Report stell2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Report stell2

on

  • 1,977 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,977
Views on SlideShare
1,977
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
16
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Report stell2 Report stell2 Document Transcript

  • รายงานการทดสอบแรงดึงของเหล็กเสริม Term Report เสนอ รศ.ดร.ชวเลข วณิชเวทิน 1. นายกมลพัฒน์ ตันติสุวณิ ชย์กุล 5310500936 2. นายฐานกร มณี อินทร์ 5310501061 3. นายณัฐพงศ์ ศรีภิรมย ์ 5310501088 4. นายณฐพล ั เดชานุภาพ 5310501096 5. นายทวิปรัชญ์ เพชรพรหม 5310501100 6. น.ส.ธนัญธร ปิ ยะสกุลชัยชาญ 5310501126 7. นายสุรวุฒิ นิ่มทิม 5310501355 8. น.ส.อัญอานันท์ นามมาตย์ 5310501398รายงานน้ ีเป็นส่วนหน่ ึงของวชา Civil Eng. Materials Testing Lab ิ ภาคปลาย ปี การศึกษา 2555
  • ก บทคดย่อ ั เนื่ องจากปั จ จุ บัน เหล็ก ซึ่ งเป็ นส่ ว นประกอบหลัก ของโครงสร้ างอาคาร มีค วามสําคัญกับงานก่อสร้ างซึ่ งส่ งผลต่ อการพัฒ นาของประเทศเป็ นอย่างมากเมื่อเปรี ยบเที ยบกับวัสดุก่ อสร้ างที่ ใช้งานในประเภทเดียวกัน เช่น ไม้ อิฐซึ่งเป็ นวัสดุก่อสร้างหลักในสมัยก่อนและปั จจุบนไม้เป็ นทรัพยากรธรรมชาติ ที่ ัหายากและเริ่ มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ พบว่า เหล็กเส้นมีความคงทน แข็งแรง สามารถปรั บปรุ งเพื่อนํามาใช้เสริ มคอนกรี ตให้ตรงกับการใช้งานได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่กาลังเติบโตในปั จจุ บน และสอดรั บกับนโยบายการเปิ ดประชาคมอาเซี ยนได้ ํ ัเป็ นอย่างดี คอนกรี ตจึงเป็ นวัสดุที่ใช้งานอย่างแพร่ หลายและมีความต้องการใช้มากในปั จจุบน ัจากรายงานของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติการลงทุนในภาครัฐ และภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 9.1 เพิ่มขึ้ นต่อเนื่ องทั้งการลงทุ นในด้านเครื่ องมือเครื่ องจักรและการก่อสร้างจากในไตรมาสที่ผานมาที่ขยายตัวร้อยละ 8.6 แสดงให้เห็นว่า คอนกรี ตซึ่งเป็ นวัสดุหลักในการก่อสร้างกําลัง ่มีความต้องการใช้ในอัตราที่ เพิ่มขึ้ นทุ กปี และเพื่อความคุมค่าในการลงทุน การผลิต และการก่อสร้างด้วย ้คอนกรี ตนั้น จําเป็ นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในกระบวนการตั้งแต่การผลิต การลําเลียงขนส่ งและ การใช้งานมากขึ้น เพื่อประหยัดงบประมาณในการลงทุนของโครงการต่าง ๆ อีกท้งเพื่อเป็นการอนุรักษ์ ัทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ก็จะยิงทําให้เทคโนโลยีต่าง ๆในการพัฒนาคอนกรี ตเข้ามามีบทบาท ่ในการพัฒนาวงการคอนกรี ตของประเทศไทยมากยงข้ ึน ิ่ โดยได้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงรู ปแบบ และวิธีการทดลองจากสถาบันระดับชาติที่ได้รับการยอมรับรวมถึง มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ของ สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานของกรมโยธาธิการและผงเมือง (มยผ.) มาตรฐานเอเอสทีเอ็มนานาชาติ (ASTM International) มาตรฐานสถาบัน ัคอนกรี ตอเมริ กน (American Concrete Institute - ACI) และมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) จุ ดประสงค์ของสื่ อ ัการสอนนี้ ได้มีเป้ าหมายให้นกศึกษาและผูสนใจได้ ั ้ 1.เข้าใจคุณสมบัติพ้นฐานของวัสดุที่สาคัญในงานวิศวกรรมโยธา ื ํ 2.เขาใจกระบวนการทดลอง และสามารถปฏิบติตามกระบวนการทดลองวัสดุเพื่อหาค่าคุณสมบัติ ้ ัต่างๆ ของซีเมนต์ 3.วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการทดลอง และสามารถวิจารณ์ผลลัพธ์ได้
  • ข การทดลองวัสดุทางวิศวกรรมอาจแบ่งได้เป็ น 4 ประเภทดังนี้ 1.การทดลองตามมาตรฐาน เพื่อเอาผลไปใช้ในงานวิศวกรรม 2.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้พฤติกรรมของวัสดุ 3.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้วิธีทดลองวสดุ ั 4.การทดลองเพื่อค้นคว้าวิจยพฤติกรรมของวัสดุที่ไม่เคยรู้มาก่อน ั ทั้งนี้ เพื่อให้นิสิต ที่ซ่ึงจะต้องไปเป็ นวิศวกรควบคุมและดูแลการก่อสร้าง และเป็นกาลงหลกในการ ํ ั ัพัฒนาวิชาชีพวิศวกรไทยต่อไปในอนาคต มีความเข้าใจถึงคุณสมบัติ พฤติกรรม และความสําคัญของ เหล็กและคอนกรี ต ชนิ ดต่ าง ๆ มากข้ ึ น จึงจ าเป็นต ้องทาการศึก ษา ค ้น คว า ทดลอง และวิเคราะห์ คุ ณ สมบัติ ํ ํ ้พฤติกรรม และความสาคญของเหล็กเส้นแต่ละประเภทที่มีใช้กนอยูในงานด้านวิศวกรรม ในปั จจุบน เพื่อให้ ํ ั ั ่ ัมีความเขาใจ และสามารถแก้ไขปั ญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในงานคอนกรี ตได้อย่างถูกต้องตามหลักการต่อไป ้ กลุ่มที่ 4
  • ค สารบัญ หนา ้บทคัดย่อ กสารบญ ั คบทที่ 1 บทนํา 1 ความเป็ นมาและความสําคัญของการทดลอง วตถุประสงคของการทดลอง ั ์ สมมุติฐานการทดลอง ขอบเขตของการทดลอง ประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลองบทที่ 2 ทฤษฏีและเอกสารที่เกียวข้ องกับการทดลอง ่ 3 ่ เหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตที่มีใช้อยูในประเทศไทย Terminology ที่ใช้สาหรับเหล็กเสริ มคอนกรี ต ํ ความหมายของคุณสมบัติของเหล็กเส้นบางประการที่ควรรู้ การพฒนาเหลกรีดร้อนชนิดคุณภาพสูง ั ็ ความประหยัดจากการเพิ่มคุณภาพของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ต การทดสอบแรงดึงบทที่ 3 วิธีดําเนินการทดลอง 23 Lab 1 การทดสอบกําลังรับแรงดึงของเหล็กเสริ มบทที่ 4 ผลการทดลองผลการวิเคราะห์ และอภิปรายผล 42 ผลการทดลอง Lab 1 การทดสอบกําลังรับแรงดึงของเหล็กเสริ ม วิเคราะห์ผลการทดลอง/อภิปรายผล
  • งบทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลอง 44 สรุปผลการการทดลองบรรณานุกรม 45ภาคผนวก ก มาตรฐานเหล็กเส้นกลมภาคผนวก ข มาตรฐานเหลกขอออย ็ ้ ้ภาคผนวก ค รายชื่อสมาชิกกลุ่มภาคผนวก ง รายชื่ออาจารยที่ปรึกษา/ครู และช่างเทคนิค ์
  • 1 บทที่ 1 บทนําความเป็นมาและความสําคญของการทดลอง ั ในปัจจุบน ประเทศไทยมีการผลิตเหล็กเสริ มคอนกรี ตประมาณ 3 ล้านตันต่ อปี เกื อบทั้งหมดเป็ น ัการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เกรดเหล็กที่ ใช้โดยทัวไปได้แก่ SR24 , SD30 , SD40 , SD50ซ่ึ งไดบญญติไว ้ ่ ้ ั ัเป็ นมาตรฐานมาประมาณ 20 ปี แล้ว เกรดเหล็กที่ใช้มาก ได้แก่ SR24 , SD30 , SD40 สําหรับมาตรฐานเหล็ก เส้นในต่ างประเทศ เช่ น ในยุโ รป ออสเตรเลีย นิ ว ซีแลนด์ หรื อแม้แต่ ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่มาเลเซีย และ สิ งค์โปร์ ได้มีการทบทวน และแก้ไขมาตรฐานของเหล็กเส้นให้สูงขึ้ นโดย แบ่งเป็ น 2 เกรดหลักๆ คือ เกรด 250 (MPa) หรื อ 300 (MPa) สําหรับเหล็กเส้นกลมซึ่งจะใกล้เคียงกับ SR25 หรื อ SR30และเกรด 500 (MPa) สํา หรั บเหล็ ก ข ้ออ ้อ ยซ่ึ ง จะใกล ้เ คี ย งก ับ SD50 และเขตที่อ ยู่ใ นอิ ทธิ พ ลของแผ่นดินไหวเช่นประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีการกําหนดเป็ นเกรด 500E ซึ่ งกําหนดให้มีสัดส่ วนระหว่างกาลง ํ ัดึงประลัย และกําลังครากให้กว้างซึ่งเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการเตือนภัยแก่อาคารที่เพียงพอ ผลจากการปรับเพิ่มคุณสมบัติดานการรั บแรงของเหล็ก เส้น เสริ มคอนกรี ต ของมาตรฐานนานาชาติ ้ดังกล่าว ทําให้การใช้เหล็กเส้นมีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้นจํานวนการใช้เหล็กเส้นต่ อปริ มาณคอนกรี ตน้อยลงเป็ นการประหยัดการใช้เหล็กอย่างมีประสิ ทธิภาพเพิมขึ้น ่ สําหรับประเทศไทยในการเพิ่มคุณสมบัติดานการรั บแรงจําเป็ นต้องมีการทบทวนคุ ณสมบัติทางเคมี ้และคุณสมบัติทางกลที่ได้บญญัติไว้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ส่วนการออกแบบได้มีการบัญญัติ ัมาตรฐานสําหรับอาคารคอนกรี ตเสริ มเหล็กโดยวิธีกาลังไว้แล้ว โดยวิศวกรรมสถานแห่ งประเทศไทย แต่ ํเหล็กเส้นเกรดSD50 นี้ ยงมีการใช้ไม่แพร่ หลายเท่าที่ควร ั หากประเทศไทยจะได้รับการทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ให้เป็ นไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานสากลก็จะทําให้ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตของไทยมีความสอดคล้องและก้าวตามผลการวิจยและพัฒนาการ ัของเหล็กเส้นในต่างประเทศ และจะเป็ นการประหยัดเงินตราที่ตองนําเข้าเศษเหล็ก และวัสดุก่ ึงวัตถุดิบได้ ้ไม่ต่ากว่าปี ละ ประมาณ 1, 800 ล้านบาท ํ
  • 2วตถุประสงค์ของการทดลอง ั 1) เพื่อทดลองคุณสมบัติทางด้วยการรับแรงดึงของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ต ทั้งชนิดเหล็กเส้นกลม และ เหล็กข้ออ้อย 2) เพื่อวิเคราะห์กาลังรับแรงดึงของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ต ํขอบเขตของการทดลอง 1. เป็ นเหล็กที่มีผวเรี ยบ ไม่มีรอยปริ แตกหรื อรอยร้าว ิ 2. มีลกษณะหน้าตัดกลม พื้นที่ลาดตัดขวางสมํ่าเสมอตลอด ั 3. สามารถนําไปใช้เสริ มคอนกรี ตได้ 4. เหล็กข้ออ้อยต้องมีผวทั้งหมดเรี ยบเกลี้ยง ไม่มีรอยปริแตกหรือรอยร้าว ิ 5. เหล็กข้ออ้อยต้องมีบ้ งเป็ นระยะๆ เท่าๆ กันตลอดทั้งเส้น โดยบั้งต้องทํามุมกับแกนเหล็กเส้นไม่ ัน้อยกว่า 45 องศา มุมที่ทามีต้งแต่ 45 ถึง 70 องศา บั้งจะวางสวนทางกันบนแต่ละข้างของเหล็กเส้น หรื อบั้ง ํ ัทั้งหมดของด้านหนึ่ งสวนทางกับบั้งทั้งหมดของด้านตรงข้าม แต่ตวบั้งทํามุมเกิน 70 องศา ไม่จาเป็ นต้อง ั ํสลบกน ั ัประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลอง นิสิตมีความรู ้ความเขาใจในการทดสอบเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ต ทั้ง 2 ชนิดมากขึ้น และสามารถบอกคุณสมบัติเบื้องต้น ของเหล็กในแต่ละชั้นคุณภาพได้ และสามารถเลือกเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตที่มีคุณภาพ และ คุณสมบัติ ตรงตามแบบ ที่จะทําการก่อสร้างได้
