• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
ย่องานวิจัย
 

ย่องานวิจัย

on

  • 6,210 views

 

Statistics

Views

Total Views
6,210
Views on SlideShare
6,210
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
49
Comments
1

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1 previous next

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ย่องานวิจัย ย่องานวิจัย Document Transcript

    • การศึกษาการจัดการเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ABC<br />นายสุทธิศักดิ์ ศักดิ์ชัยเจริญกุล<br />สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จ. กรุงเทพมหานคร<br />บทคัดย่อ<br />วิจัยนี้มุ่งศึกษาถึงระบบการจัดการของบริษัทขนาดเล็กในประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางและเล็กส่วนมากยังขาดความเข้าใจในการจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัท โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องในการจัดการเชิงกลยุทธ์ โดยจะเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างทฤษฎีกับสิ่งที่เป็นจริงของบริษัท ABC ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดพันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย การเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆ ว่าสอดคล้องหรือไม่กับ พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่องค์กรได้ตั้งไว้ รวมทั้งกลไกการบริหารที่องค์กรปฏิบัติว่ามีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่องค์กรเลือกใช้หรือไม่<br />ผลการวิจัยพบว่า บริษัทมีการพิจารณาทางข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอกและข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มากำหนดกลยุทธ์ของบริษัท ซึ่งในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอก บริษัทได้มีการวิเคราะห์ครอบคลุมตามทฤษฎี แต่ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในบริษัทมีการวิเคราะห์ที่แตกต่างไปจากทฤษฎีกล่าวคือ บริษัทจะมีการค้นหาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจากการไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและเกษตรกรโดยตรง สำหรับรูปแบบกลยุทธ์พบว่าบริษัทมีการใช้กลยุทธ์ในหลายๆ ระดับ ตั้งแต่กลยุทธ์ระดับธุรกิจ บริษัทจะใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าโดยบริษัทจะมีการจัดการใน Value chain เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง แต่ยังคงมีบางกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง สำหรับกลยุทธ์ระดับองค์กรพบว่าบริษัทมีการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ฟาร์มไก่ และในอนาคตบริษัทมีโครงการที่จะขยายโรงทำเชือดเพิ่มขึ้น ในส่วนของกลยุทธ์การร่วมมือกันบริษัทได้มีการร่วมมือกับบริษัทอื่นในการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต และยังมีการร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายในการกระจายสินค้าในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ในส่วนของการวิเคราะห์การแข่งขันบริษัทได้มีการวิเคราะห์คู่แข่งในแต่ละพื้นที่ก่อน เพื่อนำมาใช้ประกอบกำการกำหนดกลยุทธ์ของบริษัท ในส่วนสุดท้ายเป็นส่วนเกี่ยวกับการปฏิบัติกลยุทธ์ ซึ่งบริษัทมีการพิจารณาถึงการปกครององค์กรอย่างทั่วถึง คือ มีการคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้เสียกับองค์กรในทุกๆ ส่วนอย่างเหมาะสม บริษัทมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรเป็นแบบ Function แต่ไม่ได้เน้นในส่วนของการวิจัยพัฒนา และการตลาดเท่าที่ควร สำหรับในส่านของการจูงใจพนักงาน บริษัทมีการจูงใจเหมือนกันในทุกแผนกอาจมีความแตกต่างบ้างในฝ่ายขายที่จะมีการให้ค่านายหน้าเป็นพิเศษกับพนักงานขาย การคัดเลือกทีมงาน บริษัทไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงพนักงานไม่ว่าจะเป็นส่วนของผู้บริหารระดับสูง หรือพนักงานระดับล่าง พนักงานส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานเก่าที่อยู่บริษัทมาตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ ในส่วนของภาวะผู้นำมีลักษณะแบบ Transactional ที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและลูกน้องเป็นหลัก การทำงานเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน <br />คำสำคัญ การวางแผนเชิงกลยุทธ์, การจัดการธุรกิจ, การบริหารธุรกิจ<br />1.