• Save
Gpp คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Gpp คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา

on

  • 793 views

คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา

คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)

Statistics

Views

Total Views
793
Views on SlideShare
793
Embed Views
0

Actions

Likes
2
Downloads
10
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Gpp คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา Gpp คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา Document Transcript

  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 2 พิมพ์ครั้งที่ 2 พฤษภาคม 2555 จ�ำนวนพิมพ์ 1,000 เล่ม สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ราคา 200 บาท ISBN 978-974-401-744-4 เจ้าของผู้พิมพ์ สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) อาคารเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย (ภ.ส.ท.) เลขที่ 40 ซอยสันติสุข (สุขุมวิท 38) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0 2713 5261-3 โทรสาร 0 2713 5541 ออกแบบจัดพิมพ์โดย ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด ปันชะยา ครีเอชั่น เลขที่ 72 ซอยลาดปลาเค้า 14 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ 0 2940 3813, 0 2940 3981 โทรสาร 0 2940 3813, 0 2940 3981 กด 16 E-mail : panchaya_2@yahoo.com คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา Self Development Manual on Good Pharmacy Practice in Community Pharmacy Settings
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 3 วิรัตน์ ทองรอด ภบ., MBA (Marketing), Ph.D. (Pharmacy Administration) กรรมการและเลขาธิการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) อาจารย์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สมบัติ แก้วจินดา ภบ. อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านชุมชนเภสัชกรรม จ.ปราจีนบุรี ภิญโญ รุจิจนากุล ภบ. กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เภสัชกรเจ้าของและผู้ปฏิบัติการ ร้านหนองใหญ่เภสัช จ.ขอนแก่น ชูศักดิ์ ไมตรีมิตร ภบ., ภม. (เภสัชกรรมชุมชน), ภม. กิตติมศักดิ์ (การบริการทางเภสัชกรรม) อาจารย์พิเศษและแหล่งฝึก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เภสัชกรปฏิบัติการ บจก.นครปฐมสากลฟาร์ม่า อติชาต อรุณไพโรจน์ ภบ., บธ.ม. (MBA) เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านบ้านยาและสุขภาพ จ.นครสวรรค์ ศิริรัตน์ ตันปิชาติ ภ.บ., บธ.ม. (การบริหารการเงินและการตลาด) กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เภสัชกรปฏิบัติการ ร้าน เอ็ม ที ดรั๊ก กรุงเทพฯ รายนามผู้จัดท�ำ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 4 ทวีสิทธิ วีระวัธนชัย, ร้อยโท ภบ. (BSc in Pharm), Micro MBA กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) กรรมการเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานเครือข่ายเภสัชกรจังหวัดอุบลราชธานี เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านคลังยา จ.อุบลราชธานี สมศักดิ์ ตรีทิพย์สถิตย์ ภบ., ศษ.บ. (เอกปฐมวัยศึกษา), บธ.ม. (กิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารธุรกิจ) กรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านสมศักดิ์เภสัช จ.อุดรธานี วัฒนา ตั้งเกียรติก�ำจาย ภบ. เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านโนราเภสัช จ.สงขลา วิรัตน์ เมลืองนนท์ ภบ. เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านส่งเสริมเภสัช จ.ปทุมธานี พีระพงศ์ เหลืองอิงคะสุต ภบ.(เกียรตินิยม), บธ.บ.(การจัดการทั่วไป), วท.ม. (เภสัชวิทยา) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสถานปฏิบัติการชุมชน (ร้านยา) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าของและเภสัชกรปฏิบัติการ ร้านพีระพงศ์เภสัช จ.อุดรธานี รายนามผู้จัดท�ำ View slide
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 5 จิรศักดิ์ โออริยกุล ภบ. กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) รองเลขาธิการ ชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านช้างม่อยเภสัช จ.เชียงใหม่ ชูศักดิ์ โชคคติวัฒน์ ภบ., วท.ม. (เภสัชศาสตร์) เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านเภสัชกรชูศักดิ์ จ.มหาสารคาม วราวุธ เสริมสินสิริ ภบ., ภม. (การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข) เภสัชกรช�ำนาญการ กองควบคุมยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทรงศักดิ์ วิมลกิตติพงศ์ ภบ., นบ. เภสัชกรช�ำนาญการ กองควบคุมยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กุลธิดา สุขนิวัฒน์ชัย ภบ., ภม. (เภสัชกรรมชุมชน) เภสัชกร ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยา กองควบคุมยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ชาญชัย ศรีมงคลปทุม ภบ. กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เภสัชกรปฏิบัติการ ร้านชาญชัยเภสัช กรุงเทพฯ รายนามผู้จัดท�ำ View slide
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 6 ค�ำน�ำ 7 บทบรรณาธิการ 8 สาสน์จากนายกสภาเภสัชกรรม 9 สาสน์จากประธานโครงการพัฒนาร้านยา 10 สาสน์จากนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 11 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ 12 มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ 37 มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 51 3.1 การจัดหา การควบคุมยาและเวชภัณฑ์ 52 3.2 แนวทางการให้บริการทางเภสัชกรรม 71 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม 141 มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม 152 ภาคผนวก 160 ดัชนี 197 สารบัญ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 7 “ร้านยา” คือ “สถานบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ส�ำคัญ เป็นมิตร และใกล้ชิดประชาชน” ประชาชนสามารถ เข้าถึงบริการของร้านยากว่าหมื่นแห่งที่กระจายตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว เปิดบริการ ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องเดินทางไกล หรือ คอยคิวนาน ค่าใช้จ่ายก็ย่อมเยา ดังรายงานวิจัยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณ ร้อยละ 60-80 จะเลือกใช้บริการจากร้านยาเป็นด่านแรกเมื่อเกิด การเจ็บป่วยเบื้องต้นขึ้น และมูลค่าของยาที่กระจาย ผ่านร้านยาคิดเป็นร้อยละ 45 ของการบริโภคยาทั้งประเทศ ร้านยาจึงเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของชุมชนที่แท้จริง ที่คอยให้ค�ำปรึกษาและแนะน�ำเรื่องการใช้ยา ผลิตภัณฑ์ สุขภาพ การดูแลตนเอง และปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ของชุมชน พร้อมทั้งส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามระดับ ความรุนแรงของโรค ทั้งนี้เพื่อ ‘สุขภาวะของประชาชน’ เป็นเป้าหมายสูงสุด ร้านยาที่เปิดให้บริการเรื่องยาและสุขภาพแก่ชุมชนทั่วประเทศ มีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายแตกต่าง กัน ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพ สถานที่ตั้ง บริการ ฯลฯ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างหลากหลายของคุณภาพ การให้บริการ ซึ่งเป็นประเด็นส�ำคัญที่สังคมไทยให้ความสนใจและคาดหวังให้ร้านยาเป็นที่พึ่งสามารถตอบสนอง ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและสังคม สภาเภสัชกรรมโดยความร่วมมือกับส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานร้านยาขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการบริการของร้านยาให้มี มาตรฐานระดับสากลตามหลักวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรม (GPP-Good Pharmacy Practices) และเป็นที่ยอมรับ ของแวดวงวิชาการ วิชาชีพ และสังคม ดังนั้น เพื่อให้เกณฑ์มาตรฐานร้านยาได้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพบริการทางเภสัชกรรมอย่างเป็น รูปธรรม สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยา ส�ำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) สมาพันธ์พัฒนาคุณภาพร้านยา และสถาบัน การศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ จึงร่วมมือกันพัฒนา “คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมใน ร้านยา” นี้ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือที่ส�ำคัญของผู้ประกอบการและเภสัชกรชุมชนได้เข้าใจและร่วมกันพัฒนาคุณภาพ บริการของร้านยาด้วยตนเองตามแนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมชุมชนอย่างแท้จริง บนพื้นฐานบริบทของ ประเทศไทย ในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจ เน้นให้สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง มีค�ำอธิบาย พร้อมทั้งยกตัวอย่าง รูปภาพ แผนภูมิ แบบฟอร์มต่างๆ ประกอบอย่างชัดเจน คณะผู้จัดท�ำหวังว่า “คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมชุมชนในร้านยา” นี้ จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนายกระดับงานเภสัชกรรมชุมชนหรือบริการสุขภาพของร้านยาให้มีคุณภาพการให้บริการที่ดี ยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพที่แท้จริงของประชาชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย ด้านการใช้ยา และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ จนเป็นสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิที่ได้รับการยอมรับ ของประชาชนในชุมชน และส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืนตลอดไป คณะผู้จัดท�ำคู่มือ ค�ำน�ำ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 8 หนังสือ “คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา” จัดท�ำขึ้น ด้วยจุด มุ่งหมายเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการร้านยาและเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงานได้น�ำไปศึกษาและ ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านยา ช่วยพัฒนายกระดับบริการของร้านยาให้คุณภาพดียิ่งขึ้น ก่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการใช้ยาอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย ประหยัด และสมเหตุผล ตามความต้องการที่แท้จริง ของผู้รับบริการ เพื่อบรรลุถึง ‘สุขภาวะ’ ของประชาชน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดร่วมกันของสังคมไทย เมื่อผู้รับบริการได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพจากร้านยาแล้ว ย่อมจะมีความรู้สึกประทับใจและเกิด ความพึงพอใจต่อร้านยา และพัฒนาต่อเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ และความจงรักภักดีในที่สุด ผลตอบแทน ก็จะไหลกลับคืนสู่ร้านยา ‘ดั่งน�้ำซึมบ่อทราย’ ไม่ว่า จะเป็นการยอมรับนับถือ ชื่อเสียง การแนะน�ำ และการบอกต่อแบบปากต่อปากของคนในชุมชน ส่งผลถึงรายรับและผลประกอบการของกิจการให้ เจริญรุ่งเรือง เป็นที่นับถือของชุมชน พร้อมกับความมั่งคั่งของทรัพย์สิน อันเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของ กิจการ “ร้านยาในฝัน” หนังสือคู่มือเล่มนี้เป็นเหมือนส่วนขยายต่อยอดของ “มาตรฐานร้านยา” ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ขยาย ความเพิ่มความชัดเจนของแต่ละมาตรฐานให้สามารถน�ำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ มาตรฐานร้านยา ค�ำอธิบาย และตัวอย่างประกอบ (พร้อมรูปหรือแบบฟอร์ม-ถ้ามี) ผู้อ่านจึง สามารถศึกษาท�ำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง และสามารถน�ำไปประยุกต์ต่อยอดสวมมงกุฎให้กับกิจการ ของตนได้อย่างสง่างามแท้จริง คณะท�ำงานประกอบด้วยผู้พัฒนามาตรฐานร้านยา ผู้เยี่ยมส�ำรวจร้านยา เภสัชกรชุมชนเจ้าของ ร้านยาคุณภาพ และเภสัชกรรุ่นใหม่ เป็นตัวแทนของทุกภาคส่วนมีมุมมองที่หลากหลายมิติ ร่วมกัน ท�ำงานเป็นทีม ทุ่มเทมุ่งมั่น ค้นคว้ารวบรวมความรู้ ประสบการณ์ และทักษะที่ส�ำคัญถ่ายทอดลงเป็น ตัวอักษรที่อ่านได้ง่าย ดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ กว่า 200 หน้า ด้วยความมุ่งหวังให้คู่มือเล่มนี้ได้เป็น เสมือน “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ร้านยา” เป็นต�ำราคู่ใจข้างกายเภสัชกรชุมชนไทย สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณะท�ำงานที่ได้ทุ่มเทบากบั่นมุ่งมั่น ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาที่สนับสนุนด้านงบประมาณและความคิดสร้างสรรค์ที่ดี สมาคมเภสัชกรรมชุมชนที่ให้การสนับสนุน อย่างเต็มก�ำลัง และสภาเภสัชกรรมที่ได้สร้างสรรค์มาตรฐานร้านยาและร้านยาคุณภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อ งอื่นๆ อีกเป็นจ�ำนวนมากที่ให้การสนับสนุนการจัดท�ำหนังสือ “คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติ ที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา” จนส�ำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด บรรณาธิการ บทบรรณาธิการ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 9 ในอดีตที่ผ่านมา เภสัชกรที่มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยาจะมีการปฏิบัติที่หลากหลาย เพราะยัง ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ก�ำหนดแนวทางให้มีการปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2546 เริ่มมี การก�ำหนดมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน และมีมาตรฐานร้านยา ท�ำให้เกิดการตื่นตัวและมี พัฒนาการเกิดขึ้นมากในการด�ำเนินการและการปฏิบัติวิชาชีพของเภสัชกรในร้านยา มีร้านยาจ�ำนวน หนึ่งที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสภาเภสัชกรรมเป็น “ร้านยาคุณภาพ” ขณะเดียวกันทางส�ำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยาได้ช่วยกระตุ้นร้านยาต่างๆ ให้มีการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานให้มากขึ้นและ ช่วยสนับสนุนให้มีการเขียนคู่มือวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรม (Good Pharmacy Practices-GPP) ซึ่ง เป็นเสมือนการอธิบายเพิ่มเติมมาตรฐานร้านยาพร้อมทั้งมีการยกตัวอย่างประกอบให้เห็นเป็นรูปธรรม ง่ายต่อการท�ำความเข้าใจและปฏิบัติ เพื่อให้เภสัชกรที่เป็นเจ้าของกิจการและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการใน ร้านยาสามารถพัฒนาได้ด้วยตนเอง ช่วยให้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันพร้อมๆ กันได้ โดยมี เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนร้านยาเป็นสถานประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม การผลักดันร้านยาจากสถานที่ขายยาเป็นสถานประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมนั้น เป็นนโยบายหนึ่ง ของสภาเภสัชกรรมในวาระที่ 6 นี้ และมีนโยบายที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ร้านยามีบทบาทส�ำคัญ ในการให้บริการร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสื่อสารท�ำความเข้าใจกับเภสัชกรที่มีหน้า ที่ปฏิบัติการในร้านยาเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สภาเภสัชกรรมให้ความส�ำคัญ เริ่มจากการที่สภาเภสัชกรรมได้ จัดหลักสูตรอบรม (1 วัน) เพื่อสื่อสารกับเภสัชกรที่เป็นเจ้าของกิจการหรือมีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านยา ที่จะเปิดใหม่ ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชนและวิธีปฏิบัติ ที่ดีทางเภสัชกรรม กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความรับผิดชอบของเภสัชกรชุมชนต่อสังคม ซึ่งจะท�ำให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อวิชาชีพโดยรวม ทั้งนี้เนื่องจากร้านยาเป็นด่านแรกที่ประชาชนเข้ารับ บริการ เป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล อีกทั้งเป็นการเตรียมร้านยาและ เภสัชกรที่มีหน้าที่ปฏิบัติการให้พร้อมรับกฎกระทรวงที่จะประกาศให้มีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมใน ร้านยาในเร็ววันนี้ เภสัชกรเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านยาโดยตรง หากมีการปฏิบัติตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติที่ดีทาง เภสัชกรรมแล้ว สามารถที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาให้ถูกต้องได้ ช่วยป้องกัน ปัญหาการใช้ยาซ�้ำซ้อน ช่วยลดปัญหาการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ป้องกันได้ ลดปัญหาการจัดเก็บยา ผิด ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือผู้ป่วยโดยตรงแล้ว ยังช่วยประเทศชาติในการประหยัดงบประมาณ เรื่องยาในภาพรวมได้อีกด้วย เหนืออื่นใดคือการยกระดับการให้บริการในร้านยาที่สังคมส่วนใหญ่มัก มองว่าเป็นการประกอบธุรกิจขายยา ให้เกิดมุมมองว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ไม่มีใครจะ ช่วยเหลือให้สังคมเกิดภาพพจน์ใหม่นี้ได้ นอกจากพวกเราเภสัชกรเองเท่านั้น เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารย์ ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม มีนาคม 2553 สาสน์จากนายกสภาเภสัชกรรม
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 10 วิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรม (Good Pharmacy Practice : GPP) นั้น เป็นหลักการที่ได้รับ การยอมรับในระดับสากลว่าเป็น ปฏิบัติการทางวิชาชีพ(Professional-based Practice) ที่ร้านยาพึง น�ำไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้รับบริการ ส�ำหรับประเทศไทยนั้น ได้เริ่มเอาแนวคิดของ GPP มาใช้ด้วยการก�ำหนด “มาตรฐานร้านยาคุณภาพ” โดยสภาเภสัชกรรมขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า เป็น “ต้นร่าง” ในการพัฒนา GPP ขึ้นมาใช้ในวงการร้านยาของประเทศไทยนั่นเอง ตลอดช่วงกว่า 6 ปีของการด�ำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “ร้านยาคุณภาพ” โดยใช้ “มาตรฐาน ร้านยาคุณภาพ” เป็นเป้าหมายของการพัฒนานั้น ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยาซึ่งเป็นหน่วยงาน ภายใต้กองควบคุมยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตระหนักว่า ในการให้บริการ ทางเภสัชกรรมของเภสัชกรชุมชนในปัจจุบัน มีรูปแบบและวิธีการให้บริการที่ดีอยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาด การรวบรวม จัดเก็บองค์ความรู้เหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในการถ่ายทอดและต่อยอดให้เกิดความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงได้สนับสนุนงบประมาณแก่ สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ในการรวบรวมประสบการณ์การให้บริการทางเภสัชกรรมในร้านยาขึ้น โดยยึดมาตรฐาน ร้านยาคุณภาพและหลักการของ GPP เป็นพื้นฐานในการรวบรวม จนได้เป็นเอกสารฉบับนี้ โดยคาด หวังหนังสือดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือส�ำคัญส�ำหรับเภสัชกรชุมชนที่ประสงค์จะยกระดับคุณภาพการ ให้บริการใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา อีกทั้งยังหวังว่าหนังสือดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแลก เปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนา GPP ให้มีความชัดเจน เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และน�ำไปสู่ การถ่ายทอด ขัดเกลา ความเป็นวิชาชีพแก่เภสัชกรชุมชนในรุ่นต่อๆ ไป เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการ พัฒนาร้านยาที่ ว่า “ร้านยาในประเทศไทยเป็นสถานให้การบริบาลทางเภสัชกรรมตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการ ให้บริการด้านยา และผ่านเกณฑ์มาตรฐาน “ร้านยาคุณภาพ” โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้ยาอย่างสม เหตุสมผลมีประสิทธิภาพและปลอดภัย” เภสัชกร วิศิษฏ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ประธานโครงการพัฒนาร้านยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สาสน์จากประธานโครงการพัฒนาร้านยา
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 11 ระบบสุขภาพของประเทศไทย ก�ำลังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพและ สร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน แต่ก็ยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากข้อจ�ำกัดหลาย ประการ ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้บริการร้านยาเป็นด่านแรกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งนับวันก็เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและใหญ่มากขึ้น ในฐานะที่เภสัชกรชุมชนจะต้องเป็นผู้ให้บริการหลักในร้านยา ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย เภสัชกรมีหน้าที่ต้องพัฒนาตนเองให้สอดรับกับสถานการณ์และสามารถแก้ไขปัญหารวม ทั้งหาแนวทางป้องกันให้กับผู้รับบริการจนสัมฤทธิ์ผล เพื่อให้เภสัชกรและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาโดยตนเอง สมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย) จึงได้จัดท�ำหนังสือคู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา หรือ Self Development Manual on Good Pharmacy Practice in Community Pharmacy Settings เล่มนี้ขึ้น ซึ่งเล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 หลังจากเล่มแรกที่ได้หมดไปอย่างรวดเร็ว และมีการทบทวน เนื้อหา พร้อมทั้งแทรกบทบาทใหม่ๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งการท�ำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นเครื่อง มือส�ำคัญในการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของเภสัชกรที่ร้านยาในการให้ค�ำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยให้มีการ ได้รับยาที่ถูกต้องเหมาะสม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย) ขอขอบพระคุณส�ำนักยา ภายใต้คณะกรรมการ อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขที่ได้กรุณาให้การสนับสนุนการจัดพิมพ์ครั้งแรก และหวังเป็น อย่างยิ่งว่าในการจัดพิมพ์ครั้งนี้จะยังประโยชน์ให้ผู้ด�ำเนินการร้านยา เภสัชกรตลอดจนผู้เกี่ยวข้องได้ มีความรู้ความเข้าใจบทบาทบริการต่างๆในร้านยา สามารถพัฒนาตนเองและกิจการให้เป็นที่พึ่งแรก ด้านสุขภาพของประชาชน เภสัชกรหญิงช้องมาศ นิติศฤงคาริน นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) สาสน์จากนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
  • 12
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 13มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ มาตรฐานร้านยา มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อให้มีองค์ประกอบทางกายภาพที่เหมาะสมและสนับสนุนให้เกิดการบริการที่มี คุณภาพ โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนที่เพียงพอและเหมาะสมส�ำหรับการให้บริการ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ระหว่างพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติการโดยเภสัชกร และพื้นที่บริการอื่นๆ มีการจัดหมวดหมู่ของยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ การเก็บรักษาที่เอื้อต่อการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนต้องจัดหาอุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนการให้บริการที่ดี แก่ประชาชน โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ 1.1 สถานที่ 1.1.1 ต้องเป็นสถานที่มั่นคง แข็งแรง มีพื้นที่เพียงพอแก่การประกอบกิจกรรม มีอาณาบริเวณแยกจากสถาน ที่แวดล้อมเป็นสัดส่วน 1.1.2 มีความสะอาด มีแสงสว่างเหมาะสม อากาศถ่ายเท รวมถึงมีระบบหรืออุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย 1.1.3 มีการจัดการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ 1.1.4 มีบริเวณที่จัดวางยาที่ต้องปฏิบัติการโดยเภสัชกรเท่านั้นและเป็นที่รับรู้ของผู้รับบริการอย่างชัดเจน 1.1.5 มีบริเวณให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาที่เป็นสัดส่วน 1.1.6 มีบริเวณแสดงสื่อให้ความรู้เรื่องสุขภาพ ในกรณีจัดวางเอกสารหรือติดตั้งสื่อที่มุ่งการโฆษณาให้มีพื้นที่ จัดแยกโดยเฉพาะ 1.1.7 มีป้ายสัญญลักษณ์ต่างๆ ดังนี้ ก. ป้ายแสดงว่าเป็น “ร้านยา” ข. ป้ายแสดงชื่อ รูปถ่าย เลขที่ใบประกอบวิชาชีพ และเวลาปฏิบัติการของเภสัชกรที่ก�ำลังปฏิบัติหน้าที่ ไว้ในที่เปิดเผย ค. ป้ายสัญลักษณ์ที่เป็นไปตามข้อก�ำหนดของใบอนุญาตและประเภทของยา ง. ป้าย “จุดบริการโดยเภสัชกร” แสดงบริเวณที่ปฏิบัติงานโดยเภสัชกร และกิจกรรมอื่นๆ ตาม ความ เหมาะสม เช่น “รับใบสั่งยา” “ให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาโดยเภสัชกร” มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 14 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ 1.1 สถานที่ 1.1.1 - ต้องเป็นสถานที่มั่นคง แข็งแรง เพื่อป้องกัน อันตรายที่อาจขึ้นกับผู้รับบริการ ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้สัญจร ผ่าน ยกตัวอย่างเช่น โครงสร้างของอาคารที่ไม่แข็งแรง อาจพังทลายเนื่องจากภัยธรรมชาติ รวมถึงส่วนเชื่อมต่อ อาคาร ได้แก่ หลังคากันสาด ป้ายต่างๆ ควรตรวจสอบว่า มั่นคงเพียงพอต่อสภาพอากาศ หากพบว่ามีการช�ำรุดควร รีบท�ำการซ่อมแซมแก้ไข - มีพื้นที่เพียงพอแก่การประกอบกิจกรรม (โดย ตามร่างกฏกระทรวงใหม่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และ ค�ำอธิบายพร้อมตัวอย่าง ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อให้มีองค์ประกอบ ทางกายภาพที่เหมาะสมและสนับสนุนให้เกิดการบริการที่มี คุณภาพ โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนที่เพียงพอและ เหมาะสมส�ำหรับการให้บริการ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ระหว่างพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติการโดยเภสัชกร และพื้นที่บริการ อื่นๆ มีการจัดหมวดหมู่ของยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการ เก็บรักษาที่เอื้อต่อการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอด จนต้องจัดหาอุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนการให้บริการที่ดีแก่ ประชาชน โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ มาตรฐานร้านยา 1.2 อุปกรณ์ 1.2.1 มีอุปกรณ์ในการให้บริการสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการติดตามผลการใช้ยา เช่น - เครื่องชั่งน�้ำหนัก - ที่วัดส่วนสูง - ที่วัดอุณหภูมิร่างกาย - เครื่องวัดความดันโลหิต - ชุดวัดระดับน�้ำตาลในเลือด ฯลฯ 1.2.2 มีอุปกรณ์นับเม็ดยา จ�ำแนกตามกลุ่มยาที่จ�ำเป็นในการให้บริการ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน ยาซัลโฟนาไมด์ ฯลฯ 1.2.3 มีอุปกรณ์เครื่องใช้ในการให้บริการที่สะอาด และไม่เกิดการปนเปื้อนในระหว่างการให้บริการ 1.2.4 มีตู้เย็นเก็บเวชภัณฑ์ที่เป็นสัดส่วนเพียงพอและมีการควบคุมและบันทึกอุณหภูมิอย่างสม�่ำเสมอ 1.2.5 มีภาชนะบรรจุยา โดยที่ ก. ยาที่มีไว้เพื่อบริการ ควรอยู่ในภาชนะเดิมที่มีฉลากครบถ้วนตามที่กฎหมายก�ำหนด ไม่ควรมี การเปลี่ยนถ่ายภาชนะ ข. ภาชนะบรรจุยาที่เหมาะสมส�ำหรับการให้บริการต่อประชาชน ต้องค�ำนึงถึง ปริมาณบรรจุ การป้องกันยาเสื่อมคุณภาพ เป็นต้น 1.3 สิ่งสนับสนุนบริการ 1.3.1 มีแหล่งข้อมูล ต�ำรา ที่เหมาะสมในการใช้อ้างอิงและเผยแพร่ 1.3.2 มีฉลากช่วย เอกสารความรู้ สนับสนุนการบริการอย่างเหมาะสม 1.3.3 มีอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา (ในกรณีจ�ำเป็น)
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 15มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ เงื่อนไขการขออนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุ ใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต เกี่ยวกับการ ขายยาแผนปัจจุบัน ขนาดต้องไม่น้อยกว่า 8 ตาราง เมตร) มีอาณาบริเวณแยกจากสถานที่แวดล้อมเป็นสัดส่วน สามารถให้ผู้รับบริการรับทราบได้อย่างชัดเจนถึงอาณา บริเวณที่เป็นร้านยา 1.1.2 - มีความสะอาด และถูกสุขอนามัย ควร ท�ำความสะอาดอย่างสม�่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้มีการ สะสมของฝุ่น สิ่งสกปรกอื่นๆ เช่น หยากไย เศษแมลง ขี้แมลง คราบสกปรกอาจท�ำความสะอาดด้วยน�้ำยาฆ่า เชื้อโรค - มีแสงสว่างเหมาะสมให้เพียงพอต่อการปฏิบัติ งาน ป้องกันการผิดพลาดในการท�ำงานเนื่องจากมีแสง สว่างไม่เพียงพอ - มีอากาศถ่ายเท หรือหาอุปกรณ์เพื่อช่วยระบาย อากาศ เช่น พัดลมระบายอากาศ หากภายในร้านมีกลิ่น อับ หรือกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ย่อมส่งผลต่อบรรยากาศในการ ปฏิบัติงาน ตลอดจนอารมณ์ของผู้รับบริการ - ควรมีระบบหรืออุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ได้แก่ ถังดับเพลิงตามความเหมาะสมของพื้นที่ร้าน (ดังแสดง ในรูปที่ 1.1) หัวฉีดน�้ำอัตโนมัติส�ำหรับอาคารส�ำนักงาน เนื่องจากเวชภัณฑ์บางอย่างสามารถติดไฟได้ง่าย การมี อุปกรณ์ช่วยดับเพลิงจะบรรเทาความเสียหายจากอุบัติเหตุ เนื่องจากไฟไหม้ ทั้งนี้ควรตรวจอุปกรณ์ดังกล่าวอย่าง สม�่ำเสมอให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ 1.1.3 มีการจัดการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ได้แก่ - การป้องกันแสงส่องกระทบต่อบริเวณที่เก็บ ยาโดยตรง เช่น ใช้ผ้ายางกันแดด ผ้าม่านหรือใช้วัสดุ กันแสงอื่นๆ - การป้องกันผลกระทบต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัด เช่น การใช้พัดลมระบายอากาศ การติดฉนวนกันความร้อน การติดเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ควรน�ำยาที่เสื่อมสภาพ ได้ง่ายจากอุณหภูมิสูงไปเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิได้ เช่น ตู้เย็น ห้องควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น 1.1.4 มีบริเวณที่จัดวางยาที่ต้องปฏิบัติการโดย เภสัชกรเท่านั้น และเป็นที่รับรู้ของผู้รับบริการอย่างชัดเจน โดยแสดงป้ายสัญลักษณ์บอก ณ บริเวณดังกล่าว (ดังแสดง ในรูปที่ 1.2) เช่น “จุดให้บริการโดยเภสัชกร” เป็นต้น และ จัดเรียงยาที่ต้องจ่ายเภสัชกรเท่านั้น เช่น ยาอันตราย ยา ควบคุมพิเศษ ยาเสพติด ฯลฯ ทั้งนี้เป็นการป้องกันไม่ให้ ผู้รับบริการมาเลือกซื้อยาดังกล่าวได้ด้วยตนเอง เป็นการ ป้องกันความเสี่ยงต่อการน�ำยาไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง รูปที่ 1.1 ถังดับเพลิงตามความเหมาะสม ของพื้นที่ร้าน รูปที่ 1.2 ป้ายแสดง “จุดรับบริการโดยเภสัชกร” และบริเวณที่จัดวางยา บริการโดยเภสัชกรเท่านั้น
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 16 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ในทางปฏิบัติเภสัชกรจะสอบถาม และระบุความต้องการที่แท้จริงก่อน จึงสามารถจ่ายยาดังกล่าวได้ตามความ เหมาะสมหรือเงื่อนไขของกฎหมาย ใน กรณีเภสัชกรไม่อยู่เนื่องจากเหตุจ�ำเป็น ฉุกเฉินใดๆ สามารถงดให้บริการยาใน บริเวณหวงห้ามนี้แก่ลูกค้า (ดังแสดงใน รูปที่ 1.3) แต่ยังสามารถให้บริการยา สามัญประจ�ำบ้านที่ผู้รับบริการเลือกซื้อ ยาดังกล่าวได้ด้วยตนเอง 1.1.5 มีบริเวณให้ค�ำแนะน�ำ ปรึกษาที่เป็นสัดส่วน • สามารถจัดท�ำเป็นห้อง ให้ค�ำปรึกษาโดยเฉพาะ (ดังแสดงใน รูปที่ 1.4) หรือจัดบริเวณพื้นที่ในร้าน บางส่วนให้มีขนาดเหมาะสม โดยมี โต๊ะส�ำหรับท�ำกิจกรรมให้ค�ำปรึกษา มี เก้าอี้ให้ผู้รับบริการนั่งพัก (ดังแสดงใน รูปที่ 1.5) หรือมีฉากกั้นเป็นอาณาบริเวณ ให้ค�ำปรึกษา ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับการไว้วางใจ เกิดความเป็นส่วนตัวที่จะเก็บรักษาความ ลับของลูกค้า ตลอดจนป้องกันไม่ให้ลูก ค้าอื่นๆมาสอดแทรกการให้ค�ำปรึกษา นอกจากนี้ควรป้องกันเสียงรบกวนที่ส่งผล กระทบระหว่างการปฏิบัติงานให้ค�ำปรึกษา (ดังแสดงในรูปที่ 1.6) รูปที่ 1.4 ตัวอย่างห้องให้ค�ำปรึกษาโดยเภสัชกร รูปที่ 1.3 รูปแสดงป้ายการบอกให้ผู้รับบริการรับรู้กรณีเภสัชกรไม่อยู่
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 17มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.6 ด้านนอกบริเวณพื้นที่ให้ค�ำปรึกษามีเก้าอี้ให้ผู้รับบริการรายอื่นได้นั่งพักระหว่างรอเภสัชกร รูปที่ 1.5 บริเวณให้ค�ำปรึกษาโดยเภสัชกร โดยดัดแปลงพื้นที่บางส่วนในร้านให้เป็นสัดส่วน โดยมีฉากกั้น เพื่อความสะดวก และความเป็นส่วนตัว อีกทั้งมีจอคอมพิวเตอร์ ช่วยในการให้ความรู้แก่ผู้รับบริการ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 18 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ 1.1.6 มีบริเวณแสดงสื่อให้ ความรู้เรื่องสุขภาพ โดยไม่มุ่งการโฆษณา ได้แก่ แผ่นพับ แผ่นปลิว โปสเตอร์ จัดบอร์ดความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่ เหมาะสมในแต่ละโอกาส พร้อม รายละเอียด เช่น สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน เป็นต้น (ดังแสดงใน รูปที่ 1.7 ถึง 1.9) ในกรณีจัดวาง เอกสารหรือติดตั้งสื่อที่มุ่งการโฆษณาให้ มีพื้นที่จัดแยกโดยเฉพาะและไม่ควรมา จัดไว้ในบริเวณที่ปฏิบัติงานโดยเภสัชกร (professional service area) รวมถึง การไม่ติดสติ๊กเกอร์หรือป้ายโฆษณายา บริเวณตู้ยาหรือชั้นวางยาที่ต้องปฏิบัติ การโดยเภสัชกรเท่านั้น รูปที่ 1.7 ตัวอย่างแผ่นพับแนะน�ำความรู้สุขภาพส�ำหรับแจกให้ผู้รับบริการ รูปที่ 1.8 ตัวอย่างการจัดบอร์ดให้ความรู้การดูแลตนเองและป้องกันโรค
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 19มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.9 ตัวอย่างรูป จัดบอร์ดรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะให้เหมาะสม 1.1.7 มีป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ดังนี้ ก. ป้ายแสดงว่าเป็น “ร้านยา” มีขนาดที่เห็นได้เด่นชัด (ดังแสดงในรูปที่ 1.10) รูปที่ 1.10 รูปป้ายแสดงอย่างชัดเจนว่าเป็นร้านยา
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 20 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ - ป้ายแสดงว่าเป็นร้านยา เช่น “ขายยา” “ร้าน ขายยา” “จ�ำหน่ายยา-เวชภัณฑ์-อาหารเสริมสุขภาพ” - หลีกเลี่ยงป้ายที่อาจให้เกิดความสับสนว่าเป็น ร้านยาหรือไม่ เช่น “จ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์“ “คลินิกเวชภัณฑ์” - หลีกเลี่ยงป้ายที่เชิญชวนให้เชื่อหรือไม่จริง เช่น “ขายยาถูกที่สุด” “ขายยา........เห็นผลภายใน 7 วัน” หรือ “ขายยาโดยเภสัชกรตลอดวัน” ทั้งๆ ที่ร้านมีเภสัชกร เป็นบางเวลา ข. มีป้ายแสดงชื่อ รูปถ่ายที่ควรเป็นปัจจุบัน เลขที่ ใบประกอบวิชาชีพ และเวลาปฏิบัติการของเภสัชกรที่ก�ำลัง ปฏิบัติหน้าที่ไว้ในที่เปิดเผย และแสดงให้ลูกค้าทราบโดย เด่นชัดว่าขณะนี้มีเภสัชกรที่แสดงไว้ที่ป้ายว่าก�ำลังปฎิบัติ งานอยู่ หรือ ไม่อยู่ปฎิบัติงาน หากร้านที่มีเภสัชกรหลาย คนหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ควรแสดงให้ชัดเจนว่าเภสัชกร ผู้ปฏิบัติงานในขณะนั้น คือใคร ดังแสดงในรูปที่ 1.11 ถึง 1.12 รูปที่ 1.11 ป้ายแสดงชื่อ รูปถ่ายที่ควรเป็นปัจจุบัน เลขที่ใบประกอบวิชาชีพ และเวลาปฏิบัติการ ของเภสัชกรที่ก�ำลังปฏิบัติหน้าที่ไว้ในที่เปิดเผย รูปที่ 1.12 ป้ายแสดงเภสัชกรที่ก�ำลังปฏิบัติงาน
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 21มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ค. ป้ายสัญลักษณ์ที่เป็นไปตามข้อก�ำหนดของใบ อนุญาตและประเภทของยาส�ำหรับร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ตามร่างกฎกระทรวงใหม่) ได้แก่ (๑) จัดท�ำป้ายด้วยวัตถุถาวรสีน�้ำเงิน ขนาดกว้าง และยาวไม่น้อยกว่า ๒๐ x ๗๐ เซนติเมตร และมีข้อความ เป็นตัวอักษรไทยสีขาว สูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร แสดง ว่าเป็นสถานที่ขายยาแผนปัจจุบัน หรือสถานที่ขายส่งยา แผนปัจจุบัน (ดังแสดงในรูปที่ 1.13) (๒) จัดท�ำป้ายด้วยวัตถุถาวรสีน�้ำเงิน สีเขียว หรือ สีแดง ตามประเภทสถานที่ขายยา ขนาดกว้างและยาว ไม่น้อยกว่า ๒๐ x ๕๐ เซนติเมตร และมีข้อความเป็น ตัวอักษรไทยสีขาว สูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร แสดง ชื่อตัว ชื่อสกุล และวิทยฐานะของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (ดังแสดงในรูปที่ 1.14) รูปที่ 1.13 ป้ายแสดงสถานที่ขายยาแผนปัจจุบัน รูปที่ 1.14 ป้ายแสดงตัวของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 22 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ (๓) จัดท�ำป้ายด้วยวัตถุถาวรสีน�้ำเงิน สีเขียว หรือ สีแดง ตามประเภทสถานที่ขายยา แสดงชื่อตัว ชื่อสกุล และวิทยฐานะของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ เลขที่ใบประกอบ วิชาชีพหรือใบประกอบโรคศิลปะ รูปถ่ายผู้มีหน้าที่ปฏิบัติ การหน้าเต็ม รูปสี ไม่เกินห้าปี ขนาดอย่างน้อย ๘ x ๑๕ เซนติเมตร และเวลาที่ปฏิบัติการ (ดังแสดงในรูปที่ 1.15) ง. ป้าย “จุดบริการโดยเภสัชกร” แสดงบริเวณ ที่ปฏิบัติงานโดยเภสัชกร และกิจกรรมอื่นๆ ตามความ เหมาะสม เช่น “รับใบสั่งยา” “ให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาโดย เภสัชกร” (ดังแสดงในรูปที่ 1.16 และ 1.17 ตามล�ำดับ) รูปที่ 1.15 ป้ายแสดงรูปถ่ายผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ หน้าเต็มและเวลาที่ปฏิบัติการ รูปที่ 1.16 ป้าย “รับใบสั่งยา” รูปที่ 1.17 ป้าย “ให้ค�ำแนะน�ำ ปรึกษาโดยเภสัชกร”
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 23มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.18 รูปเทอร์โมมิเตอร์แบบต่างๆ รูปที่ 1.19 เครื่องวัดความดันแบบต่างๆ รูปที่ 1.20 สายวัดส�ำหรับวัดขนาดสัดส่วน 1.2 อุปกรณ์ 1.2.1 มีอุปกรณ์ในการให้บริการสุขภาพที่ เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการติดตามผลการใช้ยา เช่น - เครื่องชั่งน�้ำหนัก นอกจากเป็น การบริการให้ผู้ที่อยากทราบน�้ำหนักแล้ว ยังเป็นการตรวจ สอบน�้ำหนักของผู้ป่วยให้แน่ใจเพื่อใช้ค�ำนวณขนาดยาให้ ถูกต้อง - ที่วัดส่วนสูง มีประโยชน์ เช่น การค�ำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) การเจริญเติบโตในเด็ก เป็นต้น - ที่วัดอุณหภูมิร่างกาย โดยสามารถ ใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบต่างๆที่ใช้ในร้านได้สะดวก เช่น เทอร์โมมิเตอร์แบบตัวเลข (ดังแสดงในรูปที่ 1.18) มี ประโยชน์ในการวัดภาวะไข้ของผู้ป่วย - เครื่องวัดความดันโลหิต อาจใช้แบบ ตัวเลข (ดังแสดงในรูปที่ 1.19) มีประโยชน์ในการคัดกรอง ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง หรือยืนยัน อาการบางอย่างที่มีสาเหตุของภาวะความผิดปกติของความ ดันโลหิต เช่น อาการปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืด เป็นต้น ควรศึกษาวิธีการใช้เครื่องวัด และการแปรผลให้ได้ถูกต้อง (สามารถศึกษาเพิ่มเติมในแนวทางเวชปฏิบัติโรคความดัน โลหิตสูง สมาคมโรคความดันโลหิตที่ http://www.thai hypertension.org/2008guideline.pdf) อุปกรณ์อื่นๆ ตามกิจกรรมที่ร้านยามี ความพร้อม เช่น - สายวัด ส�ำหรับวัดขนาดเอว (ดังแสดง ในรูปที่ 1.20) ใช้เพื่อพิจารณาความเสี่ยงของภาวะ โรคอ้วนลงพุง metabolic disease ตลอดจนความเสี่ยงต่อ โรคเบาหวาน - ชุดวัดระดับน�้ำตาลในเลือด โดยวิธี เจาะเลือดจากปลายนิ้ว (capillary blood glucose, CBG) โดยใช้เครื่อง glucose meter แบบตัวเลข (ดังแสดงในรูปที่ 1.21) ใช้ในการคัดกรองผู้ป่วยที่มี ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ตลอดจนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ต้องการตรวจสอบระดับน�้ำตาลเบื้องต้นในระหว่าง ท�ำการรักษาจากแพทย์ เภสัชกรควรศึกษาวิธีการใช้เครื่อง ตรวจระดับน�้ำตาลในแต่ละรุ่นจากคู่มือฯ หรือผู้ขาย และ รูปที่ 1.21 เครื่องเจาะวัดน�้ำตาลในเลือดแบบพกพา หมายเหตุ อุปกรณ์ต่างๆ ในการให้บริการสุขภาพควรหมั่น ตรวจสอบอย่างสม�่ำเสมอ ให้มีความถูกต้องแม่นย�ำ ป้องกัน การผิดพลาดในการแปรผล
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 24 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ฝึกซ้อมการใช้เครื่องให้ช�ำนาญก่อนให้บริการ รวมถึงวิธี การแปรผลเพื่ออธิบายผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ศึกษาเพิ่ม เติมจากแนวเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเบาหวาน 2554 ที่ http://www.nhso.go.th/NHSOFront/SelectViewItem Action.do?folder_id=000000000000106&item_ id=000000000027532 1.2.2 มีอุปกรณ์นับเม็ดยา จ�ำแนกตามกลุ่มยาที่ จ�ำเป็นในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสแพ้ยา ได้บ่อย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน ยาซัลโฟนาไมด์ ฯลฯ และมีเครื่องหมายแสดงโดยจ�ำเพาะอย่างชัดเจน (ดังแสดงในรูปที่ 1.22) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากการ รูปที่ 1.22 ถาดนับเม็ดยา ใช้ยาต่างชนิดกันในถาดนับเม็ดยาอันเดียวกัน ซึ่งมีความ เสี่ยงให้เกิดการแพ้ยาได้โดยไม่ตั้งใจ เช่น การนับเม็ดยา เพนนิซิลินวี ในถาดนับให้กับลูกค้ารายหนึ่งเสร็จ แล้ว มีลูกค้าอีกรายซึ่งเคยมีประวัติแพ้ยาเพนนิซิลินมาขอ ซื้อยาไอบูโพรเฟน เภสัชกรจึงเทยาไอบูโพรเฟนในถาด เดิม แล้วนับเทใส่ซองยา เศษผงจากเม็ดยาเพนนิซิลินวี อาจปนเปื้อนมากับยาไอบูโพรเฟน เมื่อผู้ป่วยรับประทาน ยาแล้วมีอาการแพ้ยาหรืออาจท�ำให้เข้าใจผิดว่าแพ้ยา ไอบูโพรเฟนได้ 1.2.3 มีอุปกรณ์เครื่องใช้ในการให้บริการที่ สะอาด และไม่เกิดการปนเปื้อนในระหว่างการให้บริการ
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 25มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ได้แก่ - การเช็ดท�ำความสะอาดถาดนับเม็ดยา และอุปกรณ์นับด้วยล�ำสีชุปแอลกอฮอล์อย่างสม�่ำเสมอและ ทุกครั้งก่อนจ่ายยาหากพบว่าถาดนั้นมีสิ่งปนเปื้อน ข้อนี้รวม ถึงห้ามใช้มือเปล่าในการหยิบนับเม็ดยา - เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ที่ใช้อมใต้ลิ้นหรือใช้ ใส่ในรูหู ต้องท�ำความสะอาดทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ และเช็ด ฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ - แก้วน�้ำที่ไว้ให้ผู้รับบริการรับประทานยา ควรใช้แบบครั้งต่อครั้ง ไม่ใช่มีแค่แก้วใบเดียวใช้ด้วยกัน ซึ่งจะมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อโรคได้ - ในกรณีที่ใช้เครื่องมือที่มีโอกาสปนเปื้อน เลือด สารคัดหลั่งต่างๆ ที่มีโอกาสติดเชื้อ เภสัชกรหรือ ผู้ปฏิบัติงานควรสวมถุงมือยางเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น สวมถุงมือยาง ช่วยท�ำแผลในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ ผู้ป่วย (ดังแสดงในรูปที่ 1.23) 1.2.4 มีตู้เย็นเก็บเวชภัณฑ์ที่เป็นสัดส่วนเพียงพอ และมีการควบคุมและบันทึกอุณหภูมิอย่างสม�่ำเสมอ (ดู รายละเอียดเพิ่มเติมที่หัวข้อ 3.1.2) และไม่เก็บรวมกับสิ่ง อื่นๆ ที่ไม่ใช่ยา เช่น การแช่อาหารที่มีกลิ่นไว้ในตู้เย็นที่มี รูปที่ 1.23 การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยโดยสวมใส่ถุงมือยาง
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 26 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ การเก็บยา (ดังแสดงในรูปที่ 1.24) 1.2.5 มีภาชนะบรรจุยา โดยที่ ก. ยาที่มีไว้เพื่อบริการ ควรอยู่ในภาชนะ เดิมที่มีฉลากครบถ้วนตามที่กฎหมายก�ำหนด ไม่ควรมีการ เปลี่ยนถ่ายภาชนะ หรือถ้ามีเหตุจ�ำเป็นต้องเปลี่ยนถ่าย ภาชนะ ก็ต้องมีข้อความและข้อมูลที่จ�ำเป็นครบถ้วนตาม รูปตู้เย็นภายนอก รูปตู้เย็นภายใน (ยาควรบรรจุในภาชนะป้องกันความชื้น) รูปแสดงกล่องเก็บยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้ 2-8 องศา รูปเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิในตู้เย็น รูปที่ 1.24 ตู้เย็นและภายในตู้เย็น
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 27มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น - ไม่ควรถ่ายเทยาเม็ดจากขวดหนึ่งไปใส่ใน ยาอีกขวด ถึงแม้ยานั้นเป็นยาที่มีเลขที่ของการผลิตเดียวกัน เนื่องจากการเปิดใช้ไม่พร้อมกัน การน�ำยาที่เปิดใช้นาน แล้วไปปะปนกับยาที่เพิ่งเปิดใช้ใหม่ อาจมีความเสี่ยงที่มี ยาเสื่อมคุณภาพหากยาเม็ดเก่าตกค้างในขวดยาใหม่เป็น เวลานาน ข. ภาชนะบรรจุยาที่เหมาะสมส�ำหรับ การให้บริการต่อประชาชน ต้องค�ำนึงถึง ปริมาณบรรจุ การป้องกันยาเสื่อมคุณภาพ เช่น - ใช้ซองยาสีน�้ำตาลกันแสง ส�ำหรับยาที่ เสื่อมสลายง่ายจากแสง (ดังแสดงในรูปที่ 1.25) - ใส่ซองบรรจุสารกันชื้น ในขวดยาหรือ กระป๋องในกรณีจ่ายยาเม็ดปริมาณมากใส่ขวดยา - ไม่แกะยาออกจากแผงที่ป้องกันการเสื่อม จากแสงหรือความชื้นลงใส่บรรจุในขวดไว้จ่าย ยกเว้น เตรียมเพื่อความสะดวกของผู้ป่วยบางราย หรือเตรียมเป็น Unit dose รูปที่ 1.25 ซองยาสีชา รูปที่ 1.26 MIMS, MIMS Pharmacy, MIMs Annual, MIMs Annual Identa 1.3 สิ่งสนับสนุนบริการ 1.3.1 มีแหล่งข้อมูล ต�ำรา ที่เหมาะสมในการ ใช้อ้างอิงและเผยแพร่ ได้แก่ หนังสือหรือต�ำรา เช่น - หนังสือเพื่อใช้อ้างอิงหรือค้นหาข้อมูลยา ตลอดจนความรู้พื้นฐานเกี่ยวเภสัชวิทยา drug interaction, adverse reaction (ดังแสดงเป็นตัวอย่าง ในรูปที่ 1.26 ถึง 1.35)
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 28 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.27 Drug Information Handbook รูปที่ 1.28 Drug Facts and Comparisons รูปที่ 1.29 Martindale : The Extra Pharmacopoeia รูปที่ 1.30 Pharmacotherapy : A Pathophysiologic Approach รูปที่ 1.31 Pharmacotherapy Handbook รูปที่ 1.32 Drug interaction facts
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 29มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.34 บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2551 และ คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตาม บัญชียาหลักแห่งชาติ รูปที่ 1.35 หนังสือหรือคู่มือมาตรฐานแนวทางการักษาโรคพื้นฐานเบื้องต้น (common illness) เช่น ต�ำราการตรวจรักษา โรคทั่วไป แนวทางเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและหลอดเลือด โรคหืด โรคผิวหนัง ฯลฯ รูปที่ 1.33 Goodman and Gilman’s Manual of Pharmacology and Therapeutics เภสัชกรสามารถหาข้อมูลผ่าน website อื่นๆ ที่รวบรวม ข้อมูลและงานวิจัยโดยตรง เช่น www.cochrane.org หรือ cochrane library ที่ http://thecochranelibrary.com/ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/ www.clinicalevidence.com www.evidence-basedmedicine.com www.medscape.com การหาแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ได้แก่ การค้นหาข้อมูลผ่าน search engine เช่น www.google.co.th หรือ www.yahoo.com หรือ www. msn.com ฯลฯ โดยใส่ key word ที่ต้องการทราบ เช่น ถ้าอยากทราบผลของยา paracetamol ที่มีต่อตับ สามารถ พิมพ์ค�ำว่า paracetamol + liver และกด search จะ แสดงข้อมูลทั้งหมดที่เคยมีการรายงานหรือตีพิมพ์ อย่างไรก็ ดีข้อมูลบางอย่างอาจไม่ใช่ข้อมูลเชิงวิชาการโดยตรง ดังนั้น
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 30 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ การหาข้อมูลแนวทางการรักษาต่างๆจาก National Guideline Clearinghouse ได้ที่ www.guideline.gov การหาความรู้ ข้อมูลเกี่ยวโรค ยาและเรื่องสุขภาพอื่นๆ เช่น www.webmd.com www.cdc.gov www.medlineplus.gov www.mercksource.com www.Rxlist.com www.who.int/medicines/ www.fda.gov การหาข้อมูลจากวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง เช่น วารสาร British medical Journal ที่ www.bmj.com วารสาร Lancet ที่ www.TheLancet.com วารสาร New England Journal of Medicine ที่ www.nejm.org การหาข้อมูลจากมหาวิทยาลัย สถาบันทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ เช่น Stanford School of Medicine ที่ http://healthlibraly.stanford.edu/ Cleveland clinic ที่ http://my.clevelandclinic.org/helth/default.aspx Harvard Medical school ที่ www.intelihealth.com University of Maryland medical center ที่ http://www.umm.edu/ การหาข้อมูลผ่านการดูภาพยนตร์โดยใช้ www.youtube.com www.healthvideo.com http://www.emedtv.com/video.html หรือ สามารถดูการบรรยายวิชาการได้ที่ www.uctv.tv www.researchchannel.org www.cecentral.com หรือ กรณีใช้เพื่อสาธิตรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว (animation) เช่น www.medmovie.com www.nucleusinc.com www.youtube.com/user/nucleusanimation การหาความรู้ผ่านการเสนอผลงาน present slide ที่ www.slideworld.org
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 31มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ 1.3.2 มีฉลากช่วย เอกสารความรู้ สนับสนุนการ บริการอย่างเหมาะสม เช่น - สติ๊กเกอร์ หรือ ฉลากเสริม ที่มีข้อความ เกี่ยวกับข้อควรระวัง ผลข้างเคียง วิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง หรือค�ำเตือนอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในการใช้ยา (ดังแสดงเป็น ในรูปที่ 1.36) รูปที่ 1.36 สติ๊กเกอร์ หรือ ฉลากเสริม - แผ่นพับแนะน�ำความรู้เรื่องโรค การรักษา การป้องกัน เป็นต้น ส�ำหรับแจกให้ผู้รับบริการ กลับไปอ่าน เป็นการทบทวนหรือกระตุ้นให้สนใจใน การรักษา ตลอดจนการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง แผ่นพับดังกล่าวร้านยาอาจได้มาจากหน่วย ราชการ องค์กรฯ สถาบันการศึกษา บริษัทยาหรือร้านยา สามารถท�ำขึ้นมาเองตามปัญหา ความส�ำคัญหรือโรคที่พบ บ่อยในชุมชน (ดังรูป 1.37-1.38) โดยควรบรรจุเนื้อหาใน ตัวอย่างค�ำแนะน�ำพิเศษในสติ๊กเกอร์หรือฉลากเสริมส�ำหรับกลุ่มยาต่างๆ ดูได้ในภาคผนวก แผ่นพับที่ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย อาจมีภาพประกอบ และ ไม่บรรจุเนื้อหาที่ยาวเกินจ�ำเป็น หรือมีศัพท์เทคนิคที่ไม่มี ค�ำอธิบาย ตลอดจนควรมีแหล่งที่มาของข้อมูลที่บรรจุ ไว้ในแผ่นพับ ในกรณีแผ่นพับที่ได้สนับสนุนจากบริษัท ยา ควรตรวจสอบเนื้อหาว่าจะไม่มีส่วนที่มุ่งแต่หวังผล การค้ามากเกินไป หรือข้อมูลที่ไม่สามารถพิสูจน์หลักฐาน เชิงประจักษ์ได้
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 32 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.37 ตัวอย่างแผ่นแนะน�ำความรู้แก่ผู้ป่วยในรูปแบบเปิดได้คล้ายปฎิทินตั้งโต๊ะ รูปที่ 1.38 แผ่นพับที่ร้านยาสามารถท�ำขึ้นเองได้เพื่อแนะน�ำผู้ป่วย
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 33มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ - แนะน�ำสื่ออื่นๆ ที่ช่วยแนะน�ำความรู้ การใช้ยาให้ประชาชนทางเว็บไซต์ เช่น http://www.oryor. com/oryor/index.html จัดท�ำโดยส�ำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา รูปที่ 1.39 การใช้ยาเหน็บทวารหนัก ช่องคลอดและอื่นๆ รูปที่ 1.40 การใช้ยาหยอดยา รูปที่ 1.41 การใช้ยาป้ายตา - รูปภาพส�ำหรับช่วยสาธิตการใช้ยา เช่น การใช้ยาเหน็บทวารหรือช่องคลอด ยาสูด ยาพ่นจมูก ยา หยอดตา ยาป้ายตา การฉีดอินซูลิน เป็นต้น (ดังแสดงเป็น ในรูปที่ 1.39 ถึง 1.41)
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 34 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ 1.3.3 มีอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยเพิ่มความร่วมมือใน การใช้ยา ได้แก่ - กล่องใส่ยาแบ่งตามเวลาในการใช้ยา - ที่ตัดแบ่งเม็ดยา ใช้ส�ำหรับช่วยตัดแบ่งเม็ดยาให้สะดวกและได้ขนาดที่แม่นย�ำ (ดังแสดงเป็นในรูปที่ 1.43) รูปที่ 1.42 กล่องใส่ยา รูปที่ 1.43 ที่ตัดแบ่งเม็ดยา - ที่ป้อนยาส�ำหรับเด็กเล็กที่รับประทานยาจากช้อนไม่ถนัด เช่น ไซริ่งป้อนยา หลอด หยดยาน�้ำ ถ้วยรับประทานยาน�้ำ นอกจากนี้ยังใช้วัดขนาดยาได้ค่อนข้างละเอียดกว่า (ดังแสดงเป็นใน รูปที่ 1.44) หรือมื้ออาหาร ไว้ช่วยส�ำหรับผู้ลืมรับประทานยาหรืออาจ สับสนจากการรับประทานยาหลายตัว (ดังแสดงเป็นใน รูปที่ 1.42) รูปที่ 1.44 ที่ป้อนยาส�ำหรับเด็กเล็ก
