ความหมายและลักษณะของกฎหมาย
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ความหมายและลักษณะของกฎหมาย

on

  • 23,230 views

 

Statistics

Views

Total Views
23,230
Views on SlideShare
23,230
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
40
Comments
3

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment
  • School Social Work in North Carolina* These PowerPoint slides are designed to help social workers prepare presentations for those interested in knowing more about school social work practice: educators, administrators, school board members, county commissioners, community members, students, parents, and others. It should serve as a guide. You have permission to use the presentation as is or to adapt it to better meet your needs. If you modify this material, please give credit to the UNC-CH School of Social Work for developing the original Power Point presentation. You will find it helpful to support the presentation with anecdotes, case summaries, and personal experiences from your own schools and practice. When this program was first presented to the Joint Education Oversight Committee of the NC Legislature, a parent and a principal shared their experiences about our profession and the impact we had on individual students, parents and programs. Several school social workers also provided examples of their work and the challenges they face in daily practice. These comments greatly enriched the slides, just as you can do by adding your own experiences and view points. Let me know if I can assist your school social work program. Sincerely, Gary L. Shaffer, Ph.D. School Social Work Coordinator UNC-CH School of Social Work 919-962-6436 Gary_Shaffer@unc.edu/ or glshaffe@email.unc.edu *Myrna Miller, MSW, JD, then with the NASW-NC, helped develop the first version of this presentation in 2001.

ความหมายและลักษณะของกฎหมาย ความหมายและลักษณะของกฎหมาย Presentation Transcript

  • ครูสุบิน ส่งแสง Email: billy_ss2005@msn.com โรงเรียนราชดำริ สพท . กทม .2 กฎหมายน่ารู้ ส 31201
  • หน่วยที่ 1 ความหมาย ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย 1.1 ความหมายของกฎหมาย
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ( Social animal)
      • มนุษย์นิยมที่จะอยู่เป็นหมู่ เป็นพวก รวมกันเป็นกลุ่มก้อน และรวมตัวเป็นสังคมมนุษย์
    • ทำให้มนุษย์มีความแข็งแกร่งมีสติปัญญาร่วมกัน
    • มีพลังเป็นบึกแผ่น เพื่อฝ่าฟันอุปสรรค์ อันตราย
    • การติดต่อกัน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • เริ่มแรก  สังคมมนุษย์มีขนาดเล็ก
    • ครอบครัว  เชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้าครอบครัว
    • ชุมชน / เผ่า  เชื่อฟังหัวหน้าเผ่า / ผู้นำกลุ่มชนนั้น
    • ชุมชนใหญ่ / ประเทศ  ผู้นำ / พระเจ้าแผ่นดิน
    • เจ้าแผ่นดินมีสิทธิ์ใช้อำนาจอย่างเด็กขาด “สมบูรณาญาสิทธิราช”
    • โดยเชื่อว่าเจ้าแผ่นดิน ใช้อำนาจอันชอบธรรมมาจาก “สวรรค์”
    • โลกเปลี่ยนไป  การปกครองเปลี่ยนไป กลายเป็นระบอบการปกครอง
    • “ ประชาธิปไตย” “คอมมิวนิสต์”
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • นอกจากกฎหมายเป็นตัวบังคับความประพฤติของสมาชิกในสังคม
    • ยังมีกฎเกณฑ์อื่นๆ เช่น
      • ศาสนา
      • ศีลธรรม
      • จารีตประเพณี
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • กฎหมายกับระเบียบสังคมอื่นๆ
      • กฎหมายกับศาสนา
