“เบาหวานควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ” (Understand Diabetes and Take Control)

2,255 views
2,084 views

Published on

“เบาหวานควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ”
(Understand Diabetes and Take Control)
พนัส ปรีวาสนา จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร

แหล่งข้อมุล
GotoKnow.org/profile/mhsresearchi

Published in: Health & Medicine
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,255
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
125
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

“เบาหวานควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ” (Understand Diabetes and Take Control)

  1. 1. เบาหวาน พนัส ปรีวาสนา จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร GotoKnow.org/profile/mhsresearchi
  2. 2. ครีเอทีฟคอมมอนสแบบแสดงที่มา-ไมใชเพื่อการคา-อนุญาตแบบเดียวกัน (by-nc-sa) เมื่อนำเนื้อหาในหนังสือเลมนี้ไปใช ควรอางอิงถึงแหลงที่มา โดยไมนำไปใชเพื่อการคา และยินยอมใหผูอื่นนำ เนื้อหาไปใชตอไดดวยสัญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้ ขอมูลเพิ่มเติม : http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses1 1 http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses
  3. 3. สารบัญ คำนำสำนักพิมพ 3 เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer) 5 เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ 7 ชนิดของ “เบาหวาน” 11 สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและพฤติกรรมการกินอาหาร 13 เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” 15 ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน 17 ครอบครัวเบาหวาน... 19 อาหารของคนเปนเบาหวาน 23 ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน 27 ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน 29 เทากับเบาหวาน 33 รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร? 37 เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน 41 เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร 49 i
  4. 4. เบาหวานกับนวัตกรรม 51 การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู 57 บทสงทาย : เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่นาจับตามอง 61 เกี่ยวกับผูเขียน 63 ii
  5. 5. การใชประโยชนจากเนื้อหาภายในหนังสือ ตองอางอิงแหลงที่มา และหามนำเนื้อหาไปใชเพื่อวัตถุประสงค ทางการคา รวมทั้งใหใชสัญญาอนุญาตเดียวกันนี้ในการนำไปใชครั้งตอไป ขอมูลเพิ่มเติม: www.cc.in.th1 1 http://www.cc.in.th 1
  6. 6. 2
  7. 7. คำนำสำนักพิมพ หนังสือภายในโครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เปนการรวบรวมบันทึกจากบล็อก (Blog) ภายในเว็บไซต GotoKnow.org นำมาจัดพิมพเปนหนังสือ เพื่อเผยแพรแกผูที่เกี่ยวของและบุคคลที่ สนใจ พื้นฐานแนวคิดของโครงการนี้เปนความตั้งใจของผูเขียนที่จะรวบรวมความรูจากภายในตัวบุคคล ซึ่งถือเปนฟน เฟองเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยูในสังคม ถายทอดเรื่องราวผานพื้นที่เสมือนออนไลนใหไดรับการเผยแพรในรูปแบบ หนังสือ เพื่อกาว ขามขอจำกัดในเรื่องของโอกาสในการเขาถึงสัญญาณอินเทอรเน็ต หรือขอจำกัดทางดานเทคโนโลยี ตางๆ นอกจากนี้การรวบรวมบันทึกดังกลาว ยังเสมือนเปนการใหรางวัลแกผูเขียนที่ไดพากเพียรในการเขียนบอกเลา เรื่องราวที่ เปนประโยชนใหแกผูอื่น การถายทอดประสบการณ ความรูสึกนึกคิด ที่ปราศจากอคตินั้น อาจเปน ประโยชนแกผูอื่นไดไม มากก็นอย โครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เริ่มตนขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และจะ คัดสรร บันทึกอันทรงคุณคา ทยอยตีพิมพเปนหนังสือเผยแพรใหแกผูที่เกี่ยวของและผูที่สนใจโดยไมคิดคาใชจายใดๆ ตั้งแต ขั้นตอนการคัดสรร ออกแบบ ตีพิมพ และเผยแพร เพื่อเพิ่มโอกาสใหสังคมไทยไดบริโภคความรูอันมีตนทุนนอยที่สุด เทาที่ จะเปนไปได โดยมีความมุงหวังสุดทายคือ “สังคมแหงปญญา” อันจะเกิดขึ้นในสังคมไทย 3
  8. 8. 4
  9. 9. เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer) พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันสหพันธเบาหวานนานาชาติประมาณการวา ประชากรทั่วโลกเปนโรคเบาหวานมากกวา 285 ลานคน หรือเกือบรอยละ 7 ของประชากรผูใหญทั่วโลก1 โดยเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา จัดเปน “มหันตภัยเงียบ” (Silence Killer) เปนปญหาสาธารณสุขของโลกที่นากลัว คาดวาใน พ.ศ.2572 หรืออีก 20 ป ผูปวยเบาหวานรายใหมรอยละ 70 จะอยูในประเทศกำลังพัฒนา สวน ประเทศไทยในป 2551 มีผูปวยเบาหวานรายใหม 388,551 ราย เสียชีวิต 7,725 ราย คาดวาทั่วประเทศ จะมีคน กำลังเปนเบาหวานกวา 3 ลานคน มีแนวโนมเพิ่มขึ้นตอเนื่อง ผูปวยเกือบรอยละ 50 ยังไมรูตัววาเปนโรค และไม ไดรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม จึงมีความเสี่ยงเกิดปญหาแทรกซอน ทั้งโรคไตวาย ตาบอด โดยเฉพาะ ตาบอด พบวาทั่วโลกมีประชากรที่เปนเบาหวานและเบาหวานขึ้นตา จนตาบอดสนิทเนื่องจากเสนเลือดไปเลี้ยงตา เสื่อมไมต่ำกวา 2.5 ลานคน สวนคนไทยที่เปนเบาหวาน พบเปนเบาหวานขึ้นตาขั้นรุนแรงไมต่ำกวา 30,000 คน หาก ไมไดรับการรักษาดูแลตั้งแตยังไมมีอาการ จะเกิดตาบอดตามมา ยอนไปในป พ.ศ. 2552ไดมีการรณรงคโรควันเบาหวานพรอมกันทั่วประเทศ โดยมีคำขวัญในการรณรงค คือ “เบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ” (Understand Diabetes and Take Control) มีกิจกรรมใหบริการผู ปวยโรคเบาหวาน โดยตรวจคัดกรองหาโรคแทรกซอน รวมทั้งใหความรู ความเขาใจในการควบคุมปองกันโรคเบา หวานแกประชาชนดวย และจัดโครงการสงเสริมสุขภาพปองกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 คำขวัญในการรณรงคที่บอกวาเบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ ทำใหเรามองเห็นถึงความสำคัญในการ สรางองคความรูเพื่อใหเทาทันโรค รวมไปถึงการออกแบบในการสงเสริมสุขภาพทั้งกลุมผูปวย คนปกติ และกลุมเสี่ยง “บทเรียน” ในการดูแลผูปวยจากสหวิชาชีพตางๆที่เกี่ยวของ มีความสำคัญมาก เพราะวา เบาหวานนอกจากเปนโรค ที่มีพยาธิสภาพที่เกิดจากตัวผูปวยเองแลว ปจจัยเอื้อที่สนับสนุนใหเปนโรคเบาหวานมาจากสิ่งแวดลอม ทั้งพฤติกรรม การกิน การอยู ซึ่งในปจจุบันเราก็พบวาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยก็จัดไดวาเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวาน และ 1 http://www.idf.org/about-diabetes 5
