแนนที่ได้1. สงสัยไตร่ตรอง 1. กำรตั้งประเด็นค�ำถำม/สมมติฐำน 20 2 132. ข้อมูลหลำกหลำย 2. กำรสืบค้นควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้ 30 3 22เพื่อคลี่คลำยปัญหำ และสำรสนเทศ3. สรุปควำมรู้ที่ได้ 3. กำรสรุปองค์ควำมรู้ 20 3 154. รู้แล้วบอกต่อ 4. กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนออย่ำง 30 3 21มีประสิทธิภำพ รวม 40 100 3 71*
  • 84. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง82 ส�ำหรับการน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS3) ที่จัดในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในส่วนของกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เน้นการน�ำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนักเรียนไปปฏิบัติกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อชุมชนใกล้ตัวนักเรียน โดยครูก�ำหนดจุดประสงค์ส�ำคัญที่น�ำไปสู่การปฏิบัติกิจกรรมเพื่อบริการสังคมของนักเรียน เช่น นักเรียนสามารถวางแผนการปฏิบัติกิจกรรมได้ นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามแผน นักเรียนสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเพื่อนในโรงเรียนหรือต่างโรงเรียน ครูที่ปรึกษามีการก�ำกับ ติดตามและประเมินผลแต่ละจุดประสงค์เป็นระยะ และเมื่อสิ้นสุดการท�ำกิจกรรมหรือสิ้นปีการศึกษา ครูที่ปรึกษาด�ำเนินการประเมินตามกรอบเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนของสาระการเรียนรู้ IS3 เพื่อตัดสินผลการประเมินกิจกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ระดับคุณภาพ สรุปผลการประเมิน ดีมาก ผ่าน ดี ผ่าน พอใช้ ผ่าน ปรับปรุง ไม่ผ่าน 3. ชั้นมัธยมศึกษา จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมจ�ำนวน 2 รายวิชา และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนการประเมินรายวิชาตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชาและให้ระดับผลการเรียน ส�ำหรับการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตัดสินผลการเรียน ผ่าน/ไม่ผ่าน ตามที่สถานศึกษาก�ำหนด โดยครูผู้สอนจัดท�ำโครงสร้างรายวิชาดังตัวอย่างต่อไปนี้ตัวอย่าง โครงสร้างรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้รหัสวิชา………………….. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง (1 หน่วยกิต) หน่วยการเรียนรู้ จ�ำนวนชั่วโมง น�้ำหนักคะแนน หมายเหตุหน่วยที่ 1 ค�ำถาม/สมมติฐาน 10 30 หน่วยที่ 2 สืบค้น/ทดลอง 20 40 หน่วยที่ 3 สรุปองค์ความรู้ 10 30 รวม 40 100
  • 85. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง83การวัดและประเมินผล ในการจัดการเรียนการสอนและการวัดและประเมินผลเน้นการประเมินตามสภาพจริงตามแนวทางการประเมินที่ก�ำหนดระดับคุณภาพของผู้เรียน4 ระดับ คือ ดีมาก(4) ดี(3) พอใช้(2)และปรับปรุง (1) ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ทั้งนี้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ครูผู้สอนอาจก�ำหนดประเด็นการประเมินย่อยระหว่างการท�ำกิจกรรมของนักเรียนเป็นระยะ ๆ แล้วก�ำหนดสัดส่วนคะแนนจากระดับคุณภาพ4 ระดับ สรุปเป็นคะแนนเต็มแต่ละหน่วยตามโครงสร้างรายวิชาที่ก�ำหนดเมื่อสิ้นภาคเรียนจึงรวมคะแนนที่ได้ทั้งหมดจากทุกหน่วยเพื่อตัดสินผลการเรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษาก�ำหนดดังตัวอย่างต่อไปนี้ตัวอย่าง การคิดคะแนนจากระดับคุณภาพของคะแนนเต็ม 20, 30 และ 40 คะแนนตัวอย่าง การคิดคะแนนเพื่อตัดสินผลการเรียนของนักเรียนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้รหัสวิชา………………….. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง (1 หน่วยกิต)*คะแนนที่น�ำไปตัดสินผลการเรียน ตามเกณฑ์นักเรียนได้ระดับผลการเรียนเท่ากับ 3.5 หน่วยที่ เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน คะแนนเต็ม ระดับคุณภาพ คะแนนที่ได้1. ค�ำถาม/สมมติฐาน 1. การตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐาน 30 4 262. สืบค้น/ทดลอง 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้ 40 3 30 และสารสนเทศ3. สรุปองค์ความรู้ 3. การสรุปองค์ความรู้ 30 3 23 รวม 100 3 79* ระดับคุณภาพ คะแนนที่ได้ คะแนนเต็ม 20 คะแนนเต็ม 30 คะแนนเต็ม 40ดีมาก (4) 17-20 25-30 34-40ดี (3) 14-16 20-24 26-33พอใช้ (2) 11-13 15-19 20-25ปรับปรุง (1) ต�่ำกว่า 10 ต�่ำกว่า 15 ต�่ำกว่า 20
  • 86. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง84ตัวอย่าง โครงสร้างรายวิชาการสื่อสารและการน�ำเสนอรหัสวิชา I………………….. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง (1 หน่วยกิต)ตัวอย่าง การคิดคะแนนจากระดับคุณภาพของคะแนนเต็ม 20, 30 และ 40 คะแนนตัวอย่าง การคิดคะแนนเพื่อตัดสินผลการเรียนของนักเรียนในรายวิชาการสื่อสารและการน�ำเสนอรหัสวิชา I………………….. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง (1 หน่วยกิต)* ประเมินความรู้ด้วยแบบทดสอบ** คะแนนที่น�ำมาตัดสินผลการเรียนตามเกณฑ์นักเรียนได้ระดับผลการเรียนเท่ากับ 3 หน่วยที่ เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน/ผลการเรียนรู้ คะแนนเต็ม ระดับคุณภาพ คะแนนที่ได้1. หลักการเขียน 1. ความรู้ความเข้าใจหลักการเขียน 20* - 16รายงานเชิงวิชาการ รายงานเชิงวิชาการ2. ICT กับการ 2. ความรู้ความเข้าใจและการน�ำเสนอ 20 3 15น�ำเสนอ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและ 10* - 8 การสื่อสาร3. เขียนรายงาน 3. การสื่อสารและการน�ำเสนอ 40 3 34เชิงวิชาการ อย่างมีประสิทธิภาพและน�ำเสนอ รวม 100 3 73** ระดับคุณภาพ คะแนนที่ได้ คะแนนเต็ม 20 คะแนนเต็ม 30 คะแนนเต็ม 40ดีมาก (4) 17-20 25-30 36-40ดี (3) 14-16 20-24 31-35พอใช้ (2) 11-13 15-19 26-30ปรับปรุง (1) ต�่ำกว่า 10 ต�่ำกว่า 15 ต�่ำกว่า 25 หน่วยการเรียนรู้ จ�ำนวนชั่วโมง น�้ำหนักคะแนน หมายเหตุหน่วยที่ 1 หลักการเขียนเชิงวิชาการ 5 20 หน่วยที่ 2 ICT กับการน�ำเสนอ 10 30 หน่วยที่ 3 เขียนรายงานเชิงวิชาการและน�ำเสนอ 25 50 รวม 40 100