  • 3 บทที่ 2 ทฤษฏีและคุณสมบัตทเี่ กียวข้ องกับการทดลอง ิ ่ ในปัจจุบน ประเทศไทยมีการผลิตเหล็กเสริ มคอนกรี ตประมาณ 3 ล้านตันต่อปี เกื อบ ัทั้งหมดเป็ นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เกรดเหล็กที่ใช้โดยทัวไปได้แก่ SR24 , SD30 , SD40 , ่SD50ซึ่ งได้บญญัติไว้เป็ นมาตรฐานมาประมาณ 20 ปี แล้ว เกรดเหล็กที่ใช้มาก ได้แก่ SR24 , ัSD30 , SD40 สํา หรั บ มาตรฐานเหล็ก เส้น ในต่ า งประเทศ เช่ น ในยุโ รป ออสเตรเลี ยนิ วซี แลนด์ หรื อแม้แต่ประเทศเพื่ อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซี ย และ สิ งค์โปร์ ได้มีการทบทวนและแก้ไขมาตรฐานของเหล็กเส้นให้สูง ขึ้นโดย แบ่งเป็ น 2 เกรดหลัก ๆ คือ เกรด 250 (MPa)หรื อ 300 (MPa) สําหรับเหล็ก เส้นกลมซึ่ งจะใกล้เ คีย งกับ SR25 หรื อ SR30 และเกรด 500(MPa) สําหรับเหล็กข้ออ้อยซึ่ งจะใกล้เคียงกับ SD50 และเขตที่อยู่ในอิทธิ พลของแผ่นดินไหวเช่นประเทศนิวซี แลนด์ ได้มีการกําหนดเป็ นเกรด 500E ซึ่ งกําหนดให้มีสดส่วนระหว่างกําลังดึง ั ํ ัประลย และกาลงครากให้กว้างซึ่ งเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการเตือนภัยแก่อาคารที่เพียงพอ ั ผลจากการปรับเพิ่มคุณสมบัติดานการรั บแรงของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตของมาตรฐาน ้นานาชาติ ดง กล่าว ทําให้ก ารใช้เ หล็ก เส้นมี ประสิ ทธิ ภาพมากขึ้ นจํานวนการใช้เ หล็ก เส้นต่อ ัปริ มาณคอนกรี ตน้อยลง เป็ นการประหยัดการใช้เหล็กอย่างมีประสิ ทธิภาพเพิ่มขึ้น สํา หรั บ ประเทศไทยในการเพิ่ ม คุ ณ สมบัติ ด้า นการรั บ แรงจํา เป็ นต้อ งมี ก ารทบทวนคุณสมบ ติทางเคมี และคุณสมบติท างกลที่ได้บญญติไว ้ในมาตรฐานผลิ ตภณฑ์อุตสาหกรรม ั ั ั ั ั ํส่ วนการออกแบบได้มีการบัญญัติมาตรฐานสําหรับอาคารคอนกรี ตเสริ มเหล็กโดยวิธีกาลังไว้แล้ว โดยวิศวกรรมสถานแห่ งประเทศไทย แต่เหล็กเส้นเกรดSD50 นี้ ยงมีการใช้ไม่แพร่ หลาย ัเท่าที่ควรหากประเทศไทยจะได้รับการทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ให้เป็ นไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานสากลก็จะทําให้ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตของไทยมีความสอดคล้องและก้าวตามผลการวิจยและพัฒนาการของเหล็กเส้นในต่างประเทศ และจะเป็ นการประหยดเงินตราที่ ั ัต้องนําเข้าเศษเหล็ก และวัสดุก่ ึงวัตถุดิบได้ไม่ต่ากว่าปี ละ ประมาณ 1,800 ลานบาท ํ ้
  • 4เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทมีใช้อยู่ในประเทศไทย ี่ ้ ั เหลกเส้นเสริมคอนกรีตในมาตรฐานไทย มีดวยกน 4 มาตรฐาน คือ ็ 1. มอก.20-2543 ไดแก่ เหลกเส้นเสริมคอนกรีตชนิดเส้นกลม ้ ็ 2. มอก.24-2536 ไดแก่ เหลกเส้นเสริมคอนกรีตชนิดขอออย ้ ็ ้ ้ 3. มอก.737-2531 ไดแก่ ตะแกรงลวดเหลกกลาเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ้ ็ ้ 4. มอก.926-2533 ไดแก่ ตะแกรงลวดเหลกกลาขอออยเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ้ ็ ้ ้ ้ มาตรฐานอนดบที่ 1 และ 2 เป็นเหลกเส้นเสริมคอนกรีตที่ผลิตโดยวิธีรีดร้อนมีค่าความ ั ั ็เค้นพิสูจน์ที่ 2,400 kg./ cm.2 สาหรับเส้นกลมที่เรียกว่า SR24 และมีคาความเคนพิสูจน์ 3,000, ํ ่ ้4,000 , 5,000 kg./ cm.2 ที่เรียกว่า SD30 , SD40 , SD50 ตามลาดบ ํ ั ในการผลิ ตโดยทัว ไป คุณสมบัติต้านแรงดึ ง นี้ ข้ ึ นอยู่ก ับส่ ว นผสมทางเคมี โ ดยเฉพาะ ่ ํคาร์ บอน ซึ่ งเป็ นตัวหลักในการเพิ่มแรงดึงของเหล็ก ในมาตรฐานไทยได้กาหนดค่าเปอร์ เซ็นต์คาร์ บ อนสู ง สุ ดสําหรั บSR24 เป็ น 0.28 และคาร์ บอนสู ง สุ ดสําหรั บ SD30 เท่ากับ 0.27 ส่ ว น ํSD40, SD50 ไม่ได้กาหนดค่าคาร์ บอนสูงสุดไว้ ส่ วนข้อกําหนดด้านคาร์ บอนเทียบเท่า (CarbonEquivalent) ซึ่ งประกอบด้วยเปอร์ เซ็นต์คาร์ บอนและแมงกานีส สําหรับ SD30, SD40, SD50 ได้กาหนดค่าคาร์บอนเทียบเท่าสูงสุด เป็น 0.50, 0.55, 0.60 ตามลาดบดงไดแสดงไวในตารางที่ 1 ํ ํ ั ั ้ ้ ตารางที่ 1 ค่าส่วนผสมทางเคมี
  • 5 ขนาดของเหลกเส้นกลมที่ผลิตมีขนาดเส้นผานศูนยกลางต้งแต่ 6 ถึง 34 มม. และสาหรับ ็ ่ ์ ั ํเหลกขอออย กาหนดขนาดเส้นผ่านศูนยกลางต้งแต่ 10 ถึง 40 มม. ดงไดแสดงไวในตารางที่ 2 ็ ้ ้ ํ ์ ั ั ้ ้ ตารางที่ 2 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็กเส้นกลม และ ข้ออ้อย สาหรับเหล็กตะแกรงเชื่อมติดตามมาตรฐาน มอก. 737 ผลิตจากลวดเหล็กดึงเย็นตาม ํมาตรฐาน มอก. 747 ขนาดที่ผลิตมีต้งแต่ 2 – 8 มม. ส่วนคาความเค้นพิสูจน์ มีค่าเท่ากับ 386 ั ่MPa สาหรับลวดเหลกขนาด 3 มม. ลงมา และมีค่าความเค้นพิสูจน์เท่ากับ 448 MPa สําหรับ ํ ็ลวดเหลก 3.3 มม. ข้ ึนไป ดงไดแสดงไวในตารางที่ 3 ็ ั ้ ้
  • 6 ตารางที่ 3 ค่าตาม มอก.747 นอกจากตะแกรงลวดเหล็ก เชื่ อ มติ ดชนิ ดกลม ตามมาตรฐาน มอก. 737 แล้ว ยัง มีมาตรฐาน มอก. 926 ที่กล่าวถึงตะแกรงลวดเหลกกลาขอออยเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ส่วนที่ต่าง ็ ้ ้ ้จากมาตรฐาน มอก. 737 คื อ หลัง จากผ่านการดึง เย็นแล้ว จะผ่านกระบวนการยํ้าผิวเพื่ อให้มีลัก ษณะเป็ นข้อ อ้อ ยเพื่ อ เพิ่ ม คุ ณ สมบัติ ใ นการยึด เกาะคอนกรี ต ค่ าความเค้น พิ สู จ น์ ที่ 0.5เปอร์ เซ็นต์ มีค่าเท่ากับ 485 MPa และมีขนาดเส้นผ่านศูนยกลางที่ผลิตต้ งแต่ 3 – 9 มม. ดังได้ ์ ัแสดงไวในตารางที่ 4 ้ ตารางที่ 4 ค่าตาม มอก. 926
  • 7 สําหรับวัตถุดิบของลวดเหล็กดึงเย็นตามมาตรฐานตะแกรงทั้ง 2 ได้จากเหล็กลวด (Wirerod) ที่ผลิตจากขบวนการรี ดร้อนนํามาดึงลดขนาด จนได้เส้นผ่านศูนย์กลางและความเค้นพิสูจน์ตามที่ ต้อ งการแล้ว จึ ง นํามาเชื่ อ มเป็ นรู ป ตะแกรงสี่ เ หลี่ ย ม ในการทดสอบคุ ณภาพตะแกรงตะแกรงลวดเหล็กเชื่อม ต้องนําตัวอย่างที่ได้จากการตัดลวดเหล็กส่ วนที่มีจุดเชื่อมอยู่ดวยมาทํา ้การทดสอบให้ได้คุณสมบัติตานแรงดึงตามมอก. ทั้งสอง ส่ วนคุณภาพของการเชื่อมในมอก. ที่ ้737 กําหนดค่าด้วยแรงเฉื อนเป็ นหน่วยนิ วตัน ที่ 241 เท่า ของพื้นที่หน้าตัดของลวดเส้นใหญ่และสาหรับลวดเหล็กชนิดข้ออ้อยตาม มอก. 926 กําหนดค่าด้วยแรงเฉื อนเป็ นหน่วยนิ วตัน ที่ ํ138 เท่า ของพื้นที่หน้าตัดของเหล็กเส้นใหญ่ ตามแสดงไว้ในตารางทั้งสองข้างต้น ยังมีเหล็กเส้นชนิ ดเกลียว ที่ได้นามาใช้ในเมืองไทยประมาณ 10 ปี มาแล้ว เหล็กเส้น ํชนิ ดนี้ เป็ นเหล็กเส้นเกลียวชนิ ดแรงดึงสู ง สําหรับงานคอนกรี ตอัดแรง บริ ษทซึ่ ง เป็ นผูนาใน ั ้ ํการผลิตเหล็กเส้นดังกล่าวได้แก่ บริ ษท DYWIDAG SYSTEM INTERNATIONAL (DSI) ซ่ ึ ง ั ัใช้มาตรฐานเยอรมันเป็ นหลัก และสามารถเทียบเคียงได้กบ มาตรฐาน ASTM A-722 เหล็กเส้นเกลียวชนิ ดนี้ มีค่าแรงเค้นพิสูจน์ระหว่าง 835–1080 MPa และมีขนาดผลิต 15 ถึง 36 mm. ตามตารางที่ 5.1, 5.2, 5.3 และ 5.4 ตารางที่ 5.1 เหล็กเกลียว Grade 880/1080
  • 8ตารางที่ 5.2 เหล็กเกลียว Grade 835/1030ตารางที่ 5.3 เหล็กเกลียว Grade 930/1080
  • 9 ตารางที่ 5.4 เหล็กเกลียว Grade 1080/1230 เหล็กเส้นเกลียวอีกชนิดหนึ่งนิยมใช้ในงานปฐพีกลศาสตร์ และในงานคอนกรี ตทัวไปใน ่ต่างประเทศ เนื่องจากรู ปร่ างของเหล็กเส้นมีลกษณะเป็ นเกลียว จึ งสามารถนําเหล็กเส้นเกลียว ั2 เส้นมาต่อกันได้ดวยข้อต่อ ซึ่ งทําให้เกิ ดความสะดวกในการทํางาน และเกิ ดความรวดเร็ วใน ้การต่อเหล็ก ผูนาในการผลิตคือ บริ ษท DYWIDAG SYSTEM INTERNATIONAL (DSI) ้ ํ ัเช่นกน ค่าแรงเคนพิสูจน์ที่ผลิต คือ 500 และ 550 MPa ขนาดที่ผลิ ตมีต้ งแต่ 12 มม. ถึง 63.50 ั ้ ัมม. ดงไดแสดงไวในตารางที่ 6 ั ้ ้
  • 10 ตารางที่ 6 เหล็กเส้นเกลียวTerminology ที่ใช้ สําหรับเหล็กเสริมคอนกรีต เหล็กเส้ นรีดร้ อน ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่รีดให้ได้รูปร่ างและขนาดที่อุณหภูมิประมาณ 1,150 องศาเซลเซี ยสคุณสมบ ติท างกล ที่ อุณหภูมิห้อ งข้ ึ นอยู่ก ับส่ว นผสมทางเคมีแ ละเทคนิคในการรี ด ผิว ของ ัเหล็กเส้นอาจเรี ยบหรื อเป็ นบั้งก็ได้
  • 11 เหล็กเส้ นและเหล็กม้ วนชนิด Micro Alloy เหล็ก เส้ น หรื อเหล็ ก ม้ว นชนิ ด น้ ี ผลิ ต โดยวิ ธี รี ดร้ อ นจากว ัต ถุ ดิ บ ที่ มี ส่ ว นผสมของVanadium หรือ Alloy อื่น ๆ ที่มีคุณสมบติในการเพิ่มคุณสมบติทางกล การผสมโลหะพิเศษน้ ี ั ั ัมักใช้กบเหล็กเส้น หรือ เหล็กม้วน ชนิ ด SD40, SD 50 ในประเทศไทยนอกจากส่ วนผสมของAlloy แล้วยังมีเปอร์ เซ็นต์คาร์ บอนในการเพิ่มคุณสมบัติทางกลอีกส่วนหนึ่งด้วย Quench and Self Tempered Deformed Bar เหล็กเส้นชนิดนี้ เป็ นเหล็กที่มีเปอร์ เซ็นต์คาร์ บอนตํ่า ในกระบวนการผลิตเมื่อเหล็กเส้นถูกรี ดให้ได้ขนาดรู ปร่ างตามต้องการแล้ว จึ งผ่านกระแสนํ้าเพื่อชุบเหล็กให้ภายนอกของเหล็ก ั ั ่ ํ ้เย็นตัวโดยเร็ ว ส่วนแกนในยังคงมีลกษณะเป็ นเหล็กแดง เรี ยกว่า Austenitic หลงจากผานน้ าแลวความร้ อนจากภายในแกนจะปรับผิว เหล็ก ดานนอกให้เป็นชนิด Tempered marten site ส่ ว น ้ภายในเปลี่ยนเป็ นเหล็กชนิ ด Ferrite และ Pearlite เมื่อเย็นตัวลงเหล็กคอมโพสิ ท (Composite)ดังกล่าวจะมีความแข็งที่ได้จากผิวนอก และมีความเหนียวที่ได้จากแกนใน ลวดเหล็กดึงเย็น ลวดเหล็กชนิดน้ ี ผลิตโดย นาเหล็กลวด (Wire rod) มาดึงลดขนาด ลวดเหล็กที่ได้จะมี ํขนาดเหล็กลงและมีผิวเรี ยบ ในกรณี ที่ตองการผิวเป็ นบั้งเช่นข้ออ้อยต้องผ่านเครื่ องยํ้า ซึ่ งจะยํ้า ้ผิวเหล็กเป็ นช่วง ๆ เพื่อให้ผิวเหล็กมีลกษณะเป็ นคลื่น ัความหมายของคุณสมบัตของเหล็กเส้นบางประการที่ควรรู้ ิ Weldability (ความสามารถในการเชื่อม) ในงานก่อ สร้ างทัวไป อาจมี ความจําเป็ นที่ตองมีการต่อเหล็กเส้นสองเส้นหรื อยึดส่ ว น ่ ้ของเหล็กเส้นกับชิ้นส่วนที่เป็ นเหล็กอื่นๆโดยการเชื่อมด้วยลวดเชื่อม เมื่อเหล็กเส้นได้รับความร้ อ นจากการละลายตัว ของลวดเชื่ อ มและจากกระแสไฟฟ้ าที่ผ่านเนื้ อ เหล็ก และเย็นตัว อย่างรวดเร็ ว ในอากาศ จะทําให้เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงภายในเนื้ อ เหล็ก ที่ ท ําให้คุ ณสมบัติท างกลเปลี่ยนไปโดยเฉพาะความยืด (Elongation) ยิ่งเหล็กที่มีเปอร์ เซ็นคาร์บอนสูงข้ ึนความสามารถ
