• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Malaria
 

Malaria

on

  • 817 views

โรคมาลาเรีย ...

โรคมาลาเรีย
สุนทร โฉมปราชญ์
ศริพร ยงชัยตระกูล

แหล่งข้อมูล
http://dpc10.ddc.moph.go.th/maesai/BODY_/link%20โรคฯ/malaria.pdf

Statistics

Views

Total Views
817
Views on SlideShare
817
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
21
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Malaria Malaria Document Transcript

    • โรคมาลาเรีย (Malaria) สุนทร โฉมปราชญ์ ศิรพร ยงชัยตระกูล โรคมาลาเรียในคน เกิดจากเชื้อปรสิต plasmodium 4 ชนิด ได้แก่ Plasmodium falciparum Plasmodium vivax, Plasmodium malariae และ Plasmodium ovale โดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนา โรค วงจรชีวิตของเชื้อมาลาเรียซึ่งมียุงก้นปล่องที่เป็นพาหะนั้นจะมีเชื้อมาลาเรียซึ่งอยู่ในระยะที่เป็น ตัวอ่อนเรียกว่าสปอโรซอยต์ (sporozoite) อยู่ในต่อมน้าลาย เมื่อมากัดคนก็จะปล่อยสปอโรซอยต์ เข้าสู่กระแสโลหิต และเข้าสู่เซลล์ตับภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะเพิ่มขนาดสร้างออร์กาเนล ต่าง ๆ และแบ่งนิวเคลียสหลายครั้ง ได้เป็นเมอร์โรซอยต์ (merozoite) สปอโรซอยต์ของ P.vivax และ P.ovale บางส่วน เมื่อเข้าสู่เซลล์ตับแล้วจะหยุดพักการเจริญชั่วขณะ ซึ่งเป็นสาเหตุทาให้เกิด อาการไข้กลับ (relapse) ในผู้ป่วยเรียกระยะการหยุดพักนี้ว่า ฮิปโนซอยต์ (hypnoaoite) เมอร์โร ซอยต์จะออกจากเซลล์ตับเข้าสู่เม็ดเลือดแดง และกินฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงเป็นอาหาร โดยใช้ กระบวนการ pinocytosis เมอร์โรซอยต์จะเจริญแบ่งตัวในเม็ดเลือดแดงเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะวงแหวน (ring form) 2. ระยะโทรโฟซอยต์ (trophozoite) 3. ระยะไซซอนท์ (Schizont) 4. ระยะเมอโรซอยต์ จากนั้นเมอโรซอยต์จะแตกออกจากเม็ดเลือดแดง และเป็นอิสระในกระแสโลหิตชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงเข้าสู่เม็ดเลือดแดงใหม่ เป็นการเพิ่มจานวนเชื้อมาลาเรียอย่างรวดเร็ว เมอร์โรซอยต์บางตัวจะ เจริญไปเป็นเชื้อระยะมีเพศเรียกว่า แกมิโตไซต์ (gametocyte) ซึ่งมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย เมื่อ ยุงก้นปล่องมากัดคนจะได้แกมิโตไซต์ เข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหาร แล้วจะเจริญเติบโตและสืบพันธ์ ได้เป็นไซโกต (Zygote) ไซโกตจะเจริญและแบ่งตัวได้เป็น สปอโรซอยต์จานวนมาก และเคลื่อน ออกจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ต่อมน้าลายของยุง พร้อมที่จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสโลหิตของคน ต่อไป อาการและอาการแสดงของโรค อาการและอาการแสดงของโรคมาลาเรียไม่มีลักษณะพิเศษบ่งเฉพาะ โดยมากจะมีอาการนาคล้ายกับ คนเป็นไข้หวัด คือ มีไข้ต่า ๆ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว และกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้เบื่ออาหาร ได้อาการนี้จะเป็นเพียงระยะสั้นเป็นวัน หรือหลายวันได้ ขึ้นอยู่กับระยะฟักตัวของเชื้อ ชนิดของเชื้อ
    • 188 จานวนของสปอโรซอยต์ที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป ภาวะภูมิต้านทานต่อเชื้อมาลาเรียของผู้ป่วย ภาวะที่ ผู้ป่วยได้รับยาป้ องกันมาลาเรียมาก่อน หรือได้รับยารักษามาลาเรียมาบ้างแล้ว อาการไข้ซึ่งเป็นอาการที่เด่นชัดของมาลาเรีย ประกอบด้วย 3 ระยะคือ 1.ระยะสั่น ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น ปากและตัวสั่น ซีด ผิวหนังแห้งหยาบ อาจจะเกิดขึ้น นาน ประมาณ 15 – 60 นาที ระยะนี้ตรงกับการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย 2.ระยะร้อน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หน้าแดง ระยะนี้ใช้เวลา 2 – 6 ชั่วโมง 3. ระยะเหงื่อออก ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกจนชุ่มที่นอน หลังจากระยะเหงื่อออก จะมีอาการ อ่อนเพลีย ไข้ลด ปัจจุบันนี้จะพบลักษณะทั้ง 3 ระยะได้น้อยมาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยตลอดเวลา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นมาลาเรียครั้งแรก เนื่องจากในระยะแรกของการติดเชื้อมาลาเรีย เชื้ออาจ เจริญถึงระยะแก่ไม่พร้อมกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากได้รับเชื้อในเวลาต่างกัน เชื้อจึงเจริญในเม็ดเลือด แดงไม่พร้อมกัน ทาให้เกิดมีเชื้อหลายระยะ การแตกของเม็ดเลือดแดงจึงไม่พร้อมกัน ผู้ป่วย