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 35มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ - กระบอกช่วยสูดยา (ดังแสดงเป็นในรูปที่ 1.45) ส�ำหรับช่วยให้การใช้ยาสูดในเด็กได้มีประสิทธิภาพ (ใช้ ในกรณีที่จ�ำเป็นหรืออาจดัดแปลงชั่วคราวโดยใช้แก้วกระดาษทรงสูง เจาะรูที่ก้นแก้วให้พอดีขนาดปลายปากของยาสูด) รูปที่ 1.45 กระบอกช่วยสูดยา - สื่อช่วยอธิบายการใช้ยาอย่างละเอียดอื่นๆ เช่น รูปภาพ พร้อมอธิบายขั้นตอนการใช้ ยา (ดังแสดงเป็นในรูปที่ 1.46) รูปที่ 1.46 รูปภาพ พร้อมอธิบายขั้นตอนการใช้ยาป้ายตาอย่างละเอียด - ภาพยนตร์ วีดิโอ (ดังแสดงเป็นในรูปที่ 1.47)
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 36 มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ รูปที่ 1.47 สื่อช่วยอธิบายการใช้ยา มาตรฐานที่ 1 นี้ ประกอบด้วย สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบ ทางกายภาพของร้านยาที่เหมาะสม และสนับสนุนให้เกิดการบริการทางเภสัชกรรมที่ดีมีคุณภาพ เริ่ม จากการจัดตกแต่งภายนอกให้ผู้รับบริการรับรู้ได้อย่างเด่นชัดว่าเป็นร้านยา ด้วยความสะอาดและ เป็นระเบียบเรียบร้อย และเมื่อเข้าไปในร้านมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนที่เพียงพอและเหมาะสม ส�ำหรับการให้บริการ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดระหว่างพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติการโดยเภสัชกร และพื้นที่ บริการอื่นๆ มีการจัดหมวดหมู่ของยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการเก็บรักษาที่เอื้อต่อการรักษาคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนต้องจัดหาอุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนการให้บริการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียม ความพร้อมขององค์ประกอบทางกายภาพให้เหมาะสมต่อการให้บริการทางเภสัชกรรมที่ดีที่สุดแก่ ประชาชนที่เข้ามารับบริการที่ร้านยา - ภาพยนตร์ วีดิโอ (ดังแสดงเป็นในรูปที่ 1.47) สรุป
  • คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 37มาตรฐานที่ 1 สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุนบริการ
  • 38 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ มาตรฐานร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อเป็นการประกันว่า กระบวนการบริหารจัดการจะเป็นไปตามกระบวนการคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการ และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบ วิชาชีพ มาตรฐานนี้ครอบคลุม บุคลากร กระบวนการคุณภาพที่มุ่งเน้นให้ร้านยามีกระบวนการและเอกสารที่สามารถ เป็นหลักประกันคุณภาพบริการ โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ 2.1 บุคลากร 2.1.1 ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ก. เป็นเภสัชกรที่สามารถประกอบวิชาชีพ ตามใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดเวลาที่เปิดท�ำการ ข. ต้องแสดงตนให้สาธารณชนทราบว่า เป็นเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ โดยสวมเครื่องแบบตามข้อ ก�ำหนดของสภาเภสัชกรรม ค. มีมนุษยสัมพันธ์ และมีทักษะในการสื่อสารที่เหมาะสม ง. มีสุขภาพอนามัยดี ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อแก่ผู้รับบริการ 2.1.2 ผู้ช่วยปฏิบัติการ (ถ้ามี) ก. แสดงตนและแต่งกายให้สาธารณชนทราบว่าเป็น ผู้ช่วยเภสัชกร ข. ปฏิบัติงานภายใต้การก�ำกับดูแลของเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ค. มีสุขภาพอนามัยดี ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อแก่ผู้รับบริการ 2.2 กระบวนการคุณภาพ 2.2.1 มีเอกสารคุณภาพที่จ�ำเป็นและเหมาะสม เช่น ใบสั่งยา กฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแยกเป็นหมวด หมู่ตามประเภท มาตรฐานหรือแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่น่าเชื่อถือ (standard practice guidelines) เป็นต้น 2.2.2 มีระบบการจัดการเอกสารคุณภาพและข้อมูลที่จ�ำเป็นและเหมาะสม 2.2.3 มีการประกาศสิทธิผู้ป่วยที่ควรได้รับจากการบริการ 2.2.4 มีการวิเคราะห์และระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม เช่น ความปลอดภัยของการให้บริการ การจ่ายยาผิด เป็นต้น 2.2.5 มีการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เช่น ก. ระบุผู้รับบริการที่แท้จริง ข. ระบุความต้องการและความคาดหวัง 2.2.6 มีบันทึกการให้บริการส�ำหรับผู้รับบริการที่ต้องติดตามต่อเนื่อง เช่น แฟ้มประวัติการใช้ยา หรือ เอกสาร คุณภาพ เช่น รายงานอุบัติการณ์ รายงานการเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2.2.7 มีการตรวจสอบซ�้ำ (double check) ในแต่ละขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการเพื่อลดความคลาดเคลื่อนที่ อาจเกิดขึ้น 2.2.8 มีตัวชี้วัดคุณภาพที่ส�ำคัญ เช่น ความยอมรับหรือความพึงพอใจของผู้รับบริการ ร้อยละของการค้นหา หรือระบุปัญหาที่แท้จริงของผู้รับบริการที่เรียกหายา จ�ำนวนผู้ป่วยที่มีการบันทึกประวัติการใช้ยา เป็นต้น 2.2.9 มีการเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ
  • 39 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ ค�ำอธิบาย ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อเป็นการประกัน ว่า กระบวนการบริหารจัดการจะเป็นไปตามกระบวนการ คุณภาพอย่างต่อเนื่อง การที่จะมีความต่อเนื่องในงาน คุณภาพจะต้องเริ่มจากการตระหนักถึงความส�ำคัญ ใน โลกปัจจุบันสังคมเรามีการเปิดกว้างในด้านข้อมูลข่าวสาร ประชาชนไทยยุคใหม่มีการศึกษาสูงขึ้น ร้านยาที่ไม่ยอม ปรับตัวด้านคุณภาพจะไม่ได้รับการยอมรับเชื่อถืออีก ต่อไป ร้านยาที่มีรากฐานด้านคุณภาพจะเข้ามาแทนที่ อาจ เป็นร้านที่มีเงินทุนสูง หรือทุนต่างชาติซึ่งมีมาตรฐานที่สูง กว่า ดังเห็นได้จากบทเรียนร้านสะดวกซื้อของต่างชาติเข้า มาแทนที่ร้านขายของช�ำแบบเดิมๆ ที่ไม่ยอมปรับตัวเพื่อ ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการ การยึด ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางเป็นสิ่ง ที่ส�ำคัญมาก เพราะผู้บริโภคคือคนที่จะตัดสินใจว่าจะรับ บริการจากที่ไหน ซึ่งตัวเลือกจะมากขึ้นเรื่อยๆ แนวความคิด ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเป็นเรื่องพ้นสมัยและจะไม่สามารถ อยู่รอด การมีระบบจัดการที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบวิชาชีพ ความเสี่ยงที่มีอาจมี ผลลัพธ์ต่อความเป็นหรือความตายเของผู้รับบริการจะส่ง ผลกระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพเองในหลายด้าน ที่ส�ำคัญ คือการขาดศรัทธาต่อตัวผู้ประกอบวิชาชีพท�ำให้ผู้รับบริการ ไม่มาใช้บริการอีกต่อไป การขาดมาตรฐานท�ำให้ไม่สามารถ สรุปบทเรียนเพื่อปรับปรุงแก้ไข ในที่สุดจะตกในวงจรของ ความผิดพลาด เมื่อความผิดพลาดมีมากขึ้นย่อมส่งผล ต่อจิตใจของเภสัชกรเอง เภสัชกรจะมีความกังวลขาด ความมั่นใจในตนเอง ขาดสมาธิและขาดความสุขในการ ท�ำงานในที่สุด
  • 40 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ มาตรฐานนี้ครอบคลุม บุคลากร กระบวนการคุณภาพ ที่มุ่งเน้นให้ร้านยามีกระบวนการและเอกสารที่สามารถ เป็นหลักประกันคุณภาพบริการ โดยมีรายละเอียดของ มาตรฐานดังนี้ 2.1 บุคลากร 2.1.1 ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ก. เป็นเภสัชกรที่สามารถประกอบวิชาชีพ ตาม ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยอยู่ ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลาที่เปิดท�ำการ 1) เภสัชกรต้องอยู่ตลอดเวลาที่มีการขายสินค้า ที่เป็นยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ วัตถุออก ฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาเสพติดให้ โทษ ตามกฏหมายที่ก�ำหนดไว้ ควรมีป้าย พร้อมรูปถ่ายแสดงไว้ในจุดที่เห็นได้เด่นชัด 2) กรณีเปิดร้านไว้และในเวลานั้นเภสัชกรไม่ สามารถปฏิบัติงานได้ต้องจัดให้มีระบบแจ้ง ให้ผู้รับบริการทราบว่าไม่สามารถซื้อยา อันตรายดังกล่าวได้ในขณะนั้น 3) กรณีเปิดร้านไว้แต่เภสัชกรไม่พร้อมปฏิบัติ การได้หรือไม่อยู่ชั่วคราวต้องมีระบบที่จะ ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นใดที่ไม่ใช่เภสัชกรผู้ปฏิบัติ การท�ำการแทนพร้อมทั้งแสดงป้ายชัดเจน หมายเหตุ ตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ตีความว่าถ้าเปิดประตูร้านหมายความว่ามีเจตนาจะขาย ยาทุกประเภท ย่อมต้องมีเภสัชกรประจ�ำอยู่เสมอ ข้อนี้ถ้า มองให้ดีเป็นสิ่งที่มีผลดีต่อวิชาชีพมากกว่าผลเสีย เพราะ เมื่อปฏิบัติตามกันแล้วจะท�ำให้บทบาทของเภสัชกรชุมชน โดดเด่นกว่าที่เป็นอยู่ คนอื่นไม่สามารถเข้ามาท�ำหน้าที่แทน ได้อย่างที่พบกันอยู่ในอดีต การก�ำหนดเช่นนี้จะเป็นการ ยกคุณค่าของงานเภสัชกรรมชุมชนที่สามารถแปลงเป็นค่า ตอบแทนที่จูงใจมากขึ้น ข. ต้องแสดงตนให้สาธารณชนทราบว่า เป็น เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ โดยสวมเครื่อง แบบตามข้อก�ำหนดของสภาเภสัชกรรม การแสดงตนให้ชัดเจนว่าเป็นเภสัชกรมี ผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ท�ำให้การเจรจา กับลูกค้ามีโอกาสได้รับการยอมรับมากกว่า การแต่งตัวตามแบบที่สภาเภสัชกรรมก�ำหนด เป็นการแสดงออกถึงมาตรฐานของเภสัชกร ไทยที่สังคมจะจดจ�ำได้ ควรมีป้ายแสดงตน ให้ผู้มารับบริการมั่นใจว่าได้รับการบริการจาก เภสัชกรชุมชนตัวจริง ค. มีมนุษยสัมพันธ์ และมีทักษะในการสื่อสารที่ เหมาะสม องค์ประกอบที่ส�ำคัญ ได้แก่ 1) ฝึกฝนการยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อการมี มนุษยสัมพันธ์ดี 2) ฝึกฝนการควบคุมอารมณ์ให้พร้อมบริการ ตลอดเวลา 3) ฝึกฝนการแสดงออกซึ่งความรู้สึกเป็นห่วง เป็นใยต่อผู้มารับบริการดุจญาติมิตร เช่น การจัดหาที่นั่งให้กับผู้มารับบริการที่มีสภาพ ร่างกายอ่อนแอโดยเฉพาะผู้สูงวัย เป็นต้น 4) ผึกฝนในการสื่อสารสองทาง คือ เป็นผู้ฟัง ที่ดีและเป็นผู้พูดที่มีทักษะท�ำให้เข้าใจง่าย โดยค�ำนึงถึงคุณลักษณะของผู้ฟัง 5) ฝึกการใช้และอ่านภาษากายต่างๆ เช่น การสังเกตสีหน้าและแววตาของผู้มารับ บริการ การแสดงออกด้วยความสุภาพ และ มีมิตรไมตรี เป็นต้น 6) หมั่นทบทวนตนเองเพื่อพัฒนาทักษะเหล่า นี้สม�่ำเสมอ การยอมรับในความไม่สมบูรณ์ ของตนเองคือก้าวส�ำคัญของเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดี ง. มีสุขภาพอนามัยดี ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อแก่ผู้รับ บริการ เภสัชกรชุมชนควรจะได้รับการตรวจ ร่างกายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามกฎหมาย ไม่เสพยาเสพติด ไม่ควรสูบบุหรี่หรือเครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปฏิบัติงาน กรณีมีโรค ที่อาจติดต่อได้ควรหยุดพักการปฏิบัติงานเพื่อ ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่ผู้มา รับบริการ 2.1.2 ผู้ช่วยปฏิบัติการ (ถ้ามี) ก. แสดงตนและแต่งกายให้สาธารณชนทราบว่า เป็น ผู้ช่วยเภสัชกร ควรมีการก�ำหนดสีของเสื้อและมีตัว
  • 41 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ หนังสือที่เสื้อที่ท�ำให้ผู้รับบริการทราบว่าเป็นผู้ ช่วยและมีลักษณะแตกต่างจากเภสัชกรอย่าง ชัดเจน ข. ปฏิบัติงานภายใต้การก�ำกับดูแลของเภสัชกรผู้ มีหน้าที่ปฏิบัติการ เภสัชกรควรจัดการแบ่งแยกงานของผู้ช่วย ให้ชัดเจน ผู้ช่วยปฏิบัติการต้องไม่ก้าวก่ายหรือ ท�ำการแทนในหน้าที่ซึ่งจ�ำเป็นต้องกระท�ำโดย เภสัชกรเท่านั้น ค. มีสุขภาพอนามัยดี ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อแก่ ผู้รับบริการปฏิบัติเช่นเดียวกับเภสัชกร 2.2 กระบวนการคุณภาพ 2.2.1 มีเอกสารคุณภาพที่จ�ำเป็นและเหมาะสม เช่น ใบสั่งยา กฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แยกเป็นหมวดหมู่ตามประเภท มาตรฐาน หรือแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่น่าเชื่อถือ (standard practice guidelines) เป็นต้น การมีเอกสารคุณภาพมีวัตถุประสงค์หลาย ประการ คือ 1) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดระบบการปฏิบัติ งาน 2) เพื่อการพัฒนาตนเองของเภสัชกรในด้าน วิชาการ 3) เป็นเครื่องช่วยในการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติ งาน เอกสารที่แนะน�ำว่าควรมีประจ�ำสถานปฏิบัติ การของเภสัชกรรมชุมชน ได้แก่ I. เอกสารด้านยา อาทิ • DRUG INFORMATION HANDBOOK • DRUG DURING PREGNANCY AND LACTATION • DRUG INTERACTION HANDBOOK • MIMS เป็นต้น II. เอกสารเพื่อการดูแลผู้ป่วย อาทิ • PHARMACOTHERAPY • INTERNAL MEDICINE TEXTBOOK • คู่มือการตรวจโรคเบื้องต้น • หนังสือเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร III. เอกสารด้านกฏหมาย • พระราชบัญญัติยา พระราชบัญญัติวัตถุออก ฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ • พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม ข้อบังคับ สภาเภสัชกรรม • หนังสือเกี่ยวภาษีอากรและการพานิช 2.2.2 มีระบบการจัดการเอกสารคุณภาพและ ข้อมูลที่จ�ำเป็นและเหมาะสม ลักษณะการจัดเก็บเอกสารที่ดี 1) เก็บแบบมีล�ำดับที่แน่นอน การล�ำดับตามวัน เวลาที่ได้รับเอกสาร เป็นต้น 2) สามารถสืบค้นหา น�ำกลับมาทบทวนได้ง่าย อาจมีการจัดท�ำดัชนีเพื่อการสืบค้น และมีการ จัดโดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ 3) มีการจัดการคัดเลือกเอกสารที่ควรเก็บ เอกสาร ที่ไม่จ�ำเป็นต้องเก็บ ปัจจุบันเราสามารถจัดเก็บ เอกสารเก่าไว้ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะประหยัดพี้นที่ได้มาก ในกรณีที่มีข้อมูล จ�ำนวนมาก เช่น ประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย โปรแกรมทางด้านฐานข้อมูลสามารถท�ำงาน ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เช่น MICROSOFT ACCESS® เป็นต้น 2.2.3 มีการประกาศสิทธิผู้ป่วยที่ควรได้รับจาก การบริการ ควรใช้ทั้งภาษาทางการและในภาษาที่เข้าใจ ได้ง่าย ติดไว้ในที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายและ ชัดเจน เภสัชกรควรหมั่นทบทวนสิทธิผู้ป่วยเพื่อ สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องกับผู้ป่วยทุกรายโดยเสมอ กัน และใช้สิทธิผู้ป่วยเป็นหลักเพื่อการปรับปรุง บริการในทุกกรณี
  • 42 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ
  • 43 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ  กรณีจ่ายยาอันตรายโดยไม่ทราบลักษณะของผู้ใช้มีโอกาสเกิดอันตรายได้ • กรณีจ่ายยาซองแก้ไข้หวัดโดยไม่สอบถาม ในกรณีเป็นผู้สูงวัยควรระวังเรื่องโรคประจ�ำที่เป็นอยู่ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต • กรณีจ่ายยาที่มีฤทธิ์ท�ำให้ง่วงซึมโดยไม่ทราบว่า ผู้ใช้มีอาชีพที่ง่วงไม่ได้ เช่น ต้องขับรถ ท�ำงานกันเครื่องจักร เป็นต้น • กรณีจ่ายยาที่ระคายเคืองในกระเพาะอาหารในผู้ป่วยสูงวัยหรือมีความเสี่ยงสูงต่อโรคแผลในกระเพาะอาหารและ ล�ำไส้ • กรณีการจ่ายยาให้ผู้หญิงที่ประจ�ำเดือนขาด ควรค�ำนึงด้วยว่าอาจมีการตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ • กรณีการจ่ายยาให้เด็กเล็กโดยไม่ทราบน�้ำหนักตัวจะมีโอกาสค�ำนวณขนาดผิดพลาด ซึ่งอาจมีผลเสียทั้งการได้รับ ยาน้อยหรือมากเกินไป  กรณีจ่ายยาซ�้ำซ้อน • กรณีจ่ายยาให้ผู้ป่วยที่ได้รับยาจากที่อื่นมาก่อนซึ่งอาจเกิดการซ�้ำซ้อน เช่น การได้รับยาแก้ปวดลดไข้ซ�้ำกัน การได้รับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเหมือนกัน • กรณียาที่มีอันตรกิริยาต่อกัน เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยแจ้งว่าเป็นโรคหัวใจควรถามให้แน่ชัดว่าเป็นโรคหัวใจอย่างไร ได้รับการรักษาอะไรมาบ้าง มีการผ่าตัดใส่ขดลวดหรือท�ำ bypass มาหรือไม่ ได้รับยา warfarin หรือ aspirin หรือไม่ • กรณียาเด็ก ยาน�้ำมักมีส่วนผสมหลายตัว โอกาสได้รับยาบางตัวเกินขนาดเกิดขึ้นได้บ่อยๆ  การจ่ายยาโดยไม่ทราบอาการที่แท้จริง • ในการจ่ายยาลดไข้ควรที่จะได้มีการวัดไข้เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่า มีไข้จริงหรือไม่ ควรมีการจดบันทึกไว้เป็น หลักฐาน เพราะในบางกรณีอาจมีการวัดซ�้ำอีกในวันต่อๆมา • ในกรณีจ่ายยาแก้ปวดหัวในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 35 ปี ถ้าเป็นไปได้ควรจะได้มีการวัดไข้และวัดความดันโลหิต เสมอ เพื่อเป็นการแยกภาวะต่างๆออกจากกันได้ชัดเจน ระหว่างอาการปวดหัวจากไข้ จากโรคติดเชื้อ • การฝากให้ผู้อื่นมาซื้อยาแทน มีโอกาสได้ข้อมูลที่แท้จริงผิดพลาดได้เสมอ เช่น ผู้ป่วยฝากมาซื้อยาแก้ปวดหัว อาจเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงขั้นร้ายแรงจนต้องน�ำส่งต่อโดยด่วน ถ้าเป็นไปได้ควรหาทางได้พูดคุยกับ ผู้ป่วยโดยตรง อาจใช้โทรศัพท์เป็นต้น หรือในกรณีเมื่อฟังอาการแล้วน่าสงสัย การปฏิเสธไม่จ่ายยาให้ผู้ป่วยอาจ ดีกว่าการจ่ายยาไปด้วยซ�้ำ และควรจัดท�ำเอกสารเแจ้งข้อมูลโดยตรงกับผู้ใช้ยาเฉพาะรายเพื่อชี้แจงให้เกิดความ กระจ่างชัดและหนักแน่น ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นจริงในร้านยาและแนวทางแก้ไข 1) ควรมีระบบเฝ้าระวังความผิดพลาด แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ 1.1 อาจเกิดขึ้นได้ มีความเสี่ยง 1.2 เกือบจะเกิดขึ้นแต่แก้ไขทัน 1.3 เกิดขึ้นแล้ว 2) มีการวิเคราะห์สาเหตุของความผิดพลาดที่ เกิดขึ้น และผลของความผิดพลาดต่างๆ 3) จัดให้มีแนวทางในการป้องกันความผิดพลาด มีการตรวจวัดผลของการปฏิบัติตามแผนการเหล่านั้น 2.2.4 มีการวิเคราะห์และระบุความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้น พร้อมทั้งแนวทางการบริหาร จัดการที่เป็นรูปธรรม เช่น ความปลอดภัย ของการให้บริการ การจ่ายยาผิด เป็นต้น
  • 44 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ 2.2.5 มีการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของ ลูกค้า เช่น ก. ระบุผู้รับบริการที่แท้จริง ข. ระบุความต้องการและความคาดหวัง ควรสื่อสารถึงผู้ใช้ยาโดยตรง กรณีจ�ำเป็นอาจ ใช้ทางโทรศัพท์หรือจดหมายเพื่อหาข้อมูลที่แท้ จริง เช่น ใครใช้ ใช้ท�ำอะไร ใช้เท่าไร ใช้เมื่อไร อย่างไร มีปัญหาในการใช้หรือไม่ ปัญหาการระบุความต้องการที่แท้จริง • ผู้รับบริการ คือ ใคร และความต้องการที่ แท้จริง คือ อะไร ตัวเอง ญาติพี่น้อง หรือ คนรู้จัก ตัวอย่างที่ 1: นักเรียนมาขอซื้อยาแก้ปวดหัวให้พ่อ หลังจากการสัมภาษณ์พบว่าบิดาเป็นคนวัยกลางคน มีอาการ ปวดหัวมาได้ 1-2 วัน จนไม่สามารถท�ำงานได้ รับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น สิ่งที่เภสัชกรท�ำคือ 1. ขอให้เด็กกลับไปบอกบิดาว่าเภสัชกรขอพบเพราะไม่แน่ใจว่าอาการปวดหัวอาจเกิดจากภาวะที่มีอันตรายร้าย แรงได้ 2. ต่อมาบิดาของเด็กได้มาพบและเภสัชกรได้ท�ำการวัดความดันโลหิตและวัดไข้ ปรากฏว่าความดันโลหิตตัวบน สูงประมาณ 200 มม.ของปรอท จึงได้ท�ำหนังสือส่งตัวให้ไปรับการดูแลที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที 3. บทเรียนที่ได้รับคือ การใช้เหตุและผลเชื่อมโยงปัญหาความเจ็บป่วยของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ส�ำคัญมากส�ำหรับ เภสัชกรชุมชน เราต้องพยายามมองปัญหาแบบละเอียดรอบคอบและครบถ้วน • ผู้รับบริการมีลักษณะอย่างไร อายุ เพศ ภาวะความรุนแรงของการเจ็บป่วย การงาน ความเครียด ความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็น อย่างไร เป็นต้น • ถ้าไม่สามารถระบุตัวผู้รับบริการที่แท้จริง ได้ควรพิจารณาว่าโอกาสที่จะได้รับยาอย่าง ไม่ถูกต้องจะน�ำมาซึ่งผลเสียประการใดบ้าง การปฏิเสธการจ่ายยาจะมีผลลัพธ์อย่างไร จะ หาทางออกอย่างไร • ใช้หลักเหตุและผลเพื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ที่แท้จริงของการมาขอรับบริการ ตัวอย่างที่ 2: เพื่อนบ้านมาขอซื้อยาแก้อาเจียนให้ผู้ป่วยเนื่องจากเห็นว่ามีอาการอาเจียนจนไม่มีแรง 1. เภสัชกรถามถึงที่อยู่ของผู้ป่วยปรากฏว่าอยู่ไม่ไกลจากร้าน จึงให้นักศึกษาฝึกงานเดินทางไปพบ พร้อมกับน�ำ เอาเครื่องวัดความดันโลหิตและวัดไข้ไปด้วย 2. ความจริงปรากฏว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิต 240/120 มม.ของปรอท มีอาการมา 2 วันแล้ว รับประทานอาหาร ไม่ได้ เหตุที่ไม่สามารถไปรับการรักษาได้เพราะต้องดูแลเด็กเล็กๆอายุต�่ำกว่า 1 ปีอยู่ 3. เภสัชกรได้ประสานให้หน่วยกู้ชีพของโรงพยาบาลจังหวัดไปรับผู้ป่วยไปดูแลทันทีพร้อมขอให้เพื่อนบ้านรับภาระ การดูแลเด็กไปในระหว่างที่ผู้ป่วยไม่อยู่ 4. บทเรียนที่ได้รับคือ เภสัชกรถ้ามีจินตนาการที่ถูกต้องสามารถเป็นผู้ที่ช่วยเหลือชีวิตในภาวะที่อาจคาดไม่ถึงได้
  • 45 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ 2.2.6 มีบันทึกการให้บริการส�ำหรับผู้รับบริการที่ ต้องติดตามต่อเนื่อง เช่น แฟ้มประวัติ การใช้ยา หรือ เอกสารคุณภาพ รายงาน อุบัติการณ์ รายงานการเฝ้าระวังอาการอัน ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพ ประเภทของเอกสารคุณภาพที่ควรมีในร้าน 1) แฟ้มประวัติการใช้ยา 2) รายงานอาการอันไม่พึงประสงค์ 3) บันทึกข้อมูลเบื้องต้นเรียงตามล�ำดับเวลา ตัวอย่างที่ 3: ชายวัย 70 ปี มาขอซื้อยาแก้ปวดข้อเข่าที่เพิ่งเกิดขึ้น เขามีอาชีพเป็นผู้ใช้แรงงาน ปฏิเสธการแพ้ ยาและปฏิเสธการมีโรคประจ�ำตัว สิ่งที่เภสัชกรท�ำคือ 1. ขอวัดความดันโลหิตเพื่อประเมินความเสี่ยงของการจ่ายยาแก้อักเสบข้อ เพราะในคนที่ความดันโลหิตสูงอาจ มีความเสี่ยงจากยาพวก NSAIDs ที่ท�ำให้ความดันโลหิตขึ้นไปอีกได้ สิ่งที่ตรวจพบคือ ผู้ป่วยมีความดันโลหิต ขณะพักเต็มที่กว่า 190 มม. ของปรอท 2. เภสัชกรได้เรียกหลานชายของผู้ป่ายมาพบเพื่ออธิบายถึงผลเสียของภาวะความดันโลหิตสูงที่ตรวจพบและขอ ให้น�ำผู้ป่วยไปรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล 3. เภสัชกรท�ำหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล 4. จากการติดตามสอบถามทางโทรศัพท์ทราบว่าแพทย์ได้รับผู้ป่วยไว้รักษาตัวในโรงพยาบาลพร้อมกับเจาะเอา น�้ำออกจากข้อให้ด้วย 5. บทเรียนที่ได้รับคือ บางครั้งเราต้องให้ในสิ่งที่ดีที่สุด บางทีผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจภาวะความต้องการที่แท้จริงของ ตนเอง เภสัชกรควรเป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบและมองถึงภาวการณ์แบบมีจินตนาการ เพื่อประโยชน์ของ ผู้ป่วยเป็นส�ำคัญ ตัวอย่างที่ 4: ลูกสาวมาขอซื้อยารักษาแผลกดทับของบิดาที่เป็นอัมพาต กรณีนี้เภสัชกรไม่สามารถเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริงได้ วิธีแก้ไข คือ 1. เภสัชกรได้สอบถามถึงคนที่อยู่ในบ้านว่ามีใครสามารถถ่ายรูปและส่งรูปมาทาง E-MAIL หรือไม่ ปรากฏว่า มี 2. เภสัชกรจึงให้ e-mail address ไปกับนามบัตรเพื่อให้สามารถเห็นภาพถ่ายประกอบการตัดสินใจต่อไป อาจ ส่งรูปถ่ายผ่านมือถือก็ได้ 3. บทเรียนที่ได้รับ ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจต้องยอมแพ้ หรือได้ข้อมูลที่น้อยเกินไปจนอาจตัดสินใจช่วยเหลือ ผิด หรือ อาจต้องปฏิเสธการให้บริการ แต่ในยุคปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีสื่อสารเหล่านี้ได้เป็นเรื่องปกติไป แล้ว เภสัชกรควรสามารถเอาประโยชน์เหล่านี้มาสร้างสรรค์บริการที่ดีให้กับผู้รับบริการ 1) แฟ้มประวัติการใช้ยา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสามารถให้บริการอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว 2. เพื่อบันทึกข้อมูลส�ำคัญเฉพาะราย เช่น ประวัติการแพ้ยา โรคประจ�ำตัว 3. เพื่อการติดตามผลเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย 4. เพื่อการติดตามผลเพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ของเภสัชกรและนิสิตเภสัชศาสตร์ เพื่อใช้เป็น กรณีศึกษา 5. เพื่อใช้เป็นที่รวบรวมข้อมูลเพื่อการส่งต่อใน
  • 46 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ อนาคต 6. เพื่อประโยชน์ทางการค้า เพื่อความสะดวก รวดเร็วเมื่อต้องบริการซ�้ำ ลักษณะที่ดีของแฟ้มประวัติการใช้ยา 1. มีข้อมูลที่จ�ำเป็นครบถ้วนถูกต้องตามความ จ�ำเป็นมีรูปแบบล�ำดับการบันทึกเพื่อให้ไม่ตก ประเด็นส�ำคัญแต่สั้นกระชับตรงประเด็นใช้ เวลาอ่านและบันทึกเพิ่มเติมน้อยที่สุดแต่เข้าใจ ได้เร็วที่สุด 2. สามารถค้นข้อมูลกลับมาใช้ได้ง่ายรวดเร็ว มี ล�ำดับการเก็บรักษาที่ดี ขอเสนอให้จัดเก็บไว้ใน คอมพิวเตอร์ โดยใช้ระบบฐานข้อมูล เช่น MS ACCESS® , FOXPRO® เป็นต้น 3. สามารถเพิ่มเติมข้อมูลได้ง่ายใช้เวลาน้อย 4. ใช้ภาษาที่เภสัชกรผู้ร่วมงานสามารถใช้ข้อมูล ร่วมกันได้ง่าย ตัวอย่างที่ 1 27 สิงหาคม 2552 เวลา 11.00 น. นาย สมควร เยาว์ยืน AGE= 50 ปี H = 13 ม 5 ต.บางกระเบา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี TEL 087-567-9876 CC+SUBJECTIVE DATA:เมื่อเย็นวานมีอาการปวดศีรษะมากตึงท้ายทอย ทานยาแก้ปวดพาราไปครั้งละสองเม็ดทุกสี่ชั่วโมงแต่อาการหายไปแค่ชั่วขณะ OBJECTIVE DATA(LAB): BP = 165/100 P=100 W= 75 KG H = 155CM TEM = 36.7 C ลักษณะผู้ป่วยมีอาการปวดหัวอย่างมาก อ่อนก�ำลังด้วย ALL(ALLERGIC HISTORY): NKDA(NON KNOWN DRUG ALLERY) PHARMACIST NOTATION:ความเห็นของเภสัชกร ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากภาวะความดันโลหิตสูง INTERVENTION: ท�ำหนังสือส่งตัวไปท�ำการรักษาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยฯ แผนกฉุกเฉิน ตัวอย่างแฟ้มประวัติการใช้ยา ตัวอย่างที่ 2 10/2/2009 8.50 AM นาย ชัย รักดี AGE 60 Y CC&SUB DATA: ปวดเข่าด้านซ้ายมาได้หนึ่งวัน เนื่องจากหกล้ม OBJ DATA: ข้อเข่าบวมเล็กน้อย BP = 123/76 P =68 W = 55 KG H = 160 KG TEM= 36.7 PMH ประวัติความเจ็บป่วยเดิม NON ALL: NKDA PHARM NOTE: บาดเจ็บเนื่องจากการล้มยังเดินได้ตามปกติ ไม่มีบาดแผลเปิด RX 1. REPARIL GEL 10G BID 1 TUBE = 65 BAHT 2. DICLOFENAC SOD COPHAR 25MG 1X3 PC 15 TAB = 15 BAHT 3. GPO OMEPRAZOLE 20MG 1X1 AC 5 CAP = 15 BAHT TOL = 65+15+15= 95 BAHT F/U NEXT WEEK
  • 47 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ ตัวอย่างแบบฟอร์มรายงานการปฏิบัติงานในร้านยา หมายเหตุ case นี้ที่บันทึกเพราะเป็นผู้สูงอายุเกรง ว่าจะมีผลข้างเคียงจากยา และ ถ้ามีการซื้อซ�้ำผู้สูงอายุ มักต้องการยาบริษัทและสีเดิมเพื่อความสบายใจ ถ้าการ รักษาไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาปรับปรุงหรือส่งต่อในโอกาสต่อ ไป เรื่องราคายากรณีซื้อซ�้ำก็ช่วยให้มีความสะดวก 2) รายงานอาการอันไม่พึงประสงค์ : ดูได้ใน มาตรฐานที่ 3 3) บันทึกข้อมูลเบื้องต้นเรียงตามล�ำดับเวลา วัตถุประสงค์ : เพื่อสร้างมาตรฐานในการบริการ ในร้านยา ร้านยามักไม่ค่อยมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของการ บริการ ข้อมูลที่ต้องการความต่อเนื่องในบริการอาจจัดเก็บ ไว้ในแฟ้มประวัติการใช้ยาแต่ข้อมูลบางอย่างไม่จ�ำเป็นต้อง ใช้เวลาในการจัดเก็บมากมาย เป็นข้อมูลเฉพาะเรื่อง ซึ่ง อาจสามารถน�ำมาใช้วิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง ในอนาคต หรือ เพื่อแสดงผลงานได้ เช่น ข้อมูลความดัน โลหิตของผู้มารับบริการทั่วไป หรือ ผู้มีปัจจัยเสี่ยงในกรณี ที่จะต้องจ่ายยาที่มีผลต่อความดันโลหิต ข้อมูลอุณหภูมิของ ผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นไข้ เพื่อแยกภาวะไข้สูงออกจากไข้เล็ก น้อย เป็นต้น ลักษณะการเก็บข้อมูล : • ควรมีล�ำดับที่บอกวันเวลา • ควรเก็บข้อมูลผู้ป่วยเท่าที่จ�ำเป็น • ควรระบุเหตุผลที่ท�ำการวัด ตัวอย่างตารางการเก็บข้อมูลความดันโลหิต DATE & TIME (อาจมีการวัดซ�้ำ), NAME, AGE, BP= SYS/DIAS PULSE, NOTE (วัดแขนข้างซ้ายหรือขวา เหตุผลที่วัดความดันโลหิต) ตัวอย่างตารางการเก็บอุณหภูมิ DATE & TIME, NAME, AGE, TEMP, ROUTE (วัดทาง ปากหรือรักแร้) วันที่ ชื่อ-นามสกุล อายุ (ปี) BP (mmHg) PR (ครั้ง/นาที) หมายเหตุ ร้าน……………………….............................................................…….รายงานการวัดความดันโลหิตผู้ป่วย BP = BLOOD PRESSURE = ความดันโลหิต PR = PULSE RATE = ชีพจร
  • 48 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ ร้าน……………………….............................................................…….รายงานการวัดอุณหภูมิผู้ป่วย ร้าน……………………….............................................................…….รายงานการวัดระดับความอ้วนของผู้ป่วย วันที่ ชื่อ-นามสกุล อายุ (ปี) อุณหภูมิ ( ํC) หมายเหตุ วันที่ ชื่อ-นามสกุล อายุ (ปี) ส่วนสูง (ซม.) น�้ำหนัก (กก.) BMI (≥ 23) รอบสะดือ ช.36” ญ.32”
  • 49 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ ร้าน……………………….............................................................…….รายงานการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน วันที่ ชื่อ-นามสกุล อายุ (ปี) น�้ำหนัก (กก.)/ ส่วนสูง (ซม.) ความเสี่ยง BMI หมายเหตุ 2.2.7 มีการตรวจสอบซ�้ำ (double check) ใน แต่ละขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น การจ่ายยาเป็นงานที่มีความส�ำคัญ ต้องการความถูกต้องแม่นย�ำ ความผิดพลาด ในการจ่ายยาอาจเกิดขึ้นได้ จ�ำเป็นจะต้อง ก�ำหนดขั้นตอนในการท�ำงานให้สามารถ ลดโอกาสความผิดพลาดลงเหลือน้อย ที่สุด การตรวจทานซ�้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในการจ่ายยาให้ผู้รับบริการ สิ่งที่ต้องตรวจทาน ได้แก่ 1) ชนิดของยาที่จ่าย ความแรง วิธีใช้ จ�ำนวน ภาชนะบรรจุ ตรงตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ 2) มีความซ�้ำซ้อน ข้อห้าม ข้อระวังหรือไม่ มีอันตรกิริยาต่อกันหรือไม่ 3) จ่ายยาให้ถูกคนหรือไม่ 4) การคิดราคาค่าบริการครบถ้วนถูกต้องหรือ ไม่ 5) กรณีที่มียาจ�ำนวนมากควรตรวจทานอย่าง น้อยสองครั้ง โดยบันทึกลงในกระดาษเพื่อ ลดความสับสน 2.2.8 มีตัวชี้วัดคุณภาพที่ส�ำคัญ การจะพัฒนางานเภสัชกรรมชุมชนให้ ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จะต้องมีการรวบรวม ข้อมูลหลายอย่างเพื่อการทบทวนผลของ การท�ำงานที่ผ่านมา 1) การส�ำรวจความยอมรับหรือความพึงพอใจ ของผู้รับบริการ วิธีการที่ใช้กันอยู่บ่อยคือ การออกแบบส�ำรวจเป็นระยะๆ อาจขอ การสนับสนุนจากโครงงานของนักศึกษา เภสัชศาสตร์ที่มีการท�ำกันอยู่ทุกๆ ปี 2) จ�ำนวนผู้ป่วยที่มีการบันทึกประวัติการใช้ ยา อาจท�ำการวัดและบันทึกเป็นรายสาม เดือนหรือหกเดือนเพื่อการเปรียบเทียบ การบันทึกประวัติการใช้ยาของผู้ป่วยใน ระยะยาวจะท�ำให้การบริการมีความถูกต้อง แม่นย�ำและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังท�ำให้ได้ ลูกค้าประจ�ำด้วย
  • 50 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 2 การบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ 3) จ�ำนวนบันทึกการส่งต่อผู้ป่วยที่ได้จากเฝ้า ระวังคัดกรอง การส่งต่อผู้ป่วยโดยการท�ำเป็นหนังสือ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อที่เหมาะ สมโดยรวดเร็ว ในหลายกรณีอาจหมาย ถึงการช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วย และนับว่า เป็นบทบาทของเภสัชกรชุมชนที่ส�ำคัญ อีกประการหนึ่ง ส่งผลให้ผู้รับบริการ เห็นความส�ำคัญของการมาใช้บริการกับ เภสัชกรชุมชน อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างวิชาชีพอันจะส่งผลดีต่อระบบ บริการสุขภาพในภาพรวม 4) จ�ำนวนบันทึกการติดตามผลการรักษา โดยเฉพาะกรณีที่มีประเด็นที่ต้องการ บทเรียน อาจจัดให้เป็นกิจกรรมในการ ฝึกงานนักศึกษาเภสัชศาสตร์ เช่น จัดให้ มีเวทีติดตามผลสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น ยิ่งติดตามผลบ่อยจะท�ำให้ได้บทเรียนใหม่ เกิดความมั่นใจ เกิดความกระจ่างชัดใน งานที่ท�ำว่ามีความถูกต้องหรือต้องปรับปรุง อย่างไร 2.2.9 มีการเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงาน วิทยาการทางเภสัชศาสตร์และทางการ แพทย์มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด เวลาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เภสัชกรชุมชน จะต้องศึกษาหาความรู้ใหม่ตลอดเวลาเพื่อ ความถูกต้องและทันสมัยอย่างสม�่ำเสมอ แนวทางในการหาความรู้เพิ่มเติม 1) การได้เข้าร่วมอบรมสัมนา 2) การอ่านต�ำราต่างๆ ที่มีมาตรฐาน หรือ ติดตามจากวารสารต่างๆ หรือติดตามข้อมูล จาก website ที่มาตรฐาน 3) การประชุมปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วม วิชาชีพ อาจจัดให้มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยน ความรู้ความคิดเห็นกันในระหว่างเภสัชกร ร้านยาในละแวกเดียวกัน หรือการปรึกษา หารือกับอาจารย์ต่างๆ ในคณะเภสัชศาสตร์ โดยเฉพาะในกรณีมีปัญหาที่ต้องการ ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ 4) การศึกษาด้วยตนเองจากสื่อต่างๆ ที่ทาง สมาคมจัดท�ำ เช่น บันทึกการประชุม วิชาการประจ�ำเดือนต่างๆ 5) การร่วมท�ำงานวิจัยต่างๆ กับคณะเภสัชศาสตร์ เป็นการแสวงหาความรู้ใหม่ในส่วนที่เกี่ยว กับร้านยาเพื่อให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพใน วงกว้างต่อไป 6) การรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์มาฝีกงาน นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่มาฝึกงานนอกจาก จะมาเรียนรู้สิ่งใหม่ในภาคสนามแล้ว ยัง เป็นผู้น�ำความรู้ใหม่มาให้แก่แหล่งฝึกอีก ด้วย การรับนักศึกษาฝึกงานสม�่ำเสมอก็จะ ได้รับรู้อะไรใหม่อยู่เรื่อยๆ สรุป มาตรฐานการจัดการเพื่อคุณภาพมีไว้เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรและระบบการจัดการมี หลักการที่ชัดเจน สมบูรณ์แบบ มีความต่อเนื่อง มีคุณลักษณะที่ท�ำให้ผู้บริการเกิดความเชื่อมั่น มี ภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในที่จะแสดงให้สังคมเห็นถึง ความสมบูรณ์แบบ ความปลอดภัย ความสม�่ำเสมอ และ ยั่งยืน ของร้านยาในประเทศไทย สรุป
  • 51
  • 52 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี มาตรฐานร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการให้บริการเภสัชกรรมบนพื้นฐานมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม อย่างมีคุณภาพ และก่อให้เกิดความพึงพอใจเกินความคาดหวังของผู้รับบริการ โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ 3.1 การจัดหา การควบคุมยาและเวชภัณฑ์ การบริหารเวชภัณฑ์ทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การจัดหา การเก็บ การควบคุม และการกระจาย จะต้องด�ำเนินการอย่าง มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย 3.1.1 มีเกณฑ์ในการเลือกสรรยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น�ำมาจ�ำหน่าย เช่น การจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการ รับรองตามมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) และมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ 3.1.2 มีการเก็บรักษาซึ่งมีเป้าหมายให้ยาคงประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี และปลอดภัยตลอดเวลา 3.1.3 มีบัญชีควบคุมและก�ำกับยาหมดอายุ 3.1.4 ต้องมีระบบควบคุมยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาควบคุมพิเศษอื่นๆ ที่รัดกุม และสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา 3.1.5 มีการส�ำรองยาและเวชภัณฑ์ที่จ�ำเป็นต่อการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยชีวิต ยาต้านพิษที่จ�ำเป็น หรือ การส�ำรองยาและเวชภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความจ�ำเป็นของชุมชน
  • 53 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 2) เพื่อซื้อยาในราคาที่เหมาะสม (ไม่เกินกว่าคู่ แข่งขันมาก และท�ำการเสาะแสวงหาสิ่งที่ มีคุณค่าที่ควรแก่ราคาที่ต้องจ่ายไป ได้แก่ การมุ่งเน้นการให้บริการด้วยวิธีปฏิบัติที่ดี ทางเภสัชกรรม โดยมุ่งให้ผู้รับบริการได้รับ ยาที่สมควรได้รับ) 3) เพื่อรักษาคุณภาพของยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพที่ซื้อให้อยู่ในมาตรฐานเพียงพอ เพื่อใช้งาน 4) เพื่อรักษาระดับความเสียหายอันเกิดแก่ การลงทุนให้น้อยที่สุด เช่น ขจัดการซื้อซ�้ำ ซ้อนกัน ความสูญเสีย และล้าสมัยอันเนื่อง มาจากการเก็บรักษาที่ขาดประสิทธิภาพ 5) เพื่อหาแหล่งซื้อยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ เชื่อถือได้ ไว้เป็นแหล่งส�ำรองในการจัดหา ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ในคุณภาพและมีชนิดของสินค้ารวมทั้ง ปริมาณเพียงพอในการให้บริการกับผู้รับ บริการ 6) เพื่อพัฒนาให้เกิดความสัมพันธ์กับผู้ขาย สินค้าเพื่อขจัดปัญหาต่างๆ และยังท�ำให้ การจัดซื้อสิ่งของได้ในราคาและบริการที่ดี และมีภาพพจน์ที่ดี นโยบายการจัดซื้อจัดหายา ส�ำหรับร้านยา2 1) คุณภาพยาเหมาะสม (Right Quality) ปราศจากยาที่ไม่มีคุณภาพ ยาเสื่อมสภาพ หรือหมดอายุ 2) ปริมาณยาเหมาะสม (Right Quantity) ไม่ มากเกินไปจนใช้ไม่ทันหรือน้อยเกินไปจนยา ขาด 3) จังหวะเวลาที่ซื้อเหมาะสม (Right Time) สามารถได้ยาทันตามความต้องการ 4) ราคาที่ซื้อเหมาะสม (Right Price) ราคา ที่เหมาะสมไม่แพงกว่าหรือแตกต่างกับราคา ทั่วไปในท้องตลาดมาก 5) แหล่งขายที่เหมาะสม (Right Source) เป็น แหล่งที่ถูกกฎหมาย ได้มาตรฐานในการเก็บ หรือจัดส่งโดยสามารถติดต่อได้ง่าย ขบวนการเพื่อให้ผู้มีหน้าที่ในการให้บริการ เภสัชกรรมในร้านยา ด�ำเนินการบนพื้นฐานวิชาชีพอย่างมี คุณภาพ โดยค�ำนึงความถูกต้อง ความปลอดภัย ประโยชน์ ที่พึงมีต่อผู้รับบริการเป็นส�ำคัญ 3.1 การจัดหา การควบคุมยาและเวชภัณฑ์ ร้านยาควรด�ำเนินการบริหารเวชภัณฑ์อย่างมี ประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ มีเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพไว้บริการแก่ผู้รับบริการอย่าง ต่อเนื่อง การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของเวชภัณฑ์ เนื่องจากการขนส่ง หรือการเก็บรักษา การป้องกันยาขาด สต๊อกในกรณีเป็นยาที่ควรมีไว้จ�ำหน่ายตลอดจนการมียา ค้างสต๊อก เกินปริมาณที่ต้องการ หรือการมียาหมดอายุ การกระจายและส�ำรองยาที่จ�ำเป็นส�ำหรับชุมชน โดยมี หัวข้อที่ส�ำคัญได้แก่ 3.1.1 มีเกณฑ์ในการจัดหา จัดซื้อ และคัดเลือก ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 3.1.2 มีการจัดเก็บรักษายาและเวชภัณฑ์ โดยมี เป้าหมายให้คงประสิทธิภาพในการรักษาที่ ดีและปลอดภัยตลอดเวลา 3.1.3 มีระบบการท�ำบัญชี เพื่อควบคุมและตรวจ สอบยาหมดอายุ 3.1.4 มีระบบควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ และยาควบคุมพิเศษอื่นๆ 3.1.5 ควรมีการส�ำรองยาที่จ�ำเป็นต่อการ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยชีวิต ยา ต้านพิษที่จ�ำเป็นหรือส�ำรองยาที่สอดคล้อง กับความจ�ำเป็นของชุมชน 3.1.1 มีเกณฑ์ในการจัดหา จัดซื้อ คัดเลือก ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุประสงค์การจัดซื้อจัดหายา ส�ำหรับร้านยา1 1) เพื่อสนับสนุนการบริการของร้านยา ให้มียา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพไว้ส�ำหรับ การบริการแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ค�ำอธิบาย
  • 54 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 6) สถานที่ส่งยาถูกต้องเหมาะสม (Right Place) มีการป้องกันความผิดพลาดใน การส่งยาผิด รายการยาที่ควรมีไว้จ�ำหน่ายในร้านยา ได้แก่ - ยาที่ตรงกับความต้องการในการรักษา ส่งเสริมหรือป้องกันโรคที่พบบ่อยใน ชุมชน - ยาที่มีข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ สูงและมีหลักฐานทางวิชาการเชิง ประจักษ์ในการรักษา (รายละเอียดดู เพิ่มเติมจากหัวข้อ 3.2.1) - มีราคาเหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจ ของประชากร - สนับสนุนแนวการใช้ยาตามบัญชี ยาหลักแห่งชาติ (ดูรายการบัญชียา หลักฯ ปี 2551 ได้ที่ http://dmsic. moph.go.th/download/ed2551/ NLED2551_170352.pdf ) - เลือกยาที่ผลิตได้ภายในประเทศเป็น หลัก หากจะใช้ยาจากต่างประเทศควร พิจารณาด้านประโยชน์และความคุ้มค่า - ควรเป็นยาเดี่ยว ในกรณีเป็นยาสูตรผสม ต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า ดีกว่าหรือเท่า เทียมกับยาเดี่ยว เพื่อการส่งเสริมผล การรักษา และความเสี่ยงในด้านความ ปลอดภัย - เป็นยาที่มีทะเบียนยาถูกต้องและตรงกับ เงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ให้ถูกต้องตาม กฎหมาย - รายการยาสอดคล้องกับ การส่งเสริม การใช้ยาอย่างเหมาะสม (ดูจากหัวข้อ 3.2.1) และป้องกันการใช้ยาที่ไม่เหมาะ สมจากการเรียกหาของผู้ซื้อ - ส่งเสริมการเลือกใช้ยาชื่อสามัญทาง ยา (generic name) หากจะใช้ยาต้น ต�ำรับ (original brand) ให้ค�ำนึงถึง ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าด้านราคา และความต้องการของผู้ซื้อ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกยาหรือเวชภัณฑ์ ได้แก่ 1. มาตรฐานของผู้ผลิต ได้แก่ - ต้องคัดเลือกยาจากโรงงานผลิตที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) จากส�ำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) - พิจารณาจ�ำนวนปีและหมวดยาที่โรงงานได้รับ การรับรอง ให้ตรงกับหมวดยาที่ต้องการซื้อ - องค์ประกอบอื่นๆ ที่ใช้พิจารณา เช่น • ผลิตยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา • ชื่อเสียงของบริษัท • การได้รับรองมาตรฐานอื่นๆ ที่ประกัน คุณภาพและความน่าเชื่อถือ เช่น ISO 9001 การรับประกันคุณภาพตลอดอายุยา (shelf life) การรับรองคุณภาพระดับสากลอื่นๆ ฯลฯ • มีระบบจัดเก็บยาที่ดี (Good Storage Practice GSP) มีระบบการจัดส่งที่ดี (Good Distribution Practice GDP) • จ�ำนวนเภสัชกร การมีแผนก R & D (Research and Development) • ยาของบริษัทได้รับการสั่งซื้อจากโรงพยาบาล ที่มีชื่อเสียง หมายเหตุ ความหมายของการจัดหายา GMP, GDP, GSP ความส�ำคัญและหัวข้อที่น่าสนใจอื่นๆ บรรจุอยู่ใน ภาคผนวก3
  • 55 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ร้านยาจะทราบได้อย่างไรว่ายาที่จะซื้อมาจากโรงงานที่มี GMP - ถามจากตัวแทนหรือผู้ขายโดยตรง โดยการขอส�ำเนาใบรับรอง GMP ที่ได้รับการรับรองจาก อย. ทั้งนี้ ต้องดูปี พ.ศ. ที่ได้รับการรับรองด้วย - ตรวจหาข้อมูลจาก อย. เช่น ผ่านทางเว็บไซต์กองควบคุมยา www.fda.moph.go.th/drug ประโยชน์จากการซื้อยาที่มาจากโรงงานที่มี GMP - สร้างความมั่นใจทั้งผู้ขายและผู้บริโภคที่จะได้รับสินค้าที่มีการผลิตโดยผ่านการรับรองมาตรฐาน - ลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาหรือเวชภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ 2. คุณภาพผลิตภัณฑ์ ได้แก่ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ - มีการเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต มาจากแหล่งที่ น่าเชื่อถือ - มีการแนบผลการวิเคราะห์ยา (Certificate of analysis) ตรงกับรุ่นที่ผลิต ที่ส่งมาทุกครั้ง หากร้องขอ ลักษณะของบรรจุภัณฑ์และฉลาก • บรรจุภัณฑ์ ค�ำนึงถึงการน�ำไปใช้ ความน่าใช้ ใช้ง่าย การป้องกันความเสื่อมจากภาวะแวดล้อม เช่น แสง ความชื้น การปนเปื้อน ตลอดจนความสัมพันธ์กับคุณสมบัติ ของยา การออกแบบสีสันความสวยงามของบรรจุภัณฑ์4 การป้องกันความเสี่ยงต่างๆ อาทิเช่น การป้องกันน�ำไปใช้ เองในเด็กเล็ก5 เป็นต้น • ฉลาก พิจารณาข้อความว่าเหมาะสมถูกต้อง การมี โอกาสเสี่ยงในการเข้าใจผิดของผู้ป่วย6 เช่น ฉลากยาเขียน ว่า ประกอบด้วยยา “acetaminophen” หรือ “N- acetyl -ρ- aminophenol” แทนที่จะเขียนว่า “paracetamol” อาจท�ำให้ผู้ใช้เข้าใจว่ายาดังกล่าวไม่มีตัวยาพาราเซทตามอลอยู่ จึงมีโอกาสรับประทานยาพาราเซทตามอลซ�้ำซ้อนได้ ฉลาก มีการระบุวันผลิต วันหมดอายุที่ ชัดเจน เลขที่ของการผลิต สถานที่ผลิต การระบุการเก็บ ที่เหมาะสม เอกสารก�ำกับยาที่มีรายละเอียดถูกต้อง เหมาะสม7 เช่น ขนาดตัวอักษรไม่เล็กเกินไป มีการเรียง ล�ำดับหัวข้อให้เข้าใจง่าย การน�ำเสนอข้อมูลอย่างสมดุลใน การป้องกันการเข้าใจผิด การละเลยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หรือท�ำให้ผู้อ่านกลัวจนไม่กล้าใช้ยา เป็นต้น ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ พิจารณาลักษณะต่างๆ เช่น สี ขนาด รูปร่าง ผิวหรือ เนื้อ ให้น่าใช้ ไม่มีร่องรอยการเสื่อมสภาพ ได้แก่ เม็ดยา ดูลักษณะต่างๆ เช่น การเคลือบเม็ด ความ สม�่ำเสมอของสี การสึกกร่อน ฯลฯ ยาน�้ำ เช่น รสชาติ สี กลิ่น การกระจายตัวเวลา เขย่า ความหนืด ฯลฯ ยาครีม เช่น ความเนียน สี กลิ่น การซึมของยา การมีลมในหลอดยามากเกินไป ฯลฯ การพิจารณาลักษณะยาที่อาจเกิดการเสื่อมสภาพได้ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ภาคผนวก ข้อมูลการศึกษา การวิเคราะห์ เช่น - ผลการวิเคราะห์จากโรงงานที่ผลิตในหัวข้อต่างๆ ที่ตรงกับคุณสมบัติของยาตามต�ำรับยา เช่น Identification, Active ingredient, pH, Uniformity of Dosage Units, Water Content, Disintegration, Dissolution, Bioequivalent ฯลฯ (รายละเอียดความหมายบรรจุในภาคผนวก)
  • 56 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - ผลการสุ่มวิเคราะห์หลังจากการวางจ�ำหน่ายจาก แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลจากหนังสือ Green book ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์8 (รายละเอียดของ Green books ดูในภาคผนวก) และสามารถดูผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.dmsc. moph.go.th หรือ ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด สามารถดูผ่าน เว็บไซต์ได้ที่ http://webdb.dmsc.moph.go.th/ ifc_drug/drug/Greenbook.shtm - ผลการวิเคราะห์ส�ำหรับยาที่จ�ำเป็นต้องท�ำการศึกษา เปรียบเทียบชีวะสมมูลย์ (bioequivalent) โดย หน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ฯลฯ ศึกษาหาข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกองควบคุม ยา www.fda.moph.go.th/drug หรือ http:// wwwapp1.fda.moph.go.th/drug/zone_ bioequivalence/be.asp 3. พิจารณาด้านการบริการ การคัดเลือกผู้ส่งมอบสินค้าหรืองานบริการ และ พิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขจัดซื้อ (Supplier Selection and Determination of Terms) ร้านยาควร พิจารณาเลือกผู้จ�ำหน่าย หรือผู้ส่งมอบที่ดี ดังนี้ - มีมาตรฐานการรับรองเรื่องการบริการ การจัดเก็บ (Good Storage Practice GSP) และการจัดส่ง ยาตามมาตรฐานก�ำหนด (Good Distribution Practice GDP)* * รายละเอียดความหมายและค�ำอธิบายอยู่ใน ภาคผนวก ตัวอย่างในการจัดส่ง9 ได้แก่ - บรรจุภัณฑ์ในการส่ง เช่น กล่อง ลัง ฯลฯ มีขนาด ที่เหมาะสม มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ป้องกัน การโดนกระแทก การแตก และการแกะก่อนถึง ผู้รับสินค้าหรือการสูญหาย - ยานพาหนะขนส่ง ควรมีหลังคาปิดมิดชิด ป้องกัน ผลกระทบจากแสงแดด ความร้อน ฝุ่นลมหรือ น�้ำฝน - มีระบบในการจัดส่งยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ยาแช่เย็น ยาที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสอย่างถูกต้อง - มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เช่น ไม่ส่ง ยาใกล้หมดอายุ การรับเปลี่ยนสินค้าที่เสียหายจาก การขนส่ง ฯลฯ - มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เช่น การติดตาม สินค้าแลกเปลี่ยน - มีความสะดวกในการติดต่อ โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน - มีระยะเวลาในการจัดส่งที่รวดเร็ว สามารถตอบ สนองได้ทันตามความต้องการใช้ - มีการบริการก่อนและหลังการจ�ำหน่ายที่ดี เช่น การให้ข้อมูลยาในเชิงวิชาการ การแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจมีสาเหตุจากยาของผู้จ�ำหน่าย มีการติดตาม ความปลอดภัยจากการใช้ยา (Pharmacovigilance) ฯลฯ 3.1.2 การเก็บรักษาต้องมีเป้าหมายให้ยาคง ประสิทธิภาพในการักษาที่ดีและปลอดภัยตลอดเวลา แนวทางในการเก็บรักษายาอย่างมีคุณภาพ10 ได้แก่ - ตรวจสอบสภาพและความถูกต้องของยาก่อนน�ำ ยาไปไว้ ณ ที่เก็บ เช่น ไม่มีการช�ำรุดหรือเสื่อม คุณภาพหรือยาหมดอายุ เลขที่ของการผลิตตรงกับ เอกสารใบเสร็จหรือใบส่งของ ชนิดและปริมาณถูก ต้องตามใบสั่งซื้อหรือตามที่สั่งซื้อ - การเก็บยาและเวชภัณฑ์ต้องเก็บในสถานที่ที่ป้องกัน ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด ความชื้น อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนการรบกวนจาก สัตว์บางอย่าง เช่น แมลง มด หนู แมลงสาบ ปลวกหรือสัตว์กัดแทะอื่นๆ ฯลฯ หรือ การน�ำสัตว์ เลี้ยงมาเลี้ยงในบริเวณที่เก็บยา - บริเวณจัดเก็บยาควรมีการตรวจสอบอุณหภูมิของ พื้นที่เก็บยาอย่างสม�่ำเสมอ โดยไม่มีอุณหภูมิสูงจน อาจท�ำให้ยาเสื่อมสภาพได้ หากยาที่มีคุณสมบัติ เสื่อมได้ง่ายจากอุณหภูมิสูง ควรจัดเก็บในที่ที่ ควบคุมอุณหภูมิได้ เช่น ในตู้เย็น ห้องแยกที่ควบคุม อุณหภูมิ (controlled room temperatures, CRT) - ยาที่จัดเก็บไม่ควรวางไว้กับพื้น ควรน�ำไปไว้บน ชั้นวางหรือตู้เก็บให้เรียบร้อย ยกเว้นยาที่มีน�้ำหนัก มากหรือมีขนาดใหญ่มากไม่สามารถน�ำไปไว้ ที่ชั้นได้ แต่ควรบรรจุยาในลังหรือภาชนะที่ ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง
  • 57 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - ควรมีการจัดระเบียบหมวดหมู่ในการเก็บยา เพื่อ ให้ง่ายต่อการหยิบ การตรวจสอบปริมาณคงเหลือ การน�ำยาใหม่มาเก็บควรค�ำนึงถึงการหมุนเวียน ยาตามอายุโดยใช้หลัก FEFO (First expired/ First out) คือ ยาที่มีอายุสั้นกว่าเรียงไว้ก่อนยา ที่มีอายุยาวกว่า เพื่อสามารถหยิบยาตามล�ำดับได้ ง่าย นอกจากนี้ยาที่มีอายุเท่ากัน (เลขที่ของการ ผลิตเดียวกัน) ต้องค�ำนึงถึงหลัก FIFO (First-in/ First-out) คือยาที่มาถึงร้านก่อนต้องจ�ำหน่ายออก ไปก่อน - มีการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ ของบริเวณเก็บยาอย่างสม�่ำเสมอ ปราศจากการ สะสมของขยะหรือสิ่งสกปรกต่างๆ - หากตรวจพบยาหมดอายุหรือยาเสื่อมสภาพ ควรจัดแยกและน�ำไปเก็บในที่เฉพาะ เพื่อท�ำการ แลกเปลี่ยนหรือ ท�ำลาย โดยอาจระบุให้ชัดเจนว่า เป็นยารอแลกเปลี่ยนหรือรอท�ำลาย เพื่อป้องกัน การที่ผู้อื่นเข้าใจผิดอาจน�ำไปใช้ใหม่ได้ - การค�ำนึงความเสี่ยง อันตรายหรือความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นในการเก็บยา ได้แก่ • ชั้นเก็บหรือที่เก็บควรมีความมั่นคงแข็งแรง ตั้งในที่สามารถเดินเข้าออกได้สะดวกและ ปลอดภัย มีแสงสว่างให้เพียงพอในเวลาปฏิบัติ งาน • การเก็บยาหรือเวชภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้ ง่ายหรือเกิดการระเบิดได้ เช่น แอลกอฮอล์ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ฟอร์มัลดีไฮด์ ฯลฯ ควรเก็บไว้ให้มิดชิด ป้องกันการถูกประกายไฟ หรือ ความร้อน ควรก�ำหนดให้ลูกจ้างผู้มีหน้า ที่รับผิดชอบบริเวณดังกล่าว ห้ามสูบบุหรี่โดย เด็ดขาด • ระมัดระวังในการจัดวางยา เช่น ไม่วางยาบน ชั้นวางจนมีน�้ำหนักมากเกินกว่าที่ชั้นวางจะรับ ไหว หรือปริมาณมากจนล้นและอาจตกหล่น จากชั้นวาง อาจท�ำให้ยาแตกหรือช�ำรุดได้ การวางในที่สูงเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการ หยิบหรือจัดเรียง เป็นต้น • ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงอยู่ใกล้บริเวณจัดเก็บยา มีแนวทางการเก็บยาในตู้เย็น ได้แก่ 1. ส�ำรวจและคัดเลือกยาที่มีคุณสมบัติต้องเก็บในที่ เย็นหรืออุณหภูมิต�่ำ โดยสังเกตจากข้างภาชนะบรรจุ ได้แก่ - ยาที่ต้องเก็บในอุณหภูมิเย็นจัด หรือเก็บในตู้เย็น โดยมีอุณหภูมิระหว่าง 2-8 องศาเซลเซียส (˚ซ) ตัวอย่างยาที่ต้องเก็บในตู้เย็น11 เช่น • วัคซีน • อินซูลิน • ยาหยอดตา ที่มีส่วนประกอบของยา chloramphenicol, pilocarpine หรือยาตา อื่นๆ ที่ระบุให้เก็บให้เก็บอุณหภูมิระหว่าง 2-8˚ซ • ยาเหน็บทวาร เช่น ยาเหน็บริดสีดวงทวาร ยาเหน็บช่วยระบาย ฯลฯ • ยาฉีดที่ระบุให้เก็บให้เก็บอุณหภูมิระหว่าง 2-8˚ซ12 เช่น ยาฉีดกลุ่ม ergots, ascorbic acid injection, adrenaline injection, erythropoietin, risperidone injection ฯลฯ • ยาเม็ดบางชนิด เช่น ยาแคปซูลที่บรรจุเชื้อ Lactobacillus., melphalan tablet ฯลฯ อย่างไรก็ดีมียาบางรายการที่ไม่ควรน�ำมาเก็บใน ตู้เย็น เนื่องจากอาจท�ำให้เกิดปัญหาได้13 เช่น การตกตะกอน เกิดความไม่คงตัวหรือการท�ำลายยา มีการเปลี่ยนสี หรือ ยาแข็งตัว เป็นต้น ตัวอย่างเช่น • ยาน�้ำ เช่น hydroxyzine syrup, brown mixture, potassium iodide solution ฯลฯ ยาฉีด เช่น calcium gluconate, furosemide, magnesium sulfate, aminophylline ฯลฯ จะเกิดปัญหาการเกิด การตกตะกอนหากเก็บในตู้เย็น • ยาที่เกิดการท�ำลายได้ เช่น triamcinolone injection, isosorbide dinitrate spray, budesonide MDI เป็นต้น
  • 58 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 2. ควรมีบันทึกการตรวจสอบอุณหภูมิภายในตู้เย็น อย่างสม�่ำเสมอ และเก็บผลการบันทึกไว้ ดังตัวอย่าง ที่ 3.1 ผลการจดบันทึกอุณหภูมิตู้เย็นประจ�ำเดือน........................พ.ศ..........................
