Cell

2,721 views
2,382 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
2,721
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
40
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Cell

  1. 1. BY TASSANEEYA CHUENCHAROEN
  2. 2. เซลล์คืออะไร ?คือ หน่วยย่อยขนาดเล็กที่ประกอบขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตททิอัส ยาคอบ ชไลเดน นักชีววิทยาชาวเยอรมัน และเ“ด้ตั้งทฤษฎีเซลล์ มีใจความว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประะเซลล์คือหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด”
  3. 3. ถึงแม้เซลล์แต่ละชนิดจะมีขนาดไม่เท่ากันแต่แต่มีโครงสร้างพื้นฐานคล้ายกันรงสร้างต่างๆของเซลล์เรียกว่า ออร์แกเนลล์ (organหรืออวัยวะของเซลล์ถ้าครูเปรียบเทียบว่า 1 เซลล์เปรียบได้กับ 1 คนออร์แกเนลล์ต่างๆ จึงเปรียบเทียบได้กับ ?อวัยวะต่างๆที่อยู่ภายในร่าง
  4. 4. เซลล์สาหร่ายหางกระรอก
  5. 5. onionskincells
  6. 6. onionskincells
  7. 7. เซลล์ว่านกาบหอย
  8. 8. เซลล์ว่านกาบหอย
  9. 9. เซลล์พืช
  10. 10. เซลล์สัตว์
  11. 11. โครงสร้างเซลล์โครงสร้างเซลล์3.นิวเคลียส2.ไซโทพลาสซึม1.ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์
  12. 12. ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์โครงสร้างที่ห่อหุ้มไซโทพลาซึมของเซลล์ให้คงรูปร่างและแสดงขอบเขตของเซลล์
  13. 13. เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)2. ผนังเซลล์ (cell wall)ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ได้แก่...ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ได้แก่...
  14. 14. 1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)
  15. 15. 1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)- เยื่อหุ้มเซลล์มีชื่อเรียกได้หลายอย่าง เช่นพลาสมา เมมเบรน (plasma membrane)ไซโทพลาสมิก เมมเบรน (cytoplasmicmembrane)- เยื่อหุ้มเซลล์มีความหนาประมาณ 8.5-10นาโนเมตร- ประกอบด้วยโปรตีน ลิพิด- การเรียงตัวของโปรตีนและลิพิดจัดเรียงตัว
  16. 16. 1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)- ส่วนใหญ่ประกอบด้วย1. Lipid bilayer 2 ชั้น โดยหันด้านpolar head ออกด้านนอก และหันด้าน nonpolar tail มีโปรตีนแทรกอยู่2. คอเรสเตอรอล3. ไกลโคลิพิด4. ไกลโคโปรตีน
  17. 17. 1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)1.เยื่อหุ้มเซลล์(cellmembrane)
  18. 18. เยื่อหุ้มเซลล์มีหน้าที่หลายประการคือเยื่อหุ้มเซลล์มีหน้าที่หลายประการคือ1. ห่อหุ้มส่วนของโพรโทพลาซึมที่อยู่ข้างในทำาให้เซลล์แต่ละเซลล์แยกออกจากกัน2. ช่วยควบคุมการเข้าออกของสารต่างๆระหว่างภายในเซลล์และสิ่งแวดล้อม มีคุณสมบัติเป็นเซมิเพอร์มีเอเบิล เมมเบรน(semipermeable membrane) ซึ่งจะ
  19. 19. เยื่อหุ้มเซลล์มีหน้าที่หลายประการคือเยื่อหุ้มเซลล์มีหน้าที่หลายประการคือ3. ความต่างศักย์ทางไฟฟ้า (electricalpotential) ของภายในและภายนอกเซลล์เนื่องมาจากการกระจายของไอออนและโปรตีนไม่เท่ากัน ซึ่งมีความสำาคัญในการนำาสารพวกไอออนเข้าหรือออกจากเซลล์ ซึ่งมีความจำาเป็นต่อการทำางานของเซลล์ประสาทและเซลล์กล้ามเนื้อมาก