        • ศาสนาสอนให้เป็นคนดี ละเว้นความชั่ว
        • ศาสนากำหนดความประพฤติ ให้เชื่อถือ ศรัทธา และกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้
        • หากประพฤติชั่ว  ได้รับผลร้ายเป็นการตอบแทน
        • กฎหมาย  มีสภาพบังคับเด็ดขาด จริงจัง เห็นผลได้ในปัจจุบัน
        • ศาสนา  ถ้าละเมิด
          • เช่น ในเรื่องกาลภายหน้าหรือภายหน้า ซึ่งเฉพาะแต่ผู้มีความเลื่อมใสเท่านั้น จึงจะมีความเชื่อถือและปฏิบัติตาม
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • กฎหมายกับระเบียบสังคมอื่นๆ
        • กฎหมายมีความสัมพันธ์กับศาสนา ในเรื่อง
          • ศาสนาเป็นที่มาประการหนึ่งของกฎหมาย
          • มีส่วนทำให้กฎหมายมีความถูกต้องยุติธรรม
          • ใช้ควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • กฎหมายกับระเบียบสังคมอื่นๆ
      • กฎหมายกับศีลธรรม
        • ศีลธรรม  ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ว่าการกระทำอย่างไรเป็นการกระทำที่ชอบ / ที่ไม่ชอบ
        • ข้อแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
          • กฎหมายบังคับกำหนดพฤติกรรมภายนอก / ศีลธรรมเป็นเรื่องความรู้สึกภายในใจ
          • “ คิดไม่ชอบในใจก็ย่อมผิดศีลธรรมแล้ว”
          • ศีลธรรมมีความมุ่งหมายสูงกว่ากฎหมาย  ดีและบริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนกฎหมายเป็นผลทางกาย
          • กฎหมายได้รับโทษจากรัฐ ส่วนศีลธรรมหากฝ่าฝืนมีผลกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ฝ่าฝืน
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • กฎหมายกับระเบียบสังคมอื่นๆ
      • กฎหมายกับจารีตประเพณี
        • จารีตประเพณี  ระเบียบแบบแผนของความประพฤติที่มนุษย์ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมุ่งถึงสิ่งที่เป็นการกระทำภายนอกของมนุษย์เท่านั้น
        • อาจเกิดในบุคคล
        • อาชีพใดอาชีพหนึ่ง
        • ท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.1 กฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
    • กฎหมายกับระเบียบสังคมอื่นๆ
      • กฎหมายกับจารีตประเพณี
        • ข้อแตกต่างระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณี
          • 1) กฎหมาย  รัฐบัญญัติขึ้น
            • จารีตประเพณี  ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกำหนดขึ้นมา
          • 2) กฎหมาย  ถูกลงโทษรุนแรง
            • จารีตประเพณี  ถูกตำหนิติเตียนจากสังคม
        • จารีตประเพณี ใช้ได้กับกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ( Common Law)
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • กิจกรรม
    • สังคมต่อไปนี้ มีระเบียบข้อบังคับความประพฤติของผู้ที่อยู่ในสังคมหรือไม่ และใครเป็นผู้กำหนด
      • 1) ครอบครัว
        • มี หัวหน้าครอบครัว
      • 2) โรงเรียน
        • มี ผู้บริหารโรงเรียน / โดยความเห็นชอบของคณะครู
      • 3) สมาคม
        • มี นายกสมาคม / โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
      • 4) องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
        • มี หัวหน้าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น / โดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น
      • 5) ศาสนา
        • มี ศาสดา
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.2 ความหมายของกฎหมายในทางศาสนา
    • มีอยู่ 2 สำนัก
      • 1 ) สำนักความคิดกฎหมายธรรมชาติ ( Natural Law)
        • สมัยกรีก
        • เห็นว่ากฎหมายนั้นมีอยู่เองตามธรรมชาติ เกิดขึ้นเองโดยมนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น
        • มีที่มาอยู่ 3 ทาง
          • ก ) เกิดจากธรรมชาติโดยตรง
