Your SlideShare is downloading. ×
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว

1,606

Published on

การเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว ให้ได้ผลผลิต 6 ตันต่อไร่

การเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว ให้ได้ผลผลิต 6 ตันต่อไร่

Published in: Technology
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,606
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การส่ งเสริ มการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริ หารการจัดการปลูกข้าวThe Promotion of Rice Intensification by Rice Management Method (RMM) โดย สุ รวุฒิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
  • 2. สารบัญ เรื่อง หน้ าสารบัญ ๒คํานํา ๓ความเป็ นมา ๔ความสําคัญ และ ที่มาของปั ญหา ๖ทฤษฎี สมมติฐาน และ/หรื อ กรอบแนวความคิดของการพัฒนาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๘ไฮโดรโปนิกส์ ๑๒ปุ๋ ย ๒๐ข้าว ๒๒การปฏิบติตามหลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม ั ๒๖หลักการปฏิบติของระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ั ๒๗เทคนิคการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๓๐บทสรุ ป ๔๑บทความพิเศษ ๔๒ภาคผนวก ๔๙ ก. การทําปุ๋ ยหมักแบบไม่กลับกอง ๔๙ ข. การใช้พืชปุ๋ ยสด ๕๑ ค. การใช้สารสะเดาในการผลิตข้าวนา และ ข้าวไร่ ๕๒ ง. วิธีการกํา จัดปู และ หอย ๕๕ จ. การทํานํ้าสกัดชีวภาพ ๕๖ ฉ. ภาพร่ างเครื่ องกําจัดวัชพืช ๕๗เอกสารอ้างอิง ๕๙
  • 3. คํานํา ชาวภาคเหนือตอนบน ส่ วนใหญ่เป็ นเกษตรกรรายย่อย มีพ้นที่ทานาเฉลี่ย ๕ ไร่ วัตถุประสงค์ของการ ื ํปลูกข้าวในฤดูฝนจึงปลูกเพือบริ โภค แนวทางการผลิตข้าวเป็ นการปลูกข้าวโดยเน้นการลดความเสี่ ยง และ ให้ ่ความสําคัญกับเสถียรภาพของการผลิต นอกจากนี้การเลือกใช้พนธุ์ขาว มักจะเลือกข้าวที่มีคุณสมบัติในการหุง ั ้ต้มดี ดังนั้น ข้าวเหนียวพันธุ์ กข.๖ จงเป็ นพันธุ์ขาวที่ได้รับความนิยมมาเป็ นอันดับหนึ่ง กระบวนการเพิมผลผลิต ้ ่ข้าวโดยอาศัยปุ๋ ยเคมีไม่ได้ทาให้พนธุ์ขาว กข.๖ เพิ่มผลผลิตมากขึ้น ํ ั ้ ระบบการผลิตข้าวแบบ System of Rice Intensification (SRI) เป็ นวิธีการที่ถูกพัฒนาโดย Fr. Henri deLaulanie,S.J. ในขณะที่ทา งานในประเทศมาดากัสก้าร์ ระหว่างปี ๒๕๐๒ ถึง ๒๕๓๘ เพื่อปรับปรุ งการผลิตข้าว ํ ่และ ยกระดับความเป็ นอยูของเกษตรกรในประเทศดังกล่าวต่อมา วิธีการดังกล่าวนี้ได้มีการขยายผล โดยหลายองค์กร อาทิเช่น Association Tefy Saina (ATS) ที่ประเทศมาดากัสการ์ และ ศูนย์ CIIFAD ของมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริ กา เอกสารนี้รวบรวม, แก้ไข และ เพิ่มเติม เนื้อหาจากฉบับภาษาอังกฤษซึ่งเรี ยบเรี ยงโดยProfessor Dr.Norman Uphoff ผูอานวยการศูนย์ CIIFAD ร่ วมกับ ATS ต่อมาระบบการผลิตข้าวแบบ SRI ได้ถูก ้ํพัฒนาขึ้นใหม่โดย Eng’r Suravut Snidvongs (สุ รวุฒิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เป็ น “การส่ งเสริ มการเพิ่มผลผลิตของข้าวโดยการบริ หารการจัดการปลูกข้าว” The Promotion of Rice Intensification by Rice Management Method”ซึ่งระบบการปลูกข้าวแบบใหม่น้ ีให้ความสําคัญกับศักยภาพที่แท้จริ งของต้นข้าว การปลูกข้าวจึงพยายามที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโตของต้นข้าวอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเตรี ยมพื้นที่เพาะปลูก, การตรวจสอบสารอาหารในดิน, การตรวจสอบคุณภาพ และ สารอาหาร ในนํ้า, การเตรี ยมเมล็ดพันธุ์, การศึกษาวัชพืชในแปลงนา, การศึกษาโรคพืช และ แมลงในแปลงนา, การเตรี ยมสารอาหารให้เหมาะสมต่อต้นข้าวในแต่ละพื้นที่, การเตรี ยมยาฆ่าแมลง และ การกําจัดวัชพืช, การเตรี ยมกล้า, ลักษณะของการเตรี ยมดิน, วิธีการย้ายต้นกล้า, การจัดการนํ้าในแปลงนา ระบบการผลิตข้าวแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างมากโดยไม่ตองใช้ปัจจัยการผลิต ้เพิ่มขึ้นจากเดิม เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก และ วิธีการจัดการในนาข้าวขึ้นใหม่ ผูพฒนาเห็นว่า วิธีการนี้ ้ ัเป็ นทางเลือกหนึ่งของการเพิ่มผลผลิตข้าว โดยไม่ตองเพิ่มต้นทุนการผลิต และ คิดว่าเหมาะสมกับเกษตรกรราย ้ย่อย ที่มีวิธีการปลูกข้าวแบบนาดํา จึงได้นาวิธีน้ ีมาทดลองในราชอาณาจักรไทย และ ประยุกต์ใช้ให้ได้ผลที่ดี ํมากที่สุด หวังว่าท่านที่อ่านคู่มือนี้ เมื่อนําไปปฏิบติแล้วจะสามารถเพิมผลผลิตของข้าวได้สูงขึ้น และ หาก ั ่ต้องการแสดงข้อคิดเห็น หรื อ ช่วยปรับปรุ งเอกสารตลอดจนวิธีการผลิต ขอได้โปรดร่ วมแสดงความคิดเห็น สุ รวุฒิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มูลนิธิพฒนา และ ส่ งเสริ มพลังงานทดแทนแห่ งเอเซีย ั
  • 4. ความเป็ นมา ่ การปลูกข้าวแต่โบราณเมื่อประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ ปี ที่ผานมา การปลูกข้าวในเนื้อที่ ๑ ไร่ สามารถให้ขาว ้ได้ถึง ๒ เกวียน หรื อ ๒,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ ๒ ตันต่อไร่ ทําไมผลผลิตของข้าวถึงได้ลดลงอย่างมาก และจะทําอย่างไรถึงจะเพิ่มผลผลิตของข้าวให้ได้เท่าเดิม หรื อ ดีกว่าเดิมในอดีต ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากมนุษย์ ความมักง่ายของมนุษย์นนเองที่เป็ นสาเหตุ การใช้สารอาหาร และ แร่ ธาตุ ั่ ่ที่มีอยูในดินเรื่ อยไป โดยไม่มีการเพิ่มเติม หรื อ รักษาสารอาหาร และ แร่ ธาตุในดิน จึงทําให้ดินเสื่ อมสภาพไม่สามารถใช้ในการเพาะปลูกได้อีกต่อไป อีกทั้งยังทําให้ดินไม่สามารถดูดซับนํ้าไว้ในดินได้อีก จึงทําให้เกิดภัย ่แล้ง และ เกิดนํ้าท่วม จะเห็นได้วาในปัจจุบนจะเกิดนํ้าท่วมโดยฉับพลัน และ เมื่อนํ้าลดก็จะเกิดภัยแล้งอย่าง ัรุ นแรง การเพาะปลูกได้ผลผลิตที่นอยมาก ไม่คุมต่อการลงทุน ้ ้ ทําอย่างไรจะช่วยให้ดินกลับสู่ สภาพที่อุมนํ้า, เก็บความชื้นได้ดี, และ มีสารอาหารพอเพียงต่อการ ้เพาะปลูก ระบบการการส่ งเสริ มการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริ หารการจัดการปลูกข้าว The Promotion ofRice Intensification by Rice Management Method (RMM) จะทําให้ดินกลับสู่สภาพเดิมได้ แต่เฉพาะวิธีการจัดการคงไม่เพียงพอ และ สําเร็ จได้ตามวัตถุประสงค์ หากไม่ได้รับความร่ วมมือจากประชาชน ระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว และ หากมีการจัดระบบอย่างดีให้แก่ต้นข้าว, ดิน และ นํ้า ผลผลิตสามารถเพิ่มเป็ น ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ มากกว่าได้ ที่ต้ งเป้ าไว้คือ ั๖,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ (ประเทศเวียตนามสามารถผลิตข้าวได้เฉลี่ย ๘,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ปี ๒๕๕๐) หนังสื อเล่มนี้เป็ นการเสนอแนวคิดพื้นฐาน และ แนวทางปฏิบติ ในเพิ่มผลผลิตเป็ นของข้าว ข้อมูลนี้ ัเป็ นเสมือนเครื่ องชี้ทาง สําหรับเกษตรกรใช้ทดสอบ และ ประเมินผล วิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ตนข้าวเจริ ญเติบโต ้ให้ผลผลิตมากขึ้น แต่เดิมระบบ เอส อาร์ ไอ (SRI) ได้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศมาดากัสการ์ โดยชาวฝรั่งเศสชื่อ อองรี เดอโลลานี ซึ่งทํางานร่ วมกับเกษตรกร และ เพื่อนร่ วมงานชาวมาลากาซี ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ถึงค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เพื่อปรับปรุ งวิธีผลิตข้าวในประเทศ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ชาวมาลากาซี มีชีวิต ่ความเป็ นอยูที่ดีข้ ึน และ มีความสุ ขมากขึ้น ระบบดังกล่าวได้รับการศึกษา, การประเมินผลจากนักวิทยาศาสตร์และ เกษตรกรผูปลูกข้าวจากหลายๆ ประเทศว่าได้ผลดี ้ ่ เอส อาร์ ไอ (SRI) เริ่ มจากหลักปรัชญาที่วา ต้นข้าวต้องได้รับความเคารพ และ จุนเจือประหนึ่งสิ่ งมีชีวิตที่มีศกยภาพ ซึ่งจะนํามาใช้ได้กต่อเมื่อเราอํานวยสภาวะที่ดีที่สุด ที่เอื้อต่อการเติบโตของพืช หากเราช่วยให้พช ั ็ ืเจริ ญเติบโตด้วยหนทางที่ดีกว่า พืชก็จะตอบแทนความพยายามนั้นกลับคืนเป็ นหลายเท่า เราจะไม่ปฏิบติต่อพืช ัเยียงเครื่ องจักรน้อยๆ ที่ถูกบังคับให้ทาสิ่ งที่ฝืนธรรมชาติของตนเอง ่ ํ
  • 5. ระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากระบบ เอส อาร์ ไอ โดยเพิมการตรวจสอบ และ การวิเคราะห์ ่ดิน, นํ้า, วัชพืช, แมลง สภาพแวดล้อมต่างๆ จึงทําให้ได้ประสิ ทธิภาพที่สูงขึ้นจากระบบ เอส อาร์ ไอ ่ ั ั สิ่ งที่เกษตรกรในราชอาณาจักรไทย ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทัวโลกปฏิบติกนมานับร้อยๆปี เพื่อให้ขาว ้เจริ ญเติบโต กลับทําให้ศกยภาพตามธรรมชาติของต้นข้าวลดลง ระบบใหม่ที่จะใช้ขยายผลผลิตข้าวนี้เป็ นการ ัเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบติระบบเดิม เพื่อนําศักยภาพสําคัญในต้นข้าวออกมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ั การปลูกข้าวที่เกษตรกรทําในปั จจุบน อาทิ การหว่านเมล็ด, การเตรี ยมดิน, การควบคุมนํ้า, คุณภาพดิน ัและ พันธุ์ขาวที่จะใช้ปลูก มีความเหมาะสมต่อสภาพการเจริ ญเติบโต หรื อ ไม่ เพราะหากมีความไม่เหมาะสม ้แล้ว ต้นข้าวก็ไม่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่
  • 6. ความสํ าคัญ และ ทีมาของปัญหา ่ การปลูกข้าวในปั จจุบนมีตนทุนการผลิตที่สูง แต่ได้ผลผลิตที่ต่า ไม่คุมค่าต่อการลงทุนของชาวนา อีกทั้ง ั ้ ํ ้ยังมีปัญหาที่ดินที่ใช้ในการทํานาลดน้อยลง เนื่องมาจากการเสื่ อมสภาพของดิน, ความแห้งแล้ง, โรคระบาด, ราคาปุ๋ ย และ ยาฆ่าแมลงที่มีราคาสู ง มีการดื้อยา และ การใช้ปุ๋ยในปริ มาณที่สูงขึ้น แต่ยงได้ผลผลิตลดลง ชาวนาจึงหัน ัไปปลูกพืชอื่นที่ได้ราคาสูงกว่า มีตนทุนการผลิตตํ่า และ สามารถปลูกพืชให้เจริ ญเติบโตได้ดีในดินทุโภชนา โดย ้ ่ ่ ัปกติผลผลิตของข้าวไทยเฉลี่ยอยูที่ ๓๐๐ – ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่ งถือว่าตํ่ามาก ทั้งนี้ ผลผลิตขึ้นอยูกบปั จจัยต่างๆจํานวนมาก การปลูกข้าวในอดีตถึงปั จจุบน ยังคงใช้วิธีการปลูกแบบดังเดิมที่ใช้มาแต่อดีต ทําให้ตองใช้น้ ามาก มีการ ั ้ ํใช้เครื่ องจักรกลเข้าช่ วยเพื่อเป็ นการผ่อนแรง ได้มีการปรั บปรุ งสายพันธุ์ขาว เพื่อให้มีความต้านทานโรค, มี ้ผลผลิตที่สูงขึ้น, มีสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม และ พื้นที่เพาะปลูก มีการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงที่เป็ นเคมี มาเป็ นปุ๋ ยชีวภาพ และ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ เพื่อลดปริ มาณสารพิษตกค้างในดิน และ ป้ องกันดินเสื่ อมสภาพ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้บางส่ วน แต่ไม่ยงยืน เพราะผลผลิตที่ได้ยงไม่แน่นอน ต้นข้าวใน ั่ ัแปลงเจริ ญเติบโตไม่สมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารไม่ทงถึง ในดินแต่ละพื้นที่มีสารอาหาร และ สารตกค้างที่ ั่ไม่เท่ากัน ทําให้เก็บเกี่ยวได้ไม่พร้อมกันทั้งแปลง ใช้เวลาในการปลูกนาน มีปัญหาโรคพืช และ แมลง จากการที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ และ การหันมาใช้ปุ๋ยอินทรี ย ์ ปุ๋ ยชี วภาพ การใช้ยาฆ่าแมลงที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น และปรับปรุ งการปลูกข้าวหลายประการ ทําให้ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้นเป็ น ๓๐๐ – ๑,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ปั จจุบนปุ๋ ยที่ใส่ ลงไปในดินส่ วนมากเป็ นปุ๋ ยเคมี ซึ่ งพืชสามารถดูดซับ และ นําไปใช้ในการสังเคราะห์ ัแสงได้ แต่ปุ๋ยเคมีมีคุณสมบัติบางประการที่ไม่เหมาะสม เพราะองค์ประกอบของปุ๋ ยเคมีมีแต่แม่ปุ๋ย หรื อ ธาตุอาหารหลัก (Main Elements) ซึ่ งได้แก่ ไนโตรเจน N, ฟอสฟอรัส P, และ โปแตสเซี่ ยม K ซึ่ งไม่มีการให้สารอาหาร หรื อ แร่ ธาตุที่จาเป็ นต่อการเจริ ญเติบโตของพืชอื่นได้ ปุ๋ ยเคมีโดยทัวไปจะขาดส่ วนธาตุอาหารรอง ํ ่(Minor Elements), แมกนิเซี่ ยม Mg, แคลเซี่ ยม Ca, กํามะถัน S, และ ธาตุอาหารเสริ ม (Trace Elements) สังกะสีZn, โคบอล Co, แมงกานี สโบรอน Mn, เหล็ก Fe, นิเกิล Ni, ทองแดง Cu ,โมลิบดินม Mo, และ โซเดียม Na ซึ่ ง ัสารเหล่านี้ ใช้ในปริ มาณเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทําให้พืชแข็งแรงต่อ โรค และ แมลง มีผลผลิตสู งขึ้นอย่างมาก การให้แม่ปุ๋ย, เหล็กคีเลท, และ Trace Elements อาจพอเพียงสําหรับพืชบางประเภท แต่อาจต้องมีการเพิ่มฮอร์โมนบ้าง หรื อ ไคโตซาน บ้างหากพืชต้องการ โดยปกติธาตุไนโตรเจนในดินจะสู ญเสี ยไปโดยการถูกกัดเซาะของดิน กล่าวคือ การถูกกัดเซาะของดิน ่โดยนํ้า ในขณะเดียวกันธาตุฟอสฟอรัสจะหลงเหลืออยูในดินที่ถูกนํ้ากัดเซาะ ทําให้ธาตุโปแตสเซี่ยมที่เหลืออยูใน ่ ่ดิน พืชไม่สามารถนําไปใช้งานได้ การสู ญเสี ยธาตุอาหารในดินจะมีอยูตลอดเวลา ทําให้ตองเพิ่มปริ มาณปุ๋ ยเคมี ้
  • 7. ขึ้นเรื่ อยๆ เพราะดิ นไม่ สามารถดู ดซับปุ๋ ยเคมีไว้ได้ เพราะดิ นเสื่ อมสภาพอยู่ตลอดเวลา เนื่ องจากปุ๋ ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการรักษาดินให้คงสภาพทนต่อการกัดกร่ อน, เก็บความชื้น, เก็บธาตุอาหาร, และ มีความร่ วนซุย ในอดีตถึงปั จจุบนชาวนาทํานาโดยอาศัยความชํานาญ หรื อ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ไม่มีความชํานาญใน ัเรื่ องของสารเคมี และ การใช้เครื่ องมือทดสอบ ปัจจุบนชาวนาไม่มีเครื่ องมือในการตรวจสอบคุณภาพดิน และ นํ้า ัอีกทั้ง ยังไม่เข้าใจทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช และ ยาฆ่าแมลง เพราะภาครัฐมิได้มีการเผยแพร่ และ ถ่ายทอดความรู ้ให้แก่ชาวนา อย่างเป็ นรู ปธรรม และ จริ งจัง หากชาวนาเข้าใจถึงทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช และ ยาฆ่าแมลง อย่างถ่องแท้ เมื่อผนวกเข้ากับความชํานาญหรื อ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน จะทําให้ชาวนาสามารถเพิ่มผลผลิตของข้าวได้อย่างแน่ นอน ภาครัฐต้องสนับสนุ นทางวิชาการ และ เครื่ องมือในการตรวจสอบ ให้แก่ชาวนา ภาครัฐต้องออกมาให้ความรู ้กบชาวนาทุกหมู่บาน เพื่อให้ ั ้เข้าใจในทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช, ยาฆ่าแมลง และ การใช้เครื่ องมือทดสอบดิน ทดสอบนํ้า การเพิ่มผลผลิตของข้าวให้มีปริ มาณสู ง โดยสามารถลดปริ มาณนํ้าที่ใช้, ปุ๋ ยเคมี และ ยาฆ่าแมลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต, ลดปริ มาณสารตกค้างในดิน, ลดโรคพืช และ ป้ องการดินเสื่ อมสภาพ มีความจําเป็ นที่ตองมีการ ้สํารวจหาข้อมูลของพื้นที่เพาะปลูก อาทิเช่น ประเภทของนํ้า, ประเภทของดิน, ความหนาของชั้นสารอาหารในดิน, ความหนาของชั้นดินแต่ละประเภท, ปริ มาณสารอาหารในแต่ละพื้นที่ของแปลง, ความเป็ นกรด, กลาง, ด่าง,และ ความเค็มของดิน, ปริ มาณสารพิษตกค้างในดิ น, ภูมิทศน์ของแปลงปลูกข้าว เพื่อนํามาทําแผนที่ของแปลง ัปลูกข้าว ใช้ในการ ปรับสภาพนํ้า, ปรับสภาพพื้นที่, ปรับปริ มาณสารอาหาร, ปรับความเป็ น กรด, ด่าง, กลาง และเค็ม ของดิน, ปรับปริ มาณยาฆ่าแมลงที่จาเป็ น เพื่อให้เหมาะสมต่อพันธุ์ขาว และ การปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่ของ ํ ้แปลงปลูกข้าว ทําให้ตนข้าวในแปลงเจริ ญเติบโตสมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารทังถึงไม่เหลือสารตกค้าง จึง ้ ่สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันทั้งแปลง และ ใช้เวลาในการปลูกสั้นขึ้น อีกทั้งยังลดปั ญหาโรคพืช, ศัตรู พืชลงได้จึงเป็ นการแก้ปัญหา และ เพิ่มผลผลิตของข้าวอย่างยังยืน ซึ่ งคาดว่า ผลผลิตของข้าวจะเพิ่มขึ้นจาก ๓๐๐ – ๖๐๐ ่กิโลกรัมต่อไร่ เป็ น ๓,๐๐๐-๖,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ั ่ ปั จจุบนมีผลการศึกษาวิจย และ พัฒนาการปลูกข้าวอยูมากมาย ซึ่ งการวิจยส่ วนใหญ่เน้นแต่การวิจยเป็ น ั ั ัแต่ละหัวข้อ เมื่อได้ผลสําเร็ จก็มิได้มีการนําผลการวิจยดังกล่าว มาวิจยแบบรวมหัวข้อ หรื อ พัฒนาอย่างต่อเนื่ อง ั ัและ มิได้มีการนําผลการวิจยต่างๆเผยแพร่ ออกมา หรื อ ทําให้เป็ นรู ปธรรมต่อชาวนา ดังนั้นชาวนาจึงยังคงใช้ ัวิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิ ม ทําให้มีตนทุนสู ง และ ผลผลิตตํ่า รายได้ของชาวนาตํ่า จึงยากจน ดังนั้นจึงมีความ ้จําเป็ นที่จะต้องส่ งเสริ ม และ เผยแพร่ ผลการวิจย และ การพัฒนาการปลูกข้าว ที่ได้ผลผลิตสู งให้แก่ชาวนาได้ ันําไปใช้ และ พัฒนาต่อไป