  • 59 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี
  • 60 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 3. ควรจัดท�ำบัญชีรายการยาที่เก็บในตู้เย็นเพื่อ สะดวกต่อการตรวจสอบปริมาณที่จัดเก็บและวางแผนใน การสั่งยา 4. มีการจัดหมวดหมู่การจัดเก็บยาในตู้เย็นตาม ต�ำแหน่งต่างๆของตู้เย็นให้เหมาะสม เช่น ตามประเภท ยา ตามล�ำดับตัวอักษร หรือความเข้มงวดต่อการ ควบคุมอุณหภูมิตามคุณสมบัติของยา เช่น ยาหยอดตา chloramphenicol วัคซีน ต้องเก็บในบริเวณตู้เย็นที่มี อุณหภูมิระหว่าง 2-8˚ซ อาทิช่องเก็บใต้ช่องแช่แข็งใน ตู้เย็นแบบปกติที่ใช้กันตามบ้านทั่วๆ ไป 5. ยาที่เก็บในตู้เย็นควรบรรจุในภาชนะป้องกัน ความชื้นอีกชั้นหนึ่ง 6. กรณีที่ใช้ตู้เย็นในการเก็บชนิดที่ไม่มีระบบท�ำลาย น�้ำแข็งเกาะแบบอัตโนมัติ ควรหมั่นตรวจสอบไม่ให้มี น�้ำแข็งเกาะที่ช่องท�ำน�้ำแข็งมากเกินไป14 เนื่องจากจะท�ำให้ ตู้เย็นท�ำงานหนักและสิ้นเปลืองก�ำลังไฟ 7. ควรเลือกและตรวจสอบเทอร์โมมิเตอร์ส�ำหรับวัด อุณหภูมิให้ใช้งานได้ถูกต้องอย่างสม�่ำเสมอ 8. ควรเก็บบันทึกผลการวัดอุณหภูมิภายในตู้เย็น ไว้ เป็นหลักฐานอย่างน้อย เป็นเวลา 1 ปี ตัวอย่างที่ 3.1 รูปแบบการบันทึกอุณหภูมิภายในตู้เย็นแบบต่างๆ ผลการจดบันทึกอุณหภูมิภายในตู้เย็นประจ�ำเดือน.........................
  • 61 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แนวทางการเก็บยาอื่นๆ เช่น ยาที่ระบุให้เก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 25˚ซ ในทางปฏิบัติ มีแนวทางในการเก็บได้หลายแบบเช่น หากร้านมีปริมาณ ยาดังกล่าวมากควรท�ำห้องจัดเก็บยาที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ ให้เกิน 25˚ซ โดยใช้การเปิดเครื่องปรับอากาศควบคุม อุณหภูมิตลอดเวลา ในบางฤดูกาลเช่นในหน้าหนาวที่มี อุณหภูมิต�่ำกว่า 25˚ซ อยู่แล้ว ก็ไม่จ�ำเป็นต้องเปิดเครื่อง ปรับอากาศ ถ้าร้านมียาดังกล่าวไม่มากอาจน�ำเก็บไว้ในตู้เย็น โดย ใส่ภาชนะบรรจุ เช่น ถุงกันชื้นหรือกล่องอีกชั้นหนึ่ง และ ส�ำรองยาครั้งละน้อยๆ เพื่อไม่ให้มีปริมาณมากเกินกว่าที่ ตู้เย็นจะเก็บได้หมด ยาที่ระบุ “ควรเก็บยาที่อุณหภูมิไม่เกิน 30˚ซ” สามารถเก็บในพื้นที่เก็บปกติได้ แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ว่ามีอุณหภูมิไม่สูงเกินกว่า 30˚ซ มาก หากอุณหภูมิสูง มากควรหาวิธีลดอุณหภูมิ เช่น ใช้พัดลมเป่าระบายอากาศ การติดชนวนกันความร้อน เป็นต้น และควรมีบันทึก การตรวจสอบอุณหภูมิภายในห้องเก็บยาอย่างสม�่ำเสมอ ดังตัวอย่างที่ 3.2 แบบบันทึกอุณหภูมิห้องเก็บยา ประจ�ำเดือน.......... การเก็บยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง ยาบางตัวที่มีสมบัติเสื่อมสลายได้เมื่อสัมผัสแสง ควร ท�ำการเก็บให้มิดชิดโดยไม่ควรสัมผัสกับแสงโดยตรงเป็น เวลานานๆ และมีการป้องกันผลกระทบจากแสง เช่น การ ใส่ขวดสีชา การบรรจุในกล่องอีกชั้น การเลือกยาที่บรรจุใน แผงอลูมิเนียมหรือพลาสติกทึบแสง การปิดไฟในห้องเก็บ ยาทุกครั้งหลังท�ำงานเสร็จ การใช้กระจกทึบแสงในห้องที่ มีหน้าต่าง เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ผลิตยาได้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ ป้องกันแสงอยู่แล้ว จึงไม่ควรเปลี่ยนหรือถ่ายยาไปใส่ใน ภาชนะบรรจุอื่น เช่น การแกะยาออกจากแผงทึบแสง ไป ใส่ในขวด การแกะกล่องกระดาษที่บรรจุขวดยาน�้ำทิ้งออก ในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ขวดยาเม็ดเกิดแตก ควรถ่ายยาไป ยังขวดใหม่ที่สามารถป้องกันแสงได้ เป็นต้น • ตัวอย่างยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง15 ดูได้ที่ภาคผนวก ตัวอย่างต�ำรับยาที่ใช้ภาชนะบรรจุปิดแน่นและป้องกัน แสง ต�ำรับยาที่ใช้ภาชนะบรรจุปิดอย่างดีและป้องกัน แสง สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากภาคผนวกของหนังสือ green book เล่ม 2 พ.ศ. 2549 3.1.3 มีระบบและการท�ำบัญชี เพื่อควบคุมและ ตรวจสอบยาหมดอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มียาหมดอายุ สามารถ บริหารยาที่ใกล้หมดอายุหรือที่มีอายุสั้น ให้สามารถน�ำมา ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการสูญเสียโดยไม่จ�ำเป็น และสร้างความมั่นใจมิให้มียาหมดอายุหรือยาเสื่อมคุณภาพ ไปถึงผู้บริโภค ตัวอย่างที่ 3.2 แบบบันทึกอุณหภูมิในห้อง
  • 62 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ระบบที่ใช้ควบคุมและตรวจสอบยาหมดอายุ ได้แก่ - ใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบอายุ ยาตั้งแต่การรับเข้าสต๊อก และ ก่อนจ่ายยาให้ผู้รับ บริการ - การลงบันทึกในสมุดบัญชีรับยาเข้า บันทึกราย ละเอียดยา ปริมาณ วันที่รับเข้า เลขที่ของการ ผลิต และวันหมดอายุ ตัวอย่างการท�ำบัญชีรายการยา-การก�ำหนดปริมาณในการสั่ง
  • 63 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างการท�ำบัญชีการบันทึกยาที่เข้า-ออก ในการจัดเก็บยา - ตรวจสอบอายุยาทั้งในที่เก็บในสต๊อกยาและตู้ที่ จ่ายยาบ่อยๆ อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง หากพบ ยาหมดอายุหรือยาเสื่อมสภาพ ให้แยกออกมาเพื่อ ท�ำการเก็บบริเวณเก็บยาดังกล่าวโดยเฉพาะเพื่อรอ ท�ำการแลกเปลี่ยนหรือท�ำลาย ตรวจสอบยาที่มีอายุยาที่ใกล้หมดอายุก่อน 6 เดือน แยกมาเพื่อรีบด�ำเนินการจ่ายหรือ หากแน่ใจว่าไม่สามารถ จ่ายยาดังกล่าวได้ทันก่อนหมดอายุ ควรรีบเจรจากับผู้ขาย ในการแลกเปลี่ยน - ใช้ระบบตรวจสอบรูปแบบอื่นๆ ที่มีประโยชน์ และง่ายต่อการตรวจสอบ อันเป็นที่ยอมรับ เช่น ระบบสติ๊กเกอร์สี ติดข้างกล่องหรือ ภาชนะบรรจุ
  • 64 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี โดยก�ำหนดสีของสติ๊กเกอร์ให้ตรงกับปีต่างๆ ที่อยู่ใน ช่วงที่ยาหมดอายุ เรียงล�ำดับ16 เช่น ปิดประกาศแผ่น รายละเอียดสีสติ๊กเกอร์ และอายุยา ไว้ทั้งในห้องเก็บยา และบริเวณที่จ่ายยา ให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายทั้งผู้จ่ายยาและ ผู้รับบริการ การปิดสติ๊กเกอร์สีสามารถท�ำโดยซื้อแผ่นสติ๊กเกอร์ สีส�ำเร็จรูปที่ตัดไว้เรียบร้อย หรือ หาแผ่นสติ๊กเกอร์มาตัด เองหรือพิมพ์แล้วน�ำมาติดข้างภาชนะบรรจุบริเวณที่สังเกต เห็นได้ง่าย (หากเป็นยามีอายุสั้นมากอาจเขียนเดือนที่หมด อายุเพิ่มเติม) ในกรณีเป็นยาที่บริษัทที่ติดสติ๊กเกอร์วันหมด อายุไว้แล้วแต่ไม่ตรงกับที่ร้านก�ำหนดไว้ ให้ติดสติ๊กเกอร์ ซ�้ำได้โดยยึดสีสติ๊กเกอร์ของร้านเป็นหลักได้เพื่อป้องกัน การเข้าใจผิด ตัวอย่างการติดสติ๊กเกอร์สีที่ข้างกล่องยาให้สังเกตได้ง่าย
  • 65 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แนวทางอื่นๆ ที่ท�ำให้ยาที่เก็บคงประสิทธิภาพ - ก�ำหนดให้ยาที่เปิดจากขวดหรือภาชนะบรรจุแล้ว จะมีอายุไม่เกิน 1 ปีหลังจากเปิดใช้ โดยไม่ดูจากอายุยา ที่ระบุไว้ข้างขวดเพียงอย่างเดียว โดยเขียนระบุวันที่เปิด ที่ภาชนะบรรจุ ยกเว้น ยาที่เสื่อมสลายได้เร็วจากความ ร้อน หรือ ความชื้น อาจพิจารณาสภาพกายภาพประกอบ เช่น วิตามินซี แบบกระป๋อง อาจเสื่อมสลายได้เร็วก่อน 1 ปี หลังเปิดใช้ ยาช่วยชีวิต เช่น ยาอมใต้ลิ้นแบบขวด หรือกระปุก หากขายไม่บ่อยไม่ควรเปิดแบ่งขายทีละน้อยๆ เพราะยาที่เหลืออาจเสื่อมสภาพจนไม่สามารถช่วยอาการ ผู้ป่วยได้ (แนะน�ำให้ร้านหาซื้อชนิดแผงจะป้องกันการเสื่อม สภาพได้ดีกว่า) ยาชนิดครีมไม่ควรเลือกซื้อแบบกระปุกแล้วแบ่งบรรจุ ใส่ตลับ เนื่องจากยาจะสัมผัสกับอากาศมีโอกาสเสื่อม ได้ง่ายกว่าที่บรรจุในหลอด อีกทั้งยาที่เราแบ่งใส่จะไม่มี รายละเอียดเช่นในเอกสารก�ำกับยาที่บรรจุในกล่องยา จึง ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้บริโภค หากผู้ใช้ยาแล้ว เกิดผลข้างเคียงหรือแพ้ จะไม่ทราบข้อควรระวังหรือ ค�ำเตือนต่างๆ * ในทางปฏิบัติหากมีความจ�ำเป็นที่จะแบบบรรจุ ยาครีมแบ่งใส่ตลับ เช่น ยาแพงมาก ผู้ป่วยไม่สามารถซื้อ ทั้งหลอดได้ ควรแน่ใจว่ายาดังกล่าวขายบ่อยหรือสามารถ แบ่งและขายได้หมดในระยะเวลาอันสั้น โดยต้องระบุวัน หมดอายุพร้อมเอกสารก�ำกับยาให้เหมือนกับเอกสารก�ำกับ ยาของเดิมแนบไปด้วยทุกครั้ง 3.1.4 ต้องมีระบบที่รัดกุมในการควบคุมยาเสพ ติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และยาควบคุม พิเศษอื่นๆ และสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา วัตถุประสงค์ข้อนี้ ได้แก่ • เป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อการน�ำยากลุ่ม ดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด อาจก่อให้เกิด อันตรายต่อผู้ใช้ยา หรือ ผู้อื่น • สามารถตรวจสอบย้อนกลับหากสงสัยได้อย่าง สะดวกหรือการติดตามผลในการใช้ยาได้เมื่อ จ�ำเป็น • ป้องกันผู้ที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ น�ำยาไปจ่าย โดยง่าย หรือป้องกันการถูกจารกรรม • ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันผล การถูกลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน แนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ - ควรมีสถานที่เก็บหรือตู้เก็บยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ยาควบคุมพิเศษ แยกต่างจากยากลุ่มอื่นๆ โดยระบบป้องกัน ผู้อื่นที่ไม่ใช่เภสัชกรเข้าถึงยา เช่น การใช้ รูปแสดงตู้เก็บยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ยาควบคุมพิเศษ วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 หรือ 4 ยาควบคุมพิเศษ ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 3
  • 66 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี กุญแจล็อคซึ่งเปิด-ปิดโดยเภสัชกรเท่านั้น - มีระบบบัญชีควบคุมการซื้อ (รับยาเข้า) - การ จ่ายยา (การขายออก) โดยละเอียดและให้ถูก ต้องตามกฎระเบียบ เช่น การซื้อยาให้ลงรายละเอียดว่า ซื้อยาอะไร จากที่ใด ปริมาณ เลขที่ของการผลิต เวลาหมดอายุ และปริมาณ ที่คงเหลือ หากมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจะสามารถอธิบาย เหตุผลความเหมาะสมในการซื้อได้ โดยใช้แบบบันทึก เช่น ขย.๗ บ.จ.๔ บ.จ.๕ เป็นต้น การจ่ายยาหรือขาย ควรตรวจสอบใบสั่งยาและบันทึก ในแบบบันทึกการจ่าย โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ชื่อ ที่อยู่ เลขที่บัตรประชาชนหรือบัตรอื่นๆ ที่ ออกโดยราชการของผู้ที่ขอซื้อ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ 2. รายละเอียดของใบสั่งยา (ควรตรวจสอบว่าเป็น ใบสั่งยาจริง) เช่น ใบสั่งยาได้จากที่ใด ใครเป็นผู้สั่งจ่าย เลขที่ใบสั่งยา วันที่จ่ายยา (ควรตรวจสอบกรณีน�ำใบสั่ง ยาเก่ามาซื้อ) 3. ปริมาณยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ (หากปริมาณมาก เกินปกติ ควรตรวจสอบกลับต้นตอที่ออกใบสั่งก่อน เช่น แพทย์สั่งยา diazepam 5 mg 10 tab ผู้ป่วยอาจเขียน เติมเลขศูนย์หลัง 10 ท�ำให้ต้องจ่ายยาทั้งหมด 100 เม็ด) 4. เหตุผลในการจ่ายยา เพื่อให้ทราบที่มาของการขอ ซื้อยาตามใบสั่งยา เช่น “จ่ายยา.........เนื่องจากยาดังกล่าว ไม่มีจ�ำหน่ายในสถานพยาบาล หรือ ยาขาดสต๊อกชั่วคราว” หรือ “แพทย์ที่คลินิกไม่มียา จึงให้มาซื้อที่ร้านยา” 5. การลงลายมือชื่อเภสัชกร และเลขที่ใบประกอบ วิชาชีพทุกครั้งที่มีการจ่ายยา ตัวอย่างการลงบันทึก เช่น
  • 67 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 3.1.5 ควรมีการส�ำรองยาที่จ�ำเป็นต่อการ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยชีวิต ยาต้านพิษที่จ�ำเป็น หรือการส�ำรองยาที่สอดคล้องกับความจ�ำเป็นของชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อให้ร้านยาสามารถเป็นที่พึ่งพา ของประชาชนยามมีภาวะเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บ ป่วยไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่จ�ำเป็นต้องไป สถานพยาบาลทุกครั้ง เพื่อสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย รวมทั้งเวลาและการเดินทาง ตลอดจนสามารถมียาใช้ เบื้องต้นในการรักษาภาวะฉุกเฉิน เป็นการประคับประคอง อาการของผู้ป่วยก่อนที่จะไปท�ำการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อ ช่วยชีวิตผู้ป่วย นอกจากนี้ร้านยายังเป็นแหล่งส�ำรองยาและ เวชภัณฑ์ที่จ�ำเป็นในภาวะที่ประชาชนต้องการ เช่น การมี ยาหรือเวชภัณฑ์เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคระบาด หรือโรค ติดต่อในชุมชน เป็นต้น ยาและเวชภัณฑ์ที่ร้านยาควรไว้ ได้แก่ 1. ยาที่จ�ำเป็นต่อการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น น�้ำเกลือล้างแผล ยาใส่แผล ผ้าก๊อชติดแผล ส�ำลี พลาสเตอร์ ผ้าพันเคล็ด (elastic bandage) ยาล้างตา ยาหยอดตา อุปกรณ์ประคบร้อน-เย็นบรรเทาปวด เป็นต้น 2. ยาช่วยชีวิต เช่น ยาอมใต้ลิ้น aspirin chewable เป็นต้น 3. ยาต้านพิษที่จ�ำเป็น เหมาะสมกับสารพิษที่มี โอกาสพบหรือสารพิษที่พบว่ามีการใช้ในชุมชนได้บ่อย เช่น N-acetylcysteine (NAC) ในรูปแบบ granule for oral solution หรือ effervescent tablets ส�ำหรับ การใช้ยา paracetamol เกินขนาด ป้องกันอันตรายต่อตับ ขนาดรับประทานครั้งแรก 140 mg/ kg (ตามด้วยขนาด 70 mg/kg ทุก 4 ชั่วโมง) และส่งต่อให้สถานพยาบาล ด�ำเนินการต่อไป Activated charcoal ส�ำหรับดูดซับพิษจาก อาหารเป็นพิษ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ไม่สบายท้อง ท้องอืดเฟ้อ Atropine sulfate injection* ใช้เป็น antidote ในผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีพวกยาฆ่าสัตว์รบกวน (pesticides) ได้แก่ carbamate, organophosphate, cholinesterase inhibitors เช่น neostigmine, physostigmine, pilocarpine, methacholine ฯลฯ ตลอดจนต้านพิษจาก การรับประทานเห็ดพิษ * ไม่ได้บังคับให้ร้านยาจะต้องมียาดังกล่าวไว้ บางร้าน มีไว้ส�ำหรับขายให้กับคลินิกหรือบุคคลากรสาธารณสุข ขนาด วิธีใช้ ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านพิษ สามารถดูได้ในหนังสือคู่มือ The TP Information on Antidotes 2005, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข นนทบุรี ISBN: 974-7549-61-1 หรือ Download ได้ที่ website ของกรม วิทยาสตร์การแพทย์ www.dmsc.moph.go.th หรือ http://dmsic.moph.go.th/download/antidotes Complete.pdf?PHPSESSID=c7e77... 4. ยาหรือเวชภัณฑ์ที่ควรส�ำรองไว้ให้สอดคล้อง กับความต้องการและความจ�ำเป็นของชุมชน โดยร้านยา อาจส�ำรวจความต้องการหรือการเก็บสถิติโรคที่เกิดขึ้น บ่อยตามฤดูกาล เพื่อวางแผนในการส�ำรองยาให้มีปริมาณ เพียงพอต่อความต้องการได้แก่ การส�ำรองผงเกลือแร่แก้ ท้องร่วง ให้พอเพียงในหน้าร้อนหรือช่วงที่มีโรคอุจจาระ ร่วงระบาด การส�ำรองยาหยอดตาในช่วงที่มีโรคตาแดง จากเชื้อไวรัสระบาด การส�ำรองหน้ากากอนามัยหรือ เจล แอลกอฮอล์ ล้างมือเพื่อป้องกันการติดต่อจากโรคติดต่อ เช่นไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ดัชนีชี้วัดหัวข้อ 3.1 ได้แก่ • ไม่มีการจ่ายหมดหมดอายุ หรือเสื่อมสภาพให้ ผู้รับบริการ • ไม่จ�ำหน่ายยาที่ผลิตจากโรงงานไม่ผ่านการ รับรอง GMP • จ�ำนวนครั้งที่ไม่มียาจ�ำหน่ายให้ผู้รับบริการ • จ�ำนวนยาหมดอายุหรือใกล้หมดอายุจาก การส�ำรวจสต๊อกยาแต่ละครั้ง • มูลค่าความเสียหายจากยาหมดอายุที่ไม่ สามารถเปลี่ยนคืนได้ต่อปี
  • 68 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี • ร่าง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการจัดเก็บยา (Guide to good storage Practice GSP) • ร่าง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการจัดส่งยา (Guide to good Distribution Practice GDP) สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.pharcpa.com/news/GDP.pdf หรือ www.thaipharma.net • Good Pharmacy Practice Training manual India 2005, Indian Pharmaceutical Association, Central Drugs Standard Control Organization, W.H.O. India Country Office สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.whoindia.org/en/Section2/Section5/Section403.htm • WHO Expert committee on specifications for Pharmaceutical Preparations: thirty seventh report (WHO Technical Report series, No937, Annex9. 2003 ISBN: 92-4-120908-9 สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://whqlibdoc.who.int/trs/WHO_TRS_908.pdf • คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากรสาธารณสุข, ธิดา นิงสานนท์, ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล, 2550 ISBN: 974-94052-3-4 • A Model Quality Assurance System for Procurement Agencies - Recommendations for Quality Assurance Systems Focusing on Prequalification of Products and Manufacturers, Purchas- ing, Storage and Distribution of Pharmaceutical Products. World Health Organization 2007 สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://apps.who.int/medicinedocs/documents/s14866e/s14866e.pdf • คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ISBN: 978-974-244-275-0 ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.thaifda.com/ed2547/?pg=result • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 1 พ.ศ. 2548 green book ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN: 974-7549-72-7 สามารถ Download ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/qa30/greenbooks/greenbook1.pdf • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 2 พ.ศ. 2549 green book 2 ส�ำนักยาและวัตถุ เสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN: 974-7549-72-7 สามารถ Download ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/surveillance/greenbook2.pdf แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 69 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 1. อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2547, การจัดซื้อ, ปรับปรุง ครั้งที่ 4, โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กรุงเทพฯ, หน้า 5, 10, 11, 20-22, 27, 255-258. 2. อรุณ บริรักษ์, 2550, กรณีศึกษา: การบริหาร งานจัดซื้อในประเทศไทย เล่มที่ 1, พิมพ์ครั้งที่ 1, โรงพิมพ์ ไอทีแอล เทรด มีเดีย จ�ำกัด, กรุงเทพฯ, หน้า 164 -172, 178-180. 3. เอกสารประกอบ การประชุมสัมมนาเรื่อง การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการจัดส่งยา และการจัดเก็บยา วันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2551 ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ส�ำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา 4. กองควบคุมยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา. แนวทางGMP ด้านผลิตภัณฑ์และภาชนะบรรจุ หน้า 3 Available from: URL:http://wwwapp1. fda.moph.go.th/drug/zone_gmp/files/packing. pdf Reference 5. Good pharmacy practice (GPP) in developing countries Recommendations for step-wise implementation page8 Available from: URL: http://www.fip.org/files/www2/pdf/gpp/GPP_ CPS_Report.pdf 6. FIP State of Policy The Role of the Pharmacist on Medication Error Associated with Prescribed Medication 1998 page3 Available from: URL: http://www.fip.org/www/uploads/database_ file.php?id=229&table_id= 7. ภญ.ดร.นิธิมา สุ่มประดิษฐ์ เอกสารก�ำกับยา ส�ำหรับประชาชน:ความเป็นมาและแนวทางสื่อสาร ข่าวสาร ด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 :36-41 Available from: URL:http://www.fda.moph.go.th/apr/ ไฟล์วารสาร/final%20Drug%2012-2.pdf 8. สุขศรี อึ้งบริบูรณ์ไพศาล, นิดาพรรณ เรืองฤทธินนท์, โสมศิริ ประทีปะจิตติ, มาศวลัย ลิขิตธนเศรษฐ์ ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์. รายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 3 Green book 3. โรงพิมพ์ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่ง ชาติ;2550: 84-88 • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 3 พ.ศ. 2550 green book 3 ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN: 978-974-7525-15-1 สามารถ Download ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/surveillance/greenbook3.pdf • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 4 พ.ศ. 2550 green book 4 ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN: 978-974-13-4483-3 สามารถ Download ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/qa30/greenbooks/greenbook4.pdf • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 5 พ.ศ. 2552 green book 5 ส�ำนักยาละวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN:978-611-11-00730-3 สามารถ Download ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/qa30/greenbooks/greenbook5.pdf • หนังสือรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต เล่ม 6 พ.ศ. 2553 green book 6 ส�ำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN: 978-616-11-0374-3 สามารถ Download ที่ http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_drug/drug/admin/data/upimages/ greenbook_6.pdf. แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 70 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 9. WHO Expert committee on specifications for Pharmaceutical Preparations (WHO Technical Report series, No937, Annex9) Guide to good distribution practices for Pharmaceuticals product. Available from: URL: http://whqlibdoc.who.int/trs/ WHO_TRS_908.pdf 10. World Health Organization, 2003 (WHO Technical Report series, No908, Annex9) Guide to good storage practices for Pharmaceuticals preparation. Thirty seventh report, Geneva, Avail- able from: URL: http://whqlibdoc.who.int/trs/ WHO_TRS_908.pdf 11. ภญ.ดร. ดวงทิพย์ หงส์สมุทร ส�ำนักงานโครงการ พัฒนาร้านยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข คู่มือผู้ประกอบการขายยาแผน ปัจจุบัน (ขย.1) หน้า 36 12. ธิดา นิงสานนท์, ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากร สาธารณสุข, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล, พิมพ์ ครั้งที่ 4 โรงพิมพ์บริษัทประชาชน จ�ำกัด 2550 : 139-142 13. ธิดา นิงสานนท์, ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากร สาธารณสุข, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล, พิมพ์ ครั้งที่ 4 โรงพิมพ์บริษัทประชาชน จ�ำกัด 2550: 142-143 14. Indian Pharmaceutical Association, Central Drugs Standard Control Organization, W.H.O. India Country Office. Storage and Stock Management. Good Pharmacy Practice Training manual India 2005: 23 15. ธิดา นิงสานนท์, ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากร สาธารณสุข, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล, พิมพ์ครั้งที่ 4 โรงพิมพ์บริษัทประชาชน จ�ำกัด 2550 หน้า 145-152, คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม หน้า 11 16. ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวง สาธารณสุข. นานาสาระ: รหัส สีบ่งบอกวันหมดอายุของ ยา Available from: URL: http://dmsic.moph.go.th/ tips/detail.php?idtips=18ข
  • 71 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 3.2 แนวทางการให้บริการทางเภสัชกรรม มาตรฐานร้านยา 3.2 แนวทางการให้บริการทางเภสัชกรรม 3.2.1 มีการส่งเสริมให้มีการใช้ยาอย่างเหมาะสม เช่น การไม่จ�ำหน่ายยาชุด การค�ำนึงถึงความคุ้มค่าในการ ใช้ยา 3.2.2 ต้องระบุผู้รับบริการที่แท้จริง และค้นหาความต้องการและความคาดหวังจากการซักถามอาการ ประวัติการใช้ยา รวมถึงศึกษาจากแฟ้มประวัติการใช้ยา(ถ้ามี) ก่อนการส่งมอบยาทุกครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เฉพาะรายตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย 3.2.3 มีแนวทางการประเมินใบสั่งยา ก. ต้องมีความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมของใบสั่งยา ข. มีการสอบถามและได้รับความเห็นชอบจากผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้ง เมื่อมีการด�ำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไข หรือ การปรับเปลี่ยนใบสั่งยา 3.2.4 แนวทางการส่งมอบยา ก. มีเภสัชกรเป็นผู้ส่งมอบยาให้แก่ผู้มารับบริการโดยตรง ข. มีฉลากยาซึ่ง ประกอบด้วย ชื่อสถานบริการ ชื่อผู้ป่วย วันที่จ่าย ชื่อการค้า ชื่อสามัญทางยา ข้อบ่งใช้ วิธีใช้ ข้อควรระวัง และวันหมดอายุ ค. ต้องอธิบายการใช้ยาและการปฏิบัติตัวของผู้มารับบริการอย่างชัดเจน ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์ อักษร เมื่อส่งมอบยา ง. ไม่ควรส่งมอบยาให้เด็กที่มีอายุต�่ำกว่า 12 ปี โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ ในกรณีจ�ำเป็นควรมีแนวทาง และวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนและเหมาะสม จ. ห้ามส่งมอบยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้กับเด็กที่อายุต�่ำกว่า 12 ปี ใน ทุกกรณี 3.2.5 จัดท�ำประวัติการใช้ยา(patient’sdrugprofile)ของผู้รับบริการที่ติดตามการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 3.2.6 ติดตามผลการใช้ยาในผู้ป่วย ปรับปรุงและแนะน�ำกระบวนการใช้ยา ตามหลักวิชาการและ ภายใต้ ขอบเขตของจรรยาบรรณ ทั้งนี้เพื่อมุ่งให้ผลการใช้ยาเกิดขึ้นโดยสูงสุด 3.2.7 ก�ำหนดแนวทางและขอบเขตการส่งต่อผู้ป่วยที่เป็นรูปธรรม 3.2.8 มีแนวทางการให้ค�ำปรึกษาส�ำหรับผู้ป่วยที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง 3.2.9 เฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และรายงานอาการอันไม่พึง ประสงค์ที่พบไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ 3.2.10 ร่วมมือกับแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการรักษา
  • 72 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 3.2.1 มีการส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสม เช่น การไม่จ�ำหน่ายยาชุด การค�ำนึงถึงความคุ้มค่าในการ ใช้ยา ปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสม ปัจจุบันปัญหาของการใช้ยาไม่เหมาะสมไม่ว่าทั้งภาค โรงพยาบาลและร้านขายยาเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง องค์การ อนามัยโลกระบุว่า “มากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ยาเป็นไป อย่างไม่เหมาะสม แม้แต่ในโรงเรียนแพทย์ยังมีอัตราการใช้ ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมสูงถึงร้อยละ 41-91”1 ท�ำให้ มีปัญหาการดื้อยาที่อาจเกิดขึ้น ดังสถิติที่เก็บรวบรวมข้อมูล การดื้อยาในประเทศไทย ได้แก่ อุบัติการณ์ของการดื้อยาปฏิชีวนะต่างๆ ของเชื้อ S.pneumoniae ในโรคปอดอักเสบในชุมชนในประเทศไทย2 (Sangthawan และคณะ, 2003) หากจะกล่าวในส่วนร้านยาในบ้านเราจะพบว่ามี การใช้ยาไม่เหมาะสม ได้แก่ มีการใช้ยาฟุ่มเฟือย ไม่มี เหตุผลเพียงพอ หรือไม่คุ้มค่าค่อนข้างมาก ทั้งนี้อาจมี สาเหตุมาจาก ผู้ขายหรือผู้ให้บริการอาจยังขาดความรู้ ทักษะ ความรอบคอบ การตระหนักถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่า หรือมุ่งเพียงแสวงหาผลก�ำไร คล้อยตาม ผลตอบแทนจากการส่งเสริมการขายของผู้จ�ำหน่าย ตลอดจนความหลงผิดของผู้บริโภคเอง การหลงเชื่อ แรงโฆษณา คนรอบข้างหรือแม้แต่กระแสบริโภคนิยม ส่ง ผลเสียที่ตามมาได้แก่ อันตรายจากการใช้ยาเกินขนาด ใช้ ยาไม่ถูกวิธี ได้รับผลข้างเคียง การแพ้ยา เสียค่าใช้จ่ายโดย ไม่จ�ำเป็นและไม่สามารถรักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายได้ ดังนั้น การส่งเสริมการใช้ยาให้เหมาะสม มีเหตุผลจะเป็นหน้าที่ ที่ส�ำคัญของวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรม (GPP) ในร้านยา โดยค�ำนึงถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient center) การ มีแนวคิดหรือแนวทางเพื่อให้มีการใช้ยาอย่างเหมาะสมมี เหตุผล จะส่งผลให้การใช้ยาของผู้บริโภคได้รับประโยชน์ สูงสุด ทั้งด้านผลการรักษา ความคุ้มค่าของเงินที่จ่าย ตลอดจนความปลอดภัยจากการใช้ยา แนวทางในการใช้ยาอย่างเหมาะสม มีเหตุผล ได้แก่ 1. การใช้ยาที่มีข้อบ่งชี้ (Indication) ตรงกับปัญหา ของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายในการรักษาอย่างชัดเจน หรือ อาจพิจารณาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการใช้ยา ตัวอย่าง เช่น - การขอซื้อยาล้างไตโดยเชื่อว่าที่มีอาการปวด หลังนั้นเกิดจากไตอักเสบทั้งๆที่ยานั้นมีตัวยาที่ เป็นสี (เช่น เมทีลีนบูล ที่ขับออกมามีสีขียว หรือฟีนาโซไพรีดีนที่ขับออกมาได้สีแดงใน ปัสสาวะ ท�ำให้เข้าใจผิดคิดว่าขับของเสียออก มาได้) โดยหวังผลว่าจะช่วยแก้อาการปวดหลัง ได้ ซึ่งยาเหล่านี้ไม่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการ ปวดหลังแต่อย่างใด 2. พิจารณาประสิทธิผล (Efficacy) ของยา ที่ เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยพิจารณาปัจจัย ประกอบได้แก่ - กลไกการออกฤทธิ์ของยาสอดคล้องกับโรคและ
  • 73 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ประสิทธิผลของยา - มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนอย่างเพียง พอ (evidence base) ได้แก่ ข้อบ่งใช้ตาม การขึ้นทะเบียนยา มีผลการมีหลักฐานการใช้ ทางคลินิกที่มีประสิทธิภาพอันน่าเชื่อถือหรือ ไม่ - ควรสัมพันธ์กับแนวมาตรฐานการรักษาโรคที่ เป็นที่ยอมรับ (treatment guidelines) ตัวอย่างเช่น การจ่ายยา norfloxacin ในการรักษาโรค หนองในแท้ มีโอกาสดื้อยาถึงร้อยละ 503 3. พิจารณาความเสี่ยง (Risk) ที่อาจเกิดขึ้น โดย ค�ำนึงความปลอดภัยเป็นส�ำคัญ ได้แก่ - ยามีประโยชน์เหนือความเสี่ยงอย่างชัดเจน - ไม่มีข้อห้ามใช้ส�ำหรับผู้ป่วย - ยาควรมีผลข้างเคียงต�่ำ - โอกาสการเกิดอันตรกิริยา (Interaction) กับ ยาอื่น อาหาร หรือโรคประจ�ำตัวที่เป็นอยู่ - ความระมัดระวังในผู้ป่วยในกลุ่มพิเศษเช่น ผู้สูง อายุ เด็ก สตรีตั้งครรภ์ หรือ เฉพาะโรคเช่น โรคตับ โรคไต โรคระบบเลือด ฯลฯ ตัวอย่างเช่น การจ่ายยาตาที่มีสเตียรอยด์ ในผู้ป่วยที่ตา อักเสบจากการแพ้เป็นระยะเวลานาน อาจเสี่ยงท�ำให้เกิด ต้อหิน และหากผู้ป่วยมีแผลติดเชื้อที่กระจกตา แผลอาจ ลุกลามอย่างรวดเร็วและควบคุมยาก ท�ำให้กระจกตาทะลุ หรือสูญเสียการมองเห็นได้4 4. คุ้มค่าใช้จ่าย (Cost) ให้เหมาะสมตามฐานะและ ความต้องการของผู้ป่วย โดยมีหลักคิดได้แก่ - ยาแพงไม่จ�ำเป็นต้องดีกว่ายาถูกเสมอไป เช่น ยาที่แพงอาจเนื่องจากมีการบวกค่าโฆษณา ค่า การค้นคว้าวิจัยในอดีต และการบวกก�ำไรลงไป ในราคายามากเป็นหลายเท่าตัว ยาใหม่อาจมี ข้อดีกว่ายาที่เคยใช้อยู่เล็กน้อย แต่บริษัทอาจ ตั้งราคาให้สูงเพื่อให้ดูว่าเหนือกว่ายาดั้งเดิมมาก - เน้นยาจากแหล่งคุณภาพแต่ราคาประหยัด และ ถูกกฎหมาย - หากใช้ยาราคาแพง หรือ มูลค่าต่อการรักษาโดย รวมสูง ให้ค�ำนึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (pharmacoeconomic) ตัวอย่างเช่น การจ่าย NSAIDs ชนิด COX2 ที่มีราคาแพง กับผู้ป่วยที่ปวดกล้ามเนื้อ โดยไม่เคยมีประวัติโรคกระเพาะ อาหาร จัดว่าไม่คุ้มค่า5 5. ขนาดยา (Dose) ที่ถูกต้อง คือ ไม่สูงหรือต�่ำกว่า ขนาดยามาตรฐาน (over dose or sub therapeutic dose) เหมาะสมกับระยะและความรุนแรงของโรค มี การปรับขนาดตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่น การจ่าย Acyclovir 200 mg x 5 ในผู้ป่วย โรคงูสวัด Herpes Zoster ซึ่งต�่ำกว่าขนาดที่ควรเป็น คือ 800 mg x 56 6. วิธีใช้ยาถูกต้องเหมาะสม (Method of Administration) ให้สัมพันธ์กับเป้าหมายการรักษา ความ เสี่ยงจากโอกาสการใช้ผิดวิธี หรือ ไม่ได้รับยา การสาธิต การใช้ยาที่มีเทคนิคพิเศษอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากทราบว่ามีผู้ป่วยขอซื้อยาฆ่าเชื้อแบบฉีด น�ำ ไปรับประทานหรือทา ควรให้ความรู้แนะน�ำเนื่องจากผู้ใช้ อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีความเชื่อที่ผิด อย่างเช่น การ ขอซื้อยาโปรแคน เพนนิซิลินชนิดฉีด (Sterile Procaine Penicillin G Injection 3,000,000 I.U./10ml.) เพื่อไปรับ ประทานโดยเชื่อว่าจะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือ น�ำไปทาแผลโดยเชื่อว่าแผลจะหายเร็วขึ้นเหมือนได้รับด้วย การฉีด (ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วยาฉีดชนิดนี้ไม่มีข้อ บ่งใช้เพื่อการรักษาแผลที่กระเพาะอาหารและล�ำไส้เล็กส่วน ต้น แต่มียาชาเฉพาะที่ (Procaine) ที่ช่วยไปลดอาการเจ็บ แสบที่แผลในกระเพาะอาหาร ท�ำให้ดูเหมือนว่าแผลใน กระเพาะนั้นดีขึ้นแต่แท้ที่จริงแผลก็ยังมีอยู่หรืออาจจะแย่ลง ก็ได้เพียงแต่ยาชาจะท�ำให้ไม่มีอาการเจ็บที่แผล หากปล่อย ไว้หรือผู้ป่วยไม่ระวังรักษาให้ถูกต้องอาจเกิดอันตรายถึงขั้น กระเพาะอาหารทะลุได้)
  • 74 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 7. ความถี่ในการใช้ยาอย่างถูกต้อง (Frequency of dose) โดยพิจารณาคุณสมบัติทาง pharmacokinetic ของ ยา หรือ ผลการน�ำมาใช้ทางคลินิก ควรหลีกเลี่ยงยาที่ต้อง ใช้บ่อยครั้งต่อวันยกเว้นกรณีจ�ำเป็น การปรับความถี่การให้ ยาให้เหมาะสมส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค ตัวอย่างเช่น การจ่าย Piroxicam 20 mg ควรใช้เพียง 1 tab or 1 cap O.D. หรือ B.I.D. ไม่ใช่ T.I.D.7 8. ระยะเวลาในการรักษาที่เหมาะสม (Duration of treatment) กับโรค โดยค�ำนึงถึงประโยชน์และผลเสียที่ อาจเกิดขึ้น ตลอดจนความยอมรับหรือความร่วมมือของผู้ ป่วย เช่น ไม่จ่ายยานานเกินความจ�ำเป็นในยาที่อาจสะสม เป็นพิษ หรือ จ่ายสั้นเกินไปจนท�ำให้โรคไม่หายหรือเกิดการ ดื้อยา หากมีปัญหาในความร่วมมือการใช้ยาหรือค่ายา ควร อธิบายให้ผู้ป่วยเห็นความส�ำคัญของการใช้ยาต่อเนื่อง หรือ เสนอทางเลือกที่เหมาะสมให้ ตัวอย่างเช่น การจ่ายยา amoxicillin ในการรักษา Group A streptococcal pharyngitis ควรจ่ายยาอย่างน้อยเป็น เวลา 10 วัน เพื่อป้องกันการดื้อยา และอาจเป็นสาเหตุ ของโรค rheumatic fever หากผู้ป่วยไม่มีเงินพอที่จะซื้อ ยาในครั้งเดียวควรอธิบายเหตุผลเพื่อให้มารับยาต่อเนื่อง8 9. ความร่วมมือในการใช้ยา (Patient compliance) ควรเลือกยาที่บริหารยาได้สะดวก ตามความเหมาะสม สามารถเป็นที่ยอมรับของผู้ป่วยได้ ควรตรวจสอบความ เข้าใจว่าผู้ป่วยจะสามารถใช้ยาได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การจ่ายยารับประทานเพื่อรักษาภาวะอาการติดเชื้อ ราในช่องคลอด หากผู้ป่วยไม่ถนัดใช้ยาสอด 10. หลีกเลี่ยงการจ่ายยาซ�้ำซ้อน (Poly pharmacy) ยาสูตรผสม โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ตัวอย่างเช่น การจ่าย NSAIDs 2 ชนิดพร้อมกัน เป็น การเพิ่มผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหาร9 การใช้ยาน�้ำที่มียา ลดไข้ ลดน�้ำมูก ไอ ในขวดเดียวกัน เสี่ยงที่จะได้รับยาไม่ ตรงอาการหรือ อาจมีผลข้างเคียงจากยา การจ่ายยาครีม สูตรผสมยารักษาเชื้อรากับยาสเตียรอยด์ ในผู้ป่วยอย่าง ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลต่อการด�ำเนินโรคและการ หายที่ช้าลงได้ 11. ไม่จ�ำหน่ายยาชุด โดยค�ำนึงผลเสียและอันตราย จากการใช้ยาชุด ควรชี้แจงผู้ให้รับบริการเข้าใจ ความหมายของยาชุด ยาชุดคือยาหลายขนานที่ จัดเป็นชุดในภาชนะเดียวกัน ยกเว้นการเตรียมเป็น unit dose ในกรณีจ�ำเป็นในผู้ป่วย ที่ขาดความร่วมมือในการ ใช้ยา (noncompliance)10 ยาชุดเหล่านี้ประกอบด้วยยา รูปร่างและสีต่างๆ กันชุดละ 3 เม็ดบ้าง และมากกว่านั้น โดยไม่บอกว่าประกอบด้วยยาอะไรบ้าง โดยทั่วไปอาจจะ พบเป็นยาชุดแบบแห้ง คือ ยาหลายตัวที่บรรจุซองไว้ล่วง หน้า มักพบบ่อยตามร้านขายของช�ำหรือตามชนบท ยาชุด ส่วนมากมักมีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ใช้ ประทับใจ หายเร็ว ส่วนยาชุดอีกแบบ คือ ยาชุดแบบสด ที่ร้านจัดยาหลายๆ ตัวเมื่อถามอาการผู้ซื้อแล้วบรรจุใน ซองเดียวกัน โดยมากมักไม่ระบุชื่อยา หรือค�ำเตือนต่างๆ อันตรายจากการจ�ำหน่ายยาชุดที่จะเกิดกับผู้ป่วย ได้แก่ - ได้รับยาที่ไม่จ�ำเป็น ไม่ตรงโรค ไม่มีผลต่อการ รักษา เช่น ยาชุดแก้ไข้หวัด อาจประกอบด้วย ยาลดไข้ ยาลดน�้ำมูก ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไอ ฯลฯ บางครั้งผู้ป่วยอาจเป็นเพียงไข้อย่างเดียว ควร ได้เฉพาะยาลดไข้ แต่จะได้รับยาตัวอื่นไปด้วย โดยไม่จ�ำเป็น - ผลเสียจากอาการข้างเคียง หรือ อันตรกิริยา ระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้ใช้ไม่ทราบ - อันตรายจากการได้รับยาสเตียรอยด์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหากรับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตลอดจน การติดยา เป็นต้น 12. การไม่จ�ำหน่ายยาที่ผิดกฎหมาย ตัวอย่างการจ�ำหน่ายยาผิดกฎหมาย ได้แก่ - ขายยาที่ไม่มีทะเบียนยาจาก อย. ยาถูกถอน ทะเบียน ยาปลอม - ยาที่มีเงื่อนไขให้จ่ายเฉพาะสถานพยาบาล เท่านั้น เช่น cisapride, misoprostol, ยารักษาโรค erectile dysfunction เช่น sildenafil, tadalafil, vardenafil (ยกเว้น ขายในเงื่อนไขพิเศษตามประกาศของ อย.) isotretinoin (oral) ยาที่จ�ำเป็นต้องติดตาม
  • 75 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี (SMP) เป็นต้น ผลเสียจากการยาที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ - ตัวผู้ป่วยอาจได้รับผลเสียจากยาเหล่านี้ เนื่องจากยาที่ไม่มีทะเบียน ซึ่งเราไม่สามารถรู้ ได้ว่ายานั้นประกอบไปด้วยตัวยานั้นจริงหรือไม่ มีปริมาณตัวยาเท่าใด ยานั้นได้มาตรฐานหรือไม่ - อันตรายที่เกิดจากอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง หรือในกรณียาที่ต้องติดตาม (SMP) ซึ่งมีความ จ�ำเป็นต้องติดตามให้แน่ใจว่าปลอดภัยก่อน อนุญาตให้จ�ำหน่ายในร้านยาได้ 13. ไม่จ�ำหน่ายยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ได้แก่ ยาที่หมดอายุตามวันที่ระบุ ยาที่เสื่อมก่อนวันหมดอายุ โดยมีลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นเม็ดยา แตกหัก สีเม็ดยาหรือยาน�้ำเปลี่ยนสี ยาน�้ำใสเกิดตะกอน ยาน�้ำแขวนตะกอนเขย่าแล้วไม่กระจายตัว ยาครีมเกิดการ คืนรูปไม่เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน หลอดยาที่บรรจุเกิดการรั่วซึม ฯลฯ หากจ�ำหน่ายยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุก็อาจก่อให้ เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่ - ผู้ป่วยจะได้รับยาไม่ครบตามขนาดยาที่สมควร ได้รับ - ผู้ป่วยอาจได้รับผลเสียจากยาที่เสื่อมสภาพหรือ หมดอายุ เช่น ยาเตตร้าไซคลินที่หมดอายุจะ ท�ำให้เกิดโทษต่อไต11 หรือครีมทาที่เสื่อมสภาพ เกิดก่อให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง แนวทางการส่งเสริมให้มีการใช้ยาอย่างเหมาะสม ได้แก่ - ร้านยาควรให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ใน การใช้ยาที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง - หากทราบต้นตอของแหล่งที่จ�ำหน่ายยาชุด ยา ผิดกฎหมายควรแจ้งให้หน่วยงานราชการที่รับ ผิดชอบทราบ เพื่อเป็นการท�ำลายแหล่งต้นตอ ของปัญหา - ยึดหลักการใช้ยาอย่างเหมาะสมโดยประยุกต์ น�ำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาใช้12 แนวทางปฏิบัติของร้านยา ทุกครั้งที่จะจ่ายยาต้องท�ำการประเมินถึงการไม่จ่าย ยาที่ห้ามจ�ำหน่าย หรือไม่ควรจ�ำหน่าย โดยค�ำนึงถึงทั้ง หลักการทางเภสัชกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับ ประเมินความจ�ำเป็นของการใช้ยาของผู้รับบริการทุกครั้ง ตรวจสอบว่าการใช้ยาแต่ละครั้งนั้นมีความคุ้มค่าทางด้าน รักษาและทางด้านเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลทั้งต่อตัวผู้ รับบริการที่จะได้รับยาที่สมควรได้รับและปลอดภัยในการใช้ ยานั้นๆ อีกทั้งยังท�ำให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอีกด้วย หรือการใช้ยาอย่างเหมาะสมโดยให้ยึดหลักการจ่ายยาให้ เหมาะสมตามหลัก IESAC ดังนี้
  • 76 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี เภสัชกรชุมชนพึงด�ำเนินการทางเภสัชกรรมให้เห็น เป็นแบบอย่างเรื่องการใช้ยาอย่างเหมาะสม ได้แก่ • ต้องไม่มียาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยาจาก อย. ยาที่ ห้ามจ�ำหน่ายในร้านยา • ห้ามจ�ำหน่ายยาที่หมดอายุโดยต้องท�ำการตรวจ สอบยาทุกครั้งว่ายานั้นหมดอายุแล้วหรือไม่ • ห้ามจ�ำหน่ายยาที่เสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุ โดยต้องตรวจสภาพทางกายภาพของยาที่จ่าย ทุกครั้ง หากตรวจพบให้ท�ำลายทิ้งหรือส่ง เปลี่ยนกับบริษัทของยาทุกครั้ง • ห้ามจ�ำหน่ายยาชุดที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าโดย ไม่ได้สอบถามอาการก่อน นอกจากนี้ต้องจ่าย โดยแยกยาเป็นซองๆ ตามชนิดของยาและ เขียนชื่อยาบนซองทุกครั้ง ประเภทกลุ่มการจ่ายยา ข้อก�ำหนด/ ลักษณะ กลุ่ม 1. ไม่ควรจ่ายยาโดยเด็ดขาด หากจ่ายถือว่ามีการใช้ยาไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง - จัดว่าเป็นยาไม่มีทะเบียน/ ถูกถอนทะเบียน - ประกาศห้ามขายในร้านยา - ยาที่มีเลขที่ของการผลิตที่ตรงกับประกาศว่าไม่ได้มาตรฐาน - ยาปลอม ยาจากแหล่งผลิตที่ผิดกฎหมาย - พบว่าคุณสมบัติกายภาพผิดปกติ - เป็นยาชุด น�ำตัวอย่างมาซื้อ - ยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา - ผู้ป่วยมีข้อห้ามใช้กับยาที่จะจ่าย กลุ่ม 2. ยาที่สามารถจ่ายอย่างเหมาะสม มีเหตุผล - ผู้ป่วยพิสูจน์ได้ว่ามีความจ�ำเป็นต้องใช้ยา - ยาที่จ่ายมีข้อบ่งชี้ตรงกับอาการเจ็บป่วย - ยามีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องมาตรฐานการรักษา - มีผลข้างเคียงต�่ำ - สะดวกต่อการใช้ทั้ง ความถี่ รูปแบบ วิธีใช้ - มีราคาที่เหมาะสม คุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข กลุ่ม 3. ยาที่จ่ายได้ด้วยความระมัดระวังอย่างรอบคอบ โดย พิจารณาด้านประโยชน์เหนือความเสี่ยง หากจ่ายจะต้อง แนะน�ำและติดตามผลเป็นพิเศษ (หากใช้ยากลุ่มนี้โดยไม่มี ความระมัดระวัง ถือว่าใช้ยาไม่เหมาะสม) - ไม่สามารถได้ข้อมูลจากการซักประวัติได้ครบถ้วน ผู้ป่วยมี อาการไม่รุนแรงแต่จ�ำเป็นเพื่อจ่ายบรรเทาอาการไปก่อน ควร นัดติดตามภายหลัง - ยาที่จ่ายมีผลกระทบกับโรคประจ�ำตัวที่เป็นอยู่ - ยาอาจมีอันตรกิริยากับยาอื่นหรืออาหารที่รับประทานอยู่ - ยาที่อาจเกิดการแพ้ยาได้ จากการแพ้กลุ่มเดียวกันหรือข้าม กลุ่ม - ยาที่มีผลข้างเคียงสูง หรือ ADR ที่รุนแรง - ความสะดวกในการใช้น้อย มีโอกาสให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือสูง - ยาไม่มีข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์พอเพียง แต่จ�ำเป็นต้อง ใช้เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แนวทางปฏิบัติในการจ่ายยาอย่างเหมาะสม