มาลาเรียในระยะแรกอาจมีไข้สูงลอยตลอดวันแต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้ว การแตกของเม็ดเลือด แดงเกิดขึ้นพร้อมกัน จะเห็นผู้ป่วยมีการจับไข้หนาวสั่นเป็นเวลา แยกได้ชัดเจนตามชนิดของเชื้อ มาลาเรีย เชื้อไวแวกซ์ ฟัสซิพารัม และโอวัลเล่ ใช้เวลาในการแบ่งตัว 48 ชั่วโมง จึงทาให้เกิดไข้ทุก วันที่ 3 ส่วนมาลาริอี ใช้เวลา 72 ชั่วโมง อาการไข้จึงเกิดทุกวันที่ 4 ภายหลังที่เป็นมาลาเรียได้ระยะ หนึ่ง จะตรวจพบว่าผู้ป่วยซีด บางคนมีตัวเหลือง ตาเหลือง ตับและม้ามโต บางรายกดเจ็บ ถ้าเม็ด เลือดแดงแตกมาก ๆ จะพบว่าผู้ป่วยมีปัสสาวะดา การดาเนินโรค ฟัลซิพารัมมาลาเรีย (P.Falciparum)เป็นมาลาเรียชนิดที่รุนแรงและเป็นอันตรายมากที่สุด จึง มีชื่อว่า “malignant malaria” ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปและไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการรุนแรงเกิดเป็น มาลาเรียขึ้นสมองได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาและหายจากโรคแล้วมักจะหายเป็นปกติ โดยไม่มีอาการ อื่นหลงเหลืออีกเลย ผู้ป่วยฟัลซิพารัมมาลาเรียจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้บ่อย เช่น เกิดภาวะ น้าตาลในเลือดต่า เกิดภาวะความเป็นกรดเกิน (metabolc acidosis) และเสียชีวิตจากปอดบวมน้า หรือไตวายได้ผู้ป่วยฟัลซิพารัมมาลาเรีย ในระยะแรกของโรคจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือท้องเดิน บางคนอาจมีไอหรือลักษณะคล้ายไข้หวัดได้ใน 4 – 5 วัน แรกของโรค ไข้จะสูงลอยตลอดเวลา เนื่องจากการแตกของเม็ดเลือดแดงแต่ละชุดไม่พร้อมกัน แต่ หลังจากเชื้อมาลาเรียเจริญอยู่ในระยะเดียวกันแล้ว เม็ดเลือดแดงจะแตกพร้อมกันทุก 48 ชั่วโมง จึง ให้ชื่อว่า tertain malaria ผู้ป่วยอาจซีดและเหลือง ตับม้ามโต
    • 189 ไวแวกซ์มาลาเรีย (P.Vivax) ผู้ป่วยที่เป็นไวแวกซ์มาลาเรียมักจะไม่เสียชีวิต จึงมีชื่อว่า “benign tertain malaria” แต่ผู้ป่วยจะเป็นโรคซ้าอีก อาการของผู้ป่วยไวแวกซ์มาลาเรีย จะมีลักษณะคล้าย กับฟัลซิพารัมมาลาเรีย แต่จะพบหนาวสั่นได้บ่อยกว่า และขณะเกิดหนาวสั่น มักมีอาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อมาก ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอาการไข้จะค่อย ๆ ทุเลาและหายได้ แต่จะเป็นซ้าได้ อีกภายใน 2 ปี นานที่สุด 8 ปี โอวัลเล่มาลาเรีย (P.Ovale) อาการทางคลินิกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดโอวัลเล่ จะมีลักษณะคล้ายกับ ไวแวกซ์มาลาเรีย แต่จะมีอาการน้อยกว่า และมีเชื้อกลับเป็นซ้าน้อยกว่า ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการ ไข้จะทุเลาและหายไปได้เอง แต่เป็นซ้าได้อีกภายใน 1 ปีนานที่สุด 5 ปี มาลาริอีมาลาเรีย (P.Malariae) เชื้อมาลาริอีมาลาเรีย จะทาให้เกิดมีไข้หนาวสั่นวันเว้น 3 วัน คือมี ไข้วันที่ 1 แล้วสบายอยู่ 3 วัน วันที่ 4 จึงมีไข้อีก จึงเรียกว่า “quartan malaria” ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ รุนแรง และกว่าจะเกิดอาการไข้ อาจใช้เวลานานเป็นปี เชื้อมาลาริอีอยู่ในคนได้เป็นเวลานานหลายปี มีรายงานนานถึง 53 ปี เชื้อนี้เป็นสาเหตุทาให้เกิด nephrotic syndrome ได้ การติดเชื้อผสม (mixed infections) การติดเชื้อผสมที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ฟัลซิพารัมมาลาเรีย ร่วมกับไวแวกซ์มาลาเรีย ในประเทศไทยรายงานจากการตรวจเลือดผู้ป่วยทั่วประเทศพบการติดเชื้อ ผสมของฟัสซิพารัมกับไวแวกซ์มาลาเรีย ในระยะแรกพบเพียงร้อยละ 0.5 แต่รายงานจาก โรงพยาบาลที่มีการติดตามผู้ป่วยฟัลซิพารัมภายหลังการรักษานาน 2 เดือน พบว่ามีอัตราการเป็น ไวแวกซ์มาลาเรียสูงถึงร้อยละ 33 อาจแสดงได้ว่าในระยะแรกอัตราการได้รับเชื้อผสม 2 ชนิด เกิด ได้บ่อย แต่ตรวจไม่พบหรือตรวจแยกชนิดของมาลาเรียได้ยาก ทาให้ผู้ป่วยได้รับการรักษามาลาเรีย ชนิดเดียว คือ ฟัลซิพารัม แต่ภายหลังจึงเป็นมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ตามมาในอัตราที่สูง การวินิจฉัยมาลาเรีย อาศัยการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการเพื่อประกอบการวินิจฉัยทางคลินิก วิธีที่ดี ที่สุดและนิยมใช้ในปัจจุบัน คือ การตรวจหาเชื้อมาลาเรียในฟิล์มโลหิตด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมีทั้ง ฟิล์มหนา (thick film) และฟิล์มบาง (thin film) เป็นวิธีที่ตรวจได้ง่ายใช้เวลาประมาณ 30 นาที สามารถจาแนกชนิดของเชื้อมาลาเรียได้ การรักษาผู้ป่ วยมาลาเรีย มาลาเรียเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตน้อยมาก ถ้าผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องรวดเร็ว และได้รับการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูง การแยก ชนิดของเชื้อมีความสาคัญมาก เนื่องจากการเลือกใช้ยาสาหรับเชื้อแต่ละชนิดนั้นต่างกัน
