บทที่ 2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

บทที่ 2

on

  • 3,402 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,402
Views on SlideShare
3,339
Embed Views
63

Actions

Likes
0
Downloads
45
Comments
0

2 Embeds 63

http://worakaninthailand.wordpress.com 62
http://www.slideshare.net 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

บทที่ 2 Presentation Transcript

  • 1. บทที่ 2การศึกษาชีววิทยา Biology (ว30241)
  • 2. การศึกษาชีววิทยาบทที่ 2 การศึกษาชีววิทยา 2.1 การศึกษาชีววิทยา 2.1.1 การตังสมมติฐาน ้ 2.1.2 การตรวจสอบสมมติฐาน 2.1.3 การเก็บรวบรวมข้ อมูลและการ วิเคราะห์ ข้อมูล 2.1.4 การสรุ ปผลการทดลอง
  • 3. การศึกษา ชีววิทยา
  • 4. การศึกษาชีววิทยาการศึกษาชีววิทยา ประกอบด้ วย 2 ส่ วน คือ1. ส่ วนที่เป็ นความรู้2. ส่ วนที่เป็ นกระบวนการ / วิธีการทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
  • 5. Scientific Method1. การสังเกต (Observation)2. การตังปั ญหา (Problem) ้3. การรวบรวมข้ อมูล (Accumulation of Data)4. การตังสมมติฐาน (Formulation of Hypothesis) ้5. การทดสอบสมมติฐาน (Testing of Hypothesis) หรื อ การทดลอง(Experimentation)
  • 6. Scientific Method
  • 7. ชีววิทยา ม.4 มีดังนี ้ 1. การสังเกตและตังปั ญหา ้ 2. การตังสมมติฐาน ้ 3. การตรวจสอบสมมติฐาน 4. การเก็บรวบรวมข้ อมูลและ วิเคราะห์ ข้อมูล 5. การสรุ ปผลการทดลอง
  • 8. วิธีการทาง วิทยาศาสตร์(Scientific Method)
  • 9. การสังเกตและตังปั ญหา ้ (Observation and Problem)การสังเกต เป็ นการใช้ ประสาทสัมผัสอย่ างใดอย่ าง หนึ่งหรื อหลายอย่ างรวมกัน เข้ าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรื อ เหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ ท่ จะหาข้ อมูล ซึ่งเป็ น ี
  • 10. การตังคาถาม ้ ถือเป็ นเกณฑ์ ขันแรกในการศึกษาวิทยาศาสตร์ ้ เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นและการสังเกต ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ มี ความสนใจและช่ างสังเกตมากขึนเพียงใดก็มีคาถามมากขึนเพียงนัน เมื่อ ้ ้ ้ เกิดคาถามขึนก็ต้องพยายาม ้หาคาตอบให้ ได้
  • 11. การตังสมมติฐาน ้ (Formulation of Hypothesisเป็ นคาตอบที่อาจเป็ นไปได้ โดยการคาดคะเน อย่ างมีเหตุผล การตังสมมติฐานจะเกิดขึนเมื่อเราสามารถตัง ้ ้ ้ ปั ญหาได้ ชัดเจน และตัวผู้ตังปั ญหาต้ องเข้ าใจปั ญหานันๆ ศึกษาปั ญหา ้ ้ ต่ อ ปั ญหาจะเป็ นตัวแนะสมมติฐาน
  • 12. การตรวจสอบสมมติฐาน (Testing of Hypothesis)ทาได้ 3 วิธี1. ทาการทดลอง (experiment)2. ค้ นคว้ า3. ทังทาการทดลองและค้ นคว้ า ้ ในการทาการทดลองต้ องมีการวางแผนการ ทดลอง ซึ่งจะต้ องมีกลุ่ม
  • 13. การตรวจสอบสมมติฐาน ทาโดยการทดลองที่ต้องคานึงถึงปั จจัยต่ าง ๆ ที่จะเข้ ามามีอิทธิพลต่ อการทดลอง ซึ่งเรี ยกว่ า ตัวแปร ซึ่งมี 3 แบบ• ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้ น (Independent variables) ไม่ ต้ องอยู่ภายใต้ อิทธิพลของตัวแปรอื่นและเป็ น ตัวแปรที่ผ้ ูทดลองต้ องการดูผลของมัน• ตัวแปรตาม (Dependent variables) เปลี่ยนแปลงไป ได้ ตามการเปลี่ยนของตัวแปรอิสระ ซึ่งก็คือ