  • 12ด้านความยืดนี้ จะลดลง เนื่ องจากเหล็กเส้นเกรด SD40 และ SD50 ที่ผลิตตามมาตรฐานไทยไม่ ไ ด้กํา หนดค่ าคาร์ บ อนสู ง สุ ดไว้ จึ ง มัก นิ ย มใช้ว ต ถุ ดิบ ที่ มี เ ปอร์ เ ซ็ นคาร์ บ อนสู ง เพื่ อ เพิ่ ม ัคุณสมบติทางกล ผลที่ตามมาคือการเสียคุณสมบติดานความยืดหลงการเชื่อม ดงแสดงไวในรูป ั ั ้ ั ั ้เสริมเหล็กภายในคอนกรีตที่ผ่านการเชื่อมน้ ี จะไม่สามารถทนแรงกระแทกอย่างแรง (impact ัload) ได้และการพังทลายเมื่อรับนํ้าหนักเกินพิกดจะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ในหลายประเทศได้มีการทบทวนมาตรฐานของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตโดยการควบคุม ํเปอร์เซ็นคาร์บอนและเปอร์เซ็นคาร์ บอนเทียบเท่า (Carbon equivalent) สู งสุ ดไว้และได้กาหนดความสามารถในการเชื่อม (Weldability) เป็ นคุณสมบัติที่จาเป็ นของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ต ดัง ํแสดงไวในตารางที่ 7 ้ ตารางที่ 7 ค่าความสามารถในการเชื่อม
  • 13 กําลังคราก (Yield Stress) ของเหล็ก ค่ากําลังครากของเหล็กคือกําลังดึงใช้งานสูงสุดที่สามารถนํามาใช้ได้ของเหล็กเส้นเสริ มคอนกรีต ค่ากาลงครากน้ ีหาไดโดยการเหลกตวอยางดวยเครื่องดึงทดสอบแลวอานค่าแรงดึง ํ ั ้ ็ ั ่ ้ ้ ่ ั ํเทียบกับส่วนยืดภายในพิกดที่ทาเครื่ องหมายไว้ เมื่อนําค่าแรงดึงหรื อความเค้น ( แรงดึงหารด้วย ั ํพ้ืนที่หน้าตัดหรื อ stress ) มาพล็อตเทียบกับส่วนยืดหรื อความเครี ยด ( ส่วนยืดหารด้วยพิกดที่ทาเครื่ องหมายไว้หรื อ strain) จะได้เส้นตรงในช่วงแรกที่เรี ยกว่าเส้นอีลาสติก เมื่อเลยจุดๆหนึ่งส่วนยืดหรื อความเครี ยดจะเพื่อขึ้นมากโดยไม่เป็ นสัดส่วนกับค่าแรงดึงหรื อความเค้นที่ข้ืนน้อยลงและเรี ยกเส้นที่พล็อตนี้ว่า Stress – Strain curve สําหรับเหล็กเส้นที่มีแรงดึงตํ่า เช่นเหล็กเส้นเกรด SR24 SD30 หรื อ SD40 จุดเปลี่ยนหรื อจุดแสดงค่ากําลังครากของเหล็กนี้จะสังเกตได้ง่าย ํในขณะทําการทดสอบ แต่เมื่อเหล็กมีกาลังสูงขึ้น ณ จุดที่เลยเส้นอีลาสติก สัดส่วนระหว่างความเค้นและความเครี ยดจะค่อยๆเปลี่ยนไปและอาจสังเกตไม่ได้ชดเจนจากค่าในเครื่ องทดสอบ มีวิธี ัที่จะหาค่ากําลังคลากเหล็กเส้นที่มีแรงดึงสูงนี้สองวิธีกล่าวคือ วิธีที่หนึ่ง จากจุดค่าความเครียดที่ 0.1% หรือ 0.2% ข้ ึนอยกบมาตรฐานแต่ละประเทศ ู่ ัลากเส้นขนานกับเส้นอีลาสติกไปตัดเส้น Stress – Strain curve แลวอ่านคาความเคน ค่าที่ไดคือ ้ ่ ้ ้ค่ากาลงครากของเหลกน้ นหรือเรียกอีกอยางว่าค่าความเคนพิสูญที่จุด 0.1% หรือ 0.2% offset ํ ั ็ ั ่ ้แลวแต่กรณี มาตรฐานไทย มอก. 24 อนุญาตให้ใชค่า 0.2% Offset เป็ นค่ากําลังครากของเหล็ก ้ ้ข้อออยได้ ้ วิธีที่สอง ใช้ค่าความเครี ยดเดียวกับระหว่างคอนกรี ตและเหล็ก เช่น ACI 318 และ วสท.ใชค่าความเครียดที่ 0.0035 ( ซ่ ึ งเป็นค่าความเครียดสูงสุดตามทฤษฎีของคอนกรีต ) แลวลากเส้น ้ ้ตรงตั้งได้ฉากแกนความเครี ยดไปตัดเส้น Stress – Strain curve แลวอานค่าความเคน ณ จุดน้ น ้ ่ ้ ั ่ ่ ํ ั ัคาที่ไดเ้ ป็นคากาลงครากที่ตรงกบความเครียดร้อยละ 0.35 ของเหลกขอออยน้ น ็ ้ ้ ัการพัฒนาเหล็กรีดร้ อนชนิดคุณภาพสู ง ํ ่ ั เพื่อสนองความต้องการทางด้านวิศวกรรมการก่อสร้างที่กาลังดําเนินอยูท้งในและต่างประเทศ รวมถึงแนวทางในการพัฒนาเหล็กเส้นชนิดรี ดร้อนสําหรับเสริ มคอนกรี ตที่ได้
  • 14แสดงไว้ขางต้น จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ ้ไทยควรมีการเน้นการพัฒนาเหล็กเส้นชนิดรี ดร้อนเสริ มคอนกรี ตเป็ นเกรด 500 ชนิดเชื่อมได้ ํ ่เพื่อการใช้ในประเทศและใช้กาลังผลิตที่เหลืออยูมากกว่า 50 เปอร์ เซ็นต์เพื่อการส่งออกตามมาตรฐานต่างประเทศ สาหรับลวดเหลกตะแกรงขอออยที่ผลิตอยตามมาตรฐาน มอก. 926 แมว่าจะเป็นการ ํ ็ ้ ้ ู่ ้ปรับปรุ งข้อด้อยในการยึดเกาะคอนกรี ตของลวดเหล็กตะแกรงเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 737ก็ตาม ลวดเหลกตะแกรงท้งสองชนิดลวนมีความยืด (Elongation) ต่า คือประมาณ 6 ถึง 8 ็ ั ้ ํเปอร์เซ็นต์เมื่อเปรี ยบเทียบกับเหล็กเส้นชนิดรี ดร้อนในเกรดใกล้เคียงกันที่มีความยืดประมาณ 13เปอร์เซ็นต์ จึงไม่เป็ นที่ยอมรับของวิศวกรในงานก่อสร้างที่คานึงถึงความปลอดภัยและเตือนภัย ํเมื่อเกิดการแตกร้าว จึงได้มีการวิจยและพัฒนาเหล็กเส้นข้ออ้อยรี ดร้อนชนิดเชื่อมได้ เกรด 550 ซึ่ งเป็ นเหล็ก ัตะแกรงข้ออ้อยเสริ มคอนกรี ตชนิดคุณภาพสูงสุดในประเทศ มีค่าความยืดขั้นตํ่า 13 เปอร์ เซ็นต์และมีคุณสมบัติทางกลอื่นๆ เช่นเดียวกับเหล็กเส้นข้ออ้อยเกรด SD50 โดยทัวไป ดังได้แสดงไว้ ่ในตารางที่ 8 ตารางที่ 8 เหล็กตะแกรงข้ออ้อยเสริ มคอนกรี ต
  • 15 และเมื่อทําการเปรี ยบเทียบคุณสมบัติทางกลที่สําคัญระหว่างมาตรฐานไทย มาตรฐาน ่ตางประเทศ และ เหลกเส้นขอออยรีดร้อนชนิดเชื่อมไดของ บริษท เหล็กบุรพาอุตสาหกรรม ็ ้ ้ ้ ัจํากัด และจะเห็นว่า เหล็กเส้นข้ออ้อยเกรด 550 ของบริ ษทฯ สอดคล้องกับมาตรฐาน ACI 318 ัและ ASTM A 497 ตามตารางที่ 9 ตารางที่ 9 เปรี ยบเทียบคุณสมบัติทางกล
  • 16 เหล็กเส้นข้ออ้อยรี ดร้ อนชนิ ดเชื่อมได้ เกรด 550 สร้ างประโยชน์ท้ งทางด้านวิศวกรรม ัและเศรษฐศาสตร์ ดงต่อไปนี้ ั 1. สามารถลดความคบคงของเหลกเส้น โดยเฉพาะในจุดเชื่อมของคานและเสาทําให้เท ั ั่ ็คอนกรี ตได้สะดวก 2. เนื่องจากขนาดเหล็กจะเล็กลง ระยะทาบจะสั้นลงด้วย 3. ลดแรงงานในการผูกและวางเหล็ก 4. ลดต้นทุนค่าเหล็กเส้น 5. ลดการศูนย์เสี ยเงินตราต่างประเทศความประหยัดจากการเพมคุณภาพของเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ิ่ เพื่อการเปรี ยบเทียบอย่างง่าย เมื่อนําราคาและความสามารถในการรับแรงของ เหล็กข้ออ้อ ยเกรด SD30, SD40, SD50 และ BRP55 มาเที ย บกันอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คานึ ง ถึ ง ํปริมาณเหลกเสริมต่าสุดซ่ ึ งเป็นขอจากดในบางกรณี และเมื่อต้ งสมมุติฐานว่าเหล็กเส้นขอออย ็ ํ ้ ํ ั ั ้ ้เกรด SD40 เป็ นมาตรฐานในการก่อสร้างโดยทัวไป จะเห็นว่าต้นทุนในการใช้เหล็กจะลดลงเมื่อ ่เปลี่ยนเกรดของเหล็กเส้นให้สูงขึ้นเพราะราคาเหล็กเส้นและเกรดที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรง เกรด 55 จะให้ค่าการประหยัดถึง 20 เปอร์ เซ็นต์ตามตารางที่ 10 ตารางที่ 10 ความประหยัด
  • 17 ในด้านการประหยัดเงินตราต่างประเทศ เหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตที่ผลิตในประเทศไทยมีแหล่งที่มาของวัตถุดิบ 3 แหล่งด้วยกันคือ 1. เศษเหล็กในประเทศ 2. เศษเหล็กนําเข้า 3. เหล็กแท่งเล็ก (Billet) นําเข้า เศษเหล็ก ในข้อ 1 และ 2 จะนํามาหลอมในเตาหลอมไฟฟ้ าเพื่อ ผลิตเป็ นเหล็กแท่งเล็กแล้วนํามาอบให้ร้ อนประมาณ 1,150 องศาเซลเซี ยส ก่ อนนํามารี ดเป็ นเหล็ก เส้นเช่นเดี ยวกับเหล็กแท่งเล็กนําเข้าในข้อ 3 ความต้อ งการของเกรดต่า งๆของเหล็ก เส้นก่ อ สร้ างที่ มีอ ยู่ในตลาด อันได้แก่ SR24,SD30, SD40 และ SD50 แบ่งได้อย่างหยาบๆเป็ นร้อยละ 30 สําหรับสามเกรดแรก และน้อยกว่าร้ อ ยละ 10 สําหรับ SD50 จากตารางที่ 11 หากประมาณการว่าความต้อ งการของเหล็กเส้นมีประมาณ 3 ล้านตัน ในการเปลี่ ยนพฤติก รรมการใช้เ หล็ก ข้ออ้อ ยจาก SD30 และ SD40 เป็นSD50 ทั้ง หมดโดยคงเหล็ก เส้นกลม SR24 ไว้สําหรั บงานก่ อ สร้ างขนาดเล็ก ประเทศไทยจะสามารถประหยัดเงิ นตราต่างประเทศได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท เมื่อ เปรี ยบเทียบมูลค่าของอุปกรณ์และเทคโนโลยีการเปลี่ยนเกรดของผลิตภัณฑ์สามารถหาได้ในประเทศในราคาที่ไม่สูงย่อมเป็ นการลงทุนที่คุมค่าอย่างยิ่ง และสําหรับผูใช้งานก็จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพที่ดีในราคา ้ ้ที่ถูกลง
  • 18ตารางที่ 11 การประหยัดเงินตราต่างประเทศ
  • 19การทดสอบแรงดึง การทดสอบแรงดึง เป็ นวิธีที่นิยมใช้เพื่อวัดคุณสมบัติความต้านทานของวัสดุต่อแรงที่มากระทํา โดยเริ่ มจาก ั 1. การกด (Milling) ชิ้นงานสําหรับทดสอบให้ได้ขนาดตามมาตรฐานที่ตองการทดสอบ ้ เช่น สมอ. JIS ั 2. เช็ดสารหล่อลื่นที่ติดมากับชิ้นงานที่กดเสร็ จแล้วให้สะอาด และอาจใช้กระดาษทราย ลูบช้ิ นงานทดสอบ ถาผิวเหล็ก มีสนิม (Scale, เช่น ในกรณี ของเหล็กแผ่นรี ดร้ อน) ้ เพื่อป้ องกันการเลื่อน (slip) ของชิ้นงานจากหวจบขณะทาการดึง ั ั ํ 3. ตรวจสอบความเรี ยบของชิ้นงาน โดยจะต้องไม่โกงงอ เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องจากการ ทดสอบ 4. ทําการวัดและบันทึกค่าขนาดของชิ้นทดสอบที่ได้จากการเตรี ยม และตรวจเช็คว่าให้ แน่ ใจว่าขนาด (Dimension) ของชิ้ นทดสอบอยู่ในช่ว งที่ ยอมรั บได้ของมาตรฐาน ทดสอบนั้นๆ 5. ทําการดึงด้วยเครื่ องดึง (Tensile machine) ซึ่ งเมื่อดึงเสร็ จสิ้ น (ชิ้นงานขาดจากกันเป็ น สองส่วน) โปรแกรมของเครื่ องส่วนใหญ่จะทําการวาดกราฟและคํานวณค่าต่างๆ ที่ เราต้องการ รูปที่ 1 กราฟความเคน-ความเครี ยดของเหลกกลาคาร์บอนต่าในสภาพอบอ่อน ้ ็ ้ ํ
  • 20 กราฟข้างบนแสดงค่าความเค้น (Stress) เทียบกับความเครี ยด (Strain) จากการทดสอบแรงดึงเหลกกลาคาร์บอนต่า โดยค่าต่างๆ ในกราฟคานวณจาก ็ ้ ํ ํ ความเค้น (Stress) = แรงที่กระทํา /พืนทีหน้ าตัดที่รับแรงนั้น ้ ่ (หน่วยของความเค้นอาจเป็ น N/mm2 หรือ MPa หรือ kgf/mm2 หรือ psi หรือ ksi ก็ได้) โดยพ้ืนที่หน้าตดที่ใชในการคานวณค่าความเคนมกจะใชพ้ืนที่หน้าตดเริ่มตนก่อนที่ ั ้ ํ ้ ั ้ ั ้จะทํา การทดสอบ (A0) เราเรี ย กค่า ความเค้นนี้ ว่า Engineering stress ซ่ ึ งแสดงดง เส้ นโค้ง ัABCDEF ใน รู ปที่ 3 ซึ่ งค่าความเค้นจะลดลงในช่วงปลายของการยืดตัว เนื่ องจากเกิ ดการคอด(Necking) ทําให้ช้ินงานรับแรงได้นอยลงอย่างมาก (แต่ถาคานวณความเคนจากพ้ืนที่หน้าตด ณ. ้ ้ ํ ้ ัช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ งที่หน้าตัดเล็กลง เราจะเรี ยกค่าความเค้นจากการคํานวณนี้ ว่า True Stressซึ่ งแสดงดังเส้นโค้ง ABCDG ซึ่ งความเค้นในช่วงปลายของการยืดตัวยังคงสู งขึ้ นเนื่ องจากใช้พ้ืนที่จริ งๆ ขณะนั้นเป็ นตัวหาร) สาหรับค่าความเครียดสามารถคานวณไดจากสูตร ํ ํ ้ ความเครียด (Strain) = ความยาวที่ยืดออก (Dl)/ความยาวเริ่มต้น (l0) ในทํานองเดียวกัน เราเรี ยกค่าความเครี ยดที่คานวณโดยการใช้ค่าความยาวเริ่ มต้น (l0) ํเป็ นตัวเทียบนี้ ว่า engineering strain ช่วงต่างๆ ของกราฟความเค้น-ความเครี ยดที่น่าสนใจได้แก่ ั ช่วง AB เป็ นช่วงที่วสดุเริ่ มยืดตัว โดยที่ระยะยืดตัวจะมีความสัมพันธ์กบแรงที่มาดึงเป็ น ัแนวเส้นตรง เราเรี ยกช่วงนี้ ของกราฟว่า Proportional limit หรือ Limit of Proportionality โดยความชันของเส้นตรงดังกล่าวจะเรี ยกว่า Young’s Modulus of Elasticity
