Your SlideShare is downloading. ×
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

พระราชประวัติรัชกาลที่ 9

6,172

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
6,172
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
39
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริ ดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริ กา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ คํ่า เดือนอ้าย ปี เถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็ นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานคริ นทร์ (พระราช ่ ัโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหว และสมเด็จพระศรี สวริ นทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรี สังวาลย์ ซึ่ งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็ นสมเด็จพระมหิ ตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรี นคริ นทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ ากัลยาณิ วฒนา ประสู ติเมื่อวันที่ ๖ ัพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุ งลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิ ดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนีเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสําเร็ จการศึกษาปริ ญญาแพทยศาสตร์ บณฑิตเกียรตินิยม จาก ัมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ ดประเทศสหรัฐอเมริ กา เสด็จกลับประเทศไทยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ่ ั๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว รัชกาลปั จจุบน ทรงเจริ ญ ัพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณโรงเรี ยนมาแตร์ เดอี กรุ งเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรี ยนเมียร์ มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาล แห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิ ดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็ นพระมหากษัตริ ย ์รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรี วงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราช ่ ัดําเนิน สมเด็จพระเจ้าอยูหวอานันทมหิ ดล นิวติประเทศไทยเป็ นครั้งแรก ในพุทธ>ศักราช ๒๔๘๑ โดย ั
  • 2. ประทับ ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็ นการชัวคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศ ่ ่ ัสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดําเนิน สมเด็จพระเจ้าอยูหวอานันทมหิ ดล นิวติประเทศไทยเป็ นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นงบรมพิมาน ั ั่ ในพระบรมมหาราชวัง ่ ั ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยูหวอานันท มหิดล เสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน ณ พระที่นงบรมพิมาน ใน ั่ พระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่ เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอําลา ประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดําเนินกลับไปยังประเทศ สวิตเซอร์ แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิ งหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษา วิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยูเ่ ดิมระหว่างที่ประทับศึกษาอยูในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ ิ กิติยากร ธิ ดาในพระวรวงศ์ ่เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ่ ัมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริ ยยศ ขึ้นเป็ น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็ นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์)กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ ิ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดําเนินนิวติพระนคร ประทับ ณ พระที่นงอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ั ั่ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร ัมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปี เดียวกัน ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้จดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ ิ กิติยากร ณ พระตําหนัก ัสมเด็จพระศรี สวริ นทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ ิ กิติยากร ขึ้นเป็ นสมเด็จพระราชินีสิริกิต์ ิในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ งการพระ ัราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ข้ ึน ณ พระที่นงไพศาลทักษิณ ใน ั่พระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึ กในพระสุ พรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระ
  • 3. ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรี นฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่ นดินโดยธรรม เพือประโยชน์ สุข ่แห่ งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิต์ ิ ขึ้นเป็ น สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินี หลังจากเสร็ จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดําเนินไปทรงรักษาสุ ขภาพ ณประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคําแนะนํา และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยูน้ น สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระ ่ ับรมราชินี มีพระประสู ติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าอุบลรัตนราชกัญญา สิ ริวฒนาพรรณวดี ซึ่งประสู ติ ณ ัโรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายนพุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริ ญ ่ ัพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้เสด็จพระราชดําเนินนิวติพระนคร ประทับ ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน ัพระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นงอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่ ั่นังอัมพรสถานนี้ เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินี มีพระประสู ติกาลพระราชโอรสและพระราช ่ธิดาอีกสามพระองค์ คือ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้ าฟามหาวชิ ราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อ ้ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดา เจ้ าฟามหาจักรีสิรินธร รั ฐสี มาคุณากรปิ ยชาติ สยามบรมราช ้ กุมารี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘  สมเด็จพระเจ้ าลูกเธอ เจ้ าฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีประสู ติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ้ พุทธศักราช ๒๕๐๐ ่ ัในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช ด้วยทรงพระราชดําริ วา พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาประจําชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยูเ่ ป็ นจํานวน ่มาก ยิงทรงมีโอกาสคุนเคยกับหลักการและทางปฏิบติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบติพระราช ่ ้ ั ักรณี ยกิจ ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิงขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า ธรรมคําสั่งสอนของสมเด็จ ่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผใดจะวิจารณ์ดวยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่ ู้ ้เสื่ อมถอยในความนิยมเชื่ อถือ ทั้งจักเป็ นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการี ตามคตินิยมอีกโสต
  • 4. หนึ่งด้วย จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรี รัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เสร็ จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดําเนินไปประทับณ พระตําหนักปั้ นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินี เป็ นผูสาเร็ จราชการทรงปฏิบติพระราชกรณี ยกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ ้ ํ ัทรงผนวชอยู่ และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินี ทรงปฏิบติพระราชกรณี ยกิจใน ัตําแหน่งผูสาเร็ จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรี ยบร้อย เป็ นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการ ้ ํโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็ น สมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินีนาถ ในปี เดียวกันนั้นเอง และในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นงอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตําหนัก ั่จิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบน ั
  • 5. พระอัจฉริยภาพด้ านจิตรกรรมฝี พระหัตถ์ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว สนพระราชหฤทัยงานศิลปะ ด้านจิตรกรรมตั้งแต่ยงทรงพระ ั ่เยาว์ ขณะที่ยงประทับอยูประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ โดยทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง จากตําราทางด้านศิลปะ ัและเสด็จพระราชดําเนิ นไปทอดพระเนตร งานศิลปกรรมตามหอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ หลังจากที่เสด็จนิวตประเทศไทย พระองค์จึงทรงเริ่ มต้น สร้างสรรค์งานจิตรกรรมอย่าง ัจริ งจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็ นต้นมา ทรงใช้เวลาเมื่อว่างจากพระราชภารกิจ เพื่อเขียนภาพ ภาพที่ทรง
  • 6. เขียนส่ วนมาก จะเป็ นพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินีนาถ ซึ่ งมักจะเป็ นภาพเขียนครึ่ งพระองค์ เป็ นส่ วนใหญ่ ผลงานจิตรกรรมฝี พระหัตถ์ เริ่ มเผยแพร่ ให้ชื่นชมในวงกว้าง เมื่อทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯพระราชทานภาพเข้าร่ วมแสดง ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๖ และในครั้งต่อๆมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริ ญญาดุษฎีบณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา ัจิตรกรรม และในโอกาสสมโภชกรุ งรัตนโกสิ นทร์ครบ ๒๐๐ ปี กรมศิลปากรได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จดนิทรรศการจิตรกรรมฝี พระหัตถ์ของพระองค์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ นับเป็ น ัครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการแสดงงานศิลปะของพระมหากษัตริ ยเ์ พียงพระองค์เดียว ่ ั ั ผลงานจิตรกรรมฝี พระหัตถ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว มีท้ งสิ้ นกว่า ๑๐๐ ชิ้น ส่ วนใหญ่เป็ นภาพสี น้ ามันบนผืนผ้าใบ จิตรกรรมฝี พระหัตถ์น้ น มีหลากหลายรู ปแบบ แบ่งออกเป็ น ๓ กลุ่ม ํ ัใหญ่ๆ คือ ภาพแบบเหมือนจริ ง (Realistic) ภาพเอ็กซ์เพรสชันสิ สต์ (Expressionism) และภาพนามธรรม ่(Abstractionism) ภาพเขียนเหมือนจริ งที่ทรงเขียน ส่ วนใหญ่จะเป็ นภาพพระสาทิสลักษณ์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชิ นีนาถ และทูลกระหม่อมทุกพระองค์ ภาพเหล่านี้มีความกลมกลืน งดงามของแสงเงาอย่างนุ่มนวล ให้บรรยากาศลึกซึ้ ง ชวนฝัน ส่ วนภาพเขียนแบบนามธรรม เป็ นผลงานที่พระองค์ ทรงพัฒนามาจากงานเขียน ในลักษณะเอ็กซ์เพรสชันนิสต์ เป็ นการแสดงออกทางอารมณ์ และความรู ้สึกอย่างอิสระ ปราศจากรู ปทรง และเรื่ องราว ่ ่มีความรู ้สึกจริ งจัง แฝงอยูในผลงานที่แสดงออกด้วยการใช้ฝีแปรงหยาบๆ สี สันที่ตดกันลงตัว ั
  • 7. พระอัจฉริยภาพด้ านหัตถกรรม ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงสนพระราชหฤทัย ในงานช่างตั้งแต่ยงทรงพระเยาว์ั ่ขณะที่ประทับอยูที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ ทรงร่ วมกับสมเด็จพระบรมเชษฐาธิ ราช ประดิษฐ์ของเล่นของใช้หลายๆ แบบเมื่อพระชนมายุ ๑๐ พรรษา ทรงประกอบวิทยุโดยซื้ อหาอุปกรณ์ มาทําเองจนสําเร็ จ สามารถฟังวิทยุท่ีส่งได้ พระองค์สนพระทัยในการทําเรื อแบบต่างๆ ด้วยไม้ ทรงจําลองเรื อรบหลวงศรี อยุธยา และทรงประดิษฐ์หุ่นเครื่ องบินเล็ก เรื อใบจําลอง และเครื่ องร่ อนต่างๆ และเมื่อทรงประดิษฐ์สิ่งใดเพื่อความสวยงามแล้ว จะทรงคํานึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่ งนั้นด้วย เรื่ อใบลําแรกที่ทรงต่อเอง เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๐๗ เป็ นเรื อใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ (International Enterprise Class) ชื่อ เรื่ อราชปะแตน และลําต่อมาชื่อ เรื อเอจี โดยทรงต่อตามแบบ ่ ัสากล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงแข่งขันแล่นเรื อใบหลายครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ทรงใช้เรื อราชปะแตนแข่งขันกับดุ๊ค ออฟ เอดินเบอระ (The Duke of Edinburgh) พระราชอาคันตุกะส่ วนพระองค์ โดยใช้เส้นทางไป - กลับ ระหว่างพัทยา - เกาะล้าน ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๘ ทรงต่อเรื อใบประเภทโอเค (International OK Class) ตามแบบสากลลําแรกที่ทรงต่อชื่ อ เรื อนวฤกษ์ หลังจากนั้นทรงต่อเรื อใบประเภทนี้ อีกหลายลํา เช่น เรื อเวคา ๑ เรื อเวคา ๒ และเรื อเวคา ๓ เป็ นต้น
  • 8. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงออกแบบและต่อเรื อใบประเภทม็อธ (International ํMoth Class) จํานวนหลายลํา เรื อประเภทนี้ เป็ นเรื อที่กาหนดความยาวของตัวเรื อไม่เกิน ๑๑ ฟุต เนื้ อที่ใบไม่เกิน ๗๕ ตารางฟุต ส่ วนความกว้างของเรื อ รู ปร่ างลักษณะของเรื อ ความสู งของเสา ออกแบบได้โดยไม่จํากัด วัสดุที่ใช้สร้างเรื อ อาจทําด้วยโลหะ ไฟเบอร์ กลาส หรื อไม้ก็ได้ เรื อม็อธ ที่ทรงออกแบบ และทรงต่อด้วยพระองค์เอง ในระหว่างปี พุทธศักราช ๒๕๐๙ - ๒๕๑๐ มีอยู่ ๓ แบบ ซึ่ งได้พระราชทานชื่อดังนี้ เรื อมดเรื อซูเปอร์มด และเรื อไมโครมด
