Handbook for-pharmacist-vol.22553

on

  • 329 views

 

Statistics

Views

Total Views
329
Views on SlideShare
329
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
21
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Handbook for-pharmacist-vol.22553 Handbook for-pharmacist-vol.22553 Document Transcript

  • คำนำ หนังสือ HANBOOK FOR PHARMACIST Vol.II เล่มนี้ จัดทำขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจให้กับเภสัชกร อันจะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิบัติงานทางด้านวิชาชีพเภสัชกรรมได้ดียิ่งขึ้นไป ขอขอบคุณคณะกรรมการชมรมจังหวัดชลบุรีทุกท่านที่มีส่วนช่วย ทำให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จเป็นรูปเล่ ม และขอบคุณบริษัทยาและเวชภัณฑ์ ทุกแห่งที่ให้การสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ และให้ความช่วยเหลือ ในการจัดงานประชุมวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ของชมรมเภสัชกรจังหวัดชลบุรี ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พบกันใหม่ใน HANBOOK FOR PHARMACIST Vol.III ปีต่อไป ค่ะ คณะผู้จัดทำ 30 พฤษภาคม 2553
  • สารบัญ หน้า คำนำ ขนาดยาเด็กที่ใช้บ่อยในร้านยา 1 การปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 14 โรคภูมิแพ้ Allergy 32 ประโยชน์และข้อควรระวังจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุ 46 วิธีการใช้ยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษ 56
  • ขนาดยาเด็กที่ใช้บ่อยในร้านยา (Usual Dosage for Children) เรียบเรียงโดย ภญ.กัญญาพร สุพิมพ์ โรงพยาบาลสมเด็กพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ประสิทธิภาพในการใช้ยารักษาโรคหรือภาวะผิดปกติในเด็กขึ้นอยู่ กับการวินิจฉัย และการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคหรือภาวะของเด็ก โดยทั่วไปการให้ยาในเด็กควรคำนึงถึงหลักการดังนี้ 1. ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งใช้ มีประสิทธิภาพในการรักษาและปลอดภัย ในเด็ก และควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง 2. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ อาการ ข้างเคียงของยาที่ใช้เป็นอย่างดี 3. ต้องทราบขนาด วิธีการให้ยา และระยะเวลาการให้ยา รวมถึง คำนึงถึงภาวะของเด็กเช่นในเด็กที่เป็น G6PD อาจเกิด Hemolysis ได้ถ้า ได้รับยาในกลุ่ม sulfa เป็นต้น 4. ควรแนะนำวิธีการใช้ยาให้พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กให้เข้าใจ และ นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เภสัชจลนศาสตร์ในเด็กช่วงอายุต่างๆ การใช้ยาในผู้ป่วยเด็กมีความแตกต่างจากการใช้ยาในผู้ใหญ่ทั้งด้าน เภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ อีกทั้งเด็กมีการเปลี่ยนแปลงทาง กายวิภาคศาสตร์ และ สรีระวิทยาตามอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เด็กมีความแตกต่าง ในการใช้ยาในแต่ละช่วงอายุด้วย โดยแบ่งกลุ่มอายุเด็กดังนี้ 1. ทารกคลอดก่อนกำหนด (Premature) หมายถึง ทารกที่เกิดก่อน อายุครรภ์ครบ 38-42 สัปดาห์ 2. ทารกแรกเกิด (newborn, neonate) หมายถึง ทารกอายุตั้งแต่ แรกเกิด ถึง 1 เดือน
  • 3. ทารก (infant, baby) หมายถึง ทารกอายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี 4. เด็กเล็ก (small child) หมายถึง เด็กที่มีอายุ 1-5 ปี 5. เด็กโต (Old child) หมายถึง เด็กที่มีอายุ 6-12 ปี 6. วันรุ่น (adolescent) หมายถึง วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13 ปี ถึง 18 ปี เภสัชจลนศาสตร์ประกอบด้วยกระบวนการหลัก 4 กระบวนการ ได้แก่ การดูดซึมยา (Absorption) การกระจายยา (distribution) การเปลี่ยน สภาพยา (metabolism) และการกำจัดยา (Excretion) ซึ่งล้วนเป็น ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การใช้ยาในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกัน อีกทั้งในเด็ก จะมีความไวต่อยามากกว่าในผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมีความสามารถในการ ผ่านเข้า (permeability) ของยาทาง blood brain barrier มากกว่าปกติ ส่งผลให้มีความไวต่อฤทธิ์ของยามากขึ้น เช่น ยาที่มีฤทธิ์ในการกดประสาท ส่วนกลาง (depressant effect) ได้แก่ phenobarbitone, morphine sulfate เป็นต้น ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาโดยทั่วไปจะคำนวณจากน้ำหนักตัวของเด็ก เพราะเป็นวิธีการที่สะดวกและแม่นยำที่สุดสำหรับเภสัชกรที่ประจำที่ร้านยา ยกเว้นยาบางกลุ่ม เช่น ยากลุ่มยาเคมีบำบัด ต้องใช้ความละเอียดแม่นยำมาก จึงต้องคำนวณจาก Body surface area, ยาที่มีTherapeutic index แคบ เช่น Phenytione, valproic acid ซึ่งต้องใช้วิธีการคำนวณที่ละเอียด โดยเฉพาะ เป็นต้น ดังนั้นเภสัชกรควรมีความรู้เกี่ยวกับขนาดยาเด็ก เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการรักษา
  • ขนาดยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial agent) กลุ่มยาต้านจุลชีพที่ใช้บ่อยในร้านยาได้แก่ 1. ยาต้านจุลชีพในกลุ่ม Penicillin ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Penicillin V (125mg/5ml) เด็กอายุ < 12 ปี : 25-50mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 3g/day Amoxycillin Syr. 125mg/5ml, 250mg/5ml เด็กอายุ <3 เดือน : 20-30mg(Amoxy)/kg/day แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง เด็กอายุ ≥3 เดือน : 20-50mg(Amoxy)/kg/day แบ่งให้ทุก 8-12 ชั่วโมง Max:80-90mg(Amoxy)/kg/dayแบ่งให้ทุก12ชั่วโมง (acute otitis media or severe infection) Amoxycillin+Clavulonic acid Syr. (AugmentinR 228mg, 457mg/5ml) Cloxacillin (125mg/5ml) เด็กอายุ >1 เดือน : 50-100mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 4g/day Dicloxacillin Cap. 250mg, 500mg เด็กน้ำหนัก <40 กก. : 25-50mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง ใน Osteomyelitis ใช้ขนาด 50-100mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Cephalexin (IbilexR 125mg/5ml) เด็กอายุ >1 ปี : 25-50mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Severe infection : 50-100mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 4g/day Cefuroxime (ZinacefR 250mg/5ml) เด็กอายุ 3 เดือน-12 ปี : 20-30mg/kg/day แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง Cefaclor (DistaclorR Syr. 125mg/5ml,250mg/5ml) เด็กอายุ >1 เดือน : 20-40mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8-12 ชั่วโมง Max: 1g/day Cefdinir (OmnicefR Syr. 125mg/5ml) เด็กอายุ 6 เดือน-12 ปี : 14mg/kg ให้วันละครั้งหรือ 7mg/kg/dose ให้วันละ 2 ครั้ง Max : 600mg/day Cefixime (CefspanR Syr. 100mg/5ml) เด็กอายุ ≥6 เดือน : 8-20mg/kg/day แบ่งให้ทุก 12-24 ชั่วโมง Max : 400mg/day Cefditoren pivoxil (MeiactR 100mg/ Tab.) เด็กอายุ ≥12 ปี : 10-20mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8-12 ชั่วโมง
  • 2. ยาต้านจุลชีพในกลุ่ม Macrolide 3. ยาต้านจุลชีพในกลุ่ม Sulfonamides ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Erythromycin (125mg/5ml) Infant and Chlidren: Base : 30-50mg/kg/day แบ่งให้ 6-8 ชั่วโมง Max : 2g/day Estolate : 30-50mg/kg/day แบ่งให้ 6-8 ชั่วโมง Max : 2g/day Ethylsuccinate : 30-50mg/kg/day แบ่งให้ 6-8 ชั่วโมง Max : 3.2g/day Stearate : 30-50mg/kg/day แบ่งให้ 6-8 ชั่วโมง Max : 2g/day Azithromycin (ZithromaxR 200mg/5ml) เด็กอายุ ≥6 เดือน : 5-12mg/kg/day วันละครั้ง เป็นเวลา 3 วัน Max : 500mg/day หรือ 30mg/kg/ day single dose. Max:1500 mg/day Roxithromycin (RulidR Tab. 100mg, 150mg) Children:5-8mg/kg/dayวันละ2ครั้งควรรับประทาน ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา Max : 300mg/day Midicamycin (MiotinR syr. 200mg/5ml, 200mg/Tab) 20-50mg/kg/day วันละ 3 ครั้ง Spiramycin (RovamycinR syr. 125mg/5ml, 500mg/tab.) 50-100mg/kg/day วันละ 2-3 ครั้ง Clarithromycin (Klacid syr. 125mg 250mg/5ml, 250mg, 500mg/Tab.) เด็กอายุ ≥6 เดือน : 15mg/kg/day วันละ 1-2 ครั้ง, Max : 1g/day ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Co-trimoxazole, BactrimR (TMP 40mg.+Sulfamethoxazole 200mg/5ml) เด็กอายุ≥2เดือน:6-12mg/kg/dayคำนวณจากTMP แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง Max : 320mg TMP/day Severe infection : 15-20mg/kg/day โดยคำนวณจาก TMP แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง (Pneumocytis)
  • 4. ยาต้านจุลชีพในกลุ่ม Fluoroquinolones ยาในกลุ่มนี้โดยปกติไม่นิยมใช้ยาในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะมีผลทำให้เกิด Arthropathy ในเด็ก เภสัชกรควรระมัดระวังในการใช้ ยากลุ่มนี้กับเด็กเล็ก หากจำเป็นต้องมีการใช้ยา ควรใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆ 5. ยาต้านจุลชีพในกลุ่มอื่นๆ (Miscellaneous drugs) ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Norfloxacin (LexinorR Tab. 100, 400mg) 15-20mg/kg/day แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง Ofloxacin (TarividR Tab. 100, 200mg) 10-20mg/kg/day แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง Ciprofloxacin (Ciprobay 250mg, 500 mg) 20-30mg/kg/day แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Metronidazole (FlagylR 200mg/5ml) Infant and Chlidren: Amebiasis : 35-50mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน Anaerobic infection : 15-35mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง Trichomaniasis :15-35mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน Albendazole (ZentelR 200mg/5ml) ขนาดยาในเด็กโดยทั่วไป :10-15mg/kg/dayหรืออาจ ให้ตามชนิด พยาธิตัวตืด (tapeworm), พยาธิตัวกลม (roundworm),พยาธิปากขอ(hookworm),พยาธิแส้ม้า (whipworm), พยาธิเส้นด้าย (threadworm) เด็กอายุ >2 ปี : 400mg single dose เด็กอายุ 1-2 ปี : 200mg single dose Strongyloides : เด็กอายุ >2 ปี : 400mg วันละครั้ง เป็นเวลา 3 วัน Liver fluke : เด็กอายุ >2 ปี : 400mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
