• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Ciprofloxacin hydochloride tablet n_due form1
 

Ciprofloxacin hydochloride tablet n_due form1

on

  • 383 views

http://www.pharmyaring.com/uploadz/Ciprofloxacin_Hydochloride%20Tablet_n_DUE%20form1.pdf

http://www.pharmyaring.com/uploadz/Ciprofloxacin_Hydochloride%20Tablet_n_DUE%20form1.pdf

Statistics

Views

Total Views
383
Views on SlideShare
381
Embed Views
2

Actions

Likes
0
Downloads
12
Comments
0

1 Embed 2

https://twitter.com 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Ciprofloxacin hydochloride tablet n_due form1 Ciprofloxacin hydochloride tablet n_due form1 Document Transcript

    • ยา Ciprofloxacin Hydochloride Tablet คุณลักษณะ Ciprofloxacin เป็นยาต้านจุลชีพในกลุ่ม fluorine ทีตําแหน่ง R6 ทําให้ได้ เพิม fluorine ในโครงสร้าง จะทําให้ยามีฤทธิเพิมขึนมาก ยาออกฤทธิกว้างขึนและมีฤทธิต่อ Pseudomonas aeroginosa จัดเป็นยาบัญชี ง ยา Ciprofloxacin HCl ห มู่ มี ชื อ ท า ง เ ค มี ว่ า quinolinecarboxylic acid ตัวยามีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน มีนําหนักโมเลกุล โครงสร้างทาง empiric เป็น C17H รูปที 1 แสดงสูตรโครงสร้างทางเคมีของยา (ทีมา : http://www.rxlist.com/cqi/generic/cipro_cp.htm บรรยาย หัวข้อ Review and Update on Antibacterial aget (Quinolones, Sulfonamide, Tetracycline) โดย ผศ.ดร.ปรีช ณ โรงแรม เจบี อ Ciprofloxacin Hydochloride Tablet เรียบเรียงโดย ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เภสัชกรชํานาญการ โรงพยาบาลยะหริง เป็นยาต้านจุลชีพในกลุ่ม Quinolone เนืองจากสูตรโครงสร้างของยานีมี ทําให้ได้ fluorinated 4-quinolones หรือเรียกว่า fluoroquinolones ในโครงสร้าง จะทําให้ยามีฤทธิเพิมขึนมาก ยาออกฤทธิกว้างขึนและมีฤทธิต่อ จัดเป็นยาบัญชี ง. ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2547 Ciprofloxacin HCl จัดเป็นยาทีอยู่ในรูปเกลือของหมู่ HCl และ หมู่ ห มู่ มี ชื อ ท า ง เ ค มี ว่ า 1-cyclopropyl-6-fluoro-1,4-dihydro-4-oxo ตัวยามีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน มีนําหนักโมเลกุล H18FN3O3.HCl.H2O และมีสูตรโครงสร้างทางเคมีดังนี แสดงสูตรโครงสร้างทางเคมีของยา Ciprofloxacin HCl http://www.rxlist.com/cqi/generic/cipro_cp.htm และดัดแปลงจากเอกสารประกอบการ Review and Update on Antibacterial aget (Quinolones, Sulfonamide, ปรีชา มนทกานติกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2549 ณ โรงแรม เจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) Gyrase binding site –COOH di or tri valent complex ลดฤทธิของยาได้ สุฟยาน ลาเต๊ะ เภสัชกรชํานาญการ โรงพยาบาลยะหริง เนืองจากสูตรโครงสร้างของยานีมี fluoroquinolones นันเอง การ ในโครงสร้าง จะทําให้ยามีฤทธิเพิมขึนมาก ยาออกฤทธิกว้างขึนและมีฤทธิต่อ . 2547 และ หมู่ H2O อย่างละ 1 oxo-7-(1-piperazinyl)-3- ตัวยามีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน มีนําหนักโมเลกุล 385.8 มีสูตร และมีสูตรโครงสร้างทางเคมีดังนี Ciprofloxacin HCl และดัดแปลงจากเอกสารประกอบการ Review and Update on Antibacterial aget (Quinolones, Sulfonamide, า มนทกานติกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 1-5 พ.ค. Gyrase binding site และหมู่ COOH คือหมู่ทีสามารถจับกับ di or tri valent และ form complex ลดการดูดซึมยา และ ลดฤทธิของยาได้
    • รูปที 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างและการออกฤทธิ (ทีมา : อโนชา อุทัยพัฒน์ Fluoroquinolnes คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคลินิก การดูดซึมยา : การให้ยา Ciprofloxacin อาหาร และมีชีวประโยชน์ของยา ขนาดยาทีให้ ประมาณ 70% กระบวนการ first pass metabolism ซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด ระดับความเข้มข้นสูงสุดของยาในเลือด หลังจากรับประทานยาไป 1-2 ชัวโมง ความเข้มข้นเฉลีย ณ เวลา 250, 500 หรือ 700 mg เท่ากับ การกําจัดยาในผู้ป่วยไตปกติประมาณ ยานีสามารถให้ได้ทังก่อนหรือหลังอาหาร เนืองจากการให้ยาเหล่านีพร้อมอาหารจะมี ผลให้การดูดซึมของยาลดลงไม่มาก แต่มีข้อแนะนําให้รับประทานก่อนอาหารจะดีกว่า เนืองจากจะทํา ให้ยาสามารถออกฤทธิได้เร็วขึน และจะได้ระดับความเ อาหาร แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างและการออกฤทธิของยากลุ่ม Fluoroquinolnes ใน เภสัชวิทยา 2 มหาวิทยาลัยมหิดล คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคลินิก Ciprofloxacin โดยวิธีการรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมได้ดีจากระบบทางเดิน อาหาร และมีชีวประโยชน์ของยา (Bioavailability) หรือค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับยาในเลือดกับ 70% และในการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดไม่พบว่ามีการสูญเสียยาผ่าน first pass metabolism ซึงปัจจัยหนึงทีมีผลต่อ bioavailability ของยานันคืออัตราการดูด ความเข้มข้นสูงสุดของยาในเลือด (Maximum Serum Concentration) ชัวโมง ความเข้มข้นเฉลีย ณ เวลา 12 ชัวโมงหลังรับประทานยาขนาด เท่ากับ 0.1, 0.2, และ 0.4 µg/ml ตามลําดับ ยา Ciporfloxacin ดยาในผู้ป่วยไตปกติประมาณ 4 ชัวโมง ยานีสามารถให้ได้ทังก่อนหรือหลังอาหาร เนืองจากการให้ยาเหล่านีพร้อมอาหารจะมี ผลให้การดูดซึมของยาลดลงไม่มาก แต่มีข้อแนะนําให้รับประทานก่อนอาหารจะดีกว่า เนืองจากจะทํา ให้ยาสามารถออกฤทธิได้เร็วขึน และจะได้ระดับความเข้มข้นสูงสุดได้เร็วกว่าการให้ยาหลังรับประทาน ของยากลุ่ม Quinolones มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543 หน้า 174) ยาจะถูกดูดซึมได้ดีจากระบบทางเดิน หรือค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับยาในเลือดกับ การดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดไม่พบว่ามีการสูญเสียยาผ่าน ของยานันคืออัตราการดูด (Maximum Serum Concentration) จะถึง ชัวโมงหลังรับประทานยาขนาด Ciporfloxacin มีค่าครึงชีวิต ยานีสามารถให้ได้ทังก่อนหรือหลังอาหาร เนืองจากการให้ยาเหล่านีพร้อมอาหารจะมี ผลให้การดูดซึมของยาลดลงไม่มาก แต่มีข้อแนะนําให้รับประทานก่อนอาหารจะดีกว่า เนืองจากจะทํา ข้มข้นสูงสุดได้เร็วกว่าการให้ยาหลังรับประทาน
    • การกระจายยา : ยา Ciprofloxacin มีสัดส่วนการจับกับโปรตีนในกระแสเลือด 20-40% ซึงถือว่าน้อย และไม่มีความสามารถเพียงพอในการทําปฏิกิริยาแย่งจับโปรตีนในกระแสเลือดกับตัวยาอืน ๆ ได้ ภายหลังการรับประทานยา Ciprofloxacin ตัวยาจะมีความสามารถในการกระจายได้ทัวร่างกาย และ พบว่าความเข้มข้นของยาในเนือเยือจะสูงกว่าความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดทังในกลุ่มเพศชายและ เพศหญิง โดยเฉพาะเนือเยือระบบสืบพันธุ์รวมทังเนือเยือบริเวณต่อมลูกหมาก และพบว่ายา Ciprofloxacin อยู่ในรูป Active form ในนําลาย นําคัดหลังในจมูกและหลอดลม เยือบุเมือกของ sinuses เสมหะ skin blister fluid ต่อมนําเหลือง เยือบุช่องท้อง นําดี และสารคัดหลังจากต่อม ลูกหมาก นอกจากนียังสามารถตรวจพบระดับยา Ciprofloxacin ในปอด ผิวหนัง ไขมัน กล้ามเนือ กระดูกอ่อน และกระดูกอีกด้วย ยา Ciprofloxacin มีความสามารถแพร่ผ่าน Cerebrospinal fluid (CSF) ได้ แต่ความเข้มข้นโดยทัวไปของยา Ciprofloxacin ใน CSF จะตํากว่าความเข้มข้นในกระแส เลือด 10% Cirpofloxacin อาจพบได้ในระดับเล็กน้อยในบริเวณ aqeous และ vitreous humors ของ ตา การเปลียนแปลงหรือเมตาบอลิสึมของยา : สามารถตรวจพบเมตาบอไลต์หรือผลผลิตจากกระบวนการเปลียนแปลงของยา Ciprofloxacin ในปัสสาวะประมาณ 15% ของขนาดยาทีให้โดยการรับประทาน ซึงสามารถจําแนก เมตาบอไลต์ของยานีได้ 4 ชนิด เมตาบอไลต์เหล่านียังคงมีฤทธิในการรักษา แต่มีความแรงน้อยกว่า Ciprofloxacin ในรูปทียังไม่เปลียนแปลง ยา Ciprofloxacin มีคุณสมบัติเป็นตัวยับยัง human cytochrome P450 1A2 (CYP1A2) ในกระบวนการ metabolism ของร่างกาย ดังนัน การให้ยานีร่วมกับยาทีต้องผ่าน กระบวนการ metabolism โดยอาศัย CYP1A2 จะมีผลทําให้ระดับในเลือดของยาทีให้ร่วมกับยา Ciprofloxacin สูงขึน และอาจนําไปสู่การเกิดอาการไม่พึงประสงค์สําคัญทางคลินิกของยาทีให้ร่วมกับยา Ciprofloxacin ได้ การจํากัดและขับถ่ายยา : ค่าครึงชีวิตในการกําจัดยา Ciprofloxacin ในเลือดในผู้ป่วยทีมีภาวะไตปกติอยู่ที ประมาณ 4 ชัวโมง ตัวยาประมาณ 40-50% ทีให้โดยการรับประทานจะถูกกําจัดออกทางปัสสาวะในรูป ทีไม่เปลียนแปลง ภายหลังการให้ยา Ciprofloxacin ขนาด 250 mg โดยการรับประทาน 2 ชัวโมงแรก พบว่าระดับความเข้มข้นของยาในปัสสาวะมีค่ามากกว่า 200 µg/ml และมีค่าประมาณ 30 µg/ml ทีเวลา