  • 9. พระอัจฉริยภาพด้ านการเกษตร 1.ทรงสร้ างฐานข้ อมูลของพืนที่ ้ ่ ่ ั การเสด็จฯทัวประเทศไทย นับตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จนิวต ั ่ ัประเทศไทยพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวอานันทมหิ ดล พระบรมเชษฐาธิ ราช รัชกาลที่ 8 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2489 ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จที่ทุ่งนาบางเขน ที่วดพระศรี มหาธาตุ ทั้งสองพระองค์สน ัพระทัยอาชีพของชาวนามาตั้งแต่ครั้งนั้นที่เห็นชาวนาทํานา ปลูกข้าว เกี่ยวข้าว และพระองค์ยงทรงหว่าน ัข้าว ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ซึ่งรัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ าภูมิพลอดุยเดชเสด็จขึ้นครองสิ ริราชสมบัติเป็ นกษัตริ ยรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จกรี เมื่อ ์ ัพระชนมายุ 19 ชันษา และหลังจากนั้นทรงกลับไปเปลี่ยนแนวทางศึกษาหลังจากที่ได้ตดสิ นพระราชหฤทัยที่ ัเสด็จขึ้นครองราชย์ เสด็จฯไปเปลี่ยนแผนการศึกษาจากเดิมที่ศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ด้านชลประทานเปลี่ยนเป็ นด้านการปกครองด้านรัฐศาสตร์ และหลายๆ อย่าง ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ทรงโปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น และได้พระราชทานปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" เป็ นพระราชสัจวาจาที่ทรงยึดมันมาเป็ นเวลา 56 ปี นับแต่น้ นเป็ นต้นมา ่ ั
  • 10. ในการสร้างฐานข้อมูลพื้นฐาน พระองค์ทานทรงเป็ นเหมือนเด็กหนุ่ม ทรงประทับใน ่ต่างประเทศเหมือนฝรั่งไม่เคยเห็นเมืองไทยเลยเพราะฉะนั้นการที่จะมาทรงเป็ นประมุขของประเทศ ท่านก็ต้องศึกษาเมืองไทยให้ละเอียด และวิธีการที่ดีที่สุดก็คือการเสด็จไปเยียมราษฎรในทุกภาคของประเทศไทย ่เพื่อให้ได้สัมผัสและทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ขอพระราชทานอนุ ญาตใช้คาสามัญว่า จะได้เห็นได้ฟัง ํได้ชิม ได้สัมผัส เห็นฝุ่ น เห็นทะเล ด้วยตาตนเอง ครั้งแรกที่เสด็จฯไปที่พระราชวังไกลกังวล ที่หวหิ นและเสด็จฯไปจังหวัดประจวบคีรีขนธ์ ั ัราชบุรี เพชรบุรี การที่เสด็จฯไปทรงงานทัวประเทศทําให้ได้ทรงเห็นเมืองไทย รู ้จกคนไทย มีความ ่ ัประทับใจ ทําให้เกิดแรงดลพระราชหฤทัยให้มีโครงการพระราชดําริ ข้ ึนมา ช่วงที่เสด็จฯไปที่หวหิ นสมัยก่อนอาจจะไปรถไฟต่อมามีถนนจึงเดินทางโดยรถยนต์ และได้ ั ่ทอดพระเนตรเห็นป่ ายางนาในช่วงอําเภอบ้านลาด จนถึงอําเภอท่ายาง จ.เพชรบุรี ขึ้นอยูสองข้างทางพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเก็บป่ ายางนาไว้แต่เนื่องด้วยมีเหตุขดข้องทําให้ไม่สามารถรักษาป่ าไว้ได้ จึง ัทรงโปรดให้มหาดเล็กเก็บเมล็ดพันธุ์ยางมาเพาะแล้วนํามาปลูกที่สวนจิตรลดา ปั จจุบนแปลงนายางนั้นยังอยู่ ัแสดงให้เห็นว่าพระองค์สนพระทัยที่จะอนุ รักษ์พนธุ์ไม้ ั ในช่วงปี พ.ศ.2496-2498 เสด็จเยียมเกษตรกรในภาคกลาง เสด็จฯโดยเรื อพระที่นง เสด็จฯไป ่ ั่ ั่ ่ตอนเช้าเย็นเสด็จฯกลับไม่ทรงประทับแรม มีครั้งเดียวที่เสด็จฯ ชัยนาทประทับบนเรื อพระที่นงอยูครั้งเดียว ในวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 ทรงไปเยียมภาคอีสานทุกจังหวัดเป็ นเวลา 19 วัน เป็ นครั้ง ่แรกที่เสด็จฯภาคอีสาน พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะไปรถไฟ จากรถไฟต่อรถยนต์ จากรถยนต์ต่อเฮลิคอปเตอร์ ไปภูกระดึง จากภูกระดึงมาประทับรถยนต์พระที่นงเสด็จฯ มาหนองคาย จากหนองคายมาลง ั่เรื อวิงตามลํานํ้าชมนํ้าโขงและนังรถยนต์ต่อ ผูที่เล่าตอนนั้นบอกว่าใกล้ฤดูหนาวเริ่ มแล้งฝุ่ นมาก เข้าใจว่า ่ ่ ้ตอนนั้นรถยังไม่มีแอร์ ฝุ่ นก็เยอะมาก ในระหว่างที่เสด็จฯจากนครพนมเพื่อเสด็จฯไปขอนแก่น ซึ่ งจะต้องผ่านภูพานลงมาจากภูพานก็จะถึงสี่ แยกสมเด็จ ตอนแรกไม่ได้จะเสด็จที่น้ ีแต่มีพสกนิกรมาเฝ้ ารับเสด็จฯ ตอนนั้นแล้งมากข้าวในนาตายหมด พระองค์ตรัสถามชาวนาที่มาเฝ้ ารับเสด็จฯว่าข้าวในนาตายเพราะแล้งใช่ไหม ชาวนาบอกว่าไม่ใช่ ตาย ่ ่เพราะนํ้าท่วม ทําให้พระองค์ตระหนักได้วาเมืองไทยมีน้ าสมบูรณ์แต่วานํ้าไม่สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้ ํเต็มที่ พอตกลงมาก็ท่วมสร้างความเสี ยหายแล้วนํ้าก็ไหลลงแม่น้ าลําคลองไม่มีประโยชน์อะไร ํ
  • 11. ่ ทําให้ทรงมีแรงดลพระราชหฤทัยหลายเรื่ องในจุดนั้น ท่านทรงมีพระราชดําริ วาบนภูพานมีแม่น้ าหลายสายน่าจะมีการทําฝายทดนํ้าเล็กๆ เป็ นขั้นๆ ต่อมามีการทํากันมาก เมืองไทยมีแหล่งเก็บนํ้า ํธรรมชาติมาก จึงคิดว่าทําไมไม่ขดบ่อในไร่ นาขุดบ่อให้มีน้ าในไร่ นา แต่น่าเสี ยดายว่าแหล่งนํ้าธรรมชาติ ุ ํหลายแห่งถูกพัฒนาแต่พฒนาเป็ นแหล่งท่องเที่ยวมากกว่า ต่อมาการขุดบ่อนํ้าในนาได้กลายมาเป็ นอ่างเก็บนํ้า ั ่เล็กๆ มากขึ้นหรื อที่เรี ยกกันว่า "แก้มลิง" ที่ตอนนี้กรุ งเทพฯมีอยูประมาณ 30 แก้ม อีกหนึ่งโครงการพระราชดําริ ที่สาคัญคือถึงจะเป็ นหน้าแล้งแต่เมืองไทยก็มีเมฆขาวเต็ม ํท้องฟ้ า น่าจะมีวธีการที่ทาอย่างไรให้เมฆเหล่านั้นตกลงมาตามที่ตองการแล้วต่อมาก็กลายเป็ นโครงการฝน ิ ํ ้หลวง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 17 มีนาคม พ.ศ.2501 เสด็จฯภาคเหนือทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทําให้มีแรงดลพระราชหฤทัยให้มีโครงการพระราชดําริ ช่วยเหลือชาวเขา ซึ่ งต่อมาได้กลายเป็ นโครงการหลวงในที่สุด เพราะเนื่องมาจากเห็นชาวเขาปลูกฝิ่ นและทําไร่ เลื่อนลอย วันที่ 6-26 มีนาคม 2502 เสด็จฯเยียมภาคใต้ทุกจังหวัด ทรงประทับที่จงหวัดนราธิวาส จังหวัด ่ ัปั ตตานี ทําให้ทรงทราบว่าเมืองไทยนั้นมีชาวมุสลิมอาศัยอยูหลายจังหวัดมีประเพณี ที่ต่างกับภาคอื่นและมี ่ทะเลที่สวยงามมาก จากนั้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2502 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2510 เสด็จฯเยียมมิตรประเทศ ่กว่า 28 ประเทศ บางช่วงเสด็จถึง 6 เดือนเพื่อศึกษาความแตกต่างของประเทศที่เจริ ญแล้วว่ามีสิ่งใดบ้างที่ควรนํามาปรับปรุ ง ในสิ่ งที่ไม่ดีก็ไม่พยายามป้ องกันไม่นาเข้ามา เป็ นการผูกมิตรกับมิตรประเทศ ํ 2.ทรงเริ่มงานพัฒนา ประกอบด้ วยอาชีพของประชาชน การพัฒนาป่ าไม้ ดินและนา ้ นับตั้งแต่ปี 2512 เป็ นต้นมา ตลอดเวลา 17 ปี พระองค์จะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปเยียม ่ราษฎรในภาคต่างๆ ทุกปี จะหมุนเวียนไปทุกภาคเพื่อไปทรงงานต่อยอดงานในโครงการพระราชดําริ ทุกปีจากนั้นเป็ นต้นมาไม่เคยเสด็จฯต่างประเทศอีกเลย กระทังปี 2517 จึงได้เสด็จฯไปประเทศลาวซึ่งมีโครงการ ่สร้างสะพาน พระองค์ทรงมีเหตุผลของพระองค์ท่ีจะทรงใช้เวลาทั้งหมดเพื่อการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนชาวไทย ทรงเริ่ มงานพัฒนาเกี่ยวกับอาชีพและอาหารของประชาชน การเริ่ มงานส่ วนใหญ่ทรงแนะนําหน่วยราชการในช่วงนั้นที่รับพระราชดําริ ไปค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ แต่บางสิ่ งบางอย่างเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีขอมูลทันที ้
  • 12. ไม่เห็นด้วยแต่บางอย่างที่พระองค์สนพระทัยก็จะนํามาวิจยมาพัฒนาของพระองค์เองที่พระตําหนักสวน ัจิตรลดา และพระตําหนักสวนอัมพร งานแรกที่เป็ นงานพัฒนาอาหาร คือ ข้าว ปลา ผัก ผลไม้ เป็ นอาหารหลักของคนไทยโดยเฉพาะเรื่ องข้าวสนพระทัยมาก โครงการแรกคือ ทรงรับปลาหมอเทศมาจากปี นัง และทรงนําเลี้ยงที่พระตําหนักสวนจิตรลดาแล้วจากนั้นได้นาพันธุ์ปลาหมอเทศ 5 หมื่นตัวไปแจกแก่กลุ่มเกษตรกรที่บางเขนแล้วก็แพร่ หลายออกไป ํแล้วต่อมาที่สวนจิตรลดาก็ได้ขยายออกมาเป็ นสถานีทดลองส่ วนพระองค์ และทุกปี ในวันพืชมงคล จะโปรดเกล้าฯให้ประชาชนเข้าชมงานในนั้น ในปี 2503 ทรงฟื้ นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เลิกมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ที่ตองฟื้ นขึ้นมาเพื่อเป็ นขวัญกําลังใจแก่เกษตรกรที่เป็ นประชากรส่ วนใหญ่ ้ของประเทศ จากนั้นทรงเริ่ มมีระบบสหกรณ์ ธนาคารโคกระบือ ธนาคารข้าว การทดสอบการปลูกข้าวในสภาพดินต่างๆ เป็ นการทดลองในสภาพพื้นที่เช่นภาคเหนือที่มีการทดลองปลูกข้าวแบบขั้นบันได ในปี พ.ศ.2505 ทรงเริ่ มโครงการโคนม ที่สวนจิตรลดา ตามพระราชประวัติของพระองค์เมื่อทรงเรี ยนอนุบาลมีพระชนมายุ 5 ชันษา ที่โรงเรี ยนมาแตร์เดอี สมเด็จพระราชชนนีจะโปรดเกล้าฯให้พระองค์และสมเด็จพระเชษฐา สะพายนมสดไปเสวยที่โรงเรี ยนทุกวัน เพราะอยากให้คนไทยร่ างกายแข็งแรงแบบฝรั่ง เป็ นแนวคิดในการส่ งเสริ มให้เลี้ยงโคนม ในปี พ.ศ.2509 มกุฎราชกุมารประเทศญี่ปุ่นได้พระราชทานพันธุ์ปลานิลเป็ นปลาที่กลายพันธุ์ ั ่ ัมาจากปลาหมอเทศ เติบโตเร็ วกว่าอร่ อยกว่าให้กบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวและต่อมาพระองค์ได้ ่เพาะเลี้ยงกลายพันธุ์เป็ นปลาทับทิมที่แพร่ หลายอยูในตอนนี้ เผยแพร่ ไปทัวประเทศ ่ ต่อมาเป็ นการพัฒนาป่ าไม้และดิน ในปี 2512 พระองค์เห็นสภาพปั ญหาของชาวเหนือที่มี ่ชาวเขาอาศัยอยูหลายเผ่า ชาวเขามักจะถางป่ าทําไร่ เลื่อนลอยแล้วทําให้ตนนํ้าลําธารมีปัญหาแล้วเป็ นนํ้าที่คน ้พื้นล่างใช้ พระองค์เริ่ มโครงการพัฒนาชาวเขาหาทางปลูกพืชอะไรก็ได้แทนการปลูกฝิ่ นและรายได้ดี หยุดการทําไร่ เลื่อนลอย ขณะเดียวกันก็ปลูกป่ าเพิ่ม ต่อมาปี 2513 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็ นโครงการหลวงซึ่งดําเนินงานต่อมาถึงปั จจุบน ั แนวพระราชดําริ ดานป่ าไม้ที่ทรงแนะนํา คือ 1.ให้สร้างฝายต้นนํ้าขนาดเล็ก ทางเหนื อเรี ยกว่า ้ฝายแม้ว2.การปลูกป่ าโดยไม่ตองไปถางหรื อท่านใช้คาว่า "ห้ามปอกเปลือกป่ า" ปล่อยให้ข้ ึนเอง การปลูก ้ ํต้นไม้ 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง 1.ไม้ผล 2.ไม้ใช้สอย 3.ไม่ทาเชื้อเพลิง และ 4.เป็ นการอนุรักษ์ดินและ ํนํ้า การปลูกไม้ผลบนยอดเขาเมล็ดของมันจะแพร่ พนธุ์ไปเองั ทางด้าน ดิน พระองค์ทรงมีโครงการพระราชดําริ แกล้งดินในภาคใต้ เนื่องจากดินส่ วนใหญ่เป็ นดินพรุ เป็ นกรดทําให้ดินเปรี้ ยว พระองค์ทรงใช้วธีการทําให้ดินหายเป็ นกรดคือต้องทําให้เปรี้ ยวสุ ดสุ ด ิแล้วแก้หนเดียว โดยเริ่ มทําครั้งแรกที่ศูนย์พิกุลทอง จังหวัดนราธิ วาส จะเห็นว่าพระองค์จะไม่แนะนําเรื่ องสารเคมีเลย
  • 13. เมื่อเกิดปั ญหาหน้าดินถล่มในปี พ.ศ.2532 ทรงแนะนําเรื่ องหญ้าแฝกเพราะว่าปี นั้นมีโครงการดอยตุงมีผหวังดีไปตัดถนนใหม่เป็ นทางตรง ปรากฏว่าดินถล่มลงมากลบนาชาวบ้าน พระองค์ทรงมี ู้พระราชดําริ ให้ปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้ องกันการชะล้างและการพังทลายของหน้าดินและยังช่วยบํารุ งดินเป็ นปุ๋ ยพืชสด โครงการนํ้า แห่งแรกที่พระองค์ริเริ่ มเมื่อปี 2506 การทําโครงการเก็บนํ้าเขาเต่าที่หวหิ นเป็ น ัโครงการแรกเลย โดยการทําเขื่อนกั้นไม่ให้น้ าทะเลเข้าแล้วเอานํ้าจืดจากเขามาใช้ประโยชน์เลี้ยงปลาทํา ํการเกษตรได้ มีพระราชดําริ อย่างหนึ่งว่า การสร้างเขื่อนดีแน่ แต่การสร้างเขื่อนใหญ่ๆ มักใช้เงินมากต้องกู้เงินมาสร้าง มีประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้ า กันนํ้าท่วมได้ แต่ประโยชน์ท่ีเกษตรกรรายย่อยได้รับทันทีนอย ้เพราะว่าการทําต้องทําคลองส่ งนํ้าและไม่มีเวลาที่จะทําให้แนวพระราชดําริ ของพระองค์ท่านคือทําเขื่อนตามแม่น้ าและคลองขนาดเล็กเพื่อสร้างเขื่อนขนาดเล็ก ํ 3.ทรงสร้ างฐานส่ งกาลังบารุ งแบบทหาร การทํางานต้องมีฐานกําลังสนับสนุน เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯไปทรงงานไปต่างจังหวัด ้ ้่สมัยก่อนจะทรงไปประทับที่บานผูวาราชการจังหวัด ศาลากลางไม่มีที่ประทับในตอนนั้น ฉะนั้นจึงได้มีการสร้างตําหนักขึ้นมาในภาคกลางก็จะมีที่ประทับที่พระราชวังไกลกังวลพระตําหนักเปี่ ยมสุ ข เป็ นฐานที่ทางาน ํในภาคกลางตะวันออกตะวันตก ในภาคเหนือสร้างพระตําหนักภูพิงค์ ภาคใต้สร้างพระราชตําหนักทักษิณราชนิเวศน์ และที่ภาคอีสานสร้างตําหนักภูพานราชนิ เวศน์ ถือว่าเป็ นฐานที่ทรงไปปฏิบติงานประจําปี เพื่อ ัสามารถขยายผลได้อีก ในปี พ.ศ.2522 ทรงสร้างศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร 6 แห่งทัวประเทศ เพื่อเป็ น่ตัวอย่างของความสําเร็ จในการทํางานของหน่วยงาน เพื่อประชาชนในท้องถิ่นสามารถนําไปใช้ได้ทนที เป็ น ัพิพิธภัณฑ์ของสิ่ งมีชีวต เป็ นศูนย์บริ การเบ็ดเสร็ จ หรื อ One Stop Service เป็ นศูนย์ที่ต้ งก่อนธนาคารและ ิ ัอําเภอจะทําเสี ยอีก นอกจากนี้ยงมีมูลนิธิชยพัฒนาเป็ นมูลนิธิส่วนพระองค์ที่ต้ งขึ้นมาเพื่อใช้ในเหตุการณ์ ั ั ัเร่ งด่วน เพราะบางโครงการกว่าจะรอรัฐบาลอนุมติก็ใช้เวลานานเป็ นปี ั โครงการทฤษฎีใหม่เป็ นการบริ หารจัดการดิน นํ้า พืช ทุน แรงงาน ให้มีประสิ ทธิภาพ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงรับสั่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537 และรับสั่งอีกครั้งในวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ในช่วงนั้นเกิดฟองสบู่แตกประชาชนประชาชนเริ่ มหันไปสนใจแนวพระราชดําริทฤษฎีใหม่มากขึ้น กระทังครั้งล่าสุ ดเมื่อวันที่ 4ธันวาคม 2548 เป็ นพระราชดํารัสของพระองค์ครั้งหลังสุ ด ่ ขออัญเชิ ญพระราชดํารัสของพระองค์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่รับสั่งว่า " เราก็ตอง ้ขอให้พรทุกฝ่ าย ฝ่ ายรัฐบาล ฝ่ ายค้าน ได้พร้อมใจทําอะไรก็ทาให้ดี แต่วนนี้ไม่พดว่าให้ทาอะไรเพราะว่าจะ ํ ั ู ํทะเลาะกันไม่เอา ไม่ให้ทะเลาะกัน ให้ทาอะไรที่ดูดี แล้วคิดให้อย่าเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถาแต่ละคนทํางานให้ ํ ้เหมาะสมบ้านเมืองถึงจะไปได้ ถึงจะต้องให้พรว่าให้บานเมืองไปได้ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่ให้มีการหัวชน ้ฝา จะทําอะไรก็ขอให้แต่ละคนมีความสําเร็ จ พอสมควร เศรษฐกิจพอเพียงคือทําให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียงก็
