แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน

1,869
-1

Published on

แนวทางเวชปฏิบัติ
การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข,

Published in: Health & Medicine
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,869
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
137
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน

  1. 1. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุISBN : 974-422-310-3พิมพ์ครั้งที่ 1 : กันยายน 2549จำนวนพิมพ์ : 3,000 เล่มพิมพ์ที่ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
  2. 2. คำปรารภกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีพันธกิจในการพัฒนาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ฝ่ายกาย โดยมีการศึกษา วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเพิ่มพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติงานแก่บุคลากรทางการแพทย์ และการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะด้าน หรือในระดับตติยภูมิที่ซับซ้อนอย่างได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้มารับบริการพึงพอใจกรมการแพทย์ โดยสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งรับผิดชอบงานวิชาการด้านผู้สูงอายุของกระทรวงสาธารณสุข จากอัตราประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น โรคเรื้อรังพบว่าเป็นปัญหาที่พบมากในผู้สูงอายุส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและครอบครัว เช่นโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุ โดยมุ่งเน้นให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ได้ทราบขั้นตอนการวินิจฉัย การวางแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุที่มีปัญหาในโรคโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ที่มุ่งหวังให้ผู้สูงอายุสามารถควบคุมโรคได้สุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีในโอกาสนี้ กรมการแพทย์ ขอขอบพระคุณศาสตราจารย์นายแพทย์สุรัตน์ โคมินทร์ ประธานคณะทำงานจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ และคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและเสียสละเวลาอันมีค่ามาร่วมดำเนินการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติฯ ฉบับนี้ อันจะเป็นประโยชน์สำคัญต่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต่อไป(นายแพทย์ชาตรี บานชื่น)อธิบดีกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข
  3. 3. - ว่าง -
  4. 4. คำนำจากสถานการณ์สุขภาพของประเทศไทยพบว่าปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ 10ลำดับแรกส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังทั้งสิ้น ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุมีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ซึ่งปัญหาการเจ็บป่วยเหล่านี้มาจากพฤติกรรมด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ และสามารถป้องกันการเกิดและยับยั้งความรุนแรงได้ โดยหันมาใส่ใจสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจังและเป็นระบบสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบงานวิชาการด้านผู้สูงอายุของกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำหนังสือแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ได้ทราบขั้นตอนการวินิจฉัย การวางแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุที่มีปัญหาในโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสูงอายุได้รับการบริการด้านสุขภาพอย่างถูกต้องและเหมาะสม จะได้มีอายุยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป(แพทย์หญิงวราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์)ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
  5. 5. - ว่าง -
  6. 6. บทนำในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ในประเทศเจริญขึ้นอย่างมาก และเศรษฐานะของชาติได้เจริญขึ้น มีโครงการช่วยดูแลสุขภาพให้กับประชาชนชาวไทยมากขึ้นทั้งทางการแพทย์และสาธารณสุขประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้ชาวไทยมีอายุยืนยาวขึ้น และต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นปัญหาจากการเสื่อมของร่างกาย พบว่าคนไทยมีสถิติของการเกิดเบาหวานและความดันโลหิตสูงกันมากขึ้นซึ่งโรคทั้งสองนี้มีส่วนนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ โรคหัวใจ และสมองขาดเลือดรวมทั้งไตก็เสื่อมได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกรมการแพทย์ สถาบันฯได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทางแพทย์สาขาต่างๆ จากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลคณะสาธารณสุขศาสตร์ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสหเวชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมอนามัย โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ประชุมระดมสมองความคิดเห็น ค้นคว้าข้อมูลเชิงประจักษ์ จัดทำเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุคณะทำงานหวังว่าแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุ จะได้เป็นประโยชน์กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการนำไปปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและดูแลรักษาได้เป็นอย่างดี(ศาตราจารย์นายแพทย์สุรัตน์โคมินทร์)ประธานคณะทำงาน
  7. 7. - ว่าง -
  8. 8. สารบัญหน้าคำปรารภคำนำบทนำแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน สำหรับผู้สูงอายุ 11แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้สูงอายุ 19แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุ 25ภาคผนวก 29การประเมินภาวะโภชนาการ 30การวางแผนและการให้โภชนบำบัด 33แนวทางการให้ความรู้และคำปรึกษาด้านโภชนาการ 35การติดตามและประเมินผลการให้ความรู้และคำปรึกษาด้านโภชนาการ 36แบบประเมินระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ 38ปริมาณพลังงานและโปรตีนที่ควรได้รับประจำ 40ปริมาณโซเดียม โปรแตสเซียม และคลอไรด์ที่ควรได้รับประจำ 40ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference Intake : (DRI)) 41: ปริมาณวิตามินที่แนะนำสำหรับแต่ละบุคคลปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference Intake : (DRI)) 42: ปริมาณแร่ธาตุที่แนะนำสำหรับแต่ละบุคคลตารางแสดงความต้องการอาหารในผู้สูงอายุที่ไม่เป็นโรค 43และในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติตัวอย่างรายการอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ 1 สัปดาห์ 46ธงโภชนาการ 50ตารางแสดงคุณค่าอาหารในหมวดรายการอาหารแลกเปลี่ยน 51ดัชนีน้ำตาลของอาหารไทยบางชนิด 52อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง 53อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง 55บรรณานุกรม 56
