Technology Of Participation(Top)

  • 1,084 views
Uploaded on

เทคโนโลยีการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี …

เทคโนโลยีการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี
ผศ.ดร. วิรัติ ปานศิลา และคณะ
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

More in: Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,084
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
13
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. เทคโนโลยี การมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี (Technology Of Participation : TOP) ผศ.ดร. วิรติ ปานศิลา และคณะ ั คณะสาธารณส ุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 2. มาจากไหน....ไม่ สาคัญ เราจะมาจากไหน จะเป็ นใคร นั้นไม่ สาคัญ ยินดีที่มาพบกัน (ซ้า) ร่ วมสร้ างสรรค์ เรียนร้ ูเรื่ องราว ทางสายยาว ผกเกลียวสัมพันธ์ ู ร่ วมสร้ างสรรค์ สังคมดีงาม
  • 3. 1. การมีส่วนร่ วมของ ประชาชน คืออะไร ? 2. รู้ สึกอย่ างไรกับการมีส่วน ร่ วมของประชาชน? 3. การมีส่วนร่ วมของ ประชาชน มีความหมายหรือ ความสาคัญอย่ างไร ? 4. จะทาอะไรกับการมีส่วน ร่ วมของประชาชน ?
  • 4. ท่ านคิดว่ าการมีส่วนร่ วมของประชาชน หมายความถึงอะไร • กระบวนการทีประชาชนและผู้ทเ่ี กียวข้ องมีโอกาสได้ เข้ าร่ วมใน ่ ่ การรับรู้ เรียนรู้ ทาความเข้ าใจ ร่ วมแสดงทัศนะ ร่ วมเสนอปัญหา/ ประเด็นสาคัญทีเ่ กียวข้ อง ร่ วมคิดแนวทาง ร่ วมการแก้ไขปัญหา ร่ วม ่ ในกระบวนการตัดสิ นใจ และร่ วมกระบวนการพัฒนาในฐานะหุ้นส่ วน การพัฒนา
  • 5. ทาไมต้องเปิ ดโอกาสให้ประชาชนมี ่ สวนร่วม  ั ภาคสงคมและประชาชนมีการพ ัฒนาและเรียกร้อง ิ ิ ่ สทธิ ในการร ับรู ้ ต ัดสนใจ และมีสวนร่วม  หล ักการบริหารราชการแนวใหม่ทระบบราชการ ี่ ทวโลกตระหน ักถึงความสาค ัญ ่ั ่ ้ ี • เริมได้บทเรียนและเรียนรูจากการสูญเสย • แสวงหารูปแบบและนาไปประยุกต์ใช ้  ั ่ ั สงคมไทยและคนไทยพ ัฒนาสูสงคม ประชาธิปไตยยุคใหม่
  • 6. หลักการเรื่ องการมีส่วนร่ วมของประชาชน เริ่ มมาจากบทเรี ยนในการพัฒนาชุมชนชนบท  ความล้ มเหลวของการพัฒนาที่ไม่ เน้ นการมีส่วนร่ วมของประชาชน และการพัฒนาแบบสั่ งการ • มีบทเรียนและประสบการณ์ จากการพัฒนาในอดีต • กระแสความคิดของนักวิชาการในประเทศและในระดับสากล  ยุคหลังการพัฒนาเน้ นประชาชนในชุมชนเป็ นเปาหมายสาคัญของ ้ ขับเคลือนการพัฒนา ่  การมีส่วนร่ วมของประชาชน (People’s Participation) จึงเป็ น ประเด็นสาคัญในการพัฒนาสั งคม/ชุมชน
