Your SlideShare is downloading. ×
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
โครงการในพระราชดำริฝนหลวง
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

โครงการในพระราชดำริฝนหลวง

11,470

Published on

Published in: Education
1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
11,470
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
60
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. 1 โครงการในพระราชดำา ริ ฝนหลวงความเป็น มาของโครงการพระราชดำา ริฝ นหลวง โครงการพระราชดำา ริ ฝ นหลวง เป็ น โครงการที่ ก่ อกำาเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิ ก รในท้ อ งถิ่ น ทุ ร กั น ดาร ที่ ต้ อ งประสบปั ญ หาขาดแคลนนำ้า เพื่ออุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน จากพระราชกรณียกิจ ในการเสด็จพระราชดำา เนินเยี่ยมพสกนิกรในทุ ก ภู มิ ภ าคอย่ า งต่ อ เนื่ อ งสมำ่า เสมอ นั บ แต่ เ สด็ จ ขึ้ น เถลิ งถวัลย์ราชสมบัติ จนตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้ง ได้ทวีความถี่ และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำาดับเพราะนอกจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ แ ล้ ว การตั ด ไม้ ทำา ลายป่ า ยั ง เป็ น สาเหตุ ใ ห้ ส ภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ ทำา ความเสีย หายแก่เ ศรษฐกิจ โดยรวมของชาติ เ ป็ น มู ล ค่ า มหาศาลในแต่ละปี
  • 2. 2 ตามที่ ท รงเล่ า ไว้ ใ น RAINMAKING STORY จากพ.ศ. 2498 เป็นต้นมา ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสารทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และมีการดัดแปรสภาพอากาศซึ่ ง ทรงรอบรู้ และเชี่ ย วชาญ เป็ น ที่ ย อมรั บ ทั้ ง ใน และต่ า งประเทศ จนทรงมั่ น พระทั ย จึ ง พระราชทานแนวคิ ด นี้ แ ก่ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุ ล ผู้ เ ชี่ ย วชาญในการวิ จั ย ประดิ ษ ฐ์ ท างด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้นในปี ถั ด มา ทรงพระกรุ ณ าโปรดเกล้ า โปรดกระหม่ อ ม ให้ ห าลู่ทางที่จะทำาให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ จนกระทั่ ง ถึ ง ปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งหน่วยบิน ปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ในการสนองพระราชประสงค์ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์เทวกุล จึงได้นำาความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่าพร้ อ มที่ จ ะดำา เนิ น การ ตามพระราชประสงค์ แ ล้ ว ดั ง นั้ น ในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำา การทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำานวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง เป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็ นแห่ง แรก โดยทดลองหยอดก้อ นนำ้า แข็ง แห้ง(dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ ว เ ข้ า ไ ป ใ น ย อ ด เ ม ฆ สู ง ไ ม่ เ กิ น 10,000 ฟุ ต ที่ ล อ ยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำาให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่ า นั้ น มี ก ารเปลี่ ย นแปลงทางฟิ สิ ก ส์ ข องเมฆอย่ า งเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้ น เป็ น เมฆฝนขนาดใหญ่ ในเวลาอั น รวดเร็ ว แล้ ว เคลื่ อ นตั วตามทิ ศ ทางลม พ้ น ไปจากสายตา ไม่ ส ามารถสั ง เกตได้เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโดยการสำารวจทางภาคพื้น ดิน และได้รับรายงานยืนยันด้ว ยวาจาจากราษฎรว่ าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
  • 3. 3เทคโนโลยีฝ นหลวง เทคโนโลยีฝนหลวงเป็นเทคนิค หรือ วิชาการที่เกี่ยวกับการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยเน้นการทำาฝน เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก (Rain enhancement) และ/หรือ เพื่อให้ฝนตกกระจายอย่ า งสมำ่า เสมอ (Rain redistribution) สำา หรั บ ป้ อ งกั น หรื อบรรเทาภาวะแห้งแล้งที่เกิดจากฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงนั้น เป็นวิชาการที่ใหม่สำาหรับประเทศไทยและของโลก ข้อมูลหลักฐาน(evidence) ที่ใช้พิสูจน์ยืนยัน เพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับนักวิชาการและผู้บริหารระดับสูง ถึงผลปฏิบัติการฝนหลวงทั้งทางด้ า นกายภาพ (Physic) และด้ า นสถิ ติ (Statistic) มี น้ อ ยมาก ดังนั้น ในระยะแรกเริ่มของการทดลองและวิจัย กรรมวิธีการปฏิ บัติ การฝนหลวง พระบาทสมเด็จ พระเจ้ า อยู่ หั ว จึ งได้ทรงติดตามผลการวางแผนการทดลองปฏิบัติการ การสังเกตจากรายงานแทบทุ ก ครั้ ง โดยใกล้ ชิ ด ทรงหาความรู้ แ ละป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ จ า ก นั ก วิ ช า ก า ร ที่ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ ท า ง ด้ า นอุตุนิยมวิทยา โดยได้รับสั่งให้เชิญ พล.ร.ท.สนิท เวสารัชนันท์ร.น. อดีตอธิบดีก รมอุตุ นิยมวิท ยา พล.ร.ต.พิณ พันธุ ทวี ร.น.พร้อมด้วยนักวิชาการอื่นๆ มาเป็นคณะทำา งานถวายความคิดเห็น วิเคราะห์ผลปฏิบัติการที่ทางคณะปฏิบัติการฝนหลวงได้ทดลองสั ง เกตผลการเปลี่ ย นแปลงแล้ ว ทำา รายงานเสนอเป็ นประจำากรรมวิธ ีก ารทำา ฝนหลวง (ฝนเทีย ม )กรรมวิ ธี ก ารทำา ฝนหลวงในประเทศไทยที่ ใ ช้ เ ป็ น หลั ก ในปัจจุบัน สรุปได้ ดังนี้