  • 5. ยาต้านจุลชีพในกลุ่มอื่นๆ (Miscellaneous drugs) (ต่อ) ขนาดกลุ่มยาแก้ปวด ลดไข้ (Analgesic and Anti pirectic drugs) กลุ่มยาแก้ปวด ลดไข้ ที่น่าสนใจในร้านยาได้แก่ ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Mebendazole (FugacarR 100mg/5ml, 100mg/tab.) 2-5mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง Max : 100mg/dose หรืออาจให้เป็น พยาธิตัวกลม (roundworm), พยาธิปากขอ (hook- worm), พยาธิแส้ม้า (whipworm), พยาธิเส้นด้าย (threadworm) : เด็กอายุ 1-2 ปี : 100mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน พยาธิเข็มมุด (Pinworm) : 100mg single dose ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Ibuprofen (100mg./5ml) เด็กอายุ 6 เดือน-12 ปี : Antipyretic, Analgesic : 5-10mg/kg/dose ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 40mg/kg/day Rheumatoid arthritis : 30-50mg/kg/day ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 24g/day Paracetamol (60mg/0.6ml, 120 mg/5ml, 250mg/5ml) 10-15mg/kg/dose ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ
  • ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Chlorpheniramine (2mg/5ml.) เด็กอายุ <12 ปี : 0.35mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง Max : 12mg/day เด็กอายุ >12ปี : 4mg ทุก 4-6 ชั่วโมง Max : 24mg/day Brompheniramine (DimetappR 4mg/5ml) 0.5mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง มักคำนวณ โดยใช้ขนาดยาในกลุ่ม Decongestants เป็นหลัก Diphenhydramine (BenadrylR 12.5mg/5ml) เด็กอายุ 2-12 ปี : 5mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 300mg/day หรืออาจให้ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ 2-<6 ปี : 6.25-12.5mg ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 75mg/day เด็กอายุ 6-<12 ปี : 12.5-2 mg ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 150mg/day เด็กอายุ ≥12 ปี : 25-50mg ทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 300mg/day Cetirizine (ZyrtecR 5mg/5ml) 0.25mg/kg/day แบ่งให้วันละ 1-2 ครั้ง เด็กอายุ 6-12 เดือน : 2.5mg วันละครั้ง เด็กอายุ 12 เดือน-2 ปี : 2.5mg วันละครั้ง หรือ 2.5mg วันละ 2 ครั้ง เด็กอายุ 2-5 ปี : 2.5mg วันละ 2 ครั้ง หรือ 5mg วันละครั้ง เด็กอายุ ≥5 ปี ให้ 5-10mg วันละครั้ง Ketotifen (ZaditenR 1mg/5ml) เด็กอายุ ≥6 ปี : 0.25mg/kg/dose วันละ 2 ครั้ง (อาจเพิ่มขนาดได้แต่ไม่เกิน 1mg/dose) ขนาดยาในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory drugs) กลุ่มยาในระบบทางเดินหายใจใช้บ่อยในร้านยาได้แก่ 1. ยาในกลุ่ม Antihistamine
  • ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Hydroxyzine (AtaraxR 10mg/5ml) 2mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง หรืออาจให้ ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ 6 เดือน-1 ปี : 10-15mg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง เด็กอายุ 1-5 ปี : 20-30mg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง เด็กอายุ 6-10 ปี : 30-60mg/day แบ่งให้ทุก 6-8 ชั่วโมง Loratadine (ClarityneR 5mg/5ml) เด็กอายุ 2-5 ปี : 5mg วันละครั้ง เด็กอายุ ≥6 ปี : 10mg วันละครั้ง Fexofenadine (TelfastR 60mg/tablet) เด็กอายุ 6 เดือน- <2 ปี : เด็กอายุ 2-11 ปี : 30mg วันละครั้ง เด็กอายุ >12 ปี : 60mg วันละครั้ง Desloratadine (AeriusR 5mg/tablets, 2.5mg/5ml) เด็กอายุ 6-11 เดือน : 1mg วันละครั้ง เด็กอายุ 12 เดือน-5 ปี : 1.25mg วันละครั้ง เด็กอายุ 6-11 ปี : 2.5mg วันละครั้ง เด็กอายุ >12 ปี : 5mg วันละครั้ง Levocetirizine (ZyxalR 5mg/tablets) 0.125mg/kg/day วันละครั้ง Leukotriene receptor antagonists Montelukast (SingulairR 5, 10mg/ tablets, 4mg/ซอง เด็กอายุ 6 เดือน-5 ปี : 4mg วันละครั้ง เด็กอายุ 6-14 ปี : 5mg วันละครั้ง เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป : 10mg วันละครั้ง 1. ยาในกลุ่ม Antihistamine (ต่อ)
  • 2. ยาในกลุ่ม Decongestants 3. ยาในกลุ่ม Expectorants 4. ยาในกลุ่ม Mucolytics ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก ActifedR (Triprolidine 1.25mg +Pseudoephedrine 30mg/5ml) 4mg/kg/day (3-5 mg/kg/day) คิดจาก Pseudoephedine แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง หรือ 1mg/Kg/ครั้ง คิดจากน้ำหนักได้เลยPseudoephedrine (MaxiphedR 30mg/5ml) Phenylephrine (dimetappR elixir 5mg/5ml+Brompheniramine 2mg/5ml) 1mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Guaifenesin (TussaR , RobitussinR 100mg/5ml.) เด็กอายุ 6 เดือน-<2 ปี : 12/kg/day ให้วันละ 3-4 ครั้ง หรือ 25mg-50mg ให้วันละ 3-4 ครั้ง Max : 300mg/day เด็กอายุ 2-5 ปี : 50mg-100mg ให้วันละ 3-4 ครั้ง Max : 600mg/day เด็กอายุ 6-11 ปี : 100-200mg ให้วันละ 3-4 ครั้ง Max : 1.2gm/day เด็กอายุ >12 ปี : 200-400mg ให้วันละ 3-4 ครั้ง Max : 2.4gm/day ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Carbocisteine (Rhinathiol 100mg/ 5ml, Flemex 250mg/5ml) เด็กอายุ 2-5 ปี : 62.5-125mgรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง เด็กอายุ 6-12 ปี : 250mg รับประทานวันละ 3 ครั้ง เด็กอายุ >12 ปี : 500mg รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • 4. ยาในกลุ่ม Mucolytics (ต่อ) 5. ยาในกลุ่ม Brochodilators ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Bromhexine (BisolvonR 4mg/5ml) เด็กอายุ <2 ปี ให้ 1mg (1.2-1.5ml) วันละ 3 ครั้ง เด็กอายุ 2-6 ปี ให้ 2mg (2.5ml) วันละ 3 ครั้ง เด็กอายุ 6-12 ปี ให้ 4mg (5ml) วันละ 3 ครั้ง เด็กอายุ >12 ปี ให้ 8mg (1 เม็ด) วันละ 3 ครั้ง Acetylcysteine (FluimucilR 100mg, 200mg/ซอง) 20-30mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง หรืออาจให้ ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ <2 ปี ให้ 50mg วันละ 3 ครั้ง เด็กอายุ 2-6 ปี ให้ 100mg วันละ 3 ครั้ง Ambroxol (MucosolvanR 30mg/5ml) เด็กอายุ <2 ปี ให้ 7.5mg วันละ 2 ครั้ง เด็กอายุ 2-5 ปี ให้ 7.5mg วันละ 2-3 ครั้ง เด็กอายุ 6-12 ปี ให้ 15mg วันละ 2-3 ครั้ง เด็กอายุ >12 ปี ให้ 15-30mg วันละ 3 ครั้ง ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Salbutamol (VentrolinR 2mg/5ml) 0.1-0.2mg/kg/dose ให้ยาทุก 6-8 ชั่วโมง หรืออาจให้ ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ 2-5 ปี : 0.1-0.2mg/kg/dose ให้ 3 มื้อ/วัน ; ไม่เกิน 12mg/วัน เด็กอายุ 6-12 ปี : 2mg/dose ให้ 3-4 มื้อ/วัน ; ไม่เกิน 24mg/วัน เด็กอายุ >12 ปี : 2-4mg/dose ให้ 3-4 มื้อ/วัน ; ไม่เกิน 32mg/วัน Terbutaline (BricanylR 1.5mg/5ml) เด็กอายุ <12 ปี : 0.05mg/kg/dose ให้ยาทุก 6-8 ชั่วโมง Max : 0.15mg/kg/dose หรือ โดยรวมไม่เกิน 5mg/day เด็กอายุ >12 ปี : 2.5mg/dose วันละ 3 ครั้ง โดยรวมไม่เกิน 7.5mg/day Procaterol (MeptinR 25mcg/5ml) 1.25mcg/kg/dose ให้ยาทุก 12 ชั่วโมง
  • 6. ยาในกลุ่ม Dry Cough ขนาดยาในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinol drugs) กลุ่มยาในระบบทางเดินอาหาร ที่ใช้บ่อยในร้านยาได้แก่ ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Dextromethorphan (RomilarR 15mg/5ml 1-2mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง ขนาดยาสูงสุด ในเด็ก เด็กอายุ 2-6 ปี : ไม่เกิน 30mg/วัน เด็กอายุ 6-12 ปี : ไม่เกิน 60mg/วัน เด็กอายุ ≥12 ปี : <120mg/วัน ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Domperidone (MotiliumR 5mg/5ml) 0.2-0.4mg/kg/dose ให้ทุก 6-8 ชั่วโมง หรืออาจให้ ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ <1 ปี : ¼-1/2 ช้อนชา 3-4 มื้อ/วัน เด็กอายุ 1-5 ปี : ½-1 ช้อนชา 3-4 มื้อ/วัน เด็กอายุ 6-12 ปี : 1-2 ช้อนชา 3-4 มื้อ/วัน Simethicone (Air-XR 40mg/0.6ml) เด็กอายุ < 2 ปี : 20mg (0.3ml) 3-4 times/day เด็กอายุ 2-12 ปี : 40mg (0.6ml) 3-4 times/day อายุ >12 ปี : 40-125mg 3-4 time/day Max : 500mg/day Dicyclomine (BerclomineR 5mg/5ml) เด็กอายุ 6 เดือน-1 ปี : 5mg/dose รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง เด็กอายุ >1 ปี : 10mg/dose รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง Hyoscine (BuscopanR 5mg/5ml) 0.3-0.6mg/kg/dose ให้ทุก 6-8 ชั่วโมง หรืออาจให้ ตามอายุดังนี้ เด็กอายุ<1ปี:2.5mg/doseรับประทานทุก6-8ชั่วโมง เด็กอายุ1-6ปี:5-10mg/doseรับประทานทุก6-8ชั่วโมง เด็กอายุ >6 ปี : 10-20mg/dose รับประทานทุก 6-8 ชั่วโมง
  • กลุ่มยาในระบบทางเดินอาหาร ที่ใช้บ่อยในร้านยาได้แก่ (ต่อ) ชื่อยา ขนาดยาที่ใช้ในเด็ก Aluminum hydroxide 220mg with Magnesium hydroxide 120mg/5ml (Alum milkR ) Peptic ulcer Neonate (แรกเกิด-1 เดือน) : 1ml/kg/dose ทารก (1 เดือน-1 ปี) : 2-5ml/ครั้ง เด็กเล็ก (1-5 ปี) : 5-15ml/ครั้ง เด็กโต (6-12 ปี) : 15-45ml/ครั้ง รับประทานขณะท้องว่าง โดยปกติคือ 1 ชั่วโมง ก่อนอาหาร หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร Cimetidine (tagamentR 200, 400, 800mg/tablets) 20-40mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง Ranitidine (ZantacR 150mg, 300mg/tablets) เด็กอายุ 1 เดือน-16 ปี : 2-4mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง Max : 300mg/day GERDs : 5-10mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง Famotidine (AgufamR 20mg/tablets) เด็กอายุ <3 เดือน : 0.5mg/kg/dose วันละครั้ง เด็กอายุ 1 เดือน-16 ปี : 1-2mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2-3 ครั้ง Max : 80mg/day Omeprazole (MiracidR , LosecR 20mg/Capsule) เด็กอายุ ≥2 ปี : 0.6-3.3mg/kg/day แบ่งให้วันละ 1-2 ครั้ง หรืออาจให้ตามน้ำหนักตัว ดังนี้ เด็กหนัก <20kg : 10mg/kg วันละครั้ง เด็กหนัก ≥20kg : 20mg/kg วันละครั้ง Lactulose (DuphalacR 10g/15ml) เด็กทารก : 2.5-10ml/day เด็กเล็ก : 40-90ml/day เด็กโต : 30-45ml/day Magnesium hydroxide อายุ <2 ปี : 0.5ml/kg/day เด็กอายุ 2-5 ปี : 5-15ml/day เด็กอายุ6-12 ปี : 15-30ml/day เด็กอายุ >12 ปี : 30-60ml/day ให้ก่อนนอนหรือ แบ่งให้วันละ 1-2 ครั้ง
