• Like
ระบบการเพิ่มผลผลิตข้าว2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ระบบการเพิ่มผลผลิตข้าว2

  • 318 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
318
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
6
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าวThe Promotion of Rice Intensification by Rice Management Method(RMM)โดยสุรวุฒิ สนิทวงศ์ณ อยุธยา๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
  • 2. สารบัญเรื่อง หน้าสารบัญ ๒คํานํา ๓ความเป็นมา ๔ความสําคัญ และ ที่มาของปัญหา ๖ทฤษฎี สมมติฐาน และ/หรือ กรอบแนวความคิดของการพัฒนาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๘ไฮโดรโปนิกส์ ๑๒ปุ๋ ย ๒๐ข้าว ๒๒การปฏิบัติตามหลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๒๖หลักการปฏิบัติของระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๒๗เทคนิคการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ๓๐บทสรุป ๔๑บทความพิเศษ ๔๒ภาคผนวก ๔๙ก. การทําปุ๋ ยหมักแบบไม่กลับกอง ๔๙ข. การใช้พืชปุ๋ ยสด ๕๑ค. การใช้สารสะเดาในการผลิตข้าวนา และ ข้าวไร่ ๕๒ง. วิธีการกํา จัดปู และ หอย ๕๕จ. การทํานํ้าสกัดชีวภาพ ๕๖ฉ. ภาพร่างเครื่องกําจัดวัชพืช ๕๗เอกสารอ้างอิง ๕๙
  • 3. คํานําชาวภาคเหนือตอนบน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีพื้นที่ทํานาเฉลี่ย ๕ ไร่ วัตถุประสงค์ของการปลูกข้าวในฤดูฝนจึงปลูกเพื่อบริโภค แนวทางการผลิตข้าวเป็นการปลูกข้าวโดยเน้นการลดความเสี่ยง และ ให้ความสําคัญกับเสถียรภาพของการผลิต นอกจากนี้การเลือกใช้พันธุ์ข้าว มักจะเลือกข้าวที่มีคุณสมบัติในการหุงต้มดี ดังนั้น ข้าวเหนียวพันธุ์ กข.๖ จงเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง กระบวนการเพิ่มผลผลิตข้าวโดยอาศัยปุ๋ ยเคมีไม่ได้ทําให้พันธุ์ข้าว กข.๖ เพิ่มผลผลิตมากขึ้นระบบการผลิตข้าวแบบ System of Rice Intensification (SRI) เป็นวิธีการที่ถูกพัฒนาโดย Fr. Henri deLaulanie,S.J. ในขณะที่ทํา งานในประเทศมาดากัสก้าร์ ระหว่างปี ๒๕๐๒ ถึง ๒๕๓๘ เพื่อปรับปรุงการผลิตข้าวและ ยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในประเทศดังกล่าวต่อมา วิธีการดังกล่าวนี้ได้มีการขยายผล โดยหลายองค์กร อาทิเช่น Association Tefy Saina (ATS) ที่ประเทศมาดากัสการ์ และ ศูนย์CIIFAD ของมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา เอกสารนี้รวบรวม, แก้ไข และ เพิ่มเติม เนื้อหาจากฉบับภาษาอังกฤษซึ่งเรียบเรียงโดยProfessor Dr.Norman Uphoff ผู้อํานวยการศูนย์ CIIFAD ร่วมกับ ATS ต่อมาระบบการผลิตข้าวแบบ SRI ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่โดย Eng’r Suravut Snidvongs (สุรวุฒิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เป็น “การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าวโดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว” The Promotion of Rice Intensification by Rice Management Method”ซึ่งระบบการปลูกข้าวแบบใหม่นี้ให้ความสําคัญกับศักยภาพที่แท้จริงของต้นข้าว การปลูกข้าวจึงพยายามที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่เพาะปลูก, การตรวจสอบสารอาหารในดิน, การตรวจสอบคุณภาพ และ สารอาหาร ในนํ้า, การเตรียมเมล็ดพันธุ์, การศึกษาวัชพืชในแปลงนา, การศึกษาโรคพืช และ แมลงในแปลงนา, การเตรียมสารอาหารให้เหมาะสมต่อต้นข้าวในแต่ละพื้นที่, การเตรียมยาฆ่าแมลง และ การกําจัดวัชพืช, การเตรียมกล้า, ลักษณะของการเตรียมดิน, วิธีการย้ายต้นกล้า, การจัดการนํ้าในแปลงนาระบบการผลิตข้าวแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างมากโดยไม่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก และ วิธีการจัดการในนาข้าวขึ้นใหม่ ผู้พัฒนาเห็นว่า วิธีการนี้เป็นทางเลือกหนึ่งของการเพิ่มผลผลิตข้าว โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต และ คิดว่าเหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย ที่มีวิธีการปลูกข้าวแบบนาดํา จึงได้นําวิธีนี้มาทดลองในราชอาณาจักรไทย และ ประยุกต์ใช้ให้ได้ผลที่ดีมากที่สุด หวังว่าท่านที่อ่านคู่มือนี้ เมื่อนําไปปฏิบัติแล้วจะสามารถเพิ่มผลผลิตของข้าวได้สูงขึ้น และ หากต้องการแสดงข้อคิดเห็น หรือ ช่วยปรับปรุงเอกสารตลอดจนวิธีการผลิต ขอได้โปรดร่วมแสดงความคิดเห็นสุรวุฒิ สนิทวงศ์ณ อยุธยามูลนิธิพัฒนา และ ส่งเสริมพลังงานทดแทนแห่งเอเซีย
  • 4. ความเป็นมาการปลูกข้าวแต่โบราณเมื่อประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ ปีที่ผ่านมา การปลูกข้าวในเนื้อที่ ๑ ไร่ สามารถให้ข้าวได้ถึง ๒ เกวียน หรือ ๒,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ๒ ตันต่อไร่ ทําไมผลผลิตของข้าวถึงได้ลดลงอย่างมาก และจะทําอย่างไรถึงจะเพิ่มผลผลิตของข้าวให้ได้เท่าเดิม หรือ ดีกว่าเดิมในอดีตปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากมนุษย์ ความมักง่ายของมนุษย์นั่นเองที่เป็นสาเหตุ การใช้สารอาหาร และ แร่ธาตุที่มีอยู่ในดินเรื่อยไป โดยไม่มีการเพิ่มเติม หรือ รักษาสารอาหาร และ แร่ธาตุในดิน จึงทําให้ดินเสื่อมสภาพไม่สามารถใช้ในการเพาะปลูกได้อีกต่อไป อีกทั้งยังทําให้ดินไม่สามารถดูดซับนํ้าไว้ในดินได้อีก จึงทําให้เกิดภัยแล้ง และ เกิดนํ้าท่วม จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจะเกิดนํ้าท่วมโดยฉับพลัน และ เมื่อนํ้าลดก็จะเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง การเพาะปลูกได้ผลผลิตที่น้อยมาก ไม่คุ้มต่อการลงทุนทําอย่างไรจะช่วยให้ดินกลับสู่สภาพที่อุ้มนํ้า, เก็บความชื้นได้ดี, และ มีสารอาหารพอเพียงต่อการเพาะปลูก ระบบการการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว โดยการบริหารการจัดการปลูกข้าว The Promotion ofRice Intensification by Rice Management Method (RMM) จะทําให้ดินกลับสู่สภาพเดิมได้ แต่เฉพาะวิธีการจัดการคงไม่เพียงพอ และ สําเร็จได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว และ หากมีการจัดระบบอย่างดีให้แก่ต้นข้าว, ดิน และ นํ้า ผลผลิตสามารถเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ มากกว่าได้ ที่ตั้งเป้าไว้คือ๖,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ (ประเทศเวียตนามสามารถผลิตข้าวได้เฉลี่ย ๘,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ปี ๒๕๕๐)หนังสือเล่มนี้เป็นการเสนอแนวคิดพื้นฐาน และ แนวทางปฏิบัติ ในเพิ่มผลผลิตเป็นของข้าว ข้อมูลนี้เป็นเสมือนเครื่องชี้ทาง สําหรับเกษตรกรใช้ทดสอบ และ ประเมินผล วิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตให้ผลผลิตมากขึ้นแต่เดิมระบบ เอส อาร์ ไอ (SRI) ได้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศมาดากัสการ์ โดยชาวฝรั่งเศสชื่อ อองรี เดอโลลานี ซึ่งทํางานร่วมกับเกษตรกร และ เพื่อนร่วมงานชาวมาลากาซี ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ถึงค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เพื่อปรับปรุงวิธีผลิตข้าวในประเทศ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ชาวมาลากาซี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ มีความสุขมากขึ้น ระบบดังกล่าวได้รับการศึกษา, การประเมินผลจากนักวิทยาศาสตร์และ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากหลายๆ ประเทศว่าได้ผลดีเอส อาร์ ไอ (SRI) เริ่มจากหลักปรัชญาที่ว่า ต้นข้าวต้องได้รับความเคารพ และ จุนเจือประหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพ ซึ่งจะนํามาใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราอํานวยสภาวะที่ดีที่สุด ที่เอื้อต่อการเติบโตของพืช หากเราช่วยให้พืชเจริญเติบโตด้วยหนทางที่ดีกว่า พืชก็จะตอบแทนความพยายามนั้นกลับคืนเป็นหลายเท่า เราจะไม่ปฏิบัติต่อพืชเยี่ยงเครื่องจักรน้อยๆ ที่ถูกบังคับให้ทําสิ่งที่ฝืนธรรมชาติของตนเอง
  • 5. ระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากระบบ เอส อาร์ ไอ โดยเพิ่มการตรวจสอบ และ การวิเคราะห์ดิน, นํ้า, วัชพืช, แมลง สภาพแวดล้อมต่างๆ จึงทําให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจากระบบ เอส อาร์ ไอสิ่งที่เกษตรกรในราชอาณาจักรไทย ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกปฏิบัติกันมานับร้อยๆปี เพื่อให้ข้าวเจริญเติบโต กลับทําให้ศักยภาพตามธรรมชาติของต้นข้าวลดลง ระบบใหม่ที่จะใช้ขยายผลผลิตข้าวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติระบบเดิม เพื่อนําศักยภาพสําคัญในต้นข้าวออกมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตการปลูกข้าวที่เกษตรกรทําในปัจจุบัน อาทิ การหว่านเมล็ด, การเตรียมดิน, การควบคุมนํ้า, คุณภาพดินและ พันธุ์ข้าวที่จะใช้ปลูก มีความเหมาะสมต่อสภาพการเจริญเติบโต หรือ ไม่ เพราะหากมีความไม่เหมาะสมแล้ว ต้นข้าวก็ไม่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่
  • 6. ความสําคัญ และ ที่มาของปัญหาการปลูกข้าวในปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่ได้ผลผลิตที่ตํ่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนของชาวนา อีกทั้งยังมีปัญหาที่ดินที่ใช้ในการทํานาลดน้อยลง เนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของดิน, ความแห้งแล้ง, โรคระบาด, ราคาปุ๋ ย และ ยาฆ่าแมลงที่มีราคาสูง มีการดื้อยา และ การใช้ปุ๋ ยในปริมาณที่สูงขึ้น แต่ยังได้ผลผลิตลดลง ชาวนาจึงหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้ราคาสูงกว่า มีต้นทุนการผลิตตํ่า และ สามารถปลูกพืชให้เจริญเติบโตได้ดีในดินทุโภชนา โดยปกติผลผลิตของข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ ๓๐๐ – ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าตํ่ามาก ทั้งนี้ผลผลิตขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆจํานวนมากการปลูกข้าวในอดีตถึงปัจจุบัน ยังคงใช้วิธีการปลูกแบบดังเดิมที่ใช้มาแต่อดีต ทําให้ต้องใช้นํ้ามาก มีการใช้เครื่องจักรกลเข้าช่วยเพื่อเป็นการผ่อนแรง ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว เพื่อให้มีความต้านทานโรค, มีผลผลิตที่สูงขึ้น, มีสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม และ พื้นที่เพาะปลูก มีการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ ยเคมี และยาฆ่าแมลงที่เป็นเคมี มาเป็นปุ๋ ยชีวภาพ และ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้างในดิน และ ป้องกันดินเสื่อมสภาพ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้บางส่วน แต่ไม่ยั่งยืน เพราะผลผลิตที่ได้ยังไม่แน่นอน ต้นข้าวในแปลงเจริญเติบโตไม่สมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารไม่ทั่งถึง ในดินแต่ละพื้นที่มีสารอาหาร และ สารตกค้างที่ไม่เท่ากัน ทําให้เก็บเกี่ยวได้ไม่พร้อมกันทั้งแปลง ใช้เวลาในการปลูกนาน มีปัญหาโรคพืช และ แมลง จากการที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ และ การหันมาใช้ปุ๋ ยอินทรีย์ ปุ๋ ยชีวภาพ การใช้ยาฆ่าแมลงที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น และปรับปรุงการปลูกข้าวหลายประการ ทําให้ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐๐ – ๑,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ปัจจุบันปุ๋ ยที่ใส่ลงไปในดินส่วนมากเป็นปุ๋ ยเคมี ซึ่งพืชสามารถดูดซับ และ นําไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ แต่ปุ๋ ยเคมีมีคุณสมบัติบางประการที่ไม่เหมาะสม เพราะองค์ประกอบของปุ๋ ยเคมีมีแต่แม่ปุ๋ ย หรือ ธาตุอาหารหลัก (Main Elements) ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน N, ฟอสฟอรัส P, และ โปแตสเซี่ยม K ซึ่งไม่มีการให้สารอาหาร หรือ แร่ธาตุที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอื่นได้ ปุ๋ ยเคมีโดยทั่วไปจะขาดส่วนธาตุอาหารรอง(Minor Elements), แมกนิเซี่ยม Mg, แคลเซี่ยม Ca, กํามะถัน S, และ ธาตุอาหารเสริม (Trace Elements) สังกะสีZn, โคบอล Co, แมงกานีสโบรอน Mn, เหล็ก Fe, นิเกิล Ni, ทองแดง Cu ,โมลิบดินัม Mo, และ โซเดียม Na ซึ่งสารเหล่านี้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทําให้พืชแข็งแรงต่อ โรค และ แมลง มีผลผลิตสูงขึ้นอย่างมาก การให้แม่ปุ๋ ย, เหล็กคีเลท, และ Trace Elements อาจพอเพียงสําหรับพืชบางประเภท แต่อาจต้องมีการเพิ่มฮอร์โมนบ้าง หรือ ไคโตซาน บ้างหากพืชต้องการโดยปกติธาตุไนโตรเจนในดินจะสูญเสียไปโดยการถูกกัดเซาะของดิน กล่าวคือ การถูกกัดเซาะของดินโดยนํ้า ในขณะเดียวกันธาตุฟอสฟอรัสจะหลงเหลืออยู่ในดินที่ถูกนํ้ากัดเซาะ ทําให้ธาตุโปแตสเซี่ยมที่เหลืออยู่ในดิน พืชไม่สามารถนําไปใช้งานได้ การสูญเสียธาตุอาหารในดินจะมีอยู่ตลอดเวลา ทําให้ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ ยเคมี
  • 7. ขึ้นเรื่อยๆ เพราะดินไม่สามารถดูดซับปุ๋ ยเคมีไว้ได้ เพราะดินเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากปุ๋ ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการรักษาดินให้คงสภาพทนต่อการกัดกร่อน, เก็บความชื้น, เก็บธาตุอาหาร, และ มีความร่วนซุยในอดีตถึงปัจจุบันชาวนาทํานาโดยอาศัยความชํานาญ หรือ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ไม่มีความชํานาญในเรื่องของสารเคมี และ การใช้เครื่องมือทดสอบ ปัจจุบันชาวนาไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพดิน และ นํ้าอีกทั้ง ยังไม่เข้าใจทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช และ ยาฆ่าแมลง เพราะภาครัฐมิได้มีการเผยแพร่ และ ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชาวนา อย่างเป็นรูปธรรม และ จริงจังหากชาวนาเข้าใจถึงทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช และ ยาฆ่าแมลง อย่างถ่องแท้เมื่อผนวกเข้ากับความชํานาญหรือ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน จะทําให้ชาวนาสามารถเพิ่มผลผลิตของข้าวได้อย่างแน่นอน ภาครัฐต้องสนับสนุนทางวิชาการ และ เครื่องมือในการตรวจสอบ ให้แก่ชาวนา ภาครัฐต้องออกมาให้ความรู้กับชาวนาทุกหมู่บ้าน เพื่อให้เข้าใจในทฤษฎีของปุ๋ ย, โรคพืช, ยาฆ่าแมลง และ การใช้เครื่องมือทดสอบดิน ทดสอบนํ้าการเพิ่มผลผลิตของข้าวให้มีปริมาณสูง โดยสามารถลดปริมาณนํ้าที่ใช้, ปุ๋ ยเคมี และ ยาฆ่าแมลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต, ลดปริมาณสารตกค้างในดิน, ลดโรคพืช และ ป้ องการดินเสื่อมสภาพ มีความจําเป็นที่ต้องมีการสํารวจหาข้อมูลของพื้นที่เพาะปลูก อาทิเช่น ประเภทของนํ้า, ประเภทของดิน, ความหนาของชั้นสารอาหารในดิน, ความหนาของชั้นดินแต่ละประเภท, ปริมาณสารอาหารในแต่ละพื้นที่ของแปลง, ความเป็นกรด, กลาง, ด่าง,และ ความเค็มของดิน, ปริมาณสารพิษตกค้างในดิน, ภูมิทัศน์ของแปลงปลูกข้าว เพื่อนํามาทําแผนที่ของแปลงปลูกข้าว ใช้ในการ ปรับสภาพนํ้า, ปรับสภาพพื้นที่, ปรับปริมาณสารอาหาร, ปรับความเป็น กรด, ด่าง, กลาง และเค็ม ของดิน, ปรับปริมาณยาฆ่าแมลงที่จําเป็น เพื่อให้เหมาะสมต่อพันธุ์ข้าว และ การปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าว ทําให้ต้นข้าวในแปลงเจริญเติบโตสมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารทั่งถึงไม่เหลือสารตกค้าง จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันทั้งแปลง และ ใช้เวลาในการปลูกสั้นขึ้น อีกทั้งยังลดปัญหาโรคพืช, ศัตรูพืชลงได้จึงเป็นการแก้ปัญหา และ เพิ่มผลผลิตของข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่า ผลผลิตของข้าวจะเพิ่มขึ้นจาก ๓๐๐ – ๖๐๐กิโลกรัมต่อไร่ เป็น ๓,๐๐๐-๖,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัย และ พัฒนาการปลูกข้าวอยู่มากมาย ซึ่งการวิจัยส่วนใหญ่เน้นแต่การวิจัยเป็นแต่ละหัวข้อ เมื่อได้ผลสําเร็จก็มิได้มีการนําผลการวิจัยดังกล่าว มาวิจัยแบบรวมหัวข้อ หรือ พัฒนาอย่างต่อเนื่องและ มิได้มีการนําผลการวิจัยต่างๆเผยแพร่ออกมา หรือ ทําให้เป็นรูปธรรมต่อชาวนา ดังนั้นชาวนาจึงยังคงใช้วิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิม ทําให้มีต้นทุนสูง และ ผลผลิตตํ่า รายได้ของชาวนาตํ่า จึงยากจน ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องส่งเสริม และ เผยแพร่ผลการวิจัย และ การพัฒนาการปลูกข้าว ที่ได้ผลผลิตสูงให้แก่ชาวนาได้นําไปใช้และ พัฒนาต่อไป