  • 77 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แผนภูมิ ประเมินการใช้ยาให้สมเหตุสมผลและเหมาะสม
  • 78 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ผลกระทบต่อร้านยาหากมีการใช้ยาอย่างเหมาะสม มีเหตุผล ผลกระทบด้านบวก ได้แก่ - มีลูกค้าประจ�ำ ลูกค้าชั้นดีมากขึ้น เนื่องจาก ประทับใจ หายจากโรคภัย เข้าใจ และปลอดภัย อยากกลับมารับบริการอีก บางครั้งอาจช่วยกัน ประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก ให้คนอื่นทราบ - .ไม่เสียเวลาหรือเป็นภาระที่ต้องมาแก้ไขปัญหา ที่จะตามมาจากการใช้ยาไม่เหมาะสม - มีความภาคภูมิใจในการท�ำหน้าที่ได้ถูกต้อง เหมาะสม และ เป็นการรักษามาตรฐานวิชาชีพ ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ผลกระทบที่เป็นอุปสรรคต่อร้าน ได้แก่ - รายได้ที่ได้จากยากลุ่มที่ใช้ไม่เหมาะสมอาจจะ ลดลง (แต่จะชดเชยดีขึ้นในระยะยาวจากยอด ขายให้แก่ลูกค้าชั้นดี ลูกค้าประจ�ำ) - ใช้เวลาในการบริการลูกค้ามากขึ้นเนื่องจากต้อง ใช้เวลาในซักถามหรือให้ค�ำแนะน�ำ ผลกระทบหากร้านยายังมีการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม อยู่ ได้แก่ - หากผู้ป่วยได้รับยาไม่ตรงโรค ไม่หาย ไม่ประทับ ใจ อาจไม่กลับมารับบริการอีก - อาจถูกจับ ปรับ หรือ พักใบอนุญาต หากยังคง ขายยาที่ผิดกฎหมายอยู่ - เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากลูกค้าที่ได้รับ อันตรายจากการจ่ายยาไม่เหมาะสม ดัชนีชี้วัด ดัชนีชี้วัดของการส่งเสริมการใช้ยาที่เหมาะสมของ เภสัชกร ได้แก่ - ร้านยาจะไม่จ่ายยาที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ ยาผิด กฎหมาย ยาชุด ยาไม่ได้มาตรฐาน ยาเสื่อม คุณภาพ ยาที่มีข้อห้ามใช้หรือเคยแพ้ยามาก่อน เป็นต้น - จ�ำนวนผู้รับบริการที่มีการใช้ยาไม่เหมาะสมและ ได้รับการแนะน�ำให้มีการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม หนังสือ • คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ เล่ม 1 ยาระบบทางเดินอาหาร Thai National Formulary 2008 โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ISBN: 978-974-244-276-7 สามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.thaifda.com/editor/data/files/ed/docs/TNFpage%201-70%20monograph.pdf • ฉลาดใช้ยาปฏิชีวนะ นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2552 ISBN: 978-974-660-698-1 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.pharm.chula.ac.th/thaihealth/book/ฉลาดใช้ยาปฏิชีวนะ.pdf • ยากับชุมชน มิติทางวัฒนธรรม โดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง, ดร.วิชิต เปานิล. ส�ำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ 2550 ISBN978-974-13-3771-2 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://d1.scribdassets.com/docs/1krjqd5x2xen8xewf3bi.pdf?t=1235381201 • แนวปฏิบัติในการคัดกรองผู้ที่มีปัญหาการใช้สเตียรอยด์ในทางที่ไม่เหมาะสมโดยเภสัชกรชุมชน ผศ.ภญ.นารัต เกษตรทัต, ผศ.ภญ.อภิฤดี เหมะจุฑา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.thaiphar-asso.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539583&Ntype=26 แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 79 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี Website ที่แนะน�ำ • ปัญหาการน�ำยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ, ภก.ทรงศักดิ์ วิมลกิติพงศ์ ข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 2552 หน้า 9-13 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/vigilance/ไฟล์วารสาร/final%20Drug%2012-1. pdf • แนวทางการส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสมขององค์การอนามัยโลก ปี 2002 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.who.int/medicines/publications/policyperspectives/ppm05en.pdf • The selection and use of essential medicines: report of the WHO Expert Committee October 2007 (including the model list of essential medicine for children),(WHO tenical report series 950) ISBN:978 924 1209502 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.who.int/medicines/publications/es- sentialmeds_committeereports/TRS_950.pdf • Medicines use in primary care in developing and transitional countries. Fact Book summarizing results from studies reported between 1990 and 2006 World Health Organization. 2009 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://www.who.int/medicines/publications/primary_care_8April09.pdf • เครื่องมือช่วยการสอนการใช้ยาให้เหมาะสมแก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Promoting Rational Drug Use. School of Public Health,international health Boston University ดาวน์โหลดที่ http://dcc2.bumc.bu.edu/prdu/Main_TOC. ตารางแสดงรายละเอียดของเว็บไซต์ที่แนะน�ำ แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 80 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ค�ำอธิบาย 3.2.2 ต้องระบุผู้รับบริการที่แท้จริง และค้นหาความ ต้องการและความหวังจากการซักถามอาการ ประวัติการ ใช้ยา รวมถึงศึกษาจากแฟ้มประวัติการใช้ยา (ถ้ามี) ก่อน การส่งมอบยาทุกครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะ รายตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ระบุผู้รับบริการที่แท้จริง แยกแยะปัญหาที่พบว่าจ�ำเป็น ต้องใช้ยาหรือไม่ หรือควรแนะน�ำหากมีความเข้าใจผิด ต่อยาที่ต้องการซื้อ ตลอดจนแนะน�ำผู้ป่วยที่สมควรส่งต่อ หากในรายที่สมควรได้รับยา จ�ำเป็นต้องวางแผนในการ ใช้ยาอย่างให้มีเหตุผลตอบสนองตามความเหมาะสมของ ผู้ป่วยรายนั้นๆ ขบวนการในการซักประวัติ จะประกอบไปด้วย การเปิดการสนทนา เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้บอก เล่า ปัญหา อาการส�ำคัญ (chief compliant) การถาม ค�ำถามน�ำ หรือค�ำถามที่จะเกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีอยู่ ดังนั้น การมีทักษะสื่อสารที่ดี ได้แก่ การเป็นผู้ฟังที่ดี การตั้ง ค�ำถามที่เข้าใจง่าย มีการยกตัวอย่างประกอบชัดเจน การรู้จักอ่านภาษากาย ตลอดจนการแสดงถึงความเห็นอก เห็นใจ (sympathy) เพื่อให้ผู้รับบริการมีความไว้วางใจที่ บอกปัญหา และสื่อสารให้ตรงกัน ลักษณะค�ำถาม ตัวอย่างการถาม กรณีถือตัวอย่างยามาซื้อ หรือขอซื้อยาที่เรียกหา - ใครเป็นผู้ใช้ยา - ถามอาการ/ปัญหา ว่า สัมพันธ์กับยาที่ต้องการหรือไม่ - ผลจากการใช้ยาในอดีต - ตรวจสอบวิธีการใช้ว่าถูกต้อง หรือไม่ - ค�ำถามอื่นๆ ที่จะเกี่ยวข้องตามความจ�ำเป็นเพื่อให้มีการ ใช้ยาอย่างเหมาะสม - ซื้อยานี้ใช้เอง หรือซื้อให้คนอื่นหรือเปล่า ครับ/คะ - ตอนนี้ไม่สบายเป็น.................ใช่ไหมครับ/คะ - ใช้ยาตัวนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ครับ/คะ - ใช้ยาแล้วมีผลข้างเคียง...............หรือเปล่า ครับ/คะ - ช่วยบอกได้ไหมว่าทานยานี้ยังไง ก่อนหรือหลังอาหาร ทานกี่เวลา ทราบหรือไม่ว่า ไม่ควรทานยานี้ร่วม กับ.................... - ทราบหรือไม่ว่า ยาตัวนี้ถ้าใช้ไปนานๆ อาจจะมี ผล............................. - ซื้อยานี้ประจ�ำ ไม่ทราบว่าได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจ เช็ค................บ้างไม่ครับ/คะ ตัวอย่างค�ำถามที่ควรใช้ถามในการซักประวัติผู้รับบริการ กรณีไม่ได้ขอซื้อยาตามใบสั่งยา การระบุปัญหา ความต้องการและความคาดหวังของ ผู้รับบริการเป็นส่วนส�ำคัญของการบริการเภสัชกรรม เพื่อ ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สมบูรณ์ มาประกอบการวางแผน การรักษาหรือการแก้ปัญหา โดยทั่วไปผู้รับบริการเข้ามา รับบริการที่ร้านยาหลายรูปแบบ เช่น การขอซื้อยาตาม ใบสั่งยา การน�ำตัวอย่างยาหรือ ถามหายาชื่อที่ต้องการ การซื้อยาให้ผู้อื่น การขอให้จ่ายยาตามอาการหรือการขอ ค�ำแนะน�ำปรึกษาอื่นๆ ดังนั้นหน้าที่ของเภสัชกรจะต้องมี ความละเอียด รอบคอบ ในการซักประวัติ โดยสามารถ
  • 81 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างค�ำถามที่ควรใช้ถามในการซักประวัติผู้รับบริการ กรณีไม่ได้ขอซื้อยาตามใบสั่งยา ทักษะการสื่อสารที่ควรปฏิบัติในการซักประวัติ ทักษะที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้รับบริการนั้นมี 2 ทักษะ ที่ส�ำคัญคือ 1. ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ (interpersonal skills) เป็นทักษะที่ใช้ในขั้นตอนแรกเมื่อพบปะกับผู้รับ บริการ การปฏิสันถารทักทายพูดคุย สร้างความสัมพันธ์คุ้น เคยเป็นกันเอง จะช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความไว้วางใจและ ให้ข้อมูลที่เป็นจริง โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่อยากเปิดเผยหรือ เป็นความลับที่เขาไม่อยากจะบอกให้ใครทราบ การที่มีความ สัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ผู้รับบริการยอมให้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูก ต้องและตรงตามความต้องการหรือปัญหาที่เขาเป็นอยู่ได้ดี ยิ่งขึ้น เทคนิคในการสร้างความสัมพันธ์ คือ การทักทาย แบบยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเภสัชกรที่มีใบหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใส มีผลต่อจิตใจของผู้มาขอรับบริการได้อย่าง มาก แต่การยิ้มในที่นี้ก็ต้องเป็นการยิ้มอย่างเต็มอกเต็มใจ การแสดงท่าทีที่เป็นมิตรและพร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหาโดย สุจริตใจไม่หวังผลตอบแทน ขณะเดียวกันก็แสดงจุดยืนที่ จะบริการเขาดุจญาติมิตร ได้แก่ การใช้สรรพนามเรียก เช่น “คุณลุง ป้า น้า ยาย พี่” แทนที่จะเรียก “คุณ เขา คนไข้ ผู้ป่วย” จะดูเป็นกันเองมากกว่า เทคนิคอีกอย่างที่ ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นได้ง่าย คือ การจดจ�ำ ชื่อของผู้รับบริการ ดังนั้นการที่เราสามารถจ�ำชื่อบุคคลอื่น ได้ และสามารถเรียกชื่อเขาได้อย่างถูกต้องจะท�ำให้เขา เกิดความภาคภูมิใจและคิดว่าเราระลึกถึงความส�ำคัญของ เขาอยู่เสมอเขาจะเกิดความพอใจ และจดจ�ำเราได้ตลอด ไปเช่นเดียวกัน ลักษณะค�ำถาม ตัวอย่างการถาม กรณีขอซื้อยาโดยบอกเล่าอาการ - ค�ำถามที่ระบุตัวผู้ป่วย - อาการที่ส�ำคัญ / อาการอื่นๆ ประกอบ - ค�ำถามที่จ�ำเป็นอื่นๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาการเจ็บป่วย ได้แก่ - ระยะเวลาที่เป็น บ่งบอกว่าเป็นแบบเฉียบพลันหรือ เรื้อรัง - ระดับความรุนแรง ความถี่ที่เป็น ดูความจ�ำเป็นควร ส่งต่อหรือไม่ - ปัจจัยที่ท�ำให้อาการดีขึ้น/แย่ลง - เอกลักษณ์ของผู้ป่วย เช่น เพศ อายุ น�้ำหนัก โรค ประจ�ำตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา ยา หรืออาหารเสริมที่ใช้อยู่ - ผลวินิจฉัยหากเคยพบแพทย์มาก่อน - ข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุเกี่ยวข้อง เช่น - พฤติกรรมการด�ำเนินชีวิต อาชีพ สิ่งแวดล้อม - สภาพจิตใจ อารมณ์ - ค�ำถามอื่นๆ ที่น่าจะสัมพันธ์กับโรคหรือ เฉพาะโรค การวิเคราะห์แยกโรค - อาการที่บอกเป็นเองใช่ไหม ครับ/ค่ะ - มีอาการไม่สบายยังไง ครับ/คะ - อาการที่ว่า เป็นมานานหรือยัง - อาการปวดที่ว่า ปวดมากไหม ปวดบ่อยขนาดไหน ส่วนมากเป็นช่วงไหน - ถ้ารับประทานอาหาร.............. แล้วปวดมากขึ้นหรือไม่ - ถามรายละเอียดต่างๆ หากเป็นผู้หญิงอย่าลืมนึกถึง การถาม ภาวะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร13 ในเด็กควรถาม อายุและน�้ำหนักด้วยเสมอ - กรณีโรคเรื้อรัง เช่น ถามผลตรวจระดับน�้ำตาลครั้งล่าสุด หากผู้ป่วยเป็นเบาหวาน - ออกก�ำลังกายบ้างไหม นอนหลับสนิทไหมครับ - ช่วงนี้มีเรื่องเครียด บ้างไหม - เช่น มีอาการไอ แบบแห้งๆ หรือมีเสมหะ ถ้ามีเสมหะ ใสหรือเขียว
  • 82 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 2. ทักษะในการติดต่อสื่อสาร (communication skills) ในการติดต่อพูดคุยเก็บข้อมูลกับผู้รับบริการนั้นให้ ค�ำนึงถึงภาษาที่เป็นทั้งวัจนภาษา หมายถึงการสื่อสารใน ระบบค�ำและประโยค โดยผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน โดย จะมีค�ำพูดเป็นตัวสื่อความหมาย และอวัจนภาษา เป็นการ สื่อสารโดยไม่ใช้ค�ำพูด แต่ใช้สิ่งอื่นแทน ได้แก่ กิริยาท่าทาง สีหน้า สายตา สภาพผิวหนัง กลิ่นและ ภาพ เช่น ร่อง รอยจากการเกา สามารถสื่อความหมายได้ดี เพราะเห็นราย ละเอียดชัดเจนกว่าการบอกเล่าของผู้รับบริการเช่นบอกว่า ไม่มีอาการคันแต่เห็นรอยเกา เป็นต้น ทักษะ การฟัง การพูด การตั้งค�ำถาม การสรุปปัญหา สิ่งที่ควรปฏิบัติ - ตั้งใจฟัง แสดงให้เห็นถึงความสนใจปัญหา - ควรเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้บอกเล่าอาการ / ปัญหา ตามความ เหมาะสม ไม่ควรขัดจังหวะหรือรีบด่วนสรุป - น�้ำเสียง ควรสุภาพ ไม่พูดตวาด หรือออกค�ำสั่ง13 - ความดัง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ค่อยหรือดังเกินไป - หลีกเลี่ยงค�ำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น ค�ำพูดเสียดสี ประชดประชัน ฯลฯ - ค�ำพูดควรเหมาะสมกับสภาพผู้รับบริการ ทั้งอาชีพ พื้นฐานสังคม วัฒนธรรมและการศึกษา - ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ค�ำถามควรกระชับ ตรงประเด็น และสอดคล้อง กับปัญหา ไม่ถามนอกเรื่อง หรือถามเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง - หลีกเลี่ยงค�ำถามที่ก�ำกวม ท�ำให้ผู้ฟังสับสน หรือใช้ศัพท์ทางการ แพทย์ - ควรมีเครื่องมือหรือสื่อ ใช้ช่วยอธิบายเพื่อให้เข้าใจเช่น รูปภาพ กราฟ สเกลต่างๆ ฯลฯ - เพื่อยืนยันว่าความเข้าใจปัญหาของเภสัชกรครอบคลุมกับปัญหาและ เป็นที่เข้าใจตรงกัน เช่น ตกลงแล้ว คุณป้ามีอาการ ..............แต่อาการ อย่างอื่นไม่มีนะครับ/คะ คุณป้าน่าจะเป็น.............ครับ /คะ
  • 83 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ขั้นตอนส�ำคัญในการซักประวัติ 1. การทักทาย ปฏิสันถาร พูดคุยเพื่อสร้างความ สัมพันธ์กับผู้รับบริการ 2. ท�ำการระบุผู้รับบริการที่แท้จริงทุกครั้งที่มีผู้มา ขอรับบริการ และพึงระลึกเสมอว่าการที่ได้ถาม ผู้รับบริการที่แท้จริงโดยตรงจะได้รับข้อมูลที่เป็น จริง หากผู้มาขอรับบริการไม่ใช่ผู้รับบริการที่แท้ จริงอาจให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ ดังนั้นหากเป็นไป ได้อาจใช้การซักถามทางโทรศัพท์กับผู้รับบริการ ที่แท้จริงหรือการร้องขอให้น�ำผู้รับบริการที่แท้จริง โดยเฉพาะในรายที่อาจจะเกิดปัญหาจากการใช้ยา (Drug Related Problems; DRP) ผู้ป่วยที่เป็น เด็ก คนสูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังมาท�ำการซัก ประวัติเองน่าจะเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีในการซักประวัติ 3. ค้นหาความต้องการ หรือปัญหาที่ผู้รับบริการ ต้องการ 3.1 ในกรณีผู้รับบริการมาปรึกษาด้วยอาการหรือ โรคที่เป็นโดยมาเล่าอาการให้ฟังก็ให้ใช้เทคนิค การตั้งค�ำถามดังกล่าวแล้วข้างต้น 3.2 ในกรณีน�ำใบสั่งยามาซื้อก็ให้ท�ำการประเมิน การใช้ยาให้เหมาะสม โดยต้องซักประวัติเก็บ ข้อมูลต่างๆ เช่น ประวัติความเจ็บป่วย ประวัติ แพ้ยา ผลการวินิจฉัยโรค ยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพอื่นๆที่ใช้อยู่ เป็นต้น มาประกอบการ จ่ายยาทุกครั้งด้วย 3.3 ในกรณีผู้รับบริการน�ำตัวอย่างยามาขอซื้อยา โดยไม่มีการระบุชื่อยา หรือระบุชื่อยา แต่ไม่ ชัดเจนลบเลือน จะต้องท�ำการระบุให้ได้ว่า เป็นยาอะไรอย่างแน่ชัดโดยอาจจะใช้วิธีการ เทียบเคียงกับรูปภาพในหนังสือหรือตัวอย่าง ที่เก็บเป็นต้นแบบโดยดูจากลักษณะภายนอกที่ ชัดเจน เช่น สัญลักษณ์บนเม็ดยาหรือแคปซูล เอกลักษณ์ของภาชนะที่บรรจุ หากไม่มีราย ละเอียดที่ระบุแน่ชัดก็ไม่ควรด่วนสรุปโดยการ ดูจากสีหรือลักษณะเม็ดยาอย่างเดียว ต้อง ท�ำการสอบถามถึงอาการหรือโรคที่ใช้ยานั้น วิธีการรับประทานหรือใช้ยานั้น หรือสอบถาม ถึงที่มาที่ไปของยานั้นเพื่อท�ำการประเมินระบุ ชนิดของยานั้น หากหาข้อสรุปไม่ได้ไม่ควรเดา แต่ควรท�ำการประเมินวางแผนการรักษาจาก อาการและโรคที่เป็นต่อไป และถ้าเป็นโรคที่ ต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม หรือเป็น โรคเรื้อรังเช่นโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน โลหิตสูง ก็ควรแนะน�ำให้ปรึกษาแพทย์หรือ โรงพยาบาลที่รักษาแต่เดิมเพื่อท�ำการรักษาให้ ต่อเนื่องต่อไป 3.4 ในกรณีที่ผู้รับบริการมาขอซื้อที่ใช้ประจ�ำในโรค เรื้อรังต่างๆ จ�ำเป็นที่ต้องติดตามผลการรักษา ที่ต่อเนื่องโดยมุ่งประเด็นเรื่อง ความร่วมมือ ในการใช้ยาที่ต่อเนื่องหรือไม่ ค้นหาปัญหาที่ ท�ำให้ผู้รับบริการไม่สามารถใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ได้ อาจจะมีสาเหตุมาจาก ค่าใช้จ่าย อาการไม่ พึงประสงค์ วิธีการใช้ยาไม่สอดคล้องกับชีวิต ประจ�ำวัน หรือเข้าใจผิดว่าไม่จ�ำเป็นต้องใช้ยา อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษา ต่อไป 4. เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆแล้วท�ำการประเมินอาการ จากข้อมูลที่ได้จากการซักประวัติ และท�ำการ คัดกรองปัญหาจากการใช้ยา (Drug Related Problems) ที่อาจจะมีด้วย 5. ท�ำการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นให้เข้าใจระหว่างเภสัชกร และผู้รับบริการ 6. วางแผนการรักษาแล้วแจ้งให้ผู้รับบริการทราบถึง แผนการรักษาดังกล่าวด้วย
  • 84 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี สรุปขั้นตอนการซักประวัติ หรืออาจสรุปแนวทางซักประวัติโดยใช้หลัก WWHAM-AD
  • 85 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ประโยชน์ในการให้บริการโดยระบุผู้รับบริการที่แท้จริงและค้นหาความต้องการและความคาดหวัง ได้แก่ ข้อควรระวังหรือข้อเตือนใจกรณีขอซื้อยาเรียกหาที่เภสัชกรควรให้ค�ำแนะน�ำ - มาซื้อยาครั้งละมากๆ ควรเตือนผลเสียจากการใช้ยาระยะยาว ถ้าจ�ำเป็น เช่น ซื้อยาแก้ปวด NSAIDs ครั้งละมากๆ ควรเตือนผลข้างเคียงจากยา - กรณีขอซื้อยาในโรคเรื้อรัง ควรแนะน�ำให้ไปติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ที่ซื้อยาลดระดับน�้ำตาลใน โรคเบาหวาน ควรแนะน�ำให้ไปตรวจเช็คกับแพทย์สม�่ำเสมอ14 - ซื้อยาใช้เองแล้วเอาไปให้ผู้อื่นใช้ด้วย ควรแนะน�ำว่ายาที่ให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล กรณีผู้อื่นควรได้รับการประเมิน ก่อน - ควรซักประวัติเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ป่วย ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจ�ำตัวร้ายแรง หรือ ผู้ที่ขอซื้อยาที่มี therapeutic index แคบ เช่น digoxin, warfarin, theophylline ฯลฯ - การซื้อยาที่มีตัวยาหลายตัวผสมกัน เช่น ยาแก้ไข้หวัดคัดจมูกในขวดหรือเม็ดเดียวกัน ควรถามให้แน่ใจว่ามีอาการ พร้อมกันหรือไม่ - กรณีน�ำตัวอย่างยามาซื้อแต่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นยาอะไร หรือไม่แน่ใจ ไม่ควรจ่ายยา ควรบอกเหตุผลของความ เสี่ยงหากจ่ายยาผิด - ค�ำนึงถึงโอกาสเกิดอันตรกิริยาระหว่างยาในยาที่ผู้ป่วยใช้ประจ�ำ เช่น ผู้ที่ใช้ยาคุมก�ำเนิดอยู่ และมาขอซื้อยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อ เช่น เตตร้าไซคลิน หรือ กลุ่มเพนนิซิลิน หากรับประทานร่วมกันอาจมีผลท�ำให้ไม่สามารถคุมก�ำเนิดได้ - การขอซื้อยาที่อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทคราวละมากๆ เช่น ยาแก้ไอ dextromethorphan ยาแก้หวัดที่มี ตัวยา pseudoephedrine ยา amitriptyline ฯลฯ ควรระมัดระวังในการจ่าย หรือไม่ขายให้ หากสงสัยว่าจะอาจ น�ำไปใช้ในทางที่ผิด - ป้องกันความเสี่ยงจากการจ่ายยาผิด - ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและจ�ำเป็นต่อการวางแผนการรักษา - สร้างโอกาสแก้ไขปัญหาในกรณีพบว่ามีการใช้ยาไม่เหมาะสม - ท�ำให้ผู้รับบริการเกิดความเข้าใจหรือมีความไว้วางใจ น�ำมาซึ่งการร่วมมือในการรักษาในอนาคต ดัชนีชี้วัด เช่น - จ�ำนวนเหตุการณ์หรือพบปัญหาของการใช้ยาเนื่องจากขบวนการซักประวัติที่ไม่สมบูรณ์ หนังสือ • คู่มือปฏิบัติงานเภสัชกรรมชุมชน โดย สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) พิมพ์ครั้งที่ 4 ก.พ. 2552 ISBN: 978-974-7391-26-8 • คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม • หนังสือหนทางสู่ร้านยาคุณภาพ ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยา ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา • MIMs Pharmacy Thailand 9 edition 2009 • Symptom in Pharmacy, A Guide to the Management of Common Illness, Fifth edition 2005 Alison Blenkinsopp, Pual Paxton and John Blenkinsopp Blackwell Publishing ISBN: 1-4051-2222-6 • Pharmacotherapy Handbook, seventh edition, 2009 Barbara G. Wells, McGraw-Hill Publishing ISBN: 778-0-07-164326-9 แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 86 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี Website ที่แนะน�ำ ตารางแสดงรายละเอียดของเว็บไซต์ที่แนะน�ำ
  • 87 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - ชื่อยา ขนาดยา วิธีใช้ ปริมาณและระยะ เวลาที่ต้องใช้ยา โดยตรวจสอบให้ถูกต้องและ สอดคล้องกับภาวะเจ็บป่วยของผู้ป่วย - โอกาสเกิดอันตรกิริยาที่ส�ำคัญ (Drug Interaction) ระหว่างยาในใบสั่งยานั้น หรือ โอกาสเกิดปฏิกิริยากับอาหาร อาหารเสริม หรือ ผลจากโรคประจ�ำตัวที่มีผลกระทบต่อยา - ปัญหาที่อาจท�ำให้เกิดปัญหาจากการใช้ยา (Drug related problems DRP) เช่น จ่าย ยาผิดวิธี ขนาดสูงหรือต�่ำเกินไป ปริมาณมาก น้อยเกินไป จ่ายยาในกลุ่มยาที่ผู้ป่วยมีประวัติ แพ้ยา - อื่นๆ จากการสอบถามผู้ป่วย ได้แก่ แพทย์ได้ บอกอะไรให้ผู้ป่วยทราบบ้างเกี่ยวกับยาที่จ่าย วิธีใช้ยา หรือ ผลข้างเคียง ข้อควรระวังต่างๆ ปัญหาที่พบบ่อยของใบสั่งยาที่จ่ายในร้านยา - ใบสั่งยาขาดความสมบูรณ์ ได้แก่ ไม่ทราบ ต้นตอของใบสั่งยา เช่น ไม่บอกสถานที่ที่ออก ใบสั่งยา ไม่บอกเบอร์โทรฯแพทย์ที่จ่ายยา กรณี เกิดปัญหาไม่สามารถติดต่อได้ - เขียนลายมืออ่านยาก หรือ เขียนค�ำย่อที่เข้าใจ ยาก ค�ำสั่งไม่ชัดเจน - วิธีใช้ไม่เหมาะสม เช่น ยาที่ควรรับประทาน ก่อนอาหาร สั่งจ่ายหลังอาหาร - จ่ายยาที่อาจท�ำให้ปัญหาจากการใช้ยา เช่น จ่ายยาพร้อมกันหลายตัวที่มีผลข้างเคียงสูงจน ผู้ป่วยอาจไม่ร่วมมือในการใช้ยา - จ่ายยาที่มีราคาสูงเกินไป ไม่เหมาะสมกับฐานะ ทางการเงินของผู้ป่วย แนวทางการจ่ายตามใบสั่งแพทย์ กรณีไม่พบปัญหาในใบสั่งยา - ใช้แนวทางการจ่ายยาในหัวข้อ 3.2.4 ควรเก็บ ส�ำเนาใบสั่งยาไว้เพื่อเป็นหลักฐาน กรณีพบปัญหาในใบสั่งยา - ปัญหาที่พบไม่รุนแรง สามารถแก้ไขได้ โดย บอกปัญหาและแนวทางแก้ไขให้ผู้ป่วยทราบ หรือ หากติดต่อแพทย์ได้ อาจแจ้งให้ทราบ ปัจจุบันงานด้านการจ่ายยาตามใบสั่งยาในร้านยา โดยทั่วไปอาจพบได้น้อย ยกเว้นร้านยาที่อยู่ใกล้สถาน พยาบาลซึ่งมักจะมีผู้ถือใบสั่งยามาขอซื้อยาเป็นประจ�ำ อีก ทั้งลักษณะของใบสั่งยาที่พบมีทั้งที่สมบูรณ์แบบและใบสั่ง ที่มีรายละเอียดไม่ครบถ้วน ดังนั้นการจ่ายยาตามใบสั่ง ยาเป็นบทบาทส�ำคัญของเภสัชกรในร้านยา ที่ส่งผลให้ผู้ ป่วยได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย ได้รับการแนะน�ำต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษา ตลอดจนเป็นการป้องกัน การผิดพลาดในการสั่งจ่ายยา น�ำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อ ประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย เภสัชกรผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความสามารถในจัดการ เกี่ยวกับใบสั่งยา ได้แก่ สามารถอ่าน วิเคราะห์ ประเมิน ความเหมาะสมของใบสั่งยา ตลอดจนหาแนวทางแก้ไข แนวทางการตรวจสอบใบสั่งยา สิ่งที่ควรตรวจสอบ - ระบุผู้ใช้ยา ชื่อผู้ป่วยในใบสั่งยาตรงกับผู้ขอ ซื้อว่าเป็นคนเดียวกัน หรือ เป็นการซื้อให้ผู้ อื่น และควรทราบประวัติเจ็บป่วยโดยการซัก ประวัติก่อน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดกรณีน�ำ ใบสั่งยาผู้อื่นมาซื้อใช้กับตัวเอง - สถานที่ออกใบสั่งยา หรือแพทย์ผู้สั่งจ่ายยา - วันที่จ่ายยา ควร เป็นปัจจุบัน หากเป็นใบสั่ง ยาเก่า มาขอซื้อยาเดิม ควรถามผลจากการใช้ ยาที่ผ่านมา หรือ เหตุผลความจ�ำเป็นที่ต้องไป พบแพทย์ก่อนหรือไม่ - ประเภทของยาในใบสั่ง ว่าเป็นยาสามัญฯ ยา อันตราย หากเป็นยาควบคุมพิเศษ วัตถุออก ฤทธิ์ฯ ยาเสพติดฯ ควรตรวจสอบว่าเป็นใบสั่ง ยาจริง และเก็บใบสั่งยาไว้ทุกครั้ง 3.2.3 มีแนวทางการประเมินใบสั่งยา ก. ต้องมีความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ และ ประเมินความเหมาะสมของใบสั่งยา ข. มีการสอบถามและได้รับความเห็นชอบจากผู้สั่ง จ่ายยาทุกครั้ง เมื่อมีการด�ำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การแก้ไข หรือ การปรับเปลี่ยนใบสั่งยา ค�ำอธิบาย
  • 88 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี พร้อมอธิบายเหตุผล เพื่อให้ระมัดระวังในการ จ่ายครั้งต่อไป และควรลงบันทึกทุกครั้ง หาก ได้ท�ำการแก้ไขปัญหาในใบสั่งยา ตัวอย่าง เช่น ใบสั่งยาระบุให้ใช้ยา หลังอาหาร แต่คุณสมบัติยาจะออกฤทธิ์ได้ดีตอนท้องว่าง ควรแนะน�ำ ให้ผู้ป่วยรับประทานยาก่อนอาหาร อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง หรือ หลังอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ถ้าติดต่อแพทย์ได้ควร แจ้งให้ทราบ หากแพทย์มีเหตุผลความจ�ำเป็นบางอย่าง ยืนยัน ให้จ่ายตามค�ำสั่งเดิม ควรบันทึกว่าแพทย์เป็น ผู้ยืนยัน - ปัญหาที่พบรุนแรง หรือ พิจารณาแล้วไม่อาจ แก้ไขได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ ผู้สั่ง กรณีสามารถติดต่อกลับแพทย์ได้ - แจ้งปัญหา และเหตุผลในการแก้ปัญหา ให้ แพทย์พิจารณาปรับเปลี่ยน (การสื่อสารควร ท�ำอย่างส�ำรวมและให้เกียรติ เพื่อลดโอกาส การขัดแย้งทางวิชาชีพ) และควรอธิบายให้ ผู้ป่วยทราบถึงสาเหตุที่ไม่จ่ายยาทันที - หากแพทย์ยืนยันจะจ่ายยาเดิม และพิจารณา แล้วว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย เภสัชกรควร แจ้งให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้ยาหรือไม่ กรณีไม่สามารถติดต่อแพทย์ผู้สั่งได้ - แจ้งให้ผู้ป่วยรับทราบ และน�ำใบสั่งยาเดิมกลับ ไปพบแพทย์ พร้อมกับบันทึกที่เขียนเหตุผล ของปัญหาในใบสั่งยา หากมีข้อเสนอแนะควร อธิบายเหตุผลให้ชัดเจน พร้อมชื่อเภสัชกร เลข ที่ใบประกอบฯ ชื่อร้านหรือเบอร์โทรฯ เพื่อ ติดต่อกลับได้ - หากผู้ป่วยมีอุปสรรคใดๆ ในการกลับไปพบ แพทย์ ให้ใช้วิจารญาณ แก้ไขตามสถานการณ์
  • 89 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แผนภูมิแนวการประเมินและการจ่ายยาตามใบสั่งยา
  • 90 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวช่วยในการประเมินใบสั่งยาอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ - การอ่านค�ำย่อในใบสั่งยา เภสัชกรควรอ่านและ แปรผลรายละเอียดในใบสั่งยา ทั้งค�ำย่อของชื่อยาที่จ่าย วิธี การใช้ และค�ำสั่งอื่นๆที่แพทย์ระบุในใบสั่งยา สามารถดู รายละเอียดตัวอย่างค�ำย่อชื่อยาที่พบบ่อย และค�ำย่อการ ใช้ยา ได้ที่ภาคผนวก - การประเมินอันตรกิริยาที่ส�ำคัญ (Drug interaction) เภสัชกรควรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลไกและ ผลอันตรกิริยาของยาที่มีต่อยาด้วยกัน หรือ ผลกับอาหาร อาหารเสริม สมุนไพร โรคประจ�ำตัว ตลอดจนโอกาสของ ความรุนแรงหากเกิดขึ้นจะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือผลใน การรักษาเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการแก้ไขหรือ ป้องกัน แต่เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของจ�ำนวนยาที่เพิ่มมากขึ้น เภสัชกรควรหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ได้จาก Textbook เช่น - Drug Facts and comparisons - Goodman and Gilman’s the Pharmacological Basic of Therapeutics - Handbook of Food-Drug Interaction 2003/edited by Beverly J McCabe, CRCpress ISBN: 0-8493-1531-x - Drugs Interaction facts - Med Facts pocket guide of Drug interaction, second edition 2004 Nephrology Pharmacy Associates - Drug Information Handbook 17 edition - Tatro Ds. Drug interaction facts. St.Louis:Facts and Comparison, 2005. - ต�ำราในประเทศ เช่น คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากรสาธารณสุข, ธิดา นิงสานนท์, ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล, 2550 ดัชนีชี้วัด ได้แก่ - จ�ำนวนใบสั่งยาที่พบปัญหาและเภสัชกรได้ด�ำเนิน การแก้ไขได้อย่างเหมาะสม - จ�ำนวนใบสั่งยาที่พบปัญหาโดยที่เภสัชกรไม่สามารถ ด�ำเนินการแก้ไขได้ด้วยตนเอง จ�ำเป็นต้องให้แพทย์ผู้สั่งเป็น ผู้ด�ำเนินการแก้ไข แนวการหาข้อมูลแบบ ON-LINE ในการตรวจสอบอันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ได้แก่ การหาข้อมูลทาง Internet มี Website ที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว โดยการกรอกชื่อยาที่ ต้องการตรวจสอบ สามารถดูได้ที่ www.drugs.com www.drugdigest.org การหาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอันตรกิริยาระหว่างยา (Drug interaction) สามารถทบทวนได้ที่ www.arizonacert.org www.drug-interactions.com http://medscape.com/drug-interactionchecker www.medihelp.org/druginteractions
  • 91 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ค�ำอธิบาย แนวทางการส่งมอบยา เภสัชกรเป็นผู้ส่งมอบยาให้ผู้รับบริการโดยตรง การส่งมอบยาให้ผู้รับบริการเป็นขั้นตอนสุดท้ายของ งานบริการในร้านยาที่ส�ำคัญ ส่งผลให้ผู้รับบริการได้รับยา ที่ถูกต้อง ได้เข้าใจวิธีการใช้ยา ตลอดจนค�ำแนะน�ำในการ ปฏิบัติตัว หรือระมัดระวังจากผลข้างเคียงของยา นอกจาก นี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้รับยาได้ซักถาม เพื่อให้เข้าใจหรือคลาย 3.2.4 การส่งมอบยาให้ผู้รับบริการ ก. มีเภสัชกรเป็นผู้ส่งมอบยาให้แก่ผู้มารับบริการ โดยตรง ข. มีฉลากยาซึ่ง ประกอบด้วย ชื่อสถานบริการ ชื่อ ผู้ป่วย วันที่จ่าย ชื่อการค้า ชื่อสามัญทางยา ข้อบ่งใช้ วิธี ใช้ ข้อควรระวัง และวันหมดอายุ ค. ต้องอธิบายการใช้ยาและการปฏิบัติตัวของผู้มา รับบริการอย่างชัดเจน ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์อักษร เมื่อส่งมอบยา ง. ไม่ควรส่งมอบยาให้เด็กที่มีอายุต�่ำกว่า 12 ปี โดย ไม่ทราบวัตถุประสงค์ ในกรณีจ�ำเป็นควรมีแนวทาง และ วิธีปฏิบัติที่ชัดเจนและเหมาะสม จ. ห้ามส่งมอบยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ ต่อจิตและประสาท ให้กับเด็กที่อายุต�่ำกว่า 12 ปีในทุกกรณี ข้อสงสัย ดังนั้น การท�ำงานจึงอาศัยทักษะของเภสัชกร ในการสื่อสารให้ผู้รับบริการเข้าใจ มีความระมัดระวัง รอบคอบในการจ่ายยา ค�ำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อลดโอกาส ความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น เหตุใดในการส่งมอบยาจึงต้องให้เภสัชกรเป็น ผู้ส่งมอบให้ผู้รับบริการโดยตรง เภสัชกรเป็นผู้ได้รับการฝึกทักษะให้มีความรู้ ความ ช�ำนาญ เชี่ยวชาญในการจ่ายยา ตลอดจนรู้จักที่จะแก้ไข ปัญหา และขวนขวายหาความรู้ให้ทันสมัย การปฏิบัติงาน ค�ำนึงหลักจรรยาบรรณในวิชาชีพ ดังนั้นหากผู้ที่จ่ายมีแต่ ประสบการณ์แต่ขาดความรู้ที่แท้จริง ย่อมมีโอกาสที่จะ ละเลยหรือจ่ายยาผิดพลาดได้ ในทางกลับกันหากพิจารณา ในมุมมองของผู้รับบริการโดยทั่วไปย่อมคาดหวังที่จะได้รับ การบริการที่ดี มีความมั่นใจ จากผู้เชี่ยวชาญอย่างเภสัชกร เช่นกัน อย่างไรก็ดีในร้านยาที่มีผู้รับบริการคับคั่งเป็นจ�ำนวน มาก ผู้ช่วยเภสัชกรย่อมมีบทบาทส�ำคัญในการช่วยเหลือใน การท�ำงานร่วมกับเภสัชกร เพื่อให้งานคล่องตัว ลดปัญหา การรอนานเกินจ�ำเป็นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและ อารมณ์ ผู้ช่วยเภสัชกรควรได้รับการฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้ ช�ำนาญ และท�ำงานอยู่ในการควบคุมก�ำกับของเภสัชกร เพื่อลดโอกาสความผิดพลาดจากการท�ำงานในขั้นตอนต่างๆ หากมีผู้ช่วยเภสัชกรหลายคน เภสัชกรควรแบ่งหน้าที่และ ความรับผิดชอบของงานตามความความถนัด และความ ช�ำนาญของแต่ละคน บทบาทในการท�ำงานของผู้ช่วยเภสัชกรได้แก่15 - รับใบสั่งยาจากผู้รับบริการเพื่อส่งให้เภสัชกรวิเคราะห์ - จัดเตรียมยาที่เภสัชกรมอบหมาย เช่น ช่วยน�ำยาให้เภสัชกร น�ำยาใส่ในซอง เทยาเม็ดลงถาดนับ-นับเม็ดยา เขียนซองยา ติดฉลากยา น�ำยาให้เภสัชกรเป็นผู้มอบให้แก่ผู้รับบริการ - ต้อนรับลูกค้า พูดคุย สอบถามปัญหา ประเมินผู้รับบริการเบื้องต้นระหว่างรอพบเภสัชกร - มอบยากลุ่มยาสามัญประจ�ำบ้าน ยาแผนโบราณบรรจุส�ำเร็จ อาหารเสริม ให้ผู้รับบริการได้ พร้อมค�ำแนะน�ำ ในกรณีเภสัชกรติดภาระงานอยู่ - ให้ความรู้ด้านยาและสุขภาพแก่ผู้รับบริการตามศักยภาพโดยรับความมอบหมายจากเภสัชกร ยาที่ต้องส่งมอบให้ผู้รับบริการโดยเภสัชกรเท่านั้น ได้แก่ - ยาตามใบสั่งยา - ยาอันตราย - ยาควบคุมพิเศษ - ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 - วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 3 หรือ 4
  • 92 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ขั้นตอนในการส่งมอบยาแก่ผู้รับบริการโดยเภสัชกร
  • 93 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - กรณียาน�้ำ ขนาดหนึ่งช้อนชา อาจระบุเพิ่มเติม ว่าเท่ากับ 5 ซีซี หรือ หนึ่งช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 ซีซี ให้ชัดเจน - การเขียนค�ำเตือน/ข้อควรระวัง ควรค�ำนึงผู้ใช้ ยาว่ามีโอกาสเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะ บอกรายละเอียดได้เหมาะสม เช่น การจ่าย ยาแก้แพ้อากาศชนิดง่วงน้อย (loratadine, cetirizine เป็นต้น) หากทราบว่าผู้ใช้ต้องขับ รถทางไกล ควรเตือนไม่ควรใช้ยาในวันที่เดิน ทาง เป็นต้น - กรณีซองยาที่พิมพ์รายละเอียดไว้ล่วงหน้าหลาย อย่าง ควรขีดฆ่า ส่วนที่ไม่ต้องการบอกออก เพื่อป้องกันความเข้าใจสับสนของผู้ใช้ยา ประโยชน์ของการท�ำฉลากยา/ซองยา ที่มีคุณภาพ - ป้องกันการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง - ผู้ใช้ยาสามารถระมัดระวังตามค�ำแนะน�ำหรือ ค�ำเตือนที่ระบุไว้ - หากมีปัญหาจากการใช้ยาสามารถติดต่อกลับ มาสอบถามได้สะดวก - กรณีต้องการยาเดิม การน�ำซองยามาซื้อครั้ง ต่อไป สามารถทราบข้อมูลได้ว่าเคยได้ยาอะไร ไปบ้าง เมื่อไร ผลเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการ จ่ายยาครั้งต่อไป และไม่ท�ำให้เสียเวลาสืบค้น หากซองยามีข้อมูลไม่ครบถ้วน - ถ้าผู้ป่วยมีความประสงค์ไปพบแพทย์ การน�ำ ซองยา/ฉลากยาให้แพทย์ดู จะช่วยป้องกัน การจ่ายยาซ�้ำซ้อน - การให้ข้อมูลครบถ้วนเป็นการท�ำงานโดยเคารพ สิทธิ์ของผู้รับบริการ - หากเกิดกรณีฟ้องร้องจากผู้รับบริการในการ ใช้ยาแล้วเกิดอันตราย การให้ข้อมูลที่ครบ ถ้วนจะเป็นใช้เป็นหลักฐานในการช่วยป้องกัน การถูกลงโทษ เนื่องจากผู้ใช้ยาอาจละเลยไม่ ระมัดระวังค�ำเตือนต่างๆที่ระบุไว้ การจัดท�ำฉลาก/ซองยา อย่างมีคุณภาพ ฉลากยา/ซองยา จะต้องมีข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่ - สถานที่จ่ายยา ชื่อร้านยา ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือ เบอร์โทรศัพท์มือถือของเภสัชกรผู้จ่ายยา - วันที่จ่ายยา - ชื่อผู้ป่วย (อาจเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่น หาก ไม่ต้องการระบุ ควรแน่ใจว่าไม่มีบุคคลอื่นมี โอกาสน�ำยานี้ไปใช้ได้) - ชื่อยา ควรเขียนเป็นชื่อสามัญ หรือ ชื่อการค้า (ในกรณีเป็นยาที่มีตัวยาผสมหลายตัวอาจใช้ เพียงชื่อการค้า) ขนาดความแรง และจ�ำนวน - สรรพคุณ หรือ ข้อบ่งใช้ - วิธีใช้ยาที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย - ข้อควรระวัง/ค�ำเตือน - ฉลากช่วยหรือค�ำแนะน�ำวิธีใช้ยา (กรณียาที่มี เทคนิคการใช้พิเศษ) - วันหมดอายุของยา โดยเฉพาะยาที่หมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพเร็ว หลังเปิดใช้ ค�ำแนะน�ำอื่นๆตามความส�ำคัญและจ�ำเป็น ได้แก่ - วิธีการเก็บยา เพื่อให้มีการรักษาคุณภาพได้ดี ตลอดการใช้ ตลอดจนอันตรายหากเก็บในที่ไม่ เหมาะสม (เช่น ยาที่มีโอกาสติดไฟ หรือเกิด ระเบิดได้) - วิธีปฏิบัติหากลืมรับประทานยา - ค�ำแนะน�ำกรณีที่แพ้ยา - ค�ำเตือนเพื่อป้องกันบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของยา น�ำยาไปใช้ ข้อควรระวังในเขียนการฉลากยาหรือซองยา - ควรเขียนตัวอักษรให้ชัดเจน อ่านง่าย ไม่เขียน หวัด หรือตัวเล็กเกินไป - ไม่ควรเขียนชื่อยาเป็นค�ำย่อ หากจ�ำเป็นต้อง เขียนไม่ควรใช้ค�ำย่อที่ไม่เป็นสากล - ระมัดระวังการเขียนตัวเลข ที่ท�ำให้เข้าใจผิด พลาด เช่น .5 ควรเขียน 0.5, ½ ควรเขียน ค�ำว่า “ครึ่ง” ก�ำกับด้วย - หลีกเลี่ยงการเขียนค�ำย่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่น cc. ควรเขียนเป็น ซีซี แทน
  • 94 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวย่างซองยาที่มีรายละเอียดครบถ้วน
  • 95 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างซองยาอีกแบบที่มีเนื้อหากระชับ16 ตัวอย่างฉลากติดยาน�้ำ ในทางปฏิบัติการเขียนรายละเอียดบนซองยาให้ได้ครบทุกรายละเอียดขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการท�ำงาน ความส�ำคัญ ตลอดจนเวลาในการรอคอยของผู้รับบริการ ดังนั้นอาจใช้ซองยาโดยมีรายละเอียดให้กระชับดังตัวอย่าง
  • 96 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างฉลากเสริม ค�ำแนะน�ำที่ใช้บ่อย17 ที่อยู่บน ซองยา ค�ำเตือนและข้อควรระวังของยาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และค�ำแนะน�ำยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษ สามารถดูราย ละเอียดในภาคผนวก ขั้นตอนการจ่ายยาให้ผู้รับบริการ หลังจากที่เตรียมยาเรียบร้อย เภสัชกรจะท�ำหน้าที่ส่ง มอบยาให้ผู้รับบริการ โดยการอธิบายด้วยวาจาและทบทวน รายละเอียดต่างๆ ที่เขียนบนฉลากยาหรือซองยา เพื่อให้ ตารางสรุป แนวทางส่งมอบยาในกรณีต่างๆ การจ่ายยากรณีต่างๆ ข้อมูลที่ควรบอกเวลาส่งมอบยา กรณีผู้รับยาเป็นครั้งแรก ชื่อยา สรรพคุณ วิธีการใช้ ข้อควรระมัดระวังหรือ ผลข้างเคียง แนะน�ำการปฏิบัติตนตามความเหมาะสม หรือ การนัดติดตามผล กรณีผู้ป่วยเคยใช้ยาที่จะจ่ายมาก่อนแล้ว ถามผลการใช้ยาที่ผ่านมาโดยให้ผู้ป่วยสาธิตและบอกเล่า เกี่ยวกับยาเดิม (show and tell method)16 ตรวจสอบ วิธีการใช้ แก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนต่างๆ บอกข้อควรระมัดระวังที่อาจเกิดขึ้นหากต้องใช้ยาในระยะ ยาว แนะน�ำในกรณีโรคเรื้อรังที่เห็นสมควรว่าควรได้รับ การตรวจเพิ่มเติมอย่างสม�่ำเสมอ กรณีผู้รับยาน�ำไปให้ผู้อื่น แนะน�ำการใช้ยาเบื้องต้น หากจ�ำเป็นแนบบันทึกค�ำแนะน�ำ ในการใช้ยาอย่างละเอียดในกรณีที่ยามีข้อควรระมัดระวัง เป็นพิเศษ หรือเภสัชกรจะโทรคุยกับผู้ใช้ยาโดยตรง การจ่ายยากรณีที่ต้องแนะน�ำเป็นพิเศษ ได้แก่ การให้ค�ำปรึกษาส�ำหรับผู้ที่ต้องให้ความรู้ สาธิตการใช้ การพูดคุยเป็นการส่วนตัว หรือจ�ำเป็นต้องใช้เครื่องมือใน การตรวจตามความจ�ำเป็น เช่น การวัดความดันโลหิต การ ตรวจระดับน�้ำตาลในเลือด ฯลฯ ควรกระท�ำในบริเวณที่เป็น สัดส่วนเพื่อป้องกันการรบกวนจากเสียงหรือสิ่งรบกวนอื่นๆ ปัจจุบันยังไม่มีกฎบังคับให้ร้านยาจะต้องมีห้องให้ค�ำปรึกษา เฉพาะ แต่ร้านยาสามารถปรับปรุงพื้นที่บางส่วนเพื่อใช้ ส�ำหรับให้ค�ำปรึกษาหรือแนะน�ำการใช้ยา โดยจัดให้มีโต๊ะ ปฏิบัติงานและมีเก้าอี้ให้ผู้รับบริการนั่งพัก ตลอดจนอาจท�ำ เป็นฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว มีการเตรียมอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยในการอธิบายหรือสาธิตให้ผู้รับบริการเข้าใจ ได้แก่ อุปกรณ์การใช้ยา รูปภาพ หรือใช้สื่อในการสาธิต เช่น วีดิโอ สไลด์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดัชนีชี้วัด เช่น จ�ำนวนเหตุการณ์ปัญหาของการใช้ยาของผู้รับ บริการที่มีสาเหตุจากขบวนการส่งมอบยาที่ไม่สมบูรณ์ (เพื่อน�ำไปใช้ปรับปรุงแก้ไขขบวนการในการส่งมอบยาให้ ดีขึ้น) ผู้รับบริการเข้าใจวิธีใช้ยา ข้อควรระมัดระวัง การปฏิบัติตัว ต่างๆ ตลอดจนสาธิตวิธีการใช้ในยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษ
  • 97 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี www.fip.org เป็นเว็บไซต์ของสมาพันธ์เภสัชกรรมสากล (International Pharmaceutical Federation) ใช้ดู แนวทางการจ่ายที่ถูกต้องที่ Statements and Guidelines หนังสือ • คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ.2550) สภาเภสัชกรรม • คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากรสาธารณสุข, ธิดา นิงสานนท์,ปรีชา มนทกานติกุล, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, สมาคม เภสัชกรรมโรงพยาบาล , 2550 • FIP Statement of Policy medicines Information for Patients 2008. International Pharmaceutical Federation Available from: URL: http://www.fip.org/www/uploads/database_file.php?id=290&table_ id=/www.ahrq.gov/ • Guide to good Prescribing. A practical manual De Vries, T. P. G. M; Fresle, Daphne A; Henning, R. H; Hogerzeil, Hans V Action Programme on Essential Drugs World Health Organization Geneva 2004. Download ได้ที่ http://whqlibdoc.who.int/hq/1994/WHO_DAP_94.11.pdf • How to Improve the Use of Medicines by Consumers. Chetley, Andrew; Fresle, Daphne A; Haaland, Ane; Hardon, Anita; Hodgkin, Catherine World Health Organization 2007 download ได้ที่ http://apps.who.int/medicinedocs/documents/s14229e/s14229e.pdf แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม Website ที่แนะน�ำ
  • 98 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี เพื่อป้องกันโอกาสการที่เด็กอาจน�ำยาไปใช้ในทางที่ผิด หรือตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการน�ำยาไปใช้ไม่ เหมาะสม ร้านยาควรมีแนวจัดการในกรณีมีเด็กอายุต�่ำกว่า 12 ปีมาซื้อยา ยกตัวอย่างดังนี้ ไม่ควรส่งมอบยาให้เด็กอายุต�่ำกว่า 12 ปี ในกรณีที่จ�ำเป็นต้องมีแนวทางอย่างเหมาะสม ห้ามส่งมอบยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ฯ ให้กับเด็กที่อายุต�่ำกว่า 12 ปีทุกกรณี แนวทางในการจ่ายยาส�ำหรับเด็กที่อายุต�่ำกว่า 12 ปี
