กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง

on

  • 270 views

กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง ...

กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง
กล่าวถึงสาเหตุ, การรักษา, การป้องกันและลดอาการปวด

Statistics

Views

Total Views
270
Views on SlideShare
270
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
5
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง กายภาพบำบัดกับโรคปวดหลัง Document Transcript

  • กายภาพบําบัดกับโรคปวดหลัง มนุษย์ร้อยละ 80 มักเคยมีประสบการณ์ปวดหลังหรือปวดเอว อาการปวดมักแตกต่างกันไปเช่นบางคนอาจปวด เฉพาะบริเวณเอวหรือหลัง หรือกระเบนเหน็บ บางคนอาจปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง อาจมีอาการ ชาหรือไม่มีก็ได้ บางครั้งอาการรุนแรงมากจนเดินไม่ได้ สาเหตุ 1. การใช้ท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันไม่ถูกต้อง เช่นยกของหนักผิดท่า นั่งทํางานนาน ๆ ทํางานในลักษณะก้ม ๆ เงย ๆ ติดต่อกันนาน ๆ ฯลฯ 2. ความเสื่อมของกระดูกและข้อ 3. ขาดการออกกําลังกายที่เหมาะสม 4. ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กําเนิด เช่นกระดูกสันหลังคด โก่ง หรือ แอ่น 5. มีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่นวัณโรคของกระดูกสันหลัง 6. การได้รับอุบัติเหตุ เช่นตกจากที่สูง หรืออุบัติเหตุที่มีการกระทบกระเทือนบริเวณกระดูกสันหลังรุนแรง 7. การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง 8. อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่น นิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน 9. ปัญหาที่ทําให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต การรักษา 1. ในระยะเฉียบพลัน(ภายใน 1-2 วันแรก) ให้ใช้ความเย็นประคบบริเวณที่มีอาการปวด ประมาณ 10-15 นาที วัน ละ 3-4 ครั้ง หลังจากนั้น 3 วัน จึงเริ่มใช้ความร้อนประคบ ครั้งละ 20 นาที วันละ 1-2 ครั้ง 2. ห้ามบีบนวดหรือดัดเอว เพราะจะทําให้อาการรุนแรงมากขึ้น 3. เมื่ออาการปวดทุเลาให้เริ่มบริหารยืดกล้ามเนื้อ อย่างนุ่มนวลและสม่ําเสมอ 4. ถ้ามีอาการปวดรุนแรงมากขึ้นให้ปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบําบัด
  • การป้องกันและลดอาการปวดหลัง 1. ปฏิบัติกิจวัตรประจําวันด้วยท่าทางที่ถูกต้อง 2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ควรเปลี่ยนท่าทุก ๆ 30 นาที เช่น ขณะนั่งทํางานควรลุก หรือ ขยับตัวบ้าง หรือขณะยืนทํางานควรนั่งพักบ้าง 3. หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกินกําลังหรือการก้มโค้งยกของ 4. ควบคุมน้ําหนักตัวไม่ให้อ้วน 5. ออกกําลังกายสม่ําเสมอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ํา รํามวยจีน แต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยและไม่ควรหนักเกินไป ควร ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอ แม้ไม่มีอาการปวดหลัง เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความแข็งแรง มีความ ยืดหยุ่นและทนทาน เป็นการป้องกันอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี 6. ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบําบัดเพื่อรับการรักษาหรือคําแนะนําที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกต เห็นถึงความผิดปกติ 7. ท่าทางที่ถูกต้องในการทํากิจวัตรประจําวัน ท่ายืน แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานาน ๆ ควรมีที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น จะทํา ให้เอวแอ่นมากขึ้นและปวดหลังได้