  • 8. ทฤษฎี สมมติฐาน และ/หรือ กรอบแนวความคิดของการพัฒนาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็มการปลูกข้าวในอดีตถึงปัจจุบัน ยังคงใช้วิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิมซึ่งต้องใช้นํ้ามาก แต่ได้มีการใช้เครื่องจักรกล เข้าช่วยเพื่อเป็นการผ่อนแรง ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว เพื่อให้มีความต้านทานโรค, มีผลผลิตที่สูงขึ้น, มีสายพันธุ์ ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม และ พื้นที่เพาะปลูก มีการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ ยเคมี และ ยาฆ่าแมลงที่เป็นเคมี มาเป็นปุ๋ ยชีวภาพ และ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้างในดิน และ ป้องกันดินเสื่อมสภาพ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้บางส่วน แต่ไม่ยั่งยืน เพราะผลผลิตที่ได้ยังไม่แน่นอน ต้นข้าวในแปลงเจริญเติบโตไม่สมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารไม่ทั่งถึง ในดินแต่ละพื้นที่มีสารอาหาร และ สารตกค้างที่ไม่เท่ากัน ทําให้เก็บเกี่ยวได้ไม่พร้อมกันทั้งแปลง ใช้เวลาในการปลูกนาน มีปัญหาโรคพืช และ แมลงการเพิ่มผลผลิตของข้าวให้มีปริมาณสูง อีกทั้งสามารถลดปริมาณนํ้าที่ใช้, ปุ๋ ยเคมี และ ยาฆ่าแมลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต, ลดปริมาณสารตกค้างในดิน, ลดโรคพืช และ ป้องการดินเสื่อมสภาพ มีความจําเป็นที่ต้องมีการสํารวจหาข้อมูลของพื้นที่เพาะปลูก อาทิเช่น ประเภทของนํ้า, ประเภทของดิน, ความหนาของชั้นสารอาหารในดิน, ความหนาของชั้นดินแต่ละประเภท, ปริมาณสารอาหารในแต่ละพื้นที่ของแปลง, ความเป็นกรด, กลาง,ด่าง, และ ความเค็มของดิน, ปริมาณสารพิษตกค้างในดิน, ภูมิทัศน์ของแปลงปลูกข้าว เพื่อนํามาทําแผนที่ของแปลงปลูกข้าว เพื่อใช้ในการ ปรับสภาพนํ้า, ปรับสภาพพื้นที่, ปรับปริมาณสารอาหาร, ปรับความเป็น กรด, ด่าง,กลาง และ เค็ม ของดิน, ปรับปริมาณยาฆ่าแมลงที่จําเป็น เพื่อให้เหมาะสมต่อพันธุ์ข้าว และ การปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าว ทําให้ต้นข้าวในแปลงเจริญเติบโตสมํ่าเสมอ เพราะได้รับสารอาหารทั่งถึง ในดินแต่ละพื้นที่มีสารอาหารเท่าเทียวกัน และ ไม่เหลือสารตกค้าง จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันทั้งแปลง และ ใช้เวลาในการปลูกสั้นขึ้น อีกทั้งยังลดปัญหาโรคพืช, ศัตรูพืชลงได้ จึงเป็นการแก้ปัญหา และ เพิ่มผลผลิตของข้าวอย่างยั่งยืนการปรับปรุงการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ร่วมกับการปลูกพืชแบบ SRI และ ปัจจัยอื่นๆ ทําให้เกิดเป็นระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ซึ่งมีความเหมาะสมต่อพันธุ์พืช และ ภูมิประเทศ สามารถทําให้พืชสมบูรณ์แข็งแรง, มีภูมิคุ้มกันต่อโรคพืช และ ศัตรูพืช พืชจึงเจริญเติบโตไว ใช้นํ้าน้อย สามารถปลูกข้าวในฤดูแล้ง หรือ นํ้าน้อยได้ให้ผลผลิตสูง ทําให้ลดปริมาณปุ๋ ยเคมี และ ยาปราบศัตรูพืชเคมี ลงได้อย่างมาก ทําให้ลดปริมาณสารตกค้าง และทําให้ดินสมบูรณ์ขึ้น จึงทําให้มีต้นทุนการผลิตที่ตํ่าลงการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soiless Culture) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Hydroponic นั้นเป็นกรรมวิธีที่นักวิทยาศาสตร์การเกษตรได้ใช้มานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว พืชจะถูกปลูกให้อยู่ในนํ้าที่มีสารละลายต่างๆ ตามที่พืชต้องการ รากของพืชจะยึดเกาะอยู่กับวัสดุที่เป็นกลาง ไม่เน่าเปื่อย เช่น กรวดหยาบ, ทรายหยาบ, หินภูเขาไฟบดเป็นก้อนเล็กๆ ฯลฯ อาหารที่จะใช้เลี้ยงพืชอยู่ในรูปสารละลาย ใส่ในภาชนะที่ปลูกพืชอยู่ วิธีนี้จะทําให้พืชได้อาหารอย่างสมบูรณ์ เติบโตเร็ว รากเกาะวัสดุปลูกแช่อยู่ในนํ้ายา เชื้อราจึงไม่สามารถอยู่ได้ พืชจะได้รับการปลูก
  • 9. เลี้ยงโดยไม่มีเชื้อราเข้าทําลาย นํ้ายาที่ใช้ในการปลูกพืชจะมีการให้ฟองอากาศผ่านอยู่เสมอ พืชจึงได้รับทั้งอาหารและ ออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งออกซิเจนจะละลายปนเข้ากับนํ้า ช่วยให้พืชเติบโตเร็วกว่าที่ปลูกโดยใช้ดิน เพราะออกซิเจนเข้าสู่รากพืชไม่สะดวก แม้ว่าจะได้มีการพรวนดินเป็นครั้งคราวก็ตาม อีกทั้งการพรวนดินจะทําให้รากของพืชกระทบกระเทือน และ ทําให้พืชชลอการเจริญเติบโต การพรวนดินต้องใช้แรงงานมาก การเลี้ยงแบบHydroponic สารละลาย และ ออกซิเจน จะผ่านรากของพืชได้โดยสมํ่าเสมอ พืชเจริญเติบโตเร็ว ไม่มีโรคที่แพร่ระบาดอยู่ในดินมาทําลายพืชให้เสียหายเมื่อต้นไม้แข็งแรงเติบโตเร็ว การให้ผลผลิตจะใช้เวลาน้อยกว่าพืชที่ปลูกในดิน ไม้ดอกออกดอกมากพืชผักโตเร็วให้ผลผลิตสูง อีกทั้งอาจจะใช้วิธีนี้ปลูกผัก และ ผลไม้ ที่ปกติต้องปลูกในเขตหนาว นํามาปลูกในเขตร้อนได้ ได้มีการทดลองว่าผักหลายอย่างที่ปลูกในที่เย็นบนดอย สามารถปลูกในภาคกลางที่มีอุณหภูมิสูงกว่าได้โดยพืชสามารถอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ และ ให้ผลผลิตได้เป็นอย่างดีความสําคัญของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินอยู่ที่ Chelate Iron ซึ่งเป็นส่วนประกอบสําคัญของคลอโรฟิลที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสง ถึงแม้ว่าจะมีการให้ปริมาณแม่ปุ๋ ยแก่พืชในปริมาณสูง แต่หากดินขาด ChelateIron ซึ่งเป็นส่วนสําคัญในการสังเคราะห์แสง พืชก็ไม่สามารถนําแม่ปุ๋ ยเหล่านั้นไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้เรียกว่าเกิด Chlorosis จึงทําให้สิ้นเปลืองแม่ปุ๋ ยที่ใส่ให้แก่พืช เพราะแม่ปุ๋ ยเหล่านั้นพืชไม่สามารถนําไปใช้ได้ ยังเป็นการสูญเสียแม่ปุ๋ ยไปโดยใช้เหตุ เหมือนการตํานํ้าพริกละลายแม่นํ้า อีกทั้งการใช้แม่ปุ๋ ยจํานวนมากทําให้เสียค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังทําให้ดินเสียอีกด้วยอีกทั้งการให้ปุ๋ ยของชาวนาในปัจจุบัน ที่ใส่ลงไปในดินส่วนมากเป็นปุ๋ ยเคมี ซึ่งพืชไม่สามารถดูดซับและ นําไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ เนื่องจากปุ๋ ยเคมีที่ใช้ มีคุณสมบัติบางประการที่ไม่เหมาะสม เพราะองค์ประกอบของปุ๋ ยเคมีที่ชาวนาใช้ มีแต่แม่ปุ๋ ย หรือ ธาตุอาหารหลัก (Main Elements) ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน N,ฟอสฟอรัส P, และ โปแตสเซี่ยม K ซึ่งไม่มีการให้สารอาหาร หรือ แร่ธาตุที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอื่นได้ ปุ๋ ยเคมีโดยทั่วไปจะขาดส่วนธาตุอาหารรอง (Minor Elements), แมกนิเซี่ยม Mg, แคลเซี่ยม Ca, กํามะถัน S,และ ธาตุอาหารเสริม (Trace Elements) สังกะสี Zn, โคบอล Co, แมงกานีสMn, โบรอน Bo, เหล็ก Fe, นิเกิล Ni,ทองแดง Cu, โมลิบดินัม Mo, และโซเดียม Na ซึ่งสารเหล่านี้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอเพียงสําหรับพืชที่จะทําให้พืชแข็งแรงต่อโรค และ แมลง เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นอย่างมาก การให้แม่ปุ๋ ย, เหล็กคีเลท (Chelate Iron),และ Trace Elements อาจพอเพียงสําหรับพืชบางประเภท แต่อาจต้องมีการเพิ่ม ฮอร์โมนบ้าง หรือ ไคโตซานหากพืชต้องการโดยปกติธาตุไนโตรเจนในดิน จะสูญเสียไปโดยการถูกกัดเซาะจากนํ้า ในขณะเดียวกันธาตุฟอสฟอรัสจะคงหลงเหลืออยู่ในดินที่ถูกนํ้ากัดเซาะ ธาตุโปแตสเซี่ยมที่เหลืออยู่ในดิน พืชไม่สามารถนํ้าไปใช้งานได้ การสูญเสียธาตุอาหารในดินจะมีอยู่ตลอดเวลา ทําให้ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ ยเคมีขึ้นเรื่อยๆ เพราะดินไม่สามารถดูดซับ
  • 10. ปุ๋ ยเคมีไว้ได้ เนื่องจากดินเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากปุ๋ ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการรักษาดินให้คงสภาพทนต่อการกัดกร่อน, เก็บความชื้น, เก็นธาตุอาหาร, และ มีความร่วนซุยการเลือกประเภทของปุ๋ ย และ กรรมวิธีการใช้ปุ๋ ย เป็นเรื่องสําคัญ ต่อการดูดซับสารอาหารของพืช และการรักษาดินให้คงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช การใช้ปุ๋ ยมีประสิทธิภาพสูงสุด ทําให้ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้สูง อีกทั้งยังลดปริมาณสารตกค้างในดินลงได้มาก ทําให้ดินไม่เสื่อมสภาพคงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชได้ยาวนาน พืชมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคพืช และ ศัตรูพืชได้ดีปุ๋ ยที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้1. มีสารอาหารครบ อันได้แก่ สารอาหารหลัก, สารอาหารรอง, และ สารอาหารย่อย2. มีวัสุดที่ช่วยให้ดินร่วนซุย3. พืชสามารถนําไปใช้งานได้ง่าย4. มีสารพิษตกค้างตํ่า5. ไม่ทําให้ค่าความเป็นกรด, ด่าง, กลาง และ เค็ม ของดินเปลี่ยนแปลงโรงงานผู้ผลิตปุ๋ ยไม่ต้องการขายเหล็กคีเลท และ/หรือ สูตรปุ๋ ยที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร เพราะจะทําให้ปริมาณการใช้แม่ปุ๋ ยลดลงเป็นจํานวนมากหากเกษตรกร รู้จักถึงการใช้เหล็กคีเลท และ/หรือ สูตรปุ๋ ยอื่นๆ ในปริมาณที่ถูกต้อง และ เหมาะสม จึงเป็นเหตุให้เหล็กคีเลท และ/หรือ ปุ๋ ยสูตรมีราคาแพง ไม่สามารถซื้อขายได้โดยสดวกในท้องตลาด จึงมีความจําเป็นที่ต้องผสมเหล็กคีเลท และ/หรือ สูตรปุ๋ ย ที่เหมาะสมต่อพันธุ์พืช และพื้นที่ที่ใช้ปลูกพืช ขึ้นใช้เองจากสารเคมีที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด เหล็กคีเลท ที่มีขายอยู่ในต่างประเทศ มักทําเป็นสูตรปุ๋ ยสําเร็จรูป มิได้แยกขายเฉพาะแต่เหล็กคีเลท การสั่งตัวยาสําเร็จจากต่างประเทศทําได้ง่าย แต่มีราคาแพง จนไม่สามารถดําเนินการในรูปของการค้าได้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ในราชอาณาจักรไทย ที่มีคณะเกษตร, พืชสวน, หรือ ป่าไม้ ได้มีการทดลองเรื่องการปลูกพืชไร้ดินมานานแล้ว การเตรียมตัวยาต่างๆ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับแต่ประการใด ในวิทยานิพนธ์ของห้องสมุดต่างๆ ได้แสดงวิธีปลูก วิธีผสมนํ้ายาไว้อย่างชัดแจ้ง สมควรที่เอกชนจะได้นําวิทยาการเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ ในการเกษตรขนาดเล็ก หรือ ใหญ่ เพื่อได้ผลผลิตคุณภาพสูงราคาเหมาะสม เพื่อใช้บริโภค หรือส่งออกสู่ตลาดโลก เพื่อเป็นรายได้ช่วยการครองชีพในขณะภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า เป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก สารเคมีบางตัวอาจต้องสั่งจากต่างประเทศ แต่เป็นสารขั้นพื้นฐานที่มีราคาไม่แพงจนเกินไปเมื่อนํามาผลิตเป็นตัวยาเพื่อใช้ในระบบ Hydroponic ย่อมถูกกว่ามาก ทําให้สามารถขยายการเพาะเลี้ยงต้นไม้ได้
  • 11. อย่างกว้างขวาง และ มีราคาถูกกว่าสั่งตัวยาสําเร็จจากต่างประเทศ เป็นการใช้ภูมิปัญญาของคนไทยเพื่อประหยัดดุลย์การค้าได้เป็นอย่างดีปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัย และ พัฒนาการปลูกข้าวอยู่มากมาย ซึ่งการวิจัยส่วนใหญ่เน้นแต่การวิจัยเป็นแต่ละหัวข้อ เมื่อได้ผลสําเร็จก็มิได้มีการนําผลการวิจัยดังกล่าว มาวิจัยแบบรวมหัวข้อ หรือ พัฒนาอย่างต่อเนื่องและ มิได้มีการนําผลการวิจัยต่างๆเผยแพร่ออกมา หรือ ทําให้เป็นรูปธรรมต่อชาวนา ดังนั้นชาวนาจึงยังคงใช้วิธีการปลูกข้าวแบบดังเดิม ทําให้มีต้นทุนสูง และ ผลผลิตตํ่า รายได้ของชาวนาตํ่า จึงยากจน ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องส่งเสริม และ เผยแพร่ผลการวิจัย และ การพัฒนาการปลูกข้าว ที่ได้ผลผลิตสูงให้แก่ชาวนาได้นําไปใช้และ พัฒนาต่อไป
  • 12. ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืช โดย เฉพาะการปลูกผัก และ พืชที่ใช้เป็นอาหาร เนื่องจากประหยัดพื้นที่ และ ไม่ปนเปื้อนกับสารเคมีต่างๆ ในดินทําให้ได้พืชผักที่สะอาดเป็นอาหาร ปัจจุบันนี้ในเทคนิคการปลูกพืชแบบไร้ดินหลายแบบด้วยกันประวัตินักวิจัยด้านเมตาบอลิซึมของพืชได้ค้นพบว่าพืชจะดูดซึมสารอาหารมาเป็นไอออนในนํ้า ซึ่งมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ในสภาพตามธรรมชาตินั้น ดินจะทําหน้าที่เป็นแหล่งสารอาหาร แต่ดินเองนั้นไม่จําเป็นต่อการเติบโตของพืช เมื่อสารอาหารในดินละลายไปกับนํ้า รากของพืชก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารนั้นได้ เมื่อใส่สารอาหารที่จําเป็นสําหรับพืชไว้ในแหล่งนํ้าที่สร้างขึ้น ก็ไม่จําเป็นต้องใช้ดินเพื่อเป็นแหล่งอาหารของพืชอีกต่อไป พืชส่วนใหญ่จะเติบโตด้วยวิธี ไฮโดรโปนิกส์ ได้ แต่เติบโตได้ดีมากน้อยแตกต่างกัน การปลูกพืชไร้ดินนี้ทําได้ง่าย สะดวก และ ประหยัดพื้นที่ แต่ต้องมีอุปกรณ์ที่จําเป็นอย่างอื่น นอกจากสารอาหารสําหรับพืชที่ละลายอยู่ในนํ้าแล้วประโยชน์ไฮโดรโปนิกส์ นั้นมีประโยชน์หลักๆ ๒ ประการด้วยกัน1.ช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสําหรับการเติบโตของพืช แทนที่จะเป็นการใช้ดินอย่างเดิมทําให้กําจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จํานวนมาก2.พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่น้อยกว่าเดิม และ มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิมในสภาพแวดล้อม และ สภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆ การปลูกพืชแบบ ไฮโดรโปนิกส์ จะให้ผลกําไรแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และ ด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดิน จึงทําให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวัชพืช และ ไม่ต้องจัดการดิน และ ยังสามารถปลูกพืชใกล้กันมากได้ ด้วยเหตุนี้พืชจึงให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าเดิม ขณะที่ใช้พื้นที่จํากัด นอกจากนี้ยังมีการใช้นํ้าน้อยมาก เพราะมีการใช้ภาชนะ หรือ ระบบวนนํ้าแบบปิด เพื่อหมุนเวียนนํ้าเมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้นํ้าเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ไฮโดรโปนิกส์ เหมาะอย่างยิ่งสําหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชโดยการการควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด และ มีความหนาแน่นสูงสุดตัวอย่างของความพยายามในช่วงแรกๆ ที่จะปลูกพืชไร้ดิน ก็คือ สวนลอยบาบิโลน เมื่อราว ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาล และ สวยลอยแห่งอัสเต็กซ์ ในช่วงคริสตศวรรษที่ ๑๑ นักวิจัยการปลูกพืชไร้ดินคนแรกๆ ก็คือ จอห์นวูดเวิด (John Woodward) ชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๒ เขาได้ปลูกพืชในนํ้า โดยได้เติมดินลงไปหลายชนิด
  • 13. การปลูกพืชครั้งนั้นเป็นการสาธิตว่า นอกจากนํ้าแล้วในโลกเรานั้นมีสสารหลายขนิดที่พืชต้องการ ครั้นเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นักสรีรวิทยาพืช (plant physiologists) ชาวเยอรมัน ชื่อซาคส์ (Sachs) และ คนอพ (Knop)ได้ปลูกพืชในสารละลายอย่างง่ายของเกลืออนินทรีย์เมื่อ พ.ศ. 2472 ศาสตราจารย์ Gericke แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเดวิส ได้สาธิตว่าพืชจะเติบโตโดยไม่ใช้ดิน สามารถเติบโตไปได้จนโตเต็มที่ ครั้งนั้นเขาได้ปลูกมะเขือเทศในนํ้า จนได้ผลขนาดใหญ่อย่างน่าแปลกใจ และ เขาได้เทียบคําศัพท์ในภาษากรีก ที่มีความหมายว่า การเกษตร คือ geoponics ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งการปลูกพืชโดยใช้ดิน ด้วยเหตุนี้เขาจึง คิดคําใหม่ว่า "ไฮโดรโปนิกส์ " (hydroponics) ซึ่งหมายถึง การปลูกพืชในนํ้า จากภาษากรีก hydros (นํ้า) และ ponos (แรงงาน)เทคนิคการปลูกพืชแบบไร้ดินมีการใช้เทคนิคต่างๆ มากมายในการปลูกพืชแบบไร้ดิน บ้างก็ใช้วัสดุจําพวกโลหะเฉื่อย เป็นตัวคํ้ายันรากของพืช บ้างก็ใช้วัสดุแบบอื่นๆ โดยให้สารละลายที่มีสารอาหารโดยตรงแก่รากด้วยวิธีต่างๆ ที่หลาก หลายการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์สําหรับราชอาณาจักรไทยเพิ่งมีการปลูกพืชด้วยวิธีนี้เป็นเชิงพาณิชย์มาไม่นาน และ ยังไม่แพร่หลายมากแต่ในระดับงานวิจัยได้มีการศึกษาค้นคว้ากันมากว่า ๓๐ ปีแล้ว โดยการวิจัยเริ่มแรกทําการทดสอบกับพืชผักหลายชนิดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าเทคนิคปลูกในสารละลายแบบนํ้าลึก (liquid culture, deep water)ประสบความสําเร็จน่าพอใจ แต่ระบบให้นํ้าไหลผ่านรากพืชเป็นชั้นบางๆ (nutrient film technique, NFT)ในขณะนั้นยังต้องมีการปรับปรุง และ พัฒนาในระยะ ๑๐ ปีนี้มีการวิจัยในหลายสถาบัน เช่น ระหว่างปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๕ ได้มีการศึกษาเพื่อพัฒนาการปลูกพืชไม่ใช้ดิน ณ พระราชวังสวนจิตรลดา เพื่อจะได้นําเทคนิคนี้ไปใช้ในการปลูกพืชในพื้นที่ที่ดินมีปัญหาในการเพาะปลูก การปลูกพืชใช้ระบบวัสดุปลูกรดด้วยนํ้าสารละลายธาตุอาหาร โดยใช้กระบะบรรจุสารละลายธาตุอาหารเป็นแปลงปลูก พบว่าสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด เช่น พืชผัก ได้แก่ คะน้า กวางตุ้งกะหลํ่าดอก ผักกาดหัว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม คึ่นฉ่าย ผักชี หอมแบ่ง มะเขือ มะเขือเทศ แตงเทศ ไม้ดอก ได้แก่ ดาวเรือง บานชื่น พิทูเนีย กุหลาบ และ ไม้ประดับ เช่น โกสน หมากผู้หมากเมีย สาวน้อยประแป้ง ไผ่ฟิลิปปินส์ ซึ่งผลจากการวิจัย ได้มีผู้สนใจนําไปปรับใช้ในการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้าจนถึงปัจจุบัน (กระบวน, ๒๕๔๒)ด้านกองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ก็ได้มีการทดลองปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น ผักกวางตุ้งผักกาดขาว ผักกาดขาวปลี ผักกาดฮ่องเต้ และ ผักกาดหัว โดยใช้สารเคมีสูตร Hoagland แต่เติมโซเดียม และใช้เหล็ก EDTA เป็นสารให้ธาตุเหล็ก ทําการปลูกในถังพลาสติก หุ้มด้วยกระดาษเพื่อลดอุณหภูมิ และ ใช้แผ่นโฟม
