ชือโครงงาน สาวใช้ ไฮเทค   วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ             จัดทําโดย    นายวิชญะ พรประสาท เลขที 2   นายพีระพงษ์ หลุยบุญเป...
บทที1                                                    บทนําทีมาและความสํ าคัญ                                          ...
ระยะเวลา  ตั%งแต่วนที 1 กุมภาพันธ์ 2556 - 21 กุมภาพันธ์ 2556          ังบประมาณ   120 บาทขอบเขตการศึกษา  นํ%ายาล้างจาน คือ...
บทที 2                                             เอกสารอ้ างอิงขีเ4 ถ้ า     ลักษณะขี4เถ้ าหลังเผา ลักษณะของขี%เถ้าหลังจ...
ไฮโดรคลอริ ค (กรดเกลื อ) ทีเกิ ดจากกระบวนการนี% ทําให้เกิ ดมลพิษทางอากาศ และแคลเซี ยมซัลไฟด์ ทีเหลือจากกระบวนการทําให้เกิด...
การปฐมพยาบาล      กรณี รับประทาน ห้ามทําให้อาเจียน ให้รีบดืมนํ%าหรื อนมมาก ๆ เพือลดการดูดซึ ม แล้วรี บนําผูป่วย           ...
การตกกระแทกของหยดนํา                   4        นํ%ามีหลายรู ปแบบ เช่ น ไอนํ%าและเมฆบนท้องฟ้ า คลื นและก้อนนํ%าแข็งในทะเล ...
•         นํ%าเป็ นของเหลวทีไม่มีรส ไม่มีกลิน ใสไม่มีสี ทีอุณหภูมิและความดันปกติ นํ%าแข็งก็ดูไม่มีสีเช่นกัน และ    สําหรับ...
•        ภาวะทีนํ%ามีความหนาแน่นสู งทีสุ ดคือทีอุณหภูมิ 3.98 องศาเซลเซี ยส[2] เป็ นคุณสมบัติทีไม่ปกติทีมีความ    หนาแน่นลด...
ความเป็ นกรด – เบส                                                                       ั        กรด (Acid) หมายถึง สสารท...
บทที 3                                  อุปกรณ์ และวิธีการทดลองวัสดุอุปกรณ์1. ขี%เถ้า 6 ถ้วย2. นํ%าเปล่า 12 ถ้วย3. นํ%ามะน...
วิธีทาการทดลอง     ํ   1. ใช้น% า6 ถ้วย ผสมกับขี%เถ้า 4 ช้อนโต๊ะ ส่ วนคนให้เข้ากัน ปิ ดฝาทิ%งไว้ 3 วัน            ํ   2. ข...
บทที 4                                    ผลการทดลองตารางการทดลอง   คราบจากเศษอาหาร                                   ผลกา...
บทที 5                                         อภิปรายผลการทดลองอภิปรายผลการทดลอง         การทดลองครั%งที 1 เมือล้างคราบไข...
ภาคผนวก1. ภาพอุปกรณ์ ในการทํา นํายาล้ างจานจาก ขีเ4 ถ้ า                         4        ขี%เถ้า                         ...
2.วิธีการทํา นํายาล้ างจานจาก ขีเ4 ถ้ า               4      เตรี ยม นํ%ามะนาว ¼ ถ้วย ขี%เถ้า 4 ช้อนโต๊ะ นํ%า 6 ถ้วย.1.ใช้...
3.นํานํ%าขี%เถ้าทีกรองแล้ว ผสมกับนํ%ามะนาว                    4.ใช้กระดาษวัดค่า PH ให้ได้ค่าเป็ น กลาง                    ...
บรรณานุกรม- (ออนไลน์).แหล่งทีมา : www.maceducation.com/e-knowledge/2412212100/14.htm . 12 กรกฎาคม2555.- จากวิกิพีเดีย สารา...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

โครงงาน แบงค์

1,332 views
898 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,332
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

โครงงาน แบงค์

  1. 1. ชือโครงงาน สาวใช้ ไฮเทค วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทําโดย นายวิชญะ พรประสาท เลขที 2 นายพีระพงษ์ หลุยบุญเป็ ง เลขที 24 นายธีรศักดิ" สุ ยะวา เลขที 37 ชั%นมัธยมศึกษาปี ที 6/13 เสนอ ครู เขือนทอง มูลวรรณ ภาคเรียนที 2 ปี การศึกษา 2555โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