  • 4. 4ขั้น ตอนที่ห นึ่ง : ก่อ เมฆ เป็นการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อเร่งหรือเสริมการเกิดเมฆ โดยการโปรยสารเคมี ผงละเอี ยดของเกลื อโซเดีย มคลอไรด์ (NaCl) ที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต ในท้องฟ้าโปร่งใสที่มีความชื้ น สั ม พั ท ธ์ ไ ม่ น้ อ ยกว่ า 60 เปอร์ เ ซ็ น ต์ ผงของเกลื อโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นได้ดี จะทำาหน้ า ที่ เ สริ ม ประสิ ท ธิ ภ าพของแกนกลั่ น ตั ว ในบรรยากาศ(Cloud Condensation Nuclei) เ รี ย ก ย่ อ ว่ า CCN ทำา ใ ห้กระบวนการดูดซับความชื้นในอากาศให้กลายเป็นเม็ดนำ้าเกิดเร็วขึ้นกว่าธรรมชาติ และเกิดกลุ่มเมฆจำานวนมาก ซึ่งเมฆเหล่านี้จะพัฒนาเป็นเมฆก้อนใหญ่ในเวลาต่อมาขั้น ตอนที่ส อง : เลี้ย งให้อ ้ว น เป็นการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเร่งหรือเสริมการเพิ่มขนาดของเมฆและขนาดของเม็ดนำ้า ในก้อนเมฆ จะปฏิบัติการเมื่ อ เมฆที่ ก่ อ ตั ว จากขั้ น ตอนที่ 1 หรื อ เมฆเดิ ม ที่ มี อ ยู่ ต ามธรรมชาติ ก่อยอดสูงถึงระดับ 10,000 ฟุต โดยการโปรยสารเคมีผงแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) เข้าไปในกลุ่มเมฆที่ระดับ8,000 ฟุต ผงแคลเซี่ยมคลอไรด์ซึ่งมีคุณสมบัติดูดความชื้นได้ดี จะดูดซับความชื้นและเม็ดนำ้าขนาดเล็กในก้อนเมฆให้กลายเป็ น เม็ ด นำ้า ขนาดใหญ่ ในขณะเดี ย วกั น จะเกิ ด ปฏิ กิ ริ ย าคายความร้อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของสารแคลเซี่ยมคลอไรด์เมื่อละลายนำ้า ความร้อนที่เกิดขึ้นจะเพิ่มอัตราเร็วของกระแสอากาศไหลขึ้น (Updraft) ในก้อนเมฆ ทั้งขนาดเม็ดนำ้าที่โตขึ้นและความเร็วของกระแสอากาศไหลขึ้นที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยเ ร่ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ช น กั น แ ล ะ ร ว ม ตั ว กั น (Collision andcoalescence process) ของเม็ดนำ้า ทำา ให้เม็ดนำ้า ขนาดใหญ่จำา นวนมากเกิ ด ขึ้ น ในก้ อ นเมฆ และยอดเมฆพั ฒ นาตั ว สู ง ขึ้ นในขั้ น นี้ เมฆจะมี ข นาดใหญ่ ขึ้ น และก่ อ ยอดสู ง ขึ้ น ไปได้ ม ากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการทรงตัวของบรรยากาศในแต่ละวันซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ในบางวันเมฆจะไม่สามารถก่อยอดสูงเกินระดับอุณหภูมิจุดเยือกแข็ง ( 0 องศาเซลเซียส)หรือประมาณ 18,000 ฟุต เรียกว่า เมฆอุ่น (Warm Cloud) ใน
  • 5. 5บางวั น เมฆจะสามารถก่ อ ยอดขึ้ น ไปสู ง กว่ า ระดั บ อุ ณ หภู มิจุ ด เยื อ กแข็ ง เช่ น ถึ ง ระดั บ 20,000 ฟุ ต เรี ย กว่ า เมฆเย็ น(Cold Cloud) ซึ่งภายในยอดเมฆจะประกอบด้ ว ยเม็ ด นำ้า เย็ นจั ด (Super cooled droplet) ที่ มี อุ ณ ห ภู มิ ตำ่า ถึ ง - 8 อ ง ศ าเซลเซียส ขั้น ตอนที่ส าม : โจมตี เป็นการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเร่งให้เมฆเกิดเป็นฝนซึ่งสามารถกระทำา ได้ 3 วิธี ขึ้นอยู่กับคุ ณสมบั ติข องเมฆ และชนิดของเครื่องบินที่มีอยู่ ดังนี้ • วิธ ีท ี่ 1 "โ จ ม ตีเ ม ฆ อุ่น แ บ บ แ ซ น ด์ว ิช " ถ้าเป็นเมฆ อุ่น เมื่อเมฆแก่ตัว ยอดเมฆจะอยู่ที่ระดับ 10,000 ฟุต หรือ สู ง กว่ า เล็ ก น้ อ ย และเคลื่ อ นตั ว เข้ า สู่ พื้ น ที่ เ ป้ า หมาย จะ ทำาการโจมตีโดยวิธี Sandwich คือ ใช้เครื่องบิน 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งโปรยผงโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ทับยอดเมฆ หรือไหล่เมฆที่ระดับ 9,000 ฟุต หรือ ไม่เกิน 10,000 ฟุต อีกเครื่องหนึ่งโปรยผงยูเรีย (Urea) ที่ฐานเมฆ ทำามุมเยื้อง กัน 45 องศา เมฆจะเริ่มตกเป็นฝนลงสู่พื้นดิน • วิธ ีท ี่ 2 "โ จ ม ตีเ ม ฆ เ ย็น แ บ บ ธ ร ร ม ด า " ถ้าเป็น เมฆ เย็นและมีเครื่องบินเมฆเย็นเพียงเครื่องเดียว เมื่อเมฆเย็น พัฒนายอดสูงขึ้นเลยระดับ 20,000 ฟุต ไปแล้ว จะทำาการ โจมตีโดยการยิงพลุสารเคมี ซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) เข้า สู่ ย อดเมฆ ที่ ร ะดั บ ความสู ง ประมาณ 21,500 ฟุ ต ซึ่ ง มี อุ ณ หภู มิ ร ะหว่ า ง -8 ถึ ง 12 องศาเซลเซี ย ส มี ก ระแส อากาศไหลขึ้นสูงกว่า 1,000 ฟุตต่อนาที และมีปริมาณนำ้า เย็นจัดไม่ตำากว่า 1 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเงื่อนไข เหมาะสม อนุภาคของสาร AgI จะทำาหน้าที่เป็นแกนเยือก แข็ง (Ice Nuclei) และเมื่อสัมผัสกับเม็ดนำ้าเย็นจัดในบอด เมฆ จะทำา ให้ เ ม็ ด นำ้า เหล่ า นั้ น กลายเป็ น นำ้า แข็ ง และคาย ความร้ อ นแฝงออกมา ซึ่ ง ความร้ อ นดั ง กล่ า วจะเป็ น พลังงานผลักดันให้ยอดเมฆเจริญสูงขึ้นไปอีก และมีการ ชัก นำา อากาศชื้ น เข้ า สู่ ฐ านเมฆเพิ่ ม ขึ้ น ในขณะเดี ย วกั น เม็ดนำ้าที่กลายเป็นนำ้าแข็ง จะมีความดันไอที่ผิวตำ่ากว่าเม็ด
  • 6. 6 นำ้า เย็ น จั ด ทำา ให้ ไ อนำ้า ระเหยจากเม็ ด นำ้า ไปเกาะที่ เ ม็ ด นำ้า แข็ง และเม็ดนำ้า แข็งจะเจริญเติบโตได้เร็วเป็นก้อนนำ้า แข็งที่มีนำ้า หนักเพิ่มขึ้น และจะล่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ซึ่ง จะละลายเป็นเม็ดนำ้าฝน เมื่อผ่านชั้นอุณหภูมิเยือกแข็งลง มาที่ฐานเมฆ และเกิดเป็นฝนตกลงสู่พื้นดิน • วิ ธ ี ท ี่ 3 "โ จ ม ตี เ ม ฆ เ ย็ น แ บ บ ซู เ ป อ ร์ แ ซ น ด์ วิ ช " หากเป็นเมฆเย็น และมีเครื่องบินครบทั้งชนิดเมฆอุ่นและ เมฆเย็น เมื่อเมฆเย็นพัฒนายอดสูงขึ้นเลยระดับ 20,000 ฟุต ไปแล้ว จะทำาการโจมตีโดยการผสมผสานวิธีที่ 1 และ 2 ในเวลาเดี ย วกั น กล่ า วคื อ เครื่ อ งบิ น เมฆเย็ น จะยิ ง พลุ สารเคมี ซิลเวอร์ไ อโอไดด์ (Agl) เข้าสู่ ยอดเมฆ ที่ร ะดั บ ความสู ง ประมาณ 21,500 ฟุ ต ส่ ว นเครื่ อ งบิ น เมฆอุ่ น 1 เครื่อง จะโปรยสารเคมีโซเดียมคลอไรด์ที่ระดับไหล่เมฆ (ประมาณ 9,000 - 10,000 ฟุต) และเครื่องบินเมฆอุ่นอีก 1 เครื่อง จะโปรยสารเคมีผงยูเรียที่ระดับชิดฐานเมฆ ทำา มุมเยื้อ งกั น 45 องศา วิ ธีก ารนี้ จ ะทำา ให้ป ระสิ ท ธิ ภ าพใน การเพิ่มปริมาณนำ้าฝนสูงยิ่งขึ้น และเทคนิคนี้โปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่า SUPER SANDWICH ขั้น ตอนที่ส ี่ : เพิ่ม ฝน การโจมตีเมฆในขั้น ตอนที่ 3 ทั้งสามวิ ธี อาจจะทำา ให้ฝนใกล้จะตกหรือเริ่มตกแล้ว ขั้นตอนที่ 4 นี้ จะเร่งการตกของฝนและเพิ่ ม ปริ ม าณนำ้า โดยการโปรยเกล็ ด นำ้า แข้ ง แห้ ง (Dryice) ที่ระดับใต้ฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต เกล็ดนำ้า แข็งแห้งซึ่ ง มี อุ ณ หภู มิ ตำ่า ถึ ง -78 องศาเซลเซี ย ส จะปรั บ อุ ณ หภู มิ ข องบรรยากาศระหว่างฐานเมฆกับพื้นดินให้เย็นลง ทำาให้ฐานเมฆยิ่งลดระดับตำ่าลง ฝนจะตกในทันที หรือที่ตกอยู่แล้ว จะมีอัตราการตกของฝนสูงขึ้น ลดอัตราการระเหยของเม็ดฝนขณะล่วงหล่นลงสู่พื้นดิน และทำาให้ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้นและหนาแน่นยิ่งขึ้นสารเคมีท ี่ใ ช้ใ นการทำา ฝนหลวง