  • 14. ไปไม่ได้ แต่ถาทําพอเพียงสามารถนําพาประเทศไปได้ ก็ขอให้ทุกคนประสบความสําเร็ จพอเพียงเพื่อให้ ้ ่บ้านเมืองบรรลุความสําเร็ จที่แท้จริ ง ขอให้รู้วาคนที่รับพรก็รับไปคนที่ไม่รับพรก็คิดในใจ ขอบใจท่านทั้งหลายที่มาให้พรเราเราขอรับพรท่าน" พระอัจฉริ ยภาพด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ ด้ านการศึกษา “… ในประเทศไทยนี้ถาดูจากสถิติก็มีพลเมืองเพิมขึ้นทุกๆ วัน จึงสันนิษฐาน ้ ่ได้วาพลเมืองของประเทศไทยนี้อยูในวัยเรี ยนอยูเ่ ป็ นส่ วนมากทุกๆ ปี การที่ส่วนรวมคือ ประชาชนทั้ง ่ ่ประเทศเล็งเห็นความสําคัญของการศึกษาเป็ นสิ่ งที่ดีแล้ว จึงต้องช่วยกันจัดการให้เยาวชน ให้ประชาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่น้ ีได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เราจะไปอาศัยรัฐบาลหรื ออาศัยทางราชการที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความเจริ ญด้านเดียวไม่ได้เพราะว่าในสมัยนี้ถือว่าเป็ นสมัยประชาธิ ปไตยทุกคนมีส่วนในงานของประเทศชาติ... ” (พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริ หารมูลนิธิช่วยนักเรี ยนที่ ขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2512) ดังพระบรมราโววาทของพระบาทสมเด็จพระ ่ ัเจ้าอยูหว ทรงเห็นความสําคัญของการศึกษากับประชาชนทุกช่วงวัย แต่ทรงเน้นหนักที่เยาวชน ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวจึงทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้จดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสําหรับ ัเยาวชน ซึ่ งแบ่งหลักการทําคําอธิ บายเรื่ องต่างๆ แต่ละเรื่ องเป็ นสามระดับคือ „ ระดับเด็กเล็กอ่าน „ ระดับเด็กรุ่ นกลางอ่าน „ ระดับเด็กรุ่ นใหญ่รวมถึงผูใหญ่อ่าน ้
  • 15. ในปัจจุบนได้มีการจัดพิมพ์สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ใน ั ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว รวม 29 เล่ม ่ ั ในด้านทุนการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ ่อุดมศึกษา เพราะพระองค์ทรางทราบดีวาเด็กไทยมีความสามารถในการเรี ยน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังพระราชดํารัสแก่สมาชิกสโมสรไลออนส์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2513 ว่า “… การให้การศึกษาแก่คนนี้เป็ นปั ญหาของคนทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ต้องร่ วมมือกันหลายฝ่ าย ระหว่างผูที่มีความรู ้ ผูที่มีเจตนาดีต่อสังคม และผูมีทุนทรัพย์... ” ้ ้ ้ ดังนั้น พระองค์ทรงตั้งกองทุนพระราชทานให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรี ยน ซึ่ งแต่ละทุนมีวตถุประสงค์ท่ีแตกต่างกัน ดังนี้ ั ่ ั „ ทุนมูลนิธิ “ ภูมิพล ” ก่อเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จานวน 100 , 000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ เพื่อพระราชทานแก่นกศึกษา ํ ัมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ผเู ้ รี ยนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ ต่อมาได้พระราชทานทุนขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆและได้ตราระเบียบลงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2511 ซึ่ งแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท ได้แก่ „ ทุนประเภทช่วยเหลือการศึกษา „ ทุนประเภทช่วยเหลือการทําปริ ญญานิพนธ์หรื อการวิจย ั „ ทุนมูลนิธิ “ อานันทมหิดล ” ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2498 โดยพระราชทานทุนนี้แก่นกศึกษา ัแพทย์ตามรอยพระบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และเป็ นพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิ ราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิ ดล เพื่อให้ไปศึกษาต่อณ ต่างประเทศเมื่อสําเร็ จแล้วให้มาทํางานเป็ นผูเ้ ชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เรี ยนมา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระ ่ ัเจ้าอยูหวทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้จดทะเบียนตราสารทุนอานันทมหิ ดล เป็ น “ มูลนิธิอานันทมหิดล ” เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2502 ปัจจุบนมูลนิธิ “ อานันทมหิดล ” ได้พระราชทานทุนแก่นกศึกษาสาขาต่างๆ คือ ั ัแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ วารสารศาสตร์ และอักษรศาสตร์
  • 16. ่ ั „ ทุนเล่าเรี ยนหลวงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหว ได้ริเริ่ มพระราชทาน “ ทุนเล่าเรี ยนหลวง ” (Kings Scholarship) ให้นกเรี ยนไปเรี ยต่อต่างประเทศต่อเนื่ องกันมาจนถึงรัชกาล ั ่ ัพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองาจึงยุติไปใน พ.ศ. 2476 ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชประสงค์ให้ฟ้ื นฟูทุนนี้ข้ ึน โดยพระราชทานแก่นักเรี ยนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสู ตรของกระทรวงศึกษาธิ การได้คะแนนดีเยียมปี ละ 9 ทุน ่คือ แผนกศิลปะ 3 ทุน แผนกวิทยาศาสตร์ 3 ทุน และแผนกทัวไป 3 ทุน ่ „ ทุนการศึกษาสังเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุ เคราะห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรง่ ัพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง “ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ” เพื่อสงเคราะห์เด็กที่ครอบครัวประสบวาตภัยภาคใต้ และขาดผูอุปการะเลี้ยงดู รวมทั้งช่วยเหลือราษฏรผูประสบสาธารณภัยทัวประเทศ ้ ้ ่ „ ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโรงเรี ยนราชประชาสมาสัยใน พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างสถาบันวิจยค้นคว้าเรื่ อง ่ ั ัโรคเรื้ อน ณ อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เนื่ องจากว่าขณะนั้นโรคเรื้ อนได้ระบาดในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุ ขและองค์การอนามัยโลกพยายามกําจัดโรคเรื้ อนให้หมดไปภายใน 10 ปี แต่ตองมี ้ ่ ัสถาบันค้นคว้าและวิจย ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวจึงทรงพระราชทานเงินทุนในการก่อตั้งสถาบัน ัและเสด็จพระราชดําเนินไปประกอบพิธีเปิ ดสถาบันเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2503 พระราชทานนามว่า “ ราชประชาสมาสัย ” ต่อมากระทรวงสาธารณสุ ขได้ขอพระราชทานพระมหากรุ ณาธิ คุณให้ทรงรับ ่ ั ่มูลนิธิน้ ีไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวจึงทรงมีขอแม้วากระทรวงสาธารณสุ ข ้จะต้องจัดตั้งโรงเรี ยนสําหรับบุตรของผูป่วยที่เป็ นโรคเรื้ อน ซึ่ งแยกจากบิดามารดาตั้งแต่แรกเกิดดังพระบรม ้ราโชวาทที่พระราชทานถึงการก่อตั้งโรงเรี ยน และพระราชดํารัสในพิธีเปิ ดโรงเรี ยนราชประชาสมาสัย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2507 ่ ั „ ทุนนวฤกษ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงพระกรุ ณาริ เริ่ มก่อตั้ง “ ทุนนวฤกษ์ ” เพื่อช่วยเหลือนักเรี ยนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีผลการเรี ยนดี ความประพฤติเรี ยบร้อย ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับต่างๆ รวมทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และสมทบจากผู ้ ่ ับริ จาคทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศล ก่อสร้างโรงเรี ยนตามวัดในชนบท ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสังเคราะห์เด็กยากจนและเด็กกําพร้าให้มีสถานศึกษาเล่าเรี ยน „ ทุนการศึกษาพระราชทานแก่นกเรี ยนเฉพาะกรณี ั „ ทุนพระราชทานแก่นกเรี ยนชาวเขา ั „ ทุนพระราชทานแก่นกเรี ยนเฉพาะสถานศึกษา ั
  • 17. „ รางวัลพระราชทานแก่นกเรี ยนและโรงเรี ยนดีเด่น ั ่ ั ด้ านเทคโนโลยีสารสนเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงสนพระราชหฤทัยศึกษาหลายด้าน อาทิ วิทยาศาสตร์ การเกษตร วิศวกรรมศาสตร์ การใช้เครื่ องมือเทคโนโลยีต่างๆ เป็ นต้น นอกจากนั้นแล้วพระองค์ทรงสนพระทัยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ด้ านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นอกเหนือจากพระอัจฉริ ยภาพด้านอื่นๆ แล้ว ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวยังทรงสนพระราชหฤทัยในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอีกด้วย พระองค์ทรงประดิษฐ์และสร้างสรรค์งานต่างๆ มากมายเนื่องจากตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดําเนินเยียมราษฏรเป็ นประจํา เมื่อพระองค์พบเจอปั ญหาที่ราษฎรประสบพระองค์ก็ทรง ่ศึกษาและประดิษฐ์เครื่ องมือต่างๆ เพื่อนํามาช่วยเหลือบรรเทาปั ญหาต่างๆ ซึ่ งพระองค์ได้มีพระราชดําริ ให้จัดตั้งโครงการและมูลนิธิต่างๆ ดังนี้ 1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ในระยะแรกสามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 ลักษณะ คือ „ โครงการลักษณะที่พระองค์ทรงทําการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง เป็ นการส่ วนพระองค์ และนําผลสรุ ปพระราชทานเผยแพร่ แก่เกษตรกร „ โครงที่พระองค์ทรงเข้าไปร่ วมแก้ไขปั ญหาหลักของเกษตรกร ระยะแรกโครงการยังจํากัดอยูในพื้นที่รอบๆ ที่ประทับในส่ วนภูมิภาค ต่อมาเริ่ มขยายตัวสู่ สังคมเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ่ ่ โครงการอันเนื่ องมาจากพระราชดําริ มีอยูมากมายหลายสาขา หลายประเภท ในระยะแรกมีชื่อ เรี ยกแตกต่างกันไปดังนี้คือ „ โครงการตามพระราชประสงค์ „ โครงการหลวง „ โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ „ โครงการตามพระราชดําริ 2 . มูลนิธิชยพัฒนาความเป็ นมา เป็ นที่ประจักษ์แจ้งชัดในความรู้สึก และสํานึกของ ั ่ ัประชาชนชาวไทยทุกถ้วนหน้าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงเป็ นศูนย์รวมแห่งดวงใจและความจงรักภักดีอนยิงใหญ่ของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ด้วยเหตุที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา เวลา ั ่และพระราชทรัพย์ ตลอดจนได้อุทิศพระองค์ในการทรงงาน และประกอบพระราชกรณี ยกิจเพื่อการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนผูยากไร้ตลอดมา เป็ นระยะเวลาที่ยาวนานและต่อเนื่ อง ทั้งนี้ก็ ้
  • 18. โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าบังเกิดความร่ มเย็น มีความอยูดีกินดี อันจะนําไปสู่ ความ ่มันคงของประเทศชาติเป็ นส่ วนรวม ่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดําเนินงานพัฒนาช่วยเหลือประชาชนตามระบบราชการนั้นบางครั้งบางโอกาสจําเป็ นต้องดําเนินการตามระเบียบปฏิบติที่ทางราชการกําหนดไว้ตามขั้นตอนต่างๆ ทําให้ ัโครงการบางโครงการอาจถูกจํากัดด้วยเงื่อนไขบางประการ เช่น กฎเกณฑ์ ระเบียบ หรื องบประมาณ ฯลฯจนเป็ นเหตุให้การดําเนินงานนั้นๆ ไม่สอดคล้องหรื อทันกับสถานการณ์ท่ีจาเป็ นเร่ งด่วนที่จะต้องกระทําการ ํโดยเร็ ว ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวได้มีพระราชดําริ ให้จดตั้ง “ มูลนิธิชยพัฒนา ” เพื่อสนับสนุน ั ัการช่วยเหลือประชาชนในรู ปของการดําเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ ในกรณี ท่ีการดําเนินการนั้นๆ ถูกจํากัดด้วยเงื่อนไขดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรื อดําเนิ นงานในลักษณะอื่นใดที่จะทําให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่าง ่แท้จริ ง รวดเร็ ว และไม่ตกอยูภายใต้ขอจํากัดในเรื่ องเงื่อนไขของเวลา ้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรุ งเทพมหานครได้รับจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิชยพัฒนาให้เป็ นันิติบุคคลตามเลขทะเบียนลําดับที่ 3975 ตั้งแต่ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2531 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 105 ตอนที่ 109 วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 3. ทฤษฎีใหม่ การขุดสระนํ้าประจําไร่ นา ่ ั่ “… หลักสําคัญจะต้องมีน้ าบริ โภค นํ้าใช้ นํ้าเพื่อการเพาะปลูกเพราะว่าชีวิตอยูท่ีนน ถ้ามี ํ ่ ่ ่ ่นํ้าคนอยูได้ ถ้าไม่มีน้ าคนอยูไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้ าคนอยูได้ แต่ถามีไฟฟ้ า ไม่มีน้ า คนอยูไม่ได้.. ” ํ ้ ํ ่ ั จากพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวข้างต้นนี้ได้พระราชทานแก่ผูอานวยการสํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (กปร.) ้ํและคณะฯ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ณ สวนจิตรลดา คงสามารถเป็ นเครื่ องยืนยันได้วาพระองค์ทรง ่ตระหนักถึงความสําคัญเรื่ องทรัพยากรนํ้าเป็ นอย่างยิง เพราะนํ้านั้นจําเป็ นอย่างยิงในการดํารงชีวตของมนุษย์ ่ ่ ิ ่ไม่วาในด้านอุปโภคหรื อบริ โภค ตลอดจนการเพาะปลูก ตลอดระยะเวลานานกว่า 40 ปี พระองค์ทรงทุ่มเทพระสติปัญญาตรากตรําพระวรกายโดย ่มิได้ยอท้อต่อความเหนื่ อยยากแม้แต่นอยท่ามกลางปั ญหาอันสลับซับซ้อนนี้ พระองค์ทรงหาหนทางโดยใช้ ้หลักการหรื อทฤษฎีปฏิบติอย่างง่ายๆ เข้าแก้ไขสิ่ งที่ยากอยูเ่ สมอ เพราะทุกหนทางที่จะแก้ไขนั้นจะต้องเป็ น ัหนทางที่ชาวบ้านทําได้ แต่ที่สาคัญในการแก้ไขปั ญา พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายให้ราษฏรเข้ามามี ํส่ วนร่ วม มีส่วนรับผิดชอบด้วยตนเองด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ราษฏรมีความรู้สึกเป็ นเจ้าของ หวงแหน และแบ่งปั นผลประโยชน์ซ่ ึ งกันและกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวได้พระราชทานแนวพระราชดําริ เกี่ยวกับ “ ทฤษฏีใหม่ ” ใน ่ ัการแก้ไขปั ญหานํ้าเพื่อการเกษตรให้ราษฏรและได้ใช้พ้ืนที่ของมูลนิธิชยพัฒนา อันเป็ นมูลนิธิส่วนพระองค์ ัทําการทดสอบจนประสบความสําเร็ จมาแล้ว ที่วดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี แนวทางในการแก้ไขของ ัพระองค์น้ นแสนจะง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ลึกซึ้ งยิงนักเพราะเป็ นหนทางธรรมชาติ ั ่