บทนำ<br />อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและธุรกิจอาหารสัตว์ถือเป็นธุรกิจต้นน้ำของธุรกิจส่งออกอาหารของประเทศ เช่น เนื้อไก่เป็น 1 ใน 5 ของยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ตามปกติแล้วในทุกอุตสาหกรรมจะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาดและมักจะมีการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว งานวิจัยนี้จึงพิจารณาเลือกศึกษาธุรกิจขนาดกลลางซึ่งอาจยังขาดความเข้าใจในการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพหรือยังไม่ชัดเจน ในกรณีศึกษาของบริษัท ABC จะเป็นการศึกษาว่าบริษัทมีการจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างไร และมีสิ่งใดที่ควรปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทฤษฎีการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเป็นการรักษาผลกำไรของบริษัทให้ดำเนินต่อไป<br />2. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง<br />การบริหารเชิงกลยุทธ์ในงานวิจัยนี้ศึกษาแนวความคิด 2 แนวคือ 1.)The industrial Organization Model of Above -Average Returns เป็นแนวคิดที่พิจารณาสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ มีความเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่องค์กรเลือกจะมีอิทธิพลต่อผลงานขององค์กรมากกว่า 2.) The Resource-Based Model of Above-Average Returns เป็นแนวความคิดที่เชื่อว่าแต่ละองค์กรจะมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน การพัฒนาทรัพยากรหรือความสามารถในการใช้ทรัพยากรสามารถนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ได้ เป็นการมองจากภายในมาภายนอก เช่นการมีทักษะในการผลิต การมีชื่อเสียง เป็นต้น ( Hilt and others 2003.20 ) การวิเคราะห์สภาพอุตสาหกรรม (Michael E. Porter cited in Hitt and others, 2003:57) <br />กลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรกรณีศึกษา: การแปรรูปลำไยเพื่อการส่งออก มีตัวแปรหลักที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3 ประการคือ 1.) เทคโนโลยี หรือเทคนิคในการรักษาระดับคุณภาพที่ดีและเพิ่มมูลค่าของผลผลิต 2.) การจัดการเชิงกลยุทธ์ ต้องมีการจัดการต่อปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินการตลอดเวลา 3.)การจัดการทางภาครัฐ นโยบายของภาครัฐมีความสำคัญในการกำกับ ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชน(อมรฤทธิ์ เกาไศยานนท์ และคณะ, 2540) การจัดการเชิงกลยุทธ์: กรณีศึกษาธุรกิจสมุนไพรไทย จากการสัมภาษณ์เชิงเจาะลึกผู้ประกอบการธุรกิจสมุนไพร 7 แห่ง ทำให้ทราบว่าหากมีการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ดี ธุรกิจสมุนไพรจะไม่ประสบปัญหาทางด้านการจัดการ การผลิต และการตลาด เช่นบริษัทอุตสาหกรรมเครื่องหอม-ไทยจีน จำกัดเป็นตัวอย่างธุรกิจมีการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ดีทั้งสามด้านอย่างครอบคลุม ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้คือ การจัดการเชิงกลยุทธ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาธุรกิจสมุนไพรนั่นคือการจัดการเชิงกลยุทธ์น่าจะมีผล มีอิทธิพล ต่อคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาธุรกิจสมุนไพรไทย (อุบลรัตน์ ประดิษฐ์กุล และคณะ,2543) การจัดการเชิงกลยุทธ์หรือที่ควรเรียกว่า การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ เป็นวิชาที่ได้พัฒนาโดยมีหลักการขั้นพื้นฐานจากวิชาทหาร ในการวางแผนและปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ อันจะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้บรรลุวัตถุประสงค์ เอาชนะคู่แข่งขัน และอยู่รอดในระยะยาวภายใต้ทรัพยากรทางการบริหารอันจำกัด และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการศึกษาการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ และนโยบายธุรกิจจึงเป็นผลจากการรวมแนวความคิดสองทาง ทั้งแนวคิดการวางแผนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ และแนวคิดในการบริหารงานโดยมองภาพรวมขององค์ประกอบต่างๆ ขององค์กรโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมในการทำให้องค์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ชัยยุทธ ชิโนกุล,2534) การจัดการเชิงยุทธศาสตร์: การนำหลักการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์มาใช้ในการวางแผนของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากแผนวิสาหกิจส่วนใหญ่ที่ทำอยู่ เป็นแต่เพียงการวางแผน แต่ไม่ใช่การวางแผนยุทธศาสตร์ เนื่องจกไม่มองการแข่งขันตามหน้าที่ต่างๆ ทางธุรกิจดังกล่าว จึงควรแก้ไข<br />3. วิธีการดำเนินวิจัย<br />-1047752988945ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสอดคล้องในการจัดการเชิงกลยุทธ์ โดยจะเป็นการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างทฤษฎีกับสิ่งที่เป็นจริงของบริษัท ABC ในด้าน 1.) การวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนด พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย 2.) การเลือกใช้กลยุทธ์ในระดับต่างๆ ว่าสอดคล้องหรือไม่กับ พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่องค์กรได้ตั้งไว้ 3.) กลไกการบริหารที่องค์กรปฏิบัติว่าสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่องค์กรเลือกใช้หรือไม่<br /> รูปที่1. กรอบแนวคิดระเบียบวิธีวิจัย<br />3034812553915แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือหลักสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งจะเป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างมีการแบ่งเนื้อหาของการสัมภาษณ์เป็นส่วนๆ โดยจะยึดทฤษฎีการจัดการเชิงกลยุทธ์ของ Hitt, Ireland และ Hoskission เป็นหลักในการตั้งคำถาม เนื้อหาการสัมภาษณ์แบ่งเป็น 3 ส่วนดังแสดงรูปที่ 1 <br />ส่วนที่1 ส่วนข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดพันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย (Strategic Management Inputs) คลอบคลุมถึงแนวทางในการจัดการเชิงกลยุทธ์ของบริษัทว่ามีวิธีการอย่างไร ใช้หลักการอะไรในการคิด วิเคราะห์ และบริษัทมีหลักในการพิจารณา วิเคราะห์ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างไร <br />ส่วนที่2 รูปแบบกลยุทธ์ในระดับต่างๆ (Strategic Actions: Strategy Formulation) กลยุทธ์ที่บริษัทเลือกใช้ทั้งในระดับธุรกิจ ระดับองค์กรคือกลยุทธ์แบบ Network กลยุทธ์การร่วมมือกันระหว่างองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับ พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้และการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้กลยุทธ์ รวมทั้งการวิเคราะห์การแข่งขันทั้งในส่วนของการโจมตีการตอบโต้<br />ส่วนที่3 ส่วนการดำเนินงาน (Strategic Actions: Strategy Implementation) กลไกที่บริษัทใช้ดำเนินงานขององค์ เช่น ระบบการปกครอง ระบบการรักษาผลประโยชน์ในแต่ละฝ่าย โครงสร้างองค์ ระบบการควบคุม การจูงใจ รวมถึงลักษณะของผู้นำองค์กร และการคัดเลือกทีมงาน<br />ผลการวิจัย ความสอดคล้องหรือความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ทางทฤษฎีกับกลยุทธ์ที่ใช้ปฏิบัติจริงของบริษัท ABC<br />รูปที่ 2. แสดงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล<br />4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้นำเสนอเป็น 3 ส่วนดังนี้<br />ส่วนที่ 1 ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดพันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย(Strategic Management Inputs)<br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์- การจัดการเชิงกลยุทธ์และการแข่งขันเชิงกลยุทธ์-การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก-การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในแนวคิดการจัดการเชิงกลยุทธ์ 1. แนวคิดที่พิจารณาสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ 2. แนวคิดที่เชื่อว่าองค์กรแต่ละองค์กรจะมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน การพัฒนาทรัพยากรหรือความสามารถในการใช้ทรัพยากร สามารถนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ได้ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกจะพิจารณา 3 ประการ คือ1. สภาพแวดล้อมทั่วๆ ไป2. สภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม3. สภาพแวดล้อมคู่แข่งการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในเป็นการค้นหาความสามารถหลักในการแข่งขันขององค์กร1. ค้นหาจากทรัพยากรขององค์กร2. การวิเคราะห์ Value chain เพื่อค้นหาความสามารถในการแข่งขันหลักขององค์กรหลักในการจัดการเชิงกลยุทธ์ของบริษัทก่อนการกำหนดกลยุทธ์อะไรก็ตามของบริษัทจะมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกขณะนั้น รวมทั้งจุดอ่อน จุดแข็งของบริษัทว่ามีความเหมาะสมกับการกำหนดกลยุทธ์นั้นๆ หรือไม่บริษัทมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกดังนี้1. สภาพแวดล้อมทั่วไป2. สภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม3. สภาพแวดล้อมคู่แข่งภายในบริษัทมีการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของบริษัทโดยบริษัทใช้วิธีการไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย และเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งการพิจารณาจากทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรก่อนการกำหดกลยุทธ์ของบริษัท บริษัทใช้หลักการเดียวกับทฤษฎีคือ จะมีการพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมภายนอกในขณะนั้น ร่วมกับการพิจารณาจุดอ่อน และจุดแข็งของบริษัทการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกบริษัทมีหลักการในการวิเคราะห์เป็นไปตามทฤษฎีบริษัทมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในเพื่อค้นหาความได้เปรียบในการแข่งขันเหมือนกับทฤษฎี แต่วิธีการค้นหามีความแตกต่างกันคือทางบริษัทจะใช้วิธีการไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย และเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก และมีการพิจารณาทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรเพิ่มเติม<br />ส่วนที่ 2 ขั้นตอนการศึกษารูปแบบกลยุทธ์ในระดับต่างๆ (Strategic Action: Strategy Formulation)<br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์-วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย-กลยุทธ์ระดับธุรกิจวิสัยทัศน์ (Vision) เป็นการชี้นำว่าองค์กรพยายามจะทำอะไรและจะเป็นอะไร เป็นเรื่องของอนาคตพันธกิจ คือ จุดมุ่งหมายพื้นฐานซึ่งแสดงเหตุผลหรืออธิบายว่าทำไมองค์กรจึงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเรื่องของปัจจุบัน ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์และกลยุทธ์แบ่งได้ 3 ประเภท 1. กลยุทธ์ต้นทุนต่ำ2. กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง3. กลยุทธ์แบบใช้ร่วมกัน หลักการปฏิบัติที่เหมาะสม คือ ต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและมีการเรียนรู้ทักษะและเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างรวดเร็วปัจจุบันบริษัทยังไม่มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ของบริษัท แต่มีการทำความเข้าใจว่าเป้าหมายขององค์กรคือ การพยายามขายของให้ได้ผลกำไรมากขึ้น ไม่มีการกำหนดเป้าหมายขององค์กรเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวบริษัทใช้กลยุทธ์แบบใช้ร่วมกันคือ บริษัทใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างมาตลอดโดยเน้นคุณภาพอยู่ระดับ Premium และเน้นความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความจงรักภักดีของลูกค้าและบริษัทยังใช้กลยุทธ์การควบคุมต้นทุนเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ ได้การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ของบริษัทถือว่ายังมามีความชัดเจนในทิศทางที่บริษัทกำลังจะดำเนินการซึ่งแตกต่างกับทฤษฎีการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่จะต้องมีการกำหนดอย่างชัดเจนให้พนักงานทุกคนในบริษัททราบว่าบริษัทจะมีทิศทางไปทางไหน