  • 8. ทฤษฎี สมมติฐาน และ/หรือ กรอบแนวความคิดของการพัฒนาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม การปลูกข้าวในอดีตถึงปัจจุบน ยังคงใช้วิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิมซึ่งต้องใช้น้ ามาก แต่ได้มีการใช้ ั ํเครื่ องจักรกล เข้าช่วยเพื่อเป็ นการผ่อนแรง ได้มีการปรับปรุ งสายพันธุ์ขาว เพื่อให้มีความต้านทานโรค, มีผลผลิต ้ที่สูงขึ้น, มีสายพันธุ์ ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม และ พื้นที่เพาะปลูก มีการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมี และ ยาฆ่าแมลงที่เป็ นเคมี มาเป็ นปุ๋ ยชีวภาพ และ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ เพื่อลดปริ มาณสารพิษตกค้างในดิน และ ป้ องกันดินเสื่ อมสภาพ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้บางส่ วน แต่ไม่ยงยืน เพราะผลผลิตที่ได้ยงไม่แน่นอน ต้นข้าวใน ั่ ัแปลงเจริ ญเติบโตไม่สมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารไม่ทงถึง ในดินแต่ละพื้นที่มีสารอาหาร และ สารตกค้างที่ ั่ไม่เท่ากัน ทําให้เก็บเกี่ยวได้ไม่พร้อมกันทั้งแปลง ใช้เวลาในการปลูกนาน มีปัญหาโรคพืช และ แมลง การเพิ่มผลผลิตของข้าวให้มีปริ มาณสูง อีกทั้งสามารถลดปริ มาณนํ้าที่ใช้, ปุ๋ ยเคมี และ ยาฆ่าแมลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต, ลดปริ มาณสารตกค้างในดิน, ลดโรคพืช และ ป้ องการดินเสื่ อมสภาพ มีความจําเป็ นที่ตองมี ้การสํารวจหาข้อมูลของพื้นที่เพาะปลูก อาทิเช่น ประเภทของนํ้า, ประเภทของดิน, ความหนาของชั้นสารอาหารในดิน, ความหนาของชั้นดินแต่ละประเภท, ปริ มาณสารอาหารในแต่ละพื้นที่ของแปลง, ความเป็ นกรด, กลาง,ด่าง, และ ความเค็มของดิน, ปริ มาณสารพิษตกค้างในดิน, ภูมิทศน์ของแปลงปลูกข้าว เพื่อนํามาทําแผนที่ของ ัแปลงปลูกข้าว เพื่อใช้ในการ ปรับสภาพนํ้า, ปรับสภาพพื้นที่, ปรับปริ มาณสารอาหาร, ปรับความเป็ น กรด, ด่าง,กลาง และ เค็ม ของดิน, ปรับปริ มาณยาฆ่าแมลงที่จาเป็ น เพื่อให้เหมาะสมต่อพันธุ์ขาว และ การปลูกข้าวในแต่ ํ ้ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าว ทําให้ตนข้าวในแปลงเจริ ญเติบโตสมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารทังถึง ในดินแต่ ้ ่ละพื้นที่มีสารอาหารเท่าเทียวกัน และ ไม่เหลือสารตกค้าง จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันทั้งแปลง และ ใช้เวลาในการปลูกสั้นขึ้น อีกทั้งยังลดปั ญหาโรคพืช, ศัตรู พชลงได้ จึงเป็ นการแก้ปัญหา และ เพิ่มผลผลิตของข้าวอย่าง ืยังยืน ่ การปรับปรุ งการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ร่ วมกับการปลูกพืชแบบ SRI และ ปัจจัยอื่นๆ ทําให้เกิดเป็ นระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ซึ่งมีความเหมาะสมต่อพันธุ์พืช และ ภูมิประเทศ สามารถทําให้พืชสมบูรณ์แข็งแรง, มีภูมิคุมกันต่อโรคพืช และ ศัตรู พืช พืชจึงเจริ ญเติบโตไว ใช้น้ าน้อย สามารถปลูกข้าวในฤดูแล้ง หรื อ นํ้าน้อยได้ ้ ํให้ผลผลิตสู ง ทําให้ลดปริ มาณปุ๋ ยเคมี และ ยาปราบศัตรู พชเคมี ลงได้อย่างมาก ทําให้ลดปริ มาณสารตกค้าง และ ืทําให้ดินสมบูรณ์ข้ ึน จึงทําให้มีตนทุนการผลิตที่ต่าลง ้ ํ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soiless Culture) หรื อ เรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า Hydroponic นั้นเป็ นกรรมวิธีที่ ่นักวิทยาศาสตร์การเกษตรได้ใช้มานานกว่า ๑๐๐ ปี แล้ว พืชจะถูกปลูกให้อยูในนํ้าที่มีสารละลายต่างๆ ตามที่พืช ่ ัต้องการ รากของพืชจะยึดเกาะอยูกบวัสดุที่เป็ นกลาง ไม่เน่าเปื่ อย เช่น กรวดหยาบ, ทรายหยาบ, หิ นภูเขาไฟบดเป็ นก้อนเล็กๆ ฯลฯ อาหารที่จะใช้เลี้ยงพืชอยูในรู ปสารละลาย ใส่ ในภาชนะที่ปลูกพืชอยู่ วิธีน้ ีจะทําให้พืชได้ ่ ่ ่อาหารอย่างสมบูรณ์ เติบโตเร็ ว รากเกาะวัสดุปลูกแช่อยูในนํ้ายา เชื้อราจึงไม่สามารถอยูได้ พืชจะได้รับการปลูก
  • 9. เลี้ยงโดยไม่มีเชื้อราเข้าทําลาย นํ้ายาที่ใช้ในการปลูกพืชจะมีการให้ฟองอากาศผ่านอยูเ่ สมอ พืชจึงได้รับทั้งอาหารและ ออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งออกซิเจนจะละลายปนเข้ากับนํ้า ช่วยให้พืชเติบโตเร็วกว่าที่ปลูกโดยใช้ดิน เพราะออกซิเจนเข้าสู่ รากพืชไม่สะดวก แม้วาจะได้มีการพรวนดินเป็ นครั้งคราวก็ตาม อีกทั้งการพรวนดินจะทําให้ราก ่ของพืชกระทบกระเทือน และ ทําให้พชชลอการเจริ ญเติบโต การพรวนดินต้องใช้แรงงานมาก การเลี้ยงแบบ ืHydroponic สารละลาย และ ออกซิเจน จะผ่านรากของพืชได้โดยสมํ่าเสมอ พืชเจริ ญเติบโตเร็ ว ไม่มีโรคที่แพร่ ่ระบาดอยูในดินมาทําลายพืชให้เสี ยหาย เมื่อต้นไม้แข็งแรงเติบโตเร็ ว การให้ผลผลิตจะใช้เวลาน้อยกว่าพืชที่ปลูกในดิน ไม้ดอกออกดอกมากพืชผักโตเร็ วให้ผลผลิตสูง อีกทั้งอาจจะใช้วิธีน้ ีปลูกผัก และ ผลไม้ ที่ปกติตองปลูกในเขตหนาว นํามาปลูกใน ้เขตร้อนได้ ได้มีการทดลองว่าผักหลายอย่างที่ปลูกในที่เย็นบนดอย สามารถปลูกในภาคกลางที่มีอุณหภูมิสูงกว่า ่ได้ โดยพืชสามารถอยูได้อย่างสมบูรณ์ และ ให้ผลผลิตได้เป็ นอย่างดี ่ ความสําคัญของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินอยูที่ Chelate Iron ซึ่งเป็ นส่ วนประกอบสําคัญของคลอโรฟิ ล ่ที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสง ถึงแม้วาจะมีการให้ปริ มาณแม่ปยแก่พืชในปริ มาณสูง แต่หากดินขาด Chelate ุ๋Iron ซึ่งเป็ นส่ วนสําคัญในการสังเคราะห์แสง พืชก็ไม่สามารถนําแม่ปุ๋ยเหล่านั้นไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้เรี ยกว่าเกิด Chlorosis จึงทําให้สิ้นเปลืองแม่ปุ๋ยที่ใส่ ให้แก่พืช เพราะแม่ปุ๋ยเหล่านั้นพืชไม่สามารถนําไปใช้ได้ ยังเป็ นการสู ญเสี ยแม่ปุ๋ยไปโดยใช้เหตุ เหมือนการตํานํ้าพริ กละลายแม่น้ า อีกทั้งการใช้แม่ปุ๋ยจํานวนมากทําให้เสี ย ํค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังทําให้ดินเสี ยอีกด้วย อีกทั้งการให้ปุ๋ยของชาวนาในปัจจุบน ที่ใส่ ลงไปในดินส่ วนมากเป็ นปุ๋ ยเคมี ซึ่งพืชไม่สามารถดูดซับ ัและ นําไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ เนื่องจากปุ๋ ยเคมีที่ใช้ มีคุณสมบัติบางประการที่ไม่เหมาะสม เพราะองค์ประกอบของปุ๋ ยเคมีที่ชาวนาใช้ มีแต่แม่ปุ๋ย หรื อ ธาตุอาหารหลัก (Main Elements) ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน N,ฟอสฟอรัส P, และ โปแตสเซี่ยม K ซึ่งไม่มีการให้สารอาหาร หรื อ แร่ ธาตุที่จาเป็ นต่อการเจริ ญเติบโตของพืชอื่น ํได้ ปุ๋ ยเคมีโดยทัวไปจะขาดส่ วนธาตุอาหารรอง (Minor Elements), แมกนิเซี่ยม Mg, แคลเซี่ยม Ca, กํามะถัน S, ่และ ธาตุอาหารเสริ ม (Trace Elements) สังกะสี Zn, โคบอล Co, แมงกานีสMn, โบรอน Bo, เหล็ก Fe, นิเกิล Ni,ทองแดง Cu, โมลิบดินม Mo, และโซเดียม Na ซึ่งสารเหล่านี้ใช้ในปริ มาณเพียงเล็กน้อยก็พอเพียงสําหรับพืชที่ ัจะทําให้พืชแข็งแรงต่อโรค และ แมลง เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นอย่างมาก การให้แม่ปุ๋ย, เหล็กคีเลท (Chelate Iron),และ Trace Elements อาจพอเพียงสําหรับพืชบางประเภท แต่อาจต้องมีการเพิ่ม ฮอร์โมนบ้าง หรื อ ไคโตซานหากพืชต้องการ โดยปกติธาตุไนโตรเจนในดิน จะสูญเสี ยไปโดยการถูกกัดเซาะจากนํ้า ในขณะเดียวกันธาตุฟอสฟอรัส ่ ่จะคงหลงเหลืออยูในดินที่ถกนํ้ากัดเซาะ ธาตุโปแตสเซี่ยมที่เหลืออยูในดิน พืชไม่สามารถนํ้าไปใช้งานได้ การ ู ่สู ญเสี ยธาตุอาหารในดินจะมีอยูตลอดเวลา ทําให้ตองเพิ่มปริ มาณปุ๋ ยเคมีข้ ึนเรื่ อยๆ เพราะดินไม่สามารถดูดซับ ้
  • 10. ่ปุ๋ ยเคมีไว้ได้ เนื่องจากดินเสื่ อมสภาพอยูตลอดเวลา เนื่องจากปุ๋ ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการรักษาดินให้คงสภาพทนต่อการกัดกร่ อน, เก็บความชื้น, เก็นธาตุอาหาร, และ มีความร่ วนซุย การเลือกประเภทของปุ๋ ย และ กรรมวิธีการใช้ปุ๋ย เป็ นเรื่ องสําคัญ ต่อการดูดซับสารอาหารของพืช และการรักษาดินให้คงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช การใช้ปุ๋ยมีประสิ ทธิภาพสูงสุ ด ทําให้ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้สูง อีกทั้งยังลดปริ มาณสารตกค้างในดินลงได้มาก ทําให้ดินไม่เสื่ อมสภาพคงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชได้ยาวนาน พืชมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคพืช และ ศัตรู พืชได้ดีปุ๋ ยที่ดีควรมีคุณสมบัติดงนี้ ั 1. มีสารอาหารครบ อันได้แก่ สารอาหารหลัก, สารอาหารรอง, และ สารอาหารย่อย 2. มีวสุดที่ช่วยให้ดินร่ วนซุย ั 3. พืชสามารถนําไปใช้งานได้ง่าย 4. มีสารพิษตกค้างตํ่า 5. ไม่ทาให้ค่าความเป็ นกรด, ด่าง, กลาง และ เค็ม ของดินเปลี่ยนแปลง ํ ้ ้ ั โรงงานผูผลิตปุ๋ ยไม่ตองการขายเหล็กคีเลท และ/หรื อ สูตรปุ๋ ยที่เหมาะสมให้กบเกษตรกร เพราะจะทําให้ปริ มาณการใช้แม่ปุ๋ยลดลงเป็ นจํานวนมากหากเกษตรกร รู ้จกถึงการใช้เหล็กคีเลท และ/หรื อ สู ตรปุ๋ ยอื่นๆ ใน ัปริ มาณที่ถูกต้อง และ เหมาะสม จึงเป็ นเหตุให้เหล็กคีเลท และ/หรื อ ปุ๋ ยสู ตรมีราคาแพง ไม่สามารถซื้อขายได้โดยสดวกในท้องตลาด จึงมีความจําเป็ นที่ตองผสมเหล็กคีเลท และ/หรื อ สูตรปุ๋ ย ที่เหมาะสมต่อพันธุ์พืช และ ้ ่ ั่ ่พื้นที่ที่ใช้ปลูกพืช ขึ้นใช้เองจากสารเคมีที่มีขายอยูทวไปในท้องตลาด เหล็กคีเลท ที่มีขายอยูในต่างประเทศ มักทําเป็ นสูตรปุ๋ ยสําเร็ จรู ป มิได้แยกขายเฉพาะแต่เหล็กคีเลท การสังตัวยาสําเร็ จจากต่างประเทศทําได้ง่าย แต่มีราคา ่แพง จนไม่สามารถดําเนินการในรู ปของการค้าได้ ปัจจุบนมหาวิทยาลัยต่างๆ ในราชอาณาจักรไทย ที่มีคณะเกษตร, พืชสวน, หรื อ ป่ าไม้ ได้มีการทดลอง ัเรื่ องการปลูกพืชไร้ดินมานานแล้ว การเตรี ยมตัวยาต่างๆ ไม่ใช่เรื่ องลี้ลบแต่ประการใด ในวิทยานิพนธ์ของ ัห้องสมุดต่างๆ ได้แสดงวิธีปลูก วิธีผสมนํ้ายาไว้อย่างชัดแจ้ง สมควรที่เอกชนจะได้นาวิทยาการเหล่านี้มาใช้ ํประโยชน์ ในการเกษตรขนาดเล็ก หรื อ ใหญ่ เพื่อได้ผลผลิตคุณภาพสู งราคาเหมาะสม เพื่อใช้บริ โภค หรื อส่ งออกสู่ ตลาดโลก เพื่อเป็ นรายได้ช่วยการครองชีพในขณะภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า เป็ นการประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก สารเคมีบางตัวอาจต้องสังจากต่างประเทศ แต่เป็ นสารขั้นพื้นฐานที่มีราคาไม่แพงจนเกินไป ่เมื่อนํามาผลิตเป็ นตัวยาเพื่อใช้ในระบบ Hydroponic ย่อมถูกกว่ามาก ทําให้สามารถขยายการเพาะเลี้ยงต้นไม้ได้
  • 11. อย่างกว้างขวาง และ มีราคาถูกกว่าสังตัวยาสําเร็ จจากต่างประเทศ เป็ นการใช้ภูมิปัญญาของคนไทยเพื่อประหยัด ่ดุลย์การค้าได้เป็ นอย่างดี ั ่ ปัจจุบนมีผลการศึกษาวิจย และ พัฒนาการปลูกข้าวอยูมากมาย ซึ่งการวิจยส่ วนใหญ่เน้นแต่การวิจยเป็ น ั ั ัแต่ละหัวข้อ เมื่อได้ผลสําเร็ จก็มิได้มีการนําผลการวิจยดังกล่าว มาวิจยแบบรวมหัวข้อ หรื อ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ั ัและ มิได้มีการนําผลการวิจยต่างๆเผยแพร่ ออกมา หรื อ ทําให้เป็ นรู ปธรรมต่อชาวนา ดังนั้นชาวนาจึงยังคงใช้ ัวิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิม ทําให้มีตนทุนสู ง และ ผลผลิตตํ่า รายได้ของชาวนาตํ่า จึงยากจน ดังนั้นจึงมีความ ้จําเป็ นที่จะต้องส่ งเสริ ม และ เผยแพร่ ผลการวิจย และ การพัฒนาการปลูกข้าว ที่ได้ผลผลิตสู งให้แก่ชาวนาได้ ันําไปใช้ และ พัฒนาต่อไป
  • 12. ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็ นวิธีการใหม่ในการปลูกพืช โดย เฉพาะการปลูกผัก และ พืชที่ใช้เป็ นอาหาร เนื่องจากประหยัดพื้นที่ และ ไม่ปนเปื้ อนกับสารเคมีต่างๆ ในดินทําให้ได้พืชผักที่สะอาดเป็ นอาหาร ปัจจุบนนี้ในเทคนิคการปลูกพืชแบบไร้ดินหลายแบบด้วยกัน ัประวัติ นักวิจยด้านเมตาบอลิซึมของพืชได้คนพบว่าพืชจะดูดซึมสารอาหารมาเป็ นไอออนในนํ้า ั ้ ซึ่งมีโครงสร้างไม่ซบซ้อน ในสภาพตามธรรมชาติน้ น ดินจะทําหน้าที่เป็ นแหล่งสารอาหาร แต่ดินเองนั้นไม่จาเป็ นต่อการ ั ั ํเติบโตของพืช เมื่อสารอาหารในดินละลายไปกับนํ้า รากของพืชก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารนั้นได้ เมื่อใส่สารอาหารที่จาเป็ นสําหรับพืชไว้ในแหล่งนํ้าที่สร้างขึ้น ก็ไม่จาเป็ นต้องใช้ดินเพือเป็ นแหล่งอาหารของพืชอีก ํ ํ ่ต่อไป พืชส่ วนใหญ่จะเติบโตด้วยวิธี ไฮโดรโปนิกส์ ได้ แต่เติบโตได้ดีมากน้อยแตกต่างกัน การปลูกพืชไร้ดินนี้ทําได้ง่าย สะดวก และ ประหยัดพื้นที่ แต่ตองมีอุปกรณ์ที่จาเป็ นอย่างอื่น นอกจากสารอาหารสําหรับพืชที่ละลาย ้ ํ ่อยูในนํ้าแล้วประโยชน์ ไฮโดรโปนิกส์ นั้นมีประโยชน์หลักๆ ๒ ประการด้วยกัน 1. ช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสําหรับการเติบโตของพืช แทนที่จะเป็ นการใช้ดินอย่างเดิม ํ ทําให้กาจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จานวนมาก ํ 2. พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่นอยกว่าเดิม และ มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ้ ในสภาพแวดล้อม และ สภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆ การปลูกพืชแบบ ไฮโดรโปนิกส์ จะให้ผลกําไรแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และ ด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดิน จึงทําให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวชพืช และ ไม่ตอง ั ้ ัจัดการดิน และ ยังสามารถปลูกพืชใกล้กนมากได้ ด้วยเหตุน้ ีพืชจึงให้ผลผลิตในปริ มาณที่มากกว่าเดิม ขณะที่ใช้พื้นที่จากัด นอกจากนี้ยงมีการใช้น้ าน้อยมาก เพราะมีการใช้ภาชนะ หรื อ ระบบวนนํ้าแบบปิ ด เพือหมุนเวียนนํ้า ํ ั ํ ่เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้น้ าเพียงส่ วนน้อยนิดเท่านั้น ไฮโดรโปนิกส์ เหมาะอย่างยิงสําหรับ ํ ่ผูที่ตองการปลูกพืชโดยการการควบคุมปั จจัยที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด และ มีความหนาแน่นสูงสุ ด ้ ้ ตัวอย่างของความพยายามในช่วงแรกๆ ที่จะปลูกพืชไร้ดิน ก็คือ สวนลอยบาบิโลน เมื่อราว ๖๐๐ ปี ก่อนคริ สตกาล และ สวยลอยแห่งอัสเต็กซ์ ในช่วงคริ สตศวรรษที่ ๑๑ นักวิจยการปลูกพืชไร้ดินคนแรกๆ ก็คือ จอห์น ัวูดเวิด (John Woodward) ชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๒ เขาได้ปลูกพืชในนํ้า โดยได้เติมดินลงไปหลายชนิด
  • 13. การปลูกพืชครั้งนั้นเป็ นการสาธิตว่า นอกจากนํ้าแล้วในโลกเรานั้นมีสสารหลายขนิดที่พืชต้องการ ครั้นเมื่อกลางคริ สต์ศตวรรษที่ ๑๙ นักสรี รวิทยาพืช (plant physiologists) ชาวเยอรมัน ชื่อซาคส์ (Sachs) และ คนอพ (Knop)ได้ปลูกพืชในสารละลายอย่างง่ายของเกลืออนินทรี ยเ์ มื่อ พ.ศ. 2472 ศาสตราจารย์ Gericke แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเดวิส ได้สาธิตว่าพืชจะเติบโตโดยไม่ใช้ดิน สามารถเติบโตไปได้จนโตเต็มที่ ครั้งนั้นเขาได้ปลูกมะเขือเทศในนํ้า จนได้ผลขนาดใหญ่อย่างน่าแปลกใจ และ เขาได้เทียบคําศัพท์ในภาษากรี ก ที่มีความหมายว่า การเกษตร คือ geoponics ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งการปลูกพืชโดยใช้ดิน ด้วยเหตุน้ ีเขาจึง คิดคําใหม่วา " ่ไฮโดรโปนิกส์ " (hydroponics) ซึ่งหมายถึง การปลูกพืชในนํ้า จากภาษากรี ก hydros (นํ้ า) และ ponos (แรงงาน)เทคนิคการปลูกพืชแบบไร้ดิน มีการใช้เทคนิคต่างๆ มากมายในการปลูกพืชแบบไร้ดิน บ้างก็ใช้วสดุจาพวกโลหะเฉื่อย เป็ นตัวคํ้ายัน ั ํรากของพืช บ้างก็ใช้วสดุแบบอื่นๆ โดยให้สารละลายที่มีสารอาหารโดยตรงแก่รากด้วยวิธีต่างๆ ที่หลาก หลาย ัการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ สําหรับราชอาณาจักรไทยเพิงมีการปลูกพืชด้วยวิธีน้ ีเป็ นเชิงพาณิ ชย์มาไม่นาน และ ยังไม่แพร่ หลายมาก ่แต่ในระดับงานวิจยได้มีการศึกษาค้นคว้ากันมากว่า ๓๐ ปี แล้ว โดยการวิจยเริ่ มแรกทําการทดสอบกับพืชผัก ั ัหลายชนิดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าเทคนิคปลูกในสารละลายแบบนํ้าลึก (liquid culture, deep water)ประสบความสําเร็ จน่าพอใจ แต่ระบบให้น้ าไหลผ่านรากพืชเป็ นชั้นบางๆ (nutrient film technique, NFT) ํในขณะนั้นยังต้องมีการปรับปรุ ง และ พัฒนา ในระยะ ๑๐ ปี นี้มีการวิจยในหลายสถาบัน เช่น ระหว่างปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๕ ได้มีการศึกษาเพื่อ ัพัฒนาการปลูกพืชไม่ใช้ดิน ณ พระราชวังสวนจิตรลดา เพื่อจะได้นาเทคนิคนี้ไปใช้ในการปลูกพืชในพื้นที่ที่ดิน ํมีปัญหาในการเพาะปลูก การปลูกพืชใช้ระบบวัสดุปลูกรดด้วยนํ้าสารละลายธาตุอาหาร โดยใช้กระบะบรรจุสารละลายธาตุอาหารเป็ นแปลงปลูก พบว่าสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด เช่น พืชผัก ได้แก่ คะน้า กวางตุง ้กะหลํ่าดอก ผักกาดหัว ผักกาดขาว ผักบุงจีน ผักกาดหอม คึ่นฉ่าย ผักชี หอมแบ่ง มะเขือ มะเขือเทศ แตงเทศ ไม้ ้ดอก ได้แก่ ดาวเรื อง บานชื่น พิทูเนีย กุหลาบ และ ไม้ประดับ เช่น โกสน หมากผูหมากเมีย สาวน้อยประแป้ ง ไผ่ ้ฟิ ลิปปิ นส์ ซึ่งผลจากการวิจย ได้มีผสนใจนําไปปรับใช้ในการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็ นการค้าจนถึง ั ู้ปัจจุบน (กระบวน, ๒๕๔๒) ั ด้านกองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ก็ได้มีการทดลองปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น ผักกวางตุง ้ผักกาดขาว ผักกาดขาวปลี ผักกาดฮ่องเต้ และ ผักกาดหัว โดยใช้สารเคมีสูตร Hoagland แต่เติมโซเดียม และใช้เหล็ก EDTA เป็ นสารให้ธาตุเหล็ก ทําการปลูกในถังพลาสติก หุ มด้วยกระดาษเพื่อลดอุณหภูมิ และ ใช้แผ่นโฟม ้