  • ท่านั่ง ท่านั่งขับรถ หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก ไม่ควรนั่งห่างจนเกินไปจนเข่าเหยียด ซึ่งจะทําให้กระดูกสันหลังตึง การนั่งทํางานให้นั่งโดยกระดูกสันหลังตรง พิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะมากจะทําให้ กล้ามเนื้อหลังทํางานหนักมาก
  • ท่ายกของ ควรย่อเข่าลง ยกของให้ชิดกับลําตัว แล้วลุกด้วยกําลังขา การก้มหยิบของในท่าเข่าเหยียดตรงจะทําให้ปวดหลังได้ ท่าถือของ ควรถือให้ชิดลําตัวมากที่สุด ถ้าถือห่างจากลําตัวจะทําให้หลังทํางานหนัก ถ้าเป็นของหนักควรหาผู้ช่วยถือ ท่านอน ที่นอนควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ํา ที่นิ่มมากเมื่อนอนที่นอนจะยุบตัวลง หลังจะงอและปวดหลังได้ หลีกเลี่ยงการนอนคว่ําซึ่งจะทําให้กระดูกสันหลังแอ่นมาก ในขณะนอนหงายควรใช้หมอนข้างหนุนใต้โคนขา จะช่วยให้ กระดูกสันหลังไม่แอ่น ท่านอนตะแคงเป็นท่าที่ดีที่สุด ควรให้ขาที่อยู่ด้านล่างเหยียดตรง ขาด้านบนขอเข่า งอสะโพก ก่ายหมอนข้าง
  • บริหารร่างกายเพื่อป้องกันและลดอาการปวดหลัง ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลัง นอนหงายชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง เอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก ยกศีรษะเล็กน้อย ให้คางชิดเข่า ทําค้างไว้นับ 1-10 แล้ว คลายออก พักสักครู่แล้วเริ่มทําใหม่ ทํา 10 ครั้งต่อรอบ ทําวันละ 3-4 รอบ ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะโพก นอนหงายเอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง เกร็งแนบกับพื้น ทําค้างไว้นับ 1- 10 แล้วคลายทํา 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน ทําวันละ 3-4 รอบ ท่าที่ 3 ท่ายืดกล้ามเนื้อสีข้าง นอนหงายชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลําตัวพร้อมกับใช้มือกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ด้านตรงข้ามติดพื้น ตลอดเวลา ทําค้างไว้นับ 1-10 แล้วคลายออกพักสักครู่ แล้วเริ่มบริหารใหม่ ทํา 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้าง หนึ่งในลักษณะเดียวกัน
  • ท่าที่ 4 ท่าเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกและลดความแอ่นของหลัง นอนหงายตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบ กับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น(ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น ก้นจะยกขึ้นเล็กน้อย) ทําค้างไว้นับ 1-5 หรือ 5 วินาที แล้วคลาย ออกพักสักครู่แล้วเริ่มทําใหม่ ทํา 10 ครั้งต่อรอบ ทําวันละ 3-4 รอบ ท่าที่ 5 ท่าเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง นอนคว่ําขาเหยียดตรงมีหมอนเล็ก ๆ รองที่หน้าท้อง แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นประมาณ 30 องศา ค้างไว้ นับ 1-5 แล้ววาง ลง ทําสลับซ้ายขวาช้า ๆ ให้ได้ข้างละ 10 ครั้งต่อรอบ ทําวันละ 3-4 รอบ ประโยชน์ของการบริหารร่างกาย 1. ทําให้กล้ามเนื้อคลายตัว ไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ 2. กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
  • หลักการบริหารร่างกาย 1. เป็นการออกกําลังบริหารร่างกาย หรือเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา 2. ควรบริหารด้วยความตั้งใจ มีสมาธิในการออกกําลัง 3. ควรทําสม่ําเสมอทุกวัน วันละ 3-4 รอบ รอบละ 10 ครั้ง 4. ทําช้า ๆ นุ่มนวล การกระชากหรือเหวี่ยง จะทําให้มีอาการมากขึ้นได้ 5. ท่าบริหารท่าใดที่ทําแล้วรู้สึกปวดมากขึ้นให้หยุดก่อน แล้วปรึกษานักกายภาพบําบัดอีกครั้ง