    • 8-12 ชัวโมงหลังการรับประทานยา ยา Ciprofloxacin จะถูกขับออกทางปัสสาวะทังหมดภายในเวลา 24 ชัวโมงหลังรับประทานยา เนืองจากยานีมีอัตราการกําจัดผ่านไตในอัตราทีสูง คือประมาณ 300 ml/minute และสูงเกินกว่าอัตราการกรองผ่าน glomerular filtration ในคนปกติทีมีเพียง 120 ml/minute ดังนัน ความสามารถในการแพร่ผ่าน tubular ทีไตมีส่วนสําคัญต่อการกําจัดยานีมาก การให้ยา Ciprofloxacin ร่วมกับ Probenecid จะมีผลลดการกําจัดยา Ciprofloxacin ประมาณ 50% และจะทําให้ ระดับยา Ciprofloxacin ในกระแสเลือดสูงขึน 50% สรุป Pharmacokinetics profile ทีสําคัญของยา Ciprofloxacin Tablet - Bioavailability ประมาณ 70-80% - Mean peak plasma concentration หน่วย mcg/ml (ต่อขนาด dose ทีให้) - 1.2 mcg/ml (250 mg dose) - 2.4 mcg/ml (500 mg dose) - 4.3 mcg/ml (750 mg dose) - 5.4 mcg/ml (1000 mg dose) - Area Under the Curve (AUC) หน่วย mcg . h/ml (ต่อขนาด dose ทีให้) - 4.8 mcg . h/ml (250 mg dose) - 11.6 mcg . h/ml (500 mg dose) - 20.2 mcg . h/ml (750 mg dose) - 30.8 mcg . h/ml (1000 mg dose) - Protein binding 20-40 % - T ½ ประมาณ 4 ชัวโมง (ทีมา : Drug Facts and Comparisons, Pocket version 2006) กลไกการออกฤทธิ ยา Ciprofloxacin ออกฤทธิฆ่าเชือแบคทีเรียโดยการยับยังการสร้าง DNA ยาจับกับ เอนไซม์ DNA gyrase หรือ topoisomerase II เอนไซม์ ทําให้ Double-stranded DNA แตกย่อย โดย ที DNA gyrase ประกอบด้วย 4 subunits หรือ monomers ประกอบด้วย 2 A Subunits กับ 2 B Subunits ในเซลล์แบคทีเรีย (เช่น E. coli) มี chromosome เดียวประกอบด้วย DNA สายคู่อยู่ใน ลักษณะเกลียวซ้อน (super-coiled) โดยทัวไปแต่ละช่วงเกลียว (domain) ของ DNA ยาว 20 ไมโครเมตรพันเกาะกับ RNA core ที chromosome ยาวประมาณ 1,300 ไมโครเมตร ประกอบด้วย
    • DNA 65 ช่วงเกลียวซึงจะต้องบรรจุลงในเซลล์แบคทีเรียทีมีขนาด กลับไปกลับมาในลักษณะเกลียวซ้อนประมาณ topoisomerase II โครโมโซมของแบคทีเรียจะหดพับได้ต้องอาศัยเอนไซม์ subunit ตัด DNA สายคู่เป็นท่อนสลับข้างทุก โดยอาศัยพลังงาน ATP hydrolysis ยา Cirpofloxacin โดยจับกับ A subunit ของ DNA gyrase ยา Ciprofloxacin Aminoglycosides, Macrolides และ ต่อยา Ciprofloxacin หรือยา Quinolones รูปที 3 แสดงกลไกการออกฤทธิของ (ทีมา : อโนชา อุทัยพัฒน์ Fluoroquinolnes งบรรจุลงในเซลล์แบคทีเรียทีมีขนาด 1x2 ไมโครเมตร ได้จึงต้องพับ กลับไปกลับมาในลักษณะเกลียวซ้อนประมาณ 400 พับ เพือลดขนาดลงโดยอาศัย โครโมโซมของแบคทีเรียจะหดพับได้ต้องอาศัยเอนไซม์ DNA gyrase คู่เป็นท่อนสลับข้างทุก 4 คู่ของเบส ต่อจากนัน B subunit ATP hydrolysis สุดท้าย A subunit เชือม DNA ทีตัดออกในช่วงแรกให้ปิด Cirpofloxacin หรือ Fluoroquinolones ชนิดอืน ๆ จะออกฤทธิยับยังการสร้าง DNA gyrase ยับยังการเชือมปิดของ DNA Ciprofloxacin ออกฤทธิคนละกลไกกับยาในกลุ่ม Penicillins, Cephalosporins, และ Tetracyclines ดังนัน เชือจุลชีพทีดือต่อยาต่าง ๆ เหล่านีอาจจะไว Quinolones ตัวอืน ๆ ได้ แสดงกลไกการออกฤทธิของ Fluoroquinolones Fluoroquinolnes ใน เภสัชวิทยา 2 มหาวิทยาลัยมหิดล ไมโครเมตร ได้จึงต้องพับ พับ เพือลดขนาดลงโดยอาศัย DNA gyrase หรือ DNA gyrase ขันตอนแรก A B subunit ทําให้ DNA บิดพับ ทีตัดออกในช่วงแรกให้ปิด ชนิดอืน ๆ จะออกฤทธิยับยังการสร้าง DNA Penicillins, Cephalosporins, ดังนัน เชือจุลชีพทีดือต่อยาต่าง ๆ เหล่านีอาจจะไว มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543 หน้า 177)
    • รูปที 4 (ทีมา : อโนชา อุทัยพัฒน์ Fluoroquinolnes การดือยา เชือดือยา Fluoroquinolones 1. มีการเปลียนแปลงความสามารถในการจับกับเอนไซม์ mutation ที 2. การซึมผ่านเข้าเชือแบคทีเรียลดลง เชือแบคทีเรียแกรมลบดือต่อ เกิดขึนทีโครโมโซม ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอด รมบวกดือต่อยากลุ่มนีอย่างรวดเร็ว เมือเ ในกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่มีการดือข้ามไปยังยาต้านจุลชีพกลุ่มอืน 4 แสดงการตัด DNA โดยอาศัย DNA gyrase Fluoroquinolnes ใน เภสัชวิทยา 2 มหาวิทยาลัยมหิดล Fluoroquinolones โดยกลไก 2 ประการ คือ มีการเปลียนแปลงความสามารถในการจับกับเอนไซม์ DNA gyrase ที A subunit การซึมผ่านเข้าเชือแบคทีเรียลดลง เชือแบคทีเรียแกรมลบดือต่อ fluoroquinolones โดยวิธี mutation เกิดขึนทีโครโมโซม ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอด plasmid ซึงพบได้จากการใช้ nalidixic acid รมบวกดือต่อยากลุ่มนีอย่างรวดเร็ว เมือเชือแบคทีเรียดือต่อยาชนิดใดในกลุ่มนีแล้วมักจะดือต่อยาอืน ๆ ในกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่มีการดือข้ามไปยังยาต้านจุลชีพกลุ่มอืน มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543 หน้า 178) DNA gyrase เพราะเกิด mutation เป็นการกลายพันธุ์ที nalidixic acid ส่วนเชือแก ชือแบคทีเรียดือต่อยาชนิดใดในกลุ่มนีแล้วมักจะดือต่อยาอืน ๆ
    • Microbiology การศึกษาทางหลอดทดลอง พบว่ายา Ciprofloxacin ออกฤทธิกว้างต่อจุลชีพ gram-negative และ gram-positive ออกฤทธิต่อ anaerobic bacteria ได้บางชนิด และออกฤทธิต่อเชือชนิดอืน ๆ เช่น Chlamydia, Mycoplasma, Mycobacterium, Rickettsia) ได้ อย่างไรก็ตาม โดยทัวไปแล้ว ยาจะออก ฤทธิได้ดีต่อเชือแกรมลบมากกว่าเชือแกรมบวก เชือจุลชีพเหล่านีเป็นกลุ่มเชือทีไวต่อยา Ciprofloxacin ทังในการศึกษาในหลอดทดลอง และ การศึกษาทางคลินิก กลุ่ม Aerobic gram-positive microorganisms - Enterococcus faecalis (Many strain are only moderately susceptible) - Staphylococcus aureus (methicillin-susceptible strain only) - Staphylococcus epidermidis (methicillin-susceptible strain only) - Staphylococcus saprophyticus - Streptococcus pneumoniae (penicillin-susceptible strains only) - Streptococcus pyogenes กลุ่ม Aerobic gram-negative microorganisms - Campylobacter jejuni - Citrobacter diversus - Citrobacter freundii - Enterobacter cloaceae - Escherichia coli - Haemophilus influenzae - Haemophilus parainfluenzae - Klebsiella pneumoniae - Moraxella catarrhalis - Morganella morganii - Neisseria gonorrhoeae - Proteus mirabilis - Proteus vulgris
    • - Providencia rettgeri - Providencia stuartii - Pseudomonas aeruginosa (ประเทศไทย เชือนีดือต่อยา Ciprofloxacin 22% , มยุรา กุสุมภ์, 2545) - Salmonella typhi - Serratia marcescens - Shigella boydii - Shigella dysenteriae - Shigella flexneri - Shigella sonnei สําหรับโรค Anthrax ทีติดเชือจาก Bacillus anthracids พบว่าเชือนีไวต่อยา Ciprofloxacin เช่นกัน เชือต่อไปนี พบการศึกษาทางหลอดทดลองว่าสามารถฆ่าเชือ strains ต่าง ๆ ได้เป็นส่วนใหญ่ (มากกว่าหรือเท่ากับ 90%) โดยในการศึกษาทางหลอดทดลองพบว่ายา Ciprofloxacin มี minimum inhibitory concentrations (MICs) เท่ากับ 1 µg/ml หรือน้อยกว่านัน แต่ข้อมูลการศึกษาด้านความ ปลอดภัย และประสิทธิภาพของยา Ciprofloxacin ในทางคลินิกต่อเชือเหล่านียังมีน้อย กลุ่ม Aerobic gram-positive microorganisms - Staphylococcus haemolyticus - Staphylococcus hominis - Staphylococcus pneumoniae (Penicillin-resistant strains only) กลุ่ม Aerobic gram-negative microorganisms - Acinetobacter lwoffi - Aeromonas hydrophila - Enterobacter aerogenes - Klebsiella oxytoca - Legionella pneumophila - Pasteurella multocida - Salmonella enteritidis - Vibrio cholerae - Vibrio parahaemolyticus - Vibrio vulnificus
    • - Yersinia enterocolitica กลุ่มเชือทีดือต่อยา Ciprofloxacin - Berkholderia cepacia (Most strains) - Stenotrophomanas maltiphilia (บาง Strains) - Bacteroides fragilis - Clostridium difficile ข้อบ่งใช้ (กองควบคุมยา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2540 , นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์, 2532 และ www.rxlist.com) ยา Ciprofloxacin มีข้อบ่งใช้สําหรับผู้ใหญ่ทีมีอายุมากกว่า 16-18 ปีเท่านัน สําหรับรักษาโรค ติดเชือทีระบบต่าง ๆ ของร่างกายดังนี 1. Urinary Tract Infection (โรคติดเชือในระบบทางเดินปัสสาวะ) มีข้อแนะนําให้จํากัดการใช้ Ciprofloxacin สําหรับกรณี Complicated UTIs เท่านัน โดยเฉพาะ UTIs ทีเกิดจากเชือแบคทีเรียทีดือต่อยาหลายขนานเป็นเชือสาเหตุ (Multi Drug-Resistant Bacteria) โดยทัวไปแล้วจะไม่ใช้ยานีในการรักษา uncomplicated UTIs ยกเว้นจะมีประวัติว่าการใช้ยา อืนทีนอกเหนือจาก Ciprofloxacin รักษา uncomplicated UTIs ในสถานพยาบาลนันจะไม่มี ประสิทธิภาพเท่าทีควร หรือการใช้ยาต้านจุลชีพตัวอืนทีมีราคาต่อหน่วยถูกกว่าจะไม่สามารถใช้ได้หรือ มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยรายนัน ๆ หรือผู้ป่วยรายนัน ๆ ไม่สามารถทนต่อการใช้ยาอืน ๆ ได้อีก อย่างไรก็ ตาม Indication ในปัจจุบัน US FDA ได้อนุมัติให้สามารถใช้ในกรณี Uncomplicated UTI ได้ นอกจากนียังพบว่ายาในกลุ่ม Quinolones โดยเฉพาะยา Ciprofloxacin มีประสิทธิภาพดี มากในการรักษาการติดเชือในทางเดินปัสสาวะ ได้มีการทดลองเปรียบเทียบการใช้ยา Ciprofloxacin ใน ขนาดต่าง ๆ คือ 250, 500 และ 750 มิลลิกรัม รับประทานทุก 12 ชัวโมงติดต่อกัน 7 วัน ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการรักษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทัง 3 กลุ่ม แสดงว่า Ciprofloxacin ในขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครังพอเพียงทีจะรักษาการติดเชือในทางเดินปัสสาวะชนิดแทรกซ้อน การทดลองใช้ Ciprofloxacin ในผู้ป่วยต่อมลูกหมากอักเสบเรือรังพบว่าได้ผลดี เนืองจากตัว ยากระจายตัวเข้าในต่อมลูกหมากแต่มีระดับยาทีสูงไม่มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นการอักเสบจากเชือ E. coli แต่ถ้าเป็นการอักเสบจากเชือ Streptococcus faescalis จะไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม ตัวยาอืน ๆ ในกลุ่ม Quinolones เช่น Norfloxacin และ Ofloxacin ก็ยังพบมีประสิทธิภาพดี เช่นกัน การให้ยาในกลุ่มนี สําหรับรักษา Prostitis มักจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์