  • 87. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง85การวัดและประเมินผล ส�ำหรับการน�ำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS3) ที่จัดเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในส่วนของกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ มุ่งเน้นให้นักเรียนน�ำความรู้ที่ได้จากการการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม โลก ซึ่งครูที่ปรึกษาอาจก�ำหนดจุดประสงค์ส�ำคัญของกิจกรรมได้ดังนี้ 1. นักเรียนสามารถวางแผนการปฏิบัติกิจกรรมได้ 2. นักเรียนสามารถจัดท�ำปฏิทินการปฏิบัติกิจกรรม 3. นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินที่ก�ำหนด 4. นักเรียนสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม 5. มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติกิจกรรม ครูที่ปรึกษาติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมตามจุดประสงค์ส�ำคัญเป็นระยะ ๆ และประเมินระดับคุณภาพผู้เรียนตามกรอบสาระการเรียนรู้ IS3 เมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมครบตามจุดประสงค์ส�ำคัญหรือสิ้นภาคเรียน เพื่อสรุปผลการประเมินเป็น ผ่าน/ไม่ผ่าน ดังนี้ ระดับคุณภาพ สรุปผลการประเมิน ดีมาก ผ่าน ดี ผ่าน พอใช้ ผ่าน ปรับปรุง ไม่ผ่าน
  • 88. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง86ตัวอย่างการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับมัธยมศึกษา รำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้(Research and Knowledge Formation)รำยวิชำกำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ(Communication and Presentation)หน่วยที่ 1ค�ำถำม/สมมติฐำนหน่วยที่ 1หลักกำรเขียนงำนเชิงวิชำกำรหน่วยที่ 2สืบค้น/ทดลองหน่วยที่ 2ICT กับกำรน�ำเสนอหน่วยที่ 3สรุปองค์ควำมรู้หน่วยที่ 3กำรเขียนและกำรน�ำเสนอคะแนนคะแนนคะแนนคะแนนคะแนนคะแนนคะแนนรวมคะแนนรวมตัดสินผลรำยวิชำตัดสินผลรำยวิชำ++++==
  • 89. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง87กำรวัดและประเมินผล กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ : กำรน�ำองค์ควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม (IS3)จุดประสงค์ส�ำคัญ 1แผนกำรปฏิบัติกิจกรรมร่องรอย/ชิ้นงำนวิธีกำร/เครื่องมือ/เกณฑ์จุดประสงค์ส�ำคัญ 2กำรปฏิบัติกิจกรรมตำมแผนร่องรอย/ชิ้นงำนวิธีกำร/เครื่องมือ/เกณฑ์จุดประสงค์ส�ำคัญ 3สรุปผลกำรปฏิบัติกิจกรรมและกำรเผยแพร่ร่องรอย/ชิ้นงำนวิธีกำร/เครื่องมือ/เกณฑ์ผ่ำน/ไม่ผ่ำน ผ่ำน/ไม่ผ่ำน ผ่ำน/ไม่ผ่ำน ผ่ำน/ไม่ผ่ำน+ + =ตัวอย่าง
  • 90. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง88แนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานอย่างมีเหตุผล(Hypothesis Formula-tion)การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศหรือจากการปฏิบัติทดลอง(Searching for Infor-mation) การสรุปองค์ความรู้(Knowledge Formation)การสื่อสารและการน�ำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ(EffectiveCommunication) การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคม (PublicService)1. แบบบันทึกการตั้งค�ำถาม2. แบบบันทึกประเด็นค�ำถาม1. แบบบันทึกการสืบค้นข้อมูล1. แบบบันทึกการสรุปองค์ความรู้1. งานเขียนภาพวาดสะท้อนองค์ความรู้ที่ค้นพบ2. การพูดน�ำเสนอ 1. การปฏิบัติเพื่อน�ำความรู้ไปบริการ/เผยแพร่กับบุคคลใกล้ตัว- แบบประเมินการตั้งค�ำถาม- เกณฑ์การให้คะแนนการตั้งค�ำถาม- แบบประเมินการสืบค้น/รวบรวมข้อมูล- เกณฑ์การให้คะแนนการสืบค้น/รวบรวมข้อมูลแบบประเมินการสรุปเรื่องราวที่สืบค้น/รวบรวมได้แบบประเมินการสื่อสารและการน�ำเสนอแบบประเมินการน�ำความรู้/ข้อคิดที่ได้ไปเผยแพร่/ท�ำประโยชน์ให้กับเพื่อน ๆในโรงเรียน/บุคคลในครอบครัวตรวจสอบการตั้งค�ำถามของนักเรียน ประเมินทักษะการสืบค้นข้อมูลของนักเรียนประเมินการสรุปเรื่องราวที่รวบรวมได้ ประเมินการพูด/เขียน/วาดภาพ ฯลฯที่แสดงถึงการสื่อสารและการน�ำเสนอของนักเรียน ประเมินการน�ำความรู้ไปใช้ในการท�ำกิจกรรมเกี่ยวกับการบริการสังคม(ในโรงเรียนและครอบครัว)1. การตั้งค�ำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว2. การศึกษา ค้นคว้า แสวงหาข้อมูล ค�ำตอบจากบุคคลใกล้ตัว/แหล่งข้อมูลพื้นฐานง่าย ๆ3. การล�ำดับขั้นตอน/การวางแผนอย่างง่ายในการรวบรวมข้อมูล4. ท�ำงานบรรลุผลส�ำเร็จภายใต้การก�ำกับดูแลและช่วยเหลือของครูอย่างใกล้ชิด 5. บอกสาระส�ำคัญของสิ่งที่สืบค้น/รวบรวมได้6. พูด/เขียน/วาดภาพน�ำเสนอเพื่อสื่อสารเรื่องราว/ข้อสรุปที่รวบรวมได้อย่างชัดเจนไม่สับสนโดยใช้สื่อที่เหมาะสม 7. การน�ำความรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆ และบุคคลในครอบครัว
  • 91. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง89การวัดและประเมินผลแนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการตั้งประเด็นค�ำถาม(HypothesisFormulation)การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศหรือจากการปฏิบัติทดลอง(Searching forInformation)การสรุปองค์ความรู้(Knowledge Formation)1. แบบบันทึกประเด็นค�ำถาม2. แบบบันทึกการคาดคะเนค�ำตอบ/สมมติฐาน1. แผนการสืบค้นข้อมูล2. แบบบันทึกการสืบค้นข้อมูล1. แบบบันทึกการสรุปองค์ความรู้- แบบประเมินการตั้งค�ำถามการตั้งสมมติฐานของนักเรียน- เกณฑ์การให้คะแนนการตั้งค�ำถามการตั้งสมมติฐานของนักเรียน- แบบประเมินการสืบค้น/รวบรวมข้อมูล- เกณฑ์การให้คะแนนการสืบค้น/รวบรวมข้อมูลแบบประเมินการวิเคราะห์ข้อมูลและการสรุปประเด็นความรู้ของนักเรียนประเมินการตั้งค�ำถามการตั้งสมมติของนักเรียนประเมินทักษะการสืบค้นข้อมูลของนักเรียนตรวจผลงานการวิเคราะห์/จัดกระท�ำข้อมูลและการสรุปประเด็นความรู้ของนักเรียน1. การตั้งประเด็นปัญหา/ค�ำถามเกี่ยวกับเรื่องราวง่าย ๆสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัว2. ตั้งสมมติฐาน/คาดคะเนค�ำตอบตามจินตนาการของตนเองและ/หรือตามความรู้และประสบการณ์ของตน3. ออกแบบ วางแผนอย่างง่ายในการรวบรวมและล�ำดับขั้นตอนการสืบค้น/เก็บรวบรวมข้อมูล4. ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาข้อมูลค�ำตอบ จากสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัว(บุคคล หนังสือ หนังสือพิมพ์หรืออื่น ๆ)5. ท�ำงานบรรลุผลส�ำเร็จภายใต้การดูแลก�ำกับและช่วยเหลือของครู อย่างใกล้ชิด6. จัดกระท�ำข้อมูลอย่างง่ายจากการสืบค้น7. สรุปประเด็นความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากการสืบค้น