  • 21 เมื่อว สดุยืดตวอี กเล็ก น้อยจะถึง จุ ด C ซึ่ งเป็ นจุ ดที่ เ ริ่ มที่จ ะมี การแปรรู ปแบบถาวร ั ั(Plastic deformation) โดยวัสดุที่ได้รับแรงดึงในช่วง AC เมื่อทําการหยุดดึงชิ้นงานจะหดกลับไปยังความยาวเริ่ มแรกของวัสดุน้ น เราเรี ยกการแปรรู ปในช่วง AC ว่า Elastic deformation ในทาง ัปฏิบติ จุด B และ Cจะอยูใกล้กนมากจนสามารถถือได้ว่าเป็ นจุดเดียวกัน ั ่ ั สาหรับเหลกกลาคาร์บอนเมื่อทาการแปรรูปต่อจากจุด C ความเค้นจะลดลงและคงที่ ํ ็ ้ ํโดยวัสดุสามารถยืดตัว ออกไปได้เ องโดยไม่ตอ งเพิ่ มความเค้น ซ่ ึ ง เป็นคุณสมบัติเ ฉพาะของ ้เหลกกลาคาร์บอนต่า เราเรียกค่าความเคนที่จุด D ว่า ความเคนที่จุดคลาก (Yield stress) ็ ้ ํ ้ ้ เมื่อดึงวัสดุต่อจากจุด D ไป ค่าความเคนจะคอยๆ เพิ่มข้ ึนเมื่อระยะยืดเพ่ิมข้ ึนจนถึงจุด ้ ่E ซึ่ ง เป็ นจุ ดที่ ความเค้นสู ง สุ ดของกราฟที่เ ป็ นเส้นเต็ม เราเรี ย กค่าความเค้นสู งสุ ดนี้ ว่า ความต้านทานแรงดึง (Tensile strength) ซ่ ึ งถาวสดุถูกดึงออกจากจุด D พ้ืนที่หน้าตดบางส่วนของ ้ ั ัชิ้นงานจะเริ่ มเกิด การคอด (Non-uniform deformation) และทําให้รับแรงได้นอยลงอย่างมาก ้ เมื่อดึงวัสดุต่อจนถึงจุด F วัสดุจะขาดในที่สุด ซึ่ งเราสามารถหาค่าความยาวที่วสดุยืด ัตวออกโดยการนาเอาช้ินงานที่ขาดมาต่อกน แลวหาความยาวของวสดุหลงการดึง (Final gauge ั ํ ั ้ ั ัlength) ลบด้วยความยาวของวัสดุก่อนดึง (Initial gauge length) และทําการคํานวณหาค่า ความยืดตัวร้อยละ (Percentage elongation) ได้โดย (ความยาวก่อนดึง − ความยาวหลงดึง) × 100 ความยืดร้อยละ = ั ความยาวก่อนดึง ํ ั ่ สาหรับตวอยางกราฟเหลกกลาคาร์บอนแบบอื่นๆ แสดงดงรูปที่ 4 ็ ้ ั สาหรับเหลกกลาคาร์บอนเมื่อเหลกผ่านการรีดปรับผิว (Skin pass rolling) จะไม่ปรากฏ ํ ็ ้ ็จุดคลากที่ แท้จ ริ งให้เ ห็ น ดัง นั้นการคํานวณค่าความต้านทานแรงดึง ที่ จุดคลากจะใช้วิ ธีก ารลากเส้นขนานกับเส้นโค้งความเค้น-ความเครี ยดในช่วงที่กราฟเป็ นเส้นตรง (Proportional limit)หรือเรียกว่า Offset method เช่น วดที่ระยะห่าง 0.2%ของ Gauge length ไปตัดกับเส้นกราฟที่ได้ ั
  • 22จากการดึง (ดังรู ปที่ 5) เราเรี ยกค่าความเค้นตรงจุดที่ท้ งสองตัดกันเรี ยกว่า ค่าความเค้นพิสูจ น์ ั(Proof stress) ที่ 0.2% เป็นตน ้ รูปที่ 2 กราฟความเคน-ความเครี ยดของเหล็กกล้าคาร์ บอนที่ผ่านการชุบแข็ง (A) และที่ ้ ่ผานการชุบแขงและอบคืนตว (B) ็ ั รู ปที่ 5 แสดงกราฟความเค้น-ความเครี ยดของเหล็กกล้าคาร์ บอนที่ผานอบอ่อนและรี ด ่ปรับผิว (As annealed skin pass rolled)
  • 23 บทที่ 3 วธีดาเนินการทดลอง ิ ํการทดลองที่ 1 การทดสอบกําลังรับแรงดึงของเหล็กเสริม เหล็ก เสริ มเป็ นวัสดุก่อ สร้ างที่ สําคัญที่ ใช้ก่ อสร้ างเป็ นองค์อ าคารคอนกรี ตเสริ มเหล็กเหล็กเสริ มมีความสามารถในการรับแรงอัดและแรงดึงได้เท่ากัน ดังนั้นในการทดสอบเชิงกลต่างๆ เกี่ยวกับเหล็กเสริ มจึงมักทดสอบโดยการดึงในการทดสอบโดยการดึงเหล็กเสริ ม ในขณะที่เกิดความเค้นดึง (Tensile stress) ตัวอย่างทดสอบจะยืดออกไปเรื่ อยๆ ตามขนาดของความเค้นที่เพิ่มขึ้น ระยะที่ยืดออกต่อหน่วยความยาวเดิมของตัวอย่างเราเรี ยกว่า ความเครี ยดดึง (Tensilestrain) ความเค้น (Stress, σ) = แรงดึง / พ้ืนที่หนาตด = P/A ้ ั ความเครียด (Strain, ε) = ระยะยืด / ความยาวต้งตน = Δ L/L ั ้ รูปที่ 1 ตัวอย่างกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง Stress กับ Strain ของเหล็กเสริ ม ในการทดสอบโดยการดึงในขณะที่เกิดความเค้นดึง ตัวอย่างทดสอบจะยืดออกไปเรื่ อยๆตามขนาดของความเคนที่เพิ่มข้ ึน ความสัมพนธ์ระหว่างความเคนและความเครียด แสดงไดใน ้ ั ้ ้
  • 24กราฟ ความเคน(แกนต้ง) กบความเครียด (แกนนอน) ขางตน ซ่ ึ งสามารถอธิบายไดดงน้ ี ช่วงแรก ้ ั ั ้ ้ ้ ัความสัมพันธ์จะเป็ นสัดส่วนโดยตรง ขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครี ยดในช่วงที่ เป็ นเส้นตรงอยู่เรี ยกว่า พิกดเส้นตรง (Proportional limit) และในช่ว งน้ ี เหล็กเสริมมี ั ่คุณสมบัติเป็ นวัสดุยืดหยุน (Elastic) ซึ่ งหมายถึงไม่มีการเสี ยรู ปถาวรเกิ ดขึ้น ค่าความเค้นสู งสุ ดของช่วงยืดหยุ่นน้ ี เกิดข้ ึนที่พิกดยืดหยุน (Elastic limit) และค่าความชันของกราฟในช่วงนี้ คือ ั ่ ่โมดูลสความยืดหยุน (Modulus of elasticity) ั ชวงที่สอง เมื่อความเคนสูงกว่าพิกดเส้นตรง เส้นแสดงความสัมพนธ์ระหว่างความเคน ่ ้ ั ั ้และความเครี ยดจะไม่เป็ นเส้นตรง โดยความเครี ยดจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเดิม และที่จุดๆหนึ่ งความเครี ยดเพิ่มขึ้ นในขณะที่ ความเค้นไม่เพิ่ มขึ้ นเลย ตําแหน่ งดังกล่าวเรี ยกว่า จุดคราก(Yield point) และความเค้นดังกล่าวเรี ยกว่า ความเคนคราก (Yield stress) ้ ช่วงที่สาม เมื่อความเค้นเพิ่มขึ้นถึงจุดครากและแรงดึงยังคงกระทําต่อไปความเครี ยดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ ว และถึงระดบค่าหน่ ึงความเคนจะเริ่มเพิ่มข้ ึนอย่างชาๆ ซ่ ึ งเรียกพฤติกรรมน้ ี ั ้ ้ว่า แกร่งข้ ึนดวยความเครียด (Strain hardening) ให้แรงกระทําต่อไปความเค้นจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ ้หนึ่ ง ซึ่ งมีค่าสู งสุ ดเรี ยกว่า กําลังประลัย (Ultimate strength) ในการตัวอย่างจะเกิ ดคอคอดและขาดออกจากกนในตาแหน่งดงกล่าว ั ํ ั
  • 25การทดสอบเหล็กเส้ นกลมวตถุประสงค์ ั เพื่อหาคุณสมบัติในการรับแรงดึงของเหล็กเส้นกลม เพื่อศึกษาความสามารถในการรับแรงต่างๆ ได้แก่ - Ultimate Tensile Strength (กําลังรับแรงดึงประลัย) - Yield Point ( กําลังรับแรงดึงที่จุดคลาก) ่ - %Elongation (เปอร์ เซ็นต์การยืดหยุน) ่ - Modulus of Elasticity, E (ค่าโมดูลสยืดหยุน) ั - Stress-strain diagram (กราฟระหว่างความเค้น-ความเครี ยด) - Modulus of Resilience - Type and Character of Fractureเพื่อศึกษาพฤติกรรมการยืดของเหล็ก (Ductility) ได้แก่ - Percentage of elongations - Percentage of area reductionวัสดุที่ใช้ ทดลอง 1. เหล็กเส้นกลมผิวเรี ยบ เส้นผ่านศูนย์กลาง RB 6 จานวน 3 เส้น ํอุปกรณ์ ที่ใช้ 1. Universal Testing Machine พร้อมชุดทดสอบแรงดึง 2. Extensometer (เครื่ องวัดการยืดคัว) 3. Vernier Caliper ที่มีความคลาดเคลื่อนไม่เกิ น + 0.05 ม.ม. และมีความละเอียดในการ วดถึง 0.1 ม.ม. ั 4. ตลับเมตร ที่มีความยาวเพียงพอที่จะวัดความยาวโดยตลอดของเหล็ก 5. ตาชังแบบ Triple Beam Balance ชังได้ละเอียดถึง 0.1 กรัม ่ ่ 6. เลื่อยตัดเหล็ก
  • 26ทฤษฎี มาตรฐานงานเหล็กเสริ มคอนกรี ต (Standard for Steel Bars for Reinforced concrete)เหล็กเส้นกลม (Round Bars) มีดงต่อไปนี้ ัขอบข่าย 1. เป็ นเหล็กที่มีผิวเรี ยบ ไม่มีรอยปริ แตกหรื อรอยร้าว 2. มีลกษณะหนาตดกลม พ้ืนที่ลาดตดขวางสม่าเสมอตลอด ั ้ ั ั ํ 3. สามารถนาไปใชเ้ สริมคอนกรีตได้ ํหมายเหตุ แรงเค้นที่จุดคราก = Yield Stress ความเค้นดึงสูงสุด = Maximum Tensile Stress ความยืด = Elongation การทดสอบด้วยแรงดัดเย็น = Cold Bend Test มุมการดัด = Bending Angle ่ ์ เส้นผาศูนยกลางการดด = Diameter of Bends ั ช่วงความยาว 5 เท่าของเส้นผาศูนยกลาง =Gauge Length ่ ์ช้ ันคุณภาพ เหล็กเส้นกลมที่กาหนดในมาตรฐาน มีช้ นคุณภาพ SR 24 ซ้ ึ งมีเพียงช้ นคุณภาพ ํ ั ั ่เดียวความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้
  • 27 การคลาดเคลื่อนสาหรับความยาว ถาหากคามยาวไม่เกิน 10 เมตร ยอมให้คลาดเคลื่อน ํ ้ ่ได้ +55 มม. ส่วนความยาวที่เกิด 10 เมตร ยอมให้เกินกว่า 55 มม. ไดอีก 5 มม. ทุกความยาว 1 ่ ้เมตรแต่ตองไม่เกิน 120 มม. ้ รายละเอียดอื่นๆ สามาตรศึกษาไดจากมาตรฐานผลิตภณฑอุตสาหกรรมเหลกเสริม ้ ั ์ ็คอนกรีต; เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2527 . กระทรวงอุตสาหกรรม การนําตัวอย่างของเหล็กเส้นกลมไปใช้ในการทดสอบ ควรทราบถึงรายละเอียดของเหล็กเส้นกลมมาตรฐานที่ผลิตออกมาจาหน่าย ดงแสดงในตาราง ํ ั
  • 28
  • 29การเตรียมตวอย่าง ั 1. ตัดวัสดุทดสอบอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง แต่ละชิ้นต้องยาว 1.00-1.50 ม. ซึ่ งทั้ง 3ตัวอย่างควรจะเตรี ยมจากเหล็กเส้นเส้นละตัวอย่าง 2. ความยาวชิ้นทดสอบ และระยะระหว่างหัวจะต้องเป็ นไปตามตาราง 17.1 3. ตัดวัสดุทดสอบให้ยาวไม่นอยกว่า 5.5D โดย D คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขอเหล็กเส้น ้ 4. สภาพของวสดุทดสอบตองคงรูป ตองไม่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อนมาก่อน การดด ั ้ ้ ัจากสภาพโค้งให้ตรงต้องทําโดยการดัดเย็น หากบิดโค้งมากไปให้ตดทิ้ง ั 5. การทดสอบแต่ละชุดจะตองทาการทดสอบไม่นอยกว่า 3 ตวอยาง ้ ํ ้ ั ่ 6. เหล็ก เส้นกลมตั้งแต่ RB15 ลงมาให้ทดสอบโดยไม่ต้อ งกลึ งช้ิ นทดสอบให้เ ล็ก ลง ัเหล็กเส้นกลมตั้งแต่ RB19ขึ้นไปอาจกลึงลดขนาดลงไปพอเหมาะที่จะใช้กบเครื่ องทดสอบแรงดึงก็ได้แต่ตองไม่น้อยกว่า 15 ม.ม. ในกรณี ที่กลึงลดขนาดลง ความยาวของส่ วนที่กลึงต้องไม่ ้นอยกว่า 5.5D ( D คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของส่วนที่กลึง ) ้ 7. ความยาวพิกด(Gauge Length) ตองเท่ากบ 5D และความยาวระหว่างหัวจับ จะต้องไม่ ั ้ ันอยกว่า 5.5D ้ 8. ให้ทาเครื่ องหมายบอกระยะ Gauge Length บนเหล็ก ด้ว ยตะไบ โดยวัดออกจาก ํกึ่งกลางของความยาวออกไปข้างละเท่าๆกันดังรู ปที่ 1