  • 14. รองด้วยผ้าพลาสติกกันนํ้าออก มีการให้ก๊าซอ๊อกซิเจนด้วยปั๊ มอากาศ และ หมันดูแลไม่ให้น้ ายาแห้ง พบว่าเป็ น ่ ํวิธีที่ได้ผลดีพอสมควร สถาบันที่มีการวิจยการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ คือสถาบันเทคโน ัโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จนถึงปั จจุบนได้มีการพัฒนาถึงขั้นจัดทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ัคํานวณปริ มาณธาตุอาหารในการเตรี ยมสารละลายธาตุอาหารพืช (อิทธิสุนทร, ๒๕๔๒) และ ดัดแปลงระบบที่ใช้อยูเ่ ป็ นระบบขนาดเล็กเพือปลูกพืชผักสวนครัว หรื อ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็ นงานอดิเรกอีกด้วย (อิทธิสุนทร, 2 ่๒๕๔๒) ็ ํ เมื่อมีการตื่นตัวเรื่ องการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ บริ ษทเจริ ญโภคพันธุ์กได้ทาการศึกษาความเป็ น ัไปได้ ในการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ โดยใช้เทคนิคนี้ควบคู่กบระบบโรงเรื อน แต่ใน ัที่สุดก็ไม่ได้นาเทคโนโลยีน้ ีมาใช้ (เปรมปรี , ๒๕๔๒) เอกชนอีกรายที่ทาการศึกษาวิจยเพื่อหาเทคนิคการปลูก ํ ํ ัพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ที่เหมาะสมสําหรับราชอาณาจักรไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเป็ นวิธีการปลูกพืชที่จําเป็ นในอนาคต คือบริ ษท ที เอ บี วิจย และ พัฒนา จํากัด ดําเนินการที่อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยได้รับ ั ั ํทุนสนับสนุนการวิจยจากสํานักงานคณะกรรมการวิจยแห่งชาติ ั ั ระยะหลังได้มีการนําการปลูกพืชด้วยวิธี ไฮโดรโปนิกส์ มาปลูกพืชผักเป็ นการค้ากันบ้างแล้วในประเทศไทย โดยระบบที่นามาใช้กนแพร่ หลายมีอยู่ ๒ ระบบ คือ ระบบ NFT ซึ่งเป็ นระบบสําเร็ จรู ปที่นาเข้าจาก ํ ั ํประเทศออสเตรเลีย และ ระบบสารละลายหมุนเวียนชนิดไม่เติมอากาศ ซึ่งศึกษาและพัฒนาขึ้น ณ พระราช วังสวนจิตรลดาข้อดี และ ข้อเสี ยการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เป็ นการปลูกพืชโดยใช้หลักวิชาการแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยการเลียนแบบการปลูกพืชบนดิน แต่ไม่นาดินมาใช้เป็ นวัสดุปลูก พืชสามารถเจริ ญเติบโตได้โดยอาศัยธาตุอาหาร ํ ่ต่างๆ ที่ละลายลงในนํ้าเพื่อทดแทนธาตุอาหารที่มีอยูในดิน ซึ่งวิธีการนี้มีขอดีหลายประการ เช่น ้ ๑. สามารถปลูกพืชได้ต่อเนื่องตลอดปี เมื่อเก็บผลผลิตผักแล้วสามารถปลูกพืชผักรุ่ นต่อไปได้ทนทีเนื่อง ัจากไม่ได้ปลูกพืชลงดินจึงไม่ตองทิ้งระยะเวลาเพื่อทําการพักดิน ตากดิน กําจัดวัชพืช และ เตรี ยมแปลงปลูกใหม่ ้การปลูกพืชในดินต่อเนื่องเป็ นเวลานานยังทําให้เกิดปั ญหาดินเสื่ อมสภาพ แต่การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สามารถปลูกพืชต่อเนื่องได้โดยไม่ตองกลัวปัญหานี้ เนื่องจากแหล่งอาหารของพืชไม่ได้มาจากดิน แต่มาจากธาตุ ้อาหารต่างๆ ที่ให้ทางสารละลายธาตุอาหาร นอกจากนั้นการปลูกพืชด้วยเทคนิคนี้ไม่ข้ ึนกับฤดูกาล เพราะมีการควบคุมสภาพแวดล้อม จึงเป็ นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้ปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปี ํ ่ ๒. สามารถปลูกพืชได้แม้ในที่ที่ไม่มีพ้นที่สาหรับปลูกพืช การอาศัยอยูในชุมชนเมืองซึ่งที่ดินมีราคา ื ํ ้ ่แพง ผูอยูอาศัยในที่ที่มีพ้ืนที่จากัด เช่น ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ อาคารชุด และ หอพัก ไม่มีพ้ืนที่สาหรับปลูกพืช ํ ํ
  • 15. สามารถปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพร หรื อไม้ดอกไม้ประดับ ได้โดยใช้ระบบไฮโดรโปนิกส์ขนาดเล็กวางบริ เวณพื้นที่วางที่มีอยูเ่ ล็กน้อย เช่น ริ มหน้าต่าง ทางเดิน ดาดฟ้ า พื้นที่เล็กๆ หลังบ้าน ่ ่ ๓. สามารถปลูกพืชในที่ที่ดินไม่เหมาะสม ในบางพื้นที่มีพ้ืนที่อยูมากมาย แต่ใช้ทาการเพาะปลูกพืช ํไม่ได้ เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินทะเลทราย พื้นที่ที่เป็ นหิ น พื้นที่ภูเขา ดินเค็ม ดินกรด ดินด่าง พื้นที่ ่อยูในเขตแห้งแล้ง หรื อ ขาดแคลนนํ้าชลประทานการแก้ปัญหาเหล่านี้ทาได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และ ใช้ ํ ่งบประมาณมาก สามารถใช้พ้ืนที่ที่มีอยูปลูกพืชได้ดวยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เพราะนอกจากไม่ตองใช้ดินเป็ นแหล่ง ้ ้อาหารสําหรับพืชแล้ว ยังเป็ นวิธีที่ใช้น้ าน้อย และใ ช้อย่างมีประสิ ทธิภาพ พืชไม่มีปัญหาขาดนํ้า ไม่มีการสูญเสี ย ํนํ้าจากการซึมลึก การไหลทิ้ง หรื อ การแย่งนํ้าจากวัชพืช ไม่มีปัญหาการให้น้ ามากเกินไป ํ ๔. พืชเจริ ญเติบโตได้เร็ ว และ ให้ผลผลิตสู ง การปลูกพืชด้วยวิธีด้ งเดิมไม่สามารถกําหนดปริ มาณธาตุ ั ัอาหารให้พอดีกบความต้องการของพืชได้ นอกจากนั้นยังมีการสูญเสี ยธาตุอาหารจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดิน และ ในอากาศ ตลอดจนการแย่งธาตุอาหารจากวัชพืช แต่การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สามารถควบคุมปริ มาณสารอาหารได้ดีกว่าการปลูกในดิน สามารถกําหนดปริ มาณธาตุอาหารให้ตรงกับความต้องการของพืช พืชได้รับสารอาหารในรู ปอนินทรี ยโดยตรง ทําให้การใช้ปุ๋ยเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิภาพ ์นอกจากนี้ยงไม่มีปัญหาการแย่งธาตุอาหารโดยวัชพืช จึงทําให้พืชเจริ ญเติบโตเร็ วและได้ผลผลิตสูง ในอีกแง่ ั ็หนึ่ง ถ้าคํานึงถึงผลผลิตต่อปี ผลผลิตจากการผลิตด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์กจะสู งกว่าการปลูกด้วยวิธีด้ งเดิม ัเนื่องจากการเก็บเกี่ยวได้เร็ วขึ้น และ ปลูกต่อเนื่องได้ตลอดปี ไม่ข้ ึนกับฤดูกาล ทําให้สามารถปลูกพืชได้มากครั้งกว่าในเวลาเท่ากัน ๕. ผลผลิตมีความสมํ่าเสมอ สะอาด และ คุณภาพดี เนื่องจากมีการควบคุมปริ มาณธาตุอาหารตามที่พืชต้องการ ตลอดจนควบคุมปั จจัยทางด้านสภาพแวดล้อมได้ทวถึง ทําให้ได้ผลผลิตที่มีความสมํ่าเสมอ มีรูปร่ าง สี ั่ขนาด ใกล้เคียงกัน ผลผลิตไม่ได้สมผัสกับดิน จึงสะอาดและดูน่ารับประทาน การปลูกพืชวิธีน้ ีจึงเป็ นวิธีที่เหมาะ ัที่จะผลิตพืชผักที่ตองการผลผลิตที่มีคุณภาพ และ ความสมํ่าเสมอ เช่น ผักส่ งออก ผักทดแทนการนําเข้า และ ผัก ้ส่ งขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ๖. ใช้แรงงานน้อยลง การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์จะใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืชด้วยวิธีด้ งเดิม ัเนื่องมาจากไม่ตองมีการเตรี ยมดิน ไม่ตองทําการเขตกรรม เช่น ให้น้ า ใส่ ปุ๋ย กําจัดวัชพืช มีศตรู พชน้อยกว่า จึง ้ ้ ํ ั ืใช้แรงงานในการกําจัดน้อยกว่า การเพาะเมล็ด การย้ายปลูก การเตรี ยมแปลงปลูก และ การเก็บเกี่ยว ทําได้ง่ายกว่า จึงใช้แรงงานน้อยกว่า ๗. ลดการใช้สารเคมี เนื่องจากมีการควบคุมสภาพแวดล้อม ควบคุมศัตรู พืชได้ง่าย เพราะการไม่ใช้ดิน ่ในการปลูกพืช ทําให้ไม่มีปัญหาโรคแมลงที่อยูในดินตลอดจนไม่มีปัญหาวัชพืช ส่ วนโรคแมลงที่ระบาดทางอากาศก็สามารถลดการใช้สารเคมีได้โดยการใช้โรงเรื อนตาข่าย
  • 16. ๘. ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล และ ทุกสภาพอากาศ เนื่องจากมีการควบคุมปริ มาณธาตุอาหารให้พอดีกบ ัความต้องการของพืช และ มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอื่นๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโตของพืช การที่สามารถปลูกพืชได้ตลอดไม่ข้ ึนกับฤดูกาล ทําให้สามารถควบคุมราคาได้โดยไม่ข้ ึนลงตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ็ ้การปลูกพืชด้วยเทคนิคนี้กมีขอจํากัด ได้แก่ ๘.๑ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสู ง ทําให้ผลผลิตที่ได้มีราคาแพง ต้องเลือกปลูกพืช ที่มีราคา ค่าใช้จ่ายที่ทาให้ตนทุนสูงจะเป็ นค่าก่อสร้างโรงเรื อน ค่าสารเคมี ค่าอุปกรณ์ และ ค่าดูแลรักษา ํ ้ การลงทุนระยะแรกอาจไม่คุม แต่จะให้ผลคุมค่าในระยะยาว และ ต้องดําเนินการในพื้นที่มากจะคุมกว่า ้ ้ ้ พื้นที่นอย ้ ๘.๒ ต้องใช้เทคนิคขั้นสู ง ผูปลูกต้องมีความรู ้ความเข้าใจในเทคนิคที่เลือกใช้เป็ นอย่างดี นอก ้ จากนี้ยงต้องมีความรู ้ในเรื่ องธาตุอาหารพืช นํ้า สรี รวิทยาของพืช สารละลาย และ เครื่ องมือควบคุม ั ระบบต่างๆ อีกด้วย ๘.๓ มีโอกาสเกิดโรคที่มาจากนํ้าได้ง่าย และ ยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิงการปลูกใน ่ สารละลาย ไม่วาจะเป็ นระบบหมุนเวียน หรื อ ไม่หมุนเวียน ถ้ามีการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบราก โรคจะ ่ แพร่ กระจายอย่างรวดเร็ ว และ ยากต่อการป้ องกันกําจัด เพราะพืชแต่ละต้นใช้สารละลายในแหล่ง เดียวกันเชื้อจะระบาดไปทัวระบบในเวลาอันสั้นโดยติดไปในสารละลาย ่ ่ การเจริ ญเติบโต และ พัฒนาการของพืชไม่วาจะปลูกด้วยวิธีด้ งเดิม หรื อ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ ถูก ัควบคุมโดยปัจจัยทั้งภายใน และ ภายนอก การเรี ยนรู ้ถึงอิทธิพลของปั จจัยต่างๆ เหล่านี้จึงเป็ นเรื่ องจําเป็ นเนื่องจากเป็ นความรู ้พ้ืนฐานที่สาคัญในการกําหนดความสําเร็ จ หรื อ ล้มเหลวในการปลูกพืช การเจริ ญเติบโต ํของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ข้ ึนกับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจจําแนกเป็ นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๓ กลุ่ม ดังนี้ ๑. พันธุกรรม เป็ นปั จจัยภายในตัวพืชเองเพราะเกี่ยวข้องกับยีนซึ่งอยูในโครโมโซมของพืช ยีนเป็ น ่ตัวกําหนดลักษณะต่างๆ เช่น ความสู ง รู ปร่ าง สี นอกจากนั้นยังเป็ นตัวกําหนดว่าพืชจะเจริ ญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง หรื อ สามารถต้านทานศัตรู พืชได้ดีเพียงใด ปัจจัยทางพันธุกรรมจะมีอิทธิพลร่ วมกับสภาพแวด ล้อม ดังนั้นในการปรับปรุ งพันธุ์พืชให้ได้ลกษณะตามต้องการ จะต้องแยกความแตกต่าง ทางพันธุกรรมออกจากความแตก ัต่างทางสภาพแวดล้อมให้ได้ ในประเทศที่มีการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็ นการค้าอย่างแพร่ หลาย เช่นญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม จะให้ความสําคัญกับการปรับปรุ งพันธุ์พืชเพื่อปลูกด้วยวิธีน้ ีโดยเฉพาะ การปลูก ่พืชโดยวิธีน้ ีจึงให้ผลผลิตสู งกว่าการปลูกพืชในดิน ต่างจากประเทศไทยซึ่งการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ยง ัมีนอยส่ วนใหญ่จึงใช้พนธุ์พชพันธุ์เดียวกับที่ใช้ปลูกในดิน ้ ั ื ่ ๒. สารควบคุมการเจริ ญเติบโต ไม่วาการปลูกพืชด้วยวิธีด้ งเดิม หรื อ ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ พืชมี ั ่สารควบคุมการเจริ ญเติบโต และ การพัฒนาของส่ วนต่างๆ อยูตลอดเวลา สารควบคุมการเจรญเติบโตของพืช
  • 17. เป็ นสารอินทรี ยซ่ ึงไม่จากัดว่าพืชสร้างขึ้นเอง หรื อ มนุษย์สงเคราะห์ข้ ึน สารปริ มาณเพียงเล็กน้อยในช่วงเพียง ์ ํ ัส่ วนในล้านส่วน (ppm) ก็สามารถกระตุน ยับยั้ง หรื อ เปลี่ยนสภาพทางสรี รวิทยาของพืชได้ โดยสารควบคุมการ ้เจริ ญเติบโตจะไปควบคุมการทํางานของจีน (gene) ในการสร้างโปรตีน กระตุนการทํางานของเอนไซม์ต่างๆ ้หรื อ เปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเยือหุมทั้งหลาย ่ ้ ๓. สภาพแวดล้อม เป็ นปั จจัยภายนอกที่มีผลต่อการเจริ ญเติบโตของพืช ซึ่งการตอบสนองต่อปัจจัย ่ต่างๆเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างกันไม่วาจะปลูกพืชด้วยวิธีด้ งเดิม หรื อ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ ปัจจัยที่เป็ นตัวควบคุม ั ่การเจริ ญเติบโต และ พัฒนาการของพืชมีอยูหลายปัจจัย ปัจจุบนการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์มีอยูมากมาย ั ่หลายระบบ เนื่องจากมีการพัฒนากันมาเป็ นเวลานาน ให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของประ เทศต่างๆ อย่างไรก็ตามระบบต่างๆ ที่พฒนาขึ้นมีพ้ืนฐานมาจากระบบหลักๆ ตามลักษณะการให้สารละลายธาตุอาหารแก่บริ เวณ ัรอบๆ รากพืช ๓ ระบบ ได้แก่ (ถวัลย์, ๒๕๓๔) ่ ๓.๑ แบบปลูกให้รากลอยอยูกลางอากาศ (aeroponics) เป็ นระบบที่มีการหมุนเวียนสารละลาย ่ธาตุอาหาร ส่ วนรากของพืชจะแขวนห้อยกลางอากาศลอยอยูภายในกล่อง หรื อ ตูที่เป็ นห้องมืด จากนั้นจึงเติม ้ธาตุอาหารแก่รากพืชด้วยการใช้ปั๊มอัดผ่านหัวฉีด ฉีดพ่นสารละลายให้เป็ นฝอยละเอียด เป็ นระยะ ๆ ตาม ํ ่ช่วงเวลาที่กาหนด เพื่อให้รากคงความชื้นสัมพัทธ์อยูระหว่าง ร้อยละ ๙๕-๑๐๐ ข้อดีของระบบนี้คือ รากพืชไม่ขาดออกซิเจน และ จะเจริ ญเติบโตได้เต็มที่ ข้อเสี ยของระบบนี้คือ ตูปลูกมักมีอุณหภูมิสูงกว่าภายนอก และ ต้อง ้ลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างสู ง จึงมักใช้ในห้องปฏิบติการเพื่อศึกษาทางสรี ระวิทยาของพืช หรื อ ใช้ระบบ ัขนาดเล็กเพื่อปลูกพืชเป็ นงานอดิเรกมากกว่าที่จะใช้ในเชิงพาณิ ชย์ ๓.๒ แบบปลูกในวัสดุปลูก (substrate culture) เป็ นการปลูกในลักษณะที่คล้ายกับการปลูกพืชบนดินมากที่สุด การดูแลรักษาจึงคล้ายกับการปลูกพืชในกระถาง แต่ใช้วสดุปลูกอื่นแทนดินเพื่อให้รากพยุงลํา ั ่ต้นอยูได้ การปลูกในวัสดุปลูกปริ มาณของวัสดุปลูกจะน้อยกว่าดินมาก คือรากพืชจะมีพ้นที่ในการหานํ้า และ ือาหารไม่เกิน ๕ ลิตรต่อต้น ดังนั้นการจัดการเกี่ยวกับนํ้า และ ธาตุอาหารจะต้องดูแลเป็ นพิเศษ ต้องควบคุมปริ มาณนํ้าในวัสดุปลูกให้เหมาะสม โดยนอกจากใช้วสดุปลูกที่มีการระบายนํ้าดี อุมนํ้าได้นอย มีอตราส่ วน ั ้ ้ ัระหว่างนํ้า และ อากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องควบคุมการให้สารละลายต้องระวังไม่ปล่อยให้วสดุปลูกแห้งจน ัไม่มีความชื้นเหลืออยู่ เพราะถ้าแห้งถึงระดับหนึ่งรากอาจไม่สามารถกลับสู่ สภาพเดิมได้ ทําให้เกิดความเสี ยหายได้ วิธีที่เหมาะสมคือ ให้ครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ เหตุน้ ีเองระบบควบคุมการให้น้ าอัตโมัติจึงเป็ นสิ่ งจําเป็ น ํสู ตร และ ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารจะต้องเหมาะสมกับชนิดพืช ช่วงการเจริ ญเติบโต และ สภาพ ่ภูมิอากาศ ก่อนปลูกควรปรับ pH ของวัสดุปลูกให้อยูในช่วง ๕.๕-๖.๐ โดยใช้สารละลายกรดไนตริ กเจอจาง ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่ง คือต้องเก็บเศษรากพืชที่เหลือออกจากวัสดุปลูกให้หมดเมื่อต้องเริ่ มปลูกพืชครั้งใหม่
  • 18. ๓.๓ แบบปลูกในสารละลายธาตุอาหาร (liquid culture) เป็ นการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ได้รับความนิยมมากกว่าแบบอื่นๆ และ ใช้ได้ดีในที่ที่มีแดดจัด วิธีการหลัก คือการนํารากพืชจุ่มลงในสารละลายโดยตรง รากพืชไม่มีการเกาะยึดกับวัสดุใดๆ ยังสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ดังนั้นจึงมักใช้การยึดเหนี่ยวในส่ วนของลําต้นไว้แทนเป็ นการรองรับรากของต้นพืชเพื่อการทรงตัววัสดุปลูก ่ วัสดุปลูกทําหน้าที่ในการรองรับรากพืชเพือให้พืชทรงตัวอยูได้ ในการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ ่วัสดุปลูกที่เหมาะสมสําหรับปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ ๑. สามารถรักษาอัตราส่ วนของนํ้า และ อากาศให้เหมาะต่อการปลูกอัตราส่ วนที่เหมาะสมคือ นํ้า:อากาศเท่ากับ ๕๐:๕๐ โดยปริ มาตร ๒. จะต้องไม่มีการอัด หรื อ ยุบตัวเมื่อเปี ยกนํ้าหรื อเมื่อผ่านการใช้งานมาเป็ นเวลานาน ๓. จะต้องไม่สลายตัวทั้งทางเคมี และ ทางชีวภาพ ๔. เป็ นวัสดุที่รากพืชสามารถแพร่ กระจายได้อย่างสะดวกทัวทุกส่ วน ่ ๕. มีความเฉื่ อยทางเคมี คือไม่ทาปฏิกริ ยากับสารละลายธาตุอาหาร และ ภาชนะที่ใช้ปลูก ํ ๖. มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ (C.E.C) ตํ่า หรื อ ไม่มีเลย เพื่อจะได้ไม่มีผลต่อองค์ ประกอบของสารละลายธาตุอาหารพืช ๗. ไม่เป็ นแหล่งสะสมโรค และ แมลง ๘. เป็ นวัสดุที่สามารถกําจัดโรค และ แมลงได้ง่าย ทําให้สามารถนําวัสดุปลูกกลับมาใช้ใหม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่มีวสดุปลูกใดที่มีคุณสมบัติครบทุกข้อที่กล่าวมา วัสดุปลูกที่นิยมใช้ในต่างประเทศ คือ ัแท่งฟองนํ้า และ rockwool แต่ราคาค่อนข้างแพงในประเทศไทยเนื่องจากต้องนําเข้า จึงได้มีการทดลองใช้วสดุ ัต่างๆ ที่หาได้ในประเทศ เช่น แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว และ ทราย การทดสอบวัสดุปลูกต่างๆ เหล่านี้พบว่าทั้งวัสดุเดี่ยว และ วัสดุผสมทําให้พชมีอตราการเจริ ญเติบโตใกล้เคียงกัน เมื่อลองใช้วสดุต่างๆ เป็ นเวลา ๑ ื ั ัปี พบว่าวัสดุผสมต่างๆ ที่ผสมกับทรายมีการหดตัวไม่มาก สามารถใช้เป็ นวัสดุปลูกต่อไปได้ ส่วนวัสดุเดี่ยวแกลบสดมีปัญหาในช่วงแรกๆ คือระบายนํ้าดีเกินไปและการแพร่ กระจายของนํ้าด้านข้างน้อย แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งเกิดการสลายตัว ความสามารถในการอุมนํ้าก็ดีข้ ึน สําหรับขุยมะพร้าว มีการอุมนํ้าดีเกินไป และ มีการ ้ ้สลายตัวมาก ต้องระวังการให้น้ า และ ระบายนํ้า ส่ วนขี้เถ้าแกลบเป็ นวัสดุที่ดีชนิดหนึ่ง มีการสลายตัวน้อยแต่ ํก่อนใช้ตองแช่ดวยกรดเพื่อปรับ pH ให้เท่ากับ ๖ วัสดุปลูกที่กล่าวมานี้จะมีคุณสมบัติดีข้ ึนมากเมื่อผสมกับทราย ้ ้ในอัตราส่ วน ๑:๑