  • 19. ในแง่สภาพแวดล้อมของเกษตรกรหากพิจารณาอันดับแรกพระองค์ทรงมีพระราชดําริ วา ่ ่ธรรมชาติน้ นได้ปรับสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและวิถีชีวตของมนุษย์อยูแล้ว จะเห็นได้วาสภาพภูมิ ั ิ ่ ่ประเทศได้ปรับตัวเองให้เป็ นลักษณะหนอง คลอง บึง เพื่อเก็บกักนํ้ายามนํ้าหลากมาในฤดูฝนอยูแล้ว ซึ่งทําให้มีน้ าใช้ในฤดูแล้งแต่มนุษย์กลับละเลยไม่ดูแลธรรมชาติอนลํ้าค่านี้ ํ ั นอกจากไม่ดูแลแล้ว มนุษย์มีความโลภและทําลายโครงสร้างของธรรมชาติดวย หนอง้ ่คลอง บึง จึงอยูในสภาพตื้นเขินจนใช้การไม่ได้หลายส่ วนถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรมผลสุ ดท้ายสภาพความทุกข์ยากก็เกิดขึ้น ยามนํ้าหลากก็ไหลท่วมเพราะไม่มีหนอง คลอง บึง คอยรองรับเพื่อผ่อนคลายความรุ นแรงของนํ้า และพอพ้นหน้านํ้าก็จะเกิดภาวะแห้งแล้งไม่มีน้ าเก็บกักไว้ใช้ ดังนั้น พระองค์จึงได้มีพระบรม ํราโชบายให้ทาการบูรณะฟื้ นฟูแหล่งนํ้าธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้ทวประเทศ ํ ั่ พระองค์จึงได้พระราชทานแนวพระราชดําริ ให้พจารณาจัดหานํ้า เพื่อสนับสนุนการ ิเพาะปลูกของราษฏร โดยดําเนินการขุดสระเก็บนํ้าตามทฤษฎีใหม่ เหมือนกับที่ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯให้ ดําเนิ นการที่โครงการพัฒนาพื้นที่วดมงคลชัยพัฒนา อําเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เพื่อเป็ น ัตัวอย่างให้เห็นว่าพื้นที่ครอบครองขนาดเล็กและมีสภาพแห้งแล้งสามารถที่จะใช้เกิดประโยชน์อย่างได้ผลและสามารถเก็บกักนํ้าไว้ใช้ในการเพาะปลูก การประมง และการเลี้ยงสัตว์ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ และเพื่อเป็ นโครงการตัวอย่างให้ราษฏรบริ เวณใกล้เคียงสามารถนําไปปฏิบติในพื้นที่ของตนเองเป็ นการเพิ่มผลผลิต ัและรายได้ให้แก่ครอบครัวพระอัจฉริยภาพด้ านสื่ อสารอิเล็กทรอนิกส์ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงสนพระทัยด้านการสื่ อสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ "...ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลําโพงขยาย ของเครื่ องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดนยีหอ Centrum จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ่ ้ ่ ัอานันทมหิ ดล ทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริ การเสี ยงตามสายไม่นอย..." (สุ ชาติ เผือกสกนธ์, วัน ้สื่ อสารแห่งชาติ : 2530)
  • 20. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวได้ทรงอุทิศพระองค์ พระอัจฉริ ยะและพระอุตสาหะทั้งมวลเพื่อราษฎรในทุกภูมิภาค พระองค์ทรงมีดาริ ให้มีการพัฒนาด้านระบบวิทยุสื่อสารอย่างจริ งจัง และต่อเนื่อง ํและมีประสิ ทธิ ภาพมากยิงขึ้น กล่าวคือสามารถรับส่ งได้ไกลยิงขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงใช้ ่ ่เครื่ องมือสื่ อสารพกติดพระองค์ เพื่อประกอบพระราชกรณี ยกิจต่างๆ อยูเ่ สมอ เพราะสิ่ งที่พระองค์ทรงขาดไม่ได้คือการสดับตรับฟังข่าวทุกข์สุขของประชาชน ดังเช่น ในระหว่างการเสด็จเยียมราษฎรได้ทรงพบว่า มี ่ ้ ํผูใดที่กาลังป่ วยเจ็บจําเป็ นต้องบําบัดรักษา จะทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์ผตามเสด็จดูแลตรวจ ู้รักษาทันที ในบางรายที่มีอาการป่ วยหนัก จําเป็ นต้องส่ งตัวเข้าบําบัดรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นหรื อโรงพยาบาลในกรุ งเทพมหานครโดยเร็ ว หากมีเวลาเพียงพอ พระองค์ท่านจะรับสั่งผ่านทางวิทยุถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตํารวจตระเวนชายแดน ขอรับการสนับสนุนเรื่ องการขนส่ ง เช่น เฮลิคอปเตอร์ เพื่อนําผูป่วย ้เจ็บส่ งยังที่หมายปลายทางด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุ ญาตให้นําระบบสื่ อสารแบบถ่ายทอดสัญญาณหรื อ Repeater ซึ่ งเชื่อมต่อทางวงจรทางไกลขององค์การโทรศัพท์ฯให้มูลนิธิแพทย์อาสาฯ (พอ.สว.) นําไปใช้เพื่อช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ผเู ้ จ็บป่ วยในท้องถิ่นห่างไกล ในเรื่ องการปฏิบติการฝนเทียมหรื อฝนหลวงพระราชทาน ในการปฏิบติระยะแรกๆ ได้ ั ัประสบปั ญหาเรื่ องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ไม่ทราบล่วงหน้า ซึ่ งนักบินผูปฏิบติจาเป็ นต้องได้รับ ้ ั ํคําแนะนําแก้ไขโดยฉับพลัน เนื่องจากยังไม่มีการติดต่อสื่ อสารระหว่างผูปฏิบติการด้วยกัน จึงเป็ นเหตุให้ไม่ ้ ัได้ผลเท่าที่ควร กล่าวคือฝนไม่ตกในเป้ าหมายบ้าง ตกน้อย หรื อไม่ตกตามที่คิดบ้าง พระบาทสมเด็จพระ ่ ัเจ้าอยูหวได้ทรงสดับตรับฟังข่าวการปฏิบติการฝนเทียมทุกครั้ง และทรงทราบถึงปั ญหาสําคัญคือ การขาด ัการติดต่อสื่ อสารที่ดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้ติดตั้งวิทยุให้แก่หน่วยปฏิบติการฝนเทียม ทั้งทางอากาศและทาง ัภาคพื้นดิน
  • 21. ่ ั นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชดําริ ให้ทาการศึกษาวิจย รวมถึงการ ํ ัออกแบบและสร้างสายอากาศย่านความถี่สูงมาก หรื อที่เรี ยกว่า VHF (วี.เอช.เอฟ) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรก เพื่อที่จะได้ใช้งานกับวิทยุส่วนพระองค์ ทั้งนี้ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิงในเรื่ องของสาธารณภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชน เรื่ องไฟไหม้ เรื่ องนํ้า ่ท่วม ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทรงช่วยเหลือได้ทนท่วงที ั ประการที่สอง เพื่อที่จะพระราชทานให้แก่หน่วยราชการต่างๆ ประการที่สาม เพื่อส่ งเสริ มให้คนไทยที่มีความรู ้ ความสามารถและตั้งใจจริ ง ได้ใช้ความอุตสาหวิริยะในการพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารขึ้นใช้เองภายในประเทศ ่ ้ นอกเหนือจากวิทยุสื่อสารแล้ว ในเรื่ องของเทเล็กซ์พระองค์ทรงสนพระทัยอยูไม่นอย และ ่ ัสิ่ งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวไม่เคยทรงขาดคือ การพระราชทานพรปี ใหม่ นอกจากจะทรงมีกระแสพระราชดํารัส พระราชทานพรปี ใหม่แก่พสกนิกรไทยทางวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่งแล้ว พระองค์ท่านยังทรงมีพระมหากรุ ณาธิ คุณ พระราชทานพรทางเทเล็กซ์สมํ่าเสมอทุกปี แต่ในปั จจุบนท่านทรงใช้ ัเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในการประดิษฐ์บตรอวยพรปี ใหม่แทน ั นอกจากนี้พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสําคัญของการสื่ อสารว่า การสื่ อสารเป็ นปั จจัยสําคัญในการดําเนินธุ รกิจทุกประเภท, การสื่ อสารเป็ นหัวใจของความมันคงของประเทศ และการสื่ อสาร ่เป็ นองค์ประกอบที่สาคัญยิงในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยูดีกินดี ํ ่ ่ละเทคโนโลยี
  • 22. พระอัจฉริยภาพด้ านศิลปกรรม ่ ั เทคนิคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงใช้ในการเขียนภาพคือ เทคนิ คสี น้ ามันบนผ้าใบ ภาพเขียน ํเหมือนจริ งที่ทรงเขียนส่ วนใหญ่จะเป็ นภาพพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชิ นีนาถและทูลกระหม่อมทุกพระองค์ นอกจากภาพดังกล่าวแล้ว พระองค์ท่านยังทรงเขียนภาพอื่นๆ อีก อาทิเช่นภาพสมเด็จพระบรมราชชนก ภาพครอบครัว เป็ นต้น ่ ั ศิลปกรรมสาขาประติมากรรมเป็ นศิลปะสาขาหนึ่งซึ่ งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงมีความสนพระราชหฤทัยยิง พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าเทคนิควิธีการต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทั้งการปั้ น การ ่หล่อ และการทําแม่พิมพ์ โดยมีนายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบํานาญกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากรเป็ นผูใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรม งานประติมากรรมฝี พระหัตถ์ที่เป็ นประติมากรรม ้ลอยตัว (Round Relief) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้แก่ ่ ั - รู ปปั้ นผูหญิงเปลือยคุกเข่า ความสู ง 9 นิ้ว ทรงปั้ นด้วยดินนํ้ามัน ้ - พระรู ปปั้ นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครึ่ งพระองค์ ความสู ง 12 นิ้ว ทรงปั้ นด้วยดินนํ้ามัน
  • 23. นอกจากงานประติมากรรมดังที่กล่าวมาแล้วนี้พระองค์ท่านยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสร้างพระพุทธรู ป ซึ่ งพระพุทธรู ปองค์แรกที่ทรงให้สร้างคือ พระพุทธรู ปปางประทานพร ภ.ป.ร. ซึ่ งสร้างขึ้นเป็ นครั้งที่ 2 โดยมีพระราชประสงค์ให้แก้ไขพุทธลักษณะจากการสร้างครั้งที่ 1 ของวัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี เนื่ องจากพระองค์ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยในพระพุทธลักษณะที่เป็ นแบบเดิม โดยทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เป็ นผูป้ ั น และมอบหมายให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็ น ้ผูรับผิดชอบ ้ ่ ั ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงมีแนวพระราชดําริ วา พระพุทธรู ปปางประทานพร ภ.ป.ร. ่ควรมีลกษณะสง่างาม เข้มแข็ง แต่ไม่แข็งกระด้าง และให้มีความรู ้สึกที่วาเป็ นที่พ่ ึงเหล่าพสกนิกร เพื่อให้ ัเป็ นไปตามพระราชประสงค์ จึงได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบพระพุทธรู ป โดยส่ วนฐานของพระพุทธรู ปจะเป็ นกลีบบัว ใต้กลีบบัวเป็ นขาสิ งห์ ที่ผาทิพย์ประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธยย่อว่า ภ.ป.ร. และที่ ้ฐานรองพุทธบัลลังก์มีอกษรบาลีจารึ กว่า “ ทยยชาติยา สามคคิย ์ สติสญชนเนนโภชิสิย รกขนุติ ” และ ั ่ ้บรรทัดถัดมาเป็ นอักษรไทยจารึ กว่า “ คนไทยจะรักษาความเป็ นไทย อยูได้ดวยมีสติสานึกในความ ํสามัคคี ” ฐานด้านหลังจารึ กว่า “ เสด็จพระราชดําเนินในพิธีหล่อ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 29 สิ งหาคมพ.ศ. 2508 ”
  • 24. ่ ั พระพุทธรู ปอีกองค์หนึ่งที่พระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชดําริ ให้สร้างคือ “พระพุทธนวราชบพิตร ” เป็ นพระพุทธรู ปปฎิมาแบบพิเศษ ปางมารวิชยโดยให้แกะแบบแม่พมพ์ ั ิด้วยหิ นลับมีดแล้วหล่อเป็ นปูนปลาสเตอร์ ต่อมาภายหลังได้ทาแม่พิมพ์ดวยขี้ผ้ งและทรงบรรจุผงศักดิ์สิทธิ์ ํ ้ ึจาก ปูชนียสถานต่างๆ ทัวประเทศภายในพระพิมพ์ พระองค์ทรงมีพระราชดําริ ให้บรรจุพระพิมพิ์ขนาด 2 x3 ่เซนติเมตร ไว้ท่ีฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธนวราชบพิตร พร้อมทั้งทรงพระราชทานแก่ข้าราชการ ข้าราชบริ พารและบุคคลต่างๆ เพื่อไว้สักกะบูชาโดยให้ผรับพระราชทานนําไปปิ ดทองที่ดานหลัง ู้ ้องค์พระพิมพ์ และให้พระบรมราโชวาทโดยสรุ ปว่า “ ให้ทาดีเหมือนกับการปิ ดทองหลังองค์พระ ํพิมพ์ ” โดยเรี ยกว่า “ พระสมเด็จจิตรลดา ” หรื อ “ พระกําลังแผ่นดิน ”พระอัจฉริยภาพด้ านวรรณศิลป์ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงสร้างสรรค์พระราชนิพนธ์ไว้หลายประเภท ได้แก่ บันทึกประจําวัน พระราชนิพนธ์แปล พระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว วรรณกรรมพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระราชนิพนธ์แปลนั้น วารสารภาษาปริ ทศน์ฉบับพิเศษ ๒๕๓๐ ของสถาบันภาษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอ ั ่ ับทความ เรื่ อง พระอัจฉริ ยภาพด้านภาษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว รวบรวมรายชื่อพระราชนิพนธ์แปลไว้ หนังสื อที่ทรงแปล และเรี ยบเรี ยง อาทิ ติโต ทรงแปลจากเรื่ อง Tito โดย PhyllisAuty เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา แปลจาก Small is Beautiful โดย E.F. Schumacher หน้า๕๓ - ๖๓ นายอินทร์ผปิดทองหลังพระ แปลจาก A Man Called Intrepid โดย William Stevenson และ พระ ู้มหาชนก ทรงค้นเรื่ องพระมหาชนกจากพระไตรปิ ฎก (พระสุ ตตันตปิ ฎกขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่๒) แล้วทรงแปลเป็ นภาษาอังกฤษ และภาษาไทยตั้งแต่ตนเรื่ อง โดยทรงดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้าใจ ้