  • 99 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี Review (การทบทวน) - สามารถใช้ช่วยติดตามผลการใช้ยาโดยดูข้อมูล ทั้งหมดที่ได้ด�ำเนินการให้บริการแก่ผู้รับบริการ - ช่วยตรวจสอบอันตรกิริยาระหว่างยา - ติดตามผลตรวจเลือดและความดันโลหิตใน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ง่าย สามารถทบทวนถึง การใช้ยาโดยสม�่ำเสมอ Report (รายงาน) - ในกรณีที่ต้องจัดท�ำรายงานการใช้ยาให้กับผู้รับ บริการก็จะสามารถจัดท�ำได้ครบถ้วน Refer (การส่งต่อผู้ป่วย) - ใช้เป็นฐานข้อมูลในการส่งต่อผู้ป่วย โดย สามารถให้รายละเอียดที่ได้ด�ำเนินการหรือราย ละเอียดที่เป็นประวัติการใช้ยา โรคประจ�ำตัว ยาที่ใช้เป็นประจ�ำได้ Respect (ความเชื่อถือ) - การที่จัดท�ำแบบบันทึกการใช้ยาจะท�ำให้ผู้รับ บริการมั่นใจและเชื่อถือในการให้บริการมากยิ่ง ขึ้นว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ดี มีประสิทธิภาพ ในการให้บริการ ไม่ผิดพลาด และปลอดภัยใน การใช้ยา กรณีใดบ้างที่ควรท�ำบันทึกประวัติการใช้บริการ - เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในหลอดเลือด โรคระบบทางเดิน อาหาร โรคหอบหืด ฯลฯ - ผลจาการซักประวัติ ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ครบ ถ้วนจ�ำเป็นต้องรอเวลาหรือการติดตาม - กรณีที่นัดผู้ป่วยมาติดตามผล - กรณีผู้ป่วยที่สมควรส่งต่อให้แพทย์หรือได้รับการส่ง ต่อจากแพทย์มารับยาใกล้บ้าน - กรณีการเกิดปัญหาจากการใช้ยาต่างๆ ที่น่าสนใจ สามารถเป็นกรณีศึกษา - ผู้ป่วยที่ได้รับยาและมีอาการแพ้ยาหรือเกิดอาการ ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง และกรณีที่ร้านได้ออกบัตร แพ้ยาให้ ค�ำอธิบาย เหตุใดจึงควรจัดท�ำบันทึกประวัติการใช้ยา ในการปฏิบัติงานในร้ายยาย่อมมีผู้รับบริการในแต่ละ วันเป็นจ�ำนวนมาก คงเป็นไปไม่ได้ว่าเภสัชกรผู้ปฏิบัติงาน จะสามารถจดจ�ำได้หมดว่าผู้รับบริการได้รับยาอะไรหรือ ด�ำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว การลงบันทึกประวัติการ ใช้ยาในรายที่สมควรบันทึกจะเป็นเครื่องมือในการเตือน ความจ�ำ ตลอดจนสามารถน�ำข้อมูลต่างๆ มาช่วยประเมิน ผล วิเคราะห์ น�ำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างมีระบบและต่อ เนื่อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด อีกทั้งการเก็บข้อมูลยังมีประโยชน์ในการท�ำเป็นสถิติ หรือใช้ในการวิจัยและในกรณีร้านยาที่มีเภสัชกรหลายท่าน เภสัชกรแต่ละท่านจะสามารถทราบข้อมูลและด�ำเนินการ แทนเภสัชกรผู้ลงบันทึกได้ การจัดท�ำแบบบันทึกประวัติการใช้ยา จะได้ประโยชน์ โดยสรุปคือ 6 R Recipe (การจ่ายยา) - ช่วยตัดสินใจในการจ่ายยา/ตรวจสอบข้อมูล ยาและขนาดของยาที่จะจ่ายยา โดยในการ พิจารณาจากประวัติผู้รับบริการประกอบการ จ่ายยาทุกครั้งได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้อง สอบถามใหม่ทุกครั้ง - ช่วยจ่ายยาเดิมโดยไม่ต้องซักถามอาการใหม่ ทั้งหมด ในกรณีเป็นการให้บริการที่ต้องติดตาม ผลการรักษาหรือรับยาเดิมอย่างต่อเนื่อง Remind (เตือนความจ�ำ) - ช่วยเตือนถึงยาที่ผู้ป่วยแพ้ และโรคประจ�ำตัว โดยระบุให้เห็นเด่นชัดในแบบบันทึก - ช่วยจดจ�ำผู้ป่วยและเรียกชื่อได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้รู้สึกถึงความส�ำคัญ และเป็นการย�้ำ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 3.2.5 การจัดท�ำประวัติการใช้ยา (patient’s drug profile) ของผู้รับบริการที่ติดตามการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
  • 100 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - ผู้มารับยาตามใบสั่งยาและพบปัญหาที่รุนแรงที่จะ ต้องได้รับการแก้ไข รูปแบบการท�ำบันทึกประวัติการใช้ยาขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมต่อการน�ำไปใช้งาน เนื่องจากมีข้อจ�ำกัด ของเวลาในการให้บริการในแต่ละร้าน บางร้านอาจจะ ออกแบบบันทึกแบบย่อหรือท�ำแบบมีการลงรายละเอียด อย่างสมบูรณ์ หรือกรณีแบบบันทึกเฉพาะโรคที่พบบ่อยก็ได้ ข้อมูลที่ควรบันทึกในแบบบันทึกประวัติควรประกอบ ด้วยอะไรบ้างที่ส�ำคัญ - ข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อผู้ป่วย เพศ อายุ (เกิด พ.ศ.ใด) น�้ำหนัก ส่วนสูง กลุ่มเลือด (ถ้าทราบ) ฯลฯ - ที่อยู่ที่ติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์ หรือเบอร์โทรของ บุคคลที่จะติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน - ประวัติโรคประจ�ำตัว (medical history) - ประวัติการใช้ยาประจ�ำ - ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ (ถ้ามี) เช่น ค่า ความดันโลหิต ค่าระดับน�้ำตาล ไขมันในเลือด ฯลฯ - ประวัติการแพ้ยา - ข้อมูลเจ็บป่วยโรคกรรมพันธุ์ - ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ อาหารที่ชอบรับประทาน - พฤติกรรมการด�ำเนินชีวิต การออกก�ำลังกาย การพักผ่อน สภาพแวดล้อมที่ท�ำงาน/ที่อยู่อาศัย สภาพอารมณ์ ความเครียด - ข้อมูลการเจ็บป่วยได้แก่ • อาการส�ำคัญที่มาพบในวันนี้ • ข้อมูลอื่นๆ จากการซักประวัติ • การวินิจฉัยเบื้องต้น • สรุปสาเหตุ/ปัจจัยเสริม - แนวทางการรักษา • ยาที่จ่าย/วิธีใช้/จ�ำนวน • ค�ำแนะน�ำในการใช้ยา หรือการปฏิบัติตัว • การจัดการอื่นๆ เช่น การนัดติดตามผล การส่งต่อ การแก้ปัญหา DRP ตัวอย่างแบบบันทึกประวัติแบบต่างๆ ได้แก่ แบบฟอร์มบันทึกทั่วไป แบบบันทึกอย่างย่อ (ดูตัวอย่างจากหัวข้อ 2.2.6) แบบบันทึกประวัติผู้ป่วยเฉพาะโรค กรณีโรคเรื้อรัง โรคเฉพาะทาง ได้แก่ - แบบบันทึกคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและ เบาหวาน (อาจใช้แบบบันทึกของ สปสช.) โรคหอบหืด โรคปวดศีรษะไมเกรน ฯลฯ - แบบบันทึกการให้บริการเลิกบุหรี่ - แบบบันทึกการประเมินอาการแพ้ยา หรือ อาการ ไม่พึงประสงค์จากยา (ดูตัวอย่างจากหัวข้อ 3.2.9)
  • 101 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างแบบบันทึกประวัติผู้ป่วยทั่วไป (Patient Profile)
  • 102 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แบบบันทึกการให้บริการเลิกบุหรี่
  • 103 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แบบบันทึกการให้บริการเลิกบุหรี่ (ต่อจากหน้า 101)
  • 104 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างแบบบันทึกการคัดกรองต่างๆ ตัวอย่างแบบบันทึกอื่นๆ เช่น แบบบันทึกการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ของสปสช. ดูเพิ่มเติมที่ภาคผนวก ดัชนีชี้วัด เช่น - จ�ำนวนผู้รับบริการที่ได้มีการบันทึกประวัติการใช้ยาและได้มาติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
  • 105 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ค�ำอธิบาย ในกรณีที่ได้การจ่ายยาแก่ผู้ป่วยและควรติดตามผล การรักษา เพื่อจะได้ทราบว่าผลการรักษาหรือผลจากการใช้ ยาเป็นอย่างไร หากมีปัญหาใดๆ จะได้ด�ำเนินการแก้ไขเพื่อ ให้กระบวนการรักษาเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย การติดตามผลสามารถท�ำโดยการโทรศัพท์ติดต่อกับ ผู้ป่วยโดยตรง หรือ การนัดให้มาที่ร้านหลังจากได้รับยา สักระยะหนึ่ง หรือ แจ้งให้ผู้ป่วยติดต่อกลับหรือมาหาทันที ที่พบปัญหาที่รุนแรง เช่น เกิดการแพ้ยา เป็นต้น อย่างไร ก็ดีเภสัชกรควรมีแนวทางการจัดการในกรณีที่ผู้ป่วยกลับมา พบหรือได้นัดติดตามผล ทั้งนี้เพื่อให้การวิเคราะห์และการ แก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น เมื่อซักประวัติผู้ป่วยและพบว่า - กรณีผู้ป่วยมีการใช้ยาไม่ถูกต้อง ควรสอบถามเพื่อ หาสาเหตุ เช่น ผู้ป่วยอาจเข้าใจผิด ลืม สับสน เนื่องจากการได้รับยาหลายตัวและมีวิธีใช้แตกต่าง กัน เป็นต้น - กรณีผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้อง แต่อาการไม่ดีขึ้น ควรวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น ยาที่จ่าย มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ขนาดยาอาจต�่ำ เกินไป การเกิดอันตรกิริยาระหว่างยาหรืออาหาร ที่รับประทาน เป็นต้น หรือหากผู้ป่วยมีอาการ ที่รุนแรงขึ้น โดยไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจน ควรพิจารณาส่งต่อแพทย์ต่อไป 3.2.6 ติดตามผลการใช้ยา ปรับปรุงและแนะน�ำ กระบวนการใช้ยาตามหลักวิชาการและภายใต้ขอบเขต ของจรรยาบรรณ ทั้งนี้แล้วมุ่งให้ผลการใช้ยาเกิด ประโยชน์สูงสุด - ถ้าหากผู้ป่วยกลับมาบอกว่าอาการดีขึ้นชัดเจน และ อยากขอเติมยาเพิ่ม ควรพิจารณาความจ�ำเป็นว่า สมควรจะเติมยาต่อหรือไม่ และควรแนะน�ำการ ปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเป็นโรคซ�้ำ - กรณีผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น ควรวิเคราะห์สาเหตุอื่น นอกจากยา ได้แก่ พฤติกรรมการด�ำเนินชีวิตที่ อาจส่งผลในการรักษา เช่น ผู้ป่วยเป็นไข้หวัด แต่ ยังท�ำงานหนักและไม่พักผ่อนให้เพียงพอ ท�ำให้ผล การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร - บางกรณีที่ผู้ป่วยอาจใจร้อนรีบกลับมาบอกว่าการ รักษาไม่ได้ผล หากเป็นเพราะธรรมชาติของโรคที่ ต้องเวลาในการรักษา หรือ ยาบางอย่างจะใช้เวลา หลายวันที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรอธิบายให้ ผู้ป่วยเข้าใจและคอยติดตามผล - เมื่อได้ด�ำเนินการแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยที่ได้ติดตาม ผลแล้ว ควรท�ำการบันทึกรายละเอียดของการแก้ไข เก็บไว้ในแฟ้มประวัติ และควรติดตามผลต่อเนื่อง ได้แก่ การโทรศัพท์ไปถาม หรือ นัดตามผลอีกครั้ง ต่อไป ดังตัวอย่างในแผนภูมิที่ 3.2.1
  • 106 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี แผนภูมิที่ 3.2.1 ตัวอย่างแผนภูมิแนวทางจัดการในกรณีผู้ป่วยมาติดตมผล
  • 107 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี กรณีผู้ป่วยไม่ยอมใช้ยา เนื่องจาก - รูปแบบยาไม่เหมาะสม เช่น รสชาติไม่ดี (ยาน�้ำใน เด็ก) ขนาดเม็ดยาใหญ่เกินไปกลืนล�ำบาก - การแก้ไข ปรับเปลี่ยนยาให้เหมาะสมกับ ความต้องการของผู้ป่วย - ความร่วมมือในการใช้ยาไม่ดี เนื่องจากยามีอาการ ข้างเคียงสูง - การแก้ไข ถ้าจ�ำเป็นเปลี่ยนยาใหม่ที่มีผลข้างเคียง น้อยกว่า หรือจ่ายยาแก้ไขอาการข้างเคียงที่ท�ำให้ เกิดปัญหา - มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องหรือเข้าใจผิด เช่น ในโรค เรื้อรัง ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เมื่อวัดความดันโลหิตลดลงเกือบปกติ จึงไม่ใช้ยาต่อ หรือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เมื่อวัดระดับน�้ำตาลใน เลือดลดลง จึงหยุดยาเอง เป็นต้น - การแก้ไข ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และ อธิบายผลเสียจากการหยุดใช้ยา ให้เข้าใจ กรณีผู้ป่วยลืมใช้ยาบ่อย - การแก้ไข กระตุ้นให้ผู้ป่วยทบทวนการใช้ยาเพื่อให้ จ�ำได้ หรือหากจ�ำเป็นเปลี่ยนยาที่ใช้วันละน้อยครั้ง กรณีการใช้ยาผิดเวลา เช่น ก่อนหรือหลังอาหาร หรือเวลาคลาดเคลื่อนมาก - การแก้ไข เตือนให้ผู้ป่วยอ่านซองยาให้ชัดเจน และ ทบทวน ดูว่าผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ถูกต้องหรืออาจ ให้กล่องใส่ยาในแต่ละมื้อเป็นเครื่องมือช่วยให้ใช้ยา ได้ตรงเวลา กรณีการใช้ยาไม่ต่อเนื่อง - การแก้ไข อธิบายผลเสียที่อาจเกิดขึ้น จูงใจให้ผู้ป่วย ใช้ยาต่อเนื่อง กรณีการใช้ยาผิดวิธี เช่น ในกลุ่มยาสูด ยาหยอดตา ยาสอดช่องคลอด หรือยาที่ต้องมีเทคนิคในการใช้อื่นๆ ฯลฯ - การแก้ไข สอบถามวิธีที่เคยใช้ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูก อธิบายหรือสาธิตให้ผู้ป่วยเข้าใจและลอง ปฏิบัติให้ดู (ถ้าจ�ำเป็น) หรือให้เอกสารวิธีการใช้ไป ทบทวน กรณีความจ�ำเป็นในฐานะการเงิน ผู้ป่วยชอบซื้อยา ครั้งละน้อยๆ ไม่ต่อเนื่อง ท�ำให้ได้รับยาน้อยกว่าขนาดยา ที่ควรได้รับ - การแก้ไข อธิบายความส�ำคัญของการใช้ยาต่อเนื่อง ให้ถูกต้องตามขนาดของยา และกระตุ้นให้มารับยา ต่อเนื่อง หากเป็นโรคเรื้อรังจ�ำเป็นต้องใช้ยาประจ�ำ เป็นเวลานาน แนะน�ำให้ผู้ป่วยไปรับบริการตาม สิทธิที่พึงมีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การใช้บัตร ทอง หรือ บัตรประกันสังคม แนวทางการค้นหาสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วยและหา แนวทางแก้ไข (กรณีผลรักษาไม่ดีขึ้น) สอบถามและวิเคราะห์สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องที่มีผลต่อ การรักษา นอกเหนือจากการใช้ยา แนะน�ำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ ตัวให้เหมาะสม เพื่อช่วยส่งเสริมผลการรักษา ได้แก่ • การพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาในการนอนที่เหมาะสม • อาหารที่ควรรับประทานหรือหลีกเลี่ยง • การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่อาจรบกวนผลใน การรักษา • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม • การหาเวลาออกก�ำลังกาย การออกกายบริหาร ส่วนต่างๆ ของร่างกาย • การงดดื่มสุรา หรืองดสูบบุหรี่ • การใช้ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมอื่นร่วม ควรมี การวิเคราะห์หากไม่มีผลเสียให้ผู้ป่วยรับประทาน ได้ แต่ถ้ายาดังกล่าวอาจมีผลรบกวนยาหลัก ควร แนะน�ำให้งดรับประทานในช่วงที่ใช้ยาอยู่ • การให้ก�ำลังใจที่ดี เพื่อให้ผู้ป่วยมีความหวังในการ หายจากโรค รวมถึงอธิบายและแนะน�ำคนใกล้ชิด หรือผู้ดูแลผู้ป่วยให้เข้าใจในภาวะของโรค แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาผู้ป่วย มีการใช้ยาไม่ถูกต้องและท�ำการแก้ไข19
  • 108 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ค�ำอธิบาย เมื่อผู้รับบริการได้รับการประเมินอาการต่างๆแล้วพบ ว่ามีความจ�ำเป็นต้องส่งต่อ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุจากอาการของ ผู้ป่วยมีความรุนแรง หรือไม่สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุได้ ชัดเจน จ�ำเป็นให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยและเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับ การรักษาที่ดีขึ้นต่อไป ดังนั้นจึงควรมีการก�ำหนดหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของผู้ ป่วยที่จะได้รับการรักษาได้ทันเวลา และป้องกันอันตราย จากการลุกลามของโรคหากไม่รีบท�ำการรักษา แนวทางการส่งต่อผู้ป่วยโดยพิจารณาจาก ความส�ำคัญของระยะเวลาที่ควรส่งต่อ ได้แก่ กรณีที่จะต้องส่งต่อผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน ได้แก่ - มีอาการรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสีย ชีวิต หรือมีอันตรายต่อความเสียหายของอวัยวะ ในร่างกาย - มีอาการของโรคติดต่อ หรือโรคติดเชื้อที่สมควรรับ การวินิจฉัยยืนยัน หรือท�ำการรักษาอย่างเร่งด่วน - มีอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่รุนแรง เช่น anaphylactic shock, Stevens-Johnson syndrome เป็นต้น สมควรรับการรักษาหรือแก้ไข - ผู้ที่ได้รับสารพิษอันตราย และพิจารณาแล้วว่าใน ร้านยาไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ 3.2.7 ก�ำหนดขอบเขตและแนวทางการส่งต่อผู้ป่วย ที่เป็นรูปธรรม กรณีที่สมควรแนะน�ำส่งต่อให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ (ไม่เร่งด่วนแต่ควรไปพบแพทย์ภายหลัง) - กรณีท�ำการรักษาเบื้องต้นที่ร้านยาแล้วอาการไม่ดี ขึ้น โดยไม่สามารถสรุปผลการวินิจฉัยได้ชัดเจน - อาการเจ็บป่วยที่จ�ำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายหรือ ตรวจผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อประกอบในการ วินิจฉัย - ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเรื้อรัง และไม่สามารถ ควบคุมอาการได้ หรือผู้ที่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยละเอียดจากแพทย์เป็นเวลานาน ได้แก่ ผู้ที่มา ขอซื้อยาโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แต่ไม่ ได้รับการตรวจจากแพทย์เป็นเวลานาน - ผู้ป่วยเกิดการดื้อยา สมควรได้รับยาที่สามารถแก้ ปัญหาการดื้อยาได้ โดยทางร้านไม่มียาดังกล่าว หรือการตรวจพิสูจน์ภาวะดื้อยา - ผู้ป่วยมีอาการติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือ อาการ เข้าข่ายสมควรได้รับการวินิจฉัยเพื่อหา สาเหตุที่สอดคล้องกับอาการที่เป็นอยู่ - ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในโรคที่จ�ำเป็นต้องรับ การรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือมีค่าใช้จ่ายสูง และแนวทางการรักษา ดัชนีชี้วัด เช่น - จ�ำนวนผู้ป่วยที่พบปัญหาระหว่างการรักษาและ เภสัชกรได้ด�ำเนินการปรับปรุงแก้ไข ได้ประสบ ผลส�ำเร็จ - จ�ำนวนผู้ป่วยที่พบปัญหาระหว่างการรักษาและ จ�ำเป็นที่ได้รับการส่งต่อ
  • 109 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี - ผู้ป่วยจ�ำเป็นต้องรับยา แต่ยาดังกล่าวไม่สามารถ จ�ำหน่ายในร้านยาได้ - ผู้ป่วยที่เคยได้รับยาใดๆแล้วมีผลข้างเคียงหรือ อาการที่ไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรง เช่น ใช้ยาชุด ที่มี สเตียรอยด์ แล้วเกิดอาการบวม (crushing syndrome) หลักส�ำคัญในการส่งต่อผู้ป่วย ได้แก่ - การอธิบายเหตุผลและความจ�ำเป็นที่จะต้องส่งต่อ ให้ผู้ป่วยหรือญาติเข้าใจ - การอ�ำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย ได้แก่ o สถานที่ที่ควรส่งต่อให้เหมาะสมกับความต้องการ ของผู้ป่วย ตลอดจนความพร้อมในด้านต่างๆ ของแหล่ง ที่จะส่งต่อ เช่น • การมีแพทย์เฉพาะทาง • อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยหรือท�ำการ รักษา • ความสะดวกในการเดินทางของผู้ป่วย • สิทธิในการรักษาที่สัมพันธ์กับสิทธิของผู้ป่วย • ความพึงพอใจของผู้ป่วยทางด้านคุณภาพการให้ บริการของสถานพยาบาล เช่น ผู้ป่วยมีฐานะ ทางการเงินดี อาจแนะน�ำให้ไปรับการรักษาที่โรง พยาบาลเอกชน หรือคลินิกเอกชน • การเตรียมรายชื่อแพทย์ที่เชี่ยวชาญ วันเวลาที่ ออกตรวจ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อของสถานที่แพทย์ ท�ำงาน โดยหาข้อมูลจากสมาคมแพทย์ต่างๆ หรือ แหล่งอื่นๆ - การเขียนรายละเอียดในการส่งต่อให้ชัดเจน ให้ ผู้ท�ำการรักษาได้เข้าใจวัตถุประสงค์ที่ร้านยาส่ง ผู้ป่วยมา และสามารถให้สถานพยาบาลที่รับการ ส่งต่อติดต่อกลับมา กรณีที่สงสัยและต้องการ สอบถาม เช่น20 • เขียนสรุปประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยที่ผ่านมา แบบย่อ • ประวัติในการใช้ยาหรือปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา (ถ้ามี) • สาเหตุในการส่งต่อ • ขอเสนอแนะจากเภสัชกรในแผนการรักษา • ชื่อเภสัชกรผู้ส่งต่อ พร้อมเลขที่ใบประกอบฯ และ หมายเลขโทรศัพท์ หรือ e-mail address ที่ ติดต่อกลับได้ - ควรมีการติดตามผลว่าผู้ป่วยได้ไปตามที่แนะน�ำหรือ ไม่ หากผู้ป่วยไม่ยอมไปควรมีแนวทางในการกระตุ้น ให้ผู้ป่วยเห็นความส�ำคัญในการไปตามที่ส่งต่อ
  • 110 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างแบบฟอร์มการส่งต่อผู้ป่วย
  • 111 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่าง แบบบันทึกการส่งต่อผู้ป่วย จัดท�ำโดยสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
  • 112 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่าง อาการที่จ�ำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ มีดังนี้ 21, 22 1. อาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ 2. อาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ 3. อาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ปวดบริเวณหน้าอกเวลาหายใจเข้า • หายใจสั้นและเร็ว • หายใจออกมีเสียงหวีด (wheeze) • เสมหะมีเลือดปน • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ • ไอติดต่อกันเป็นเวลานานต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ • ไอเป็นเสียงไอกรน (whooping cough) เยื่อหุ้มปอดอักเสบ (Pleuritis) ปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) หอบหืด (Asthma) วัณโรค (Tuberculosis) หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac arrhythmia) วัณโรค (Tuberculosis) หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Acute bronchitis) GERD ไอกรน อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ปวดเค้นหน้าอก • หัวใจเต้นเร็ว หรือจังหวะการเต้นผิดปกติ • นอนราบไม่ได้ • เหนื่อยง่ายผิดปกติ • หน้ามืด เป็นลมหลายครั้งโดยไม่มีสาเหตุ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac arrhythmia) หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) Anemia โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction) ความดันโลหิตต�่ำ (Hypotension) อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • กลืนล�ำบาก • อาเจียนมีเลือดปน • อุจจาระมีเลือดปนในปริมาณมาก หรือเป็นแบบเรื้อรัง • อาเจียนรุนแรงร่วมกับถ่ายอุจจาระไม่ออกมาหลายวัน • การคล�ำพบก้อนเนื้อในช่องท้อง • ตัวเหลือง ตาเหลือง • น�้ำหนักลดมากผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ • การขับถ่ายแปรปรวนจากปกติมาก เช่น ท้องร่วงสลับ กับท้องผูก ท้องร่วงรุนแรง มะเร็งหลอดอาหาร เลือดออกในกระเพาะอาหาร (Bleeding จาก PU) แผลในกระเพาะอาหาร/ล�ำไส้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งในล�ำไส้ใหญ่ โรคล�ำไส้อุดกั้น (GI obstruction) เนื้องอก มะเร็งล�ำไส้เล็ก (Small Intestinal Cancer) โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ถุงน�้ำดีอุดตัน (Cholestatic Jaundice) โรคมะเร็ง เบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ AIDs IBS (Irritable bowel syndrome)
  • 113 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 4. อาการผิดปกติเกี่ยวกับหู ได้แก่ 5. อาการผิดปกติเกี่ยวกับตา ได้แก่ 6. อาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ุ และทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ 7. อาการผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ปวดหูมาก มีของเหลวไหลออกจากหู • หูหนวก ไม่ได้ยินเสียง หรือได้ยินเสียงน้อยลงจากปกติ • วิงเวียนศีรษะที่ไม่ทราบสาเหตุ เดินเซหรือไม่สามารถ ทรงตัวได้ หูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) ประสาทหูเสื่อม หูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่ว ขณะในผู้สูงอายุ (TIA) อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ตาแดงร่วมกับปวดตามาก มีภาวะตาสู้แสงไม่ได้ • ตามัว หรือมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพซ้อน มองเห็นวงแสงรอบวัตถุ ต้อหินมุมปิด (Close-angle Gluacoma) เซลล์เนื้อเยื่อในเบ้าตาอักเสบ (Orbital cellulites) Dacryocystitis อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ปัสสาวะไม่ออก • ปัสสาวะมีเลือดปน • ปัสสาวะแสบขัดร่วมกับอาการปวดท้อง/สะโพก/หลัง • ปัสสาวะแสบขัดร่วมกับมีไข้ ปัสสาวะขุ่น ปวดหลัง • เลือดออกจากช่องคลอดในหญิงตั้งครรภ์ • มีระดูผิดปกติ ต่อมลูกหมากโต ทางเดินปัสสาวะอักเสบ นิ่วในไต/กระเพาะปัสสาวะ Cystitis ความผิดปกติที่เกี่ยวกับไต กรวยไตอักเสบ แท้งบุตร ตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะรกเกาะต�่ำ ปีกมดลูกอักเสบ เนื้องอกหรือมะเร็งมดลูก อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • ปวดศีรษะรุนแรง • การชา หรืออ่อนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และ/ หรือเป็นข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย เช่น แขน ขา ใบหน้า • การมองเห็นภาพผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน • การพูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ลิ้นเอียง พูดไม่ ได้ ไม่สามารถตอบสนองต่อค�ำพูดซึ่งเกิดขึ้นอย่าง เฉียบพลัน • อาการชัก ภาวะเลือดคั่งในสมอง (Hemorrhage) เส้นเลือดในสมองตีบ (Stroke) Hemiplegia Stroke Epilepsy, Febrile convulsion, Meningitis, Hypoglycemia
  • 114 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 10. อาการของโรคเรื้อรังที่สมควรจะต้องส่งต่อ ดูรายละเอียดในหัวข้อ 3.2.8 8. อาการผิดปกติอื่นๆ ได้แก่ 9. อาการติดเชื้ออื่นๆ เช่น อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • โรคผิวหนังที่มีอาการรุนแรง • คอแข็งร่วมกับมีไข้ • อาเจียนเรื้อรัง • ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว ภาวการณ์รับรู้เกี่ยวกับ เวลา สถานที่ บุคคล ลดลง • หมดสติอย่างเฉียบพลัน ตัวเย็น สะเก็ดเงินหรือเรื้อนกวาง อาการแพ้ยา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคบาดทะยัก (Tetanus) ทางเดินล�ำไส้อุดตัน โรคพยาธิ โรคตับ มะเร็งกระเพาะ อาหาร Cerebral infarction, Depression สมองอักเสบ (Encephalitis) Hypoglycemia เยื่อหุ้มสมองอักเสบ(Meningitis) สมองอักเสบ (Encephalitis) อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง • มีไข้สูงเกิน 38oซ นานเกิน 2 วัน มีอาการปวด เมื่อยอ่อนเพลีย มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ • มีไข้สูงเกิน 38oซ และสัมผัสสัตว์ปีก มีอาการทาง ระบบทางเดินหายใจ • ไข้สูงลอย 2-7 วัน มีจุดเลือดออกตามร่างกาย • มีไข้และมีตุ่มที่ฝ่ามือ และ/หรือฝ่าเท้า และ/หรือมี แผลในปาก มักพบในเด็กที่อายุต�่ำกว่า 5 ปี ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ไข้หวัดนก ไข้เลือดออก โรคมือเท้าปากเปื่อย ดัชนีชี้วัด - จ�ำนวนผู้ป่วยที่ไปรับการรักษากับแพทย์จริงจากการส่งต่อของร้านยาเทียบกับจ�ำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ท�ำการส่งต่อ หมายเหตุ ทราบโดยการติดต่อกับผู้ป่วยเช่น โทรศัพท์ไปถาม หลังจากวันที่ส่งต่อว่าได้ไปพบแพทย์หรือไม่
  • 115 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี Website ที่แนะน�ำ ตารางแสดงรายละเอียดเว็บไซต์ที่แนะน�ำ หนังสือ • ต�ำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544 ส�ำนักพิมพ์หมอชาว บ้าน ISBN 974-8317-38-2 • คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม • Symptom in Pharmacy, A Guide to the Management of Common Illness, Fifth edition 2005 Alison Blenkinsopp,Pual Paxton and John Blenkinsopp Blackwell Publishing ISBN: 1-4051-2222-6 • MIMs Pharmacy Thailand แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 116 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี สังเกตอาการ ตลอดจนการใช้เครื่องมือวัดผลด้วย ตนเอง ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยา การดูแลสุขภาพ ทั่วไป ความรู้เรื่องโภชนาการ การออกก�ำลังกาย การระมัดระวังหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้การให้ความรู้ในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความพร้อม ของผู้ป่วย และเภสัชกรควรปรับตาม ความเหมาะสม เช่น อาจจะอธิบายความรู้ต่างๆ โดยรวมทีเดียว หรือให้ความรู้เป็นเรื่องๆ หลังจาก ผู้ป่วยมารับยาครั้งต่อไป โดยอาจลงบันทึกไว้ ทบทวนว่าครั้งที่ผ่านมาผู้ป่วยได้รับความรู้เรื่องใด ไปแล้วบ้าง - การเตรียมตัวกรณีที่จะไปพบแพทย์ เช่น ค�ำถามที่ ควรจะถามแพทย์เพื่อให้ได้รับการชี้แจ้ง การปฏิบัติ ตัวก่อนการไปรับการตรวจ เป็นต้น ตัวอย่างรายละเอียดหัวข้อในการให้ความรู้ผู้ป่วย โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดูได้ที่ภาคผนวก 2. เกณฑ์ที่จะต้องส่งต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากเภสัชกรประเมินผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มาขอรับยาแล้ว พบว่ามีความจ�ำเป็นจะต้องส่งต่อเพื่อให้มีการปรับแผนการ รักษาหรือได้รับการวินิจฉัย เพื่อประโยชน์ในการรักษาที่ดี ขึ้นดังนั้นจึงควรมีเกณฑ์ให้เหมาะสมกับการส่งตัวของผู้ป่วย โรคเรื้อรังนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น เกณฑ์การส่งตัวผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต สูง (อ้างอิงจากแนวทางเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ส�ำหรับเภสัชกรร้านยาคุณภาพ โดย สปสช.) ควรส่งผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีหรือโดยเร็ว พร้อมแจ้ง ปัญหาที่เกิด พร้อมประวัติการใช้ยา ผลระดับน�้ำตาลใน เลือด ค่าความดันโลหิต และข้อมูลที่จ�ำเป็น หากประเมิน ผู้ป่วยแล้วพบปัญหาดังต่อไปนี้ 1. CBG (FBG) <70 มก. /ดล. 2. ผู้ป่วยมีอาการ hypoglycemia บ่อย โดยไม่ทราบ สาเหตุ 3. CBG (FBG) >200มก. /ดล. ติดต่อกันมากกว่า 2 ครั้งที่มาพบที่ร้านยา 4. CBG (FBG) >300มก. /ดล. ร่วมกับมีอาการ hyperglycemia เมื่อผู้รับบริการที่ทราบว่าเป็นโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ มาขอซื้อยาใช้ ชั่วคราว หรือซื้อต่อเนื่องเป็นประจ�ำ เภสัชกรควรพิจารณา ความเหมาะสมในการจ่ายยา และควรมีแนวทางในการให้ ค�ำแนะน�ำปรึกษาด้านยาแก่ผู้ป่วย ตลอดจนแนวทางจัดการ กับปัญหาต่างๆ รวมถึงให้ความรู้ ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ โรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ หากผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย จากแพทย์เป็นระยะเวลานาน เภสัชกรควรให้ค�ำแนะน�ำ หรือท�ำการส่งต่อ ถึงแม้ผู้ป่วยนั้นจะไม่มีอาการปรากฏใน ปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินสภาวะของ ผู้ป่วยให้เหมาะสมกับยาที่ผู้ป่วยได้รับ แนวทางการให้ค�ำปรึกษาส�ำหรับผู้ป่วยที่ต้องติดตาม อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. มีแนวปฏิบัติในการให้ค�ำแนะน�ำด้านความรู้เกี่ยว กับโรค การรักษา และการปฏิบัติตน 2. มีแนวปฏิบัติในการแก้ปัญหาจากการใช้ยาอย่างต่อ เนื่อง 3. มีเกณฑ์พิจารณาที่จะส่งต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1. แนวปฏิบัติในการให้ค�ำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลักษณะในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยสามารถท�ำได้หลาย รูปแบบ ได้แก่ - การสอนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย เป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่ม เมื่อผู้ป่วยมาพบที่ร้าน หรือมารับยาที่ร้าน - การสอนหรือการแนะน�ำให้แก่ญาติผู้ป่วยหรือผู้ดูแล ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้มารับยาด้วยตัวเอง - ควรจัดให้มีสื่อหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น แผ่นพับ รูปภาพ สไลด์ สื่อมัลติมีเดีย วีดิโอ เพื่อให้ผู้ป่วย เข้าใจได้ง่ายขึ้น หรือการจัดหาหนังสือที่เกี่ยวกับโรค ที่อ่านง่าย ให้ผู้ป่วยสามารถยืมกลับไปศึกษาเอง - เนื้อหาที่จะให้ความรู้ควรครอบคลุมในสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อการรักษา ได้แก่ ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับโรค ผลแทรกซ้อนจากโรค การเฝ้าระวัง ค�ำอธิบาย 3.2.8 แนวทางการให้ค�ำปรึกษาส�ำหรับผู้ป่วยที่ ติดตามอย่างต่อเนื่อง
  • 117 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 5. มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก 6. มีอาการเหนื่อยมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ 7. มีอาการหน้ามืดเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ 8. มี tachycardia (ชีพจรขณะพัก > 100 ครั้งต่อ นาที) และ/หรือ orthostatic hypotension 9. ปวดน่องเวลาเดิน และ/หรือ มีปวดขาขณะพักรวม ด้วย หรือปวดในเวลากลางคืน 10. ความดันโลหิต 180/110 มม.ปรอทหรือมากกว่า หรือในผู้ป่วยที่มีประวัติรับการรักษาโรคความ ดันโลหิตสูงมาก่อน พบมี systolic BP > 140 มม.ปรอท และ/หรือ diastolic BP > 85 มม.ปรอท ติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน 11. มีแผลเรื้อรังที่ขาหรือที่เท้า หรือภาวะอื่นๆ ที่ไม่ สามารถดูแลความปลอดภัยของเท้าได้ 12. สายตามัวผิดปกติทันที 13. ภาวะตั้งครรภ์ 14. มีอาการบ่งบอกว่าอาจจะเกิดการติดเชื้อ เช่น มีไข้ และมีอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะ hyperglycemia หรือ hypoglycemia ร่วมด้วย 15. มีอาการที่อาจบ่งชี้ถึงโรคหลอดเลือดสมอง คือ พบอาการต่อไปนี้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน - มีการชาหรืออ่อนแรงบริเวณใบหน้า แขนหรือ ขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นข้างใดข้างหนึ่ง - มีการมองเห็นที่ผิดปกติ - มีอาการสับสน หรือความผิดปกติของการพูด หรือไม่เข้าใจค�ำพูด - มีความผิดปกติเรื่องการทรงตัว การเดิน การควบคุมการเคลื่อนไหวอื่น 16. ผู้ป่วยมีปัญหาจากการใช้ยา (drug related problem) ที่แพทย์สั่งจ่าย เช่น มีผลไม่พึง ประสงค์จากยา หรือมีอันตรกิริยาระหว่างยาที่ มีนัยส�ำคัญ โดยไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่ปรับ เปลี่ยนยา 17. ผู้ป่วยที่แพทย์เพิ่งให้การวินิจฉัยใหม่ และก�ำลัง ปรับแผนการรักษาอยู่ 18. ผู้ป่วยที่ตอบสนองการรักษาไม่ดี และแพทย์ก�ำลัง ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาอยู่ 19. ผู้ป่วยเก่าที่ไม่ได้พบแพทย์มานานกว่า 3 เดือน แล้วโดยไม่ยอมใช้ยา (ทั้งที่แพทย์จ่ายยา) หรือผู้ ป่วยที่รับยาเดิมต่อเนื่องแต่ยังไม่ได้รับการตรวจ จากแพทย์ครบ 6 เดือน แม้จะเป็นผู้ป่วยที่ไม่ได้ แสดงอาการของภาวะแทรกซ้อน หรือไม่มีปัญหา เกี่ยวเนื่องจากยาก็ตาม 20. อาการผิดปกติอื่นๆ ที่เภสัชกรพิจารณาว่าควรส่ง ต่อแพทย์
  • 118 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ตัวอย่างแผนภูมิการให้บริการผู้ป่วยเบาหวานโดยเภสัชกร ที่มา: แนวทางการให้บริการโรคเบาหวานโดยเภสัชกรร้านยาคุณภาพ พ.ศ. 2551 (ที่ร่วมให้บริการกับส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
  • 119 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 3. แนวทางในการคัดกรองปัญหาที่เกี่ยวกับยาและ การแก้ไขส�ำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จะต้องใช้ยาเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อเนื่อง ซึ่งมักจะต้องใช้ยาหลายต�ำรับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจ เกิดปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากการใช้ยา ดั้งนั้นเภสัชกรผู้จ่าย ยาจะต้องมีหน้าที่คัดกรองปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแนว ปฏิบัติ24 ได้แก่ คัดกรองหาปัญหาในการได้รับยาที่ไม่เหมาะสม เช่น • ผู้ป่วยมีข้อห้ามใช้ หรือมีประวัติแพ้ยาตัวที่จะจ่าย หรือไม่ • ยามีข้อบ่งใช้ตรงกับการเจ็บป่วยหรือไม่ • ผู้ป่วยเคยมีหรือแสดงอาการที่ชวนสงสัยว่าจะไม่ ตอบสนองต่อยา สมควรพิจารณาเปลี่ยนยา หรือ รายงานให้แพทย์ปรับเปลี่ยนยา คัดกรองหาปัญหาการได้รับยาไม่ถูกแบบแผนของการ ใช้ยา เช่น • ผู้ป่วยได้รับขนาดยา ความถี่ สูง หรือต�่ำ เกินกว่า ขนาดการรักษาตามสภาวะของผู้ป่วย หรือเวลา บริหารยาที่ไม่เหมาะสม เช่น ยาที่ควรรับประทาน ตอนท้องว่าง แต่แพทย์ได้สั่งให้รับประทานพร้อม อาหาร ฯลฯ • ผู้ป่วยได้รับรูปแบบยา (dosage form) ไม่เหมาะ สม เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการหอบรุนแรง แต่ยังคงได้ รับแต่ยาเม็ดขยายหลอดลม ควรแนะน�ำให้ใช้ยา สูด • ผู้ป่วยได้รับยาซ�้ำซ้อนหรือไม่ เช่น มีแพทย์มากกว่า 1 ท่านสั่งยาให้ แต่ผู้ป่วยมาซื้อยาใช้เองเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นยาซ�้ำตัวเดียวกับที่ได้รับจากแพทย์ คัดกรองปัญหาผู้ป่วยไม่ยอมใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง เช่น • ผู้ป่วยมีความเชื่อหรือทัศนคติไม่ดีต่อการใช้ยา ตัวอย่างเช่น มาขอซื้อยาตัวอื่นที่มีผู้แนะน�ำมา โดย คิดว่ายาที่แพทย์จ่ายให้เป็นยาอ่อน คัดกรองปัญหาการเกิดผลไม่พึงประสงค์จากยา • โดยวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ที่ท�ำให้เกิดผลดัง กล่าว หาทางป้องกัน หรือลดความรุนแรง หาก ไม่สามารถแก้ไขได้ควรส่งต่อ คัดกรองหาปัญหาการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา เช่น • โอกาสการเกิดอันตรกิริยาในยาที่จ่าย กับยาอื่น อาหาร สมุนไพรหรือแพทย์ทางเลือก ฯลฯ หา วิธีป้องกัน แก้ไข หรือส่งต่อให้แพทย์ปรับเปลี่ยน หากเภสัชกรไม่สามารถจัดการเองได้ คัดกรองหาปัญหาความไม่ร่วมมือในการใช้ยา (Non compliance problem) • ไม่ควรต�ำหนิผู้ป่วย แต่ควรหาสาเหตุที่ท�ำให้ผู้ป่วย ไม่ร่วมมือ แก้ไขโดยใช้เทคนิคการอธิบายเพื่อสร้าง ความเข้าใจ การจูงใจ การสาธิต หรือ การใช้ยา อุปกรณ์เสริมช่วยให้การร่วมมือดีขึ้น ตัวอย่างปัญหาความไม่ร่วมมือในการใช้ยา25 ได้แก่ • ผู้ป่วยขาดความรู้ความเข้าใจหรือตระหนักใน ความส�ำคัญของการรักษาตลอดจนการใช้ยาอย่าง ต่อเนื่อง • ผู้ป่วยมีทัศนคติ หรือมีความเชื่อที่ไม่ดีต่อการใช้ ยาต่อเนื่อง เช่น ใช้ยาไปนานๆ ท�ำให้ตับ ไต เสียหาย เกิดการติดยา ฯลฯ • ผู้ป่วยเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อการใช้ยามาก่อน เช่น เกิดผลข้างเคียงที่ยอมรับไม่ได้ แพ้ยารุนแรง ท�ำให้กลัวที่จะใช้ยา • ผู้ป่วยมีความบกพร่อง หรือขาดความสามารถบาง อย่างที่ท�ำให้ไม่ได้รับยาอย่างต่อเนื่องสม�่ำเสมอ เช่น มองไม่เห็นข้อความในฉลาก ความจ�ำไม่ดี ไม่เข้าใจหรือตีความค�ำสั่งในฉลากยาผิด ฯลฯ • ผู้ป่วยไม่ช�ำนาญในการใช้ยาที่มีเทคนิคพิเศษ เช่น การฉีดยาอินซูลิน การใช้ยาสูด ฯลฯ • ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงยา เช่น มีปัญหา ทางการเงิน ปัญหาการเดินทาง ไม่มีเวลาว่างที่ จะไปรับยา เช่น ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง ยาหมดหลายวันแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาไปพบแพทย์ จึงขอซื้อยาใช้ชั่วคราว เป็นต้น ดัชนีชี้วัด เช่น - จ�ำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ได้ให้ค�ำปรึกษาหรือการ แก้ไขปัญหาและมีการติดตามผล
  • 120 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี หนังสือ • แนวทางเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. ๒๕๕๑ จัดท�ำโดย สมาคมโรคเบาหวาน สมาคมโรคต่อมไร้ท่อ แห่งประเทศไทย ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ISBN 978-974-10-9 สามารถ Download ได้ที่ http://www.diabassocthai.org/v1/file_attach/31Oct200817-AttachFile1225433537.pdf • แนวทางเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคหืด โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ สามารถ Download ได้ที่ http://www.nhso.go.th/NHSOFront/SelectViewFolderAction.do?folder_id=000000000000034 • การดูแลรักษาเบาหวานแบบองค์รวม (HOLISTIC DIABETES CARE) จัดโดย สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ และ เมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนาคม 2549 ISBN 974-9942-97-3 • The Seventh Report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation and Treatment of High Blood Pressure. National Institute of Health, National Heart Lung and Blood Institute, National High Blood Pressure Education Program NIH Publication no. 04-5230 August 2004 สามารถ Download ได้ที่ http://www.nhlbi.nih.gov/guidelines/hypertension/express.pdf • FIP State of Policy The Role of the Pharmacist in the prevention and treatment of chronic disease.2006 สามารถ Download ได้ที่ http://www.fip.org/www/uploads/database_file. php?id=274&table_id= • Adherence to Long-term therapies. Evidence for action. World Health Organization 2003 ISBN:92-4154599-2 สามารถ Download ได้ที่ http://apps.who.int/medicinedocs/pdf/s4883e/s4883e.pdf • Enhancing Prescription Medicine Adherence: A National Action Plan. National Council on Patient Information and Education August 2007 ISBN:301-656-8565 สามารถ Download ได้ที่ http://www.talkaboutrx.org/documents/enhancing_prescription_medicine_adherence.pdf • แนวปฎิบัติการปรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด สามารถดูได้ที่ เว็บไซต์ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระราขูปถัมภ์ที่ http://thaiheart.org/ แหล่งข้อมูลที่แนะน�ำให้หาความรู้เพิ่มเติม ได้แก่
  • 121 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี • www.diabetes.org • www.familydoctor.org • www.tcoyd.org • www.americanheart.org • www.diabetes.niddk.nih.gov • www.diabassocthai.org • www.thaihypertension.org • www.asthma.or.th • www.thaioracic.or.th • www.allergythai.org • www.thaiheart.org • www.uctv.tv Website ที่น่าสนใจ