  20. 20. ผนังเซลล์(cell wall)ผนังเซลล์(cell wall)
  21. 21. ผนังเซลล์ พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลากชนิดเช่น เซลล์พืช สาหร่าย แบคทีเรีย และรา ผนังเซลล์ทำาหน้าที่ป้องกันและให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ โดยที่ผนังเซลล์เป็นส่วนที่ไม่มีชีวิตของเซลล์ผนังเซลล์(cell wall)ผนังเซลล์(cell wall)ผนังเซลล์บางแห่งมีช่องเล็กๆ ไซโทพลาสซึมสามารถติดต่อกับไซโทพลาสซึมของเซลล์ข้างเคียงได้ เราเรียกว่า “ ”พลาสโมเดสมาตา(plasmodesmata)
  22. 22. ผนังเซลล์พืชประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือผนังเซลล์พืชประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ1. ผนังเชื่อมยึดระหว่างเซลล์ (middlelamella) เป็นชั้นที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์พืชแบ่งตัวและเป็นชั้นที่เชื่อมระหว่างเซลล์ให้อยู่ติดกัน2. ผนังเซลล์ปฐมภูมิ (primary wall) เป็นชั้นที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เริ่มเจริญเติบโต ประกอบด้วยสารพวก เซลลูโลส เป็นส่วนใหญ่3. ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (secondary wall)
  23. 23. ผนังเซลล์ปฐมภูมิ(primary cell wall หรือ primary wall)• เป็นชั้นที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เริ่มเจริญเติบโต• ประกอบด้วยสารพวกเซลลูโลส (cellulose)เป็นส่วนใหญ่• ผนังเซลล์ยึดติดกันด้วยมิดเดิลลาเมลลา(middlelamella) ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ตรงกลางระหว่างเซลล์ที่อยู่ติดกัน• (middlelamella) ประกอบด้วยเพกทิน
  24. 24. ผนังเซลล์ทุติยภูมิ(secondary cell wall หรือ secondary wall)• มีการสะสมแบบแทรกอยู่ในผนังเซลล์ปฐมภูมิ และสะสมซ้อนทับเป็นแนวอยู่ระหว่างเซลล์ ปฐมภูมิและเยื่อหุ้มเซลล์• องค์ประกอบทางเคมีที่สำาคัญคือลิกนิน (lignin)
  25. 25. ภาพผนังเซลล์
  26. 26. ไซโทพลาซึม(cytoplasm)ไซโทพลาซึม(cytoplasm)เป็นส่วนที่ล้อมรอบนิวเคลียสอยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์ โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ1. เอกโทพลาซึม (ectoplasm) เป็นส่วนของไซโทพลาซึมที่อยู่ด้านนอกติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะบางใส เพราะมีส่วนประกอบต่างๆ ของเซลล์อยู่น้อย2. เอนโดพลาซึม (endoplasm) เป็นชั้นของไซโทพลาซึมที่อยู่ด้านในใกล้นิวเคลียส ชั้นนี้จะมีลักษณะที่เข้มข้นกว่าเนื่องจากมี ออร์แกเนลล์ (organelle) และอนุภาคต่างๆ ของ
  27. 27. ไซโทพลาซึม นอกจากแบ่งออกเป็น 2 ชั้น แล้วประกอบด้วยไซโทพลาซึม(cytoplasm)ไซโทพลาซึม(cytoplasm)1. ออร์แกเนลล์ (organelle)2. ไซโทซอล (cytosol)
  28. 28. 1. ออร์แกเนลล์(organelle)1. ออร์แกเนลล์(organelle)- เป็นส่วนที่มีชีวิต ทำาหน้าที่คล้ายๆ กับเป็นอวัยวะของเซลล์