  • 30วิธีการทดลอง ั 1. ให้ทาการวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 3 แห่ ง ภายในส่ วนของความยาวพิกด ํ ั(ความยาวพิกด= 5 X เส้นผ่าศูนย์กลางของชิ้นทดสอบ) โดยการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางแต่ละแห่งให้วัด 2 ครั้ ง ในทิ ศ ทางตั้ง ฉากกัน แล้ว นํา เส้ น ผ่า ศู น ย์ก ลางที่ ว ัด ได้ท้ ัง 6 ค่ า นี้ ไปหาค่ า เฉลี่ ยเส้นผ่าศูนย์กลางของชิ้นตัวอย่างที่ทดสอบ 2. การขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง อาจทําได้โดยการนําเล็กไปชังนํ้าหนัก และวัดความยาว ่เพื่อหานํ้าหนักกิ โลกรัม ต่อ เมตร แล้วนํามาเข้าสู ตร D=�𝑤/0.6165 เพื่อหาเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 3. นําเส้นผ่าศูนย์กลางที่เป็ นขนาดของเหล็กตามมาตรฐาน เช่น RB 9 เส้นผ่าศูนย์กลาง ่ ์เท่ากับ 9 ม.ม. ไปลบเส้นผาศูนยกลางเฉลี่ย จะไดเ้ ฉลี่ย Error of Diameter ซ่ ึ ง ความคลาดเคลื่อนของเส้นผาศูนยกลางที่กาหนดตามมาตรฐานไม่ควรเกินค่ามาตรฐานกาหนด ่ ์ ํ ํ ํ 4. นําชิ้นทดสอบใส่ ในเครื่ องทดสอบแรงดึง โดยให้ระยะหัวจบไดตามกาหนดในตารา ั ้17.1 5. ติ ด ตั้ง เครื่ อ ง Extensometer ไว้ที่ ร ะยะพิ ก ัด ตามที่ กํา หนดไว้ในตาราง 17.1 ปรั บแนวแกนให้ทบกัน และให้เข็มชี้ที่ศูนย์ ั 6. คํานวณอัตราการเพิ่มของแรงโดยกําหนดให้ไม่เกิน 3 kg/mm2/sec (คานวณตามสูตร ํแล้วไปปรับตัวเลขที่ Preset Value) 7. เริ่ มให้แรงดึงกระทําตามกําหนด เตรี ยมบันทึกค่าแรงและการยืดตัว โดยให้จดบันทึกค่าแรงและยืดตัว ในช่ว ง Proportional Limit ทั้ง หมด 15 ค่า เมื่ อเพิ่มค่าแรงกระทําเป็ นช่วงๆเท่ากัน ซึ่ งค่าแรงแต่ละช่วงสามารถประมาณได้โดย นําเอาค่าแรง Proportional Limit ตามที่มาตรฐานกํา หนดแบ่ ง ออกเป็ น 15 ค่ า ให้ มี ช่ ว งห่ า งเท่ า กัน โดยประมาณ ทํา การทดสอบจนกระทังถึง จุดคราก (Yield) ซึ่ งสามารถสังเกตได้โดยเมื่ อเราให้แรงกระทําเพิ่ มขึ้นอย่างคง ่สม่าเสมอ แต่เขมบนหนาปัดจะคงที่อย่ขณะหน่ ึ ง แสดงว่าเหล็กตัวอย่างกําลังเกิ ดการคราก เมื่อ ํ ็ ้ ูถึงจุดให้ถอด Extensometer ออกและเดินเครื่ องต่อไปจนกระทังชิ้นทดสอบออกจากกัน ่ 8. ให้ทาการบนทึกค่าแรง ณ. จุดครากและจุดที่ช้ินทดสอบขาดออกจากกน ํ ั ั
  • 31 9. นําชิ้นทดสอบออกจากเครื่ องทดสอบ แล้วนํามาต่อกันให้เหมือนลักษณะก่อนขาดแลวทาการวัดระยะระหว่างจุด ที่ทาเครื่ องหมาย Gauge Length เดิม ้ ํ ํ 10. วดขนาดภาคตดขวางส่วนที่เลกที่สุด 2 ทิศทางต้งฉาก จากน้ นทาการวาดรูป และ ั ั ็ ั ั ํ ั ั ั ่สงเกตลกษณะการขาดของตวอยาง พร้อมวิเคราะห์ 11. เขียน Stress – Strain Diagram จากผลไม้ที่ได้หลังจากการทดสอบทั้งแสดงวิธีคํานวณหาคุณสมบัติที่ตองการด้วย ้ 12. หากชิ้นทดสอบถูกดึงขาดออกจากกนนอกช่วงระยะพิกดหรือ ภายในช่วงพิกด แต่ ั ั ั ั ัห่างจากจุดพิกดใดจุดหนึ่งเป็ นระยะทางน้อยกว่า ¼ ของความยาวพิกด ให้ยกเลิกการทดสอบนั้นและทาการทดสอบใหม่ ดวยช้ินทดสอบจากชุดตวอย่างเดียวกน ถาหากชิ้นทดสอบถูกดึงขาด ํ ้ ั ั ้นอกช่วง middle – third ให้พิจารณาหาระยะยืดตัว
  • 32
  • 33การทดสอบเหล็กข้ ออ้อยวตถุประสงค์ ัเพื่อหาคุณสมบัติในการรับแรงดึงของเหล็กเส้นข้ออ้อย เพื่อศึกษาความสามารถในการรับแรงต่างๆ ได้แก่ - Ultimate Tensile Strength (กําลังรับแรงดึงประลัย) - Yield Point ( กําลังรับแรงดึงที่จุดคลาก) ่ - %Elongation (เปอร์เซ็นต์การยืดหยุน) ่ - Modulus of Elasticity, E (ค่าโมดูลสยืดหยุน) ั - Stress-strain diagram (กราฟระหว่างความเค้น-ความเครี ยด) - Modulus of Resilience - Type and Character of Fractureเพื่อศึกษาพฤติกรรมการยืดของเหล็ก (Ductility) ได้แก่ - Percentage of elongations - Percentage of area reductionวัสดุที่ใช้ ทดลอง 1. เหล็กเส้นข้ออ้อย เส้นผ่านศูนย์กลาง DB 12 จานวน 3 เส้น ํอุปกรณ์ ที่ใช้ 1. Universal Testing Machine พร้อมชุดทดสอบแรงดึง 2. Extensometer (เครื่ องวัดการยืดคัว) 3. Vernier Caliper ที่มีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน + 0.05 ม.ม. และมีความละเอียดในการวดถึง 0.1 ม.ม. ั 4. ตลับเมตร ที่มีความยาวเพียงพอที่จะวัดความยาวโดยตลอดของเหล็ก 5. ตาชงแบบ Triple Beam Balance ชงไดละเอียดถึง 0.1 กรัม ั่ ั่ ้ 6. เลื่อยตดเหลก ั ็
  • 34ทฤษฎี เหล็กข้ออ้อย หมายถึง เหล็กเส้นกลมที่มีบ้ง (Transverse Rids) และอาจมีครี บ ั(Longitudinal Rids) ที่ผิว เพื่อเสริ มสร้างแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็กเส้นกับเนื้อคอนกรี ตเหล็ก ํข้ออ้อยมีกาหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุสาหกรรม มี 3 ช้นคุณภาพ และมีสญลกษณ์ ดงน้ ีคือ ั ั ั ัSD30 , SD40 และ SD50 มาตรฐานงานเหล็กเสริ มคอนกรี ต (Standard for Steel Bars forReinforced concrete) เหล็กเส้นกลมข้ออ้อย (Deformed Bars) มีดงต่อไปนี้ ัขอบข่าย 1. เหล็กข้ออ้อยต้องมีผิวทั้งหมดเรี ยบเกลี้ยง ไม่มีรอยปริ แตกหรื อรอยร้าว 2. เหล็กข้ออ้อยต้องมีบ้งเป็ นระยะๆ เท่าๆ กันตลอดทั้งเส้น โดยบั้งต้องทํามุมกับแกน ัเหล็กเส้นไม่นอยกว่า 45 องศา มุมที่ทามีต้งแต่ 45 ถึง 70 องศา บั้งจะวางสวนทางกัน บนแต่ละ ้ ํ ัข้างของเหล็กเส้น หรื อบั้งทั้งหมดของด้านหนึ่งสวนทางกับบั้งทั้งหมดของด้านตรงข้าม แต่ตว ั ่ํ ั ับั้งทํามุมเกิน 70 องศา ไมจาเป็นตองสลบกน ้
  • 35หมายเหตุ แรงเค้นที่จุดคราก = Yield Stress ความเค้นดึงสูงสุด = Maximum Tensile Stress ความยืด = Elongation การทดสอบด้วยแรงดัดเย็น = Cold Bend Test มุมการดัด = Bending Angle เส้นผ่าศูนย์กลางการดัด = Diameter of Bends ชวงความยาว 5 เท่าของเส้นผาศูนยกลาง ่ ่ ์ =Gauge Lengthช้นคุณภาพ ั ํ เหล็กเส้นข้ออ้อยที่กาหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุสาหกรรม มี 3 ชั้นคุณภาพคือ SD30, SD40 และ SD50หมายเหตุ DB = Deformed Bar (เหล็กเส้นข้ออ้อย) การคลาดเคลื่อนสาหรับความยาว ถาหากคามยาวไม่เกิน 10 เมตร ย่อมให้คลาดเคลื่อน ํ ้ได้ +55 มม. ส่วนความยาวที่เกิด 10 เมตร ย่อมให้เกินกว่า 55 มม. ได้อีก 5 มม. ทุกความยาว 1เมตรแต่ตองไม่เกิน 120 มม. ้ รายละเอียดอื่นๆ สามาตรศึกษาไดจากมาตรฐานผลิตภณฑอุตสาหกรรมเหลกเสริม ้ ั ์ ็คอนกรีต; เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2527. กระทรวงอุตสาหกรรม การนําตัวอย่างของเหล็กเส้นกลมไปใช้ในการทดสอบ ควรทราบถึงรายละเอียดของเหลกเส้นกลมมาตรฐานที่ผลิตออกมาจาหน่าย ดงแสดงในตาราง ็ ํ ั
  • 36
  • 37การเตรียมตวอย่าง ั 1. ตัดวัสดุทดสอบอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง แต่ละชิ้นต้องยาว 1.00-1.50 ม. ซ่ ึ งท้ง 3 ัตัวอย่างควรจะเตรี ยมจากเหล็กเส้นเส้นละตัวอย่าง 2. ความยาวชิ้นทดสอบ และระยะระหว่างหวจะตองเป็นไปตามตาราง 17.1 ั ้ 3. ตัดวัสดุทดสอบให้ยาวไม่นอยกว่า 5.5D โดย D คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของ ้เหล็กเส้น ่ 4. สภาพของวัสดุทดสอบต้องคงรู ป ต้องไม่ผานกรรมวิธีทางความร้อนมาก่อน การดัดจากสภาพโค้งให้ตรงต้องทําโดยการดัดเย็น หากบิดโค้งมากไปให้ตดทิ้ง ั
  • 38 5. การทดสอบแต่ละชุดจะต้องทําการทดสอบไม่นอยกว่า 3 ตัวอย่าง ้ 6. เหล็กเส้นข้ออ้อยตั้งแต่ DB16 ลงมาให้ทดสอบโดยไม่ตองกลึงชิ้นทดสอบให้เลกลง ้ ็ ัเหล็กเส้นกลมตั้งแต่ DB20 ขึ้นไปอาจกลึงลดขนาดลงไปพอเหมาะที่จะใช้กบเครื่ องทดสอบแรงดึงก็ได้แต่ตองไม่นอยกว่า 16 ม.ม. ในกรณี ที่กลึงลดขนาดลง ความยาวของส่วนที่กลึงต้องไม่ ้ ้น้อยกว่า 5.5D ( D คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของส่วนที่กลึง ) ั 7. ความยาวพิกด (Gauge Length) ต้องเท่ากับ 5D และความยาวระหว่างหัวจับ จะต้องไม่น้อยกว่า 5.5D 8. ให้ทาเครื่ องหมายบอกระยะ Gauge Length บนเหล็กด้วยตะไบ โดยวัดออกจาก ํก่ ึงกลางของความยาวออกไปขางละเท่าๆกนดงแสดงในรูป ้ ั ัวิธีการทดลอง 1. ให้ทาการวดขนาดเส้นผาศูนยกลางอยางนอย 3 แห่ง ภายในส่วนของความยาวพิกด ํ ั ่ ์ ่ ้ ั ั(ความยาวพิกด= 5 X เส้นผ่าศูนย์กลางของชิ้นทดสอบ) โดยการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางแต่ละแห่งให้วด 2 คร้ ัง ในทิศทางต้งฉากกน แลวนาเส้นผาศูนยกลางที่วดไดท้ง 6 ค่าน้ ีไปหาค่าเฉลี่ย ั ั ั ้ ํ ่ ์ ั ้ ัเส้นผ่าศูนย์กลางของชิ้นตัวอย่างที่ทดสอบ
  • 39 2. การขนาดเส้นผ่าศูนยกลาง อาจทาไดโดยการนาเลกไปชงน้ าหนก และวดความยาว ์ ํ ้ ํ ็ ั่ ํ ั ัเพื่อหาน้ าหนกกิโลกรัม ต่อ เมตร แลวนามาเขาสูตร D= ํ ั ้ ํ ้ 162W / L เพื่อหาเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 3. นาเส้นผาศูนยกลางที่เป็นขนาดของเหลกตามมาตรฐาน เช่น DB10 เส้นผาศูนยกลาง ํ ่ ์ ็ ่ ์เท่ากบ 10 ม.ม. ไปลบเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย จะได้เฉลี่ย Error of Diameter ซ่ ึ ง ความคลาดเคลื่อน ัของเส้นผ่าศูนย์กลางที่กาหนดตามมาตรฐานไม่ควรเกินค่ามาตรฐานกาหนด ํ ํ 4. นําชิ้นทดสอบใส่ในเครื่ องทดสอบแรงดึง โดยให้ระยะหัวจับได้ตามกําหนดในตาราง17.1 ั ํ 5. ติดตั้งเครื่ อง Extensometer ไว้ที่ระยะพิกดตามที่กาหนดไวในตาราง 17.1 ปรับ ้แนวแกนให้ทบกัน และให้เข็มชี้ที่ศูนย์ ั 6. คานวณอตราการเพิ่มของแรงโดยกาหนดให้ไม่เกิน 3 kg/mm2/sec (คานวณตามสูตร ํ ั ํ ํแล้วไปปรับตัวเลขที่ Preset Value) 7. เริ่ มให้แรงดึงกระทําตามกําหนด เตรี ยมบันทึกค่าแรงและการยืดตัว โดยให้จดบนทึก ัค่าแรงและยืดตัวในช่วง Proportional Limit ทั้งหมด 15 ค่า เมื่อเพิ่มค่าแรงกระทําเป็ นช่วงๆเท่ากันซึ่ งค่าแรงแต่ละช่วงสามารถประมาณได้โดย นําเอาค่าแรง Proportional Limit ตามที่มาตรฐานกาหนดแบ่งออกเป็น 15 คา ให้มีช่วงห่างเท่ากนโดยประมาณ ทาการทดสอบ ํ ่ ั ํจนกระทังถึงจุดคราก(Yield) ซึ่ งสามารถสังเกตได้โดยเมื่อเราให้แรงกระทําเพิ่มขึ้นอย่างคง ่ ่สมํ่าเสมอ แต่เข็มบนหน้าปัดจะคงที่อยูขณะหนึ่ง แสดงว่าเหล็กตัวอย่างกําลังเกิดการคราก เมื่อถึงจุดให้ถอด Extensometer ออกและเดินเครื่ องต่อไปจนกระทังชิ้นทดสอบออกจากกัน ่ 8. ให้ทาการบนทึกค่าแรง ณ. จุดครากและจุดที่ช้ินทดสอบขาดออกจากกน ํ ั ั 9. นําชิ้นทดสอบออกจากเครื่ องทดสอบ แล้วนํามาต่อกันให้เหมือนลักษณะก่อนขาดแลวทาการวดระยะระหว่างจุด ที่ทาเครื่องหมาย Gauge Length เดิม ้ ํ ั ํ 10. วดขนาดภาคตดขวางส่วนที่เลกที่สุด 2 ทิศทางต้งฉาก จากน้ นทาการวาดรูป และ ั ั ็ ั ั ํสังเกตลักษณะการขาดของตัวอย่าง พร้อมวิเคราะห์ 11. เขียน Stress – Strain Diagram จากผลไม้ที่ได้หลังจากการทดสอบทั้งแสดงวิธี