  • 122 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี เมื่อผู้ป่วยที่ได้รับยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ไปใช้ ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งหมายรวมถึง อาการข้างเคียง อาการแพ้ยา อาการตอบสนองที่รุนแรง ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าว เภสัชกร ในร้านยาควรมีองค์ความรู้ หรือศึกษาหาความรู้เพื่อให้มี ทักษะในการจัดการแก้ปัญหา ผลอันไม่พึงประสงค์ ได้แก่ 1. มีความรู้ความเข้าใจในลักษณะต่างๆ ของอาการ ไม่พึงประสงค์ (ADR) เช่น การจ�ำแนกประเภท กลไกการเกิด ตลอดจนอาการ ADR ที่พบบ่อยใน ร้านยา เช่น ADR ทางผิวหนัง ประเภทของผื่นแพ้ 2. มีความสามารถในการประเมินผลของอาการไม่พึง ประสงค์ ตลอดจนการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการ ช่วยประเมิน 3. มีความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก อาการไม่พึงประสงค์ 4. การออกบัตรแพ้ยาและการให้ค�ำแนะน�ำแก่ผู้ป่วย 5. มีความสามารถในการรายงานผลของอาการไม่พึง ประสงค์ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ 1. ตัวอย่างความรู้ความเข้าใจพื้นฐาน ลักษณะต่างๆ ของอาการไม่พึงประสงค์จากยา อาการไม่พึงประสงค์จากยา (Adverse drug reaction; ADR)26 หมายถึง การตอบสนองต่อยาที่เป็น อันตรายและไม่ได้จงใจให้เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นในการใช้ยา ตามปกติ โดยไม่รวมถึงการได้รับยาเกินขนาดหรือการจงใจ ใช้ยาในทางผิด ADR จะหมายความรวมถึงการแพ้ยา (drug allergy) และอาการข้างเคียงจากการใช้ยา (side effect) พบได้ทั้ง ทางผิวหนัง และ ไม่ใช่ทางผิวหนัง (non-skin) ค�ำอธิบาย 3.2.9 การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยา รวม ถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพ และให้มีการรายงานอาการอันไม่พึง ประสงค์ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ Drug allergy เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของ ร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป การแพ้ยาเกิดขึ้นเฉพาะตัว บุคคลจึงไม่สามารถท�ำนายการเกิดได้ แต่สามารถป้องกัน การแพ้ยาซ�้ำได้ ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของเภสัชกรชุมชนที่ต้อง มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วยในการประเมินการแพ้ยา และบันทึกท�ำประวัติการแพ้ยานั้นๆเพื่อป้องกันการแพ้ยา ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ยาในครั้งถัดไป Side effect คือ ผลใดๆ ที่ไม่ได้จงใจให้เกิดขึ้นจาก pharmaceutical product ซึ่งเกิดขึ้นในการใช้ยาตามปกติ และสัมพันธ์กับคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา อาการข้างเคียง จากการใช้ยาสามารถควบคุมหรือป้องกันได้หากมีการใช้ยา ด้วยความระมัดระวัง การจัดประเภท ADR ที่อ้างอิงบ่อย ได้แก่ การจัด ประเภทตามประเภท type A หรือ B โดย Rawlins และ Thompsom27 Type A (Augmented) ADR เป็นอาการซึ่งเป็น ผลจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยา หรือเมทตาบอไลท์ ของยา ตัวอย่างเช่น อาการง่วงนอนจากยากลุ่ม benzodiazepine การเกิดภาวะ hypoglycemia จาก การใช้ยากลุ่ม sulfonylurea อาการท้องเสียจากการใช้ board spectrum antibiotics Type B (Bizarre) ADR เป็นปฏิกิริยาตอบสนอง เฉพาะบางคนที่มีความไวต่อยา โดยผลไม่สัมพันธ์กับฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยา อาจพบไม่บ่อย แต่มักมีอาการรุนแรง เช่น อาการ Anaphylaxis จากการแพ้ยา กลุ่ม penicillins, idiosyncratic reaction เช่น การเกิด aplastic anemia จากการใช้ยา chloramphenicol
  • 123 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี การแบ่งประเภทอาการไม่พึงประสงค์ ADR ตาม กลไกการเกิดปฏิกิริยา29 ได้แก่ แบบ immunologic type ซึ่งกลไกเกี่ยวข้องกับ ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผื่น (rash) serum sickness, anaphylaxis, asthma, urticaria, angioedema แบบ non-immunologic type ซึ่งกลไกการเกิดจะไม่ เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบที่สามารถท�ำนายฤทธิ์ของการเกิดได้ (predictable) ส่วนใหญ่เกิดจากฤทธิ์ของทาง เภสัชวิทยา เช่น อาการ side effect ปากแห้ง คอแห้ง จากการใช้ antihistamine 2. แบบที่ไม่สามารถท�ำนายฤทธิ์ของการเกิดได้ (unpredictable) มักไม่สัมพันธ์กับฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา หรือปฏิกิริยาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การเกิด Idiosyncratic reaction จากการ ใช้ยา sulfonamide ในผู้ป่วยที่มีภาวะบกพร่อง เอนไซม์ G6PD อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเม็ด เลือดแดงแตก อาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังที่พบบ่อยในร้านขายยา จากรายงานของศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ พบว่ายาที่เกิดการแพ้ได้บ่อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ยา amoxicillin, co-trimoxazole และ ibuprofen โดยอาการ ADR มักจะแสดงออกในรูป เป็นผื่นแพ้ยา ดังนั้นเภสัชกร ควรมีความรู้ในการประเมิน อาการลักษณะผื่นแพ้ยาแบบต่างๆ ที่พบบ่อย30 (สามารถ ดูในรายละเอียด ค�ำอธิบาย ตัวอย่างยาที่พบ รูปประกอบ ได้ที่ภาคผนวก) ได้แก่ 1. Maculo-papular rash 2. Urticaria 3. Angioedema 4. Fixed drug eruption 5. Eczematous eruption 6. ผื่นอื่นๆ ที่อาจพบได้ไม่บ่อย เช่น 6.1 Erythema Multiforme 6.2 Stevens-Johnson syndrome 6.3 Toxic epidermal necrolysis (TEN) ตารางเปรียบเทียบอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาชนิด Type A และ Type B28 Type A Type B • สัมพันธ์กับขนาดยา • ไม่สัมพันธ์กับขนาดยา • เป็นฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ท�ำนายได้ • ไม่สามารถท�ำนายฤทธิ์การเกิดได้ด้วยฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา • ส่วนใหญ่พบตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัย ทดลองยาในสัตว์ ทดลอง • ไม่พบในขั้นตอนการวิจัยทดลองยาในสัตว์ • พบบ่อย มีโอกาสท�ำให้เกิดการเจ็บป่วยได้มากแต่ อาการที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรง โอกาสเสี่ยงต่อการเสีย ชีวิตน้อย • พบน้อย แต่อาการที่เกิดขึ้นมักรุนแรงเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตสูง • รักษาโดยการลดขนาดยา • รักษาโดยการหยุดยา
  • 124 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ ADR ตัวอย่างยาที่อาจพบ ระบบทางเดินอาหาร • อาการปากแห้งคอแห้ง • อาการคลื่นไส้อาเจียน • ท้องเสีย • ยาในกลุ่ม Antihistamine, Anticholinergic agent, Tricyclic antidepressant • ยาในกลุ่ม Ergot, Erythromycin, Digoxin, Iron salts • Antibiotic พวก board spectrum เช่น Co-Amoxyclav, Clindamycin, Colchicine, Magnesium antacid ฯลฯ ระบบทางเดินหายใจ • Bronchoconstriction • Cough • Nasal congestion • Penicillin, Aspirin, NSAIDs, ß-blockers • ACEI, Antihistamine • Amitriptyline, Propanolol, Sildenafil ระบบกล้ามเนื้อ • Myalgia หรือ Myopathy • Statins, Quinolones, Diuretics, Fibrates, Nicotinic acid ระบบหัวใจและหลอดเลือด • Arrythmia • Hypertension • Theophylline, Digoxin • NSAIDs, Ketoconazole, Decongestant, Estrogen ระบบประสาท • Headache • Indometacin, Caffeine อาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ ในระบบต่างๆ ของร่างกายที่อาจพบได้ในร้านยา31 ยกตัวอย่างดังในตาราง รายละเอียดอาการไม่พึงประสงค์ ในระบบต่างๆ เช่น ตับ ไต ระบบเลือด ต่อมไร้ท่อและอื่นๆ สามารถศึกษา เพิ่มเติมจากคู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยา: ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไต ระบบทางเดินอาหาร ตับ ต่อมไร้ท่อ เมแทบอลิซึม ระบบเลือด สมดุลกรด-ด่าง ผ่านเว็บไซต์ได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/ADR%20References%204/Book/1-7.pdf
  • 125 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี อาชีพของผู้ป่วย เช่น มีผื่นขึ้น แพ้เป็นลมพิษ ระหว่างรับประทานยาอยู่ อาจจะเกิดจากการ สัมผัสกับฝุ่นลม หรือการแพ้สารเคมีในโรงงาน อุตสาหกรรม การเกษตรกรรม  ผลจากอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ผู้ป่วย รับประทานอยู่อาจเป็นสาเหตุของ ADR  ความไม่รู้ของผู้ป่วยที่อาจเคยแพ้ยามาก่อน ท�ำให้อาจจะได้รับยาที่เคยแพ้โดยไม่ตั้งใจแล้ว เกิดอาการ เช่น ผู้ป่วยเคยใช้ยาแล้วแพ้มี ผื่นคัน คิดว่าเป็นลมพิษ เมื่อมาซื้อยาที่ร้านยา ครั้งใหม่ จึงปฏิเสธการแพ้ยา เภสัชกรได้จ่าย ยาตัวที่แพ้ให้ เมื่อเกิดอาการผื่นคันอีกจึงกลับ มาหาเภสัชกรเพื่อซื้อยาแก้ผื่นคัน 2. การสืบค้นข้อมูลรายงานยาที่สงสัยว่าจะก่อให้เกิด อาการอันไม่พึงประสงค์ ว่าเกิดเหมือนหรือคล้ายกับผู้ป่วย รายที่ก�ำลังประเมินหรือไม่ หากมีการใช้ยาหลายตัวควร พิจารณายาแต่ละตัว ว่าเคยมีรายงานฯ เพื่อจะได้ตัดยาบาง รายการที่ไม่มีผลออกไป ควรพิจารณาโอกาสของสาเหตุจาก อันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ของยาที่ท�ำให้ เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 3. การประเมินความรุนแรงหรืออันตรายที่เกิดขึ้น จากผลอันไม่พึงประสงค์นั้น o หากมีอาการรุนแรง หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ป่วยควรรีบส่งต่อแพทย์ เพื่อท�ำการรักษา o หากอาการไม่รุนแรง หรือไม่ก่ออันตราย ร้ายแรงใด ควรท�ำการหาข้อมูลต่อเพื่อเพิ่ม ความเชื่อมั่นของการประเมินผล เช่น การหยุด ยาแล้วดูว่าอาการจะหายไปหรือไม่ หรือเมื่อ หายแล้วอาจให้ยาซ�้ำหากผู้ป่วยยินยอม แล้วดู ว่าจะมีอาการเกิดขึ้นมาอีกหรือไม่ 4. การใช้เครื่องมือพิสูจน์ช่วยเพื่อเพิ่มระดับความเชื่อ มั่นของอาการไม่พึงประสงค์ ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินผลหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้และเป็นที่ยอมรับสากล ได้แก่ 2. แนวทางการประเมินผลอันไม่พึงประสงค์จากยา ในการประเมินอาการหรือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ว่าเป็นผลจากยาหรือไม่ ควรท�ำอย่างเป็นระบบรอบคอบ และมีการแปรผลอย่างถูกต้องทั้งนี้เพื่อคัดกรองอาการ อื่นที่ไม่ได้มีผลจากยาอื่นออก จะได้ด�ำเนินแก้ไขได้อย่าง เหมาะสม จึงควรมีแนวปฏิบัติดัง32 ต่อไปนี้ 1. รวบรวมข้อมูลที่จ�ำเพาะที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ยา ได้แก่ • ประวัติของผู้ป่วย เช่น อายุ เพศ ประวัติโรค ประจ�ำตัว ประวัติแพ้ยา ประวัติการใช้ยา ฯลฯ • ลักษณะอาการหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น หากเป็นการแพ้ยา มีอาการเป็นผื่น ควรทราบว่า ผื่นเป็นแบบใด อาทิ ผื่นแดง (erythrematous rash) ผื่นลมพิษ (urticaria) หรือตุ่มน�้ำใส (bollous)33 เป็นต้น เป็นบริเวณใด เป็นทั้งตัว บริเวณใบหน้า แขน ขา หรือ มีอาการคันร่วมด้วย หรือไม่ หากผู้ประเมินไม่แน่ใจ หรือประเมินไม่ได้ ควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจยืนยัน • ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการควรตรวจสอบความสัมพันธ์ ของระยะเวลาที่ใช้ยาและอาการที่เกิด เช่น อาการ ไม่พึงประสงค์จะต้องเกิดหลังจากการใช้ยาที่สงสัย เสมอ ในบางกรณีอาการอาจจะเกิดหลังจากการ ใช้ยาไปแล้วเป็นเวลานานได้ หากพบยาที่สงสัย ว่าเป็นสาเหตุควรพิจารณากลไกที่ท�ำให้เกิดอาการ • ขนาดยาที่ใช้และช่วงเวลาของการใช้ยาควร พิจารณาว่า มีความสัมพันธ์กับอาการที่เกิดขึ้น หรือไม่ เช่น ยาบางชนิดหากใช้ในขนาดต�่ำไม่เกิด ADR แต่เมื่อใช้ในขนาดสูง จะท�ำให้เกิด ADR ได้ • พิจารณาสาเหตุอื่นที่อาจท�ำให้เกิดอาการหรือ ลักษณะทางคลินิก ที่เหมือนกับอาการไม่พึง ประสงค์ที่ต้องสงสัย ยกตัวอย่างเช่น  อาการที่ปรากฏเป็นผลจากโรคที่ด�ำเนินอยู่ เช่น การเป็นไข้และมีผื่นขึ้นจากไข้ ไม่ใช่แพ้ยา  อาการที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม การท�ำงานหรือ
  • 126 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี เนื่องจากในร้านยาคงไม่สามารถประเมินตามแบบประเมินผลอันไม่พึงประสงค์ของนาแรนโจ (Naranjo’s algorithm) ได้ทุกข้อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อที่ 6 7 และ 10 อย่างไรก็ดี หัวข้ออื่นที่ประเมินได้ ยังสามารถให้คะแนนสูงพอที่จะระบุได้ ว่ายามีผลท�ำให้เกิด ADR เพราะค่าคะแนนตั้งแต่ 5 ขึ้นไปก็สามารถสร้างความมั่นใจในการประเมินได้พอสมควร คือ ยา ตัวที่สงสัย “น่าจะใช่” (probable) สาเหตุของ ADR คะแนน ≤ 0 = unlikely (ไม่น่าจะใช่) 1-4 = possible (อาจจะใช่) 5-8 = probable (น่าจะใช่) ≥ 9 = definite (ใช่แน่) แบบประเมินผลอันไม่พึงประสงค์ของนาแรนโจ (Naranjo’s algorithm)34 ดังตัวอย่าง ค�ำถามเพื่อการประเมิน ใช่ ไม่ใช่ ไม่รู้ คะแนน 1. เคยมีรายงานที่สรุปแน่นอนถึงอาการไม่พึงประสงค์เช่นนี้จากยานี้มาก่อน +1 0 0 2. อาการไม่พึงประสงค์นั้นเกิดขึ้นภายหลังผู้ป่วยได้รับยาที่สงสัยใช่หรือไม่ +2 -1 0 3. อาการไม่พึงประสงค์นั้นบรรเทาลง หรือหายไป เมื่อหยุดยาที่สงสัย หรือ หลังให้ยาต้านฤทธิ์ที่จ�ำเพาะ (specific antagonist) ใช่หรือไม่ +1 0 0 4. อาการไม่พึงประสงค์นั้นกลับเป็นซ�้ำเมื่อมีการใช้ยานั้นอีก ใช่หรือไม่ +2 -1 0 5. อาจมีสาเหตุอื่นนอกเหนือจากยาที่สงสัยที่สามารถท�ำให้เกิดอาการไม่พึง ประสงค์ดังกล่าวหรือไม่ -1 +2 0 6. อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกเมื่อมีการให้ยาหลอก (placebo) ใช่หรือไม่ -1 +1 0 7. มีการตรวจพบว่าระดับยาที่สงสัยในเลือดหรือในสารน�้ำอื่นๆ ในร่างกายมี ความเข้มข้นอยู่ในระดับที่เป็นพิษหรือไม่ +1 0 0 8. อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวรุนแรงขึ้นเมื่อเพิ่มขนาดยา และลดลงเมื่อ ลดขนาดยาหรือไม่ +1 0 0 9. ผู้ป่วยเคยเกิดอาการที่คล้ายกับอาการไม่พึงประสงค์ครั้งนี้จากการใช้ยาที่ สงสัยหรือยาที่คล้ายกันมาก่อนหรือไม่ +1 0 0 10. มีการยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วยหลักฐานที่ชัดเจนหรือไม่ +1 0 0
  • 127 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี นอกจากนี้ยังมีแบบประเมินอื่นที่น่าสนใจสามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การประเมินโดยใช้ Thai algorithm35 ดังตัวอย่าง การแปลผล Thai algorithm จะประกอบด้วยชุดค�ำถาม 7 ข้อ โดยให้ตอบค�ำถามลงในช่องผลการประเมิน โดยให้ตอบ “Y” ในกรณีที่ค�ำตอบคือ “ใช่” และให้ตอบ “U” ในกรณีค�ำตอบ คือ “ไม่ใช่” หรือ “ไม่ทราบ” ดังตัวอย่าง
  • 128 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ระดับความน่าจะเป็นของผลการประเมินด้วย Thai Algorithm อย่างไรก็ดีหากเภสัชกรในร้านยาไม่มีความช�ำนาญในการประเมินในแบบประเมินดังกล่าวทั้ง 2 แบบสามารถประเมิน โดยใช้หลักเกณฑ์ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
  • 129 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี การประเมินผลความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึง ประสงค์ที่เกิดขึ้นกับยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สงสัย แบ่ง เป็น 4 ระดับ36 ดังต่อไปนี้ 1. Certain (ใช่แน่นอน) หมายถึง กรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1) เวลาของอาการที่เกิดสัมพันธ์กับการใช้ (อาการ เกิดหลังจากใช้) 2) เคยพบ (ทราบ) อาการดังกล่าวมาก่อน 3) หยุดใช้อาการหายไป 4) เมื่อเริ่มใช้อาการกลับมาเป็นใหม่ 5) ไม่ใช่อาการของโรคที่เป็นอยู่ 2. Probable (น่าจะใช่) หมายถึง กรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1) เวลาของอาการที่เกิดสัมพันธ์กับการใช้ (อาการ เกิดหลังจากใช้) 2) เคยพบ (ทราบ) อาการดังกล่าวมาก่อน 3) หยุดใช้อาการหายไป 4) ไม่มีข้อมูลการเริ่มใช้ใหม่ 5) ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาการของโรคที่ เป็นอยู่ 3. Possible (อาจจะใช่) หมายถึง กรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1) เวลาของอาการที่เกิดสัมพันธ์กับการใช้ (อาการ เกิดหลังจากใช้) 2) เคยพบ (ทราบ) อาการดังกล่าวมาก่อน 3) ไม่มีข้อมูลการหยุดใช้หรือเริ่มใช้ใหม่ 4) อาจเกิดจากอาการของโรคที่เป็นอยู่ 4. Unlikely (ไม่น่าใช่) หมายถึง กรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1) เวลาของอาการที่เกิดสัมพันธ์กับการใช้ (อาการ เกิดหลังจากใช้) 2) ไม่เคยพบ (ทราบ) อาการดังกล่าวมาก่อน 3) ไม่มีข้อมูลการหยุดใช้หรือเริ่มใช้ใหม่ 4) อาจเกิดจากอาการของโรคที่เป็นอยู่ 3. แนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากอาการไม่พึงประสงค์ 1. ประเมิน ADR ของผู้ป่วยว่ามีอาการรุนแรง สมควรส่งต่อให้แพทย์ดูแลหรือไม่ ตัวอย่างอาการ ที่รุนแรง เช่น มีผื่นแดงทั้งตัว และลุกลามอย่าง รวดเร็ว ผิวหนังหลุดลอกเป็นแผ่น มีไข้สูงหนาว สั่น ความดันโลหิตต�่ำ หายใจหอบเหนื่อย ปวดข้อ ข้ออักเสบ ตาเหลือง ตัวเหลือง ต่อมน�้ำเหลืองโต ทั่วตัว หน้าบวม ลิ้นบวม หรือบวมทั่วตัว37 เป็นต้น 2. หากอาการไม่รุนแรงมาก การรักษาเป็นแบบประ คับประคอง หรือรักษาตามอาการ เพื่อลดอาการ ไม่สบายหรืออาการแทรกซ้อนต่างๆ38 ดังตัวอย่าง เช่น • แนะน�ำให้ผู้ป่วยหยุดยาทุกชนิดที่ต้องสงสัย ว่า จะเป็นสาเหตุของ ADR ยกเว้น อาการไม่ รุนแรง และประเมินว่ามีความจ�ำเป็นที่จะต้อง ใช้ยานั้นเพื่อควบคุมอาการของผู้ป่วยที่เป็นอยู่ เช่น อาจลดขนาดยา • ให้ยาต้านฤทธิ์เพื่อลดอาการโดยตรง เช่น หากมีอาการผื่นคันที่ผิวหนัง อาจให้ยาแก้แพ้ antihistamine ร่วมกับยาทาจ�ำพวก calamine lotion เพื่อลดอาการคัน ในกรณีที่เป็นผื่น แพ้แบบอื่น เช่น eczema อาจให้ยาทา corticosteroid ได้ • การรักษาแบบประคับประคอง เช่น หากมี ผิวหนังตึง แสบ สามารถให้ยาเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น moisturizer หากผิวหนังมีน�้ำเหลืองเยิ้ม มีตุ่มน�้ำพุพอง อาจท�ำการประคบด้วยน�้ำเกลือ • ควรแนะน�ำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่ง ผลกระทบท�ำให้อาการแย่ลง เช่น หากมีอาการ แสบผิวหนัง แห้ง ซึ่งเป็นผลที่เกิดจาก ADR ของยา ก็ควรหลีกเลี่ยงจากการถูกแสงแดดเผา หรือไม่ควรอาบน�้ำอุ่น
  • 130 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 4. การออกบัตรแพ้ยาและการให้ค�ำแนะน�ำแก่ผู้ป่วย ประโยชน์ของการออกบัตรแพ้ยา หรือค�ำเตือน เรื่องยา • เมื่อเภสัชกรสามารถประเมินผู้แพ้ยา หรือการ เกิดอาการไม่พึงประสงค์ การออกบัตรแพ้ยาจะ เป็นการเตือนให้ผู้ป่วยระมัดระวังในการใช้ยาครั้ง ต่อไป หรือสามารถส่งข้อมูลให้ผู้ท�ำการรักษาทราบ เพื่อป้องกันปัญหาการเกิด ADR ซ�้ำซ้อน เมื่อไรจึงจะออกบัตรแพ้ยาให้ผู้ป่วย39 • เมื่อประเมิน ADR โดยมีระดับความเชื่อมั่นของ การประเมิน ที่ระดับ probable (น่าจะใช่) หรือ definite (ใช่แน่) • เมื่อประเมิน ADR อาจประเมินได้ในระดับ possible (อาจจะใช่) แต่พบว่าอาการ ADR มี ความร้ายแรง หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนได้ หรือ ADR นั้นมีผลต่อคุณภาพชีวิต • ADR ชนิด type B • ในกรณีเหตุการณ์ ADR เป็นการบอกเล่าของผู้ ป่วยโดยทราบชื่อยาที่ท�ำให้เกิดอาการ และบอก อาการได้อย่างชัดเจน สามารถออกบัตรแพ้ยาได้ แต่ควรเขียนรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นประวัติ จากค�ำบอกเล่าของผู้ป่วย ไม่จ�ำเป็นต้องท�ำการ ประเมินความน่าจะเป็น แต่ถ้าค�ำบอกเล่าของผู้ ป่วยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดมานานแล้วไม่มีข้อมูลชื่อ ยาที่ชัดเจน หรือไม่สามารถหาข้อมูลย้อนกลับได้ ก็ไม่ควรที่จะออกบัตรแพ้ยาให้ การเขียนรายละเอียดในบัตรแพ้ยาหรือค�ำเตือน ควร มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ • ชื่อ สกุล ที่อยู่ของผู้ป่วย ตลอดจนประวัติประจ�ำ ตัว เช่น โรคประจ�ำตัว หรือภาวะอื่นๆ • สถานที่ออกบัตร (ชื่อร้านยา) ผู้รายงาน (ชื่อ เภสัชกร) วันที่ออกบัตร • ยาที่ต้องสงสัยที่ท�ำให้เกิด ADR ระบุชื่อสามัญ ชื่อ การค้า ไม่ควรเขียนชื่อย่อของยา เช่น เขียนแพ้ยา “Paracetamol (Tylenol® )” ขนาดความแรงของ ยา • ลักษณะ ADR ควรระบุอาการที่ชัดเจน ในกรณี เขียนเป็นศัพท์เทคนิคได้ เช่น angioedema แต่ ถ้าระบุไม่ได้ให้บรรยายเป็นภาษาไทยอย่างละเอียด เช่น หน้าบวม เปลือกตาบวม คัน เป็นต้น • ผลการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างยากับอาการ ไม่พึงประสงค์ (ADR) ที่ประเมินได้ ได้แก่ 1 หมายถึง ใช่แน่นอน (Certain) 2 หมายถึง น่าจะใช่ (Probable) 3 หมายถึง อาจจะใช่ (Possible) หมายเหตุ หากประเมินว่า “ไม่น่าใช่” (Unlikely) ไม่ ต้องออกบัตรแพ้ยา • ค�ำแนะน�ำเพิ่มเติม เช่น ค�ำเตือน เรื่องการแพ้ยา ข้ามกลุ่มกัน (cross reaction) ค�ำเตือนการแพ้ ยาชื่อการค้าอื่นที่ผู้ป่วยนิยมใช้ เช่น ผู้ป่วยแพ้ยา tetracycline ให้เตือนว่าห้ามใช้ยาในกลุ่มเดียวกัน เช่น ฮีโร่มัยซิน ทีซีมัยซิน กาโน ฯลฯ • ข้อควรปฏิบัติตามตัวอย่างในบัตรแพ้ยา
  • 131 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่ทราบชื่อ สรรพคุณ ยาชุด หรือยาของผู้อื่นโดยเด็ดขาด และควรสอบถามรายละเอียด ต่างๆ เมื่อจะซื้อยาทุกครั้ง ดัชนีชี้วัดคุณภาพ • ผู้ป่วยที่แพ้ยาทุกรายจะได้รับบัตรแพ้ยา พร้อมค�ำ แนะน�ำและวิธีปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันการใช้ยาที่แพ้ ซ�้ำอีก • ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่าแพ้ยาหรือ การเกิด ADR รายใหม่ และได้รับบัตรเตือนแพ้ยา หรือบัตรเตือน ADR การส่งมอบบัตรแพ้ยาหรือบัตรเตือน ADR • เภสัชกรควรส่งมอบบัตรแพ้ยาพร้อมรายละเอียด และค�ำแนะน�ำต่างๆ ได้แก่ อธิบายสาเหตุกลไก และโอกาสการเกิด ให้ผู้ป่วยเข้าใจ • แนะน�ำให้ผู้ป่วยจดจ�ำชื่อยา กลุ่มยา หรือแจ้งให้ คนใกล้ชิดทราบ • แนะน�ำให้พกบัตรแพ้ยาติดตัวเสมอ เหมือนพก บัตรประชาชน และน�ำไปยื่นทุกครั้งที่รับบริการ จากสถานพยาบาล คลินิก หรือร้านขายยาที่มี เภสัชกรประจ�ำอยู่ตลอดเวลา • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มยาที่เคยแพ้ หรือมี อาการ ADR ยกเว้น ในกรณีแพทย์เห็นว่ามีความ จ�ำเป็นที่จะต้องใช้ยา ถ้าสงสัยควรสอบถามเหตุผล จากแพทย์ • ตัวอย่างบัตรแพ้ยา40
  • 132 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 5. การรายงานผลของอาการไม่พึงประสงค์ ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เมื่อร้านยาได้ด�ำเนินการแก้ไขผลอันไม่พึงประสงค์ จากยา/ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือท�ำการออกบัตรแพ้ยาให้ผู้ ป่วย ขั้นตอนอีกอย่างที่ส�ำคัญ คือ การรายงานผลอันไม่พึง ประสงค์ดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรวบรวม ติดตามเฝ้าระวังปัญหา ADR วัตถุประสงค์ของการท�ำรายงานการเฝ้าระวัง ปัญหา ADR ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ เมื่อมีการวางจ�ำหน่ายใหม่ๆ ย่อมมีข้อมูลด้าน ADR จ�ำกัด เนื่องจากยังมีผู้ป่วยที่ใช้ยัง ไม่มากตลอดจนผลข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลวิจัยทาง คลินิกย่อมไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน เมื่อมีการใช้ยาจริงมาก ขึ้นจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ ADR เพิ่มเติม หากไม่มีการ เก็บรวบรวมข้อมูล ก็จะไม่ทราบว่ายาหรือผลิตภัณฑ์มี ความเสี่ยงต่ออันตรายต่อผู้ป่วยอย่างไรบ้าง ดังนั้นการเก็บ รวบรวมรายงานจึงมีประโยชน์ นอกจากจะเป็นข้อมูลใน การที่จะตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงค�ำเตือนในเอกสาร ก�ำกับยา ตลอดจนเพิกถอนผลิตภัณฑ์หากมีอันตรายร้าย แรง ยังเป็นแหล่งฐานข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ใหม่เชิงวิชาการ แก่บุคลากรทางการแพทย์และนักศึกษา41 ตลอดจนการหา แนวทางในการแก้ปัญหา ADR ได้ในอนาคต แนวทางในการรายงาน42 สิ่งที่จะรายงานนอกจากเรื่องของยาแล้วยังอาจจะ เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ผู้ป่วยได้ใช้และเกิด ADR ขึ้น เช่น อาหาร เครื่องส�ำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ ในครัวเรือน ฯลฯ โดยมีข้อมูลต่างๆ ได้แก่ • ข้อมูลของผู้ป่วยที่สามารถระบุได้ • ชื่อยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยตลอดจนขนาด และวิธีการใช้ • อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น • ความรุนแรงของอาการ • ผลการประเมินความสัมพันธ์ ADR กับผลิตภัณฑ์ ที่ต้องสงสัย • ผลการรักษาหลังเกิดอาการ • ข้อมูลเกี่ยวกับร้านยาที่ส่งรายงาน ระยะเวลาที่จะส่งรายงาน ในกรณียาหรือผลิตภัณฑ์นั้นท�ำให้เกิด ADR ร้ายแรง และไม่มีแสดงไว้ในเอกสารก�ำกับยา ให้รายงานภายใน15 วันหลังเกิดเหตุการณ์ แต่ถ้าเป็น ADR ที่ร้ายแรง แต่มี ข้อมูลแสดงไว้ในเอกสารก�ำกับยา ควรรายงานภายในไม่ เกิน 2 เดือน หลังจากเกิดเหตุการณ์ ส่วนอาการไม่พึง ประสงค์ที่ไม่ร้ายแรงให้รายงานทุก 4 เดือน การส่งแบบรายงานการเฝ้าระวังปัญหาจากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ร้านยาสามารถส่งรายงานไปได้ที่ 1. โรงพยาบาลที่มีศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพตั้งอยู่ ซึ่งจะส่งต่อไป ยังโรงพยาบาลแม่ข่ายของเขตนั้นๆ หรือ 2. ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนน ติวานนท์ นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-5907261, 02-5907253 โทรสาร 02-5907253 หรือ e-mail address หรือผ่านทาง website ที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/ ตัวอย่างแบบรายงานจากร้านยา ในการเฝ้าระวัง ปัญหาการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะส่ง (สามารถ download ได้ที่ http://www.fda.moph. go.th/apr/ไฟล์ทั่ว%20ๆ%20ไป/ฟอร์มแบบรายงาน %20ADR%20%20ส�ำหรับร้านยา.pdf)
  • 133 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี รายงานจากร้านยาในการเฝ้าระวังปัญหาการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ข้อมูลทั้งหมดจะเก็บเป็นความลับของทางราชการโดยเฉพาะ) *หมายเหตุ ข้อมูลที่จ�ำเป็นต่อการประเมินผลรายงาน
  • 134 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี
  • 135 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ดัชนีชี้วัดคุณภาพ • จ�ำนวนรายงานในการเฝ้าระวังปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ร้านยาส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ • ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่าการเกิด ADR ที่ร้ายแรงจากผลิตภัณฑ์สุขภาพ และมีการส่งรายงานไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบ เทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับการประเมิน ADR จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมด หนังสือ-Text book • “ตรงประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction” ของสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2550 บรรณาธิการโดย ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์ ISBN 974-94126-9-9 • “ตรงประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction เล่ม 2 การประเมินผื่นแพ้ยา” ของสมาคมเภสัชกรรม โรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2551 บรรณาธิการโดย จันทิมา โยธาพิทักษ์, ปราโมทย์ ตระกูลเพียรกิจ ISBN: 978-974-06-4975-5 • “คู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบผิวหนัง (Skin disorders)” จัดท�ำโดยศูนย์ ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2549 ISBN 974-244-190-1 • คู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์การใช้ยา: ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไต ระบบทางเดินอาหาร ตับ ระบบ ต่อมไร้ท่อ เมทาบอลิซึม ระบบสมดุลกรด-ด่าง ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บรรณาธิการโดย นารัต เกษตรทัด 2549 ISBN: 974-244-040-9 • แนวทางการปฏิบัติงานติดตามอาการไม่พึงประสงค์การใช้ยา (Practice Guideline) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึง ประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2543 ISBN: 974-244-013-1 • คู่มือการใช้ Thai Algorithm ในการประเมินอาการไม่พึงประสงค์การใช้ยา โดยศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2550 ISBN: 974-224-230-4 สามารถ downloadได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/Thai_%20Algo.pdf • Spontaneous Report of Adverse Drug Reaction 2003 โดยศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2550 ISBN: 974-244-185-5 • คู่มือแนวทางการรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จาก การใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2549 ISBN: 974-244-139-1 สามารถ download ได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/ไฟล์วารสาร/A-2.รายงานเหตุการอันไม่พึงประสงค์.pdf แหล่งหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ADR ของร้านยา ได้แก่
  • 136 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี • Guideline for reporting adverse events suspected of being caused by health products Adverse Product Reaction Monitoring Center, Food and Drug Administration, Ministry of public health, Thailand 2004 ISBN: 974-244-189-8 สามารถ download ได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/pdf/A-3%20ae-guideline.pdf • “Adverse Drug Reactions” editor by Anne Lee, Pharmaceutical Press London UK 2001 ISBN 0-85369-460-5 • Harrison’s Manual of Medicine 16th 2005 Kasper, Branwald, Fauci, Hauser, Lango, Jameson McGraw-Hill Publishing page 979-988 ISBN:0-07-146698-3 หนังสือ-Text book เว็บไซต์ที่น่าสนใจ ตารางแสดงรายละเอียดเว็บไซต์ที่แนะน�ำ แหล่งหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ADR ของร้านยา ได้แก่
  • 137 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี ในการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย คงไม่ใช่หน้าที่ ของแพทย์หรือบุคลากรอื่นเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากแต่ละส่วนย่อมมีบทบาทและหน้าที่ที่เป็น ประโยชน์ต่อผู้ป่วย ดังนั้นการท�ำงานโดยความร่วมมือ ของ สหสาขาวิชาชีพย่อมส่งผลท�ำให้การรักษาพยาบาล ของผู้ป่วย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ43 ยกตัวอย่างเช่น แพทย์อาจจะไม่มีเวลาที่จะพูดคุยอธิบายรายละเอียดกับ ผู้ป่วยได้ทั้งหมดหรือแม้แต่เภสัชกรที่จ่ายยาในห้องยาของ โรงพยาบาลเองก็ไม่สามารถจะอธิบายรายละเอียดการใช้ ยากับผู้ป่วยได้ครบถ้วน ดังนั้นเภสัชกรร้านยาย่อมมีบทบาท ในการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลหรือการได้รับค�ำแนะน�ำ ตลอดจนบทบาทอื่นๆ ที่มีประโยชน์โดยเน้นผู้ป่วยเป็น ศูนย์กลาง ย่อมท�ำให้ไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการรักษาได้ ตัวอย่างของบทบาทของร้านยาในการให้ความร่วม มือกับแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ • คัดกรองผู้ป่วยในโรคต่างๆ ที่จ�ำเป็น สมควรให้ไป ตรวจวินิจฉัยกับแพทย์44 • ชักจูงหรือ กระตุ้นให้ผู้ป่วยเดิมที่มีความจ�ำเป็น ในการรักษาต่อเนื่องแต่ไม่ยอมไปพบแพทย์ หรือ ท�ำการรักษาให้ไปพบแพทย์อย่างสม�่ำเสมอ • ให้ความรู้ หรือข้อปฏิบัติตนแก่ผู้ป่วยที่ผ่าน การรักษาจากแพทย์แล้ว แต่แพทย์อาจไม่ได้ให้ ค�ำแนะน�ำหรือความรู้อื่นๆ ที่จ�ำเป็นต่อการรักษา อย่างครบถ้วน • ส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือที่จ�ำเป็นจะต้อง พบผู้เชี่ยวชาญ (ตามรายละเอียดของการส่งต่อ หัวข้อ 3.2.7) ค�ำอธิบาย 3.2.10 ร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ หรือ บุคลากรทางสาธารณสุขอื่นๆ เพื่อเป้าหมายในการรักษา • การช่วยดูแลผู้ป่วยที่แพทย์ส่งกลับมารับการรักษา ใกล้บ้าน เช่น การเติมยา การประเมินปัญหาจาก การใช้ยา การส่งผู้ป่วยกลับกรณีพบปัญหา • การช่วยรณรงค์ในการป้องกันการติดต่อโรคต่างๆ • การรายงานและการเฝ้าระวังต่างๆ เช่น การเกิด ADR การเกิดโรคร้ายแรงในชุมชน ให้กับบุคลากร ที่มีส่วนรับผิดชอบ • การให้ความรู้โดยเฉพาะด้านยา แก่บุคลากร สาธารณสุขที่มีโอกาสท�ำงานร่วมกัน เช่น การให้ ความรู้แก่ อสม. หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจ�ำ หน่วยบริการปฐมภูมิ • การท�ำงานในโครงการพิเศษร่วมกัน เช่น โครงการ ลดความแออัดของโรงพยาบาล โดยให้ร้านยาช่วย ดูแลภาวะเจ็บป่วยเบื้องต้น (common illness) โครงการติดตามผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น ดังนั้นประโยชน์จากการที่ร้านยาได้ร่วมมือกับแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย จะเป็น การมองในรูปแบบ WIN-WIN คือ ผู้ป่วยจะเกิดความ ประทับใจ ในกรณีที่ร้านยาได้ให้บริการในการบริบาลเป็น อย่างดี หากมีปัญหาการเจ็บป่วยจะคิดถึงร้านยาก่อน เป็น การสร้างโอกาสในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการแบ่งเบา ภาระของแพทย์ ในมุมมองของแพทย์ถ้าร้านยามีมาตรฐาน ในการดูแลผู้ป่วยได้ดี จะมีความไว้วางใจที่จะส่งต่อผู้ป่วย กลับมาให้ทางร้านยาดูแลต่อได้ในอนาคต
  • 138 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 1. Hogerzeil HV. Promoting rational use of medicines: core components In WHO Policy Perspectives on Medicinea. World Health Organization Geneva. September 2002. Available from URL:http://www.who.int/medicines/publications/ policyperspective/ppm05.pdf 2. Sangthawan P., Chantarachada S., Chanthadisai N., Wattanathum A. Prevalence and clinical significant of community – acquired penicillin – resistant pneumococcal pneumonia in Thailand. Respirology. 2003; 8:208-12 3. แนวทางเวชปฏิบัติในโครงการหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า เรื่อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2545:6. 4. M.-A. El Afrit, H. Mazlout, S. Trojet, L.et al.Glaucome cortisoniqe : etude epidemiologique, clinique et therapeutique.J Fr. Ophtalmol 2007:30(1), 49-52. - Developing pharmacy practice A focus on patient care Handbook-2006 edition Karin Wiedenmayer, Rob S.Summers, Clare A. Mackie, Andries G. S. Gous, Marthe Everard and Dick Tromp Health Organization and International Pharmaceutical Federation Download ที่http://www.fip.org/files/fip/publications/DevelopingPharmacyPractice/Developing PharmacyPracticeEN.pdf - Teacher’s guide to good prescribing. World Health Organization 2001. สามารถ download ได้ที่ http://apps.who.int/medicinedocs/pdf/s2292e/s2292e.pdf Website ที่น่าสนใจ www.whpa.org เป็นเว็บไซต์ของ World Health Professional Alliance เป็นความร่วมมือจากสหวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาล, ทันแพทย์, แพทย์และเภสัชกร เพื่อช่วยกันท�ำงานพัฒนาระบบสุขภาพ 5. Limwattananon S., Limwattananon C., Srisuk P., Sakolchai S., Cost-Effactiveness Analysis of Celecoxib on an Avoidance of Gastrointestinal Adverse Events in Patients with Osteoarthritis. IJPS, 2005; 1(2):15-29 6. ปรียา กุลละวณิชย์, ประวิตร พิศาลบุตร. ต�ำราโรค ผิวหนังในเวชปฏิบัติปัจจุบัน (Dermatology 2000) พิมพ์ ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ, บริษัท โฮลิสติก พับบลิชชื่ง จ�ำกัด: 2540, 215 7. Drug Information Handbook Edition15th 2007-2008 p.1470 8. สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย). แนวทางใช้ ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม. วารสารเภสัชกรรมชุมชน. 2552 ปีที่ 8 ฉบับที่ 44 (มิถุนายน) 9. เล็ก ปริสุทธิ์. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์. ใน:สุรวุฒิ ปรีชานนท์, สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, บรรณาธิการ. ต�ำรา โรคข้อ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้วการ พิมพ์, 2538:40 Reference แหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติมที่แนะน�ำ
  • 139 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี 10. ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยา. รายงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดท�ำ “คู่มือพัฒนาตนเอง สู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา. 13-14 กันยายน 2550 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ 11. คนาวรรณ พจนาคม, ปนัดดา ใยภักดี. Structures and Chemical Stability of Drugs (โครงสร้าง กับความคงสภาพทางเคมีของยา). SWU J Pharm Sci, 2004:9(1), 1-12. 12. คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ, คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ เล่ม 1 ยาระบบทางเดินอาหาร, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, 2552:ข-27 13. คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทาง วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม หน้า 38 14. คู่มือปฏิบัติงานเภสัชกรรมชุมชน โดย สมาคม เภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) มีนาคม 2550 หน้า 47 15. ส�ำนักงานโครงการพัฒนาร้านยา. รายงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดท�ำ “คู่มือพัฒนาตนเอง สู่การมีวิธีปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา. 13-14 กันยายน 2550 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ 16. วารสารเภสัชกรรมชุมชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 44 มิถุนายน 2552 หน้า 10 17. คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทาง วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม หน้า 56-59 18. วารสารเภสัชกรรมชุมชน ปี 8 ฉบับที่ 44 มิถุนายน 2552 หน้า 34-36 19. Pharmaceutical Care Network Europe Foundation PCNE Classification Amendments for drug related problems 2003 V4.00. Available from: URL: http://www.pcne.org/dokumenter/PCNE%20 scheme%20V4.00.pdf 20. Karin Wiedenmayer, Rob S.Summers, Clare A. Mackie, Andries G. S. Gous, Marthe Everard and Dick Tromp Developing pharmacy practice a focus on patient care Handbook-2006 edition World Health Organization and International Pharmaceuti- cal Federation page 34-35 Available from: URL: http://www.fip.org/files/fip/publications/Developing PharmacyPractice/DevelopingPharmacyPracticeEN. pdf 21. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, ต�ำราการ ตรวจรักษาโรคทั่วไป, ส�ำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน: กรุงเทพฯ 2544 22. คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทาง วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม หน้า 39-41 23. สมาคมโรคเบาหวาน สมาคมโรคต่อมไร้ท่อ แห่งประเทศไทย ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แนวทางเวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. ๒๕๕๑ หน้า 18-21 24. คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานของเภสัชกร ร้านยาคุณภาพที่ร่วมให้บริการกับส�ำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ กรณีเบาหวานและความดันโลหิตสูง พ.ศ. 2551 หน้า 31-35 25. International Pharmaceutical Federa- tion, FIP Statement of Professional Standards on the Role of the Pharmacist in Encouraging Adherence to Long-term Treatments (2003, Sydney) Available from: URL: http://www.fip.org/www/uploads/ database_file.php?id=217&table_id= 26. Rawlins MD and Thompson JW. Pathogenesis of adverse drug reactions. In Davies DM, ed. Textbook of adverse drug reactions. 1st ed. London. Oxford University press. 1977:44 27. ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์ ตรง ประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction สมาคมเภสัชกรรม โรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2550 หน้า 7-8 28. Rawlins MD, Thomas HL. Mechanism of adverse drug reactions. In: Davies DM, Ferner RE, Glanville HDE, eds. Textbook of adverse drug
  • 140 คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานที่ 3 การบริการเภสัชกรรมที่ดี reactions, 5th ed. London: Chapman & Hall Medical, 1998:40-54 29. Riedi MA, Casillasm AM. Adverse drug reactions: Types and treatment options. Am Fam Physician. 2003; 68:1781-1790. 30. ช�ำนาญ ชอบธรรมสกุล คู่มือการติดตามอาการ ไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบผิวหนัง (Skin disorders) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2549 หน้า 5, 21-58 31. นารัต เกษตรทัด คู่มือการติดตามอาการไม่พึง ประสงค์การใช้ยา: ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไต ระบบ ทางเดินอาหาร ตับ ระบบต่อมไร้ท่อ เมทาบอลิซึม ระบบ สมดุลกรด-ด่าง ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จาก การใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา 2549 หน้า 280-335 32. แนวทางการปฏิบัติงานติดตาอาการไม่พึงประสงค์ การใช้ยา (Practice Guideline) ศูนย์ติดตามอาการไม่ พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยา 2543 หน้า 15-18 33. ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์ ตรง ประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction สมาคมเภสัชกรรม โรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2550 หน้า 22 34. Naranjo CA, Shear NH, Lanctot KL. Advances in the diagnosis of adverse drug reaction. J Clin Pharmacol. 1992; 32:897-904 35. ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คู่มือการใช้ Thai Algorithm ในการประเมินอาการไม่พึง ประสงค์การใช้ยา 2550 หน้า 6-8 36. ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แนวทางการปฏิบัติงานติดตาอาการไม่พึงประสงค์การใช้ยา (Practice Guideline) 2543 หน้า 51 37. ช�ำนาญ ชอบธรรมสกุล คู่มือการติดตามอาการ ไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบผิวหนัง (Skin disorders) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2549 หน้า 84 38. ช�ำนาญ ชอบธรรมสกุล คู่มือการติดตามอาการ ไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบผิวหนัง (Skin disorders) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2549 หน้า 84-87 39. ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์ ตรง ประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction สมาคมเภสัชกรรม โรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2550 หน้า 99-102 40. ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์ ตรงประเด็น... เรื่อง Adverse Drug Reaction สมาคมเภสัชกรรม โรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2550 หน้า 181 41. ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ คู่มือแนวทางการรายงานเหตุการณ์ไม่ พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยา 2549 หน้า 2-4 42. Adverse Product Reaction Monitoring Center (APRMC) Spontaneous Report of Adverse Drug Reaction 2003 page 8-9 43. Karin Wiedenmayer, Rob S.Summers, Clare A. Mackie, Andries G. S. Gous, Marthe Everard and Dick Tromp Developing pharmacy practice A focus on patient care Handbook-2006 edition World Health Organization and International Pharmaceutical Federation: 14 44. FIP Statement of policy, The Rule of the Pharmacist in the prevention and treatment of chronic disease 2006 International of Pharmaceutical Federation.