  • 19. ภาชนะปลูกพืช วัสดุปลูกจะต้องบรรจุในภาชนะปลูกเพื่อไม่ให้ปะปนกับสารละลาย ภาชนะปลูกที่ดีจะต้องทําจากวัสดุ ัที่ไม่ทาปฏิกริ ยาเคมีกบสารต่างๆ ต้องมีความคงทนแข็งแรง นํ้าหนักเบา ใช้ได้นาน และ ติดตั้งใช้งานง่าย ซึ่ง ํปัจจุบนจะใช้ภาชนะที่ทาจากพลาสติกเป็ นส่ วนมาก เนื่องจากมีความคงทน นํ้าหนักเบา สามารถทําเป็ นรู ปร่ าง ั ํต่างๆ ได้มาก และ ราคาถูก ไม่ควรใช้ภาชนะโลหะที่เคลือบด้วยสังกะสี เพราะอาจมีการละลายของสังกะสี ทําให้สารละลายธาตุอาหารพืชมีความเข้มข้นของสังกะสี สูง และ อาจเป็ นพิษต่อพืชได้ ภาชนะปลูกที่ทาจากวัสดุ ํประเภทซีเมนต์ ใยหิ น หรื อ กรวด เมือนําไปใช้ใส่ สารละลาย จะมีสภาพเป็ นด่าง ทําให้ pH ของสารละลายสูงขึ้นจึงควรนําไปแช่น้ าให้สะอาดเพื่อเป็ นการปรับสภาพให้เป็ นกลางก่อนนําไปใช้ ขนาด และ รู ปร่ างของภาชนะที่ ํเลือกใช้จะขึ้นกับชนิดของวัสดุปลูก ชนิดของพืชที่ปลูก และ ลักษณะของพื้นที่ปลูกหรื อโรงเรื อนปลูกพืชภาชนะที่ใช้กนในปัจจุบนอาจจําแนกเป็ นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดงนี้ ั ั ั ่ ่ ๑. ภาชนะที่มีรูปร่ างเป็ นถัง อ่าง บ่อ อาจอยูบนผิวดิน หรื อ ฝังอยูใต้ดิน วัสดุที่ใช้อาจเป็ นแผ่นพลาสติกหรื อ บ่อซีเมนต์ ๒. ภาชนะที่มีลกษณะเป็ นลําราง คล้ายรางรองนํ้าฝน อาจทําจากแผ่นพลาสติกอ่อน หรื อ กึ่งแข็ง หรื อ ัทําจากแผ่นสังกะสี หรื อ อลูมิเนียมบุภายในด้วยแผ่นพลาสติก ๓. ภาชนะที่มีลกษณะเป็ นถุง หรื อ ใช้ห่อ วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็ นแผ่นพลาสติกขาว หรื อ ดํา ั การวางภาชนะปลูกนิยมวางในแนวยาว ขวางทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เพื่อให้พืชได้รับแสงอย่างทัวถึง ไม่มีการบังแดดกัน โดยปกติจะออกแบบให้กว้างไม่เกิน ๕ ฟุต สูง ๖-๘ นิ้ว ความยาวขึ้นกับโรงเรื อน ่แต่ในการปลูกพืชเชิงพาณิ ชย์มกจะออกแบบภาชนะให้แคบ และ ตื้น แต่ยาว และ มักจะทํามุมให้มีความลาด ัเอียงเล็กน้อย ที่มุมทั้งสองด้านของความกว้างจะพยายามออกแบบให้ป้องกันแสงไม่ให้ส่องถึงสารละลลายได้ผนังด้านใต้ของภาชนะควรมีรูระบายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๒๕ นิ้ว และ มีจุกใช้อุด หรื อ ถอดได้ ในการปลูกพืชผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์มีเทคนิคสําคัญต่างๆที่ผปลูกต้องเรี ยนรู ้ และ ทําความเข้าใจ เช่น ู้ระบบการปลูกพืชแบบต่างๆ การเตรี ยมสารละลายและการจัดการสารละลาย วัสดุ และ ภาชนะที่ใช้ปลูกพืช การเรี ยนรู ้ และ ทําความเข้าใจในเรื่ องเทคนิคต่างๆ เหล่านี้เป็ นเรื่ องจําเป็ นมาก เนื่องจากทุกๆ เรื่ องมีอิทธิพลในการกําหนดความสําเร็ จของการปลูกพืช นอกจากนี้ การหาประสบการณ์จากการผลิตผักเป็ นการค้าในฟาร์มไฮโดรโปนิกส์จะช่วยประกันความสําเร็ จได้มากขึ้น
  • 20. ปุ๋ ย ปุ๋ ย หมายถึง สารที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และ กล่าวในภาพรวมว่า ปุ๋ ย คือสารอนินทรี ย ์หรื อ สารอินทรี ย ์ ซึ่งมีธาตุอาหารที่เป็ นประโยชน์ต่อพืช สารนี้จะมาจากธรรมชาติหรื อเป็ นสารสังเคราะห์กได้ ็การจําแนกปุ๋ ยตามชนิดสารประกอบ ปุ๋ ยเคมี คือ ปุ๋ ยที่เป็ นอินทรี ยสาร อาจเป็ นปุ๋ ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ ยเชิงผสม และ ปุ๋ ยเชิงประกอบ ตัวอย่างปุ๋ ยเคมี ์ได้แก่ ยูเรี ย, ปุ๋ ยเม็ด ๑๖-๒๐-๐ แต่ไม่รวมถึงสารที่ใช้สาหรับปรับปรุ งดิน เช่น ซีโอไลต์, ภูไมท์ และ สารต่างๆที่มี ํคุณสมบัติโครงสร้างทางฟิ สิ กส์ของดินให้ดีข้ ึน ปุ๋ ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ ยที่ทามาจากอินทรี ยวัตถุโดยกรรมวิธีทาให้ช้ืน สับ บด หมัก ร่ อน หรื อ วิธีการอื่นๆ แต่ ํ ํไม่ไช่ปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ ยชีวภาพ ซื่งเน้นไปในเรื่ องของปุ๋ ยหมัก ปุ๋ ยชีวภาพ คือ การนําจุลินทรี ยที่มีชีวิต มาใช้เพื่อเพิ่มปริ มาณธาตุอาหาร หรื อ เพิมความเป็ นประโยชน์ ์ ่ของธาตุอาหารในดิน ปุ๋ ยชีวภาพอาจมีบทบาทในการปรับปรุ งบํารุ งดินทางชิวภาพ ทางกายภาพ และ ทางชีวเคมีและ ปุ๋ ยชีวภาพยังหมายความรวมถึง หัวเชื้อจุลินทรี ย ์การจําแนกปุ๋ ยตามชนิดของธาตุอาหาร ปุ๋ ยธาตุหลัก คือ ปุ๋ ยที่มีธาตุหลักเป็ นองค์ประกอบ ซึ่งแบ่งเป็ น ปุ๋ ยไนโตรเจน ปุ๋ ยฟอสฟอรัส ปุ๋ ยโพแทสเซียม และ ปุ๋ ยที่มีธาตุหลักมากกว่า ๑ ธาตุ ปุ๋ ยธาตุรอง คือ ปุ๋ ยที่มีธาตุรองหนึ่งธาตุ หรื อ มากกว่าหนึ่งธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กํามะถัน ปุ๋ ยธาตุอาหารเสริม คือ ปุ๋ ยที่มีจุลธาตุเป็ นองค์ประกอบ มี ๒ ประเภท - ปุ๋ ยจุลธาตุอนินทรี ย ์ คือ สารประกอบอนินทรี ยที่ให้จุลธาตุ เช่น สังกะสี เหล็ก ทองแดง ์ - ปุ๋ ยคีเลต คือ สารคีเลตที่มีจุลธาตุพวกโลหะเป็ นองค์ประกอบ เช่น เหล็กการจําแนกจากจํานวนธาตุหลัก ปุ๋ ยเชิงเดี่ยว คือ ปุ๋ ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักเพียงธาตุเดียว ได้แก่ ปุ๋ ยไนโตรเจน, ปุ๋ ยฟอสเฟต, ปุ๋ ยโพแทช ปุ๋ ยเชิงผสม คือ ปุ๋ ยเคมีได้ที่จากการผสม ปุ๋ ยชนิดต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามต้องการ ปุ๋ ยเชิงประกอบ คือ ปุ๋ ยเคมีที่ทาขึ้นด้วยวิธีทางเคมี และ มีธาตุอาหารหลักอย่างน้อยสองธาตุข้ ึนไป ํปุ๋ ยนํา หมายถึง เป็ นปุ๋ ยนํ้าที่สกัดเอา ธาตุอาหารรอง และ ธาตุอาหารเสริ ม เช่น สังกะสี , แมงกานิส, เหล็ก, ้ทองแดง, โมลิบดินม, โบรอน, แคลเซียม, แม็กนีเซียม, กํามะถัน ที่มีความจําเป็ นต่อพืช ช่วยบํารุ งพืชให้แข็งแรง ัเพิ่มนํ้าหนัก ปรับโครงสร้างการทํางานในส่ วนต่างๆของพืชให้เป็ นปกติ
  • 21. ปุ๋ ยนําชีวภาพ หมายถึง ปุ๋ ยที่มีจุลินทรี ยสายพันธุ์ที่มีประสิ ทธิภาพสูง และ ยังมีชีวตอยูเ่ ป็ นปริ มาณมากพอที่ ้ ์ ิสามารถดําเนินกิจกรรมได้อย่างรวดเร็ ว ในการส่ งเสริ มให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านธาตุอาหารพืชมากขึ้นรวมทั้งมีกิจกรรมที่สามารถช่วยให้รากพืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้นด้วย ซึ่งปุ๋ ยชีวภาพที่ใช้กนแพร่ หลายในขณะนี้ ัก็มี ไรโซเบียม สาหร่ ายสี เขียวแกมนํ้าเงิน ไมคอร์ไรซ่า และ จุลินทรี ยพ้นบ้าน IMO ์ ืปุ๋ ยนําหมัก หมายถึง สารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรื อ สัตว์ เศษพืช หรื อ สัตว์จะถูกย่อยสลายด้วย ้จุลินทรี ย ์ โดยใช้กากนํ้าตาลเป็ นแหล่งพลังงานของจุลินทรี ย ์สารอาหารของปุ๋ ยอินทรีย์ ไนโตรเจน N มีความจําเป็ นในการผลิตอาหารของพืช ช่วยเสริ มสร้างส่ วนต่าง ๆ ของพืช และ เป็ นปัจจัยสําคัญในการสร้างสี เขียว ของคลอโรฟิ ลล์ ถ้าพืชขาดในโตรเจนจะทําให้พืชมีสีเหลืองซีด ฟอสฟอรัส P มีประโยชน์ในการเร่ งการเจริ ญเติบโตของราก ทําให้รากขาดยืด ต้นอ่อน ถ้าขาดฟอสฟอรัส การเจริ ญเติบโตจะหยุดชะงัก ถ้าไม่มีฟอสฟอรัสพืชจะสร้างไนโตรเจนไม่ได้ดงนั้นอาการขาดฟอสฟอรัส ัจะคล้ายคลึงกับการขาดไนโตรเจน โปแตสเซียม K ทําให้พชแข็งแรง มีความต้านทานโรคได้ดี ช่วยในการสร้างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ืและ นํ้าตาล แคลเซียม Ca ช่วยให้พืชนําไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความสมดุลของฮอร์โมนพืช แมกนีเซียม Mg ช่วยเสริ มสร้างคลอโรฟิ ลล์ กํามะถัน S ช่วยให้ผลิตนํ้ามัน โบรอน B ช่วยกระตุนการสร้างคลอโรฟิ ลล์ และ นํ้ายางบางชนิด ้ ทองแดง Cu สร้าง และ ป้ องกันความเสี ยหายของคลอโรฟิ ลล์ ช่วยให้พืชดูดธาตุเหล็กได้ดีข้ ึน เหล็ก Fe ช่วยกระตุนการหายใจ และ การปรุ งอาหาร ้ แมงกานีส Mn ช่วยสังเคราะห็แสง, ควบคุมการทํางานของเหล็ก และไนโตรเจน โมลิบดินัม Mo ช่วยการทํางานของไนโตรเจน ทําให้พืชสมบูรณ์มากขึ้น สั งกะสี Zn ช่วยการเจริ ญเติบโตของตา ยอด ยืดข้อปล้อง
  • 22. ปริ มาณปุ๋ ยที่ขาวต้องการแต่ละช่วงอายุ ้ อายุ N P K Mg Ca Si S B Cu Fe Mn Mo Znเตรี ยมดิน ๑๕ ๑๕ ๑๕ ๑๕ ๓๕ ๒๕ ๑๐ ๐ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑ปั กดํา ๑๐-๒๐ ๕๐ ๐ ๐ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑แตกกอ ๓๕-๔๕ ๕๐ ๑๕ ๐ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑ออกรวง ๕๕-๖๕ ๑๑ ๐ ๕๒ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๒ตั้งท้อง ๗๕-๙๐ ๑๕ ๑๗ ๑๘ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๒รอเก็บเกี่ยว ๙๐-๑๒๐ ๕ ๓ ๑๔ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑
  • 23. ข้ าวข้ าว เป็ นพืชอาหารหลักที่สาคัญของคนไทยเรา ฉะนั้น การปลุกจึงมีความสําคัญกับเกษตรกรเป็ นอย่างยิง ทํา ํ ่อย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสู งที่สุด  ข้าว ๑ เกวียน มี ๑.๐๐๐ กิโลกรัม (รวมเปลือก และ ข้าว)  ข้าว ๑ กระสอบมี ๑๐๐ กิโลกรัม (รวมเปลือก และ ข้าว)  ข้าว ๑ ถัง มี ๑๕ กิโลกรัม (เฉพาะข้าวสาร)  ข้าว ๑ ไร่ ประมาณ ๓๐๐ – ๘,๐๐๐ กิโลกรัมการเตรียมเมล็ดพันธุ์ เป็ นเมล็ดพันธุที่ตรงตามพันธุ์ สะอาด และมีความงอกไม่นอยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ์ ้  ปลูกโดยวิธีปักดํา ใช้เมล็ดพันธุ์ ๕-๗ กิโลกรัม ตกกล้าเพื่อปักดําในพื้นที่ ๑ ไร่  ปลูกวิธีหว่านนํ้าตม ใช้เมล็ดพันธุ์ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม/ไร่  ปลูกโดยใช้เครื่ องพ่นเมล็ดพันธุ์ ๓๐-๖๐ กิโลกรัม/ไร่การเตรียมดินโดยวิธีด้งเดิม ั ่ ั การเตรี ยมดินจะขึ้นอยูกบวิธีปลูกข้าว ซึ่งแตกต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกัน คือ ต้องเริ่ มการไถดะทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๔ วัน เพื่อตากดิน และ กําจัดวัชพืชก่อนปลูกการปลูกโดยวิธีปัดดํา การตกกล้า การเตรี ยมแปลงตกกล้า โดยไถดะทิ้งไว้ ๗-๑๐ วัน ไถแปรเอานํ้าเข้า แช่ข้ ีไถ คราด ปรับระดับผิวดินแล้วทําเทือก (มอบ) แบ่งแปลงย่อย กว้างประมาณ ๑-๒ วัน เมตร ยาวตามความยาวของแปลง ทําร่ องนํ้าระหว่างแปลงกว้างประมาณ ๓๐ ซ.ม. แล้วระบายนํ้าออก หว่านเมล็ดข้าวที่เตรี ยมไว้บนแปลงให้สมํ่าเสมอ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ๕๐-๗๐ กรัมต่อตารางเมตร อย่างให้น้ าท่วมแปลงกล้า แต่ให้มีความชื้นเพียงพอสําหรับการงอก ํเพิ่มระดับนํ้าตามการเจริ ญเติบโตของต้นข้าว อย่าให้ท่วมต้นข้าว และ ไม่เกิน ๕ เซนติเมตร จากระดับหลังแปลงการปักดํา เตรี ยมแปลงปั กดําโดยไถดะ ทิ้งไว้ ๗-๑๐ วัน รักษาระดับนํ้าในแปลงปั กดําประมาณ ๕ เซนติเมตรจากผิวดิน ปั กดําโดยใช้ตนกล้าอายุประมาณ ๒๕ วัน ระยะบักดํา ๒๐ x ๒๐ เซนติเมตร จํานวน ๓-๕ ต้นต่อกอ ้รักษาระดับนํ้าให้เหมาะสมกับการเจริ ญเติบโตของต้นข้าว ประมาณ ๐-๑๐ เซนติเมตร อย่าปล่อยให้ตนข้าวขาด ้นํ้า โดยเฉพาะอย่างยิงในช่วงกําเนิดช่ออก ถึงออกรวง หลังข้าวกรองออกรอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้วประมาณ ๒๐ ่วัน ระบายนํ้าออก
  • 24. การปลูกโดยวิธีหว่ านนําตม ้ - เตรี ยมแปลงโดยไถดะ ทิ้งไว้ ๗-๑๐ วัน ไถแปรเอานํ้าเข้าแช่ข้ ีไถให้พอเหมาะกับการคราด ปรับระดับผิวดิน แล้วทําเทือก - แบ่งแปลง กว้าง ๕-๑๐ เมตร ยาวตามความยาวของแปลง ทํารองนํ้าระหว่างแปลงกว้าง ๓๐ เซนติเมตรแล้วระบายนํ้าออก - หว่านเมล็ดข้าวที่เตรี ยมไว้บนแปลงให้ส่ าเสมอ ใช้อตราเมล็ดพันธุ์ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม / ไร่ ํ ั - หลังหว่านเมล็ด อย่าให้น้ าท่วมแปลง แต่ให้มีความชื้นสําหรับการงอก ค่อย ๆ เพิ่มระดับนํ้าตามการเจริ ญ ํเติบโตของต้นข้าว อย่าให้น้ า ท่วมต้นข้าว และไม่ควรลึกเกิน ๑๐ เซนติเมตร ํ - อย่าปล่อยให้ตนข้าวขาดนํ้า โดยเฉพาะอย่างยิงในช่วงกําเนิดช่อดอก หรื อ ออกรวง หลังข้าวออกรวง ๘๐ ้ ่เปอร์เซ็นต์ แล้วประมาณ ๒๐ วัน ระบายนํ้าออกการให้ ปุ๋ยอินทรีย์นาดํา ครั้งที่ ๑ ให้ปุ๋ยอินทรี ย ์ ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะปักดํา หรื อ ก่อนปักดํา ๑ วัน (รองพื้น) แล้วคราดกลบหรื อ ให้หลังปักดํา ๑๕-๒๐ วัน ครั้งที่ ๒ ให้ปุ๋ยสู ตร ๔๖-๐-๐ ๑๐-๑๕ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ สูตร ๒๑-๐-๐ ๒๐-๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกําเนิดช่อดอก หรื อ ๓๐ วัน วันก่อนข้าวออกดอก ครั้งที่ ๓ ให้ปุ๋ยสู ตรเดียวกับครั้งที่ ๒ ที่ระยะ ๑๐-๑๕ วันหลังระยะกําเนิดช่อดอกนาหว่ านนําตม ้ ครั้งที่ ๑ ให้ปุ๋ยอินทรี ย ์ ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะ ๒๐-๓๐ วัน หลังข้าวงอก ครั้งที่ ๒ ให้ปุ๋ยสูตร ๔๖-๐-๐ ๑๐-๑๕ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ สูตร ๒๑-๐-๐ ๒๐-๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกําเนิดช่อดอก หรื อ ๓๐ วัน วันก่อนข้าวออกดอก ครั้งที่ ๓ ให้ปุ๋ยสู ตรเดียวกับครั้งที่ ๒ ที่ระยะ ๑๐-๑๕ วันหลังระยะกําเนิดช่อดอก
  • 25. การปลูกข้าวตอซังเรี ยบเรี ยง : ไพบูลย์ พงษ์สกุล กลุ่มข้าว จากสภาพปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และ สภาพดินที่เสื่ อมลง เป็ นข้อจํากัดที่ทําให้เกษตรกรต้องคิดหาวิธีการ ลดต้นทุนการผลิตให้ต่าลง ลดการใช้สารเคมี และ ปรับปรุ งสภาพแวดล้อมให้ ํดีข้ ึน เกษตรกรที่ตาบลระแหง อําเภอลาดหลุมแก้ว ได้พฒนาวิธีการปลูกข้าว โดยอาศัยตอซังเดิม ซึ่งลด ํ ัค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์ การเตรี ยมดิน และ ลดการใช้สารเคมีควบคุมวัชพืช แต่เพิมอินทรี ยวัตถุให้กบดิน การ ่ ัปลูกข้าวตอซัง มีแนวทาง ดังนี้ข้อควรระวังในการปลูกข้าวตอซัง ๑. จากพื้นที่ตอซังสมํ่าเสมอ สามารถควบคุมระดับนํ้าได้ ดังนั้น พื้นที่เขตชลประทาน หรื อ มีแหล่งนํ้าจึงเหมาะสม ใช้ปลูกข้าวตอซัง ๒. เมล็ดพันธุที่ใช้ครั้งแรกต้องเป็ นพันธุ์ไม่ไวแสง อายุ ๑๑๕-๑๒๐ วัน เช่น ปทุมธานี ๑ สุ พรรณบุรี ๑ ์เป็ นต้น (ก่อนทําข้าวตอซัง) ต้องมีความบริ สุทธิ์ (ไม่ มีพนธุ์ข้าวอื่นปน) และ ในแปลงนาต้องกําจัดข้าวเรื้ อออกให้ ัหมด ๓. ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง (เมล็ดข้ าวสีเหลือง ๘๐ % ของรวง ตอซังสด) โดยระบายนํ้าออกให้มีความชื้นพอเหมาะในวันเก็บเกี่ยว (ความชื้ นดินในวันเก็บเกี่ยวหยิบขึ้นมาปั้ นลูกกระสุ นได้) โดยเกี่ยวตอซังให้ยาวที่สุด (เวลายําตอซังราบเรี ยบกว่าไว้ต่อสั้น) ่ ๔. การยําตอซัง และ ฟางที่ใช้คลุมต้องให้ราบเรี ยบไม่มีตอซังกระดก ่ขั้นตอน และ วิธีการปลูกข้าวตอซัง ๑. แปลงนาต้องสมํ่าเสมอ ๒. ต้นข้าวที่ปลูกครั้งแรกด้วยเมล็ดต้องแข็งแรงปราศจากโรคแมลง ๓. เก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง โดยระบายนํ้าออกจากแปลงนา ให้ดินมีความชื้นเหมาะสม (หยิบดินในแปลงนาปั้นเป็ นลูกกระสุ นได้)
  • 26. ๔. หลังเก็บเกี่ยว กระจายฟางคลุมตอซังทัวแปลงนา ทําการยําต่อซัง และ ฟางที่คลุมให้ราบเรี ยบ อย่าให้ ่ ่ตอซังกระดกขึ้น (เพื่อป้ องกันตอซังกระดกขึ้นมา หน่อข้าวจะงอกข้อที่ ๒-๓ หรื อ ปลายตอซัง) จึงควรยําในช่วง ่เช้ามืด ดินมีความชื้น ตอซังและฟางนิ่ม ยําง่าย โดยใช้ลกทุบ (อีขลุบ) ใช้ลอเหล็กของรถไถเดินตาม หรื อ ล้อ ่ ู ้ขนาดเท่ากับมัดติดกัน ๕ ล้อ ลากยํา ่ ๕. หลังยําตอซังเกษตรกรต้องตรวจสอบว่าฟางที่คลุมจุดใดหนาให้เอาออก คลุมบาง ๆ ปล่อยทิ้งไว้รอ ่จนกว่าหน่อข้าว (ที่เกิดจากกกข้าว) งอกเจริ ญ มี ๒-๓ ใบ (อายุประมาณ ๑๕ วัน นับจากวันยําฟาง) จึงสูบนํ้าเข้า ่แปลงนา พอแฉะ (อย่าให้น้ ามากจะทําให้ฟางที่คลุมลอย) ํ ๖. หลังระบายนํ้าเข้า ๑ วัน ใส่ ปุ๋ยสู ตร ๔๖-๐-๐ (ปุ๋ ยยูเรี ย) อัตรา ๑๕-๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่ งการเจริ ญเติบโต และ เร่ งขบวนการย่อยสลายของตอซัง และ ฟาง รักษานํ้าในนาไม่ให้ร่ัว เพื่อไม่ให้ปุ๋ยที่ใส่ สูญหาย ๗. หลังใส่ ปุ๋ยครั้งแรกประมาณ ๑๐-๑๒ วัน ระบายนํ้าออก (เพื่อลดปั ญหาการเกิดก๊าซซึ่งจะทําให้ใบเป็ นสี สม ในระยะที่ฟางย่อยสลาย) ปล่อยให้ดินแห้ง ๓-๔ วัน ต้นข้าวจะมีรากงอกออกมา จึงสูบนํ้าเข้าแปลงนา ้ในระดับปูคลาน (๕ ซม.) ใส่ ปุ๋ยสู ตร ๑๖-๒๐-๐ อัตรา ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๘-๑๒-๖ หรื อ ๑๖-๑๒-๘ อัตรา ๓๕ กิโลกรัมต่อไร่ ในกรณี ปลูกข้าวติดต่อกันไม่มีเวลาหยุดพักเป็ นเวลานานเพือชดเชย ธาตุ ่ฟอสฟรัส P ที่ตนข้าวใช้ไป ้ ๘. ใส่ ปุ๋ยแต่งหน้า สู ตร ๔๖-๐-๐ อัตรา ๗-๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ หลังใส่ ปุ๋ยครั้งแรก ๑๐-๑๒ ๙. หลังใส่ ปุ๋ยแต่งหน้า (ตามข้อ ๘) เพิ่มระดับนํ้าในนาสูง ๑๐-๑๒ ซม. ควบคุมระดับนํ้าไว้จนกว่ารวงข้าวเริ่ มก้ม เมล็ดปลายรวงเริ่ มเหลือง จึงระบายนํ้าออกจากแปลงนา เพือเตรี ยมการเก็บเกี่ยว ่ข้อดีของการปลูกข้าวตอซัง ๑. ลดต้นทุนการปลูกข้าวได้ไร่ ละ ๗๐-๙๑๑ บาท ดังนี้ - ค่าเตรี ยมดินไร่ ละ ๑๕๐ บาท - ค่าเมล็ดพันธุ์ ไร่ ละ ๑๒๐ บาท (อัตราปลูกไร่ ละ ๓๐ กก) - สารเคมีคุมกําเนิดวัชพืช ไร่ ละ ๑๐๐ บาท ๒. ลดการใช้สารเคมีป้องกันกําจัด วัชพืช/เพลี้ ยไฟ/หอยเชอรี่ (ต้นข้าวที่เกิดจากหน่อเติบโตแข็งแรงหอยเชอรี่ ทาลายได้นอยมาก และ หอยจะช่วยกินฟางในแปลงนา เพราะอ่อนนุ่มเน่า) ํ ้ ๓. ลดขั้นตอนการเตรี ยมดิน/การหว่าน หรื อ ดํา ๔. ลดอายุตนข้าวได้นอยลง (ปลูกข้าวตอซังแก่เร็ วกว่าปลูกด้วยเมล็ด ๑๐-๑๕ วัน) ้ ้ ๕. เพิมอินทรี ยวตถุในดิน โครงสร้างดินโปร่ งร่ วนซุยขึ้น ่ ์ั ๖. สามารถปลูกข้าวตอซัง โดยใช้ตอเดิมติดต่อกันได้ ถึง ๒ ฤดู โดยให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน
  • 27. การปฏิบัตตามหลักการของ อาร์ เอ็ม เอ็ม (RMM) ิเมื่อเกษตรกรปฏิบติตามหลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม (RMM) ผลผลิตเพิมขึนอย่ างทีไม่ เคยได้ มาก่ อน ั ่ ้ ่ การปลูกข้าวบนพื้นที่ ๑.๕ ไร่ แต่เดิมผลที่ได้ ๓๐๐ ถึง ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากที่ใช้วิธีการ อาร์เอ็ม เอ็ม (RMM) ผลผลิตที่ได้ในปี แรก ๑,๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ปี ที่สอง ขยายพื้นที่เป็ น 15 ไร่ ได้ผลผลิต ๒,๐๐๐กิโลกรัมต่อไร่ ปี ที่สาม ขยายพื้นที่เป็ น ๓๐ ไร่ ได้ผลผลิต ๒,๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ผลการศึกษาพบว่ าข้ าวในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม มีลกษณะดังนี้ ั ๑. มีระบบรากที่แข็งแรง สามารถแทงรากลงไปในดินได้ลึกมาก ๒. ใน ๑ ตารางเมตรปลูกข้าว ๑๖ ต้น ๓. ข้าว ๑ ต้นจะแตกหน่อเฉลี่ยประมาณ ๒๖ หน่อ ๔. ในพื้นที่ ๑ ตารางเมตร มีรวงข้าว ประมาณ ๔๐๐ รวง ๕. หนึ่งรวงมีเมล็ด ๓๙๖ เมล็ด เป็ นเม็ดดี ๓๔๐ เมล็ด (๘๖ %) และ เมล็ดลีบ ๕๔ เมล็ด (๑๔ %) ๖. หนึ่งรวงได้น้ าหนักข้าวประมาณ ๕.๗๕ กรัม ํ ๗. หนึ่งไร่ มี ๑,๖๐๐ ตารางเมตร มีขาว ๖๔๐,๐๐๐ รวง คิดเป็ นนํ้าหนัก ๓,๖๘๐,๐๐๐ กรัม (๓,๖๘๐ ้กิโลกรัม)
  • 28. หลักการปฏิบัตของระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ิ1. การตรวจสอบดิน เพื่อให้ทราบปริ มาณสารอาหาร และ สารตกค้าง ในแต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าว 1.1 การสุ่ มตัวอย่างทดสอบ โดยกําหนดให้มีการเก็บตัวอย่างดินจํานวน ๑๖ ตัวอย่างต่อหนึ่งไร่ โดยเก็บ ตัวอย่างดินที่ความลึก ๓๐ ซม. เป็ นตารางสี่ เหลี่ยม และ บันทึกตําแหน่งทุกจุด 1.2 การทดสอบหาปริ มาณสารตกค้าง และ ยาฆ่าแมลง 1.3 ทดสอบปริ มาณ ธาตุอาหารหลัก, ธาตุอาหารรอง, และ ธาตุอาหารเสริ ม ทั้งหมด 1.4 ทดสอบชนิดของดิน 1.5 ทดสอบ ความเป็ นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม 1.6 ทดสอบความชื้นของดิน 1.7 ทดสอบอุณหภูมิของดิน 1.8 ทดสอบเชื้อโรคในดิน และ สิ่ งมีชีวิตในดิน2. การตรวจสอบนํ้าที่ใช้ในการปลูกข้าว 2.1 การทดสอบหาปริ มาณสารตกค้าง และ ยาฆ่าแมลง 2.2 ทดสอบปริ มาณ ธาตุอาหารหลัก, ธาตุอาหารรอง, และ ธาตุอาหารเสริ ม ทั้งหมด 2.3 ทดสอบชนิดของนํ้า 2.4 ทดสอบ ความเป็ นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม 2.5 ทดสอบอุณหภูมิของนํ้า 2.6 ทดสอบเชื้อโรคในนํ้า และ สิ่ งมีชีวิตในนํ้า3. การทําแผนที่แปลงปลูกข้าว ั 3.1 ตําแหน่งพิกดภูมิศาสตร์ของแปลงปลูกข้าว 3.2 เขียนแผนที่โดยมีภาพ ด้านบน, ด้านข้าง, ด้านหน้า, และ สามมิติ 3.3 ระบุตาแหน่งสิ่ งมีชิวิต, สิ่ งไม่มีชีวิตต่างๆ, แหล่งนํ้า และ อื่นๆ ํ 3.4 ระบุตาแหน่งปริ มาณสารอาหารแต่ละจุดที่นาดินไปทดสอบ ํ ํ 3.5 ระบุตาแหน่งหัวจ่ายสารอาหาร ํ4. การปรับปรุ งพื้นที่แปลงปลูกข้าว 4.1 แบ่งพื้นที่นาออกเป็ นแปลง แปลงละหนึ่งไร่ 4.2 กําหนดให้คนนามีขนาด ๓๐ x ๓๐ x ๒๐ ซม. โดยรอบของพื้นที่ปลูกข้าว ทุกๆ หนึ่งไร่ ั
  • 29. 4.3 กําหนดให้มีร่องนํ้าขนาด ๒๕ x ๒๕ x ๒๐ ซม. ทางด้านซ้าย และ ด้านขวา ของพื้นที่ปลูกข้าว 4.4 ปรับพื้นที่ให้ราบ และ เรี ยบ โดยมีความลาดเอียง ๕ % จากศูนย์กลางของแปลงไปทางซ้าย และ ทางขวา 5. การสํารวจประเภทวัชพืช, ศัตรู พช, และ โรคพืชในแปลงปลูกข้าว ื 6. การปรับคุณภาพดิน เพื่อให้มีความร่ วนซุย กักเก็บนํ้า และ ความชื้น ได้ดีข้ ึน 6.1 ใช้ปุ๋ยคอก ในอัตราส่ วน ๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรื อ ปุ๋ ยพืชสด ๓,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ และ ทําการไถ่กลบ โดยใช้ผาดไถให้ลึก ๕๐ ซม. 6.2 ปรับสภาพความเป็ นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม ของดิน 6.3 กําจัดวัชพืชโดยการไถกลบ 6.4 กําจัดแมลง, ศัตรู พช, และ โรคพืช โดยใช้สารสกัดชีวภาพ ื 7. การปรับปรุ งการเก็บนํ้าของพื้นที่เก็บนํ้า 7.1 เตรี ยมบ่อเก็บนํ้าขนาด ๑ x ๑ ไร่ ลึก ๒ เมตร ใช้พลาสติกคลุมพื้นดินเพื่อกันนํ้า 8. การสร้างระบบการให้น้ า, สารอาหาร, และ ยาฆ่าแมลง ํ 8.1 เตรี ยมสู ตรสารอาหารให้เหมาะสมต่อแปลงปลูกข้าว โดยกําหนดให้มีอย่างน้อย ๓ สู ตร เพื่อใช้ใน แต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าวที่มีปริ มาณสารอาหารไม่เท่ากัน 8.2 เตรี ยมยาฆ่าแมลงชีวภาพ 8.3 เตรี ยมปุ๋ ยหมัก และ ปุ๋ ยพืชสด 8.4 สร้างระบบการให้น้ า, สารอาหาร, และ ยาฆ่าแมลง ด้วยระบบท่อนํ้า โดยให้หวจ่ายสารละลายห่าง ํ ั กัน ๘ x ๘ x ๑ ม. จํานวน ๔๙ หัวจ่าย 9. การเตรี ยมการเพาะต้นกล้า 9.1 คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีขนาดเท่ากัน มีน้ าหนักดี ไม่มีเมล็ดลีบ และ ไม่เป็ นโรค ํ 9.2 แช่เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๑ กิโลกรัมต่อไร่ ในถังผสมนํ้าด้วยไคโตซาน หรื อ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ๒๔ ชัวโมง ที่มีอุณหภูมิ ๓๕ องศาเซลเซียส ่ 9.3 ปลูกเมล็ดพันธุ์ลงในกระถางขนาด ๒.๕ x ๒.๕ x ๒.๕ ซม. หนึ่งเมล็ดต่อหนึ่งกระถาง โดยมีจานวน ํ ต้นกล้า ๒๔,๖๔๘ ต้นต่อไร่ โดยต้นกล้าหนึ่งต้นจะแตกออกเป็ น ๒๖ ต้น ทําให้มีตนข้าวจํานวน ้ ๖๔๐,๘๔๘ ต่อหนึ่งไร่ โดยเฉลี่ยต้นข้าวจะให้รวง ๙๕ % ของจํานวนต้นข้าวทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ
  • 30. ประมาณ ๖๐๘,๘๐๕ รวง หนึ่งรวงมีน้ าหนักเฉลี่ย ๕.๕ กรัม (หนักข้าวที่เสี ยออกไปแล้ว) จึงได้ขาว ํ ้ นํ้าหนักประมาณ ๓.๓๕ ตันต่อไร่ 9.4 ให้รดด้วยสารอาหารที่จดเตรี ยมไว้ ั 9.5 ต้นกล้าให้ควบคุมอุณหภูมิ, แสงแดด, และ ความชื้น ให้เหมาะสม อย่าให้น้ าท่วม และ ขัง ํ 9.6 เมื่อต้นกล้ามีอายุ ๘-๑๒ วัน หรื อ มีสองใบ ให้นาไปปลูกในนา ํ 10. การปลูกต้นกล้า 10.1 ให้ขึงตารางขนาด ๒๕ x ๒๕ ซม. ด้วยเชือกไนลอนขนาด ๖ มม. จะมีจานวน ๒๔,๖๔๘ จุด (๑๕๖ ํx ๑๕๘) 10.2 นําต้นกล้ามาปลูกทั้งกระถางตามตําแหน่งที่ระบุ 10.3 รดนํ้าให้ชุ่มชื้นเสมอ อย่าให้น้ าขัง และ ท่วม โดยควบคุมอุณหภูมิ และ ความชื้นของแปลง ํ 10.4 ให้สารอาหาร สลับกับการให้น้ า อย่างต่อเนื่อง ํ 10.5 ให้สารไคโตซาน, สารกําจัดแมลง, และ ศัตรู พืช ชีวภาพ ตามความเหมาะสม 11. การกําจัดวัชพืช และ ศัตรู พชื 11.1 กําจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูกได้ ๑๕ วัน โดยการไถกลบ 11.2 กําจัดวัชพืชครั้งที่สองหลังกําจักวัชพืชครั้งแรก ๒๐ วัน โดยการไถกลบ 11.3 กําจัดวัชพืชครั้งที่สามหลังกําจักวัชพืชครั้งที่สอง ๓๐ วัน โดยการไถกลบ 11.4 เมื่อข้าวปกคลุมเต็มพื้นที่ให้ใช้การกําจัดวัชพืชแบบสุ่ มเป็ นครั้งคราว 11.5 ให้ใช้สารชีวภาพในการกําจัดแมลง, หนูนา, หอยเชอรี่ , และ ปูนา โดยการปลูกพืชกําจัดแมลงใน แปลง หรื อ รดด้วยนํ้าสารสกัดชีวภาพ 12. ในระหว่างปลูกข้าวให้ทาการบันทึก ปริ มาณแสงแดด, อุณหภูมิบรรยากาศ, อุณหภูมิของดิน, ความเป็ น ํ กรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม, ความชื้นสัมพัทธ์, ความชื้นในดิน, ความเร็ ว และ ทิศทางของลม, ลักษณะการเจริ ญเติบโตของข้าว, ลักษณะการเจริ ญเติบโตของวัชพืช, ลักษณะการเจริ ญเติบโตของ สิ่ งมีชีวต, ปริ มาณสารอาหาร, ยาฆ่าแมลง, ยากําจัดวัชพืช และ ยาป้ องกันโรคพืช ิ
  • 31. เทคนิคการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็มก. การเตรียมทีนา ่ ในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม แนะนําให้ใช้ปุ๋ยอินทรี ยเ์ ป็ นหลักเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้นการไถนาทันทีโดยไถให้ลึกไม่นอยกว่า ๕๐ เซ็นติเมตร หลังจากที่เกี่ยวข้าวเสร็ จจะดีที่สุด เพราะจะช่วยฆ่าแมลง ้ ็และ ศัตรู พืชอื่นๆ แม้วชพืชจะเติบโตแต่กจะถูกทํา ลายไปขณะทําให้ดินเป็ นโคลน ั อย่าปล่อยให้น้ าท่วมนานอกฤดูกาลทํานา ไม่เช่นนั้นดินจะขาดอากาศ และ แมลงศัตรู พืชที่เป็ นอันตราย ํจะเข้ามาอาศัยการปรับทีนา และ การทําดินให้ เป็ นโคลน ่ เป็ นกําจัดวัชพืชอย่างหนึ่ง ระหว่างการไถคราดถอนวัชพืชที่ไม่ตายออกทั้งรากให้หมดแปลงสําหรับต้นกล้าอ่อน ๆ ไม่จาเป็ นต้องให้โคลนลึกนักให้มีน้ าน้อย ๆ ํ ํ - โคลนไม่ควรเละเป็ นนํ้า แต่ควรเหนียวข้น ไม่มีน้ าขัง ํ - ที่นาควรราบเรี ยบสมํ่าเสมอ เพื่อให้น้ าแผ่ไปถึงต้นกล้าได้ทุกต้น ํ - เริ่ มทําให้ดินเป็ นโคลนไปพร้อมกับเพาะต้นกล้า และทํา ไปเรื่ อย ๆ ให้เสร็ จตอนจะ - ปักดําพอดีใช้ นําให้ น้อยทีสุด ้ ่ เป็ นการให้ออกซิเจนแก่รากต้นกล้าออกซิเจนกับราก ต้นข้าวหายใจด้วยราก และ ออกซิเจนให้พลังงานแก่ตนข้าว การให้ออกซิเจนแก่รากส่ งผลดีอย่างยิงต่อ ้ ่ ่การเติบโตของต้นข้าว และ จําเป็ นต่อการเพิ่มผลผลิตให้อยูในอัตราสูง ซึ่งอาจจะสูงได้ถึง ๒ ตันต่อไร่ หรื อมากกว่านั้น - ข้าวจะหายใจลําบากหากโดนนํ้าท่วม - ต้นข้าวจะสลบเพราะขาดอากาศหายใจ - รากจะไม่งอกเต็มที่ - จะเกิดกรดขณะที่ตนข้าวย่อยอาหาร ้ - เนื้อเยือของรากจะเปลี่ยนสภาพไป ่ - ต้นข้าวต้องการให้น้ าท่วมตื้น ๆ ก็ต่อเมื่อเริ่ มออกรวง จนถึงระยะแรก ๆ ที่ขาวเริ่ มตั้งท้อง ํ ้
  • 32. การพัฒนาของระบบราก และ กระตุ้นการแตกหน่ อ 1. ย้ายต้นอ่อนเมื่ออายุ ๘-๑๒ วัน หรื อ มีใบเล็กๆสองใบแทงออกจากเมล็ดข้าว หากท่านปลูกต้นกล้าที่แก่กว่า หรื อ อายุราว ๓-๖ สัปดาห์ ศักยภาพในการผลิตหน่อจะลดลง 2. ปลูกต้นกล้าทีละต้น แทนการปลูกเป็ นกระจุกๆ ละ ๓-๔ ต้น หรื อ มากกว่านั้นอย่างที่นิยมทํากันภาพ เมื่อปลูกต้นกล้าหลายๆต้นขึ้นร่ วมกัน รากแต่ละต้นจะทํางานแข่งกัน ซึ่งเป็ นปั ญหาเดียวกันกับเมื่อต้น ่ ัข้าวอยูใกล้กบวัชพืช ซึ่งจะเกิดการแย่ง อาหาร นํ้า และ แสงแดด แสดงการปรับตัวของต้นข้าวธาตุอาหารสํ าหรับต้ นข้ าว ในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรี ยในปริ มาณมาก เพราะการที่พืชให้ผลผลิตสู ง พืชจะใช้ ์สารอาหารจํานวนมากจากดิน เพื่อสร้างเป็ นเมล็ดข้าว จึงมีความจําเป็ นในการทดแทนสารอาหารในดินที่ถูกใช้ไป ดินที่อุดมไปด้วยปุ๋ ยคอก และ ปุ๋ ยหมัก จะมีโครงสร้างที่ดี ดูดซึมนํ้าได้เป็ นจํานวนมาก และ ทําให้ดินร่ วนซุย ทําให้รากพืชเจริ ญเติบโตในดินได้ดี ซึ่งปุ๋ ยคอกจะปล่อยสารอาหารได้ชากว่าปุ๋ ยทัวไป แต่ในระยะยาว ้ ่จะทําให้ตนพืชได้รับประโยชน์จากแหล่งอาหารนี้มาก รากต้นข้าวที่สมบูรณ์แข็งแรงสามารถดึงสารอาหารจาก ้ปุ๋ ยหมัก และ ปุ๋ ยคอกได้ดีการควบคุมนํา ้ เนื่องการการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้ระบบการว่าท่อนํ้าแบบสปริ งเกอร์ เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริ มาณนํ้า อุณหภูมิ และ ปริ มาณสารอาหาร ที่ตองให้แก้ตนข้าว ก่อนข้าวจะตั้งท้องควรปล่อยให้พ้ืนนาชื้นได้ ้ ้มากที่สุด ผิวดินต้องมีความชื้นอย่างสมํ่าเสมอ ที่เป็ นเช่นนี้เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าหลาย ๆ ต้นขึ้นร่ วมกัน รากแต่
  • 33. ่ ัละต้นจะทํางานแข่งกัน ซึ่ง เป็ นปั ญหาเดียวกันกับเมื่อต้นข้าวอยูใกล้กบวัชพืชซึ่งจะเกิดการแย่งอาหาร นํ้า และแสงแดด ่ ํ ข้าวไม่ใช่พืชนํ้า หากข้าวไม่ได้อยูใต้น้ าจะเจริ ญเติบโตได้ดีกว่า และ ข้าวสามารถดึงออกซิเจนจากอากาศ ้ ่ ่ได้โดยตรง และ เมื่อดินไม่ได้อุมนํ้า ทําให้รากข้าวงอกยาวออกไปเพือหาอาหาร แต่หากอยูในนํ้ารากข้าวต้องสร้างถุงลมเล็ก ๆ เพื่อดูดออกซิเจนจากผิวดินซึ่งทํา ให้การส่ งอาหารไปสู่หน่อ และ ใบถูกรบกวนการกําจัดวัชพืช กําจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูก ๑๐-๑๒ วัน และ อีก ๑๔ วัน ควรกําจัดวัชพืชอีกครั้ง ก่อนที่ขาวจะคุม ้พื้นที่ได้ควรมีการกํา จัดวัชพืชอย่างน้อย ๓ ครั้ง การจัดการให้ที่นาขังนํ้า และ แห้งสลับกัน ทําให้มีวชพืชมาก ควรมีการกําจัดเพื่อไม่ให้วชพืชแย่งอาหาร ั ักับต้นข้าว ได้มีการพัฒนาเครื่ องกําจัดวัชพืชแบบกลไกง่าย ๆ ที่เรี ยกว่าคราดหมุน ซึ่งในขณะที่ทาการกําจัด ํวัชพืชจะเป็ นการพรวนดินไปในตัวซึ่งช่วยเพิ่มอากาศในดิน และ ซากวัชพืชจะกลายเป็ นปุ๋ ยหมักสํา หรับต้นข้าว พื้นที่ ๑ ไร่ ใช้เวลาในการกําจัดวัชพืช ๑๐ วัน การกําจัดวัชพืชแต่ละครั้งช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าคุม ้ การเน่าเปลื่อยของซากพืชในสภาวะนํ้าขัง ทําให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ทําให้โลกร้อนขึ้น ดังนั้นการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม นั้นเป็ นการรักษาสิ่ งแวดล้อมเพราะไม่ขงนํ้าในนา ัจึงช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนจุดสํ าคัญในการกําจัดวัชพืช ในการกําจัดวัชพืชครั้งแรกแต่เนิ่น ๆ ภายใน ๑๐-๑๕ วันหลังการปักดํา นั้นสําคัญมากอย่าลืมปักต้นกล้าทดแทนต้นที่ตาย หรื อ เสี ยหายการปรับปรุงคุณภาพดิน ่ ั ่ • ปุ๋ ยหมัก โดยทัวไปการทําปุ๋ ยหมักมีข้นตอนยุงยาก และ ต้องพลิกกองปุ๋ ยหมัก ปัจจุบนมีวธีการทําปุ๋ ย ั ิหมักโดยไม่ตองพลิกกองปุ๋ ยหมัก โดยการวางท่อนไม้ใผ่ไว้ในกองปุ๋ ยหมักเป็ นชั้นเพื่อช่วยในการระบายอากาศ ้และ ความร้อน ควรเตรี ยมปุ๋ ยหมักไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ เดือน เพราะอายุการทําปุ๋ ยหมักนาน ๓ เดือน(รายละเอียดดูในภาคผนวก) • ปุ๋ ยพืชสด มีขอดีคือไม่ตองขนย้ายเหมือนปุ๋ ยหมักเพียงหว่านเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ ยสด และ เมื่อได้เวลาก็ทา ้ ้ ํการไถกลบ พืชปุ๋ ยสดที่นิยม และ หาเมล็ดพันธุ์ง่ายได้แก่ โสนอัฟริ กา และ ถัวเขียว สําหรับโสนอัฟริ กา ใช้เมล็ด ่
  • 34. พันธุ์ ๓ กิโลกรัมต่อพื้นที่ ๑ ไร่ และ ทําการไถกลบเมื่ออายุ ๕๐-๖๐ วัน ส่ วนถัวเขียวใช้เมล็ดพันธุ์ ๗-๘ กิโลกรัม ่ต่อไร่ และ ไถกลบเมื่ออายุได้ ๔๐-๔๕ วัน (รายละเอียดดูในภาคผนวก) • ปรับพื้นที่ให้เรี ยบ และ ทําร่ องนํ้าที่ขอบคันนาเพื่อความสะดวกในการระบายนํ้าเข้า-ออก • ปลูกพืชตระกูลถัวหลังการทํานาเพื่อเสริ มรายรับ และ ช่วยปรับปรุ งดิน ่ จากประสบการณ์ทานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เน้นการใช้ปุ๋ยหมัก เพราะปุ๋ ยหมักมีส่วนประกอบของธาตุ ํอาหารหลายอย่างที่จาเป็ นต่อการเจริ ญของพืช นอกจากจะได้รับจากซากพืชแล้วยังได้รับจากซากสัตว์อีกด้วย ํ การไถกลบพืชปุ๋ ยสดในช่วงที่ออกดอก หรื อ ใกล้ออกดอก เพราะเป็ นช่วงที่พืชปุ๋ ยสดได้มีการสะสมอาหารในตัวมากที่สุด และในช่วงที่พืชปุ๋ ยสดขึ้นควรระวังไม่ให้ววควายเข้ามาในแปลงนา ัข. การเพาะกล้ า  ควรเพาะกล้าก่อนปลูก ๘-๑๒ วัน  การเตรี ยมแปลงกล้าให้ทาเหมือนแปลงผักให้มีการผสมปุ๋ ยคอก หรื อ ปุ๋ ยหมักเพื่อให้ดินร่ วนซุยเมื่อถอน ํ กล้าไปปลูกรากข้าวจะได้การกระทบกระเทือนน้อย ภาพแปลงเพาะกล้าขนาด ๓ x ๒ เมตร ซึ่ง ๑ แปลงเพาะเมล็ดได้ ๒๕๐-๓๐๐ กรัม ดังนั้นถ้ามีพ้ืนที่ ๑ ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ขาว ๑ กิโลกรัมต้องเพาะในแปลงเพาะขนาดนี้ ๔ แปลง ้ • แช่เมล็ดพันธุ์ นาน ๑๒-๒๔ ชัวโมง ในนํ้าอุ่น ๓๕-๔๐ องศาเซลเซียส หรื อ ๙๕-๑๐๕ องศาฟาเรนไฮท์ ่ จะดีที่สุด หรื อ ตามแบบที่เคยทํามา • หว่านเมล็ดพันธุ์ในโรงเพาะชํา ให้หว่านไว้หลาย ๆ วัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีตนกล้าอ่อน ๆ มากพอที่จะ ้ ปลูกตลอดระยะเวลาของการปักดํา ่ • โรงเพาะชํา ควรจะเล็ก และ อยูใกล้แปลงที่จะปลูกข้าวมากที่สุด
  • 35. • แปลงเพาะขนาด ๒ x ๓ ตารางเมตรใช้เมล็ด ๒๕๐-๓๐๐ กรัม ดังนั้นถ้ามีพ้ืนที่ ๑ ไร่ ซึ่งต้องใช้เมล็ด พันธุ์ ๑ กิโลกรัม จึงต้องใช้แปลงเพาะขนาดนี้ ๔ แปลง หลังหว่านเมล็ดคลุมด้วยฟาง หรื อ ใบกฐิน หรื อ อื่น ๆ ที่เหมาะสม • อย่าให้น้ าท่วมโรงเพาะชํา แต่ให้มีความชื้นในดินเหมือนในโรงเพาะชํา พันธุ์ผก ทําทางระบายนํ้าเล็ก ํ ั ๆ เพื่อให้น้ าไหลออก ํ • ในวันหนึ่ง ๆ ฝนควรจะตกอย่างเพียงพอ หากวันไหนฝนไม่ตก ให้รดนํ้าเช้าเย็น อย่ารดนํ้าขณะที่แดด ร้อนจัดการเตรี ยมเมล็ดพันธุ์ • ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๑ กิโลกรัมต่อไร่ • แช่เมล็ดพันธุ์ขาวตามที่เคยทํา มาหากมีปัญหาเรื่ องแมลงขอแนะนํา ให้แช่เมล็พพันธุ์ขาวด้วยนํ้าสะเดา ้ ้(ดูในภาคผนวก) • เมล็ดพันธุ์ ๒๕๐-๓๐๐ กรัม เพาะในพื้นที่ ๖ ตารางเมตร ๑ กิโลกรัมเพาะในพื้นที่ ๒๔ ตารางเมตร ให้ ั ่มีการรดนํ้าวันละครั้ง (หากฝนไม่ตก แต่ถาฝนตกต้องระบายนํ้าออกไปไม่ให้ขงอยูในแปลงนา) ้ค. การขนย้ ายกล้ าออกจากแปลงเพาะชํา อย่ างระมัดระวัง • ถอนต้นกล้าทีละ ๒-๓ ต้นเท่านั้น ให้ขนย้ายไปยังแปลงปลูกข้าวทันที แล้วปั กดํา ไม่เกินครึ่ งชัวโมง่หลังจากถอนต้นกล้า ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้รากต้นกล้าแห้ง • ถอนต้นกล้าเบา ๆ ตรงโคนต้น ใช้เครื่ องมือเล็ก ๆ เช่น เกรี ยง ขุดให้ลึกถึงใต้ราก ซึ่งจะเป็ นการ • รบกวนต้นกล้าน้อยที่สุด • คอยระวังอย่าให้ตนกล้าหลุดออกจากเมล็ดพันธุ์ และ ให้มีดินเกาะรากไว้บาง ้ ้ • ให้ถอนต้นกล้า และ ขนย้ายอย่างเบามือ อย่าให้ช้ า อย่าล้างราก อย่าทิ้งไว้กลางแดด เท่านี้ยงไม่นบว่า ํ ั ัเน้นมากพอ เพราะต้นกล้าอ่อน ๆ เป็ นสิ่ งมีชีวิตที่บอบบางมาก หากต้นกล้าได้รับการสัมผัสเบา ๆ การเติบโตจะไม่ชะงัก และ ใบจะไม่เหลืองจุดสํ าคัญในการเพาะชํา เพาะเมล็ดพันธุ์ไว้หลาย ๆ วัน อย่าสร้างโรงเพาะชําบนดินเค็ม หากที่นาเค็มให้ปักดํา เมื่อต้นกล้ามีใบ ๓-๔ ใบ (๑๕-๑๗ วัน) ให้โรงเพาะชําแห้งเกือบสนิท แต่ให้ดินชื้นไว้ ถอนต้นกล้าเบาที่สุดเท่าที่จะทําได้อย่าลืมว่าต้องไม่ให้ตนกล้าหลุดออกจากเมล็ดพันธุ์ ้
  • 36. ง. การดํานา หรือ ปักดํา • ให้ตนกล้าอยูห่างกันพอสมควร และ ปักดําที่ละต้น ้ ่ • กล้าที่จะดํา มีอายุประมาณ ๘-๑๒ วัน หรื อ (มีใบ ๒ ใบ) • ในการปลูกให้ปลายรากอยูในแนวนอนอย่างสมํ่าเสมอ (ปลายรากจะชอนไชลงดินได้ง่าย และ เป็ น ่การประหยัดพลังงานทํา ให้ขาวตั้งตัวได้เร็ ว) ้ • ในการถอนมาแต่ละครั้งปลูกให้หมดภายใน ๑๕-๓๐ นาที เพื่อช่วยลดความเครี ยดให้กบต้นข้าวั • ปลูกในระยะห่างไม่นอยกว่า ๒๕ เซ็นติเมตรเท่า ๆ กัน ้ • ปลูกเป็ นรู ปสี่ เหลี่ยมจตุรัสเพื่อความสะดวกในการกําจัดวัชพืชระหว่างแถว และ ระหว่างต้น L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L L ภาพ การปลูกข้าวแบบ อาร์ เอ็ม อ็มหลักการ : ปั กดํา ต้นกล้าขณะที่เพิ่งแตกใบได้ ๒ ใบ กล่าวคือ - ระหว่าง ๖ และ ๑๑ วัน หลังจากแช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าอุ่น และอากาศชื้น - ระหว่าง ๗ และ ๑๓ วัน หากที่นาสูงกว่าระดับนํ้าทะเล ๕๐๐-๑,๐๐๐ เมตร - ระหว่าง ๘ และ ๑๕ วัน หากที่นาสูงกว่าระดับนํ้าทะเล ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ เมตร หากปั กดําต้นกล้า นอกเหนือจากระยะเวลาที่กล่าวมานี้ ต้นข้าวที่จะงอกในแต่ละกอ จะมีจานวนน้อย ํ ่เวลา ๘-๑๐ วัน เหมาะที่สุดในทุกสถานการณ์ แต่เกษตรกรควรทดลองดูวา ควรใช้ระยะเวลาเท่าใดจึงจะได้ผลผลิตมากที่สุดในสถานการณ์ของตน (เช่น หากสภาพดินเค็ม ขอแนะนําให้ปักดํา เมื่อต้นกล้าแตกใบ ๓-๔ ใบ)ง.๑ ปักต้ นกล้ าทีละต้ น นี่คือกุญแจสําคัญ การปั กต้นกล้าทีละหลายต้น จะทําให้ตนข้าวแย่งอาหาร และ แสงแดดกันปักต้นกล้า ้แยกกันทีละต้น อย่าปั กเป็ นกํา ๆ ทีละหลายต้นง.๒ ปักต้ นกล้าเป็ นรู ปตาราง (๔๐ x ๔๐ หรือ ๓๓ x ๓๓ หรือ ๒๕ x ๒๕ เซนติเมตร) - ให้ตนกล้าแต่ละต้นอยูห่างกัน เพื่อให้รากได้แผ่กว้าง และ ได้รับแสงแดดมากขึ้น ้ ่