  • 7. 7 สารเคมีที่นำาไปใช้ในการทำาฝนหลวงได้มีการวิเคราะห์วิ จั ย อย่ า งถี่ ถ้ ว นถึ ง ผลกระทบว่ า เป็ น อั น ตรายต่ อ สิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้ งมนุษย์ พืชและสัตว์ ตลอดจนก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมหรื อ ไม่ สารเคมี ทุ ก ชนิ ด ที่ ใ ช้ ใ นปั จ จุ บั น เป็ น สารเคมี ที่ มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี และเมื่อดูดซับความชื้นจะทำาให้อุ ณ หภู มิ สู ง ขึ้ น หรื อ ตำ่า ลงแตกต่ า งกั น เพื่ อ ให้ เ ลื อ กชนิ ด และปริมาณใช้ได้ตามความเหมาะสมกับสภาพอากาศและขั้นตอนกรรมวิธีในขณะนั้ น ในรูปอนุภาคแบบผงและสารละลาย ทำาห น้ า ที่ เ ป็ น แ ก น ก ลั่ น ตั ว ข อ ง เ ม ฆ (Clound condensationnuclei) ซึ่งมีลักษณะเป็นแกนแข็งและสารละลายเข้มข้น หรือใช้ ส ารเคมี ที่ มี อุ ณ หภู มิ ตำ่า กว่ า จุ ด เยื อ กแข็ ง ชั ก นำา ให้ ห ยดนำ้าหรือสารละลายเข้มข้นกลายเป็นหยดนำ้า แข็ง (Ice nuclei) ดังนั้นสารเคมีที่ใช้จึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. ส า ร เ ค มี ป ร ะ เ ภ ท ค า ย ค ว า ม ร้ อ น ห รื อ ทำา ใ ห้ อุณ หภูม ิส ูง ขึ้น (Exothermic chemical) สารเคมี ช นิ ด นี้ เ มื่ อ ดู ด ซั บ ความชื้ น แล้ ว จะเกิ ด ปฏิ กิ ริ ย า ทำา ให้ อุ ณ หภู มิ สู ง ขึ้ น จะใช้ ส ารเคมี ป ระเภทนี้ เ พื่ อ ดั ด แปร สภาพอากาศให้ เ กิ ด ความเปลี่ ย นแปลงพลั ง ความร้ อ นที่ ทำาให้มวลอากาศเคลื่อนที่ (Thermodynamic) ด้วยการเพิ่ม ความร้อนอย่างฉับพลันที่เกิดจากปฏิกิริยา (Sensible heat) และความร้ อ นแฝงที่ เ กิ ด จากการกลั่ น ตั ว ของไอนำ้า รอบ อนุภาคสารเคมีที่เป็นแกนกลั่นตัวด้วย เมื่อเสริมกับความร้อน จากแสงอาทิ ตย์ จะทำา ให้ มวลอากาศในบริ เวณที่ โ ปรยสาร เคมี นี้ มี อุ ณ หภู มิ สู ง และเกิ ด การลอยตั ว ขึ้ น (Updraft) ได้ ดี กว่ า บริ เ วณที่ ไ ม่ ไ ด้ โ ปรยสารเคมี อุ ณ หภู มิ อ ากาศที่ สู ง ขึ้ น เพียง 0.1 องศาเซลเซียส จะมีผลที่ทำาให้เกิดการลอยตัวของ อากาศได้ ปัจจุบันนี้มีใช้ในการทำา ฝนเทียมในประเทศไทย 3 ชนิด คือ แคลเซียมคาร์ไบด์ (Calcium carbide ; CaC2) , แคลเซี ย มคลอไรด์ (Calcium Chloride ; CaCl2) และ แคลเซียมออกไซด์ (Calcium oxide ; CaO)
  • 8. 8 2. ส า ร เ ค มี ป ร ะ เ ภ ท ดู ด ก ลื น ค ว า ม ร้ อ น ห รื อ ทำา ใ ห้ อุณ หภูม ิต ำ่า ลง (Endothermic chemicals) สารเคมีประเภทนี้เมื่อดูดซับความชื้นแล้วจะเกิดปฏิกิริยาทำา ให้ อุ ณ หภู มิ ตำ่า ลง จะใช้ ส ารเคมี ป ระเภทนี้ เ พื่ อ ให้ เ กิ ดประสิ ท ธิ ภ าพในการดู ด ซั บ ความชื้ น แล้ ว กลายเป็ น แกนสารละลายเข้ ม ข้ น ที่ มี อุ ณ หภู มิ ตำ่า กว่ า อุ ณ หภู มิ ก ลั่ น ตั ว ซึ่ งทำาให้ประสิทธิภาพในการกลั่นตัวสูงขึ้น และทำาให้การเจริญของเม็ดนำ้า ในก้ อนเมฆมี ข นาดใหญ่ เ ร็ ว ขึ้ น และความร้ อ นแฝงที่ปล่อยออกมาจากการกลั่นตัวจะทำา ให้เกิดการลอยตัวขึ้นของมวลอากาศและทำา ให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กระบวนการชนและรวมตัวกันของเม็ดนำ้าให้เจริญใหญ่ขึ้นจะเสริมกระบวนการกลั่นตัวในขั้นเลี้ยงให้อ้วน(Fatten) และเกิดกระบวนการแตกตัวของเม็ดนำ้า ที่เจริ ญ ขึ้ น จนมี ข นาดใหญ่ จ นกระทั่ ง ความตึ ง ผิ ว (Surfacetension) ไม่สามารถคงอยู่ได้ หรือตกลงปะทะกับกระแสลมที่ลอยตัวขึ้น เม็ดนำ้าที่มีขนาดใหญ่นั้น จะแตกตัวเองเป็นเม็ดนำ้าขนาดเล็ก ๆ เพิ่มปริมาณแกนกลั่นตัวสารละลายเข้มข้นที่เจือจางลอยตัวกลั บขึ้นไปเจริ ญใหม่ และเจริญขึ้นเป็น เม็ ดนำ้า ขนาดใหญ่ จ นกลายเป็ น ฝนตกลงมาหรื อ เกิ ด การแตกตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ กลไกหรือกระบวนการดังกล่าวเป็ นการขยายขนาดเมฆและเพิ่มปริมาณให้สูงขึ้น(Rain enhancement ) ปั จจุ บัน ในการปฏิบั ติก ารมี การใช้สารเคมีประเภทนี้อยู่ 3 ชนิด คือ ยูเรีย ( Urea ; CO(NH2)2) , แอมโมเนี ย มไนเทรต ( Ammoniumnitrate ;NH4NO3 ) และ นำ้าแข็งแห้ง ( Dry ice ; CO2(s) ) 3. สารเคมีท ี่ท ำา หน้า ที่ด ูด ซับ ความชื้น ประการเดีย ว ส า ร เ ค มี ป ร ะ เ ภ ท นี้ เ มื่ อ เ กิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า แ ล้ ว เ กิ ด ก า รเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิน้อยมาก จึงทำาหน้าที่เป็นแกนกลั่นตั ว และกลายเป็ นแกนกลั่ นตั ว แบบสารละลายเข้ ม ข้ น เป็นสารที่ ใ ช้ ใ นทุ ก ขั้ น ตอนของกรรมวิ ธี ก่ อ กวน เลี้ ย งให้ อ้ ว นและโจมตี จากการกลั่นตัวจะคายความร้อนแฝง ทำา ให้เกิดการลอยตั ว ขึ้ น ของมวลอากาศก่ อ ให้ เ กิ ด ขบวนการกลั่ น