    • และยังพบว่า Ciprofloxacin ในขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 12 ชัวโมง ได้ผลการรักษาการติด เชือในทางเดินปัสสาวะซึงดือต่อยา Cotrimoxazole โดยส่วนใหญ่จะเป็นเชือ Pseudomonas aeruginosa 2. Lower Respiratory Tract Infection (โรคติดเชือในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง) ได้แก่ Bronchiectasis (โรคหลอดลมพอง), Brochitis (หลอดลมอักเสบ), lung Abscess (ฝี ในปอด), และ Pneumonia (ปอดบวม) นอกจากสามารถใช้ในโรคติดเชือในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างแล้ว ยังพบว่า ยา Ciprofloxacin ยังมีข้อบ่งใช้สําหรับการติดเชือในบริเวณหูส่วนกลาง (Otitis Media) (แต่ไม่ได้รับการ Approved จาก US FDA) และในโพรงจมูก (Sinusitis) อีกด้วย 3. Skin and Skin Structure Infections (โรคติดเชือทีผิวหนังตลอดจนโครงสร้างของ ผิวหนัง) ยามีประสิทธิภาพดีในการรักษา cellulitis (เซลล์เนือเยืออักเสบหรือไฟลามทุ่ง), abscess (ฝี หนอง), folliculitis (การอักเสบของ Follicle - โพรงหรือถุงน้อยเล็ก ๆ), furunculosis (ฝี), pyoderma (ผิวหนังชันหนังแท้เป็นหนอง), postoperative wound infections (แผลติดเชือหลังการผ่าตัด), และ infected ulcers, burns, or wounds (แผล burn และหรือแผลติดเชืออืน ๆ) อย่างไรก็ตาม การติดเชือทีผิวหนังและเนือเยืออ่อนทีมีสาเหตุจากเชือ staphylococci หรือ streptococci ควรเลือกใช้ยากลุ่ม Penicillins , Cephalosporin หรือ Vancomycin เป็นอันดับแรก ส่วน ยา Ciprofloxacin ควรเลือกใช้แทนในรายทีแพ้ ß-lactam หรือ vancomycin หรืออาจให้ร่วมกับยาต้าน จุลชีพชนิดอืน เช่น แผลทีเท้าในผู้ป่วยเบาหวานมีการติดเชือหลายชนิด ได้แก่ แกรมลบรูปแท่ง เชือ แบคทีเรียทีไม่ใช้ออกซิเจน และหรือแกรมบวก (Staphylococci และ Streptococci) ใช้ Ciprofloxacin ร่วมกับ aminoglycosides, Metronidazole และ/หรือ vancomycin 4. Bone and joint infections (การติดเชือทีกระดูกและข้อต่อ) มีรายงานการใช้ยานีในการรักษา osteomyelitis (ภาวะอักเสบของไขกระดูก กระดูกทีอยู่ ใกล้ชิดกัน และกระดูกอ่อนของส่วนหัวกระดูก) ซึงพบว่า โดยปกติแล้ว การติดเชือในกระดูกส่วนใหญ่ เป็นเชือแบคทีเรียชนิดแกรมลบ ซึงตอบสนองไม่ค่อยดีนักต่อยาปฏิชีวนะทีใช้กันโดยทัว ๆ ไป สามารถ ใช้ยา Ciprofloxacin รับประทานขนาด 500-750 มิลลิกรัม วันละ 2 ครัง ขึนกับความรุนแรงของโรค เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจนานถึง 3-6 เดือน 5. Gastrointestinal infections (การติดเชือในระบบทางเดินอาหาร) โดยทัวไปการติดเชือในทางเดินอาหารจะใช้ Cotrimoxazole แต่ยาตัวนีจะใช้ไม่ได้ผลกับ เชือ Campylobacter jejuni และพบเชือต้านยามากขึน ในกรณีดังกล่าวนี ยา Ciprofloxacin ใช้ได้ใน
    • การรักษา infections diarrhoea ทีมีเชือสาเหตุทีไวต่อยา ได้แก่ Campylobacter spp., โดยให้ในขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครัง ติดต่อกัน 5 วัน อย่างไรก็ตาม เนืองจากมีความกังวลเกียวกับการอัตรา การดือยากลุ่ม fluoroquinolones ของเชือ Campylobacter ทีปรากฏเพิมสูงขึนอันมีสาเหตุเกียวเนืองกับ การใช้ยากลุ่มนีอย่างกว้างขวาง การพิจารณาเลือกใช้ยากลุ่ม fluoroqionolones ในการรักษาหรือ ป้องกันภาวะท้องเสียจาก enterophatologic อย่างสมเหตุสมผลควรต้องระวังเป็นอย่างยิง สําหรับการติดเชือในระบบทางเดินอาหารและช่องท้อง ทีมีสาเหตุจากเชือแกรมลบรูปแท่ง โดยเฉพาะ Enterobacteriaceae รวมทัง Aeromonas hydrophila, Vibrio spp., สามารถใช้ยา Norfloxacin ก่อนได้ ซึงพบว่าได้ผลดี ส่วนอาการอุจจาระร่วมจากอาหารเป็นพิษ (Traveller’s diarrhia) มักเกิดจากเชือ toxigenic E. coli, Shigella spp., ใช้ Norfloxacin, Ofloxacin, Ciprofloxacin ต้องรีบให้ ทันทีภายใน 24 ชัวโมง ขนาดทีใช้คือ 400, 300, 500 มิลลิกรัมตามลําดับ วันละ 2 ครัง เป็นเวลา 1-3 วัน 6. Salmonella Infections การให้ Ciprofloxacin โดยวิธีการรับประทาน พบว่ามีประสิทธิภาพดีในการรักษาไข้ ไทฟอยด์ในผู้ใหญ่ ซึงมีสาเหตุจาก Salmonella tyhpi ทีไวต่อยา และรวมทังเชือทีดือต่อยา Chloramphenicol อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของยานีเทียบกับยาอืน ๆ ในการรักษาไข้ไทฟอยด์ ยังคงต้องมีการศึกษาต่อไปในอนาคต ขนาดยาปกติสําหรับผู้ใหญ่ คือ 500 mg วันละ 2 ครัง เป็น เวลา 10 วัน อย่างไรก็ตาม ยังขนาดและระยะเวลารักษาทีดีทีสุดสําหรับการรักษา mild to moderate typhoid fever ยังไม่ได้มีรายงานการศึกษาในปัจจุบัน แต่มีประสบการณ์ทางคลินิกซึงยังไม่ได้รับการ Approved จาก US FDA ให้ใช้ Ciprofloxacin 750 mg twice daily เป็นเวลา 28 วน สําหรับรักษาใน กรณี chronic typhoid carrier 7. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Gonorrhoea and Associated infections) การให้ยา Ciprofloxacin สามารถใช้รักษาโรคติดเชือทีเกิดจากเชือ Neisseria gonorrhoeae ทังทีเป็น urethral endocervical หรือ rectal gonorrhoea หรือโรคทีเกิดจากเชือ C. trachomatis และ Haemophilus ducreyi แต่ใช้ไม่ได้ผลสําหรับเชือ Treponema pallidum (ซึงเป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส) สําหรับโรคหนองใน สามารถเลือกใช้ Ofloxacin ขนาด 400 มิลลิกรัม หรือ Ciprofloxacin ขนาด 500 มิลลิกรัม ขนาดเดียว ซึงให้ผลเท่าเทียมกับ Ceftriaxone ฉีดเข้าหลอดเลือดดํา หรือ Cefixime ให้รับประทาน แผลริมอ่อน ใช้ Ciprofloxacin ขนาด 500 มิลลิกรัมวันละ 2 ครังนาน 3 วัน 8. การติดเชืออืน ๆ เช่น M. Tuberculosis, Mycobacterium avium intracellulare complex (MAC) สามารถใช้ ยาในกลุ่ม Fluoroquinolones ร่วมกับ Aminoglycoside ได้
    • 9. สําหรับการใช้ยา Ciprofloxacin ในเด็กอายุตํากว่า 18 ปี (1 – 17 ปี) นันมีการศึกษาและ พบว่าอาจพิจารณาใช้ยานีในเด็กเล็กในกรณีทีต้องการรักษา Complicated Urinary Tract Infections และ Pyelonephritis ทีมีสาเหตุจากเชือ E. coli อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการใช้ยาในกรณีดังกล่าวในทาง คลินิกแล้วจะมีประสิทธิภาพดี แต่ยา Ciprofloxacin ก็ไม่จัดเป็น Drug of first choice ในกลุ่มประชากร เด็ก เนืองจากพบว่ามีโอกาสเกิดผลไม่พึงประสงค์สูงเมือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะอย่าง ยิงผลไม่พึงประสงค์ทีเกียวข้องกับข้อและเนือเยือบริเวณรอบ ๆ ข้อ ซึงอาจพบ arthropathy และอาจพบ การเปลียนแปลงทาง histopathological ของข้อทีรับนําหนักของสัตว์ทดลองวัยอ่อนด้วย นอกจากใช้รักษา Complicated Urinary Tract Infections และ Pyelonephritis ทีมีสาเหตุจาก เชือ E. coli แล้ว Itokazu, GS และคณะ, 2005 ยังได้กล่าวถึงการใช้ยาในกลุ่ม fluoroquinolones เพือ รักษา Typhoid fever จากเชือ S. typhi หรือจากเชือ Salmonellae สายพันธุ์อืน ๆ เช่น S. paratyphi ในเด็ก โดยพบว่า ยาในกลุ่มนีนีมีข้อดีกว่ายารักษา typhoid fever รุ่นแรก ๆ ซึงได้แก่ chloramphenicol, TMP-SMX, หรือ Ampicillin โดยทีสามารถให้ประสิทธิภาพด้านระยะเวลาการรักษา ทีดีกว่า ซึงอาการและอาการแสดงของโรค typhoid fever ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง splenomegaly และมีผืนคัน หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดอาการแทรกซ้อน ได้แก่ intestinal hemorrhage และ perforation, encephalopathy และ pneumonia ได้ ยาทีแนะนําคือ Ofloxacin โดย ให้ยาในขนาด 7.5 mg/kg วันละสองครัง ในรายทีมี uncomplicated typhoid fever เป็นเวลา 2-3 วัน ซึงให้ผล cure rate ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 89% แม้จะไม่มีการกล่าวถึงการใช้ยา Ciprofloxacin ในเด็ก เพือรักษา typhoid fever เนืองจากยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก US FDA แต่ Redmon O A, 1997 ได้ กล่าวถึงประสบการณ์การให้ Ciprofloxacin ในผู้ป่วยเด็กในประเทศอังกฤษ โดยเปรียบเทียบความเสียง และประโยชน์ของการใช้ยานีในเด็ก กล่าวว่า แม้ยา Ciprofloxacin ชนิดรับประทาน ยังไม่ได้รับการ อนุมัติให้มีข้อบ่งใช้ในเด็ก แต่พบว่ามีประสบการณ์การใช้ยานีในทางคลินิกมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะในกรณี Acute และ serious infections และพบว่ายามีโอกาสเสียงต่อการทําลายข้อต่ออย่าง ถาวรในกลุ่มผู้ป่วยเด็กเพียงเล็กน้อย ซึงข้อมูลเหล่านีสนับสนุนการใช้ยานีในเด็ก แต่ภายใต้เงือนไขที พิจารณาแล้วว่าผลดีน่าจะมากกว่าผลเสีย และต้องใช้ยาอย่างระมัดระวัง หลีกเลียงการใช้ยาพรําเพรือ ผิดวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับ ข้อมูล ใน AHFS Drug Information 1999 ทีได้กล่าวถึงประสบการณ์ การใช้ยานีในเด็ก และระบุว่า แพทย์บางท่านแนะนําว่าอาจพิจารณาเลือกใช้ยา Ciprofloxacin ในเด็ก อายุ 9-18 ปีได้ ในกรณี serious infections เช่น cystic fibrosis, typhoid fever เป็นต้น แต่ต้อง พิจารณาถึงข้อดีทีจะมากกว่าข้อเสีย และใช้เมือใช้ยาตัวอืนรักษาไม่ได้ผล หรือมีการดือยาตัวอืน ๆ ซึง ข้อแนะนํานีตรงกับข้อแนะนําของ the American Academy of Pediatrics (AAP) ทีกล่าวว่า อาจ พิจารณาเลือกใช้ยาในกลุ่ม quinolones ในเด็กอายุตํากว่า 18 ปีได้ เมือเห็นว่าไม่มียาอืน ๆ ทีมี ประสิทธิภาพในการรักษา หรือมีประสิทธิภาพด้อยกว่ายาในกลุ่มนี รวมทังไม่สามารถใช้ยาอืนรักษา แล้วได้ผล