  • 37. - หาเชือกมาผูกปม ทุก ๔๐ หรื อ ๓๓ หรื อ ๒๕ เซนติเมตร เพื่อบอกระยะขึงเชือกที่ผกปมแล้วนี้ไว้ที่ดาน ู ้หนึ่งของแปลงข้าว - ปักต้นกล้าลงตรงที่มีปมเชือก แรงงาน ๑ คน ปักดํา คนละ ๒-๔ เมตร - เสร็ จแล้วย้ายเชือกไปขึงขนานกับต้นกล้าแถวแรก และ ให้ห่างจากแถวแรก ๔๐ หรื อ ๓๓ หรื อ ๒๕เซนติเมตร แรงงานที่อยูกลางกลุ่มควรเป็ นคนดูแลให้การปั กกล้าเป็ นแถวแนวไม่บิดเบี้ยว ่ง.๓ ข้ อควรจํา ในการปักดําเป็ นรู ปตาราง ๑. เพื่อให้ปักดําในแนวดิ่งได้เร็ วขึ้น ให้ขึงเชือกที่ผกปมแล้วอีกเส้น ให้ต้ งฉากกับเชือกเส้นแรกโดยขึง ู ัตรงกลางแปลงปลูกข้าว ๒. การปักต้นกล้าให้ห่างกัน ๔๐ x ๔๐ เซนติเมตร จะเร็วกว่าปักห่ างกัน ๒๕ x ๒๕ เซนติเมตร เหมาะกับแปลงใหญ่ ๆ นอกจากนั้น ยังง่ายต่อการกํา จัดวัชพืช เน้นการประหยัดเมล็ดพันธุ์ ทําให้ขาวแตกกอใหญ่กว่า ้ซึ่งเป็ นเป้ าหมาย และ เป็ นหลักฐานพิสูจน์ขอได้เปรี ยบของการปลูกข้าวแบบมาลากาซี ้ ๓. การปั กต้นกล้าเป็ นรู ปตาราง โดยมีช่องว่างกว้าง และ สมํ่าเสมอ ทําให้เกษตรกรกําจัดวัชพืชได้สองทิศทาง คือเป็ นมุมฉาก ตอนแรกขึ้นลงตามแนวตั้ง แล้วซ้ายขวาแนวนอนง.๔ ปักดําอย่ างเบามือ - ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จบโคนราก ั - ปักต้นกล้าลงในโคลนเบา ๆ - อย่าปั กตรงลงไปแบบนี้ U แต่ให้ปักเฉียง ๆ แบบนี้ L - ทั้งนี้ เพื่อให้รากงอกแผ่ไปตามแนวนอน ไม่งอกชี้ข้ ึนข้างบน - อย่าปั กลึกเกินไป อย่าให้ลึกเกิน ๑ เซนติเมตร - เผือต้นกล้าไว้ปักที่ขอบแปลง เอาไว้แทนต้นกล้าที่อาจตายหรื อเสี ยหาย ่จุดสํ าคัญในการปักดํา อย่าปักลึกเกินไป ต้องไม่ลืมที่จะเผือต้นกล้าไว้ปักที่ขอบแปลง เอาไว้แทนต้นกล้าที่ตาย หรื อ เสี ยหาย ่จ. การควบคุมนํา ในแปลงนา ้ เนื่องการการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้ระบบการว่าท่อนํ้าแบบสปริ งเกอร์ เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริ มาณนํ้า อุณหภูมิ และ ปริ มาณสารอาหาร ที่ตองให้แก้ตนข้าว ก่อนข้าวจะตั้งท้องควรปล่อยให้พ้ืนนาชื้นได้ ้ ้มากที่สุด ผิวดินต้องมีความชื้นอย่างสมํ่าเสมอจ.๑ การระบายนํา ้ การทําให้นาแห้งต้องให้น้ าสามารถออกจากนาได้น้ าที่ไหลเร็ วจะเอาออกซิเจนออกไปมากกว่านํ้าที่ค่อย ํ ํๆ ไหลออก หรื อ ค่อย ๆ ลดลง
  • 38. - ทําความสะอาดคูคลองระบายนํ้า ขุดเซาะออกให้กว้างขึ้น - การวางท่อ หรื อ ขุดคูรอบแปลงจะคุมค่าเพราะทํา ให้น้ าไหลออกง่ายขึ้น ้ ํจ.๒ ใช้ นําให้ น้อยทีสุด ้ ่ - ขณะดํานาให้ใช้น้ าแต่นอย ให้มากพอที่จะทําให้ดินเป็ นโคลนเท่านั้น ํ ้ - ขณะที่ขาวแตกกอ ปล่อยให้แปลงข้าวแห้งลงไปในเนื้อดิน (ดูขอต่อไป) ไม่ตองกังวลเรื่ องรอยแตกบน ้ ้ ้ผิวโคลน - ให้น้ าท่วมเฉพาะตอนที่ขาวเริ่ มออกรวง ปล่อยให้น้ าท่วมตื้น ๆ จนถึงระยะที่ขาวเริ่ ม ตั้งท้องให้น้ าสูง ํ ้ ํ ้ ํเพียง ๑-๒ เซนติเมตร อย่าให้มากกว่านั้น อย่าให้น้ าท่วมนาก่อนข้าวจะเริ่ มออกรวง ํ - ทันทีที่ตนข้าวเริ่ มลู่ลงเพราะนํ้าหนักของเมล็ดข้าว ให้ปล่อยนํ้าออกจากนา จนกว่าจะแห้ง และ ถึงเวลา ้เก็บเกี่ยว ่ - หากเป็ นไปได้ควรใช้ระบบนํ้าหยด หรื อ ระบบพ่นนํ้า ถึงแม้วาจะลงทุนสูงตอนแรก แต่จะให้ผลคุมค่า ้ในระยะยาวจ.๓ การทํานาให้ นาแห้ งใน ๒-๓ เดือนแรก เมื่อต้นกล้าเริ่ มแตกหน่อ (เดือนแรก) ต้นข้าวต้องการเพียงความชื้น และ การทําให้ดินแห้งก็มีผลดีต่อการเพิ่มผลผลิต ต่อไปนี้คือวิธีการพื้นฐาน ๓ วิธี ที่ควรใช้ตามแต่สภาพภูมิอากาศ และ สภาพการระบายนํ้าออกจากนา - เลื่อนเวลาการทดนํ้าเข้านาหลังจากปักดําระหว่าง ๒ เดือนแรก อย่าเพิงทดนํ้าเข้านา ให้ใช้วิธีรดนํ้าก่อน ่การกําจัดวัชพืชเท่านั้น เพื่อให้ดินรักษาความชื้นไว้ได้ (ระหว่างนี้ดินควรจะค่อนข้างเปี ยก) วิธีน้ ีดีที่สุด และ ง่ายมาก - จัดการให้นาแห้งชัวคราว ทุกสัปดาห์ หรื อ เมื่ออากาศอํานวย ทํา ให้นาแห้งครั้งละ ๒-๖ วัน ่ - ให้ทดนํ้าเข้านาสูง ๒ เซนติเมตร ทุกเช้า ทุกวัน อย่างสมํ่าเสมอ และปล่อยให้นาแห้งในตอนบ่ายข้ อควรจําในการทํา ให้ นาแห้ ง ๑. การจัดการนํ้าในรู ปแบบนี้ช่วยลดการสู ญเสี ยพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งถูกผิวนํ้านิ่งในนาสะท้อนออกไป ข้าวก็เช่นกันกับพืชอื่น ๆ ย่อมเติบโตอย่างรวดเร็ วหากได้รับความอบอุ่นมากขึ้น ดังนั้นหากนาข้าวไม่ถูกนํ้าท่วมจะดีกว่าจะได้อุมความอบอุ่นได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ออกซิเจนแก่รากมากขึ้นด้วย ้ ๒. นอกจากนั้นการประหยัดนํ้าก็เป็ นสิ่ งที่ดี และ การใช้เวลานานในการทําให้นาแห้งจะช่วยลดก๊าซมีเธนด้วย ๓. ให้ระมัดระวัง หากนาข้าวเค็ม หรื อ เป็ นทราย
  • 39. ข้ อสํ าคัญสํ าหรับนํา ้ การทําให้นาแห้งนั้น ต้องให้แห้งลึกลงไปในดิน และ มีรอยแตกบนผิวโคลน แต่อย่าลืมทดนํ้าเข้านาทันทีที่ขาวเริ่ มออกรวง ในช่วงที่ตนข้าวเจริ ญเติบโตไม่ควรให้มีน้ าขังในแปลงนา แต่มีการให้น้ าโดยการปล่อย ้ ้ ํ ํนํ้าเข้าออก ในบางครั้งควรปล่อยที่นาให้แห้งจนดินแตก การปล่อยให้ผนนาแห้งเช่นนี้ช่วยให้ขาวได้รับแสงแดด ื ้อย่างเพียงพอ เป็ นผลให้ขบวนการสังเคราะห์แสงมีประสิ ทธิภาพสู ง แต่เมื่อข้าวเริ่ มออกรวงให้ขงนํ้าไว้ในแปลง ันา ๑-๒ เซนติเมตร และ ปล่อยนํ้าออกก่อนทําการเก็บเกี่ยว ๒๐ วันฉ. การดูแลรักษา • การกําจัดวัชพืช เนื่องด้วยระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้กล้าต้นอ่อน ปลูกระยะห่างพอสมควร อีกทั้งไม่มีการขังนํ้าในแปลงนา ซึ่งสภาพที่นาเช่นนี้เหมาะแก่การเจริ ญเติบโตของวัชพืช ดังนั้นควรมีการกํา จัดวัชพืชอย่างน้อย3 ครั้ง เกษตรกรหลายคนใช้เครื่ องทุ่นแรงในการกํา จัดวัชพืชที่ผลิตจากโรงงานหรื อประดิษฐ์ข้ ึนมา บางท่าถอนด้วยมือถ้าถอนด้วยมือเมื่อถอนแล้วจะเหยียบฝังต้นวัชพืชลงในแปลงนาเพื่อเป็ นปุ๋ ยต่อไป ตารางเวลาในการกําจัดวัชพืช ครั้งที่ อายุขาว/วัน ้ ๑ ๑๐ ๒ ๒๕-๓๐ ๓ ๕๕-๖๐ ๔ แล้วแต่ความเหมาะสม • ในการกําจัดวัชพืชต้องใช้เวลา และ แรงงานมากพอสมควรแต่ในการกําจัดวัชพืชแต่ละครั้งช่วยให้ผลผลิตเพิมขึ้นในระดับที่คุมกับการลงทุน เพราะทําให้อากาศเข้าไปในดินได้มาก ซึ่งเป็ นเหตุให้รากข้าวได้รับ ่ ้ออกซิเจนโดยตรงมีผลต่อการเจริ ญเติบโตของต้นข้าวประโยชน์ ในการกําจัดวัชพืช แสดงประโยชน์ของการกําจัดวัชพืช โดยกล่าวถึงผลผลิตที่เกษตรกรในแอมบาโทวากี ซึ่งใช้หลักการเอส อาร์ ไอ (SRI) ในฤดูกาล ๑๙๙๗–๑๙๙๘ ได้รับ แล้วเปรี ยบเทียบผลผลิตกับจํานวนวัชพืชที่กาจัดออกไป ํภายใต้เงื่อนไขการเจริ ญเติบโตในชุมชน (ซึ่ งเป็ นที่สูง และ ดินถ่ายเทนํ้าได้ดี) การจํากัดวัชพืชมากกว่า ๒ ครั้งสามารถเพิ่มผลผลิตประมาณ ๓๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ ต่อการกําจัดวัชพืชแต่ละครั้ง เกษตรกร ๒ รายไม่ กําจัดวัชพืชเลยได้ผลผลิต ๙๖๐ กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่เกษตรกร ๘ ราย กําจัดวัชพืช ๑ ครั้งเท่านั้น ได้ผลผลิต ๑,๒๓๒กิโลกรัมต่อไร่ ส่ วนเกษตรกรอีก ๒๗ ราย กําจัดวัชพืช ๒ ครั้งได้ผลผลิตใกล้เคียงกันคือ ๑,๑๘๔ กิโลกรัมต่อไร่
  • 40. แต่เกษตรกรจํานวน ๒๔ รายซึ่งกําจัดวัชพืช ๓ ครั้งได้ผลผลิตเฉลี่ย ๑,๓๔ กิโลกรัมต่อไร่ และ เกษตรกรอีก ๑๕ ํ ่รายที่กาจัดวัดวัชพืช ๔ ครั้งได้ผล ๑,๘๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ ข้อมลูน้ ีเป็ นเหตุผลให้เชื่อมันได้วาการกําจัดวัชพืชมาก ่ ํครั้งเท่าที่กาหนดขั้นตํ่าไว้จะให้ผลผลิตดีกว่าการควบคุม และ กํา จัดศัตรูพช ื ปัญหาโรค และ ศัตรู พืชดูจะปรากฏน้อยในไร่ นาที่ใช้ระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เพราะการทําแปลงนาให้แห้ง ั ่พืชจะเจริ ญเติบโตดี สมบูรณ์ แข็งแรง เป็ นที่รู้กนดีวาต้นพืชที่แข็งแรง และ สมบูรณ์ สามารถต้านทานโรค และศัตรู พืช ได้ดีกว่า ระบบ อาร์ เอม เอ็ม มีวิธีการควบคุม, ป้ องกัน การกําจัดศัตรู และ โรคพืชดังนี้ - แมลง และ โรคบางชนิดใช้สารธรรมชาติเช่น สะเดาในการป้ องกัน และ กําจัด (ดูภาคผนวก) - ปู ใช้เมล็ดมะขาม, ดอกทองกวาว, ยอดมันสําปะหลัง, กับดัก (ดูภาคผนวก) ั - หอยเชอรี่ ใช้กบดัก และ สารซาโปนินที่มีในสมุนไพร (ดูภาคผนวก) - การใช้น้ าสกัดชีวภาพ (ข้อมูลจากเอกสารเกษตรออกานิค และ สิ่ งแวดล้อม) ํ ภาพแสดงการกํา จัดวัชพืชในนาข้าวด้วยเครื่ องทุ่นแรงอย่างง่ายการใช้ นําสกัดชีวภาพ ้ - นํ้าสกัดชีวภาพจากพืช (ผักบุง, หน่อไม้, หยวกกล้วย, และ พืชตระกูลถัวอื่นๆ ที่มีการเจริ ญเติบโตเร็ ว) ให้ ้ ่มีการฉีดพ่นช่วงที่ขาวเจริ ญเติบโต (ดูภาคผนวก) ้
  • 41. - นํ้าสกัดชีวภาพจากผลไม้ (กล้วย, ฝักทอง, มะละกอ, ขนุน ฯลฯ) ให้มีการฉีดพ่นช่วงข้าวท้อง และ เป็ นรวง (ดูภาคผนวก) - นํ้าสกัดชีวภาพจากปลา พ่นเพื่อช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจน ในช่วงที่ขาวเจริ ญเติบโต (ดูภาคผนวก) ้การจัดการหลังออกรวง การที่ตนพืชเจริ ญเติบโตอย่างมันคง สามารถกระตุนให้ราก และ หน่อ งอกจํานวนมาก ๆ ในระหว่าง ้ ่ ้การเจริ ญเติบโต ดังนั้นในระหว่างที่ขาวตั้งท้อง การจัดการนํ้าควรเปลี่ยนทันทีเมื่อดอกเริ่ มออก โดยคงระดับนํ้า ้ในแปลงนาประมาณ 2 เซ็นติเมตรการใช้ แรงงาน เหตุผลประการหนึ่งที่เกษตรกรปฏิเสธไม่ใช้หลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม คือ ต้องใช้แรงงานมาก และ ใช้การจัดการเรื่ องต่างๆ ที่มากขึ้นซึ่งชาวนาอาจไม่คุนเคย อย่างไรก็ตาม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นสําหรับวิธีการ ้อาร์ เอ็ม เอ็ม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนจ้างคนงานเพิ่มขึ้น ในอีกแง่หนึ่ง เกษตรกรจะพบว่าวิธีการ อาร์เอ็ม เอ็ม หลังจากที่คุนเคยต่อระบบต่างๆแล้ว กลับใช้แรงงานน้อยกว่าเดิม ้ ๑. แรงงานที่เพิ่มขึ้นบางส่ วนสําหรับวิธีการ อาร์ เอ็ม เอ็ม ก็เพื่อใช้ในการเรี ยนรู ้ซ่ ึง เป็ นการลงทุนที่น่าจะได้ผลตอบแทนคืนในฤดูแรก ๒. ผลการศึกษาพบว่า ต้องใช้แรงงานทํางานเพิ่มขึ้น ๒ ใน ๓ ส่ วนของเวลาปกติ ในปี แรก และ ปี ที่สองแต่เมื่อเกษตรกรเริ่ มคุนเคยกับวิธีการแล้ว ก็จะรู ้สึกผ่อนคลายกับวิธีการเหล่านั้น (โดยเฉพาะการย้ายปลูก) ความ ้ต้องการแรงงานก็จะลดลง หนึ่งในสามส่ วน ๓. ข้อแตกต่างที่เด่นชัดในแง่ของการใช้แรงงานตามวิธีของ อาร์ เอ็ม เอ็ม กับวิธีปลูกข้าวแบบที่ใช้อยู่ทัวไปคือ ต้องใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อการเก็บเกี่ยว แต่กไม่มีเกษตรกรคนใดบ่นว่ามีผลผลิตข้าวที่ตองขนจากนา ่ ็ ้มาสี หลายรอบเหลือเกิน เพราะนันหมายความว่าครอบครัวจะมีรายได้เพิมมากขึ้นจากแรงงานที่ลงทุนไป ่ ่ ๔. หากเกษตรกรมีกิจธุระอื่นต้องทํา จนแรงงานไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อ อาร์ เอ็ม เอ็ม ก็ยงคงคุมค่าที่จะ ั ้จ้างแรงงานภายนอกมาช่วย
  • 42. บทสรุป ๑. ขั้นตอนสําคัญที่จะทําให้วิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม สําเร็ จคือ เกษตรกรต้องไตร่ ตรองถึงการปลูกข้าวด้วยวิธีใหม่ที่ต่างออกไป แม้วาความเข้าใจ และ วิธีการปลูกข้าวแบบเดิมได้ช่วยเลี้ยงประชาชนนับพันล้านคนมานาน ่นับศตวรรษ แต่ดวยวิธีการจัดการแบบใหม่เกษตรกรสามารถได้รับผลผลิตจํานวนมากขึ้น คือจากทุกเมล็ดที่ ้หว่านลงไป โดยปฏิบติตามวิธีอย่างระมัดระวังและจัดเตรี ยมสภาพการปลูกที่ดีกว่าให้พืช ั ๒. ปัจจุบนยังคงมีการทดลองต่อไปเพื่อปรับปรุ งวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม สําหรับการปลูกบนที่สูงซึ่งไม่มีระบบ ัชลประทาน โดยใช้ปุ๋ยคอกแทนการใช้ไฟเผา และ ปลูกในระยะห่าง ๓๐ x ๓๐ เซ็นติเมตรต่อต้น และ ใช้พืชตระกูลถัวที่ตดมาถมดินเพื่อกันวัชพืชขึ้น ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงขึ้น ่ ั ๓. เลิกปั กดํา ในแปลงที่ถูกนํ้าท่วมนานเกินไป และ ปักดําต้นกล้าก่อนที่ตนกล้าจะครบ ๔ ใบ ไม่เช่นนั้น ้ข้าวจะไม่ค่อยแตกกอ ๔. ขณะถอนกล้า อย่าล้างรากต้นกล้า เพราะรากจะแห้ง ปล่อยให้ดินเกาะรากไว้ ๕. ขณะถอนกล้า อย่าฟาดต้นกล้า ๖. เมื่อถอนกล้าแล้วให้รีบปลูกทันที อย่าทิ้งไว้ถึง ๒๔ ชัวโมง ต้นกล้าจะเหลือง และ เฉา ให้ปักดํา ่ภายใน ๓๐ นาทีหลังจากถอนกล้าจะดีที่สุด ๗. อย่าปั กต้นกล้าลึกเกิน ๒ เซนติเมตร เพราะต้นกล้าจะสลัดรากของมันออกแล้วงอกใหม่ข้ ึนข้างบนทําให้การเติบโตของต้นกล้าก็จะช้าไปอีก ๒-๓ สัปดาห์ ๘. อย่าปั กต้นกล้ากําละ ๓-๘ ต้น ให้ปักเพียงต้นเดียว หากปักต้นกล้าเป็ นกํา ต้นกล้าจะแย่งอาหารอากาศ และ แสงสว่างกัน ํ ๙. อย่ากําจัดวัชพืชด้วยมือ หรื อ ไม่กาจัดวัชพืช ให้ใช้เครื่ องกําจัดวัชพืชที่ใช้ดวยมือ ซึ่งมีประสิ ทธิภาพ ้มากกว่า นอกจากนั้น ยังให้ออกซิเจนแก่ดิน และ ราก ทําให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก ๑๐. อย่าทดนํ้าเข้านาขณะที่ขาวกําลังแตกกอ ราก และ ดิน จะขาดออกซิเจนอย่างหนัก ให้ขยันเรื่ องการ ้เปิ ดปิ ดนํ้าเข้านา และ ปล่อยให้ดินแห้งลงไปลึก ๆ ระหว่างที่ขาวกําลังแตกกอ ้
  • 43. บทความพิเศษวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓http://kaset-apsa.blogspot.com/2010/04/blog.post.html ผมเดินทางไป ๓ จังหวัดไปพบปะกับชาวบ้านที่อุบลราชธานี ศรี ษะเกษ และ ร้อยเอ็ด ซึ่งได้ผลตอบรับมาอย่างดีเยียม ผมเน้นการสาธิตเกี่ยวกับสารเสริ มประสิ ทธิภาพ มีการสาธิตวิธีการปรับสภาพดินรวมถึงคืน ่ ัความอุดมสมบูรณ์ให้กบดิน การสลายดินดาน ปรับสภาพนํ้า (ปรับ pH) การช่วยดูดซึม และ จับใบร่ วมกับปุ๋ ยนํ้าชีวภาพ/ปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมัก การผสมกับปุ๋ ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิ ทธิภาพ และ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ๕๐ % รวมถึงผมได้นําเสนอข้อมูล และ วิธีการทําปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักโดยใช้สูตรของ ม. เกษตรศาสตร์ กําแพงแสน โดยรวมแล้ว ัเกษตรกรทุกคนที่ผมได้สาธิต และ จําลองสถาณการณ์การทําการเกษตรขึ้นมาให้ดูกนชัด ๆ มีความสนใจ และขอเข้ามาร่ วมโครงการกับผม และ เป็ นที่น่ายินดีที่ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย เพราะมันใจกับปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมัก ่บวกกับสารจับใบ เพราะต้นทุนตํ่ามาก ๆ ตลอดจนเครื่ องฉีดปุ๋ ยราคาตํ่า ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเกษตรกรส่วน ่ใหญ่มีอยูแล้ว และ ใช้งานค่อนข้างง่ายพื้นที่ ๑๐ ไร่ สามารถฉี ดให้เสร็ จภายในเช้าเดียวเลย ผลสรุ ปจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือว่าผมได้สร้างเครื อข่ายเกษตรกรได้กลุ่มใหญ่ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิง ่ที่ อ.นํ้าเกลี้ยง จ.ศรี ษะเกษ มีผหลักผูใหญ่ท่านหนึ่งถึงกับนัดผมให้กลับไปจัดประชุมกลุ่มเกษตรกรในละแวกนั้น ู้ ้เลยทีเดียว โดยท่านจะเป็ นธุระในการประสานงานกลุ่มเกษตรต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรี ย ์ ซึ่งถ้าผมได้ ่กลับไปอีกครั้งคงเป็ นงานใหญ่เลยก็วาได้ เขียนโดย PANYASRI ที่ 6:17 0 ความคิดเห็นวันอังคารที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓http://kaset-apsa.blogspot.com/2010/03/blog.post.htmlจากนักคอมพิวเตอร์สู่ นกวิชาการการเกษตรอิสระ - ทําการเกษตรแบบนักวิจยร่ วมกับชาวบ้าน ั ั ่ ปั จจุบนเกษตรกรไทยประสพปั ญหามากมายในการทําการเกษตร ไม่วาจะเป็ นฝนแล้ง นํ้าท่วม ต้นทุน ัการผลิตสู ง เช่นปุ๋ ยเคมีราคาแพง ยาปราบศัตรู พืชราคาแพง นํ้ามันแพง ปัญหาแมลงระบาดฆ่าไม่ตาย ผลผลิตต่อไร่ ตกตํ่า ราคาผลผลิตตกตํ่า สารพันปั ญหาที่ประดังเข้ามาทําให้เกษตรไทยอ่อนแอ ท้อแท้ อยากจะเลิกทําการเกษตร ซํ้าร้ายหนี้ ธกส. ยังพอกพูนขึ้นทุกปี ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ลูกหลานก็หนีเข้าไปหางานในกรุ งเทพฯ เงินเดือนหยิบมือเดียวไม่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ ภาครัฐดูแลไม่ทวถึง หรื อถึงขั้นไม่เคยมีเวลา ั่ออกมาเหลียวแลเลย ผมเป็ นคนนึงที่เป็ นลูกชาวนา เป็ นเด็กเลี้ยงวัวตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ โตมาจากกลางท้องทุ่งที่อาเภอพนม ํไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็ นพื้นที่ติดกับทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเผชิญกับปัญหาด้านการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็ ิ ัพยายามจะส่ งให้เรี ยนสู ง ๆ เพื่อที่จะหนีจากวงจรการเกษตรที่ฝากชีวตไว้กบดินฟ้ าอากาศ หลังสูฟ้าหน้าสูดิน ้ ้