  • 92. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง90แนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการสื่อสารและการน�ำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (EffectiveCommunication)การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคม(Public Service)1. งานเขียนที่สะท้อนองค์ความรู้ที่ค้นพบ2. การพูดหรือการน�ำเสนอ1. การปฏิบัติกิจกรรมการน�ำความรู้ไปใช้เพื่อบริการชุมชน1. แบบประเมินงานเขียนของนักเรียน2. แบบประเมินการสื่อสารและการน�ำเสนอของนักเรียนแบบประเมินการท�ำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิดและโรงเรียน1. ตรวจผลงานการเขียนของนักเรียน2. สังเกตการพูดน�ำเสนอของนักเรียนประเมินการน�ำความรู้ไปใช้ในการท�ำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิดและโรงเรียน8. เขียนและพูดน�ำเสนอข้อสรุปจากการสืบค้นข้อมูลเป็นล�ำดับขั้นตอนที่เข้าใจง่ายในรูปแบบเดี่ยว (Oralindividual presentation)หรือกลุ่ม (Oral panelpresentation) โดยใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัย พร้อมอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ 9. สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์ง่าย ๆเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิดและโรงเรียน
  • 93. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง91การวัดและประเมินผลแนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการตั้งประเด็นค�ำถาม/สมมติฐานอย่างมีเหตุผล (HypothesisFormulation)การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศหรือจากการปฏิบัติทดลอง (Searching forInformation)1. แบบบันทึกประเด็นค�ำถาม2. แบบบันทึกสมมติฐาน/ค�ำตอบที่คาดคะเน1. แผนการเก็บรวบรวม/การสืบค้นข้อมูล2. แบบบันทึกการสืบค้นข้อมูลแบบบันทึกการตรวจสอบการตั้งค�ำถามและการตั้งสมมติฐานของนักเรียนเกณฑ์การประเมินแบบประเมินการสืบค้นข้อมูลเกณฑ์การประเมินตรวจสอบการตั้งค�ำถาม และการตั้งสมมติฐานของนักเรียนประเมินการสืบค้นข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน1. ตั้งประเด็นค�ำถามในเรื่องที่ตนสนใจโดยเริ่มจากตัวเองเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นประเทศ2. ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ1. ออกแบบ วางแผนรวบรวมข้อมูลโดยใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ2. ศึกษาแสวงหาข้อมูล ประเด็นความรู้เกี่ยวข้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น ห้องสมุดหนังสือ วารสาร แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ วารสาร ฯลฯ)3. ใช้กระบวนการกลุ่มในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์4. ท�ำงานบรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบการด�ำเนินงานที่ก�ำหนดโดยการก�ำกับดูแลของครูอย่างต่อเนื่อง
  • 94. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง92แนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ) เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการสรุปองค์ความรู้(Knowledge Formation)การสื่อสารและการน�ำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ(EffectiveCommunication) การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคม(Public Service)1. แบบบันทึกการวิเคราะห์การสังเคราะห์ข้อมูล2. แบบบันทึกการสรุปองค์ความรู้1. ผลงานการเขียนเชิงวิชาการ2. การน�ำเสนอองค์ความรู้1. การปฏิบัติกิจกรรมเพื่อบริการชุมชน2. การเผยแพร่ผลการปฏิบัติกิจกรรมบริการชุมชนแบบบันทึกการตรวจผลงานการวิเคราะห์สังเคราะห์ สรุปองค์และอภิปรายผลของนักเรียนเกณฑ์การประเมิน1. แบบบันทึกการตรวจผลงานการเขียนรายงานเชิงวิชาการของนักเรียน2. แบบบันทึกการสังเกตการน�ำเสนองานของนักเรียนเกณฑ์การประเมินแบบประเมินการท�ำกิจกรรมบริการโรงเรียนและชุมชนตรวจผลงานการวิเคราะห์สังเคราะห์ และการสรุปองค์ความรู้และอภิปรายผลของนักเรียน1.ตรวจผลงานการเขียนรายงานเชิงวิชาการของนักเรียน2.สังเกตการพูดน�ำเสนองานของนักเรียนประเมินการน�ำความรู้ไปใช้ในการท�ำกิจกรรมบริการโรงเรียน ชุมชนและการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์การบริการโรงเรียนและชุมชน1. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม2. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้อภิปรายผล และเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้จากแหล่งค้นคว้าต่าง ๆ3. เสนอแนวคิดหรือวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ1. เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจนเป็นระบบ2. น�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยว(Oral individual presenta-tion) หรือกลุ่ม (Oral panelpresentation) โดยใช้สื่อประกอบหลากหลาย3. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการความยาว2,500 ค�ำ โดยมีการอ้างอิงแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย4. เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ1. น�ำความรู้ไปประยุกต์สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน2. เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน
  • 95. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง93กำรวัดและประเมินผลแนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6เป้ำหมำยคุณภำพผู้เรียน ตัวอย่ำงชิ้นงำน/ ตัวชี้วัดคุณภำพผู้เรียน กำรวัดและประเมินผล ผลกำรเรียนรู้ วิธีกำร เครื่องมือกำรตั้งประเด็นค�ำถำม/สมมติฐำนอย่ำงมีเหตุผล (HypothesisFormulation)กำรสืบค้นควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้และสำรสนเทศหรือจำกกำรปฏิบัติทดลอง(Searching forInformation)1. แบบบันทึกประเด็นค�ำถำม2. แบบบันทึกสมมติฐำน1. แผนกำรสืบค้นควำมรู้2. แบบบันทึกผลกำรสืบค้นควำมรู้แบบบันทึกกำรตรวจสอบกำรตั้งค�ำถำมและกำรตั้งสมมติฐำนของนักเรียนเกณฑ์กำรประเมินแบบประเมินกำรสืบค้นข้อมูลเกณฑ์กำรประเมินตรวจสอบกำรตั้งค�ำถำมกำรตั้งสมมติฐำนของนักเรียนประเมินกำรสืบค้นข้อมูล จำกแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน1. ตั้งประเด็น/ค�ำถำมเกี่ยวกับสถำนกำรณ์ปัจจุบันและสังคมโลก2. ตั้งสมมติฐำนและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นควำมรู้โดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ3. ออกแบบ วำงแผนรวบรวมข้อมูลโดยใช้กระบวนกำรรวบรวมข้อมูลอย่ำงมีประสิทธิภำพ4. ศึกษำ ค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้ข้อมูลและสำรสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ5. ใช้กระบวนกำรกลุ่มในกำรแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นโดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำและแหล่งเรียนรู้ต่ำง ๆและพิจำรณำควำมน่ำเชื่อถือของแหล่งเรียนรู้อย่ำงมีวิจำรณญำณเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์6. ท�ำงำนบรรลุผลตำมเป้ำหมำยอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยค�ำแนะน�ำของครูที่ให้ค�ำปรึกษำอย่ำงต่อเนื่อง
  • 96. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง94แนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการสรุปองค์ความรู้(Knowledge Formation)การสื่อสารและการน�ำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ(EffectiveCommunication)1. แบบบันทึกการวิเคราะห์สังเคราะห์ และการอภิปรายผล2. แบบบันทึกการสรุปองค์ความรู้1. ผลงานการเขียนเชิงวิชาการ2. การน�ำเสนอองค์ความรู้บันทึกการตรวจผลงานการวิเคราะห์สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้และอภิปรายผลของนักเรียน1. แบบบันทึกการตรวจผลงานการเขียนรายงานเชิงวิชาการของนักเรียน2. แบบบันทึกการสังเกตการพูดน�ำเสนองานของนักเรียน3. แบบบันทึกการตรวจสอบการวิพากษ์/การสนทนาเกี่ยวกับผลงานเกณฑ์การประเมินตรวจผลงานการวิเคราะห์สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้และอภิปรายผลของนักเรียน 1. ตรวจผลงานการเขียนรายงานเชิงวิชาการของนักเรียน2. สังเกตการพูดน�ำเสนองานของนักเรียน3. ตรวจสอบการวิพากษ์/สนทนาเกี่ยวกับผลงานผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์7. อธิบายความเป็นมาของศาสตร์ หลักการ และวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า8. วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม9. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้อภิปรายผล เปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้จากแหล่งค้นคว้าต่าง ๆ10. เสนอแนวคิดหรือวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ11. เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดอย่างสร้างสรรค์เป็นระบบ12. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการเป็นภาษาไทยความยาว 4,000 ค�ำหรือภาษาอังกฤษความยาว2,000 ค�ำ โดยมีการอ้างอิงแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ทั้งในและต่างประเทศ13. น�ำเสนอในรูปแบบเดี่ยว(Oral individual presenta-tion) หรือกลุ่ม (Oral panelpresentation) เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย14. มีการวิพากษ์/สนทนาเกี่ยวกับผลงานผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่น e-conference, socialmedia online
  • 97. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง95การวัดและประเมินผลแนวทางการวัดและประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) เป้าหมายคุณภาพผู้เรียน ตัวอย่างชิ้นงาน/ ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน การวัดและประเมินผล ผลการเรียนรู้ วิธีการ เครื่องมือการน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคม(Public Service) 1. การปฏิบัติกิจกรรมเพื่อบริการชุมชนสังคม2. การเผยแพร่ผลการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อบริการชุมชนสังคมแบบประเมินการท�ำกิจกรรมบริการโรงเรียนและชุมชนเกณฑ์การประเมินประเมินการน�ำความรู้ไปใช้ในการท�ำกิจกรรมบริการโรงเรียนและชุมชนและการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์การบริการสังคมและโลก15. น�ำความรู้ไปประยุกต์สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและโลก16. เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและโลก
  • 98. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง96ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)1. การตั้งประเด็นค�ำถาม2. การสืบค้นความรู้ - ตั้งค�ำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัวได้ด้วยตนเองอย่างกว้างขวางหลายแง่มุม- ศึกษาค้นคว้าแสวงหาข้อมูลค�ำตอบจากบุคคลใกล้ตัว/แหล่งข้อมูลพื้นฐานง่าย ๆ หลายแหล่งที่สอดคล้องกับเรื่องที่สนใจ- จัดล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลได้ถูกต้องและอธิบายได้อย่างมีเหตุผล- ท�ำการศึกษาค้นคว้าจนส�ำเร็จได้ค�ำตอบที่ต้องการและถูกต้องโดยการดูแลของครู - ตั้งค�ำถาม เลียนแบบค�ำถามของครู- ศึกษาค้นคว้าแสวงหาข้อมูลค�ำตอบจากบุคคลใกล้ตัวเท่านั้น- จัดล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลไม่เหมาะสม- ท�ำการศึกษาค้นคว้าแต่ไม่ได้ค�ำตอบที่ต้องการหรือได้ค�ำตอบแต่ไม่ถูกต้อง- ตั้งค�ำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัวตามค�ำแนะน�ำของครู- ศึกษาค้นคว้าแสวงหาข้อมูลค�ำตอบจากบุคคลใกล้ตัว/แหล่งข้อมูลพื้นฐานง่าย ๆ หลายแหล่งที่สอดคล้องกับเรื่องที่สนใจเป็นส่วนใหญ่- จัดล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลได้ถูกต้องแต่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลประกอบได้- ท�ำการศึกษาค้นคว้าจนส�ำเร็จได้ค�ำตอบที่ต้องการโดยการก�ำกับ ดูแลและช่วยเหลือของครูอย่างใกล้ชิด- ตั้งค�ำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัวอย่างหลากหลายโดยครูชี้แนะ- ศึกษาค้นคว้าแสวงหาข้อมูลค�ำตอบจากบุคคลใกล้ตัว/แหล่งข้อมูลพื้นฐานง่าย ๆ หลายแหล่งที่สอดคล้องกับเรื่องที่สนใจ- จัดล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลได้ถูกต้องและอธิบายได้อย่างมีเหตุผลไม่ชัดเจน- ท�ำการศึกษาค้นคว้าจนส�ำเร็จได้ค�ำตอบที่ต้องการและถูกต้องโดยการก�ำกับดูแลของครู