  • Reference : 1. Lacy CF, Armstrong LL, Golden MP, Lance LL, editors. Drug information handbook.14 th ed. Hudson(OH): Lexi; 2004. 2. Lacy CF, Armstrong LL, Golden MP, Lance LL, editors. Drug information handbook.17 th ed. Hudson(OH): Lexi; 2008-2009. 3. Evangelista LF,Au LE, Arrojo MA, Francisco JC, editor. MIMS Thailand. Bangkok: Medimedia (Thailand) Ltd; 2008 4. Taketomo CK, Hodding JH and Kraus DM editor. Pediatric Dosage Handbook. 12 th ed.Hudson(OH):Lexi;2005. 5. คู่มือการใช้ยาในเด็ก:ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พิมพ์ที่ บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ 2549. 6. ภัทรินทร์ พิทักษ์โชติวรรณ และวีรยา กุลละวณิชย์, “ความถูกต้องของ การคำนวณขนาดยาในเด็ก จากขนาดยาในผู้ใหญ่” ปริญญาตรี (เภสัชศาสตร บัณฑิต), คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2549. 7. ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์และคณะ. คู่มือหมอใหม่. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
  • การปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง (Drug Dosing Adjustments in Patients with Chronic Kidney Disease) เรียบเรียงโดย ภก.ธีรศักดิ์ วงษ์วาน โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา บทนำ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease; CKD) มีผลต่อยา ที่มีการขจัดยาออกทางไตและต่อขบวนการทางเภสัชจลนศาสตร์อื่นๆ เช่น Drugabsorption,bioavailability,proteinbinding,drugdistribution,nonrenal clearance (metabolism) หากผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังได้รับยาในขนาดที่ ไม่เหมาะสม อาจมีผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์/เกิดพิษจากยา หรือ ไม่ได้ประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษา (ineffective therapy) ดังนั้นยา ที่ขจัดออกทางไตควรได้รับการปรับขนาดยาตามอัตราการกรองของ หน่วยไต (glomerular filtration rate; GFR) หรือ creatinine clearance (CrCl) ซึ่งวิธีการปรับขนาดยา คือ การลดขนาดยา (dosage reduction method) การขยายระยะห่างของการให้ยา (interval extension method) หรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน5 ในฐานะเภสัชกรเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องยาและ ขนาดยา จึงควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้กันบ่อยๆ ที่จำเป็นจะต้องมีการปรับ ขนาดยาตามการทำงานของไต และมีบทบาทเป็นผู้ที่สื่อสารหรือให้ข้อมูล การปรับขนาดยาแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อจะได้ช่วยบริบาลทาง เภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังให้ได้รับยาในขนาดที่เหมาะสม
  • โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic kidney disease; CKD) คือ ภาวะที่ ผู้ป่วยมีการทำงานของไตลดลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง โดย The National Kidney Foundation Kidney Disease Outcomes Qual- ity Initiative (K/DOQI) ได้กำหนดนิยามของ Chronic kidney disease คือ การที่ไตถูกทำลาย (kidney damage) หรือมีการลดลงของอัตราการกรอง ผ่านหน่วยไต (glomerular filtration rate ; GFR) น้อยกว่า 60mL/min/ 1.73m2 ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน.1,5 ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการสะสม ของเสียในร่างกาย มีความผิดปกติของสมดุลน้ำ กรดด่างและอิเล็กโตรไลท์ โดยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมักมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบต่างๆ เช่น ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบ ทางเดินอาหาร ตลอดจนปัญหาทางโภชนาการและโลหิตจาง เป็นต้น สำหรับการแบ่งระยะโรคไตวายเรื้อรังตามระบบของ K/DOQI แสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงการแบ่งระยะโรคไตวายเรื้อรัง อุบัติการณ์และจำนวน ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในผู้ใหญ่1                                  
  • การปรับขนาดยา (Dosing Adjustments) โดยทั่วไปแล้วขนาดยา Loading dose ไม่จำเป็นต้องปรับในผู้ป่วย โรคไตวายเรื้อรัง และแนวทางการปรับขนาดยาที่ตีพิมพ์ในหนังสืออ้างอิง ต่างๆ แนะนำให้ปรับขนาดยาต่อเนื่อง (maintenance dose) ซึ่งการปรับ ขนาดยาคือให้ลดขนาดยาลง(Dosereductionmethod;D)การขยายระยะห่าง ของการให้ยา(Intervalextensionmethodorlengtheningthedosinginterval ; I) หรือใช้ทั้งสองวิธี (D,I)5 แนวทางการปรับขนาดยาแต่ละตัวสามารถดูได้จากหนังสือ Drug Prescribing in Renal Failure: Dosing Guidelines for Adults ซึ่งตาม แนวทางนี้ได้แสดงการปรับขนาดยาตามช่วงของอัตราการกรองของหน่วยไต (GFR) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ GFR น้อยกว่า 10 mL/minute/1.73 m2 ค่า GFRอยู่ระหว่าง10-50mL/minute/1.73m2 และค่าGFRมากกว่า50mL/ minute/1.73 m2 ซึ่งการจัดแบ่งตามแนวทางนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับการแบ่ง ระยะของโรคไตวายเรื้อรังตามระบบของK/DOQIstagingsystemแต่สามารถ ใช้เป็นขนาดยาเริ่มต้น (initial dosages) ได้ รูปแบบการให้ยา (regimens) อาจต้องปรับในผู้ป่วยแต่ละคนขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยและความ เข้มข้นของระดับยาในเลือด ส่วนการคำนวณค่าอัตราการกรองของหน่วยไต หรือ GFR ในทางปฏิบัตินั้นคำนวณยาก เราสามารถใช้ค่า creatinine clear- ance (CrCl) แทนได้โดยคำนวณตาม Cockcroft-Gault equation. โดยสูตรของ Cockcroft-Gault ที่ใช้สำหรับคำนวณค่า CrCl มีดังนี้ CrCl (male) = ([140-age] X weight in kg)/(serum creatinine X 72) CrCl (female) = CrCl (male) X 0.85
  • ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial drugs) ยาต้านจุลชีพหลายตัวที่มีการขจัดยาออกทางไต ดังนั้นผู้ป่วยที่ มีภาวะไตวายเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับการปรับขนาดยา อย่างไรก็ตาม ยาที่ ใช้กันทั่วไปบางตัวไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา เช่น Cloxacillin Dicloxacillin Ceftriaxone Doxycycline Clindamycin และสำหรับยา Metronidazole คำแนะนำของการปรับขนาดยานั้นหลากหลาย กล่าวคือ โดยหาก CrCl น้อยกว่า 10 ml/min และไม่ได้ฟอกเลือด (on dialysis) เพื่อลดความเสี่ยง ของการสะสมยาในร่างกายผู้ป่วยที่อาจเกิดได้จากการได้รับยาแบบหลายครั้ง (multiple doses) ให้พิจารณาลดขนาดยาเหลือ 50% ของขนาดปกติหรือ ให้บริหารยาห่างกัน ทุก 12 ชั่วโมง แต่อาจไม่จำเป็นต้องปรับลดขนาดยา หากให้ยารักษาในระยะสั้น (short course) แต่คำแนะนำในหนังสืออ้างอิง บางเล่ม แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องปรับลดขนาดยา Metronidazole4,6 ยาแก้ปวด (Analgesics) ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังโดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (stage 5 kidney disease; ESRD) มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ยาระงับปวดกลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่นได้โดยสารที่เกิดจากการเปลี่ยน สภาพยา (metabolites) ของยา ได้แก่ meperidine (pethidine), morphine, dextropropoxyphene, tramadol และยา codeine สามารถเกิดการสะสมใน ร่างกาย ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) และกดการหายใจได้ เช่น หากมีการสะสมของสาร normeperidine ซึ่งเป็นสารmetabolitesของยาmeperidineที่มีค่าครึ่งชีวิตยาว15-30ชั่วโมง โดย normeperidine มีฤทธิ์ระงับปวดน้อยหรือแทบจะไม่มีฤทธิ์ระงับปวดเลย แต่กลับมีฤทธิ์เป็น Neuroexcitatory effect หรือ CNS stimulant ทำให้เกิด อาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เกิดภาวะวิตกกังวล
  • (anxiety),สั่น(tremors),สับสน(confusion),ประสาทหลอน(hallucinations), hyperreflexia, กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก (myoclonus) และอาจเกิดอาการชักได้ เป็นต้น โดยยาเหล่านี้ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ4 และ 5 สำหรับยา morphine และ codeine แนะนำให้ลดขนาดยาลงเป็น 50-75% ในผู้ป่วยที่มีค่าcreatinineclearanceน้อยกว่า50mL/minute.ส่วนยาtrama- dol (regular release) ในผู้ป่วยที่มีค่า creatinine clearance น้อยกว่า 30 mL/ minute. ควรปรับขนาดยาโดยการขยายระยะห่างการให้ยา (interval exten- sion) เป็นทุก 12 ชั่วโมง และขนาดยาสูงสุดเป็น 200 mg/day หากเป็นยา tramadol รูปแบบ extended-release ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไตวาย เรื้อรัง (CKD) ส่วนยา Acetaminophen (Paracetamol) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยไตบกพร่อง (renal impairment)5
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >5010-50<10 NarcoticAnalgesics Codeine30-60mgq4-6hD100%75%50% Meperidine(Pethidine)50-100mgq3-4hD100%75%50% Morphine20-25mgq4hD100%75%50% Naloxone2mgIVDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Methadone2.5-10mgq6-8hD100%100%50-75% Non-narcoticAnalgesics Acetaminophen500-1,000mgPO q4-6hIq4hq6hq8h Aspirin325-650mgPOq4hIq4hq4-6hAvoid Tramadol50-100mgPOq8-12hI100%CrCl>30ml/min:NoChange CrCl<30ml/min: 50-100mgPOq12h (max.200mg/day) ตารางที่2 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาแก้ปวด2,4
  • ตารางที่3 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง2,5 Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >5010-50<10 Diuretics Amiloride5mg q24hD100%50% IfCrCl <30 ml/min:Avoid Avoid Furosemide20-300 mg q12-24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Hydrochlorothi-azide (HCTZ) 6.25-100mg q24hD100%100%Ineffective ifCrCl <30 Spironolactone50-100mg/dayIq12hq12-24h IfCrCl <30 ml/min:Avoid Avoid Angiotensin-ConvertingEnzyme(ACE)Inhibitors Captopril6.25-100mg/day q8-12h (max.450mg/day) D100%75%50% Enalapril2.5-40mg/day q12-24h (max.40mg/day) D100%75-100%50%