  • 9. 9ตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ตัวอย่างสารเคมีประเภทนี้เช่น เกลือ ( Sodium chloride ; NaCl )ประโยชน์ข องการทำา ฝนหลวงเพื่อ การเกษตร ช่ วยแก้ ไขปั ญ หาขาดแคลนนำ้า ในช่ ว งที่ เ กิ ด ภาวะฝนแล้ ง หรือฝนทิ้ง ช่วงยาวนาน ซึ่งมีผ ลกระทบต่ อแหล่ งผลิ ตทางการเกษตรที่กำา ลังให้ผลผลิต เช่น แถบจังหวัดจันทบุรีหรือเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ช่วยเพิ่มปริมาณนำ้าให้กับบริ เ วณพื้ น ที่ ลุ่ ม รั บ นำ้า ของแม่ นำ้า สายต่ า ง ๆที่ ป ริ ม าณนำ้าต้นทุนลดน้อยลง เช่น แม่นำ้าปิง วัง ยม น่าน โดยเฉพาะในปีที่ เ กิ ด วิ ก ฤตขาดแคลนนำ้า ที่ เ ขื่ อ นสิ ริ กิ ติ์ จั ง หวั ด อุ ต รดิ ต ถ์สามารถเก็ บ นำ้า จากการทำา ฝนเที ย มได้ ถึ ง 4,204.18 ล้ า นลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ก่อนทำาฝนเทียมนั้นมีนำ้าเหลือเพียง3,497.79 ล้านลูกบาศก์เท่านั้นเพื่อ การอุป โภคบริโ ภค ภาวะความต้ อ งการนำ้า ทั้ ง จากนำ้า ฝน และอ่ า งเก็ บ นำ้าห้ว ย หนอง คลอง บึ ง เป็น ความต้อ งการที่ สำา คัญ ของผู้ ค นอย่ า งยิ่ ง การขาดแคลนนำ้า กิ น นำ้า ใช้ มี ค วามรุ น แรงมากในภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ เนื่ อ งจากคุ ณ สมบั ติ ข องดิ น ในภูมิภ าคนี้เ ป็ นดิ นร่ วนปนทรายไม่ สามารถอุ้ม นำ้า ได้ จึ งได้มีการทำา ฝนเทียมขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนในภู มิภ าคนี่ไ ด้มีนำ้าเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงที่เกิดการขาดแคลนเสริม สร้า งเส้น ทางคมนาคมทางนำ้า
  • 10. 10 การขาดปริมาณนำ้าส่งผลมาถึงระดับนำ้าในแม่นำ้า ลดตำ่าลง บางแห่ ง ตื้ น เขิ น จนไม่ ส ามารถสั ญ จรไปมาทางเรื อ ได้เช่น ทางนำ้า ในแม่นำ้า เจ้าพระยาบางตอน ในปัจจุบันการทำาฝนเที ย มเพื่ อ เพิ่ ม ปริ ม าณนำ้า ให้ กั บ บริ เ วณดั ง กล่ า วจึ ง เป็ นเรื่องสำาคัญยิ่ง เพราะการขนส่งทางนำ้าสิ้นค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทางอื่ น และการทางจราจรทางบกนั บ วั น แต่ จ ะมี ปั ญ หารุนแรงมากขึ้นทุกขณะป้อ งกัน และบำา บัด ภาวะมลพิษ ของสิ่ง แวดล้อ ม หากนำ้า ในแม่นำ้า เจ้า พระยาลดน้อ ยลงมากนำ้า เค็ม จากทะเลอ่าวไทยก็จะไหลหนุนเนื่องเข้าไปแทนที่ทำา ให้เกิดนำ้ากร่อยขึ้น และเกิดความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นจำานวนมากจึงจำา เป็นที่จะต้องปล่อยนำ้า จากเขื่อนภูมิพลเพื่อ ผลักดัน นำ้าเค็มมิให้หนุนเข้ามาทำาความเสียหาย และช่วยบรรเทาภาวะสิ่ ง แวดล้ อ มที่ เ ป็ น พิ ษ อั น เกิ ด จากการระบายนำ้า เสี ย ทิ้ ง ลงสู่แม่ นำ้า เจ้ าพระยา และขยะมูล ฝอยที่ ผู้ค นทิ้ง ลงในแม่ นำ้า กั นอย่ า งมากมายนั้ น ปริ ม าณนำ้า จากการทำา ฝนเที ย มจะช่ ว ยผลักดันออกสู่ท้องทะเล ทำาให้มลภาวะจากนำ้าเสียเจือจางลงคำา ถามชวนคิด 1. การทดลองทำา ฝนหลวงเป็น ครั้ง แรกเกิด ขึ้น ที่ใ ด และมีว ิธ ีก ารอย่า งไร 2. NaCl ทำา หน้า ที่อ ะไรในขั้น ตอนก่อ เมฆ 3. Updraft ใ น ขั้ น ต อ น เ ลี้ ย ง ใ ห้ อ้ ว น เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ อย่า งไร และส่ง ผลต่อ การเร่ง กระบวนการใด 4. เมฆอุ่น และ เมฆเย็น คือ อะไร 5. AgI ทำา หน้า ที่อ ะไรบ้า งในกรรมวิธ ีท ำา ฝนหลวง 6. SUPER SANDWISH คือ อะไร 7. การเพิ่ม ฝน ทำา ได้อ ย่า งไร 8. ย ก ตั ว อ ย่ า ง ส า ร เ ค มี ท ี่ ใ ช้ ท ำา ฝ น ห ล ว ง ป ร ะ เ ภ ท Endothermic chemical
  • 11. 11 9. เกลือ ช่ว ยในการทำา ฝนหลวงได้อ ย่า งไร 10. ฝ น ห ล ว ง ช่ ว ย บำา บั ด ภ า ว ะ ม ล พิ ษ ใ น สิ่ ง แวดล้อ มได้อ ย่า งไร โครงการพระราชดำา ริ “หญ้า แฝก : พืช ที่ม ีผ ลต่อ สิ่ง แวดล้อ มโลก” ใ น อ ดี ต ปั ญ ห า ก า ร ช ะ ล้ า ง พั ง ท ล า ย ข อ ง ดิ น ใ นประเทศไทยเรานั้น เป็นปัญหาที่รุนแรงมากเนื่องจากพื้นที่ประมาณหนึ่ ง ในสามของประเทศหรื อ ประมาณ 100 ล้ า นไร่!!! มีปัญหาการชะล้างพังทลายสูง โดยสาเหตุสำา คัญที่ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน เนื่องมาจากนำ้าฝนที่ไหลบ่าจะกัดเซาะและพัดพาหน้าดินซึ่งมีธาตุอาหารพืชและปุ๋ยสูญเสียไปทำาให้การเพาะปลูกได้รับผลผลิตตำ่า และถ้าปล่อยทิ้ งไว้ โดยมิได้ ทำา การป้ อ งกั น แก้ ไ ข หน้า ดิน ก็จ ะถู ก ชะล้ า งพัดพาไปจนหมด จนไม่สามารถทำา การเกษตรได้อีกต่อไปนอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากการใช้พื้นดินเป็นเวลานานโดยขาดการดู แ ลรั ก ษา การบุ ก รุ ก ทำา ลายป่ า การเพาะปลู ก ที่ปราศจากการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนการเพิ่มของประชากรและการขยายตัวของภาคธุรกิจ ทำาให้เกิด การขยายการเกษตรไปสู่พื้ น ที่ สู ง ด้วยสาเหตุดั งกล่า วจึงเกิดปัญหาการชะล้างพังทลายและความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอยู่ในขั้นวิกฤติ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงตระหนั ก ถึ ง ความสำา คั ญ และจำา เป็ น ในการที่ จ ะต้ อ งมีมาตรการในการแก้ ไ ขปั ญ หาดั ง กล่ า ว ในปี พุ ท ธศั ก ราช
  • 12. 122534 จึงทรงมีพระราชดำาริว่า “เนื่องจากหญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึกแผ่กระจายลงไปในดินตรง ๆ เป็นแผงเหมือนกำา แพง ซึ่ งช่ วยกรองตะกอนดิ น และรั ก ษาหน้ า ดิ น ได้ ดี จึ งควรนำา มาใช้ ใ นการอนุ รั ก ษ์ ดิ น และนำ้า รวมทั้ ง ปรั บ สภาพแวดล้ อ มดิ น ให้ ดี ขึ้ น ” โดยให้ ศึ ก ษาดำา เนิ น การทั้ ง ในพื้ น ที่เพาะปลู ก และในพื้ น ที่ ป่ า ไม้ โดยพระองค์ ไ ด้ ท รงทอดพระเนตรการทดลองเกี่ยวกับหญ้าแฝกอยู่เป็นระยะ ๆ และได้ พ ระราชทานทรั พ ย์ ส่ ว นพระองค์ จำา นวน 10,000 ล้ า นเหรียญสหรัฐให้กับธนาคารโลกผ่านทางเครือข่ายข่าวสารหญ้าแฝก เพื่อสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกอีกด้วย คุ ณสมบั ติ เ ด่ น ของหญ้ า แฝกคื อ เป็น หญ้ า ที่ มี ค วามทนทาน ปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินหลาย ๆ ประเภท ทั้งในดินดีและดินเลว แม้กระทั่งในดินที่เป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินด่างดินทราย หรือดิ นปนลู กรั ง เป็นต้ น หญ้าแฝกจะขึ้น เป็ นกอโคนกออัดกันแน่น มีการเจริญเติบโตจากกอเล็กเป็นกอใหญ่โ ด ย ก า ร แ ต ก ห น่ อ เ ส้ น ผ่ า ศู น ย์ ก ล า ง ก อ ป ร ะ ม า ณ 30เซนติเมตร จากแนวพระราชดำาริและการส่งเสริมการศึกษาวิจัยหญ้าแฝกของพระองค์ท่านนี้เอง ที่ช่วยแก้ปัญหาดินชะล้างพั ง ทลายและความเสื่ อ มโทรมของดิ น ลงได้ ส่ ง ผลให้ ชี วิ ตความเป็ น อยู่ ข องเกษตรกรดี ขึ้ น เป็ น ลำา ดั บ พระปรี ช าสามารถในการนำาเอาความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม าใช้ ใ นการแก้ ไ ขปั ญ หาประเทศของพระองค์ท่านนั้นยังมีอีกมากมายคำา ถาม จ า ก เ รื่ อ ง ร า ว แ ล ะ จ า ก ก า ร ค้ น ค ว้ า จ ง วิ เ ค ร า ะ ห์กระบวนการทางวิท ยาศาสตร์เ กี่ย วกับ เรื่อ งแฝก