  • 44. สารเคมีราคาแพงจนทําให้ทานาไม่คุมทุน จนแล้วจนรอดพ่อแม่ตดสิ นใจจํานําที่นาและขายวัวทั้งหมด (ขายวัว ํ ้ ั ้ืส่ งควายเรี ยน) ประจวบกับเป็ นปี แรกที่มีทุนกูยมทางการศึกษาด้วย ส่ งผมเรี ยนจนจบปริ ญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในที่สุด โชคดีที่ได้งานตอนปี ๒๕๔๓ ทั้ง ๆ ที่วิกฤตเศรษฐกิจสมัยนั้นหนักหนาสาหัสแบบสุ ด ๆ ในระยะต่อมาผมได้ใช้หนี้ที่จานําที่นาสําเร็ จ และ ก็มีเงินเก็บนิดหน่อยซื้อที่นาเพิมเติม ผมเองได้ขอให้ ํ ่พ่อแม่เลิกทํานาเพราะว่าทําแล้วไม่คุมทุน แถมมีอายุมากแล้วร่ างกายก็อ่อนแอ แต่ยงไงก็ตามด้วยความรักใน ้ ัอาชีพเกษตรกรเหมือนที่ผมรักในอาชีพนักคอมพิวเตอร์ที่ทาให้ผมพอมีอยูมีกินมาเป็ น ๑๐ ปี แต่ยงไงก็ตามพ่อ ํ ่ ัแม่กยงทํานาต่อไปโดยไม่ฟังคําขอร้องของผมทั้งๆ ที่ผมเองก็ส่งเงินให้เขาใช้จ่ายทุกเดือน จนเขาไม่มีความจํา ็ัเป็ นต้องทําไร่ ทานาก็ตาม ํ ็ ่ วันนึงผมเริ่ มคิดได้ ไหน ๆ พ่อแม่กไม่เลิกทํานาอยูแล้ว ในฐานะที่เรามีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว จึงได้ลงมือศึกษาด้านการเกษตรอย่างเต็มที่ ด้วยความที่ตวเองเป็ นนักคอมพิวเตอร์มืออาชีพจึงได้ใช้ search engine ัของ google.com เนี่ยแหละเป็ นเครื่ องมือหลัก ผมศึกษาข้อมูลการทําการเกษตรจากผูรู้ ผูมีประสพการณ์ อ่าน ้ ้หนังสื อ บทความของทั้งนักวิชาการไทย และ ต่างประเทศ รวบรวมสมัครพรรคพวกที่มีเลือดเกษตรกรเต็มตัวคุยกันทาง msn และ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากเกษตรกรโดยตรงโดยแบกเครื่ องโน๊ตบุคตัวเก่าตัวเก่งกับโปรแกรม ๊excel ไปนังคํานวนต้นทุนกับชาวบ้านโดยเปรี ยบเทียบกันหลาย ๆ คนจนได้ขอมูลและความรู ้โดยเฉพาะอย่างยิง ่ ้ ่ในส่ วนของปัญหาต่าง ๆ มากพอ และ มาทําการบ้านอย่างหนักเพือหาวิธีจดการกับปั ญหาต่าง ๆ จากนั้นเริ่ ม ่ ัค้นคว้า และ ทดลองร่ วมกับชาวบ้านจนค้นพบว่าปัญหาหลาย ๆ อย่างก็มีทางออกที่ดี และ น่าจะเป็ นทางรอดของชาวเกษตรได้ ปั ญหาหลัก ๆ พอจําแนกออกได้ประมาณนี้ 1. ปุ๋ ยเคมี/อินทรี ยราคาแพง ผมได้ศึกษาตรงนี้พบว่ามีขอมูลจากนักวิจยไทย จากมหาวิทยาลัย ์ ้ ั ํเกษตรศาตร์กาแพงแสน ได้คิดค้นสู ตรปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักมาทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี (ราคา ๘๐๐-๑๓๐๐ บาท/กระสอบ) หรื อ ปุ๋ ยอินทรี ยอดเม็ด (ราคา ๓๐๐-๔๐๐ บาท/กระสอบ) ที่ขายกันทัวไป ซึ่งได้ผลอย่างน่าตื่นเต้นมาก ์ั ่ ่เพราะผลผลิตข้าวต่อไร่ สูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยถึง ๑๖๖.๖ กิโลกรัมต่อไร่ โดยผลผลิตเฉลี่ยอยูที่ ๑-๑.๓ ตันต่อไร่ที่มา:http://nsw-rice.com/index.php/riceknowladge/fertirize/257-pig-ferti <ปุ๋ ยนํ้าสกัดจากขี้หมู> รศ.อุทย คันโธ และ อ.สุ กญญา จัตตุพรพงษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันสุ วรรณวาจกกสิ กิจ ั ัวิทยาเขตกําแพงแสน นครปฐม ได้ศึกษา ทดลองสกัดปุ๋ ยจากมูลสุ กร พบว่ามีธาตุอาหารพืช ทั้ง ๑๓ ธาตุ เหมาะกับการปลูกพืช (ได้แก่ N, P, K, Ca, Mg, S, Fe, Mn, Cu, Zn, B, Mo และ Cl) มีฮอร์โมนพืชช่วยเร่ งการเจริ ญเติบโตของพืช และ นํ้าสกัดมูลสุ กรจะไปคลุมจุลินทรี ยที่เป็ นเชื่อโรคกับต้นพืชด้วย ทําให้ตนข้าวแข็งแรง ไม่มีโรค ์ ้
  • 45. แมลงรบกวน ไม่ตองฉีดพ่นยาฆ่าแมลงใดๆ เมล็ดข้าวมีคุณภาพดีมาก เมล็ดเต็ม นํ้าหนักดี สี ขาวแล้วได้ขาวสาร ้ ้ ้มาก ปลายข้าวน้อย โรงสี พอใจมาก และได้ราคาเต็มไม่มีการตัดราคาเลย ใน ระหว่างทดลอง ฝนทิ้งช่วงและอากาศแห้งแล้งกว่า ๒ เดือน แต่ผลผลิตได้มากกว่าเดิม ซึ่งการปลูกข้าวแบบเดิมๆ ต้นข้าวแห้งตายหมดแล้ว รศ.อุทย แจงรายละเอียดว่า "นาข้าวที่ใช้ปุ๋ยนํ้าสกัดเพิมผลผลิตมากกว่าแปลงใช้ปุ๋ยเคมี ๑๖๖.๖ กก.ต่อไร่ คิดเป็ น ั ่ผลผลิตเพิ่ม ๖๙% ลดต้นทุนการผลิตได้ ๑,๓๖๐ บาทต่อข้าว ๑ ตัน (ลดลง ๓๗.๐๖6%) และการปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ ยอินทรี ยมูลสุ กรจะให้ผลผลิตสู งกว่าใช้ปุ๋ยเคมี โดยได้ผลผลิตเฉลี่ยถึง ๑-๑.๓ ตันต่อไร่ เมล็ดมีน้ าหนักดีกว่า ์ ํเดิม ขณะที่ตนทุนการปลูกข้าวจะลดลงถึงไร่ ละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท สู ตร วิธีทานํ้าสกัดมูลสุ กร เพือใช้เป็ นปุ๋ ย ้ ํ ่ 1. นํามูลสุ กรแห้งบรรจุถุงไนล่อน แล้วแช่น้ า ในถังหรื อโอ่งดิน อัตราส่ วนมูลสุ กรแห้ง ๑ กิโลกรัม ต่อ ํนํ้า ๑๐ ลิตร 2. ปิ ดฝาให้สนิทหมักไว้ ๒๔ ชัวโมง ่ 3. ยกถุงมูลสุ กร ออกจากถัง นํานํ้าสกัดส่ วนที่เหลือประมาณ ๘ ลิตรมาเจือจางกับนํ้า - กากมูลที่เหลือนําไปทําปุ๋ ยทางดิน - กรณี พืชอายุส้ นหรื อประเภทใบบาง เช่น ข้าว พืชผัก กล้วยไม้ ใช้อตราส่ วน ๑ ต่อ ๒๐ ใช้ฉีดพ่น ั ัการใช้น้ า สกัดมูลสุ กรฉี ดพ่นทางใบ ช่วยทําให้พชได้รับธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุอาหารเร็ ว ํ ืขึ้น ทําให้ขาวมีการเจริ ญเติบโตอย่างรวดเร็ ว ใบเขียว ใบตั้ง ส่ งผลให้พืชมีการสังเคราะห์ดวยแสงอย่างเต็มที่ อีก ้ ้ทั้งแมลงศัตรู พืชขาดแหล่งอาศัย นอกจากนี้ขาวมีความแข็งแรง ต้านทานต่อโรค และ แมลงศัตรู พืช เก็บเกี่ยวได้ ้เร็ วขึ้น เมล็ดข้าวเต่ง และ ผลผลิตได้มากขึ้น การฉีดพ่นทางใบทําได้ดงนี้ ั - เมื่อข้าวมีอายุ ๑๕ และ ๓๐ วัน นํานํ้าสกัดมูลสุ กร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๒๐ ลิตร พร้อมกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉี ดพ่นทางใบอัตรา ๔๐ ลิตรต่อไร่ - เมื่อข้าวมีอายุ ๔๕, ๖๐ และ ๗๕ วัน นํานํ้าสกัดมูลสุ กร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๑๐ ลิตร พร้อมกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉี ดพ่นทางใบ อัตรา ๔๐ ลิตรต่อไร่ - หากพบว่าข้าวบางบริ เวณไม่สมํ่าเสมอ ให้ใช้น้ าสกัดมูลสุ กร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๑๐ ลิตร พร้อม ํกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉีดพ่นทางใบบริ เวณที่ตนข้าวเติบโตช้า จะช่วยให้ตนข้าวโตสมํ่าเสมอกันได้ จาก ้ ้ผลการวิจย และ ใช้งานจริ งในหลาย ๆ จังหวัดโดยทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับ ธกส. เพื่อประยุกต์ใช้กบลูกค้า ั ัของ ธกส. เองแล้วได้ผลเป็ นอย่างดีเยียม เรามาวิเคราะห์ในหลาย ๆ จุดที่เป็ นประเด็นที่ส่งผลให้เกิดผลผลผลิตที่ ่สูงขนาดนี้ - การสกัดมูลสุ กร มีท้ งธาตุอาหารหลัก และ ธาตุอาหารรองรวมทั้งฮอโมนพืชครบถ้วน และ เป็ นการให้ ัปุ๋ ยโดยตรงทางใบซึ่งจะได้ผลดีเป็ นพิเศษแถมยังต้านทานต่อแมลง ศัตรู พืชด้วย การฉีดทางใบจะฉีดทุก ๆ ๑๕ ้ ่วัน ส่ วนข้าวอายุ ๑๕ และ ๓๐ วันแรกจะใช้สูตรที่มีความเข้มข้นน้อยซึ่งจะทําให้ขาวอยูได้เนื่องจากต้นที่ยงอ่อน ั
  • 46. ๆ เจอปุ๋ ยขี้หมูเข้มข้นมาก ๆ อาจจะทําให้เค็มเกินไป และ พืชตายในที่สุด ส่ วนข้าว ๔๕ วันขึ้นไปจะแข็งแรง และใช้สูตรที่มีความเข้มข้นได้ - สารจับใบ ซึ่งผมถือว่าตัวนี้เป็ นพระเอกตัวนึงเลยทีเดียว มันทําให้ผมประหลาดใจ เมื่อผมได้ลงมือ ่ทดลอง เอาง่าย ๆ คือถ้าฉี ดนํ้าเปล่า ๆ ลงไปที่ใบพืชจะไม่คอยเปี ยกเท่าที่ควร นํ้าจะไหลและหยดลงพื้นเกือบหมด แต่ถาผสมสารจับไบแค่ ๒ ซีซีต่อนํ้า ๒๐ ลิตร กลับกลายเป็ นว่าใบพืชเปี ยกไปหมดทั้งใบ ซึ่งเป็ นเหตุผลว่า ้ ํทําไมสารจับใบจึงช่วยลดการใช้ปุ๋ย หรื อ สารเคมีกาจัดศัตรู พืชลง ได้ถึง ๕๐ % นอกจากนั้นสารจับใบบางยีหอ ่ ้สามารถใช้หมักกับปุ๋ ยเคมี/อินทรี ย ์ โดยผสมนํ้าแล้วหมักทิ้งไว้ ๑ คืนก่อนนําไปหว่านจะทําให้ปุ๋ยมีการดูดซึมดีขึ้น ลดการตกค้างในดินซึ่งเป็ นสาเหตุให้ดินเสี ย ซึ่งวิธีน้ ีทาให้ปุ๋ยมีประสิ ทธิภาพเพิมขึ้นถึง ๑๐๐ % ส่ งผลให้ ํ ่ประหยัดต้นทุนปุ๋ ยถึง ๕๐ % เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามช่วงที่ขาวกําลังออกรวงแนะนําให้หยุดใช้ปุ๋ยหมักนํ้าขี้หมู ้เนื่องจากอาจจะทําให้มีขาวเมล็ดลีบได้ ปุ๋ ยขี้หมูถือว่ามีในโตรเจนสู งมาก หากต้องการเริ่ งให้รวงข้าวดีมีน้ าหนัก ้ ํขึ้นอีกแนะนําให้ใช้ปุ๋ยนํ้าที่มีธาตุอาหารรองที่ครบถ้วน ซึ่งตัวนี้จะช่วยได้เยอะทีเดียว ในส่ วนของปุ๋ ยหมักจากจุลินทรี ย ์ หรื อ EM ก็เป็ นอีกทางหนึ่งที่น่าจะดีไม่แพ้กนแต่เท่าที่ผมได้ลอง ัสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างดู เค้าไม่ค่อยจะใช้กน เพราะบอกว่าวิธีการหมักยุงยาก อาจจะเป็ นความขี้เกียจของ ั ่ชาวบ้าน หรื อ เปล่าก็ไม่รู้ทาให้เกษตรกรไม่ค่อยใช้น้ าหมักจุลินทรี ยกนเท่าที่ควรจะเป็ น ทั้ง ๆ ที่หลักฐานทาง ํ ํ ์ั ่ ัวิชาการก็บอกอยูชดเจนว่า "ของเค้าดีจริ ง" (รวมทั้ งแม่ผมด้วย อุตส่ าห์หมักไว้ในถึง ๒๐๐ ลิตร แต่ไม่ยอมเอาไปฉี ดข้าวเลย) ํ 2. สารเคมีกาจัดศัตรู พืชราคาแพง และ อันตรายต่อสุ ขภาพ จากการศึกษาของผมแล้ว ยาฆ่าแมลงเนี่ยแทบจะไม่จาเป็ นเลยหากเรามีวิธีป้องกันที่ดีไว้ก่อน แต่ถาแมลงระบาดมาที่เราแล้วจะแก้ไขลําบากมาก ๆ ํ ้โดยเพาะเพลี้ยกระโดดสี น้ าตาล ซึ่งทางออกคือ “กันดีกว่าแก้” โดยจะมีสารอินทรี ย ์ ๓ ตัวที่นามาประกอบกันฉีด ํ ํพ่นทางใบถึงจะได้ผลดียงขึ้น ิ่ ่ - นํ้าส้มควัน คือ สารสกัดที่ได้จากการเผาถ่าน ตัวนี้ถือว่าเป็ นพระเอกเลยก็วาได้ สารตัวนี้จะมีความเป็ นกรดสู งมาก ๆ มีค่า PH ๒.๕-๓ เลยทีเดียว ตัวนี้แมลงไม่ชอบเอาซะเลย ซึ่งโดยปกติน้ าที่ได้จากการเผาถ่าน ํจะต้องทิ้งไว้ประมาณ ๙๐ วัน จากนั้นนํามาแยกเอาเฉพาะส่ วนที่เป็ นนํ้าส้มควัน ซึ่งจริ ง ๆ แล้วเราสามารถซื้อได้ ่ทัวไปตามท้องตลาด และ ราคาก็ไม่สูงนักอยูที่ประมาณลิตรละ ๕๐-๑๐๐ บาท ่ ่ - สารสกัดจากสะเดาซึ่งหลายคนคงรู ้ดีวามันเจ๋ งแค่ไหน ็ - สารสกัดจากบรเพชรตัวนี้กไม่แพ้สารสะเดาเช่นเดียวกัน จริ ง ๆ แล้วทีแรกผมคิดว่าสารพวกนี้หาซื้อยาก และ ราคาแพงแต่จากที่ได้หาข้อมูลมาจริ ง ๆ แล้วมีหลายๆ บริ ษทผลิตออกมาขายเป็ นจํานวนมาก แถมยังราคาไม่แพง และ ปลอดภัยอีกด้วยเมื่อเทียบกับสารเคมี ถ้าเอามา ัผสมกับสารจับใบในปริ มาณที่พอเหมาะยิงประหยัด และ ได้ผลดีข้ ึนอีกเป็ นเท่าตัวเลย ่
  • 47. ่ 3. นาแล้ง อันนี้ปัญหาระดับประเทศ หรื อ ระดับโลกก็วาได้ครับ จริ ง ๆ แล้วนักวิชาการได้วิเคราะห์เป็ นอย่างดีแล้วว่า ทุกพื้นที่ในประเทศไทย มีปริ มาณนํ้าฝนที่เหลือเฟื อในการเกษตร แต่เนื่องจากเราไม่มีการกักเก็บนํ้าที่ดีทาให้ไม่มีน้ าที่เพียงพอต่อการทําการ เกษตร แนวคิดของในหลวงของเราที่ปราชญ์หลาย ๆ ํ ํท่านนํามาใช้คือ การมีบ่อหรื อแหล่งนํ้าจํานวน ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่การเกษตร จะทําให้มีน้ าเพียงพอตลอดปี แต่ ํปั ญหาคือดินบางพื้นที่ไม่สามารถเก็บนํ้าไว้ได้ วิธีการหนึ่งคือการสร้างเมือกธรรมชาติ โดยเอาปุ๋ ยคอกไปแขวนไว้ในบ่อ เวลาผ่านไป ๒-๓ เดือนจะทําให้เกิดเมือกธรรมชาติจากพวกพืชหรื อสัตว์น้ าขนาดเล็ก ซึ่งสามารถกัก ํเก็บนํ้าไว้ได้ในที่สุด อันนี้เป็ นภูมิปัญญาชาวบ้านนี่เองครับ บางคนอาจจะขุดเจาะนํ้าบาดาลซึ่งก็เป็ นวิธีการที่ดีแต่ปัญหาที่เจอในหลาย ๆ พื้นที่คือนํ้ากระด้างซึ่งมีความเป็ นด่างสูง จําเป็ นต้องปรับสภาพนํ้าโดยใช้สารประ ่สภาพนํ้าโดยเฉพาะอย่างยิงจะต้องปรับค่า PH ให้เป็ นกลางให้ได้คือ ควรจะมีคาประมาณ ๗ ซึ่งต้นทุนหลักๆ ก็ ่จะอยูที่ค่าไฟฟ้ า/นํ้ามันในการสู บนํ้า และ ราคาของสารแต่ละยีหอจุดหนึ่งที่ผมอยากชี้ให้ เห็นจากการใช้ปุ๋ยนํ้าขี้ ่ ่ ้หมูหมักคือ การให้ปุ๋ยนํ้าขี้หมูหมักฉี ดพ่นทางใบ จะทําให้พชดูดซึมอาหารได้ท้ ง ๆ ที่ดินแห้งแล้ง แม้กระทัง ื ั ่อากาศแห้งแล้ง ๒-๓ เดือนติดต่อกันแต่ขาวก็ยงใบเขียว และ ไม่ตาย ถ้าเป็ นปุ๋ ยเคมีแล้วเนี่ยข้าวจะกินปุ๋ ยไม่ได้เลย ้ ัทําให้แห้งตายในที่สุด และ การที่ฉีดปุ๋ ยทางใบ ๑๕ วันต่อครั้งก็เสมือนกับมีฝนตกเป็ นระยะ ๆ เดือนละ ๒ ครั้ง ้ ้ ัทําให้ขาวสามารถสู ความแห้งแล้งได้ ดังนั้นทางออกหนึ่งคือเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยขี้หมูกนเถอะครับ จากที่ผมคํานวณคร่ าว ๆ แล้ว ขี้หมูแห้ง ๑ กระสอบก็เพียงพอต่อการให้ปุ๋ยกับพื้นที่การทํานา ๕ ไร่ โดยให้ปุ๋ย ๕-๖ ครั้งจนก่อนที่ข้าวจะออกรวง (ข้าวไม่ไวแสง)ซึ่งประหยัดสุ ด ๆ เพราะขี้หมู ๑ กระสอบราคาไม่กี่สิบบาท (การให้ปุ๋ยสูตรเข้มข้นใช้หวเชื้อ ๒๐ ลิตรผสมได้ปุ๋ยนํ้า ๒๐๐ ลิตร ฉีดข้าวได้ ๕ ไร่ /ครั้ง โดยประมาณ) อีกประเด็นหนึ่งที่เวลา ันาแล้งแล้วข้าวใบเหลือง หรื อ แดงเร็วคือการที่ดินเสี ย/ดินแข็ง ซึ่งทําให้รากข้าวไม่สามารถหาอาหารเองได้ ดังนี้การปรับสภาพดินจะช่วยแก้ปัญหานาแล้งได้ดวย ซึ่งมีรายละเอียดให้หวข้อที่ ๗. ้ ั 4. นํ้าท่วม อันนี้แก้ยากครับ แต่ยงไงก็ตาม โดยปกติน้ าไม่ได้ท่วมตลอดทั้งปี ซึ่งแต่ละพื้นที่ควร ั ํ ่เก็บสถิติวาช่วงเดือนไหนมักจะเกิดนํ้าท่วมแล้วอย่าทําการเกษตรช่วงนั้น ซึ่งอาจจะกินระยะเวลา ๑-๒ เดือน ถ้าปลูกข้าวแนะนําให้ปลูกข้าวอายุส้ น เป็ นข้าวไม่ไวแสงหรื อข้าวนาปรัง ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้ทุกฤดูจะได้หนี ัหรื อ เก็บเกี่ยวก่อนช่วงเวลานํ้าจะท่วมได้ ํ 5. วัชพืช อาจจะเป็ นเรื่ องยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกาจัดวัชพืช แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มประสิ ทธิภาพ และ ลดการใช้งานโดยใช้สารจับใบผสม ก่อนฉี ด โดยที่สารจับใบบางตัวสามารถปรับค่า PH ของนํ้าได้ดวย ทําให้สารเคมีมีประสิ ทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ % เลยที เดียว และ ลดต้นทุนลง ๕๐ % ้แต่อย่างไรก็ตาม ผมกําลังทดลองสู ตรการจัดการวัชพืช โดยใช้สารอินทรี ยที่ได้ขอมูลมาจากปราชญ์ดาน ์ ้ ้การเกษตรท่านหนึ่งอยู่ ถ้าได้ผลประการใดจะนํามาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบในโอกาสต่อไป
  • 48. 6. แมลงระบาด (โดยเฉพาะเพลี้ ยต่างๆ ) อันนี้ปัญหาใหญ่มากครับ โดยเฉพาะปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ ่ ้ ํซึ่งวิธีแก้น้ ียากยิงนัก ส่วนวิธีป้องกันให้กลับไปดูขอ ๒ ในเรื่ อง สารเคมีกาจัดศัตรู พชราคาแพง และ อันตรายต่อ ืสุ ขภาพ 7. ดินเสี ยอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องมาหลายปี ทําให้ใช้ปุ๋ยแล้วไม่ได้ผลไม่วาจะเป็ น ่ ์็ปุ๋ ยเคมีหรื อปุ๋ ยอินทรี ยกตามในข้อนี้มีทางแก้ครับ - การใช้ปุ๋ยอินทรี ย ์ หรื อ ใช้จุลินทรี ยเ์ ป็ นเวลาหลาย ๆ ปี ต่อเนื่องในการปรับปรุ งดิน จะทําให้ดินดีขึ้นตามลําดับ (ลุงทุนค่อนข้างสู ง) - การใช้สารปรับสภาพดิน สารพวกนี้จะปรับค่า PH ของดิน รวมถึงทําให้ดินร่ วนซุย ดินจะสามารถตรึ งในโตรเจนในอากาศได้ปริ มาณมาก จริ ง ๆ แล้วธาตุอาหารในดีนตามธรรมชาติในบ้านเราค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมี หรื อ สารเคมีมาต่อเนื่องหลายปี ทําให้ธาตุอาหารที่จาเป็ นเหล่านี้ไม่อยูในรู ปที่ ํ ่พืชจะสามารถดูดซึมได้ ดังนั้นการใช้สารปรับสภาพดินจึงมีความจําเป็ นอย่างยิง วิธีการ ใช้สารปรับสภาพดินคือ ่นํามาผสมกับนํ้าตามอัตราส่ วน (ตามคู่มือของแต่ละยีหอ) แล้วนําไปฉีดพ่น หรื อ รดลงดิน ถ้าจะให้ดียงขึ้นอีกเรา ่ ้ ิ่สามารถใช้น้ าส้มควัน หรื อ นํ้าหมักชีวะภาพผสมเข้าไปเพื่อปรับสภาพดินได้อีกแรง ํ 8. ค่าไถ/พรวนดินราคาแพง ค่าไถนา คือต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เกษตรกรควรจะไถให้นอยครั้ง ้ที่สุดเท่าที่เป็ นไปได้ หรื อ พื้นที่ที่มีน้ าทัวถึง อาจจะทําการไถแค่ครั้งเดียวก็พอ ถ้าค่าไถนาไร่ ล่ะ ๒๐๐-๓๐๐ บาท/ ํ ่ไร่ /ครั้ง หมายถึงว่าราคามันพอ ๆ กับข้าว ๑ กระสอบเลยทีเดียว ยิงหลายครั้งยิงต้นทุนต่อไร่ สูงขึ้นเป็ นเงาตามตัว ่ ่การใช้รถไถนาช่วยให้สะดวกสบาย แต่เป็ นการเพิ่มต้นทุนการผลิต 9. ค่าเกี่ยวข้าวราคาแพง ปั ญหานี้คงต้องปล่อยไปตามระเบียบ เกษตรกรบางคนที่ผมได้พดคุยเค้า ูแทบอยากจะถอยรถเกี่ยวข้าวเองด้วยซํ้า ถ้าใครเกี่ยวก่อนจะได้เปรี ยบ แถวบ้านผมตกอยูประมาณ ๖๐๐ บาท/ไร่ ่แต่ถาใครเกี่ยวช้าค่าเกี่ยวข้าวจะตกไป ๘๐๐ บาท/ไร่ ดวยซํ้า หรื อ ไม่กเ็ กี่ยวเองซะเลย (จะแรงถึงเปล่าเนี่ย) การใช้ ้ ้รถเกี่ยวข้าวช่วยให้สะดวกสบายแต่เป็ นการเพิ่มต้นทุนการผลิต 10. ผลผลิตต่อไร่ ตกตํ่า ในส่ วนนี้มีหลายสาเหตุรวมกันครับ ลองกลับไปอ่านข้อก่อนหน้านี้ดูอย่างเช่นนาแล้ง นํ้าท่วม ดินเสี ย แมลง วัชพืช จากที่ผมได้ศึกษาอย่างจริ งจัง มีประเดินหนึ่งซึ่งเกษตรกรไทยส่ วนน้อย ัที่มีการประยุกต์ใช้กนคือ “สารส่ งเสริ มประสิ ทธิภาพ” โดยที่หลาย ๆ คนคิดว่าเป็ นสิ่ งที่สิ้นเปลือง บางคนบอกว่าใช้แล้วไม่เห็นจะได้ผล ไม่ได้ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยหรื อสารเคมีต่าง ๆ แต่กลับเพิ่มต้นทุนในการซื้อสารส่ งเสริ ม ่ประสิ ทธิภาพ และ ความยุงยากในการใช้งาน สารส่ งเสริ มประสิ ทธิ ภาพมีจุดอ่อนย่างหนึ่งคือถ้าใช้ผดวิธีหรื อ ิปริ มาณไม่เหมาะสม แทนที่จะเป็ นประโยชน์แต่อาจจะทําให้พืชผลเกิดความเสี ยหายได้ มีบางราย (ญาติผมเอง)อยากให้พริ กงามก็เลยใช้ปริ มาณมากเกินไป ทําให้พริ กใบหล่นหมด ในส่ วนนี้ผมได้ศึกษาทดลอง และเปรี ยบเทียบหลาย ๆ ยีหอซึ่งมีสูตรในการใช้งานแตกต่างกันไป ปกติคูมือการใช้งานจะเปรี ยบเทียบว่ากี่ ซีซีต่อ ่ ้ ่