  • 25. ง่าย ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้จดพิมพ์ฉบับการ์ ตูนขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๒ นอกจากนี้ยงมีบทความ ที่ ั ัทรงแปลและเรี ยบเรี ยงมีมากมาย เช่น ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพ และความกว้าหน้า จาก Radio Peace andProgress ในนิตยสาร Intelligence Digest ฉบับวันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๗๕ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ฝันร้ายไม่จําเป็ นต้องเป็ นจริ ง จาก No Need For Apocalyse ในนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๗๕ จีนแดง : ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก จากเรื่ อง Red China: Drug Pushers to The Worldและ วีรบุรุษตามสมัยนิยม จาก Fashion in Heroes โดย George F.Will ในนิตยสาร Newsweek ฉบับวันที่ ๖ สิ งหาคมค.ศ. ๑๙๗๕ เป็ นต้น พระอัจฉริ ยภาพด้นการแปล ปรากฎชัดเจนทั้งในการทรงเลือกเรื่ อง การทรงใช้สานวน ํโวหารที่เข้าใจได้ง่าย เช่น พระราชนิพนธ์แปลเรื่ อง ฝันร้ายไม่จาเป็ นจะต้องเป็ นจริ ง ซึ่งทรงลงวันที่ไว้ทาย ํ ้่บทว่า ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๘ เป็ นเรื่ องเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ของอังกฤษที่ทรุ ดลงอย่างรวดเร็ วหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ บางตอนทรงเลือกสํานวนไทยๆ มาใช้เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย เป็ นต้นว่า The ThreeNettles mรงแปลว่า ยาสามขนาน และยังทรงขยายความไว้ดวยว่า หวานเป็ นลม ขมเป็ นยา Wet hens ทรง ้แปลว่า ตีนรานํ้า
  • 26. พระราชนิพนธ์แปลเรื่ อง นายอินทร์ ผปิดทองหลังพระ เป็ นเรื่ องเกี่ยวกับการเมือง การทหาร ู้และประวัติศาสตร์ ท่ีเกี่ยวกับสงครามความลับ ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๓๙ - ๑๙๔๕ เป็ นเรื่ องจริ งที่นามาเปิ ดเผย ํเพื่อสรรเสริ ญเกียรติคุณของผูที่เสี่ ยงชีวตปฏิบติงานลับ เพื่อประเทศชาติ และใช้เอกสารสําหรับผูปฏิบติงาน ้ ิ ั ้ ัรุ่ นหลังได้ใช้ศึกษา กับเป็ นการเสนอข้อมูลเพื่อป้ องกันฝ่ ายตรงข้าม นําไปบิดเบือน อันจะกระทบกระเทือนสัมพันธไมรตรี ระหว่างสหรัฐอเมริ กา แคนนาดากับอังกฤษ พระราชนิพนธ์แปลเรื่ องนี้ มีความยาวถึง ๖๐๐ หน้า ทรงเริ่ มแปลตั้งแต่วนที่ ๒๐ มิถุนายน ั ่ ัพ.ศ. ๒๕๒๐ จึงถึง ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ รวม ๓ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว มิได้ทรงแปลคําต่อคําแต่ทรงเก็บความไว้ครบถ้วน ทรงใช้สานวนภาษาที่ให้อารมณ์ ความรู ้สึกแบบไทยๆ ที่สอดคล้องกับสาระ ํเรื่ อง เช่น คําว่า My Lord! ทรงแปลว่า แม่เจ้าโว้ย! เป็ นต้น และบางตอนที่เป็ นบทร้อยกรอง ก็ทรงแปลเป็ นบทร้อยกรอง นักรบใดใจมันพลันเริ งร่ า ถ้วนทหารปรารถนาเป็ นเช่นเขา... ่
  • 27. พระราชนิพนธ์เรื่ อง นายอินทร์ ผปิดทองหลังพระนี้ ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้บริ ษท ู้ ัอัมริ นทร์ พริ้ นติ้งแอนด์พบลิชชิ่ง จํากัด(มหาชน) จัดพิมพ์จาหน่าย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๗ ั ํปรากฏว่าพิมพ์แล้วถึง ๑๒ ครั้ง ครั้งละ ๑๐,๐๐๐ เล่ม นับว่าเป็ นสถิติที่สูงมาก ในวงการพิมพ์ของไทย พระราชนิพนธ์แปลเรื่ อง ติโต เป็ นเรื่ องชีวิตของ ติโต หรื อ นายโยชิบ โบรช (Josif ้ ํ ู้Broz) ผูนายูโกสลาเวีย ที่ได้อุทิศตนต่อสู ้กอบกูยโกสลาเวีย ให้พนวิกฤตการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ้ต่อมาเข้าได้รับแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบ ของคนทุกชาติในยูโกสลาเวีย ให้เป็ นประธานาธิบดี ชื่อเสี ยงของติโตขจรขจายไปทัวโลก เขาเป็ นแบบฉบับของผูที่กระทําความดีเพื่อชาติ พระราชนิพนธ์แปล เรื่ อง ติโต จึง ่ ้เป็ นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า สําหรับประชาชน และเยาวชน จะได้ศึกษาชีวตของติโตไว้เป็ นแบบอย่าง ใน ิการสร้างสรรค์คุณความดีต่อไป
  • 28. นอกจากนี้ พระองค์ยงทรงพระราชนิพนธ์เรื่ อง ทองแดง สุ นขทรงเลี้ยง และความกตัญํู ั ัรู ้คุณของทองแดง สุ นขพันธุ์ไทย ที่ทรงเปรี ยบเทียบว่า ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายเป็ นคนสําคัญแล้ว มักจะลืม ัตัวและดูหมิ่นผูมีพระคุณที่เป็ นคนตํ่าต้อยกว่า ้ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว แม้จะทรงใช้เวลาส่ วนใหญ่ทรงงานด้านต่างๆ เพื่อบําบัดทุกข์บํารุ งสุ ขแก่อาณาประชาราษฎร์ แต่พระองค์ยงทรงพระวิริยอุตสาหะสร้างสรรค์ งานวรรศศิลป์ ไว้เป็ น ัทรัพย์สินทางปั ญญา สําหรับอนุชน และเป็ นมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เฉกเช่นเดียวกับพระมหากษัตริ ย ์ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยพระอัจฉริยภาพด้ านดนตรี "สวัสดีวนปี ใหม่ พา ให้ บรรดาเราท่ านรื่นรมย์ ฤกษ์ ยามดีเปรมปรีชื่นชม ต่ างสุ ขสมนิยมยินดี ั ข้ าวิงวอนขอพรจากฟา ให้ บรรดาปวงท่ านสุ ขศรี ้ โปรดประทานพรโดยปรานีให้ ชาวไทยล้วนมีโชคชัย... "พรปี ใหม่ " ความสุ ขของปวงประชา คือความสุ ขของพระมหากษัตริ ย ์ นี่คือลักษณะพิเศษของกําเนิ ดและพระ ่ ัราชประวัติดานดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ผลแห่งพระปรี ชาสามารถด้านดนตรี หาใช่ความ ้ไพเราะของทํานองเพลงและคําร้องของบทเพลงพระราชนิพนธ์เท่านั้นไม่ แต่เป็ นศิลปะแห่งการผสาน ั ์ ัความสัมพันธ์อนแนบแน่นระหว่างพระมหากษัตริ ยพระองค์น้ ีกบประชาชนชาวไทยด้วย
  • 29. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้ทรงพระมหากรุ ณารับสั่งเล่าเบื้องหลังการพระราชนิพนธ์เพลงเป็ นครั้งแรกแก่สมาคมดนตรี เนื่องในโอกาสที่พระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ "Echo" บรรเลงเป็ นปฐมฤกษ์วา ่ "(เพลงแรกคือแสงเทียน)... จากนั้น ฉันก็แต่งขึ้นอีกเรื่ อย ๆ จนบัดนี้ รวมทั้งหมด ๔๐ เพลง ในระยะเวลา ๒๐ ปี คิดเฉลี่ยปี ละ ๒ เพลง ที่ทาได้ก็เพราะได้รับความสนับสนุนจากนักดนตรี นักเพลงและ ํนักร้อง รวมทั้งประชาชนผูฟัง ต่างได้แสดงความพอใจ และความนิยมพอสมควร จึงเป็ นกําลังใจแก่ฉน ้ ัเรื่ อยมาขอถือโอกาสขอบใจมาในที่น้ ีดวย” ้ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์ทานองเพลง "Echo" ในปี ํพุทธศักราช ๒๕๐๙ นับเป็ นบทแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ทานองเพลงพร้อมคําร้องภาษาอังกฤษ ขณะนั้นมี ํพระชนมพรรษา ๔๐ พรรษา ย้อนหลังไป ๔ ปี ก่อนทรงพระราชนิพนธ์ "Echo" พระราชอัจฉริ ยภาพด้านดนตรี ในพระบาทสมเด็จ ่ ัพระเจ้าอยูหวได้ปรากฏก้องในนานาประเทศ ขณะที่เสด็จพระราชดําเนินเยือนประเทศสาธารณรัฐออสเตรี ยอย่างเป็ นทางการในปี พุทธศักราช ๒๕๐๗ สถาบันการดนตรี และศิลปะแห่งกรุ งเวียนนา (Die Akademie furMusik und Darstellende Kunst in Wien) ได้ทูลเกล้า ถวายตําแหน่งอันทรงเกียรติสูงส่ งยิงนันคือ สมาชิก ่ ่กิตติมศักดิ์ของสถาบันอันเก่าแก่แห่งนี้ เนื่องจากพระปรี ชาสามารถในการพระราชนิพนธ์ดนตรี เป็ นที่ปรากฏและนิยมชื่นชมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวออสเตรี ย จนกระทังวงดุริยางค์ นีเดอร์ เออสเตอร์ ไรซ์ ่โทนคันสท์เลอร์ (Nieder Osterreich Tonkunstler) ได้อญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด "มโนราห์" "สายฝน" ั"ยามเย็น" "มาร์ชราชนาวิกโยธิน" และ "มาร์ชราชวัลลภ" ออกกระจายเสี ยงทางสถานีวิทยุของรัฐบาลถ่ายทอดไปทัวดินแดนแห่งดนตรี คลาสสิ กอันลือชื่ อของทวีปยุโรป ่ และหากจะย้อนหลังไปอีกครั้งหนึ่ง ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๓ เมื่อเสด็จพระราชดําเนินเยือนประเทศ ่ ัสหรัฐเอมริ กา พระปรี ชาสามารถด้านดนตรี แจ๊สในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้ปรากฏเลื่องลือไปทัว ่ประเทศอันเป็ นศูนย์กลางดนตรี ร่วมสมัยประเภทนี้ดวย ทรงเข้าร่ วมบรรเลงดนตรี โดยมิได้เตรี ยมพระองค์มา ้ก่อน ทรงพระราชนิพนธ์ทานองเพลงขึ้นอย่างฉับพลัน และยังทรงบรรเลงโต้ตอบกับนักดนตรี แจ๊สชาว ํ ัอเมริ กนอันลือนามอีกด้วย บรรยากาศอันเป็ นกันเองที่มิได้เตรี ยมการล่วงหน้าเช่นนี้ เป็ นที่นิยมยกย่องของชาวอเมิรกันเป็ นอย่างยิง สถานีวทยุเสี ยงแห่งอเมริ กา ได้เชิ ญบทที่พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษเป็ นภาษาอังกฤษ ่ ิพร้อมทั้งดนตรี ที่ทรงร่ วมบรรเลงออกกระจายเสี ยงทางสถานีวทยุไปทัวโลกด้วย นับเป็ นส่ วนหนึ่งที่ช่วยใน ิ ่การกระชับมิตรภาพครั้งสําคัญครั้งแรกระหว่างไทยกับสหรัฐในยุคนั้น ่ ๔๐ ปี ได้ผานไปหลังจากที่ทรงพระราชนิพนธ์ "แสงเทียน" เป็ นเพลงแรกในปี พุทธศักราช ๒๔๘๙ปั จจุบนมีเพลงพระราชนิพนธ์ รวมทั้งสิ้ น ๔๓ เพลง อาจกล่าวได้วาบทเพลงพระราชนิ พนธ์ต่าง ๆ ได้ ั ่
  • 30. กลายเป็ นส่ วนสําคัญส่ วนหนึ่ งของชีวตคนไทย อาทิเช่นในวงการบันเทิง บทเพลงพระราชนิพนธ์ คือ ทํานอง ิเพลงอันไพเราะที่ทุกคนรู้จกดีและสามารถร้องเพลงได้ข้ ึนใจ ในปั จจุบน "พรปี ใหม่" ได้กลายเป็ นเพลง ั ัประเพณี ในวันส่ งท้ายปี เก่าและต้อนรับปี ใหม่ของคนไทย ในสถาบันการศึกษาระดับสู งของประเทศ "มหาจุฬาลงกรณ์" "ธรรมศาสตร์ " และ "เกษตรศาสตร์ " ได้กลายเป็ นเพลงอันศักดิ์สิทธิ์ ประจํามหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ท้ งสามแห่ง และในวงราชการทหาร "มาร์ชราชวัลลภ" และ "มาร์ชธงชัยเฉลิมพล" ได้กลายเป็ นแบบ ัฉบับของดนตรี มาร์ ชที่ใช้บรรเลงประจําปี ในพระราชพิธีอนสําคัญยิงของชาติคือ พระราชพิธีปฏิญาณตน ั ่และตรวจพลสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ่ จากลักษณะพิเศษต่าง ๆ ของเพลงพระราชนิพนธ์น้ ีอาจกล่าวได้วาบทพระราชนิพนธ์ท้ ง ๔๓ เพลงนี้ ัต่างสะท้อนถึงสะท้อนถึงพระราชประวัติต้ งแต่ทรงพระเยาว์ ตลอดจนพระราชกรณี ยกิจนานัปการที่ได้ทรง ัปฏิบติต้ งแต่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เป็ นพยานแห่งความสัมพันธ์อนแนบแน่นระหว่างพระบาทสมเด็จพระ ั ั ั ่ ัเจ้าอยูหวและประชาชนชาวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปั จจุบน เป็ นเครื่ องยืนยันว่าความสุ ขของปวงประชาคือ ัความสุ ขของพระมหากษัตริ ยพระองค์น้ ี ์ ความสนพระราชหฤทัยด้ านดนตรี ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว สนพระราชหฤทัยดนตรี มาตั้งแต่ยงทรงพระเยาว์ ทรงอ่านหนังสื อ ัเกี่ยวกับการดนตรี ต้ งแต่ทรงศึกษาอยูที่ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ ทรงได้รับการฝึ กฝนตามแบบฉบับการศึกษา ั ่วิชาดนตรี อย่างแท้จริ งคือการเขียนโน้ตและบรรเลงแบบคลาสสิ ก มีพระอาจารย์ถวายคําแนะนําอย่างเข้มงวดนานกว่า ๒ ปี หลังจากทรงฝึ กหัดดนตรี ข้ นพื้นฐานได้นานพอสมควรแล้ว จึงเริ่ มสนพระราชหฤทัยทรง ัดนตรี ไปในแนวแจ๊ส (Jazz) ทรงศึกษาประวัตินกดนตรี ที่มีชื่อเสี ยงและทรงเปรี ยบเทียบฝี มือการเล่นดนตรี ัต่าง ๆ จากแผ่นเสี ยงที่บรรเลงโดยนักดนตรี เหล่านั้น แล้วจึงทรงบรรเลงสอดแทรกพร้อมกับแผ่นเสี ยงของนักดนตรี ที่มีชื่อเสี ยงตามสไตล์ที่โปรด เช่น สไตล์การเป่ าโซปราโน แซกโซโฟน ของซิ ดนี่ เบเซ่ (SydneyBechet) ออโต แซกโซโฟน ของจอห์นนี่ ฮอดเจส (Johny Hodges) เปี ยโนและวงดนตรี ของดยุค เอลลิงตัน(Duke Ellington) เป็ นต้น ยามที่ทรงว่างจากการศึกษาก็ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดานักเรี ยนไทยในประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ไปร่ วมสโมสรสังสรรค์ ณ พระตําหนักวิลล่าวัฒนา และร่ วมทรงดนตรี ดวยอย่างสําราญพระ ้ราชหฤทัย เมื่อเสด็จฯ ประทับที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุ งปารี สเป็ นการส่ วนพระองค์ก็ได้ ั ํ ่พระราชทานพระมหากรุ ณาธิ คุณร่ วมทรงดนตรี กบนักเรี ยนไทยที่กาลังศึกษาอยูที่ประเทศฝรั่งเศส การที่ทรง
  • 31. ใช้ดนตรี วงสมัครเล่นเป็ นสื่ อสร้างบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่สนุกสนานและเป็ นกันเองเช่นนี้ ได้กลายเป็ นผลประโยชน์อเนกอนันต์ในเวลาต่อมา คือการประสานความร่ วมมือระหว่างองค์พระมหากษัตริ ย ์กับบุคคลในวงการต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์งานสาธารณประโยชน์นานาประการแก่ประเทศชาติ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวมีพระปรี ชาสามารถในการทรงดนตรี เป็ นพิเศษ เครื่ องดนตรี ท่ีโปรดคือ เครื่ องเป่ าแทบทุกชนิด เช่น แซกโซโฟน คลาริ เน็ต และทรัมเป็ ต ทั้งยังทรงกีตาร์ และเปี ยโนได้อีกด้วยนอกจากนี้ทรงเล่นดนตรี ร่วมกับวงดนตรี ได้ทุกวงทั้งไทยและต่างประเทศ ทรงเข้าบรรเลงร่ วมกับวงดนตรี ่นั้น ๆ ได้ ไม่วาวงดนตรี น้ นจะมีแนวการเล่นแบบใด สําหรับวงดนตรี แจ๊สนั้น ยังทรงดนตรี ได้ท้ งชนิดมีโน๊ต ั ัและไม่ตองมีโน้ต เมื่อถึงตอนเดี่ยว (Solo) ทรงสามารถใช้ปฏิภาณเล่นเดี่ยวได้อย่างยอดเยียม ศัพท์ทางดนตรี ้ ่เรี ยกว่า การเดี่ยวแบบ "Solo adlip" ซึ่ งถือว่ายาก เพราะนักดนตรี จะต้องแต่งเนื้ อหาขึ้นโดยฉับพลัน แต่ให้อยู่ในกรอบของจังหวะและแนวเพลงนั้น พระราชอัจฉริ ยภาพทางดนตรี น้ นถึงขั้นที่ทรงคลาริ เน็ตและแซก ัโซโฟนบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถบรรเลงโต้ตอบได้อย่างครื้ นเครงกับนักดนตรี ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสี ยงของโลก เช่น เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) แจ๊ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarden) นักตีระนาดเหล็กสากล ไลออเนล แฮมพ์ตน (Lionel Hampton) นักเป่ าทรัมโบน และ สแตน เก็ตส์ (Stan getz) นักเป่ าเทน ัเนอร์ แซกโซโฟน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดําเนินเยือนนครนิวยอร์ คประเทศ สหรัฐอเมริ กา เมื่อปี พุทธศักราช ่ ั๒๕๐๓ นักดนตรี ที่มีชื่อเสี ยงของโลกเหล่านั้นล้วนถวายการยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวในฐานะที่ทรงเป็ นนักดนตรี แจ๊สที่มีอจฉริ ภาพสู งส่ ง ั ผูใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและผูที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรี กบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวเล่าถึงพระ ้ ้ ั ่ ัราชอัจฉยริ ภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ทรงแต่งเพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จาเป็ นต้องใช้เครื่ องดนตรี ํช่วย ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีเส้น ๕ เส้น แล้วทรงเขียนโน้ตทํานองเพลงขึ้นโดยฉับพลัน เช่น "เราสู้ "เป็ นต้น กาเนิดวงดนตรีกตติมศักดิ์ : ลายคราม อ.ส. วันศุกร์ และสหายพัฒนา ิ ซีวงลายคราม ิ ซีวงลายคราม ิ หนึ่งสองสามสี่ อ้าวไม่ เป่ า ชู่ ชู่ ชู่ ชู่ ชู่ ต้ องไม่ แสดงรุ่ มร่ าม