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >5010-50<10 Perindopril4-8mg/day q24h (max.16mg/day) D,I100%2mg q24-48h2mgq48h Ramipril2.5-10mg/day q24hD100%25-50%25% AngiotensinIIReceptorAntagonists(ARBs) Candesartan8-32mg q24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Irbesartan150-300mg q24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Losartan25-100mg q24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Valsartan80-320 mg q24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Beta-Blockers Atenolol50-100mgPOq24hD50-100mg q24h 25-50mg q24h 25mg q24h Bisoprolol2.5-20mg POq24hD100%75%50% ตารางที่3 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง2,5 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Penicillins PenicillinG0.5-4millionuniteq4-6hD100%75%20-50% PenicillinVK125-500mgPOq6hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >5010-50<10 Carvedilol3.125-25mgPOq12-24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Metoprolol50-200mgPOq24hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Propranolol80-160mgPOq12hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Calcium-ChannelBlockers(CCBs):ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา α1-adrenergicreceptorsblockers:ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตารางที่3 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง2,5 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Amoxicillin250-500mgPOq8hIq8hq8-12hq24h Ampicillin250mg–2 gIVq6hIq6hq6-12hq12-24h Amoxicillin(AM)+ Clavulanate(CL) 500/125mg q8h (ifCrCl≤30ml/mindonotuse 875/125AM/CL) D,I500/125mg q8h 250-500mg AM.compo- nent q12h 250-500mg AM.component q24h Ampicillin+sulbactam2gAmpi+1gSB q6hIq6hq8-12hq24h Cloxacillin 500mg–2gIVq6hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Dicloxacillin250-500mgPOq6hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Piperacillin+tazobactam3.375-4.5g q6-8hD,I100%2.25 g q6h (q8h if CrCl <20ml/min) 2.25 g q8h Cephalosporins Cefazolinsodium1-2gIVq6-8hIq8hq12hq24-48h ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Cephalexin250-500mgPOq6-8hIq6-8h q8-12hq12-24h Cefoxitinsodium2g IVq8hIq8hq8-12hq24-48h Cefuroximesodium0.75-1.5gIVq8hIq8hq8-12hq24h Cefdinir200-300mgPOq12h (max.600mg/day) D,I100%CrCl>30ml/min:Nochange CrCl<30ml/min:300mg q24h Cefditoren200mg POq12h (mayupto400mg q12h) D,I200mg PO q12h CrCl30-50:200mg q12h CrCl<30: 200mgq24h Cefixime200mgq12h (6-12MKD)D100%75%50% Cefotaxime1-2g IV q6-8hIq8-12hq12-24hq24h Ceftazidime1-2g q8h (max.6g/d)Iq8-12hq12-24hq24-48h Ceftriaxone1-2g q12-24h(max.4g/d)Dไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Cefoperazone1-3gIV q8hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Sulperazone 1.5g (Cefoperazone1g+Sul- bactam0.5g) Cefoperazone1-2g IV,IM q12h Max:4g/daySulbactam DCefoperazone 1-2gIV,IM q12h CrCl:15-30 ml/min 1gmq12h Max:2g/day CrCl<15ml/ min 500mgq12h Max:1g/day Cefepime2g IVq8h (max.dose)D,I2g q8h2g q12-24h1gq24h Once-dailyAminoglycosidetherapy CrCl(ml/min)>8060-8040-6030-4020-3010-20<10 DrugsDose(mg/kg) q24hDose(mg/kg) q48hDoseq72h Gentamicin/ Tobramycin 5.143.52.5432 Amikacin/ Streptomycin 15127.547.543 Netilmicin6.554232.52 ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Macrolides Azithromycin250-500mgPOODDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ให้ใช้ยานี้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีCrCl<10ml/min Clarithromycin0.5-1.0gq12hD100%75%50-75% Erythromycin250-500mgPOq6hD100%100%50-75% (250mg q6h) Roxithromycin150mgPObidacDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Ketolides Telithromycin800mgPOq24hD100%600mgq24h(IfCrCl<30 ml/min) Fluoroquinolones Norfloxacin400mgPOq12h400mg q12hCrCl10-30 ml/min: 400mg q24h Avoid ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Ofloxacin200-400mgPOq12hD,I200-400mg q12h CrCl20-50:200-400mgq24h CrCl<20:50%q24h Ciprofloxacin500-750mgPOq12h or 400mg IVq12h D100%50-75%50% Levofloxacin750mgq24h IV,POD,I750mgq24hCrCl20-49 ml/min: 750mgq48h CrCl<20 ml/min: 750mgonce then500mg q48h Moxifloxacin400mg q24h IV,PODไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Otherantibiotics Aztreonam2g IVq8hD100%50-75%25% Imipenem/cilastatin500mg IVq6h (max.4g/day) D,I250-500mg q6-8h 250mg q6-12h 125-250mg q12h ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Meropenem1–2 gm IV q8h (max.6g/day) D,I100% IVq8h If>25ml/min: 100%IVq12h If ≤25ml/min 50%IVq12h 50% IVq24h Vancomycin1gIVq12hD,I1g q12h1g q24-96h1g q4-7days ClindamycinPO150-450mg q6-8h IV 600-900mg q6-8h Dไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Colistimethatesodium (colistin) 80-160mgIVq8h or 2.5-5mg/kg/day D160mgq12h160mgq24h160mgq36h Metronidazole500mgIV q6-8hD100%100%50% Sulfamethoxazole+ Trimethoprim(Bactrim) 5mg/kgTMP IVq8h D100%50%Not recommended Bactrim® (prophylaxis)DS1tab. POODDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Doxycycline100-200mg/day PObidDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • Class/Drug Dosefor NormalRenalFunction AdjustmentforRenalFailure Method EstimatedCrCl(ml/min) >50-9010-50<10 Minocycline100mgPOq12hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา TigecyclineIV100mgthen50mgq12hDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Antiparasiticagents Albendazole200-400mgPOOD-bidDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Mebendazole500mg POODDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Quinine650mg q8hI650mg q8h650mgq8-12h650mgq24h Antifungalagents AmphotericinB0.5-1.5 mg/kg/dayIq24hq24hq24h Fluconazole200-400mg q24h (max.800mg/day) D100%50%50% Itraconazole,PO100-200mgPOq12-24hD100%100%50% Ketoconazole200mg/dayPOODDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา Griseofulvin500mg/dayPOODDไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตารางที่4 แสดงแนวทางการปรับขนาดยาต้านจุลชีพ(Antimicrobialagents)ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3,4,6.7 (ต่อ)
  • สำหรับยารายการอื่นๆ ที่ไม่ได้แสดงในตาราง สามารถหาข้อมูล ได้จากแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไตวาย เรื้อรังนั้นแสดงในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 แสดงแหล่งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับขนาดยาใน ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง                     
  • References : 1. Abboud H, Henrich WL. Clinical practice: Stage IV Chronic Kidney Disease. N Engl J Med 2010;362:56-65. Available at: www.nejm. org. Accessed date: January 10th , 2010. 2. Aronoff GR, Bennett WM, Berns JS, et al. Drug Prescribing in Renal Failure:DosingGuidelinesforAdultsandChildren.5thed.Philadelphia, PA.: American College of Physicians.2007. 3. Gilbert DN, Moellering RC,Eliopoulos GM, Sande MA. The Sanford Guide To Antimicrobial Therapy.38th ed. United State of America, 2008 : 178-185. 4. Lacy CF, Armstrongs LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information  Handbook with International Trade Names Index. 17th ed. Ohio, Lexi-Comp Inc., 2008-2009. 5. Munar MY, Singh H. Drug Dosing Adjustments in Patients with Chronic Kidney Disease : Am Fam Physician 2007;75:1487-96. 6. Sabatine MS. Pocket Medicine. 3rd ed. Lippincott Williams and Wilkins, Philadelphia, 2008: page10-8 to 10-10. 7. David F. McAuley, Pharm.D., R.Ph. GlobalRPh Inc. Available at: http://www.globalrph.com/index_renal.htm. Accessed date: March 15th , 2010
  • โรคภูมิแพ้ Allergy เรียบเรียงโดย ภญ.วลัยพรรณ พาณิชธนานนท์ สถานพยาบาลชลเวช โรคทางเดินหายใจเป็นโรคที่พบมากของประเทศไทยโดยเฉพาะ ประชาชนในเขตเมืองเนื่องจากมลภาวะและภูมิแพ้ บทความนี้จะนำเสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับภูมิแพ้ในหลายแง่มุมที่คุณควรจะรู้ โรคภูมิแพ้คืออะไร ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีหน้าที่ที่จะจดจำสิ่งแปลกปลอมที่จะ ทำร้ายร่างกายเรา เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส โดยการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ต่อสู้กับเชื้อโรค โรคภูมิแพ้เป็นภาวะที่ภูมิของร่างกายมีปฏิกิริยากับโปรตีน หรือสารก่อภูมิแพ้ Allergen จากสิ่งแวดล้อมซึ่งปกติจะไม่มีอันตรายสำหรับ ผู้ที่ไม่แพ้ ปฏิกิริยานี้เริ่มเมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็จะเกิดการสร้าง ภูมิต้านทาน (antibody) ที่เรียกว่า IgE antibody ซึ่ง antibody นี้จะกระตุ้น Mast cell ให้มีการหลั่งสาร Histamine ขึ้นที่เนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผิวหนัง ปอด จมูก ลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบ อาการแสดง เช่น ลมพิษที่ผิวหนัง คัดจมูก แน่นหน้าอก หอบหืด บางรายอาจจะรุนแรง ถึงกับเสียชีวิตได้ Anaphylaxis shock คนเราเป็นภูมิแพ้ได้อย่างไร เนื่องจากเกิดโรคภูมิแพ้เป็นจำนวนมากจึงได้มีการวิจัยหาสาเหตุ ของโรคภูมิแพ้ • กรรมพันธ์ุ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เช่นพ่อแม่ พี่น้อง ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย เด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิง หากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ เด็กจะเป็นภูมิแพ้ได้ร้อยละ 30 แต่หากทั้งพ่อ และแม่เป็นภูมิแพ้เด็กจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ร้อยละ 50-60