และจะต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ได้กำหนดบริษัทมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจากการสัมภาษณ์จะพบว่าบริษัทสามารถกำหนดการประชุมได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดปัญหาเร่งด่วนเนื่องจากองค์กรมีขนาดเล็ก ส่วนของ Value chain มีการดำเนินการที่มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ในบางส่วนและไม่สอดคล้องในบางส่วนดังนี้การดำเนินการที่มีความสอดคล้อง-การจัดซื้อ จัดซื้อวัตถุดิบพิจารณาจากคุณภาพดี และราคาเหมาะสม-ระบบการนำเข้า ควบคุมคุณภาพวัตถุเริ่มตั้งแต่การคัดเลือก Supplier และการตรวจสอบเป็นพิเศษ-โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร เน้นความสำคัญของการผลิตสินค้าคุณภาพสูงโดยเพิ่ม Warehouse และ SILO เพื่อสามารถเก็บวัตถุดิบดีๆ ได้ตลอดปี และแยกเก็บวัตถุดิบกับผลิตภัณฑ์ออกจากกัน-การตลาดและการขาย ให้ความสำคัญกับตัวแทนจำหน่ายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ตัวแทนจะได้รับ<br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์-การวิเคราะห์การแข่งขันพิจารณาจากการร่วมตลาด และพิจารณาจากทรัพยากรในการพิจารณาคู่แข่ง บริษัทจะพิจารณาจากจุดแข็ง และจุดอ่อนของคู่แข็งเปรียบเทียบกับของบริษัท นำการวิเคราะห์โอกาสในการโจมตีจากคู่แข่ง และมีการพิจารณาจากข้อมูลในอดีตว่าคู่แข่งมีการดำเนินการอย่างไร-การบริการ มีการส่งพนักงานเพื่อสำรวจข้อมูล Customer Requirement, ปัญหาและบริการความรู้ข้อมูลทางเทคนิคตลอดเวลารวมทั้งมีการรับประกันสินค้าเมื่อพบว่าสินค้ามีปัญหาบริษัทจับคืนทันทีการำเนินการที่ไม่มีความสอดคล้อง-การจัดการทรัพยากรมนุษย์ บริษัทยังขาดการสร้างแรงกระตุ้นให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการผลิต รวมทั้งบริษัทยังไม่มีนโยบายในการส่งพนักงานออกไปสัมมนาความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ -การพัฒนาเทคโนโลยี ยังไม่มีนโยบายในการตั้งแผนก R&D ออกมาเป็นพิเศษที่จะคิดค้นเทคโนโลยีเป็นของตนเอง เนื่องด้วยงบประมาณมีจำกัดและในการคิดสูตรอาหารจะมาจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีการว่าจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศเพื่อให้คำแนะนำปีละครั้ง-การจัดการ ปัจจุบันการตอบสนองลูกค้าทำได้เพียง 60-70% เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเครื่องจักรในการผลิตที่มีไม่เพียงพอ-ระบบการส่งออก การผลิตสินค้าจะผลิตไม่ทันช่วง High Season เนื่องจากจำนวนเครื่องจักรไม่เพียงพอ ทำให้รถขนส่งต้องมารอการวิเคราะห์การแข่งขันบริษัทมีการปฏิบัติเป็นไปตามแนวทฤษฎี คือบริษัทมีการพิจารณาว่าคู่แข่งของบริษัทคือใครและในการกระทำกิจกรรมทางการตลาดใดๆบริษัทจะพิจารณาจุดอ่อน จุดแข็งของคู่แข่งในพื้นที่นั้นๆก่อนเสมอ <br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์-กลยุทธ์ระดับองค์กร-กลยุทธ์การร่วมมือกันระหว่างองค์กรการขยายธุรกิจมี 5 ประเภทคือSingle BusinessDominant BusinessRelated ConstrainedRelated LinkedUnrelatedการร่วมมือกันระดับธุรกิจComplementary Alliances-แบบแนวดิ่ง-แบบแนวนอนCompetition Response AlliancesUncertainty Reducing AlliancesCompetition Reducing Alliancesการร่วมมือกันระดับองค์กรDiversifying AlliancesSynergistic AlliancesFranchisingการร่วมมือกันแบบ NetworkStable Strategic Cooperative NetworkDynamic Strategic Cooperative Networkในปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจในเครือคือ ฟาร์มไก่พันธุ์ ฟาร์มไก่ และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจที่อยู่ในเครือจะมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมดซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากผลผลิตร่วมกันและในอนาคตกำลังทำการศึกษาที่จะขยายธุรกิจไปสู่โรงเชือดซึ่งจะส่งผลในการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทมากขึ้นบริษัทมีการร่วมมือกับบริษัทอื่นในการซื้อกากถั่วจากต่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าทำให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นซึ่งจะทำให้ต้นทุนถูกลงและบริษัทมีการร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายเพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเป็นการร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ทางการค้าบริษัทมีการขยายธุรกิจโดยใช้หลักการในการขยายไปในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันซึ่งการขยายเป็นเพียงการขยายไปยังธุรกิจปลายน้ำ เพื่อผลประโยชน์ในด้านการเพิ่มอำนาจทางการตลาดให้มากขึ้น แต่ยังขาดการใช้ประโยชน์จากการใช้กิจกรรมร่วมกันและการถ่ายทอดความสามารถในการแข่งขันบริษัทมีการใช้กลยุทธ์การร่วมมือกันแบบ Complementary Alliances แบบแนวดิ่งคือ การเสริมกันในส่วนของ Value chain โดยบริษัทจะผลิตสินค้าและให้พันธมิตรจำหน่ายให้ และบริษัทยังใช้กลยุทธ์การร่วมมือกันแบบ Stable Strategic Cooperative Network ในการร่วมมือกันสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต<br />ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการดำเนินงาน (Strategic Actions: Strategy Implementation)<br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์-การปกครององค์กร-โครงสร้างองค์กรและการควบคุมวัตถุประสงค์คือ ผู้มีส่วนได้เสียมีผลประโยชน์ร่วมกัน เกิดความสมดุลในผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วยCapital Market Stakeholders-ผู้ถือหุ้น -เจ้าหนี้Product Market Stakeholders-ลูกค้า –Suppliers –ชุมชน –สหภาพแรงงานOrganizational Stakeholders-ลูกจ้าง -ผู้จัดการโครงสร้างองค์องค์กรควรเป็นแบบ Function ที่เหมาะสมกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง-การควบคุมการควบคุมทางด้านการเงินการควบคุมเชิงกลยุทธ์-การจูงใจ ให้ผลตอบแทนเท่ากันหมดดูภาพรวมให้ผลตอบแทนเท่ากันก่อนส่วนหนึ่งและพิจารณาแยกแต่ละ division อีกทีให้ผลตอบแทนเป็นไปตามผลงานของแต่ละ division ผู้บริหารองค์กรกับเจ้าของเป็นคนๆเดียวกันจึงไม่มีปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นส่วนเจ้าหนี้ไม่เคยมีปัญหาเนื่องจากบริษัทจ่ายหนี้ตามกำหนด ส่วน Product Market Stakeholders ได้รับการเอาใจใส่จากบริษัทมาตลอด ด้านชุมชนมีระบบบำบัดของเสียต่างๆ ด้านผลประโยชน์ของพนักงานมีความเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจมีการจ่าย bonus ทุกปี ให้สวัสดิการพนักงานมากกว่าที่ประกันสังคมระบุและไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงาน ดังนั้นการปกครององค์กรจึงไม่มีปัญหาโครงสร้างองค์กรเป็นแบบ Function โดยมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจให้กับฝ่ายต่างๆ-การควบคุมส่วนมากใช้ด้านกลยุทธ์ในทุกแผนก ยกเว้นส่วนพนักงานขายมีการควบคุมด้านการเงินเพิ่มขึ้น-บริษัทมีการจูงใจเหมือนกันทุกแผนกคือให้Bonus เท่ากัน 1 เดือนทุกปีและจะให้ Bonus 2 เดือนทุกปีกับผู้จัดการ บริษัทมีการคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนได้เสียกับองค์กรในทุกๆส่วนอยู่แล้ว และครอบคลุมตามทฤษฎีมีความเหมาะสมในระดับหนึ่งคือแต่ละฝ่ายมีอำนาจการตัดสินใจได้เองไม่ต้องขึ้นอยู่กับส่วนกลางทุกเรื่อง แต่ยังขาดการให้ความสำคัญกับส่วน R&D และฝ่ายตลาด จึงไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง -การควบคุมเน้นทางด้านกลยุทธ์เป็นวิธีที่เหมาะสมจะเป็นการส่งเสริมให้ฝ่ายต่างๆ เกิดความร่วมมือสอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง -การจูงใจไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่างเนื่องจากให้ Bonus คงที่ทุกปีและเท่ากันทุกฝ่ายจะทำให้พนักงานขาดแรงกระตุ้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพราะผลตอบได้เท่าเดิม<br />หัวข้อสัมภาษณ์ทฤษฎีบริษัท ABCผลการวิเคราะห์-ภาวะผู้นำ-การพิจารณาเลือกทีมงานรูปแบบของผู้นำผู้นำแบบไม่พยายามเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใดๆผู้นำแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ผู้นำแบบปฏิรูปแบ่งออกเป็นทีมในองค์กรคล้ายคลึง ผู้บริหารจากภายในทีมในองค์กรมีความหลากหลาย ผู้บริหารจากภายนอกทีมในองค์กรมีความหลากหลาย ผู้บริหารจากภายในทีมในองค์กรคล้ายคลึง ผู้บริหารจากภายนอกผู้นำองค์กรของบริษัทมีลักษณะการตัดสินใจที่เฉียบขาด เป็นคนรอบคอบกล้าคิดที่จะทำอะไรใหม่ๆ แต่ขาดความสามารถในการจูงใจลูกน้อง ผู้นำเป็นผู้บริหารที่ไม่เข้าถึงลูกน้องคือ ลูกน้องต้องเกรงหัวหน้าการเลือกทีมงานของบริษัทจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท รวมทั้งในส่วนของพนักงานก็ไม่ค่อยมีการลาออกิและจ้างใหม่จะมีฝ่ายพนักงานขายเท่านั้นที่มีการลาออก และจ้างใหม่ผู้นำมีลักษณะเป็นแบบ Transactional คือผู้นำแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หากต้องการให้ใครทำงาน จะมองผลประโยชน์ของตัวเองกับลูกน้องเป็นหลัก มีความกล้าคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ แต่ยังขาดความสามารถในกาจูงใจจากข้อมูลจะเห็นได้ว่าบริษัทจะเน้นการรักษาพนักงานเก่าไว้ ซึ่งพนักงานส่วนมากจะอยู่กับบริษัทมาตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินกิจการรวมทั้งผู้บริหารด้วย ดังนั้นอาจจะคาดคะเนได้ว่า บริษัทอาจไม่มีกลยุทธ์หรือแทกติกใหม่ๆเกิดขึ้น<br />5. สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ<br />สรุปผลการวิจัย<br />ส่วนที่ 1 ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดพันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย<br />แนวคิดในการจัดการเชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในของบริษัทพบว่าใช้หลักการเดียวกับทฤษฎี จะมีความแตกต่างตรงที่วิธีการค้นหาข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย และเกษตรกรรายย่อย<br />ส่วนที่ 2 ขั้นตอนการศึกษารูปแบบกลยุทธ์ในระดับต่างๆ<br />พบว่าบริษัทยังไม่มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ขององค์กรที่ชัดเจนซึ่งไม่เป็นไปตามทฤษฎี มีเพียงการกำหนดเป้าหมายคือ ขายสินค้าให้ได้กำไรเท่านั้น<br />การกำหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจพบว่าการปฏิบัติสอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่างในบางส่วน เช่นการบริหารงานที่มีความยืดหยุ่นสูงสามารถกำหนดการประชุมได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดปัญหาเร่งด่วน และไม่มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ในบางส่วน<br />ส่วนของกลยุทธ์ระดับองค์กรวัตถุประสงค์มีความแตกต่างกับทฤษฎี คือบริษัทขยายธุรกิจไปในธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มอำนาจทางการตลาดให้มากขึ้นแต่ยังขาดประโยชน์จากการใช้กิจกรรมร่วมกันและถ่ายทอดความสามารถในการแข่งขันจากบริษัทหนึ่งสู่บริษัทหนึ่ง<br />สำหรับกลยุทธ์การร่วมมือกันระหว่างองค์กรและการวิเคราะห์การแข่งขันของบริษัทเป็นไปตามแนวทฤษฎี คือ มีการร่วมมือกันทั้งระดับธุรกิจ ระดับ Network เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิตรวมทั้งมีการพิจารณาคู่แข่งคือใคร จุดอ่อน จุดแข็งคู่แข่งเป็นอย่างไร<br />ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการดำเนินงาน<br />ส่วนของการปกครององค์กรและภาวะผู้นำ มีความเหมาะสมครอบคลุมตามทฤษฎีเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่านอย่างเหมาะสมและลักษณะผู้นำสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจคือไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว<br />บริษัทมีการจัดโครงสร้างองค์กรและการควบคุมที่มีความเหมาะสมตามแนวทฤษฎีในระดับหนึ่งคือมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจฝ่ายต่างๆและมีการควบคุมกลยุทธ์ในทุกแผนก แต่ไม่เน้นความสำคัญส่วน R&D และฝ่ายตลาด<br />ส่วนของการจูงใจและการเลือกทีมงาน ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่างเนื่องจากให้ Bonus ที่คงที่ทุกปีและเท่ากันในทุกฝ่ายทำให้พนักงานขาดแรงกระตุ้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทั้งยังไม่มีการพิจารณาเลือกทีมงานใหม่ในการหาแนวความคิดใหม่ๆ จากบุคคลหลายๆอาชีพ<br />อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ<br />จากการศึกษาถึงรูปแบบและกระบวนการในการจัดการของบริษัท ABC พบว่าบริษัทมีกระบวนการในการจัดการบางส่วนไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่บริษัทเลือกปฏิบัติ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะการปรับปรุงส่วนที่ไม่สอดคล้อง คือกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการจัดการเชิงกลยุทธ์<br />ที่มาhttp://library.utcc.ac.th/onlinethesis/default.asp?PageNo=15<br />