  9. 9. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ10- ว่าง -
  10. 10. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ11วัตถุประสงค์1. มีแนวทางการให้โภชนบำบัดในโรคเบาหวานสำหรับผู้สูงอายุ2. ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน3. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางการดูแลโภชนบำบัดโรคเบาหวานสำหรับผู้สูงอายุแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มเป้าหมาย1. แพทย์2. พยาบาล3. นักโภชนาการ / โภชนากร / นักกำหนดอาหาร4. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคำนิยามโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซุลินได้เพียงพอ และ/หรือร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซุลินได้ตามปกติ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและมีความผิดปกติทางเมตาบอลิสมอื่นๆ ตามมา ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมความผิดปกติดังกล่าวได้ จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular) เช่น โรคไต (diabetic nephropathy) โรคจอประสาทตาผิดปกติ (diabetic retinopathy) โรคเส้นประสาทผิดปกติ (Diabeticneuropathy) และหลอดเลือดขนาดใหญ่(Macrovascular) เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดส่วนปลายที่ขาแนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทยโดยหวังผลในการสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ข้อแนะนำต่างๆ ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้มิใช่ข้อบังคับของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้ในกรณีที่สถานการณ์แตกต่างออกไปหรือมีเหตุที่สมควร โดยใช้วิจารณญาณและอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวาน สำหรับผู้สูงอายุ
  11. 11. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ12สถานการณ์และสภาพปัญหาสถานการณ์ความชุกโรคเบาหวานในประเทศไทย พบร้อยละ 9.6 ของประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป (Aekplakorn W และคณะ ; 2546) เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการตายจากรายงานผู้ป่วยใน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุขพบว่า โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 33.3 ต่อแสนประชากร ใน พ.ศ. 2528 เพิ่มเป็น 91.0 ใน พ.ศ. 2537 และเป็น 380.7 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2546 นอกจากนี้จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2539 ยังพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน 2 ล้านคนมีร้อยละ 48.7 ที่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานและน้อยกว่าครึ่งที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม (มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ; 2541) นอกจากนี้โรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุการตายสูงในผู้สูงอายุ โดยเพิ่มขึ้นจาก 28.8ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2534 เป็น 66.7 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2546 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น(สำนักนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุข; การสาธารณสุขไทย 2544-2547)เมื่อพิจารณาจากรายงานเรื่องการสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability Adjusted Life Years Loss :DALYs Loss) ซึ่งเป็นหน่วยเท่ากับการสูญเสียช่วงอายุของการมีสุขภาพที่ดีไปจำนวน 1 ปี (วันดี;2548)พบว่าเบาหวานเป็นปัญหาสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะของคนไทย โดยเพศหญิง คิดเป็นจำนวน 267,158DALYs loss ซึ่งสูงเป็นอันดับสามรองจากเอดส์ และโรคหลอดเลือดสมอง และเพศชาย คิดเป็นจำนวน168,372 DALYs loss ซึ่งสูงเป็นอันดับห้า รองจากโรคเอดส์ อุบัติเหตุจราจร หลอดเลือดสมอง มะเร็งตับ(สำนักนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุข;2542) จากสถานการณ์และสภาพปัญหาดังกล่าว บุคลากรสาธารณสุขจึงควรให้ความสนใจ ในการป้องกัน ดูแล บำบัด รักษา และฟื้นฟูโรคเบาหวาน เพื่อลดอัตราป่วยอัตราตาย ภาระโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน1. โรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ- ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก + ไม่มีสารคีโตนคั่ง{HYPERGLYCEMIA : HYPER OSMOLAR NONKETOTIC SYNDROME (HHNS)}- การติดเชื้อ2. โรคแทรกซ้อนเรื้อรังโรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดใหญ่- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ- โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน- ความดันโลหิตสูง- โรคหลอดเลือดตีบที่เท้า