  • • สิ่งแวดล้อมของเด็กในขวบปีแรกสำคัญมาก การสัมผัส ควันบุหรี่ ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ สะเก็ดรังแคสัตว์ การใช้ยาปฏิชีวนะ การรับประทานอาหารสำเร็จรูป เหล่านี้จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ • การติดเชื้อไวรัสในวัยเด็ก การที่มีเชื้อ Lactobacillus ในลำไส้ หรือการอาศัยใกล้ฟาร์มสัตว์ จะเพิ่มอุบัติการณ์ของภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงหรือนำสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ออกจากสิ่งแวดล้อม ใกล้ตัว เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้ ลดอาการของโรคภูมิแพ้และลดปริมาณการใช้ยา ทำไมคนในเมืองถึงเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น พบว่าปัจจัยที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมจาก สังคมชนบทเป็นสังคมเมือง • คนในเมืองอยู่บ้านมาก ติดเครื่องปรับอากาศ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ตัวอย่างโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่พบบ่อย • โรคหอบหืด • Anaphylaxis • Eczema, • contact dermatitis, • ลมพิษ urticaria • allergic conjuntivitis • แพ้ยา แพ้แมลง แพ้ยาง • แพ้อาหาร • โรคภูมิแพ้หรืออาการคัดจมูก • การรักษาโรคภูมิแพ้ • ยาแก้แพ้ • ไรฝุ่น • เรณูหรือเกสรดอกไม้ และหญ้า • สะเก็ดรังแคของสัตว์ (แมว สุนัข ม้า) • แมลงสาบ • เชื้อรา • อาหาร(ไข่ขาวนมแป้งสาลีถั่วเหลือง อาหารทะเล ถั่ว) • เหล็กไนของผึ้งและตัวต่อ • ยา • ยางพารา
  • • เด็กกินนมแม่น้อยลง คนรับประธานอาหารจานด่วนมาก ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้ามามาก เช่น สี สารกันบูด • คนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านเพิ่ม • การตกแต่งบ้าน ติดตั้งพรมและติดเครื่องปรับอากาศทำให้ อากาศถ่ายเทไม่ดี เชื้อไรฝุ่นเจริญได้ดี • มลภาวะจากอุตสาหกรรม และการจราจร • การสูบบุหรี่ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในบ้าน สารก่อโรคภูมิแพ้ในบ้านจะพบได้ตลอดปีและเป็นสาเหตุสำคัญ ในการเกิดโรคภูมิแพ้คัดจมูก โรคหอบหืด ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ (eczema) สารก่อภูมิแพ้ในบ้านที่สำคัญได้แก่ • ไรฝุ่นพบมากบนที่นอน โซฟา • สะเก็ดรังแคสัตว์ น้ำลาย และเหงื่อของสัตว์เลี้ยง • ขนนก ของเสียแมลงสาบ รา วิธีป้องกันสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน • เปิดหน้าต่างให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ โดยเฉพาะห้องครัว ห้องน้ำ โดยเปิดหน้าต่างอย่างน้อยครั้งละ 1 ชั่วโมงเปิดวันละสองครั้ง หากแพ้เกสรควรปิดหน้าต่าง โดยเฉพาะช่วงที่มีเกสรดอกไม้มาก • ไม่ควรตากผ้าในห้องนอนและห้องนั่งเล่น • ถ้าห้องมีความชื้นมากให้เปิดให้อาการถ่ายเทให้มาก การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้ • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนไว้ในบ้านโดยเฉพาะในห้องนอน • ไม่ควรตกแต่งห้องนอนด้วยพรม หรือมีตุ๊กตา
  • • ห้องนอนไม่ควรจะมีชั้น หรือหนังสือ • เครื่องนอนควรจะซักและต้มสัปดาห์ละครั้ง • งดบุหรี่ การทาสีในบ้าน • หมั่นทำความสะอาด และดูดฝุ่นบ้านและม่านกันแดด • กำจัดเศษอาหารให้มิดชิดเพื่อป้องกันแมลงสาบ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคภูมิแพ้ อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับว่า ภูมิแพ้นั้นเกิดขึ้นที่ระบบใด สำหรับผู้ใหญ่สามารถที่จะให้ประวัติและบอกอาการได้ก็จะช่วยในการ วินิจฉัย อาการของโรคภูมิแพ้ที่พบได้มีดังนี้ • ผื่นที่ผิวหนัง เช่นผื่นแพ้ ลมพิษ คันตามผิวหนัง • คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม • ไอแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด โรคหอบหืด • เคืองตาและตาแดง เคืองจมูก • บวมรอบปาก อาเจียนและถ่ายเหลว • แสบคอ น้ำมูกไหลลงคอ หูอื้อ จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคภูมิแพ้ • สำหรับผู้ใหญ่สามารถบอกอาการได้ แต่เด็กบอกอาการไม่ได้ ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตอาการ และอาการแสดงของเด็ก โดยดูจาก โครงร่างกาย ผิวหนัง และลักษณะหน้า เด็กที่เป็นภูมิแพ้ มักจะมีขนาดตัว เล็กกว่าเด็กทั่วไป ลักษณะใบหน้าเป็นแบบ Allergic Shiners ซึ่งลักษณะ ที่เห็นชัด คือ เด็กจะมีขอบตาดำคล้ำเนื่องจากเส้นเลือดดำที่ขอบตาขยาย • Dennie-Morgan Lines เด็กที่เป็นภูมิแพ้จะมีรอยย่นที่ใต้ หนังตาล่าง
  • • Long Face S yndrome เด็กที่เป็นภูมิแพ้ คัดจมูก และมี โรคหอบหืด จะมีเพดานปากสูงขึ้น ฟันบนยื่นออกมา ต้องหายใจทางปาก เนื่องจากคัดจมูกอยู่ตลอดเวลา เยื่อบุจมูกจะบวมและซีด เนื่องจากถูก ภูมิแพ้กระตุ้นอยู่ตลอดเวลาทำให้หายใจไม่ออก • Nasal Salute เด็กที่เป็นภูมิแพ้จะมีอาการคันจมูก มักจะเอา ฝ่ามือเช็ดจมูกอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดรอยย่นที่ดั่งจมูก • Facial Tics เด็กที่เป็นภูมิแพ้จะมีอาการคันจมูกทำให้ต้องย่น หน้าและจมูกเหมือนตัวตลก • Keratosis Pilaris ผิวหนังของเด็กที่เป็นภูมิแพ้จะแห้งและหยาบ โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณบริเวณแก้ม แขน หน้าอก • Atopic Ezema ผิวหนังบริเวณข้อพับจะมีรอยเกาเป็นผื่น บางรายมีน้ำเหลือง • Conjunctivitis เด็กจะเคืองตาและขยี้ตาอยู่ตลอดเวลาเยื่อบุตา จะบวม • Glueearเด็กที่คัดจมูกอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบ มีหนองไหลออกจากหู • Posterior nasal drip น้ำมูกจะไหลลงคอตลอดเวลาทำให้เด็ก ระคายคอ บางคนไอเรื้อรัง การทดสอบภูมิแพ้ เมื่อเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นก็มีความจำเป็นจะต้องทราบว่าแพ้อะไร เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ หากทดสอบแล้วรู้ว่า แพ้อะไรก็ต้องหลีกเลี่ยง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องใช้ยารักษา เป็นการยาก ที่จะบอกว่าท่านแพ้อะไรโดยอาศัยเพียงประวัติและการตรวจร่างกาย หาก ท่านสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้ ท่านต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อซักประวัติภูมิแพ้และ ตรวจร่างกาย หากอาการภูมิแพ้ของท่านเป็นมากแพทย์ก็จะทดสอบภูมิแพ้
  • Skin Prick Test เป็นวิธีการทดสอบการแพ้ โดยฉีดสารที่สงสัยว่าจะทำให้ เกิดภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง จะทดสอบบริเวณแขน สำหรับเด็กจะทดสอบ บริเวณหลัง การทดสอบนี้ไม่เจ็บและ ทราบผลทันที การทดสอบให้ผลบวก จะต้องมีตุ่มแดงนูนและคันบริเวณที่ฉีด ตุ่มยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใดยิ่งแพ้มากขึ้น เท่านั้น หากให้ผลลบแสดงว่าไม่ได้แพ้ สารนั้น ขั้นตอนการตรวจ Skin Prick Test มีดังนี้ 1. แพทย์ ซักประวัติโรคภูมิแพ้ ความรุนแรงของโรค แล้วจึง เลือกชนิดของสารก่อภูมิแพ้เพื่อทดสอบ หากท่านรับประทานยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ โดยเฉพาะยาแก้แพ้ ยาแก้โรคซึมเศร้า และจะต้อง หยุดยาตั้งแต่ 2 วัน - 6 สัปดาห์ก่อนทดสอบ 2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอล์ 3. ใช้ไม้บรรทัดวัดตำแหน่งที่จะทดสอบ 4. หยดสารก่อภูมิแพ้ตามตำแหน่ง 5. ใช้เข็มเล็กสะกิดผิวหนังให้น้ำยาลงไป เปลี่ยนเข็มทุกครั้งที่ เปลี่ยนตำแหน่งรอดูผลการทดสอบ 15 นาที 6. วัดดูขนาดของผื่นที่เกิดและจดว่าแพ้อะไรบ้าง การทดสอบการแพ้ ยังมีวิธีอื่นด้วย เช่น - การเจาะเลือดตรวจ Blood test เป็นการเจาะเลือดเพื่อหา ภูมิต้านทาน (IgE) ต่อสารภูมิแพ้ เช่น ต่อไรฝุ่น ต่ออาหาร นม ไข่ ถั่วเหลือง - Patch test เป็นการทดสอบภูมิแพ้ที่เกิดหลังสัมผัส เช่น ผื่นแพ้จากการสัมผัส contact dermatitis วิธีการตรวจโดยใช้สารที่สงสัยว่า
  • จะแพ้ใส่แผ่นเทป และปิดที่ผิวหนังไว้ 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ทดสอบการแพ้ ยาง nickle สี เครื่องสำอาง รวมทั้งยา - Challenge test การทดสอบนี้ควรจะทำในโรงพยาบาลโดยให้ รับสิ่งที่สงสัยว่าจะแพ้แล้วดูปฏิกิริยา ก่อนการทดสอบควรเตรียมยาเพื่อ ช่วยชีวิตไว้ให้พร้อม การรักษาโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เมื่อหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ และรับประทานยา แก้แพ้ก็จะสามารถควบคุมอาการได้ สำหรับผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจ จะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก ( Decongestant) สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง อาจจะต้องใช้ยาหยอดจมูก steroid หลักการรักษาประกอบด้วย 1. หลีกเลี่ยงหรือป้องกันสารที่เป็นภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ได้กล่าวในหัวข้อของการแพ้ สารก่อภูมิแต่ละชนิด สำหรับเครื่องฟอกอากาศก็มีประโยชน์ บางชนิดใช้ ไฟฟ้า บางชนิดใช้ fiberglass ซึ่งก็สามารถลดสารก่อภูมิแพ้ในอากาศลง แต่สิ่งที่ควรคำนึงคืออัตราการไหลของอากาศต้องมากพอที่จะฟอกอากาศ ถ้าอัตราการไหลต่ำก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ควรใช้โอโซนเพราะจะระคายเคือง เยื่อจมูก 2. Immunotherapy หรือภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการรักษาโรคภูมิแพ้ อีกแบบหนึ่ง นอกเหนือการใช้ยาลดอาการ หลักการรักษาเป็นการกระตุ้น ให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันชนิด IgG โดยการให้ allergenic extrac ที่ได้ผลบวกจากการทดสอบทางผิวหนัง (skin prick test ในความเข้มข้น ต่ำๆ ในระยะแรก และค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น หลังจากฉีดแต่ละครั้ง ผู้ป่วยควรอยู่ในสถานพยาบาลอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังอาการ ไม่พึงประสงค์ที่อาจพบหลังฉีดสาร เช่น ผื่นแดงคัน อาการคัดจมูก แน่นหน้าอก คัดจมูกและน้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาที
  • หลังฉีด และระหว่างการรักษาไม่ควรรับประทานยา beta-block และยา monoamine oxidaseinhibitors (MAOIs) 3. การใช้ยารักษาและบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ยาแก้แพ้กลุ่ม Antihistamin, ยาลดอาการคัดจมูกกลุ่ม Anticholinergic, ยาต้านการอักเสบสเตียรอยด์ (Steroid), Mast cell stabilizer Antihistamine ยาแก้แพ้เป็นยาหลักสำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ ยาแก้แพ้ใน ระยะเริ่มแรกจะมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการปากแห้ง ทำให้ เกิดการง่วงซึมซึ่งเป็นผลเสียต่อการทำงาน การทำงานของยาแก้แพ้จะ ออกฤทธิ์ที่ H1-receptor คุณสมบัติของยาแก้แพ้มีดังนี้ • ลดอาการที่เกิดจากการหลั่งhistamineเช่นอาการจามคันจมูก น้ำมูกไหล • แต่ไม่ลดอาการของคัดจมูก • สามารถลดอาการคันตา และคันหู • ยาแก้แพ้ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์เร็ว เนื่องจากผลข้างเคียงของยาแก้แพ้มีมากจึงได้มีการพัฒนายา แก้แพ้รุ่นใหม่ที่มีผลข้างเคียงต่ำ ขณะเดียวกันยังคงมีประสิทธิภาพ ซึ่งยา รุ่นใหม่ควรต้องมีประสิทธิภาพในการรักษาดังนี้ 1. เยื่อบุจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้ทั้งชนิดเป็นทั้งปี Perrenial allergic rhinitis และเป็นเฉพาะฤดู seasonal allergic rhinitis 2. เยื่อบุตาอักเสบจากโรคภูมิแพ้ 3. ลมพิษ ยาที่จัดว่าได้ผลดีสำหรับลมพิษคือ cetirizine, terfena- dine ซึ่งออกฤทธิ์เร็วและลดอาการคันได้เป็นอย่างดี 4. ผิวหนังอักเสบแบบ Atopic dermatitis ยาที่ใช้ได้ผลดีคือ ceti- rizine, loratadine, ketotifen
