502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน

on

  • 6,968 views

 

Statistics

Views

Total Views
6,968
Views on SlideShare
6,964
Embed Views
4

Actions

Likes
1
Downloads
78
Comments
0

1 Embed 4

http://somtragoon.wordpress.com 4

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน 502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน Presentation Transcript

  • โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34
  • ผลการเรียนรู้ เพื่อสืบค้น และอธิบายระบบการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ สัตว์และคน
  • วิชา ว 30243 ชีววิทยา 3 คุณครูฐิติพร ปะระมะ ครูที่ปรึกษา ปีการศึกษา 2554
  •  
  • การย่อยอาหารของจุลินทรีย์ การย่อยอาหารของสัตว์ การย่อยอาหารของคน 1 2 3
  •  
    • 1 . 1 รา เนื่องจากรามีผนังเซลล์ จึงไม่สามารถนำสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้ การย่อยอาหารจึงเป็น
    • การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular  digestion)  โดยส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อน แล้วจึงดูดซึมสาร โมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ การย่อยสารโมเลกุลใหญ่โดยราและแบคทีเรีย จะขึ้นอยู่กับเอนไซม์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ยีสต์จริญได้ดีในอาหารพวกน้ำตาลเพราะยีสต์มีเอนไซม์อินเวอร์เทส ในการย่อยสลายน้ำตาล
    1 . การย่อยอาหารของราและแบคทีเรีย
  • ภาพที่ 1 . 1 ภาพเชื้อราบนขนมปัง แสดงโครงสร้างของรา ที่มา : http://www.rogers.k12.ar.us/users/ehutches/tigerbreadmold1.jpg
  • ภาพที่ 1 .2 ภาพแสดงเชื้อราที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นบนขนมปัง ที่มา : www.dkimages.com/discover/previews/758/330848.JPG
    • 1 . 2 แบคทีเรีย แบคทีเรียมีการย่อยอาหารโดยส่งน้ำย่อยออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อนแล้วจึงดูดซึมสารโมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ จัดว่าเป็น การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular digestion) แบคทีเรียบางชนิดสามารถย่อยสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนได้ แต่บางชนิดอาจจะย่อยได้เฉพาะสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก
  • ภาพที่ 1 . 3 ภาพแสดงรูปร่างของแบคทีเรียชนิดต่างๆ
  • ภาพที่ 1 . 4 แสดงโครงสร้างของแบคทีเรีย ที่มา : www.norcalblogs.com
    • โพรโทซัว เป็นโพรตีสต์เซลล์เดียวสร้างอาหารเองไม่ได้ ไม่มีผนังเซลล์แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่มีระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ อาศัยส่วนต่างๆ ของเซลล์ช่วยในการนำอาหารเข้าสู่เซลล์ อาหารที่เข้าไปภายในเซลล์จะอยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ( Food vacuole )
    • ภายในไซโทพลาสซึมจากนั้น ไลโซโซมภายในเซลล์จะย่อยอาหารซึ่งเป็น การย่อยภายในเซลล์ ( Intracellular digestion) กากอาหารจะถูกกำจัดออกโดยการแพร่ เช่น อะมีบา พารามีเซียม และยูกลีนา
    2 . การย่อยอาหารของโพรโทซัว
    • 2 . 1 อะมีบา อะมีบาเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย เท้าเทียม อาหารของอะมีบาประกอบ ด้วยเศษสารอินทรีย์ เซลล์แบคทีเรีย สาหร่ายและ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อะมีบานำอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์โดยวิธี ฟาโกไซโทซีส โดยยื่น ซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุง เรียกว่าฟูดแวคิวโอลต่อจากนั้นไซโทพลาสซึมของอะมีบาจะสร้างน้ำย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดเกลือ ( HCl ) ออกมาย่อยอาหารภายใน ฟูดแวคิวโอล การเคลื่อนไหวของไซโทพลาสซึมจะทำให้สารอาหารต่างๆ ถูกลำเลียงไปทั่ว ๆ เซลล์ ส่วนกากอาหารที่เหลือขนาดเล็กจะถูกขับออกทางเยื่อหุ้มเซลล์โดยการแพร่
  • ภาพที่ 1 . 5 แสดงอาหารเข้าสู่เซลล์ของอะมีบาโดย Endocytosis การย่อยอาหาร ( Digestion ) และอาหารออกจากเซลล์ของอะมีบาโดย Exocytosis
  • ภาพที่ 1 . 6 ภาพแสดงอะมีบายื่นซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหาร ทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุงเรียกว่าฟูดแวคิวโอล
  • ภาพเคลื่อนที่ 1 . 1 ภาพอะมีบายื่นไซโทพลาสซึมออกไปส่วนที่ยื่นเรียกว่าซูโดโพเดียม