  10. 10. เปนมหันตภัยเงียบที่คราชีวิตผูคนไปเรื่อยๆ ใน Gotoknow.org ที่เปนพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรูที่เปดกวางใหคนทำงานไดเขามาเขียนแลกเปลี่ยน ความรู แลกเปลี่ยนความคิด ความรูชุดหนึ่งถูกตอเติมจากประสบการณที่หลากหลายผานผูที่แลกเปลี่ยน Gotoknow.org จึงถือวาเปนขุมพลังทางดานความรูเชิงปฏิบัติที่มีคุณคา และหากเราสามารถสกัดประเด็นตางๆ เหลานั้น ออกมารอยเรียงเปนชุดความรู จะเปนชุดความรูที่มีคุณคาและมีประโยชนตอวงการสุขภาพของไทยเปนอยางมาก Gotoknow.org มี Blogger จำนวนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวของกับเบาหวาน และไดถายทอดบทเรียนที่เกิดขึ้นใน การทำงาน รวมไปถึงเห็นการเชื่อมเครือขายในการแลกเปลี่ยนเรียนรูในหลายๆ อาชีพ หรือที่เรียกวา สหวิชาชีพ เกาะเกี่ยวกันอยางหลวมในการแลกเปลี่ยนแบบออนไลน และในการทำงานจริงเครือขายเหลานี้ไดทำงานสอดคลอง ประสานกันอยูแลว ในบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวของกับ เบาหวาน สามารถเขาถึงไดโดยผานคำสำคัญสำหรับสืบคน (Tag) ที่มีคำวา “เบา หวาน, เครือขายเบาหวาน,DM” และคำคนอื่นๆ ที่เกี่ยวของ จะพบบันทึกมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นสวนใหญ เปนบันทึกของ ดร.วัลลา ตันตโยทัย2 ที่เขียน Blog ในชื่อของ DM KM Facilitator3 บันทึกของอาจารยวัลลานี่เอง ที่เกี่ยวเอาบันทึกที่เขียนเรื่องราวราวเกี่ยวกับเบาหวานเขามาดวยกัน รวมถึงเปนเสมือน CoPs (ชุมชนนักปฏิบัติ) เขา มาไวรวมกัน รายละเอียดของการทำงานเบาหวานสามารถหาอานไดจากบันทึกตามที่กลาวมา ในการสกัดบทเรียนจากขอมูลมากมาย เปนเรื่องที่ผูเรียบเรียงคอนขางใชพลังสูง โดยเฉพาะประเด็น “เบา หวาน” ที่มีจำนวนบันทึกมากมายใน Gotoknow.org ผูเขียนจึงไดกำหนดประเด็นที่มีความสำคัญและนาสนใจ เพื่อที่จะสามารถเรียบเรียงขอมูลเหลานั้นใหเปนระบบ ใหมองเห็นภาพพัฒนาการการพัฒนาและสงเสริมสุขภาพ ที่เกี่ยวของกับโรคเบาหวาน แตก็เปนเพียงสวนหนึ่งของชุดความรูที่มหาศาล ที่หยิบขึ้นมาเปนประเด็นในการเผย แพรสาธารณะในรูปแบบของการรวบรวมและสกัดบทเรียน สวนหนึ่งอาจจะตองเขาไปเรียนรูและแลกเปลี่ยนในฐาน ขอมูลออนไลนดังกลาว การนำเสนอชุดขอมูล “เบาหวาน” ในหนังสือเลมนี้เริ่มตนจาก ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวานในดานสมมุติฐาน ของโรค การรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานในอนาคต และเรื่องเลาของคน ทำงาน นวัตกรรมที่เกิดขึ้น การสรางเครือขาย ชุดความรูทั้งหมดที่ถือวาเปนพลังการเรียนรูที่ใชปญญาปฏิบัติใน การขับเคลื่อนที่มีแงมุมนาสนใจ และใชเปนตนทุนทางความรูการทำงานสงเสริมสุขภาพ เพื่อตอสูกับมหันตภัยเงียบ (Silence Killer) อยางรูเทาทัน 2 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci 3 http://gotoknow.org/blog/dmcop 6
  11. 11. เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร “เบาหวาน เปนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เปนแลวรักษาไมหาย แตปองกันได” ถอยคำขางตน ดูเหมือนจะเปนวาทกรรมที่คนไทยคุนชินกับปรากฏการณของโรคเบาหวานมากที่สุดอีกวาทกรรมหนึ่ง เนื่องเพราะเปนคำจำกัดความที่บงบอกคุณลักษณะของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus) ได เปนอยางดี เพราะเมื่อเปนโรคชนิดนี้แลว จะเกิดอาการเรื้อรังและไมสามารถรักษาใหหายขาดได กอปรกับเมื่อเปน แลว ก็มักพวงพาใหเกิดปญหาสุขภาพตางๆ รวมถึงการนำไปสูภาวะโรคแทรกซอนอยางมากมาย จนผูปวย หรือ แมแตญาติผูปวยตองพลิกตำรามารับมือเพื่อนำไปสูกระบวนการของการดูแล ควบคุมหรือปองกัน และเฝาระวัง (Surveillance) กันยกใหญ กระนั้นก็เปนที่นาสังเกตวาในสังคมไทยรูจักและใหความสนใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมาเมื่อไมนาน ดังจะเห็นได จากกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เดนชัดนั้นเริ่มปรากฏจากเวทีของการจัดงาน “มหกรรมเบาหวาน” เนื่องใน “วันเบาหวานโลก” (14 พฤศจิกายน) ขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ณ หางสรรพสินคาสยามพารากอน การจัดงานมหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังขององคกรหลายภาคฝาย อาทิ กรุงเทพมหานคร สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนองคกรชั้นนำจากภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก โดยมีเปาประสงคหลักคือ การประชาสัมพันธใหความรูและสรางความตระหนักใหคนไทยไดเขาใจถึงผลกระทบที่ไดรับจากการปวยเปนโรคเบา หวาน มหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น จึงเปนเสมือนการจุดประกายใหคนไทยตื่นตัวหันกลับมาตระหนักเรื่องเบาหวาน กันจริงจังและเปนมีกระบวนการเรียนรูในเชิงสงเสริมสุขภาพและวิธีการ ดูแลรักษาผูปวยเบาหวานในปจจุบัน เมื่อมองยอนกลับไปยังอดีต จะพบวาคนไทยรับรูเรื่องโรคเบาหวานในหลากมุมมอง ดังจะเห็นไดจากการเรียกชื่อ โรคที่ตางกันออกไปตามบริบทของทองถิ่นและเรียกตามลักษณะเฉพาะของโรค อาทิ โรคปสสาวะหวาน หรือ โรค หนักหวาน (น้ำตาลในเลือดสูง) โรคของคนมีอันจะกิน (คนรวย) เพราะมักบริโภคแตอาหารประเภทแปงและน้ำตาล จนอวนเอาๆ จนเปนที่มาของการเรียกตอๆ กันมาอีกวา “โรคของคนอวน” แตไมแนเสมอไปลักษณะทางกายภาพ ของรางกายบอกไมไดวาใครจะปวยเปนโรคเบาหวาน 7