  • 5. โรคหืด asthma โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืดที่มีอาการภูมิแพ้ มีอาการคัดจมูก และน้ำมูกไหล ผลข้างเคียงของยา 1. อาจจะทำให้ง่วง ซึม และน้ำหนักตัวเพิ่ม แต่อาการน้อยกว่า ยาแก้แพ้รุ่นแรกๆ 2. พิษต่อหัวใจ astemazole, terfenadine จะมีผลต่อการเต้นของ หัวใจ แต่ยาตัวอื่นไม่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ข้อระวังในการใช้ยา 1. ควรจะต้องระวังการใช้ยาอื่น เพราะอาจจะเกิดปฏิกิริยา ยาที่ต้องระวังได้แก่ erythromycin, ketoconazole, itraconazole 2. ไม่ควรใช้ยานี้ในคนตั้งครรภ์ 3. ไม่ควรใช้ยานี้ในคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 4. ควรจะระมัดระวังในคนที่เป็นโรคไต และโรคตับ ยาลดอาการคัดจมูก กลุ่ม Anticholinergic อาการคัดจมูกเป็นอาการที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เป็นหวัด หรือ เป็นโรคภูมิแพ้ การรักษาอาการคัดจมูกจะให้ยาแก้แพ้ แต่บางครั้งอาจจะ ไม่สามารถคุมอาการ จำเป็นต้องใช้ยาลดอาการคัดจมูก จัดเป็นยาในกลุ่ม Sympathomimetic คือ ออกฤทธิ์ต่อระบบ ประสาทอัตโนมัติ ทำให้เลือดไปที่เยื่อบุจมูกลดลง อาการคัดจมูกจึงดีขึ้น เนื่องจากยานี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอัตโนมัติจึงอาจจะเกิดผลเสียต่อ ร่างกายดังนี้ • ทำให้ความดันโลหิตสูง ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ก่อนจะใช้ยาควรจะปรึกษาแพทย์ • กระสับกระส่าย • มือสั่น
  • • นอนไม่หลับ • ปวดศีรษะ • ปากแห้ง • มีอาการคั่งของปัสสาวะ • ใจสั่นมือสัน หัวใจเต้นผิดปกติ ยาลดอาการคัดจมูกอาจจะเป็นยาเดี่ยว เช่น Pseudoephedine หรืออาจจะเป็นยาที่ผสมกันร่วมกับยาแก้แพ้ เช่น Actifed®, Carinase®, ยาบางชนิดมียาลดไข้ร่วมด้วย เช่น Tiffy®, Decolgen® ดังนั้นการเลือกยา ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอาการ เช่น หากเป็นหวัดมีไข้ร่วมกับอาการ น้ำมูกไหลอาจจะใช้พวก Tiffy®, Decolgen® หากเป็นภูมิแพ้ก็เลือกใช้ยา แก้แพ้อย่างเดียวหรือยาแก้แพ้ผสมยาลดน้ำมูก ยาลดอาการคัดจมูกมีในรูปแบบยาหยอดจมูก ซึ่งจะให้ผลเร็ว และมีผลข้างเคียงต่ำ แต่หากใช้บ่อยๆ อาจจะทำให้เกิดการการทนต่อยา (tolerance) ทำให้ต้องเพิ่มขนาดการใช้ยา ยาต้านการอักเสบสเตียรอยด์ (Steroid) เป็นที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคภูมิแพ้โดยยาจะออกฤทธิ์ ดังนี้ • ลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกไม่บวม • ลดการหลั่งของน้ำมูก • ลดความไวต่อการถูกกระตุ้น • ลดการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ยา steroid ที่ใช้รักษาภูมิแพ้มีสองรูปแบบ คือ ชนิดรับประทาน และชนิดหยอดจมูก เนื่องจากยานี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และยังมีผลเสียของการกด ภูมิคุ้มกันอย่างมาก หากใช้นานๆ อาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย การใช้ยา
  • ในกลุ่มนี้มีข้อแนะนำดังนี้ • ให้รับประทานยาในช่วงสั้นไม่เกิน 3-7 วันเมื่อคุมอาการได้ จึงหยุดยา • ควรจะใช้ยานี้ในรายที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมด้วย ยาธรรมดา • ไม่ควรจะใช้ยาฉีด • การใช้ยานี้ในเด็กอาจจะทำให้เด็กโตช้า หากต้องใช้เป็นเวลา นาน ต้องปรึกษาแพทย์ การใช้ยา steroid ชนิดพ่น • ยานี้อาจจะใช้ร่วมกับยาแก้แพ้ชนิดกิน • ใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ กำเริบ • หากใช้ต่อเนื่องอาจจะเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการเคืองจมูก รูจมูกแห้ง คัดจมูก เลือดกำเดาไหล • ตัวยาที่สำคัญได้แก่ Triamcinolone, Beclomethasone. Budes- onide, Fluticasone ยากลุ่ม Mast cell Stabilizer เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่าการที่มีอาการคัดจมูกในโรค ภูมิแพ้ เกิดจากการหลั่งของสารที่อยู่ในเซลล์ที่เรียกว่า Mast cell ยาที่ยับยั้ง การหลั่งก็จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ ยาที่ยั้บยั้งการหลั่งเรียก cromolyn ซึ่งมีในรูปแบบยาพ่น • ยานี้จะยับยั้งการหลั่งของสารเคมีที่เกิดจากภูมิแพ้ • ลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และอาการคันจมูก • ยานี้ไม่ลดอาการทางตา • ยานี้มีผลข้างเคียงต่ำ อาจจะทำให้เกิดจาม หรือแสบจมูก
  • • ใช้ได้ผลทั้งภูมิแพ้ทั้งปี และภูมิแพ้แบบฤดูกาล • อาจจะใช้ป้องกันอาการภูมิแพ้ก่อนการสัมผัสโรค • การใช้ยาจะใช้ก่อนการสัมผัสสิ่งที่แพ้ วันละ 4-6 ครั้งและใช้ ต่อเนื่องจนสามารถออกจากสิ่งแวดล้อมที่แพ้ การรักษาอื่นที่บรรเทาอาการได้แก่ • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ • การดมไอน้ำร้อนครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-4 ครั้ง เอกสารอ้างอิง 1. ผศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ภาควิชาอายุรเวช จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย 2. Drug Informatiom Handbook 2000-2001
  • ยาที่ใช้ Antihistaminegroup ข้อบ่งใชขนาดและ วิธีใช้ อาการข้างเคียงข้อแนะนำในการใช้ยาหญิง ตั้งครรภ์ หญิงให้ นมบุตร รุ่นที่1 Chlorpheniramine Hydroxyzine Tripolidine Brompheniramine -รักษาอาการคัดจมูกลดน้ำมูก -บรรเทาอาการลมพิษ -บรรเทาอาการผื่นแพ้ -บรรเทาอาการคันตามผิวหนัง ผู้ใหญ่ รับประทาน ทุก4-6ชม. คอแห้งปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ปวดศีรษะ ง่วงซึม -ทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม -ไม่ควรทานร่วมกับสุราหรือ แอลกอฮอล์ -ไม่ควรใช้ในเด็กแรกเกิด -ไม่ควรใช้รักษาโรคหอบหืด - ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือ แพ้ส่วนประกอบของยานี้ ไม่แนะนำไม่แนะนำ รุ่นที่2 Loratadine -บรรเทาอาการแพ้จาก เยื่อจมูกอักเสบ -บรรเทาอาการจามน้ำมูกไหล -บรรเทาอาการเยื่อตาอักเสบ เนื่องจากโรคภูมิแพ้ -บรรเทาอาการลมพิษเรื้อรัง -บรรเทาอาการแพ้จาก โรคผิวหนังอื่นๆ ผู้ใหญ่ รับประทาน 10mg วันละ1ครั้ง ปากแห้ง ปวดท้อง ปวดศีรษะ -ทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม -ไม่ควรทานร่วมกับสุราหรือ แอลกอฮอล์ -ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกับ กลุ่มMacrolides/Azoles Groupรวมไปถึงยาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ -ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือ แพ้ส่วนประกอบของยานี้ CategoryBไม่แนะนำ ตารางสรุปข้อมูลยาแก้แพ้กลุ่มAntihistamineที่พบบ่อยในร้านยา
  • ยาที่ใช้ Antihistaminegroup ข้อบ่งใชขนาดและ วิธีใช้ อาการข้างเคียงข้อแนะนำในการใช้ยาหญิง ตั้งครรภ์ หญิงให้ นมบุตร รุ่นที่3 Cetirizine -บรรเทาอาการแพ้จากฝุ่นละออง -บรรเทาอาการจามน้ำมูกไหล -บรรเทาอาการคันที่ตาและ น้ำตาไหล ผู้ใหญ่ รับประทาน 10mg วันละ1ครั้ง ปากแห้ง ปวดท้อง ไม่สบายท้อง คลื่นไส้อาเจียน -ทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม -ไม่ควรทานร่วมกับสุราหรือ แอลกอฮอล์ -ผู้ที่เคยมีโรคตับหรือไต -ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือ แพ้ส่วนประกอบของยานี้ CategoryBไม่แนะนำ Fexofenadine-บรรเทาอาการลมพิษ -บรรเทาอาการคัดจมูกจาม น้ำมูกไหลคันจมูกคันตา ผู้ใหญ่ 60mg วันละ2ครั้ง เด็กอายุ 6-11ปี 30mg วันละ2ครั้ง มึนงง ปากแห้ง -ไม่ควรใช้ยาร่วมกับยาลดกรด Alummilkเพราะจะลดการ ดูดซึมของยาแก้แพ้ -ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือ แพ้ส่วนประกอบของยานี้ CategoryCไม่แนะนำ ตารางสรุปข้อมูลยาแก้แพ้กลุ่มAntihistamineที่พบบ่อยในร้านยา(ต่อ)
  • ประโยชน์และข้อควรระวังจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุ เรียบเรียงโดยภญ.นัฐกานต์ปรีชาติวงศ์ โรงพยาบาลสมเด็กพระบรมราชเทวีณศรีราชา                                                                            
  •                                                                                    
  •                                                                      
  •                                                                       
  •                                                                                 
  •                                                                                          
  •                                                                               
  •                                              เอกสารอ้างอิง 1. BaronJA,ColeBF,MottL,etal.Neoplasticandantineoplasticeffectsofbeta-caroteneoncolorectaladenomarecurrence:resultsofarandomized trial.JNatlCancerInst2003;95(10):717-722. 2. FawziWW,HerreraMG,WillettWC,AminAE,NestelP,LipsitzS,SpiegelmanDandMohamedKA.VitaminAsupplementationanddietary vitaminAinrelationtotheriskofxerophthalmia.AmJClinNutr.1993;58:385-91 3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.ข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดวิตามินและแร่ธาตุ.2549;[6].Avalilableat: URL:http://www.library.judiciary.go.th/info/data/ab6-06-002.pdf.AccessedMarch07,2008. 4. วีนัสลีฬหกุล,สุภาณีพุทธเดชาคุ้ม,ถนอมขวัญทวีบูรณ์,โภชนาศาสตร์ทางการพยาบาล.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ:บุญศิริการพิมพ์;2545. อแมนดาเออร์เซล,คู่มือดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและเกลือแร่.กรุงเทพฯ:ซีเอ็ดยูเคชั่น;2548. 5. Niacin(VitaminB3,Nicotinicacid),Niacinamide.Avalilableat:http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/natural/patient-niacin.html.Accessed June17,2008. 6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.ข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดวิตามินและแร่ธาตุ.2549;[6].Avalilableat: URL:http://www.library.judiciary.go.th/info/data/ab6-06-002.pdf.AccessedMarch07,2008.
  • (6) DietaryReferenceIntakesforThiamin,Riboflavin,Niacin,VitaminB6,Folate,VitaminB12,PantothenicAcid,Biotin,andCholine.Washington, DC:NationalAcademyPress;1998:374-389. McCartyMF.cGMPmayhavetrophiceffectsonbetacellfunctioncomparabletothoseofcAMP,implyingaroleforhigh-dosebiotininprevention /treatmentofdiabetes.NutriGuarResearch.2004Mar;66:323-8. (7) Holmes-McNaryMQ.BaldwinAS.AndZeiselSH.OpposingRegulationofCholineDeficiency-inducedApoptosisbyκB*p53andNuclearFactor. ThejournalofBiologChem.2001Nov;276(44):41197–204 Katz-BrullR.SegerD.Rivenson-SegalD.RushkinE.andDeganiH.MetabolicMarkersofBreastCancer:EnhancedCholineMetabolismandReduced Choline-Ether-PhospholipidSynthesis.CancerResearch.2002April;62:1966-70 (8) GrodnerM,AndersonSL,DeYoungS.Foundationandclinicalapplicationofnutrition.St.Louis:Mosby-YearBook;1996. Ryan-HarshmanM,AldooriW.VitaminB12andhealth.CanadianFamilyPhysician.2008;54:536-41. (9) BsoulSA,TerezhalmyGT.VitaminCinhealthanddisease.JContempDentPract.2004May15;5(2):1-13. CoulterID,HardyML,MortonSC,HiltonLG,TuW,ValentineD,ShekellePG.AntioxidantsvitaminCandvitamineforthepreventionand treatmentofcancer.JGenInternMed.2006Jul;21(7):735-44 (10) KnightJA,LesoskyM,BarnettH,RaboudJM,ViethR.VitaminDandreducedriskofbreastcancer:apopulation-basedcase-controlstudy.Cancer EpidemiolBiomarkersPrev.2007Mar;16(3):422-9. (11) LappeJM,Travers-GustafsonD,DaviesKM,etal.VitaminDandcalciumsupplementationreducescancerrisk:resultsofarandomizedtrial.Am JClinNutr2007Jun;85(6):1586-91. (12) BostickRM,PotterJD,McKenzieDR,SellersTA,KushiLH,SteinmetzKA,FolsomAR.Reducedriskofcoloncancerwithhighintakesofvitamin E:TheIowaWomen’sHealthStudy.CancerRes1993;15:4230-17. (13) CoulterID,HardyML,MortonSC,HiltonLG,TuW,ValentineD,ShekellePG.AntioxidantsvitaminCandvitamineforthepreventionand treatmentofcancer.JGenInternMed.2006Jul;21(7):735-44. (14) FullerCJ,JialalI.Effectsofantioxidantsandfattyacidsonlow-density-lipoproteinoxidation.AmJClinNutr.1994Dec;60(6Suppl):1010S- 1013S.
  • (15) IyengarL,RajalakshmiK.Effectoffolicacidsupplementonbirthweightsofinfants.Americanjournalofobstetricsandgynecology. 1975;122(3):332-6. (16) WardM,McnultyH,McpartlinJ,StrainJJ,WeirDG,ScottJM.Plasmahomocysteine,ariskfactorforcardiovasculardisease,isloweredbyphysi ologicaldosesoffolicacid.QJM:AnInternationalJournalofMedicine.1997;90:519–24. (17) GrodnerM,AndersonSL,DeYoungS.Foundationandclinicalapplicationofnutrition.St.Louis:Mosby-YearBook;1996. (18) HeaneyRP.Calcium,dairyproductsandosteoporosis.Journaloftheamericancollegeofnutrition.2000;19(2):83S–99S. (19) RichardE.Treatmentofpostmenopausalosteoporosis.Drugtherapy.1998;338(11):736-46. (20) Thys-Jacobs,StarkeyS,BernsteinP,TianD,Jason.Calciumcarbonateandthepremenstrualsyndrome:effectsonpremenstrualandmenstrual symptoms.Americanjournalofobstetrics&gynecology.1998;179(2):444-52. (21) PittlerMH,StevinsonC,ErnstE.Chromiumpicolinateforreducingbodyweight:meta-analysisofrandomizedtrials.Internationaljournalof obesity.2003;27:522-9. (22) AndersonRA.Nutritionalfactorsinfluencingtheglucose/insulinsystem:chromium.JournaloftheAmericanCollegeofNutrition. 1997;16(5):404-10. (23) GrodnerM,AndersonSL,DeYoungS.Foundationandclinicalapplicationofnutrition.St.Louis:Mosby-YearBook;1996. (24) RebeccaJ,MicheleL.GuidelinesfortheUseofIronSupplementstoPreventandTreatIronDeficiencyAnemia.1997:21. (16) BroomeCS,McArdleF,KyleJAM,AndrewsF,LoweNM,HartCA.Anincreaseinseleniumintakeimprovesimmunefunctionandpoliovirus handlinginadultswithmarginalseleniumstatus.TheAmericanjournalofclinicalnutrition.2004;80:154–62. (25) MichaëlssonG,EdqvistLE.ErythrocyteglutathioneperoxidaseactivityinacnevulgarisandtheeffectofseleniumandvitaminEtreatment.Acta dermato-venereologica.1984;64(1):9-14. (26) SantilloVM,LoweFC.Roleofvitamins,mineralsandsupplementsinthepreventionandmanagementofprostatecancer.InternationalBrazJUrol. 2006;32(1):3-14 IgicPG,LeeE,HarperW,RoachKW.ToxicEffectsAssociatedWithConsumptionofZinc.MayoFoundationforMedicalEducationandResearch. 2002;77:713-6
  • วิธีการใช้ยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษ เรียบเรียงโดย ภก. รพงษ์ เบศรภิญโญวงศ์ โรงพยาบาลสมเด็กพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ยาปฏิชีวนะผงแห้งที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ วิธีการโดยทั่วไป 1. เคาะผงยาในขวดให้ร่วน 2. ใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำดื่มที่สะอาดละลายยา ห้ามใช้ น้ำร้อนหรือน้ำอุ่น 3. เปิดฝาขวดยา เติมน้ำลงไปประมาณครึ่งหนึ่งของขีดที่ กำหนด หรือท่วมผงยา ปิดฝาขวด เขย่าให้ผงยาเปียกทั่วและกระจาย ไม่จับเป็นก้อน 4. เปิดฝาขวดยาอีกครั้ง เติมน้ำลงในขวดจนถึงขีดที่กำหนดไว้ บนขวดยาหรือขีดบอกบนฉลาก 5. ปิดฝาขวดยา เขย่าให้ยากระจายเข้ากันดี ยาบางชื่อการค้า เช่น ZithromaxR 1. ให้เคาะขวดเพื่อให้ผงยาแยกจากกันไม่จับตัวเป็นก้อน 2. เติมน้ำลงในขวดโดยใช้ถ้วยตวงที่มีขีดบอกปริมาณกำกับ บนกล่องยา สำหรับขวดขนาด 600 มก. (15 มล.) ให้เติมน้ำลงไป 9 มล. และขวดขนาด 1200 มก. (30 มล.) ให้เติมน้ำลงไป 15 มล. 3. เขย่าให้เข้ากัน 4. เขย่าขวดยาก่อนใช้ทุกครั้ง เก็บยาในตู้เย็นช่องธรรมดา (อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส)
  • ยากลุ่ม bisphosphonates ที่ใช้รักษา osteoporosis 1. รับประทานก่อนอาหาร อาหารเสริม (รวมทั้งแคลเซียม และวิตามินดี) ตลอดจนยาอื่นๆ อย่างน้อย 30 นาที (หรือ 60 นาทีสำหรับ ibandronate (ชื่อทางการค้า boniva)) 2. กลืนยาเข้าไปทั้งเม็ด โดยรับประทานพร้อมกับดื่มน้ำ 1 แก้ว (ต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น ห้ามใช้กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำแร่ หรือนม) สำหรับ fosamax plus (alendronate sodium/colecalciferol) จะเป็นขนาดใช้หนึ่งเม็ด ต่อสัปดาห์ ส่วน boniva (ibandronate) จะเป็นขนาดหนึ่งเม็ดต่อหนึ่งเดือน 3. ให้นั่งหรือยืนตัวตรง ไม่เอนตัวลงนอน อย่างน้อย 30 นาที สำหรับ fosamax plus และ 60 นาทีสำหรับ boniva เพื่อลดอาการข้างเคียง ที่อาจเกิดกับหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร Sublingual tablets 1. เมื่อเกิดอาการเจ็บอก ผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่งเพื่อลดอาการ วิงเวียน หน้ามืด หมดสติ และลดการทำงานของหัวใจ 2. อม isosorbide dinitrate sublingual tablet ใต้ลิ้น 1 เม็ด ห้ามเคี้ยว ห้ามกลืนทั้งเม็ด ห้ามบ้วนหรือกลืนน้ำลาย อาการเจ็บอก จะบรรเทาลงภายใน 3-5 นาที 3. ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีอาการอยู่ให้อมเพิ่มได้อีกครั้งละ 1 เม็ด ทุก 5 นาที แต่ไม่เกิน 3 เม็ด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลังจากอมเม็ดที่สอง ให้อม เม็ดที่สามแล้วนำส่งโรงพยาบาลทันที 4. อาจอมยาก่อนทำกิจกรรมที่คาดว่าทำให้เกิดอาการเจ็บ หน้าอก 5-10 นาที 5. ควรเก็บยาให้พ้นแสงและความชื้น ตรวจดูวันหมดอายุ อย่างสม่ำเสมอ
  • วิธีการใช้ MDI (http://asthmameds.ca/pmdi.php) 1. ถือหลอดพ่นยาในแนวตั้ง เปิดฝาครอบหลอดพ่นยาออก 2. เขย่ากระบอกยาเบาๆ ในแนวตั้ง 3-4 ครั้ง 3. หายใจออกทางปากให้สุดเต็มที่ 4. ใช้ริมฝีปากอมรอบปากหลอดพ่นยาให้สนิท เงยศีรษะขึ้น เล็กน้อยหรืออ้าปากให้หลอดพ่นยาอยู่ห่างจากปากประมาณ3-4เซนติเมตร เอนศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย 5. หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ทางปากพร้อมกับกดที่พ่นยา 1 ครั้ง ตัวยาจะเข้าสู่ลำคอพร้อมกับลมหายใจ 6. เอาหลอดพ่นยาออกจากปาก หุบปากให้สนิท กลั้นหายใจ ประมาณ 10 วินาที หรือให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ 7. ผ่อนลมหายใจออกทางปากหรือจมูกช้าๆ 8. กรณีที่ต้องพ่นยาอีกครั้ง ควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรก อย่างน้อย 1-2 นาที จึงเริ่มปฏิบัติใหม่ตามขั้นตอนข้างต้น 9. กรณีที่ต้องพ่นยาสองชนิด ให้พ่นยาขยายหลอดลมก่อน เว้น 5 นาที แล้วจึงพ่นยาสเตียรอยด์ MDI