    • นอกจากนีในกรณีการรักษาโรคติดเชือ Salmonella gastroenteritis ในผู้ป่วย HIV-infected คณะศึกษาจาก US Public Health Service and the Infectious Diseases Society of America (USPHS/IDSA) ได้กล่าวถึงความจําเป็นทีต้องให้การรักษา เพือป้องกันการแพร่กระจายเชือออกนอก ลําไส้ (to prevent extraintestinal spread of the infection) โดยแนะนํา Ciprofloxacin เป็น Drug of Choice สําหรับผู้ใหญ่ และแนะนํา co-trimoxazole, ampicillin, amoxicillin, cefotaxime, ceftriaxone หรือ Chloramphenicol ในเด็ก รวมทังแนะนําว่าอาจพิจารณาเลือกใช้ Ciprofloxacin ในกรณีดังกล่าวใน เด็กทีมีอายุมากกว่า 6 ปีได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก US FDA แต่อย่างใด เงือนไขการใช้ยา (สํานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ, 2548) เงือนไขในการใช้ยา Ciprofloxacin ระบุให้ใช้เมือ 1. ใช้เป็น sequential therapy ต่อเนืองจากยาฉีด (ยาฉีด Ciprofloxacin Injection เพือความ ประหยัดในด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายสําหรับผู้ป่วย) 2. ใช้ในกรณีพิเศษตามคําแนะนําของแพทย์ผู้เชียวชาญด้านโรคติดเชือ ซึงตามคําแนะนํา ข้างต้นเป็นคําแนะนําของคณะทํางานคัดเลือกยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึงต่างเป็นแพทย์ ผู้ชํานาญในการรักษาโรคติดเชือ ซึงบ่งว่าแพทย์ทัวไปทีไม่ใช่ผู้ชํานาญในการรักษาโรคติด เชือ รวมทังแพทย์ในสถานพยาบาลทีไม่มีความพร้อมในการเพาะเชือเพือยืนยันเชือทีเป็น สาเหตุของการเกิดโรค ไม่ควรใช้ Ciprofloxacin ชนิดรับประทาน โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ผู้เชียวชาญด้านโรคติดเชือ ทังนี เพือป้องกันปัญหาเชือดือยา Ciprofloxacin ในวงกว้าง นอกจากนีควรปรับปรุงให้มีมาตรการควบคุมการจําหน่ายยา Ciprofloxacin ในร้ายยาอย่าง เข้มงวดด้วย เนืองจากในทางปฏิบัติมีการจําหน่ายยานีอย่างเสรีในร้านยา ขนาดยาและวิธีการบริหารยา ขนาดและวิธีการบริหารยาสําหรับผู้ใหญ่ (แสดงในตารางหน้าถัดไป)
    • Adult Dosage Guidelines ประเภทการติดเชือ ระดับความรุนแรง ขนาดยา ความถีใน การบริหารยา ระยะเวลาการ รักษาปกติ Urinary Tract Acute Uncomplicated 100 หรือ 250 mg q12h 3 days Mild/Moderate 250 mg q12h 7-14 days Severe/Complicated 500 mg q12h 7-14 days Pyelonephritis Acute Uncomplicated 500 mg q12h 7-14 days Chronic Bacterial Prostatitis Mild/Moderate 500 mg q12h 28 days Lower Respiratory Tract Mild/Moderate 500 mg q12h 7-14 days Severe/Complicated 750 mg q12h 7-14 days Acute Sinusitis Mild/Moderate 500 mg q12h 10 days Skin and Skin Structure Mild/Moderate 500 mg q12h 7-14 days Severe/Complicated 750 mg q12h 7-14 days Bone and Joint Mild/Moderate 500 mg q12h ≥ 4-6 Wks Severe/Complicated 750 mg q12h ≥ 4-6 Wks Intra-Abdominal* Complicated 500 mg q12h 7-14 days Infectious Diarrhea Mild/Moderate/Severe 500 mg q12h 5-7 days Typhoid Fever Mild/Moderate 500 mg q12h 10 days Urethral and Cervical Gonococcal Infections Uncomplicated 250 mg Single dose Single dose Inhalation Anthrax (post-exposure)** 500 mg q12h 60 days ตารางที 1 แสดง Adult Dosage Guidelines (ทีมา : www.rxlist.com และ Drug Facts and Comparisons, 2006) หมายเหตุ : - โดยปกติแล้วการรักษาด้วยยา Ciprofloxacin ควรให้ยาต่อไปอีก 2-3 วันหลังจากอาการและ อาการแสดงของการติดเชือหายไป ยกเว้น Inhalation Anthrax ทีไม่ต้องให้ยาต่อ * ใช้ร่วมกับ Metronidazole ** ควรให้ยาทันทีหากเป็นไปได้ภายหลังสงสัยหรือได้ตรวจยืนยันผลการติดเชือว่าเป็นการติดเชือ Anthrax จริง
    • การเปลียนจากยาฉีด Ciprofloxacin ไปเป็นยาชนิดรับประทาน หากมียา Ciprofloxacin ชนิดฉีด จะต้องทําการเปลียนเป็นชนิดรับประทานทันทีเมือมี Indication ทีเหมาะสม ไม่ควรใช้ยาฉีดนานเกินไป เนืองจากมีราคาแพง การเปลียนแปลงชนิดของยา จากยาฉีดเป็นยารับประทานต้องคํานึงถึง Equivalent AUC ของยา ตามตาราง Equivalent AUC (Area Under the Curve) Dosing Regimen Ciprofloxacin Oral Dosage Equivalent Ciprofloxacin I.V. Dosage 250 mg Tablet q12h 200 mg I.V. q12h 500 mg Tablet q12h 400 mg I.V. q12h 750 mg Tablet q12h 400 mg I.V. q8h ตารางที 2 Equivalent AUC Dosing Regimen (ทีมา : www.rxlist.com) ขนาดยาสําหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ทีมีปัญหาไตบกพร่อง เนืองจากยา Ciprofloxacin ถูกขับออกทางไตเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่ายาตัวนีจะถูก metabolized และบางส่วนถูกกําจัดออกทางระบบนําดีของตับและทางลําไส้ได้ แต่พบว่า alternative pathway เหล่านีมักจะถูกใช้เมือไตมีปัญหา ถึงกระนันก็ตาม การปรับขนาดยาในบางรายโดยเฉพาะใน รายทีมีปัญหา severe renal impairment ถือเป็นสิงจําเป็นทีจะต้องคํานึงถึง ตารางข้างล่างนีเป็น guideline สําหรับปรับขนาดยาในกรณีทีผู้ป่วยมีปัญหาไตบกพร่อง Recommended Starting and Maintenance Doses for patients with impaired renal function Creatinine Clearance (mL/min) Dose > 50 ใช้ยาในขนาดปกติ 30-50 250-500 mg q12h 5-29 250-500 mg q18h ผู้ป่วยทีทํา hemodialysis หรือ Peritoneal dialysis 250-500 mg q24h (after dialysis) ตารางที 3 Recommended Starting and Maintenance Doses for patients with impaired renal function (ทีมา : www.rxlist.com)
    • สูตรการคํานวณ Creatinine Clearance ผู้ชาย : Creatinine Clearance (mL/min) = ผู้หญิง : Creatinine Clearance (mL/min) = 0.85 x ค่าทีได้จากการคํานวณในสูตรข้างบน ขนาดและวิธีการบริหารยาสําหรับเด็ก (1-17 ปี) การพิจารณาใช้ยา Ciprofloxacin ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กยังเป็น Contra-indication ในการ เลือกใช้ในปกติ ยกเว้นผู้ป่วยเด็กทีมีข้อบ่งชี ได้แก่ Complicated Urinary Tract Infections (cUTI) , Pyelonephritis และ Inhalation Anthrax (post-exposure) อาจพิจารณาเลือกใช้ได้ Pediatric Dosage Guidelines ประเภทการติดเชือ วิธีการ บริหารยา ขนาดยา ความถีใน การบริหารยา ระยะเวลาการ รักษาทังสิน Complicated Urinary Tractor Pyeolonephritis (ในผู้ป่วย อายุ 1-17 ปี) Intravenous 6-10 mg/kg (max 400 mg/dose; และไม่ ควรเกินกว่านีแม้จะมีนําหนัก > 51 kg ก็ตาม) q8h 10-21 days* Oral 10-20 mg/kg (max 750 mg/dose; และไม่ ควรเกินกว่านีแม้จะมีนําหนัก > 51 kg ก็ตาม) q12h 10-21 days* Inhalation Anthrax (post-exposure)** Intravenous 10 mg/kg (max 400 mg/dose) q12h 60 days Oral 15 mg/Kg (max 500 mg/dose) q12h 60 days ตารางที 4 แสดง Pediatric Dosage Guidelines (ทีมา : www.rxlist.com และ www.ashp.org/emergency/ciprofloxacin.pdf) Weight (kg) x (140 - age) 72 x Serum creatinine (mg/dL)
    • * ระยะเวลาในการให้ยาดังกล่าวเป็นระยะเวลาทีทีมแพทย์ได้ทําการศึกษาและกําหนดขึนจากการศึกษา ทางคลินิก ระยะเวลาโดยเฉลียจากการศึกษาคือ 11 วัน ** ควรให้ยาทันทีหากเป็นไปได้ภายหลังสงสัยหรือได้ตรวจยืนยันผลการติดเชือว่าเป็นการติดเชือ Anthrax จริง อาการไม่พึงประสงค์จากยา อาการข้างเคียงทีรุนแรงเกิดขึนน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยทีผู้ป่วยทนได้ มี น้อยกว่า 2% ของผู้ป่วยทีต้องหยุดใช้ยาเพราะทนอาการข้างเคียงไม่ได้ จากการรวบรวมข้อมูลในผู้ป่วย 8,861 คนทีใช้ Ciprofloxacin พบอาการข้างเคียงต่าง ๆ ดังนี (อ้างอิงจาก นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์ และธิดา นิงสานนท์, 2532) อาการทางระบบทางเดินอาหาร เกิดขึนบ่อยทีสุดประมาณ 2-10% ของผู้ป่วยทีใช้ยา ส่วนใหญ่จะมีอาการคลืนไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืด เบืออาหาร ถ้ามี อาการท้องเดินรุนแรง ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีโรคลําไส้อยู่ก่อน เช่น pseudomembranous colitis ซึงจําเป็นต้องได้รับการรักษาทันที ในกรณีดังกล่าวนี ต้องหยุดยา Ciprofloxacin ทันทีและให้การรักษาทีเหมาะสม เช่น ให้รับประทาน Vancomycin ในขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 4 ครัง ห้ามให้ยาทียับยังการบีบรูดของลําไส้โดยเด็ดขาด อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง พบได้ประมาณ 1-2% ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนล้า นอนไม่หลับ กระวนกระวาย สัน ในบางราย ซึงเกิดขึนน้อยมาก อาจมีประสาทสัมผัสส่วน ปลายผิดปกติ เหงือออก ชัก ซึมเศร้า ประสาทหลอน การดมกลินหรือการรับรสผิดแปลกไป นอกจากนียังอาจพบการเคลือนไหวผิดปกติ นอนไม่หลับ อีกด้วย การชักทีเกิดจาก ยากลุ่มนี เกิดเนืองจากยาไปยับยังการจับของ GABA กับ receptor ทําให้เกิดอาการชัก ซึงพบว่าใน ระหว่างยากลุ่ม fluoroquinolones ทังหมด ยา Ciprofloxacin จะมีโอกาสเกิดอาการชักได้มากกว่า Norfloxacin และ Lomefloxacin ตามลําดับ (คณาจารย์ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2539) อาการทางผิวหนัง พบได้ประมาณ 1-4% แพ้มีผืนขึน คัน ลมพิษ อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด อาจมีหัวใจเต้นเร็ว ร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ ไมเกรน หรือเป็นลมหน้ามืด อาจมีการอักเสบของหลอดเลือดบริเวณทีฉีดยา