  29. 29. ออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม(membranebounded)ออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม(membranebounded)
  30. 30. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม(endoplasmicreticulum:ER)เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม(endoplasmicreticulum:ER) ประกอบด้วยโครงสร้างระบบท่อที่มีการเชื่อมประสานกันทั้งเซลล์
  31. 31. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (roughendoplasmicreticulum:RER)เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (roughendoplasmicreticulum:RER)เป็นชนิดที่มีไรโบโซม มีช่องต่อจากnuclear pore เพื่อนำาRNA และ Ribisomeออก มีหน้าที่สำาคัญคือการสังเคราะห์โปรตีนของไรโบโซมที่เกาะอยู่
  32. 32. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (roughendoplasmicreticulum:RER)เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (roughendoplasmicreticulum:RER)โปรตีนที่ได้จะถูกส่งต่อไปยังกอลจิบอดีและส่งออกนอกเซลล์หรือเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์เช่น เซลล์ตับอ่อน(สร้างนำ้าย่อยสาร
  33. 33. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smoothendoplasmicreticulum:SER)เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smoothendoplasmicreticulum:SER)เป็นชนิดที่ไม่มีไรโบโซม มีหน้าที่สำาคัญคือกำาจัดสารพิษ แหล่งรวบรวมแคลเซียมไอออน(เซลล์กล้ามเนื้อยึดกระดูก และกล้ามเนื้อหัวใจ) และลำาเลียงสาร
  34. 34. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smoothendoplasmicreticulum:SER)เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smoothendoplasmicreticulum:SER)เช่น ตับ สมองต่อมหมวกไตอัณฑะ และรังไข่** การกำาจัดสารพิษต้องใช้
  35. 35. กอลจิบอดี(Golgi body)กอลจิบอดี(Golgi body)มีรูปร่างลักษณะเป็นถุงแบนๆขอบโป่งหรือเป็น
  36. 36. กอลจิบอดี (Golgibody)กอลจิบอดี (Golgibody)- มีหน้าที่สำาคัญคือ รับโปรตีนจากRER เก็บสะสมสารที่เซลล์สร้างขึ้นก่อนที่จะปล่อยออกนอกเซลล์ ซึ่งจะบรรจุถุง vesicle- ซึ่งสารส่วนใหญ่เป็นสารโปรตีน- นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างนีมาโทซีส (nematocyst) ของไฮดราอีกด้วย และการสร้างผนังเซลล์
  37. 37. ไลโซโซม(lysosome)ไลโซโซม(lysosome)
  38. 38. ไลโซโซม(lysosome)ไลโซโซม(lysosome)- รูปร่างกลมรี พบเฉพาะในเซลล์สัตว์เท่านั้น- ทำางานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด- มีหน้าที่ที่สำาคัญคือ1. ย่อยสลายอนุภาคและโมเลกุลของสารอาหารภายในเซลล์2. ย่อยหรือทำาลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายหรือเซลล์
  39. 39. ไลโซโซม(lysosome)ไลโซโซม(lysosome)เช่น- เซลล์เม็ดเลือดขาว- เซลล์หางลูกอ๊อด
  40. 40. แวคิวโอล(vacuole)แวคิวโอล(vacuole)เป็นออร์แกเนลล์ที่มีลักษณะเป็นถุง โดยทั่วไปจะพบในเซลล์พืช