  12. 12. นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกนำมาเรียกแทนการเรียกโรคเบาหวานตรงๆ เชน โรคผูสูงอายุ เพราะมักพบในคนวัย ที่มีอายุมากกวา 40 ปขึ้นไป โรคญาติเยอะ เพราะเมื่อเปนแลวผูปวยก็มักมีโรคแทรกซอนตามมามากมายหลายโรค ยังมีผลกระทบตออวัยวะภายในของรางกายหลายสวน ไมวาจะเปน ไต ตา หัวใจ หรือแมแตหลอดเลือดแดง ก็ไม เวน หรือแมแตเมื่อปวยเปนเบาหวานแลว ก็เกิดภาวะแผลเนาเปอย รวมถึงภาวะแขนขาออนแรง จนกระทั่งมีอาการ แทรกซอนจากโรคอื่นๆ จนถึงเปนอัมพฤกษอัมพาตไดดวยเชนกัน ในทางการแพทยเปนที่รับรูและเขาใจกันในวงกวางวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ “รางกายมีระดับ น้ำตาลในเลือดสูงกวาปกติ” หรืออาการ “หนักหวาน” นั่นเอง ภาวะดังกลาวเกิดการที่ตับออนไมสามารถสรางและ หลั่งฮอรโมนอินซูลิน (Insulin) ไดอยางเพียงพอ ซึ่งอินซูลินที่วานั้นมีหนาที่หลักในการลำเลียงน้ำตาลไปสูเนื้อเยื่อ ตางๆ เพื่อเผาผลาญเปนพลังงานใหกับรางกาย เมื่ออินซูลินทำงานบกพรอง น้ำตาลก็ถูกนำไปใชประโยชนไดไมเต็มที่ กอเกิดเปนภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันเปนที่มาของ “โรคเบาหวาน” นั่นเอง ในเวปบล็อก gotoknow.org ชุมชนแหงการแลกเปลี่ยนเรียนรูของ “คนทำงาน” ไดเขียนบันทึก หรือบทความ สะทอนเกี่ยวกับวาทกรรมการเรียกชื่อโรคเบาหวานไวหลายคน โดยภาพรวมเปนการสื่อถึงลักษณะอันเปนสถานะเชิง ความหมายของโรคเบาหวานไวอยางเดนชัดในหมวดหมูของ “การแพทย สุขภาพ สุขภาวะ” หรือ ผานคำสำคัญ (Tag) เชน โรคเบาหวาน อาหาร สมุนไพร น้ำตาลในเลือด ดังเชนที่ คุณอรุณ วงษชู1 ไดเขียนบันทึกที่สะทอนคำจัด กัดความของโรคเบาหวานที่เชื่อมโยงกับภาวะการเจ็บปวยที่เรื้อรังและมีโรคแทรกซอนวา “โรคเบาหวานเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับฟนและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง...เมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก Microvacular หากมี โรคแทรกซอนนี้จะทำใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญแข็ง เรียก macrovascular โดยจะทำใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาท อักเสบ neuropathic ทำใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม2 ” เชนเดียวกับที่ คุณทรงลักษณ มูลมณี ที่ใชนามแฝงวา Health Star ไดแสดงแนวคิดเกี่ยวกับโรคเบาหวานวา เปนภาวะของการทำงานที่บกพรองของฮอรโมนอินซูลินวา “เบาหวาน เปนความผิดปกติของรางกายที่มีการผลิตฮอรโมนอินซูลินไมเพียงพอ อันสงผลทำใหระดับน้ำตาลใน กระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่รางกายไมสามารถใชน้ำตาลไดอยางเหมาะสม โดยปกติ น้ำตาลจะเขาสูเซลลรางกายเพื่อใชเปนพลังงานภายใตการควบคุมของ ฮอรโมนอินซูลิน ในผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน จะไมสามารถทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการ ทำลายหลอดเลือด ถาหากไมไดรับการรักษาอยางเหมาะสม อาจนำไปสูสภาวะแทรกซอนที่รุนแรงได”3 1 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 2 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 3 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 8
  13. 13. จากประเด็นที่หยิบยกเปนตัวอยางขางตนสื่อใหเห็นถึงคำจำกัดความที่เปนลักษณะ หรือสถานะอันเปนปรากฏการณของโรคเบาหวานอยู 2 ประเด็นใหญๆ นั่นคือ 1. การเปนโรคเรื้อรัง 2. และการทำงานที่พบพรองของฮอรโมนอินซูลินจนกอใหเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งก็ปฏิเสธไมไดอีก เหมือนกันวาโรคเบาหวานนั้น มีคุณลักษณะอันสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ “โรคเงียบ” คำวา “โรคเงียบ” ในที่นี้หมายถึงโรคที่มองไมเห็นดวยตาเปลา บางทีก็เสมือนฟาประทานมากับ “พันธุกรรม” และที่สำคัญคือเกิดขึ้นอยาง “เงียบๆ” อาการหรือผลกระทบขางเคียงจะไมไดแสดงออกอยางฉับพลัน พลอยให หลายตอหลายคนกลายเปนผูปวยเบาหวานแบบไมรูเนื้อรูตัว จนไมสามารถจัดวางระบบการปองกัน หรือควบคุม ภาวะ “เบาหวาน” (น้ำตาล) ในตัวเองผานเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายไดอยางเหมาะสม กระทั่งใน ที่สุดแลวก็เสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซอน เปนการเสียชีวิตโดยไมรูมากอนเลยวาโรคแทรกซอนที่วานั้น คือผลพวง จากการปวยเปนโรคเบาหวานนั่นเอง แตอยางไรก็ดี ไมวาจะมองในมุมใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยูตลอดเวลาก็คงหนีไมพนคำ วา “น้ำตาล” อยูดี ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของน้ำตาลก็คือการมีรสชาติที่ออก “หวานๆ” เมื่อบริโภคอาหารรสชาติ หวานๆ มากเทาไหร ก็เทากับวาไดนำพาน้ำตาลเขาสูรางกายมากเทานั้น หากระบบการทำงานของอินซูลินบกพรอง จึงเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานไดงายๆ ดวยเหตุนี้จึงอาจเรียกไดวา คำวา “หวาน” หรือ “หนักหวาน” ในมิติของ “โรคเบาหวาน” ที่แสดงใหเห็นชัด ถึง ภาวะการเจ็บปวยเรื้อรังและถูกแทรกซอนดวยโรคตางๆนั้น ยอมไมใชชื่อเสียงเรียงนามอัน “หอมหวาน” สำหรับ ชีวิตของคนเราอยางแนนอน 9
  14. 14. 10