  • 14. รองด้วยผ้าพลาสติกกันนํ้าออก มีการให้ก๊าซอ๊อกซิเจนด้วยปั๊มอากาศ และ หมั่นดูแลไม่ให้นํ้ายาแห้ง พบว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีพอสมควรสถาบันที่มีการวิจัยการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ คือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาถึงขั้นจัดทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้คํานวณปริมาณธาตุอาหารในการเตรียมสารละลายธาตุอาหารพืช (อิทธิสุนทร, ๒๕๔๒) และ ดัดแปลงระบบที่ใช้อยู่เป็นระบบขนาดเล็กเพื่อปลูกพืชผักสวนครัว หรือ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นงานอดิเรกอีกด้วย (อิทธิสุนทร, 2๒๕๔๒)เมื่อมีการตื่นตัวเรื่องการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ บริษัทเจริญโภคพันธุ์ก็ได้ทําการศึกษาความเป็นไปได้ ในการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ โดยใช้เทคนิคนี้ควบคู่กับระบบโรงเรือน แต่ในที่สุดก็ไม่ได้นําเทคโนโลยีนี้มาใช้ (เปรมปรี, ๒๕๔๒) เอกชนอีกรายที่ทําการศึกษาวิจัยเพื่อหาเทคนิคการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ที่เหมาะสมสําหรับราชอาณาจักรไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเป็นวิธีการปลูกพืชที่จําเป็นในอนาคต คือบริษัท ที เอ บี วิจัย และ พัฒนา จํากัด ดําเนินการที่อําเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติระยะหลังได้มีการนําการปลูกพืชด้วยวิธี ไฮโดรโปนิกส์ มาปลูกพืชผักเป็นการค้ากันบ้างแล้วในประเทศไทย โดยระบบที่นํามาใช้กันแพร่หลายมีอยู่ ๒ ระบบ คือ ระบบ NFT ซึ่งเป็นระบบสําเร็จรูปที่นําเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และ ระบบสารละลายหมุนเวียนชนิดไม่เติมอากาศ ซึ่งศึกษาและพัฒนาขึ้น ณ พระราช วังสวนจิตรลดาข้อดี และ ข้อเสียการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกพืชโดยใช้หลักวิชาการแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยการเลียนแบบการปลูกพืชบนดิน แต่ไม่นําดินมาใช้เป็นวัสดุปลูก พืชสามารถเจริญเติบโตได้โดยอาศัยธาตุอาหารต่างๆ ที่ละลายลงในนํ้าเพื่อทดแทนธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น๑. สามารถปลูกพืชได้ต่อเนื่องตลอดปี เมื่อเก็บผลผลิตผักแล้วสามารถปลูกพืชผักรุ่นต่อไปได้ทันทีเนื่องจากไม่ได้ปลูกพืชลงดินจึงไม่ต้องทิ้งระยะเวลาเพื่อทําการพักดิน ตากดิน กําจัดวัชพืช และ เตรียมแปลงปลูกใหม่การปลูกพืชในดินต่อเนื่องเป็นเวลานานยังทําให้เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพ แต่การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สามารถปลูกพืชต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องกลัวปัญหานี้ เนื่องจากแหล่งอาหารของพืชไม่ได้มาจากดิน แต่มาจากธาตุอาหารต่างๆ ที่ให้ทางสารละลายธาตุอาหาร นอกจากนั้นการปลูกพืชด้วยเทคนิคนี้ไม่ขึ้นกับฤดูกาล เพราะมีการควบคุมสภาพแวดล้อม จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปี๒. สามารถปลูกพืชได้แม้ในที่ที่ไม่มีพื้นที่สําหรับปลูกพืช การอาศัยอยู่ในชุมชนเมืองซึ่งที่ดินมีราคาแพง ผู้อยู่อาศัยในที่ที่มีพื้นที่จํากัด เช่น ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ อาคารชุด และ หอพัก ไม่มีพื้นที่สําหรับปลูกพืช
  • 15. สามารถปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพร หรือไม้ดอกไม้ประดับ ได้โดยใช้ระบบไฮโดรโปนิกส์ขนาดเล็กวางบริเวณพื้นที่ว่างที่มีอยู่เล็กน้อย เช่น ริมหน้าต่าง ทางเดิน ดาดฟ้า พื้นที่เล็กๆ หลังบ้าน๓. สามารถปลูกพืชในที่ที่ดินไม่เหมาะสม ในบางพื้นที่มีพื้นที่อยู่มากมาย แต่ใช้ทําการเพาะปลูกพืชไม่ได้เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินทะเลทราย พื้นที่ที่เป็นหิน พื้นที่ภูเขา ดินเค็ม ดินกรด ดินด่าง พื้นที่อยู่ในเขตแห้งแล้ง หรือ ขาดแคลนนํ้าชลประทานการแก้ปัญหาเหล่านี้ทําได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และ ใช้งบประมาณมาก สามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่ปลูกพืชได้ด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เพราะนอกจากไม่ต้องใช้ดินเป็นแหล่งอาหารสําหรับพืชแล้ว ยังเป็นวิธีที่ใช้นํ้าน้อย และใ ช้อย่างมีประสิทธิภาพ พืชไม่มีปัญหาขาดนํ้า ไม่มีการสูญเสียนํ้าจากการซึมลึก การไหลทิ้ง หรือ การแย่งนํ้าจากวัชพืช ไม่มีปัญหาการให้นํ้ามากเกินไป๔. พืชเจริญเติบโตได้เร็ว และ ให้ผลผลิตสูง การปลูกพืชด้วยวิธีดั้งเดิมไม่สามารถกําหนดปริมาณธาตุอาหารให้พอดีกับความต้องการของพืชได้ นอกจากนั้นยังมีการสูญเสียธาตุอาหารจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดิน และ ในอากาศ ตลอดจนการแย่งธาตุอาหารจากวัชพืช แต่การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สามารถควบคุมปริมาณสารอาหารได้ดีกว่าการปลูกในดิน สามารถกําหนดปริมาณธาตุอาหารให้ตรงกับความต้องการของพืช พืชได้รับสารอาหารในรูปอนินทรีย์โดยตรง ทําให้การใช้ปุ๋ ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาการแย่งธาตุอาหารโดยวัชพืช จึงทําให้พืชเจริญเติบโตเร็วและได้ผลผลิตสูง ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าคํานึงถึงผลผลิตต่อปี ผลผลิตจากการผลิตด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ก็จะสูงกว่าการปลูกด้วยวิธีดั้งเดิมเนื่องจากการเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น และ ปลูกต่อเนื่องได้ตลอดปีไม่ขึ้นกับฤดูกาล ทําให้สามารถปลูกพืชได้มากครั้งกว่าในเวลาเท่ากัน๕. ผลผลิตมีความสมํ่าเสมอ สะอาด และ คุณภาพดี เนื่องจากมีการควบคุมปริมาณธาตุอาหารตามที่พืชต้องการ ตลอดจนควบคุมปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมได้ทั่วถึง ทําให้ได้ผลผลิตที่มีความสมํ่าเสมอ มีรูปร่าง สีขนาด ใกล้เคียงกัน ผลผลิตไม่ได้สัมผัสกับดิน จึงสะอาดและดูน่ารับประทาน การปลูกพืชวิธีนี้จึงเป็นวิธีที่เหมาะที่จะผลิตพืชผักที่ต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพ และ ความสมํ่าเสมอ เช่น ผักส่งออก ผักทดแทนการนําเข้า และ ผักส่งขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต๖. ใช้แรงงานน้อยลง การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์จะใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืชด้วยวิธีดั้งเดิมเนื่องมาจากไม่ต้องมีการเตรียมดิน ไม่ต้องทําการเขตกรรม เช่น ให้นํ้า ใส่ปุ๋ ย กําจัดวัชพืช มีศัตรูพืชน้อยกว่า จึงใช้แรงงานในการกําจัดน้อยกว่า การเพาะเมล็ด การย้ายปลูก การเตรียมแปลงปลูก และ การเก็บเกี่ยว ทําได้ง่ายกว่า จึงใช้แรงงานน้อยกว่า๗. ลดการใช้สารเคมี เนื่องจากมีการควบคุมสภาพแวดล้อม ควบคุมศัตรูพืชได้ง่าย เพราะการไม่ใช้ดินในการปลูกพืช ทําให้ไม่มีปัญหาโรคแมลงที่อยู่ในดินตลอดจนไม่มีปัญหาวัชพืช ส่วนโรคแมลงที่ระบาดทางอากาศก็สามารถลดการใช้สารเคมีได้โดยการใช้โรงเรือนตาข่าย
  • 16. ๘. ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล และ ทุกสภาพอากาศ เนื่องจากมีการควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้พอดีกับความต้องการของพืช และ มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอื่นๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช การที่สามารถปลูกพืชได้ตลอดไม่ขึ้นกับฤดูกาล ทําให้สามารถควบคุมราคาได้โดยไม่ขึ้นลงตามฤดูกาล อย่างไรก็ตามการปลูกพืชด้วยเทคนิคนี้ก็มีข้อจํากัด ได้แก่๘.๑ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง ทําให้ผลผลิตที่ได้มีราคาแพง ต้องเลือกปลูกพืชที่มีราคา ค่าใช้จ่ายที่ทําให้ต้นทุนสูงจะเป็นค่าก่อสร้างโรงเรือน ค่าสารเคมี ค่าอุปกรณ์ และ ค่าดูแลรักษาการลงทุนระยะแรกอาจไม่คุ้ม แต่จะให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว และ ต้องดําเนินการในพื้นที่มากจะคุ้มกว่าพื้นที่น้อย๘.๒ ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง ผู้ปลูกต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคที่เลือกใช้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้ในเรื่องธาตุอาหารพืช นํ้า สรีรวิทยาของพืช สารละลาย และ เครื่องมือควบคุมระบบต่างๆ อีกด้วย๘.๓ มีโอกาสเกิดโรคที่มาจากนํ้าได้ง่าย และ ยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในสารละลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหมุนเวียน หรือ ไม่หมุนเวียน ถ้ามีการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบราก โรคจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และ ยากต่อการป้องกันกําจัด เพราะพืชแต่ละต้นใช้สารละลายในแหล่งเดียวกันเชื้อจะระบาดไปทั่วระบบในเวลาอันสั้นโดยติดไปในสารละลายการเจริญเติบโต และ พัฒนาการของพืชไม่ว่าจะปลูกด้วยวิธีดั้งเดิม หรือ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ ถูกควบคุมโดยปัจจัยทั้งภายใน และ ภายนอก การเรียนรู้ถึงอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นเรื่องจําเป็นเนื่องจากเป็นความรู้พื้นฐานที่สําคัญในการกําหนดความสําเร็จ หรือ ล้มเหลวในการปลูกพืช การเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจจําแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้๓ กลุ่ม ดังนี้๑. พันธุกรรม เป็นปัจจัยภายในตัวพืชเองเพราะเกี่ยวข้องกับยีนซึ่งอยู่ในโครโมโซมของพืช ยีนเป็นตัวกําหนดลักษณะต่างๆ เช่น ความสูง รูปร่าง สี นอกจากนั้นยังเป็นตัวกําหนดว่าพืชจะเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง หรือ สามารถต้านทานศัตรูพืชได้ดีเพียงใด ปัจจัยทางพันธุกรรมจะมีอิทธิพลร่วมกับสภาพแวด ล้อม ดังนั้นในการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้ลักษณะตามต้องการ จะต้องแยกความแตกต่าง ทางพันธุกรรมออกจากความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมให้ได้ ในประเทศที่มีการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้าอย่างแพร่หลาย เช่นญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม จะให้ความสําคัญกับการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อปลูกด้วยวิธีนี้โดยเฉพาะ การปลูกพืชโดยวิธีนี้จึงให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกพืชในดิน ต่างจากประเทศไทยซึ่งการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ยังมีน้อยส่วนใหญ่จึงใช้พันธุ์พืชพันธุ์เดียวกับที่ใช้ปลูกในดิน๒. สารควบคุมการเจริญเติบโต ไม่ว่าการปลูกพืชด้วยวิธีดั้งเดิม หรือ ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ พืชมีสารควบคุมการเจริญเติบโต และ การพัฒนาของส่วนต่างๆ อยู่ตลอดเวลา สารควบคุมการเจรญเติบโตของพืช
  • 17. เป็นสารอินทรีย์ซึ่งไม่จํากัดว่าพืชสร้างขึ้นเอง หรือ มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น สารปริมาณเพียงเล็กน้อยในช่วงเพียงส่วนในล้านส่วน (ppm) ก็สามารถกระตุ้น ยับยั้ง หรือ เปลี่ยนสภาพทางสรีรวิทยาของพืชได้ โดยสารควบคุมการเจริญเติบโตจะไปควบคุมการทํางานของจีน (gene) ในการสร้างโปรตีน กระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ต่างๆหรือ เปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเยื่อหุ้มทั้งหลาย๓. สภาพแวดล้อม เป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งการตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างกันไม่ว่าจะปลูกพืชด้วยวิธีดั้งเดิม หรือ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ ปัจจัยที่เป็นตัวควบคุมการเจริญเติบโต และ พัฒนาการของพืชมีอยู่หลายปัจจัย ปัจจุบันการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์มีอยู่มากมายหลายระบบ เนื่องจากมีการพัฒนากันมาเป็นเวลานาน ให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของประ เทศต่างๆ อย่างไรก็ตามระบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมีพื้นฐานมาจากระบบหลักๆ ตามลักษณะการให้สารละลายธาตุอาหารแก่บริเวณรอบๆ รากพืช ๓ ระบบ ได้แก่ (ถวัลย์, ๒๕๓๔)๓.๑ แบบปลูกให้รากลอยอยู่กลางอากาศ (aeroponics) เป็นระบบที่มีการหมุนเวียนสารละลายธาตุอาหาร ส่วนรากของพืชจะแขวนห้อยกลางอากาศลอยอยู่ภายในกล่อง หรือ ตู้ที่เป็นห้องมืด จากนั้นจึงเติมธาตุอาหารแก่รากพืชด้วยการใช้ปั๊มอัดผ่านหัวฉีด ฉีดพ่นสารละลายให้เป็นฝอยละเอียด เป็นระยะ ๆ ตามช่วงเวลาที่กําหนด เพื่อให้รากคงความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง ร้อยละ ๙๕-๑๐๐ ข้อดีของระบบนี้คือ รากพืชไม่ขาดออกซิเจน และ จะเจริญเติบโตได้เต็มที่ ข้อเสียของระบบนี้คือ ตู้ปลูกมักมีอุณหภูมิสูงกว่าภายนอก และ ต้องลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างสูง จึงมักใช้ในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาทางสรีระวิทยาของพืช หรือ ใช้ระบบขนาดเล็กเพื่อปลูกพืชเป็นงานอดิเรกมากกว่าที่จะใช้ในเชิงพาณิชย์๓.๒ แบบปลูกในวัสดุปลูก (substrate culture) เป็นการปลูกในลักษณะที่คล้ายกับการปลูกพืชบนดินมากที่สุด การดูแลรักษาจึงคล้ายกับการปลูกพืชในกระถาง แต่ใช้วัสดุปลูกอื่นแทนดินเพื่อให้รากพยุงลําต้นอยู่ได้ การปลูกในวัสดุปลูกปริมาณของวัสดุปลูกจะน้อยกว่าดินมาก คือรากพืชจะมีพื้นที่ในการหานํ้า และอาหารไม่เกิน ๕ ลิตรต่อต้น ดังนั้นการจัดการเกี่ยวกับนํ้า และ ธาตุอาหารจะต้องดูแลเป็นพิเศษ ต้องควบคุมปริมาณนํ้าในวัสดุปลูกให้เหมาะสม โดยนอกจากใช้วัสดุปลูกที่มีการระบายนํ้าดี อุ้มนํ้าได้น้อย มีอัตราส่วนระหว่างนํ้า และ อากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องควบคุมการให้สารละลายต้องระวังไม่ปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งจนไม่มีความชื้นเหลืออยู่ เพราะถ้าแห้งถึงระดับหนึ่งรากอาจไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ ทําให้เกิดความเสียหายได้ วิธีที่เหมาะสมคือ ให้ครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ เหตุนี้เองระบบควบคุมการให้นํ้าอัตโมัติจึงเป็นสิ่งจําเป็นสูตร และ ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารจะต้องเหมาะสมกับชนิดพืช ช่วงการเจริญเติบโต และ สภาพภูมิอากาศ ก่อนปลูกควรปรับ pH ของวัสดุปลูกให้อยู่ในช่วง ๕.๕-๖.๐ โดยใช้สารละลายกรดไนตริกเจอจาง ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่ง คือต้องเก็บเศษรากพืชที่เหลือออกจากวัสดุปลูกให้หมดเมื่อต้องเริ่มปลูกพืชครั้งใหม่
  • 18. ๓.๓ แบบปลูกในสารละลายธาตุอาหาร (liquid culture) เป็นการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ได้รับความนิยมมากกว่าแบบอื่นๆ และ ใช้ได้ดีในที่ที่มีแดดจัด วิธีการหลัก คือการนํารากพืชจุ่มลงในสารละลายโดยตรง รากพืชไม่มีการเกาะยึดกับวัสดุใดๆ ยังสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ดังนั้นจึงมักใช้การยึดเหนี่ยวในส่วนของลําต้นไว้แทนเป็นการรองรับรากของต้นพืชเพื่อการทรงตัววัสดุปลูกวัสดุปลูกทําหน้าที่ในการรองรับรากพืชเพื่อให้พืชทรงตัวอยู่ได้ ในการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์วัสดุปลูกที่เหมาะสมสําหรับปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้๑. สามารถรักษาอัตราส่วนของนํ้า และ อากาศให้เหมาะต่อการปลูกอัตราส่วนที่เหมาะสมคือ นํ้า:อากาศเท่ากับ ๕๐:๕๐ โดยปริมาตร๒. จะต้องไม่มีการอัด หรือ ยุบตัวเมื่อเปียกนํ้าหรือเมื่อผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน๓. จะต้องไม่สลายตัวทั้งทางเคมี และ ทางชีวภาพ๔. เป็นวัสดุที่รากพืชสามารถแพร่กระจายได้อย่างสะดวกทั่วทุกส่วน๕. มีความเฉื่อยทางเคมี คือไม่ทําปฏิกริยากับสารละลายธาตุอาหาร และ ภาชนะที่ใช้ปลูก๖. มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ (C.E.C) ตํ่า หรือ ไม่มีเลย เพื่อจะได้ไม่มีผลต่อองค์ ประกอบของสารละลายธาตุอาหารพืช๗. ไม่เป็นแหล่งสะสมโรค และ แมลง๘. เป็นวัสดุที่สามารถกําจัดโรค และ แมลงได้ง่าย ทําให้สามารถนําวัสดุปลูกกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไรก็ตามไม่มีวัสดุปลูกใดที่มีคุณสมบัติครบทุกข้อที่กล่าวมา วัสดุปลูกที่นิยมใช้ในต่างประเทศ คือแท่งฟองนํ้า และ rockwool แต่ราคาค่อนข้างแพงในประเทศไทยเนื่องจากต้องนําเข้า จึงได้มีการทดลองใช้วัสดุต่างๆ ที่หาได้ในประเทศ เช่น แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว และ ทราย การทดสอบวัสดุปลูกต่างๆ เหล่านี้พบว่าทั้งวัสดุเดี่ยว และ วัสดุผสมทําให้พืชมีอัตราการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน เมื่อลองใช้วัสดุต่างๆ เป็นเวลา ๑ปี พบว่าวัสดุผสมต่างๆ ที่ผสมกับทรายมีการหดตัวไม่มาก สามารถใช้เป็นวัสดุปลูกต่อไปได้ ส่วนวัสดุเดี่ยวแกลบสดมีปัญหาในช่วงแรกๆ คือระบายนํ้าดีเกินไปและการแพร่กระจายของนํ้าด้านข้างน้อย แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งเกิดการสลายตัว ความสามารถในการอุ้มนํ้าก็ดีขึ้น สําหรับขุยมะพร้าว มีการอุ้มนํ้าดีเกินไป และ มีการสลายตัวมาก ต้องระวังการให้นํ้า และ ระบายนํ้า ส่วนขี้เถ้าแกลบเป็นวัสดุที่ดีชนิดหนึ่ง มีการสลายตัวน้อยแต่ก่อนใช้ต้องแช่ด้วยกรดเพื่อปรับ pH ให้เท่ากับ ๖ วัสดุปลูกที่กล่าวมานี้จะมีคุณสมบัติดีขึ้นมากเมื่อผสมกับทรายในอัตราส่วน ๑:๑