  12. 12. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ13โรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดเล็ก- โรคแทรกซ้อนทางตา (DIABETIC RETINOPATHY)- โรคแทรกซ้อนทางไต (DIABETIC NEPHROPATHY)- โรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท (DIABETIC NEUROPATHY)1. โรคแทรกซ้อนเฉียบพลันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หมายถึงภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ และทำให้เกิดหมดสติ ไม่รู้สึกตัวได้ เกิดจาก- รับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ /รับประทานอาหารผิดเวลา (สายเกินไป)- ฉีดอินซุลิน หรือรับประทานยาเม็ดลดระดับน้ำตาลมากเกินไป หรือพบในผู้ป่วยที่มีภาวะไตหรือตับเสื่อม ทำให้การทำลายหรือการขับยาออกจากร่างกายน้อยลง ฤทธิ์ของยามากขึ้น- ออกกำลังกายหรือทำงานมากกว่าปกติอาการของภาวะน้ำตาลต่ำ หิว ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออกมาก มึนงง หงุดหงิด ถ้าเป็นมากอาจมีอาการชักเกร็ง หมดสติได้การรักษาโดยให้น้ำหวาน น้ำตาลทันที อาการจะดีขึ้นภายใน 5-10 นาที แต่ถ้าอาการมากไม่รู้สึกตัวต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก และไม่มีสารคีโตนคั่ง มักพบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หรือผู้สูงอายุที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี เมื่อมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง หรือการติดเชื้อ จะมีการหลั่งฮอร์โมนต่างๆซึ่งทำให้ความต้องการอินซุลินเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกิดอาการอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก ไม่มีสารคีโตนคั่ง เป็นอาการของภาวะน้ำตาลสูง เช่นกระหายน้ำมาก ปัสสาวะมาก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด บางครั้งมีอาการชักกระตุก ซึมหมดสติการรักษา ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้การรักษาด้วยอินซุลิน จนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจเปลี่ยนเป็นยาเม็ดลดระดับน้ำตาลได้การติดเชื้อ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายที่พบบ่อย ได้แก่ วัณโรคปอด การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อรา เป็นต้น2. โรคแทรกซ้อนเรื้อรังโรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดใหญ่มีการตีบตันของหลอดเลือดใหญ่ ที่สำคัญได้แก่ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ สมอง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจตายอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือเกิดการตีบของหลอดเลือดไปเลี้ยงขาเกิดอาการปวดน่อง ถ้ามีการอุดตันของหลอดเลือด จนเกิดการตายของเนื้อเยื่อ ทำให้ต้องตัดขา นอกจากนี้ยังพบความดันโลหิตสูงได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงชนิดซิสโตลิก (SYSTOLIC HYPER-TENSION)
  13. 13. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ14โรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดเล็ก- โรคจอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy : DR) มีความผิดปกติที่จอประสาทตาเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์ที่จอรับภาพ เกิดอาการตามัวถ้าเป็นมากจะมีเลือดออกในจอประสาทตาเกิดตาบอดได้- โรคไตจากเบาหวาน (Diabetic nephropathy : DN) เกิดจากการตีบของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลง กรองของเสียไม่ได้ ทำให้มีของเสียคั่งในเลือด เกิดไตวาย ภาวะไตเสื่อมจากเบาหวานในระยะแรกไม่มีอาการ อาศัยการตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะ เป็นการช่วยวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก- โรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) ที่พบบ่อยคืออาการจากระบบประสาทส่วนปลายเสื่อมมีอาการชา ความรู้สึกน้อยลง หรือไม่รู้สึกเริ่มจากปลายนิ้วเท้า และลามขึ้นเรื่อยๆ อาการชาที่เท้าทำให้ไม่รู้สึกเจ็บอาจเกิดแผลลุกลามจนถึงต้องตัดขาได้ นอกจากนี้อาจพบอาการของเส้นประสาทปวดแสบปวดร้อน ซึ่งมักพบในเส้นประสาททั่วไปเลี้ยงเท้าและขาปัจจัยที่ช่วยในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้พิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้1. ดัชนีมวลกาย / เส้นรอบเอว (ภาคผนวก 30)2. ระดับน้ำตาลในเลือด / ฮีโมโกบิน เอวันซี (HbA1c)3. ระดับความดันโลหิต4. ระดับโปรตีนในปัสสาวะ / micro albumin5. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร6. การออกกำลังกาย / กิจกรรมทางกาย (physical activity)7. การใช้ยาแนะนำให้ตรวจ micro albumin ในกรณีโปรตีนในปัสสาวะให้ผลลบเป้าหมายการควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยเบาหวานในกรณีที่น้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ดัชนีมวลกาย/เส้นรอบเอวที่เหมาะสมโดยเริ่มต้นลดร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน (ภาคผนวก 30)
  14. 14. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ15เป้าหมายของการให้โภชนบำบัดในผู้ป่วยเบาหวาน1. ให้ผู้ป่วยสามารถเลือกกินอาหารได้อย่างถูกต้องกับพยาธิสภาพของตัวผู้ป่วยเอง มีการกระจายอาหาร/สารอาหารให้ได้พลังงานเพียงพอ2. ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3. รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับระดับปกติมากที่สุด4. รักษาน้ำหนักตัว / เส้นรอบเอว ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน5. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งนี้เพื่อป้องกัน ลดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแนวทางการให้คำแนะนำโภชนบำบัดในผู้ป่วยเบาหวาน1. ได้รับพลังงานและกระจายสารอาหารที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ2. ลดปริมาณบริโภคอาหารจำพวกน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลในอาหาร(ปริมาณไขมันควรน้อยกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน และไขมันอิ่มตัวควรน้อยกว่าร้อยละ 10ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน)3. ลดปริมาณโซเดียมในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โดยให้เกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน (เท่ากับปริมาณโซเดียม 2.4 กรัม หรือ 6 กรัมของโซเดียมคลอไรด์) (ภาคผนวก 53-54)4. การเพิ่มปริมาณกากใยอาหาร ให้ได้ประมาณ 20-30 กรัมต่อวัน5. ปฏิบัติตามตารางกำหนดอาหารเรื่องของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน (ภาคผนวก 44-46)6. การกำหนดสัดส่วนของอาหาร พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน (Energy requirement) รวมทั้งการพิจารณาอุปนิสัยการบริโภค (Food habit) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนด และปรับแก้ไขการบริโภคที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการสมดุล โดยปริมาณหรือจำนวนของสารอาหารแต่ละชนิดที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวันและต่อมื้อ โดยคำนวณจากรายการอาหารแลกเปลี่ยน (ภาคผนวก 51)แนวทางการให้คำแนะนำกิจกรรมทางกาย / การออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน1. เพิ่มกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน ทำงานบ้าน2. ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 20 นาที3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงที่การควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี (poor metabolic control)คือ ระดับน้ำตาลมากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือ ระดับน้ำตาลน้อยกว่า 60 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือมีจอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวานระดับรุนแรง(Proliferativediabeticretinopathy)หรือมีโรคแทรกซ้อนเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและกินอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  15. 15. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ16แนวทางการลดพฤติกรรมเสี่ยงในผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานหรือกรณีที่พบการบกพร่องของการเผาผลาญน้ำตาล แม้จะยังไม่เป็นหรือแสดงอาการของเบาหวาน ควรแนะนำให้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Life style modification) ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งจะช่วยในการควบคุมโรค ลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนของเบาหวานได้ โดย1. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ในผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี และกรณีจำเป็นให้ได้ไม่เกินวันละ 1 ดริ้ง)2. เลิก บุหรี่
  16. 16. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ17Diabetes Medical Nutrition Therapy and Prevention ofComplication Algorithm for ElderlyเบาหวานFPG ≥ 126 mg/dl./ 2 ครั้ง2 hr. PPG ≥ 200 mg/dlการประเมิน- น้ำหนักตัว - เส้นรอบเอว - ประวัติการเจ็บป่วย - ประวัติการรับประทานอาหาร - กิจกรรมเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย- ดัชนีมวลกาย - ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ* - วิถีการดำเนินชีวิต -ความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรายพฤติกรรม**(Readinesstochange)แนวทางการดูแลรักษา- เพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย- การวางแผนอาหาร : รับประทานอาหารในแต่ละวันให้เหมาะสม โดยกระจายมื้ออาหาร ไม่เน้นหนักมื้อใดมื้อหนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูงโดยเฉพาะจาก คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น น้ำตาลและไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุของระดับน้ำตาลสูงจัดรายการอาหารให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยอาจมีมื้อว่างด้วย เพิ่มปริมาณใยอาหาร 20-35 g/day- ดัดแปลงอาหารอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข้างต้นให้เหมาะสม เช่น อาหารผู้สูงอายุควรเป็นอาหารย่อยง่าย หรือนำค่าดัชนีน้ำตาล***มาพิจารณาในการเลือกอาหาร- ควบคุมน้ำหนัก/เส้นรอบเอว ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมผอมBMI < 18.5น้ำหนักเกิน/อ้วน BMI≥ 25 ไตรกรีเซอร์ไรด์ ≥ 150mg/dL LDL-C>100mg/dL3ความดันโลหิต > 130/80 mmHgกำหนดเป้าหมายของการลดน้ำหนักอย่างน้อย 5-10%ของน้ำหนักตัว-ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน-เพิ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว- เพิ่มโอเมก้า-3-ลดไขมันอิ่มตัว<7%- โคเลสเตอรอล<200 mg/day- เพิ่มไขมันไม่อิ่มตำแหน่งเดียว- เพิ่มใยอาหารที่ละลายในน้ำ10-25 g/dayจำกัดโซเดียม< 2.4 g/day****ถ้าproteinuria >0.5กรัมหรือproteinuriaเป็นบวกให้จำกัดปริมาณโปรตีน06-0.8g/Kg/dayถ้า TG>500 mg/dL,ลดพลังงานจากไขมัน<15% ของพลังงานทั้งหมดประเมินพลังงานจากอาหารทั้งวันถ้าพลังงานเกิน ให้ลดพลังงานลง250-1,000กิโลแคลอรี่จากพลังงานที่รับประทานตามปกติโดยลดคาร์โบไฮเดรต และ/หรือไขมัน (โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว)ประเมินพลังงานทั้งวันถ้าพลังงานน้อยเกินไปให้เพิ่มพลังงานให้เพียงพอตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล อาจเพิ่มอาหารหลักอาหารว่างและอาหารเสริมติดตามน้ำหนัก,ระดับน้ำตาล, HbA1c, การปรับสัดส่วนและกระจายมื้ออาหาร, รวมทั้งกิจกรรมการเคลื่อนไหว/ออกกำลังกายพิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมาย* ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ระดับน้ำตาลในเลือด, micro albumin, HbA1c ถ้าทำได้** ภาคผนวก 38*** ภาคผนวก 52**** ภาคผนวก 53-54
  17. 17. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ18- ว่าง -
  18. 18. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ19แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้สูงอายุวัตถุประสงค์1. มีแนวทางการให้โภชนบำบัดในโรคความดันโลหิตสูงสำหรับผู้สูงอายุ2. ผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมความดันได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน3. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางการดูแลโภชนบำบัดโรคความดันโลหิตสูงสำหรับผู้สูงอายุแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มเป้าหมาย1. แพทย์2. พยาบาล3. นักโภชนาการ/ โภชนากร / นักกำหนดอาหาร4. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคำนิยามความดันโลหิตสูง หมายถึง ระดับความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ หากไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิด อัมพฤกษ์ อัมพาตสถานการณ์และสภาพปัญหาจากรายงานสุขภาพโรคประมาณการปี 2543 ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุการตาย 7.1 ล้านคนหรือประมาณร้อยละ 13 ของการตายทั้งหมด อีกทั้งยังทำให้เกิดการสูญเสียสุขภาวะ และก่อให้เกิดภาระโรคจากรายงานการสำรวจความชุกของโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทย ในการศึกษาการสำรวจระดับชาติโรคความดันโลหิตสูง ในปี 2537-2538 พบความดันโลหิตสูงอย่างเดียวในผู้สูงอายุ ร้อยละ 24.3 และพบความดันโลหิตสูงร่วมกับมีประวัติ ร้อยละ32.4 จากสถิติสาธารณสุขพบความดันโลหิตสูง/หลอดเลือดในสมองเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับ 3 ของคนไทย รองจากโรคมะเร็ง อุบัติเหตุ และการเป็นพิษ และมีแนวโน้มแนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทยโดยหวังผลในการสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ข้อแนะนำต่างๆ ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้มิใช่ข้อบังคับของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้ในกรณีที่สถานการณ์แตกต่างออกไปหรือมีเหตุที่สมควร โดยใช้วิจารณญาณและอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณ
  19. 19. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ20เพิ่มขึ้น โดยมีอัตราตาย 18.9 ต่อแสนประชากร ในปี 2543 เพิ่มเป็น 34.8 ต่อแสนประชากรในปี 2547โดยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน4ล้านคน มีเพียงร้อยละ26.6 ที่ทราบว่าป่วย ในขณะที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมลดลงจาก ร้อยละ 61.5 ในปี 2534 เป็นร้อยละ 50.8 ในปี2539 จากรายงานแนวโน้มอัตราความชุกโรคความดันโลหิตสูงของผู้สูงอายุไทยพบร้อยละ 25 ในปี 2537 และร้อยละ 20 ในปี 2545(สำนักงานสถิติแห่งชาติ; 2537,2545) จากการศึกษาในเขตเมืองและเขตชนบท พบว่าผู้ที่อยู่ในเขตเมืองจะเป็นโรคนี้สูงกว่าและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยปี2528ในเขตเมืองเพิ่มความชุกจากร้อยละ 28เป็นร้อยละ 36.5ในปี 2541 (สุทธิชัย;2543) และจากผลกระทบของสุขภาพที่เกิดจากความดันโลหิตก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของโรคเรื้อรังอาทิ โรคหัวใจ โรคไต การให้การดูแล บำบัด รักษา ที่เหมาะสมถูกต้อง โดยผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อควบคุมโรคของตนเอง จะช่วยลดภาระโรคลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ลดอัตราตาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทย อุบัติการณ์ในผู้สูงอายุภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง1. โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)ischemic strokehemorrhagic stroketransient ischemic attack2. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular disease)Left ventricular hypertrophy (EKG or echocardiography)myocardial infarctionanginacoronary revascularlizationcongestive heart failure3. โรคไต (Renal disease)albuminurianephrosclerosisend stage renal disease4. โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)aortic aneurysmdissecting aneurysmintermittent claudication5. จอประสาทตาผิดปกติจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive retinopathy grade I-IV)
  20. 20. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ21ปัจจัยที่ช่วยในการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงให้พิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้1. ดัชนีมวลกาย / เส้นรอบเอว (ภาคผนวก 30)2. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร3. การออกกำลังกาย / กิจกรรมทางกาย (physical activity)4. การใช้ยา5. ความเครียดและการจัดการกับความเครียดเป้าหมายการควบคุมความดันโลหิตควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทเป้าหมายการให้โภชนบำบัดในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง1. ให้ผู้ป่วยสามารถเลือกกินอาหารได้อย่างถูกต้องกับพยาธิสภาพของตัวผู้ป่วยเอง มีการกระจายอาหาร/สารอาหารให้ได้พลังงานเพียงพอ2. ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3. รักษาระดับความดันโลหิตให้ใกล้เคียงกับระดับปกติมากที่สุด4. รักษาน้ำหนักตัว / เส้นรอบเอว ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน5. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน6. ความเครียดและวิธีการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสมทั้งนี้เพื่อป้องกัน ลดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลักการในการกำหนดอาหารในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง1. ได้รับพลังงานและกระจายสารอาหารที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ2. จำกัดปริมาณโซเดียม จะช่วยลดความดันโลหิตสูง และลดการใช้ยา การลดปริมาณโซเดียมในอาหาร ควรลดโซเดียมให้เหลือไม่เกิน 100 มิลลิโมล/วัน คือ 2.4 กรัมของโซเดียม หรือ 6 กรัม ของโซเดียมคลอไรด์(เกลือแกง1ช้อนชา) จะสามารถลด Systolicblood pressure(SBP)ลงได้2-8 มิลลิเมตรปรอท3. การเพิ่มปริมาณกากใยอาหาร ให้มีปริมาณและมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น โดยแนะนำให้บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยพืช/ผัก/ผลไม้ ลดปริมาณไขมันจากสัตว์ลดปริมาณไขมันอิ่มตัวจะทำให้สามารถลดSBP 8-14 มิลลิเมตรปรอท4. การกำหนดสัดส่วนของอาหาร พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน (Energy requirement) รวมทั้งการพิจารณาอุปนิสัยการบริโภค (Food habit) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนด และปรับ แก้ไขการบริโภคที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการสมดุล โดยปริมาณหรือจำนวนของสารอาหารแต่ละชนิดที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวันและต่อมื้อ โดยคำนวณจากรายการอาหารแลกเปลี่ยน (ภาคผนวก 51)
  21. 21. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ22การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยสูงอายุ1. การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non pharmacological therapy) โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต/พฤติกรรม รวมทั้งการให้สุขศึกษาระหว่างผู้ป่วยและทีมสหสาขาวิชา ซึ่งประกอบด้วย- การให้การดูแลโภชนาการ- การออกกำลังกาย- การเลิกบุหรี่- การควบคุมน้ำหนักตัว2. การใช้ยา (Pharmacological therapy)แนวทางการลดน้ำหนักเพื่อป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูงคนที่น้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก โดยการควบคุมดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 18.5-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร หรืออย่างน้อย ควรลดให้ได้ ร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวที่เป็นอยู่ ในการนี้จะสามารถลด Systolic blood pressure (SBP) และ Diastolic blood pressure (DBP) ลงได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอทต่อ 10 กิโลกรัม โดยประมาณความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับน้ำหนักเกิน/อ้วน การควบคุม ความดันโลหิตสูงพบว่า ร้อยละ 50 ของผู้มีน้ำหนักเกินจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 20-30การลดน้ำหนัก เป็นการบำบัดรักษาความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา จะเพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจแนวทางกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกายเพื่อป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูงกิจกรรมทางกาย (Physical activity)/การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น การเดินการวิ่ง การว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที เกือบทุกวัน จะสามารถช่วยลด SBP 4-9 มิลลิเมตรปรอทโดยประมาณประโยชน์ของกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกายมีประโยชน์ทั้งในการป้องกันและบำบัดความดันโลหิตสูง- เพิ่มสมรรถภาพและสถานะสุขภาพ- ลดความเสี่ยงและการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ- การเดิน 30-45 นาที เกือบทุกวัน จนอัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ที่ 75% ของ 220 - อายุมีประสิทธิภาพ ได้ผลเพียงพอ และประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนการออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำจะเพิ่มสันทนาการในการออกกำลังกาย
  22. 22. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ23แนวทางการลดพฤติกรรมเสี่ยงในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง1. ลด ละ เลิก การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความดันโลหิตทั้งต่อ SBP และ DBP ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าปริมาณมาตรฐานที่ยอมรับได้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้พิษสุราเรื้อรังก็เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงร่วมด้วย พบว่าแอลกอฮอล์จะลดประสิทธิภาพของยาลดความดันและให้ปริมาณแคลอรี่สูงเกินความจำเป็น การจำกัดการบริโภคแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ดริ้งต่อวัน จะสามารถลด SBP 2-4 มิลลิเมตรปรอท2. เลิกสูบบุหรี่เพราะนิโคตินจะเพิ่มระดับความดันโลหิตและเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดแข็งตัวควรแนะนำให้เลิกบุหรี่3. ลดความเครียด แม้ว่ายังไม่มีผลการศึกษาระยะยาวเรื่องการคลายเครียดกับการลดความดันโลหิตสูงพบว่าการบำบัดด้วยการคลายเครียด (Relaxation therapy) สามารถจะเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  23. 23. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ24Hypertension Medical Nutrition Therapy and Prevention ofComplication Algorithm for ElderlyความดันโลหิตสูงBP ≥ 140/90 mmHgการประเมิน- น้ำหนักตัว - ดัชนีมวลกาย - ประวัติการรักษา - ประวัติการรับประทานอาหาร - กิจกรรมเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย- เส้นรอบเอว - ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ* - วิถีการดำเนินชีวิต -ความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรายพฤติกรรม**(Readinesstochange)แนวทางการดูแลรักษา- การวางแผนอาหาร : รับประทานอาหารในแต่ละวันให้เหมาะสมรวมถึงอาหารที่มีลักษณะเหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น อาหารที่มีเส้นใยอาหาร อาหารย่อยง่าย***จำกัดโซเดียม < 2.4 กรัมต่อวัน****ถ้า proteinuria มากกว่า 0.5 กรัม หรือ proteinuria เป็นบวก ให้จำกัดปริมาณโปรตีน 0.6-0.8 g/Kg/dayจัดรายการอาหารให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมผอม BMI<18.5 น้ำหนักเกิน/อ้วน BMI ≥ 25 ไตรกรีเซอร์ไรค์ ≥ 150mg/dL LDL-C > 100 mg/dL FPG ≥ 126 mg/dl./ 2 ครั้ง2 hr. PPG ≥ 200 mg/dlประเมินพลังงานทั้งวันถ้าพลังงานน้อยเกินไปให้เพิ่มพลังงานให้เพียงพอตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล อาจเพิ่มอาหารหลัก อาหารว่างและอาหารเสริมกำหนดเป้าหมายของการลดน้ำหนักอย่างน้อย 5-10%ของน้ำหนักตัว- ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะน้ำตาลให้น้อยกว่า10%ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน- เพิ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว- เพิ่มโอเมก้า-3 ดูแผนแนวทางเวชปฏิบัติโภชนบำบัด โรคเบาหวานหน้า 17- ลดไขมันอิ่มตัว < 7%- โคเลสเตอรอล< 200 mg/day- เพิ่มไขมันไม่อิ่มตำแหน่งเดียว- เพิ่มใยอาหารที่ละลายในน้ำ 10-25 g/dayภาษาไทยประเมินพลังงานจากอาหารทั้งวัน ถ้าพลังงานเกิน ให้ลดพลังงานลง250-1,000กิโลแคลอรี่จากพลังงานที่รับประทานตามปกติ โดยลดคาร์โบไฮเดรตและ/หรือไขมัน(โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว)ถ้า TG>500 mg/dL,ลดพลังงานไขมัน <15%ของพลังงานทั้งหมดติดตามน้ำหนัก,ระดับความดันโลหิต,การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค,รวมทั้งกิจกรรมการเคลื่อนไหว/ออกกำลังกายพิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสม เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้ตามเป้าหมาย* ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ proteinuria / microalbuminuria ถ้าทำได้** ภาคผนวก 38*** ภาคผนวก 46**** ภาคผนวก 53-54