    • อาการทางระบบเลือด อาจมี eosinophilia, leucopenia, leucocytosis หรือมีเลือด จาง คณาจารย์ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2539 ได้กล่าว เพิมเติมอาการไม่พึงประสงค์ของยา กลุ่ม Fluoroquinolones ได้แก่ พิษต่อยีน (genotoxicity) ฤทธ์ ทําให้เกิดการกลายพันธุ์ (mutagenicity) ฤทธิทําให้เกิดภาวะวิกลรูป (teratogenicity) และฤทธิก่อมะเร็ง (carcinogenicity) เป็นพิษทีมีการศึกษาโดยละเอียดในสัตว์ทดลองและสัตว์มีครรภ์ พบว่าการศึกษา ทดลองในสัตว์ทดลองยังไม่แน่นอน ขึนกับชนิด ขนาด และระยะเวลาในการใช้ยา รวมถึงชนิดของ สัตว์ทดลองด้วย ถึงแม้จะมีความแตกต่างระหว่างสัตว์ทดลองและมนุษย์ และยังนําผลจากสัตว์มาใช้ใน คนไม่ได้ แต่มีข้อแนะนําว่าไม่ควรนํายากลุ่มนีมาใช้ในหญิงมีครรภ์ และเด็ก นอกจากนียายังมีพิษต่อ ตับและไต โดยทําให้มีการเพิมระดับ AST, ALT และ Alkaline phosphatase ส่วนการใช้ยาในขนาดสูง ๆ ทําให้เกิด Crystalluria ได้ กองควบคุมยา สํานักงานอาหารและยา, 2540 ได้ระบุอาการข้างเคียงเพิมเติมจากยา ในกลุ่ม Fluoroquinolones ทีอาจพบอาการข้างเคียงต่อระบบกล้ามเนือและโครงสร้างร่างกาย (Musculoskeletal) (พบน้อยกว่า 1%) อันได้แก่ Artharalgia (ปวดข้อ), เอ็นอักเสบ, ปวดบริเวณ ข้อต่อและหลัง, ข้ออักเสบ ข้อแข็ง/ฝืด vasculitis ปวดตามคอและหน้าอก และปวดเก๊าท์กระทันหัน ซึงพบว่า อาการปวดข้อและเอ็นอักเสบนี สามารถเกิดจากยาในกลุ่ม fluoroquinolones ได้ทุกตัว แต่ ตัวทีถูกดูดซึมได้ดีจะทําให้เกิดพิษนีบ่อยกว่าตัวอืน ๆ โดยเฉพาะ ofloxacin, pefloxacin, lomefloxacin ทีพบเกิดได้บ่อย สําหรับพิษต่อข้อทีทําให้มีการทําลายของกระดูกยังไม่พบมีรายงานในคน แต่ไม่ควร นํายาในกลุ่มนีมาใช้ในผู้ป่วยเด็กและหญิงมีครรภ์โดยไม่จําเป็น และอาการข้างเคียงต่อระบบอวัยวะ สืบพันธุ์ อันได้แก่ Serum creatinine และ BUN เพิมสูงขึน, Interstitial Nephritis, nephritis, renal failure, dysuria, polyuria, urinary retention, albuminuria และอาจพบ urethral blleding ได้ www.rxlist.com ได้กล่าวถึงอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา Ciprofloxacin โดยจาก การศึกษาในทางคลินิกทังการให้ยาในรูปแบบฉีดหรือรูปแบบรับประทาน จากจํานวนผู้ป่วย 49,038 รายทีได้รับยานี พบว่า โดยส่วนใหญ่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ทีไม่รุนแรง (รุนแรงเล็กน้อย) ถึงรุนแรง ปานกลาง และอาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่หายเป็นปกติภายหลังการหยุดใช้ยา และไม่มีอาการไม่ พึงประสงค์ใดทีต้องได้รับการรักษาเพือให้บรรเทาอาการ ในจํานวนนีพบว่าผู้ป่วยทีใช้ยาชนิด รับประทานไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์ถึงขันต้องหยุดการรักษากลางคันเป็นจํานวน 1.0% อาการไม่พึงประสงค์ทังหมดทีรายงานจากการศึกษาในทางคลินิก ทีรวบรวมข้อมูลทาง ศึกษาในยา Ciprofloxacin ทุกสูตรตํารับ ทุกขนาด ทุกระยะเวลาทัง courseทีรักษา และทุกข้อบ่งใช้ พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ทีเกิดขึนมากทีสุดคือ อาการคลืนไส้ (2.5%) ท้องเสีย (1.6%) ผล function
    • ตับผิดปกติ (1.3%) อาเจียน (1.0%) และผืนคัน (rash) (1.0%) นอกจากนียังพบอาการไม่พึงประสงค์ อืน ๆ ซึงพบรวมกันน้อยกว่า 1.0% ตามระบบต่าง ๆ ของร่างกายดังนี Body as a whole (ร่างกายโดยทัวไป) : พบปวดศีรษะ ปวดท้อง อาการไม่สบาย ท้อง ปวดเท้า ปวดแขนขา และปฏิกิริยาบริเวณทีฉีดยา (กรณี i.v.) ระบบหัวใจและหลอดเลือด : พบอาการใจสัน atrial flutter (atrial เต้นผิดจังหวะ) , ventricular ectopy (หัวใจห้องล่างซ้ายอยู่ผิดตําแหน่ง), syncope (เป็นลมหรือสลบชัวคราว เนืองจาก สมองมีเลือดไม่พอ), hypertension, angina pectoris , myocardial infarction, cardiopulmonary arrest, cerebral thrombosis (เกิดลิมเลือดในสมอง), phlebitis, tachycardia, migraine, hypotension ระบบประสาทส่วนกลาง : Restlessness (กระสับกระส่าย หงุดหงิด), dizziness, lightheadedness, insomnia, nightmares, hallucinations, manic reaction, irritability, tremor, ataxia, convulsive seizure, lethargy (เซืองซึม), drowsiness, weakness, malaise (ความรู้สึกไม่สบายกาย), anorexia, phobia (ความกลัวอย่างผิดปกติ), depersonalization, depression, paresthesia (อาการชา ของอวัยวะ), abnormal gait (ท่าทางการย่างก้าวผิดปกติ), grand mal convulsion ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal) : painful oral mucosa, oral candidiasis, dysphagia (พูดลําบาก), intestinal perforation (ลําไส้ทะลุ), gastrointestinal bleeding, cholestatic jaundice, hepatitis ระบบเลือดและนําเหลือง (Hemic/Lymphatic) : lymphadenopathy (โรคของต่อม นําเหลือง) , petechia (จุดแดงม่วงกลมแต่ไม่นูน เกิดจากการตกเลือด) ระบบกล้ามเนือและโครงสร้างของร่างกาย (Musculoskeletal) : Arthralgia or back pain, joint stiffness, achiness (ปวด), neck or chest pain, flare up of gout ระบบไตและอวัยวะสืบพันธุ์ (Ranal/Urogenital) : Interstitial nephritis, nephritis, renal failure, polyuria, urinary retention, urethral bleeding, vaginitis, acidocis, breast pain ระบบทางเดินหายใจ : dyspnea (การหายใจลําบาก), epistaxis (เลือดกําเดาไหล), laryngeal or pulmonary edema, hiccough (สะอึก), hemoptysis, bronchospasm, pulmonary embolism (เส้นเลือดในปอดอุดตัน)
    • อาการข้างเคียงทางผิวหนัง/อาการแพ้ยา : allergic reaction, pruritus, urticaria, photosensitivity, flushing, fever, chills, angioedema, edema of the face, neck, lips, conjunctivae or hands, cutaneous candidiasis, hyperpigmentation, erythema nodusum, sweating อาการข้างเคียงต่อระบบสัมผัสพิเศษ (special sense) : blurred vision, disturbed vision (change in colour perception, overbrightness of lights), decreased visual acuity (ความ ชัดเจนหรือความคมชัดในการมองเห็นลดลง), diplopia (การเห็นภาพซ้อน), eye pain, tinnitus (หูอือ), hearing loss, bad taste, chromatopsia (ความผิดปกติในการเห็นสี) พิษของยา จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานถึงพิษของยานีในคน ข้อควรระวัง/คําแนะนําในการใช้ยา/การพยาบาล 1. ไม่ควรใช้ยานีในเด็กเพราะจะยับยังการเจริญเติบโตของกระดูกอ่อน โดยพืนฐาน การวิจัยทีพบว่าการให้ยานีในสัตว์ทดลองวัยอ่อน สามารถทําให้เกิดภาวะ arthropathy ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ทาง US FDA จะยังไม่ Approve ให้มีการใช้ยา นีในเด็ก ยกเว้นโรคติดเชือบางอย่างตาม Indication แต่หากจําเป็นต้องใช้ยาใน กลุ่ม Quinolones แนะนําให้ใช้เฉพาะยา Ciprofloxacin หรือ Ofloxacin เท่านัน เนืองจากมีข้อมูลมากทีสุดว่ามีความปลอดภัยในเด็ก (แนะนําโดย The International Society of Chemotherapy) 2. ไม่ควรใช้ยานีในหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร แม้ว่ายานีจะถูกจัดเป็น Pregnancy Category C ซึงหมายถึงยังไม่มีการศึกษาแบบ controlled study ในหญิงมีครรภ์ หรือข้อมูลการศึกษาในหญิงมีครรภ์ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับยา อืน ๆ ในกลุ่ม Quinolones ทีอาจทําให้เกิด arthropathy ในสัตว์ทดลองวัยอ่อนได้ จึงมีคําแนะนําว่า ไม่ควรใช้ยานีในหญิงมีครรภ์ รวมทังคําแนะนําจากบริษัทผู้ผลิต Bayer Pharmaceuticals Corporation , 2004 ก็ได้กล่าวถึงกรณีนีเช่นเดียวกัน คือ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทีเพียงพอ โดยเฉพาะการศึกษาแบบ well-controlled study ในกลุ่มหญิงมีครรภ์ ขณะทีมีการทบทวนวรรณกรรมทีเกียวข้องกับ ประสบการณ์การใช้ยา Ciprofloxacin ในระหว่างมีการตังครรภ์โดย TERIS หรือ the Teratogen Information System ทีได้ให้ข้อสรุปว่า การใช้ยานีในขนาดรักษา ในหญิงมีครรภ์ไม่น่าจะเกียวข้อง หรือไม่น่าเป็นไปได้ทีจะส่งผลให้เกิด teratogenic risk (ข้อสรุปนีสรุปภายใต้จํานวนข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในระดับปาน
    • กลาง) ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีข้อมูลทีเพียงพอเช่นกันทีจะระบุว่ายานีไม่มีความ เสียงต่อทารกในครรภ์ของหญิงมีครรภ์ ในการศึกษา Reproduction Studies ใน หนู rat และหนู mice โดยการให้ยา Ciprofloxacin ในขนาดสูงว่าขนาดปกติของ มนุษย์ 6 เท่า พบว่าไม่ส่งผลให้ลูกในครรภ์มีความบกพร่อง ในการศึกษาใน กระต่าย โดยการให้ยา Ciprofloxacin ขนาด 30 และ 100 mg/kg พบว่าเกิดผลต่อ ระบบทางเดินอาหารส่งผลให้นําหนักกระต่ายตัวแม่ลดลง มีเพิมอัตราการแท้งลูก แต่ไม่พบผล teratogenicity แต่อย่างใด ในการศึกษาให้ยา Ciprofloxacin โดยการ ฉีดในกระต่ายในขนาดต่าง ๆ สูงสุดถึง 20 mg/kg ไม่พบผลเป็นพิษต่อกระต่ายตัว แม่ ไม่พบผล embryotoxicity หรือ teratogenicity ในการศึกษาทางพิษวิทยา โดยการให้ยาบางตัวในกลุ่ม Quinolones เช่น Norfloxacin, Pefloxacin และ Pipemidic acid ในขนาดสูง (100 mg/kg ต่อวัน) ในหนู rat และสุนัข เป็น เวลานานกว่า 3 เดือน พบว่ามีผลรบกวนระบบ spermatogenesis และ testicular damage ได้ (AHFS Drug Information, 1999 และ Pediatric Dosage handbook, 1993-94) ส่วนแหล่งข้อมูลจาก Harrison’s Principles of Internal Medicine, 1998 ระบุชัดเจนว่าห้ามใช้ยา Ciprofloxacin ในหญิงครรภ์เนืองจากยาอาจมีผลต่อ กระดูกอ่อนของทารกในครรภ์ได้ สําหรับในหญิงให้นมบุตร พบว่า ยานีสามารถ ผ่านทางนํานมได้ และอาจทําให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อบุตรได้ จึงควรเลือกว่า จะให้นมบุตรต่อหรือจะงดให้นมบุตรชัวคราวเพือใช้ยานี (AHFS Drug Information, 1999 และ Pediatric Dosage handbook, 1993-94) อย่างไรก็ตาม The American Acdemy of Pediatrics ไม่ห้ามการใช้ยาในกลุ่ม Quinolones ในแม่ ทีให้นมบุตร แต่ WHO ให้หลีกเลียง อย่างไรก็ตามใน Drugs in Pregnancy and Lactation,8th edition) ยานี AAP ระบุว่าสามารถให้ในหญิงให้นมบุตรได้ (FQs 2 ตัวที AAP ระบุใช้ในหญิงให้นมบุตรได้คือ Ciprofloxacin กับ Ofloxacin เท่านัน) 3. ผู้ป่วยทีมีการทํางานของไตบกพร่องขันรุนแรงมาก ควรลดขนาดยาลงหรือเว้นช่วง ห่างระหว่างการให้ยามากขึน แต่ผู้ป่วยโรคตับไม่จําเป็นต้องลดขนาดยา 4. ไม่แนะนําให้ใช้ยา Ciprofloxacin แบบ Empiric treatment ใน community- acquired pneumonia (CAP) เนืองจากอาจมีสาเหตุจาก S. pneumoneae หรือ pneumonia ทีทํา gram stain แล้วพบว่าเกิดจาก gram-positive cocci เนืองจาก ยามีฤทธิน้อยต่อเชือนี โดยเฉพาะเชือซึงพบได้บ่อยใน CAP ยา Ciprofloxacin จะ สู้ยาตัวอืน ๆ ในกลุ่มยา Fluoroquinolones โดยเฉพาะตัวยาใหม่ ๆ ไม่ได้ (สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2542 Behta, M et al. Assessed date : March 14, 2006)