    • 190 การรักษามาลาเรียประกอบด้วย 1. การรักษาจาเพาะ (Specific treatment) 2. การบาบัดอาการและภาวะแทรกซ้อน (Supportive treatment) 3. การป้ องกันการแพร่กระจายโรคโดยให้ยาฆ่าแกมมีโตซัยท์ (Gametocytocide) 1. การรักษาจาเพาะ วัตถุประสงค์ของการรักษาจาเพาะคือ การกาจัดเชื้ออันเป็นต้นเหตุของโรคที่ทา ให้เกิดอาการป่วยไข้ คือ ระยะไร้เพศในเม็ดเลือดแดง ฉะนั้นจึงต้องให้ยาฆ่าเชื้อระยะไร้เพศ (blood schizontocide) สิ่งที่ควรคานึงถึงในการเลือกยาต้านมาลาเรีย ได้แก่ 1.วิธีการบริหารยา ควรประเมินสภาวะผู้ป่วยร่วมด้วย การบริหารยาโดยวิธีกินเป็นวิธีที่ง่าย และสะดวกในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่อาจไม่เหมาะในผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก ควรพิจารณาการบริหารยาด้วยวิธีฉีด 2.ความถี่และระยะเวลาของการใช้ยา มีความสาคัญต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้ยาเป็น อย่างมาก เพราะจะมีผลต่อความร่วมมือของผู้ป่วย โดยรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง (compliance) การเลือกยาสาหรับผู้ป่วยที่ต้องนายาไปบริหารเองที่บ้าน ควรเน้นวิธีที่ง่าย สะดวก เช่น รับประทาน วันละครั้ง และช่วงเวลาที่ควรรับประทานยาควรสั้น เช่น รับประทานครั้งเดียว (single dose) หรือถ้า ต้องให้หลายวันก็ไม่ควรเกิน 3 วัน เป็นต้น 3.ประวัติการได้ยารักษามาลาเรีย เป็นข้อมูลสาคัญที่ทาให้ทราบถึงการดื้อยาของเชื้อ มาลาเรีย การเลือกยาต้องคานึงถึงการดื้อต่อยาของเชื้อฟัลซิพารัมด้วยเสมอ ควรรู้การกระจายของ เชื้อที่ดื้อต่อยาชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยในการเลือกใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ 4.ควรใช้ความรู้ทางเภสัชจลนศาสตร์ของยา เช่น อัตราการดูดซึม ความเข้มข้นของยาใน พลาสมาและเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อ การกระจายตัวของยาไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ อัตราการเปลี่ยนแปลง และขับถ่ายยา ตลอดจนพิษวิทยาของยาเหล่านั้นเป็นพื้นฐานในการจัดขนาดยาที่เหมาะสม 2. การบาบัดอาการและภาวะแทรกซ้อน (Supportive treatment) การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดสาคัญ มากโดยเฉพาะในผู้ป่วยมาลาเรียขึ้นสมอง จะต้องมีการควบคุมสมดุลย์ของของเหลว (Fluids) และ เกลือแร่ (Electrolytes) ในร่างกาย การให้ยารักษาภาวะแทรกซ้อนจะต้องคานึงถึงภาวะเสี่ยงและ ผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การใช้ยา cortricosteroid ในผู้ป่วยมาลาเรียขึ้น สมอง ไม่ทาให้การรักษาดีขึ้นแต่ผลข้างเคียงมีมาก จึงไม่ควรใช้ ส่วนการให้ยากันชักช่วยป้ องกัน การชักของผู้ป่วยได้ดี จึงควรใช้ยากันชักในผู้ป่วยมาลาเรียขึ้นสมอง 3. การป้ องกันการแพร่กระจายเชื้อ สาหรับมาลาเรียฟัลซิพารัม ถ้าผู้ป่วยอยู่ในท้องที่ที่มียุงซึ่งเป็น พาหะ ต้องให้ยาฆ่าแกมีโตซัยต์ คือ ไพรมาควิน ขนาด 30 – 45 mg. รับประทานครั้งเดียวร่วมด้วย เพราะยาฆ่าเชื้อระยะไร้เพศ (blood schizontocide) ฆ่าแกมมีโตซัยต์ (เชื้อระยะมีเพศ) ของเชื้อฟัลซิ
    • 191 พารัมไม่ได้ สาหรับมาลาเรียไวแวกซ์ โอวัลเล่ และมาลาริอี ไม่ต้องให้ไพรมาควิน เพื่อฆ่าแกมมีโต ซัยม์เพราะ blood schizontocide ออกฤทธิ์ฆ่าแกมมีโต ซัยต์ของเชื้อเหล่านี้ได้ด้วย ยาที่ใช้ในการรักษามาลาเรีย ยาต้านเชื้อมาลาเรีย จาแนกตามฤทธิ์ของยาต่อเชื้อ ดังนี้ 1. Blood schizontocide ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไร้เพศในเม็ดเลือดแดง ใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรีย เพราะเชื้อไร้เพศในเม็ดเลือดแดง เป็นตัวทาให้มีอาการป่วยไข้ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ คลอโรควิน (chloroquine) ซัลฟาดอกซิน/พัยริเมธามีน (SP, Fansidarฎ) ควินิน (quinine) เมโฟลควิน (mefloquine) เมโฟลควิน ร่วมกับ SP (MSP, Fansimef) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) ฮาโลแฟนทริน (halofantrine) อาร์ติมิเตอร์ (artemether) และอาร์ติซูเนต (Artesunate) 2. Tissue schizontocide มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่อยู่ในเนื้อเยื่อ (ตับ) ถ้าฆ่าเชื้อก่อนเข้าเม็ดเลือดแดง (primary tissue schizontocide) ใช้เป็นยาป้ องกันมาลาเรีย ได้แก่ ยาพัยริเมธามีน (pyrimathamine) ถ้าฆ่า hypnozoite ที่อยู่ในตับ ใช้เป็นยากันโรคกลับซ้า (antirelapse) ใช้ในการรักษามาลาเรีย ไวแวกซ์และมาลาเรียโอวาเล่ให้หายขาด ได้แก่ ยาไพรมาควิน (primaquine) 3. Gametocide ออกฤทธิ์ฆ่าแกมมีโตซัยต์ หรือเชื้อมีเพศ ได้แก่ ยาไพรมาควิน ใช้ขจัดการ แพร่มาลาเรียในโครงการควบคุมกาจัดมาลาเรียของกองมาลาเรีย 4. Sporontocide หรือ antisporogenic drug มีฤทธิ์ขัดขวางการเกิดสปอโรซอยต์ในยุง จึง เป็นยาที่ขัดขวางการแพร่โรค ได้แก่ ไพรมาควิน ปัญหาการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย Blood schizontocide ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อไร้เพศและเป็นยารักษา มาลาเรีย เมื่อใช้ไประยะหนึ่งเชื้อมาลาเรียมักจะปรับตัวดื้อต่อยา เชื้อฟัลซิพารัมปรับตัวดื้อยาได้ ดีกว่าเชื้อชนิดอื่นและทาให้เกิดปัญหาในการรักษาควบคุมและกวาดล้างมาลาเรีย สาหรับใน ประเทศไทยมีประวัติการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย ดังนี้ - มีรายงานผู้ป่วยฟัลซิพารัมดื้อต่อยาคลอโรควิน ที่โรงพยาบาลอายุรศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ใน พ.ศ.2505 หลังจากนั้นมีการกระจายของเชื้อดื้อยาไปอย่างช้า ๆ - พ.ศ.2514 เชื้อดื้อยาคลอโรควินมากขึ้น และกระจายไปทั่ว โครงการควบคุมไข้มาลาเรีย จึงเปลี่ยนการรักษาฟัลซิพารัมจากคลอโรควินเป็น SP ในการรักษาขั้นหายขาด หลังจากนั้นมีการใช้ ยา SP อย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีการใช้เป็นยาป้ องกัน ตลอดจนยาชุด จึงทาให้เกิดการดื้อยา ในไม่ช้า - พ.ศ.2524 กองมาลาเรีย ทาการศึกษาประสิทธิภาพของยารักษาขั้นหายขาด 5 ขนาน พบว่า Fansidar ให้ผลการรักษาต่ามาก เพียง 30 – 40% ที่ตาก กาฬสินธ์ และจันทบุรี
    • 192 - พ.ศ.2528 กองมาลาเรียได้นายา MSP. เข้ามาใช้ในโครงการควบคุมไข้มาลาเรีย หลังจาก MSP. ได้รับการจดทะเบียนครั้งแรกในประเทศไทย (พ.ย.2524) และมีการควบคุมยานี้ โดยมี ข้อตกลงห้ามมิให้บริษัทจาหน่ายให้แก่ร้านขายยาหรือภาคเอกชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากกรม ควบคุมโรคติดต่อเป็นราย ๆ ไป และไม่ให้ใช้เป็นยาป้ องกัน นับได้ว่า MSP. เป็นยาขนานแรกที่มี ระบบการควบคุมในประเทศไทย ซึ่งยาอื่นที่ได้รับการจดทะเบียนก่อนหน้านี้ เช่น คลอโรควิน ควินิน SP ไม่มีการควบคุมแต่อย่างใด และมักพบยาเหล่านี้อยู่ในยาชุดจาหน่ายทั่วไปตามแหล่งแพร่ เชื้อมาลาเรีย - พ.ศ. 2533 มีการระบาดของไข้มาลาเรียฟัลซิพารัมอย่างรุนแรง เนื่องจากมีการเปิด ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ปลายปี 2531 ทาให้มีคนงานขุดพลอยจากจังหวัดตราดและจังหวัด ใกล้เคียง ตลอดจนจังหวัดอื่น ๆ เกือบทั่วประเทศเดินทางข้ามชายแดนที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ไปขุด พลอยในจังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ทาให้มีผู้ป่วยมาลาเรียจานวนมาก (65,550 ราย ในจังหวัด ตราด คิดเป็น 24% ของผู้ป่วยทั้งประเทศ) 90% เป็นเชื้อ P.falciparum ก่อให้เกิดผลกระทบ คือ ผลการรักษาด้วยยา MSP. ลดลงมาก ต่อมาในปี 2533 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศแนะนาให้งด การใช้ยา MSP. ทั้งเพื่อการรักษาและเพื่อเป็นยาป้ องกัน และประเทศไทยได้เริ่มใช้ Mefloquine ใน รูปยาเดี่ยว แทน MSP. - พ.ศ. 2538 กองมาลาเรียได้กาหนดนโยบายเกี่ยวกับยารักษามาลาเรียฉบับ พ.ศ.2538 โดย นายากลุ่มอนุพันธ์ชิงเฮาซู ได้แก่ อาร์ติซูเนต และอาร์ติมิเตอร์ ซึ่งเป็นยาใหม่มาใช้ร่วมด้วย แนวทางการรักษามาลาเรียของโครงการควบคุมไข้มาลาเรีย กองมาลาเรีย กรมควบคุมโรคติดต่อ (ฉบับ พ.ศ.2538) การรักษาผู้ป่ วย P.falciparum มีการแบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้ ก. พื้นที่เชื้อไวต่อยาเมโฟลควิน หรือดื้อยาเมโฟลควินในระดับต่า มีอัตราหายขาดสูงกว่า 70% ได้แก่พื้นที่ทั่วไปของประเทศ ยกเว้น ข้อ ข และ ค ข. พื้นที่เชื้อดื้อต่อยาเมโฟลควินในระดับปานกลาง มีอัตราหายขาดระหว่าง 50-70% และ อาจพบผู้ป่วยดื้อยาระดับสูง RIII ได้แก่ จังหวัดนครนายก และสระแก้ว ค. พื้นที่เชื้อดื้อต่อยาเมโฟลควินในระดับสูง อัตราหายขาดต่ากว่า 50% และมักจะพบผู้ป่วย ที่มีการดื้อยาระดับสูง RIII ได้แก่จังหวัดตาก ตราด และจันทบุรี พื้นที่ ก. ยาที่ใช้รักษาคือ เมโฟลควิน 750 mg. ร่วมกับไพรมาควิน 30 mg. รับประทานพร้อมกัน ครั้งเดียว หากรักษาไม่หายให้ใช้ยาขนานที่สองคือควินิน 600 mg. วันละ 3 ครั้ง ร่วมกับเตตร้าซัย คลิน 500 mg. วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน และไพรมาควิน 30 mg. ในวันแรก และยาขนานที่สาม คือ