  • 32. ต้ องไม่ แสดงรุ่ มร่ าม อ้าวไม่ สี หนึ่งสองสามสี ซีวงลายคราม ิ .................................... "ศุกร์ สัญญลักษณ์ " ั ดนตรี ประเภทที่โปรดนั้น คือ ดนตรี แจ๊ส ดิ๊กซี แลนด์ (Dixieland Jass) ซึ่ งเป็ นสไตล์ชาวอเมริ กนแห่งเมืองนิวออลีนส์ หลัง พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ. ๑๙๑๖) เป็ นแจ๊สที่มีจงหวะตื่นเต้นครึ กครื้ นและสนุกสนานเร้า ัใจ เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ ล่นระบายอารมณ์และความรู ้สึกออกมาเป็ นทํานองเพลงได้อย่างเสรี นอกจากนี้ยงตั้งวงัได้ง่าย เพราะใช้เครื่ องดนตรี ไม่กี่ชิ้นก็สามารถเล่นได้ เหมาะสําหรับนักดนตรี สมัครเล่นที่จะจับกลุ่มตั้งวงขึ้นในหมู่มิตรสหายที่คุนเคยได้เป็ นอย่างดี วงดนตรี ในยุคเริ่ มแรงที่ต้ งขึ้นในพระที่นงอัมพรสถาน คือ "วงลาย ้ ั ัคราม" นักดนตรี ลวนเป็ นพระราชวงศ์ผใหญ่ ผูที่ทรงคุนเคยตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ อาทิเช่น หม่อมเจ้าวิม ้ ู้ ้ ้วาทิตย์ รพีพฒน์ หม่อมเจ้าแววจักร จักรพันธุ์ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ หม่อมเจ้ากมลสาน ชุมพล หม่อมเจ้า ัชุมปกบุตร ชุมพล หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ หม่อมราชวงศ์พงศ์อมร กฤดากร หม่อมราชวงศ์เสนีย ์ปราโมช นายสุ รเทิน บุนนาค และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ นักร้องก็มี หม่อมเจ้ามูรธาภิเศก โสณกุลและหม่อมเจ้าขจรจบกิติคุณ กิติยากร เป็ นต้น การบรรเลง "วงลายคราม" จึงเป็ นโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวได้ทรงสังสรรค์ในหมู่ผที่ทรงคุนเคยอย่างสนุ กสนาน สมาชิกท่านหนึ่งเล่าว่า พระบาทสมเด็จ ่ ั ู้ ้ ่ ั ํพระเจ้าอยูหวมีน้ าพระราชหฤทัยเปี่ ยมด้วยพระมหากรุ ณาธิ คุณ เพราะสมาชิกของวงมิใช่นกดนตรี อาชีพจึง ัไม่ชานาญและมักเล่นดนตรี ผดๆ ถูก ๆ เป็ นที่ขบขันยิงนัก แต่ไม่ทรงเห็นเป็ นเรื่ องสําคัญกลับพอพระราช ํ ิ ่หฤทัยที่จะแนะนํา ทรงทําหน้าที่ "เอาใจ" นักดนตรี สมัครเล่นรุ่ น "ลายคราม" เหล่านั้น ให้เป็ นที่ครื้ นเครงอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ "วงลายคราม" บรรเลงอย่างไม่ยอมหยุด ครั้งหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ ณ พระราชวังไกล กังวง
  • 33. หัวหิ น "วงลายคราม" ก็ได้แสดงฝี มือบรรเลงดนตรี ตลอดคืน และเมื่อรุ่ งอรุ ณของวันใหม่นกดนตรี ก็ลุกขึ้น ัตั้งแถว บรรเลงเพลงเดิน ชายหาดเพื่อรับลมทะเลและแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างครึ กครื้ นเป็ นที่สนุกสนานยิง ่ ระหว่างที่ประทับอยู่ ณ พระที่นงอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จดตั้งสถานีวทยุ ั่ ั ิอ.ส. อัมพรสถาน ขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๔๙๕ เพื่อให้เป็ นสื่ อกลางที่ให้ความบันเทิงและสารประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ สําหรับรายการเพลงสากล "วงลายคราม" ได้มีโอกาสไปส่ งวิทยุกระจายเสี ยงร่ วมกับวงดนตรี ต่างๆ เช่น วงดนตรี เกษตร ซึ่ งมีหม่อมเจ้าจักพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ ทรงเป็ นผูอุปถัมภ์วง มีนกดนตรี ต่าง ๆ เข้าไป ้ ัส่ งกระจายเสี ยงเป็ นที่สนุกสนาน ต่อมาได้โปรดเกล้า ฯ ให้นกดนตรี รุ่นหนุ่ม ๆ มาเล่นปนกับรุ่ นลายคราม ัซึ่ งเล่นดนตรี ไม่ค่อยไหวตามอายุ ด้วยเหตุน้ ีจึงเกิดวงดนตรี "อ.ส. วันศุกร์ " ขึ้น ปั จจุบนสถานี วิทยุ อ.ส. ได้ ั ่ย้ายมาตั้งอยูในบริ เวณสวนจิตรลดา ่ ั ลักษณะพิเศษของ "วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ " นี้ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวร่ วมบรรเลงกับสมาชิกของวง ออกอากาศกระจายเสี ยงทางสถานีวทยุเป็ นประจําทุกวันศุกร์ เป็ นการเปิ ดโอกาสให้พสกนิกร ิได้ติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวได้ง่ายขึ้น ทรงจัดรายการเพลงและทรงเลือกแผ่นเสี ยงเองใน ่ ัระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการขอเพลงด้วยและจะทรงรับโทรศัพท์ดวยพระองค์เอง ในช่วงเวลา ้เมื่อ ๒๐ ปี ก่อน ขณะที่สถานี โทรทัศน์ยงไม่มีบทบาททางการบันเทิงมากเช่นในปั จจุบนนี้ "วงดนตรี อ.ส. วัน ั ัศุกร์ " จึงมีส่วนสร้างความรื่ นเริ งในหมู่ประชาชนผูสนใจในยุคนั้นเป็ นอย่างยิง นอกจากนี้เมื่อเกิดการณ์มหา ้ ่วาตภัยแหลมตะลุมพุก ได้อาศัยวงดนตรี อ.ส. ประกาศชักชวนประชาชนบริ จาคทรัพย์ สิ่ งของ ฯลฯ ช่วยผูประสบภัย ท้ายสุ ดจึงกําเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ้ สมาชิกของวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ได้แก่ หม่อมราชวงศ์เสนีย ์ ปราโมช หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ นายอุทิศ ทินกร ณ อยุธยา หม่อมหลวงเสรี ปราโมช หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช นายแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ นายไพบูลย์ ลีสุวฒน์ นายเสนอ ศุขบุตร นายเดช ทิวทอง นายถาวร เยาวขันธ์ นายสุ วทย์ อังสวา ั ินนท์ นายนนท์ บูรณสมภพ นายกวี อังสวานนท์ นาวาอากาศเอก อภิจิตร สุ ขจันทร์ นายอวบ เหมะรัชตะส่ วนนักร้อง ได้แก่ คุณหญิงสาวิตรี ศรี วสารวาจา คุณหญิงจามรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา คุณกัญดา ธรรมมงคล ิท่านผูหญิงสุ วรี เทพาคํา คุณจีรนัท์ ลัดพลี และคุณพัลลภ สุ วรรณมาลิก เป็ นต้น ้ บทบาทที่สาคัญอีกประการหนึ่งของวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ คือ บรรเลงในงาน "วันทรงดนตรี " ํตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้กราบบังคมทูลเชิงเสด็จ ฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็ นการส่ วนพระองค์ ซึ่ งได้ดาเนินต่อเนื่องเป็ นเวลานานกว่าสิ บปี ในปั จจุบนเมื่อทรงมีพระราชกรณี ยกิจเพิ่มขึ้นอย่าง ํ ัมากมาย ประเพณี วนทรงดนตรี จึงได้ยกเลิกไป อย่างไรก็ตามได้ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้า ฯ ให้วงดนตรี จาก ัสถาบันต่าง ๆ ทั้งราชการและเอกชน รวมทั้งนักเรี ยนและนิสิตนักศึกษาหมุนเวียนกันมาบรรเลงดนตรี เป็ น
  • 34. ประจํา ณ สถานีวทยุ อ.ส. สวนจิตรลดา ความสนพระราชหฤทัยและพระมหากรุ ณาธิคุณสนับสนุนทางด้าน ิดนตรี ดงกล่าวนี้ มีส่วนสําคัญทําให้หน่วยงานทั้งราชการและเอกชนมีการพัฒนาวงดนตรี ของตนให้ดีข้ ึน ั ํและเป็ นการให้กาลังใจแก่นกดนตรี ท้ งหลายให้ขยายผลงานแพร่ หลายต่อไปด้วย อาทิเช่นชมรมดนตรี ั ัโรงเรี ยนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่ งได้เข้ามาบรรเลงเพลงออกกระจายเสี ยงเป็ นประจํานานกว่า ๒๐ ปี แล้วบางครั้งก็จะเสด็จ ฯ ลงมาทอดพระเนตร และแนะการเล่นดนตรี แก่นกเรี ยนนายร้อยที่เล่น "เพี้ยน" ด้วยความ ัประหม่าด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า นักดนตรี หนุ่มชาว จ.ป.ร. เหล่านั้นแทบจะไม่ยอมหลับนอนเพื่อซ้อมเพลงพระราชนิพนธ์ท่ีง่ายที่สุดให้ดีที่สุด ก่อนที่จะเข้าวังเป็ นครั้งแรกในชี วต ภายหลังปรากฏว่านัก ิดนตรี จ.ป.ร. หลายคนได้มีโอกาสกลับมาเฝ้ าฯ อีก เช่น อดีตหัวหน้าวงผูหนึ่งได้มาถวายงานในฐานะราช ้องครักษ์ และสมาชิกอีกหลายท่านได้รับพระราชทานยศถึงชั้นพลเอกแห่งกองทัพบก พระปรี ชาสามารถในด้านการเป็ น "ครู " นั้นจะเห็นได้จากการที่ทรงตั้งแตรวง "สหายพัฒนา" ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ โดยรวบรวมจากผูที่ปฏิบติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและโดยเสด็จ ฯ ในการ ้ ัพัฒนาภูมิภาคต่างๆ เป็ นประจํา เช่น นักเกษตรหลวงคณะแพทย์อาสาสมัคร ข้าราชบริ พารในพระองค์ ราชองครักษ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่ งส่ วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรี มาก่อน แต่หลังจากที่ทรงใช้กลวิธีพิเศษส่ วนพระองค์ โดยพระราชทานเวลาฝึ กสอนเพียงเล็กน้อย ในช่วงเวลาทรงออกพระกําลังในตอนคํ่าของทุกๆ วัน ก็ทรงตั้งแตรวงนี้ข้ ึนสําเร็ จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็ นสมาชิกสมัครเล่นพระองค์แรกของวงนี้ แตรวง "สหายพัฒนา" สามารถบรรเลงดนตรี ได้ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ นับว่าเป็ นประโยชน์ในการช่วยกระชับความสัมพันธ์ในหมู่นกพัฒนาอาสาสมัครของโครงการอัน ัเนื่องมาจากพระราชดําริ ได้ดีอีกรู ปแบบหนึ่ง ความสนพระราชหฤทัยที่จะศึกษาและค้นคว้าอย่างลึกซึ้ งด้านดนตรี จะเห็นได้จากการที่ทรงนําวิธีการบันทึกเสี ยงสมัยใหม่ ที่สามารถบันทึกเสี ยงได้เป็ นช่อง (sound track) มาใช้ในการปรับปรุ งวิธีการเล่นดนตรี และคุณภาพในการบันทึกเสี ยง ด้วยวิธีการนี้ จึงสามารถทรงเล่นเครื่ องดนตรี ได้หลายชิ้นในเพลงเดียวกัน เมื่อบันทึกเสี ยงเรี ยบร้อยแล้ว ก็จะทรงเปิ ดเทปฟังทบทวนอย่างละเอียดเพื่อวิจารณ์การบรรเลงในแต่ละครั้ง พร้อมทั้งแก้ไขและบันทึกเสี ยงใหม่ให้ดีข้ ึน ด้วยเหตุน้ ีจึงทรงมีความเชี่ยวชาญในเทคนิคการบันทึกเสี ยง ตลอดจนการใช้เครื่ องมือกลไกอีเลคโทรนิคส์ อนทันสมัยที่เกี่ยวกับการดนตรี ดวย ั ้ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวใฝ่ พระราชหฤทัยในการทรงดนตรี เป็ นกิจวัตร ทรงซ้อมดนตรี เป็ นประจําทุกคํ่าวันศุกร์ และวันอาทิตย์ ร่ วมกับนักดนตรี วง อ.ส. วันศุกร์ ณ สถานีวทยุ อ.ส. และเกือบทุกเย็นกับ ิวงสหายพัฒนา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เครื่ องดนตรี ทุกชิ้นทรงเก็บรักษาอย่างดี ทรงทําความสะอาดด้วยพระองค์เอง และเมื่อเสี ยก็มกจะทรงแก้ไขด้วยพระองค์เอง หรื อพระราชทานคําแนะนําและวิธีการแก้แก่ ันายช่างทหารอากาศที่โปรดเกล้า ฯ ให้รับไปแก้ไข
  • 35. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงพระราชนิพนธ์ทานองเพลงตั้งแต่ยงทรงเป็ นสมเด็จพระอนุชาธิ ํ ัราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ท้ งสิ้ น ๔๓ เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทานอง แล้วจึงใส่ คาร้อง ั ํ ํภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี ๕ เพลงคือ "Echo" "Still on My Mind" "Old-Fashioned Melody" "NoMoon" และ "Dream Island " นอกจากนี้มี ๒ เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทานองขึ้นภายหลังใส่ ในคําร้อง คือ ํ"ความฝันอันสู งสุ ด" และ "เราสู ้" ผูที่โปรดเกล้าฯ ให้แต่งคําร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ้ได้แก่ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ศาสตราจารย์ ท่านผูหญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริ ฐ ณ นคร ท่านผูหญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา นายจํานงราชกิจ (จรัล บุณยะ ้รัตพันธุ์) หม่อมราชวงศ์เสนีย ์ ปราโมช และท่านผูหญิงมณี รัตน์ บุนนาค เป็ นต้น ้ ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทานองและคําร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุ ณาโปรด ํเกล้าฯ ให้ครู เอื้อ สุ นทรสนาน นําไปบรรเลงในวงดนตรี กรมโฆษณาการหรื อวงสุ นทราภรณ์ อันเป็ นวงดนตรี ที่ทนสมัยที่สุดในยุคนั้นตามกาลเทศะอันควร เพื่อให้แพร่ หลายทัวไปปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็ น ั ่เพลงยอดนิยมทั้งในในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพลงพระราชนิพนธ์แต่ละเพลงนี้ลวนแสดงออกถึงพระมหากรุ ณาธิ คุณในพระบาทสมเด็จพระ ้ ่ ัเจ้าอยูหวดังเช่น "ยามเย็น" พระราชทานแก่สมาคมปราบวัณโรค เพื่อนําออกแสดงเก็บเงินบํารุ งการกุศล"ใกล้รุ่ง" บรรเลงเป็ นปฐมฤกษ์ในงานของสมาคมเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย "ยิมสู ้" พระราชทานแก่โรงเรี ยน ้สอนคนตาบอด "ลมหนาว" พระราชทานในงานประจําปี ของสมาคมนักเรี ยนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ "Kinari Suite" พระราชทานเพื่อใช้ประกอบการแสดงระบําบัลเลต์ชุดมโนราห์ เพื่อหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย "พรปี ใหม่" พระราชทานแก่พสกนิกรเนื่ องในวันปี ใหม่ "เกิดเป็ นไทยตายเพื่อไทย" " ความฝันอันสู งสุ ด" และ "เราสู ้" พระราชทานแก่ผปฏิบติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ นอกจากนี้มีเพลงที่ ู้ ัพระราชทานเป็ นเพลงประจํามหาวิทยาลัย คือ "มหาจุฬาลงกรณ์" "ธรรมศาสตร์" และ "เกษตรศาสตร์" และพระราชทานแก่หน่วยทหารต่าง ๆ คือ "ธงชัยเฉลิมพล" "มาร์ ชราชวัลลภ" และ "มาร์ ชราชนาวิกโยธิ น" ทานองเพลงพระราชนิพนธ์ "จุดเทียนบวงสรวงปวงเทพเจ้ า สวดมนต์ ค่าเช้ าถึงคราวระทมทน โอ้ชีวตหนอล้ วนรอความตายทุกคน ิ หลีกไปไม่ พ้นทุกข์ ทนอาทรร้ อนใจ" "แสงเทียน"