  15. 15. ชนิดของ “เบาหวาน” พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันโรคเบาหวานกลายเปนกระแสหลักอีกกระแสหนึ่งใน “ระบบสุขภาพ” มีวิถีการขับเคลื่อนกันอยางเปน ระบบทั้งในระดับปจเจกและสังคม มีกระบวนการระดมความคิด มุงใหเกิดความรูและความตระหนักทั้งเชิงนโยบาย จากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการปกธงสูการสรางเครือขายในระดับประชาชนและทองถิ่น ปรากฏการณรวมตัว หรือเคลื่อนตัวอยางมีพลังเหลานั้น ไดสะทอนใหเห็นวาผูคนในสังคมตางมีมุมมองรวมในทำนองเดียวกันวา “โรคเบา หวาน” เปนเสมือน “ภัยเงียบ” มหันตภัยที่กำลังรุกคืบเขาสูชีวิตของผูคน และสังคมอยางนากลัว การปวยเปนโรคเบาหวานแลวพวงพาไปสูปญหาสุขภาพตางๆ นั้น เปรียบไดกับ “บานประตูแหงสุขภาพ” ของ ผูคนและสังคมไดเริ่มทรุดโทรมลง หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือประตูแหงสุขภาพไดถูกเปดทิ้งไวตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเอื้อตอการใหโรคภัยตางๆ ไดทยอยเคลื่อนตัวเขาคุกคามชีวิตของผูคนไดงายมากขึ้น และเมื่อพิจารณาขอมูลอัน เปนสถิติของผูปวยเปนโรคเบาหวานอยางละเอียด ก็ดูเหมือนจะมีแนวโนมสูงขึ้นจนนาใจหาย เภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ไดสะทอนขอมูลในเวปบล็อก gotoknow.org ไวอยางนาสนใจวา “10 ปที่แลวองคการอนามัยโลก สำรวจพบวามีผูปวยเบาหวาน 171 ลานคน และทำนายตอไปวาอีก 30 ป จะมีจำนวนผูปวยเบาหวานเปน 366 ลาน แตเมื่อเวลาผานไป ไมถึง 30 ป กลับพบวามี ผูปวยเบาหวาน 171 ลาน คิดเปน 2.8% ของประชากรทั่วโลก โดยลาสุดเดือนมกราคม (2553) สหพันธสมาคมโรคเบาหวานระหวางประเทศ (International Diabetes Federation) คนพบวาความชุกของผูปวยเบาหวานมีจำนวน 285 ลาน และคาดการณ ไปอีก 20 ป จะเปน 439 ลานคน” 1 จากขอมูลขางตน ดูเหมือนจะตอกย้ำ หรือยืนยันใหเห็นวาสภาพการณปจจุบันนั้น ไมวาจะในระดับปจเจกบุคคล และระดับสังคมนั้น ระบบภูมิตานทานที่มีตอโรคเบาหวานกำลังถูกกัดกรอนลงทุกขณะ ในทางการแพทยไดจำแนกชนิดของโรคเบาหวานออกเปน 2 ชนิดใหญๆ คือ เบาหวานชนิดที่ตองพึ่งอินซูลิน และ เบาหวานชนิดไมพึ่งอินซูลิน 1 ttp://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 11
  16. 16. กรณีดังกลาว Dr. maleewan lertsakornsiri ไดสรุปประเด็นอันเปนคำจำกัดความและสาเหตุของเบาหวาน ทั้งสองประเภทวา2 1. โรคเบาหวานที่ตองพึ่งอินซูลิน (insulin – dependent diabetes mellitus : IDDM หรือเรียกวา Type l) เปนเบาหวานที่เกิดจากการขาดอินซูลิน จึงมีความตองการอินซูลินในการรักษาเพื่อปองกันภาวะคี โตสิส(ketosis) สวนใหญเกิดในคนอายุนอย เชน วัยเด็กวัยรุนหรือวัยหนุมสาว 2. โรคเบาหวานที่ไมตองพึ่งอินซูลิน (Non insulin dependent diabetes mellitus : DM หรือเรียก วา Type ll) เปนเบาหวานที่มีระดับอินซูลินปกติ และเกิดโรคเบาหวานจากการดื้ออินซูลิน มักเปนผลมาจาก กรรมพันธุ พบมากกับคนที่มีอายุเกิน 40 ป ผูปวยไมจำเปนตองพึ่งอินซูลินในการรักษา แตอาจจะตองการ อินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล หรือรักษาอาการของเบาหวาน เพราะกินยาและควบคุมอาหารไมไดผล ทั้งนี้เมื่อพิจารณาขอมูลอันเปนชนิดของเบาหวานจากขางตน ทำใหเกิดความเขาใจวาโดยแทที่จริงแลว โรคเบา หวานหาใชโรคเฉพาะของคนแกหรือผูสูงอายุเสียเมื่อไหร แตคนทุกเพศทุกวัยก็สามารถปวยเปนโรคเบาหวานได และโรคเบาหวานชนิดแรกนั้นเปนเบาหวานที่ไมพบบอยนัก เมื่อตับออนไมสามารถสรางอินซูลินไดเพียงพอ จึงจำ ตองฉีดอินซูลินเขาสูผิวหนัง เพื่อไปทำหนาที่ในการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะยาว สวนโรคเบาหวานชนิดที่ สอง เปนประเภทที่พบมากกวาชนิดแรก ตับออนสามารถสรางอินซูลินไดอยางเพียงพอ หากแตประสบปญหาเรื่อง รางกายตอบสนองตออินซูลินไดนอยกวาปกติ จึงจำตองกินยาเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป วา “ภาวะดื้อตอยาอินซูลิน” 3 2 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 3 http://gotoknow.org/blog/ipdsurgbi/134926 12
  17. 17. สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและ พฤติกรรมการกินอาหาร พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ขึ้นชื่อวา “โรคเบาหวาน” เชื่อวาใครๆ ก็คงไมรูสึกหอมหวานกับชื่อนี้เปนแน เพราะเมื่อปวยเปนโรคชนิดนี้แลว ก็จำตองเผชิญหนากับภาวะเรื้อรังและเกิดโรคแทรกซอนตางๆ อยางนาวิตก บางรายที่ปวยเปนโรคเบาหวานและมี ภูมิตานทานทางจิตใจต่ำ ก็พลอยใหรางกายเจ็บไขและทรุดหนักไปดวย เขาทำนอง “ปวยใจ กายก็พลอยปวยตาม” ดังนั้นการเรียนรูในเรื่อง “สาเหตุ” ของการเกิดโรคเบาหวานจึงมีความสำคัญอยางยิ่ง เพราะนั่นคือกระบวนการ อันสำคัญในการที่จะสรางปราการอันเปนกำแพงสุขภาพ หรือภูมิคุมกันสุขภาพเพื่อปองกันตัวเองใหหางไกลจากการ เปนโรคเบาหวาน หรือหากตกอยูในภาวะของการปวยโรคเบาหวาน ก็จะชวยใหตนเองมีความรู ความเขาใจในการที่ จะดูแลตัวเองไดเปนอยางดี จนสามารถดำรงชีวิตไดอยางมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับสาเหตุของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นยังไมทราบแนนอน แตก็เคยมีการตั้งคำถามชวนคิดวา “เบา หวานมาจากกรรมพันธุ หรือพฤติกรรมการกิน”1 ถึงกระนั้นก็อาจกลาวๆ ไดวาองคประกอบสำคัญที่อาจเปน สาเหตุ หรือปจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานนั้นไดยึดโยงอยูกับเรื่อง “กรรมพันธุ ความอวนและการขาดการออก กำลังกาย”2 อยูวันยังค่ำ กรณีประเด็นเรื่องสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุนั้น เห็นไดชัดวาผูคนจำนวนมาก เชื่อวาโรคเบาหวานเปนโรคที่ ถายทอดมาทางพันธุกรรม ดังจะเห็นไดจากมีการกลาวถึงอยางซ้ำๆ จนเกิดเปนปรากฏการณในทำนองวา “หากคน เรามีญาติสายตรง(พอ แม พี่นอง) ในครอบครัวมีประวัติคนปวยเปนโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสสุมเสี่ยงตอการ ปวย เปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน” แตในความเปนจริงก็พลิกไปคนละมุมไดเหมือนกัน เพราะมีผูคนจำนวนไม นอยเหมือนกันที่ปวยเปนโรคเบาหวาน แตเมื่อตรวจสอบฐานประวัติแลวกลับพบวา ไมมีบรรดา “ญาติสายตรง” 1 http://www.gotoknow.org/blog/lab-chem/53273 2 http://gotoknow.org/blog/glucose/81562 13