  41. 41. แวคิวโอล(vacuole)แวคิวโอล(vacuole)มีหน้าที่....- food vacuole พบในรา โปรโตซัว ทำาหน้าที่เก็บอาหารที่กินเข้ามา- Sap vacuole พบในพืช ทำาหน้าที่เก็บสารสี- central vacuole พบในพืชทำาหน้าที่เก็บของเหลว ช่วยให้เซลล์
  42. 42. ไมโทคอนเดรีย(mitochondria)ไมโทคอนเดรีย(mitochondria)ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างกลมท่อนสั้นท่อนยาวหรือกลมรีคล้าย
  43. 43. ไมโทคอนเดรีย(mitochondria)ไมโทคอนเดรีย(mitochondria)- ประกอบด้วยสารโปรตีน ประมาณร้อยละ60-65 และลิพิดประมาณร้อยละ 35-40- ภายในไมโทคอนเดรียมีของเหลวซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิดเรียกว่า เมทริกซ์ (matrix)- เนื้อเยื่อที่พับทบเข้าไปเรียกว่า ครีสตี(cristae)- มีเอนไซม์ที่สำาคัญในการสร้างพลังงานจาก
  44. 44. พลาสติด(plastid)พลาสติด(plastid)แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ1. ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) เป็นพลาสติดที่ไม่มีสี สะสมเม็ดแป้ง2. โครโมพลาสต์ (chromoplast) เป็นพลาสติดที่มีรงควัตถุสีอื่นๆ นอกจากสีเขียว มีสารพวกแคโรทีนอยด์
  45. 45. พลาสติด(plastid)พลาสติด(plastid)3. คลอโรพลาสต์ (chloroplast) เป็นพลาสติดที่มีสีเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารคลอโรฟีลล์ ภายในคลอโรพลาสต์- ประกอบด้วยโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายถุงแบนๆ มีเยื่อหุ้ม เรียกว่า ไทลาคอยด์(thylakoid)- ไทลาคอยด์ (thylakoid) เรียงซ้อนกันเรรียกว่า กรานุม (granum)- ส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า สโตรมา
  46. 46. ออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม(nonmembranebounded)ออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม(nonmembranebounded)
  47. 47. ไรโบโซม(ribosome)ไรโบโซม(ribosome)
  48. 48. ไรโบโซม(ribosome)ไรโบโซม(ribosome)- เป็นออร์แกเนลล์ขนาดเล็ก พบได้ในสิ่งมีชีวิตทั่วไป- ประกอบด้วยสารเคมี 2 ชนิด คือ กรดไรโบนิวคลีอิก (ribonucleic acid:RNA)กับโปรตีน มีทั้งที่อยู่เป็นอิสระใน ไซโทพลาซึม และเกาะอยู่บนเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม- พวกที่เกาะอยู่ที่เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมไรโบโซม(ribosome)ไรโบโซม(ribosome)
  49. 49. เซนทริโอล(centriole)เซนทริโอล(centriole)มีลักษณะคล้ายท่อทรงกระบอก2 อันตั้งฉากกัน
  50. 50. เซนทริโอล(centriole)เซนทริโอล(centriole)- พบเฉพาะในสัตว์และโพรทิสต์บางชนิด- มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์ การเคลื่อนที่ของเซลล์- เซนทริโอลแต่ละอันจะประกอบด้วยชุดของไมโครทูบูล (microtubule) ซึ่งเป็นหลอดเล็กๆ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลำาเลียงสารในเซลล์ ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์และโครงสร้างอื่นๆ
  51. 51. ไซโทสเกเลตอน(cytoskeleton)ไซโทสเกเลตอน(cytoskeleton)
  52. 52. ไซโทสเกเลตอน(cytoskeleton)ไซโทสเกเลตอน(cytoskeleton)- เป็นเส้นใยโปรตีนที่เชื่อมโยงกันเป็นร่างแหเพื่อคำ้าจุนรูปร่างของเซลล์และเป็นที่ ยึดเกาะของออแกเนลล์- เช่น คลอโรพลาสต์ ไมโทคอนเดรีย เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมให้อยู่ตามตำาแหน่งต่าง ๆ- ลำาเลียงออแกเนลล์ให้เคลื่อนที่ภายใน