  • 19. ภาชนะปลูกพืชวัสดุปลูกจะต้องบรรจุในภาชนะปลูกเพื่อไม่ให้ปะปนกับสารละลาย ภาชนะปลูกที่ดีจะต้องทําจากวัสดุที่ไม่ทําปฏิกริยาเคมีกับสารต่างๆ ต้องมีความคงทนแข็งแรง นํ้าหนักเบา ใช้ได้นาน และ ติดตั้งใช้งานง่าย ซึ่งปัจจุบันจะใช้ภาชนะที่ทําจากพลาสติกเป็นส่วนมาก เนื่องจากมีความคงทน นํ้าหนักเบา สามารถทําเป็นรูปร่างต่างๆ ได้มาก และ ราคาถูก ไม่ควรใช้ภาชนะโลหะที่เคลือบด้วยสังกะสี เพราะอาจมีการละลายของสังกะสี ทําให้สารละลายธาตุอาหารพืชมีความเข้มข้นของสังกะสีสูง และ อาจเป็นพิษต่อพืชได้ ภาชนะปลูกที่ทําจากวัสดุประเภทซีเมนต์ ใยหิน หรือ กรวด เมือนําไปใช้ใส่สารละลาย จะมีสภาพเป็นด่าง ทําให้ pH ของสารละลายสูงขึ้นจึงควรนําไปแช่นํ้าให้สะอาดเพื่อเป็นการปรับสภาพให้เป็นกลางก่อนนําไปใช้ ขนาด และ รูปร่างของภาชนะที่เลือกใช้จะขึ้นกับชนิดของวัสดุปลูก ชนิดของพืชที่ปลูก และ ลักษณะของพื้นที่ปลูกหรือโรงเรือนปลูกพืชภาชนะที่ใช้กันในปัจจุบันอาจจําแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้๑. ภาชนะที่มีรูปร่างเป็นถัง อ่าง บ่อ อาจอยู่บนผิวดิน หรือ ฝังอยู่ใต้ดิน วัสดุที่ใช้อาจเป็นแผ่นพลาสติกหรือ บ่อซีเมนต์๒. ภาชนะที่มีลักษณะเป็นลําราง คล้ายรางรองนํ้าฝน อาจทําจากแผ่นพลาสติกอ่อน หรือ กึ่งแข็ง หรือทําจากแผ่นสังกะสี หรือ อลูมิเนียมบุภายในด้วยแผ่นพลาสติก๓. ภาชนะที่มีลักษณะเป็นถุง หรือ ใช้ห่อ วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นพลาสติกขาว หรือ ดําการวางภาชนะปลูกนิยมวางในแนวยาว ขวางทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เพื่อให้พืชได้รับแสงอย่างทั่วถึง ไม่มีการบังแดดกัน โดยปกติจะออกแบบให้กว้างไม่เกิน ๕ ฟุต สูง ๖-๘ นิ้ว ความยาวขึ้นกับโรงเรือนแต่ในการปลูกพืชเชิงพาณิชย์มักจะออกแบบภาชนะให้แคบ และ ตื้น แต่ยาว และ มักจะทํามุมให้มีความลาดเอียงเล็กน้อย ที่มุมทั้งสองด้านของความกว้างจะพยายามออกแบบให้ป้องกันแสงไม่ให้ส่องถึงสารละลลายได้ผนังด้านใต้ของภาชนะควรมีรูระบายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๒๕ นิ้ว และ มีจุกใช้อุด หรือ ถอดได้ในการปลูกพืชผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์มีเทคนิคสําคัญต่างๆที่ผู้ปลูกต้องเรียนรู้ และ ทําความเข้าใจ เช่นระบบการปลูกพืชแบบต่างๆ การเตรียมสารละลายและการจัดการสารละลาย วัสดุ และ ภาชนะที่ใช้ปลูกพืช การเรียนรู้ และ ทําความเข้าใจในเรื่องเทคนิคต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องจําเป็นมาก เนื่องจากทุกๆ เรื่องมีอิทธิพลในการกําหนดความสําเร็จของการปลูกพืช นอกจากนี้ การหาประสบการณ์จากการผลิตผักเป็นการค้าในฟาร์มไฮโดรโปนิกส์จะช่วยประกันความสําเร็จได้มากขึ้น
  • 20. ปุ๋ ยปุ๋ ย หมายถึง สารที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และ กล่าวในภาพรวมว่า ปุ๋ ย คือสารอนินทรีย์หรือ สารอินทรีย์ ซึ่งมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช สารนี้จะมาจากธรรมชาติหรือเป็นสารสังเคราะห์ก็ได้การจําแนกปุ๋ ยตามชนิดสารประกอบปุ๋ ยเคมี คือ ปุ๋ ยที่เป็นอินทรีย์สาร อาจเป็นปุ๋ ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ ยเชิงผสม และ ปุ๋ ยเชิงประกอบ ตัวอย่างปุ๋ ยเคมีได้แก่ ยูเรีย, ปุ๋ ยเม็ด ๑๖-๒๐-๐ แต่ไม่รวมถึงสารที่ใช้สําหรับปรับปรุงดิน เช่น ซีโอไลต์, ภูไมท์และ สารต่างๆที่มีคุณสมบัติโครงสร้างทางฟิสิกส์ของดินให้ดีขึ้นปุ๋ ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ ยที่ทํามาจากอินทรียวัตถุโดยกรรมวิธีทําให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือ วิธีการอื่นๆ แต่ไม่ไช่ปุ๋ ยเคมี และ ปุ๋ ยชีวภาพ ซื่งเน้นไปในเรื่องของปุ๋ ยหมักปุ๋ ยชีวภาพ คือ การนําจุลินทรีย์ที่มีชีวิต มาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหาร หรือ เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน ปุ๋ ยชีวภาพอาจมีบทบาทในการปรับปรุงบํารุงดินทางชิวภาพ ทางกายภาพ และ ทางชีวเคมีและ ปุ๋ ยชีวภาพยังหมายความรวมถึง หัวเชื้อจุลินทรีย์การจําแนกปุ๋ ยตามชนิดของธาตุอาหารปุ๋ ยธาตุหลัก คือ ปุ๋ ยที่มีธาตุหลักเป็นองค์ประกอบ ซึ่งแบ่งเป็น ปุ๋ ยไนโตรเจน ปุ๋ ยฟอสฟอรัส ปุ๋ ยโพแทสเซียม และ ปุ๋ ยที่มีธาตุหลักมากกว่า ๑ ธาตุปุ๋ ยธาตุรอง คือ ปุ๋ ยที่มีธาตุรองหนึ่งธาตุ หรือ มากกว่าหนึ่งธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กํามะถันปุ๋ ยธาตุอาหารเสริม คือ ปุ๋ ยที่มีจุลธาตุเป็นองค์ประกอบ มี ๒ ประเภท- ปุ๋ ยจุลธาตุอนินทรีย์คือ สารประกอบอนินทรีย์ที่ให้จุลธาตุ เช่น สังกะสี เหล็ก ทองแดง- ปุ๋ ยคีเลต คือ สารคีเลตที่มีจุลธาตุพวกโลหะเป็นองค์ประกอบ เช่น เหล็กการจําแนกจากจํานวนธาตุหลักปุ๋ ยเชิงเดี่ยว คือ ปุ๋ ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักเพียงธาตุเดียว ได้แก่ ปุ๋ ยไนโตรเจน, ปุ๋ ยฟอสเฟต, ปุ๋ ยโพแทชปุ๋ ยเชิงผสม คือ ปุ๋ ยเคมีได้ที่จากการผสม ปุ๋ ยชนิดต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามต้องการปุ๋ ยเชิงประกอบ คือ ปุ๋ ยเคมีที่ทําขึ้นด้วยวิธีทางเคมี และ มีธาตุอาหารหลักอย่างน้อยสองธาตุขึ้นไปปุ๋ ยนํ้า หมายถึง เป็นปุ๋ ยนํ้าที่สกัดเอา ธาตุอาหารรอง และ ธาตุอาหารเสริม เช่น สังกะสี, แมงกานิส, เหล็ก,ทองแดง, โมลิบดินัม, โบรอน, แคลเซียม, แม็กนีเซียม, กํามะถัน ที่มีความจําเป็นต่อพืช ช่วยบํารุงพืชให้แข็งแรงเพิ่มนํ้าหนัก ปรับโครงสร้างการทํางานในส่วนต่างๆของพืชให้เป็นปกติ
  • 21. ปุ๋ ยนํ้าชีวภาพ หมายถึง ปุ๋ ยที่มีจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และ ยังมีชีวิตอยู่เป็นปริมาณมากพอที่สามารถดําเนินกิจกรรมได้อย่างรวดเร็ว ในการส่งเสริมให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านธาตุอาหารพืชมากขึ้นรวมทั้งมีกิจกรรมที่สามารถช่วยให้รากพืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้นด้วย ซึ่งปุ๋ ยชีวภาพที่ใช้กันแพร่หลายในขณะนี้ก็มี ไรโซเบียม สาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน ไมคอร์ไรซ่า และ จุลินทรีย์พื้นบ้าน IMOปุ๋ ยนํ้าหมัก หมายถึง สารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรือ สัตว์ เศษพืช หรือ สัตว์จะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์โดยใช้กากนํ้าตาลเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์สารอาหารของปุ๋ ยอินทรีย์ไนโตรเจน N มีความจําเป็นในการผลิตอาหารของพืช ช่วยเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของพืช และ เป็นปัจจัยสําคัญในการสร้างสีเขียว ของคลอโรฟิลล์ถ้าพืชขาดในโตรเจนจะทําให้พืชมีสีเหลืองซีดฟอสฟอรัส P มีประโยชน์ในการเร่งการเจริญเติบโตของราก ทําให้รากขาดยืด ต้นอ่อน ถ้าขาดฟอสฟอรัส การเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก ถ้าไม่มีฟอสฟอรัสพืชจะสร้างไนโตรเจนไม่ได้ดังนั้นอาการขาดฟอสฟอรัสจะคล้ายคลึงกับการขาดไนโตรเจนโปแตสเซียม K ทําให้พืชแข็งแรง มีความต้านทานโรคได้ดี ช่วยในการสร้างโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและ นํ้าตาลแคลเซียม Ca ช่วยให้พืชนําไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความสมดุลของฮอร์โมนพืชแมกนีเซียม Mg ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์กํามะถัน S ช่วยให้ผลิตนํ้ามันโบรอน B ช่วยกระตุ้นการสร้างคลอโรฟิลล์และ นํ้ายางบางชนิดทองแดง Cu สร้าง และ ป้องกันความเสียหายของคลอโรฟิลล์ช่วยให้พืชดูดธาตุเหล็กได้ดีขึ้นเหล็ก Fe ช่วยกระตุ้นการหายใจ และ การปรุงอาหารแมงกานีส Mn ช่วยสังเคราะห็แสง, ควบคุมการทํางานของเหล็ก และไนโตรเจนโมลิบดินัม Mo ช่วยการทํางานของไนโตรเจน ทําให้พืชสมบูรณ์มากขึ้นสังกะสี Zn ช่วยการเจริญเติบโตของตา ยอด ยืดข้อปล้อง
  • 22. ปริมาณปุ๋ ยที่ข้าวต้องการแต่ละช่วงอายุอายุ N P K Mg Ca Si S B Cu Fe Mn Mo Znเตรียมดิน ๑๕ ๑๕ ๑๕ ๑๕ ๓๕ ๒๕ ๑๐ ๐ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑ปักดํา ๑๐-๒๐ ๕๐ ๐ ๐ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑แตกกอ ๓๕-๔๕ ๕๐ ๑๕ ๐ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑ออกรวง ๕๕-๖๕ ๑๑ ๐ ๕๒ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๒ตั้งท้อง ๗๕-๙๐ ๑๕ ๑๗ ๑๘ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๒รอเก็บเกี่ยว ๙๐-๑๒๐ ๕ ๓ ๑๔ ๒ ๓ ๑๐ ๕ ๑ ๑ ๒ ๑ ๑ ๑
  • 23. ข้าวข้าว เป็นพืชอาหารหลักที่สําคัญของคนไทยเรา ฉะนั้น การปลุกจึงมีความสําคัญกับเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ทําอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสูงที่สุด ข้าว ๑ เกวียน มี ๑.๐๐๐ กิโลกรัม (รวมเปลือก และ ข้าว) ข้าว ๑ กระสอบมี ๑๐๐ กิโลกรัม (รวมเปลือก และ ข้าว) ข้าว ๑ ถัง มี ๑๕ กิโลกรัม (เฉพาะข้าวสาร) ข้าว ๑ ไร่ ประมาณ ๓๐๐ – ๘,๐๐๐ กิโลกรัมการเตรียมเมล็ดพันธุ์เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามพันธุ์ สะอาด และมีความงอกไม่น้อยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ปลูกโดยวิธีปักดํา ใช้เมล็ดพันธุ์ ๕-๗ กิโลกรัม ตกกล้าเพื่อปักดําในพื้นที่ ๑ ไร่ ปลูกวิธีหว่านนํ้าตม ใช้เมล็ดพันธุ์ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม/ไร่ ปลูกโดยใช้เครื่องพ่นเมล็ดพันธุ์ ๓๐-๖๐ กิโลกรัม/ไร่การเตรียมดินโดยวิธีดั้งเดิมการเตรียมดินจะขึ้นอยู่กับวิธีปลูกข้าว ซึ่งแตกต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกัน คือ ต้องเริ่มการไถดะทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๔ วัน เพื่อตากดิน และ กําจัดวัชพืชก่อนปลูกการปลูกโดยวิธีปัดดําการตกกล้า การเตรียมแปลงตกกล้า โดยไถดะทิ้งไว้ ๗-๑๐ วัน ไถแปรเอานํ้าเข้า แช่ขี้ไถ คราด ปรับระดับผิวดินแล้วทําเทือก (มอบ) แบ่งแปลงย่อย กว้างประมาณ ๑-๒ วัน เมตร ยาวตามความยาวของแปลง ทําร่องนํ้าระหว่างแปลงกว้างประมาณ ๓๐ ซ.ม. แล้วระบายนํ้าออก หว่านเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้บนแปลงให้สมํ่าเสมอ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ๕๐-๗๐ กรัมต่อตารางเมตร อย่างให้นํ้าท่วมแปลงกล้า แต่ให้มีความชื้นเพียงพอสําหรับการงอกเพิ่มระดับนํ้าตามการเจริญเติบโตของต้นข้าว อย่าให้ท่วมต้นข้าว และ ไม่เกิน ๕ เซนติเมตร จากระดับหลังแปลงการปักดํา เตรียมแปลงปักดําโดยไถดะ ทิ้งไว้๗-๑๐ วัน รักษาระดับนํ้าในแปลงปักดําประมาณ ๕ เซนติเมตรจากผิวดิน ปักดําโดยใช้ต้นกล้าอายุประมาณ ๒๕ วัน ระยะบักดํา ๒๐ x ๒๐ เซนติเมตร จํานวน ๓-๕ ต้นต่อกอรักษาระดับนํ้าให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ประมาณ ๐-๑๐ เซนติเมตร อย่าปล่อยให้ต้นข้าวขาดนํ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกําเนิดช่ออก ถึงออกรวง หลังข้าวกรองออกรอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้วประมาณ ๒๐วัน ระบายนํ้าออก
  • 24. การปลูกโดยวิธีหว่านนํ้าตม- เตรียมแปลงโดยไถดะ ทิ้งไว้ ๗-๑๐ วัน ไถแปรเอานํ้าเข้าแช่ขี้ไถให้พอเหมาะกับการคราด ปรับระดับผิวดิน แล้วทําเทือก- แบ่งแปลง กว้าง ๕-๑๐ เมตร ยาวตามความยาวของแปลง ทํารองนํ้าระหว่างแปลงกว้าง ๓๐ เซนติเมตรแล้วระบายนํ้าออก- หว่านเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้บนแปลงให้สํ่าเสมอ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม / ไร่- หลังหว่านเมล็ด อย่าให้นํ้าท่วมแปลง แต่ให้มีความชื้นสําหรับการงอก ค่อย ๆ เพิ่มระดับนํ้าตามการเจริญเติบโตของต้นข้าว อย่าให้นํ้า ท่วมต้นข้าว และไม่ควรลึกเกิน ๑๐ เซนติเมตร- อย่าปล่อยให้ต้นข้าวขาดนํ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกําเนิดช่อดอก หรือ ออกรวง หลังข้าวออกรวง ๘๐เปอร์เซ็นต์แล้วประมาณ ๒๐ วัน ระบายนํ้าออกการให้ปุ๋ ยอินทรีย์นาดําครั้งที่ ๑ ให้ปุ๋ ยอินทรีย์ ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะปักดํา หรือ ก่อนปักดํา ๑ วัน (รองพื้น) แล้วคราดกลบหรือ ให้หลังปักดํา ๑๕-๒๐ วันครั้งที่ ๒ ให้ปุ๋ ยสูตร ๔๖-๐-๐ ๑๐-๑๕ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ สูตร ๒๑-๐-๐ ๒๐-๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ที่ระยะกําเนิดช่อดอก หรือ ๓๐ วัน วันก่อนข้าวออกดอกครั้งที่ ๓ ให้ปุ๋ ยสูตรเดียวกับครั้งที่ ๒ ที่ระยะ ๑๐-๑๕ วันหลังระยะกําเนิดช่อดอกนาหว่านนํ้าตมครั้งที่ ๑ ให้ปุ๋ ยอินทรีย์ ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะ ๒๐-๓๐ วัน หลังข้าวงอกครั้งที่ ๒ ให้ปุ๋ ยสูตร ๔๖-๐-๐ ๑๐-๑๕ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ สูตร ๒๑-๐-๐ ๒๐-๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ที่ระยะกําเนิดช่อดอก หรือ ๓๐ วัน วันก่อนข้าวออกดอกครั้งที่ ๓ ให้ปุ๋ ยสูตรเดียวกับครั้งที่ ๒ ที่ระยะ ๑๐-๑๕ วันหลังระยะกําเนิดช่อดอก
  • 25. การปลูกข้าวตอซังเรียบเรียง : ไพบูลย์พงษ์สกุล กลุ่มข้าวจากสภาพปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และ สภาพดินที่เสื่อมลง เป็นข้อจํากัดที่ทําให้เกษตรกรต้องคิดหาวิธีการ ลดต้นทุนการผลิตให้ตํ่าลง ลดการใช้สารเคมี และ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น เกษตรกรที่ตําบลระแหง อําเภอลาดหลุมแก้ว ได้พัฒนาวิธีการปลูกข้าว โดยอาศัยตอซังเดิม ซึ่งลดค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน และ ลดการใช้สารเคมีควบคุมวัชพืช แต่เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน การปลูกข้าวตอซัง มีแนวทาง ดังนี้ข้อควรระวังในการปลูกข้าวตอซัง๑. จากพื้นที่ตอซังสมํ่าเสมอ สามารถควบคุมระดับนํ้าได้ ดังนั้น พื้นที่เขตชลประทาน หรือ มีแหล่งนํ้าจึงเหมาะสม ใช้ปลูกข้าวตอซัง๒. เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ครั้งแรกต้องเป็นพันธุ์ไม่ไวแสง อายุ ๑๑๕-๑๒๐ วัน เช่น ปทุมธานี ๑ สุพรรณบุรี ๑เป็นต้น (ก่อนทําข้าวตอซัง) ต้องมีความบริสุทธิ์ (ไม่มีพันธุ์ข้าวอื่นปน) และ ในแปลงนาต้องกําจัดข้าวเรื้อออกให้หมด๓. ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง (เมล็ดข้าวสีเหลือง ๘๐ % ของรวง ตอซังสด) โดยระบายนํ้าออกให้มีความชื้นพอเหมาะในวันเก็บเกี่ยว (ความชื้นดินในวันเก็บเกี่ยวหยิบขึ้นมาปั้นลูกกระสุนได้) โดยเกี่ยวตอซังให้ยาวที่สุด (เวลายํ่าตอซังราบเรียบกว่าไว้ต่อสั้น)๔. การยํ่าตอซัง และ ฟางที่ใช้คลุมต้องให้ราบเรียบไม่มีตอซังกระดกขั้นตอน และ วิธีการปลูกข้าวตอซัง๑. แปลงนาต้องสมํ่าเสมอ๒. ต้นข้าวที่ปลูกครั้งแรกด้วยเมล็ดต้องแข็งแรงปราศจากโรคแมลง๓. เก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง โดยระบายนํ้าออกจากแปลงนา ให้ดินมีความชื้นเหมาะสม (หยิบดินในแปลงนาปั้นเป็นลูกกระสุนได้)
  • 26. ๔. หลังเก็บเกี่ยว กระจายฟางคลุมตอซังทั่วแปลงนา ทําการยํ่าต่อซัง และ ฟางที่คลุมให้ราบเรียบ อย่าให้ตอซังกระดกขึ้น (เพื่อป้องกันตอซังกระดกขึ้นมา หน่อข้าวจะงอกข้อที่ ๒-๓ หรือ ปลายตอซัง) จึงควรยํ่าในช่วงเช้ามืด ดินมีความชื้น ตอซังและฟางนิ่ม ยํ่าง่าย โดยใช้ลูกทุบ (อีขลุบ) ใช้ล้อเหล็กของรถไถเดินตาม หรือ ล้อขนาดเท่ากับมัดติดกัน ๕ ล้อ ลากยํ่า๕. หลังยํ่าตอซังเกษตรกรต้องตรวจสอบว่าฟางที่คลุมจุดใดหนาให้เอาออก คลุมบาง ๆ ปล่อยทิ้งไว้รอจนกว่าหน่อข้าว (ที่เกิดจากกกข้าว) งอกเจริญ มี ๒-๓ ใบ (อายุประมาณ ๑๕ วัน นับจากวันยํ่าฟาง) จึงสูบนํ้าเข้าแปลงนา พอแฉะ (อย่าให้นํ้ามากจะทําให้ฟางที่คลุมลอย)๖. หลังระบายนํ้าเข้า ๑ วัน ใส่ปุ๋ ยสูตร ๔๖-๐-๐ (ปุ๋ ยยูเรีย) อัตรา ๑๕-๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และ เร่งขบวนการย่อยสลายของตอซัง และ ฟาง รักษานํ้าในนาไม่ให้รั่ว เพื่อไม่ให้ปุ๋ ยที่ใส่สูญหาย๗. หลังใส่ปุ๋ ยครั้งแรกประมาณ ๑๐-๑๒ วัน ระบายนํ้าออก (เพื่อลดปัญหาการเกิดก๊าซซึ่งจะทําให้ใบเป็นสีส้ม ในระยะที่ฟางย่อยสลาย) ปล่อยให้ดินแห้ง ๓-๔ วัน ต้นข้าวจะมีรากงอกออกมา จึงสูบนํ้าเข้าแปลงนาในระดับปูคลาน (๕ ซม.) ใส่ปุ๋ ยสูตร ๑๖-๒๐-๐ อัตรา ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ใช้ปุ๋ ยสูตร ๑๘-๑๒-๖ หรือ ๑๖-๑๒-๘ อัตรา ๓๕ กิโลกรัมต่อไร่ ในกรณีปลูกข้าวติดต่อกันไม่มีเวลาหยุดพักเป็นเวลานานเพื่อชดเชย ธาตุฟอสฟรัส P ที่ต้นข้าวใช้ไป๘. ใส่ปุ๋ ยแต่งหน้า สูตร ๔๖-๐-๐ อัตรา ๗-๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ หลังใส่ปุ๋ ยครั้งแรก ๑๐-๑๒๙. หลังใส่ปุ๋ ยแต่งหน้า (ตามข้อ ๘) เพิ่มระดับนํ้าในนาสูง ๑๐-๑๒ ซม. ควบคุมระดับนํ้าไว้จนกว่ารวงข้าวเริ่มก้ม เมล็ดปลายรวงเริ่มเหลือง จึงระบายนํ้าออกจากแปลงนา เพื่อเตรียมการเก็บเกี่ยวข้อดีของการปลูกข้าวตอซัง๑. ลดต้นทุนการปลูกข้าวได้ไร่ละ ๗๐-๙๑๑ บาท ดังนี้- ค่าเตรียมดินไร่ละ ๑๕๐ บาท- ค่าเมล็ดพันธุ์ ไร่ละ ๑๒๐ บาท (อัตราปลูกไร่ละ ๓๐ กก)- สารเคมีคุมกําเนิดวัชพืช ไร่ละ ๑๐๐ บาท๒. ลดการใช้สารเคมีป้องกันกําจัด วัชพืช/เพลี้ยไฟ/หอยเชอรี่ (ต้นข้าวที่เกิดจากหน่อเติบโตแข็งแรงหอยเชอรี่ทําลายได้น้อยมาก และ หอยจะช่วยกินฟางในแปลงนา เพราะอ่อนนุ่มเน่า)๓. ลดขั้นตอนการเตรียมดิน/การหว่าน หรือ ดํา๔. ลดอายุต้นข้าวได้น้อยลง (ปลูกข้าวตอซังแก่เร็วกว่าปลูกด้วยเมล็ด ๑๐-๑๕ วัน)๕. เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน โครงสร้างดินโปร่งร่วนซุยขึ้น๖. สามารถปลูกข้าวตอซัง โดยใช้ตอเดิมติดต่อกันได้ถึง ๒ ฤดู โดยให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน
  • 27. การปฏิบัติตามหลักการของ อาร์ เอ็ม เอ็ม (RMM)เมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามหลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม (RMM) ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อนการปลูกข้าวบนพื้นที่ ๑.๕ ไร่ แต่เดิมผลที่ได้ ๓๐๐ ถึง ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากที่ใช้วิธีการ อาร์เอ็ม เอ็ม (RMM) ผลผลิตที่ได้ในปีแรก ๑,๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ปีที่สอง ขยายพื้นที่เป็น 15 ไร่ ได้ผลผลิต ๒,๐๐๐กิโลกรัมต่อไร่ ปีที่สาม ขยายพื้นที่เป็น ๓๐ ไร่ ได้ผลผลิต ๒,๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ผลการศึกษาพบว่าข้าวในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม มีลักษณะดังนี้๑. มีระบบรากที่แข็งแรง สามารถแทงรากลงไปในดินได้ลึกมาก๒. ใน ๑ ตารางเมตรปลูกข้าว ๑๖ ต้น๓. ข้าว ๑ ต้นจะแตกหน่อเฉลี่ยประมาณ ๒๖ หน่อ๔. ในพื้นที่ ๑ ตารางเมตร มีรวงข้าว ประมาณ ๔๐๐ รวง๕. หนึ่งรวงมีเมล็ด ๓๙๖ เมล็ด เป็นเม็ดดี ๓๔๐ เมล็ด (๘๖ %) และ เมล็ดลีบ ๕๔ เมล็ด (๑๔ %)๖. หนึ่งรวงได้นํ้าหนักข้าวประมาณ ๕.๗๕ กรัม๗. หนึ่งไร่มี ๑,๖๐๐ ตารางเมตร มีข้าว ๖๔๐,๐๐๐ รวง คิดเป็นนํ้าหนัก ๓,๖๘๐,๐๐๐ กรัม (๓,๖๘๐กิโลกรัม)
  • 28. หลักการปฏิบัติของระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม1. การตรวจสอบดิน เพื่อให้ทราบปริมาณสารอาหาร และ สารตกค้าง ในแต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าว1.1 การสุ่มตัวอย่างทดสอบ โดยกําหนดให้มีการเก็บตัวอย่างดินจํานวน ๑๖ ตัวอย่างต่อหนึ่งไร่ โดยเก็บตัวอย่างดินที่ความลึก ๓๐ ซม. เป็นตารางสี่เหลี่ยม และ บันทึกตําแหน่งทุกจุด1.2 การทดสอบหาปริมาณสารตกค้าง และ ยาฆ่าแมลง1.3 ทดสอบปริมาณ ธาตุอาหารหลัก, ธาตุอาหารรอง, และ ธาตุอาหารเสริม ทั้งหมด1.4 ทดสอบชนิดของดิน1.5 ทดสอบ ความเป็นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม1.6 ทดสอบความชื้นของดิน1.7 ทดสอบอุณหภูมิของดิน1.8 ทดสอบเชื้อโรคในดิน และ สิ่งมีชีวิตในดิน2. การตรวจสอบนํ้าที่ใช้ในการปลูกข้าว2.1 การทดสอบหาปริมาณสารตกค้าง และ ยาฆ่าแมลง2.2 ทดสอบปริมาณ ธาตุอาหารหลัก, ธาตุอาหารรอง, และ ธาตุอาหารเสริม ทั้งหมด2.3 ทดสอบชนิดของนํ้า2.4 ทดสอบ ความเป็นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม2.5 ทดสอบอุณหภูมิของนํ้า2.6 ทดสอบเชื้อโรคในนํ้า และ สิ่งมีชีวิตในนํ้า3. การทําแผนที่แปลงปลูกข้าว3.1 ตําแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์ของแปลงปลูกข้าว3.2 เขียนแผนที่โดยมีภาพ ด้านบน, ด้านข้าง, ด้านหน้า, และ สามมิติ3.3 ระบุตําแหน่งสิ่งมีชิวิต, สิ่งไม่มีชีวิตต่างๆ, แหล่งนํ้า และ อื่นๆ3.4 ระบุตําแหน่งปริมาณสารอาหารแต่ละจุดที่นําดินไปทดสอบ3.5 ระบุตําแหน่งหัวจ่ายสารอาหาร4. การปรับปรุงพื้นที่แปลงปลูกข้าว4.1 แบ่งพื้นที่นาออกเป็นแปลง แปลงละหนึ่งไร่4.2 กําหนดให้คันนามีขนาด ๓๐ x ๓๐ x ๒๐ ซม. โดยรอบของพื้นที่ปลูกข้าว ทุกๆ หนึ่งไร่
  • 29. 4.3 กําหนดให้มีร่องนํ้าขนาด ๒๕ x ๒๕ x ๒๐ ซม. ทางด้านซ้าย และ ด้านขวา ของพื้นที่ปลูกข้าว4.4 ปรับพื้นที่ให้ราบ และ เรียบ โดยมีความลาดเอียง ๕ % จากศูนย์กลางของแปลงไปทางซ้าย และทางขวา5. การสํารวจประเภทวัชพืช, ศัตรูพืช, และ โรคพืชในแปลงปลูกข้าว6. การปรับคุณภาพดิน เพื่อให้มีความร่วนซุย กักเก็บนํ้า และ ความชื้น ได้ดีขึ้น6.1 ใช้ปุ๋ ยคอก ในอัตราส่วน ๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ปุ๋ ยพืชสด ๓,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ และ ทําการไถ่กลบ โดยใช้ผาดไถให้ลึก ๕๐ ซม.6.2 ปรับสภาพความเป็นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม ของดิน6.3 กําจัดวัชพืชโดยการไถกลบ6.4 กําจัดแมลง, ศัตรูพืช, และ โรคพืช โดยใช้สารสกัดชีวภาพ7. การปรับปรุงการเก็บนํ้าของพื้นที่เก็บนํ้า7.1 เตรียมบ่อเก็บนํ้าขนาด ๑ x ๑ ไร่ ลึก ๒ เมตร ใช้พลาสติกคลุมพื้นดินเพื่อกันนํ้า8. การสร้างระบบการให้นํ้า, สารอาหาร, และ ยาฆ่าแมลง8.1 เตรียมสูตรสารอาหารให้เหมาะสมต่อแปลงปลูกข้าว โดยกําหนดให้มีอย่างน้อย ๓ สูตร เพื่อใช้ในแต่ละพื้นที่ของแปลงปลูกข้าวที่มีปริมาณสารอาหารไม่เท่ากัน8.2 เตรียมยาฆ่าแมลงชีวภาพ8.3 เตรียมปุ๋ ยหมัก และ ปุ๋ ยพืชสด8.4 สร้างระบบการให้นํ้า, สารอาหาร, และ ยาฆ่าแมลง ด้วยระบบท่อนํ้า โดยให้หัวจ่ายสารละลายห่างกัน ๘ x ๘ x ๑ ม. จํานวน ๔๙ หัวจ่าย9. การเตรียมการเพาะต้นกล้า9.1 คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีขนาดเท่ากัน มีนํ้าหนักดี ไม่มีเมล็ดลีบ และ ไม่เป็นโรค9.2 แช่เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๑ กิโลกรัมต่อไร่ ในถังผสมนํ้าด้วยไคโตซาน หรือ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ๒๔ชั่วโมง ที่มีอุณหภูมิ ๓๕ องศาเซลเซียส9.3 ปลูกเมล็ดพันธุ์ลงในกระถางขนาด ๒.๕ x ๒.๕ x ๒.๕ ซม. หนึ่งเมล็ดต่อหนึ่งกระถาง โดยมีจํานวนต้นกล้า ๒๔,๖๔๘ ต้นต่อไร่ โดยต้นกล้าหนึ่งต้นจะแตกออกเป็น ๒๖ ต้น ทําให้มีต้นข้าวจํานวน๖๔๐,๘๔๘ ต่อหนึ่งไร่ โดยเฉลี่ยต้นข้าวจะให้รวง ๙๕ % ของจํานวนต้นข้าวทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ
  • 30. ประมาณ ๖๐๘,๘๐๕ รวง หนึ่งรวงมีนํ้าหนักเฉลี่ย ๕.๕ กรัม (หนักข้าวที่เสียออกไปแล้ว) จึงได้ข้าวนํ้าหนักประมาณ ๓.๓๕ ตันต่อไร่9.4 ให้รดด้วยสารอาหารที่จัดเตรียมไว้9.5 ต้นกล้าให้ควบคุมอุณหภูมิ, แสงแดด, และ ความชื้น ให้เหมาะสม อย่าให้นํ้าท่วม และ ขัง9.6 เมื่อต้นกล้ามีอายุ ๘-๑๒ วัน หรือ มีสองใบ ให้นําไปปลูกในนา10. การปลูกต้นกล้า10.1 ให้ขึงตารางขนาด ๒๕ x ๒๕ ซม. ด้วยเชือกไนลอนขนาด ๖ มม. จะมีจํานวน ๒๔,๖๔๘ จุด (๑๕๖x ๑๕๘)10.2 นําต้นกล้ามาปลูกทั้งกระถางตามตําแหน่งที่ระบุ10.3 รดนํ้าให้ชุ่มชื้นเสมอ อย่าให้นํ้าขัง และ ท่วม โดยควบคุมอุณหภูมิ และ ความชื้นของแปลง10.4 ให้สารอาหาร สลับกับการให้นํ้า อย่างต่อเนื่อง10.5 ให้สารไคโตซาน, สารกําจัดแมลง, และ ศัตรูพืช ชีวภาพ ตามความเหมาะสม11. การกําจัดวัชพืช และ ศัตรูพืช11.1 กําจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูกได้๑๕ วัน โดยการไถกลบ11.2 กําจัดวัชพืชครั้งที่สองหลังกําจักวัชพืชครั้งแรก ๒๐ วัน โดยการไถกลบ11.3 กําจัดวัชพืชครั้งที่สามหลังกําจักวัชพืชครั้งที่สอง ๓๐ วัน โดยการไถกลบ11.4 เมื่อข้าวปกคลุมเต็มพื้นที่ให้ใช้การกําจัดวัชพืชแบบสุ่มเป็นครั้งคราว11.5 ให้ใช้สารชีวภาพในการกําจัดแมลง, หนูนา, หอยเชอรี่, และ ปูนา โดยการปลูกพืชกําจัดแมลงในแปลง หรือ รดด้วยนํ้าสารสกัดชีวภาพ12. ในระหว่างปลูกข้าวให้ทําการบันทึก ปริมาณแสงแดด, อุณหภูมิบรรยากาศ, อุณหภูมิของดิน, ความเป็นกรด, ด่าง, กลาง, และ ความเค็ม, ความชื้นสัมพัทธ์, ความชื้นในดิน, ความเร็ว และ ทิศทางของลม,ลักษณะการเจริญเติบโตของข้าว, ลักษณะการเจริญเติบโตของวัชพืช, ลักษณะการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต, ปริมาณสารอาหาร, ยาฆ่าแมลง, ยากําจัดวัชพืช และ ยาป้องกันโรคพืช
  • 31. เทคนิคการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็มก. การเตรียมที่นาในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม แนะนําให้ใช้ปุ๋ ยอินทรีย์เป็นหลักเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้นการไถนาทันทีโดยไถให้ลึกไม่น้อยกว่า ๕๐ เซ็นติเมตร หลังจากที่เกี่ยวข้าวเสร็จจะดีที่สุด เพราะจะช่วยฆ่าแมลงและ ศัตรูพืชอื่นๆ แม้วัชพืชจะเติบโตแต่ก็จะถูกทํา ลายไปขณะทําให้ดินเป็นโคลนอย่าปล่อยให้นํ้าท่วมนานอกฤดูกาลทํานา ไม่เช่นนั้นดินจะขาดอากาศ และ แมลงศัตรูพืชที่เป็นอันตรายจะเข้ามาอาศัยการปรับที่นา และ การทําดินให้เป็นโคลนเป็นกําจัดวัชพืชอย่างหนึ่ง ระหว่างการไถคราดถอนวัชพืชที่ไม่ตายออกทั้งรากให้หมดแปลงสําหรับต้นกล้าอ่อน ๆ ไม่จําเป็นต้องให้โคลนลึกนักให้มีนํ้าน้อย ๆ- โคลนไม่ควรเละเป็นนํ้า แต่ควรเหนียวข้น ไม่มีนํ้าขัง- ที่นาควรราบเรียบสมํ่าเสมอ เพื่อให้นํ้าแผ่ไปถึงต้นกล้าได้ทุกต้น- เริ่มทําให้ดินเป็นโคลนไปพร้อมกับเพาะต้นกล้า และทํา ไปเรื่อย ๆ ให้เสร็จตอนจะ- ปักดําพอดีใช้นํ้าให้น้อยที่สุดเป็นการให้ออกซิเจนแก่รากต้นกล้าออกซิเจนกับรากต้นข้าวหายใจด้วยราก และ ออกซิเจนให้พลังงานแก่ต้นข้าว การให้ออกซิเจนแก่รากส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการเติบโตของต้นข้าว และ จําเป็นต่อการเพิ่มผลผลิตให้อยู่ในอัตราสูง ซึ่งอาจจะสูงได้ถึง ๒ ตันต่อไร่ หรือมากกว่านั้น- ข้าวจะหายใจลําบากหากโดนนํ้าท่วม- ต้นข้าวจะสลบเพราะขาดอากาศหายใจ- รากจะไม่งอกเต็มที่- จะเกิดกรดขณะที่ต้นข้าวย่อยอาหาร- เนื้อเยื่อของรากจะเปลี่ยนสภาพไป- ต้นข้าวต้องการให้นํ้าท่วมตื้น ๆ ก็ต่อเมื่อเริ่มออกรวง จนถึงระยะแรก ๆ ที่ข้าวเริ่มตั้งท้อง
  • 32. การพัฒนาของระบบราก และ กระตุ้นการแตกหน่อ1. ย้ายต้นอ่อนเมื่ออายุ ๘-๑๒ วัน หรือ มีใบเล็กๆสองใบแทงออกจากเมล็ดข้าว หากท่านปลูกต้นกล้าที่แก่กว่า หรือ อายุราว ๓-๖ สัปดาห์ ศักยภาพในการผลิตหน่อจะลดลง2. ปลูกต้นกล้าทีละต้น แทนการปลูกเป็นกระจุกๆ ละ ๓-๔ ต้น หรือ มากกว่านั้นอย่างที่นิยมทํากันภาพเมื่อปลูกต้นกล้าหลายๆต้นขึ้นร่วมกัน รากแต่ละต้นจะทํางานแข่งกัน ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับเมื่อต้นข้าวอยู่ใกล้กับวัชพืช ซึ่งจะเกิดการแย่ง อาหาร นํ้า และ แสงแดดแสดงการปรับตัวของต้นข้าวธาตุอาหารสําหรับต้นข้าวในระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เน้นการใช้ปุ๋ ยอินทรีย์ในปริมาณมาก เพราะการที่พืชให้ผลผลิตสูง พืชจะใช้สารอาหารจํานวนมากจากดิน เพื่อสร้างเป็นเมล็ดข้าว จึงมีความจําเป็นในการทดแทนสารอาหารในดินที่ถูกใช้ไปดินที่อุดมไปด้วยปุ๋ ยคอก และ ปุ๋ ยหมัก จะมีโครงสร้างที่ดี ดูดซึมนํ้าได้เป็นจํานวนมาก และ ทําให้ดินร่วนซุย ทําให้รากพืชเจริญเติบโตในดินได้ดี ซึ่งปุ๋ ยคอกจะปล่อยสารอาหารได้ช้ากว่าปุ๋ ยทั่วไป แต่ในระยะยาวจะทําให้ต้นพืชได้รับประโยชน์จากแหล่งอาหารนี้มาก รากต้นข้าวที่สมบูรณ์แข็งแรงสามารถดึงสารอาหารจากปุ๋ ยหมัก และ ปุ๋ ยคอกได้ดีการควบคุมนํ้าเนื่องการการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้ระบบการว่าท่อนํ้าแบบสปริงเกอร์ เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณนํ้า อุณหภูมิ และ ปริมาณสารอาหาร ที่ต้องให้แก้ต้นข้าว ก่อนข้าวจะตั้งท้องควรปล่อยให้พื้นนาชื้นได้มากที่สุด ผิวดินต้องมีความชื้นอย่างสมํ่าเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าหลาย ๆ ต้นขึ้นร่วมกัน รากแต่
  • 33. ละต้นจะทํางานแข่งกัน ซึ่ง เป็นปัญหาเดียวกันกับเมื่อต้นข้าวอยู่ใกล้กับวัชพืชซึ่งจะเกิดการแย่งอาหาร นํ้า และแสงแดดข้าวไม่ใช่พืชนํ้า หากข้าวไม่ได้อยู่ใต้นํ้าจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า และ ข้าวสามารถดึงออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรง และ เมื่อดินไม่ได้อุ้มนํ้า ทําให้รากข้าวงอกยาวออกไปเพื่อหาอาหาร แต่หากอยู่ในนํ้ารากข้าวต้องสร้างถุงลมเล็ก ๆ เพื่อดูดออกซิเจนจากผิวดินซึ่งทํา ให้การส่งอาหารไปสู่หน่อ และ ใบถูกรบกวนการกําจัดวัชพืชกําจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูก ๑๐-๑๒ วัน และ อีก ๑๔ วัน ควรกําจัดวัชพืชอีกครั้ง ก่อนที่ข้าวจะคุมพื้นที่ได้ควรมีการกํา จัดวัชพืชอย่างน้อย ๓ ครั้งการจัดการให้ที่นาขังนํ้า และ แห้งสลับกัน ทําให้มีวัชพืชมาก ควรมีการกําจัดเพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารกับต้นข้าว ได้มีการพัฒนาเครื่องกําจัดวัชพืชแบบกลไกง่าย ๆ ที่เรียกว่าคราดหมุน ซึ่งในขณะที่ทําการกําจัดวัชพืชจะเป็นการพรวนดินไปในตัวซึ่งช่วยเพิ่มอากาศในดิน และ ซากวัชพืชจะกลายเป็นปุ๋ ยหมักสํา หรับต้นข้าวพื้นที่ ๑ ไร่ใช้เวลาในการกําจัดวัชพืช ๑๐ วันการกําจัดวัชพืชแต่ละครั้งช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าคุ้มการเน่าเปลื่อยของซากพืชในสภาวะนํ้าขัง ทําให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ทําให้โลกร้อนขึ้น ดังนั้นการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม นั้นเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ขังนํ้าในนาจึงช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนจุดสําคัญในการกําจัดวัชพืชในการกําจัดวัชพืชครั้งแรกแต่เนิ่น ๆ ภายใน ๑๐-๑๕ วันหลังการปักดํา นั้นสําคัญมากอย่าลืมปักต้นกล้าทดแทนต้นที่ตาย หรือ เสียหายการปรับปรุงคุณภาพดิน• ปุ๋ ยหมัก โดยทั่วไปการทําปุ๋ ยหมักมีขั้นตอนยุ่งยาก และ ต้องพลิกกองปุ๋ ยหมัก ปัจจุบันมีวิธีการทําปุ๋ ยหมักโดยไม่ต้องพลิกกองปุ๋ ยหมัก โดยการวางท่อนไม้ใผ่ไว้ในกองปุ๋ ยหมักเป็นชั้นเพื่อช่วยในการระบายอากาศและ ความร้อน ควรเตรียมปุ๋ ยหมักไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ เดือน เพราะอายุการทําปุ๋ ยหมักนาน ๓ เดือน(รายละเอียดดูในภาคผนวก)• ปุ๋ ยพืชสด มีข้อดีคือไม่ต้องขนย้ายเหมือนปุ๋ ยหมักเพียงหว่านเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ ยสด และ เมื่อได้เวลาก็ทําการไถกลบ พืชปุ๋ ยสดที่นิยม และ หาเมล็ดพันธุ์ง่ายได้แก่ โสนอัฟริกา และ ถั่วเขียว สําหรับโสนอัฟริกา ใช้เมล็ด
  • 34. พันธุ์ ๓ กิโลกรัมต่อพื้นที่ ๑ ไร่ และ ทําการไถกลบเมื่ออายุ ๕๐-๖๐ วัน ส่วนถั่วเขียวใช้เมล็ดพันธุ์ ๗-๘ กิโลกรัมต่อไร่ และ ไถกลบเมื่ออายุได้๔๐-๔๕ วัน (รายละเอียดดูในภาคผนวก)• ปรับพื้นที่ให้เรียบ และ ทําร่องนํ้าที่ขอบคันนาเพื่อความสะดวกในการระบายนํ้าเข้า-ออก• ปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการทํานาเพื่อเสริมรายรับ และ ช่วยปรับปรุงดินจากประสบการณ์ทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เน้นการใช้ปุ๋ ยหมัก เพราะปุ๋ ยหมักมีส่วนประกอบของธาตุอาหารหลายอย่างที่จําเป็นต่อการเจริญของพืช นอกจากจะได้รับจากซากพืชแล้วยังได้รับจากซากสัตว์อีกด้วยการไถกลบพืชปุ๋ ยสดในช่วงที่ออกดอก หรือ ใกล้ออกดอก เพราะเป็นช่วงที่พืชปุ๋ ยสดได้มีการสะสมอาหารในตัวมากที่สุด และในช่วงที่พืชปุ๋ ยสดขึ้นควรระวังไม่ให้วัวควายเข้ามาในแปลงนาข. การเพาะกล้า ควรเพาะกล้าก่อนปลูก ๘-๑๒ วัน การเตรียมแปลงกล้าให้ทําเหมือนแปลงผักให้มีการผสมปุ๋ ยคอก หรือ ปุ๋ ยหมักเพื่อให้ดินร่วนซุยเมื่อถอนกล้าไปปลูกรากข้าวจะได้การกระทบกระเทือนน้อยภาพแปลงเพาะกล้าขนาด ๓ x ๒ เมตร ซึ่ง ๑ แปลงเพาะเมล็ดได้ ๒๕๐-๓๐๐ กรัม ดังนั้นถ้ามีพื้นที่ ๑ ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ๑ กิโลกรัมต้องเพาะในแปลงเพาะขนาดนี้ ๔ แปลง• แช่เมล็ดพันธุ์ นาน ๑๒-๒๔ ชั่วโมง ในนํ้าอุ่น ๓๕-๔๐ องศาเซลเซียส หรือ ๙๕-๑๐๕ องศาฟาเรนไฮท์จะดีที่สุด หรือ ตามแบบที่เคยทํามา• หว่านเมล็ดพันธุ์ในโรงเพาะชํา ให้หว่านไว้หลาย ๆ วัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีต้นกล้าอ่อน ๆ มากพอที่จะปลูกตลอดระยะเวลาของการปักดํา• โรงเพาะชํา ควรจะเล็ก และ อยู่ใกล้แปลงที่จะปลูกข้าวมากที่สุด
  • 35. • แปลงเพาะขนาด ๒ x ๓ ตารางเมตรใช้เมล็ด ๒๕๐-๓๐๐ กรัม ดังนั้นถ้ามีพื้นที่ ๑ ไร่ ซึ่งต้องใช้เมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม จึงต้องใช้แปลงเพาะขนาดนี้ ๔ แปลง หลังหว่านเมล็ดคลุมด้วยฟาง หรือ ใบกฐินหรือ อื่น ๆ ที่เหมาะสม• อย่าให้นํ้าท่วมโรงเพาะชํา แต่ให้มีความชื้นในดินเหมือนในโรงเพาะชํา พันธุ์ผัก ทําทางระบายนํ้าเล็กๆ เพื่อให้นํ้าไหลออก• ในวันหนึ่ง ๆ ฝนควรจะตกอย่างเพียงพอ หากวันไหนฝนไม่ตก ให้รดนํ้าเช้าเย็น อย่ารดนํ้าขณะที่แดดร้อนจัดการเตรียมเมล็ดพันธุ์• ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๑ กิโลกรัมต่อไร่• แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวตามที่เคยทํา มาหากมีปัญหาเรื่องแมลงขอแนะนํา ให้แช่เมล็พพันธุ์ข้าวด้วยนํ้าสะเดา(ดูในภาคผนวก)• เมล็ดพันธุ์ ๒๕๐-๓๐๐ กรัม เพาะในพื้นที่ ๖ ตารางเมตร ๑ กิโลกรัมเพาะในพื้นที่ ๒๔ ตารางเมตร ให้มีการรดนํ้าวันละครั้ง (หากฝนไม่ตก แต่ถ้าฝนตกต้องระบายนํ้าออกไปไม่ให้ขังอยู่ในแปลงนา)ค. การขนย้ายกล้าออกจากแปลงเพาะชํา อย่างระมัดระวัง• ถอนต้นกล้าทีละ ๒-๓ ต้นเท่านั้น ให้ขนย้ายไปยังแปลงปลูกข้าวทันที แล้วปักดํา ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหลังจากถอนต้นกล้า ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้รากต้นกล้าแห้ง• ถอนต้นกล้าเบา ๆ ตรงโคนต้น ใช้เครื่องมือเล็ก ๆ เช่น เกรียง ขุดให้ลึกถึงใต้ราก ซึ่งจะเป็นการ• รบกวนต้นกล้าน้อยที่สุด• คอยระวังอย่าให้ต้นกล้าหลุดออกจากเมล็ดพันธุ์ และ ให้มีดินเกาะรากไว้บ้าง• ให้ถอนต้นกล้า และ ขนย้ายอย่างเบามือ อย่าให้ชํ้า อย่าล้างราก อย่าทิ้งไว้กลางแดด เท่านี้ยังไม่นับว่าเน้นมากพอ เพราะต้นกล้าอ่อน ๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางมาก หากต้นกล้าได้รับการสัมผัสเบา ๆ การเติบโตจะไม่ชะงัก และ ใบจะไม่เหลืองจุดสําคัญในการเพาะชําเพาะเมล็ดพันธุ์ไว้หลาย ๆ วัน อย่าสร้างโรงเพาะชําบนดินเค็ม หากที่นาเค็มให้ปักดํา เมื่อต้นกล้ามีใบ ๓-๔ ใบ (๑๕-๑๗ วัน) ให้โรงเพาะชําแห้งเกือบสนิท แต่ให้ดินชื้นไว้ ถอนต้นกล้าเบาที่สุดเท่าที่จะทําได้อย่าลืมว่าต้องไม่ให้ต้นกล้าหลุดออกจากเมล็ดพันธุ์
  • 36. ง. การดํานา หรือ ปักดํา• ให้ต้นกล้าอยู่ห่างกันพอสมควร และ ปักดําที่ละต้น• กล้าที่จะดํา มีอายุประมาณ ๘-๑๒ วัน หรือ (มีใบ ๒ ใบ)• ในการปลูกให้ปลายรากอยู่ในแนวนอนอย่างสมํ่าเสมอ (ปลายรากจะชอนไชลงดินได้ง่าย และ เป็นการประหยัดพลังงานทํา ให้ข้าวตั้งตัวได้เร็ว)• ในการถอนมาแต่ละครั้งปลูกให้หมดภายใน ๑๕-๓๐ นาที เพื่อช่วยลดความเครียดให้กับต้นข้าว• ปลูกในระยะห่างไม่น้อยกว่า ๒๕ เซ็นติเมตรเท่า ๆ กัน• ปลูกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเพื่อความสะดวกในการกําจัดวัชพืชระหว่างแถว และ ระหว่างต้นL L L L L LL L L L L LL L L L L LL L L L L LL L L L L Lภาพ การปลูกข้าวแบบ อาร์ เอ็ม อ็มหลักการ : ปักดํา ต้นกล้าขณะที่เพิ่งแตกใบได้๒ ใบ กล่าวคือ- ระหว่าง ๖ และ ๑๑ วัน หลังจากแช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าอุ่น และอากาศชื้น- ระหว่าง ๗ และ ๑๓ วัน หากที่นาสูงกว่าระดับนํ้าทะเล ๕๐๐-๑,๐๐๐ เมตร- ระหว่าง ๘ และ ๑๕ วัน หากที่นาสูงกว่าระดับนํ้าทะเล ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ เมตรหากปักดําต้นกล้า นอกเหนือจากระยะเวลาที่กล่าวมานี้ ต้นข้าวที่จะงอกในแต่ละกอ จะมีจํานวนน้อยเวลา ๘-๑๐ วัน เหมาะที่สุดในทุกสถานการณ์ แต่เกษตรกรควรทดลองดูว่า ควรใช้ระยะเวลาเท่าใดจึงจะได้ผลผลิตมากที่สุดในสถานการณ์ของตน (เช่น หากสภาพดินเค็ม ขอแนะนําให้ปักดํา เมื่อต้นกล้าแตกใบ ๓-๔ ใบ)ง.๑ ปักต้นกล้าทีละต้นนี่คือกุญแจสําคัญ การปักต้นกล้าทีละหลายต้น จะทําให้ต้นข้าวแย่งอาหาร และ แสงแดดกันปักต้นกล้าแยกกันทีละต้น อย่าปักเป็นกํา ๆ ทีละหลายต้นง.๒ ปักต้นกล้าเป็นรูปตาราง (๔๐ x ๔๐ หรือ ๓๓ x ๓๓ หรือ ๒๕ x ๒๕ เซนติเมตร)- ให้ต้นกล้าแต่ละต้นอยู่ห่างกัน เพื่อให้รากได้แผ่กว้าง และ ได้รับแสงแดดมากขึ้น
  • 37. - หาเชือกมาผูกปม ทุก ๔๐ หรือ ๓๓ หรือ ๒๕ เซนติเมตร เพื่อบอกระยะขึงเชือกที่ผูกปมแล้วนี้ไว้ที่ด้านหนึ่งของแปลงข้าว- ปักต้นกล้าลงตรงที่มีปมเชือก แรงงาน ๑ คน ปักดํา คนละ ๒-๔ เมตร- เสร็จแล้วย้ายเชือกไปขึงขนานกับต้นกล้าแถวแรก และ ให้ห่างจากแถวแรก ๔๐ หรือ ๓๓ หรือ ๒๕เซนติเมตร แรงงานที่อยู่กลางกลุ่มควรเป็นคนดูแลให้การปักกล้าเป็นแถวแนวไม่บิดเบี้ยวง.๓ ข้อควรจํา ในการปักดําเป็นรูปตาราง๑. เพื่อให้ปักดําในแนวดิ่งได้เร็วขึ้น ให้ขึงเชือกที่ผูกปมแล้วอีกเส้น ให้ตั้งฉากกับเชือกเส้นแรกโดยขึงตรงกลางแปลงปลูกข้าว๒. การปักต้นกล้าให้ห่างกัน ๔๐ x ๔๐ เซนติเมตร จะเร็วกว่าปักห่างกัน ๒๕ x ๒๕ เซนติเมตร เหมาะกับแปลงใหญ่ ๆ นอกจากนั้น ยังง่ายต่อการกํา จัดวัชพืช เน้นการประหยัดเมล็ดพันธุ์ ทําให้ข้าวแตกกอใหญ่กว่าซึ่งเป็นเป้าหมาย และ เป็นหลักฐานพิสูจน์ข้อได้เปรียบของการปลูกข้าวแบบมาลากาซี๓. การปักต้นกล้าเป็นรูปตาราง โดยมีช่องว่างกว้าง และ สมํ่าเสมอ ทําให้เกษตรกรกําจัดวัชพืชได้สองทิศทาง คือเป็นมุมฉาก ตอนแรกขึ้นลงตามแนวตั้ง แล้วซ้ายขวาแนวนอนง.๔ ปักดําอย่างเบามือ- ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับโคนราก- ปักต้นกล้าลงในโคลนเบา ๆ- อย่าปักตรงลงไปแบบนี้ U แต่ให้ปักเฉียง ๆ แบบนี้ L- ทั้งนี้ เพื่อให้รากงอกแผ่ไปตามแนวนอน ไม่งอกชี้ขึ้นข้างบน- อย่าปักลึกเกินไป อย่าให้ลึกเกิน ๑ เซนติเมตร- เผื่อต้นกล้าไว้ปักที่ขอบแปลง เอาไว้แทนต้นกล้าที่อาจตายหรือเสียหายจุดสําคัญในการปักดําอย่าปักลึกเกินไป ต้องไม่ลืมที่จะเผื่อต้นกล้าไว้ปักที่ขอบแปลง เอาไว้แทนต้นกล้าที่ตาย หรือ เสียหายจ. การควบคุมนํ้า ในแปลงนาเนื่องการการทํานาแบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้ระบบการว่าท่อนํ้าแบบสปริงเกอร์ เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณนํ้า อุณหภูมิ และ ปริมาณสารอาหาร ที่ต้องให้แก้ต้นข้าว ก่อนข้าวจะตั้งท้องควรปล่อยให้พื้นนาชื้นได้มากที่สุด ผิวดินต้องมีความชื้นอย่างสมํ่าเสมอจ.๑ การระบายนํ้าการทําให้นาแห้งต้องให้นํ้าสามารถออกจากนาได้นํ้าที่ไหลเร็วจะเอาออกซิเจนออกไปมากกว่านํ้าที่ค่อยๆ ไหลออก หรือ ค่อย ๆ ลดลง
  • 38. - ทําความสะอาดคูคลองระบายนํ้า ขุดเซาะออกให้กว้างขึ้น- การวางท่อ หรือ ขุดคูรอบแปลงจะคุ้มค่าเพราะทํา ให้นํ้าไหลออกง่ายขึ้นจ.๒ ใช้นํ้าให้น้อยที่สุด- ขณะดํานาให้ใช้นํ้าแต่น้อย ให้มากพอที่จะทําให้ดินเป็นโคลนเท่านั้น- ขณะที่ข้าวแตกกอ ปล่อยให้แปลงข้าวแห้งลงไปในเนื้อดิน (ดูข้อต่อไป) ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแตกบนผิวโคลน- ให้นํ้าท่วมเฉพาะตอนที่ข้าวเริ่มออกรวง ปล่อยให้นํ้าท่วมตื้น ๆ จนถึงระยะที่ข้าวเริ่ม ตั้งท้องให้นํ้าสูงเพียง ๑-๒ เซนติเมตร อย่าให้มากกว่านั้น อย่าให้นํ้าท่วมนาก่อนข้าวจะเริ่มออกรวง- ทันทีที่ต้นข้าวเริ่มลู่ลงเพราะนํ้าหนักของเมล็ดข้าว ให้ปล่อยนํ้าออกจากนา จนกว่าจะแห้ง และ ถึงเวลาเก็บเกี่ยว- หากเป็นไปได้ควรใช้ระบบนํ้าหยด หรือ ระบบพ่นนํ้า ถึงแม้ว่าจะลงทุนสูงตอนแรก แต่จะให้ผลคุ้มค่าในระยะยาวจ.๓ การทํานาให้นาแห้งใน ๒-๓ เดือนแรกเมื่อต้นกล้าเริ่มแตกหน่อ (เดือนแรก) ต้นข้าวต้องการเพียงความชื้น และ การทําให้ดินแห้งก็มีผลดีต่อการเพิ่มผลผลิต ต่อไปนี้คือวิธีการพื้นฐาน ๓ วิธี ที่ควรใช้ตามแต่สภาพภูมิอากาศ และ สภาพการระบายนํ้าออกจากนา- เลื่อนเวลาการทดนํ้าเข้านาหลังจากปักดําระหว่าง ๒ เดือนแรก อย่าเพิ่งทดนํ้าเข้านา ให้ใช้วิธีรดนํ้าก่อนการกําจัดวัชพืชเท่านั้น เพื่อให้ดินรักษาความชื้นไว้ได้ (ระหว่างนี้ดินควรจะค่อนข้างเปียก) วิธีนี้ดีที่สุด และ ง่ายมาก- จัดการให้นาแห้งชั่วคราว ทุกสัปดาห์ หรือ เมื่ออากาศอํานวย ทํา ให้นาแห้งครั้งละ ๒-๖ วัน- ให้ทดนํ้าเข้านาสูง ๒ เซนติเมตร ทุกเช้า ทุกวัน อย่างสมํ่าเสมอ และปล่อยให้นาแห้งในตอนบ่ายข้อควรจําในการทํา ให้นาแห้ง๑. การจัดการนํ้าในรูปแบบนี้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งถูกผิวนํ้านิ่งในนาสะท้อนออกไป ข้าวก็เช่นกันกับพืชอื่น ๆ ย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วหากได้รับความอบอุ่นมากขึ้น ดังนั้นหากนาข้าวไม่ถูกนํ้าท่วมจะดีกว่าจะได้อุ้มความอบอุ่นได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ออกซิเจนแก่รากมากขึ้นด้วย๒. นอกจากนั้นการประหยัดนํ้าก็เป็นสิ่งที่ดี และ การใช้เวลานานในการทําให้นาแห้งจะช่วยลดก๊าซมีเธนด้วย๓. ให้ระมัดระวัง หากนาข้าวเค็ม หรือ เป็นทราย
  • 39. ข้อสําคัญสําหรับนํ้าการทําให้นาแห้งนั้น ต้องให้แห้งลึกลงไปในดิน และ มีรอยแตกบนผิวโคลน แต่อย่าลืมทดนํ้าเข้านาทันทีที่ข้าวเริ่มออกรวง ในช่วงที่ต้นข้าวเจริญเติบโตไม่ควรให้มีนํ้าขังในแปลงนา แต่มีการให้นํ้าโดยการปล่อยนํ้าเข้าออก ในบางครั้งควรปล่อยที่นาให้แห้งจนดินแตก การปล่อยให้ผืนนาแห้งเช่นนี้ช่วยให้ข้าวได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ เป็นผลให้ขบวนการสังเคราะห์แสงมีประสิทธิภาพสูง แต่เมื่อข้าวเริ่มออกรวงให้ขังนํ้าไว้ในแปลงนา ๑-๒ เซนติเมตร และ ปล่อยนํ้าออกก่อนทําการเก็บเกี่ยว ๒๐ วันฉ. การดูแลรักษา• การกําจัดวัชพืช เนื่องด้วยระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม ใช้กล้าต้นอ่อน ปลูกระยะห่างพอสมควร อีกทั้งไม่มีการขังนํ้าในแปลงนา ซึ่งสภาพที่นาเช่นนี้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของวัชพืช ดังนั้นควรมีการกํา จัดวัชพืชอย่างน้อย3 ครั้ง เกษตรกรหลายคนใช้เครื่องทุ่นแรงในการกํา จัดวัชพืชที่ผลิตจากโรงงานหรือประดิษฐ์ขึ้นมา บางท่าถอนด้วยมือถ้าถอนด้วยมือเมื่อถอนแล้วจะเหยียบฝังต้นวัชพืชลงในแปลงนาเพื่อเป็นปุ๋ ยต่อไปตารางเวลาในการกําจัดวัชพืชครั้งที่ อายุข้าว/วัน๑ ๑๐๒ ๒๕-๓๐๓ ๕๕-๖๐๔ แล้วแต่ความเหมาะสม• ในการกําจัดวัชพืชต้องใช้เวลา และ แรงงานมากพอสมควรแต่ในการกําจัดวัชพืชแต่ละครั้งช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นในระดับที่คุ้มกับการลงทุน เพราะทําให้อากาศเข้าไปในดินได้มาก ซึ่งเป็นเหตุให้รากข้าวได้รับออกซิเจนโดยตรงมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวประโยชน์ในการกําจัดวัชพืชแสดงประโยชน์ของการกําจัดวัชพืช โดยกล่าวถึงผลผลิตที่เกษตรกรในแอมบาโทวากี ซึ่งใช้หลักการเอส อาร์ ไอ (SRI) ในฤดูกาล ๑๙๙๗–๑๙๙๘ ได้รับ แล้วเปรียบเทียบผลผลิตกับจํานวนวัชพืชที่กําจัดออกไปภายใต้เงื่อนไขการเจริญเติบโตในชุมชน (ซึ่งเป็นที่สูง และ ดินถ่ายเทนํ้าได้ดี) การจํากัดวัชพืชมากกว่า ๒ ครั้งสามารถเพิ่มผลผลิตประมาณ ๓๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ ต่อการกําจัดวัชพืชแต่ละครั้ง เกษตรกร ๒ รายไม่ กําจัดวัชพืชเลยได้ผลผลิต ๙๖๐ กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่เกษตรกร ๘ ราย กําจัดวัชพืช ๑ ครั้งเท่านั้น ได้ผลผลิต ๑,๒๓๒กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนเกษตรกรอีก ๒๗ ราย กําจัดวัชพืช ๒ ครั้งได้ผลผลิตใกล้เคียงกันคือ ๑,๑๘๔ กิโลกรัมต่อไร่
  • 40. แต่เกษตรกรจํานวน ๒๔ รายซึ่งกําจัดวัชพืช ๓ ครั้งได้ผลผลิตเฉลี่ย ๑,๓๔ กิโลกรัมต่อไร่ และ เกษตรกรอีก ๑๕รายที่กําจัดวัดวัชพืช ๔ ครั้งได้ผล ๑,๘๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ ข้อมลูนี้เป็นเหตุผลให้เชื่อมั่นได้ว่าการกําจัดวัชพืชมากครั้งเท่าที่กําหนดขั้นตํ่าไว้จะให้ผลผลิตดีกว่าการควบคุม และ กํา จัดศัตรูพืชปัญหาโรค และ ศัตรูพืชดูจะปรากฏน้อยในไร่นาที่ใช้ระบบ อาร์ เอ็ม เอ็ม เพราะการทําแปลงนาให้แห้งพืชจะเจริญเติบโตดี สมบูรณ์ แข็งแรง เป็นที่รู้กันดีว่าต้นพืชที่แข็งแรง และ สมบูรณ์ สามารถต้านทานโรค และศัตรูพืช ได้ดีกว่า ระบบ อาร์ เอม เอ็ม มีวิธีการควบคุม, ป้องกัน การกําจัดศัตรู และ โรคพืชดังนี้- แมลง และ โรคบางชนิดใช้สารธรรมชาติเช่น สะเดาในการป้องกัน และ กําจัด (ดูภาคผนวก)- ปู ใช้เมล็ดมะขาม, ดอกทองกวาว, ยอดมันสําปะหลัง, กับดัก (ดูภาคผนวก)- หอยเชอรี่ ใช้กับดัก และ สารซาโปนินที่มีในสมุนไพร (ดูภาคผนวก)- การใช้นํ้าสกัดชีวภาพ (ข้อมูลจากเอกสารเกษตรออกานิค และ สิ่งแวดล้อม)ภาพแสดงการกํา จัดวัชพืชในนาข้าวด้วยเครื่องทุ่นแรงอย่างง่ายการใช้นํ้าสกัดชีวภาพ- นํ้าสกัดชีวภาพจากพืช (ผักบุ้ง, หน่อไม้, หยวกกล้วย, และ พืชตระกูลถั่วอื่นๆ ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว) ให้มีการฉีดพ่นช่วงที่ข้าวเจริญเติบโต (ดูภาคผนวก)
  • 41. - นํ้าสกัดชีวภาพจากผลไม้ (กล้วย, ฝักทอง, มะละกอ, ขนุน ฯลฯ) ให้มีการฉีดพ่นช่วงข้าวท้อง และ เป็นรวง (ดูภาคผนวก)- นํ้าสกัดชีวภาพจากปลา พ่นเพื่อช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจน ในช่วงที่ข้าวเจริญเติบโต (ดูภาคผนวก)การจัดการหลังออกรวงการที่ต้นพืชเจริญเติบโตอย่างมั่นคง สามารถกระตุ้นให้ราก และ หน่อ งอกจํานวนมาก ๆ ในระหว่างการเจริญเติบโต ดังนั้นในระหว่างที่ข้าวตั้งท้อง การจัดการนํ้าควรเปลี่ยนทันทีเมื่อดอกเริ่มออก โดยคงระดับนํ้าในแปลงนาประมาณ 2 เซ็นติเมตรการใช้แรงงานเหตุผลประการหนึ่งที่เกษตรกรปฏิเสธไม่ใช้หลักการ อาร์ เอ็ม เอ็ม คือ ต้องใช้แรงงานมาก และ ใช้การจัดการเรื่องต่างๆ ที่มากขึ้นซึ่งชาวนาอาจไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นสําหรับวิธีการอาร์ เอ็ม เอ็ม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนจ้างคนงานเพิ่มขึ้น ในอีกแง่หนึ่ง เกษตรกรจะพบว่าวิธีการ อาร์เอ็ม เอ็ม หลังจากที่คุ้นเคยต่อระบบต่างๆแล้ว กลับใช้แรงงานน้อยกว่าเดิม๑. แรงงานที่เพิ่มขึ้นบางส่วนสําหรับวิธีการ อาร์ เอ็ม เอ็ม ก็เพื่อใช้ในการเรียนรู้ซึ่ง เป็นการลงทุนที่น่าจะได้ผลตอบแทนคืนในฤดูแรก๒. ผลการศึกษาพบว่า ต้องใช้แรงงานทํางานเพิ่มขึ้น ๒ ใน ๓ ส่วนของเวลาปกติ ในปีแรก และ ปีที่สองแต่เมื่อเกษตรกรเริ่มคุ้นเคยกับวิธีการแล้ว ก็จะรู้สึกผ่อนคลายกับวิธีการเหล่านั้น (โดยเฉพาะการย้ายปลูก) ความต้องการแรงงานก็จะลดลง หนึ่งในสามส่วน๓. ข้อแตกต่างที่เด่นชัดในแง่ของการใช้แรงงานตามวิธีของ อาร์ เอ็ม เอ็ม กับวิธีปลูกข้าวแบบที่ใช้อยู่ทั่วไปคือ ต้องใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อการเก็บเกี่ยว แต่ก็ไม่มีเกษตรกรคนใดบ่นว่ามีผลผลิตข้าวที่ต้องขนจากนามาสีหลายรอบเหลือเกิน เพราะนั่นหมายความว่าครอบครัวจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากแรงงานที่ลงทุนไป๔. หากเกษตรกรมีกิจธุระอื่นต้องทํา จนแรงงานไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อ อาร์ เอ็ม เอ็ม ก็ยังคงคุ้มค่าที่จะจ้างแรงงานภายนอกมาช่วย
  • 42. บทสรุป๑. ขั้นตอนสําคัญที่จะทําให้วิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม สําเร็จคือ เกษตรกรต้องไตร่ตรองถึงการปลูกข้าวด้วยวิธีใหม่ที่ต่างออกไป แม้ว่าความเข้าใจ และ วิธีการปลูกข้าวแบบเดิมได้ช่วยเลี้ยงประชาชนนับพันล้านคนมานานนับศตวรรษ แต่ด้วยวิธีการจัดการแบบใหม่เกษตรกรสามารถได้รับผลผลิตจํานวนมากขึ้น คือจากทุกเมล็ดที่หว่านลงไป โดยปฏิบัติตามวิธีอย่างระมัดระวังและจัดเตรียมสภาพการปลูกที่ดีกว่าให้พืช๒. ปัจจุบันยังคงมีการทดลองต่อไปเพื่อปรับปรุงวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม สําหรับการปลูกบนที่สูงซึ่งไม่มีระบบชลประทาน โดยใช้ปุ๋ ยคอกแทนการใช้ไฟเผา และ ปลูกในระยะห่าง ๓๐ x ๓๐ เซ็นติเมตรต่อต้น และ ใช้พืชตระกูลถั่วที่ตัดมาถมดินเพื่อกันวัชพืชขึ้น ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงขึ้น๓. เลิกปักดํา ในแปลงที่ถูกนํ้าท่วมนานเกินไป และ ปักดําต้นกล้าก่อนที่ต้นกล้าจะครบ ๔ ใบ ไม่เช่นนั้นข้าวจะไม่ค่อยแตกกอ๔. ขณะถอนกล้า อย่าล้างรากต้นกล้า เพราะรากจะแห้ง ปล่อยให้ดินเกาะรากไว้๕. ขณะถอนกล้า อย่าฟาดต้นกล้า๖. เมื่อถอนกล้าแล้วให้รีบปลูกทันที อย่าทิ้งไว้ถึง ๒๔ ชั่วโมง ต้นกล้าจะเหลือง และ เฉา ให้ปักดําภายใน ๓๐ นาทีหลังจากถอนกล้าจะดีที่สุด๗. อย่าปักต้นกล้าลึกเกิน ๒ เซนติเมตร เพราะต้นกล้าจะสลัดรากของมันออกแล้วงอกใหม่ขึ้นข้างบนทําให้การเติบโตของต้นกล้าก็จะช้าไปอีก ๒-๓ สัปดาห์๘. อย่าปักต้นกล้ากําละ ๓-๘ ต้น ให้ปักเพียงต้นเดียว หากปักต้นกล้าเป็นกํา ต้นกล้าจะแย่งอาหารอากาศ และ แสงสว่างกัน๙. อย่ากําจัดวัชพืชด้วยมือ หรือ ไม่กําจัดวัชพืช ให้ใช้เครื่องกําจัดวัชพืชที่ใช้ด้วยมือ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนั้น ยังให้ออกซิเจนแก่ดิน และ ราก ทําให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก๑๐. อย่าทดนํ้าเข้านาขณะที่ข้าวกําลังแตกกอ ราก และ ดิน จะขาดออกซิเจนอย่างหนัก ให้ขยันเรื่องการเปิดปิดนํ้าเข้านา และ ปล่อยให้ดินแห้งลงไปลึก ๆ ระหว่างที่ข้าวกําลังแตกกอ
  • 43. บทความพิเศษวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓http://kaset-apsa.blogspot.com/2010/04/blog.post.htmlผมเดินทางไป ๓ จังหวัดไปพบปะกับชาวบ้านที่อุบลราชธานี ศรีษะเกษ และ ร้อยเอ็ด ซึ่งได้ผลตอบรับมาอย่างดีเยี่ยม ผมเน้นการสาธิตเกี่ยวกับสารเสริมประสิทธิภาพ มีการสาธิตวิธีการปรับสภาพดินรวมถึงคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน การสลายดินดาน ปรับสภาพนํ้า (ปรับ pH) การช่วยดูดซึม และ จับใบร่วมกับปุ๋ ยนํ้าชีวภาพ/ปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมัก การผสมกับปุ๋ ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ ลดการใช้ปุ๋ ยเคมีลง ๕๐ % รวมถึงผมได้นําเสนอข้อมูล และ วิธีการทําปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักโดยใช้สูตรของ ม. เกษตรศาสตร์ กําแพงแสน โดยรวมแล้วเกษตรกรทุกคนที่ผมได้สาธิต และ จําลองสถาณการณ์การทําการเกษตรขึ้นมาให้ดูกันชัด ๆ มีความสนใจ และขอเข้ามาร่วมโครงการกับผม และ เป็นที่น่ายินดีที่ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ปุ๋ ยเคมีเลย เพราะมั่นใจกับปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักบวกกับสารจับใบ เพราะต้นทุนตํ่ามาก ๆ ตลอดจนเครื่องฉีดปุ๋ ยราคาตํ่า ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว และ ใช้งานค่อนข้างง่ายพื้นที่ ๑๐ ไร่สามารถฉีดให้เสร็จภายในเช้าเดียวเลยผลสรุปจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือว่าผมได้สร้างเครือข่ายเกษตรกรได้กลุ่มใหญ่ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.นํ้าเกลี้ยง จ.ศรีษะเกษ มีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถึงกับนัดผมให้กลับไปจัดประชุมกลุ่มเกษตรกรในละแวกนั้นเลยทีเดียว โดยท่านจะเป็นธุระในการประสานงานกลุ่มเกษตรต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ซึ่งถ้าผมได้กลับไปอีกครั้งคงเป็นงานใหญ่เลยก็ว่าได้เขียนโดย PANYASRI ที่ 6:17 0 ความคิดเห็นวันอังคารที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓http://kaset-apsa.blogspot.com/2010/03/blog.post.htmlจากนักคอมพิวเตอร์สู่นักวิชาการการเกษตรอิสระ - ทําการเกษตรแบบนักวิจัยร่วมกับชาวบ้านปัจจุบันเกษตรกรไทยประสพปัญหามากมายในการทําการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง นํ้าท่วม ต้นทุนการผลิตสูง เช่นปุ๋ ยเคมีราคาแพง ยาปราบศัตรูพืชราคาแพง นํ้ามันแพง ปัญหาแมลงระบาดฆ่าไม่ตาย ผลผลิตต่อไร่ตกตํ่า ราคาผลผลิตตกตํ่า สารพันปัญหาที่ประดังเข้ามาทําให้เกษตรไทยอ่อนแอ ท้อแท้ อยากจะเลิกทําการเกษตร ซํ้าร้ายหนี้ ธกส. ยังพอกพูนขึ้นทุกปี ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ลูกหลานก็หนีเข้าไปหางานในกรุงเทพฯ เงินเดือนหยิบมือเดียวไม่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ ภาครัฐดูแลไม่ทั่วถึง หรือถึงขั้นไม่เคยมีเวลาออกมาเหลียวแลเลยผมเป็นคนนึงที่เป็นลูกชาวนา เป็นเด็กเลี้ยงวัวตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ โตมาจากกลางท้องทุ่งที่อําเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ติดกับทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเผชิญกับปัญหาด้านการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็พยายามจะส่งให้เรียนสูง ๆ เพื่อที่จะหนีจากวงจรการเกษตรที่ฝากชีวิตไว้กับดินฟ้าอากาศ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