  2. 2. บทที1 บทนําทีมาและความสํ าคัญ ั ปั จจุบนเราทุกคนในสังคมต่างมีความเกี ยวข้องกับสารเคมีกนทุกๆวัน ตั%งแต่เราเริ มตื นนอนจนถึ งเข้า ั ่นอน รวมไปถึงการดําเนิ นชี วิตในหนึ งวันทีมีสารเคมีมาเกียวข้อง ไม่วาจะเป็ นการแปรงฟั นในตอนเช้า การดื มนมในตอนเย็น การล้างจาน ก็ลวนแล้วแต่มีสารเคมีมาเกี ยวข้องทั%งนั%น ดังนั%นเมื อทุ กคนหลี กเลี ยงสาร ้เหล่านี%ไม่ได้ก็ยอมเจอปั ญหาโรคต่างๆ โดยเฉพาะผูทีต้องเผชิญกับสารเคมีทุกๆวันในขณะทีเรา ล้างจาน จาก ่ ้ความสําคัญนี% ทางผูจดทําจึงได้จดตั%งทําโครงงาน เรื อง สาวใช้ไฮเทค เพือทีเราจะสามารถลดอัตราการเผชิ ญ ้ั ักับสารเคมีในขณะทีล้างจาน อีกทั%งยังเป็ นการนําสิ งทีเราไม่ใช่แล้ว คือ ขี%เถ้า นํากลับมาใช้อีกครั%ง และยังเป็ นการนําทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้วัตถุประสงค์1.เพือศึกษาวิธีการทํา นํ%ายาล้างจานจากขี%เถ้า2.นําสิ งทีเราไม่ใช้แล้วกลับมาใช้อีกครั%งและเป็ นประโยชน์ลดการเสี ยงการใช้สารเคมีในขณะทีล้างจานปัญหา ขี%เถ้า สามารถนํามาทําเป็ นนํ%ายาล้างจานได้สมมติฐาน ขี%เถ้า สามารถนํามาทํานํ%ายาล้างจานได้ และลดอัตราการเผชิ ญการใช้สารเคมีในขณะทีล้างจานตัวแปรทีต้ องศึกษาตัวแปรต้น ขี%เถ้าตัวแปรตาม นํ%ายาล้างจานตัวแปรควบคุม มะนาว นํ%า กระดาษลิตมัส ระยะเวลา
  3. 3. ระยะเวลา ตั%งแต่วนที 1 กุมภาพันธ์ 2556 - 21 กุมภาพันธ์ 2556 ังบประมาณ 120 บาทขอบเขตการศึกษา นํ%ายาล้างจาน คือ นํ%ายาทีทํามาจาก ขี%เถ้า
  4. 4. บทที 2 เอกสารอ้ างอิงขีเ4 ถ้ า ลักษณะขี4เถ้ าหลังเผา ลักษณะของขี%เถ้าหลังจากเผาจะมี ลกษณะเป็ นทั%งผงสี เทาดําและเป็ นก้อนตาม ัลักษณะพืชทีนํามาเผา โซเดียมคาร์ บอเนต หรื อ โซดา แอช สู ตรเคมี คือ Na2CO3 เป็ นสารประกอบเกลื อของกรดคาร์ บอนิ ก มีลักษณะเป็ นผงสี ขาว ไม่มีกลิ น สามารถดูดความชื% นจากอากาศได้ดี ละลายได้ในนํ%า มีฤทธิ" เป็ นด่างแก่เมือละลายนํ%า ละลายได้เล็กน้อยในแอลกอฮอล์ พบในขี% เถ้าของพืชหลายชนิ ดและสาหร่ ายทะเล (จึ งได้ชือว่าโซดา แอช เนื องจาก แอช ในภาษาอังกฤษ หมายถึ ง ขี%เถ้า) เป็ นสารเคมี ทีใช้ใ นอุ ตสาหกรรมหลายชนิ ดเช่น แก้ว เซรามิคส์ กระดาษ ผงซักฟอก สบู่ การแก้ไขนํ%ากระด้าง โซเดี ยมคาร์ บ อเนต พบได้ในธรรมชาติ ในเขตแห้งแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิงในแหล่ งแร่ ที เกิ ดจากทะเลสาบที ระเหยแห้งไป ในสมัยอี ยิปต์โบราณ มี การขุดแร่ ทีเรี ยกว่า เนทรอน (natron) (ซึ งเป็ นเกลื อทีประกอบด้วยโซเดียมคาร์ บอเนต (หรื อ โซดา แอช) และโซเดียมไบคาร์ บอเนต (เบกกิ%ง โซดา) และมีโซเดียมคลอไรด์ (เกลื อแกง) และโซเดี ย มซัล เฟต ปนอยู่เล็ กน้อย) จากก้นทะเลสาบที แห้ง ใกล้แม่ น% ําไนล์ และนํามาใช้ในการทํามัมมี ใน ปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) พบแหล่งแร่ โซเดี ยมคาร์ บอเนตขนาดใหญ่ใกล้แม่น% า ํกรี นริ เวอร์ มลรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริ กา ทําให้สหรัฐขุดแร่ มาใช้แทนการผลิตทางกรรมวิธีทางเคมี ในประเทศอืน ๆ การผลิ ตโซเดียมคาร์ บอเนตทําโดยกรรมวิธีทางเคมีทีเรี ยกว่า กระบวนการโซลเวย์(Solvay process) ซึ งค้นพบโดย เออร์ เนส โซลเวย์ นักอุตสาหกรรมเคมีชาวเบลเยียม ในปี พ.ศ. 2404 (ค.