ระบบต่างๆในร่างกายป.6
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

ระบบต่างๆในร่างกายป.6

on

  • 4,201 views

ระบบต่างๆในร่างกาย ป.6

ระบบต่างๆในร่างกาย ป.6

Statistics

Views

Total Views
4,201
Views on SlideShare
4,192
Embed Views
9

Actions

Likes
0
Downloads
48
Comments
0

2 Embeds 9

http://www.health.medicbd.com 8
http://www.slideshare.net 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ระบบต่างๆในร่างกายป.6 Presentation Transcript

  • 1. ระบบต่างๆ ในร่างกาย
  • 2. ในร่างกายถ้าเปรียบระบบอวัยวะกับการทำงานของระบบโรงงานสามารถเปรียบได้ดังนี้ เช่น ผิวหนัง , ขน , เล็บ   เปรียบเหมือน     กำแพง ด่านตรวจ     สมอง    เปรียบเหมือน คอมพิวเตอร์  ตา     เปรียบเหมือน กล้องวงจรปิด รปภ .       ลิ้น     เปรียบเหมือน     ผู้ตรวจสอบคุณภาพ      หัวใจ  เปรียบเหมือน      เครื่องปั้มน้ำ     ปอด     เปรียบเหมือน     แอร์ ( ก๊าช ) ไต  ตับ   เปรียบเหมือน       เครื่องกำจัดของเสีย ถังขยะ กระเพาะอาหาร , ลำไส้      เปรียบเหมือน ห้องครัว
  • 3. ร่างกายมนุษย์ถูกจัดระเบียบเป็น 4 ระดับ คือ
    • 1. ระดับเซลล์
    • เซลล์ คือ องค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์ 1 เซลล์ สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากับสิ่งมีชีวิตหนึ่งชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีความแตกต่างทั้งขนาดและรูปร่างของเซลล์ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น อสุจิ 1 ตัว คือ 1 เซลล์ มีรูปร่างเหมาะที่จะว่ายไปผสมกับไข่ในมดลูก
    •  
    •                                 
    •        
    • เซลล์เม็ดเลือดแดง                             เซลล์ประสาท
  • 4.
    • 2. ระดับเนื้อเยื่อ
    • เนื้อเยื่อ หมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกันมาอยู่รวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานในการรับความรู้สึก การสั่งงาน
    •  
    • เนื้อเยื่อประสาท
  • 5.
    • 3. ระดับอวัยวะ
    • ระดับอวัยวะ คือ โครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น
    • หัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ เส้นเลือด เป็นต้น
  • 6.
    • 4. ระดับร่างกาย
    • ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมาทำงานประสานกันเป็นระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่
    • มาทำงานประสานกัน ถ้าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปหรือทำงานไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนั้น     
  • 7.
    • นอกจากการทำงานที่ประสานกันภายในระบบนั้นๆ แล้ว ระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน หรือระบบสืบพันธุ์ แต่ละระบบจะต้องทำงานประสานกันเพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆดำรงอยู่ได้
  • 8. ระบบต่างๆในร่างกาย
    • 1. ระบบย่อยอาหาร
    • 2. ระบบหายใจ
    • 3. ระบบขับถ่าย
    • 4. ระบบหมุนเวียนของโลหิต
    • 5. ระบบสืบพันธุ์
    • ระบบกล้ามเนื้อ
    • ระบบโครงกระดูก
    • ระบบภูมิคุ้มกัน
    • ระบบน้ำเหลือง
    • ระบบประสาท และอวัยวะสัมผัส
  • 9. ระบบย่อยอาหาร
  • 10.
    • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร
    •   การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
  • 11. การย่อยอาหารในสัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลัง
    • 1. การย่อยอาหารในสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์
  • 12. ฟองน้ำ ไม่มีทางเดินอาหาร แต่มีเซลล์พิเศษอยู่ผนังด้านในของฟองน้ำ เรียกว่า เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) ทำหน้าที่จับอาหาร แล้วสร้างแวคิวโอลอาหาร (Food Vacuole) เพื่อย่อยอาหาร เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) http :// www . vcharkarn . com / uploads / 27/27875 . jpg
  • 13.
    • ไฮดรา แมงกะพรุน ซีแอนนีโมนี - มีทางเดนอาหารไม่สมบูรณ์ มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก อาหารจะผ่านบริเวณปากเข้าไปในช่องลำตัวที่เรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ (Gastro vascular Cavity) ซึ่งจะย่อยอาหารที่บริเวณช่องนี้ และกากอาหารจะถูกขับออกทางเดิมคือ ปาก
  • 14.
    • หนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้ - มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีช่องเปิดทางเดียวคือปาก ซึ่งอาหารจะเข้าทางปาก และย่อยในทางเดินอาหาร แล้วขับกากอาหารออกทางเดิมคือ ทางปาก
  • 15. 2. การย่อยอาหารในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์
    • 1. หนอนตัวกลม เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย เป็นพวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือ มีช่องปากและช่องทวารหนักแยกออกจากกัน
    • 2. หนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด และแมลง มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ และมีโครงสร้างทางเดินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละส่วนมากขึ้น
  • 16.  
  • 17.  
  • 18. การย่อยอาหารในสัตว์ มีกระดูกสันหลัง
    • สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด เช่น ปลา กบ กิ้งก่า แมว จะมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ ซึ่งทางเดินอาหารของสัตว์มีกระดูกสันหลังประกอบด้วย
    • ปาก  หลอดอาหาร  กระเพาะอาหาร 
    • ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ทวารหนัก
  • 19. การย่อยมี 2 ลักษณะคือ
    • 1. การย่อยเชิงกล เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอ็นไซม์มาช่วย เป็นการบดเคี้ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง ได้แก่ การบดเคี้ยวอาหารในปาก
    •     2. การย่อยทางเคมี เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอ็นไซม์ *( หรือน้ำย่อย ) มาช่วย ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลง เช่น การเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาล
     