  • 44. สารเคมีราคาแพงจนทําให้ทํานาไม่คุ้มทุน จนแล้วจนรอดพ่อแม่ตัดสินใจจํานําที่นาและขายวัวทั้งหมด (ขายวัวส่งควายเรียน) ประจวบกับเป็นปีแรกที่มีทุนกู้ยืมทางการศึกษาด้วย ส่งผมเรียนจนจบปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในที่สุด โชคดีที่ได้งานตอนปี ๒๕๔๓ ทั้ง ๆ ที่วิกฤตเศรษฐกิจสมัยนั้นหนักหนาสาหัสแบบสุด ๆในระยะต่อมาผมได้ใช้หนี้ที่จํานําที่นาสําเร็จ และ ก็มีเงินเก็บนิดหน่อยซื้อที่นาเพิ่มเติม ผมเองได้ขอให้พ่อแม่เลิกทํานาเพราะว่าทําแล้วไม่คุ้มทุน แถมมีอายุมากแล้วร่างกายก็อ่อนแอ แต่ยังไงก็ตามด้วยความรักในอาชีพเกษตรกรเหมือนที่ผมรักในอาชีพนักคอมพิวเตอร์ที่ทําให้ผมพอมีอยู่มีกินมาเป็น ๑๐ ปี แต่ยังไงก็ตามพ่อแม่ก็ยังทํานาต่อไปโดยไม่ฟังคําขอร้องของผมทั้งๆ ที่ผมเองก็ส่งเงินให้เขาใช้จ่ายทุกเดือน จนเขาไม่มีความจําเป็นต้องทําไร่ทํานาก็ตามวันนึงผมเริ่มคิดได้ ไหน ๆ พ่อแม่ก็ไม่เลิกทํานาอยู่แล้ว ในฐานะที่เรามีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว จึงได้ลงมือศึกษาด้านการเกษตรอย่างเต็มที่ ด้วยความที่ตัวเองเป็นนักคอมพิวเตอร์มืออาชีพจึงได้ใช้ search engineของ google.com เนี่ยแหละเป็นเครื่องมือหลัก ผมศึกษาข้อมูลการทําการเกษตรจากผู้รู้ ผู้มีประสพการณ์ อ่านหนังสือ บทความของทั้งนักวิชาการไทย และ ต่างประเทศ รวบรวมสมัครพรรคพวกที่มีเลือดเกษตรกรเต็มตัวคุยกันทาง msn และ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากเกษตรกรโดยตรงโดยแบกเครื่องโน๊ตบุ๊คตัวเก่าตัวเก่งกับโปรแกรมexcel ไปนั่งคํานวนต้นทุนกับชาวบ้านโดยเปรียบเทียบกันหลาย ๆ คนจนได้ข้อมูลและความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของปัญหาต่าง ๆ มากพอ และ มาทําการบ้านอย่างหนักเพื่อหาวิธีจัดการกับปัญหาต่าง ๆ จากนั้นเริ่มค้นคว้า และ ทดลองร่วมกับชาวบ้านจนค้นพบว่าปัญหาหลาย ๆ อย่างก็มีทางออกที่ดี และ น่าจะเป็นทางรอดของชาวเกษตรได้ปัญหาหลัก ๆ พอจําแนกออกได้ประมาณนี้1. ปุ๋ ยเคมี/อินทรีย์ราคาแพง ผมได้ศึกษาตรงนี้พบว่ามีข้อมูลจากนักวิจัยไทย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์กําแพงแสน ได้คิดค้นสูตรปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักมาทดแทนการใช้ปุ๋ ยเคมี (ราคา ๘๐๐-๑๓๐๐ บาท/กระสอบ) หรือ ปุ๋ ยอินทรีย์อัดเม็ด (ราคา ๓๐๐-๔๐๐ บาท/กระสอบ) ที่ขายกันทั่วไป ซึ่งได้ผลอย่างน่าตื่นเต้นมากเพราะผลผลิตข้าวต่อไร่สูงกว่าการใช้ปุ๋ ยเคมีเฉลี่ยถึง ๑๖๖.๖ กิโลกรัมต่อไร่ โดยผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ ๑-๑.๓ ตันต่อไร่ที่มา:http://nsw-rice.com/index.php/riceknowladge/fertirize/257-pig-ferti <ปุ๋ ยนํ้าสกัดจากขี้หมู>รศ.อุทัย คันโธ และ อ.สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจวิทยาเขตกําแพงแสน นครปฐม ได้ศึกษา ทดลองสกัดปุ๋ ยจากมูลสุกร พบว่ามีธาตุอาหารพืช ทั้ง ๑๓ ธาตุ เหมาะกับการปลูกพืช (ได้แก่ N, P, K, Ca, Mg, S, Fe, Mn, Cu, Zn, B, Mo และ Cl) มีฮอร์โมนพืชช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช และ นํ้าสกัดมูลสุกรจะไปคลุมจุลินทรีย์ที่เป็นเชื่อโรคกับต้นพืชด้วย ทําให้ต้นข้าวแข็งแรง ไม่มีโรค
  • 45. แมลงรบกวน ไม่ต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงใดๆ เมล็ดข้าวมีคุณภาพดีมาก เมล็ดเต็ม นํ้าหนักดี สีข้าวแล้วได้ข้าวสารมาก ปลายข้าวน้อย โรงสีพอใจมาก และได้ราคาเต็มไม่มีการตัดราคาเลย ใน ระหว่างทดลอง ฝนทิ้งช่วงและอากาศแห้งแล้งกว่า ๒ เดือน แต่ผลผลิตได้มากกว่าเดิม ซึ่งการปลูกข้าวแบบเดิมๆ ต้นข้าวแห้งตายหมดแล้ว รศ.อุทัย แจงรายละเอียดว่า "นาข้าวที่ใช้ปุ๋ ยนํ้าสกัดเพิ่มผลผลิตมากกว่าแปลงใช้ปุ๋ ยเคมี ๑๖๖.๖ กก.ต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตเพิ่ม ๖๙% ลดต้นทุนการผลิตได้ ๑,๓๖๐ บาทต่อข้าว ๑ ตัน (ลดลง ๓๗.๐๖6%) และการปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ ยอินทรีย์มูลสุกรจะให้ผลผลิตสูงกว่าใช้ปุ๋ ยเคมี โดยได้ผลผลิตเฉลี่ยถึง ๑-๑.๓ ตันต่อไร่ เมล็ดมีนํ้าหนักดีกว่าเดิม ขณะที่ต้นทุนการปลูกข้าวจะลดลงถึงไร่ละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท สูตร วิธีทํานํ้าสกัดมูลสุกร เพื่อใช้เป็นปุ๋ ย1. นํามูลสุกรแห้งบรรจุถุงไนล่อน แล้วแช่นํ้า ในถังหรือโอ่งดิน อัตราส่วนมูลสุกรแห้ง ๑ กิโลกรัม ต่อนํ้า ๑๐ ลิตร2. ปิดฝาให้สนิทหมักไว้๒๔ ชั่วโมง3. ยกถุงมูลสุกร ออกจากถัง นํานํ้าสกัดส่วนที่เหลือประมาณ ๘ ลิตรมาเจือจางกับนํ้า- กากมูลที่เหลือนําไปทําปุ๋ ยทางดิน- กรณีพืชอายุสั้นหรือประเภทใบบาง เช่น ข้าว พืชผัก กล้วยไม้ ใช้อัตราส่วน ๑ ต่อ ๒๐ ใช้ฉีดพ่นการใช้นํ้า สกัดมูลสุกรฉีดพ่นทางใบ ช่วยทําให้พืชได้รับธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุอาหารเร็วขึ้น ทําให้ข้าวมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ใบเขียว ใบตั้ง ส่งผลให้พืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างเต็มที่ อีกทั้งแมลงศัตรูพืชขาดแหล่งอาศัย นอกจากนี้ข้าวมีความแข็งแรง ต้านทานต่อโรค และ แมลงศัตรูพืช เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น เมล็ดข้าวเต่ง และ ผลผลิตได้มากขึ้น การฉีดพ่นทางใบทําได้ดังนี้- เมื่อข้าวมีอายุ ๑๕ และ ๓๐ วัน นํานํ้าสกัดมูลสุกร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๒๐ ลิตร พร้อมกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉีดพ่นทางใบอัตรา ๔๐ ลิตรต่อไร่- เมื่อข้าวมีอายุ ๔๕, ๖๐ และ ๗๕ วัน นํานํ้าสกัดมูลสุกร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๑๐ ลิตร พร้อมกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉีดพ่นทางใบ อัตรา ๔๐ ลิตรต่อไร่- หากพบว่าข้าวบางบริเวณไม่สมํ่าเสมอ ให้ใช้นํ้าสกัดมูลสุกร ๑ ลิตร ผสมนํ้าให้ครบ ๑๐ ลิตร พร้อมกับสารจับใบ ๓-๕ ซีซี ฉีดพ่นทางใบบริเวณที่ต้นข้าวเติบโตช้า จะช่วยให้ต้นข้าวโตสมํ่าเสมอกันได้ จากผลการวิจัย และ ใช้งานจริงในหลาย ๆ จังหวัดโดยทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับ ธกส. เพื่อประยุกต์ใช้กับลูกค้าของ ธกส. เองแล้วได้ผลเป็นอย่างดีเยี่ยม เรามาวิเคราะห์ในหลาย ๆ จุดที่เป็นประเด็นที่ส่งผลให้เกิดผลผลผลิตที่สูงขนาดนี้- การสกัดมูลสุกร มีทั้งธาตุอาหารหลัก และ ธาตุอาหารรองรวมทั้งฮอโมนพืชครบถ้วน และ เป็นการให้ปุ๋ ยโดยตรงทางใบซึ่งจะได้ผลดีเป็นพิเศษแถมยังต้านทานต่อแมลง ศัตรูพืชด้วย การฉีดทางใบจะฉีดทุก ๆ ๑๕วัน ส่วนข้าวอายุ ๑๕ และ ๓๐ วันแรกจะใช้สูตรที่มีความเข้มข้นน้อยซึ่งจะทําให้ข้าวอยู่ได้เนื่องจากต้นที่ยังอ่อน
  • 46. ๆ เจอปุ๋ ยขี้หมูเข้มข้นมาก ๆ อาจจะทําให้เค็มเกินไป และ พืชตายในที่สุด ส่วนข้าว ๔๕ วันขึ้นไปจะแข็งแรง และใช้สูตรที่มีความเข้มข้นได้- สารจับใบ ซึ่งผมถือว่าตัวนี้เป็นพระเอกตัวนึงเลยทีเดียว มันทําให้ผมประหลาดใจ เมื่อผมได้ลงมือทดลอง เอาง่าย ๆ คือถ้าฉีดนํ้าเปล่า ๆ ลงไปที่ใบพืชจะไม่ค่อยเปียกเท่าที่ควร นํ้าจะไหลและหยดลงพื้นเกือบหมด แต่ถ้าผสมสารจับไบแค่ ๒ ซีซีต่อนํ้า ๒๐ ลิตร กลับกลายเป็นว่าใบพืชเปียกไปหมดทั้งใบ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไมสารจับใบจึงช่วยลดการใช้ปุ๋ ย หรือ สารเคมีกําจัดศัตรูพืชลง ได้ถึง ๕๐ % นอกจากนั้นสารจับใบบางยี่ห้อสามารถใช้หมักกับปุ๋ ยเคมี/อินทรีย์ โดยผสมนํ้าแล้วหมักทิ้งไว้ ๑ คืนก่อนนําไปหว่านจะทําให้ปุ๋ ยมีการดูดซึมดีขึ้น ลดการตกค้างในดินซึ่งเป็นสาเหตุให้ดินเสีย ซึ่งวิธีนี้ทําให้ปุ๋ ยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ % ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนปุ๋ ยถึง ๕๐ % เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามช่วงที่ข้าวกําลังออกรวงแนะนําให้หยุดใช้ปุ๋ ยหมักนํ้าขี้หมูเนื่องจากอาจจะทําให้มีข้าวเมล็ดลีบได้ ปุ๋ ยขี้หมูถือว่ามีในโตรเจนสูงมาก หากต้องการเริ่งให้รวงข้าวดีมีนํ้าหนักขึ้นอีกแนะนําให้ใช้ปุ๋ ยนํ้าที่มีธาตุอาหารรองที่ครบถ้วน ซึ่งตัวนี้จะช่วยได้เยอะทีเดียวในส่วนของปุ๋ ยหมักจากจุลินทรีย์ หรือ EM ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าจะดีไม่แพ้กันแต่เท่าที่ผมได้ลองสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างดู เค้าไม่ค่อยจะใช้กัน เพราะบอกว่าวิธีการหมักยุ่งยาก อาจจะเป็นความขี้เกียจของชาวบ้าน หรือ เปล่าก็ไม่รู้ทําให้เกษตรกรไม่ค่อยใช้นํ้าหมักจุลินทรีย์กันเท่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่หลักฐานทางวิชาการก็บอกอยู่ชัดเจนว่า "ของเค้าดีจริง" (รวมทั้งแม่ผมด้วย อุตส่าห์หมักไว้ในถึง ๒๐๐ ลิตร แต่ไม่ยอมเอาไปฉีดข้าวเลย)2. สารเคมีกําจัดศัตรูพืชราคาแพง และ อันตรายต่อสุขภาพ จากการศึกษาของผมแล้ว ยาฆ่าแมลงเนี่ยแทบจะไม่จําเป็นเลยหากเรามีวิธีป้องกันที่ดีไว้ก่อน แต่ถ้าแมลงระบาดมาที่เราแล้วจะแก้ไขลําบากมาก ๆโดยเพาะเพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล ซึ่งทางออกคือ “กันดีกว่าแก้” โดยจะมีสารอินทรีย์ ๓ ตัวที่นํามาประกอบกันฉีดพ่นทางใบถึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น- นํ้าส้มควัน คือ สารสกัดที่ได้จากการเผาถ่าน ตัวนี้ถือว่าเป็นพระเอกเลยก็ว่าได้ สารตัวนี้จะมีความเป็นกรดสูงมาก ๆ มีค่า PH ๒.๕-๓ เลยทีเดียว ตัวนี้แมลงไม่ชอบเอาซะเลย ซึ่งโดยปกตินํ้าที่ได้จากการเผาถ่านจะต้องทิ้งไว้ประมาณ ๙๐ วัน จากนั้นนํามาแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นนํ้าส้มควัน ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด และ ราคาก็ไม่สูงนักอยู่ที่ประมาณลิตรละ ๕๐-๑๐๐ บาท- สารสกัดจากสะเดาซึ่งหลายคนคงรู้ดีว่ามันเจ๋งแค่ไหน- สารสกัดจากบรเพชรตัวนี้ก็ไม่แพ้สารสะเดาเช่นเดียวกันจริง ๆ แล้วทีแรกผมคิดว่าสารพวกนี้หาซื้อยาก และ ราคาแพงแต่จากที่ได้หาข้อมูลมาจริง ๆ แล้วมีหลายๆ บริษัทผลิตออกมาขายเป็นจํานวนมาก แถมยังราคาไม่แพง และ ปลอดภัยอีกด้วยเมื่อเทียบกับสารเคมี ถ้าเอามาผสมกับสารจับใบในปริมาณที่พอเหมาะยิ่งประหยัด และ ได้ผลดีขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเลย
  • 47. 3. นาแล้ง อันนี้ปัญหาระดับประเทศ หรือ ระดับโลกก็ว่าได้ครับ จริง ๆ แล้วนักวิชาการได้วิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่า ทุกพื้นที่ในประเทศไทย มีปริมาณนํ้าฝนที่เหลือเฟือในการเกษตร แต่เนื่องจากเราไม่มีการกักเก็บนํ้าที่ดีทําให้ไม่มีนํ้าที่เพียงพอต่อการทําการ เกษตร แนวคิดของในหลวงของเราที่ปราชญ์หลาย ๆท่านนํามาใช้คือ การมีบ่อหรือแหล่งนํ้าจํานวน ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่การเกษตร จะทําให้มีนํ้าเพียงพอตลอดปี แต่ปัญหาคือดินบางพื้นที่ไม่สามารถเก็บนํ้าไว้ได้ วิธีการหนึ่งคือการสร้างเมือกธรรมชาติ โดยเอาปุ๋ ยคอกไปแขวนไว้ในบ่อ เวลาผ่านไป ๒-๓ เดือนจะทําให้เกิดเมือกธรรมชาติจากพวกพืชหรือสัตว์นํ้าขนาดเล็ก ซึ่งสามารถกักเก็บนํ้าไว้ได้ในที่สุด อันนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านนี่เองครับ บางคนอาจจะขุดเจาะนํ้าบาดาลซึ่งก็เป็นวิธีการที่ดีแต่ปัญหาที่เจอในหลาย ๆ พื้นที่คือนํ้ากระด้างซึ่งมีความเป็นด่างสูง จําเป็นต้องปรับสภาพนํ้าโดยใช้สารประสภาพนํ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องปรับค่า PH ให้เป็นกลางให้ได้คือ ควรจะมีค่าประมาณ ๗ ซึ่งต้นทุนหลักๆ ก็จะอยู่ที่ค่าไฟฟ้า/นํ้ามันในการสูบนํ้า และ ราคาของสารแต่ละยี่ห้อจุดหนึ่งที่ผมอยากชี้ให้ เห็นจากการใช้ปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักคือ การให้ปุ๋ ยนํ้าขี้หมูหมักฉีดพ่นทางใบ จะทําให้พืชดูดซึมอาหารได้ทั้ง ๆ ที่ดินแห้งแล้ง แม้กระทั่งอากาศแห้งแล้ง ๒-๓ เดือนติดต่อกันแต่ข้าวก็ยังใบเขียว และ ไม่ตาย ถ้าเป็นปุ๋ ยเคมีแล้วเนี่ยข้าวจะกินปุ๋ ยไม่ได้เลยทําให้แห้งตายในที่สุด และ การที่ฉีดปุ๋ ยทางใบ ๑๕ วันต่อครั้งก็เสมือนกับมีฝนตกเป็นระยะ ๆ เดือนละ ๒ ครั้งทําให้ข้าวสามารถสู้ความแห้งแล้งได้ ดังนั้นทางออกหนึ่งคือเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ ยขี้หมูกันเถอะครับ จากที่ผมคํานวณคร่าว ๆ แล้ว ขี้หมูแห้ง ๑ กระสอบก็เพียงพอต่อการให้ปุ๋ ยกับพื้นที่การทํานา ๕ ไร่ โดยให้ปุ๋ ย ๕-๖ ครั้งจนก่อนที่ข้าวจะออกรวง (ข้าวไม่ไวแสง)ซึ่งประหยัดสุด ๆ เพราะขี้หมู ๑ กระสอบราคาไม่กี่สิบบาท (การให้ปุ๋ ยสูตรเข้มข้นใช้หัวเชื้อ ๒๐ ลิตรผสมได้ปุ๋ ยนํ้า ๒๐๐ ลิตร ฉีดข้าวได้ ๕ ไร่/ครั้ง โดยประมาณ) อีกประเด็นหนึ่งที่เวลานาแล้งแล้วข้าวใบเหลือง หรือ แดงเร็วคือการที่ดินเสีย/ดินแข็ง ซึ่งทําให้รากข้าวไม่สามารถหาอาหารเองได้ ดังนี้การปรับสภาพดินจะช่วยแก้ปัญหานาแล้งได้ด้วย ซึ่งมีรายละเอียดให้หัวข้อที่ ๗.4. นํ้าท่วม อันนี้แก้ยากครับ แต่ยังไงก็ตาม โดยปกตินํ้าไม่ได้ท่วมตลอดทั้งปี ซึ่งแต่ละพื้นที่ควรเก็บสถิติว่าช่วงเดือนไหนมักจะเกิดนํ้าท่วมแล้วอย่าทําการเกษตรช่วงนั้น ซึ่งอาจจะกินระยะเวลา ๑-๒ เดือน ถ้าปลูกข้าวแนะนําให้ปลูกข้าวอายุสั้น เป็นข้าวไม่ไวแสงหรือข้าวนาปรัง ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้ทุกฤดูจะได้หนีหรือ เก็บเกี่ยวก่อนช่วงเวลานํ้าจะท่วมได้5. วัชพืช อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกําจัดวัชพืช แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และ ลดการใช้งานโดยใช้สารจับใบผสม ก่อนฉีด โดยที่สารจับใบบางตัวสามารถปรับค่า PH ของนํ้าได้ด้วย ทําให้สารเคมีมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ % เลยที เดียว และ ลดต้นทุนลง ๕๐ %แต่อย่างไรก็ตาม ผมกําลังทดลองสูตรการจัดการวัชพืช โดยใช้สารอินทรีย์ที่ได้ข้อมูลมาจากปราชญ์ด้านการเกษตรท่านหนึ่งอยู่ถ้าได้ผลประการใดจะนํามาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบในโอกาสต่อไป
  • 48. 6. แมลงระบาด (โดยเฉพาะเพลี้ยต่างๆ ) อันนี้ปัญหาใหญ่มากครับ โดยเฉพาะปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ซึ่งวิธีแก้นี้ยากยิ่งนัก ส่วนวิธีป้องกันให้กลับไปดูข้อ ๒ ในเรื่อง สารเคมีกําจัดศัตรูพืชราคาแพง และ อันตรายต่อสุขภาพ7. ดินเสียอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องมาหลายปี ทําให้ใช้ปุ๋ ยแล้วไม่ได้ผลไม่ว่าจะเป็นปุ๋ ยเคมีหรือปุ๋ ยอินทรีย์ก็ตามในข้อนี้มีทางแก้ครับ- การใช้ปุ๋ ยอินทรีย์ หรือ ใช้จุลินทรีย์เป็นเวลาหลาย ๆ ปีต่อเนื่องในการปรับปรุงดิน จะทําให้ดินดีขึ้นตามลําดับ (ลุงทุนค่อนข้างสูง)- การใช้สารปรับสภาพดิน สารพวกนี้จะปรับค่า PH ของดิน รวมถึงทําให้ดินร่วนซุย ดินจะสามารถตรึงในโตรเจนในอากาศได้ปริมาณมาก จริง ๆ แล้วธาตุอาหารในดีนตามธรรมชาติในบ้านเราค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่เนื่องจากการใช้ปุ๋ ยเคมี หรือ สารเคมีมาต่อเนื่องหลายปีทําให้ธาตุอาหารที่จําเป็นเหล่านี้ไม่อยู่ในรูปที่พืชจะสามารถดูดซึมได้ ดังนั้นการใช้สารปรับสภาพดินจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง วิธีการ ใช้สารปรับสภาพดินคือนํามาผสมกับนํ้าตามอัตราส่วน (ตามคู่มือของแต่ละยี่ห้อ) แล้วนําไปฉีดพ่น หรือ รดลงดิน ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นอีกเราสามารถใช้นํ้าส้มควัน หรือ นํ้าหมักชีวะภาพผสมเข้าไปเพื่อปรับสภาพดินได้อีกแรง8. ค่าไถ/พรวนดินราคาแพง ค่าไถนา คือต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เกษตรกรควรจะไถให้น้อยครั้งที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หรือ พื้นที่ที่มีนํ้าทั่วถึง อาจจะทําการไถแค่ครั้งเดียวก็พอ ถ้าค่าไถนาไร่ล่ะ ๒๐๐-๓๐๐ บาท/ไร่/ครั้ง หมายถึงว่าราคามันพอ ๆ กับข้าว ๑ กระสอบเลยทีเดียว ยิ่งหลายครั้งยิ่งต้นทุนต่อไร่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัวการใช้รถไถนาช่วยให้สะดวกสบาย แต่เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต9. ค่าเกี่ยวข้าวราคาแพง ปัญหานี้คงต้องปล่อยไปตามระเบียบ เกษตรกรบางคนที่ผมได้พูดคุยเค้าแทบอยากจะถอยรถเกี่ยวข้าวเองด้วยซํ้า ถ้าใครเกี่ยวก่อนจะได้เปรียบ แถวบ้านผมตกอยู่ประมาณ ๖๐๐ บาท/ไร่แต่ถ้าใครเกี่ยวช้าค่าเกี่ยวข้าวจะตกไป ๘๐๐ บาท/ไร่ด้วยซํ้า หรือ ไม่ก็เกี่ยวเองซะเลย (จะแรงถึงเปล่าเนี่ย) การใช้รถเกี่ยวข้าวช่วยให้สะดวกสบายแต่เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต10. ผลผลิตต่อไร่ตกตํ่า ในส่วนนี้มีหลายสาเหตุรวมกันครับ ลองกลับไปอ่านข้อก่อนหน้านี้ดูอย่างเช่นนาแล้ง นํ้าท่วม ดินเสีย แมลง วัชพืช จากที่ผมได้ศึกษาอย่างจริงจัง มีประเดินหนึ่งซึ่งเกษตรกรไทยส่วนน้อยที่มีการประยุกต์ใช้กันคือ “สารส่งเสริมประสิทธิภาพ” โดยที่หลาย ๆ คนคิดว่าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง บางคนบอกว่าใช้แล้วไม่เห็นจะได้ผล ไม่ได้ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ ยหรือสารเคมีต่าง ๆ แต่กลับเพิ่มต้นทุนในการซื้อสารส่งเสริมประสิทธิภาพ และ ความยุ่งยากในการใช้งาน สารส่งเสริมประสิทธิภาพมีจุดอ่อนย่างหนึ่งคือถ้าใช้ผิดวิธีหรือปริมาณไม่เหมาะสม แทนที่จะเป็นประโยชน์แต่อาจจะทําให้พืชผลเกิดความเสียหายได้ มีบางราย (ญาติผมเอง)อยากให้พริกงามก็เลยใช้ปริมาณมากเกินไป ทําให้พริกใบหล่นหมด ในส่วนนี้ผมได้ศึกษาทดลอง และเปรียบเทียบหลาย ๆ ยี่ห้อซึ่งมีสูตรในการใช้งานแตกต่างกันไป ปกติคู่มือการใช้งานจะเปรียบเทียบว่ากี่ ซีซีต่อ