ศ.1861) โดยเปลี ยน โซเดียมคลอไรด์ (นํ%าเกลื อ) เป็ น โซเดี ยมคาร์ บอเนต โดยใช้ แอมโมเนี ย และ แคลเซี ยมคาร์ บอเนต (หิ นปูน) และสารที เหลื อจากกระบวนการมี เพียง แคลเซี ยมคลอไรด์ ซึ งไม่เป็ นพิษแม้ว่าอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองได้ และ แอมโมเนี ยนั%นยังสามารถนํากลับมาใช้ได้อีก ทําให้กระบวนการโซลเวย์มีตนทุนการผลิ ตทีตํากว่ากรรมวิธีแบบเดิ มมาก จึงถูกนํามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิ ตโซเดี ยมคาร์ บอเนต ้อย่างแพร่ หลาย ในคริ สต์ศตวรรษ 1900 โซเดี ยมคาร์ บอเนต 90% ที ผลิ ต ใช้วิธีการนี% และยังคงใช้อยู่ในปั จจุบน ั เดิ มนั%นการผลิ ตโซเดี ยมคาร์ บอเนตทําโดยกระบวนเคมี ทีเรี ยกว่า กระบวนการเลอบลังก์ (Leblancprocess) ซึ งค้นพบโดยนักเคมี ชาวฝรังเศส ชื อ นิ โคลาส เลอบลังก์ ในปี พ.ศ. 2334(ค.ศ. 1791) โดยใช้โซเดี ยมคลอไรด์ (เกลือแกง) กรดซัลฟูริก (กรดกํามะถัน) แคลเซี ยมคาร์ บอเนต (หิ นปูน) และถ่าน แต่กรด
  5. 5. ไฮโดรคลอริ ค (กรดเกลื อ) ทีเกิ ดจากกระบวนการนี% ทําให้เกิ ดมลพิษทางอากาศ และแคลเซี ยมซัลไฟด์ ทีเหลือจากกระบวนการทําให้เกิดปั ญหาต่อสิ งแวดล้อม แต่เนืองจากโซเดียมคาร์ บอเนตเป็ นสารเคมีพ%ืนฐานในอุตสาหกรรมหลายชนิ ด ทําให้มีการผลิตโซเดี ยมคาร์ บอเนตโดยกรรมวิธีน% ี และเป็ นกรรมวิธีหลักมาจนถึ งช่วงปี พ.ศ. 2423 - 2433 (ช่วง ค.ศ. 1880 - 1890) หลังการค้นพบกระบวนการโซลเวย์ กว่า 20 ปี โรงงานผลิตแคลเซี ยมคาร์ บอเนตทีใช้กระบวนการ เลอบรังค์แห่งสุ ดท้ายปิ ดลงในช่วงปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920)ข้ อระวัง • การกลืนหรื อกิน อาจทําให้เกิดความระคายคอ วินเวียนศีรษะ • การหายใจ สู ดดม ก่อให้เกิดอันตราย ควรหลีกเลียง โดยเฉพาะอย่างยิงการได้รับเป็ นเวลานาน • การสัมผัสทางผิวหนัง ก่อให้เกิดความระคายเคือง อาจเกิดอาการแสบไหม้ หากเข้าตา จะเกิดอาการ ระคายเคืองอย่างรุ นแรง เป็ นอันตรายประโยชน์ ใช้ทาความสะอาดภาชนะหรื อเครื องใช้ในครัว ํอาการเมือเป็ นพิษ ความเป็ นพิษของสารนี% ต่อมนุ ษย์จดว่าเป็ นพิษน้อย โดยทัวไปอาจก่อให้เกิ ดอาการระคายเคืองต่อ ัผิวหนัง หรื อตาได้เล็กน้อย ในการทดลองการก่อการระคายเคืองของสารนี% ต่อผิวหนังและตาในกระต่ายพบว่าสารนี% สามารถก่อให้เกิ ดการระคายเคืองทีตาได้ในความเข้มข้น 5% ส่ วนทีผิวหนังต้องใช้ในความเข้ม ข้นที สู งประมาณ 47-50% ส่ วนความเป็ นพิ ษเมื อรั บ ประทานนั%น ต้องได้รับ สารนี% ในความเข้มข้นมากกว่า 65%3 และจากการทดลองในหนูพบว่าปริ มาณสารมากทีสุ ดทียังปลอดภัยเมือรับประทาน คือ 85มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน4 อาการเป็ นพิษทีพบได้ในหนูจะพบความผิดปกติ ดังนี% เดินโซเซ ขนตั%งชัน การหายใจลดลง ง่วงซึ ม หนังตาตก ท้องเสี ย เป็ นต้นการวินิจฉัย กรณี รับประทาน หากรับประทานในปริ มาณไม่มากจะไม่พบอาการผิดปกติ แต่เมือได้รับในปริ มาณมากอาจมีอาการเจ็บปากและลิ%น คลืนไส้อาเจียนท้องเสี ยกรณี เข้าตา ทําให้รู้สึกระคายเคือง ปวดแสบทีตา