  • 49. ่นํ้า ๒๐ ลิตร ซึ่งเกษตรกรควรศึกษาจากคูมือการใช้งานอย่างถูกต้อง และ ควรเลือกยีหอที่มีประสิ ทธิภาพ หรื อ ่ ้ความเข้มข้นสูงที่สุด ราคาเฉลี่ยต่อไร่ ต่าที่สุด มีความสามารถหลายอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็ นไปได้เช่น ปรับสภาพ ํดิน ปรับสภาพนํ้า ช่วยจับใบ เสริ มประสิ ทธิภาพปุ๋ ยเร่ งในการดูดซึม เสริ มประสิ ทธิภาพสารปราบศัตรู พืช ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะทําให้ลดต้นทุนได้ถึง ๕๐ % เลยทีเดียว แถมยังเพิมผลผลิตได้ถึง ๑๐๐ % อย่างน่าแปลก ่ใจ ผมว่ามันเป็ นทางรอดของเกษตรกรจริ ง ๆ 11. ราคาผลผลิตตกตํ่า ส่ วนนี้คือปัจจัยภายนอกที่แทบจะควบคุมไม่ได้เลย ภาครัฐคงต้องทํางานอย่างจริ งจังซึ่งเกี่ยวพันกับการส่ งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงปั ญหาโรงสี หรื อ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งเรายากที่จะควบคุมในส่ วนนี้ อย่างไรก็ตามการที่จะทุเลาปัญหานี้ได้คือ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้ตนทุนตํ่าที่สุด ้เท่าที่จะเป็ นไปได้ แล้วเพิมผลผลิตต่อไร่ ให้มากที่สุด นี่แหละจะเป็ นทางออกที่เป็ นไปได้มากที่สุด ่ ผมขอสรุ ปส่ งท้ายว่า เกษตรกรควรหันมาทําการเกษตรแบบพอเพียงโดยใช้เกษตรอินทรี ยเ์ ข้ามาช่วยให้ได้มากที่สุด ในอนาคตผลผลิตของพืชปลอดสารเคมีจะมีราคาสู งขึ้น เพราะว่าคนหันมาสนใจเรื่ องสุ ขภาพมากขึ้น เกษตรกรควรมีการบันทึกค่าใช้จ่ายหรื อต้นทุนแต่ละรายการทั้งหมดเพื่อเป็ นประโยชน์ในการคํา นวณกําไร/ขาดทุน และ จะเป็ นข้อมูลในการศึกษาวิจยต่อไป หากต้องการคําปรึ กษา มีขอชี้แนะ แลกเปลี่ยนความรู ้ หรื อ ั ้ความต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการให้สาธิตการปรับสภาพดิน ปรับสภาพนํ้า วัดค่าความเป็ นกด/ด่าง ของดินหรื อ นํ้า รวมถึงวิธีการลดสารเคมี หรื อปุ๋ ย และ เป็ นการเพิ่มประสิ ทธิภาพไปในตัว (รวบรวมกลุ่มเกษตรกรให้ได้๓-๕ คน) ผมยินดีรับฟัง และ พร้อมที่จะพัฒนาด้านการเกษตรในเมืองไทยไปพร้อมกับทุก ๆ ท่านเพื่อพี่นอง ้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปาก มีความมันคง และ มังคังครับ ติดต่อมาได้ที่ email: panyasri@hotmail.com หรื อ ฝาก ่ ่เบอร์โทรมาทาง email ให้ติดต่อกลับก็ได้ครับ
  • 50. ภาคผนวกก. การทํา ปุ๋ ยหมักแบบไม่ กลับกองวิธีที่ ๑ ขนาดกองใหญ่วัสดุอุปกรณ์ ๑. เศษพืชแห้ง ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กิโลกรัม) ทําได้กองขนาด กว้าง ๒ เมตร สู ง ๑ เมตร ยาว ๕ เมตร ๒. มูลสัตว์ ประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม ๓. ปุ๋ ยยูเรี ย ๕ กิโลกรัม หรื อ ปุ๋ ยแอมโมเนียซัลเฟต ๑๐ กิโลกรัม เป็ นตัวเร่ งทํา ให้เศษพืชสลายตัวเป็ นปุ๋ ยได้เร็ วขึ้น ๔. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ นิ้ว ๔-๕ ท่อน ยาวท่อนละ ๑.๕ เมตร บากรู ที่ขอให้กลวงตลอดลํา ้ ๕. ไม้ไผ่ขนาดเดียวกันนี้ ๒-๓ ท่อน ยาว ๒.๕ เมตร บากรู ที่สนข้อตลอดลํา โดยบากเฉพาะด้านล่าง ั***หากไม่ตองการใช้ปุ๋ยยูเรี ยใช้น้ าสกัดชีวภาพแทนก็ได้*** ้ ํขั้นตอนการทํา ๑. เมื่อกองพื้นที่แล้วให้กองเศษพืชขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๕ เมตร ถ้าหากทํากองเล็กก็ให้ลดอัตราส่ วนวัสดุที่ใช้ลง ยําให้แน่นพร้อมกับรดนํ้าให้ชุ่ม ให้ได้ช้ นเศษพืชที่สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ่ ั ๒. ใส่ มูลสัตว์ทบชั้นเศษพืช และโรยปุ๋ ยยูเรี ย หรื อ แอมโมเนียซัลเฟตตามลงไป โดยแบ่งชั้นประมาณ ๑ ัใน ๕ ส่ วน ๓. ทําซํ้าเช่นนี้อีก ๑ ชั้น ๔. วางไม้ไผ่ที่บากรู ไว้เฉพาะด้านล่างยาว ๒.๕ เมตร ให้ขนานกันตามขวางของกองปุ๋ ยหมักทั้ง ๓ ท่อนโดยให้ดานที่บากควํ่าลง เพื่อกันเศษพืชในชั้นต่อไปลงไปอุดรู ไม้ไผ่น้ ีจะเป็ นท่อระบายความร้อนกองปุ๋ ยหมัก ้ ๕. ใส่ เศษพืช มูลสัตว์ และ ปุ๋ ยเคมี พร้อมกับรดนํ้า สลับกันเป็ นชั้น ๆ จนหมดเศษพืช และ มูลสัตว์ จะได้กองปุ๋ ยสู งประมาณ ๑ เมตร ๖. นําไม้ไผ่ที่บากรู ท้ ง ๒ ด้าน ยาว ๑.๕ เมตร เสี ยบให้ทวกองปุ๋ ยหมักเพื่อเป็ นท่อระบายอากาศ ั ั่ ๗. นําดินมาโรยทับกองปุ๋ ยหมักให้หนาประมาณ ๒ นิ้ว หรื อมากกว่าเพื่อกันความชื้นในกองปุ๋ ยระเหยออกไป
  • 51. ภาพ กองปุ๋ ยหมักขนาดใหญ่วิธีที่ ๒ ขนาดกองเล็กวัสดุอุปกรณ์ ๑. เศษพืชแห้ง ๒๐๐ กิโลกรัม ทํา กองขนาด กว้าง ๑ เมตร สู ง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร ๒. มูลสัตว์ ประมาณ ๒๐-๓๐ กิโลกรัม ๓. ปุ๋ ยยูเรี ย ๒ กิโลกรัม หรื อ ปุ๋ ยแอมโมเนียซัลเฟต ๑ กิโลกรัม ๔. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ นิ้ว ยาวท่อนละ ๒.๕ เมตร ทะลวงปล้อง และ เจารู กลางลํา ไว้ ๒-๓ รู จํานวน ๒ ท่อน ๕. ไม้ไผ่ขนาดเดียวกันนี้ ๒ ท่อน ยาว ๑.๕ ทะลวงปล้อง และ เจารู กลางลํา ไว้ ๒-๓ รู จํา นวน ๔ ท่อนขั้นตอนการทํา ๑. เมื่อกองพื้นที่แล้วให้กองเศษพืชขนาดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร (ถ้าหากทํา กองเล็กก็ให้ลดอัตราส่ วนวัสดุที่ใช้ลง) ยําให้แน่นพร้อมกับรดนํ้าให้ชุ่ม ให้ได้ช้ นเศษพืชที่สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ่ ั ๒. ใส่ มูลสัตว์ทบชั้นเศษพืช และ โรยปุ๋ ยเคมีที่เตรี ยมไว้ (ยูเรี ย หรื อ แอมโมเนียซัลเฟต) ตามลงไป (โดย ัแบ่งชั้นประมาณ ๑ ใน ๕ ส่ วน) ๓. ทํา ซํ้าเช่นนี้อีก ๑ ชั้น ๔. วางไม้ไผ่ที่บากรู ไว้เฉพาะด้านล่างยาว ๒.๕ เมตร ให้ขนานกันตามขวางของกองปุ๋ ยหมักทั้ง ๓ ท่อนโดยให้ดานที่บากควํ่าลง เพื่อกันเศษพืชในชั้นต่อไปลงไปอุดรู ไม้ไผ่น้ ีจะเป็ นท่อระบายความร้อนกองปุ๋ ย ้ ๕. ใส่ เศษพืช มูลสัตว์ และ ปุ๋ ยเคมีพร้อมกับรดนํ้า สลับกันเป็ นชั้น ๆ จนหมดเศษพืช และ มูลสัตว์ จะได้กองปุ๋ ยสู งประมาณ ๑ เมตร
  • 52. ๖. นํา ไม้ไผ่ที่บากรู ท้ ง ๒ ด้าน ยาว ๑.๕ เมตร เสี ยบให้ทวกองปุ๋ ยหมักเพื่อเป็ นท่อระบายอากาศนําดินมา ั ั่โรยทับกองปุ๋ ยหมักให้หนาประมาณ ๒ นิ้ว หรื อ มากกว่าเพื่อกันความชื้นในกองปุ๋ ยระเหยออกไป ภาพ กองปุ๋ ยหมักขนาดเล็กข. การใช้ ปุ๋ยพืชสดการใช้ พชปุ๋ ยสดในนาข้ าว ืขั้นตอน โสนอัฟริกนั พืชอืน ๆ ่ ๑ จัดหาเมล็ดพันธุ์ ๓ กิโลกรัมต่อไร่ จัดหาเมล็ดพันธุ์ ๕-๘ กิโลกรัมต่อไร่ ๒ ไถพื้นที่ช่วงกลางเดือน พฤษภาคม ไถพื้นที่ช่วงกลางเดือน พฤษภาคม ๓ แช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าร้อน ๘๐ C นาน ๕ นาที เมล็ดนํา ไปหว่าน จากนั้นคราดเพื่อให้เมล็ดดินกลบ แล้วนํา ไปหว่าน จากนั้นคราดเพื่อให้เมล็ด เมล็ด ดินกลบ ๔ เมื่ออายุ ๕๐-๖๐ วัน แล้วคราดให้เรี ยบทิ้งไว้ เมื่ออายุ ๔๐-๕๐ วัน แล้วคราดให้เรี ยบทิ้งไว้ ประมาณ ๑ อาทิตย์ ประมาณ ๑ อาทิตย์ ๕ ดําเนินการปลูกข้าวตามวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม ดําเนินการปลูกข้าวตามวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม
  • 53. คุณสมบัติของพืชปุ๋ ยสดที่หาเมล็ดพันธุ์ได้ง่าย ชนิดพืช เ ม ล็ ด ไถกลบ วัตถุอินทรี ยกิโลกรัมต่อไร่ % ธาตุอาหารของนํ้าหนัก ปริ มาณ ์ พั น ธุ์ เมื่ออายุ แห้ง N กิโลกรัม วัน นํ้าหนักสด นํ้าหนักแห้ง N P K กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อไร่โสนอัฟริ กา ๓ ๕๐-๖๐ ๒,๗๘๙ ๕๑๖.๐๐ ๓.๐๔ ๐.๓๔ ๒.๐๖ ๑๕.๖๑ถัวเขียว ่ ๘ ๔๐-๖๐ ๔,๐๐๐ ๖๘๘.๐๐ ๑.๗๔ ๐.๔๓ ๔.๑๖ ๑๒.๐๐ถัวแป๋ ่ ๕ ๕๐-๖๐ ๙๖๐.๐๐ ๑.๙๘ ๑๙.๒๐ถัวพุม่ ่ ๘ ๔๐-๔๕ ๔,๐๐๐ ๔๙๐.๘๐ ๒.๙๒ ๐.๔๕ ๔.๐๐ ๑๔.๐๐ข้อมูลนี้ได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งค. วิธีใช้ สะเดาในการผลิตข้ าวนา และ ข้ าวไร่ เราสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของสะเดาในการควบคุมแมลงศัตรู พืช เช่น เปลือกลําต้น, ใบ, ผล และ เมล็ดใน ซึ่งวิธีการใช้จะแตกต่างกัน เช่น ผล หรื อ เมล็ดในใช้วธีสกัดเป็ นสารละลาย หรื อ บดเป็ นผงใส่ ในแปลงพืชได้ ิ ัโดยตรง ส่ วนเปลือก หรื อ ใบจะใช้วิธีแช่กบนํ้าการใช้ ผล และ เมล็ดใน การแปรรู ปผล และ เมล็ดในเพื่อให้เป็ นสะเดาผง สําหรับใส่ ในแปลงพืชโดยตรง และ ทํานํ้ายาฉีดพ่น มีวิธีการแปรรู ปดังต่อไปนี้ทั้งผล ใช้ ทนที ั + เก็บผลสุ กที่ร่วง นํามาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม โปร่ ง ไม่ถูกแสงแดด และ ความชื้น + บด หรื อ ตํา ให้ละเอียดเป็ นผง + สามารถนําไปใช้ได้ทนที ัยังไม่ ใช้ ทนที แต่ เก็บไว้ ชั่วระยะหนึ่ง ั + ก่อนบด หรื อ ตํา ให้เป็ นผง ให้นาไปอบให้แห้งโดยใช้ ตู ้ หรื อ เตาอบ ํ +บด หรื อ ตํา ให้ละเอียดเป็ นผง + บรรจุในถุงพลาสติกแล้วใช้ความร้อนรี ดปิ ดปากถุงให้แน่น เพื่อป้ องกันเชื้อราหมายเหตุ วิธีดงกล่าวสามารถทํา ได้ง่ายในท้องถิ่นโดยชาวบ้านประยุกต์ใช้ได้เอง ัเมล็ดใน เพื่อให้ได้ประสิ ทธิภาพมากที่สุด
  • 54. ๑. เก็บผลสุ กที่ร่วงหล่นจากต้น นํามากระเทาะเปลือกออกให้เหลือแต่เมล็ดใน โดยถูกบทราย หรื อ ัแช่น้ าให้นิ่มบีบเอาแต่เมล็ดใน ํ ๒. ล้างเมล็ดในที่ได้ให้สะอาด ผึ่งในที่ร่มที่โปร่ ง ให้แห้งสนิท ๓. บด หรื อ ตํา ใช้ได้ทนที หรื อ นํา ผงที่บดบรรจุถุงพลาสติกปิ ดปากให้สนิทเพื่อ เก็บไว้ใช้ภายหลัง ัหมายเหตุ สําหรับเมล็ดใน สามารถทําให้ละเอียด บด หรื อ ตํา ได้ง่ายกว่า และ อาจไม่เกิดเชื้อราได้ง่ายเหมือนบดทั้งผล นอกจากนี้ผงของเมล็ดในมีส่วนของสารออกฤทธิ์มากกว่าผงจากทั้งผลสารทีอยู่ในสะเดา ออกฤทธิ์เป็ นยาดูดซึม โดยจะมีพษต่ อแมลงดังนีคอ ่ ิ ้ ื - ขับไล่แมลง - ทําให้หนอนแมลงไม่ลอกคราบ - ทําให้เป็ นหมัน - ระงับการกินอาหารของแมลง - ฆ่าแมลงโดยตรงแมลงในนาข้ าวทีสามารถสควบคุมได้ โดยสะเดา มีดังต่ อไปนี้ ่โดยผงสะเดาหว่ าน หรือ คลุก กับเมล็ดพันธุ์ แมลงบัว, เพลี้ยไฟ, ตักแตน, หนอนกระทูกล้า, เพลี้ยกระโดดสี น้ าตาล, เพลี้ยกระโดดหลังขาว, แมลง ่ ๊ ้ ํ ่ศัตรู ที่อาศัยอยูในดินโดยนํายาสะเดาฉีดพ่น ้ เพลี้ยจักจันสี ขาว, หนอนกอแถบลาย, หนอนกอสี ครี ม, หนอนห่อใบข้าว, หนอนม้วนใบ, หนอนกระทู,้ ่แมลงสิ งระยะเตรียมเมล็ดพันธุ์๑. วิธีแช่ เมล็ดพันธุ์ขั้นที่ 1 ๑.๑ เตรี ยมภาชนะเพื่อแช่เมล็ดพันธุ์ขาว เป็ นถังยางมะตอย ๒๐๐ ลิตร หรื อ โอ่ง ้ ๑.๒ เตรี ยมสะเดาสําหรับแช่ - ละลายผงสะเดาในภาชนะ ในอัตราผงสะเดา ๑ กิโลกรัม ต่อข้าว ๑-๒ ถัง (๘-๑๖ กิโลกรัม) คนให้ทัว่
  • 55. - ถ้าในช่วงดังกล่าวยังไม่มีผงสะเดา สามารถใช้ใบสดแทนได้ โดยใช้ใบสะเดาสด ๓ กิโลกรัม ต่อเมล็ดข้าว ๑-๒ ถัง (๘-๑๖ กิโลกรัม) สับหรื อขยี้ใบก่อนลงแช่ในนํ้า ๖-๑๒ ชัวโมง จากนั้นค่อยนําเมล็ดข้าวลงแช่ ่ผงสะเดา ๑ กิโลกรัม แช่ในนํ้ายา ๒ คืน นํา กระสอบออก หรื อ ใบสด ๓ กก.ทิ้งไว้ ๒-๓ วันให้เมล็ดงอก ๑.๓ บรรจุเมล็ดข้าวลงในถุงกระสอบที่น้ าสามารถซึมผ่านได้ นํา กระสอบข้าวจุ่ม ลงในภาชนะที่มีน้ ายา ํ ํสะเดา แช่ไว้ ๒ คืนขั้นที่ ๒ นํากระสอบข้าวขึ้นจากนํ้ายา ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ วันให้เมล็ดงอก จึงนําไปหว่านหมายเหตุ การแช่เมล็ดข้าวในนํ้ายาสะเดา เป็ นวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตกล้าพันธุ์ที่สมบูรณ์ และ ป้ องกันการแพร่ ระบาดของแมลงบัวได้ ่โดยเฉพาะข้ อควรระวัง ๑. บางกรณี อาจไม่สามารถใช้วิธีดงกล่าวได้ เช่น หากปริ มาณข้าวมีมากเกินที่จะแช่ในภาชนะได้กรณี น้ ี ัเราจะแช่เมล็ดข้าวในห้วย หรื อ แหล่งนํ้าตามปกติ แต่จะหว่านผงสะเดาในแปลงหว่านกล้าดังอธิบายไว้ในข้อ ค. ๒. ถ้าเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ขาวจากหน่วยงานเกษตรของรัฐ ซึ่งโดยทัวไปมักจะคลุกสารเคมีมาแล้ว ้ ่กรณี น้ ีอาจใช้วธีฉีดพ่นช่วงหลังปั กดํา ิ๒. หว่ านผงสะเดาในแปลงกล้า ขั้นที่ ๑ เตรี ยมเมล็ดพันธุ์ขาวตามปกติ ้ ขั้นที่ ๒ หว่านเมล็ดข้าวในแปลงกล้า ขั้นที่ ๓ หว่านผงสะเดาทับในแปลงกล้า โดยใช้ผงสะเดา ๑ กิโลกรัมต่อเมล็ดข้าว ๑ ถัง โดยหว่านก่อนหรื อ หลังหว่านเมล็ดข้าวก็ได้ระยะปักดํา๓. วิธีหว่ านผงสะเดาหลังปักดํา ขั้นที่ ๑ ย้ายกล้าจากแปลงเพาะกล้าลงปักดํา ในนา ขั้นที่ ๒ หลังจากย้ายกล้าได้ประมาณ ๗ วัน หว่านผงสะเดาให้ทวแปลง ในอัตราส่ วน ผงสะเดา ๖-๘ ั่กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก ๑ ไร่ ขั้นตอนนี้จะใช้ผงสะเดามากกว่าตอนเตรี ยมเมล็ดพันธุ์ ก่อนหว่านผงสะเดา ควรให้ปริ มาณนํ้าในนามีนอยที่สด แต่ถาใช้วิธีฉีดพ่นจะมีประสิ ทธิภาพมาก ้ ้
  • 56. ง. วิธีการกํา จัดปู และ หอยก. วิธีกา จัดปูในนาข้ าว ํ ๑. แช่เมล็ดมะขามประมาณ ๒๔ ชัวโมง แล้วนํา ไปวางไว้รอบ ๆ รู ปู หรื อ นําไปหว่านตามคันนา ่ ่จากนั้นปูจะมากินเมล็ดมะขามแล้วเมล็ดมะขามจะติดฟันปูอยูประมาณ ๒-๓ วัน ซึ่งทําให้ปูตาย ๒. ใช้ดอกทองกวาว หรื อ ต้นกวาว หรื อ ต้นจอมทอง หรื อ ต้นนก๋ าว หรื อ ต้นทองตัน หรื อ ต้น ่ทองธรรมชาติ แล้วแต่ภาษาแต่ละท้องถิ่นจะเรี ยกกัน ไปวางไว้รอบๆ รู ปู และ บริ เวณที่อยูอาศัยของมัน ั ๓. ใช้ยอดมันสัมปะหลังโดยเก็บยอดมันสัมปะหลังมาแช่กบข้าวสุ กในอัตราส่ วน หนึ่งต่อหนึ่ง นาน ๑๒ชัวโมง (หนึ่ งคืน) แล้วนําข้าวสุ กไปหว่านในแปลงนาข้าวเมื่อปูมากินข้าวสุ กปูจะตาย (กรณี ของนายสําราญ มะ ่โนวอน บ้านเด่น จังหวัดแพร่ ) ๔. ให้ขดหลุมแล้วนํา ถังพลาสติก หรื อ ปี บไปวางไว้ในหลุม หาของมีน้ าหนักทับไว้โดยให้อยูเ่ หนือผิว ุ ํดินประมาณ ๑ นิ้ว แล้วเชื่อมด้วยดินเหนียวเ พื่อให้ติดกับผิวดิน ปูจะได้เดินเข้าไปได้ และ กันไม่ให้น้ าเข้าไปใน ํถัง หรื อ ปิ๊ บเพาะถ้านํ้าเข้าไปได้แม้ปูเข้าไปในปี๊ บ หรื อ ถังเมื่อนํ้าเต็มก็จะออกได้ ดังนั้นต้องไม่ให้น้ าเข้าไปได้ ํโดยเด็ดขาด จากนั้นหาของที่มีกลิ่นเช่นปลาร้า หรื อ กะปิ วางไว้ในหลุม ปูจะเข้าไปกิน และ ออกไปไม่ได้แล้วตอนเช้าเราก็ไปเก็บปูออก อาจนําไปใช้ทา ประโยชน์ต่อไปก็ได้เพราะปูไม่ได้ถูกสารพิษใดๆ ํข. วิธีการกํา จัดหอย ๑. หลังจากปลูกข้าว ควรทําร่ องนํ้าระยะระหว่างร่ อง ๒๕ เซ็นติเมตร เพราะเมื่อปล่อยนํ้าออกจากนา ่หอยจะเข้าไปอยูตามร้องนํ้านี้แล้วเราก็เก็บหอยออกไป ่ ั ่ ๒. โดยทัวไปปูตวเมียเมื่อวางไข่แล้วมันจะไปอาศัยอยูในแหล่งที่มีน้ า ดังนั้นเราก็ปล่อยนํ้าเข้าไปในร่ อง ํ ั ่นํ้าเพื่อให้มนมาอยูแล้วในนํ้านั้นก็ให้ใส่ สมุนไพรพวก บอระเพ็ด เคลือไหล มะโห่งหรื อสบู่ดา พิมเสน (คํา– ฟอง ํ, ขนาดหลวง, ผักชีชาง, ใบหลบขนาดใหญ่ คือพิมเสนนันเองแต่เรี ยกต่างกัน) สมุนไพรเหล่านี้เป็ นอันตรายต่อปู ้ ่ ๓. อีกประการหนึ่งอาศัยศัตรู ธรรมของหอยเป็ นตัวกํา จัดซึ่งศัตรู ธรรมชาติของหอยได้แก่ นก, มด, เป็ ด,งู และ คน ๔. นํา ใบมะละกอไปไว้ในแปลงนาแล้วหอยจะมากินจากนั้นเก็บหอยออกไปทําประโยชณ์ต่อไป ่ ๕. สารซาโปนิน ประกอบอยูใน โสม (จีน, เกาหลี) ย่านสะบ้า, เถาวัลย์ (ตามป่ าเมืองไทยทัวไป) ่มะคําดีควาย (ใช้ผลตากแห้ง) เล็บมือนาง (ใช้ใบแก่ และ ดอก) เมล็ดชาพันปี สารซาโปนินมีฤทธิ์เป็ นด่างส่ งผลกระทบต่อระบบหายใจของสัตว์เลือดเย็นทุกชนิด ที่ตองอาศัยการดูดซึมออกซิเจนจากนํ้าทํา ให้สามารถฆ่าหอย ้ ํ ้เชอรี่ อย่างได้ผล ในส่ วนของสัตว์น้ าชนิดอื่นเช่น ปู ปลา กุง จะมีอาการเมานํ้าชัวคราว แต่ถาได้รับในปริ มาณ ่ ้เข้มข้นมากอาจตายได้ (ปลาต้องได้รับสารเข้มขนมากกว่าหอย ๑๒ เท่า ถึงจะตาย) และ ไม่มีผลใดๆ กับ
  • 57. สัตว์เลือดอุ่นนอกจากทํา ให้เกิดอาการท้องเสี ย หรื อ อาเจียนถ้ารับประทาน หรื อ ดื่มสมุนไพรนี้ในปริ มาณมากๆ และ สามารถป้ องกันไม่ให้หอยเชอรี่ เข้ามาในแปลงนาได้นานประมาณ ๓-๔ อาทิตย์ วิธีการทํา สมุนไพรใช้เอง นําสมุนไพรที่มีสารซาโปนิน มาตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดนํ้าไปแช่น้ าเพื่อให้ “ซาโปนิน” ละลายนํ้าออกมา แล้วนํา ไปสาดให้ทวแปลงนาข้าว อัตราส่ วนที่ใช้คือสมุนไพร ๓-๕ ํ ั่กก/นา ๑ ไร่จ. การทํา นําสกัดชีวภาพ ้ นํ้าสกัดชีวภาพที่ใช้ในนาข้าวมีดวยกันสองชนิดคือ จากพืช และ จากสัตว์ จากพืชนั้นแบ่งได้เป็ นสอง ้ ั ุ ่ชนิดย่อยได้แก่จากผัก และ จากผลไม้ ส่ วนจากสัตว์น้ นทํา จากสัตว์ทกชนิดไม่วาจะเป็ น ปลา, หอย, ปู เป็ นต้น นําสกัดจากผัก ้ นําสกัดจากผลไม้ ้ นําสกัดจาก ปลา, ปู และ หอย ้ผักสี เขียว(พืชที่โตเร็ ว) ๑-๓ ส่ วน ผลไม้สุก ๑-๓ ส่ วน เนื้อ ๑-๓ ส่ วนนํ้าตาล ๑-๓ ส่ วน นํ้าตาล ๑-๓ ส่ วน นํ้าตาล ๑-๓ ส่ วนหันเป็ นชิ้นพอประมาณ ่ หันเป็ นชิ้นพอประมาณ ่ หันเป็ นชิ้นพอประมาณ ่ผสมกับนํ้าตาลให้ทวถึง ั่ ผสมกับนํ้าตาลให้ทวถึง ั่ ผสมกับนํ้าตาลให้ทวถึง ั่หมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วัน หมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วัน หมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วันใช้ในอัตราส่ วน ๑:๕๐๐-๑,๐๐๐ ใช้ในอัตราส่ วน ๑: ๕๐๐-๑,๐๐๐ ใช้ในอัตราส่ วน ๑:๕๐๐-๑,๐๐๐กระตุนการเจริ ญเติบโต และ ช่วย ช่วยในการออกดอก และ ติดผล ้ ช่วยกระตุนให้ตนไม้เจริ ญเติบโต ้ ้ให้ตนไม้แข็งแรง ้ และ ให้ผลเจริ ยเติบโตดี เร็ วแข็งแรงช่วยสร้างใบเพราะมี ไนโตรเจนสูงหมายเหตุ ถ้าให้ทางดินสามารถใช้ในอัตราส่ วน ๑:๒๐๐ได้ (ตัวเลขข้างหน้าหมายถึงนํ้าสกัดชีวภาพ ตัวเลขที่ตามหลังหมายถึงนํ้าที่นามาเจือจางเราสามารถให้สตว์กินได้ในอัตราส่ วน ๒ ช้อนต่อนํ้า ๑๐ ลิตร ช่วยให้สตว์ ํ ั ัเจริ ญเติบโตเร็ ว สุ ขภาพร่ ายกายสมบูรณ์แข็งแรง ทํา ให้ตานทานอโรคต่าง ๆ ได้ดี และ ลดกลิ่นเหม็น ้
  • 58. ภาพร่ างเครื่องกํา จัดวัชพืชในนาข้ าว 1. แบบขนาดเล็ก 2. ขนาดใหญ่
  • 59. เอกสารอ้างอิง ๑. การใช้ประโยชน์จากหอยเชอรี่ . ธาร.(2543) ฝ่ ายป้ องกัน และ กําจัดศัตรู พืช สํานักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี ๒. การใช้สารสะเดาในนาข้าว.2541. เอกสารเผยแพร่ ฝ่ายเกษตร สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้ นฟูสภาพ.เชียงใหม่ ๓. การใช้ปุ๋ยพืชสดบํารุ งดิน. ประชา นาคะประเวศ และ คณะ.กลุ่มอินทรี ยวตถุ และ วัสดุเหลือใช้ กอง ์ัอนุรักษ์ดิน และ นํ้า ๔. เกษตรออแกนิค และ สิ่ งแวดล้อมโดยเทคนิคนํ้าสกัดชีวภาพ ชมรมเกษตรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๕. ความรู ้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปลูกข้าว.กรุ งเทพฯ.2542. สถาบันวิจยข้าวนานาชาติ. ั ๖. เอกสารปลูกข้าวแบบมาลากาซี อรวรรณ อบรมย์ แปลจาก System of Rice Intensification (S.R.I.):Malagasy Early Rice Planting System ของ P. Vallois and N. Uphoff, Institut de Promotion de la NouvelleRiziculture (I.P.N.R.), Madagascar, February 2000.

×