  • 49. นํ้า ๒๐ ลิตร ซึ่งเกษตรกรควรศึกษาจากคู่มือการใช้งานอย่างถูกต้อง และ ควรเลือกยี่ห้อที่มีประสิทธิภาพ หรือความเข้มข้นสูงที่สุด ราคาเฉลี่ยต่อไร่ตํ่าที่สุด มีความสามารถหลายอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เช่น ปรับสภาพดิน ปรับสภาพนํ้า ช่วยจับใบ เสริมประสิทธิภาพปุ๋ ยเร่งในการดูดซึม เสริมประสิทธิภาพสารปราบศัตรูพืช ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะทําให้ลดต้นทุนได้ถึง ๕๐ % เลยทีเดียว แถมยังเพิ่มผลผลิตได้ถึง ๑๐๐ % อย่างน่าแปลกใจ ผมว่ามันเป็นทางรอดของเกษตรกรจริง ๆ11. ราคาผลผลิตตกตํ่า ส่วนนี้คือปัจจัยภายนอกที่แทบจะควบคุมไม่ได้เลย ภาครัฐคงต้องทํางานอย่างจริงจังซึ่งเกี่ยวพันกับการส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงปัญหาโรงสี หรือ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งเรายากที่จะควบคุมในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการที่จะทุเลาปัญหานี้ได้คือ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้ต้นทุนตํ่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากที่สุด นี่แหละจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดผมขอสรุปส่งท้ายว่า เกษตรกรควรหันมาทําการเกษตรแบบพอเพียงโดยใช้เกษตรอินทรีย์เข้ามาช่วยให้ได้มากที่สุด ในอนาคตผลผลิตของพืชปลอดสารเคมีจะมีราคาสูงขึ้น เพราะว่าคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น เกษตรกรควรมีการบันทึกค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนแต่ละรายการทั้งหมดเพื่อเป็นประโยชน์ในการคํา นวณกําไร/ขาดทุน และ จะเป็นข้อมูลในการศึกษาวิจัยต่อไป หากต้องการคําปรึกษา มีข้อชี้แนะ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือความต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการให้สาธิตการปรับสภาพดิน ปรับสภาพนํ้า วัดค่าความเป็นกด/ด่าง ของดินหรือ นํ้า รวมถึงวิธีการลดสารเคมี หรือปุ๋ ย และ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพไปในตัว (รวบรวมกลุ่มเกษตรกรให้ได้๓-๕ คน) ผมยินดีรับฟัง และ พร้อมที่จะพัฒนาด้านการเกษตรในเมืองไทยไปพร้อมกับทุก ๆ ท่านเพื่อพี่น้องเกษตรกรได้ลืมตาอ้าปาก มีความมันคง และ มั่งคั่งครับ ติดต่อมาได้ที่ email: panyasri@hotmail.com หรือ ฝากเบอร์โทรมาทาง email ให้ติดต่อกลับก็ได้ครับ
  • 50. ภาคผนวกก. การทํา ปุ๋ ยหมักแบบไม่กลับกองวิธีที่ ๑ ขนาดกองใหญ่วัสดุอุปกรณ์๑. เศษพืชแห้ง ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กิโลกรัม) ทําได้กองขนาด กว้าง ๒ เมตร สูง ๑ เมตร ยาว ๕ เมตร๒. มูลสัตว์ประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม๓. ปุ๋ ยยูเรีย ๕ กิโลกรัม หรือ ปุ๋ ยแอมโมเนียซัลเฟต ๑๐ กิโลกรัม เป็นตัวเร่งทํา ให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ ยได้เร็วขึ้น๔. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ นิ้ว ๔-๕ ท่อน ยาวท่อนละ ๑.๕ เมตร บากรูที่ข้อให้กลวงตลอดลํา๕. ไม้ไผ่ขนาดเดียวกันนี้ ๒-๓ ท่อน ยาว ๒.๕ เมตร บากรูที่สันข้อตลอดลํา โดยบากเฉพาะด้านล่าง***หากไม่ต้องการใช้ปุ๋ ยยูเรียใช้นํ้าสกัดชีวภาพแทนก็ได้***ขั้นตอนการทํา๑. เมื่อกองพื้นที่แล้วให้กองเศษพืชขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๕ เมตร ถ้าหากทํากองเล็กก็ให้ลดอัตราส่วนวัสดุที่ใช้ลง ยํ่าให้แน่นพร้อมกับรดนํ้าให้ชุ่ม ให้ได้ชั้นเศษพืชที่สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร๒. ใส่มูลสัตว์ทับชั้นเศษพืช และโรยปุ๋ ยยูเรีย หรือ แอมโมเนียซัลเฟตตามลงไป โดยแบ่งชั้นประมาณ ๑ใน ๕ ส่วน๓. ทําซํ้าเช่นนี้อีก ๑ ชั้น๔. วางไม้ไผ่ที่บากรูไว้เฉพาะด้านล่างยาว ๒.๕ เมตร ให้ขนานกันตามขวางของกองปุ๋ ยหมักทั้ง ๓ ท่อนโดยให้ด้านที่บากควํ่าลง เพื่อกันเศษพืชในชั้นต่อไปลงไปอุดรูไม้ไผ่นี้จะเป็นท่อระบายความร้อนกองปุ๋ ยหมัก๕. ใส่เศษพืช มูลสัตว์ และ ปุ๋ ยเคมี พร้อมกับรดนํ้า สลับกันเป็นชั้น ๆ จนหมดเศษพืช และ มูลสัตว์ จะได้กองปุ๋ ยสูงประมาณ ๑ เมตร๖. นําไม้ไผ่ที่บากรูทั้ง ๒ ด้าน ยาว ๑.๕ เมตร เสียบให้ทั่วกองปุ๋ ยหมักเพื่อเป็นท่อระบายอากาศ๗. นําดินมาโรยทับกองปุ๋ ยหมักให้หนาประมาณ ๒ นิ้ว หรือมากกว่าเพื่อกันความชื้นในกองปุ๋ ยระเหยออกไป
  • 51. ภาพ กองปุ๋ ยหมักขนาดใหญ่วิธีที่ ๒ ขนาดกองเล็กวัสดุอุปกรณ์๑. เศษพืชแห้ง ๒๐๐ กิโลกรัม ทํา กองขนาด กว้าง ๑ เมตร สูง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร๒. มูลสัตว์ประมาณ ๒๐-๓๐ กิโลกรัม๓. ปุ๋ ยยูเรีย ๒ กิโลกรัม หรือ ปุ๋ ยแอมโมเนียซัลเฟต ๑ กิโลกรัม๔. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ นิ้ว ยาวท่อนละ ๒.๕ เมตร ทะลวงปล้อง และ เจารูกลางลํา ไว้๒-๓ รู จํานวน ๒ ท่อน๕. ไม้ไผ่ขนาดเดียวกันนี้ ๒ ท่อน ยาว ๑.๕ ทะลวงปล้อง และ เจารูกลางลํา ไว้๒-๓ รู จํา นวน ๔ ท่อนขั้นตอนการทํา๑. เมื่อกองพื้นที่แล้วให้กองเศษพืชขนาดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร (ถ้าหากทํา กองเล็กก็ให้ลดอัตราส่วนวัสดุที่ใช้ลง) ยํ่าให้แน่นพร้อมกับรดนํ้าให้ชุ่ม ให้ได้ชั้นเศษพืชที่สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร๒. ใส่มูลสัตว์ทับชั้นเศษพืช และ โรยปุ๋ ยเคมีที่เตรียมไว้ (ยูเรีย หรือ แอมโมเนียซัลเฟต) ตามลงไป (โดยแบ่งชั้นประมาณ ๑ ใน ๕ ส่วน)๓. ทํา ซํ้าเช่นนี้อีก ๑ ชั้น๔. วางไม้ไผ่ที่บากรูไว้เฉพาะด้านล่างยาว ๒.๕ เมตร ให้ขนานกันตามขวางของกองปุ๋ ยหมักทั้ง ๓ ท่อนโดยให้ด้านที่บากควํ่าลง เพื่อกันเศษพืชในชั้นต่อไปลงไปอุดรูไม้ไผ่นี้จะเป็นท่อระบายความร้อนกองปุ๋ ย๕. ใส่เศษพืช มูลสัตว์และ ปุ๋ ยเคมีพร้อมกับรดนํ้า สลับกันเป็นชั้น ๆ จนหมดเศษพืช และ มูลสัตว์จะได้กองปุ๋ ยสูงประมาณ ๑ เมตร
  • 52. ๖. นํา ไม้ไผ่ที่บากรูทั้ง ๒ ด้าน ยาว ๑.๕ เมตร เสียบให้ทั่วกองปุ๋ ยหมักเพื่อเป็นท่อระบายอากาศนําดินมาโรยทับกองปุ๋ ยหมักให้หนาประมาณ ๒ นิ้ว หรือ มากกว่าเพื่อกันความชื้นในกองปุ๋ ยระเหยออกไปภาพ กองปุ๋ ยหมักขนาดเล็กข. การใช้ปุ๋ ยพืชสดการใช้พืชปุ๋ ยสดในนาข้าวขั้นตอน โสนอัฟริกัน พืชอื่น ๆ๑ จัดหาเมล็ดพันธุ์ ๓ กิโลกรัมต่อไร่ จัดหาเมล็ดพันธุ์ ๕-๘ กิโลกรัมต่อไร่๒ ไถพื้นที่ช่วงกลางเดือน พฤษภาคม ไถพื้นที่ช่วงกลางเดือน พฤษภาคม๓ แช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าร้อน ๘๐ C นาน ๕ นาทีแล้วนํา ไปหว่าน จากนั้นคราดเพื่อให้เมล็ดดินกลบเมล็ดนํา ไปหว่าน จากนั้นคราดเพื่อให้เมล็ดดินกลบเมล็ด๔ เมื่ออายุ๕๐-๖๐ วัน แล้วคราดให้เรียบทิ้งไว้ประมาณ ๑ อาทิตย์เมื่ออายุ๔๐-๕๐ วัน แล้วคราดให้เรียบทิ้งไว้ประมาณ ๑ อาทิตย์๕ ดําเนินการปลูกข้าวตามวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม ดําเนินการปลูกข้าวตามวิธี อาร์ เอ็ม เอ็ม
  • 53. คุณสมบัติของพืชปุ๋ ยสดที่หาเมล็ดพันธุ์ได้ง่ายชนิดพืช เ ม ล็ ดพัน ธุ์กิโลกรัมต่อไร่ไถกลบเมื่ออายุวันวัตถุอินทรีย์กิโลกรัมต่อไร่ % ธาตุอาหารของนํ้าหนักแห้งปริมาณNกิโลกรัมต่อไร่นํ้าหนักสด นํ้าหนักแห้ง N P Kโสนอัฟริกา ๓ ๕๐-๖๐ ๒,๗๘๙ ๕๑๖.๐๐ ๓.๐๔ ๐.๓๔ ๒.๐๖ ๑๕.๖๑ถั่วเขียว ๘ ๔๐-๖๐ ๔,๐๐๐ ๖๘๘.๐๐ ๑.๗๔ ๐.๔๓ ๔.๑๖ ๑๒.๐๐ถั่วแป๋ ๕ ๕๐-๖๐ ๙๖๐.๐๐ ๑.๙๘ ๑๙.๒๐ถั่วพุ่ม ๘ ๔๐-๔๕ ๔,๐๐๐ ๔๙๐.๘๐ ๒.๙๒ ๐.๔๕ ๔.๐๐ ๑๔.๐๐ข้อมูลนี้ได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งค. วิธีใช้สะเดาในการผลิตข้าวนา และ ข้าวไร่เราสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของสะเดาในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น เปลือกลําต้น, ใบ, ผล และ เมล็ดใน ซึ่งวิธีการใช้จะแตกต่างกัน เช่น ผล หรือ เมล็ดในใช้วิธีสกัดเป็นสารละลาย หรือ บดเป็นผงใส่ในแปลงพืชได้โดยตรง ส่วนเปลือก หรือ ใบจะใช้วิธีแช่กับนํ้าการใช้ผล และ เมล็ดในการแปรรูปผล และ เมล็ดในเพื่อให้เป็นสะเดาผง สําหรับใส่ในแปลงพืชโดยตรง และ ทํานํ้ายาฉีดพ่น มีวิธีการแปรรูปดังต่อไปนี้ทั้งผล ใช้ทันที+ เก็บผลสุกที่ร่วง นํามาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม โปร่ง ไม่ถูกแสงแดด และ ความชื้น+ บด หรือ ตํา ให้ละเอียดเป็นผง+ สามารถนําไปใช้ได้ทันทียังไม่ใช้ทันที แต่เก็บไว้ชั่วระยะหนึ่ง+ ก่อนบด หรือ ตํา ให้เป็นผง ให้นําไปอบให้แห้งโดยใช้ตู้หรือ เตาอบ+บด หรือ ตํา ให้ละเอียดเป็นผง+ บรรจุในถุงพลาสติกแล้วใช้ความร้อนรีดปิดปากถุงให้แน่น เพื่อป้องกันเชื้อราหมายเหตุ วิธีดังกล่าวสามารถทํา ได้ง่ายในท้องถิ่นโดยชาวบ้านประยุกต์ใช้ได้เองเมล็ดใน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด
  • 54. ๑. เก็บผลสุกที่ร่วงหล่นจากต้น นํามากระเทาะเปลือกออกให้เหลือแต่เมล็ดใน โดยถูกับทราย หรือแช่นํ้าให้นิ่มบีบเอาแต่เมล็ดใน๒. ล้างเมล็ดในที่ได้ให้สะอาด ผึ่งในที่ร่มที่โปร่ง ให้แห้งสนิท๓. บด หรือ ตํา ใช้ได้ทันที หรือ นํา ผงที่บดบรรจุถุงพลาสติกปิดปากให้สนิทเพื่อ เก็บไว้ใช้ภายหลังหมายเหตุ สําหรับเมล็ดใน สามารถทําให้ละเอียด บด หรือ ตํา ได้ง่ายกว่า และ อาจไม่เกิดเชื้อราได้ง่ายเหมือนบดทั้งผล นอกจากนี้ผงของเมล็ดในมีส่วนของสารออกฤทธิ์มากกว่าผงจากทั้งผลสารที่อยู่ในสะเดา ออกฤทธิ์เป็นยาดูดซึม โดยจะมีพิษต่อแมลงดังนี้คือ- ขับไล่แมลง- ทําให้หนอนแมลงไม่ลอกคราบ- ทําให้เป็นหมัน- ระงับการกินอาหารของแมลง- ฆ่าแมลงโดยตรงแมลงในนาข้าวที่สามารถสควบคุมได้โดยสะเดา มีดังต่อไปนี้โดยผงสะเดาหว่าน หรือ คลุก กับเมล็ดพันธุ์แมลงบั่ว, เพลี้ยไฟ, ตั๊กแตน, หนอนกระทู้กล้า, เพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล, เพลี้ยกระโดดหลังขาว, แมลงศัตรูที่อาศัยอยู่ในดินโดยนํ้ายาสะเดาฉีดพ่นเพลี้ยจักจั่นสีขาว, หนอนกอแถบลาย, หนอนกอสีครีม, หนอนห่อใบข้าว, หนอนม้วนใบ, หนอนกระทู้,แมลงสิงระยะเตรียมเมล็ดพันธุ์๑. วิธีแช่เมล็ดพันธุ์ขั้นที่ 1๑.๑ เตรียมภาชนะเพื่อแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นถังยางมะตอย ๒๐๐ ลิตร หรือ โอ่ง๑.๒ เตรียมสะเดาสําหรับแช่- ละลายผงสะเดาในภาชนะ ในอัตราผงสะเดา ๑ กิโลกรัม ต่อข้าว ๑-๒ ถัง (๘-๑๖ กิโลกรัม) คนให้ทั่ว
  • 55. - ถ้าในช่วงดังกล่าวยังไม่มีผงสะเดา สามารถใช้ใบสดแทนได้โดยใช้ใบสะเดาสด ๓ กิโลกรัม ต่อเมล็ดข้าว ๑-๒ ถัง (๘-๑๖ กิโลกรัม) สับหรือขยี้ใบก่อนลงแช่ในนํ้า ๖-๑๒ ชั่วโมง จากนั้นค่อยนําเมล็ดข้าวลงแช่ผงสะเดา ๑ กิโลกรัม แช่ในนํ้ายา ๒ คืน นํา กระสอบออก หรือ ใบสด ๓ กก.ทิ้งไว้๒-๓ วันให้เมล็ดงอก๑.๓ บรรจุเมล็ดข้าวลงในถุงกระสอบที่นํ้าสามารถซึมผ่านได้นํา กระสอบข้าวจุ่ม ลงในภาชนะที่มีนํ้ายาสะเดา แช่ไว้๒ คืนขั้นที่ ๒นํากระสอบข้าวขึ้นจากนํ้ายา ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ วันให้เมล็ดงอก จึงนําไปหว่านหมายเหตุ การแช่เมล็ดข้าวในนํ้ายาสะเดา เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตกล้าพันธุ์ที่สมบูรณ์ และ ป้องกันการแพร่ระบาดของแมลงบั่วได้โดยเฉพาะข้อควรระวัง๑. บางกรณีอาจไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ เช่น หากปริมาณข้าวมีมากเกินที่จะแช่ในภาชนะได้กรณีนี้เราจะแช่เมล็ดข้าวในห้วย หรือ แหล่งนํ้าตามปกติ แต่จะหว่านผงสะเดาในแปลงหว่านกล้าดังอธิบายไว้ในข้อ ค.๒. ถ้าเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานเกษตรของรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะคลุกสารเคมีมาแล้วกรณีนี้อาจใช้วิธีฉีดพ่นช่วงหลังปักดํา๒. หว่านผงสะเดาในแปลงกล้าขั้นที่ ๑ เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวตามปกติขั้นที่ ๒ หว่านเมล็ดข้าวในแปลงกล้าขั้นที่ ๓ หว่านผงสะเดาทับในแปลงกล้า โดยใช้ผงสะเดา ๑ กิโลกรัมต่อเมล็ดข้าว ๑ ถัง โดยหว่านก่อนหรือ หลังหว่านเมล็ดข้าวก็ได้ระยะปักดํา๓. วิธีหว่านผงสะเดาหลังปักดําขั้นที่ ๑ ย้ายกล้าจากแปลงเพาะกล้าลงปักดํา ในนาขั้นที่ ๒ หลังจากย้ายกล้าได้ประมาณ ๗ วัน หว่านผงสะเดาให้ทั่วแปลง ในอัตราส่วน ผงสะเดา ๖-๘กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก ๑ ไร่ ขั้นตอนนี้จะใช้ผงสะเดามากกว่าตอนเตรียมเมล็ดพันธุ์ ก่อนหว่านผงสะเดา ควรให้ปริมาณนํ้าในนามีน้อยที่สด แต่ถ้าใช้วิธีฉีดพ่นจะมีประสิทธิภาพมาก
  • 56. ง. วิธีการกํา จัดปู และ หอยก. วิธีกํา จัดปูในนาข้าว๑. แช่เมล็ดมะขามประมาณ ๒๔ ชั่วโมง แล้วนํา ไปวางไว้รอบ ๆ รูปู หรือ นําไปหว่านตามคันนาจากนั้นปูจะมากินเมล็ดมะขามแล้วเมล็ดมะขามจะติดฟันปูอยู่ประมาณ ๒-๓ วัน ซึ่งทําให้ปูตาย๒. ใช้ดอกทองกวาว หรือ ต้นกวาว หรือ ต้นจอมทอง หรือ ต้นนก๋าว หรือ ต้นทองตัน หรือ ต้นทองธรรมชาติ แล้วแต่ภาษาแต่ละท้องถิ่นจะเรียกกัน ไปวางไว้รอบๆ รูปู และ บริเวณที่อยู่อาศัยของมัน๓. ใช้ยอดมันสัมปะหลังโดยเก็บยอดมันสัมปะหลังมาแช่กับข้าวสุกในอัตราส่วน หนึ่งต่อหนึ่ง นาน ๑๒ชั่วโมง (หนึ่งคืน) แล้วนําข้าวสุกไปหว่านในแปลงนาข้าวเมื่อปูมากินข้าวสุกปูจะตาย (กรณีของนายสําราญ มะโนวอน บ้านเด่น จังหวัดแพร่)๔. ให้ขุดหลุมแล้วนํา ถังพลาสติก หรือ ปีบไปวางไว้ในหลุม หาของมีนํ้าหนักทับไว้โดยให้อยู่เหนือผิวดินประมาณ ๑ นิ้ว แล้วเชื่อมด้วยดินเหนียวเ พื่อให้ติดกับผิวดิน ปูจะได้เดินเข้าไปได้ และ กันไม่ให้นํ้าเข้าไปในถัง หรือ ปิ๊บเพาะถ้านํ้าเข้าไปได้แม้ปูเข้าไปในปี๊บ หรือ ถังเมื่อนํ้าเต็มก็จะออกได้ ดังนั้นต้องไม่ให้นํ้าเข้าไปได้โดยเด็ดขาด จากนั้นหาของที่มีกลิ่นเช่นปลาร้า หรือ กะปิ วางไว้ในหลุม ปูจะเข้าไปกิน และ ออกไปไม่ได้แล้วตอนเช้าเราก็ไปเก็บปูออก อาจนําไปใช้ทํา ประโยชน์ต่อไปก็ได้เพราะปูไม่ได้ถูกสารพิษใดๆข. วิธีการกํา จัดหอย๑. หลังจากปลูกข้าว ควรทําร่องนํ้าระยะระหว่างร่อง ๒๕ เซ็นติเมตร เพราะเมื่อปล่อยนํ้าออกจากนาหอยจะเข้าไปอยู่ตามร้องนํ้านี้แล้วเราก็เก็บหอยออกไป๒. โดยทั่วไปปูตัวเมียเมื่อวางไข่แล้วมันจะไปอาศัยอยู่ในแหล่งที่มีนํ้า ดังนั้นเราก็ปล่อยนํ้าเข้าไปในร่องนํ้าเพื่อให้มันมาอยู่แล้วในนํ้านั้นก็ให้ใส่สมุนไพรพวก บอระเพ็ด เคลือไหล มะโห่งหรือสบู่ดํา พิมเสน (คํา– ฟอง, ขนาดหลวง, ผักชีช้าง, ใบหลบขนาดใหญ่ คือพิมเสนนั่นเองแต่เรียกต่างกัน) สมุนไพรเหล่านี้เป็นอันตรายต่อปู๓. อีกประการหนึ่งอาศัยศัตรูธรรมของหอยเป็นตัวกํา จัดซึ่งศัตรูธรรมชาติของหอยได้แก่ นก, มด, เป็ด,งู และ คน๔. นํา ใบมะละกอไปไว้ในแปลงนาแล้วหอยจะมากินจากนั้นเก็บหอยออกไปทําประโยชณ์ต่อไป๕. สารซาโปนิน ประกอบอยู่ใน โสม (จีน, เกาหลี) ย่านสะบ้า, เถาวัลย์ (ตามป่าเมืองไทยทั่วไป)มะคําดีควาย (ใช้ผลตากแห้ง) เล็บมือนาง (ใช้ใบแก่ และ ดอก) เมล็ดชาพันปี สารซาโปนินมีฤทธิ์เป็นด่างส่งผลกระทบต่อระบบหายใจของสัตว์เลือดเย็นทุกชนิด ที่ต้องอาศัยการดูดซึมออกซิเจนจากนํ้าทํา ให้สามารถฆ่าหอยเชอรี่อย่างได้ผล ในส่วนของสัตว์นํ้าชนิดอื่นเช่น ปู ปลา กุ้ง จะมีอาการเมานํ้าชั่วคราว แต่ถ้าได้รับในปริมาณเข้มข้นมากอาจตายได้ (ปลาต้องได้รับสารเข้มขนมากกว่าหอย ๑๒ เท่า ถึงจะตาย) และ ไม่มีผลใดๆ กับ
  • 57. สัตว์เลือดอุ่นนอกจากทํา ให้เกิดอาการท้องเสีย หรือ อาเจียนถ้ารับประทาน หรือ ดื่มสมุนไพรนี้ในปริมาณมากๆ และ สามารถป้องกันไม่ให้หอยเชอรี่เข้ามาในแปลงนาได้นานประมาณ ๓-๔ อาทิตย์วิธีการทํา สมุนไพรใช้เอง นําสมุนไพรที่มีสารซาโปนิน มาตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดนํ้าไปแช่นํ้าเพื่อให้ “ซาโปนิน” ละลายนํ้าออกมา แล้วนํา ไปสาดให้ทั่วแปลงนาข้าว อัตราส่วนที่ใช้คือสมุนไพร ๓-๕กก/นา ๑ ไร่จ. การทํา นํ้าสกัดชีวภาพนํ้าสกัดชีวภาพที่ใช้ในนาข้าวมีด้วยกันสองชนิดคือ จากพืช และ จากสัตว์ จากพืชนั้นแบ่งได้เป็นสองชนิดย่อยได้แก่จากผัก และ จากผลไม้ส่วนจากสัตว์นั้นทํา จากสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ปลา, หอย, ปู เป็นต้นนํ้าสกัดจากผัก นํ้าสกัดจากผลไม้ นํ้าสกัดจาก ปลา, ปู และ หอยผักสีเขียว(พืชที่โตเร็ว) ๑-๓ ส่วน ผลไม้สุก ๑-๓ ส่วน เนื้อ ๑-๓ ส่วนนํ้าตาล ๑-๓ ส่วน นํ้าตาล ๑-๓ ส่วน นํ้าตาล ๑-๓ ส่วนหั่นเป็นชิ้นพอประมาณผสมกับนํ้าตาลให้ทั่วถึงหมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วันใช้ในอัตราส่วน ๑:๕๐๐-๑,๐๐๐หั่นเป็นชิ้นพอประมาณผสมกับนํ้าตาลให้ทั่วถึงหมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วันใช้ในอัตราส่วน ๑: ๕๐๐-๑,๐๐๐หั่นเป็นชิ้นพอประมาณผสมกับนํ้าตาลให้ทั่วถึงหมักไว้อย่างน้อย ๑๕ วันใช้ในอัตราส่วน ๑:๕๐๐-๑,๐๐๐กระตุ้นการเจริญเติบโต และ ช่วยให้ต้นไม้แข็งแรงช่วยในการออกดอก และ ติดผลและ ให้ผลเจริยเติบโตดีช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้เจริญเติบโตเร็วแข็งแรงช่วยสร้างใบเพราะมีไนโตรเจนสูงหมายเหตุ ถ้าให้ทางดินสามารถใช้ในอัตราส่วน ๑:๒๐๐ได้ (ตัวเลขข้างหน้าหมายถึงนํ้าสกัดชีวภาพ ตัวเลขที่ตามหลังหมายถึงนํ้าที่นํามาเจือจางเราสามารถให้สัตว์กินได้ในอัตราส่วน ๒ ช้อนต่อนํ้า ๑๐ ลิตร ช่วยให้สัตว์เจริญเติบโตเร็ว สุขภาพร่ายกายสมบูรณ์แข็งแรง ทํา ให้ต้านทานอโรคต่าง ๆ ได้ดี และ ลดกลิ่นเหม็น
  • 58. ภาพร่างเครื่องกํา จัดวัชพืชในนาข้าว1. แบบขนาดเล็ก2. ขนาดใหญ่
  • 59. เอกสารอ้างอิง๑. การใช้ประโยชน์จากหอยเชอรี่. ธาร.(2543) ฝ่ายป้องกัน และ กําจัดศัตรูพืช สํานักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี๒. การใช้สารสะเดาในนาข้าว.2541. เอกสารเผยแพร่ฝ่ายเกษตร สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพ.เชียงใหม่๓. การใช้ปุ๋ ยพืชสดบํารุงดิน. ประชา นาคะประเวศ และ คณะ.กลุ่มอินทรีย์วัตถุ และ วัสดุเหลือใช้ กองอนุรักษ์ดิน และ นํ้า๔. เกษตรออแกนิค และ สิ่งแวดล้อมโดยเทคนิคนํ้าสกัดชีวภาพ ชมรมเกษตรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์๕. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปลูกข้าว.กรุงเทพฯ.2542. สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ.๖. เอกสารปลูกข้าวแบบมาลากาซี อรวรรณ อบรมย์ แปลจาก System of Rice Intensification (S.R.I.):Malagasy Early Rice Planting System ของ P. Vallois and N. Uphoff, Institut de Promotion de la NouvelleRiziculture (I.P.N.R.), Madagascar, February 2000.