  • 40คํานวณหาคุณสมบัติที่ตองการด้วย ้ 12. หากชิ้นทดสอบถูกดึงขาดออกจากกนนอกช่วงระยะพิกดหรือ ภายในช่วงพิกด แต่ ั ั ั ั ัห่างจากจุดพิกดใดจุดหนึ่งเป็ นระยะทางน้อยกว่า ¼ ของความยาวพิกด ให้ยกเลิกการทดสอบนั้นและทําการทดสอบใหม่ ด้วยชิ้นทดสอบจากชุดตัวอย่างเดียวกัน ถ้าหากชิ้นทดสอบถูกดึงขาดนอกช่วง middle – third ให้พิจารณาหาระยะยืดตัว
  • 41
  • 42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล และอภิปรายผล ผลการทดลอง เหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย ข้อมูล เส้นที�1 เส้นที�2 เส้นที�3 เส้นที�1 เส้นที�2 เส้นที�3ชนิดเหล็ก เส้นกลม เส้นกลม เส้นกลม ข้ออ้อย ข้ออ้อย ข้ออ้อยเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ (mm) 6 6 6 12 12 12สัญลักษณ์ RB6 RB6 RB6 DB12 DB12 DB12ชั�นคุณภาพ SR24 SR24 SR24 SD30 SD30 SD30นํ�าหนัก (Kg) 0.138 0.137 0.138 0.596 0.595 0.597ความยาว (m) 0.837 0.834 0.841 0.813 0.808 0.807เส้นผ่านศูนย์กลางที�ได้จากการคํานวณ(mm) 5.168 5.159 5.156 10.898 10.922 10.947พื�นที�หน้าตัดที�ได้จากการคํานวณ(mm2) 21.003 20.926 20.903 93.387 93.807 94.239ความยาวพิกัดก่อนการทดสอบ(cm) 3 3 3 6 6 6ความยาวพิกัดหลังการทดสอบ(cm) 3.910 3.760 3.970 7.940 7.795 8.130%การยืดตัว (%) 30.330 25.330 32.330 32.330 29.920 35.500Yield load (Kg) 840 844 829 3174 3075 3045Ultimate load (Kg) 1134.000 1133.600 1127.500 4183.100 4208.000 4215.700Rupture load (Kg) 632 735 744 2974 3028 3105Yield strength (ksc) 4000 4038 3967 3398 3278 3232Ultimate strength (ksc) 5400 5424 5395 4479 4486 4475Rupture strength (ksc) 3010 3517 3560 3184 3228 3296 วเิ คราะห์/อภปรายผลการทดลอง ิ จากการทดลองพบว่า เหลกที่นามาทดสอบน้ น สามารถรับแรงดึงได้ มากกว่าที่มาตรฐาน ็ ํ ั กําหนด โดยเหล็กเส้นกลม สามารถรับแรงดึงได้ 5406 ksc. มากกว่า 2400 ksc ที่มาตรฐาน กําหนด และเหล็กข้ออ้อย สามารถรับแรงดึงได้ 4480 ksc มากกว่าที่มารฐานกาหนดที่ 3000 ksc. ํ
  • 43ภาพแสดงรอบการวิบติของเหล็กเส้นกลม เป็นแบบ Cup-Cone ั ภาพแสดงการวิบติของเหล็กข้ออ้อย เป็นแบบ Cup-Cone ั
  • 44 บทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลองสรุปผลการทดลอง จากการทดลองพบว่ากําลังรับแรงอัดที่เหล็กเส้นเสริ มคอนกรี ตที่นามาทดสอบนั้นมาสา ํรถรับไดมีค่ามากกว่าค่ามาตรฐานที่กาหนดไว ้ ซ่ ึ งจากผลการทดลองที่ไดน้ น สามารถบอกไดว่า ้ ํ ้ ั ้เหล็กเส้นที่นามาทดสอบ มีคุณภาพดี สามารถที่จะนําไปใช้เสริ มคอนกรี ตเพื่อช่วยในการรับแรง ํดึงได้วจารณ์ผลการทดลอง ิ จากการทดลองที่ได้ผลตรงตามทฤษฏี เป็ นเพราะขณะทําการทดลองมีก ารควบคุมที่ ดีตั้งแต่การวัดความยาว การคํานวณพื้นที่หน้าตัดของเหล็ก การคํานวณกําลังรับแรงดึงที่เหล็กจะรั บ ได้ จนถึ ง การทดสอบด้ว ยเครื่ องมื อ ที่ ม าตรฐาน มี ก ารปรั บ ปรุ งคุ ณ ภาพของเครื่ องมื อปรับเทียบเครื่ องมือกับมาตรฐานตลอดเวลา
  • 45 บรรณานุกรม1. Website: http://th.wikibooks.org/wiki คอนกรี ตเทคโนโลยี2. Website: คอนกรี ตเทคโนโลยี จากซีแพค (http://arsar.yota-thai.net/index.php?topic=162.0 )3. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย ศ.ดร. วินิจ ช่อวิเชียร4. เอกสารปฏิบติการเทคโนโลยคอนกรีต Concrete Technology Laboratory (มหาวิทยาลัยรามคําแหง) ั ี5. หนงสือ เทคโนโลยีคอนกรี ตบดอัด สถาบนเทคโนโลยพระจอมเกลาพระนครเหนือ ั ั ี ้6. เอกสาร ปฏิบติการทดสอบคอนกรี ตเทคโนโลยี โดย อุดมวิทย์กาญจนวรงค์ ั7 บทความ การเตรี ยมคอนกรี ต วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรี ต และคอนกรี ตผสมสําเร็ จ (Ready Mixed Concrete)จากเวบไซต์ (http://www.civilclub.net/articles/engineering/concrete-preparation.php ) ็8. เอกสารเรื่ องมาตรฐานเหล็ก สภาวิศวกร9. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ทีพีไอ จํากัด (มหาชน) ั10. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ซีแพค จํากัด (มหาชน) ั
  • ภาคผนวก ก.
  • ภาคผนวก ข.
  • มอก. 24–2548 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อตสาหกรรม ุ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย 1. ขอบข่าย1.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อตสาหกรรมนีครอบคลุมถึงเหล็กข้ออ้อยทีมความยาวตังแต่ 3.40 เมตรขึนไป อันอาจ ุ ้ ่ ี ้ ้ นำไปใช้เสริมคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างทัวไปได้ ซึงต่อไปในมาตรฐานนีจะเรียกว่า “เหล็กข้ออ้อย” ่ ่ ้1.2 เหล็กข้ออ้อย ต้องทำขึ้นจากเหล็กแท่งเล็ก (billet) เหล็กแท่งใหญ่ (bloom) หรือเหล็กแท่งหล่อ (ingot) โดยตรง ด้วยกรรมวิธีการรีดร้อน โดยต้องไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นมาก่อนและเหล็กแท่ง ดังกล่าวต้องทำมาจากกรรมวิธโอเพนฮาร์ท (open hearth process) เบสิกออกซิเจน (basic oxygen process) ี หรืออิเล็กทริกอาร์กเฟอร์เนซ (electric arc furnace process) 2. บทนิยาม ความหมายของคำทีใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อตสาหกรรมนี้ มีดงต่อไปนี้ ่ ุ ั2.1 เหล็กข้ออ้อย หมายถึง เหล็กเส้นกลมทีมบง (transverse rib) และอาจมีครีบ (longitudinal rib) หรือช่องว่าง ่ ี ้ั (gap) ทีผว เพือเสริมกำลังยึดระหว่างเหล็กเส้นกับเนือคอนกรีต ่ ิ ่ ้2.2 เส้น หมายถึง เหล็กข้ออ้อยหนึงเส้นทีมลกษณะเหยียดตรงหรือพับงอ ่ ่ ีั2.3 มัด หมายถึง เหล็กข้ออ้อยจำนวนตังแต่สองเส้นขึนไปทีมดรวมกัน ้ ้ ่ ั2.4 ขด (coil) หมายถึง เหล็กข้ออ้อยหนึงเส้นทีมวนเป็นขด ่ ่ ้2.5 ขนาดระบุ (nominal size) หมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลางระบุและพืนทีภาคตัดขวางระบุทกำหนดไว้ในตารางที่ 1 ้ ่ ่ี2.6 เส้นผ่านศูนย์กลางระบุ หมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมที่มีพื้นที่เท่ากับพื้นที่ภาคตัดขวางระบุของ เหล็กข้ออ้อย2.7 มวลระบุ (nominal mass) หมายถึง มวลต่อความยาว 1 เมตร ของเหล็กข้ออ้อยทีมขนาดเท่ากับขนาดระบุ ่ ี ดังกำหนดไว้ในตารางที่ 12.8 มวลต่อเมตร หมายถึง มวลจริงต่อความยาว 1 เมตร ของเหล็กข้ออ้อย2.9 บัง หมายถึง สันนูนบนเหล็กข้ออ้อยทีทำมุมกับแนวแกนของเหล็กข้ออ้อย (ดูรปที่ 1) ้ ่ ู2.10 ครีบ หมายถึง สันนูนบนเหล็กข้ออ้อยตามความยาวของเหล็กข้ออ้อย (ดูรปที่ 1) ู2.11 ช่องว่าง หมายถึง ช่องระหว่างปลายสุดของบังทีอยูตรงข้ามกัน (ดูรปที่ 1) ้ ่ ่ ู –1–
  • มอก. 24–2548 3. ชั้นคุณภาพ3.1 เหล็กข้ออ้อยแบ่งตามส่วนประกอบทางเคมีและสมบัติทางกลออกเป็น 3 ชั้นคุณภาพ ตามตารางที่ 5 และ ตารางที่ 7 ได้แก่ (1) ชันคุณภาพ SD 30 ้ (2) ชันคุณภาพ SD 40 ้ (3) ชันคุณภาพ SD 50 ้ 4. ขนาด มวล และเกณฑ์ความคลาดเคลือน ่4.1 ชือขนาด ขนาดระบุ และมวลระบุของเหล็กข้ออ้อย ให้เป็นไปตามตารางที่ 1 ่ ตารางที่ 1 ชือขนาด ขนาดระบุ และมวลระบุของเหล็กข้ออ้อย ่ (ข้อ 2.5 ข้อ 2.7 และข้อ 4.1) ขนาดระบุ มวลระบุ (WN) ชื่อขนาด เสนผานศูนยกลางระบุ (dN) พืนที่ภาคตัดขวางระบุ (SN) ้ kg/m mm mm2 DB 6 6 28.3 0.222 DB 8 8 50.3 0.395 DB 10 10 78.5 0.616 DB 12 12 113.1 0.888 DB 16 16 201.1 1.578 DB 20 20 314.2 2.466 DB 22 22 380.1 2.984 DB 25 25 490.9 3.853 DB 28 28 615.8 4.834 DB 32 32 804.2 6.313 DB 36 36 1 017.9 7.990 DB 40 40 1 256.6 9.865 3.141 6 dN2 หมายเหตุ 1. SN = 4 2. WN = 0.007 85 SN –2–
  • มอก. 24–25484.2 มวลต่อเมตรของเหล็กข้ออ้อย 4.2.1 มวลต่อเมตรของเหล็กข้ออ้อยแต่ละเส้นหรือขดจะคลาดเคลือนจากค่ามวลระบุได้ไม่เกินเกณฑ์ท่กำหนด ่ ี ในตารางที่ 2 สดมภ์ท่ี 3 4.2.2 มวลต่อเมตรเฉลียของเหล็กข้ออ้อย 1 ชุดตัวอย่างจะคลาดเคลือนจากค่ามวลระบุได้ไม่เกินเกณฑ์ทกำหนด ่ ่ ่ี ในตารางที่ 2 สดมภ์ท่ี 4 การทดสอบให้ปฏิบตตามข้อ 9.1 ั ิ ตารางที่ 2 เกณฑ์ความคลาดเคลือนของมวลต่อเมตร ่ (ข้อ 4.2) เกณฑความคลาดเคลื่อน ชื่อขนาด มวลระบุ % kg/m ตอเสน เฉลี่ย DB 6 0.222 ±8 ±7 DB 8 0.395 DB 10 0.616 DB 12 0.888 ±6 ±5 DB 16 1.578 DB 20 2.466 DB 22 2.984 ±5 ±4 DB 25 3.853 DB 28 4.834 DB 32 6.313 DB 36 7.990 ±4 ± 3.5 DB 40 9.8654.3 ช่วงระหว่างบัง ส่วนสูงของบัง และความกว้างของครีบหรือช่องว่าง ให้เป็นไปตามตารางที่ 3 ้ ้ การทดสอบให้ปฏิบตตามข้อ 9.2 ั ิ –3–
  • มอก. 24–2548 ตารางที่ 3 ช่วงระหว่างบัง ส่วนสูงของบัง และความกว้างของครีบหรือช่องว่าง ้ ้ (ข้อ 4.3) หน่วยเป็นมิลลิเมตร ผลรวมของความกวางของ ชื่อขนาด ชวงระหวางบั้ง สวนสูงของบั้ง ครีบหรือชองวาง สูงสุด ตํ่าสุด สูงสุด สูงสุด DB 6 4.2 0.2 0.5 4.7 DB 8 5.6 0.3 0.6 6.3 DB 10 7.0 0.4 0.8 7.9 DB 12 8.4 0.5 1.0 9.4 DB 16 11.2 0.7 1.4 12.6 DB 20 14.0 1.0 2.0 15.7 DB 22 15.4 1.1 2.2 17.3 DB 25 17.5 1.3 2.6 19.7 DB 28 19.6 1.4 2.8 22.0 DB 32 22.4 1.6 3.2 25.2 DB 36 25.2 1.8 3.6 28.3 DB 40 28.0 2.0 4.0 31.44.4 ความยาวของเหล็กข้ออ้อยในแต่ละมัดต้องมีขนาดความยาวเดียวกัน โดยจะคลาดเคลื่อนจากค่าที่ผู้ทำ ระบุไว้ทฉลากได้ไม่เกินเกณฑ์ทกำหนดในตารางที่ 4 ่ี ่ี การทดสอบให้ปฏิบตตามข้อ 9.3 ั ิ ตารางที่ 4 เกณฑ์ความคลาดเคลือนสำหรับความยาว (เฉพาะกรณีเป็นมัด) ่ (ข้อ 4.4) ความยาว เกณฑความคลาดเคลื่อน ไมเกิน 10 เมตร + 55 มิลลิเมตร 0 เกิน 10 เมตร + 55 มิลลิเมตร และ + 5 มิลลิเมตร ทุก ๆ ความยาว 1 เมตร ของสวนที่ยาวเกิน 10 เมตร แตรวมกันแลวไมเกิน 120 มิลลิเมตร 0 –4–