  • 99. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง97การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)3. การสรุปองค์ความรู้4. การสื่อสารและการน�ำเสนอ5.การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคมบอกสาระส�ำคัญของสิ่งที่สนทนาหรือได้รับฟังในการแก้ปัญหาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วนชัดเจนเขียนหรือวาดภาพและพูดน�ำเสนอเพื่อการสื่อสารเรื่องราวง่าย ๆ ได้อย่างชัดเจนไม่สับสนโดยใช้สื่อที่เหมาะสมน�ำความรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆและคนในครอบครัวด้วยตนเองอยู่เสมอ ๆไม่สามารถบอกสาระส�ำคัญของสิ่งที่สนทนาหรือได้รับฟังหรือบอกสาระส�ำคัญไม่ถูกต้องเขียนหรือวาดภาพและพูดน�ำเสนอไม่ได้หรือน�ำเสนอได้แต่สับสนน�ำความรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆและคนในครอบครัวน้อยมากหรือไม่มีเลยบอกสาระส�ำคัญของสิ่งที่สนทนาหรือได้รับฟังในการศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วนเขียนหรือวาดภาพและพูดน�ำเสนอเพื่อการสื่อสารเรื่องราวง่าย ๆ ได้อย่างถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วนน�ำความรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆและคนในครอบครัวด้วยตนเอง โดยครูชี้แนะบอกสาระส�ำคัญของสิ่งที่สนทนาหรือได้รับฟังในการศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วนเขียนหรือวาดภาพและพูดน�ำเสนอเพื่อการสื่อสารเรื่องราวง่าย ๆ ได้อย่างชัดเจนไม่สับสนน�ำความรู้และข้อคิดที่ได้ไปใช้กับเพื่อน ๆและคนในครอบครัวด้วยตนเอง และมีครูคอยชี้แนะเป็นบางครั้ง
  • 100. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง98ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)1. การตั้งประเด็นค�ำถาม- การตั้งสมมติฐานอย่างมีเหตุผลตั้งประเด็นค�ำถามเกี่ยวกับเรื่องราวง่าย ๆสิ่งแวดล้อม หรือบุคคลใกล้ตัวที่ตนเองสนใจได้ด้วยตนเองประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมหลายด้านค�ำถามมีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์ มีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยใช้จินตนาการความรู้ประสบการณ์ของตนเองค�ำตอบที่คาดคะเนครอบคลุมสอดคล้องกับประเด็นค�ำถามมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบใช้ค�ำถามที่ครูชี้แนะมาก�ำหนดประเด็นค�ำถามพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ของตนเอง ค�ำตอบที่คาดคะเนไม่สอดคล้องกับประเด็นค�ำถามมีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบตั้งประเด็นค�ำถามเกี่ยวกับเรื่องราวง่าย ๆสิ่งแวดล้อม หรือบุคคลใกล้ตัวที่ตนเองสนใจได้โดยมีครูคอยชี้แนะประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมด้านใดด้านหนึ่ง มีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบ พูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ของตนเอง ค�ำตอบที่คาดคะเนสอดคล้องกับประเด็นค�ำถามแต่มีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบตั้งประเด็นค�ำถามเกี่ยวกับเรื่องราวง่าย ๆสิ่งแวดล้อม หรือบุคคลใกล้ตัวที่ตนเองสนใจได้โดยมีครูคอยชี้แนะประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมหลายด้านมีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ของตนเอง ค�ำตอบที่คาดคะเนสอดคล้องกับประเด็นค�ำถามมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบ
  • 101. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง99การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)2. การสืบค้นความรู้ 1. ออกแบบ วางแผนล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลถูกต้อง เหมาะสมกระชับ ชัดเจนปฏิบัติได้ง่าย2. ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล จากแหล่งค้นคว้าใกล้ตัว อย่างหลากหลายที่สามารถให้ได้ข้อมูลครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ท�ำงานส�ำเร็จได้ข้อมูลครบทุกประเด็นตามเป้าหมาย โดยมีการปรึกษาครูอย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง1. ออกแบบ วางแผนล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลไม่ถูกต้อง2. ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล จากแหล่งค้นคว้าใกล้ตัวไม่หลากหลายและให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ท�ำงานไม่ส�ำเร็จได้ข้อมูล ไม่ตรงประเด็นส�ำคัญ1. ออกแบบ วางแผนล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลถูกต้อง ปฏิบัติได้2. ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล จากแหล่งค้นคว้าใกล้ตัวอย่างหลากหลายแต่สามารถให้ข้อมูลได้ไม่ครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ท�ำงานส�ำเร็จได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญมีการปรึกษาครูบ้าง1. ออกแบบ วางแผนล�ำดับขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลถูกต้อง ชัดเจนปฏิบัติได้ง่าย2. ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล จากแหล่งค้นคว้าใกล้ตัวไม่หลากหลายแต่สามารถให้ข้อมูลครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ท�ำงานส�ำเร็จได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญโดยการปรึกษาครูเป็นครั้งคราว
  • 102. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง100ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)3. การสรุปองค์ความรู้ 4. การสื่อสารและการน�ำเสนอ1. จัดกระท�ำข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆที่ถูกต้อง และเหมาะสม2. สรุปประเด็นความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างถูกต้องชัดเจน เข้าใจง่ายตอบประเด็นค�ำถามได้ครบถ้วน1. เรียบเรียงความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ เข้าใจง่ายโดยอ้างอิงแหล่งความรู้ใกล้ตัวที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย2. น�ำเสนอความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ เป็นล�ำดับขั้นตอน เข้าใจง่ายโดยใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัย ทั้งในรูปแบบเดี่ยวและกลุ่ม1. ไม่สามารถจัดกระท�ำข้อมูลที่รวบรวมมาได้หรือจัดกระท�ำโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม2. สรุปประเด็นความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ไม่ถูกต้อง1. เรียบเรียงความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ แต่บางส่วนไม่ถูกต้อง หรือไม่มีการอ้างอิงแหล่งความรู้2. น�ำเสนอความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้แต่สับสน เข้าใจยาก1. จัดกระท�ำข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆและเหมาะสม2. สรุปประเด็นความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างถูกต้องแต่ตอบประเด็นค�ำถามได้ไม่ครบถ้วน1. เรียบเรียงความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ อย่างถูกต้องโดยมีอ้างอิงแหล่งความรู้ใกล้ตัว2. น�ำเสนอความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ โดยใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัยในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุ่ม1. จัดกระท�ำข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆที่ถูกต้อง และเหมาะสม2. สรุปประเด็นความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างถูกต้องตอบประเด็นค�ำถามได้ครบถ้วน1. เรียบเรียงความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ โดยอ้างอิงแหล่งความรู้ใกล้ตัวที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย2. น�ำเสนอความรู้หรือข้อคิดส�ำคัญจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ เป็นล�ำดับขั้นตอน โดยใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัยในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุ่ม
  • 103. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง101การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)5. การน�ำความรู้ไปใช้บริการสังคมสามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์ง่าย ๆเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิด และโรงเรียนอย่างหลากหลายสม�่ำเสมอ เป็นตัวอย่างและแนะน�ำผู้อื่นได้ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติได้สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์ง่าย ๆเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิดและโรงเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์ง่าย ๆเพื่อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิด และโรงเรียนอย่างหลากหลายเป็นตัวอย่างได้
  • 104. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง102ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)1. การตั้งประเด็นค�ำถาม- การตั้งสมมติฐาน1. ตั้งประเด็นค�ำถามในเรื่องที่ตนเองสนใจได้ด้วยตนเอง2. ขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตนเองเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ประเทศ3. ค�ำถามมีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์มีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบ1. พูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้า โดยอาศัยความรู้ สาขาวิชาต่าง ๆ2. ค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจนครอบคลุมสอดคล้องกับประเด็นค�ำถามสมเหตุสมผลมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบใช้ค�ำถามที่ครูชี้แนะมาก�ำหนดประเด็นค�ำถาม1. พูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าได้ โดยอาศัยความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ2. ค�ำตอบหรือสมมติฐานไม่มีความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกับประเด็นค�ำถามมีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบ1. ตั้งประเด็นค�ำถามในเรื่องที่ตนเองสนใจได้โดยมีครูคอยชี้แนะ2. ขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจนแต่ยังไม่ครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตนเองเชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นประเทศ3. ค�ำถามมีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบ 1. พูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้า โดยอาศัยความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ2. ค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานมีความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องบ้างสอดคล้องกับประเด็นค�ำถาม แต่มีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบ1 .ตั้งประเด็นค�ำถามในเรื่องที่ตนเองสนใจได้โดยมีครูคอยชี้แนะ2. ขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตนเองเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ประเทศ3. ค�ำถามมีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบ1. พูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้า โดยอาศัยความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ2. ค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนสอดคล้องกับประเด็นค�ำถาม สมเหตุสมผลมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบ
  • 105. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง103การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)2. การสืบค้นความรู้ 1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้ วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสม2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้หลากหลายครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสมและได้ข้อมูลครบทุกประเด็นตามเป้าหมายโดยมีการปรึกษาครูอย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง1. ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนแต่ไม่สามารถน�ำไปปฏิบัติจริงได้2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ไม่หลากหลายและไม่ครอบคลุมประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม4. บันทึกข้อมูล ไม่ตรงประเด็นส�ำคัญ1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้ วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสมไว้2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ไม่หลากหลายแต่ครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ4. มีการบันทึกข้อมูลได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญ มีการปรึกษาครูบ้าง1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้ วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสม2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้หลากหลายครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสมและได้ข้อมูลเฉพาะประเด็นส�ำคัญโดยการปรึกษาครูเป็นครั้งคราว