  6. 6. การปฐมพยาบาล กรณี รับประทาน ห้ามทําให้อาเจียน ให้รีบดืมนํ%าหรื อนมมาก ๆ เพือลดการดูดซึ ม แล้วรี บนําผูป่วย ้ส่ งแพทย์ทนที ั กรณี เข้าตา ให้รีบล้างตาด้วยนํ%ามาก ๆ จนอาการระคายเคืองตาหายไป หากไม่ดีข% ึนควรนําผูป่วยพบ ้แพทย์นํา 4 นํ4า เป็ นของเหลวชนิ ดหนึ ง ที มี อยู่มากที สุ ดบนผิวโลก และเป็ นปั จจัยสําคัญต่อการดํา รงชี วิตของสิ งมี ชีวิตทุ กชนิ ดที มนุ ษย์รู้จก เราสามารถพบนํ%าได้ในหลายๆ สถานที อาทิ ทะเล ทะเลสาบ แม่น% า ห้วย ั ํหนอง คลอง บึง และในหลายๆ รู ปแบบ เช่น นํ%าแข็ง หิ มะ ฝน ลูกเห็บ เมฆ และไอนํ%า นํ%ามีรูปแบบและสถานะเป็ นของเหลว แต่น% าก็ยงมีในรู ปของสถานะของแข็งทีเรี ยกว่านํ%าแข็ง และ ํ ัสถานะแก๊สทีเรี ยกว่าไอนํ%า นํ%าปริ มาณประมาณ 1.460 เพตะตัน ปกคลุ ม 71% บนพื%นผิวโลก ส่ วนมากในมหาสมุ ท รและในแหล่ ง นํ%า แห่ ง ใหญ่ ท วไป นํ%า 1.6% อยู่ภายใต้หินหรื อพื% นดิ นที ยัง มี น% า แข็ง อยู่ และอี ก ั ํ ่0.001% อยูในอากาศในรู ปแบบของไอนํ%าและก้อนเมฆซึ งเป็ นลักษณะของส่ วนของของแข็งและของเหลวลอยอยู่บ นอากาศและเกิ ด การตกตะกอน[1] นํ%า บนโลกบางส่ วนถู ก บรรจุ ล งในสิ งของต่ า ง ๆ ที เกิ ดโดยธรรมชาติและทีมนุ ษย์สร้ างขึ%นบนโลก อย่างเช่ น อ่างเก็บนํ%า ในร่ างกายของสัตว์และพืช ผลิ ตภัณฑ์ต่าง ๆและร้านอาหาร นํ%าในมหาสมุ ทรมีอยู่มากถึ ง 97% ของพื%นผิวนํ%าทั%งหมดบนโลก ธารนํ%าแข็งและนํ%าแข็งขั%วโลกอี ก2.4% และที เหลื อคื อนํ%า ที อยู่บนพื%นดิ นเช่ น แม่ น% า ทะเลสาบ บ่ อนํ%า อี ก 0.6% นํ%าเคลื อนที อย่า งต่ อเนื อง ํผ่านวัฏจักรของการกลายเป็ นไอหรื อการคายนํ%า การตกลงมาเป็ นฝน และการไหลของนํ%าซึ งโดยปกติจะไหลไปสู่ ท ะเล ลมเป็ นตัวพาไอนํ%า ผ่านหนื อพื% นดิ นในอัตราที เท่า ๆ กันเช่ นเดี ยวกับ การไหลออกสู่ ทะเล นํ%าบางส่ วนถูกกักขังไว้เป็ นเวลาหลายยุคหลายสมัยในรู ปแบบของนํ%าแข็งขั%วโลก ธารนํ%าแข็ง นํ%าทีอยู่ตามหิ นหรื อดิ น หรื อในทะเลสาบ บางครั%งอาจมีการหานํ%าสะอาดมาเลี%ยงสิ งมีชีวิตบนพื%นดิ น นํ%าใสและสะอาดนั%นเป็ นสิ งจําเป็ นต่อมนุษย์และสิ งมีชีวตอืน ๆ ิ นํ%า มี ส มบัติเป็ นตัวทําละลายที ดี ม าก เราจึ ง ไม่ ค่อยพบนํ%า บริ สุท ธิ" ในธรรมชาติ ดังนั%นนํ%า สะอาดทีเหมาะสมต่อการบริ โภคของมนุ ษย์จึงเป็ นทรัพยากรทีมีค่ายิง ในบางประเทศปั ญหาการขาดแคลนนํ%าเป็ นปั ญหาใหญ่ทีส่ งผลกระทบต่อสังคม และเศรษฐกิจของประเทศนั%นอย่างกว้างขวาง
  7. 7. การตกกระแทกของหยดนํา 4 นํ%ามีหลายรู ปแบบ เช่ น ไอนํ%าและเมฆบนท้องฟ้ า คลื นและก้อนนํ%าแข็งในทะเล ธารนํ%าแข็งบนภูเขานํ%าบาดาลใต้ดิน ฯลฯ นํ%าเปลียนแปลงรู ปแบบ สถานะ และสถานทีของมันตลอดเวลา โดยผ่านกระบวนการกลายเป็ นไอ ตกลงสู่ พ%ืนดิ น ซึ ม ชะล้าง และไหล ก่อให้เกิ ดการหมุนเวียนของนํ%าบนผิวโลกเรี ยกว่าวัฏจักรของนํ%า เนื องจากการตกลงมาของนํ%ามีความสําคัญอย่างยิงต่อการเกษตรและต่อมนุ ษย์โดยทัวไป มนุ ษย์จึงเรี ยกการตกลงมาของนํ%าแบบต่างๆ ด้วยชือเฉพาะตัว ฝน ลูกเห็บ หมอก และนํ%าค้างเป็ นการตกลงมาของนํ%าทีพบได้ทวโลก แต่หิมะและนํ%าค้างแข็งมีเฉพาะในประเทศเขตหนาว รุ ้งเป็ นปรากฏการณ์ทีเกิดขึ%นเมือละออง ันํ%าในอากาศต้องแสงอาทิตย์ในมุมทีเหมาะสม นํ%ามีความสําคัญต่อมนุ ษย์ไม่แพ้การตกลงมาของนํ%า มนุ ษย์ใช้การชลประทานผันนํ%าจากแม่น% าและ ํแหล่ งนํ%าจื ดอื นๆ มาใช้ในการเกษตร แม่น% าและทะเลเป็ นเส้ นทางคมนาคมสําคัญที เปิ ดโอกาสมนุ ษย์ไ ด้ ํท่องเทียวและทําการค้าขาย การชะล้างและการกัดกร่ อนพื%นดินของนํ%าทําให้เกิดภูมิประเทศ อาทิ หุ บเขาและสามเหลี ยมปากแม่น% า ซึ งเป็ นทีราบทีมีดินอุ ดมสมบูรณ์ เหมาะสมแก่การเพาะปลูกและการตั%งถิ นฐานของ ํมนุษย์ นํ%ายังซึ มผ่านดินลงสู่ ทางนํ%าใต้ดิน นํ%าใต้ดินเหล่านี% จะไหลกลับไปอยูเ่ หนื อพื%นดินทางธารนํ%า หรื อในบางภูมิประเทศเป็ นธารนํ%าร้อนหรื อนํ%าพุร้อน มนุษย์รู้จกนํานํ%าใต้ดินมาใช้โดยการสร้างบ่อนํ%า ั เนื องจากนํ%าเป็ นตัวทําละลายพื%นฐาน สามารถละลายสารได้ ทั%ง 3 สถานะ ทั%ง ก๊าซ ของเหลว และของแข็ง เพราะฉะนั%นเราจึ งหานํ%าบริ สุทธิ" ได้ยาก เพราะนํ%าทัวไปมี ก๊าซ เกลื อ และสารอื นๆละลายปนอยู่ส่ วนมากทีพบคือ ออกซิ เจน คาร์ บอนไดออกไซด์ โซเดี ยมคลอไรด์ ซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ ฯ นํ%าจากแหล่ ง ่ต่างๆ จึงมีสี กลิน และรสต่างกันไป เพือความอยูรอด มนุ ษย์และสัตว์ได้พฒนาประสาทสัมผัสเพือแยกแยะ ันํ%าทีดื มได้และดื มไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่ น สัตว์บกส่ วนมากจะไม่ดืมนํ%าทะเลทีมีรสเค็มและนํ%าในบึงทีมีกลินเน่าเหม็น แต่จะชอบนํ%าบริ สุทธิ"ทีมาจากนํ%าพุหรื อทางนํ%าใต้ดินคุณสมบัติทางเคมีและฟิ สิ กส์ ่ นํ%าเป็ นสารเคมีชนิ ดหนึ งทีเขียนสู ตรเคมีได้วา H2O: นํ%า 1 โมเลกุลประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอมสร้างพันธะโควาเลนต์รอบออกซิ เจน 1 อะตอม คุณสมบัติหลักทางเคมีและฟิ สิ กส์ ของนํา 4
  8. 8. • นํ%าเป็ นของเหลวทีไม่มีรส ไม่มีกลิน ใสไม่มีสี ทีอุณหภูมิและความดันปกติ นํ%าแข็งก็ดูไม่มีสีเช่นกัน และ สําหรับนํ%าในสถานะแก๊สนั%นโดยปกติเราจะมองไม่เห็นมันเลย• ่ นํ%าเป็ นของเหลวโปร่ งใส ดังนั%นพืชนํ%าจึงสามารถอยูในนํ%าได้เพราะมีแสงสว่างส่ องมันอย่างทัวถึง จะมี เพียงแสงอุลตร้าไวโอเลตและอินฟราเรดเท่านั%นทีจะถูกนํ%าดูดซับเอาไว้• นํ%ามีสถานะเป็ นของเหลวในสภาวะปกติ• นํ%า เป็ นโมเลกุล มี ข% ว เพราะว่าออกซิ เจนมี ค่า อิ เล็ ก โทรเนกาติ วิตี (Electronegativity: EN) สู งกว่า ั ไฮโดรเจน ออกซิ เจนมีข% วลบ ในขณะทีไฮโดรเจนมีข% วบวก แสดงว่านํ%าเป็ นโมเมนต์ข% วคู่ ปฏิกิริยาระหว่างขั%ว ั ั ั ของแต่ละโมเลกุลเป็ นเหตุให้เกิดแรงดึงดูดทีเชือมโยงกับมวลรวมของนํ%าของความตึงผิว• แรงยึดเหนียวสําคัญอืน ๆ ทีทําให้โมเลกุลของนํ%าเสี ยบเข้าสู่ อีกอันหนึงเรี ยกว่าพันธะไฮโดรเจน• ่ ั จุดเดือดของนํ%า (รวมถึงของเหลวอืน ๆ) ขึ%นอยูกบความกดดันของบรรยากาศ ตัวอย่างเช่น บนยอดเขาเอ เวอเรสต์ นํ%าจะเดือดทีอุณหภูมิ 68 องศาเซลเซี ยส เปรี ยบเทียบกับ 100 องศาเซลเซี ยสทีระดับนํ%าทะเล ในทาง กลับกัน เขตนํ%าลึกในมหาสมุทรใกล้รอยแตกของเปลื อกโลกเนื องจากภูเขาไฟระเบิด อุณหภูมิอาจขึ%นเป็ น หลายร้อยองศาและยังคงสถานะเป็ นของเหลวเหมือนเดิม• นํ%า จะไหลเข้า หาตัวมันเอง นํ%า มี ค่ า ความตึ ง ผิวสู ง ซึ งเกิ ด จากการประสานกันอย่า งแข็ ง แรงระหว่า ง โมเลกุ ล ของนํ%า เพราะว่า มันมี ข% ว ความยืดหยุ่นที เห็ นได้ชัดเกิ ดจากค่ า ความตึ ง ผิวคอยควบคุ ม ให้ค ลื นมี ั ลักษณะเป็ นพริ% ว• นํ%ามีข% วแม่เหล็กจึงมีคุณสมบัติการยึดติดสู ง ั• การแทรกซึ มของนํ%าตามรู เล็กกล่าวถึงแนวโน้มของนํ%าทีจะไหลอยู่ในหลอดเล็ก ๆ ซึ งต้านกับแรงโน้ม ถ่วง คุณสมบัติน% ีถูกพึงพาโดยพืชสี เขียวเช่นต้นไม้• ่ นํ%าเป็ นตัวทําละลายทีดี เรี ยกได้วานํ%าเป็ น ตัวทําละลายสากล สามารถละลายสสารได้หลายชนิ ด สสารที ละลายกับนํ%าได้ดี เช่น เกลือ นํ%าตาล กรด ด่าง และแก๊สบางชนิ ด โดยเฉพาะออกซิ เจน คาร์ บอนไดออกไซด์ เรี ยกว่า ไฮโดรฟิ ลิ ก หรื อสสารที ชอบนํ%า ขณะที สสารที ละลายนํ%าได้น้อยหรื อไม่ได้เลย เช่ น ไขมัน และ นํ%ามัน เรี ยกว่า ไฮโดรโฟบิก หรื อสสารทีไม่ชอบนํ%า• ทุกองค์ประกอบทีสําคัญในเซลล์ (โปรตีน ดีเอ็นเอ และ โพลีแซคคาไรด์) จะละลายได้ในนํ%า• นํ%าบริ สุทธิ" มีค่าการนําไฟฟ้ าทีตํา แต่ค่านี% จะเพิมขึ%นอย่างมีนยสําคัญกับปริ มาณของสารประกอบไอออ ั นิก เช่น โซเดียมคลอไรด์ ทีละลายอยูในนํ%า ่• นํ%ามีค่าความร้อนจําเพาะสู งเป็ นอันดับ 2 ในบรรดาสสารทีรู ้ จก รองจากแอมโมเนี ย อีกทั%งยังมีค่าความ ั ร้อนแฝงของการกลายเป็ นไอสู งเช่ นกัน (40.65 กิโลจูลต่อโมล) ซึ งทั%งสองคุณสมบัติน% ีเป็ นผลมาจากพันธะ ไฮโดรเจนครอบคลุ มเป็ นบริ เวณกว้างระหว่างโมเลกุล คุ ณสมบัติทีไม่ธรรมดา 2 ประการนี% ช่วยทําให้น% า ํ บรรเทาความรุ นแรงของสภาพภูมิอากาศบนโลกได้โดยการดูดซับอุณหภูมิทีผันผวนอย่างมากเอาไว้
  9. 9. • ภาวะทีนํ%ามีความหนาแน่นสู งทีสุ ดคือทีอุณหภูมิ 3.98 องศาเซลเซี ยส[2] เป็ นคุณสมบัติทีไม่ปกติทีมีความ หนาแน่นลดลงไม่ใช่เพิมขึ%นของนํ%าเมือได้รับความเย็นจนเปลียนเป็ นสถานะของแข็ง (กลายเป็ นนํ%าแข็ง) ใน สถานะของแข็งนี%จะมีปริ มาตรเพิมขึ%น 9% ซึ งเป็ นสาเหตุของข้อเท็จจริ งทีนํ%าแข็งลอยนํ%าได้• สามารถแยกนํ%าออกเป็ นไฮโดรเจน และออกซิ เจน ได้โดยวิธีอิเล็กโตรไลสี ส• สารบางชนิด เช่น โซเดียม ลิเทียม แคลเซี ยม โพแทสเซี ยม เป็ นต้น เมือถูกนํ%าจะปล่อยแก๊สไวไฟออกมา หรื อมีปฏิกิริยาอย่างรุ นแรงกับนํ%า กระดาษลิตมัส อินดิเคเตอร์ คือ สารทีใช้ทดสอบความเป็ นกรด เบสของสารต่าง ๆ และสี ของสารนี% จะเปลียนไปเมือ ค่าความเป็ นกรด – เบสเปลียนไป กระดาษลิตมัส ซึ งมี 2 สี คือ กระดาษลิตมัสสี น% าเงินและสี แดงเมือทดสอบกับดินจะเกิดการเปลียนแปลงดังนี% ํ - ดินเป็ นกรดจะเปลียนกระดาษลิตมัสสี น% าเงินเป็ นสี แดงแต่สีแดงไม่เปลียนแปลง ํ - ดินเป็ นเบสจะเปลียนกระดาษลิตมัสสี น% าเงินเป็ นสี แดงแต่สีแดงไม่เปลียนแปลง ํ - ดินเป็ นกลาง จะไม่เปลียนสี กระดาษลิตมัสทั%งสี น% าเงินและสี แดง ํ มะนาว ในผลมะนาวมีน% ามันหอมระเหยถึง 7% แต่กลินไม่ฉุนอย่างมะกรู ด นํ%ามะนาวจึงมีประโยชน์สําหรับ ํ ใช้เป็ นส่ วนผสมนํ%ายาทําความสะอาด เครื องหอม และการบําบัดด้วยกลิน (aromatherapy) หรื อนํ%ายาล้างจาน ส่ วนคุ ณสมบัติทีสําคัญ ทว่าเพิงได้ทราบเมือไม่ชานานมานี% (ราวคริ สต์ศตวรรษที 2) ก็คือ การส่ งเสริ มโรค ้ ลักปิ ดลักเปิ ด ซึ งเคยเป็ นปั ญหาของนักขายโรตีมาช้านาน ภายหลังได้มีการค้นพบว่าสาเหตุทีมะนาวสามารถ ช่วยป้ องกันโรคลักปิ ดลักเปิ ด เพราะในมะนาวมีไวตามินซี เป็ นปริ มาณมาก มะนาวมี ส่ วนประกอบของสารซิ โตรเนลลัล (Citronellal) ซิ โครเนลลิ ล อะซี เตต (Citronellyl Acetate) ไลโมนี น (Limonene) ไลนาลูล (Linalool) เทอร์ พีนีออล (Terpeneol) ฯลฯ รวมทั%งมีกรดซิ ตริ ค (Citric Acid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์ บิก (Ascorbic Acid) ซึ งถือเป็ นกรดผลไม้ (AHA : Alpha Hydroxy Acids) กลุ่มหนึง เป็ นทียอมรับว่าช่วยให้ผิวหน้าทีเสื อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆ กับ ช่วยกระตุนการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดําหรื อรอยแผลเป็ นจางลง ้