  • 36. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงพระราชนิพนธ์ "แสงเทียน" เป็ นเพลงแรกในแนวของเพลงบลูส์ ัซึ่งเป็ นประเภทหนึ่งของดนตรี แจ๊ส นักข่าวชาวอเมริ กนได้กราบบังคมทูลถามว่า พระบาทสมเด็จพระ ่ ัเจ้าอยูหว ทรงเป็ นนักดนตรี แจ๊สจริ งหรื อไม่ และโปรดดนตรี ประเภทใดมากที่สุด มีพระราชดํารัสตอบว่า ่"ดนตรี เป็ นส่ วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็ นแจ๊สหรื อไม่ใช่แจ๊สก็ตาม ดนตรี ลวนอยูในตัวคนทุกคน เป็ นส่ วนที่ ้ยิงใหญ่ใน ชีวตคนเรา สําหรับข้าพเจ้า ดนตรี คือสิ่ งประณี ตงดงามและทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรี ทุก ่ ิประเภท เพราะว่าดนตรี แต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาสและอารมณ์ที่ต่างๆ กันไป เมื่อพูดถึงการเล่นดนตรี ก็ต่างกันอีก ถ้าข้าพเจ้าเล่นเพลงคลาสสิ ก และมีใครทําเสี ยงดังอย่างงี้ ก็เป็ นการรบกวน เพราะว่าดนตรี คลาสสิ กต้องเล่นอย่างตั้งใจจริ งจัง ข้าพเจ้าไม่ได้พกผ่อนเท่าไรนัก ต้องคอยระวัง ัไม่ให้ผดโน้ต และไม่ให้ใครมารบกวนข้าพเจ้า ถ้าหากว่าข้าพเจ้าต้องเล่นเพลงแจ๊ส ก็ดีกว่า เพราะว่าข้าพเจ้า ิเล่นทํานองได้ตามใจชอบ ตามที่รู้สึกในขณะนั้น ตามแต่อารมณ์และความนึกคิดของข้าพเจ้าจะพาไป ถ้าใครจะมาทําเสี ยงดังเวลานั้น ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็ นเสี ยงประกอบ และถ้าข้าพเจ้าเล่นผิดโน้ตก็เท่ากับว่า ข้าพเจ้าแต่งทํานองนั้นขึ้นเองในปั จจุบน"ั เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ และเมื่อเสด็จฯ นิวัติพระนครใหม่ๆ นั้นเป็ นเพลงในแนว "บลูส์" (Blues) ซึ่ งเป็ นสไตล์หนึ่งของดนตรี แจ๊ส ที่เริ่ มเป็ นที่นิยมในสหรัฐตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๔๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) เสี ยงโน้ตที่แปร่ งหูในแนวบลูส์ และช่วงจังหวะที่ขดธรรมชาติ ัของเพลงในบางครั้ง ได้สร้างมิติใหม่ให้แก่วงการเพลงในยุคนั้น ความรู ้สึกของการขัดแย้งของเสี ยงและจังหวะนี่เอง ที่ทาให้ดนตรี แจ๊สมีรสชาติตื่นเต้นแตกต่างไปจากแนวทางดนตรี ด้ งเดิมของโลกตะวันตก ํ ัอาจจะเป็ นธรรมชาติที่แท้จริ งของมนุษย์ ที่ตองการใฝ่ หาประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของชีวตจึง ้ ิทําให้เพลงแจ๊สได้รับความนิ ยมและพัฒนาอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา และสําหรับนักดนตรี บางคนนั้น
  • 37. ่คุณค่าของดนตรี มิได้อยูที่ความไพเราะระรื่ นหูของจังหวะหรื อความอ่อนหวานของท่วงทํานองอย่างเดียว แต่แท้ที่จริ งแล้วคือความรู ้สึกท้าทายที่เกิดจากเสี ยง "บลูส์" ที่แปลกใหม่ และจังหวะแจ๊สที่ขดแย้งเร้าใจ ความ ั ัขัดแย้งในบางครั้งก็อาจเตือนมนุษย์ให้เข้าใจถึงความจริ งของชีวตได้ เปรี ยบได้กบความทุกข์ของมนุษย์ที่ ิบางครั้งทําให้ชีวตมีความหมายอย่างประหลาด เพราะความทุกข์ชุบชีวต ให้จิตใจเข้มแข็งและชุบวิญญาณให้ ิ ิแข็งแกร่ งมากกว่าความสุ ขอันผิวเผินและไม่จีรัง เพลงบูลส์ที่รําพันถึงความโศกเศร้าและคับแค้นใจจึงแฝงไว้ ่ ้ด้วยคติธรรมของชีวิตจริ งอยูดวยเสมมอ ดังเช่น บทพระราชนิพนธ์ "ชะตาชีวต" ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ ิขณะที่เสด็จ ฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ หลังจากที่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแล้วในปี พ.ศ.๒๔๘๙ ทํานองเพลงอันเรี ยบง่ายที่อาศัยการดําเนิ นเสี ยงประสานของคอร์ ดบลูส์ จํานวน ๑๒ ห้อง ซึ่ งเรี ยกว่า"Blues Progression" เป็ นหลักสําคัญในการพระราชนิพนธ์เพลงประเภทนี้ นอกจากนี้ยงมีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ในช่วงนี้อีก คือ "ดวงใจกับความรัก" และ "อาทิตย์อบ ั ัแสง" ซึ่ งมีลกษณะท่วงทํานองที่ต่างไปจากบลูส์รุ่นแรก ๆ คือ ทรงเปลี่ยนทํานองให้ระดับเสี ยงมีช่วงกว้างขึ้น ัและ ทรงพระราชนิพนธ์ให้ทานองมีลีลาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ ว ประกอบกับผูประพันธ์คาร้องภาษาไทย ํ ้ ํใส่ คาร้องได้อย่าง "น่ารัก" ทําให้เพลงทั้งสองเพลงนี้มี "ชีวิตชีวา" เพิ่มขึ้น และแตกต่างจากเพลงไทยสากลใน ํยุคเดียวกัน บทพระราชนิพนธ์ "สายฝน" เป็ นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นพระปรี ชาสามารถของ ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ในการที่ทรงมีจินตนาการสร้างทํานองให้แตกต่างกันหลายประเภทได้อย่างไพเราะไม่ซ้ าแบบผูใด และการที่เลือกใช้ลีลาที่สง่างามแต่อ่อนโยนของจังหวะวอลซ์ ทําให้ "สายฝน" ซึ่ ง ํ ้เป็ นบทพระราชนิพนธ์ลีลาวอลซ์เพลงแรก ติดอันดับเพลงลีลาศยอดนิยมของเมืองไทยในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัว ทรงเล่ าถึง "ความลับ" ของเพลงสายฝนดังนี้ "... เมื่อแต่งเป็ นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธ์ฯ ได้เขียนจดหมายมาถึง บอกว่ามีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนนได้ยนเสี ยงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสี ยงไปเข้าไปใน ิตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกําลังซักผ้าแล้วก็มีความร่ าเริ งใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซกผ้าไปด้วย ก็ ันับว่าสายฝนนี้มีประสิ ทธิ ภาพสู งซักผ้าได้สะอาด...ที่จริ งความลับของเพลงมีอย่างหนึ่ ง คือเขียนไป ๔ ช่วงแล้วก็ ช่วงที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เสร็ จแล้วเอาช่วงที่ ๓ มาแลกช่วงที่ ๒ กลับไป ทําให้เพลงนี้มีลีลาต่างกันไป...เป็ น ๑ ๓ ๒ ๔..." เพลงพระราชนิพนธ์ลีลาวอลซ์อื่น ๆ คือ "เทวาพาคู่ฝัน" "แก้วตาขวัญใจ" "ลมหนาว" "คํ่าแล้ว" และ"ความฝันอันสู งสุ ด" ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงมีความรู ้อย่างแตกฉานในทฤษฏีการประพันธ์ ทรงเป็ นผูนาใน ้ ํด้านการประพันธ์ทานองเพลงสากลของเมืองไทย โดยใส่ คอร์ ดดนตรี ที่แปลกใหม่และซับซ้อน ทําให้เกิด ํ
  • 38. เสี ยงประสานที่เข้มข้นในดนตรี เมื่อประกอบกับลีลาจังหวะเต้นรําที่หลากหลาย ทําให้บทพระราชนิพนธ์บรรเลงได้อย่างไพเราะ หลายบทกลายเป็ นเพลงอมตะของไทยในปั จจุบน ั ั ํ ้ ่ นอกจากนี้ยงทรงมีจินตนาการสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ าแบบผูใด และแปลกใหม่อยูตลอดเวลา เพลงพระราชนิพนธ์ "มหาจุฬาลงกรณ์" ซึ่งเป็ นบทเพลงพระราชนิพนธ์บทแรก ที่พระราชทานเป็ นเพลงประจํามหาวิทยาลัยนั้น แสดงถึงพระปรี ชาสามารถ ในจินตนาการสร้างสรรค์น้ ี ่ ั ก่อนเสด็จ ฯ นิวติพระนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงใช้ระบบการประพันธ์แบบสิ บสอง ัเสี ยง (Chromatic Scale) ซึ่งเป็ นประเพณี ที่นิยมกันทางตะวันตกเพราะถือว่าสามารถสร้างสี สันของเสี ยงดนตรี ได้มากมาย โดยการใส่ คอร์ ดต่าง ๆ อย่างสลับซับซ้อนและสามารถจําได้ยากจึงทรงเลือกประพันธ์ทํานองเพลงใหม่โดยใช้ระบบห้าเสี ยง (Pentatonic Scale) ซึ่ งเป็ นระดับเสี ยงที่เรี ยบง่าย และมักจะพบใน ่ทํานองเพลงพื้นบ้านเป็ นการพิสูจน์วา แม้ระบบบันไดเสี ยงที่เรี ยบง่ายก็อาจประพันธ์ทานองให้ไพเราะได้ ํทรงเรี ยบเรี ยงทํานองเพลงที่จาได้ง่ายแต่มีระเบียบและมีความสมดุลกันเป็ นอย่างดี ด้วยระบบบันไดเสี ยงที่ ํเรี ยบง่ายและด้วยลีลามาร์ ชที่หนักแน่น ดังนี้เมื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์เป็ นเพลงประจํามหาวิทยาลัย จึงได้พระราชทานทํานองเพลงนี้ และให้ทางมหาวิทยาลัยเป็ นผูประพันธ์คาร้อง "มหาจุฬาลงกรณ์" จึงเป็ นเพลงประจํามหาวิทยาลัยที่มีท่วงทํานองงามสง่า มีจงหวะ ้ ํ ัหนักแน่น มีความศักดิ์สิทธิ์ สมเป็ นเพลงประจํามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของชาติ ซึ่ งมีกาเนิดจาก ํพระราชดําริ ของสมเด็จพระปิ ยมหาราช องค์สมเด็จพระอัยยกาธิ ราชในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ่ ั หลังจากที่พระราชทานเพลงประจํามหาวิทยาลัยให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเพื่อพระราชทานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาตามลําดับดังปรากฏในพระราชดํารัสดังต่อไปนี้ "...เรื่ องเพลงที่แต่งขึ้นใหม่น้ ี ตองขอชี้แจงไว้นิด ฟังแล้วอาจจะตกใจ เพราะว่าเพลงที่ประจํา ้มหาวิทยาลัยในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ ก็มีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ของธรรมศาสตร์ ที่ได้ให้ท้ งสองเพลง ันี้ กับเพลงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้ ี ต้องบอกว่ายาวเท่ากัน ไม่ตองอิจฉาว่าของเขายาวกว่าหรื อสั้นกว่า ้ยาวเท่ากัน แล้วก็การสร้างเพลงนี้ก็สร้างในแบบเดียวกัน ไม่ตองต้องอิจฉาอะไร แล้วก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ ้ชอบก็ไม่รู้จะทําอย่างไร อาจจะแก้ไข อย่างไรก็ตามแต่ก็มีอย่างหนึ่งคือ เพลงของจุฬาฯ เขาก็บอกว่าเพลงของเขาเพราะที่สุด ถ้าไปถามชาวธรรมศาสตร์ ว่าเพลงไหนเพราะที่สุด เขาก็บอกว่า เพลงธรรมศาสตร์ แล้วก็ถา ้ ่ ่ถามพวกเกษตรน่ากลัวบอกเพลงเกษตรเพราะกว่า ก็เลยไม่รู้วาจะทําอย่างไรนะ แต่วาเพลงของจุฬา ฯ เขาโอ้อวดว่าสง่าผ่าเผยมาก แล้วก็เพราะมาก ถ้าพูดถึงเพลงธรรมศาสตร์ เขาก็บอกว่า องอาจดี เดินก็ได้ จุฬาฯ เขาก็ตอบว่า ของเขาก็เดินได้เหมือนกัน เป็ นเพลงสําหรับนําแถวได้ เพลงของเกษตรนี้ก็ที่จริ งก็ควรจะตัดสิ นเอาเองว่า เป็ นยังไง แต่ความคิดส่ วนตัวของผูแต่ง รู ้สึกว่าเป็ นเพลงที่อ่อนหวาน อ่อนหวานกว่าเพลงโน้น แต่ ้อ่อนหวาน นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่เข้มแข็ง แต่อ่อนหวานนี่อาจจะมีความหมายได้วา ผลิตผลของทาง่การเกษตรรวมทั้งผลไม้หรื อสิ่ งที่บริ โภค ถ้ารสหวาน รู ้สึกว่าดี เพราะว่าเขานิยมกันอย่างนั้น ข้าวโพดหวาน
  • 39. เขาก็ชอบ ก็เลยคิดว่า เพลงหวานไม่เป็ นไร แต่ถานําไปเดินสําหรับนําแถวก็อาจจะได้เปลี่ยนแปลงไปหน่อย ้ก็อาจจะเป็ นเพลงสําหรับแตรวงเดินก็อาจจะพอได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าเดินขบวน..." ่ "ความฝันอันสู งสุ ด" อาจกล่าวได้วาเป็ นบทพระราชนิพนธ์ที่ไพเราะยิงบทหนึ่ง มีลกษณะพิเศษคือ ่ ัเป็ นเพลงพระราชนิพนธ์บทแรกที่ทรงแต่งทํานองภายหลังเพื่อใส่ ในบทประพันธ์กลอนแปด ทํานองเพลงพระราชนิพนธ์น้ ี เสริ มให้บทกลอนมีคุณค่า และงดงามประทับใจมากยิงขึ้น เนื่องจากภาษาไทยเป็ นภาษาที่มี ่เสี ยงวรรณยุกต์ถึงห้าระดับเสี ยง การแต่งเพลงไทยจึงเป็ นเรื่ องยากลําบาก เพราะจะต้องให้ได้ท่วงทํานองที่ไพเราะและยังรักษาเนื้อหาที่สาคัญของคําร้องในขณะเดียวกัน ถ้าทํานองและเสี ยงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน จะ ํทําให้เสี ยงเพี้ยนผิดความหมาย ร้องยากและฟังไม่ชดเจนอีกด้วย การที่ทรงพระราชนิพนธ์ทานองนี้ในระยะ ั ํหลังขณะที่ทรงมีพระราชกิจ มากมายนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะยิง ่ ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงเลือกพระราชนิพนธ์ทานองเพลงในกุญแจเสี ยงซีธรรมชาติ ซึ่ง ํเป็ นระดับเสี ยงพื้นฐาน ทําให้เพลงมีความหนักแน่น ทรงละที่จะใช้เสี ยงครึ่ งตามแนวดนตรี ตะวันตกตามที่เคย ทรงนิยมปฏิบติ "ความฝันอันสู งสุ ด" จึงเป็ นเพลงพระราชนิพนธ์สาหรับแต่ละวรรคของกลอนทั้งห้าบท ั ํยังเปลี่ยนไป ทําให้แต่ละวรรคมีทานองที่แตกต่างและไม่ซ้ ากันแม้แต่วรรคเดียว การที่ทรงจินตนาการสร้าง ํ ํทํานองเพลงใหม่ข้ ึนได้โดยมิตองแก้ไขบทประพันธ์เดิมนั้น เป็ นเครื่ องแสดงถึงพระปรี ชาสามารถในการ ้พระราชนิพนธ์ "ความฝันอันสู งสุ ด" เปิ ดเสี ยงดนตรีด้วยโน้ ตซีสูง เป็ นความหวังอันสดใสของเพลงนี้ "ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ ศึกทุกเมื่อไม่ หวันไหว ่ ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่ าฟันผองภัยด้ วยใจทะนง"
  • 40. ่ ั ในด้านความสัมพันธ์ของทหารและดนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงให้ความสําคัญต่อลักษณะพิเศษของเสี ยงวรรณยุกต์ที่มีในภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงเลือกใช้ตวโน้ตที่มีเวลาตรงกับ ัพยางค์ของคําร้อง ทั้งยังทรงเน้นโน้ตเสี ยงเพลงให้เหมาะสมกับเสี ยงของคํา เช่น คําตาย ทําให้เสี ยงดนตรี มีความหมายหนักแน่นขึ้นเป็ นพิเศษหรื อทรงเลือกใช้ ตัวโน้ตให้ตรงกับเสี ยงวรรณยุกต์ เช่น เสี ยงจัตวาที่มีในภาษาไทยอีกด้วย ดังนั้นจึงทําให้ผฟังเกิดความรู ้สึกถึงเอกภาพของคําร้องและทํานองได้ไม่รู้ตว เอกภาพนี้คือ ู้ ัศิลปะสําคัญที่เกิดจากจินตนาการและพรสวรรค์ส่วนพระองค์อนยากที่จะหาผูใดเทียมได้ ั ้ เป็ นที่น่าสังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงเลือกใช้ลีลาจังหวะวอลซ์สาหรับเพลงที่มี ่ ั ํเนื้อหาปลุกใจประเภทนี้ แต่ผลปรากฏว่าทําให้เกิดบรรยากาศที่สงบน่ารื่ นรมย์ สําหรับผูที่มีอุดมคติที่จะ ้ ่บําเพ็ญตน เพื่อสาธารณประโยชน์.. เป็ นความฝันอันสู งสุ ด เสี ยงเพลงพระราชนิพนธ์บทนี้ยอมเตือนสติแก่ผู ้ร้องได้เป็ นอย่างดี ในการใช้ปัญญาเพื่อฟันฝ่ าอุปสรรคนานาประการ ด้วยเนื้ อหาและทํานองดังกล่าว เพลงพระราชนิพนธ์บทนี้ จึงเป็ นที่แพร่ หลายและกลายเป็ นเพลง ที่เรี ยกว่า "เพลงเพื่อชี วต" ที่สมบูรณ์ยงบทหนึ่ง ิ ิ่ในยุคที่มีการตื่นตัวในทางสังคมและการเมืองของประเทศ สําหรับนิสิตนักศึกษาที่ทางานพัฒนาออกค่าย ํอาสาสมัครของมหาวิทยาลัย และข้าราชการทหารตํารวจที่ปฏิบติหน้าที่ตามชายแดนนั้น เสี ยงร้องของเพลง ัพระราชนิพนธ์ที่ดงกังวานท่ามกลางความมืดที่เงียบสงบ "ความฝันอันสู งสุ ด" ย่อมมีความหมายลึกซึ้ งและ ัซาบซึ้ งใจ องค์ บรมราชู ปถัมภกด้ านดนตรี ่ ั นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวจะทรงเป็ นศิลปิ นผูเ้ พียบพร้อมด้วยพระปรี ชาสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้านดนตรี แล้ว ยังทรงเป็ นองค์บรมราชูปถัมภกทางดนตรี อีกด้วย ทรงส่ งเสริ มทั้งดนตรีไทยและสากล และมีพระมหากรุ ณาธิ คุณแก่ศิลปิ นดนตรี อย่างทัวหน้า่ ่ ั ทางด้านดนตรี ไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงเห็นว่าวิชาดนตรี ไทยเป็ นศิลปะที่สาคัญของ ํชาติ สมควรที่จะได้รวบรวมเพลงไทยเดิมต่าง ๆ ไว้มิให้เสื่ อมสู ญและผันแปรไปจากหลักเดิม โดยมีการบันทึกโน้ตเพลงให้ถูกต้องและจัดพิมพ์ข้ ึนไว้เป็ นหลักฐาน เพราะในการบันทึกแนวเพลงเป็ นโน้ตสากลแต่เดิมนั้น ยังมิได้มีการบันทึกไว้อย่างครบถ้วนและจัดพิมพ์ให้เป็ นการสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากรรับเรื่ องนี้ไปดําเนินการ ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดพิมพ์โน้ตเพลงไทยชุดนี้ เป็ นการรักษาศิลปะดนตรี อนสําคัญของไทยไว้มิให้เสื่ อมสู ญ และยังเป็ นการเผยแพร่ วชาดนตรี ของ ั ิไทยออกไปในหมู่ประชาชนผูสนใจ ให้เป็ นที่รู้จกแพร่ หลายยิงขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังทรงริ เริ่ มให้มีการ ้ ั ่วิจยเกี่ยวกับดนตรี ไทยในด้านบันไดเสี ยงของเครื่ องดนตรี ไทยประเภทต่าง ๆ เช่น ความแตกต่างระหว่าง ั ํบันไดเสี ยงของเครื่ องสาย และบันไดเสี ยงของระนาด ฯลฯ เป็ นต้น ซึ่ งผูเ้ ชี่ยวชาญทางดนตรี กาลังดําเนินการ ่อยูในขณะนี้