          • ข ) เกิดจากพระเจ้า
          • ค ) เกิดจากความรู้สึกผิดชอบของมนุษย์เอง ไม่อยากถูกใครข่มเหง
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.2 ความหมายของกฎหมายในทางศาสนา
      • 1 ) สำนักความคิดกฎหมายธรรมชาติ ( Natural Law)
        • ลักษณะพิเศษของกฎหมายธรรมชาติมีอยู่ 3 ประการ
          • ก ) ใช้ได้โดยไม่จำกัดเวลา  ใช้ไปได้เสมอ ไม่มีวันยกเลิกหรือล่วงสมัย
          • ข ) ใช้ได้โดยไม่จำกัดสถานที่  ใช้ได้ทุกแห่ง ไม่ว่ารัฐใดหรือสถานที่ใด
          • ค ) อยู่เหนือกฎหมายของรัฐ  มีความยุติธรรมเป็นที่สุด กฎหมายของรัฐจะขัดหรือแย้งต่อกฎหมายธรรมชาติไม่ได้
        • สำนักความคิดกฎหมายธรรมชาติ ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์
        • ปัจจุบัน ความคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติ  คือกฎที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมมโนธรรม ศีลธรรมของมนุษย์
        • ถือได้ว่าเป็นเรื่องของ “กฎที่เป็นธรรม” หรือ “กฎธรรมชาติ”
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.2 ความหมายของกฎหมายในทางศาสนา
      • 2 ) สำนักความคิดทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง ( Positive law)
        • จอห์น ออสติน ( John Austin)
        • ชาวอังกฤษ
        • อธิบายว่า กฎหมายที่เที่ยงแท้และมีค่าทางนิติศาสตร์ที่สุดคือ “กฎหมายฝ่ายบ้านเมือง”
        • Austin ให้คำจำกัดความกฎหมาย
        • กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฎฐาธิปัตย์ ซึ่งบังคับใช้กับกฎหมายทั้งหลาย ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามโดยปกติแล้วผู้นั้นต้องรับโทษ
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.2 ความหมายของกฎหมายในทางศาสนา
      • 2 ) สำนักความคิดทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง ( Positive law)
        • กฎหมายฝ่ายบ้านเมือง มีองค์ประกอบเป็นทฤษฎี 5 ประการ
          • 1 ) ทฤษฎีคำสั่งบัญชา ( The command theory)
          • 2) ทฤษฎีว่าด้วยรัฎฐาธิปัตย์ ( The sovereign theory)
          • 3) ทฤษฎีว่าด้วยผลบังคับทั่วไป ( The general application)
          • 4) ทฤษฎีว่าด้วยการปฏิบัติตาม ( The observance theory)
          • 5) ทฤษฎีว่าด้วยสภาพบังคับ ( The sanction theory)
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.3 ความหมายของกฎหมายในปัจจุบัน
    • กฎหมายธรรมชาติมีอิทธิพลมากในสหรัฐฯ เห็นได้จากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ เมื่อค . ศ . 1776
      • กล่าวถึงสิทธิโดยธรรมชาติ ในอันที่จะแยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระ
    • องค์การสหประชาชาติ ได้นำเรื่องสิทธิธรรมชาติ ไปเป็นหลักในการประกาศใช้ปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี ค . ศ . 1948
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.3 ความหมายของกฎหมายในปัจจุบัน
    • พระเจ้าบรมวงค์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
    • พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
    • ทรงอธิบายว่า “กฎหมาย คือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครอง ว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหมด เมื่อไม่ทำตามแล้ว ตามธรรมดาต้องโทษ”
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.3 ความหมายของกฎหมายในปัจจุบัน
    • ดังนั้นความหมายของกฎหมาย ตามลักษณะของกฎหมายโดยทั่วไป มี 4 ประการ ได้แก่
      • 1) กฎหมายเป็นคำสั่งคำบังคับมิใช่คำขอร้องวิงวอนหรือแถลงการณ์
      • 2) กฎหมายเป็นคำสั่งคำบังคับที่กำหนดขึ้นโดยผู้นำมีอำนาจในสังคม ซึ่งเรียกว่า “รัฎฐาธิปัตย์”