  18. 18. ปวยเปนโรคเบาหวานเลยแมแตคนเดียว ที่ตองพึงระมัดระวังก็คือ พฤติกรรมสุขภาพที่สุมเสี่ยงตออุบัติการณของเบาหวานมาจาก พฤติกรรมของการ บริโภคอาหารจำพวกแปงและน้ำตาลมากๆ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินปกติ ถือเปนปจจัยเชิงสาเหตุสำคัญของการ ปวยเปนโรคเบาหวาน เพราะนั่นคือปรากฏการณของการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูกระแสเลือดดีๆ นั่นเอง กระทั่งใน ปจจุบันนี้ไดเกิดกิจกรรมการรณรงคเกี่ยวกับการปองกัน “โรคอวน” (คนไทยไรพุง) ผานการกินและการออกกำลัง กายอยางกวางขวางในทุกมุมเมืองของสังคมไทย สิ่งเหลานี้ลวนสะทอนใหเชื่อไดวา “ความอวน” หรือ “โรคอวน” ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไมเหมาะสมนั้น เปนองคประกอบอันสำคัญที่ทำใหคนเราปวย เปนเบาหวานไดโดยงาย สอดรับกับขอมูลที่ คุณศรีวรรณ มโนสัมฤทธิ์ ไดสืบคนและเขียนบันทึกไวใน เวปบล็อก วา3 “มีการศึกษาพบวา คนที่รอบเอวเกิน จะนำไปสูการเปนโรค เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแลว รอบเอวผูหญิง ไมควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว และรอบเอวผูชายก็ไมควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว” หรือแมแตทัศนะชวนคิดของเภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ที่สะทอนถึงสถิติการปวยเปนโรคอวน หรือ โรคเบาหวานนั้นเกิดจากพฤติกรรมที่คนเรานิยมรับประทานอาหารที่ไมดีตอสุขภาพ เชน แปง ขนม เนย ของหวาน4 เปนตน ดังนั้นการดูแลตัวเองภายใตแนวคิด “ระบบสุขภาพ” ตัวเองผาน “แบบแผนการกินและการออกกำลัง กาย” ที่เหมาะสม จึงถือเปนกลไกสำคัญในอันดับตนๆ ที่จะปองกันมิใหรางกายถูกคุกคามจากภาวะเบาหวาน ยิ่ง หากมองวา ยิ่งกินยิ่งอวน...ยิ่งอวบอวนยิ่งเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน มากเทาไหรจึงยิ่งตองใหความสำคัญกับการ สงเสริมสุขภาพตัวเองมากเทานั้น โดยอาจเริ่มตนจากการเรียนรูกระบวนการของการ “วัดรอบเอว” ตัวเองเปนระ ยะๆ เพื่อเฝาระวังตนเองจากการเปนโรคอวนที่จะนำไปสูการเปนโรคเบาหวาน ดวยเหตุนี้การวัดรอบเอวจึงไมตางอะไรกับการ “ตัดไฟแตตนลม” เพราะนั่นคือกลยุทธงายๆ ในการที่จะฝก นิสัยใหเปนคนเราเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ ชวยใหคนรามีทัศนคติที่ดีในการกินการอยู และตระหนักกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อการสรางเสริมสุขภาพอยางเปนระบบ ถายึดปฏิบัติเรื่องการกินและการ ออกกำลังกายอยางเหมาะสม หรือแมแตการวัดรอบเอวอยางสม่ำเสมอ จนทุกอยางกลายเปน “วัฒนธรรมชีวิต” ยอมเกิดเปนระบบคุมภัยชีวิตใหหางไกลจากการปวยเปนโรคเบาหวานไปโดยปริยาย เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแมจะรับรูกันดีวาองคประกอบของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นจะเกี่ยวพันกับเรื่องกรรมพันธุ การกินอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อใหรางกายแข็งแรงและไมอวนแลวก็ตาม สิ่งที่ตองเตือนตัวเองอยูตลอดก็ คือ “โรคเบาหวานนั้น ไมใชเกิดกับคนอวนเสมอไป คนผอมแหงแรงนอยก็มีสิทธิ์เปนโรคนี้ได” ดังนั้นจึงตองระวัง เรื่องการการกินใหถูกหมวดหมู ออกกำลังกายใหเหมาะสม และที่ขาดไมไดเลยก็คือการหาเวลาไปตรวจสุขภาพ เพื่อ ใหแพทยไดทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะชวยทำใหเรารูถึงสถานะของตัวเองวา สุมเสี่ยง หรือเปนโรคเบาหวานหรือไม และถารูวาตัวเองเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ก็ควรตองไปใหแพทยตรวจทุกๆ 3 ปเปนอยางนอย 3 http://gotoknow.org/blog/tqm/211493 4 http://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 14
  19. 19. เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ดวยเหตุที่โรคเบาหวาน เปน “โรคเงียบ” หรือ “ภัยใกลตัว” อีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแลวไมแสดงอาการอยางฉับ พลัน เมื่อเปนแลวก็ไมสามารถรักษาใหหายขาดได สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการ “มองชีวิตในมุมบวก” ไมยอทอ และ เสียแรงใจไปกับภาวะปวยไขจนมีอันตองลมหมอนนอนเสื่อไปในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตองเขมแข็งที่จะการ “เรียนรู อยางมีสติ” เพื่อควบคุมมิใหเกิดการเรื้อรังไปมากกวาที่เปนอยู และมุงทำความเขาใจตอกลไก หรือกลวิธีอันเปนก ระบวนการของการปองกันมิใหเกิดภาวะแทรกซอนตอรางกายใหไดมากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันไดวา “ชีวิตมี ทางออก” และ “ทางออกนั้นก็ไมเคยปดตาย” เมื่อมองยอนกลับไปยังปจจัยตนเหตุ หรือองคประกอบที่เอื้อตอการเกิดโรคเบาหวานแลว จะพบวาปจจัยเหลา นั้นเปนโยงใยอยูกับเรื่องกรรมพันธุ การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแปง น้ำตาล ไขมันสูง และการละเลยที่จะออกกำลัง กายทั้งสิ้น ปจจัยที่วานั้นถือเปน “เข็มทิศของการเฝาระวัง” ตัวเองไดเปนอยางดี ทั้งยังตองใสใจเฝาสังเกตอาการ อันเปน “เคาลาง” ของโรคเบาหวานก็สำคัญไมแพกัน ถาทุกคนเชื่อวาตัวเองเปน “หมอประจำตัวเอง” ก็ตองเรียนรูวา อาการปสสาวะมาก (polyuria) ดื่มน้ำมาก (polydipsia) กินจุ หรือรับประทานอาหารจุ (polyphagia) น้ำหนักลด (weight loss) ลวนเปนเคาลางบอกเหตุ ที่สุมเสี่ยงตอการเปนเบาหวานแทบทั้งสิ้น เมื่อเขาใจแลวยอมสามารถที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบสุขภาพตัวเอง ไดอยางมีประสิทธิภาพ1 ดังนี้ 1. ปสสาวะบอย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ตองตื่นมาปสสาวะบอยมากกวาปกติ 2. มีอาการกระหายน้ำอยูบอยๆ และดื่มน้ำมากผิดปกติ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก 3. น้ำหนักลด เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไข มันแทนสงผลใหเกิดอาการ “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด” 1 http://gotoknow.org/blog/bouquet/362318 15