  • 106. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง104ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ)ประเด็นกำรประเมิน ระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)ประเด็นกำรประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)ประเด็นกำรประเมิน3. กำรสรุปองค์ควำมรู้ 1. วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรที่เหมำะสม2. สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้ได้อย่ำงชัดเจนมีกำรอภิปรำยผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงควำมรู้อย่ำงสมเหตุสมผล3. น�ำองค์ควำมรู้ที่ได้ไปเสนอแนวคิดวิธีกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบ1. ไม่มีกำรวิเครำะห์ข้อมูลหรือวิเครำะห์ข้อมูลไม่ถูกต้อง2. สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้ได้ไม่ชัดเจน3. ไม่มีกำรน�ำองค์ควำมรู้ไปเสนอแนวคิด วิธีกำรแก้ปัญหำ1. วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรที่เหมำะสม2. สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้ได้อย่ำงชัดเจนมีกำรอภิปรำยผลเปรียบเทียบแต่ยังไม่ชัดเจน3. น�ำองค์ควำมรู้ที่ได้ไปเสนอวิธีกำรแก้ปัญหำได้แต่ยังไม่เป็นระบบ1. วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรที่เหมำะสม2. สังเครำะห์และสรุปองค์ควำมรู้ได้อย่ำงชัดเจนมีกำรอภิปรำยผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงควำมรู้3. น�ำองค์ควำมรู้ที่ได้ไปเสนอแนวคิดวิธีกำรแก้ปัญหำได้แต่ยังไม่เป็นระบบ
  • 107. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง105กำรวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ)ประเด็นกำรประเมิน ระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)ประเด็นกำรประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)ประเด็นกำรประเมิน4. กำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ1. เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดจำกกำรศึกษำค้นคว้ำได้อย่ำงชัดเจนและเป็นระบบ2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำวประมำณ2,500 ค�ำ เนื้อหำสำระถูกต้อง สมบูรณ์เข้ำใจง่ำยโดยอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถืออย่ำงหลำกหลำย3. น�ำเสนอผลกำรศึกษำค้นคว้ำในรูปแบบเดี่ยวและกลุ่มโดยใช้สื่อที่หลำกหลำยอย่ำงเหมำะสม4. เผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์มำกกว่ำ 2 ช่องทำง1. เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดจำกกำรศึกษำค้นคว้ำได้2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำได้โดยอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้3. น�ำเสนอผลกำรศึกษำค้นคว้ำในรูปแบบกลุ่ม4. ไม่มีกำรเผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะ1. เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดจำกกำรศึกษำค้นคว้ำได้อย่ำงชัดเจน2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำวประมำณ2,500 ค�ำ เนื้อหำสำระถูกต้องโดยอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้3. น�ำเสนอผลกำรศึกษำค้นคว้ำในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุ่มโดยใช้สื่อประกอบ4. เผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์1 ช่องทำง1. เรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดจำกกำรศึกษำค้นคว้ำได้อย่ำงชัดเจนและเป็นระบบ2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำรเป็นภำษำไทยควำมยำวประมำณ2,500 ค�ำ เนื้อหำสำระถูกต้อง สมบูรณ์โดยอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้อย่ำงหลำกหลำย3. น�ำเสนอผลกำรศึกษำค้นคว้ำในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุ่มโดยใช้สื่อที่หลำกหลำย4. เผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์2 ช่องทำง
  • 108. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง106ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3(ต่อ)ประเด็นกำรประเมิน ระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)5. กำรน�ำควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม1. น�ำควำมรู้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมที่สร้ำงสรรค์เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน2. เผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชนผ่ำนสื่อหลำกหลำยรูปแบบ1. ไม่ได้น�ำควำมรู้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนหรือชุมชน2. ไม่มีกำรเผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติ1. น�ำควำมรู้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมที่สร้ำงสรรค์เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน2. เผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนผ่ำนสื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง1. น�ำควำมรู้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมที่สร้ำงสรรค์เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน2. เผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชนผ่ำนสื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