  • 13. 13 โ ค ร ง ก า ร พ ร ะ ร า ช ดำา ริ เ ขื่ อ น ป่ า สั กชลสิท ธิ์ "แม่น ำ้า ป่า สัก " เป็นแม่นำ้าสายสำาคัญที่สุดสายหนึ่งของชาวจังหวัดลพบุรีและสระบุรี ประชาชนจะได้ประโยชน์จากแม่นำ้าป่าสักอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรมหรือการประมง แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคมของทุกปี
  • 14. 14จะเกิดนำ้า ท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี เช่นตำาบลมะนาวหวาน ตำาบลหนองบัว อำาเภอพัฒนานิคม ตำาบลลำานารายณ์ อำาเภอชัยบาดาล และหมู่บ้านใกล้เคียงอีก รวมไ ป ถึ ง จั ง ห วั ด ส ร ะ บุ รี จั ง ห วั ด พ ร ะ น ค ร ศ รี อ ยุ ธ ย ากรุ ง เทพมหานครและปริ ม ณฑล สำา หรั บ ในช่ ว งเดื อ นมกราคม - เดือนพฤษภาคม พื้นที่ในลุ่มนำ้าป่าสักก็จะประสบภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนนำ้า ใช้เพื่อการเกษตร และอุปโภคบ ริ โ ภ ค ในปี 2508 กรมชลประทานได้เริ่มศึกษาโครงการเขื่อนเก็บกักนำ้า แม่นำ้าป่าสัก แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงจึงได้ระงับโครงการฯ พระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว ทรงมี พ ระราชกรณี ย กิ จ มากมายหลายด้ า น แต่ ห ลายครั้ ง ที่ พ ระองค์ ท่ า นเสด็จพระราชดำาเนินมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดลพบุรีด้วยความห่ ว งใย และได้ เ สด็ จ ไปทอดพระเนตรพื้ น ที่ ใ นเขตอำา เภอชั ย บ า ด า ล จั ง ห วั ด ล พ บุ รี ที่ กำา ลั ง ป ร ะ ส บ ปั ญ ห า อ ยู่ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และด้วยความห่วงใยในพสกนิกร ของประชาชน ด้วยพระอัจฉริยภาพที่ลำ้า ลึ กและเป็ นพระมหากษั ตริ ย์นั กพั ฒนาที่ ยิ่ง ใหญ่ ทรงแก้ ปัญ หาให้"ค ว า ม โ ห ด ร้ า ย " ของแม่ นำ้า ป่ า สั ก กลั บ กลายเป็ น "ค ว า มสงบเสงี่ย ม " ที่น่านิยม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อวันที่ 19กุ ม ภาพั น ธ์ พ.ศ.2532 พระองค์ ท่ า นได้ มี พ ระราชดำา ริ ใ ห้กรมชลประทานดำา เนิ น การศึ ก ษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บ นำ้า แม่นำ้า ป่ าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนนำ้า เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกแ ล ะ บ ร ร เ ท า อุ ท ก ภั ย ที่ เ กิ ด ขึ้ น วันที่ 1 กรกฎาคม 2535 กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริ ษั ท ที่ ป รึ ก ษา ศึ ก ษา ความเหมาะสมและผลกระทบสิ่ งแวดล้อมของโครงการเขื่อนเก็บนำ้าป่าสัก รวมทั้งแผนปฏิบัติการแก้ไข พัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีสำานักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำาริ
  • 15. 15เป็นแกนกลางในการดำา เนินงานสนับสนุนด้านงบประมาณต่อมาพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระราชดำา รัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ว่า ...ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้จะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ และหมู่นี้ก็พูดกันอย่างขวัญเสียว่าอีกหน่อยต้องปันส่วนนำ้าหรือต้องตัดนำ้าประปา อันนี้สำาหรับกรุงเทพฯ ดังนั้นต้องหาแนวทางแก้ไข ซึงปัญหานี้ต้องวางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้า ่หากว่าได้ปฏิบัติในวันนี้ เราก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนนำ้าโครงการโดยเฉพาะนั้นก็มี และโครงการนั้นได้ยืนยันมาเมื่อเดือนกว่าแล้วที่นราธิวาส ได้วางโครงการและแม้เป็นโครงการที่ไม่ได้แก้ปีนี้ หรือปีหน้า แต่ถ้าทำาอย่างดีประมาณ5 หรือ 6 ปี ปัญหานำ้าขาดแคลนในกรุงเทพฯจะหมดไปโดยสิ้นเชิง อาจจะนึกว่า 5-6 ปี นั้นนาน ความจริงไม่นานและระหว่างนี้เราก็พยายามแก้ไขเฉพาะหน้าไปเรื่อย แต่ถ้ามีความหวังว่า 5-6 ปีปัญหานี้คงหมดไปก็คงมีกำาลังใจที่จะฟันฟ่าชีวิตต่อไป ที่ว่า 5-6 ปีนี้ ความจริงได้เริ่มโครงการนี้มากว่า 5-6 ปีโครงการที่คิดจะทำานี้บอกได้ ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้วเพราะเดี๋ยวจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำาโครงการแต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่จะทำาได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ถ้าดำาเนินไปเดี๋ยวนี้อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราก็สบาย แต่ถ้าไม่ทำาในอีก 5-6ปี ข้างหน้าราคาค่าสร้าง ค่าดำาเนินการก็จะขึ้นไป 2 เท่า 3เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปไม่ได้ทำา เราก็ต้องอดนำ้าแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราก็จะอพยพไปที่ไหนไม่ได้ โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บนำ้า 2 แห่งแห่งหนึ่งคือแม่นำ้าป่าสัก อีกแห่งคือแม่นำ้านครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักนำ้าเหมาะสมพอเพียงสำาหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้ สำาหรับการใช้นำ้านั้น ต้องทราบว่าแต่ละคนใช้อยู่อย่างสบายพอสมควร โดยเฉลี่ย คนหนึ่งใช้วันละ