  24. 24. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ25แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโภชนบำบัดในภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุวัตถุประสงค์1. มีแนวทางการให้โภชนบำบัดในภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุ2. ผู้สูงอายุที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน3. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางการดูแลภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ สำหรับผู้สูงอายุแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มเป้าหมาย1. แพทย์2. พยาบาล3. นักโภชนาการ / โภชนากร / นักกำหนดอาหาร4. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคำนิยามภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) คือ ระดับไขมันในเลือดที่มีโคเลสเตอรอล มากกว่า200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับไตรกรีเซอไรด์ มากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับ HDL-cholesterol(HDL-C) หรือไขมันดี น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) หรือไขมันเลวมากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลายหลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน และปัญหาสุขภาพอื่นๆสถานการณ์และสภาพปัญหาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานโรคหลอดเลือดสมอง แตก ตีบ ตัน สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2546 พบว่า โรคหัวใจ เบาหวานอัมพาต เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของผู้สูงอายุไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทยโดยหวังผลในการสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ข้อแนะนำต่างๆ ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้มิใช่ข้อบังคับของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้ในกรณีที่สถานการณ์แตกต่างออกไปหรือมีเหตุที่สมควร โดยใช้วิจารณญาณและอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณ
  25. 25. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ26ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ1. อายุ ในผู้ชาย อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี ในผู้หญิง อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 55 ปี2. พันธุกรรม การมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่ก่อนอายุ 55 ปี ในบิดาหรือญาติเพศชายสายตรง หรือมารดาและญาติผู้หญิงสายตรงก่อนอายุ 65 ปี3. สูบบุหรี่เป็นประจำ4. ความดันโลหิตสูง (≥ 140/90 มิลลิเมตรปรอท)5. ภาวะอ้วนและใช้ชีวิตนั่งๆ นอนๆ แม้จะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักแต่ต้องพิจารณาให้คำแนะนำเพื่อควบคุมโรค เนื่องจากภาวะอ้วนส่งผลกระทบต่อภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ทำให้ระดับ HDL-C น้อย และเกิดปัญหาโรคเบาหวานขึ้น ระดับ HDL-C ≥ 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เป็นปัจจัยลดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ปัจจัยที่ช่วยในการดูแลผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติให้พิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้1. ดัชนีมวลกาย/เส้นรอบเอว (ภาคผนวก 30)2. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร3. การออกกำลังกาย/กิจกรรมทางกาย (physical activity)4. การใช้ยา5. ความเครียดและการจัดการกับความเครียดเป้าหมายการลดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติระดับไขมันในเลือด ที่มีโคเลสเตอรอล น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรระดับไตรกรีเซอไรด์ น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรระดับ HDL-cholesterol (HDL-C) หรือไขมันดี มากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) หรือไขมันเลว น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติแม้ว่าจะไม่มีอาการควรแนะนำให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารไขมันต่ำ ลดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกากใย โดยเฉพาะใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ (Soluble Fiber) ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินควรให้คำแนะนำเพื่อลดน้ำหนักโดยให้การควบคุมปริมาณที่รับประทานในแต่ละวัน ควรลดน้ำหนักโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ดัชนีมวลกายที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นลดร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน
  26. 26. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ27เป้าหมายการให้โภชนบำบัดในผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ1. ให้ผู้ป่วยสามารถเลือกกินอาหารได้อย่างถูกต้องกับพยาธิสภาพของตัวผู้ป่วยเอง มีการกระจายอาหาร/สารอาหารให้ได้พลังงานเพียงพอ2. ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3. รักษาระดับความดันโลหิตให้ใกล้เคียงกับระดับปกติมากที่สุด4. รักษาน้ำหนักตัว / เส้นรอบเอว ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน5. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน6. ความเครียดและวิธีการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสมทั้งนี้เพื่อป้องกัน ลดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองหลักการในการกำหนดอาหารในผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ1. ได้รับพลังงานและกระจายสารอาหารที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ2. ลดปริมาณบริโภค ไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลในอาหาร (ปริมาณไขมันควรน้อยกว่าร้อยละ 20ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน และไขมันอิ่มตัวควรน้อยกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน)3. การเพิ่มปริมาณกากใยอาหารให้มีปริมาณและมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นโดยแนะนำให้บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยพืช / ผัก / ผลไม้ ลดปริมาณไขมันจากสัตว์ ลดปริมาณไขมันอิ่มตัว4. การกำหนดสัดส่วนของอาหาร พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน (Energy requirement) รวมทั้งการพิจารณาอุปนิสัยการบริโภค (Food habit) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนด และปรับแก้ไขการบริโภคที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการสมดุล โดยปริมาณหรือจำนวนของสารอาหารแต่ละชนิดที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวันและต่อมื้อ โดยคำนวณจากรายการอาหารแลกเปลี่ยน (ภาคผนวก 51)แนวทางการให้คำแนะนำกิจกรรมทางกาย / การออกกำลังกายในผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ1. เพิ่มกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกาย เช่น เดิน ทำงานบ้าน2. ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 20 นาทีแนวทางการลดพฤติกรรมเสี่ยงในผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ( Lifestyle modification) ประกอบด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังแบบแอโรบิค การควบคุมน้ำหนัก การลด ละ เลิก สุรา เลิกบุหรี่