  10. 10. ความเป็ นกรด – เบส ั กรด (Acid) หมายถึง สสารทีปล่อยประจุไฮโดรเนี ยม (H3O+) ให้กบสารละลาย ตัวอย่างเช่น เมือผสมนํ%ากับกรดเกลือ ทําให้เกิด ประจุไฮโดรเนียม และประจุแคลเซี ยม ตามสู ตร H2O + HCl -> (H3O+) + Cl-สสารทีเป็ นกรด ได้แก่ กรดกํามะถัน (H2SO4) นํ%าส้มสายชู (CH3COOH) ั เบส (Base) หมายถึ ง สสารทีปล่อยประจุ ไฮดรอกไซด์ (OH-) ให้กบสารละลาย ตัวอย่างเช่ นโซเดียมไฮดรอกไซด์ เมือแตกตัวจะให้ประจุไฮดรอกไซด์ ตามสู ตร NaCL -> Na+ + OH- เมือโลหะไฮดรอกไซด์ละลายนํ%า มันจะปล่อยประจุไฮดรอกไซด์ออกมา เราเรี ยกว่า “ด่าง” (Alkali) สสารทีเป็ นเบส ได้แก่ปูนซี เมนต์ (CaO) แอมโมเนีย (NH3)ในการวัดความเป็ น กรด – เบส ในสารละลายนั%น เราใช้คาว่า “pH” เป็ นตัวบ่งชี% ตัว p ย่อมาจาคําว่า power ํซึ งมีความหมายในเชิงยกกําลัง ส่ วน H นั%นหมายถึง ความเข้มของประจุไฮโดรเจน pH มีค่าเป็ นตัวเลขตั%งแต่0 – 14 สารประกอบทีมีค่า pH 5 มีประจุไฮโดรเจนมากกว่า สารประกอบทีมีค่า pH 6 ถึง 10 เท่า นํ%าบริ สุทธิ"มีค่า pH เป็ นกลางอยูที pH 7 นั%นหมายถึง นํ%า 1 ลิตร ทีอุณหภูมิ 25°C มีประจุไฮโดรเจน และประจุ ไฮดรอก ่ ่ํไซด์ อยูจานวนเท่ากันคือ 1 x 10 –7 โมล pH มีค่าน้อย แสดงว่า สารประกอบนั%นมีความเป็ นกรดสู ง เช่น นํ%ามะนาวมี pH = 2.3 pH มีค่ามาก แสดงว่า สารประกอบนั%นมีความเป็ นเบสสู ง เช่น นํ%ายาทําความสะอาดพื%นมี pH = 13 สิ งมีชีวิตในนํ%าส่ วนมากมักอาศัยอยูในนํ%าทีมีค่า pH 6.5 – 9 โดยปกติน% าฝนตามธรรมชาติจะมีความ ่ ํเป็ นกรดเล็กน้อย เนืองจากการละลายก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ในอากาศ แต่ทว่าในเขตอุตสาหกรรมทีมีการปล่อยก๊าซเสี ยออกมา จะทําให้เกิดสภาวะฝนกรด นํ%าฝนทีสะสมอยูในแหล่งนํ%าทําให้ค่า pH ตําลง เมือ pH ตํา ่กว่า 5.5 ปลาจะตายหมด เมือ pH มีค่าตํากว่า 4 จะไม่มีสิงมีชีวิตใดทนทานได้เลย การศึกษาความเป็ นกรด –เบส ของนํ%าจึงมีความสําคัญมากต่อการประมงและการเกษตร
  11. 11. บทที 3 อุปกรณ์ และวิธีการทดลองวัสดุอุปกรณ์1. ขี%เถ้า 6 ถ้วย2. นํ%าเปล่า 12 ถ้วย3. นํ%ามะนาวแท้ ¼ ถ้วย4. ผ้ากรอง / ตะแกรงกรองสิ งสกปรก 1 ผืน5. กระดาษวัดค่า Ph 12 แผ่น แผนการดําเนินงาน วัน / เดือน / ปี ขั4นตอนการดําเนินงาน 2 กุมภาพันธ์ 2556 - กําหนดหัวข้อ/หัวเรื องทีต้องการศึกษา 5 กุมภาพันธ์ 2556 - นําหัวข้อโครงงานไปขอคําปรึ กษาจากครู ทีปรึ กษา 8 กุมภาพันธ์ 2556 - ศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล รายละเอียดทีเกียวข้องกับ โครงงาน 9 กุมภาพันธ์ 2556 - แบ่งงานให้สมาชิกทุกคนในกลุ่ม 17 กุมภาพันธ์ 2556 - ทํานํ%ายาล้างจานจากขี%เถ้า 18 กุมภาพันธ์ 2556 - สรุ ปผลการทํานํ%ายาล้างจานจากขี%เถ้า 20 กุมภาพันธ์ 2556 - จัดทําเป็ นรู ปเล่มโครงงาน
  12. 12. วิธีทาการทดลอง ํ 1. ใช้น% า6 ถ้วย ผสมกับขี%เถ้า 4 ช้อนโต๊ะ ส่ วนคนให้เข้ากัน ปิ ดฝาทิ%งไว้ 3 วัน ํ 2. ขี%เถ้าจะตกตะกอน ค่อยๆเทนํ%าส่ วนทีใส ใส่ ผากรอง ้ 3. นํานํ%าขี%เถ้าทีกรองแล้ว ผสมกับนํ%ามะนาว คนให้เข้ากัน ใช้กระดาษวัดค่า PH ให้ได้ค่าเป็ น กลาง 4. นํานํ%ายาล้างจานจากขี%เถ้ามาทดสอบกับจานทีมีคราบต่างๆทีเกิดจากเศษอาหาร แล้วสังเกตผลว่า จานมีลกษณะทีเปลียนแปลงขึ%นหรื อไม่ หากเปลียนแปลงแสดงว่าขี%เถ้ามีประสิ ทธิ ภาพในการล้างจานจริ ง ั