  • 142 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา มาตรฐานร้านยา มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อเป็นการควบคุมก�ำกับให้ร้านยาเกิดการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมุ่งหมายให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ 4.1 ต้องไม่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรืออยู่ในระหว่างการพักใช้ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง 4.2 ต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ (laws and regulations) รวมถึงการจัดท�ำรายงานเอกสารใน ส่วนที่เกี่ยวข้อง 4.3 ต้องไม่มียาที่ไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาต ไม่มียาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 4.4 ต้องเก็บใบสั่งยา และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานที่จ่ายยาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และ ท�ำบัญชีการจ่ายยาตามใบสั่งยา 4.5 ต้องให้ความเคารพและเก็บรักษาความลับ ข้อมูลของผู้ป่วย (patient confidentiality) โดยจัดระบบป้องกัน ข้อมูลและรายงานที่เป็นของผู้ป่วย 4.6 ไม่จ�ำหน่ายยาที่อยู่ในความรับผิดชอบของเภสัชกร ในขณะที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ 4.7 ต้องไม่ประพฤติปฏิบัติการใดๆ ที่ส่งผลกระทบในทางเสื่อมเสียต่อวิชาชีพเภสัชกรรมและวิชาชีพอื่น มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม
  • 143มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อเป็นการควบคุม ก�ำกับให้ร้านยาเกิดการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และมุ่งหมายให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นไปตาม จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติยาเสพ ติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาท พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม รวมไปถึงกฎกระทรวง มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย และในขณะนี้มีพระราช บัญญัติที่เข้ามาเกี่ยวข้องในวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชนหรือ ร้านยาเพิ่มขึ้นอีก 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติความรับ ผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 แม้ว่าพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับนี้จะไม่ได้มุ่ง เน้นที่ร้านยาหรือเภสัชกรรมชุมชนโดยตรง แต่ในฐานะที่ร้าน ยาหรือเภสัชกรรมชุมชนเป็นส่วนหนึ่งที่ให้บริการแก่บุคคล ทั่วไป ท�ำให้เราต้องเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและจริยธรรมที่ ก�ำหนดไว้ เราก็อาจได้รับผลกระทบจากพระราชบัญญัติ 2 ฉบับนี้ได้ อาจมีการฟ้องร้องจากผู้ที่ใช้มาใช้บริการที่ ร้านก็เป็นได้ นอกจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วยังมีจรรณ ยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมที่เราต้องประพฤติและ ปฏิบัติตามด้วย เพื่อให้เภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะ สมและเป็นที่น่าเชื่อถือแก่บุคคลทั่วไป โดยมีรายละเอียด ของมาตรฐานดังนี้ 4.1 ต้องไม่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรืออยู่ในระหว่าง การพักใช้ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ในกรณีใบอนุญาตที่ก�ำหนด ในร้านยาจะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. ใบอนุญาตที่เกี่ยวกับร้านยา ได้แก่ ใบอนุญาตขาย ยาแผนปัจจุบัน ใบอนุญาตขายยาแผนโบราณ (บางร้าน อาจมีทั้ง 2 แบบ) ใบอนุญาตจ�ำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 3 ใบอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือประเภท 4 แต่ที่ส�ำคัญที่สุดคือ ใบอนุญาตขายยาแผน ปัจจุบัน ซึ่งการถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือพักใช้ใบอนุญาต นี้แสดงว่าร้านยานั้นๆไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 หรือขาดคุณสมบัติตามที่ก�ำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ยา พ.ศ. 2510 2. ใบอนุญาตที่เกี่ยวกับเภสัชกร ได้แก่ ใบอนุญาต เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (ใบประกอบโรคศิลปะ เดิม) ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าบุคคลนั้นสามารถประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ซึ่งการถูก เพิกถอนใบอนุญาตหรือพักใช้ใบอนุญาตนี้แสดงว่าเภสัชกร ได้กระท�ำการหรือละเว้นการท�ำการใดๆที่ไม่เป็นไปตามพระ ราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ตัวอย่างของการถูกเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตที่ เกี่ยวกับตัวเภสัชกร คือ ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรม จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีการเพิกถอนใบอนุญาต และพักใช้ใบอนุญาตมาแล้วหลายครั้ง โดยส่วนใหญ่ เป็นการพักใช้ใบอนุญาต สาเหตุส่วนใหญ่ที่ถูกพักใช้ใบ อนุญาต ก็คือ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามเวลา ณ สถานปฏิบัติ การที่ได้แจ้งไว้ ดังตัวอย่างที่ 4.1 ค�ำอธิบายพร้อมตัวอย่าง
  • 144 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา จากตัวอย่างที่แสดงไว้หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เภสัชกรที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม อาจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในร้านขายยา แต่ท�ำงานประจ�ำที่ บริษัทยา โดยที่ไม่ได้ใช้ใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม จึง น�ำใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไปเปิดร้านขายยาโดยอาจ เปิดร้านเองหรือน�ำใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมให้ผู้รับ อนุญาตขายยาแผนปัจจุบันหรือเจ้าของกิจการร้านขายยา ไปตั้งไว้ที่ร้าน เพื่อให้สามารถเปิดร้านขายยาได้เท่านั้น หรือ ที่เรียกว่า การแขวนป้าย ซึ่งมีจ�ำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในกรณีนี้หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าผิดทั้งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราช บัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 รวมไปถึงข้อบังคับ - ตามค�ำสั่งสภาเภสัชกรรม ที่ 25/2552 เรื่อง การพิจารณากรณีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ของเภสัชกร......(ขอสงวนนาม) พนักงานเจ้าหน้าที่ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ท�ำการตรวจสอบร้านขาย ยาแผนปัจจุบัน......(ขอสงวนนาม) ย่านสุขุมวิท กทม. ในวันที่ 21 พ.ค. 2549 เวลา 18.30 น. ขณะตรวจไม่พบเภสัชกร ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ปฏิบัติการตามเวลาที่แจ้งไว้ในใบอนุญาต (เวลาท�ำการระหว่าง 17.00-20.00 น.) เภสัชกรที่เป็น ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการได้ชี้แจงว่าในช่วงเกิดเหตุท�ำงานประจ�ำที่บริษัทยาแห่งหนึ่งมีเวลาท�ำงาน 08.00-17.00 น. และบาง วันที่ไม่ได้ไปเพราะติดประชุม ในเมื่อไม่สามารถหาเภสัชกรท่านอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนตนเองได้ควรแจ้งให้ทางร้านขาย ยาปิดท�ำการหรืออาจมีป้ายแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าช่วงเวลานี้เภสัชกรไม่อยู่ มิใช่ปล่อยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่เภสัชกร มาขายยาแทน ฉะนั้นการกระท�ำทั้งหลายที่อยู่ในช่วงเวลาท�ำการที่แจ้งไว้ในใบอนุญาตระหว่างเวลา 17.00-20.00 น. ยังคงอยู่ในความรับผิดชอบชองเภสัชกร......(ขอสงวนนาม) อยู่ การไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควรและปล่อยให้ บุคคลซึ่งมิใช่เภสัชกรจ�ำหน่ายยาจึงเป็นกระท�ำการที่บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก�ำหนด ซึ่งคณะกรรมการ สภาเภสัชกรรมมีค�ำวินิจฉัยชี้ขาดให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของเภสัชกร......(ขอสงวนนาม) เป็นเวลา 3 เดือน (อ้างอิงจากค�ำสั่งสภาเภสัชกรรมที่ 25/2552) ตัวอย่างที่ 4.1 ตัวอย่างค�ำสั่งสภาเภสัชกรรมกรณีพักใช้ใบอนุญาต สภาเภสัชกรรมด้วย ในฐานะที่เป็นเภสัชกรหากไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ไม่ควรที่จะให้ผู้อื่นกระท�ำการแทน เพราะ วิชาชีพเภสัชกรรมเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและ ชีวิตของผู้อื่น หากผู้ที่ไม่ใช่เภสัชกรกระท�ำการแทนเภสัชกร อาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใช้บริการได้ วงจรของการแขวนป้ายขณะนี้ได้ลุกลามจนถึง เภสัชกรที่เพิ่งจะจบการศึกษา เนื่องจากได้รับเงินค่าแขวน ป้ายเป็นประจ�ำทุกเดือน และมีรุ่นพี่ที่กระท�ำตัวอย่างที่ ผิดชักชวนไป ขออธิบายเป็นแผนผังดังรูปแผนผังที่ 4.1 ต่อไปนี้
  • 145มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา รูปแผนผังที่ 4.1 แสดงถึงการด�ำเนินการและพฤติกรรมของเภสัชกรแขวนป้าย
  • 146 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามข้อ 4.1 นั้น หากถูกเพิกถอนหรืออยู่ในระหว่างพักใช้ใบอนุญาต ยังคง ท�ำการใดๆที่เกี่ยวข้องกับการขายยาหรือปฏิบัติหน้าที่ของ เภสัชกรในร้านยาตามกฎหมายที่ระบุไว้ จะถือว่า เป็นการ กระท�ำการของผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายระบุ ทั้ง พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติวิชาชีพ เภสัชกรรม พ.ศ. 2537 อาจมีโทษจ�ำคุกหรือปรับ หรือทั้ง จ�ำทั้งปรับได้ 4.2 ต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ (laws and regulations) รวมถึงการจัดท�ำรายงานเอกสารในส่วน ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ 1. พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 2. พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 3. พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 4. พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ.2518 5. ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม รวมไปถึงกฎกระทรวง มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายและระเบียบเหล่านี้บัญญัติขึ้นเพื่อดูแล ควบคุมการด�ำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับการจ�ำหน่ายยา ในร้านยาเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องจากยา เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตของคน จึงต้องมีกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เพิ่มเติมจากการด�ำเนินธุรกิจการขายทั่วไป ดังตัวอย่างที่ 4.2 ส่วนรายงานเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ ต้องจัดท�ำ ได้แก่ (ตัวอย่างแบบฟอร์มในภาคผนวก) 1. บัญชีการขายยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ (แบบ ข.ย.7) 2. บัญชีการขายยาตามใบสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะหรือผู้ประกอบการ บ�ำบัดสัตว์ (แบบ ข.ย.9) 3. บัญชีการซื้อยา (แบบ ข.ย.10) 4. รายงานการขายยาตามที่ส�ำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาก�ำหนด (แบบ ข.ย.8) ความส�ำคัญของรายงานเอกสารเหล่านี้ คือ เมื่อเกิด ปัญหาเกี่ยวกับยาที่มีการซื้อหรือจ�ำหน่ายออกไป จะได้ใช้ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ที่ส�ำคัญที่สุด คือ ยาบางประเภท เป็นยาที่ต้องควบคุมตรวจสอบอย่างเข้มงวด เช่น ยาเสพติด ให้โทษประเภท 3 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 3 หรือ 4 จ�ำเป็นต้องมีการควบคุมการจ่ายยาอย่างเข้มงวด เพื่อมิให้มีการจ่ายยาประเภทนี้อย่างไม่ระมัดระวังหรือผิด ต่อกฎระเบียบ
  • 147มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่เภสัชกรหรือผู้ประกอบการ บ�ำบัดโรคสัตว์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 107 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 31 หรือมาตรา 32 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท มาตรา 75 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดขายยาบรรจุเสร็จหลายขนานโดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกัน โดยมีเจตนาให้ผู้ซื้อ ใช้รวมกันเพื่อบ�ำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรืออาการของโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่เภสัชกรชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขา ทันตกรรมซึ่งขายเฉพาะส�ำหรับคนไข้ของตนและผู้ประกอบการบ�ำบัดสัตว์ซึ่งขายส�ำหรับสัตว์ซึ่งตนบ�ำบัด มาตรา 122 ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 75 ทวิ ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือ ทั้งจ�ำทั้งปรับ พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมท�ำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดง ด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เว้นแต่ ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่กระท�ำต่อตนเอง (๒) นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรมซึ่งท�ำการฝึกหัดหรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการ ศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์ของรัฐหรือที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ของรัฐ หรือสถาบัน การศึกษาหรือสถาบันทางการแพทย์อื่นที่คณะกรรมการรับรอง ทั้งนี้ภายใต้ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัดหรือผู้ ให้การฝึกอบรมซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (๓) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบ วิชาชีพเภสัชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรี ก�ำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (๔) การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของทางราชการ หรือผู้สอนในสถาบันการ ศึกษาของรัฐ ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะกรรมการ มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 28 หรือมาตรา 44 ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่น บาท หรือทั้งจ�ำทั้งปรับ มาตรา 33 ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมตามที่ก�ำหนดไว้ในข้อ บังคับสภาเภสัชกรรม ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยข้อจ�ำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540 ข้อ 5 การปรุงยาและการขายยา ตามกฎหมายว่าด้วยยา 5.1 จ�ำหน่าย จ่ายหรือส่งมอบยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติด ให้โทษด้วยตนเอง (เภสัชกร) ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2538 ข้อ 13 ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ใช้หรือสนับสนุนให้มีการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือการประกอบ โรคศิลปะโดยผิดกฎหมาย ตัวอย่างที่ 4.2 ตัวอย่างกฎหมายและระเบียบตามที่ก�ำหนดที่เกี่ยวข้องกับเภสัชกรรมชุมชน
  • 148 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามข้อ 4.2 เนื่องจากเป็นกฎและข้อบังคับตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติ ตามย่อมมีบทลงโทษตามที่กฎหมายก�ำหนด หรือมีการ พิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้อาจมีการเพิก ถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตได้ นอกจากนี้ยังเป็นการท�ำให้ วิชาชีพเภสัชกรรมต้องเสื่อมเสียและท�ำให้บุคคลทั่วไป เข้าใจเภสัชกรในทางที่ผิด หากมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องและ ไม่เหมาะสม 4.3 ต้องไม่มียาที่ไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาต ไม่มียาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในการประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรมชุมชนหรือร้านยานั้นต้องได้รับใบอนุญาตจาก กระทรวงสาธารณสุข โดยใบอนุญาตเบื้องต้น คือ ใบ อนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน สามารถจ�ำหน่ายยาอันตราย ยาสามัญประจ�ำบ้าน ยาแผนโบราณบรรจุเสร็จ แต่ไม่ สามารถจ่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 3 และวัตถุออก ฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 3 หรือ 4 ได้ ยกเว้นได้ขอใบ อนุญาตจ�ำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และใบ อนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือ ประเภท 4 ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมการจ่ายยาทั้งสองประเภทนี้อย่าง ระมัดระวัง เพราะยาทั้งสองประเภทนี้หากใช้อย่างผิด วิธีหรือมากเกินไป อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ฉะนั้น แล้วหากไม่ได้ขออนุญาตในส่วนของยาเสพติดให้โทษใน ประเภท 3 และ วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือประเภท 4 จะไม่สามารถมีไว้หรือจ่ายยาทั้งสองประเภทนี้ได้ หากมี การฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้ โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต ประสาท พ.ศ. 2518 ส่วนยาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอันได้แก่ 1. ยาปลอม มีลักษณะดังนี้ (๑) ยาหรือวัตถุที่ท�ำเทียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนว่า เป็นยาแท้ (๒) ยาที่แสดงชื่อว่าเป็นยาอื่นหรือแสดงเดือน ปี ที่ ยาสิ้นอายุ ซึ่งมิใช่ความจริง (๓) ยาที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตหรือที่ตั้ง สถานที่ผลิตยาซึ่งมิใช่ความจริง (๔) ยาที่แสดงว่าเป็นยาตามต�ำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมิใช่ความจริง (๕) ยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานถึงขนาดที่ ปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์ขาดหรือเกินกว่า ร้อยละยี่สิบจากเกณฑ์ต�่ำสุดหรือสูงสุด ซึ่งก�ำหนดไว้ใน ต�ำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ (อ้างอิงจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510) 2. ยาผิดมาตรฐาน มีลักษณะดังนี้ (๑) ยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยปริมาณ หรือความแรงของสารออกฤทธิ์ขาดหรือเกินจากเกณฑ์ต�่ำ สุดหรือสูงสุดที่ก�ำหนดไว้ในต�ำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ แต่ ไม่ถึงขนาดขาดหรือเกินกว่าร้อยละยี่สิบจากเกณฑ์ต�่ำสุด หรือสูงสุด (๒) ยาที่ผลิตขึ้นโดยความบริสุทธิ์หรือลักษณะอื่นซึ่งมี ความส�ำคัญต่อคุณภาพของยาผิดไปจากเกณฑ์ที่ก�ำหนดไว้ ในต�ำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือต�ำรับยาที่รัฐมนตรีสั่งแก้ไข ทะเบียนต�ำรับยาแล้ว (อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510) 3. ยาเสื่อมคุณภาพ มีลักษณะดังนี้ (๑) ยาที่สิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก (๒) ยาที่แปรสภาพจนมีลักษณะเช่นเดียวกันกับยา ปลอม หรือยาผิดมาตรฐาน (อ้างอิงจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510) 4. ยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนต�ำรับยา คือ ยาที่ไม่มีทะเบียน ต�ำรับยาตามที่กฎหมายก�ำหนด เช่น ยาลูกกลอนที่บรรจุ ขวดขายตามต่างจังหวัดที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง 5. ยาที่ทะเบียนต�ำรับยาถูกยกเลิก คือ ยาที่เดิมมี ทะเบียนต�ำรับยาอยู่ แต่อาจมีการจ�ำหน่ายที่น้อยหรือใน ตลาดไม่นิยมน�ำมาใช้ ท�ำให้ทางบริษัทยาหรือโรงงานผลิต ยายกเลิกการผลิต และยื่นยกเลิกทะเบียนต่อกระทรวง สาธารณสุขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 6. ยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนต�ำรับยา คือ ยาที่ทาง ราชการพบว่ามีปัญหาทางการรักษาหรือพบผลข้างเคียง ที่รุนแรงหรือมีผลเสียต่อสุขภาพที่ร้ายแรง จนท�ำให้ทาง ราชการต้องสั่งยกเลิกการใช้ยานั้น และเพิกถอนทะเบียน ยานั้น เช่น ชื่อสามัญทางยา Dipyrone มีผลข้างเคียง ที่ร้ายแรง เช่น agranulocytosis, aplastis anemia, anaphylatic shock, การกดไขกระดูก และsevere skin
  • 149มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา reaction เช่น Steven Johnson’s syndrome เป็นต้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งเพิกถอนทะเบียนยาต�ำรับ ส�ำหรับมนุษย์ที่มียา dipyrone เป็นส่วนประกอบ (อ้างอิง จากค�ำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 442/2550 เรื่อง เพิก ถอนทะเบียนต�ำรับยา) ซึ่งยาเหล่านี้หากมีการจ่ายให้ผู้ใช้บริการย่อมส่งผล แก่สุขภาพของบุคคลนั้น ท�ำให้อาการที่เป็นอยู่ไม่ทุเลาหรือ ขั้นร้ายแรงอาจท�ำให้อาการแย่ลง นอกจากนี้ยังมีโทษ ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งมีทั้งโทษปรับและ จ�ำคุกอีกด้วย 4.4 ต้องเก็บใบสั่งยาและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้เป็น หลักฐาน ณ สถานที่จ่ายยาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และ ท�ำบัญชีการจ่ายยาตามใบสั่งยา ในกรณีที่สถานบริการทาง สุขภาพ เช่น คลินิก สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลขนาด เล็ก ไม่มียาที่จ�ำเป็นต้องใช้ในการรักษา อาจมีการเขียน ใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปซื้อยาที่ร้านยาเอง ในกรณีนี้ใบสั่งยาจะ เป็นหลักฐานที่แสดงว่าการสั่งใช้ยานั้นเป็นไปตามที่แพทย์ ผู้ให้การรักษาต้องการ เมื่อผู้ป่วยได้รับยาตามใบสั่งยาแล้ว การเก็บรักษาใบสั่งยาหรือส�ำเนาเป็นสิ่งที่จ�ำเป็น หากมี การใช้ยาที่ผิดพลาด ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นความ ผิดพลาดในส่วนใด เนื่องจากยาจากใบสั่งยานั้นมักจะเป็น ยาที่มีการใช้ไม่มาก และมักเป็นยาควบคุมพิเศษหรือวัตถุ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงสูงหาก ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง จึงจ�ำเป็นต้องมีการควบคุมการใช้ และตรวจสอบถึงที่มาของยา ดังนั้นการเก็บใบสั่งยาหรือ ส�ำเนาไว้จึงเป็นการควบคุมการใช้และตรวจสอบถึงที่มา ของยา นอกจากนั้นยังต้องท�ำบัญชีการจ่ายยาตามใบสั่งยา (แบบ ข.ย.9) เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานถึงจ�ำนวนครั้งของ การจ่ายยาตามใบสั่งยาในรอบปีนั้นๆ หากไม่ปฏิบัติตามจะมี ความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 26 ใน ส่วนของผู้รับอนุญาต และมาตรา 39 ในส่วนของเภสัชกร 4.5 ต้องให้ความเคารพและเก็บรักษาความลับ ข้อมูล ของผู้ป่วย (patient confidentiality) โดยจัดระเบียบ ป้องกันข้อมูลและรายงานที่เป็นของผู้ป่วย เนื่องจากเมื่อ ผู้ป่วยมาขอค�ำปรึกษาจากเภสัชกรในร้านยา ทั้งในด้านยา และสุขภาพ จะต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยประกอบใน การให้ค�ำปรึกษาด้วย ซึ่งข้อมูลของผู้ป่วยเหล่านี้บางครั้ง ผู้ป่วยเองไม่ยินดีที่จะเปิดเผยแก่คนอื่นนอกจากเภสัชกร ในฐานะของเภสัชกรจึงจ�ำเป็นต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็น ความลับ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่เป็นที่กังวลว่าข้อมูลส่วนตัว ของตนเองจะมีคนอื่นๆ รับรู้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมาขอ ค�ำปรึกษาการใช้ยาที่เขาได้จากโรงพยาบาล เมื่อเภสัชกร ในร้านยาดูจากยาที่ผู้ป่วยน�ำมาก็พอจะทราบว่าผู้ป่วย คนนั้นเป็นโรคเกี่ยวกับอะไร อาจเป็นโรคติดต่อหรือโรคที่ บุคคลภายนอกอาจรังเกียจโดยยังไม่เข้าใจถึงสภาพของโรค เช่น วัณโรค AIDS สะเก็ดเงิน ฯลฯ เมื่อเภสัชกรได้รับรู้ เกี่ยวกับปัญหาที่ผู้ป่วยน�ำมาปรึกษาแล้ว ก็ควรให้ค�ำปรึกษา ตามปกติและเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับเฉพาะระหว่าง ผู้ป่วยกับเภสัชกรเท่านั้น เพราะถ้าหากเภสัชกรน�ำข้อมูล เหล่านี้ บอกต่อแก่ผู้อื่น อาจท�ำให้มีผลต่อการใช้ชีวิตของ ผู้ป่วยนั้นๆ ได้ ในบางครั้งข้อมูลของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ ทาง เภสัชกรเก็บข้อมูลเหล่านี้เพื่อประเมินอาการของผู้ป่วย ในระยะยาว อาจมีการจดบันทึกในเอกสารหรือเก็บไว้ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือรูปแบบอื่นๆ ก็ต้องมีระบบ ป้องกันการเข้าถึงของข้อมูลเหล่านี้ด้วย เช่น การป้อน รหัส password เก็บเอกสารในตู้ที่มีการปิดล็อกด้วยกุญแจ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ หากเภสัชกร ละเลยในข้อนี้อาจท�ำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่สบายใจและ กังวลจนใช้ชีวิตอย่างไม่สะดวก นอกจากนี้ยังท�ำให้บุคคล ภายนอกขาดความเชื่อถือในตัวเภสัชกรเองอีกด้วย 4.6 ไม่จ�ำหน่ายยาที่อยู่ในความรับผิดชอบของเภสัชกร ในขณะที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติ ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 39 ให้เภสัชกรมีหน้าที่ (3) ควบคุม การขายยาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และ (6) ควบคุม การส่งมอบยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยาตามใบสั่ง ยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะ แผนปัจจุบัน หรือผู้ประกอบการบ�ำบัดโรคสัตว์ ตาม กฎหมายนี้แสดงว่ายาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยา ตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบ โรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือผู้ประกอบการบ�ำบัดโรคสัตว์ อยู่ในความรับผิดชอบของเภสัชกร ฉะนั้นแล้วหากเภสัชกร ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ต้องไม่มีการจ�ำหน่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษหรือยาตามใบสั่งยาฯ ทั้งนี้เพื่อควบคุม การใช้ยาให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพราะยา
  • 150 มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา เหล่านี้หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังหรือขาดการแนะน�ำ จากเภสัชกรแล้วอาจมีผลเสียต่อสุขภาพได้ และตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้รับ อนุญาตขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในระหว่างที่ เภสัชกรหรือผู้ประกอบการบ�ำบัดโรคสัตว์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ และพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ท�ำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดย มิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตามกฎหมาย (อ้างอิง จากตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 และ พระราช บัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537) หากมีการจ่ายยา อันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยาตามใบสั่งยาฯโดยบุคคล ที่มิใช่เภสัชกร แสดงว่าบุคคลนั้นท�ำการประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรมโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับหรือจ�ำคุกหรือ ทั้งจ�ำทั้งปรับ ตามมาตรา 50 ในพระราชบัญญัติวิชาชีพ เภสัชกรรม พ.ศ.2537 4.7 ต้องไม่ประพฤติปฏิบัติการใดๆ ที่ส่งผลกระทบใน ทางเสื่อมเสียต่อวิชาชีพเภสัชกรรมและวิชาชีพอื่นๆ การประพฤติที่ส่งผลกระทบในทางเสื่อมเสียต่อวิชาชีพ เภสัชกรรมและวิชาชีพอื่นๆ ตัวอย่างเช่น - การกล่าวอ้างถึงสรรพคุณของยาเกินจริง พบมาก ในกรณีจ�ำพวกยาสมุนไพร อาหารเสริมต่างๆ เช่น สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการได้หลายโรค หรือ ใช้แล้วบ�ำรุงร่างกายจนสามารถกลับเป็นหนุ่มสาว อีกครั้ง ใช้แล้วปลอดภัย 100 % ไม่มีการตกค้าง หรือผลข้างเคียงใดๆ เป็นต้น - การสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มสิ่งมึนเมาระหว่าง เวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กระท�ำต่อ หน้าผู้ใช้บริการ แต่ก็อาจมีกลิ่นติดตัวอยู่ ท�ำให้ บุคคลรอบข้างรู้สึกได้ - การน�ำความลับของผู้ป่วยเปิดเผยแก่บุคคลอื่น ทั้ง ที่เจตนาและไม่ได้เจตนา - การใช้ยาที่พร�่ำเพรื่อหรือซ�้ำซ้อน เจตนาหวังผล ทางธุรกิจโดยไม่ค�ำนึงถึงหลักการใช้ยาที่เหมาะสม - แต่งกายไม่เหมาะแก่การให้บริการแก่ผู้ป่วย เช่น ใส่เสื้อกล้ามเพียงอย่างเดียว - พูดจาโดยใช้ค�ำไม่สุภาพขณะให้บริการแก่ผู้ป่วย เช่น ใช้ค�ำหยาบ พูดจาเสียดสี ถึงแม้ว่าจะเป็น บุคคลที่คุ้นเคยกันก็ตาม แต่อาจมีผู้ใช้บริการคน อื่นๆได้ยินและรับรู้ได้ - พูดจาดูถูกวิชาชีพอื่นๆ หรือโอ้อวดตัวเองต่อหน้าผู้ ใช้บริการ เช่น การกล่าวหาว่าวิชาชีพอื่นๆมีความ รู้น้อยกว่าตนเอง การกระท�ำเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลท�ำให้วิชาชีพ เภสัชกรรมชุมชนเสื่อมเสีย ท�ำให้บุคคลทั่วไปขาดความ เชื่อถือในตัวเภสัชกร นอกจากนี้หากพิจารณาตามข้อบังคับ สภาเภสัชกรรม ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2538 แล้ว พบว่าการกระท�ำเหล่านี้ผิดต่อข้อบังคับ ดังกล่าวหลายข้อด้วยกัน เช่น ข้อ 2 ผู้ประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรม ย่อมไม่ประพฤติหรือกระท�ำการใดๆอันอาจเป็น เหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ ข้อ 9 ผู้ประกอบ วิชาชีพเภสัชกรรม ต้องไม่หลอกลวงหรือให้ค�ำรับรองอัน เป็นเท็จหรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องใดๆ ภายใต้ อ�ำนาจหน้าที่แก่สาธารณชน หรือผู้มารับบริการให้หลง เข้าใจผิดเพื่อประโยชน์ของตน ข้อ 12 ผู้ประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรม ต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้มารับบริการซึ่ง ตนทราบมาเนื่องจากการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เว้น แต่ความยินยอมของผู้มารับบริการหรือเมื่อต้องปฏิบัติตาม กฎหมายหรือตามหน้าที่ ฯลฯ หากตัวเภสัชกรมีการกระท�ำ เช่นนี้เป็นประจ�ำ จนมีผู้ใช้บริการแจ้งทางสภาเภสัชกรรม อาจมีการสั่งตักเตือนในเบื้องต้นหรือขั้นรุนแรงอาจถูกพัก ใช้ใบอนุญาตได้ เพราะฉะนั้นแล้ว เภสัชกรควรประพฤติ ตัวในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อรักษาเกียรติศักดิ์แห่ง วิชาชีพเภสัชกรรมให้คงอยู่ตลอดไป
  • 151มาตรฐานที่ 4 การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และจริยธรรม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 1. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 2. พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 3. ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยข้อจ�ำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540 4. ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2538 5. ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546 6. http://www.pharmacycouncil.org/html/law.html 7. http://www2.fda.moph.go.th/law/sub_default.asp?productcd=1 มาตรฐานที่ 4 นี้ประกอบด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ส�ำคัญมาก ในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจะมีความแตกต่างกับการขายสินค้าทั่วไป เนื่องจากยาเป็นสิ่ง ที่สามารถบ�ำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคที่เป็นอยู่ ในทางตรงข้าม ยาบางชนิดก็มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้หากใช้อย่าง ผิดวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นจึงจ�ำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมการจ่ายยาในร้านยาโดยเภสัชกรให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ใช้ยาสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเป็นการลงโทษบุคคลที่กระท�ำผิด ต่อกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับ ต่างๆ อย่างจริงจัง ส่งผลให้วิชาชีพเภสัชกรรมชุมชนด�ำรงต่อไปอย่างยั่งยืนและสามารถดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชน ได้อย่างเต็มความสามารถตามหลักวิชาการและด�ำรงซึ่งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมต่อไป สรุป แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
  • 152
  • 153มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อให้ร้านยาให้บริการ แก่ชุมชน ตลอดจนให้เกิดการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการ ด�ำเนินการค้นหา และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องด้านยาและ สุขภาพของชุมชนโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดบรรษัท บริบาลหรือความรับผิดชอบด้านสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) โดยน�ำความรับผิดชอบด้านสังคม เพื่อเสริมสร้างบทบาทเภสัชกรรมชุมชนต่อประชาชนซึ่ง สอดคล้องกับการสร้างความเข้มแข็งสู่ชุมชน ความรับผิดชอบด้านสังคม หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การด�ำเนินกิจกรรมขององค์กรหรือหน่วยงาน เพื่อท�ำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุขโดยการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอก องค์กร การด�ำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ มาตรฐานร้านยา มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม ความมุ่งหมายของมาตรฐานนี้เพื่อให้ร้านยาให้บริการแก่ชุมชน ตลอดจนให้เกิดการมีส่วนร่วมกับชุมชนใน การด�ำเนินการค้นหา และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องด้านยาและสุขภาพของชุมชนโดยตรง โดยมีรายละเอียดของมาตรฐาน ดังนี้ 5.1 มีบริการข้อมูลและให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาเกี่ยวกับ สารพิษ ยาเสพติด ทั้งในด้านการป้องกัน บ�ำบัด รักษา รวมทั้งมีส่วนในการรณรงค์ต่อต้านยาและสารเสพติด 5.2 ให้ความร่วมมือกับราชการในการแจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาและสารเสพติด 5.3 มีบริการข้อมูลและให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพให้กับชุมชน เพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรค การรักษาสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ และบทบาทอื่นๆ ในการส่งเสริมสุขภาพ และสุขศึกษาของชุมชน 5.4 ส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสมในชุมชน เช่น การร่วมในโครงการรณรงค์ด้านสุขภาพต่างๆ 5.5 มีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในชุมชน 5.6 จะต้องไม่มีผลิตภัณฑ์ที่บั่นทอนต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ สุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น อยู่ในบริเวณที่ รับอนุญาต มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม ค�ำอธิบาย มิได้จ�ำกัดว่ากิจการที่กล่าวถึงจะต้องเป็นองค์กรหรือหน่วย งานที่อยู่ในภาครัฐเท่านั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร้านยา สามารถสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมโดย เภสัชกรชุมชน ทุกคนต้องตระหนักและส�ำนึกได้เองว่าตนเองมีบทบาท และความรับผิดชอบต่อสังคมในการปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอด เวลา ทั้งนี้เภสัชกรรมชุมชนที่มีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ นั้นหากมีแนวคิดการท�ำเพื่อสังคม ย่อมเกิดการผสมผสาน อุดมการณ์ในแบบนักพัฒนาสังคมเข้ากับการบริหารจัดการ ในแบบผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการผนวกจุดแข็งระหว่างแผน งานของภาคประชาสังคมกับกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ของภาคธุรกิจ ในอันที่จะสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ สังคมโดยรวม แนวทางการประสบความส�ำเร็จที่มั่นคงนั้น คงไม่ได้มาจากการด�ำเนินธุรกิจได้ผลก�ำไรอย่างเดียว หาก แต่ว่าการประสบความส�ำเร็จที่ยั่งยืนย่อมเป็นค�ำตอบได้ว่า ประสบความส�ำเร็จอย่างแท้จริง
  • 154 มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ภาคประชาชน เพื่อสร้างเข้าใจในความร่วมมือ การท�ำงานของชุมชน 4. ร่วมมือการวางแผนปฏิบัติงาน หรือกลยุทธ์การ ท�ำงานในร้านยาเพื่อสนับสนุนงานด้านข้อมูล ข่าวสารสู่ประชาชน 5. มุ่งพัฒนากิจกรรมเริ่มจากภายในร้านยา (เชิงรับ) และ กิจกรรมร่วมกับองค์กรภายนอก (เชิงรุก) มาตราฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมใน ชุมชนและสังคม มีรายละเอียดของมาตรฐานดังนี้ 5.1 มีบริการข้อมูลและให้ค�ำแนะน�ำปรึกษาเกี่ยวกับ สารพิษ ยาเสพติด ทั้งในด้านการป้องกัน บ�ำบัด รักษา รวมทั้งมีส่วนในการรณรงค์ต่อต้านยา และสารเสพติด ขั้นบันไดของการพัฒนา 1. สร้างความตระหนักรู้ของเภสัชกรซึ่งเป็น บุคคลากรสาธารณสุขในระดับชุมชน ผู้ซึ่งมีหน้าที่ รับผิดชอบต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ ด้าน การแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนในระดับ ปฐมภูมิ 2. กระตุ้นกระบวนการเรียนรู้เภสัชกรรมชุมชนใน ความรู้ต่างๆ โดยเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ การ ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพผ่านทางหนังสือ วารสาร จุลสาร หรือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับโรค ยา การดูแลผู้ป่วย การเฝ้าระวังการใช้ยา ในชุมชน เป็นต้น 3. ศึกษาระบบการท�ำงานของเครือข่ายในระดับ ชุมชนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและ 5.2 ให้ความร่วมมือกับราชการในการแจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาและสารเสพติด ตัวอย่างกิจกรรม 5.1.1 จัดเอกสาร รายละเอียดเกี่ยวกับสารพิษ และยาเสพติดเพื่อแจก พร้อมกับค�ำอธิบายจัดบอร์ดวิชาการ เพื่อประชาสัมพันธ์ความรู้เรื่อง สารพิษ ยาเสพติดให้กับประชาชนที่ร้านยาเภสัชกรรมชุมชน 5.1.2 จัดระบบการให้ค�ำปรึกษา พร้อมการติดตามของการบ�ำบัดรักษายาเสพติด และสารพิษ 5.1.3 ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบ�ำบัดอาการให้กับประชาชน 5.1.4 ร่วมกิจกรรมรณรงค์การให้ความรู้ข้อมูลด้านยาเสพติดกับประชาชนทั่วไปและกลุ่มนักเรียน นักศึกษา มีการประสานงานกับชุมชนหรือโรงเรียนเพื่อสร้างเครือข่ายระดับชุมชน ตัวอย่างกิจกรรม 5.2.1 ร้านยาเภสัชกรชุมชนเป็นศูนย์ประสานงานข้อมูลในพื้นที่ ท�ำงานประสานร่วมกับ โรงเรียน ต�ำรวจ ศูนย์ราชการ องค์กรภาครัฐ ส�ำนักอนามัย โรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น 5.2.2 ให้ความร่วมมือกับภาครัฐหรือองค์กรเอกชนที่ให้การช่วยเหลือสังคมในด้านยาเสพติด และสารพิษ เช่น การส่งข้อมูลการใช้ยา หรือสารเสพติดในพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการแก้ปัญหา
  • 155มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 5.3 มีบริการข้อมูลและให้ค�ำปรึกษาเรื่องยาและ สุขภาพให้กับชุมชน เพื่อประโยชน์ในการ ป้องกันโรค การรักษาสุขภาพ การสร้าง เสริมสุขภาพ และบทบาทอื่นๆ ในการส่ง เสริมสุขภาพ และสุขศึกษาชุมชน ความหมายและบทบาทของเภสัชกรรมชุมชน ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) หมายถึง กระบวนการเพิ่มสมรรถนะให้คนเรา มีความสามารถในการควบคุมดูแลให้สุขภาพ ตนเองดีขึ้น สุขภาพเป็นค�ำที่มีความหมายทาง บวกเน้นหนักที่ทรัพยากรบุคคลและสังคม เช่น เดียวกันกับสมรรถนะต่างๆของร่างกาย ดังนั้น การสร้างเสริมสุขภาพจึงมิใช่ความรับผิดชอบ ขององค์กรในภาคสุขภาพเพียงเท่านั้น หากเกิน ความนอกเหนือลีลาชีวิต (Life style) อย่างมี สุขภาพดีไปสู่เรื่องของสุขภาวะโดยรวมถึงการ ดูแลตนเอง (Self-Care) เป็นการกระท�ำใดๆ ต่อตนเองของประชาชนเพื่อคงสภาวะความมี สุขภาพดี การป้องกันโรค และการจัดการกับ ความเจ็บป่วย (ภาวะสุขภาพเสีย) ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีปัจจัยต่างๆ เกี่ยวข้องมากมาย เภสัชกร มีบทบาทในการส่งเสริม self-care ผ่านทาง ร้านยาที่ปฏิบัติงานและทางการเยี่ยมบ้านเพื่อ ประเมินภาวะสุขภาพและให้ค�ำแนะน�ำที่เหมาะ สมกับแต่ละบุคคล ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมแตก ต่างกันไป และผ่านกระบวนการท�ำงานร่วมกับ ชุมชนในปัญหาสุขภาพที่มีลักษณะร่วมกันทั้ง ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ยา ในชุมชน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ชาวบ้านนิยมใช้ยาแผน ปัจจุบันรักษาตนเองกันมากเกินจ�ำเป็น โดยไม่มี ทัศนะด้านอันตรายของยามาคอยก�ำกับ จึงต้อง พยายามส่งเสริมทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ตนเองที่ไม่ต้องใช้ยา ตัวอย่างกิจกรรม 5.3.1 ร้านยาเภสัชกรชุมชนเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพในพื้นที่ ในการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เช่น ส�ำนักอนามัย เขตกรุงเทพมหานคร ส�ำนักงานสาธารณสุขประจ�ำจังหวัด กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างกิจกรรม  ร้านยาเภสัชกรชุมชน เป็นแหล่งกระจายเอกสาร สื่อต่างๆ ในชุมชน เช่น เอกสาร จุลสาร ข่าว ฝากจาก อย.  ร้านยาเภสัชกรชุมชน เป็นแหล่งกระจายอุปกรณ์ หรือสารป้องกัน เช่น การแจกทรายอะเบ็ท ป้องกันยุง  จัดระบบการสื่อสารระหว่างร้านยาชุมชนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการ แพร่กระจายโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ  จัดระบบการส่งข้อมูลต่างๆ เชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การรายงานเฝ้าระวังการใช้ยา ในชุมชน เป็นต้น
  • 156 มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 5.3.2 จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความรู้ด้านยาให้กับประชาชน ตัวอย่างกิจกรรม  จัดท�ำเอกสารด้านยา แผ่นพับเพื่อประกอบความเข้าเรื่องการใช้ยาให้กับผู้บริโภคในร้านยา เช่น ใบเอกสารความเข้าใจความส�ำคัญของชื่อยา ข้อบ่งใช้ของยา วิธีการใช้ วันหมดอายุของยา รวมทั้งการเก็บรักษายา  การจัดท�ำโปสเตอร์ติดประชาสัมพันธ์ในร้าน (ตัวอย่างภาพในภาคผนวก)  การบริการให้ข้อมูลทางโทรศัพท์  จัดการให้ความรู้เป็นกลุ่ม 5-10 คน ในร้านยา โดยนัดผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังข้อมูล ในเวลาที่เภสัชกร สะดวกโดยใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีต่อครั้ง ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความคิดเห็นระหว่างกัน  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน เช่น การบรรยายให้กลุ่มนักเรียนที่โรงเรียนในพื้นที่ใกล้ กับร้านยา ในประเด็นความเข้าใจเกี่ยวกับยา  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน กับกลุ่มต่างๆ เช่น การให้ความรู้การใช้ยา กับชมรมผู้สูง อายุในชุมชน หรือการให้ข้อมูลร่วมกับกิจกรรมในหมู่บ้าน เรื่องการใช้ยาให้ถูกต้องและปลอดภัย (ตัวอย่างในภาคผนวก) 5.3.3 จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน ตัวอย่างกิจกรรม  จัดอธิบายกลุ่มย่อยในร้านยา ประมาณ 5-10 ท่าน ในเรื่องที่ประชาชนสนใจ ตัวอย่างเช่น โรค ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โรคข้อเสื่อม กระดูกพรุน โภชนาการบ�ำบัดส�ำหรับโรคต่างๆ เป็นต้น 5.3.4 จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความรู้การป้องกันโรค ให้กับประชาชน ตัวอย่างกิจกรรม  โครงการรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อต่างๆ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคมือ เท้า ปาก โรคการติดเชื้อ ไวรัส โรคตาแดง โดยเอกสาร แผ่นพับ โปสเตอร์ แผ่นป้าย แผ่นผ้าข้อมูล ซึ่งสอบถามได้จาก หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เช่น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยา สาธารณสุขประจ�ำจังหวัด ส�ำนักอนามัยของ กทม. สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เป็นต้น  ร้านยาเข้าร่วมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ หรือการป้องกันโรค เช่น โครงการ รณรงค์ป้องกันโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • 157มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 5.4 ส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสมในชุมชน กิจกรรมส่งเสริมการใช้ยาที่เหมาะสม กระท�ำได้ 2 รูป แบบ คือ การให้บริการในร้านยา และการให้บริการนอก ร้านยา เช่น การท�ำกิจกรรมในชุมชน หรือการลงเยี่ยมบ้าน รูปแบบกิจกรรมในร้านยา กล่าวคือกิจกรรมต่างๆที่ให้ บริการเสริมในร้านยาโดยการจัดท�ำขึ้นเองหรือร่วมกิจกรรม กับหน่วยงานต่างๆ เช่น ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) ส�ำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร หรือสมาคม เภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 5.3.5 ร้านยาเภสัชกรชุมชน จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพให้กับ ประชาชน  จัดท�ำเอกสาร เพื่อแนะน�ำ อาหารส�ำหรับโรคต่างๆ  จัดท�ำเอกสาร เพื่อแนะน�ำ ท่าออกก�ำลังกายเพื่อสุขภาพของแต่ละโรค  จัดท�ำแผ่นประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับโรคต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโรคต่างๆ  โครงการให้ความรู้สู่ชุมชน ร่วมมือกับ อาสาสมัครชุมชน (อสส.) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) หรือประธานชมรมหมู่บ้าน ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและความรู้ต่างๆ ในชุมชน (กรณีที่สามารถลง ชุมชน)  รณรงค์โครงการเลิกบุหรี่ โดยจัดกรรมต่อเนื่องในร้านยา พร้อมการติดตาม 5.3.6 ร้านยาเภสัชกรชุมชน จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความรู้ด้านสุขศึกษาชุมชนให้กับประชาชน และสถานศึกษาใกล้เคียง  โครงการพัฒนานักเรียนสู่สุขภาพดี โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเอง ประเด็นความ รู้ เช่น การรับประทานอาหาร พักผ่อนเพียงพอ ปัจจัยของสุขภาพกับสิววัยรุ่น  โครงการหลีกเลี่ยงยาเสพติดให้โทษ  โครงการหลีกบุหรี่กับชีวิตวัยรุ่น  โครงการค้นหายาขยะที่บ้าน โดยนักเรียนที่ได้รับการอบรมจากเภสัชกรชุมชน รูปแบบกิจกรรมภายนอกร้านยา กล่าวคือ การร่วมกิจ กรรมใดๆก็ตามที่ก่อประโยชน์ให้ผู้ป่วยในระดับชุมชน อาทิ เช่น การร่วมลงชุมชนในการให้ความรู้เรื่องการใช้ยา หรือ กิจกรรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะราย เช่นผู้ป่วยเบา หวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและสมอง หรือ มีการใช้ยามากกว่า 3 รายการขึ้นไป ที่ไม่สามารถเดินทาง มาที่ร้านยาได้
  • 158 มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา หลักการการจัดกิจกรรม: 1. ค�ำนึงถึงประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพของประชาชน เป็นหลัก 2. มุ่งเน้นการประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Patient centered care) โดยกิจกรรมควรค�ำนึงถึง มาตรฐานของข้อมูล การเข้าถึงของกิจกรรม คุณภาพของกิจกรรม และผลลัพธ์การเข้าร่วม กิจกรรมของประชาชน 3. ประเมินโครงการด้านประชาชน โดยเน้นด้าน ความคุ้มค่าการเข้าร่วมกิจกรรม รายละเอียดและขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1. ก�ำหนดโครงการที่ต้องการร่วมกิจกรรม หรือ โครงการที่ริเริ่มจากร้านยา 2. ตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของโครงการ จากปัญหาในชุมชนหรือข้อมูลที่ต้องการสื่อสารสู่ ประชาชน 3. ก�ำหนดพื้นที่เป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายที่จะ เข้าร่วมโดยเฉพาะผู้รับบริการจากร้านยา โดย ค�ำนึงถึงประโยชน์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็น หลัก ตัวอย่างกิจกรรม ทั้งภายในและภายนอกร้าน 5.4.1 การรณรงค์ไม่ใช้ยาชุด ที่มียาแก้ปวดสเตียรอยด์ 5.4.2 รณรงค์การใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย (ดูตัวอย่างจากภาคผนวก) 5.4.3 การไม่ใช้ยาพร�่ำเพรื่อ เช่น แนะน�ำไม่ใช้ยาตามการโฆษณา หรือจากการส่งเสริมการขาย 5.4.4 แจ้งข้อมูลด้านยา ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน 5.4.5 โครงการเยี่ยมบ้าน เพื่อดูแลปัญหาการใช้ยา (กรณีที่พร้อมปฏิบัติงานเชิงรุก) ดูตัวอย่างในภาคผนวก เรื่องปฏิบัติงานเยี่ยมบ้าน 4. ติดต่อและประสานงานกับผู้น�ำชุมชน หรือ หน่วยงานที่ร่วมจัดท�ำกิจกรรม เช่น สถานศึกษา เทศบาล โรงพยาบาล ศูนย์บริการระดับปฐมภูมิ หรือชุมชน เป็นต้น 5. จัดท�ำเนื้อหาทางวิชาการ รูปแบบกิจกรรม งบประมาณ และบุคลากร 6. จัดเตรียมอุปกรณ์ สถานที่ พร้อมการปฏิบัติ งาน 7. ปฏิบัติงานตามที่ก�ำหนด 8. สรุปและประเมินพร้อมถอดบทเรียน 5.5 มีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ ยาที่ไม่เหมาะสมในชุมชน ตัวอย่างเช่น 5.5.1 เภสัชกรเป็นแหล่งข้อมูลการใช้ยาที่ ถูกต้อง 5.5.2 ไม่จ�ำหน่ายยา อุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้นที่อาจก่อ ให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ 5.5.3 ประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูล ปัญหาที่อาจ เกิดจากยาต่อประชาชน แนวทางการจัดกิจกรรม หรือ โครงการในชุมชน
  • 159มาตรฐานที่ 5 การให้บริการและการมีส่วนร่วมในสังคม คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา  จัดท�ำ แผ่นพับ ใบปลิว โปสเตอร์ แผ่นป้าย อื่นๆ เพื่อมุ่งหวังให้ข้อมูล สู่ประชาชน  จัดเอกสารประชาสัมพันธ์ให้กับหน่วย งานหรือโรงเรียนใกล้ร้านยา 5.5.4 แจ้งข่าว การใช้ยาหรือพบเหตุการณ์ผิด ปกติในชุมชนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น  การใช้ของยากลุ่ม ยาแก้ไอ diphenhydramine syrup, dextromethorphan tablet ของ กลุ่มวัยรุ่นเพื่อต้องการผลข้างเคียง ของยา อาการมึนงง ง่วงซึม เป็นต้น  การใช้ยาผิดจุดประสงค์ ซึ่งน�ำ มาใช้เพื่อลดน�้ำหนัก เช่น น�ำยา รักษาโรคเบาหวาน acarbose (Glucobay® ) และ ยารักษา ภาวะธัยรอยด์ต�่ำ anhydrous tyroxine Na (Eltroxin® ) ให้ ประชาชนรับประทานซึ่งไม่ได้รักษา ตามข้อบ่งใช้ของยานั้นๆ เป็นต้น เภสัชกรชุมชนควรมีหน้าที่แจ้งข้อมูล การใช้ยาที่ผิดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยการจัดท�ำเอกสาร หรือผ่านทาง สายด่วน อย. เป็นต้น 5.5.5 เภสัชกรมีหน้าที่ประสานงานในการค้นหา ปัญหาในชุมชนท�ำงานกับหน่วยงานที่ รับผิดชอบ 5.6 จะต้องไม่มีผลิตภัณฑ์ที่บั่นทอนต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ สุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น อยู่ ในบริเวณที่รับอนุญาต เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่บั่นทอนต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ สุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น เป็นสิ่งที่จะท�ำให้สุขภาพของผู้ที่ใช้แย่ลง ท�ำให้ อาการของโรคที่เป็นอยู่ทรุดลง หากในร้านยามี ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในบริเวณที่ให้บริการ อาจ หมายความว่าร้านนั้นๆ ส่งเสริมให้มีการใช้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้ว เนื่องจากร้านยาควรเป็นสถาน ที่ที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพที่ดี ในร้านยา จึงต้องไม่มีผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในส่วนของการให้ บริการอย่างเด็ดขาด
  • 160