    • 5. อาจมีรายงานการเกิด Crystalluria (ผลึกในปัสสาวะ) แม้จะมีรายงานการเกิดน้อย และสาเหตุอาจไม่เกียวข้องกับการใช้ยาในขนาดปกติ ก็ควรแนะนําให้ผู้ป่วยดืม นําตามอย่างพอเพียง เพือให้ร่างกายสามารถขับปัสสาวะในปริมาณทีเหมาะสม และควรดูแลให้ได้รับนําอย่างน้อยวันละ 2,000-3,000 ซีซี เพือลดอัตราการเกิด Crystalluria 6. เนืองจากยาอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาท โดยอาจทําให้เกิดอาการสัน restlessness, lightheadedness, mental confusion, toxic psychosis, และ/หรือ seizure ดังนันต้องใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยทีทราบหรือสงสัยอาการผิดปกติ ทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น severe cerebral arteriosclerosis หรือ seizure disorder หรือปัจจัยอืน ๆ ทีอาจทําให้ผู้ป่วยเกิดอาการชักได้ นอกจากนีการใช้ยา นีอาจทําให้เกิดอาการวิงเวียนและปวดศีรษะได้ ดังนันต้องระมัดระวังหากผู้ป่วย ต้องปฏิบัติงานเกียวกับเครืองจักรกล รวมทังหากเป็นผู้ป่วยรับนอนในโรงพยาบาล หากผู้ป่วยมีอาการมึนงง ซึม ปวดศีรษะ ซึงอาจเป็นอาการทีแสดงของ CNS toxicity ควรรายงานให้แพทย์ทราบ 7. ควรแนะนําให้ผู้ป่วยทีได้รับยา Ciprofloxacin หลีกเลียงการถูกแสงแดดจัด เนืองจากมีรายงานเกิดการแพ้ยาแบบ photosensitivity ในระดับความรุนแรงปาน กลางและรุนแรงมาแล้ว แนะนําให้สวมแว่นตากันแดด หรือหลีกเลียงในทีทีมีแสง จ้า 8. ยานีอาจเกิดการแพ้ยาได้ตังแต่เริมใช้ยาเป็นครังแรก ดังนันควรแนะนําให้ผู้ป่วย ทราบถึงโอกาสการแพ้ยาทีอาจเกิดขึนได้ และควรให้รีบมาพบแพทย์หากเกิด อาการผิดปกติใด ๆ หรือเกิดผืนขึนตังแต่เนิน ๆ 9. ตัวยา Ciprofloxacin จะไวต่อแสง ดังนันควรเก็บยาในสภาพทีป้องกันแสง หากทิง ขวดบรรจุยาไว้ให้ถูกแสงจะคงประสิทธิภาพอยู่ได้เพียง 3 วัน 10. ควรรับประทานยานีก่อนอาการเพือการออกฤทธิเร็ว และจะได้ Cmax เร็วกว่าการ ให้หลังอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณการดูดซึมยาทังหมดจะไม่เปลียนแปลงไม่ ว่าจะรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร 11. ควรแนะนําให้รับประทานยาตรงตามขนาดการรักษา โดยเฉพาะในระยะเริมแรก การรักษา ถ้าหากรับประทานยาไม่ครบตามขนาด อาจทําให้เชือแบคทีเรียดือต่อ ยาได้ 12. ควรตรวจเพาะเชือก่อนเริมการรักษา และในระหว่างการรักษา เพือติดตามผลของ การรักษา 13. บันทึก Intake – Output หากพบว่ามีความไม่สมดุลของนําทัง ๆ ทีได้ให้นําอย่าง เพียงพอแล้ว ควรรายงานแพทย์ทราบ
    • 14. หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เห็นภาพซ้อน ตามัว ควรรีบรายงาน ให้แพทย์ทราบ 15. ดูแลแนะนําไม่ให้เปลียนขนาดยารับประทานเอง และควรได้รับติดต่อกันจนครบ course การรักษา ปฏิกิริยาระหว่างยากับยา 1. Antacids : การให้ Ciprofloxacin รับประทานพร้อมยาลดกรดซึงมี Magnesium หรือ Aluminium จะลดการดูดซึมยา และจะมีผลลดความเข้มข้นของยาในกระแส เลือด และใน urine ได้ จากการศึกษาพบว่า การให้ยา Ciprofloxacin พร้อมกับ Antacid จะทําให้ Bioavailability ของยา Ciprofloxacin ลดลงถึง 90% ถ้า จําเป็นต้องให้ยาลดกรด ควรให้ยา Ciprofloxacin ก่อนให้ยาลดกรด 2 ชัวโมง หรือหลังให้ Antacid 4-6 ชัวโมง นอกจากนียังมียาอืน ๆ ทีทําปฏิกิริยาในลักษณะ เดียวกันกับ Antacid คือ Sucralfate, Didanosine (ยา Didanosine-ddI มี Aluminium และ Magnesium Cations ทําหน้าทีเป็น buffers ในสูตรตํารับ) และ ยาอืน ๆ ทีมี Calcium, ธาตุเหล็ก (Iron) และสังกะสี (Zinc) เป็นองค์ประกอบ 2. Probenecid (ยาลดระดับกรดยูริกในร่างกาย โดยกลไกเพิมการขับกรดยูริกออก ทางปัสสาวะ) : ยา Probenecid จะทําให้ Ciprofloxacin ถูกขับออกจากร่างกาย ทางหลอดไตฝอยลดลง ทําให้ยาทังสองพร้อมกัน จะมีผลลดการกําจัดยา Ciprofloxacin ประมาณ 50% และจะทําให้ระดับยา Ciprofloxacin ในกระแสเลือด สูงขึน 50% 3. Theophylline : การให้ยา Ciprofloxacin พร้อมกับ Theophylline อาจทําให้ ระดับยา Theophylline ในเลือดสูงขึน และอาจเพิมความเสียงในการเกิดอาการไม่ พึงประสงค์จากการทีมีระดับยา Theophylline ในระดับสูงได้ อาการข้างเคียงที อาจพบรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเมือให้ยาพร้อมกัน ได้แก่ คลืนไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อาการสัน กระสับกระส่าย หงุดหงิด อาการ ปันป่วน สับสน ชัก หลอนประสาท หัวใจเต้นเร็ว cardiac arrest ระบบ ทางเดินหายใจล้มเหลว และใจสัน การให้ยาทังสองตัวพร้อมกันดังกล่าว พบว่า มีการเปลียนแปลง pharmacokinetics ของยา Theophylline โดยพบระดับยา Theophylline ในเลือดสูงขึนถึง 17-254% ขณะเดียวกันพบว่า ค่าการกําจัดยา (Theophylline clearance) ของยา Theophylline ลดลง 18-112% นอกจาก Theophylline แล้ว ยังพบว่าตัวยาอืน ๆ หรือเครืองดืมบางอย่างทีมีโครงสร้าง อนุพันธ์ของ Xanthine เช่น กาแฟ (สาร Caffeine มีโครงสร้างของอนุพันธ์ Xanthine derivative) หรือเครืองดืมอืน ๆ ทีมีสาร Caffeine การให้ยา
    • Ciprofloxacin ร่วมกับสารดังกล่าวนี จะทําให้การขับสาร Caffeine ออกจาก ร่างกายลดลง ในรายทีมีการดืมสาร caffeine ในปริมาณมากอาจทําให้ฤทธิของ สาร Caffeine อยู่ในร่างกายยาวนานขึน อาจมีผลต่อหัวใจและกระตุ้นระบบ ประสาทส่วนกลาง เช่น เกิดอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ วิตกกังวล และใจสัน เป็นต้น ดังนันควรระมัดระวัง Drug Interaction ทีอาจเกิดด้วย 4. Iron และ Multivitamins และ Mineral Supplements : ซึงมี Cation ขัวบวก สองขัวหรือสามขัว เช่น ธาตุเหล็ก หรือ สังกะสี อาจมีผลรบกวนการดูดซึมยา Ciprofloxacin ทีให้โดยการรับประทานได้ ผลจะลดระดับความเข้มข้นของยา Ciprofloxacin ทังในเลือดและในปัสสาวะ ดังนันไม่ควรใช้ยากลุ่มเหล่านีพร้อมกับ ยา Ciprofloxacin ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร แม้ทางบริษัทผู้ผลิตจะระบุยา Ciprofloxacin ในชือการค้า CIPRO ของบริษัทเบเยอร์ จะไม่มีผลกระทบต่อการดูดซึมเมือให้ร่วมกับแคลเซียมจากอาหารโดยทัวไป แต่บริษัทมิได้ระบุว่าเป็น อาหารประเภทใดบ้าง และในการประชุมวิชาการเรือง “Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy ครังที 7/2549” ทีจัดขึนโดยสํานักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ร่วมกับคณะเภสัช ศาสตร์ ภูมิภาค 4 สถาบัน ณ โรงแรมเจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมือวันที 1-5 พฤษภาคม 2549 ที ผ่านมา ผศ.ดร.ปรีชา มนทกานติกุล ได้ให้คําอธิบายเพิมเติมว่า แคลเซียมจากอาหารโดยทัวไปทีทาง บริษัทได้กล่าวถึง ไม่มีความชัดเจน แต่ด้วยโครงสร้างของยานีมีบางหมู่ทีสามารถ Form complex กับ Cation ได้ อาหารประเภทนม ปลากระดูกอ่อน ปลากรอบชนิดรับประทานทังกระดูก รวมทังนําแร่ ซึงมี Cation ในปริมาณสูงยังคงควรหลีกเลียง นอกจากนี ยังต้องระมัดระวังการรับประทานยา Ciprofloxacin ร่วมกับเครืองดืมชา กาแฟ หรือเครืองดืมอืน ๆ ทีมีสารคาเฟอีน (สาร Caffeine มี โครงสร้างของอนุพันธ์ Xanthine derivative) เพราะการให้ยา Ciprofloxacin ร่วมกับสารดังกล่าวนี จะ ทําให้การขับสาร Caffeine ออกจากร่างกายลดลง ในรายทีมีการดืมสาร caffeine ในปริมาณมากอาจทํา ให้ฤทธิของสาร Caffeine อยู่ในร่างกายยาวนานขึน อาจมีผลต่อหัวใจและกระตุ้นระบบประสาท ส่วนกลาง เช่น เกิดอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ วิตกกังวล และใจสัน เป็นต้น ดังนันควร ระมัดระวัง Drug Interaction ทีอาจเกิดด้วย ผลลัพธ์จากการใช้ยา 1. สามารถกําจัดหรือทําลายเชือสาเหตุโดยมีหลักฐานจากผลการเพาะเชือภายหลังจากหยุด ยา Ciprofloxacin 72 ชัวโมง โดยพบผล negative ทังจาก specimen ทีเป็นปัสสาวะ เสมหะ เลือด กระดูก อุจจาระ แผล หรือท่อปัสสาวะ หรือ
    • 2. ไข้ลดลง (ลดลงอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียสจากกราฟอุณหภูมิสูงสุดภายใน 3 วันภายหลัง การเริมใช้ยา Ciprofloxacin หรือ 3. ผล WBC count มีค่าอยู่ในช่วงปกติ (3.7-9.4 x 109 /cu mm) หรือ 4. ปรากฏผลว่าอาการดังต่อไปนีหายหรือบรรเทาลง 4.1 UTI : อาการเจ็บหรือปวดบริเวณสีข้าง, ปวดเวลาปัสสาวะหรือปัสสาวะลําบาก ปัสสาวะบ่อย หรือกลันปัสสาวะไม่อยู่ 4.2 ระบบทางเดินหายใจ : อาการไอ, Chest congestion, pleuritic pain (ปวด บริเวณเยือหุ้มปอด), ปริมาณเสมหะ และ Shortness of breath เป็นต้น 4.3 Acute or chronic osteomyelitis : tenderness (ความไวอย่างผิดปกติต่อการ สัมผัสหรือการกด) และ erythema (อาการร้อนแดงเนืองจากเลือดคัง) 4.4 Skin and Skin Structures infection : erythema, tenderness, and purulent drainage (หนองระบายออก) 4.5 Prostatitis : dysuria, frequency, pain, tenderness, and urgency วันทีเริมจําหน่ายยา Ciprofloxacin ในประเทศไทย กันยายน 2531 ปีทีได้รับการ Approved จาก US FDA 1987 ตัวอย่างแบบประเมิน DUE ยา Ciprofloxacin ที ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เคยจัดทํา ประกอบการเสนอผลงาน ระดับ 7 เมือ ปี พ.ศ. 2549 (ดูหน้าถัดไป)