      • 3) กฎหมาย เป็นคำสั่งคำบังคับที่ใช้บังคับหรือให้เป็นที่ทราบแกคนทั่วไป
      • 4) กฎหมายต้องมีสภาพบังคับแก่ผู้ฝ่าฝืน
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.1.4 ความสำคัญของกฎหมายและความจำเป็นที่ต้องรู้กฎหมาย
    • 1) เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาทางสังคม เพราะนิติศาสตร์เป็นการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวกบการกำหนดบทบาทและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม โดยมาตรการทางกฎหมาย
    • 2) ประโยชน์อันเกิดจากการได้รู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเพราะเมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม การกำหนดขอบเขตความประพฤติของบุคคลให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับจึงมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อความสงบสุข และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
    • 3) ประโยชน์จากการระวังตัวเองที่ไม่พลั้งพลาดกระทำผิดอันเนื่องมาจากหลักที่ว่า “ความไม่รู้ข้อกฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว” เพราะถ้าทำผิดแล้วก็ต้องเกิดความรับผิดเสมอไป เว้นแต่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้กล่าวอ้างข้อแก้ตัวได้ เฉพาะในบางกรณี
    1.1 ความหมายของกฎหมาย ( ต่อ )
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64
    • บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พันจากความรับผิดชอบในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นตามสภาพและพฤติการณ์ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลและถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
  • หน่วยที่ 1 ความหมาย ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย 1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย
  • 1.2.1 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
    • คำสั่งคำบัญชา  การแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอำนาจในลักษณะเป็นการบังคับเพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ มิใช่ประกาศ เชิญชวน เช่น
      • สมัยจอมพล ป . พิบูลสงคราม  รัฐบาลประกาศเชิญชวนให้เลิกกินหมาก สวมหมวก นุ่งผ้าซิ่นแทนผ้าโจงกระแบน
      • ตัวอย่างที่เป็นคำสั่งในกฎหมาย
      • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 “ บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา”
      • มาตรา 1564 “ บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์”
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.1 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
    • ผู้รับคำสั่ง  ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น
    • กฎหมายไม่เอื้อมไปออกคำสั่งบังคับบัญชาเอาแก่สิ่งที่ไม่มีชีวิตหรือสัตว์เดรัจฉาน
    • เนื่องจากไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
    • แม้กฎหมายจะออกคำสั่งคำบัญชาแก่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้ โดยตรง
    • กฎหมาย  เอาผิดกับมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของ
    • แต่ก็ไม่ใช่การออกคำสั่งคำบัญชาแก่สัตว์เดรัจฉานอยู่ดี
    • แต่เป็นการควบคุมโดยผ่านทางผู้เป็นเจ้าของ
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • กิจกรรม
    • เป็นกฎหมายหรือไม่
      • คำสั่งของผู้บังคับบัญชากองทหาร
        • ไม่เป็น เพราะผู้บังคับบัญชากองทหารไม่ใช่อยู่ในฐานะรัฎฐาธิปัตย์ แต่ถ้าออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมายอื่นที่มีอยู่ก่อน เช่น “กฎอัยการศึก” ก็ชอบด้วยกฎหมาย
      • คำสั่งของคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้สำเร็จ