  27. 27. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ28Dyslipidemia Medical Nutrition Therapy and Prevention ofComplication Algorithm for ElderlyภาวะไขมันในเลือดผิดปกติTG ≥ 150 mg/dL LDL-C > 130* mg/dLTC ≥ 200 mg/dL HDL-C < 40 mg/dLการประเมิน- น้ำหนักตัว - ดัชนีมวลกาย - ประวัติการรักษา - ประวัติการรับประทานอาหาร - กิจกรรมเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย- เส้นรอบเอว - ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ* - วิถีการดำเนินชีวิต -ความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรายพฤติกรรม**(Readinesstochange)แนวทางการดูแลรักษา- ตรวจระดับไขมันในเลือด- กิจกรรมเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย- การวางแผนอาหาร : จัดรายการอาหารให้เหมาะสมในแต่ละบุคคลหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง เพิ่มใยอาหารที่ละลายในน้ำ10-25g/dayอาหารผู้สูงอายุควรเป็นอาหารย่อยง่าย***ถ้าไตรกรีเซอร์ไรด์>150mg/dL ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะน้ำตาลให้น้อยกว่า10%ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวันเพิ่มกรดไขมันไม่อิ่มตำแหน่งเดียว เพิ่มโอเมก้า-3ถ้า TG ≥ 500 mg/dL ลดพลังงานไขมัน < 15%ของพลังงานทั้งหมดถ้า LDL- C > 130 mg/dL ลดไขมันอิ่มตัว < 7% โคเลสเตอรอล < 200 mg/day เพิ่มไขมันไม่อิ่มตำแหน่งเดียว- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมผอม BMI < 18.5 น้ำหนักเกิน/อ้วน BMI ≥ 25 FPG ≥ 126 mg/dl.2 hr. PPG ≥ 200 mg/dlความดันโลหิต ≥140/90mmHgประเมินพลังงานทั้งวันถ้าพลังงานน้อยเกินไปให้เพิ่มพลังงานให้เพียงพอตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล อาจเพิ่มอาหารหลัก อาหารว่างและอาหารเสริมกำหนดเป้าหมายของการลดน้ำหนักอย่างน้อย 5-7 % ของน้ำหนักตัวดูแผนแนวทางเวชปฏิบัติโภชนบำบัดโรคเบาหวาน หน้า 17โรคความดันโลหิตสูง หน้า 24ประเมินพลังงานจากอาหารทั้งวันถ้าพลังงานเกิน ให้ลดพลังงานลง 250-1,000กิโลแคลอรี่ จากพลังงานที่รับประทานตามปกติโดยลดคาร์โบไฮเดรต และ/หรือไขมัน(โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว)ติดตามน้ำหนัก, ระดับไขมัน, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค, รวมทั้งกิจกรรมการเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย,พิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสม เพื่อควบคุมระดับไขมันให้ได้ตามเป้าหมาย* ระดับ LDL-C ควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตรในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน / โรคหัวใจและหลอดเลือด /โรคความดันโลหิตสูง** ภาคผนวก 38*** ภาคผนวก 46
  28. 28. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ29ภาคผนวก
  29. 29. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ30(กิโลกรัม)ส่วนสูง (เมตร)2การประเมินภาวะโภชนาการการประเมินภาวะโภชนาการสามารถประเมินได้จากการรวบรวมและเก็บข้อมูลทางคลินิกจากแฟ้มประวัติของผู้ป่วย เช่น ประวัติสุขภาพและการเจ็บป่วย (Medical history) และจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยซึ่งวิธีการในการประเมินภาวะโภชนาการประกอบด้วย1. การวัดสัดส่วนของร่างกาย (Anthropometric measurement)น้ำ หนักตัว ส่วนสูง ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index : BMI) น้ำหนักที่ควรเป็น การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เส้นรอบข้อมือ เส้นรอบเอว เส้นรอบสะโพกดัชนีมวลกาย (Body Mass Index or BMI)ในทางวิชาการจะใช้เป็นวิธีหนึ่งในการประเมินปริมาณของไขมันในร่างกายเพื่อพิจารณาความอ้วนหรือความผอมในคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีสูตรง่ายๆ ดังนี้น้ำหนักตัวBMI ปกติ = 18.5 - 24.9 ก.ก./ม2BMI ≥ 25 overweightBMI ≥ 30 obesityเส้นรอบเอวการวัดเส้นรอบเอวจะบอกตำแหน่งการสะสมของไขมันในร่างกาย บริเวณที่ร่างกายสะสมไขมันมีอิทธิพลต่อสุขภาพ ถ้าร่างกายสะสมไขมันบริเวณพุงมาก ซึ่งเป็นลักษณะอ้วนแบบลูกแอปเปิ้ลจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง แต่ถ้าอ้วนลักษณะแบบลูกแพร์หรือชมพู่ซึ่งไขมันจะสะสมส่วนของสะโพกมากกว่า จะมีความเสี่ยงของโรคดังกล่าวน้อยกว่าคนที่อ้วนแบบลูกแอบเปิ้ล สำหรับคนเอเชีย เส้นรอบเอวจะเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงโรคเบาหวานประเภท 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ และความดันโลหิตสูง ได้ดีกว่า BMI ในชาวเอเชียผู้ชายเส้นรอบเอวไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือมีค่า BMI > 35 ไม่ควรใช้เส้นรอบเอวประมาณ เพราะจะไม่ได้ประโยชน์ในการประเมินความอ้วน (Centers for disease control and prevention, 2000)2. การตรวจทางชีวเคมี (Biochemical determination) เช่นAlbumin, Hematocrit, hemoglobinFasting plasma glucose (FPG), Glycated hemoglobin (HbA1c) ถ้าทำได้Total cholesterol (TC), Low density lipoprotein-cholesterol (LDL-C), High density lipoprotein-cholesterol (HDL-C) และ triglycerides (TGs)BUN, Creatinine,Micro albumin ถ้าทำได้
  30. 30. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สูงอายุ313. อาการทางคลินิก (Clinical observation)- อาการเหน็บชามีอาการหงุดหงิดง่ายโมโหง่ายระบบประสาทผิดปกติเกิดจากการขาดวิตามิน บี 1- อาการตาแดง ตาแฉะ ริมฝีปาก ช่องปาก จนถึงหลอดลมอักเสบ เกิดจากการขาดวิตามิน บี 2- อาการเป็นตะคริว ผิวหนังอักเสบ ปลายเส้นประสาทอักเสบ เกิดจากการขาดวิตามิน บี 6- โรคผิวหนังท้องร่วง เบื่ออาหาร เกิดจากการขาดไนอาซิน4. การประเมินอาหารที่บริโภค (Dietary assessment)- จากการซักประวัติความอยากอาหาร- รูปแบบและอุปนิสัยการบริโภคตามปกติ และปริมาณสารอาหารที่ปริโภคในแต่ละวัน
  31. 31. แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลโภชนบำบัดในโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับผู้สà

×