  20. 20. นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ ที่ถือเปนลางบอกเหตุสอเคาใหเห็นถึงภาวะความเสี่ยงที่จะเปนโรคเบาหวานดวย เหมือนกัน อาทิ 1. อาการอักเสบของผิวหนัง เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา 2. อาการคันตามผิวหนัง อันเกิดจากผิวแหงจนเกินไป 3. มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง 4. อาการเห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอยๆ ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน สายตาสั้น เปนตอกระจก และน้ำตาลในเลือดสูง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มองขามไมไดเลยก็คือ อาการชา ไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขา หยอนสมรรถภาพ ทางเพศ รวมถึงการเกิดแผลที่เทาไดโดยงาย2 ซึ่งลวนเกิดจากภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จนทำใหเสน ประสาทเสื่อม กรณีผูปวยใน บางรายมีอาการเกิดบาดแผลที่เทาอยูเรื่อยๆ ยิ่งตองระมัดระวังใหมากเปนพิเศษ เนื่องจากการเปนแผลที่เทา จะเปนเสมือนการเปดประตูตอนรับเชื้อโรคตางๆ ใหเขามาสูรางกายโดยงาย คนที่ปวย เปนโรคเบาหวานก็มักจะมีอาการชาตามนิ้วเทาและฝาเทา และจะไมรูสึกเจ็บปวดกับแผลที่เกิดขึ้น สงผลใหขาดการ เฝาระวังในเรื่องดังกลาวไปโดยปริยาย จนนำไปสูภาวะเรื้อรังขั้นรายแรงที่ตองตัดขาทิ้งเลยก็มี แตก็เปนที่นาสังเกตวา ในอดีตนั้นการเฝาระวังหรือสังเกตอาการที่สอเคาวาจะเปนโรคเบาหวานนั้นมีความนา สนใจ เพราะเกี่ยวโยงกับภูมิปญญาจากการสังเกต กลาวคือคนในสมัยกอนมักจะแนะนำเปน “มุขปาฐะ” วาหาก สงสัยวาจะเปนเบาหวานหรือไม สามารถพิสูจนไดอยางงายๆ ผานวิธีใกลตัวนั่นก็คือ “ปสสาวะใหมดตอม” วิธีคิดดังกลาว เกิดจากการที่ชาวบานมีความเชื่อที่วา “คนที่เปนเบาหวาน จะปสสาวะหวาน” เมื่อปสสาวะในแตละครั้ง จึงยอมมีน้ำตาลปนออกมากับปสสาวะมากเปนพิเศษ ดังนั้นคนในสมัยกอนจึงเชื่อวา หากมีมดมาตอมปสสาวะ ก็พอจะยืนยันไดเบื้องตนวาคนๆ นั้น มีความสุมเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวานคอนขางจะ แนนอน ซึ่งจะวาไปแลววิธีการดังกลาว ก็ใชเปนกระบวนการหนึ่งของการพิสูจนความเปนเบาหวานไดเหมือนกัน แต วิธีการสังเกตดังกลาวเปนการวินิจฉัยเพียงเบื้องตน ดังนั้นทางที่ดีจึงควรตองไปพบแพทย เพื่อใหแพทยไดตรวจระดับ น้ำตาลในเลือดใหโดยตรง เพราะนั่นคือวิธีการที่เที่ยงตรงและแมนยำที่สุด ซึ่งจะชวยใหเกิดกระบวนการเฝาระวังตอ ระบบสุขภาพของตัวเองไปในตัว 2 http://gotoknow.org/blog/dmpathumtanee/328235 16
  21. 21. ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร จากประเด็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานและเชื่อมโยงมาสูประเด็นเคาลางการบอกเหตุ ความเสี่ยงของการปวย เปนโรคเบาหวาน จะเห็นไดวาหลีกไมพนเรื่องราวหลักๆ 3 ประเด็นใหญ นั่นก็คือเรื่องกรรมพันธุ พฤติกรรมการกิน และการดูแลรางกายผานการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนั้นไดสะทอนภาพของการดูแล ควบคุมและปองกันแทบทั้ง สิ้น โดยมีเปาประสงคหลักเพื่อนำไปสูวิถีแหงการดำเนินชีวิตยาวนานเยี่ยงคนปกติ อยางไรก็ตามเมื่อหลอมรวมประเด็นเหลานั้นแลว ก็คงไมยากกับการที่จะวินิจฉัยเพื่อการเฝาระวังวาใครคือผูที่ เสี่ยงที่จะเปนเบาหวานบาง โดยในทางกรรมพันธุนั้นก็ยังคงตองพุงประเด็นไปยังกลุมคนที่เคยมี “ญาติสายตรง” ปวยเปนเบาหวานมากอนอยูดี รวมถึงทารก หรือหญิงมีครรภที่ประวัติเคยเปนเบาหวานขณะตั้งครรภ หรือเคยคลอด บุตรตัวโตและมีน้ำหนักมากกวา 4 กิโลกรัม1 รวมถึงกลุมคนที่มีน้ำหนักมากเกินกวาปกติ (โรคอวน) ไมนิยมการ ออกกำลังกาย สงผลใหการทำงานของอินซูลินมีปญหา รวมถึงการมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกินอาหารประเภทออก รสหวานๆ และมีไขมันสูงมากจนเกินความจำเปน เปนตนวา “เด็กบริโภคไขมันมากเกินไปจาก 18 กรัม เพิ่มเปน 42 กรัมตอวัน”2 ก็ถือเปนกลุมคนที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน เชนเดียวกับงานวิจัยที่ศึกษา และพบวา “ผูหญิงที่นิยมกินมันฝรั่งมากเทาไหร ยิ่งเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวาน”3 เพราะมันฝรั่งเปนพืชที่ กระตุนใหเกิดภาวะน้ำตาลสูงในกระแสเลือดไดเปนอยางดี หรือแมแตผลการวิจัยชื่อวา CARDIA Study ก็เชื่อวาคน ที่ไมชอบรับประทานอาหารเชาอยางสม่ำเสมอก็มีความเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ไดเหมือนกัน4 1 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 2 http://gotoknow.org/blog/strongkids/185168 3 http://gotoknow.org/blog/qqqqq/46274 4 http://gotoknow.org/blog/ocsckku/149286 17
  22. 22. 18
  23. 23. ครอบครัวเบาหวาน... พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ในที่นี้ ครอบครัวเบาหวาน หมายถึง ลักษณะอันเปนภาวะ “โรคแทรกซอน” ที่เกิดขึ้นกับคนเราหลังการปวย เปนโรคเบาหวาน เชน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงภาวะแทรกซอนอื่นๆ เชน ภาวะ แทรกซอนทางตา ภาวะแทรกซอนในชองปาก กระเพาะปสสาวะทำงานไดไมดี เปนตน บรรดารายชื่อโรคแทรกซอนที่วานั้น ถือเปนคุณลักษณะพิเศษของโรคเบาหวานที่เปนแลวมักจะรักษาให หายขาดไมได ตรงกันขามกลับมักจะนำพาใหเกิดภาวะแทรกซอนตางๆ ตามมาเปนระยะๆ ซึ่งเปนผลพวงของ ระบบภูมิตานทานที่เสื่อมโทรมและต่ำลง จนอวัยวะตางๆ ในรางกายทำงานบกพรองมากขึ้น เกิดเปนชองโหวใน ระบบภูมิคุมกันของสุขภาพ เปดกวางใหโรคตางๆ ทยอยคืบคลานเขากัดกรอนรางกายของคนเราอยางเงียบๆ โดย ภาวะดังกลาวไดกลายมาเปนปรากฏการณสำคัญที่สื่อสารใหเห็นวาโรคเบาหวานเปนเสมือน “ครอบครัวใหญ” ที่มี โรคตางๆ มามะรุมมะตุมอยูตลอดเวลา หรืออาจตองเรียกชื่อโรคเบาหวานในอีกมุมหนึ่งวา “โรคญาติเยอะ” ปจจุบันโรคเบาหวาน (โรคญาติเยอะ) มีโครงสรางเหมือน “ครอบครัวใหญ” ที่ยึดโยงไปดวยภาวะแทรกซอน ตางๆ และกลายเปนวิกฤติทางสาธารณสุขของสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนตางรับรูและเขาใจในทิศทางเดียวกันวา โรคแทรกซอนตางๆ นั้น บางชนิดจะเกิดขึ้นเงียบๆ หลังการเปนเบาหวานมาแลวนับ 10 ปเลยก็มี กลาวคือเริ่มตน จากการฝงตัวอยางเงียบๆ และคอยๆ รุกคืบอยูในตัวผูปวยอยางชาๆ ทำใหผูปวยไมรูเนื้อรูตัววากำลังเกิดภาวะโรค แทรกซอนอันเกิดจากโรคเบาหวานในรางกาย จนเมื่อสั่งสมถึงขั้นเรื้อรังจึงคอยปรากฏโฉมหนาใหพบเห็นอยางเดน ชัดผานอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแลว ก็ลำบากตอการบำบัดรักษา เพื่อใหคืนกลับสูสภาพดังเดิม ขณะที่บางราย โชครายถึงขั้นไมสามารถฟนฟูสภาพรางกายกลับมาไดเลยก็มี กรณีดังกลาวนี้ คุณกานดา สุตาวงศ ไดอางอิงขอมูลโรคแทรกซอนเรื้อรังจากสมุดบันทึกประจำตัวของผูปวยโรค เบาหวานจากโรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ซึ่งเกี่ยวของกับภาวะเรื้อรังในอวัยวะตางๆ ของคนเรา คือ หัวใจ สมอง ดวงตา และไต1 ดังนี้ 1 http://gotoknow.org/blog/kandanalike/319044 19