  • 10. หลังพ่นเสร็จ กลั้วปากและลำคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วน ทิ้ง เพื่อลดอาการปากคอแห้ง ช่วยลดอาการการเกิดเชื้อราในช่องปาก และการเกิดเสียบแหบ โดยเฉพาะจากยาสเตียรอยด์ Turbuhaler การใช้ turbuhaler (http://asthmameds.ca/turbuhaler.php) 1. คลายเกลียวแล้วเอาฝาครอบออก ถือ turbuhaler ในแนวตั้ง ให้ฐานที่มีสีอยู่ด้านล่าง ไม่ควรจับปากกระบอกยา 2. หมุนฐานกระบอกยาไปด้านหนึ่งจนสุด แล้วหมุนกลับอีก ด้านหนึ่งจนได้ยินเสียงคลิก สามารถหมุนไปทางใดก่อนก็ได้ 3. หายใจออกช้าๆ จนสุด โดยอย่าให้ลมหายใจโดนกระบอกยา 4. อมปากกระบอกยา โดยให้ปากกระบอกยาอยู่ระหว่าง ฟันบนและฟันล่าง หุบริมฝีปากรอบปากกระบอกยาให้สนิท หายใจเข้า โดยแรงและลึกทางปาก อย่าเคี้ยวหรือกัดกระบอกยา
  • เปิด dust cap โดยกดปุ่มสีเขียว นำ dust cap ขึ้น จนเห็นที่สูด (mouthpiece) ดึงที่สูดดมขึ้น โดยดึงท่อปล่อง (ridge) ขึ้น ฉีกแคปซูลออกจากแผงตามแนวประ 5. เอากระบอกยาออกจากปาก หุบปาก กลั้นหายใจ 10 วินาที แล้วหายใจออกช้าๆ 6. กรณีที่ต้องพ่นยาอีกครั้ง ควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรก อย่างน้อย 1-2 นาที จึงพ่นยาใหม่ตามขั้นตอนข้างต้นอีกครั้ง 7. ปิดฝาครอบกระบอกยา 8. ควรตรวจสอบปริมาณยาอย่างสม่ำเสมอ บนกระบอกยา จะมีตัวชี้บอกจำนวนยา ซึ่งจะบอกจำนวนการสูดยาเป็นช่วงๆ เมื่อจำนวน การสูดยาเหลือเพียง 10 หรือ 20 ของขนาดการใช้ (ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์) พื้นชี้บอกจำนวนจะเป็นเส้นสีแดง Spiriva Handihaler
  • นำเอาแคปซูลออกโดยเริ่มดึงจากมุมของแผงและค่อยๆดึง อย่างระมัดระวังตามทิศทางที่บ่งชี้โดยลูกศร ห้ามตัดฟอยล์ หรือใช้อุปกรณ์แหลมคมเอาแคปซูลออกจากฟอยล์และ ห้ามดันแคปซูลออกจากแผงผ่านฟอยล์ นำแคปซูลใส่ในช่องตรงกลางของอุปกรณ์ ปิดส่วนที่ใช้สูดให้แน่นจนได้ยินเสียงคลิก ถืออุปกรณ์ตั้งขึ้น และกดปุ่มสีเขียว เพื่อให้ตัวยาถูก ปลดปล่อยออกจากแคปซูล ห้ามกดปุ่มสีเขียวมากกว่า หนึ่งครั้ง หายใจออกทางปาก โดยไม่พ่นลมหายใจออกใส่อุปกรณ์ จับอุปกรณ์ที่ฐานสีเทา อมส่วนที่ใช้สูด ตั้งศีรษะตรง หายใจเข้าช้าๆ และแรงจนได้ยินเสียงแคปซูลสั่น จากนั้น กลั้นหายใจสิบวินาทีแล้วนำอุปกรณ์ออกจากปากพร้อมกับ หายใจตามปรกติ หลังจากสูดเสร็จ เปิดส่วนที่ใช้สูด แล้วทิ้งแคปซูล
  • ยาหยอดตา 1. ล้างมือให้สะอาด เขย่าขวดยา หากเก็บยาในตู้เย็นให้กำ ขวดยาในอุ้งมือสักครู่เพื่อปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับร่างกาย 2. นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้นิ้วชี้ดึงหนังตาล่าง ให้เป็นกระพุ้ง 3. ดูดยาเข้าไปในหลอด ถือหลอดหยดตั้งตรง ระวังอย่าให้หลอด หยดแตะกับส่วนใดๆ ของดวงตา หยดยาตามจำนวนที่แพทย์สั่ง 4. หลับตาพร้อมทั้งใช้มือกดหัวตาไว้ประมาณ 2-3 นาที ซับน้ำยาส่วนที่เกินออก 5. นำหลอดหยดเก็บลงในขวด ปิดให้สนิท อย่าล้างหรือเช็ด ปลายหลอด 6. หากจำเป็นต้องหยอดยาหยอดตาหลายชนิดในช่วงเวลา เดียวกัน ให้หยอดห่างกัน 10 นาที เพื่อให้ตัวยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์ได้ดี 7. ยาหยอดตาเมื่อเปิดใช้แล้ว จะเก็บได้ไม่เกิน 1 เดือน นับจาก เปิดใช้ ยกเว้นน้ำตาเทียมชนิดที่เป็นกระเปาะ ซึ่งไม่ได้ใส่สารกันเสีย จะเก็บ ได้แค่ 1 วันหลังจากเปิดใช้ ยาป้ายตา 1. ล้างมือให้สะอาด 2. นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้นิ้วชี้ดึงหนังตาล่าง ให้เป็นกระพุ้ง ปิดส่วนที่ใช้สูดและฝาจนกว่าใช้ครั้งต่อไป
  • 3. เปิดฝาหลอด และบีบยา ถ้ายาแห้งและแข็งให้บีบส่วนนั้น ทิ้งไป จากนั้นบีบยาลงในกระพุ้งตาล่าง ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โดยเริ่ม จากหัวตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะกับส่วนใดๆ ของตา 4. กระพริบตาช้าๆ จากนั้นหลับตา 2-3 นาที เช็ดยาส่วนที่เกิน โดยใช้สำลีหรือกระดาษทิชชูเช็ดบริเวณปลายหลอด 5. ในกรณีที่ใช้ยาหยอดตาร่วมกับยาป้ายตา ให้หยอดตาก่อน แล้วเว้นระยะประมาณ 10 นาที จึงค่อยป้ายตา ยาหยอดหู 1. ล้างมือให้สะอาด และใช้ผ้าชุบน้ำทำความสะอาดใบหู 2. ในกรณีที่ยาหยอดหูถูกแช่ในตู้เย็น ก่อนจะนำมาหยอด ให้กำขวดยาในอุ้งมือ 2-3 นาที เพื่อให้อุณหภูมิของยาใกล้เคียงกับ อุณหภูมิของร่างกาย ถ้าหยอดยาในขณะที่อุณหภูมิของยายังเย็นอยู่ ผู้หยอดอาจจะรู้สึกเวียนศีรษะได้ 3. เอียงหูหรือนอนตะแคงให้หูข้างที่จะหยอดอยู่ข้างบน ดึงใบหู ให้เอนขึ้นไปด้านหลัง 4. เขย่าขวดยาให้กระจายเข้ากัน 5. หยอดยาเข้าไปในรูหูตามจำนวนหยดที่กำหนด อย่าให้ ปลายหลอดหยดแตะถูกหู 6. เอียงหูข้างนั้นไว้อย่างน้อย 2 นาที เอกสารอ้างอิง 1. เรวดี ธรรมอุปกรณ์ และสาริณีย์ กฤติยานันต์. ใช้ยา-ต้องรู้ เล่ม 1. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551.
  • 2. สุชาดา ชุติมาวรพันธ์, โพยม วงศ์ภูวรักษ์ และอภิฤดี เหมะจุฑา, บรรณาธิการ. คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ ของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม. กรุงเทพ: สภาเภสัชกรรม, 2550. 3. O’Connell, MB and Vondracek, SF. Osteoporosis and Other Metabolic Bone Diseases in Dipiro, JT, Talbert, RL, Yee, GC et al, editors. Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach. 7th ed. New York: McGrawHill; 2008: 1483-1504. 4. Richards, PM. วิวรรธน์ อัครวิเชียร, แปล. การให้ยาโดยการสูดพ่น ใน Winfield, AJ and Richards RME, editor. บังอร ศรีพานิชสกุลชัย, อรุณศรีปรีเปรมนุศราพรเกษสมบูรณ์และคณะ,บรรณาธิการเรียบเรียง. เภสัชกรรมปฏิบัติ. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, 2548: 279-294. 5. ศุภกิจวงศ์วิวัฒนนุกิจ.เอกสารประกอบการเรียนเรื่องเภสัชบำบัดในโรค หลอดเลือดหัวใจ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 6. เอกสารกำกับยา fosamax plus. 7. เอกสารกำกับยา symbicort turbuhaler. 8. เอกสารกำกับยา zithromax. 9. http://asthmameds.ca/turbuhaler.php accessed 11 March 2010 10. http://www.boniva.com/about_boniva/how_to_take_boniva.aspx accessed 11 March 2010 11. http://www.spiriva.com/consumer/taking-spiriva/how-to-take-spiriva. jsp accessed 11 March 2010
  • Abbott Laboratories Ltd. (Vidaylin) Astra Zeneca (Thailand) Ltd. B.L.Hua Ltd. Bangkok Botanica Ltd. (Cybele® ) Bangkok Drug Co., Ltd. Bayer Schering Pharma Beiersdorf (Thailand) Co., Ltd. Biopharm Chemicals Co., Ltd. Blackmores Ltd. Boehringer Ingelheim (Thai) Ltd. Bristol-Myers Squibb Thai Ltd. Eisai (Thailand) Marketing Co., Ltd. Glaxosmithkline (Thailand) Ltd. Great Eastern Drug Co., Ltd. (Decolgen® ) Haw Par Tiger Balm (Thailand) Ltd. (Tiger ตราเสือ) Healthcore Ltd. Janssen-Cilag Ltd. Jasdermatology Ltd. รายชื่อผู้สนับสนุนการจัดงาน Johnson & Johnson (Thailand) Ltd. (tylenol® ) Medinova Ltd. (Hirudoid® ) Medline Co., Ltd. Millimed Co., Ltd. MSD (Thailand) Ltd. Naturelife โดย หจก. ดวงชนก Novartis (Thailand) Ltd. (Novartis Consumer) Novartis (Thailand) Ltd. (Novartis Pharma) Pfizer (Thailand) Ltd. Rottapharm Sanofi-Aventis (Thailand) Ltd. Siam Health Group Co., Ltd. (Smooth E® ) Siam Pharmaceutical Co., Ltd. Silom Medical Co., Ltd. Sino-Pacific trading (Thailand) Co.,Ltd. T.C.Pharma-Chem Co.,Ltd.
  • T.Man Pharma Ltd., Part. Taisho Pharmaceutical Co., Ltd. Takeda (Thailand) Ltd. US Summit Corporation (Overseas) Wyeth Consumer Healthcare (Centrum) Zuellig Pharma (แผนก Perskindol) บริษัท เมอร์ริซันท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Epual® ) บริษัท แจ๊กเจียอุตสาหกรรม (ไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แมนดอมคอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (Roc® ) บริษัท โอสถสภา จำกัด รายชื่อผู้สนับสนุนการจัดงาน บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด บริษัท ชุมชนเภสัชกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรูไลน์เมด จำกัด บริษัท นาโนเมด จำกัด บริษัท บีเจซี เฮลท์แคร์ จำกัด บริษัท พาราวินเซอร์ จำกัด (สตรีบัวแก้ว) บริษัท สหการโอสถ (1996) จำกัด บริษัท อุยเฮง อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ จำกัด บริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด บริษัท อังกฤษตรางู (แอลพี) จำกัด บริษัท พี เอ็ม แอลฟาร์.....ติคอล จำกัด บริษัท เอสพีเอส เมดิคอล จำกัด