  • ภาพเคลื่อนที่ 1. 2 อาหารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์โดยฟาโกไซโทซีสออร์แกเนลล์ไลโซโซม ปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร ที่มา : http: // student . ccbcmd . edu / -gkiser / biotutorials / eustruct / phagocyt . html
    • 2 . 2 พารามีเซียม พารามีเซียมเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย ขนเซลล์ ( Cilia ) อาหารของพารามีเซียมก็คล้ายกับของอะมีบา พารามีเซียมจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ทาง ร่องปาก ( Oral groove ) โดยซีเลียที่อยู่บริเวณ ร่องปากช่วยโบกพัดอาหารเข้าไปจนถึงปาก ( Mouth ) ที่อยู่ปลายสุดของช่องนี้ อาหารนั้นจะถูกนำเข้าเซลล์อยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ขณะที่ฟูดแวคิวโอลเคลื่อนที่ไปจะมีการย่อยอาหารเกิดขึ้นโดยเอนไซม์จากไลโซโซม ทำให้ฟูดแวคิวโอลมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ สารอาหารที่ได้จากการย่อยก็จะกระจาย และแพร่ไปได้ทั่วทุกส่วนของเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยก็จะถูกขับออกจากเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป
  • ภาพที่ 1. 7 ภาพซ้ายแสดงการเคลื่อนที่ของฟูดแวคิวโอลในพารามีเซียม ภาพขวาแสดงร่องปาก ซิเลีย ฟูดแวคิวโอล ที่มา : รูปซ้าย www.biologycorner.com รูปขวา www.cartage.org.lb
  • ภาพเคลื่อนที่ 1. 3 การเคลื่อนไหวของซิเลีย ที่มา : www.people . eku . edu ./ ritehisong / 301notcsi
    • อะมีบาและพารามีเซียมมีวิธีการกินอาหารที่แตกต่างกัน คืออะมีบาจะนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการฟาโกไซโทซีส และพิโนไซโทซีส เพราะไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยเฉพาะ แต่ของพารามีเซียมมีขนเซลล์ที่บริเวณร่องปากและร่องปากทำหน้าที่เป็นทางเข้า ออกของอาหารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกว่า
    • 2 . 3 ยูกลีนา ยูกลีนาได้อาหารโดยวิธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากมี
    • โครมาโทฟอร์ ( Chromatophore ) ซึ่งเป็นรงควัตถุ จึงสังเคราะห์แสงได้ นอกจากนี้ยังดำรงชีพด้วยการย่อยสารอาหารที่อยู่รอบๆตัวแล้วส่งเข้าร่องปาก ตัวยูกลีนาจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมที่มีอินทรีย์สารละลายอยู่ในปริมาณสูง ได้ 2 วิธี คือ
    • 2 . 3 . 1 การดูดเอาอินทรีย์สารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์โดยตรง
    • 2 . 3 2 ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคนแฟลกเจลลัม ( Gullet ) ซึ่งที่ปลายบนสุด
    • ของช่องนี้จะมีปาก ( Mouth ) เปิดอยู่ อาหารที่ลอยอยู่ในน้ำจะผ่านเข้าสู่ช่องนี้ แล้วเข้าสู่ภายในเซลล์
  • ภาพที่ 1. 8 ภาพบนซ้ายแสดงภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ ภาพขวาแสดงโครงสร้างของยูกลีนา ที่มา : www.cartage.org.lb
  •  
  •  
  •  
    • สัตว์แต่ละชนิดมีการนำสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและย่อยอาหารอย่างไร
    • การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิด
    • สัตว์บางชนิด เช่น ฟองน้ำไม่มีระบบทางเดินอาหาร แต่จะมีเซลล์พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วทำการย่อยภายในเซลล์สัตว์บางชนิดมีระบบ ทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีช่องเปิดทางเดียว เช่น ไฮดรา พลานาเรีย
    • สัตว์บางชนิดเช่น ไส้เดือนดิน แมลงและสัตว์มีกระดูกสันหลังมีระบบ ทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือมีปากและทวารหนัก ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เหล่านี้จะมีโครงสร้างรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและพฤติกรรมการกิน
  • 1. การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
    • ฟองน้ำ ( Sponge ) เป็นสัตว์ใน ไฟลัมพอริเฟอรา   ไม่มีปากและทวารหนักที่แท้จริงทางเดินอาหารเป็น แบบร่างแห ( Channel network ) ซึ่งไม่ใช่ทางเดินอาหารที่แท้จริง เป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ ข้างลำตัว เรียกว่า ออสเทีย ( Ostia ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำเป็นการนำอาหารเข้าสู่ลำตัว ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัว เรียกว่า ออสคิวลัม ( Osculum ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก ผนังด้านในมีเซลล์พิเศษ เรียกว่า เซลล์โคแอนโนไซต์ ( Choanocyte ) โบกพัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการไหลเวียนของอาหาร ตัวเซลล์โคแอนโนไซต์นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดย
    • ฟาโกไซโทซีส ( Phagocytosis ) เกิดเป็นฟูดแวคิวโอลและมีการย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลนอกจากนี้ยังพบเซลล์ บริเวณใกล้กับเซลล์โคแอโนไซต์มีลักษณะคล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีโบไซต์ ( Amoebocyte ) สามารถนำสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์และย่อยอาหารภายในเซลล์แล้วส่งอาหารที่ย่อยแล้วไปยังเซลล์อื่นได้
    1.1 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีทางเดินอาหาร
  • ภาพที่ 2 . 1 แสดงโครงสร้างภายในของฟองน้ำ เซลล์โคแอโนไซด์ ในการจับอาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm
  • ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก อาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm   ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก
    • เป็นทางเดินอาหารที่มีทางเปิดทางเดียว คือ มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก  ปากทำหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหารและทางออกของกากอาหาร ระบบทางเดินอาหารยังไม่พัฒนามากนัก
    • ไฮดรา เป็นสัตว์ใน ไฟลัมไนดาเรีย มีทางเดินอาหารเป็น แบบปากถุง
    • ( One hole sac ) ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด เรียกว่า หนวดจับ ( Tentacle ) ซึ่งมีอยู่รอบปาก อาหารของไฮดราคือ ตัวอ่อนของกุ้ง ปู และไรน้ำเล็กๆ และใช้เซลล์ที่มี เนมาโทซิสต์ ( Nematocyst)  หรือเข็มพิษที่อยู่ที่ปลายหนวดจับในการล่าเหยื่อ ต่อจากนั้นจึงส่งเหยื่อเข้าปาก ทางเดินอาหารของไฮดราอยู่กลางลำตัวเป็นท่อกลวงเรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ ( Gastrovascular cavity ) ซึ่งบุด้วยเซลล์ทรงสูง เรียกว่า ชั้นแกสโตรโดรมิส ( Gastrodermis ) เป็นเยื่อชั้นในบุช่องว่างของลำตัวซึ่งประกอบด้วย
    1.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ ( Incomplete digestive tract )
    • 1. นิวทริทิพ เซลล์ ( Nutritive cell ) บางเซลล์มีแซ่ 2 เส้น เรียกว่า แฟลเจลเลตเซลล์ (Flagellate cell) บางเซลล์คล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีบอยด์เซลล์ ( Amoebiol cell ) ทำหน้าที่ยื่นเท้าเทียมออกมาล้อมจับอาหาร ส่วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายใน ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป
    • 2. เซลล์ต่อมหรือเซลล์ย่อยอาหาร ( Gland cell or digestive cell ) เป็นเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยและปล่อยออกมา ซึ่งการย่อยอาหารโดยเซลล์ต่อม จัดเป็นการย่อยอาหารแบบนอกเซลล์ ส่วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จัดเป็นการ ย่อยอาหารแบบภายในเซลล์
  • ภาพที่ 2. 2 แสดงช่องว่างกลางลำตัวของไฮดรา ( Gastrovascular cavity ) เซลล์จับอาหารกิน ( Nematosis ) และเซลล์พิเศษที่สร้างน้ำย่อยของไฮดรา ที่มา : www.baanlast.th.gs / web-b / aanlastle.htm
    • หนอนตัวแบน เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) ได้แก่ พลานาเรีย พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืด
    • พลานาเรีย ทางเดินอาหารของพลานาเรียเป็น แบบ 3 แฉก แต่ละแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหารแตกแขนงย่อยออกไปอีกเรียกว่า ไดเวอร์ทิคิวลัม ( Diverticulum ) ปากอยู่บริเวณกลางลำตัว ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) มีลักษณะคล้ายงวงยาวหรือ โพเบอซิส ( Probosis ) มี กล้ามเนื้อแข็งแรง มีหน้าที่จับอาหารเข้าสู่ปาก กากอาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะถูกขับออกทางช่องปากเช่นเดิม การย่อยอาหารของพลานาเรียเป็นการ ย่อยภายนอกเซลล์ นอกจากนี้เซลล์บุผนังช่องทางเดินอาหารยังสามารถฟาโกไซโทซิสจับอาหารเข้ามาย่อยภายในเซลล์ได้ด้วย
  • ภาพที่ 2.3 ภาพซ้ายแสดงคอหอยที่ใช้จับอาหารและปาก และภาพขวาแสดงทางเดินอาหารของพลานาเรีย ที่มา : รูปซ้าย www. johnson.emcs.net รูปขวา www.geocities.com
    • 2. พยาธิใบไม้ มีทางเดินอาหาร คล้ายพลานาเรีย แต่ทางเดินอาหารส่วนลำไส้ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีลักษณะคล้ายอักษรรูปตัววาย ( Y–shape ) ทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้ประกอบด้วยปากปุ่มดูด ( Oral sucker ) ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต์ ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) ต่อจากคอหอยเป็นหลอดอาหารสั้น ๆซึ่งจะต่อกับลำไส้ ( Intestine )