  • 7. การมีส่วนร่ วมของประชาชนในการพัฒนา คือ  กระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่ างภาครัฐ และภาคีอนๆ นอก ื่ ภาครัฐ เช่ น ธุรกิจเอกชน ประชาชน ชุมชน และองค์ กรต่ างๆ ให้ ได้ มโอกาสเข้ ามามีส่วนร่ วมในการคิด ตัดสิ นใจ และ ร่ วม ี แรงร่ วมใจในการพัฒนา เพราะ “การพัฒนาทีทรงพลังและยังยืนในสั งคมประชาธิปไตยเกิด ่ ่ จากการพัฒนาทีผ้ ูทเี่ กียวข้ องทุกภาคส่ วนได้ ร่วมคิด ร่ วม ่ ่ ตัดสิ นใจ ร่ วมแรงร่ วมใจในการดาเนินการ และร่ วมรับ ประโยชน์ จากการพัฒนา”
  • 8. คาถามสาคัญสาหรั บการบริหารราชการแผ่ นดินสมัยใหม่ “ประชาชนโดยรวมควรมีสิทธิและหน้ าที่ในการเข้ าร่ วมใน ภารกิจของภาครั ฐ และกิจการสาธารณะในระดับใด”
  • 9. การมีส่วนร่ วมของประชาชนสาหรั บการพัฒนาทียงยืน ่ ั่ 1. มีส่วนร่ วมให้ ความ คิดเห็นและวางแผน 4. มีส่วนร่ วมใน 5. มีส่วนร่ วมเป็ นเจ้ าของ 2. มีส่วนร่ วมในการเลือก การติดตามตรวจสอบ โครงการพัฒนา และตัดสิ นใจ 3. มีส่วนร่ วมใน การดาเนินงาน
  • 10. ข้ อค้ นพบและผลจากการศึกษา การมีส่วนร่ วมของประชาชนและการพัฒนา  การสร้ างการมีส่วนร่ วมเป็ นงานสาคัญและละเอียดอ่ อน บทบาทของนักพัฒนาในการสร้ างการมีส่วนร่ วม  นักพัฒนาต้ องเข้ าใจและสามารถนาเทคนิคต่ างๆ ไปใช้ ได้ อย่ างเหมาะสม บทบาทของประชาชนในชุมชน  ต้ องยอมรับและเปิ ดกว้ างในการทีประชาชนในภาคส่ วน ่ ต่ างๆ เข้ ามามีส่วนร่ วมในกระบวนการพัฒนา
  • 11. ระดับของการมีส่วนร่ วม - มอบอานาจการ ก.พ.ร. ติดสิ นใจ (Empower) ร่ วมคิดร่ วมตัดสิ นใจ (Collaborate) มีส่วนเกียวข้ อง (Involve) ่ ร่ วมปรึกษาหารือ (Consult) ร่ วมให้ ข้อมูล ข่ าวสาร (Inform) รู้ ให้ ความเห็น ร่ วมคิด ร่ วมตัดสิ นใจ ร่ วมทา ร่ วม ตรวจสอบ
  • 12. เทคโนโลยี การมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี (Technology Of Participation : TOP)
  • 13. องค์ประกอบทีต ้องใช ้ ่ 1. ผูเอื้อกระบวนการกลุ่ม (Facilitator) ้ 2. กฎ/กติกาของกลุ่ม 3. อุปกรณ์ 1. กระดาษ ฟลิบชาร์ต 2. กระดาษกาวย่น/วิธีการม้วนและติดกระดาษ 3. บัตรความคิด 4. ปากกาเคมี 5. กระดานหรือผนังสาหรับติดกระดาษ
  • 14. กฎ/กติกากลุม ่ 1. ทุกความคิดมีคณค่า ุ 2. ไม่ฆ่าความคิดใคร 3. ไม่มีความคิดใดผิดถูก 4. ยอมรับความคิดของกันและกัน 5. เขียนบัตรความคิดทุกคน 6. 1 หนึ่ งคน 1 บัตรความคิด 7. เขียนตัวโตๆ อ่านง่าย 8. ชัดเจน มีความหมาย 9. เป็ นคาหรือวลีกได้็ 10.รักษากติกา/รักษาเวลา
  • 15. เทคนิคพืนฐาน ้ ของผู ้เอือกระบวนการกลุม ้ ่ 1. วิธการถกปั ญหา ี (Discussion (ORID) Method) ี ิ 2. วิธการประชุมเชงปฏิบตการ ั ิ (Workshop Method) 3. วิธการวางแผนปฏิบตการ ี ั ิ (Action Planning Method)