    • 193 อาร์ติซูเนตหรือ อาร์ติมิเตอร์ขนาด 700 mg. แบ่งให้ภายใน 5 วัน ร่วมกับไพรมาควิน 30 mg. ในวัน สุดท้าย พื้นที่ ข. ยาที่ใช้รักษาคือ เมโฟลควิน 750 mg. ครั้งเดียวร่วมกับอาร์ติซูเนต หรืออาร์ติมิเตอร์ วันละ 300 mg. ครั้งเดียวหากรักษาไม่หายให้ใช้ยาขนานที่สองและสาม เช่นเดียวกับพื้นที่ ก. พื้นที่ ค. ยาที่ใช้รักษาคือ เมโฟควิน 1250 mg. เป็นเวลา 2 วัน และไพรมาควิน 30 mg. ครั้งเดียว หาก รักษาไม่หายให้ใช้ยาขนานที่สองและสาม เช่นเดียวกับพื้นที่ ก. การรักษาผู้ป่ วย P.vivax และ P.ovale ใช้คลอโรควิน 1500 mg. แบ่งให้ภายใน 3 วัน ร่วมกับไพรมาควิน วันละ 15 mg. นาน 14 วันหาก พบเชื้อไวแวกซ์ซ้าภายใน 3 เดือน นับจากการรักษาขั้นแรก โดยพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เป็นการรับเชื้อ ใหม่ ให้รักษาซ้าเช่นเดิม แต่เพิ่มขนาดยาไพรมาควินเป็นวันละ 20 mg. การรักษาผู้ป่ วย P.malariae รักษาเหมือน P.vivax แต่ไม่ต้องให้ไพรมาควิน เชื้อผสมที่มีเชื้อ P.falciparum รวมอยู่ด้วย ให้รักษา ตามแต่กรณีของฟัลซิพารัมนั้น ๆ เนื่องจากยารักษามาลาเรียฟัลซิพารัม สามารถจากัดเชื้อไวแวกซ์ ได้ เช่นเดียวกัน และนัดมาตรวจโลหิตซ้าหากพบ P.vivax จึงรักษาอีกครั้งตามวิธีรักษา P.vivax ยาป้ องกัน ปัจจุบันกองมาลาเรีย ไม่แนะนาให้ประชาชนทั่วไปกินยาป้ องกัน โดยให้ใช้วิธีป้ องกันยุงกัดแทน สาหรับผู้ที่มีความจาเป็นต้องเข้าไปในท้องที่แพร่เชื้อในเวลาอันสั้น อาจกิน Doxycyclin วันละ 100 mg. ติดต่อกันจนกลับออกจากท้องถิ่น กินต่ออีก 4 สัปดาห์ (เด็กอายุต่ากว่า 9 ปีและหญิง ตั้งครรภ์ห้ามใช้ยานี้) การรักษากลุ่ม (Mass drug administration, MDR) ยารักษากลุ่ม เป็นยาที่ให้แก่ประชาชนทั้งหมดในท้องที่ เพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อไข้มาลาเรีย มัก ดาเนินการร่วมไปกับการควบคุมยุงพาหะ โดยดาเนินการเป็นช่วงสั้น ๆ นาน 2 – 3 เดือน ในบาง กรณีจะจ่ายยาเฉพาะกลุ่มชน เรียกว่า Selective drug administration, (SDA) การรักษากลุ่มทั้ง MDA และ SDA จะประกาศใช้ในกรณีเฉพาะกิจ ชนิดและขนาดของยาที่ใช้อยู่ในดุลยพินิจของ ผู้อานวยการสานักงานโรคติดต่อนาโดยแมลง เภสัชวิทยาของยารักษาโรคมาลาเรีย 1. คลอโรควิน (Chloroquine) คลอโรควิน มีฤทธิ์กาจัดเชื้อมาลาเรีย P.vivax, P.malariae และ P.ovale ระยะที่อยู่ในกระแสเลือดได้ดีมาก ทั้งแบบมีเพศและไร้เพศ แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อระยะที่ อยู่ในตับของ P.vivax, และ P.ovale ส่วนเชื้อ P.fafclparum ในประเทศไทยดื้อต่อยานี้ เภสัช
    • 194 จลนศาสตร์ คลอโรควิน ถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทาน bioavailability ของยาชนิดเม็ดประมาณ 80- 90% การฉีดยาจะกระจายไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ทาให้ปริมาตรการกระจายใน ร่างกายใหญ่มาก (100-1,000 ลิตร/กก.น้าหนักตัว) ในขณะที่ปริมาตรการกระจายยาในระบบ ไหลเวียนโลหิตเล็กมาก (0.2 ลิตร/กก.น้าหนักตัว) ดังนั้นการบริหารยาโดยวิธีฉีด จะทาให้ระดับยา ในพลาสมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นพิษได้ จึงควรให้ยาโดยวิธีรับประทานจะปลอดภัยกว่า แต่ หากจาเป็นต้องให้โดยวิธีฉีดต้องให้แบบหยดเข้าหลอดเลือดดาช้า ๆ หรือฉีดเข้ากล้ามหรือใต้ ผิวหนัง โดยแบ่งฉีดที่ละน้อย แต่ให้ระยะเวลาถี่ขึ้น การบริหารยาโดยการรับประทานในขนาดที่ใช้ รักษา (10 mg/กก.น้าหนักตัว) ยาจะถึงระดับ MIC (minimum inhibitory concentration) ภายใน 30 นาที ระดับยาในพลาสมาขึ้นสูงสุด ประมาณ 3-5 ชั่วโมงหลังรับประทาน ยาถูกดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อให้ ร่วมกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต การกาจัดและการขับถ่ายยาออกจาก ร่างกายเป็นไปอย่างช้า ๆ ประมาณร้อยละ 50 ของยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนซัยม์ cytochrome p450 ในตับ ยาถูกขับออกทางปัสสาวะในรูป chloroquine (unchanged) ประมาณร้อยละ 50 และ ร้อยละ 25 ในรูปเมตาบอไลต์ อัตราการกาจัดยาโดยไตประมาณ 400-500 มล./นาที อาจตรวจพบยา หลงเหลือในปัสสาวะได้เมื่อหยุดยาไปแล้วเป็นปี การดูดซึมยาคลอโรควิน ในผู้ป่วยมาลาเรียชนิด ไวแวกซ์มากกว่าในคนปกติ ทาให้ได้ความเข้มข้นยาสูงสุดและ bioavailabitity เพิ่มขึ้น อาการไม่ พึงประสงค์ ในขนาดที่ใช้รักษาโดยทั่วไปไม่ทาให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง ที่พบส่วนใหญ่ใน