  • 16. 16200 ลิตรถ้าคำานวณดูว่า วันละ 200 ลิตรนี้ 5 คน ก็ใช้1,000 ลิตร คือ หนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้าปีหนึ่งคูณ 365ก็หมายความว่า 5 คนใช้ในหนึ่งปี 365 ลูกบาศก์เมตรในกรุงเทพฯและในบริเวณใกล้เคียงนี้เรานับเอาคร่าว ๆ ว่ามี10 ล้านคน 10 ล้านคนก็คูณเข้าไป ก็เป็น 730 ล้านลูกบาศก์เมตรฉะนั้นถ้าเราเก็บกัก 730 ล้านลูกบาศก์เมตรในเขื่อน เราก็จะสามารถที่จะบริการคนในละแวกนี้ คนในภาคกลางใกล้กรุงเทพฯนี้ได้ตลอดไป แล้วก็ไม่มีความขาดแคลนเขื่อนป่าสักที่ตอนแรกวางแผนให้จุได้ 1,350ล้านลูกบาศก์เมตร แต่แก้ไปแก้มาก็เหลือ 750 ล้านกว่า ๆตามตัวเลขที่ให้ไว้นี้ แม้เขื่อนป่าสักเขื่อนเดียวก็พอ พอสำาหรับการบริโภคแน่นอน ไม่แห้ง ถ้าเติมอีกโครงการที่นครนายก จะได้อีก 240 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เกินพอ...ประโยชน์ข องเขื่อ นเก็บ กัก นำ้า แม่น ำ้า ป่า สัก 1. เป็นแหล่งสำา หรับอุ ปโภคบริโภคของชุมชนต่าง ๆ ในเขตจังหวัดลพบุรี และจังหวัด สระบุ รี (ลำา นารายณ์ พัฒนานิ คม วังม่ วงแก่งคอย และชุมชนขนาดย่อมใกล้เคียง) 2. เ ป็ น แ ห ล่ ง นำ้า สำา ห รั บ ก า ร เ ก ษ ต ร ใ น พื้ น ที่ ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่ในเขตจั ง หวั ด ลพบุ รี แ ละสระบุ รี 135,5000 ไร่ (แก่ ง คอย-บ้ า น ห ม อ 80,000 ไ ร่ ,พั ฒ น า นิ ค ม 35,500 ไ ร่ แ ล ะพัฒนานิคม-แก่งคอย 20,000 ไร่) 3. เ ป็ น แ ห ล่ ง นำ้า เ ส ริ ม สำา ห รั บ พื้ น ที่ โ ค ร ง ก า ร ชลประทานเดิม ในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ 2,200,000ไร่ (ทำาให้ลดการใช้นำ้าจากแม่นำ้าเจ้าพระยานำานำ้าจากแม่นำ้าป่าสักไปใช้ในแถบจังหวัดลพบุรีและสระบุรีโดยตรง) 4. ช่ ว ยป้ อ งกั น อุ ท กภั ย ให้ พื้ น ที่ ริ ม แม่ นำ้า ป่ า สั ก ใน เขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรีและยังมีผลช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของแม่นำ้าเจ้าพระยารวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย 5. เป็ น แหล่ ง นำ้า เพื่ อ การอุ ต สาหกรรมในเขตจั ง หวั ด ลพบุรีและสระบุรี
  • 17. 17 6. อ่ า งเก็ บ นำ้า ที่ เ กิ ด ขึ้ น จะเป็ น แหล่ ง เพาะพั น ธุ์ ป ลา และเป็นแหล่งประมงนำ้าจืดขนาดใหญ่ 7. ช่ วยการคมนาคมทางนำ้า ในแม่ นำ้า ป่ า สั ก ตอนล่ า ง และการแก้ไขปัญหานำ้าเสีย 8. เป็ น แหล่ ง นำ้า ช่ ว ยเสริ ม เพื่ อ แก้ ไ ขปั ญ หาการ ขาดแคลนนำ้าอุปโภคบริโภคในเขตกรุงเทพฯและ ปริมณฑล 9. เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำาคัญ 10. ทำา ให้ เ ศรษฐกิ จ ของจั ง หวั ด ลพบุ รี และจั ง หวั ด สระบุรีขยายตัวมากขึ้น เป็นที่น่าปลาบปลื้มที่พระองค์ทรงเป็นห่วงพสกนิกรชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียงถึงประโยชน์ที่ราษฎรของพระองค์ จ ะได้ รั บ จากโครงการนี้ ณ พื้ น ที่ ซึ่ ง เคยปรากฏความแห้งแล้ง สลับภาวะนำ้าท่วม อันส่งผลให้ประชาชนต้องมี ชี วิ ต อยู่ อ ย่ า งลำา บากทุ ก ข์ ย าก บั ด นี้ ได้ มี เ ขื่ อ นดิ น ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูงกว่า 31 ม. และยาวเกือบ 5,000 ม. มาตั้งเป็ น แนวกั้ น นำ้า อยู่ ใ นแม่ นำ้า ป่ า สั ก พร้ อ มอ่ า งเก็ บ นำ้า ขนาดใหญ่ ที่ มี ค วามจุ นำ้า ได้ สู ง สุ ด ถึ ง 960 ล้ า น ลบ.ม. เพื่ อ นำาความอุดมสมบูรณ์มาสู่พื้นที่ที่เคยประสบความแห้งแล้ง โดยมีอาคารพิพิธภัณฑ์ลุ่มนำ้า ป่าสัก เป็นสถานที่จัดแสดงสภาพชีวิตผู้คนในอดีต ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในบริเวณลุ่มนำ้าป่าสั ก แห่ ง นี้ สำา หรั บ ให้ ค นรุ่ น หลั ง ได้ ศึ ก ษาร่ อ งรอยแห่ งอารยธรรม ไว้เตือนจำาและเตือนใจคนในรุ่นปัจจุบัน และในอนาคตมิให้ทำา ลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป คำา ถ า ม ใ น ก า ร ส ร้ า ง เ ขื่ อ น จำา เ ป็ น จ ะ ต้ อ ง มีค ว า ม รู้ เ กี่ ย ว กั บ ฟิ สิ ก ส์ ใ น เ รื่ อ ง ใ ด บ้ า ง นั ก เ รี ย นสามารถศึก ษาได้จ ากกิจ กรรมด้า นล่า ง
  • 18. 18ตัว อย่า งรูป ของเขื่อ นในประเทศไทย
  • 19. 19 เขือ นบาง ่ ลาง เขือ นรัช ช ประภา เขื่อ นวชิล าลงกรณ เขื่อ นขุน ด่า น ปราการ 1. ให้นักเรียนสังเกตรูปเขื่อน ด้านบน แล้วพิจารณาว่าทำาไมจึงมีลักษณะการสร้างเขื่อน เป็นเช่นนั้น .................................................................................... .................................................................................... .................................................................................... .................................................................................... ......................
  • 20. 20................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
  • 21. 21...........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
  • 22. 22............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................2. ให้นักเรียนนำาขวดนำ้าเปล่ามาเจาะรูที่ระดับความสูงต่างๆ(3–4 รู) ใส่นำ้าจนเต็มแล้วสังเกตการไหลของนำ้าแต่ละรูที่เจาะไว้ ดังรูปด้านล่าง - ทำาไมนำ้าจึงพุ่งออกจากรูที่เจาะไว้ แล้วสังเกตการพุ่งออกของนำ้าในแต่ละรูว่ามีลักษณะอย่างไรและเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น........................................................................................................................................................................
  • 23. 23......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................3. แรงที่นำ้ากระทำาต่อผนังเขื่อนที่ระดับความลึกต่าง ๆ กันมีค่าเท่ากันหรือไม่ นักเรียนจะมีวิธีการหาแรงดันฉลี่ยที่ผนังเขื่อนได้อย่างไร แล้วเกี่ยวข้องกับลักษณะของเขื่อนที่นักเรียนเห็นในรูปได้อย่างไร........................................................................................................................................................................