  • 16. 1.วิธการถกปั ญหา (ORID Method) ี Bjective Level (ระด ับว ัตถุประสงค์) ให ้ข ้อเท็จจริงและข ้อมูล ้ ่ ึ ้ ั ตังคาถามทีปลุกเร ้าประสาทการรับรู ้---มองเห็น ได ้ยิน รู ้สก ลิมรส สมผัส eflective Level (ระด ับไตร่ตรอง) สารวจปฏิกรยาต่อข ้อมูลในเบืองต ้น ิ ิ ้ ตังคาถามทีปลุกเร ้าหัวใจ : อารมณ์ ความจา การเกียวโยง ้ ่ ่ nterpretative Level (ระด ับการตีความ) สารวจปฏิกรยาต่อข ้อมูลในเบืองต ้น ิ ิ ้ ้ ่ ึ ตังคาถามทีปลุกเร ้าความรู ้สกนึกคิด : ความหมาย ค่านิยม และ นัยสาคัญ ิ ecisional Level (ระด ับต ัดสนใจ) “เราจะดาเนินการในหมูพวกเราอย่างไรเพือการแก ้ไขแผน?” ่ ่ ่ ่ “เราจะทาร่างแรกของแผนทีแก ้ไขใหม่ของเราเพือสงมอบให ้สภา ่ และพิจารณา ได ้เมือไหร่” ่
  • 17. วิธการถกปั ญหา ี Bjective Level (ระด ับว ัตถุประสงค์) ให้ขอเท็จจริงและข้อมูล ้ ตงคาถามทีปลุกเร้าประสาทการร ับรู---มองเห็น ได้ ั้ ่ ้ ้ ึ ั ยิน รูสก ลิมรส สมผ ัส ้ eflective Level (ระด ับไตร่ตรอง) ้ สารวจปฏิกรยาต่อข้อมูลในเบืองต้น ิ ิ ตงคาถามทีปลุกเร้าห ัวใจ : อารมณ์ ความจา ั้ ่ การเกียวโยง ่
  • 18. วิธการถกปั ญหา ี nterpretative Level (ระด ับการตีความ) ้ สารวจปฏิกรยาต่อข้อมูลในเบืองต้น ิ ิ ั้ ่ ้ ึ ตงคาถามทีปลุกเร้าความรูสกนึกคิด : ความหมาย ค่านิยม และน ัยสาค ัญ ิ ecisional Level (ระด ับต ัดสนใจ) “เราจะดาเนินการในหมูพวกเราอย่างไรเพือการ ่ ่ แก้ไขแผน?” “เราจะทาร่างแรกของแผนทีแก้ไขใหม่ของเราเพือ ่ ่ ่ สงมอบให้สภาและพิจารณา ได้เมือไหร่” ่
  • 19. ี ิ 2.วิธการประชุมเชงปฏิบตการ ั ิ (Workshop Method) ห ้าขันตอนสาคัญ ้ 1. สถานการณ์ (บริบท) 2. ระดมความคิด 3. จัดกลุม่ 4. ้ ื่ หัวข ้อ (ตังชอ) 5. ไตร่ตรอง
  • 20. 3.วิธีการวางแผนปฏิบัติการอย่ างมีส่วนร่ วม Action Planning Mehtod เจ็ดขันตอนสาคัญ ้ 1. สถานการณ์ (บริบท) 2. หัวใจแห่งชัยชนะ (จินตนาการ) 3. สิ่งที่เกิดขึนจริง ้ 4. พันธกิจ (สัญญาใจ) 5. ปฏิบติการสาคัญ (ภารกิจหลัก) ั 6. ปฏิทินกิจกรรมและความรับผิดชอบ 7. การไตร่ตรอง
  • 21. รูปแบบภาวะผู ้นาทีเ่ หมาะสม แบบดงเดิม ั้ ้ แบบเอืออานวย ้ การใชอานาจ ยึดถือ มุมมองหลากหลาย จะทาอะไร รูวา ้ ่ จะไปถึงได้อย่างไร (วิธการ) ี มติทถกต้อง ี่ ู แสวงหา มติรวมก ัน ่ ของทุกคน ความเก่ง พึงพา ่ ของแต่ละคน ความเก่งของกลุม ่
  • 22. ค่านิยมพืนฐาน ้ ของผู ้นาแบบเอืออานวย ้ ่ การมีสวนร่วม การเห็นพ้องร่วมก ัน การทางานเปนทีม ็ การไตร่ตรอง การสร้างสรรค์ การนาไปปฏิบ ัติ
  • 23. มาจากไหน....ไม่ สาคัญ เราจะมาจากไหน จะเป็ นใคร นั้นไม่ สาคัญ ยินดีทมาพบกัน (ซ้า) ี่ ร่ วมสร้ างสรรค์ เรี ยนร้ ูเรื่ องราว ทางสายยาว ผกเกลียวสัมพันธ์ ู ร่ วมสร้ างสรรค์ สังคมดีงาม