    • ตัวอย่างแบบประเมิน DUE ยา Ciprofloxacin ที ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เคยจัดทําประกอบการเสนอผลงาน ระดับ 7 เมือ ปี พ.ศ. 2549 แบบบันทึกข้อมูลการกํากับประเมินและตรวจสอบการใช้ยา Ciprofloxacin HCl Tablet Ward : IPD Patient Chart No/HN/AN : / / Physician : Diagnosis : Data Collector’s : ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ Age/Sex/Weight : ……..year/…………/…….Kg Date collect data : Date Treated (start-end) : - Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Justification for Drug Use 1. ใช้เป็น Sequential therapy ต่อเนืองจากยาฉีด or - 2. ใช้ในกรณีพิเศษตามคําแนะนําของแพทย์ผู้เชียวชาญด้านโรคติดเชือ - (ข้อ 1. & 2. เป็นเงือนไขการสังใช้ยา Ciprofloxacin Tab : สํานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ, 2548) 3. Urinary Tract Infection or 100% 4. Pyelonephritis or 100% 5. Chronic Bacterial Prostatitis or 100% 6. Acute sinusitis or 100% 7. Lower Respiratory Tract Infections 100% 8. Skin & Skin Structure Infections or 100% 9. Bone & Joint Infections or 100% 10. Intra-Abdominal (ให้ร่วมกับ Metronidazole) or 100% 11. Infectious Diarrhea or 100% 12. Typhoid fever or 100% 13. Urethral & Cervical Gonococcal Infections or 100% 14. Indication อืน ๆ …(ระบุ)…………………………………………… 0% Process Indicators (General) 15. มีการเพาะเชือ specimen และทํา sensitivity test ภายใน 48 ชัวโมงก่อนเริมให้ยา Ciprofloxacin 100% 16. มีการวัด CBC ภายใน 48 ชัวโมงก่อนเริมให้ยา Ciprofloxacin 100% 17. มีการวัดระดับ Serum Creatinine (SCr) หรือ urinary Creatinine clearance (CrCl) ภายใน 48 ชัวโมงก่อนเริมให้ยา Ciprofloxacin 100% 18. ไม่ใช้ยานีในหญิงมีครรภ์ 100% 19. ไม่ใช้ยานีในเด็กอายุตํากว่า 18 ปี (ยกเว้นจะมี Indication ทีเหมาะสม ตาม US FDA กําหนด) 100% 20. ไม่ใช้ยานีในผู้ทีเคยมีประวัติแพ้ยา Nalidixic Acid หรือยาตัวอืน ๆ ในกลุ่ม Quinolones 100%
    • Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Process Indicators (Dosage and treatment duration) (ข้อ 21-37 พิจารณาเฉพาะขนาด&ความถี) 21. If Acute Uncomplicated UTI ให้ยาในขนาด 100 หรือ 250 mg q12h 3 days or 100% 22. If Mild/Moderate UTI ให้ยาในขนาด 250 mg q12h 7-14 days or 100% 23. If Severe/complicated UTI ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 7-14 days or 100% 24. If acute uncomplicated pyelonephritis ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 7-14 days or 100% 25. If chronic bacterial prostatitis (mild/Moderate) ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 28 days or 100% 26. If mild/Moderate Lower RTI ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 7-14 days or 100% 27. If severe/complicated Lower RTI ให้ยาในขนาด 750 mg q12h 7-14 days or 100% 28. If mild/Moderate acute sinusitis ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 10 days or 100% 29. If mild/Moderate Skin & Skin Structure Infection ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 7-14 days or 100% 30. If severe/complicated Skin & Skin Structure Infection ให้ยาใน ขนาด 750 mg q12h 7-14 days or 100% 31. If mild/moderate bone&joint infection ให้ยาในขนาด 500 mg q12h ≥ 4-6 wks or 100% 32. If severe/complicated bone&joint infection ให้ยาในขนาด 750 mg q12h ≥ 4-6 wks or 100% 33. If complicated Intra-abdominal infection (ให้ร่วมกับ metronidazole) ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 7-14 days or 100% 34. If mild/moderate/severe infectious diarrhea ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 5-7 days or 100% 35. If mild/moderate typhoid fever ให้ยาในขนาด 500 mg q12h 10 days or 100% 36. If uncomplicated urethral & cervical gonoccal infections ให้ยา ในขนาด 250 mg single dose or 100%
    • Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Process Indicators (Dosage and Treatment Duration) 37. ในเด็กอายุตํากว่า 18 ปี (1-17 ปี) หากมี indicaton เหมาะสม (Complicated UTI / pyeolephritis) ให้ยา oral ขนาด 10-20 mg/kg max 400 mg/dose q12h 10-21 days (US FDA approved), ขนาด ยาโดยทัวไปสําหรับเด็ก 10-20 ทg/kg/dose maximum ไม่เกิน 750 mg 100% 38. มีการปรับขนาดยาในผู้ป่วยทีมีปัญหาไตบกพร่อง โดยดูจากค่า CrCl เป็นหลัก หาก CrCl > 50 mL/min ใช้ยาในขนาดปกติ, หาก CrCl 30-50 mL/min ให้ยาในขนาด 250-500 mg q12h, และหากมีค่า CrCl 5-29 mL/min ให้ยาในขนาด 250-500 mg q24h 100% 39. มีการให้ยาตามระยะเวลา (Duration) มาตรฐาน (ข้อ 20-36) 100% 40. มีการให้ยาต่อเนือง 2-3 วัน ภายหลังอาการทุเลาลง 100% Process Indicators (Drug Interaction) 41. ไม่มีการให้ยา Ciprofloxacin ร่วมกันกับยาหรืออาหารทีเกิด D/I ระหว่างกันพร้อม ๆ กัน หรือ 100% 42. กรณีมีการให้ยาร่วมกับ Antacids หรือ Sucralfate หรือ didanosine หรือ Multivitamins หรือ ธาตุอาหารเสริม ทีมี Magnesium, Aluminium, Calcium, Iron, Zinc เป็นต้น ต้องให้ยา Ciprofloxacin ก่อนยาเหล่านี 2 ชัวโมง หรือ หลังยาเหล่านี 4-6 ชัวโมง 100% 43. กรณีทีมีการให้ยาร่วมกับ Theophylline มีการ monitor อาการแสดง ทางคลินิกทีอาจเกิดจากระดับยา Theophylline ในเลือดสูง ได้แก่ หัว ใจเต้นเร็ว (Heart rate เพิมขึน), ความดันเลือดสูงขึน กังวล/กลุ้ม และ นอนไม่หลับ เป็นต้น 100% Process Indicators (การให้การพยาบาล) 44. มีการวัด vital signs อย่างน้อย 3 ครังต่อวัน (ตามกะทีพยาบาลขึน เวร) จนกว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการไข้สูง และมีการวัด vital sign อย่างน้อย 1 ครังต่อวันภายหลังจากนันในระหว่างทีมีการใช้ยา Ciprofloxacin 100%
    • Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Process Indicators (การให้การพยาบาล) (ต่อ) 45. มีการให้คําแนะนําและดูแลเกียวกับการใช้ยา ตามหัวข้อดังต่อไปนี อย่างน้อย 3 ใน 6 ข้อ 45.1 ดูแล/แนะนําให้ได้รับนําอย่างเพียงพอ 45.2 แนะนําอาการไม่พึงประสงค์ทีอาจเกิดขึนกับผู้ป่วย 45.3 แนะนําการหลีกเลียงแสงแดดจัด 45.4 แนะนํา/ดูแลให้รับประทานยาตามแพทย์สังอย่างเคร่งครัด/ไม่ เปลียนขนาดยาเอง พร้อมประเมินอาการข้างเคียงทีสําคัญจาก ยานี เช่น อาการข้างเคียงต่อข้อต่อ (โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก) 45.5 บันทึก Intake-Output 45.6 แนะนําโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยานีกับยาอืน ๆ (ถ้าผู้ป่วยมี รายการยาทีอาจเกิด D/I และต้องใช้ร่วมกัน) 100% Process Indicators (การติดตามผล Lab) 45. มีการวัด WBC count อย่างน้อย 1 ครังต่อสัปดาห์ในระหว่างทีมีการ ใช้ยา Ciprofloxacin 100% 46. มีการวัด SCr หรือ Urinary CrCl อย่างน้อย 2 ครังต่อสัปดาห์ใน ระหว่างทีมีการใช้ยา Ciprofloxacin 100% 47. มีการวิเคราะห์ lab Urinalysis อย่างน้อย 1 ครังต่อสัปดาห์ในระหว่าง ทีมีการใช้ยา Ciprofloxacin 100% 48. มีการเพาะเชือและวัดความไวต่อยาจาก Specimen ต่าง ๆ ที เกียวข้อง อย่างน้อย 1 ครัง ตลอดระยะเวลาทีให้ยา Ciprofloxacin 100% Process Indicators (Complications หรือ อาการไม่พึงประสงค์จากยา) 50. ไม่มีอาการ/อาการแสดงของอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา Ciprofloxacin HCl tablet หรือ 100% 51. เกิดการแพ้ยาแบบ Anaphylaxis (ยกเว้นจะมีการหยุดใช้ยาทันที และรักษาอาการแพ้ทีเกิดขึนรวมทังเลือกให้ยาต้านจุลชีพตัวอืนทดแทน) หรือ 0% 52. เกิดอาการแพ้แบบอืน (Cutaneous reactions) : ได้แก่ urticaria, angioedema, maculopapular eruptions, pruritus, erythema multiform และ/หรือ Stevens-Johnson syndrome (ยกเว้นจะมีการประเมินแล้ว พบว่าไม่ได้เกิดจากยานีเป็นสาเหตุ มีการป้องกันหากเกิดเล็กน้อย และ หรือหยุดยาหากเกิดรุนแรง) หรือ 0%
    • Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Process Indicators (Complications หรือ อาการไม่พึงประสงค์จากยา) (ต่อ) 53. เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลืนไส้ ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน หรืออืน ๆ (ยกเว้นมีการประเมินแล้ว พบว่าไม่ได้เกิดจากยานีเป็นสาเหตุ หรือมีการลดขนาดยาลงถ้าอาการ ไม่รุนแรง และหยุดยาถ้ามีการข้างเคียงทีรุนแรง) หรือ 0% 54. เกิดอาการข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น peripheral neuropathy โดยมีอาการแสดง เช่น paresthesia, numbness หรือ ataxia หรือมีปัญหาการทรงตัว หรือมีอาการชัก (ยกเว้นมีการประเมิน แล้วพบว่าไม่ได้เกิดจากยานีเป็นสาเหตุ หรือมีการลดขนาดยาลงถ้า อาการไม่รุนแรง และหยุดยาถ้ามีการข้างเคียงทีรุนแรง) หรือ 0% 55. เกิดอาการข้างเคียงต่อไต เช่น เกิด crystalluria, interstitial nephritis, ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะคัง เลือดออกในท่อปัสสาวะ มีเลือดใน ปัสสาวะ และหรือ nephrotoxicity โดยมีหลักฐานปรากฏอย่างน้อย 1 อย่างดังต่อไปนี 55.1 SCr เพิมขึนอย่างรวดเร็วหรือเพิมอย่างคงทีต่อเนืองมากกว่า หรือเท่ากับ 0.5 mg/dl 55.2 Urine Output ลดลง 50% 55.3 BUN สูงขึน 50% (ยกเว้นมีการประเมินแล้วพบว่าไม่ได้เกิดจากยานีเป็นสาเหตุ หรือมีการ recheck SCr ซําทุกวันจนกระทังระดับ SCr กลับสู่ภาวะปกติ หรือมีการ ปรับขนาดยาให้เหมาะสม) หรือ 0% 56. เกิดอาการไม่พึงประสงค์อืน ๆ ทีเกียวข้องหรือประเมินแล้วน่าจะ เกียวข้องกับยา Ciprofloxacin ตามรายละเอียดใน Ciprofloxacin Drug Monotgraph เช่น Arthralgia 0% Outcome Indicators (Outcome Measures) 57. เชือสาเหตุถูกทําลายหรือกําจัดโดยมีหลักฐานปรากฏจากผลตรวจ specimen ทีเกียวข้องแล้วพบผล negative หรือ sterile 72 ชัวโมง ภายหลังหยุดใช้ยา Ciprofloxacin หรือ 100% 58. อาการไข้ลดลง (โดยลดลงอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียสจากจุดสูงสุด ของอาการไข้ในกราฟวัดอาการไข้ของผู้ป่วย) ภายใน 3 วันภายหลังมี การเริมให้ยา Ciprofloxacin หรือ 100% 59. WBC Count อยู่ในระดับปกติ (3.7-9.4 x 109 /cu mm) หรือ 100%