  • 24. 24..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
  • 25. 25............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................ โครงการพระราชดำาริ สะพานพระราม 8 โครงการสะพานพระร าม 8 เป็นโครงการตามแนวพระราชดำา ริเพื่ อแก้ไ ขปั ญหาการสัญ จรของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ได้รับความสะดวกยังผลสู่ภาพรวมของประเทศทั้งด้านสั งคม และเศรษฐกิจดั ง พระราชดำา รั ส พระบาทสมเด็ จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ความว่า “สำาหรับการจราจรเครื่องมือนั้นสำาคัญที่สุดคือถนนก็ต้องมีถนนที่
  • 26. 26เหมาะสมที่เครื่องควบคุมการจราจรไม่ใช่เรื่องของรัฐศาสตร์หรือของตำารวจ หรือของศาล เป็นเรื่องของวิศวกรรมก็จะต้องให้ดีขึ้น คือหมายความว่าทำาให้ถนนดีขึ้น ให้สอดคล้องซึ่งเป็นการบ้านที่หนักสุด เพราะว่ากรุงเทพฯ ได้สร้างมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ไม่ได้มแผนผังเมืองที่จริงๆ จัง ก็มีการ ีผังเมืองของทางการ แต่ว่าก็ไม่ได้ประโยชน์มากนักเพราะว่าคนไทย ตามชือคนไทย คืออิสระบังคับกันไม่ได้ จะสร้าง ่อะไรก็สร้าง อยากจะสร้างเดี๋ยวนี้ก็สร้างก็ไปขวางกับคนอื่นคือขวางทางอื่นอันนี้ก็เลยแก้ไม่ได้...”การก่อสร้างสะพานในบริเวณที่เป็นมหานครนั้นมีธรรมเนียมปฏิบัติกันอยู่ คือ แต่ละสะพานจะต้องมีลักษณะโดดเด่นและเป็นหนึ่ง ซึ่งลักษณะที่สวยงาม คือ จะต้องเป็นสะพานที่มีตอม่ออยู่ในแม่นำ้าน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เช่นเดียวกับสะพานพระราม 8 ซึ่งเป็นสะพาน ขึงเสาเดี่ยวแบบอสมมาตรโครงการสะพานพระราม๘เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจตุรทิศ แนวตะวันออกไปตะวันตกพระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว ได้ พ ระราชทานแผนที่ ใ ห้กรุ ง เทพมหานคร ซึ่ ง ทรงเขี ย นแนวเส้ น ทางพระราชดำา ริด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อให้กรุงเทพมหานครไปศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างตามพระราชดำาริ สำา หรับ แนวทางขึ้ นลงของสะพานด้ า นฝั่ ง พระนคร ในถนนวิสุทธิกษัตริย์บริเวณด้านข้างธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ทรงแนะนำาให้ศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อนในบริเวณ
  • 27. 27ที่เป็นทางแยกตัดกันของถนนวิสุทธิกษัตริย์กับถนนสามเสนความว่าหากกรุงเทพมหานครจะขุดอุโมงค์ให้รถลอด ควรระวังเรื่องปัญหานำ้าท่วมเท่านั้นพระราชทานนามสะพานนี้ว่า “ สะพานพระราม๘ ” เพื่อเป็นการรำาลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลที่ ๘.จากการศึ ก ษาพบว่ า โ ค ร ง ก า ร ส ะ พ า น พ ร ะ ร า ม 8 ได้มีการนำาเอาระบบการก่อสร้างสะพานและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างในส่วนของฐานราก ของตัวโครงสร้างเสาสะพานจนกระทั่งการติดตั้งสายเคเบิล ซึ่งขั้ น ตอนการก่ อ สร้ า งสะพานพระราม 8 เริ่มจ า ก ก า ร ก่ อ ส ร้ า งฐานราก ได้ มี ก ารนำาเอาระบบระบายความร้ อ นด้ ว ย วิ ธี CoolingPipe แ ล ะ ค อ น ก รี ตผ ส ม เ ถ้ า ล อ ย (FlyAsh) ม า ใ ช้ ใ น ส่ ว นของคอนกรี ต ฐานรากสำา หรั บ ตั วโครงสร้ า งเสาสะพานหลั ก มี ก ารนำา เสนอให้ ใ ช้ระบบแบบและนั่งร้านที่สามารถประกอบแบบ หล่อคอนกรีตถอดแบบและเคลื่อนแบบทั้งชุดไปยังที่จะหล่อคอนกรีต ด้วยระบบ Climbing Form System เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และได้มีการก่อสร้างพื้ นสะพานช่วงด้านหลังเพื่อใช้เป็นพื้นที่ประกอบและติดตั้งสายเคเบิลในการติดตั้งโครงสร้าง พื้นสะพานนั้นจะทำาพร้อมกับการดึงส่ายเคเบิลตามขนาดแรงดึงที่ออกแบบไว้ที่ละช่วง พร้อมวางแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผูกเหล็กเสริมคอนกรีต และเท
  • 28. 28คอนกรีตบริเวณรอยต่อของแผ่นพื้นทุกด้าน ดำาเนินเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตัวสะพานถึงเสารับสะพาน บนฝั่งพระนครซึ่งการก่อสร้างสะพานพระราม 8 นี้จะเป็นการยกระดับการก่อสร้างในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้นด้วยส ะ พ า น พ ร ะ ร า ม 8 ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ง า น ...ข้ า มเจ้า พระยาสะพานพระราม 8 เป็นสะพานข้าม แม่นำ้า เจ้าพระยาแห่ง ที่13 มีแนวสายทางเชื่อมต่อกับทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ข้ า มแม่ นำ้า เจ้ า พระยาบริ เ วณโรงงานสุ ร าบางยี่ ขั นบรรจบกั บ ปลายถนนวิ สุ ท ธิ ก ษั ต ริ ย์ ใกล้ กั บ ธนาคารแห่ งประเทศไทย ซึ่ ง ได้ รั บ พระมหากรุ ณ าธิ คุ ณ จากพระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว ทรงมี พ ระราชดำา ริ เ มื่ อ วั น ที่ 15 ก.ค.2538 ให้ ก รุ ง เทพมหานคร ก่ อ สร้ า งสะพานข้ า มแม่ นำ้าเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อบรรเทาการจราจรบนสะพานพระปิ่ น เกล้ า รองรั บ การเดิ น ท าง เชื่ อ ม ต่ อ ระหว่ า ง ฝั่ งพระนครกั บ ฝั่ ง ธนฯ และเป็ น จุ ด เชื่ อ มต่ อ โครงการพระร า ช ดำา ริ ต า ม แ น ว จ ตุ ร ทิ ศสะพานพระราม 8 มีความยาวรวม 475 เมตร สูงเท่าสะพานพระปิ่น เกล้า ลาดชันไม่เ กิน 3% เป็นสะพานหลั กช่ วงข้า มแม่ นำ้า 300 เมตร สะพานยึ ด ช่ ว งบนบก 100 เมตร และสะพานช่ ว งโครงสร้ า งยึ ด เสา 75 เมตร มี รู ป แบบโดดเด่ นสวยงามเพราะได้ออกแบบเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร ซึ่งหมายความว่ามีเสาสะพานหลักเสาเดียวบนฝั่งธนฯ และมีเสารับนำ้าหนัก 1 ต้น บนฝั่งพระนคร จึงไม่มีเสารับนำ้าหนักตั้งอยู่ในแม่นำ้า เจ้าพระยา ทำา ให้ไม่มีปัญหาต่อการสัญจรทางนำ้าช่วยป้องกันนำ้า ท่วมและระบบนิเวศนวิทยาในนำ้า รวมทั้งไม่กระทบต่อการจัดตั้งขบวนเรือพระราชพิธีการรับนำ้า หนักของสะพาน ได้ติดตั้งสายเคเบิลระนาบคู่ 28คู่ ขึงยึดพื้นช่วงข้ามแม่นำ้า และใช้สายเคเบิลระนาบเดี่ยว 28เส้น ขึงยึดรั้งกับโครงสร้างยึดเสาสะพานบนฝั่งธนฯ เคเบิล