  • 20. ระบบทางเดินอาหารของกบ
    • ระบบทางเดินอาหารของกบ ประกอบด้วย
    • 1. ปาก ภายในโพรงปากจะประกอบด้วย ต่อมน้ำเมือก สำหรับคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนนุ่ม
    • 2 . หลอดหายใจ ช่วยในการที่เคลื่อนย้ายอาหารเข้าสู้หลอดอาหาร
    • 3. หลอดอาหาร มีต่อมสร้างน้ำย่อยกระจายอยู่ ทำหน้าที่ส่งอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร
    • 4. กระเพาะอาหาร พนังของกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดน้ำย่อยเหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร
    • 5. ลำไส้เล็ก มีหน้าที่ดูดซึมอาหารเข้าสู่ระบบกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
    •      6. ลำไส้ใหญ่ รับกากอาหารขับออกนอกร่างกายทางช่องถ่ายรวม
  • 21. ทางเดินอาหารของกบ
  • 22.  
  • 23. ระบบย่อยอาหารของมนุษย์
  • 24. ปาก ( mouth)
    • ปาก เป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ลิ้น ฟัน และต่อมน้ำลาย การย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงาน เพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก ( อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย )
  • 25. ฟัน
    • ฟัน ( Teeth ) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม ( Temporary Teeth ) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ ( Permanent Teeth ) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่
  • 26.  
  • 27.
    • ฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ             1. ฟันตัด ( Incisor ) เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด 8 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ข้างบน 4 ซี่ 2. ฟันฉีก ( Canine ) หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด 4 ซี่ 3. ฟันกรามหน้า ( Premolar ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด 8 ซี่ 4. ฟันกรามหลัง ( Molar ) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด 12 ซี่ แต่บางคนอาจมีแค่ 8 ซี่เท่านั้น  
  • 28. สารเคลือบฟัน เนื้อฟัน โพรงฟัน เส้นเลือดและเส้นประสาท รากฟัน
  • 29. ลิ้น
  • 30.
    • ลิ้น ( Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น
  • 31. บริเวณของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
  • 32. ต่อมน้ำลาย
    •    ต่อมน้ำลาย ( Salivary Gland ) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย ( Saliva ) ต่อมน้ำลายของคน มีอยู่ 3 คู่คือ           1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual Gland ) 1 คู่           2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง ( Submandibulary Gland ) 1 คู่           3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid Gland ) 1 คู่ ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อย อะไมเลส ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย
  • 33.  
  • 34. ความสำคัญของน้ำลาย
    •      1. เป็นตัวหล่อลื่น และทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน เรียกว่า โบลัส ( Bolus )      2. ช่วยทำความสะอาดปากและฟัน      3. มีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้ง      4. ช่วยทำให้ปุ่มรับรสตอบสนองต่อรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขมได้ดี  
  • 35. ส่วนประกอบของน้ำลาย
    • น้ำลายประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
    • 1. น้ำร้อยละ 99.5 2. เอนไซม์อะไมเลส ช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต 3. เมือก เป็นสารคาร์โบไฮเดรตผสมโปรตีนทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน ลื่นและกลืนสะดวก
  • 36. การย่อยในปาก
    • เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน
    • เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งให้กลายเป็นเดกซ์ทริน ( Dextrin ) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล
  • 37.  
  • 38. คอหอยและการกลืน
    • หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนให้ลงสู่ช่องคอ ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ ( Reflex ) ตามลำดับดังนี้              1 . เพดานอ่อน ( Solf Palate ) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก               2 . เส้นเลียง ( Vocal Cord ) ถูกดึงให้มาชิดกัน และฝาปิดกล่องเสียง ( Epiglottis ) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม               3 . กล่องเสียง ( Larynx ) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น               4 . กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก
  • 39.  
  • 40. หลอดอาหาร
    • หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยแต่การย่อยอาหารยังมีอยู่ เนื่องจากน้ำย่อยอะไมเลสจากน้ำลาย เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหาร จะทำให้เกิดการหดตัวของผนังกล้ามเนื้อ หลอดอาหารให้หดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่น ซึ่งเรียกว่า เพอริสตัสซีส ( Peristalsis ) ไล่ให้อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหาร  
  • 41.  
  • 42. กระเพาะอาหาร
    • กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง ถัดจากกระบังลมลงมา มีความยาวประมาณ 10 นิ้ว กว้าง 5 นิ้ว จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ            1 . ส่วนบนสุด หรือส่วนใกล้หัวใจ ( Cardiac Region หรือ Cardium ) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร มีกล้ามเนื้อหูรูด ( Cardiac Sphincter )          2 . ฟันดัส ( Fundus ) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะ เป็นกระพุ้ง           3 . ไพโลรัส ( Pylorus ) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า ไพโลริด สฟิงก์เตอร์ ( Pyloric Sphincter ) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง 1000-2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร
  • 43.  
  • 44. โครงสร้างของกระเพาะอาหาร
    • ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ 35 ล้านต่อม เรียกว่า Gastric Gland สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ กรดเกลือโปตัสเซียม คลอไรด์ น้ำเมือก ( Mucus ) และเอนไซม์เปปซิน ( Pepsin ) เรนนิน ( Renin ) และลิเปส ( Lipase ) เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ เรียกว่า ไคม์ ( Chyme )  
  • 45.  
  • 46. stomach : structure
    • http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 47.  
  • 48.
    • กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve ) และฮอร์โมน Gastrin จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้น เอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ ( Inactive Form ) จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ ( HCl ) ในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้ ดังสมการ ( ขณะที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ )
    • ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Pepsinogen Pepsin ( ย่อยอาหารได้ )
    • HCL
    •     ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Prorennin Rennin ( ย่อยอาหารได้ ) HCL
    • จากนั้นเอนไซม์ Pepsin และ Rennin จะย่อยโปรตีนได้
    น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
  • 49.
    • ดังสมการ
    • Pepsin Protein + น้ำ Peptone + Polypeptides
    •                                         Pepsin Polypeptides + น้ำ Peptide
    •    
    •                                         Pepsin Peptide + น้ำ Amino Acid ในที่สุด
    • Rennin Casein ( โปรตีนในน้ำนม ) + น้ำ Paracascin Ca ++
  • 50. การย่อยในกระเพาะอาหาร
    • อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ โดยน้ำย่อยเพปซิน โปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยกลายเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน ( Casein ) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป ในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้ แต่ปริมาณน้อยมาก เช่น น้ำ แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี
  • 51.  
  • 52. ลำไส้เล็ก
    • ลำไส้เล็ก ( Small Intestine ) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส ( Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 53. http :// www . nlm . nih . gov / MEDLINEPLUS / ency / imagepages / 8940 . htm
  • 54. โครงสร้างของลำไส้เล็ก
    • ลำไส้เล็กแบ่งเป็น 3 ตอน คือ       ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน ( Pancreas ) ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด       เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 ใน 6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ 3-4 เมตร       ไอเลียม ( Ileum ) เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่ บริเวณลำไส้ตอนต้น ( Duodenum ) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์ ได้แก่ น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก ( Intestinal Juice ) น้ำย่อยจากตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) น้ำดี ( Bile ) จากตับ ( Liver ) ( ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี
  • 55.  
  • 56. น้ำย่อยของลำไส้เล็ก
    • น้ำย่อยของลำไส้เล็ก ( Intestinal Juices ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ดังนี้         ไดเปปดิเดส ( Dipeptidase ) ย่อย Dipeptide  ได้ Amino Acid          มอลเทส ( Maltase ) ย่อย Maltose             ได้ Glucose + Glucese          ซูเครส ( Sucraes ) ย่อย Sucrose ได้ Glucose + Fructise          แลกเตส ( Lactaes ) ย่อย Lactose ได้ Glucose + Galactose          ไลเปส ( Lipaes ) ย่อย Fat ได้ Fatty Acid + Glycerol            นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์ ( Peptide ) จนได้ Amino Acid เช่น Carboxypeptidase และ Aminopeptidase              การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ( ANS = Automatic Nervous System ) ชนิด Parasympathetic Nerve หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve )
  • 57. การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
    • การย่อยอาหารในลำไส้เล็กมี 2 วิธี
    • 1. การย่อยเชิงกล ( Mechanical Digestion ) มีแบบสำคัญคือ       1 . การหดตัวเป็นจังหวะ ( Rhythmic Segmentation ) เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหารผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป อาจมีจังหวะเร็ว 15-20 ครั้ง / นาที หรือช้า 2-3 ครั้ง / นาที        2 . เพอริสตัลซิส ( Peristalsis ) เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ ติดต่อกัน การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ     การย่อยทางเคมี ( Chemical Digestion ) บริเวณดูโอดีนัม จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย
    • 2. การย่อยทางเคมี จากน้ำย่อยต่างๆ
  • 58. การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก
    • การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส ( Villus ) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส ( Microvillus ) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด
  • 59.  
  • 60.
    • http :// www . nlm . nih . gov / medlineplus / ency / imagepages / 19221 . htm
  • 61. small intestine : regions and structures