    • Criteria and Indicators Threshold Yes No C/A N/A Outcome Indicators (Outcome Measures) (ต่อ) 60. ปรากฏผลว่าอาการดังต่อไปนีหายหรือบรรเทาลง 60.1 UTI : อาการเจ็บหรือปวดบริเวณสีข้าง, ปวดเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะลําบาก ปัสสาวะบ่อย หรือกลันปัสสาวะไม่อยู่ 60.2 ระบบทางเดินหายใจ : อาการไอ, Chest congestion, pleuritic pain (ปวดบริเวณเยือหุ้มปอด), ปริมาณเสมหะ และ Shortness of breath เป็นต้น 60.3 Acute or chronic osteomyelitis : tenderness (ความไวอย่าง ผิดปกติต่อการสัมผัสหรือการกด) และ erythema (อาการร้อน แดงเนืองจากเลือดคัง) 60.4 Skin and Skin Structures infection : erythema, tenderness, and purulent drainage (หนองระบายออก) 45.7 Prostatitis : dysuria, frequency, pain, tenderness, and urgency เป็นต้น โดยต้องปรากฏในบันทึกทางการพยาบาลหรือ Progress note 100% 61. Discharge Status : Complete recovery (สามารถรักษาให้หายสู่ ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์) หรือ Improved (ผู้ป่วยมีอาการดีขึน) 100% 62. Follow up status : Recovery, partial improved or improved หรืออาการแสดงของโรคหายหรือบรรเทาลง 100% คําแนะนํา : ทําเครืองหมาย ให้ตรงกับช่องว่างในตารางทีตรงกับข้อมูลทีบันทึกใน Chart ผู้ป่วย C/A = Can not assess (ไม่สามารถประเมินได้), N/A = Not available (ไม่มีข้อมูล)
    • บรรณานุกรม กฤตติกา ตัญญะแสนสุข การประเมินการใช้ยา (Drug Use Evaluation) ใน โอสถกรรมศาสตร์ คณะ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 259-275 กองควบคุมยา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยาต้านจุลชีพกลุ่ม Fluoroquinolones พิมพ์โดย กองควบคุมยา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2540 หน้า 1-21 เกียรติชัย ภูริภิญโญ และคณะ Antibiotic Utilization Study in Srinagarind Hospital 1989 คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยา กรุงเทพ 2547 คณาจารย์ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คู่มือการใช้ ยาสําหรับพยาบาล หจก.ธนบรรณการพิมพ์ เชียงใหม่ 2539 หน้า 115-119 คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา กองการศึกษา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า สาระสําคัญวิชา เภสัชวิทยา พิมพ์ทีบริษัท เอส. อาร์. พรินติง แมสโปรดักส์ จํากัด นนทบุรี 2546 นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์ และธิดา นิงสานนท์ บรรณาธิการ Ciprofloxacin ใน ยาใหม่ในประเทศ ไทย เล่ม 4 โครงการคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2532 หน้า 33-42 ปรีชา มนทกานติกุล เอกสารประกอบการบรรยายเรือง Review and Update on Antimicrobial Agents II (Quinolones, Sulonamides, Tetracycline) ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ งานเภสัชกรรมคลินิก ครังที 7/2549 เรือง Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy ระหว่างวันที 1-5 พฤษภาคม 2549 ณ ห้องตะกัวป่า โรงแรม เจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พิสนธิ จงตระกูล บรรณาธิการ หลักเกณฑ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาบัญชียาหลัก แห่งชาติ พ.ศ. 2547 สํานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ สํานักงาน คณะกรรมการอาหารและยา โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร 2548
    • มยุรา กุสุมภ์ (บรรณาธิการ) รายงานการเฝ้าระวังเชือดือยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ประจําปี 2542 คณะกรรมการโครงการเฝ้าระวังเชือดือยาต้านจุลชีพ ศูนย์เฝ้าระวังเชือดือยาต้านจุล ชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครังที 1. 2545 หน้า 8-14 รุ่งทิวา หมืนปา และคณะ พรมแดนแห่งความรู้ : หนึงทศวรรษของการประเมินการใช้ยาใน โรงพยาบาล วารสารวิชาการสาธารณสุข ปีที 13 ฉบับที 2 มีนาคม – เมษายน 2547 หน้า 277-290 วิทย์ เทียงบูรณธรรม พจนานุกรมแพทยศาสตร์ เล่ม 1 และ 2 สํานักพิมพ์รวมสาส์น กรุงเทพ ฯ 2533 สยมพร ศิรินาวิน, วิษณุ ธรรมลิขิตกุล การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างมีเหตุผล ใน การบริการจัดการเพือ พัฒนาการใช้ยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล สยมพร ศิรินาวิน และคณะ (บรรณาธิการ) สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข 2538 หน้า 9-15 สุชาดา สูรพันธุ์ เอกสารประกอบการบรรยาย เรือง การประเมินการใช้ยา (Drug Use Evaluation) ภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มกราคม 2549 อโนชา อุทัยพัฒน์ และนงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์ บรรณาธิการ Fluoroquinolone ใน เภสัชวิทยา เล่ม 2 ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นิวไทยมิตรการ พิมพ์ (1996) จํากัด 2543 หน้า 172-187 อัมพวัน อภิสริยะกุล คู่มือเภสัชวิทยา บัญชียาหลักแห่งชาติ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2545 หน้า 66 American Society of Hospital Pharmacists. Criteria for Drug Use Evaluation Vol 1-4. Bethesda, MD : ASHP Anonymous. Ciporfloxacin Monograph. Available from internet at www.rxlist.com/cqi/generic/cipro_cp.htm. Accessed February 27, 2006
    • ASHP. AHFS Drug Information. American Society of Health-System Pharmacists, Inc 1999. pp 670-684 ASHP. AHFS Essentials : Ciprofloxacin (Systemic) (pdf) available from internet at www.ashp.org/emergency/ciprofloxacin.pdf assessed March 10, 2006 ASHP. Guidelines on Medication-Use Evaluation. American Society of Health-System Pharmacists, Inc. Approve on April 24, 1996. Available on internet at www.ashp.org/bestpractices/formulary-mgmt/Form_Gdl_MedUseEval.pdf , Accessed February 27, 2006 Bayer Pharmaceuticals Corporation, CIPRO (Ciprofloxacin hydrochloride) TABLETS, 2004 Printed in USA. Available from internet (pdf file) Behta, M et al. The New Fluoroquinolones : A Review of Their Properties. Available from www.emedmag.com/html/pre/fea/features/011501.asp Assessed date : March 14, 2006 Borgsdorf, LR. et al. Drug Facts and Comparisons, Pocket version. Fact and Comparisons. St. Luise, Missouri, 2006 Carey, CF. et al, The Washington Manual of Medical Therapeutics. 29th edition. Lippincott- Raven. Philadelphia. New York. 1998 Fauci, AS et al (eds) Antimicrobial Therapy Harrison’s Principles of Internal Medicine, 14th edition. Companion Handbook. International Editions. McGrawHill. 1998 p369 File, TM and Slama, TG. Fluoroquinolones : Today and Into the Future. 2002 Medscape Portals, Inc. Available from Internet at www.medscape.com/viewprogram/720_pnt assessed March 12, 2006
    • Goldman, MP. Ciprofloxacin Drug Utilization Review and Prospective Drug Use Evaluation. The Annals of Pharmacology : Vol. 24, No. 1, pp. 82-86. 1990 Harvey Whiteney Books Company. Available from www.theannals.com/cqi/content/abstract/24/1/82 Assessed date:March 12, 2006 Itokatzu, GS et al. Infectious Diarrhea in Applied Therapeutics The Clinical Use of Drugs, 8th edition, Koda-Kimble, AM et al eds. Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, Maryland, 2005 pp 62-1 – 62-21 Lugg, JA US and European Guidelines foe Antimicrobial Treatment of Uncomplicated Acute Bacterial Cystitis in Women : How Benefit From Both. Infect Urol 16(3) : 59-64, 2003. Cliggott Publishing. Available from internet at www.medscape.com/viewarticle/460942_print. Assessed March 10, 2006 McEvoy, GK et al. AHFS Drug Information. American Society of Health-System Pharmacists. Wisconcin Ave. Bethesda, MD 1999. pp 670-686 Moore, T et al (ed). Guidelines For Implementing Drug Utilization Review Programs in Hospitals. Russia Rational Pharmaceutical Management Project. Moscow 1997 Mormile, R. et al. Fluoroquinolones in Complicated Pediatric Urinary Tract Infections : A Review of Literature. Infect Urol 15(3) : 3-8, 2002. Cliggott Publishing. Available from internet at www.medscape.com/viewarticle/440188_print. Assessed March 10, 2006 Mosby’s Drug ConsultTM . Ciprofloxacin Hydrochloride (0823) Categories, Drug Classes, Brand names and cost of therapy. Available from Internet at www.mosbysdrugconsult.com/DrugConsult/Top_200/Drugs/e0823.html. Assessed March 12, 2006
    • Oliphant, CM and Green, GM Quinolones : A Comprehensive Review. American Family Physician. Volume 65, Number 3., February 1, 2002. Assess from www.aafp.org/afp Petri, WA. Antimicrobial Agents : Sulfonamides, Trimethoprim-Sulfamethoxazole, Quinolones, and Agents for Urinary Tract Infections In Goodman & Gilman’s The Pharmacological Basis of Therapeutics (Hardman, JG and Limbird, LE editors) 10th edition. The McGraw-Hill Companies, Inc. USA, 2001, pp. 1179-1183 Redmond, OA Risk-benefit experience of ciprofloxacin use in pediatric patients in the United Kingdom. Pediatric Infectious Disease Journal. 16(1):147-149, January 1997 (Abstract from www.pidj.com assess on April 11, 2006)