  • 29. 29แต่ละเส้นประกอบด้วยสลิงตั้งแต่ 11-65 เส้น เมื่อเกิดปัญหากั บ เคเบิ ล สามารถขึ ง หรื อ หย่ อ นได้ ง่ า ย ไม่ จำา เป็ น ต้ อ งปิ ดก า ร จ ร า จ ร เ ห มื อ น ส ะ พ า น พ ร ะ ร า ม 9เนื่องจากเคเบิลแต่ละเส้นใช้สลิง ภายในซึ่งเป็นขดลวดใหญ่ทำา ให้ ดู แ ลบำา รุ ง รั ก ษาและซ่ อ มแซมยากกว่ า อี ก ทั้ ง สายเคเบิ ล ของสะพานพระราม 8 ยั ง มี สี เ หลื อ งทอง สี ป ระจำาพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อสะท้อนแสงจ ะ ส่ อ ง ป ร ะ ก า ย ส ว ย ง า ม โ ด ย เ ฉ พ า ะ ย า ม คำ่า คื นมาตรฐานความปลอดภัย ของสะพานพระราม 8ด้านมาตรฐานความปลอดภัยก็ไม่เป็นรองเพราะบริษัทผู้รับเหมาการั น ตี ว่า ได้ มี ก ารทดสอบแรงดึ ง ในลวดสลิ ง 1 ล้ า นครั้ง โดยใช้แรงดึงปกติ 10 ตัน ไม่มีปัญหา และต้องใช้แรงดึ ง ถึ ง 27 ตั น ล ว ด ส ลิ ง ถึ ง ข า ด แ ต่ ก็ แ ค่ 1% เ ท่ า นั้ นนอกจากนี้ได้มีการทดสอบแรงลม แรงสั่นสะเทือน ทิศทางลม รวมทั้งติดตั้งเครื่องวัดไว้ตลอด 24 ชม. เพื่อดูความผิดป ก ติ ที่ จ ะ เ กิ ด ขึ้ นความพิเ ศษของสะพานพระราม 8 ที่ น่ า ภาคภู มิ ใ จอี ก อย่ า งคื อ สะพานพระราม 8 เป็ นสะพานขึ ง แบบอสมมาตรที่ ติ ด อั น ดั บ 5 ของโลก รองจากประเทศเยอรมนี ซึ่งติดอันดับถึง 3 สะพาน และเนปาล โดยนับจากความยาวช่วงของสะพาน ส่วนสะพานพระราม 9 ซึ่งเป็ น สะพานขึ ง ตั ว แรกแต่ เ ป็ น แบบสมมาตร เพราะมี 2 เสาถือว่าอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยนับความยาวช่วงของสะพานได้ 450 เมตรความโดดเด่ น สวยงาม ที่ เ กิ ด ขึ้ น ผสมผสานไปด้ ว ยศิ ล ปะแบบไทย ๆ จากแนวคิดในการสร้างเพื่อเป็นพระบรมราชานุส ร ณ์ เ ฉ ลิ ม พ ร ะ เ กี ย ร ติ ใ น ห ล ว ง พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จพระเจ้ า อยู่ หั ว อานั น ทมหิ ด ล รั ช กาลที่ 8 กทม. จึ ง ได้
  • 30. 30อั ญ เชิ ญ "พระราชลั ญ จกร " ซึ่ ง เป็ น สั ญ ลั ก ษ ณ์ ป ระจำาพระองค์ มาเป็นต้นแบบในการออกแบบทาง สถาปัตยกรรมส่ ว นประกอบต่ า ง ๆ ของสะพานเน้ น ความโปร่ ง บาง เรี ย บง่าย และสวยงาม วัสดุที่ใช้ในโครงสร้างของสะพานเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น ในส่วนของสะพาน เสาสูงรูปตัวY ควำ่า เป็ น เสาคอนกรี ต เสริ ม เหล็ ก ทำา หน้ า ที่ หิ้ ว ส่ ว นโครงสร้างสำา คัญอื่น ๆ ของสะพาน ซึ่งมองเห็นได้ในระยะไกล ๆ ได้ออกแบบโดย ใช้เค้าโครงมโนภาพ ของเรือนแก้วราวกันตก ซึงทำาจากโลหะ ออกแบบเป็นลวดลายที่วิจิตรและ ่อ่ อ น ช้ อ ย จำา ล อ ง ม า จ า ก ด อ ก บั ว แ ล ะ ก ลี บ บั วเสาโครงสร้างใต้แผ่นพื้นตกแต่งด้วยลวดลาย ที่จำาลองจากดอกบัว ใช้วัสดุที่มีนำ้าหนักเบามีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสงลงสู่ ผิว จราจรใต้ ท างยกระดั บ ช่ว ยเพิ่ม ความสว่ า งบริ เ วณใต้ท า ง ย ก ร ะ ดั บ แ ล ะ ป ร ะ ห ยั ด ไ ฟ ฟ้ า ใ น เ ว ล า ก ล า ง คื น สิ่ ง พิ เ ศษสุ ด ของสะพานพระราม 8 ที่ ส ะพานอื่ น ในกรุงเทพฯยังไม่มีก็คือ ที่ปลายยอดเสาสูงของตัวสะพานจะมีจุ ด ชมวิ ว ซึ่ ง มี โ ครงสร้ า งโลหะกรุ ก ระจกลั ก ษณะคล้ า ยดอกบั ว สูงจากพื้น ดิน ถึง 165 เมตร หรือสูงเท่า ตึก 60 ชั้นพื้นที่ 35 ตารางเมตร จุคนได้ครั้งละเกือบ 50 คน ซึ่งจะเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปด้วย แต่การก่อสร้างส่วนนี้จะแล้วเสร็จภายหลัง พร้อม ๆ กับลิฟต์ของคนพิการซึ่งอยู่หัวมุ ม 2 ฝั่ ง แ ม่ นำ้า ป ร ะ ม า ณ เ ดื อ น ก .ย . เนื่องจากโครงสร้างเสาสูงเป็นแบบตัว Y ควำ่าการขึ้นลงจุดชมวิวจึงต้องติดตั้งลิฟต์ทั้งในแนวเฉียงและแนวดิ่ง โดยเป็นแนวเฉียง จากพื้นดิน 80 เมตร ก่อน จากนั้นจึงเป็นแนวดิ่ง อี ก 155 เมตร แต่บ รรทุก ได้ เ ที่ ย วละประมาณ 5 คน ใช้เวลาขึ้น-ลง 2-3 นาที นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ธรรมดาอยู่คนละด้ า น เพื่ อ ใช้ สำา หรั บ เจ้ า หน้ า ที่ ใ นการดู แ ลและตรวจตราส ะ พ า นภาระหน้า ที่ข องสะพานพระราม 8
  • 31. 31ภาระหน้าที่อันสำาคัญยิ่งของสะพานพระราม 8 จะช่วยเชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีให้สะดวกสบายขึ้น ซึ่งจะช่วยระบายรถบนสะพานปิ่นเกล้าได้ถึง 30% และบนสะพานกรุ ง ธนฯ อี ก 20% แต่ ก็ มี ผ ลกระทบกั บ คนกลุ่ มหนึ่ ง ซึ่ ง เป็ น ชุ มชนรายรอบการก่ อ สร้ า ง ต้ องสละถิ่ น ฐานที่เคยอยู่ เ พื่ อ ส่ ว นรวม แต่ ใ ช่ ว่ า สะพานเสร็ จ แล้ ว ชุ ม ชนจะเลือนหายไปเหลือแค่ความทรงจำา กทม. ยังตระหนักในเรื่องนี้ แม้ไม่อาจทำาให้ฟื้นกลับให้เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยพื้นที่ที่ เ คยเป็ น แหล่ ง ที่ อ ยู่ อ าศั ย จะถู ก จั บ มาจำา ลองไว้ โดยจะเข้าไปปรับ ปรุงพื้นที่ 50 ไร่ บริเวณสะพานพระราม 8 เพื่อก่อสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์ของรัชกาลที่ 8 พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับ ผลกระทบจากโครงการ อาทิ ชุมชนบ้านปูนโรงงานสุราบางยี่ขัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแบบรายละเอียดโดยจะทยอยเสร็จในภายหลังที่มา:โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำาริ ด้านการสื่อสาร และโทรคมนาคม tumcivil.com
  • 32. 32คำา ถาม : นักเรียนคิดว่า สายเคเบิ้ลที่ใช้โยงในสะพานแขวน เป็นเส้นโค้งที่อธิบายได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์สมการใด เพราะอะไร

×