  53. 53. ไมโครฟิลาเมนท์(microfilament)ไมโครฟิลาเมนท์(microfilament)
  54. 54. ไมโครฟิลาเมนท์(microfilament)ไมโครฟิลาเมนท์(microfilament)- อาจจะเรียกว่า แอคทินฟิลาเมนต์(actin filament)- ประกอบเส้นใยโปรตีนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 นาโนเมตร- มีรูปร่างกลมต่อกันเป็นสาย 2 สายพันบิดเป็นเกลียว- ทำาหน้าที่ในการเคลื่อนที่ คำ้าจุน และ
  55. 55. ไมโครทิวบูล(microtubule)ไมโครทิวบูล(microtubule)- เป็นหลอดกลวง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ25 นาโนเมตร- เกิดจากโปรตีนที่เรียกว่า ทูบูลิน (tubulin)เรียงต่อกันเป็นวงแหวนและเป็นสาย มีโครงสร้างที่มีรูปร่างคล้ายท่อบาง ๆ-    เป็นโครงสร้างของเส้นใยสปินเดิล ซิเลีย แฟลกเจลลัม และ ลำาเลียงออร์แกเนลล์ภายใน
  56. 56. อินเทอร์มีเดียทฟิลาเมนท์(intermediatefilaments)อินเทอร์มีเดียทฟิลาเมนท์(intermediatefilaments)- เป็นเส้นใยที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-12 นาโนเมตร- ประกอบด้วยหน่วยของโปรตีนหลายหน่วยเรียงตัวเป็นสายยาว ๆ 4 สาย พัน บิดกันเป็นเกลียว มี 8 ชุด- เรียงตัวเป็นร่างแหตามลักษณะรูปร่างของเซลล์ 
  57. 57. 2. ไซโทซอล(cytosol)2. ไซโทซอล(cytosol)- เป็นส่วนของไซโทพลาสซึมมีลักษณะเป็นสารกึ่งแข็งกึ่งเหลว- มีอยู่ประมาณร้อยละ 50-60 ของปริมาตรเซลล์ทั้งหมด- เซลล์ส่วนใหญ่มักมีปริมาตรของไซโทซอลประมาณ 3 เท่าของปริมาตรนิวเคลียส- บริเวณด้านนอกที่อยู่ติดกับเยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า เอกโทพลาซึม (ectoplasm)- บริเวณด้านในเรียกว่า เอนโดพลาสซึม
  58. 58. 2. ไซโทซอล(cytosol)2. ไซโทซอล(cytosol)-เป็นผลจากการหดและคลายของไมโครฟิลาเมนท์ บริเวณเอนโด พลาสซึม- มีลักษณะค่อนข้างเหลวเป็นที่อยู่ของออแกเนลล์ต่าง ๆ- นอกจากนี้ในไซโทซอลยังอาจพบโครงสร้างอื่น ๆ เช่น ก้อนไขมัน เม็ดสีต่าง ๆเป็นต้น
  59. 59. นิวเคลียส(nucleus)นิวเคลียส(nucleus) - เป็นโครงสร้างที่มักพบอยู่กลางเซลล์เมื่อย้อมสีจะติดสีเข้มทึบ- มีลักษณะเป็นก้อนทึบแสงเด่นชัดอยู่บริเวณกลางๆ เซลล์โดยทั่วๆ ไปจะมี 1นิวเคลียส- เป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรม
  60. 60. นิวเคลียส(nucleus)นิวเคลียส(nucleus)
  61. 61. สารประกอบทางเคมีของนิวเคลียสประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีของนิวเคลียสประกอบด้วย1. ดีออกซีไรโบนิวคลีอิก แอซิด(deoxyribonucleic acid) หรือ DNAเป็นส่วนประกอบของโครโมโซมนิวเคลียส2. ไรโบนิวคลีอิก แอซิด (ribonucleicacid) หรือ RNA เป็นส่วนที่พบในนิวเคลียสโดยเป็นส่วนประกอบของนิวคลีโอลัส3. โปรตีน ที่สำาคัญคือโปรตีนฮีสโตน(histone) โปรตีนโพรตามีน (protamine)