  • 109. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง107การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)1. การตั้งประเด็นค�ำถาม- การตั้งสมมติฐานตั้งประเด็นค�ำถามได้ด้วยตนเอง ขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจนครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก ค�ำถามมีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์มีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยอาศัยความรู้สาขาวิชาต่าง ๆค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมสอดคล้องกับประเด็นค�ำถาม สมเหตุสมผลมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบใช้ค�ำถามที่ครูชี้แนะมาก�ำหนดประเด็นค�ำถามพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าได้ใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานไม่มีความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ไม่สอดคล้องกับประเด็นค�ำถามมีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบตั้งประเด็นค�ำถามได้โดยมีครูคอยชี้แนะขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจนแต่ยังไม่ครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลกมีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยอาศัยความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานมีความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องบ้างสอดคล้องกับประเด็นค�ำถาม แต่มีความเป็นไปได้น้อยในการตรวจสอบตั้งประเด็นค�ำถามได้โดยมีครูคอยชี้แนะขอบข่ายประเด็นค�ำถามชัดเจน ครอบคลุมข้อมูล/ปัจจัยหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลกมีความเป็นไปได้ในการแสวงหาค�ำตอบพูดหรือเขียนคาดคะเนค�ำตอบล่วงหน้าโดยอาศัยความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆค�ำตอบที่คาดคะเนหรือสมมติฐานแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจน สอดคล้องกับประเด็นค�ำถามสมเหตุสมผลมีความเป็นไปได้ในการตรวจสอบ
  • 110. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง108ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)2. การสืบค้นความรู้ 1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสม2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ทั้งแหล่งเรียนรู้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ ครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ และร่วมกันพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสม และได้ข้อมูลครบทุกประเด็นตามเป้าหมาย โดยมีการปรึกษาครูอย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง1. ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนแต่ไม่สามารถน�ำไปปฏิบัติจริงได้2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้ไม่หลากหลาย และไม่ครอบคลุมประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม4. บันทึกข้อมูลไม่ตรงประเด็นส�ำคัญ1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสมไว้2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้ไม่หลากหลายแต่ครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่มโดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ4. มีการบันทึกข้อมูลได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญ มีการปรึกษาครูบ้าง1. วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค้นข้อมูลชัดเจนและปฏิบัติได้วิธีการรวบรวม/สืบค้นข้อมูลเหมาะสม2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศโดยระบุแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ทั้งแหล่งเรียนรู้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ ครอบคลุมทุกประเด็นค�ำตอบที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว้3. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ และร่วมกันพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งเรียนรู้4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสมและได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญ โดยการปรึกษาครูเป็นครั้งคราว
  • 111. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง109การวัดและประเมินผลตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)3. การสรุปองค์ความรู้ 1. อธิบายความเป็นมาของศาสตร์หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องชัดเจน2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจนมีการอภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้อย่างสมเหตุสมผล4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสมและได้ข้อมูลครบทุกประเด็นตามเป้าหมายโดยมีการปรึกษาครูอย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง1. ไม่ได้อธิบายความเป็นมาของศาสตร์ หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า2. ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลหรือวิเคราะห์ข้อมูลไม่ถูกต้อง3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้ไม่ชัดเจน4. บันทึกข้อมูลไม่ตรงประเด็นส�ำคัญ1. อธิบายความเป็นมาของศาสตร์หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้อง2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจนมีการอภิปรายผลเปรียบเทียบแต่ยังไม่ชัดเจน4. มีการบันทึกข้อมูลได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญ มีการปรึกษาครูบ้าง1 อธิบายความเป็นมาของศาสตร์หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องชัดเจน2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจนมีการอภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้4. มีการบันทึกข้อมูลเหมาะสมและได้ข้อมูลในประเด็นส�ำคัญ โดยการปรึกษาครูเป็นครั้งคราว
  • 112. แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลฉบับปรับปรุง110ตัวอย่างระดับคุณภาพการประเมินผลสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6(ต่อ) ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)3. การสรุปองค์ความรู้ 1. อธิบายความเป็นมาของศาสตร์หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้องชัดเจน2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจนมีการอภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู้อย่างสมเหตุสมผล4. น�ำองค์ความรู้ที่ได้ไปเสนอแนวคิดวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ1. ไม่ได้อธิบายความเป็นมาของศาสตร์ หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า2. ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลหรือวิเคราะห์ข้อมูลไม่ถูกต้อง3. สังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้ไม่ชัดเจน4. ไม่มีการน�ำองค์ความรู้ไปเสนอแนวคิดวิธีการแก้ปัญหา1. อธิบายความเป็นมาของศาสตร์หลักการและวิธีคิด