ขนาดรับประทานเพื่อรักษามาลาเรียเฉียบพลัน อาจทาให้ปวดศีรษะ ตาพร่า ลมพิษ คัน และอาการ ข้างเคียงในทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งสามารถลดอาการ เหล่านี้ได้โดยการให้ยาพร้อมอาหาร การให้ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดาอย่างรวดเร็ว หรือฉีดเข้ากล้าม ในขนาดสูง อาจทาให้เกิดพิษต่อระบบไหลเวียนโลหิต และหัวใจอย่างรุนแรง ได้แก่ หลอดเลือด ขยายตัว ความดันโลหิตต่า คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติจนถึงหัวใจหยุดเต้น การให้ยาในขนาดสูงมาก ๆ หรือให้เป็นเวลานาน เช่น ใช้ป้ องกันมาลาเรีย อาจทาให้เกิด retinopathy (irreversible) อาการไม่ พึงประสงค์ที่รุนแรงที่อาจพบได้ คือ photosensitization, aplastic anemia, agranulocytosis, myopathy และ psychiatric disturbance ข้อควรระวัง 1. ระวังในผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่มีความผิดปกติรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบเลือด 2. ยาทาให้เม็ดเลือดแดงแตกในผู้ป่วยที่ขาดเอ็นไซม์ glucose - 6 – phosphate dehydrogenase (G6PD)
    • 195 3. การใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเรื้อนกวางและ porphyria อาจเพิ่มความรุนแรงของโรค ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions) ยาที่มีปฏิกิริยากับคลอโรควิน ผลที่เกิดขึ้น Cimetidine Cimetidine จะลดอัตราการเมตาบอไลต์ และอัตราการขับถ่าย ยา Chloroquine Kaolin หรือ magenesium trisilicate การดูดซึมของ chloroquine จากทาง เดินอาหารจะลดลงเมื่อให้ยาร่วมกัน ขนาดและวิธีใช้ การบริหารยาโดยวิธีรับประทาน ใช้ในผู้ป่วยมาลาเรียที่ไม่สามารถให้ยาโดยวิธี รับประทานได้ ผู้ใหญ่ 1. ให้ 160-200 mg. (base) ฉีดเข้ากล้ามซ้าได้ใน 6 ชั่วโมง ต่อไปถ้าจาเป็น ห้ามฉีดเกิน 800 mg. (base) ใน 24 ชม. หลังจากนั้นเริ่มให้ยารับประทานในทันทีที่ทาได้ต่อไปอีก 3 วันจนครบ 1500 mg. 2. หรืออาจให้ยา 2.5 mg./kg. ทุก 4 ชม. หรือ 3.5 mg./kg. ทุก 6 ชม. ขนาดสูงสุด 25 mg./kg./day เด็ก การให้ยาในเด็กต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่ให้ยาเกินขนาด เนื่องจากจะเกิดปฏิกิริยารุนแรงจน เสียชีวิตได้ ขนาดที่แนะนาให้ครั้งเดียวในขนาด 5 mg./kg. อาจซ้าได้ใน 6 ชม.ต่อมา ห้ามให้ยากิน เกิน 10 mg./kg./day รูปแบบยา • ชนิดรับประทานจะอยู่ในรูปของ Chlorquine phasphate Choloroquine phosphate 500 mg. เทียบเท่า (Cquivaent) กับ chlorquine base 300 mg. • ชนิดฉีดอยู่ในรูปของ Chlorquine Hydrochloride Chlorquine NCL 50 mg. เทียบเท่ากับ chloroquine base 40 mg. ควินิน (Quinine) ควินินมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียทุกชนิดในระยะที่อยู่ใน เม็ดเลือดแดง รวมทั้งเชื้อฟัลซิพารัม ซึ่งดื้อต่อยาคลอโรควิน และยาอื่นๆ มีฤทธิ์ฆ่าแกมมีโตซัยท์ของ ไวแวกซ์ มาลาริอี และโอวัลเล่ แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อแกมมีโตซัยท์ของเชื้อฟัลซิพารัม และไม่มีฤทธิ์ต่อ เชื้อระยะในตับ เภสัชจลนศาสตร์ ควินินถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานหรือฉีดเข้ากล้าม bioavailability ของยาใน รูปยาเม็ดและแคปซูล มากกว่าร้อยละ 80 โดยยาในรูปเกลือไดฮัยโดรคลอไรด์จะดูดซึมได้ดีกว่า ระดับยาในพลาสม่าขึ้นสูงสุดประมาณ 3 ชม. หลังรับประทานอาหาร ปริมาตรการกระจายยา 1.5 ลิตร/กิโลกรัม ในอาสาสมัครปกติหลังหยุดยา ระดับยาลดลงด้วยครึ่งชีวิต 11 ชม. ประมาณร้อยละ 80 ของควินินถูกกาจัดที่ตับโดยเอนไซม์ cytochrome p450 ร้อยละ 20 ถูกกาจัดโดยไต ยาถูกขับออก ทางปัสสาวะในรูปของควินินและเมตาโบไลต์ ในผู้ป่วยมาลาเรียการดูดซึมยาจากทางเดินอาหารไม่
    • 196 เปลี่ยนแปลง แต่อัตราการกาจัดยาจะลดลงและปริมาตรการกระจายตัวในร่างกายลดลง การ เปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลให้ค่าครึ่งชีวิตยาวขึ้น เป็น 16-18 ชม. ความเข้มข้นของยาในพลาสมา เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามไม่พบความเป็นพิษในผู้ป่วย เนื่องจากยาเพิ่มการจับตัวกับโปรตีนในพลาสมา ภาวะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะกลับสู่สภาพปกติภายหลังผู้ป่วยฟื้นจากไข้ (ประมาณวันที่ 4 เป็นต้น ไป)ในผู้ป่วยสูงอายุ อัตราการกาจัดยาต่ากว่าผู้ใหญ่ทั่วไปประมาณร้อยละ 26 เนื่องจากสมรรถภาพ การกาจัดยาของตับเสื่อมลง ครึ่งชีวิตของยาอาจยาวขึ้นเป็น 18-19 ชม. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะอาจมีการสะสมยาจนเกิดพิษได้ ในผู้ป่วยเด็ก เมื่อฟื้นจากไข้ (ภายหลัง 3-4 วัน) ควรเพิ่มขนาดยาเป็น 15 mg.