  24. 24. 1. หลอดเลือดหัวใจตีบตันหรืออุดตัน ทำใหเกิดกลามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแนนหนาอกราวไปที่ไหลซาย มีอาการหอบ เหนื่อยเร็ว หัวใจลมเหลวและเสียชีวิต อยางเฉียบพลันได 2. หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำใหเปนอัมพาต พูด หรือออกเสียงไมชัด 3. ตาพรามัว ถึงขั้นตาบอด อันเกิดจากหลายสาเหตุ เชน สายตาเปลี่ยน ตอกระจกและเสนเลือดในตาอุดตัน เลือดออกในตา 4. ไตเสื่อม หรือ ไตวาย ในระยะแรกจะมีอาการบวม ออนเพลีย คลื่นไส อาเจียน เมื่อภาวะไตเสื่อมมากขึ้น จะมี อาการปสสาวะลดลง มีของเสียคั่งในรางกายมากขึ้น เชนเดียวกับขอมูลที่คุณทรงลักษณ มูลมณี ไดสื่อสารถึงรายละเอียดของภาวะแทรกซอนในทางการแพทยวา2 1. ภาวะแทรกซอนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลเขาไปใน endothelium ของหลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำใหหลอดเลือดเหลานี้มีการสรางไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนยายออกมาเปน Basement membrane มากขึ้น ทำให Basement membrane หนา แตเปราะ หลอดเลือดเหลานี้ จะฉีกขาดไดงาย เลือดและสารบางอยางที่อยูในเลือดจะรั่วออกมา และมีสวนทำให Macula บวม ทำให เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสรางแขนงของหลอดเลือดใหมออกมามากมายจนบดบังแสง ที่มาตกกระทบยัง Retina ทำใหการมองเห็นของผูปวยแยลง 2. ภาวะแทรกซอนทางไต (Diabetic nephropathy) พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให Nephron ยอมให albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได Proximal tubule จึงตองรับภาระในการดูดกลับสาร มากขึ้น หากเปนนานๆ ก็จะทำใหเกิด Renal failure ได ซึ่งผูปวยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ป นับจากแรกเริ่ม มีอาการ 3. ภาวะแทรกซอนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) หากหลอดเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงเสนประสาท บริเวณปลายมือปลายเทาเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำใหเสนประสาทนั้นไมสามารถนำความรูสึกตอไปได เมื่อผู ปวยมีแผล ผูปวยก็จะไมรูตัว และไมดูแลแผลดังกลาว ประกอบกับเลือดผูปวยมีน้ำตาลสูง จึงเปนอาหารอยาง ดีใหกับเหลาเชื้อโรคและแลวแผลก็จะเนาและนำไปสู Amputation ในที่สุด ไมเฉพาะแตภาวะแทรกซอนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่เปนหัวใจ สมอง ดวงตา ไต หรือแมแตระบบประสาทจากขาง ตนเทานั้น แตในทางการแพทยนั้น ยังพบวา โรคเบาหวานเปน “ปจจัยนำ” ปจจัยหนึ่งของการเกิด “โรคปริทันต” ดวยเหมือนกัน กลาวคือ ผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมไมได จะมีการอักเสบของเหงือกมากผิดปกติ และมากกวาผูที่ ควบคุมได ทั้งๆ ที่มีคราบจุลินทรียเพียงเล็กนอยเทานั้น ซึ่งก็ถือวาเปนภาวะโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากการเปนเบาหวาน3 และไมเชื่อก็ตองเชื่อวาปจจุบันวงการแพทยไดมีการยืนยันแลววา เบาหวานเปนตนเหตุหนึ่งของภาวะ “เซ็กส เสื่อม” กลาวคือเมื่อเปนเบาหวาน และเริ่มสูงอายุ มักจะมีอาการลงพุง มีไขมันสะสม มีความดันสูง สิ่งเหลานี้จะหนุน สงใหเกิดภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อมเร็วขึ้นทั้งหญิงและชาย 2 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 3 http://gotoknow.org/blog/chalong/93266 20
  25. 25. แตอยางไรก็ตาม ถึงแมจะเปนที่รับรูวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดขึ้นแลว รักษาไมหายขาด แตจะเรื้อรังและ มีภาวะแทรกซอนมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คงตองย้ำเตือนกับตัวเองเสมอวาชีวิตไมไดตีบตันดวยโรคภัยชนิดนี้เสีย ทั้งหมด จึงตองมองโลกและชีวิตในมุมบวก เพื่อใหสามารถใชชีวิตไดอยางปกติสุข เพราะในความเปนจริงก็คือ ถึงแม โรคเบาหวานจะเปนโรคที่รักษาไมหายขาด แตก็สามารถควบคุมและปองกันได จึงไมควรหดหูและสิ้นหวังเมื่อตอง เผชิญกับโรคชนิดนี้ 21
  26. 26. 22
  27. 27. อาหารของคนเปนเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ในยามที่ชีวิตตัวเอง หรือญาติมิตรตองชะตากรรมดวยการปวยเปนโรคเบาหวาน อันดับแรกตองไมลืมที่จะเตือน ตัวเองใหรูสึกเสมอวา การปวยเปนโรคเบาหวาน ไมใชความโชครายหรือเลวรายเสียทั้งหมด ถาคิดและเขาใจใน ทำนองนั้นได ก็จะทำใหมีขวัญกำลังใจที่จะใชชีวิตและเรียนรูกระบวนการแหงการควบคุมโรคเบาหวานในตัวเองได เปนอยางดี โดยเริ่มตนใหความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินอยางจริงจัง ไมใชกินตามมีตามเกิดหรือกินตามอำเภอใจ โดยไมสนใจวาสิ่งที่บริโภคเขาไปนั้น จะเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลในระดับเลือดมากนอยแคไหน หรือเปนปจจัย นำสูภาวะแทรกซอนตางๆ อยางไรบาง สำหรับผูที่ปวยเปนเบาหวานนั้น สิ่งที่ตองระมัดระวังเปนพิเศษเลยก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีระดับ น้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงขนมหวานตางๆ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ผลไมชนิดหวานจัดๆ เชน เงาะ ขนุน นอยหนา ทุเรียน ออย ตลอดจนเครื่องดื่มน้ำอัดลมชนิดตางๆ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอลดวย เกี่ยวกับเรื่องดังกลาวนี้ ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒน ไดบันทึกขอมูลที่เปนประโยชนอันเกิดจากการศึกษาคนควา และการดูแลบิดาที่เปนเบาหวานดวยตนเอง โดยจัดหมวดหมูประเภทของอาหารไวดังนี1 ้ 1.กลุมอาหารหามรับประทาน ไดแก • อาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม • ขนมหวานและขนมเชื่อมตางๆ เชน ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดชอง • ผลไมกวน เชน มะมวงกวน ทุเรียนกวน สัปปะรดกวน ฯลฯ • น้ำหวานตางๆ น้ำผลไม ยกเวน น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ 1 http://gotoknow.org/blog/dad/36808 23