  • 41. นอกจากนี้ยงทรงริ เริ่ มให้มีการบรรเลงเพลงไทยที่เรี ยบเรี ยงขึ้นจากเพลงสากล โดยโปรดเกล้าฯ ให้ ันายเทวาประสิ ทธิ์ พาทยโกศล นําทํานอง "มหาจุฬาลงกรณ์" มาแต่งให้เป็ นแนวไทย นายเทวาประสิ ทธิ์ ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์น้ ีมาดัดแปลงเพื่อใช้บรรเลงด้วยวงปี่ พาทย์ถึง ๒ ครั้ง ภายหลังจึงปรับปรุ งเป็ นเพลงโหมโรงในการบรรเลงดนตรี ไทยของชมรมดนตรี ไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับว่าเป็ นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ข้ ึนมาจากเพลงไทยสากล ตามพระราชดําริ ในการสร้างสรรค์และส่ งเสริ มดนตรี ไทยและเป็ นการแสดงว่าดนตรี ไทยสามารถวิวฒนาการไปตามกาลเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง ั ภาษาดนตรี : สั มพันธ์ ไมตรีระหว่างชาติ "Alexandra Welcome to thee Here in this land of sunshine and of flowers. May ye be blessed by the blessing The has made our country happy" "Alexandra" ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชปรารภว่าดนตรี เป็ นภาษาสากลที่สามารถขจัดอุปสรรค์ทางภาษา วัย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เพราะภาษาดนตรี สามารถสื่ อความหมายให้คนเข้าใจเป็ นอย่างเดียวกันได้ ดนตรี จึงเป็ นสื่ อที่ทาให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันแม้วาเป็ นคน ํ ่ละชาติ คนละภาษา หรื อต่างศาสนา ด้วยเหตุน้ ีจึงทรงใช้ดนตรี เป็ นสื่ อในการเชื่ อมความเข้าใจและความสัมพันธ์ทางความรู ้สึกที่แน่นแฟ้ น ลึกซึ้ งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริ ยและนักศึกษา โดยที่เสด็จฯ ์
  • 42. เป็ นการส่ วนพระองค์ไปทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อเป็ นโอกาสที่จะทรงมีพระราชปฏิสนถารกับ ับรรดานิสิตนักศึกษาอย่างใกล้ชิดและเป็ นกันเอง ในระดับชาติน้ นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงประสบ ั ่ ัความสําเร็ จในการใช้ดนตรี เป็ นภาษาสากลเพื่อเสริ มสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างงดงาม ดังเห็นได้จากการที่เสด็จพระราชดําเนิ นไปเยือนต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริ กา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารคํ่า ณ วอชิงตันเพลส์ ซึ่ งรัฐบาลฮาวายจัดถวาย ทางฝ่ ายเจ้าภาพเมื่อได้ทราบว่า ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรงมีพระปรี ชาสามารถพิเศษด้านดนตรี จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ให้ ัทรงร่ วมบรรเลงดนตรี กบวงดนตรี ที่จดมาแสดงถวายหน้าพระที่นง โดยเตรี ยมเครื่ องดนตรี คลาริ เน็ตไว้ถวาย ั ั่ให้ทรงเล่นด้วย หลังจากที่ทรงได้รับการ "คะยั้นคะยอหนักขึ้น" จากทั้งเจ้าภาพ นักดนตรี และผูร่วมงาน ้ ่พร้อมกับเสี ยงตบมือไม่หยุด จึงทรงรับเชิ ญขึ้นไปทรงเล่นดนตรี พระราชทาน ๒ เพลง แม้วาจะมิได้เตรี ยมพระองค์มาก่อน เหตุการณ์น้ ีเป็ นที่ประทับใจแก่ผร่วมงานในวันนั้นอย่างยิงเพราะชาวอเมริ กนชอบ "ความ ู้ ่ ัเป็ นกันเอง" เช่นนี้มาก และเมื่อเสด็จฯ ต่อไปยังนครนิวยอร์ ค ก็ได้เสด็จไปทรงดนตรี ร่วมกับวงดนตรี ของนายเบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) นักดนตรี ฝีมือเยียมระดับโลก ่ เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศฟิ ลิปปิ นส์ ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวก็ ่ ัได้ร่วมทรงดนตรี กบสมาชิกวุฒิสภาของฟิ ลิปปิ นส์ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุ งมะนิลา พระปรี ชา ั ัสามารถในครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้กบชาวฟิ ลิปปิ นส์ เป็ นการช่วยกระชับสัมพันธไมตรี กบประเทศ ัเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้ นยิงขึ้น่ กรุ งเวียนนา ประเทศออสเตรี ย ซึ่ งมีชื่อว่าเป็ นแหล่งกําเนิ ดของนักดนตรี ที่สาคัญ และคีตกวีเอกของ ํ ่ ัโลก ได้ยกย่องพระปรี ชาสามารถด้านการดนตรี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวโดยเฉพาะ คือ เมื่อครั้งที่เสด็จฯ เยือนประเทศสาธารณรัฐออสเตรี ยอย่างเป็ นทางการในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ วงดุริยางค์ซิมโฟนีออเคสตร้า แห่งกรุ งเวียนนาได้อญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด "มโนราห์" "สายฝน" "ยามเย็น" "มาร์ ชรา ัชนาวิกโยธิน" และ "มาร์ชราชวัลลภ" ไปบรรเลง ณ คอนเสิ ร์ทฮอลล์ กรุ งเวียนนา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๗ พร้อมกันนี้สถานีวทยุกระจายเสี ยงของรัฐบาลออสเตรี ยได้ส่งกระจายเสี ยงเพลงและเสนอข่าวนี้ไป ิทัวประเทศ หลังจากนั้นอีก ๒ วัน คือวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ สถาบันดนตรี และศิลปะแห่งกรุ งเวียนนา ่ได้ถวายพระเกียติให้ดารงตําแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลขที่ ๒๑ ดังปรากฏพระปรมาภิไธยจารึ กบน ํแผ่นหิ นอ่อนของสถาบันอันเก่าแก่ของยุโรปนี้ ประธานสถาบันได้กล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ่ ัในฐานะที่ทรงเป็ นผูสร้างสัมพันธ์อนดียงระหว่าง ดนตรี ตะวันออกกับตะวันตก และทรงพระราชนิพนธ์ ้ ั ิ่เพลงด้วยพระปรี ชาสามารถ นับเป็ นครั้งแรกที่พระมหากษัตริ ยแห่งทวีปเอเซี ย ทรงมีบทบาทสําคัญยิง ณ ์ ่ศูนย์กลางแห่งการดนตรี ในทวีปยุโรป ทรงเป็ นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ดํารงตําแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ขณะที่ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๓๗ พรรษา พสกนิกรชาวไทยทุกคนไม่เพียงแต่ชื่นชมในพระเกียรติยศทางดนตรี ที่ทรงได้รับจากนานาประเทศเท่านั้น แต่ยงภาคภูมิใจใน ัความสําเร็ จจากการเสด็จพระราชดําเนินกระชับสัมพันธไมตรี ระหว่างประเทศด้วย อัครศิลปิ น
  • 43. ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวมีพระบรมราโชวาทว่า การดนตรี เป็ นศิลปะอย่างหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดความปิ ติ ความสุ ข ความยินดี ความพอใจได้มากที่สุด หน้าที่ของนักดนตรี น้ นคือ ทําให้ผฟังเกิด ั ู้ความพอใจ ความครึ กครื้ น ความอดทน ความขยัน มีความเข้มแข็งและความเป็ นอันหนึ่ งอันเดียวกัน คือนอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้ว ควรแสดงในสิ่ งที่จะเป็ นไปในทางสร้างสรรค์ เช่น ชักนําให้คนเป็ นคนดีด้วย และมีพระราชกระแสยํ้าว่า ํ "ฉะนั้ น การดนตรี น้ ีจึงมีความสําคัญต่อประเทศชาติสาหรับสังคม ถ้าทําดี ๆ ก็จะทําให้คนมีกาลังใจ ํที่จะปฏิบติงานการก็เป็ นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง ทําให้คนที่กาลังท้อใจมีกาลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจ ั ํ ํได้ คนกําลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะดึงกลับมาในทางที่ถูกต้องได้ ฉะนั้นดนตรี ก็มีความสําคัญอย่างยิง จึงพูดได้กบท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ในรู ปการต่าง ๆ ว่ามีความสําคัญ และต้องทําให้ ่ ัถูกต้อง ต้องทําให้ดีท้ งถูกต้องในหลักวิชาการดนตรี อย่างหนึ่งและถูกต้องตามหลักวิชาของผูที่มีศีลมีธรรมมี ั ้ความสื่ อสัตย์สุจริ ต ก็จะทําให้เป็ นประโยชน์อย่างมาก เป็ นประโยชน์ท้ งต่อส่ วนรวมทั้งส่ วนตัว เพราะก็อย่าง ัที่กล่าวว่า เพลงนี้มนเกิดความปี ติภายในของตัวเองได้ ความปี ติในผูอื่นได้ ก็เกิดความดีได้ความเสี ยก็ได้ ั ้ฉะนั้นก็ตองมีความระมัดระวังให้ดี" ้ พระบรมราโชวาทดังกล่าวเป็ นการส่ งเสริ มนักดนตรี ให้ช่วยกันจรรโลงสังคมด้วยผลงานในเสี ยงดนตรี สร้างสรรค์งานศิลปะให้เป็ นประโยชน์แก่ประเทศชาติดวย ้ ่ ั พระราชอัจฉริ ยภาพและพระปรี ชาสามารถด้านดนตรี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวนับว่าเป็ นอเนกอนันต์ ทั้งในด้านวิชาการ การดนตรี การพระราชนิ พนธ์ การส่ งเสริ มและการอุปถัมภ์ดานดนตรี ทั้งนี้ ้ด้วยทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้ งและถ่องแท้ในศาสตร์ แห่งศิลปะการดนตรี ที่สร้างความดีงามและความคิดสร้างสรรค์ อันเป็ นประโยชน์นานัปการแก่สังคมและประชาชนชาวไทยโดยส่ วนรวมอย่างเต็มเปี่ ยมสมดังที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา "อัครศิลปิ น" โดยแท้.
  • 44. พระอัจฉริยภาพด้ านการถ่ ายภาพ ่ ั การถ่ายภาพเป็ นศิลปะอีกสาขาหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวสนพระหฤทัยอย่างจริ งจังมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ เป็ นที่ทราบกัน ทัวไปว่าในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์การถ่ายภาพต่างๆ ยังไม่ ่ทันสมัยอย่างในปั จจุบนนี้ แต่พระองค์ก็ทรงศึกษา และทรงฝึ กด้วยพระองค์เอง จนทรงเป็ นนักถ่ายรู ปที่มีพระ ัปรี ชาสามารถยิง ไม่วาจะเป็ นกล้องธรรมดาหรื อกล้องถ่ายภาพยนตร์ ได้เริ่ มทรงกล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์ ่ ่และ ทรงใช้ฟิล์มตั้งแต่ขนาด ๑๓๕ จนถึงขนาด ๑๒๐ และขนาดพิเศษกล้องถ่ายภาพที่ทรงใช้ในระยะเริ่ มแรกเป็ นกล้องที่ไม่มีเครื่ องวัดแสง ในตัว จึงต้องใช้ พระราชวิจารณญาณอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ถวน ้พร้อมทั้งพระปรี ชาสามารถส่ วนพระองค์ จึงทรงถ่ายภาพได้อย่างเชี่ยวชาญ มันพระราชหฤทัย ้้ ่
  • 45. แม้ในปั จจุบนกล้องถ่ายภาพจะมีววฒนาการขึ้นกว่าสมัยก่อนก็มิทรงใช ้้พระบาทสมเด็จ ั ิัพระเจ้าอยูหวยังทรงใช้ แต่กล้อง คู่พระหัตถ์แบบ มาตรฐานอย่างที่นกเลงกล้องทั้งหลายใช้กน ่ ั ั ั ่ ัพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงเชี่ยวชาญแม้กระทังการล้างฟิ ล์ม การอัดขยายภาพทั้งภาพขาวดํา และ ่ภาพสี (Dark Room) ขึ้นในบริ เวณชั้นล่างของตึก ที่ทาการสถานีวทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง "สร้ างภาพ" ให้เป็ นศิลปะถูกต้อง ํ ิและรวดเร็ วด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ทรงคิดค้นหา เทคนิคใหม่ ๆ มาใช้ในการถ่ายภาพอยูเ่ สมอ ๆ จนทําให ้้ภาพถ่ายฝี พระหัตถ ้์ ของพระองค์เป็ นผลงานศิลปะที่ล้ ายุค ด้วยความที่พระบาทสมเด็จ พระ ํเจ้าอยูหว โปรดการถ่ายภาพ และทรงถ่ายภาพต่างๆ อยูเ่ ป็ นประจํา ภาพถ่ายฝี พระหัตถ์เคยไปปรากฏ ตาม ่ ัหน้านิตยสาร เมื่อราวปี พุทธศักราช ๒๔๘๓ ่ ภาพถ่ายฝี พระหัตถ์ของพระองค์ได้ปรากฏอยูในนิ ตยสารแสตนดาร์ ดของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ทรงมีพระราชดํารัสด้วยพระอารมณ์ขนแก่ผใกล้ชิดผูหนึ่งถึงการเป็ นช่างภาพอาชีพ ั ู้ ้ของพระองค์วา "ฉันเป็ นกษัตริ ยก็จริ ง แต่ฉนก็ยงมีอาชีพเป็ นช่างภาพของหนังสื อพิมพ์แสตนดาร์ ด ได้ ่ ์ ั ัเงินเดือนละ ๑๐๐ บาท ตั้งหลายปี มาแล้วจนบัดนี้ก็ยงไม่เห็น เขาขึ้นเงินเดือนให้สักที เขาก็คงถวายเดือนละ ั๑๐๐ บาท อยูเ่ รื่ อยมา"
  • 46. เมื่อครั้งที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติใหม่ๆ โปรดที่จะถ่ายภาพสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมพระราชโอรสและพระราชธิดา โดยเฉพาะเมื่อได้ทรงเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตําหนักภูพิงราชนิเวศน์ ซึ่ งมีภมิประเทศที่สวยงามเหมาะแก่การถ่ายภาพ ในปั จจุบนเมื่อ ู ั ่ ัสถานการณ์บานเมืองเปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงมีพระราชหฤทัยเต็มเปี่ ยมไปด้วย ้ความห่วงใย และความเสี ยสละเพื่อพสกนิกร จึงทําให้ทรงมีพระราชภารกิจอันมากมายมหาศาลเพื่อบําบัดทุกข์บารุ งสุ ขให้แก่ราษฎร ไม่มีเวลาสําหรับคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ในการถ่ายภาพได้อีก จะทรงถ่ายภาพก็ได้ ํแต่เฉพาะในคราวที่เสด็จฯ ไปราชการตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น ภาพถ่ายฝี พระหัตถ์เหล่านี้ทรงใช้เพื่อ ่ ่ประกอบการทรงงานของพระองค์ จะสังเกตได้วา ไม่วาพระองค์จะเสด็จฯ ไป ทรงเยียมราษฎร ณ จังหวัดใด ่ก็จะทรงมีกล้องถ่ายรู ปติดพระองค์ไปด้วยเสมอ โปรดถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่งเพื่อทรงเก็บไว้เป็ นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบติ ภาพถ่ายฝี พระหัตถ์เหล่านี้ จึงมักเป็ นภาพถ่ายแบบฉับพลัน ทันเหตุการณ์ ซึ่ ง ัถ่ายได้ครั้งเดียวด้วยไหวพริ บ ไม่มีเวลาจ้องหาแง่มุม แต่ดวยพระปรี ชาสามารถเราจึงได้เห็นภาพฝี พระหัตถ์ ้อันคมชัดและมีศิลปะในการจัดองค์ประกอบของภาพ ภาพถ่ายฝี พระหัตถ์ในระยะหลังๆ นี้ ทรงใช้เป็ นหลักฐานในการวางแผนปฏิบติงานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ รวดเร็ วทันใจและสามารถแก้ไขเหตุการณ์ของ ับ้านเมืองได้ทนท่วงที เช่น เมื่อคราวนํ้าท่วมกรุ งเทพฯ หลายครั้ง ได้ทรงถ่ายภาพจุดสําคัญๆ ไว้เป็ นหลักฐาน ัการวางแผนป้ องกันนํ้าท่วมทางเฮลิคอปเตอร์ ภาพถ่ ายฝี พระหัตถ์ ท้ ังหลายล้ วนแสดงให้ เห็นว่ าพระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัวมิได้ ทรงถ่ ายภาพเพือศิลปะแต่ เพียงอย่ างเดียว เพราะแต่ ละภาพทรงไว้ ซึ่งคุณค่ าทางศิลปะและวิชาการ สามารถ ่นามาใช้ ประโยชน์ เพือการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง และนาความผาสุ กร่ มเย็นมาสู่ ประชาชนชาวไทยได้ ่อย่างดีอกด้ วย ี
  • 47. พระอัจฉริยภาพด้ านจิตรกรรมฝี พระหัตถ์

×