(base) /kg. เนื่องจากอัตราการกาจัดยาจะเร็วขึ้น (เข้าสู่ภาวะปกติ) อาจทาให้ระดับความเข้มข้นในพลาสมาลดลงจนต่ากว่า MIC ได้ ในหญิงมีครรภ์ ปริมาตรการ กระจายยาควินินในร่างกายลดลงประมาณร้อยละ 30 และอัตราการกาจัดยาเร็วขึ้น และยาสามารถ ผ่านจากมารดาไปยังเด็กทารกในครรภ์ทางรกได้ ในผู้ป่วยที่มีภาวะการทางานของตับเสื่อม เช่น ผู้ป่วยตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบชนิดบี อัตราการกาจัดยาจะลดลง ในผู้ป่วยหญิงระยะให้นม บุตร ควินินถูกขับออกทางน้านมในปริมาณที่น้อยมาก (น้อยกว่า 2-3 mg./วัน) จึงไม่เป็นอันตรายต่อ บุตร อาการไม่พึงประสงค์ ยาก่อให้เกิดกลุ่มอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งรวมเรียกว่า ซินโคนิซึม (cinchonism) ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ ตาลาย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องผูกหรือ ท้องเดิน อาการเหล่านี้ไม่รุนแรง จะหายไปเองเมื่อหยุดยาหรือเมื่อระดับความเข้มข้นในพลาสมา ต่าลง อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง มักเกิดจากการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดาในขนาดสูงอย่างรวดเร็ว จะทาให้ความดันโลหิตต่า หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ป้ องกันได้โดยการฉีด (หยด) ยาเข้าเส้นอย่างช้า ๆ ในผู้ป่วยมาลาเรียรุนแรงซึ่งต้องบริหารยาโดยวิธีฉีด การให้ยาในขนาด สูง จนระดับยาในพลาสมาสูงกว่า 10 mcg./ml. (ระดับยาในพลาสมาเมื่อรับประทานในขนาด 600 mg. จะได้ความเข้มข้นสูงสุด 2200-3900 mcg./ml. ) ยาจะเป็นพิษต่อหูและตาในผู้ป่วยที่มีการ ตอบสนองต่อยาสูง การให้ยาขนาด 300 mg. ก็อาจเกิดความเป็นพิษได้ ทาให้เม็ดเลือดแดงแตกใน ผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์ G6PD อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ urticaria asthma ภาวะเกร็ดเลือดต่า หลอดลมหดเกร็งตัว angioedema hemolysis และ black water fever (ภาวะอาการ hemolytic anemia, hemogl obinuria, oliguria และ jaundice) ปฏิกิริยาระหว่างยา คาแนะนาผู้ป่ วย 1. ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพื่อลดการระคายเคืองทางเดินอาหาร 2. ยาอาจทาให้ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หูอื้อ หรือมีเสียงดังในหู
    • 197 3. ยาอาจทาให้เกิดอาการวิงเวียน มึนงง ตาพร่า สับสน อ่อนเพลีย จึงควรระมัดระวังในการ ขับขี่ยานพาหนะ หรือใช้เครื่องจักร ข้อควรระวัง 1. ยาขนาดสูงทาให้ตัวอ่อนผิดปกติในสัตว์ทดลอง ในสตรีมีครรภ์จึงควรใช้ยาเมื่อจาเป็น ไม่ควรใช้เพื่อป้ องกัน 2. ไม่ควรใช้ยาในเด็กอายุต่ากว่า 2 ปีหรือน้าหนักตัวต่ากว่า 15 kg. 3. ไม่ควรใช้ยาในผู้ที่มีประวัติของโรคลมชัก โรคทางจิตประสาทต่าง ๆ หรือผู้ที่เคยมี ปฏิกิริยารุนแรง เมื่อใช้ยาควินิน หรือคลอโรควิน 4. ไม่ควรให้ควินินหลังจากให้เมโฟลควินไปไม่นาน อาจมีอันตรายจากปฏิกิริยาของยา เนื่องจากเมโฟลควินถูกกาจัดช้ามาก 5. การใช้ยาในหญิงระยะให้นมบุตรควรพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ว่ายาจะถูกขับออกทาง น้านมไม่มากนัก แต่ทารกอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ ขนาดและวิธีใช้ ผู้ใหญ่ : 1.0-1.5 gm. ครั้งเดียว หรือ 750 mg. ครั้งแรก ตามด้วย 500 mg. ใน 6-8 ชม.ต่อมา เด็ก : 25 mg./kg. ครั้งเดียว คาแนะนาผู้ป่ วย 1. ห้ามรับประทานในขณะท้องว่าง ดื่มน้าตามมาก ๆ (อย่างน้อย 240 ml.) 2. ยาอาจทาให้เกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ ดังนั้นควรระมัดระวังในขณะขับขี่ยานพาหนะหรือ ใช้เครื่องจักร การใช้ยาชนิดเหน็บทวาร ยาอาร์ติซูเนต ในรูปแบบยาเหน็บทวาร มีข้อบ่งใช้ในผู้ป่วยมาลาเรีย ฟัลซิพารัม ซึ่งมีภาวะ แทรกซ้อน และมาลาเรียขึ้นสมอง โดยเฉพาะในรายที่ไม่รู้สึกตัวหรือไม่ สามารถรับประทานยาได้ ขนาดที่ใช้ วันแรกครั้งละ 200 mg. (1 แคปซูล) เหน็บทวารทุก 4 ชม. 4 ครั้ง วันที่ 2 ใช้ 200 mg. (1 แคปซูล) เช้าและเย็น วันที่ 3 แนะนาให้ใช้ mefloquine ต่อ ยาชนิดอื่นที่ใช้ รักษามาลาเรีย 1. Malarone เป็นยาผสมในเม็ดเดียวกันประกอบด้วย Atovaquone (อาโตวาโควน) 250 mg. และ Proguanil hydrochloride (โปรกัวนิล ไฮโดรคลอไรด์) 10 mg. ผลิตโดยบริษัท Glaxo Wellcome ประเทศอังกฤษ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียทั้งใน blood stage และ early liver stage ยานี้ได้ถูก เสนอชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนตารับในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2540 แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต
    • 198 2. CO-ARTEM เป็นยาผสมในเม็ดเดียวกัน ประกอบด้วยยา Artemeter 20 mg. และ Lumefantrine (ลูมิแฟนทรีน) 120 mg. (อาจเรียกยาผสมนี้ว่า Co-artemeter) ผลิตโดยบริษัท Novartis Pharma AG ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีฤทธิ์เป็น Blood schizontocide ยานี้ได้รับการขึ้นทะเบียน ตารับยาในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2542 แต่ยังไม่มีการนามาใช้ในโครงการควบคุมมาลาเรีย เป็นยาควบคุมให้จาหน่ายแก่หน่วยงานในภาครัฐบาลเท่านั้น 3. Halofantrine ชื่อการค้าคือ Halfanฎ มีตัวยา Halofantrine hydrochloride ผลิตโดย บริษัท Smith Kline Beecham ประเทศอังกฤษ มีฤทธิ์เป็น Blood schizontocide ต่อเชื้อมาลาเรียทุก ชนิด ยานี้ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนตารับในประเทศไทย 4. Tafenoquine ของบริษัท Smith Kline Beecham เป็น Long acting antimalaria เป็น analogue ของ primaquine มีฤทธิ์ต่อเชื้อมาลาเรียทั้งที่อยู่ในเลือดและตับ 5. Artimotil (Artecepฎ) เป็นยาฉีดมีใช้เฉพาะในโรงพยาบาล บริษัทได้รับทุนในการผลิต จาก WHO โดยมีข้อตกลงว่าจะขายในราคาถูกผ่านกระทรวงสาธารณสุข นาไปใช้ในประเทศที่ กาลังพัฒนา ยานี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ P.falciparum ระยะ blood stage จนถึง early gametocyte วัคซีนป้ องกันโรคมาลาเรีย ขณะนี้มีวัคซีนป้ องกันโรคมาลาเรียของบริษัท Smith Kline Beecham ซึ่งกาลังอยู่ในระหว่างทาการ ทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ในประเทศแกมเบีย และยังมีการศึกษาในระดับยีนของเชื้อ P.falciparum ด้วยถือเป็นความก้าวหน้าที่ทาให้มีความหวังว่าจะมีวัคซีนที่สามารถป้ องกันโรคมาลาเรียได้ใน อนาคต เอกสารอ้างอิง 1. กรองทอง ทิมาสาร. การรักษามาลาเรียของโครงการควบคุมไข้มาลาเรีย ใน : สมทัศน์ มะลิ กุล. มาลาเรียวิทยา. กองมาลาเรีย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข; 2543. หน้า 88-102. 2. 2. กรองทอง ทิมาสาร. ยารักษามาลาเรียชนิดใหม่ ใน : สมทัศน์ มะลิกุล. มาลาเรียวิทยา. กอง มาลาเรีย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข; 2543. หน้า 103-119. 3. เกศรา ณ บางช้าง. ยาที่ใช้ในการรักษามาลาเรีย ใน : จันทรา เหล่าถาวร, ศรชัย หลูอารีย์สุวรรณ, บรรณาธิการ. มาลาเรีย. กรุงเทพฯ : ศักดิ์โสภาการพิมพ์; 2540, หน้า 105-131.
    • 199 4. จันทรา เหล่าถาวร, ตระหนักจิต หะริณสุต. การดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย. กรุงเทพ : บริษัท รวมทรรศน์ จากัด ; 2534. หน้า 78-107. 5. จันทรา เหล่าถาวร, ศรชัย หลูอารีย์สุวรรณ. มาลาเรีย. กรุงเทพ : ศักดิ์โสภาการพิมพ์; 2540. หน้า 16-131. 6. วนิดา จิตต์หมั่น. แนวโน้มของยาและวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับงานโรคติดต่อ ใน : รายงานสัมมนา การป้อง กันควบคุมโรคติดต่อ ระดับชาติ ประจาปี 2543 “กรมควบคุมโรคติดต่อยุคไร้พรมแดน”. ศูนย์ประสาน งานทางวิชาการโรคติดต่อ กรมควบคุมโรคติดต่อ; 2543. หน้า 52-57 7. สมใจ นครชัย. ยาต้านมาลาเรีย ใน : อโนชา อุทัยพัฒน์, นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์ , บรรณาธิการ. เภสัชวิทยาเล่ม 2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ; 2541. หน้า 267-284. 8. Drug facts and comparison. 1999 Edition. A Wolters Kluwer Company: St. Louis; 1999.p.2454-2570. โรคไข้มาลาเรีย ผู้ออกข้อสอบนางศิริพร ยงชัยตระกูล 1. เชื้อมาลาเรียในคนเกิดจากเชื้อปาราสิต Plasmodium กี่ชนิด ก. 3 ข. ข.2 ค. 4 ง. 1 2. เชื้อมาลาเรียชนิดใด เมื่อเป็นแล้วมีอาการรุนแรงและอันตรายมาก อาจเกิดเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง ก. P.falciparum ข. P.pvale ค. P. malariac ง. P.vivax 3. ยารักษาโรคมาลาเรียในข้อใดเป็นยารักษาเชื้อมาลาเรียชนิด P.vivax ก. คลอโรควิน ข. ไพรมาควิน ค. อาร์ติซูเนต ง. ถูกทุกข้อ 4. เชื้อมาลาเรียซึ่งอยู่ในระยะที่เป็นตัวอ่อน (Sporozoite) จะอยู่ที่อวัยวะส่วนใดของยุงก่อนที่ยุงจะ กัดและปล่อยเข้าสู่กระแสโลหิตของคน ก. ต่อมน้าเหลือง ข. ต่อมน้าดี ค. ต่อมน้าลาย ง. กระแสโลหิต 5. การวินิจฉัยเชื้อมาลาเรียอาศัยการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ วิธีที่สานักงานป้ องกันควบคุมโรค ที่ 2 จังหวัดสระบุรี ก. DIPSICK ข. การตรวจฟิล์มโลหิตด้วยกล้องจุลทรรศน์ ค. ใช้น้ายาตรวจ ง. ICT