  62. 62. โครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือโครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือ1. เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclearmembrane)- เป็นเยื่อบางๆ 2 ชั้น เรียงซ้อนกัน- ที่เยื่อนี้จะมีรู เรียกว่านิวเคลียร์ พอร์(nuclear pore) หรือแอนนูลัส (annulus) มากมาย- ทำาหน้าที่เป็นทางผ่านของสารต่างๆระหว่างไซโทพลาซึมและนิวเคลียส- นอกจากนี้เยื่อหุ้มนิวเคลียสยังมี
  63. 63. โครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือโครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือ2. โครมาทิน (chromatin)- เป็นส่วนของนิวเคลียสที่ย้อมติดสี- เป็นเส้นใยเล็กๆ พันกันเป็นร่างแห- ประกอบด้วย โปรตีนหลายชนิด และDNA- มีหน้าที่ควบคุมกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์และควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ
  64. 64. โครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือโครงสร้างของนิวเคลียสประกอบด้วย 3ส่วน คือ3. นิวคลีโอลัส (nucleolus)- เป็นส่วนของนิวเคลียสที่มีลักษณะเป็นก้อนอนุภาคหนาทึบ- ประกอบด้วย โปรตีน และ RNA- โดยโปรตีนเป็นชนิดฟอสโฟโปรตีน(phosphoprotein) และไม่ พบโปรตีนฮีสโตนเลย- มีหน้าที่ในการสังเคราะห์ RNA ชนิด
  65. 65. เซลล์สิ่งมีชีวิตเซลล์สิ่งมีชีวิตล์สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน 2 กลุ่มคือ1. เซลล์โพรคาริโอต (Prokaryotic cell)2. เซลล์ยูคาริโอต (Eukaryotic cell)แบคทีเรีย, สาหร่ายสีเขียวแกมนำ้าเงินเซลล์พืช, เซลล์สัตว์
  66. 66. ลักษณะที่แตกต่างกันของเซลล์เซลล์โพรคาริโอตและเซลลเซลล์โพรคาริโอตเซลล์ยูคาริโอต1. ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส1. นิวเคลียสมีเยื่อหุ้ม2. ออร์แกเนลล์พบเฉพาะไรโบโซม2. มีออร์แกเนลล์หลายชนิด รวมทั้งไรโบโซม3. สาหร่ายสีนำ้าเงินแกมเขียวจะไม่พบคลอโรพลาสต์แต่คลอโรฟิลล์จะละลายอยู่ในไซโทพลาสซึม3. เซลล์พืชทุกชนิดมีคลอโรฟิลล์อยู่ในถุงคลอโรพลาสต์
  67. 67. รียบเทียบโครงสร้างสำาคัญที่แตกต่างกันของเซลล์พืชและเซออร์แกเนลล์เซลล์พืช เซลล์สัตว์ผนังเซลล์(cell wall)- มีความแข็งแรง ประกอบด้วยเซลล์ลูโลส- เป็นส่วนที่ทำาให้เซลล์คงขนาดและรูปร่างได้ ทำาให้เซลล์พืชแข็งแรงไม่มีผนังเซลล์มีแต่เยื้อหุ้มเซลล์พลาสติด(plastid)- มีทั้งชนิดคลอโรพลาสต์ ลิวโคพลาสต์และโครโมพลาสต์- คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ ทำาให้พืมีสีเขียว- ลิวโคพลาสต์ สะสมแป้ง ไขมันโปรตีน- โครโมพลาสต์ เป็นพลาสติดที่มีสีอื่นๆไม่พบในเซลล์สัตว์
  68. 68. ยบเทียบโครงสร้างสำาคัญที่แตกต่างกันของเซลล์พืชและเซออร์แกเนลล์เซลล์พืช เซลล์สัตว์เม็ดแป้ง(starchgrain)เป็นอาหารสะสมของพืช พบในออร์แกเนลล์คือลิวโคพลาสต์-ไม่มีเม็ดแป้ง- อาหารสะสมเป็นคาร์โบไฮเดรตในรูปของไกลโคเจนเซนทริโอล(centriole)ไม่พบ พบได้ในเซล์สัตวทั่วไปใครถามว่าเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์ต่างกันตรงไหนคงตอบได้แล้วซิ...นะ
  69. 69. การสื่อสารระหว่างเซลล์การสื่อสารระหว่างเซลล์
  70. 70. การเปลี่ยนแปลงสภาพเซลล์และการชราภาพของเซลล์การเปลี่ยนแปลงสภาพเซลล์และการชราภาพของเซลล์

×