  28. 28. • ผลไมที่มีรสหวานจัด เชน ทุเรียน องุน ลำไย มะมวงสุก ละมุด นอยหนา ลิ้นจี่ ออย สัปปะรด ผลไมแชอิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแปงทอดตางๆ เชน ปาทองโก กลวย แขก ขาวเมาทอด 2.กลุมอาหารที่รับประทานได แตตองจำกัดปริมาณ ไดแก • อาหารพวกแปง ขาว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแหงตางๆ กวยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปง มักกะโรนี กวยเตี๋ยว • ลดอาหารไขมัน เชน ขาหมู ขาวมันไก หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ ไขมันมากๆ • ตลอดจนไขมันจากพืชบางอยาง เชน กะทิ น้ำมันปาลม ควรใชน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันขาวโพด น้ำมันมะกอก • อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพิเศษสำหรับผูปวยเบาหวาน เชน น้ำตาลเทียม น้ำตาลจากผลไม • ผักประเภทที่มีแปงมาก เชน ฟกทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ ผลไมบางอยาง เชน ฝรั่ง กลวย เงาะ มะละกอ • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว หรือโปรตีนจากพืช เชน ถั่ว เตาหู ใหรับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติด มัน ไกติดหนัง 3.กลุมอาหารที่รับประทานไดไมจำกัด ไดแก ผักใบเขียว เชน ผักกาด ผักคะนา ผักบุง ถั่วงอก เปนที่นาสังเกตวา รายการอาหารและผลไม หรือแมแตขนมที่กลาวอางถึงขางตน สวนใหญมีคุณลักษณะรวม เดียวกันก็คือออกรสหวานและมีไขมันเปนที่ตั้ง แตในความเปนจริงที่ไมอาจมองขามไปไดก็คือ เมื่อปวยเปนโรคเบา หวานแลว ผูปวยตองลดอาหารที่มี รสเค็มลงดวยเชนกัน เพราะโซเดียมในเกลือจะทำใหรางกายสรางกระบวนการ กักเก็บน้ำไวในรางกายมากขึ้น สงผลใหเกิดภาวะความดันโลหิตสูงไปไดโดยงาย และยังสงผลกระทบตอระบบการ ทำงานของไตโดยตรง ยิ่งเปนเบาหวานอยูแลว จึงเสี่ยงสูงตอการเกิด ภาวะแทรกซอนทางไต สวนกรณีเกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ก็มีความเกี่ยวโยงกับเบาหวานดวยเชนกัน โดยรวมแลวเครื่องดื่ม ประเภทชากาแฟนั้น ผูปวยเบาหวานควรเลือกดื่มกาแฟดำ ไมใสน้ำตาล ไมใสนมขนหวาน หรือครีมเทียมแทน ดัง รายละเอียดที่ นายแพทยวัลลภ พรเรืองวงศ ไดนำเสนอขอมูลไวในเวปบล็อกวา “อาจารยเบซา สมิธ และคณะ แหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซาน ดิเอโก ในลาโฮลลา ทำการศึกษากลุม ตัวอยางอายุ 50 ปขึ้นไป จำนวน 910 คน โดยการติดตามไปนาน 8 ป ซึ่งผลการศึกษาพบวา คนที่ดื่มกาแฟ ไมวา จะเปนชนิดมีกาเฟอีน หรือสกัดกาเฟอีนออก จะมีความเสี่ยงตอโรคเบาหวานในผูใหญ (diabetes type2) ลดลง 60%”2 ซึ่งจากการที่นายแพทยวัลลภ ไดนำเสนอขอมูลขางตนไวใน เว็ปบล็อกชุมชน แหงการแลกเปลี่ยนเรียนรู แลว ก็พบวามีการ “ตอยอดความคิด” และนำไปสูการ “ปฏิบัติจริง” อยางกวางขวาง ดังจะเห็นไดจากการเสริมแรงให เกิดพลังใจและมุมมองใหม หรือ “ความรูใหม” แก ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒนในการที่จะดูแลบิดาที่ปวยเปนเบา 2 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905 24
  29. 29. หวาน เปนเรื่องเลาที่เชื่อมโยงจากองคความรูจาก Blog กับการปฏิบัติในชีวิตจริง “อานเรื่อง กาแฟสักถวยดีไหม3 ในบล็อก Health2You.gotoknow.org ของ ทานอาจารยหมอวัลลภ แลวตอง รีบนำมาเขียนไวในบล็อก Dad.gotoknow.org4 คะ เพราะเปนความรูใหมสำหรับดิฉันคะ คือ การดื่มกาแฟชวยลด ความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานประเภทที่ 2 คะ พอเปนเบาหวานมานานแลวคะ ประมาณ 30 ปคะ และพอก็เปนคนดื่มกาแฟมาโดยตลอด แตหลังจากที่พอมา ลมปวยเปนอัมพฤกษจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง และ โรคเบาหวาน คุณหมอก็ใหหยุดดื่มกาแฟ แตพอเลิกยากกาแฟไดยากมากคะ แตสามารถเลิกบุหรี่ไดทันทีคะแมจะสูบมาตลอดตั้งแตวัยหนุมก็ตาม (บุหรี่ ทำใหเลือดเหนียวหนืดคะ ไมดีตอคนที่เปนโรคหลอดเลือดสมอง) ดิฉันจึงซื้อกาแฟแบบไมมีกาเฟอีนใหพอดื่มแทนกาแฟปกติ และไมใสน้ำตาล คะ แมจะไมสามารถชวยปองกัน เบาหวานใหพอได เพราะเปนอยูแลว ดิฉันก็รูสึกอุนใจที่ไดรับความรูใหมนี้คะ เพราะเบาหวานเปนพันธุกรรมคะ ดิฉัน จะไดรูวา ดิฉันและลูกๆหลานๆ ควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อลดความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานคะ”5 เกี่ยวกับเรื่องกาแฟที่มีผลตอการลดระดับปริมาณของน้ำตาลในเลือดนั้น ในงานวิจัยจากอินเดียก็ยืนยันทำนอง เดียวกันวากาแฟสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดไดจริง ซึ่งก็ถือวาเปนชุดความรูอีกชุดหนึ่งที่เปนประโยชนตอการ ดื่มกาแฟของผูปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน ดังทีคุณกานดา สุตาวงศ ก็ไดสะทอนขอมูลในทำนองเดียวกัน ่ วา “รายงานผลการทดลอง ในป คศ.1994 ประเทศอินเดียมีรายงานผลการทดลองสารสกัดจาดเมล็ดกาแฟ ตอผลเมตะบอลิซึมของคารโบไฮเดรต และผลการทดลองระดับน้ำตาลในเลือดของกาแฟ ผลการทดลองพบวา กาแฟสามารถ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได”6 ถึงตรงนี้จึงพอจะสรุปไดแลววาอาหารที่ผูปวยเบาหวานควรหลีกà

×