  • มอก. 24–2548 5. ส่วนประกอบทางเคมี5.1 ส่วนประกอบทางเคมีของเหล็กข้ออ้อยเมื่อวิเคราะห์จากเบ้า ให้เป็นไปตามตารางที่ 5 เมื่อวิเคราะห์จาก ผลิตภัณฑ์ยอมให้มคาสูงกว่าค่าสูงสุดของตารางที่ 5 ตามเกณฑ์ความคลาดเคลือนในตารางที่ 6 ี ่ ่ การทดสอบให้ปฏิบตตามข้อ 9.4 ั ิ ตารางที่ 5 ส่วนประกอบทางเคมีเมือวิเคราะห์จากเบ้า ่ (ข้อ 3.1 และข้อ 5.1) หน่วยเป็นร้อยละ สวนประกอบทางเคมี ชั้นคุณภาพ คารบอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส กํามะถัน คารบอน + (แมงกานีส/6) สูงสุด สูงสุด สูงสุด สูงสุด สูงสุด SD 30 0.27 - 0.05 0.05 0.50 SD 40 - 1.80 0.05 0.05 0.55 SD 50 - 1.80 0.05 0.05 0.60 ตารางที่ 6 เกณฑ์ความคลาดเคลือนของส่วนประกอบทางเคมีเมือวิเคราะห์จากผลิตภัณฑ์ ่ ่ (ข้อ 5.1) หน่วยเป็นร้อยละ สวนประกอบ เกณฑความคลาดเคลื่อน คารบอน + 0.03 แมงกานีส + 0.05 ฟอสฟอรัส + 0.01 กํามะถัน + 0.01 6. คุณลักษณะทีตองการ ่ ้6.1 ลักษณะทัวไป ่ 6.1.1 เหล็กข้ออ้อย ต้องมีผิวเรียบเกลี้ยง (ยกเว้นบริเวณที่เป็นบั้ง ครีบ และเครื่องหมายที่เป็นตัวนูน) และ ต้องไม่ปริ ไม่แตกร้าว ไม่มสนิมขุมหรือตำหนิอนซึงมีผลเสียต่อการใช้งาน ี ่ื ่ 6.1.2 เหล็กข้ออ้อยต้องมีบงเป็นระยะๆ เท่าๆ กันโดยสม่ำเสมอตลอดเส้น บังและครีบทีอยูตรงข้ามกันต้องมี ้ั ้ ่ ่ ขนาดและรูปร่างเหมือนกัน การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินจ ิ –5–
  • มอก. 24–25486.2 มุมระหวางบั้งกับแกนของเหล็กขอออย มุมแหลมตองไมนอยกวา 45 องศา  ในกรณีทบงทำมุมกับแกนของเหล็กขอออยตังแต 45 ถึง 70 องศา บังจะตองวางกลับทางกันบนแตละขางของ ี่ ั้ ้ ้ เหล็กขอออย หรือบังทังหมดของขางหนึงตองกลับทางกับบังทังหมดของอีกขางหนึง แตถาบังทำมุมแหลมกับ ้ ้ ่ ้ ้ ่  ้ แกนของเหล็กขอออยเกิน 70 องศา ก็ไมจำเปนตองกลับทางกัน ดังตัวอยางในรูปที่ 1 การทดสอบใหปฏิบตตามขอ 9.2 ั ิ รูปที่ 1 ตัวอยางบังและครีบหรือชองวางของเหล็กขอออย ้ (ขอ 2.9 ขอ 2.10 ขอ 2.11 ขอ 6.2 และขอ 9.2.2.3)6.3 สมบัตทางกล ิ 6.3.1 สมบัตการดึง ิ ความตานแรงดึง ความตานแรงดึงทีจดคราก และความยืด ตองไมนอยกวาคาทีกำหนดในตารางที่ 7 ุ่  ่ การทดสอบใหปฏิบตตามขอ 9.5 ั ิ ตารางที่ 7 ความตานแรงดึง ความตานแรงดึงทีจดครากและความยืดของเหล็กขอออย ุ่ (ขอ 3.1 และขอ 6.3.1) ชั้นคุณภาพ ความตานแรงดึง ความตานแรงดึงที่จุดคราก ความยืด MPa MPa % SD 30 480 295 17 SD 40 560 390 15 SD 50 620 490 13 –6–
  • มอก. 24–2548 6.3.2 การดัดโค้ง เมือทดสอบตามข้อ 9.6 ต้องไม่แตกหรือปริตรงส่วนโค้งด้านนอกของชินทดสอบ ่ ้ 7. เครืองหมายและฉลาก ่7.1 เครื่องหมายที่เหล็กข้ออ้อย ทีเหล็กข้ออ้อย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษรหรือเครืองหมาย แจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ประทับเป็นตัวนูนถาวร ่ ่ บนเนือเหล็กให้เห็นได้งาย ชัดเจน เรียงกันไปตามลำดับดังนี้ ้ ่ (1) ชือผูทำหรือโรงงานทีทำหรือเครืองหมายการค้าทีจดทะเบียน ่ ้ ่ ่ ่ (2) ชือขนาด ่ (3) ชันคุณภาพ ้ (4) สัญลักษณ์ “ T ” (เฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อน (heat treatment) ในระหว่าง การผลิต)7.2 ที่มัดหรือที่ขดของเหล็กข้ออ้อยทุกมัดหรือทุกขดต้องมีป้ายที่ไม่ฉีกขาดและไม่หลุดง่ายผูกติดอยู่ และ ทีปายนันอย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครืองหมายแจ้งรายละเอียดดังต่อไปนี้ ให้เห็นได้งาย ชัดเจน ่ ้ ้ ่ ่ (1) คำว่า “เหล็กข้ออ้อย” (2) ชือขนาด ่ (3) ชันคุณภาพ ้ (4) สัญลักษณ์ “ T ” (เฉพาะเหล็กข้ออ้อยทีผานกรรมวิธทางความร้อนในระหว่างการผลิต) ่ ่ ี (5) ความยาวแต่ละเส้น เป็นเมตร (กรณีเป็นมัด) หรือมวล เป็นกิโลกรัม (กรณีเป็นขด) (6) หมายเลขของการหลอมแต่ละครัง หรือเครืองหมายอืนใดทีเทียบเท่า ้ ่ ่ ่ (7) ชือผูทำหรือโรงงานทีทำ หรือเครืองหมายการค้าทีจดทะเบียน ่ ้ ่ ่ ่ (8) ประเทศทีทำ ่7.3 ในกรณีทใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยทีกำหนดไว้ขางต้น ่ี ่ ้ 8. การชักตัวอย่าง และเกณฑ์ตดสิน ั8.1 รุน (lot) ในทีน้ี หมายถึง เหล็กข้ออ้อยชือขนาดและชันคุณภาพเดียวกันทีทำหรือส่งมอบหรือซือขายในระยะ ่ ่ ่ ้ ่ ้ เวลาเดียวกัน8.2 การชักตัวอย่างและการยอมรับ ให้เป็นไปตามแผนการชักตัวอย่างที่กำหนดต่อไปนี้ หรืออาจใช้แผนการ ชักตัวอย่างอืนทีเทียบเท่ากันทางวิชาการกับแผนทีกำหนดไว้ ่ ่ ่ 8.2.1 การชักตัวอย่างและการยอมรับสำหรับการทดสอบความยาว (เฉพาะกรณีเป็นมัด) 8.2.1.1 ให้ชักตัวอย่างโดยวิธีสุ่มจากรุ่นเดียวกันตามจำนวนที่กำหนดในตารางที่ 8 และให้ชักตัวอย่าง เหล็กข้ออ้อยจากตัวอย่างแต่ละมัดทีสมได้มามัดละ 1 เส้น เพือทดสอบความยาว ่ ุ่ ่ 8.2.1.2 จำนวนตัวอย่างที่ไม่เป็นไปตามข้อ 4.4 ต้องไม่เกินเลขจำนวนที่ยอมรับที่กำหนดในตารางที่ 8 จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อยรุนนันเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด ่ ้ ่ี –7–
  • มอก. 24–2548 8.2.2 การชักตัวอย่างและการยอมรับสำหรับการทดสอบลักษณะทัวไป ช่วงระหว่างบัง ส่วนสูงของบัง ความกว้าง ่ ้ ้ ของครีบหรือช่องว่าง และมุมระหว่างบังกับแกนของเหล็กข้ออ้อย ้ 8.2.2.1 ตัดปลายใดปลายหนึงของตัวอย่างทีเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนดในข้อ 8.2.1 แล้ว มาเส้นละ 1 ท่อน ่ ่ ่ี ให้มีความยาวท่อนละ 1.50 เมตร หรือตัดปลายใดปลายหนึ่งของเหล็กข้ออ้อยที่เป็นขด ซึ่งสุ่ม จากรุนเดียวกันตามจำนวนทีกำหนดในตารางที่ 8 มาขดละ 1 ท่อน ให้มความยาวท่อนละ 1.50 เมตร ่ ่ ี เพื่อทดสอบลักษณะทั่วไป ช่วงระหว่างบั้ง ส่วนสูงของบั้ง ความกว้างของครีบหรือช่องว่าง และ มุมระหว่างบั้งกับแกนของเหล็กข้ออ้อย 8.2.2.2 จำนวนตัวอย่างที่ไม่เป็นไปตามข้อ 4.3 ข้อ 6.1 และข้อ 6.2 ต้องไม่เกินเลขจำนวนที่ยอมรับ ทีกำหนดในตารางที่ 8 จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อยรุนนันเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด ่ ่ ้ ่ี 8.2.3 การชักตัวอย่างและการยอมรับสำหรับการทดสอบมวลต่อเมตร 8.2.3.1 นำตัวอย่างทีตรวจสอบตามข้อ 8.2.2 แล้ว มาเพือทดสอบมวลต่อเมตร ่ ่ 8.2.3.2 จำนวนตัวอย่างที่ไม่เป็นไปตามข้อ 4.2.1 ต้องไม่เกินเลขจำนวนที่ยอมรับที่กำหนดในตารางที่ 8 และต้องเป็นไปตามข้อ 4.2.2 จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อยรุนนันเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด ่ ้ ่ี ตารางที่ 8 แผนการชักตัวอย่างสำหรับการทดสอบความยาว ลักษณะทัวไป ช่วงระหว่างบัง ส่วนสูงของบัง ่ ้ ้ ความกว้างของครีบหรือช่องว่าง มุมระหว่างบังกับแกนของเหล็กข้ออ้อย และมวลต่อเมตร ้ (ข้อ 8.2.1 ข้อ 8.2.2 และข้อ 8.2.3) ขนาดรุน ขนาดตัวอยาง เลขจํานวนที่ยอมรับ ตัน มัด/ขด ไมเกิน 150 5 0 มากกวา 150 แตไมเกิน 500 20 1 มากกวา 500 32 2 8.2.4 การชักตัวอย่างและการยอมรับสำหรับการทดสอบส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุ และสมบัตทางกล ิ 8.2.4.1 ชักตัวอย่างทีตรวจสอบตามข้อ 8.2.3 แล้ว จำนวน 3 ชิน หากมวลของเหล็กข้ออ้อยในรุนมากกว่า ่ ้ ่ 500 ตัน ให้ชักตัวอย่างเพิ่มอีก 3 ชิ้น แต่ละชิ้นตัดเป็นชิ้นทดสอบ จำนวน 2 ชิ้น เพื่อทดสอบ ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุ 1 ชิน และทดสอบสมบัตการดึง 1 ชิน ้ ิ ้ 8.2.4.2 ชักตัวอย่างจากตัวอย่างที่เหลือจากการตัดตามข้อ 8.2.4.1 จำนวน 1 ชิ้น หากมวลของเหล็ก ข้ออ้อยในรุนมากกว่า 500 ตัน ให้ชกตัวอย่างเพิมอีก 1 ชิน แต่ละชินตัดเป็นชินทดสอบ จำนวน ่ ั ่ ้ ้ ้ 1 ชิน เพือทดสอบการดัดโค้ง ้ ่ –8–
  • มอก. 24–2548 8.2.4.3 ชินทดสอบทุกชินต้องเป็นไปตามข้อ 5.1 ข้อ 6.3.1 และข้อ 6.3.2 จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อยรุนนัน ้ ้ ่ ้ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ยกเว้นถ้าผลการทดสอบเป็นไปตามข้อต่อไปนี้ให้ทำการทดสอบใหม่ หรือทดสอบซ้ำแล้วแต่กรณี (1) หากผลการทดสอบสมบัติการดึง ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.3.1 เนื่องจากสมบัติ ของชินทดสอบเปลียนไปเพราะ การกลึงไม่ถกต้อง ตำแหน่งทีชนทดสอบขาดอยูนอกจุดพิกด ้ ่ ู ่ ้ิ ่ ั ตำแหน่งทีชนทดสอบขาดอยูระหว่างจุดพิกดแต่อยูหางจากจุดพิกดทีอยูใกล้นอยกว่าหนึงในสาม ่ ้ิ ่ ั ่ ่ ั ่ ่ ้ ่ ของความยาวพิกัดเดิมก่อนทดสอบ หรือเครื่องทดสอบผิดปกติ ให้ทดสอบใหม่ โดยใช้ ชิ้นทดสอบใหม่เท่าจำนวนชิ้นทดสอบที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดจากเหล็กข้ออ้อยตัวอย่าง เดียวกัน สำหรับความยืด หากเป็นไปตามข้อ 6.3.1 ให้ถอว่าเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับ ื ความยืดโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งทีชนทดสอบขาด ่ ้ิ (2) หากผลการทดสอบสมบัตการดึง ต่ำกว่าทีกำหนดในข้อ 6.3.1 ด้วยสาเหตุอนนอกจากทีได้ ิ ่ ่ื ่ กล่าวไว้ในข้อ (1) โดยมีความต้านแรงดึงต่ำกว่าที่กำหนดเกิน 14 เมกะพาสคัล หรือมี ความต้านแรงดึงที่จุดครากต่ำกว่าที่กำหนดเกิน 7 เมกะพาสคัล ให้ถือว่าสมบัติการดึง ไม่เป็นไปตามเกณฑ์กำหนด โดยไม่ตองทดสอบซ้ำ ้ (3) หากผลการทดสอบสมบัตการดึง ต่ำกว่าทีกำหนดในข้อ 6.3.1 ด้วยสาเหตุอนนอกจากทีได้ ิ ่ ่ื ่ กล่าวไว้ในข้อ (1) โดยมีความต้านแรงดึงต่ำกว่าที่กำหนดไม่เกิน 14 เมกะพาสคัล หรือมี ความต้านแรงดึงที่จุดครากต่ำกว่าที่กำหนดไม่เกิน 7 เมกะพาสคัล ให้ทดสอบซ้ำโดยใช้ชิ้น ทดสอบใหม่จำนวน 2 เท่าของชินทดสอบทีไม่เป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด จากเหล็กข้ออ้อย ้ ่ ่ี รุ่นเดียวกัน ผลการทดสอบซ้ำต้องเป็นไปตามข้อ 6.3.1 ทุกชิ้น จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อย รุนนันเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด ่ ้ ่ี (4) หากผลการทดสอบการดัดโค้งไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.3.2 ให้ทดสอบซ้ำโดย ใช้ชิ้นทดสอบใหม่จำนวน 2 เท่าของชิ้นทดสอบที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จากเหล็ก ข้ออ้อยรุนเดียวกัน ผลการทดสอบซ้ำต้องเป็นไปตามข้อ 6.3.2 ทุกชิน จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อย ่ ้ รุนนันเป็นไปตามเกณฑ์ทกำหนด ่ ้ ่ี หมายเหตุ ในการทดสอบสมบั ต ิ ก ารดึ ง หากปรากฏการณ์ ก ารครากไม่ ช ั ด เจนหรื อ ไม่ ม ี ให้ ใ ช้ ความเค้นพิสูจน์ที่ความยืดร้อยละ 0.2 แทนค่าความต้านแรงดึงที่จุดคราก8.3 เกณฑ์ตดสิน ั เหล็กข้ออ้อยทุกมัดหรือทุกขดในรุ่นต้องเป็นไปตามข้อ 7. และตัวอย่างเหล็กข้ออ้อยต้องเป็นไปตาม ข้อ 8.2.1.2 ข้อ 8.2.2.2 ข้อ 8.2.3.2 และข้อ 8.2.4.3 ทุกข้อ จึงจะถือว่าเหล็กข้ออ้อยรุนนันเป็นไปตาม ่ ้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อตสาหกรรมนี้ ุ –9–