  • 14. การเก็บรวบรวมข้ อมูลและวิเคราะห์ ข้อมูล (Accumulation of Data and Analysis of Data)• คือ หาความสัมพันธ์ ของข้ อมูล และอธิบาย ความหมายของข้ อมูล เพื่อนาไปสรุ ปผล• รวบรวมข้ อมูลที่ได้ จากการทดลอง• ทาการวิเคราะห์ ข้อมูล เปรี ยบเทียบกับ สมมติฐาน
  • 15. การสรุ ปผลการทดลอง (Conclusion)• เพื่อสรุ ปว่ าสมมติฐานที่ตงนันได้ รับการพิสูจน์ ั้ ้ ว่ าเป็ นจริงหรื อไม่• เพื่อหาข้ อผิดพลาด• เพื่อเผยแพร่ ส่ ิงที่ค้นพบ ถ้ าสมมติฐานได้ ผ่านการตรวจสอบมาหลาย ครั งจนเป็ นที่ยอมรั บก็ตงเป็ น ้ ั้
  • 16. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็ นกระบวนการ ซึ่งทาให้ ได้ มาซึ่งความรู้ ความเข้ าใจในปรากฏการณ์ ของ ธรรมชาติอย่ างมีเหตุผลทฤษฎี (Theory) หรื อ กฎ (Law) ที่มีอยู่ มากมายทางวิทยาศาสตร์ นัน ล้ วนเป็ นผลมาจาก ้
  • 17. ความร้ ู ทางวิทยาศาสตร์
  • 18. ความร้ ู ทางวิทยาศาสตร์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้ วย 1. ข้ อเท็จจริ ง (Fact) หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ สังเกตพบว่ า เป็ข้นความจริงหมายถึง ข้ อเท็ง จริงที่รวบรวมได้เอง 2. อมูล (Data) และมีความจริ จอยู่ในตัวของมัน จาก การสังเกตหรื อการทดลองฐานที่ได้ รับการยืนยันว่ า 3. กฎ (Law) หมายถึง สมมติ ถูกต้ องจากการทดลองหลายๆครั ง ้ 4. ทฤษฎี (Theory) หมายถึง สมมติฐานที่ผ่านการ ตรวจสอบหลายๆครั งจนเป็ นที่ยอมรั บกันทั่วไป ้ สามารถนาไปใช้ อธิบายอ้ างอิงได้
  • 19. กล้ องจุลทรรศน์ (microscope)
  • 20. อุปกรณ์ ในการศึกษา ชีช้วสวิทบยา ส่ิงที่ไม่ กล้ องจุลทรรศน์ ใ าหรั ส่ องดู สามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่ า แบ่ งเป็ น 2 ชนิด1. กล้ องจุลทรรศน์ แบบใช้ แสง2. กล้ องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอน 2.1 กล้ องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนแบบส่ อง ผ่ าน
  • 21. กล้ องจุลทรรศน์ แบบใช้ แสง (Light Microscope)1. กล้ องจุลทรรศน์ เลนส์ เดียว (simple light microscope) ประกอบด้ วยเลนส์ นูนอันเดียว ใช้ เพื่อขยายวัตถุให้ มีขนาด ใหญ่ ขึน ได้ ภาพเสมือน ้2. กล้ องจุลทรรศน์ เชิงประกอบ (compound microscope) ประกอบด้ วยเลนส์ นูน 2 ชุด คือเลนส์ ใกล้ วัตถุ (objective lens) และ
  • 22. กล้ องจุลทรรศน์ อเล็กตรอน (electron ิ microscope)ใช้ ลาอิเล็กตรอนเป็ นแหล่ งแสงใช้ เลนส์ แม่ เหล็ก 2 อันพันรอบแท่ งเหล็กอ่ อน กระแสไฟฟาผ่ าน ้ขดลวด สนามแม่ เหล็กเกิดภาพเสมือนปรากฏบนจอที่ฉาบด้ วยสาร เรื องแสงภายในตัวกล้ องต้ องเป็ นสูญญากาศ
  • 23. กล้ องจุลทรรศน์ อเล็กตรอน (electron ิ microscope)• มี 2 แบบ1. กล้ องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนแบบส่ องผ่ าน (Transmission Electron Microspoe ; TEM) ใช้ ศึกษา โครงสร้ างภายในของเซลล์2. กล้ องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนแบบส่ องกราด (Scanning Electron Microspoe ; SEM) ใช้ ศกษา ึ โครงสร้ างของผิวเซลล์ หรื อผิวของวัตถุท่ เป็ น ี