  • 161ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา การจัดหายา (Drug Procurement) ความหมายตามค�ำจัดความของ WHO และ FIP คือ ขบวนการต่างๆเพื่อให้ได้ยาหรือเวชภัณฑ์จากแหล่งต่างๆไม่ว่า จะเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจ�ำหน่าย หรือตัวแทนจ�ำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ยาที่ถูกต้อง ในปริมาณถูกต้อง ในราคาต�่ำที่สุดเท่าที่ เป็นไปได้ โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพของยาที่ถูกต้อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการจัดส่งยา (Good distribution practices - GDP) หมายความว่า หลักเกณฑ์และวิธีการที่เป็นส่วนของการประกันคุณภาพ เพื่อท�ำให้เกิดความมั่นใจว่าคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ยามีความคงสภาพ โดยวิถีทางของการควบคุมกิจกรรมต่างๆที่เพียงพอตลอดกระบวนการจัดส่ง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (Good manufacturing practices - GMP) หมายความว่า หลักเกณฑ์และวิธีการที่เป็นส่วนของการประกันคุณภาพ เพื่อท�ำให้เกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยาได้รับ การผลิตอย่างสม�่ำเสมอ และถูกควบคุมให้ได้ตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการจัดเก็บยา (Good storage practices - GSP) หมายความว่า หลักเกณฑ์และวิธีการที่เป็นส่วนของการประกันคุณภาพ เพื่อท�ำให้เกิดความมั่นใจว่ามีการควบคุมคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ยาตลอดการเก็บผลิตภัณฑ์ยา หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการค้าและการจัดส่งยา (Good trade and distribution practices - GTDP) หมายความว่า หลักเกณฑ์วิธีการที่เป็นส่วนของการประกันคุณภาพ เพื่อท�ำให้เกิดความมั่นใจว่ามีการควบคุมคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ยาตลอดการค้าและการจัดส่งยา ผู้ผลิต / จ�ำหน่าย (Supplier) หมายความว่า บุคคลหรือบริษัท ซึ่งจัดจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาตามการร้องขอ ผู้จ�ำหน่ายรวมถึงผู้จัดจ�ำหน่าย ผู้ผลิตหรือผู้ค้า ครั้งที่ผลิต (Batch) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ยาที่ผลิตในกระบวนการผลิตเดียวกัน ในปริมาณที่ก�ำหนดแน่นอน มีคุณลักษณะ และคุณภาพ สม�่ำเสมอกันตลอด เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต (Batch number) หมายความว่า ชุดตัวเลขและ/หรืออักษรบ่งบอกถึงครั้งที่ผลิต ตัวอย่างเช่น ที่บ่งบอกไว้บนฉลาก ในบันทึกครั้งที่ผลิต และในใบแสดงผลการวิเคราะห์ (certificates of analysis) การส่งมอบผลิตภัณฑ์ยา (Consignment or delivery) หมายความว่า ปริมาณของยาที่จัดส่งให้ในครั้งหนึ่งๆตามค�ำเรียกร้องหรือค�ำสั่งซื้อเฉพาะครั้ง การส่งมอบยาแต่ละครั้ง อาจประกอบด้วยหนึ่งกล่องบรรจุหรือมากกว่า และอาจรวมยามากกว่าหนึ่งครั้งที่ผลิต ภาชนะบรรจุ (Container) หมายความว่า วัสดุที่ใช้ในการบรรจุผลิตภัณฑ์ยา ภาชนะบรรจุสินค้ารวมทั้งภาชนะปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และภาชนะที่ใช้ ส�ำหรับการขนส่ง ถ้าภาชนะบรรจุถูกน�ำมาใช้เพื่อสัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง ถือว่าเป็นภาชนะบรรจุปฐมภูมิ ส�ำหรับภาชนะ บรรจุทุติยภูมิจะไม่ได้สัมผัสโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ ภาคผนวก
  • 162 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา วันสิ้นอายุ (Expiry date) หมายความว่า วันที่ที่ก�ำหนดอายุการใช้ส�ำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตแต่ละครั้งส�ำหรับแต่ละภาชนะบรรจุ ซึ่งแสดงว่าในช่วง ระยะเวลาก่อนวันนั้น ผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าวยังมีคุณภาพมาตรฐานตามข้อก�ำหนด ถ้าการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ท�ำถูกต้องตามค�ำ แนะน�ำตลอดตั้งแต่วันที่ผลิตถึงวันสิ้นอายุของผลิตภัณฑ์ เอกสารในกระบวนการ 1. ใบสั่งซื้อ 2. การรับสินค้า 3. คืน/เปลี่ยน 4. การเงิน การตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) หมายความว่า การจัดท�ำและบันทึกเป็นเอกสารซึ่งแสดงว่ากระบวนการ ขั้นตอนการปฏิบัติ หรือวิธีท�ำสามารถปฏิบัติ ได้จริงและสม�่ำเสมอน�ำไปสู่ผลที่คาดไว้ การบริหารจัดการคุณภาพ ควรจะรวมถึง • มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมหรือระบบคุณภาพซึ่งครอบคลุมโครงสร้างขององค์กร วิธีปฏิบัติ กระบวนการ และทรัพยากร และ • ระบบการปฏิบัติงานที่จ�ำเป็นต่อการสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเพียงพอว่า สินค้า (หรือบริการ) และระบบเอกสาร สามารถสนองข้อก�ำหนดเรื่องคุณภาพ ผลรวมของการปฏิบัติเหล่านี้เรียกว่า “การประกันคุณภาพ” - ระบบดังกล่าวอย่างน้อยควรครอบคลุมถึงหลักของการประกันคุณภาพตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีของ องค์การอนามัย โลก เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา - ผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดในระบบการจัดส่งยาควรจะรับผิดชอบร่วมกันต่อคุณภาพและความปลอดภัยของยาเพื่อสร้าง ความมั่นใจว่ายาที่ส่งมอบ อยู่ในสภาพดีที่จะใช้ตามความมุ่งหมาย - ถ้ามีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในเชิงพาณิชย์ ควรมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนและระบบงานที่ละเอียดเพื่อสร้างความมั่นใจ ในการสอบกลับและความมั่นใจในคุณภาพของยา - ควรจัดให้มีวิธีการจัดซื้อจัดหาและการอนุมัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ามีการจัดซื้อยาจากผู้ผลิตและผู้จัดจ�ำหน่ายที่ ผ่านการตรวจประเมิน (Approved supplier and approved entities) - ในทุกองค์กรในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ควรสามารถสอบกลับได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ นโยบาย และกฎหมาย ควรมีวิธีปฏิบัติและการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสร้างความมั่นใจในการสอบกลับผลิตภัณฑ์ ที่ถูกจัดส่งออกไป - ควรมีการตรวจสอบและการรับรองความถูกต้องตามระบบคุณภาพ โดยองค์กรภายนอก เช่น มาตรฐาน ISO (International standardization organization) หรือมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ระดับประเทศหรือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการรับรองคุณภาพดังกล่าวไม่ใช่สิ่งทดแทนหลักเกณฑ์มาตรฐานในเรื่องนี้ รวมทั้งหลักเกณฑ์วิธีการ ที่ดีในการผลิตยา - ควรมีมาตรฐานวิธีการปฏิบัติ (SOP) ทั้งส�ำหรับด้านการบริหารและการปฏิบัติงาน
  • 163ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างการเสื่อมสภาพทางกายภาพของยาประเภทต่างๆ ที่ตรวจสอบได้ (ข้อมูลดัดแปลงมาจากหนังสือ Green book 3) ประเภทยา ตัวอย่างลักษณะกายภาพที่เปลี่ยนแปลง • ยาเม็ดชนิดไม่เคลือบ (Plain Tablets) • ยาเม็ดเคลือบ (Coated Tablets) • ยาแคปซูลเจลาตินแข็งหรือนุ่ม (Hard หรือ Soft gelatin Capsules) • ยาชนิดผงแห้งหรือ แกรนูล (ไม่ได้เตรียมเป็นยาน�้ำ) (Dry powders และ granules) • ยาผง-แกรนูลส�ำหรับเตรียมยาน�้ำแขวนตะกอน (Dry powders และ granules intended for Constitution as suspension) • ยาเม็ด แกรนูล และผงชนิดฟองฟู่ (Effervescent tablets, granules และ powders) รูปแบบยาเหลว (Liquid dosage forms) • สารละลาย ยาอิลิกเซอร์และยาน�้ำเชื่อม (Solution, elixers and Syrups) • อิมัลชัน (Emulsion) • ยาแขวนตะกอน (Suspension) • ยาทิงเจอร์และสารสกัดเหลว (Tinctures และ Fluidextracts) • ของเหลวปราศจากเชื้อ (Sterile Liquids) • ยาครีม (Creams) • ยาขี้ผึ้ง (Ointments) • ยาเหน็บ (Suppositories) • เม็ดกร่อน มีรอยแตกหรือบิ่น ผิวบวม มีจุดกระ สีเปลี่ยน เม็ดยาเกาะติดกัน มีการตกผลึกบนเม็ดยา หรือภาชนะบรรจุ มีเศษผงเล็กๆ ที่เม็ดยาหรือ ก้นภาชนะ • เม็ดมีรอยแตก มีจุดกระหรือ ความเหนอะของวัสดุ เคลือบและการเกาะตัวของเม็ดยา • มีการแข็งตัวหรืออ่อนตัวของเปลือกแคปซูล แคปซูล แตกมีผงยาหลุดออก ร่องรอยการปล่อยก๊าซโดยจาก กระดาษหุ้มเกิดการยืดตัว • ผงแข็งตัวเป็นก้อนแข็ง มีการเปลี่ยนสี • ยาแข็งตัวจับกันเป็นก้อน เกิดหมอกหรือหยดน�้ำ ภายในภาชนะบรรจุ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยาเติมน�้ำ เขย่าแล้วไม่กระจายตัว • การบวมของมวล ซองหรือภาชนะบรรจุ เนื่องจาก การเกิดความดันอากาศ หรือยาท�ำปฏิกิริยากับ ความชื้น • เกิดการตกตะกอน ร่องรอยการเกิดจุลชีพ การเกิด ก๊าซ สีหรือกลิ่นที่เปลี่ยนแปลง • เกิดการแยกตัวของชั้นน�้ำมัน ไม่กระจายตัว ไม่ สามารถกลับสู่สภาพเดิม • ยาจับเป็นก้อนแข็งเมื่อเขย่าไม่กลับมาอยู่ในสภาพ แขวนตะกอนได้อีก มีการตกผลึก • มีการตกตะกอน มีสี กลิ่นผิดปกติ • ยาเปลี่ยนสี ขุ่น เกิดฟิล์มที่ผิว มีอนุภาคหรือวัตถุที่ เป็นปุยละเอียด การเกิดก๊าซ • การผลึก เนื้อยาเป็นเม็ดๆ ขาดความเนียน มีการหด ตัวของเนื้อครีม สี-กลิ่นเปลี่ยน มีการปนเปื้อนจุลชีพ • เนื้อยาไม่สม�่ำเสมอ มีการแยกตัวของของเหลวออก มามากเกินไป การก่อตัวของแกรนูล • ยาอ่อนตัวมาก พบรอยเปื้อนน�้ำมันบนวัสดุบรรจุ
  • 164 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา หนังสือ Green book หมายถึง หนังสือที่รายงานรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต จัดท�ำโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นเครื่อง มือช่วยให้เกิดความมั่นใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพ รายละเอียดขั้นตอนในการจัดท�ำและผลผลิตภัณฑ์ที่แสดงสามารถ ดูได้ที่ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/drug/index.stm ความหมายต่างๆ ตามหัวข้อทดสอบการวิเคราะห์คุณสมบัติของยา (ที่มาจากภาคผนวกของหนังสือ Green book) Identification หมายถึง การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ของสารที่ต้องการทราบว่าตรงกับที่แจ้งในฉลาก Active ingredient หมายถึง ปริมาณตัวยาส�ำคัญที่วิเคราะห์ได้ pH หมายถึง วัดความเป็นกรด-เบส ของสารละลาย Uniformity of Dosage Units มีการทดสอบได้ 2 แบบ คือ - Weight variation คือ ค่าเบี่ยงเบนจากน�้ำหนักเฉลี่ย - Uniformity of content หรือ Content uniformity หมายถึง ความสม�่ำเสมอ ของปริมาณตัวยาในแต่ละหน่วย ในช่วงที่ก�ำหนดไว้ Water Content หมายถึง การตรวจหาความชื้น (Moisture) ในตัวอย่าง เพื่อน�ำไปใช้ในการค�ำนวณความแรง หรือปริมาณของยา Disintegration หมายถึง การทดสอบว่ายาส�ำเร็จรูปนั้นแตกกระจายในสภาวะที่ก�ำหนด Dissolution หมายถึง การทดสอบการละลายของตัวยา เพื่อจ�ำแนกคุณภาพของผลิตภัณฑ์และเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีกว่าการแตกกระจาย (Disintegration) ในแง่ของการเอื้อประโยชน์ของยา เป็นการทดสอบ in vitro หรือในการทดลอง ซึ่งจะแสดงความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ ยาของแต่ละบริษัท นอกจาก นี้ยังแสดงความแตกต่างของต�ำรับ ปัจจัยต่อต�ำรับ และพารามิเตอร์อื่นๆในกระบวนการผลิตซึ่งการทดสอบการละลายของยา ตัวนี้ อาจสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับการทดสอบ in vivo (bioavailability) ถ้า in vitro dissolution สัมพันธ์กับ in vivo dissolution profile สามารถบ่งบอกถึง bioavailability ได้ คือ การเอื้อประโยชน์ในร่างกาย ซึ่งหมายถึง อัตราเร็วและปริมาณตัวยาส�ำคัญที่ถูกดูดซึม เข้ากระแสเลือดและไปมีผล หรือเอื้อ ประโยชน์ (available) ได้ ณ จุดออกฤทธิ์ ถ้า in vitro dissolution ไม่สัมพันธ์กับ in vivo dissolution ถือเป็น physical test คือ เป็นการตรวจลักษณะของ ผลิตภัณฑ์โดยศึกษาการละลายของตัวยาในสภาวะที่ก�ำหนด ซึ่งไม่สามารถบ่งบอกถึง bioavailability Bioequivalent หมายถึง วิธีเปรียบเทียบข้อมูลการศึกษาชีวะสมมูลในมนุษย์ เพื่อใช้ในการวัดการปลดปล่อยตัวยาจากตัวยาส�ำเร็จรูปจน กระทั่งดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้โดยตรง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการศึกษาชีวะสมมูลของยาสามัญ สามารถศึกษาเพิ่มเติมที่ http://wwwapp1.fda.moph.go.th/drug/zone_bioequivalence/files/หลักเกณฑ์.pdf
  • 165ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง (ที่มาจาก คู่มือทักษะฯสภาเภสัช 2550, คู่มือการใช้ยาส�ำหรับบุคลากรสาธารณสุข, สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล 2550)
  • 166 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 167ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างค�ำย่อชื่อยาที่พบบ่อยในใบสั่งยา ASA = aspirin (Acetyl salicylic acid) A 25 = Amitriptyline 25 mg หรือ Atenolol 25 mg ACA = Acyclovir ALPZ = Alprazolam ATRO = Atropine AZT = Zidovudine App2 = Cyproheptadine CBZ = Carbamazepine CPM = Chlorpheniramine CPZ = Chlorpromazine Ca = Calcium CFLX = Ciprofloxacin DIG = Digoxin DHPG = Ganciclovir D5LR = dextrose 5% in Lactated Ringer’s solution
  • 168 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา D5NS = dextrose 5% in normal saline D5 N/2 = dextrose 5% in ½ normal saline DCF = Diclofenac 5FU = Fluorouracil HCTZ = Hydrochlorothiazide INH = isoniazid ISDN = Isosorbide dinitrate GB = Glibenclamide MFM = Metformin MTX = Methotrexate NS = Normal saline PTU = Propylthiouracil RND = Ranitidine ตัวอย่างค�ำย่อการใช้ยา ได้แก่ a = before a.c. = before food a.c. & h.s. = before food and bedtime b.i.d. = twice a day c = with gtt = drop h. = an hour o.d. = (once) every day o.m. hor. = every hour o.m. noct = every night p. = after p.c. = after food p.a.a. = to be applied to the affected part pil. = pill p.o. = by mouth p.r.n. = according to necessity pulv. = powder p.r. = by the anal route PV = by the vaginal q.i.d. = 4 times a day q. 4 h = every 4 hour q.s. = as much as necessary ss. = a half sol. = solution t.i.d. = three times a day Tr. = tincture Ung. = 0intment
  • 169ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวช่วยอื่นๆ เช่น การค้นหาความหมายของค�ำย่อทางการแพทย์ผ่านทาง Internet ได้ที่ www.medilexicon.com - ดูตัวอย่างค�ำย่อในใบสั่งยาที่มีโอกาสแปรผลผิดและการแก้ไขได้ที่ http://www.ismp.org/Tools/errorproneabbreviations. pdf ตัวอย่างฉลากเสริม ค�ำแนะน�ำที่ใช้บ่อยที่อยู่บนซองยา ค�ำเตือนและข้อควรระวังของยาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และค�ำแนะน�ำ ยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษ ตัวอย่างฉลากเสริม/ค�ำแนะน�ำที่ใช้บ่อย ค�ำแนะน�ำพิเศษ / ฉลากเสริม ตัวอย่างกลุ่มยา-ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยในร้านยา • ยานี้อาจท�ำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์ หรือ ท�ำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล และหลีกเลี่ยงการดื่ม แอลกอฮอล์ • ยานี้อาจท�ำให้ง่วงนอน ควรระมัดระวังในการเกิด อุบัติเหตุในเด็ก เช่น การขี่จักรยาน • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างกินยานี้ • ยานี้อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ให้รับประทาน ยานี้หลังอาหารทันที • ให้รับประทานยานี้หลังอาหารทันที • กินยาก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง หากลืมให้กินหลัง อาหารไปแล้วสองชั่วโมง หรือตอนท้องว่าง • กลุ่มยาแพ้อากาศ-ลดน�้ำมูกชนิดง่วงนอน เช่น CPM, Brompheniramine, Triprolidine, Dimenhydrinate, Hydroxyzine ฯลฯ • ยา Antianxietyในกลุ่ม Benzodiazepines เช่น Diazepam, Lorazepam, Clonazepam ฯลฯ • ยา Antipsychotic เช่น Chlorpromazine, Haloperidol, Perphenazine ฯลฯ • Tricyclic antidepressant เช่น Amitriptyline • อื่นๆ เช่น Phenobarbital, Tramadol, Diphenhydramine • กลุ่มยาที่ใช้กับเด็กทั้งหมดที่ท�ำให้ง่วงซึม ดังตัวอย่าง ข้างต้น • ยาที่เมื่อกินพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์ จะเกิด disulfuram-like reaction เช่น metronidazole, tinidazole, Glibenclamide, Chlorpropamide, disulfuram ฯลฯ • กลุ่มยา NSAIDs เช่น Aspirin, Ibuprofen, Diclofenac, Indomethacin, Mefenamic acid, Naproxen ฯลฯ • Steroids เช่น Prednisolone • อื่นๆ เช่น Metformin, Theophylline • ยาที่ดูดซึมยาได้ดีหากกินพร้อมอาหาร เช่น Ketoconazole, itraconazole, griseofulvin • ยาที่การดูดซึมลดลงจากกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ampicillin, penicillin V, cloxacillin, dicloxacillin, azithromycin capsule, norfloxacin, ofloxacin, roxithromycin ฯลฯ
  • 170 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ค�ำเตือน-ค�ำแนะน�ำอื่นๆ ที่อาจระบุเพิ่มเติมตามคุณสมบัติของยา เช่น - ยานี้ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด ป้องกันแสง และความชื้น - เขย่าขวดก่อนใช้ - ยานี้อาจท�ำให้อุจจาระเปลี่ยนสีได้ เช่น Ferrous sulfate, Metronidazole, Medicinal Charcoal, Bismuth subsalicylate, มะขามแขก ฯลฯ - ยานี้อาจท�ำให้ปัสสาวะเปลี่ยนสี เช่น Phenazopyridine, Vitamin B2 - หากมีอาการแพ้ยาหลังรับประทานยา ได้แก่ มีผื่นคัน บวมแดง แน่นหน้าอกหายใจล�ำบาก ควรหยุดยาและน�ำยา มาพบเภสัชกรทันที - ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหาร.....................ระหว่างกินยานี้ - ควรรับประทานอาหาร.................ระหว่างกินยานี้ - ยานี้ใช้ส�ำหรับเฉพาะผู้ที่ระบุในซองยานี้เท่านั้น ห้ามผู้อื่นน�ำไปใช้ อาจเกิดอันตรายได้ - ต้องเก็บยาในตู้เย็นหลังใช้เสร็จ เช่น ยาหยอดตา Chloramphenicol ที่เปิดใช้แล้ว ยาเหน็บทวารหนัก ค�ำแนะน�ำและอธิบายวิธีการใช้ยาในยารูปแบบต่างๆ ยาเหน็บทวาร ค�ำแนะน�ำในการใช้ยาเหน็บทวาร 1. แช่ยาในตู้เย็นเพื่อให้เนื้อยาแข็งตัว 2. ล้างมือให้สะอาด 3. แกะกระดาษที่ห่อออก 4. สอดเม็ดยาเข้าไปในทวารหนักให้ลึกมากที่สุด ค�ำแนะน�ำพิเศษ / ฉลากเสริม ตัวอย่างกลุ่มยา-ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยในร้านยา • ไม่ควรดื่มนม ยาลดกรดหรืออาหารที่มีธาตุเหล็ก, แคลเซียม พร้อมกับยานี้ • กินยาติดต่อกันจนยาหมด • ควรดื่มน�้ำตามมากๆ • เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน • กลืนทั้งเม็ด ห้ามเคี้ยว หรือบดยา • กลุ่มยาที่ท�ำปฏิกิริยากับแคลเซียม แมกนีเซียมและ ธาตุเหล็ก เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อน ท�ำให้ยาดูดซึม ลดลง เช่น กลุ่ม tetracyclines, fluroquinolones • ยารักษาโรคติดเชื้อ, ยารักษาโรคเรื้อรัง • ยาที่อาจท�ำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือเพื่อป้องกันการตกตะกอน ในกระเพาะปัสสาวะจากยา กลุ่ม Sulfonamides • ยาเม็ดที่มีขนาดใหญ่ให้ดูดซึมดีขึ้น เช่น ยาเม็ดลดกรด • ยาขับลม เช่น Simethicone • Enteric coated เช่น Diclofenac, Bisacodyl • Sustained-release เช่น Theophyline ยาที่มีรสไม่ดี
  • 171ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 5. นอนพักสักครู่ให้ยาละลายหมด 6. ควรเก็บยาไว้ในตู้เย็น รูปประกอบการอธิบายการใช้ยาเหน็บทวาร ยาสอดช่องคลอด ค�ำแนะน�ำในการใช้ยาสอดช่องคลอด 1. ล้างมือให้สะอาด 2. ฉีกกระดาษที่ห่อออก ชุบเม็ดยาด้วยน�้ำสะอาดให้ชื้นเล็กน้อย 3. สอดเม็ดยาเข้าช่องคลอดลึกๆ 4. นอนพักสักครู่ ให้ยาละลาย 5. เก็บยาให้พ้นมือเด็ก ห้ามรับประทาน หรืออาจอธิบายโดยใช้รูปประกอบ เช่น
  • 172 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ยาหยอดตา ค�ำแนะน�ำในการใช้ยาหยอดตา 1. ล้างมือให้สะอาด 2. ดึงหนังตาล่างลงให้เป็นกระพุ้ง แหงนศีรษะขึ้น 3. หยอดยาหยอดตา 4. หากต้องใช้ยาหยอดตา 2 ชนิดขึ้นไป ควรหยอดห่างกัน 5-10 นาที 5. เมื่อเปิดใช้แล้ว ควรทิ้งภายใน 1 เดือน ห้ามรับประทาน รูปแสดงการใช้ยาหยอดตา ยาป้ายตา ค�ำแนะน�ำในการใช้ยาป้ายตา 1. ล้างมือให้สะอาด 2. ดึงหนังตาล่างลง บีบยาเป็นเส้นยาวประมาณครึ่งนิ้ว หลับตาแล้วคลึงเบาๆ 3. หากต้องใช้ร่วมกับยาหยอดตา ควรหยอดตาก่อนแล้วอีก 10 นาทีจึงใช้ยาป้ายตา 4. เมื่อเปิดใช้แล้ว ควรทิ้งภายใน 1 เดือน ห้ามรับประทาน รูปแสดงการใช้ยาป้ายตา
  • 173ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ค�ำแนะน�ำส�ำหรับวิธีใช้ยาผงชนิดผสมน�้ำ 1. เติมน�้ำสุกที่เย็นแล้วลงไปครึ่งขวด ปิดฝาเขย่าจนยาละลาย เติมน�้ำจนถึงขอบล่างของเส้นนูน เขย่าให้เข้ากันอีกครั้ง 2. ยานี้เมื่อเติมน�้ำแล้ว ในอากาศธรรมดาเก็บได้ 7 วัน ในตู้เย็นเก็บได้ 12 วัน หากได้รับยา 2 ขวดให้ผสมทีละขวด ยาสูด (Inhaler) อธิบายวิธีการใช้ เช่น
  • 174 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ยาสูดลม (Turbuhaler) อธิบายวิธีการใช้ เช่น ตั้งหลอดยาตั้งตรง หมุนที่ฐานยาจนสุดแล้วหมุนกลับ ให้มีเสียงดัง คลิ๊ก สูดยาให้แรงและลึกที่สุด
  • 175ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างฉลากเสริมแนะน�ำการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง18 ที่มาจาก วารสารเภสัชกรรมชุมชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 44 มิถุนายน 2552 หน้า 34-36, คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความ สามารถทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ. 2550) สภาเภสัชกรรม หน้า 96-97 ค�ำเตือนและข้อควรระวังของยาต่างๆ Theophylline • รับประทานยาอย่างสม�่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาเอง • ยานี้อาจท�ำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระเพาะอาหาร ท้องเป็นตะคริว วิธีแก้ คือ ให้กินยาหลังอาหารทันที • ยานี้อาจท�ำให้เกิดปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีอาการตื่นเต้น หน้ามืด ปัสสาวะบ่อย มือและนิ้วกระตุก หากอาการ รุนแรงให้พบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรับขนาดยาของคุณ • หากกินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ห้ามเพิ่มยาขึ้นเป็นสองเท่า • การได้รับยาในปริมาณสูงเกินขนาด จะท�ำให้ชักได้ Salbutamol • รับประทานยาอย่างสม�่ำเสมอ • การเดินทางไปไหน ควรที่จะพกยานี้ไปด้วยเสมอ • ตัวยานี้มีฤทธิ์ขยายหลอดลมจึงใช้ในโรคหืด • ยานี้อาจมีอาการข้างเคียง ได้แก่ มือสั่น ตัวสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ปวดหัว ตึงเครียด ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว อาการ จะรุนแรงขึ้นหากกินยาเกินขนาด • หากกินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นห้ามเพิ่มยาเป็น 2 เท่า ยาพ่นจมูก (Nasal Spray) อธิบายวิธีการใช้ เช่น ดูการสาธิตการพ่นจมูกในรูปแบบวีดีโอจากราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิกแพทย์ แห่งประเทศไทยที่ http://www.rcot.org/ vdo_01.php. และการล้างจมูกดูที่ http://www.rcot.org/vdo_01.php
  • 176 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เส้นเลือดตีบตัน ความ ดันโลหิตสูง Metformin • การออกก�ำลังกายและการควบคุมอาหารเป็นสิ่งส�ำคัญในการคุมเบาหวาน • ควรใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคตับและโรคไต • ยานี้อาจมีอาการข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร ท้องเสีย • ยานี้อาจท�ำให้เกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ โดยจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น วิงเวียนจะเป็นลม ควรกินอาหาร รสหวานทันที เมื่อมีอาการ จึงควรพกลูกอมติดตัว เมื่อต้องการเดินทางออกจากบ้าน • ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Glibenclamide • การออกก�ำลังกายและการควบคุมอาหารเป็นสิ่งส�ำคัญในการคุมเบาหวาน • ยาอาจท�ำให้มีอาการข้างเคียง ได้แก่ จุกเสียด แสบท้อง คลื่นไส้อาเจียน ผื่นคัน บวมแดง และลมพิษ • ยานี้อาจท�ำให้เกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ โดยจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น วิงเวียนจะเป็นลม ควรกินอาหาร รสหวานทันทีเมื่อมีอาการ จึงควรพกลูกอมติดตัว เมื่อต้องการเดินทางออกจากบ้าน • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มซัลฟา • ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร Gliclazide • การออกก�ำลังกายและการควบคุมอาหารเป็นสิ่งส�ำคัญในการคุมเบาหวาน • ยานี้อาจมีอาการข้างเคียง เช่น ไม่สบายท้อง ผื่นคัน • ยานี้อาจท�ำให้เกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ ซึ่งจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น วิงเวียนจะเป็นลม ควรกินอาหาร รสหวานทันทีเมื่อมีอาการ จึงควรพกลูกอมติดตัว เมื่อต้องการเดินทางออกจากบ้าน • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มซัลฟา • ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide • ยานี้ท�ำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลงซึ่งอาจท�ำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าไม่มีแรง เป็นตะคริวจึงควรรับประทานอาหาร ที่มีโพแทสเซียมสูงทดแทน เช่น ส้ม กล้วย มะเขือเทศ น�้ำมะพร้าว • ยานี้มีผลท�ำให้ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย กระหายน�้ำ • ยานี้อาจท�ำให้ความดันโลหิตต�่ำ ซึ่งจะมีอาการวิงเวียน หน้ามืด ควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกนั่ง หรือลุกยืนอย่าง ช้าๆ เพื่อป้องกันอาการวิงเวียนหน้ามืด • หากมีอาการผื่นคัน เป็นจ�้ำเลือด เจ็บคอ ตาพร่า ให้ปรึกษาแพทย์ ยากลุ่ม Beta-blocker • หากมีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ o มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ รู้สึกสับสน ฝันร้าย
  • 177ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา o หายใจขัด หายใจเสียงหวีด หายใจล�ำบาก หอบหืด o รู้สึกหวิวๆ มือและเท้าเย็น อ่อนเปลี้ย แขนขา ไม่มีแรง o สมรรถภาพทางเพศลดลงโดยเฉพาะในผู้ชาย o ความดันโลหิตต�่ำ เช่น มีอาการวูบ หน้ามืด หรือวิงเวียน เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกหรือนั่ง • ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ ยากลุ่ม ACEI เช่น Enalapril • ให้รีบไปแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ o อาการผื่นแดง คัน เจ็บคอ ไข้ ไอ หายใจหอบ o อาการเวียนศีรษะ มึนงง หน้ามืด เป็นลม หน้า ตา ปาก ลิ้น แขน และขา มีอาการบวม • ยานี้อาจท�ำให้มีอาการไอแห้ง อาการไอจะทุเลา หลังจากใช้ยาในระยะหนึ่ง บางรายอาจไอมาก จนต้องเปลี่ยนเป็น ยาตัวอื่น • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดประสิทธิภาพของยา • ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ Calcium Channel Blocker เช่น Amlodipine • ให้รีบไปแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ o อาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ร้อนวูบวาบ คลื่นไส้ เจ็บยอดอก เป็นตะคริว เจ็บคอ o อาการขาหรือเท้าบวม หายใจล�ำบาก ใจสั่น ปวดเค้นอกอย่างรุนแรง o อาการเวียนหัว หน้าแดง หัวใจเต้นเร็ว • ยานี้อาจท�ำให้ความดันโลหิตต�่ำ ซึ่งจะมีอาการวิงเวียน หน้ามืดควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกนั่งหรือลุกยืนอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันอาการวิงเวียน หน้ามืด • ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับ Digoxin • ยานี้ใช้รักษาผู้ป่วย ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หากคนทั่วไปกินยานี้ จะท�ำให้เกิดการปิดกั้นการน�ำไฟฟ้าในหัวใจรุนแรง ได้ • เมื่อมีอาการต่อไปนี้ ให้รีบปรึกษาแพทย์ o คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง o ตามองเห็นไม่ชัด หรือเห็นเป็นสีเหลือง หรือสีเขียว ซึ่งเป็นอาการที่บ่งว่า ระดับยาเกินขนาด o อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน • การหยุดยากะทันหัน อาจท�ำให้หัวใจล้มเหลวก�ำเริบขึ้นได้ • ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก ยากลุ่ม Nitrate • ยานี้ใช้รักษาโรคหัวใจขาดเลือดจากเส้นเลือดหัวใจตีบ • อาจท�ำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หน้าแดง • ยานี้อาจท�ำให้ความดันโลหิตต�่ำ ซึ่งจะมีอาการวิงเวียน หน้ามืดควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกนั่งหรือลุกยืนอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันอาการวิงเวียน หน้ามืด
  • 178 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา • ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาไวอากร้าเด็ดขาด เพราะจะท�ำให้เกิดความดันโลหิตต�่ำอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ • การหยุดยากะทันหันในรายที่ให้ยาเป็นระยะเวลานาน อาจท�ำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ยาลดไขมันในเลือด เช่น กลุ่ม statin • การออกก�ำลังกายและควบคุมอาหารที่มีไขมันสูง เป็นสิ่งส�ำคัญในการคุมระดับไขมันในเลือด • หากมีการปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อแข็งกดเจ็บ เป็นตะคริว อ่อนเพลีย หรือมีไข้ ให้รีบพบแพทย์ทันที • ควรงดการสูบบุหรี่ หรืองดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะกินยานี้ • อาจท�ำให้มีอาการปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก คลื่นไส้ ปวดแสบกระเพาะ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มองภาพ ไม่ชัด ผื่น คัน หากมีอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ • ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับ และสตรีมีครรภ์ Antiplatelet เช่น aspirin (ASA) • เป็นยาต้านเกร็ดเลือดยับยั้งการแข็งตัวของเลือด • ใช้ในโรคหัวใจขาดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจตาย • ใช้ป้องกันหรือรักษาโรคอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองตีบ • อาจท�ำให้มีเลือดออกง่าย • อาจท�ำให้มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน จากการระคายกระเพาะได้ จึงควรรับประทานยาหลังอาหารทันที • หากจ�ำเป็นต้องรับการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรหยุดยานี้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนผ่าตัด หรือถอนฟัน Anticoagulant เช่น Warfarin (กรณีขอเติมยาที่ร้านยา) • เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน • ใช้ในโรคที่มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน • เมื่อมีอาการผลข้างเคียงต่อไปนี้ ให้รีบปรึกษาแพทย์ ได้แก่ - เกิดอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น จ�้ำเลือดใต้ผิวหนัง เลือดออกที่ตาขาว เลือดก�ำเดาไหลมากและนานผิดปกติ เลือดออกผิดปกติในช่องปาก มีเสมหะเป็นก้อนเลือด อาเจียนหรือน�้ำลายมีเลือดปนหรือมีสีน�้ำตาล อุจจาระมีสี แดงสดหรือสีด�ำเหมือนน�้ำมันดิน ปัสสาวะมีเลือดปนหรือมีสีแดงหรือสีน�้ำตาลเข้ม ประจ�ำเดือนมามากกว่าปกติ - มีอาการปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง • ข้อควรระวังและข้อควรปฏิบัติตัวในระหว่างใช้ยานี้ ได้แก่ - หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง และควรพกบัตรที่แสดงว่าก�ำลังใช้ยา Warfarin เพื่อ ที่จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องเมื่อได้รับอุบัติเหตุ - ไม่ควรรับประทานอาหารพวกตับ ผักใบเขียว ในปริมาณมากๆต่อมื้อ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีวิตามินเคในปริมาณ สูงอาจส่งผลในการรักษาด้วยยาได้ - ควรแจ้งแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกรที่ร้านยาทุกครั้งเมื่อไปรับบริการว่าก�ำลังกินยา Warfarin อยู่ - ก่อนใช้อาหารเสริม สมุนไพร และวิตามิน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผลกับยาและ การรักษา สามารถดูแนวทางการรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานได้จากเว็บไซต์สมาคมแพทย์ โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ที่ www.thaiheart.org
  • 179ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างแบบบันทึกการคัดกรองต่างๆ แบบบันทึกการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตามแบบของ สปสช.
  • 180 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 181ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างการให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน23 ควรมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบาหวาน เช่น - เบาหวานคืออะไร - ชนิดของเบาหวาน - อาการของโรคเบาหวาน - ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค - ความส�ำคัญในการควบคุมระดับน�้ำตาลในเลือด - เบาหวานมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายอย่างไรบ้าง 2. โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน - โรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน ภาวการณ์ของการเกิดน�้ำตาลสูง น�้ำตาลต�่ำ และวิธีป้องกัน และการแก้ไขอาการข้าง ต้น - โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น โรคแทรกซ้อนทางตา ไต ระบบประสาท ปัญหาที่เท้า ภาวะติดเชื้อ ฯลฯ ปัจจัยที่ท�ำให้ เกิดโรคดังกล่าว และการป้องกัน - โรคที่มักพบร่วมกับเบาหวาน เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และวิธีป้องกัน 3. โภชนาการส�ำหรับผู้ป่วยเบาหวาน - ความส�ำคัญของการควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวาน - ชนิดต่างๆ ของสารอาหาร - ปริมาณอาหาร และการแบ่งมื้ออาหาร - หลักการเลือกอาหารที่เหมาะสม ส�ำหรับการควบคุมน�้ำตาล และน�้ำหนักตัว - อาหารเฉพาะในสภาวะต่างๆ เช่น ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ในผู้ป่วยโรคไต ในผู้ป่วยโรคตับ เป็นต้น 4. การออกก�ำลังกาย - ผลของการออกก�ำลังกายต่อสุขภาพ ตัวอย่างรายละเอียดหัวข้อในการให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ความเห็นของเภสัชกร
  • 182 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา - ประโยชน์ของการออกก�ำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน - การก�ำหนดวิธีการเลือกการออก�ำลังกายที่เหมาะสมส�ำหรับผู้ป่วยแต่ละราย 5. ยารักษาเบาหวาน - ยาเม็ดลดระดับน�้ำตาลในเลือดชนิดต่างๆ - อินซูลิน และเทคนิคการฉีดอินซูลินได้ถูกต้อง (หากผู้ป่วยใช้ไม่ถูกต้อง) - การออกฤทธิ์และวิธีการใช้ยา - อันตรกิริยาต่อกันระหว่างยา - อาการข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ของยาในกลุ่มต่างๆ - การเก็บรักษายาที่ถูกต้อง 6. การดูแลสุขภาพทั่วไป - การดูแลตนเองในสภาวะปกติ/ในเงื่อนไขจ�ำเพาะบางเงื่อนไข - การดูแลตนเองขณะที่เจ็บป่วย เช่นเมื่อเป็นหวัด เมื่อติดเชื้อต่างๆ เป็นต้น - เมื่อไรควรจะพบแพทย์ หากเกิดอาการที่ผิดปกติ 7. การดูแลรักษาเท้า - การตรวจและดูแลเท้าในชีวิตประจ�ำวัน - การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม 8. การตรวจน�้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน - ความส�ำคัญของการควบคุมเบาหวานด้วยตนเอง - การตรวจปัสสาวะ - การตรวจเลือดด้วยตนเอง - การแปรผลและการปรับเปลี่ยนการรักษา 9. ภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำและวิธีการแก้ไข - อาการ - ปัจจัยที่ท�ำให้เกิด - การแก้ไข การป้องกัน 10. การดูแลตนเองในภาวะพิเศษ - ในกรณีตั้งครรภ์ - ในกรณีเดินทางโดยเครื่องบินเป็นระยะเวลานานๆ - ในกรณีไปงานเลี้ยง เมื่อเล่นกีฬา ตัวอย่างการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง - ความดันโลหิตสูงคืออะไร - การแสดง/ไม่แสดงอาการของความดันโลหิตสูง - ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง - การควบคุมความดันโลหิต - ความดันโลหิตสูงมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายอย่างไรบ้าง 2. โรคแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง - โรคแทรกซ้อนที่เกิดต่อหัวใจและหลอดเลือด - โรคแทรกซ้อนที่เกิดต่อไต
  • 183ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา - โรคแทรกซ้อนที่เกิดต่อระบบประสาท 3. ความรู้ด้านโภชนาการ - ผลของการบริโภคไขมันและเกลือที่มากเกิน - โภชนาการและการควบคุมน�้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน - การจ�ำกัดการบริโภคโซเดียม และไขมันอิ่มตัว 4. การออกก�ำลังกาย - ผลของการออกก�ำลังกายต่อความดันโลหิต และต่อสุขภาพ - การก�ำหนดวิธีการเลือกออกก�ำลังกายที่เหมาะสมส�ำหรับผู้ป่วยแต่ละราย 5. ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง - ชนิดและวิธีรับประทานยา - ความส�ำคัญของการกินยาอย่างต่อเนื่อง - ความส�ำคัญของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยากับอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิธีการป้องกัน 6. การตรวจวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน (หากผู้ป่วยมีเครื่องตรวจ) - ความส�ำคัญของการควบคุมความดันโลหิตด้วยตนเอง - วิธีการวัดและแปลผลความดันโลหิตที่วัดด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตัวอย่างลักษณะผื่นแพ้ยาแบบต่างๆ ที่พบบ่อย30 1. Maculo-papular rash พบบ่อยที่สุด มักมีอาการเป็นรอยแดง หรือจุดแดงๆ ขนาดเล็กๆ มักจะรวมกันจนเป็นปื้น ขนาดใหญ่ หรืออาจจะเป็นแบบตุ่มนูนแดง หรือปื้นนูนแดงที่สามารถใช้มือสัมผัสได้ มักพบบริเวณตามล�ำตัวได้บ่อย ตัวอย่างยา เช่น Amoxicillin, Aspirin, Ibuprofen, Cotrimoxazole, Cloxacillin, Diclofenac, Doxycycline ฯลฯ รูปแสดงผื่นแพ้ยา maculo-papular rash ที่มีลักษณะคล้ายโรคหัด เกิดจากการแพ้ยา amoxicillin
  • 184 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 2. Urticaria หรือที่เรียกว่าลมพิษ พบบ่อยเป็นอันดับ 2 มีลักษณะปรากฏจุดหรือรอยแดงก่อน มีอาการคันมาก จากนั้นผื่นจะขยายใหญ่ขึ้น มีขอบยกนูน มักเป็นหยักๆ ไม่เป็นวง บางครั้งผื่นมีลักษณะบวมนูน ตัวอย่างยา เช่น ยากลุ่ม Penicillin, Cotrimoxazole, ยากลุ่ม NSAIDs ฯลฯ ภาพแรก ภาพหลัง 3. Angioedema เป็นลักษณะการบวมที่เกิดจากการรั่วของพลาสมาไปยังใต้ชั้นผิวหนัง (subcutaneous) หรือใต้ชั้นเยื่อ บุเมือก การบวมไม่สามารถระบุขอบเขตได้ชัดเจน ต�ำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ลิ้น ริมฝีปาก เปลือกตา อวัยวะเพศ บาง คนอาจเป็นทั้งผื่นลมพิษ และ Angioedema พร้อมกัน ตัวอย่างยาเช่น ACEI, Penicillin, Aspirin, NSAIDs ตัวอย่างรูปการแพ้แบบ Angioedema ภาพแสดงลักษณะผืนลมพิษ เริ่มจากเป็นผื่นแดง (ภาพแรก) ต่อมามีขอบยกนูนรูปร่างเป็นวง ขอบของผื่นมักเป็น หยักๆ (ภาพหลัง) ตรงกลางจะดูซีดๆ
  • 185ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 4. Fixed drug eruption ลักษณะผื่นเป็นรูปวงกลม ขอบชัดเจน ระยะแรกเริ่มจะเป็นจะมีสีแดงจัด ต่อมาตรง กลางของผื่นอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงคล�้ำ หรือออกม่วงๆ เมื่ออาการดีขึ้นจะทิ้งรอยด�ำไว้ชัดเจน หากผู้ป่วยได้รับยา เดิมที่แพ้ในครั้งต่อมาจะมีผื่นซ�้ำตรงต�ำแหน่งเดิมทุกครั้งเสมอไป ตัวอย่างยา เช่น Paracetamol, Amoxicillin, Cotrimoxazole, Bisacodyl ฯลฯ ภาพแสดงลักษณะของผื่นแพ้ยา Fixed-drug eruption ลักษณะเป็นผื่นสีแดงจัด รูปร่างกลมหรือรีๆ ตรงกลางมี สีเข้มออกม่วงหรือคล�้ำ 5. Eczematous eruption ลักษณะอาการคล้ายกับโรค Eczema โดยผื่นแดงมีน�้ำเหลืองไหลเยิ้ม หรือตกสะเก็ด อาจ จะเกิดอาการได้ทั้งการกินยา หรือการทายา ตัวอย่างยา เช่น Ampicillin, ยาในกลุ่ม NSAIDs, Cotrimoxazole ฯลฯ รูปแสดงผื่น Eczema ที่เกิดจากการแพ้ยาทาถูที่มีตัวยา Diclofenac
  • 186 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 6. ผื่นอื่นๆ ที่อาจพบได้ไม่บ่อย เช่น 6.1 Erythema Multiforme มีลักษณะผื่นรูปร่างคล้ายเป้ายิงธนู หรือ รูปร่างกลมเป็นวงสามชั้น ตัวอย่างยาที่พบ เช่น Allopurinol, Paracetamol, Acetazolamide ฯลฯ รูปแสดงลักษณะของผื่นที่มีรูปร่างคล้ายเป้ายิงธนู ที่เป็นลักษณะเฉพาะของผื่น Erythema Multiforme 6.2 Stevens-Johnson syndrome เป็นผื่นแพ้ยาที่น่ากลัว มีผื่นขึ้นตามล�ำตัวหลายแห่ง อาจมีการหลุดลอกตาม เยื่อบุต่างๆ เช่น ในปาก เยื่อบุตา อวัยวะเพศ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นอย่าง ฉับพลัน หลังรับยา เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดข้อ เป็นต้น ใน รายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการแทรกซ้อนเกิดกับอวัยวะภายใน เช่น อาจมีแผลในทางเดินอาหาร มีอาการ ปอดอักเสบ เป็นต้น ตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่ กลุ่มยาซัลฟา, ยากันชัก เช่น carbamazepine, phenytoin, phenobarb ฯลฯ ยาแก้ปวดข้อ-กระดูก ในกลุ่ม NSAIDs เช่น piroxicam, phenylbutazone ยาอื่นๆ ที่อาจ พบ เช่น allopurinol, amoxicillin, tetracycline, tolbutamide, ยารักษาวัณโรค ยาคุมก�ำเนิด เป็นต้น รูปแสดงผื่นของ Stevens-Johnson syndrome ที่ใบหน้า และ บริเวณเยื่อบุตาและปาก ที่ขาและแผ่นหลังเกิดจากการแพ้ยาป้องกัน ไข้มาลาเรียและยา carbamazepine
  • 187ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา 6.3 Toxic epidermal necrolysis (TEN) อาการคล้ายกับ Stevens-Johnson syndrome แต่จะรุนแรงมากกว่า จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนัง ตัวย่างยาที่พบคล้ายกับยาที่แพ้ในStevens-Johnson syndrome โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง carbamazepine รูปแสดงผู้ป่วยโรคเอดส์ที่มีอาการแพ้ยาแบบ TEN ผู้สนใจ สามารถดูเนื้อหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือคู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบ ผิวหนัง (Skin disorders) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส�ำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา 2549 ดูตัวอย่างที่ http://www.fda.moph.go.th/apr/ADR References 4/Book/1-3.pdf หรือ ดูรูปประกอบเพิ่มเติมได้ที่ http://meded.ucsd.edu/clinicalimg/skin.htm
  • 188 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 189ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 190 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 191ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา
  • 192 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา สุรเกียรติ อาชานานุภาพ (2541: 10) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง กระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมและพัฒนาสุขภาพของตนเอง ในปี พ.ศ. 2520 องค์การอนามัยโลกได้จัดให้มีการประชุม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายสุขภาพดีถ้วน หน้า (Health For All) ขึ้น และต่อมามีการประชุมนานาชาติเรื่อง “ การสาธารณสุขมูลฐาน” (Primary Health Care) จัดโดยกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Children’s Fund) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) ณ กรุงอัลมา อะตา ประเทศในปี พ.ศ. 2521 จากการประชุมในครั้งนี้ งานส่งเสริมสุขภาพหรืออีกนัยหนึ่ง “การสาธารณสุข ยุคใหม่” (New Public Health) ได้เริ่มต้นพร้อมกับค�ำประกาศเจตนารมณ์จากการประชุม ที่ตระหนัก ว่าสุขภาพดีเป็นเป้าหมายพื้นฐานทางสังคม และได้ก�ำหนดนโยบายสุขภาพใหม่ โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของประชาชน ความร่วมมือระหว่างภาคต่างๆ ของสังคม โดยมีการสาธารณสุขมูลฐานเป็นพื้นฐาน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ได้มีการประชุมนานาชาติเรื่อง “การส่งเสริมสุขภาพ” (Health Promotion) ขี้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนนาดา ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการ ประกาศ “กฎบัตรออตตาวาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ” (Ottawa Charter for Health Promotion) ว่าด้วยยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ กฎบัตรออตตาวา (Ottawa charter) ได้ให้นิยามค�ำว่า การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) หมายถึง กระบวนการเพิ่มสมรรถนะให้คนเรามีความสามารถในการควบคุมดูแลให้ สุขภาพตนเองดีขึ้น สุขภาพเป็นค�ำที่มีความหมายทางบวกเน้นหนักที่ทรัพยากรบุคคลและสังคม เช่น เดียวกันกับสมรรถนะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นการสร้างเสริมสุขภาพจึงมิใช่ความรับผิดชอบของ องค์กรในภาคสุขภาพเพียงเท่านั้น หากเกินความนอกเหนือลีลาชีวิต (Life style) อย่างมีสุขภาพดี ไปสู่เรื่องของสุขภาวะโดยรวม (พิศมัย จันทรวิมล, 2541:3) การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion)
  • 193ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างแนวทางการส่งเสริมสุขภาพเรื่องการเลิกบุหรี
  • 194 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างแนวทางเภสัชกรชุมชนเยี่ยมบ้าน
  • 195ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างโปสเตอร์ข้อมูลการให้ความรู้การใช้ยา
  • 196 ภาคผนวก คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ตัวอย่างแผ่นป้ายเรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย
  • 197
  • 198 ดัชนี คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ก กระบวนการคุณภาพ 38 กระบอกช่วยสูดยา 35 กล่องใส่ยา 34 การจัดหา จัดซื้อ คัดเลือกยา 52 การจัดหายา 53, 160 การจ่ายยาซ�้ำซ้อน 160 การใช้ยาเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม 71 การดูแลตนเอง 18, 154, 181 การตรวจสอบความถูกต้อง 161 การติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยา 55 การท�ำบัญชียา 52, 59, 60-62, 141, 148 การบริหารเวชภัณฑ์ 51 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 25, 52, 66 การวิเคราะห์และระบุความเสี่ยง 38, 41 กรณีจ่ายยาอันตรายโดยไม่ทราบลักษณะ ของผู้ใช้ 42 กรณีจ่ายยาซ�้ำซ้อน 42 การจ่ายยาโดยไม่ทราบอาการที่แท้จริง 42 ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยแรงกดดัน มาจากผู้ซื้อ 42 การส่งต่อผู้ป่วย 70, 98, 108-109, 110, 111 การส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสม 53, 71, 78 การสร้างเสริมสุขภาพ 152, 154, 156, 191 ข ข้อบ่งชี้ 71, 75, 163 ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม 41, 142-146, 149, 150 แขวนป้าย 143, 144 ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า 38, 43 ระบุผู้รับบริการที่แท้จริง 38, 43, 70, 79, 82, 84 ระบุความต้องการและความคาดหวัง 38, 43 ค ความรับผิดชอบด้านสังคม 152 ค�ำย่อชื่อยา 89, 166 ค�ำย่อทางการแพทย์ 168 ค�ำย่อในใบสั่งยา 89, 168 ค�ำสั่งสภาเภสัชกรรม 143 คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลัก แห่งชาติ 29, 77, 138 เครื่องเจาะวัดน�้ำตาลในเลือด 53, 77, 138 เครื่องวัดความดันโลหิต 23 จ จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ 141, 142, 146, 149, 150 จุดให้บริการโดยเภสัชกร 15 ฉ ฉลากช่วย 14, 31, 92 ซ ซองยาสีชา 27 ดัชนี
  • 199ดัชนี คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ต ตู้เย็นเก็บเวชภัณฑ์ 14, 25, 180 ถ ถาดนับเม็ดยา 24, 25, 180 ท ทักษะในการติดต่อสื่อสาร 81 ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ 80 ที่ตัดแบ่งเม็ดยา 34 ที่ป้อนยาส�ำหรับเด็กเล็ก 34 เทอร์โมมิเตอร์ 23, 25, 26, 59 น แนวทางการส่งมอบยา 70, 90 แนวทางการประเมินผลอันไม่พึงประสงค์ จากยา 124 แนวทางการให้บริการทางเภสัชกรรม 6, 70 บ บรรจุภัณฑ์ 54, 55, 60 บริเวณที่ปฏิบัติงานโดยเภสัชกร 13, 18, 22 บริเวณแสดงสื่อให้ความรู้เรื่องสุขภาพ 13 บริเวณให้ค�ำแนะน�ำปรึกษา 13, 16 บัญชียาหลักแห่งชาติ 29, 53, 67, 77, 138 บัตรแพ้ยา 98, 121, 129-131 บันทึกการตรวจสอบอุณหภูมิภายในตู้เย็น 59 บันทึกการให้บริการ 38, 44, 99, 101, 102, 105 แบบบันทึกการคัดกรองโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูง 178 แบบบันทึกการให้บริการเลิกบุหรี่ 99, 101, 102, 105 แบบบันทึกประวัติผู้ป่วยทั่วไป 100 แบบบันทึกอุณหภูมิห้องเก็บยา 60 แบบฟอร์มการส่งต่อผู้ป่วย 109 ใบสั่งยา 13, 22, 38, 41, 65, 70, 82, 86-90, 99, 141, 148, 149, 166, 168 ใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน 142, 147 ป ประวัติการใช้ยา 11, 38, 41, 44-46, 48, 70, 79, 98, 99, 103, 115, 124 ประสิทธิผล 71, 72 ผ ผลการวิเคราะห์ยา 54 ผู้ช่วยปฏิบัติการ 38, 40, 41 การก�ำหนดสีของเสื้อและมีตัวหนังสือที่เสื้อ ข้อก�ำหนดภาระงาน 41 ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ 9, 21, 22, 38, 40, 41, 51, 143, 180 ความสุขในการท�ำงาน 39 เภสัชกรไม่สามารถปฏิบัติงาน 40 แสดงตน 38, 40 มนุษยสัมพันธ์ 38, 40 การสื่อสารสองทาง 40 แผ่นพับแนะน�ำความรู้ 18, 31 พ พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 40, 142, 143, 145-150 พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 142, 143, 145, 146, 149, 150
  • 200 ดัชนี คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา ฟ แฟ้มประวัติการใช้ยา 38, 44-46, 70, 79 ลักษณะที่ดี 45 ตัวอย่าง 43-46, 55-57, 59-63, 65, 71-73, 75, 79 ภ ภาชนะบรรจุยา 14, 26, 27 ม มาตรฐานการผลิตที่ดี 51, 53 มาตรฐานวิธีการปฏิบัติ 161 ย ยาควบคุมพิเศษ 15, 51-53, 64, 86, 90, 145, 146, 148, 149 ยาชื่อสามัญ 53 ยาชุด 71, 73, 75, 77, 109, 131, 157 ยาต้นต�ำรับ 53 ยาต้านพิษ 51, 53, 67 ยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง 61 ยาปลอม 73, 75, 147 ยาผิดมาตรฐาน 147 ยาสามัญประจ�ำบ้าน 17, 91, 147 ยาเสพติด 15, 41, 51, 53, 65, 71, 87, 91, 97, 142, 145-147, 152, 153, 156 ยาเสื่อมคุณภาพ 15, 27, 61, 77, 147 ยาอันตราย 15, 41, 43, 87, 91, 145-149, 197 ร ระบบการจัดส่งที่ดี 53 ระบบจัดเก็บยาที่ดี 53 ว วัคซีน 57, 59 วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท 65, 145, 147, 148 วันสิ้นอายุ 161 วิชาชีพเภสัชกรรม 9, 39, 41, 69, 51, 85, 97, 115, 137, 141, 142, 143, 145-147, 149, 150, 174 ส สิ่งสนับสนุนบริการ 13, 14, 27, 36, 51 สื่อช่วยอธิบายการใช้ยา 35, 37 ห หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการค้าและ การจัดส่งยา 160 หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการจัดเก็บยา 67, 160 หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา 160, 161 หลักฐานเชิงประจักษ์ 33, 73, 75 ห้องแยกที่ควบคุมอุณหภูมิ 57 อ อาการแพ้ยา 25, 99, 113, 121, 169, 186 อินซูลิน 57, 119, 181 อุปกรณ์ดับเพลิง 57 อุปกรณ์นับเม็ดยา 15, 25 อุปกรณ์ในการให้บริการสุขภาพ 15, 23 อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย 13, 15 เอกสารคุณภาพ 39, 41, 45 ระบบการจัดการ 39, 41, 49 ลักษณะการจัดเก็บเอกสารที่ดี 41
  • 201ดัชนี คู่มือการพัฒนาตนเองสู่การมีวิธีปฎิบัติที่ดีทางเภสัชกรรมในร้านยา A Active ingredient 163 Adverse reaction 27 Antidote 67 B Bioequivalent 55, 163 C Certificate of analysis 55 Communication skills 81 Controlled room temperatures, CRT 57 Corporate Social Responsibility, CSR 152 D Dissolution 55, 163 Drug interaction 27, 28, 41, 86, 89, 124 Drug Procurement 160 Drug related problems, DRP 82, 86, 138 E Efficacy 71 Evidence base 72 Expiry date 161 F FEFO (First expired/first out) 56 FIFO (First-in/First-out) 56 G GDP 53, 55, 67, 160 Generic name 53 GMP 51, 53, 54, 66, 68, 160 Good manufacturing practices, GMP 160 Good storage practices, GSP 160 Good trade and distribution practices, GTDP 160 Green book 55, 60, 69, 67, 68, 163 GSP 53, 67 H Health Promotion 154, 191 I Identification 54, 163 Indication 54, 163 International standardization organization, ISO 161 Interpersonal skills 80 L Laws and regulations 141, 145 N Naranjo’s algorithm 125 Noncompliance 73 O Original brand 53 P Patient confidentiality 141, 148 Patient Profile 100 Patient’s Drug Profile 70, 98 pH 54, 163 Pharmacoeconomic 72 Pharmacovigilance 55 Poly pharmacy 73 Professional service area 18 S Self-Care 154 SOP 161 T Thai algorithm 126, 127, 134, 139 U Uniformity of Dosage Units 54, 163 V Validation 161 W Water Content 54, 163