  • มอก. 24–2548 9. การทดสอบ9.1 มวลต่อเมตร 9.1.1 เครื่องมือ 9.1.1.1 เครืองชังทีชงละเอียด 1 กรัม ่ ่ ่ ่ั 9.1.1.2 เครืองวัดความยาวทีวดละเอียด 1 มิลลิเมตร ่ ่ั 9.1.2 วิธทดสอบี วัดและชังชินตัวอย่างแต่ละชินให้ละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร และ 1 กรัม ตามลำดับ แล้วหามวลต่อเมตร ่ ้ ้ ของชินตัวอย่างแต่ละชิน และหาค่าเฉลียของชินทดสอบทัง 5 ชิน ้ ้ ่ ้ ้ ้ 9.1.3 การรายงานผล รายงานค่ามวลต่อเมตรของชินตัวอย่างแต่ละชิน และค่าเฉลีย ให้ละเอียดถึงทศนิยม 4 ตำแหน่ง ้ ้ ่9.2 ช่วงระหว่างบัง ส่วนสูงของบัง ความกว้างของครีบหรือช่องว่าง และมุมระหว่างบังกับแกนของเหล็กข้ออ้อย ้ ้ ้ 9.2.1 เครื่องมือ 9.2.1.1 เวอร์เนียร์แคลลิเปอร์ส หรือไมโครมิเตอร์ทวดละเอียด 0.02 มิลลิเมตร ่ี ั 9.2.2 วิธทดสอบ ี 9.2.2.1 ช่วงระหว่างบัง ้ วัดช่วงระหว่างสันของบั้ง 10 ช่วงที่ต่อเนื่องกันตามแนวแกนของเหล็กข้ออ้อยแล้วหาค่าเฉลี่ย ช่วงระหว่างบัง ้ 9.2.2.2 ส่วนสูงของบัง ้ วัดความสูงของบั้งไม่น้อยกว่า 2 บั้ง แต่ละบั้งให้วัดที่จุด 3 จุด คือ จุดกึ่งกลางและจุดแบ่งสี่อีก 2 จุด แล้วหาค่าเฉลียส่วนสูงของบัง ่ ้ 9.2.2.3 ความกว้างของครีบหรือช่องว่าง ใช้เวอร์เนียร์แคลลิเปอร์สวัดความกว้างของช่องว่างดังในรูปที่ 1 ทัง 2 ข้าง นำมารวมกัน โดยวัด ้ 10 ตำแหน่งใน 10 ช่วงระหว่างบังทีตอเนืองกันแล้วหาค่าเฉลีย ้ ่ ่ ่ ่ ในกรณีที่เหล็กข้ออ้อยมีครีบให้วัดความกว้างของครีบที่โคนทั้ง 2 ข้างนำมารวมกันโดยวัด 10 ตำแหน่งทีตอเนืองกันแล้วหาค่าเฉลีย ่ ่ ่ ่ 9.2.2.4 มุมระหว่างบั้งกับแกนของเหล็กข้ออ้อย กลิงตัวอย่างบนดินน้ำมันทีทำเป็นแผ่นเรียบแล้ววัดมุมระหว่างบังกับแกนของเหล็กข้ออ้อย ้ ่ ้9.3 ความยาว ใช้สายวัดโลหะทีวดละเอียด 1 มิลลิเมตร และยาวพอทีจะวัดความยาวของเหล็กข้ออ้อยหนึงเส้นได้โดยตลอด ่ั ่ ่ ในครังเดียว วัดความยาวของตัวอย่าง ้9.4 ส่วนประกอบทางเคมี ให้ใช้วธวเคราะห์ทางเคมีโดยทัวไปหรือวิธอนใดทีให้ผลเทียบเท่า แล้วรายงานผลชินทดสอบแต่ละชิน ิีิ ่ ี ่ื ่ ้ ้ –10–
  • มอก. 24–25489.5 สมบัตการดึง ิ 9.5.1 เครื่องมือ เครื่องทดสอบแรงดึง ที่สามารถจายแรงไดอยางสม่ำเสมอและตอเนื่องโดยตลอดในอัตราความเร็วที่ กำหนด 9.5.2 การเตรียมชินทดสอบ ้ 9.5.2.1 ชิ้นทดสอบตองเปนไปตามสภาพเดิมของเหล็กขอออย ถาจำเปนตองดัดชิ้นทดสอบที่บิดโคงงอ ใหตรง ใหดดเย็นตามปกติ แตถามีการบิดโคงจนมากเกินไปใหคดทิง ั  ั ้ 9.5.2.2 เหล็กขอออยชื่อขนาดตั้งแต DB 28 ลงมา ใหทดสอบโดยไมตองกลึงชิ้นทดสอบใหเล็กลง เหล็กขอออยชือขนาดตังแต DB 32 ขึนไป อาจกลึงลดขนาดลงใหพอเหมาะทีจะใชกบเครืองทดสอบ ่ ้ ้ ่ ั ่ แรงดึงก็ได แตเสนผานศูนยกลางตองไมนอยกวา 28 มิลลิเมตร ในกรณีทกลึงลดขนาดเสนผานศูนยกลาง  ี่ ความยาวของสวนทีกลึงตองไมนอยกวา 5.5 เทาของขนาดเสนผานศูนยกลางของสวนทีกลึง ่  ่ สำหรับเหล็กขอออยทีผลิตโดยผานกรรมวิธทางความรอน ตองทดสอบโดยไมมการกลึงลดขนาดลงมา ่ ี ี 9.5.2.3 จับยึดชินทดสอบทีมความยาวพิกดและความยาวระหวางหัวจับ ตามรูปที่ 2 ้ ่ ี ั l1 Lo l2 เมื่อ Lo คือ ความยาวพิกดเดิม เทากับ 5 dN (กรณีทไมกลึงชินทดสอบ) หรือ 5 dm (กรณีทกลึง ั ี่ ้ ี่ ชินทดสอบ) ้ โดย dN คือ เสนผานศูนยกลางระบุของชินทดสอบ ้ dm คือ เสนผานศูนยกลางของสวนทีกลึงของชินทดสอบ ่ ้ l1 และ l2 คือ ระยะหางระหวางหัวจับกับจุดพิกัด ไมนอยกวา 0.25 dN หรือ 0.25 dm แลวแตกรณี หมายเหตุ 1. กรณีที่ชิ้นทดสอบมีความยาวเพียงพอ อาจทำเครื่องหมายความยาวพิกัดไวหลายชุด คร อ มกั น ไว เ ป น ช ว งจนถึ ง ระยะหั ว จั บ ก็ ไ ด ทั้ ง นี้ ใ ห มี เ ครื่ อ งหมายความยาวพิ กั ด ชุดหนึ่งอยูประมาณกึ่งกลางของระยะหางระหวางหัวจับ 2. การทำเครืองหมายความยาวพิกด ใหมเกณฑความคลาดเคลือนไดไมเกิน ± รอยละ 1 ่ ั ี ่ รูปที่ 2 การจับยึดชินทดสอบ ้ (ขอ 9.5.2.3) –11–
  • มอก. 24–2548 9.5.3 วิธทดสอบ ี ให้ปฏิบตตาม มอก. 244 เล่ม 4 ั ิ 9.5.4 วิธคำนวณ ี 9.5.4.1 ความต้านแรงดึง (1) ในกรณีทไม่กลึงชินทดสอบ ่ี ้ Fm Rm = S N เมื่อ Rm คือ ความต้านแรงดึง เป็นเมกะพาสคัล Fm คือ แรงดึงสูงสุด เป็นนิวตัน SN คือ พืนทีภาคตัดขวางระบุ เป็นตารางมิลลิเมตร ้ ่ (2) ในกรณีทกลึงชินทดสอบ ่ี ้ k x Fm Rm = S เมื่อ Rm คือ ความต้านแรงดึง เป็นเมกะพาสคัล Fm คือ แรงดึงสูงสุด เป็นนิวตัน k คือ อัตราส่วนของมวลจริงต่อมวลระบุของชินทดสอบ ้ W โดย k = WN เมื่อ W คือ มวลจริงของชินทดสอบ เป็นกิโลกรัมต่อเมตร ้ WN คือ มวลระบุของชินทดสอบ เป็นกิโลกรัมต่อเมตร ้ S คือ พืนทีภาคตัดขวางทีคำนวณได้ เป็นตารางมิลลิเมตร ้ ่ ่ 3.141 6 dm2 โดย S = 4 เมื่อ dm คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของส่วนทีกลึง เป็นมิลลิเมตร ่ 9.5.4.2 ความต้านแรงดึงทีจดคราก ุ่ (1) ในกรณีทไม่กลึงชินทดสอบ ่ี ้ Fe Re = SN เมื่อ R e คือ ความต้านแรงดึงทีจดคราก เป็นเมกะพาสคัล ุ่ Fe คือ แรงดึงทีจดคราก เป็นนิวตัน ุ่ SN คือ พืนทีภาคตัดขวางระบุ เป็นตารางมิลลิเมตร ้ ่ –12–
  • มอก. 24–2548 (2) ในกรณีทกลึงชินทดสอบ ่ี ้ k x Fe Re = S เมื่อ R e คือ ความต้านแรงดึงทีจดคราก เป็นเมกะพาสคัล ุ่ Fe คือ แรงดึงทีจดคราก เป็นนิวตัน ุ่ k คือ อัตราส่วนของมวลจริงต่อมวลระบุของชินทดสอบ ้ (ดูขอ 9.5.4.1(2)) ้ S คือ พืนทีภาคตัดขวางทีคำนวณได้ เป็นตารางมิลลิเมตร ้ ่ ่ (ดูขอ 9.5.4.1(2)) ้ หมายเหตุ 1. กำหนดให้ 1 กิโลกรัมแรง เท่ากับ 9.807 นิวตัน 2. พื้นที่ภาคตัดขวางระบุและมวลระบุให้เป็นไปตามตารางที่ 1 9.5.4.3 ความยืด ในกรณีทไม่กลึงชินทดสอบและกลึงชินทดสอบ ่ี ้ ้ L –L A = u o x 100 Lo เมื่อ A คือ ความยืด เป็นร้อยละ Lo คือ ความยาวพิกดเดิม เป็นมิลลิเมตร ั Lu คือ ความยาวพิกดสุดท้าย เป็นมิลลิเมตร ั9.5.5 การรายงานผล 9.5.5.1 ในรายงานผลการทดสอบอย่างน้อยต้องแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ (1) ชนิด หมายเลขลำดับ และความละเอียดของเครืองทดสอบ ่ (2) อุณหภูมขณะทดสอบ ิ (3) ความยาวและมวลของชินทดสอบแต่ละชินก่อนกลึง ้ ้ (4) ชื่อขนาด ขนาดระบุ ชั้นคุณภาพ และชื่อผู้ทำหรือโรงงานที่ทำหรือเครื่องหมายการค้าที่ จดทะเบียน (5) ในกรณีทตองกลึงชินทดสอบ ให้รายงานพืนทีภาคตัดขวางทีคำนวณได้ และค่า k ่ี ้ ้ ้ ่ ่ (6) ความยาวพิกด และความยาวระหว่างหัวจับกับจุดพิกดทัง 2 ข้าง ั ั ้ (7) ความเร็วในการดึงชินทดสอบ ้ (8) แรงดึงทีจดครากและแรงดึงสูงสุด ุ่ (9) ความยาวระหว่างจุดพิกดเมือนำชินทดสอบทีขาดแล้วมาต่อกันตามรอยทีขาด ั ่ ้ ่ ่ 9.5.5.2 ค่าความต้านแรงดึง ความต้านแรงดึงทีจดคราก และความยืดของชินทดสอบแต่ละชิน ให้รายงาน ุ่ ้ ้ ละเอียดถึงทศนิยม 1 ตำแหน่ง –13–
  • มอก. 24–25489.6 การดัดโค้ง 9.6.1 เครื่องมือ 9.6.1.1 เครื่องทดสอบการดัดโค้ง ที่สามารถจ่ายแรงได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องกันโดยตลอดจน เสร็จการทดสอบ 9.6.1.2 หัวกดรูปตัว U ทีมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหัวกดดังตารางที่ 9 และบ่าทังสองข้างของฐานรองรับ ่ ี ้ ต้องสามารถทำให้ชนทดสอบโค้งเป็นรูปตัว U ได้โดยอิสระ โดยหัวกดและฐานรองรับ ควรทำเป็น ้ิ ร่องโค้งให้พอดีทจะทำให้ชนทดสอบโค้งงอสัมผัสกับหัวกดโดยรอบและปลายทังสองข้างโค้งกลับมา ่ี ้ิ ้ ขนานกันเมือกดชินทดสอบ ่ ้ ตารางที่ 9 มุมดัดโค้งและเส้นผ่านศูนย์กลางของหัวกดสำหรับการทดสอบการดัดโค้ง (ข้อ 9.6.1.2 และข้อ 9.6.3) สัญลักษณ เสนผานศูนยกลางระบุ มุมดัดโคง เสนผานศูนยกลางของหัวกดชิ้นทดสอบ mm SD 30 ไมเกิน 16 180o 3 เทาของเสนผานศูนยกลางระบุ เกิน 16 4 เทาของเสนผานศูนยกลางระบุ SD 40 ทุกขนาด 180o 5 เทาของเสนผานศูนยกลางระบุ SD 50 ไมเกิน 25 90o 5 เทาของเสนผานศูนยกลางระบุ เกิน 25 6 เทาของเสนผานศูนยกลางระบุ 9.6.2 การเตรียมชินทดสอบ ้ 9.6.2.1 ชินทดสอบต้องเป็นไปตามสภาพเดิมของเหล็กข้ออ้อยโดยไม่ผานกรรมวิธทางความร้อนแต่อย่างใด ้ ่ ี 9.6.2.2 ชินทดสอบต้องมีความยาวเพียงพอทีเมือกดด้วยเครืองทดสอบแล้ว ปลายทังสองข้างของรูปตัว U ้ ่ ่ ่ ้ ต้องโผล่พนบ่าของฐานทีรองรับ ้ ่ 9.6.3 วิธทดสอบ ี กดชิ้นทดสอบด้วยหัวกดที่กึ่งกลางชิ้นทดสอบโดยใช้ความเร็วสม่ำเสมอและต่อเนื่องกันตลอดเวลา ทีทดสอบจนได้มมดัดโค้ง ตามตารางที่ 9 แล้วตรวจพินจ ่ ุ ิ 9.6.4 การรายงานผล ให้รายงานว่าชินทดสอบแต่ละชินแตกหรือปริตรงส่วนโค้งด้านนอกหรือไม่ ้ ้ –14–
  • ภาคผนวก ครายชื่อสมาชิกกลุ่ม 1. นายกมลพัฒน์ ตันติสุวณิ ชย์กุล 5310500936 2. นายฐานกร มณี อินทร์ 5310501061 3. นายณฐพงศ์ ศรีภิรมย์ ั 5310501088 4. นายณฐพล เดชานุภาพ ั 5310501096 5. นายทวิปรัชญ์ เพชรพรหม 5310501100 6. น.ส.ธนญธร ปิยะสกุลชยชาญ ั ั 5310501126 7. นายสุรวุฒิ นิ่มทิม 5310501355 8. น.ส.อญอานนท์ นามมาตย์ ั ั 5310501398
  • ภาคผนวก งรายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา/ครูและช่างเทคนิค 1. รศ.ดร.ชวเลข วณิชเวทิน 2. นายธีรพล อ่อนละมูล 3. นายเพทาย ทีวะเวช