    • http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 62.
    • http :// www . blessedherbs . com / bh / colon_removing
  • 63. น้ำย่อยของตับอ่อน
    •        น้ำย่อยของตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน ( Pancreas ) มีสภาพเป็นเบส ประกอบด้วย           - โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO 3 ) มีคุณสมบัติเป็นเบส จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ จะทำงานได้ ( ยกเว้น Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ ) เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด           - อะไมเลส ( Amylase ) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง ( Starch ) และ เด็กทริน ( Dextrin ) มอลโทส ( Maltose )           - ไลเปส ( Lipase ) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน ( Fat ) กรดไขมัน ( Fatty Acid ) และกลีเซอรอล ( Grycerol )         
  • 64.
    •   - ทริพซิโนเจน ( Trypsinogen ) ( เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้ แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์ Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์ Trypsin จะย่อย Protein และ Polypeptide Peptide ( Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง )           - ไคโมทริพซิน ( Chymotrypsin ) ย่อย Polypeptide ( ต่อจาก Trypsin )          - คาร์บอกซีเปปติเดส ( Carboxypeptidase ) ย่อย Peptide ได้ Amino Acid
  • 65.
    • http :// www . thaigoodview . com / library / teachershow / bangkok / phunnee_p / sec07p01_di . html
  • 66. น้ำดี
    • น้ำดี ( Bile ) สร้างจากตับ ( Liver ) แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ( Gall Bladder ) ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว ( น้ำดีไม่มีน้ำย่อย ) มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ         - เกลือน้ำดี ( Bile Salt ) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน ( Fat ) แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น ( Emulsion ) จากนั้นจึงถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล        
  • 67.
    •   - รงควัตถุน้ำดี ( Bile Pigment ) เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลลิน ( Hemoglobin ) โดยตับ เป็นแหล่งทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี ( Bile Pigment ) คือ บิริรูบิน ( Bilirubin ) จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดใสในอุจจาระ         - โคเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ถ้ามีมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี เกิดโรคดีซ่าน ( Janudice ) มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง
  • 68.  
  • 69. การย่อยอาหารที่ลำไส้ใหญ่ ( large intestine )
    • สำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ                 ซีกัม ( Caecum ) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง ( Appendix ) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย ( ยาวประมาณ 3 นิ้ว ) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
  • 70.  
  • 71. large intestine : mucosa and musculature in humans
    • http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 72.
    • โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ                  โคลอนส่วนขึ้น ( AscendingColon ) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร                  โคลอนส่วนขวาง ( Transverse Colon ) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร                  โคลอนส่วนล่าง ( Descending Colon ) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
    โคลอน (Colon)
  • 73.  
  • 74. ไส้ตรง ( Rectum )
    • ไส้ตรง ( Rectum ) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก ( Anus ) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
  • 75. ทวารหนัก ( Anus )
    • ทวารหนัก ( Anus ) ยาวประมาณ 2.5-3.5 Cm . เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน ( Internal Sphincter ) และหูรูดภายนอก ( External Sphincter )
  • 76. หน้าที่ของลำไส้ใหญ่
    • ดูดน้ำ วิตามินและเกลือแร่พวก Na + และ K + ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก
  • 77. ระบบขับถ่าย
  • 78.
    • ระบบขับถ่ายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้
    • 1. ฟองน้ำ
    • - เยื่อหุ้มเซลล์เป็นบริเวณที่มีการแพร่ของเสียออกจากเซลล์
    • 2. ไฮดรา แมงกะพรุน
    • - ใช้ปาก โดยของเสียจะแพร่ไปสะสมในช่องลำตัวแล้วขับออกทางปากและของเสียบางชนิดจะแพร่ทางผนังลำตัว
    • 3. พวกหนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้
    • - ใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ซึ่งกระจายอยู่ทั้งสองข้างตลอดความยาวของลำตัว เป็นตัวกรองของเสียออกทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
  • 79.
    • พลานาเรีย
  • 80.
    • 4. พวกหนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน
    • - ใช้เนฟริเดียม (Nephridium) รับของเสียมาตามท่อ และเปิดออกมาทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
    • 5. แมลง
    • - ใช้ท่อมัลพิเกียน (Mulphigian Tubule) ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่ระหว่างกระเพาะกับลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือด และส่งต่อไปทางเดินอาหาร และขับออกนอกลำตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร
    • 6. สัตว์มีกระดูกสันหลัง
    • - ใช้ไต 2 ข้างพร้อมด้วยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะขับถ่าย