        • อาจเป็นกฎหมาย ถ้าประสงค์จะให้เป็นกฎหมายและมีบทกำหนดโทษหรือสภาพบังคับสำหรับผู้ฝ่าฝืน เช่น ประกาศของคณะปฏิวัติ แต่ถ้าเป็นคำสั่งในทางบริหารธรรมดา เช่น แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งก็ไม่ใช่กฎหมาย
      • พ่อสั่งให้ลูกๆ ช่วยแม่ทำงานบ้าน
        • ไม่เป็น เพราะไม่ใช่คำสั่งของผู้มีอำนาจออกกฎหมายที่สั่งแก่ราษฎรทั้งหลายให้ปฏิบัติตาม
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.2 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์
    • ก่อนอื่นต้องเข้าใจ “ประเทศ”
    • ซึ่งรัชกาลที่ 6 พระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “หัวข้อกฎหมายนานาประเทศแผนกคดีเมือง”
    • ประเทศ  คณะคนซึ่งรวมกันอยู่ในความปกครองของบุคคลหรือสภาพซึ่งมีอำนาจบังคับให้คนในหมู่นั้นทำตามบัญญัติเสมอไป ประเทศซึ่งนับว่าเป็นเอกราชนั้น คือ รัฐบาลของประเทศนั้นไม่ต้องฟังบังคับบัญชาผู้หนึ่งผู้ใด
    • ประเทศที่เป็นเอกราบ  สามารถบัญญัติกฎหมายได้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.2 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์
    • รัฎฐาธิปัตย์ Joho Austin กล่าวว่า
    • ผู้ซึ่งประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่า เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินหรือบ้านเมืองนั้น และผู้มีอำนาจนั้นไม่ต้องรับฟังอำนาจของผู้ใดอีก
    • คำกล่าวข้างต้นไม่สนใจ การได้มาซึ่งอำนาจ ( ปฏิวัติ / รัฐประหาร )
    • แต่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิด / ความเห็นชอบของประชาชนเป็นสำคัญ
    • ถ้าหากคณะปฏิวัติ / คณะรัฐประหาร มีอำนาจในการปกครองประเทศได้อย่างแท้จริง
    • คณะปฏิวัติ / คณะรัฐประหาร ก็มีฐานะเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ซึ่งสามารถออกคำสั่งคำบัญชาในฐานะเป็นกฎหมายของประเทศได้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.2 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์
    • ข้อสังเกตเพิ่มเติมของรัฏฐาธิปัตย์
      • รัฎฐาธิปัตย์  ใช้กฎหมายกับชนทั่วประเทศ
      • กฎหมายอาจรับรองสิ่งซึ่งมิได้มีการบัญญัติขึ้นโดยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์โดยตรงให้มีผลเป็นกฎหมายได้ เช่น จารีตประเพณี “เมื่อกฎหมายรับรองมีผลใช้แทนกฎหมาย  จารีตประเพณีมีผลบังคับบุคคลทั่วไปได้” ดั่งเช่นกฎหมาย
        • มาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “ถ้าไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.2 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์
    • ข้อสังเกตเพิ่มเติมของรัฏฐาธิปัตย์
      • การใช้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ในการบัญญัติกฎหมาย อาจมีวิธีการแตกต่างกันสุดแต่ว่าระบอบการปกครองใดจะมีอยู่อย่างไร
        • ปัจจุบัน  รัฐใช้อำนาจนิติบัญญัติทางสภาผู้แทนราษฎร
        • อดีต  พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุด
            • ดังนั้นพระบรมราชโองการ จึงถือเป็นกฎหมาย
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.3 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
    • ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือว่ากำหนดให้แต่บุคคลใดบุคคลหนึ่งต้องปฏิบัติตามเท่านั้น เช่น
      • พระราชบัญญัติส่งเคราะห์อาชีพแก่คนไทย พ . ศ . 2499 แม้จะมีวัตถุประสงค์ให้ประโยชน์แต่เฉพาะแก่คนไทย แต่ก็มีผลบังคับทั่วไปถึงคนต่างด้าวซึ่งมามีกิจการในประเทศไทย ที่จะต้องจ้างคนไทย
      • พระราชบัญญัติผู้มีบุตรยาก พ . ศ . 2499 แม้จะให้ประโยชน์แต่เฉพาะผู้มีบุตรมาก ก็เป็นการสงเคราะห์แก่บุคคลทั่วๆไป โดยมิได้เจาะจงให้เป็น นาย ก . หรือ นาย ข .