  13. 13. บทที 4 ผลการทดลองตารางการทดลอง คราบจากเศษอาหาร ผลการทดลอง คราบไขมันจากไข่ เจียว - จานใสขึน คราบไขมันลดลง เมือสั งเกตจากครั4งแรกทียังไม่ ได้ ล้าง 4 คราบครีมจากเค้ ก - จานใสขึน คราบครีมลดลง เมือสั งเกตจากครั4งแรกทียังไม่ ได้ ล้าง 4คราบอืนๆ เช่ น คราบทีจากหม้ อต้ มแกง คราบทีติดจาก - ภาชนะใสขึน คราบลดลง เมือสั งเกตจากครั4งแรกทียังไม่ ได้ ล้าง 4กระทะทีผัด เป็ นต้ น
  14. 14. บทที 5 อภิปรายผลการทดลองอภิปรายผลการทดลอง การทดลองครั%งที 1 เมือล้างคราบไขมันในจาน ผลปรากฏว่าจานใสขึ%น คราบไขมันลดลง จากการสังเกตครั%งแรกทียังไม่ได้ลาง ้ การทดลองครั%งที 2 เมือล้างคราบครี มในจาน ผลปรากฏว่าจานใสขึ%น คราบครี มลดลง เมือสังเกตจากครั%งแรกทียังไม่ได้ลาง ้ การทดลองครั%งที 3 เมือล้างคราบอืนๆ เช่น คราบทีจากหม้อต้มแกง คราบทีติดจากกระทะทีผัดเป็ นต้นในจาน ผลปรากฏว่าจานใสขึ%น คราบลดลง เมือสังเกตจากครั%งแรกทียังไม่ได้ลาง้ จาการทดลองผลปรากฏว่า จากการใช้น% ายาล้างจานจากขี%เถ้าช่วยชะล้างคราบทีติดตามภาชะต่างๆ ํทีเกอดจากการต้ม การผัด การทอด เป็ นต้น ได้ดีกว่าการล้างคราบทีติดจานมากกว่าสรุ ปผลการทดลอง จากาการทดลองสามารถสรุ ปได้ว่าเมื อขี% เถ้าทําปฎิ กิริยากับมะนาวจะทําให้ค่าที ได้มีสมบัติเป็ นกลาง อีกทั%งยังมีประสิ ทธิ ภาพทีช่วยในการชะล้าง คราบต่างๆทั%ง คราบไขมัน ครี ม หรื อคราบทีเกิดจากการต้ม ผัด ในกระทะ หม้อ เพราะในขี%เถ้ามีสารทีเรี ยกว่า Na2CO3 เป็ นสารประกอบเกลือของกรดคาร์ บอนิ ก มีลักษณะเป็ นผงสี ขาว ไม่มีกลิ น สามารถดูดความชื% นจากอากาศได้ดี ละลายได้ในนํ%า มีฤทธิ" เป็ นด่างแก่เมือละลายนํ%า ละลายได้เล็กน้อยในแอลกอฮอล์ มีประโยชน์ในการทําความสะอาดภาชนะภายในครัวเรื อนและเมือทําปฏิกิริยากับมะนาวซึ งมี ส่ วนประกอบของสารซิ โตรเนลลัล ซิ โครเนลลิล อะซี เตต ไลโมนี น ไลนาลูลเทอร์ พีนีออล รวมทั%งมี กรดซิ ตริ ค กรดมาลิ ค และกรดแอสคอร์ บิก ซึ งถื อเป็ นกรดผลไม้ ที ช่ วยในการทําความสะอาดให้มีประสิ ทธิ ภาพมากยิงขึ%นประโยชน์ ของการทํา สาวใช้ ไฮเทค1.สามารถนําสิ งทีเราไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่อีกครั%ง2.ได้ความรู ้เกียวกับการทํานํ%ายาล้างจาน
  15. 15. ภาคผนวก1. ภาพอุปกรณ์ ในการทํา นํายาล้ างจานจาก ขีเ4 ถ้ า 4 ขี%เถ้า มะนาว กระดาษลิตมัส ผ้ากรอง นํ%า
  16. 16. 2.วิธีการทํา นํายาล้ างจานจาก ขีเ4 ถ้ า 4 เตรี ยม นํ%ามะนาว ¼ ถ้วย ขี%เถ้า 4 ช้อนโต๊ะ นํ%า 6 ถ้วย.1.ใช้น% า 6 ถ้วย ผสมกับขี%เถ้า 4 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ํ 2. ขี%เถ้าจะตกตะกอน ค่อยๆเทนํ%าส่ วนทีใสปิ ดฝาทิ%งไว้ 3 วัน ใส่ ผากรอง ้
  17. 17. 3.นํานํ%าขี%เถ้าทีกรองแล้ว ผสมกับนํ%ามะนาว 4.ใช้กระดาษวัดค่า PH ให้ได้ค่าเป็ น กลาง เทใส่ ขวด ได้ สาวใช้ ไฮเทค ทีสมบูรณ์
  18. 18. บรรณานุกรม- (ออนไลน์).แหล่งทีมา : www.maceducation.com/e-knowledge/2412212100/14.htm . 12 กรกฎาคม2555.- จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี . 2555.(ออนไลน์).แหล่งทีมา : http://www.answers.com. 12 กรกฎาคม 2555.- ( ออนไลน์ ).2555.แหล่งทีมา : www.watisan.com/wizContent.asp. 15 กรกฎาคม 2555.- จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี . 2555.(ออนไลน์).แหล่งทีมา : www.il.mahidol.ac.th. 23 กรกาคม 2555.

×