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.3 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
    • ข้อสังเกต กฎหมายต้องใช้บังคับได้เป็นการทั่วไป
      • กฎหมาย  บังคับทั่วไป / วางหลักเกณฑ์ไว้ทั่วไป / ใช้กับคนในประเทศ
      • แต่ คำสั่งหรือกฎข้อบังคับ  บังคับกับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น
      • คำพิพากษาของศาล  บังคับให้ต่อเมื่อมีคดีเกิดขึ้น
      • กฎหมายระหว่างประเทศ  เป็นหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง
      • คำสั่งของเจ้าพนักงาน  เป็นเรื่องที่บุคคลผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามได้ทราบคำสั่งนั้นแล้ว
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.3 กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
    • กฎหมายเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอดไป ( Continuity) จนกว่าจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโดยกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนในภายหลัง
    • กฎหมายนอนหลับบางคราว แต่ไม่เคยตาย “ The laws sometimes sleep, never die. ”
    • กฎหมายใหม่ในเรื่องทำนองเดียวกันประกาศใช้ภายหลังแต่ไม่ระบุให้ยกเลิกฉบับก่อน บทบัญญัติในฉบับก่อนยังมีผลใช้บังคับได้ หากไม่เป็นการขัดแย้งกับกฎหมายฉบับหลัง
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • กฎหมาย  ต้องมีสภาพบังคับ
    • กฎหมายประกาศใช้แล้วผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม คือฝ่าฝืนและถือว่าเป็นการละเมิดต่อกฎหมายแล้ว ผู้นั้นจะต้องได้รับผลตามกฎหมายได้บัญญัติไว้
    • ก ) สภาพบังคับทางอาญา
    • วิธีบังคับทางอาญา มี 3 ประเภท
      • 1) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
        • กำหนดโทษไว้ในมาตรา 18 คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
      • 2) บังคับนอกเหนือลักษณะแห่งโทษตามมาตรา 18 คือ อาจกำหนดวิธีการโดยเฉพาะ นอกเหนือการลงโทษของกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจฝ่ายบริหาร มิใช่ศาล เช่น
        • กฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์ทหาร  ผู้ใดหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารก็จะถูกฟ้องร้องให้ลงโทษเสียก่อนแล้วก็บังคับเอาตัวไปเป็นทหาร
        • กฎหมายว่าด้วยการเนรเทศคนต่างด้าว  เป็นอำนาจรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย หากเห็นสมควรให้เนรเทศผู้ใดออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็จะให้จับและส่งตัวผู้นั้นออกไปให้พ้นราชอาณาจักร และหากผู้นั้นขืนหลบหนีกลับเจ้ามาอีกก็จะต้องถูกนำตัวฟ้องศาลให้ลงโทษจำคุก แล้วรัฐมนตรีมหาดไทยก็จะสั่งให้เนรเทศออกไปอีก
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
      • 3) เรื่องเด็กและเยาวชน
        • มีศาลคดีเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งคดีเด็กและเยาวชน พ . ศ . 2494
        • กฎหมายประสงค์ให้มีวิธีการอันละมุนละม่อมเพื่อสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน โดยมุ่งขัดเกลานิสัยความประพฤติยิ่งกว่าการลงโทษ
        • วิธีการดำเนินการบังคับ เป็นพิเศษแตกต่างกับเรื่องของผู้ใหญ่
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • ข ) สภาพบังคับในทางแพ่ง
    • 1) กำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆะ
      • การใดซึ่งกระทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายการนั้นย่อมไร้ผล เช่น
        • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามขัดแย้งโดยกฎหมายก็ดีเป็นการพ้นวิสัยก็ดี เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี ท่านว่าเป็นโมฆะกรรม”
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ ) โมฆะ  ตกเป็นอันเสียเปล่า ไร้ผล ไม่มีข้อมูลผูกพันในทางกฎหมายต่อไป
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 2) กำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆียะ
      • โมฆียะ  สมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกฝ่ายที่เสียเปรียบบอกล้างนิติกรรมนั้น
      • เมื่อบอกล้าง  นิติกรรมไร้ผล เช่น
        • นิติกรรมซึ่งทำโดยผู้เยาว์ ( ม . 21)
        • นิติกรรมซึ่งทำโดยผู้วิกลจริต ( ม . 32)
        • การแสดงเจตนาด้วยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ ( ม . 120 )
        • การแสดงเจตนาอันได้มาเพราะกลฉ้อฉลหรือข่มขู่ ( ม . 121 )
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ ) โมฆียะ  สมบูรณ์ใช้ได้เพียงแต่ว่าอาจมีการบอกล้างหรือยกเลิก หรือทำให้ ตกเป็นโมฆะในภายหลังได้
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 3) การบังคับชำระหนี้
      • ในกรณีที่บุคคลหนึ่งเป็นหนี้อีกบุคคลหนึ่ง เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้นั้นได้เมื่อถึงกำหนด
      • ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม . 194 “ ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่ง การชำระหนี้ด้วยการงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมิได้”
      • การบังคับชำระหนี้ มี 2 วิธี
        • ก ) เรียกให้ชำระหนี้
        • ข ) เรียกให้งดเว้นกระทำการ
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 4) การบังคับเมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้
      • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 “ ลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้”
      • ต้องชดใช้ค่าใช้จ่าย  เจ้าหนี้ขอร้องต่อศาลสั่งบังคับ
      • ศาลถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 5) ริบมัดจำ
      • ทำนิติกรรมใดๆ ไว้ต่อกัน อาจมีการตกลงให้วางเงินมัดจำกันไว้
      • ผิดสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิจะริบเงินมัดจำได้
      • ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่ง
      • มาตรา 377
      • “ เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้น ย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการทีจะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย”
      • มาตรา 378 มัดจำให้ส่งคืนหรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้ , ให้ริบถ้าฝ่ายวางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ , ให้ส่งคืนถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 6) เรียกเบี้ยปรับ
      • มาตรา 379 แห่งปพพ . “ ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่การงดเว้นการได้อันหนึ่ง หากทำการฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น”
      • เบี้ยปรับสูงกว่าค่าเสียหายจริงไม่ได้  กลายเป็นพนันขันต่อ
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 7) ใช้ค่าเสียหาย
      • กฎหมายยอมให้เรียกค่าเสียหาย หากพิสูจน์ได้ว่าการนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ตามปพพ . ม . 213
      • ม . 420 “ ผู้ใดจงใจหรือประมทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
      • ม . 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
      • ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น หรือค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้ก่อขึ้นนั้น
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • 8) ยึดทรัพย์
      • ในการที่ลูกหนี้ จำต้อใช้ทรัพย์ให้แก่เจ้าหนี้ ตามคำพิพากษานั้น หากยังไม่ยอมใช้หรืออ้างว่าไม่มีใช้ กฎหมายยังติดตามให้ชำระหนี้ได้อีก โดยวิธีการยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาด และหนี้ตามคำพิพากษานั้น มีอายุความถึง 10 ปี ฉะนั้นในระยะ 10 ปี ถ้าลูกหนี้มีทรัพย์ เจ้าหนี้ยังติดตามยึดทรัพย์ได้อยู่เรื่อยไปจนครบจำนวนหนี้
      • มาตรา 297 “ เจ้าหนี้ตามคดีพิพากษาอาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังลูกหนี้ ตามคำพิพากษาซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีได้ ถ้าปรากฏว่า
        • 1) ลูกหนี้นั้นสามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ถ้าตนได้กระทำการโดยสุจริตและ
        • 2) ไม่มีข้อบังคับคดีอันใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะพึงใช้บังคับได้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.4 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
    • ค ) สภาพบังคับในด้านอื่นๆ
    • เกิดจากกฎหมายไม่รับรู้หรือไม่รับรองการกระทำ เช่น
    • กฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญย่อมใช้บังคับมิได้
    • การกระทำที่ขัดต่อ พรบ . งบประมาณย่อมเสียเปล่าหรือไม่ถูกต้อง
    • การฝ่าฝนกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครอง เช่น ศาลจังหวัด กระทรวง ทบวง กรม ย่อมเสียเปล่าใช้บังคับมิได้
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )
  • 1.2.5 โครงร่างของกฎหมาย
    • กฎหมายมี 4 ลักษณะ
    • กฎหมายต้องมีโครงร่าง ที่สำคัญ 2 ประการ คือ
      • 1) หลักการของกฎหมาย ( Principle)
        • สาระสำคัญหรือข้อใหญ่ใจความของกฎหมายทั้งฉบับ
        • หลักการของกฎหมายก็คือตัวบทกฎหมายแต่ละมาตรา
      • 2) เหตุผลของกฎหมาย ( Rationale)
        • เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวบทกฎหมาย ( หลักการของกฎหมาย )
        • ไม่อาจตรวจดูได้จากตัวบทกฎหมายแต่ละคำ / มาตรา
        • เป็นสิ่งที่นำมาสู่ตัวบทกฎหมาย
        • และตัวบทกฎหมายเป็นเหตุของกฎหมาย  หลักการของกฎหมายเป็นผล
        • “ เหตุผลคือวิญญาณของกฎหมาย”
    1.2 ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ( ต่อ )