    ภาพที่ 2.4 แสดงทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้และอวัยวะภายในบางชนิด ที่มา : geocities.com
    • 3. พยาธิตัวตืด ไม่มีระบบทางเดินอาหาร เพราะอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกแปรสภาพเรียบร้อยแล้วโดยผู้ถูกอาศัย
    • ใช้กระบวนการแพร่ของสารอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกาย
    ภาพที่ 2.5 ลักษณะของพยาธิตัวตืด ที่มา : www.kateteneyck.com
  • ภาพที่ 2.6 ภาพตัวโตเต็มวัยของพยาธิตัวตืดที่เน้นให้เห็นส่วนหัว โดยเฉพาะส่วนที่ใช้เกาะดูด ( Sucker ) ที่มา : www.thailabonline.com/bacteria/tenia1.jpg
    • หนอนตัวกลม เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมเนมาโทดา (Nematoda) มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง หรือ ท่อกลวง (Two hole tube) มีคอหอยเป็นกล้ามเนื้อหนาช่วยในการดูดอาหาร มีลำไส้ยาวตลอดลำตัว อาหารที่หนอนตัวกลมกินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมโดยลำไส้
    1.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ( Complete digestive tract )
    • ทางเดินอาหารของหนอนตัวกลมเรียงตามลำดับต่อไปนี้
    ปาก คอหอย ลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.7 แสดงทางเดินอาหารของหนอนตัวกลม มีปากและทาวารหนัก ที่มา : www.uic.edu/classes/bios/bios 100/ labs/animaldiversity.htm
    • ไส้เดือนดิน เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมแอนนิลิดา มีระบบทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินประกอบด้วยปาก ซึ่งเป็นรูเปิดทางด้านหน้าของปล้องที่หนึ่ง ต่อจากปากก็จะเป็น ช่องปาก (Buccal cavity) คอหอยมีกล้ามเนื้อหนาช่วยในการฮุบกิน มีกระเพาะพักอาหารและมีกึ๋นช่วยในการบดอาหาร ลำไส้สร้างน้ำย่อยปล่อยออกมาย่อยอาหาร สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด เพื่อลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่วนสารที่ย่อยไม่ได้ก็จะถูกขับออกทางช่องทวารหนักที่อยู่ทางส่วนท้ายของลำตัวเป็นกากอาหาร
  • ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.8 แสดงส่วนประกอบของทางเดินอาหารของไส้เดือนดิน ที่มา : www.anatomy.th
    • กุ้ง เป็นสัตว์ขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่อง
    • เปิด 2 ทาง (Two hole tube) แบ่งเป็น 3 ตอน คือ
    • 1. ทางเดินอาหารตอนหน้า (Stomodaeum) ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบปาก 3 คู่
    • ช่วยในการกินเคี้ยวอาหารและมี ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) ทำหน้าที่สร้าง
    • น้ำย่อย มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ซึ่งกระเพาะอาหารของกุ้ง ทำหน้าที่ 2 อย่าง
    • คือ เป็นที่พักและบดอาหาร
    • 2. ทางเดินอาหารตอนกลาง ( Mesenteron ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกระเพาะ
    • อาหาร และมีช่องรับน้ำย่อย ทางเดินอาหารส่วนนี้จึงทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร
    • 3. ทางเดินอาหารตอนปลาย (Protodaeum) เป็นส่วนที่เรียกว่าลำไส้ เป็นท่อ
    • เล็ก ๆ พาดไปทางด้านหลังของลำตัว และไปเปิดออกที่ส่วนท้ายของส่วนท้อง
    • เรียกว่า ทวารหนัก
  • ทางเดินอาหารของกุ้งเรียงตามลำดับดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารตอนกลาง ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.9 แสดงทางเดินอาหารของกุ้ง ที่มา : www.infovisual.info/02/img_en/025%20Internal%...
    • แมลง เป็นสัตว์ในกลุ่มขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ปากของแมลงมีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไป ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของอาหารที่แมลงแต่ละชนิดกิน แต่แมลงมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญ่ อยู่บริเวณทรวงอก และ กระเพาะบดอาหาร (Gizzard) ช่วยในการกรองและบดอาหาร มี ต่อมสร้างน้ำย่อย ( Digestive gland ) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ 8 อัน ยื่นออกมาจากทางเดินอาหารระหว่างกึ๋นและกระเพาะอาหาร
  • ทางเดินอาหารของแมลงเรียงตามลำดับได้ดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้เล็ก ทวารหนัก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ภาพที่ 2.10 แสดงทางเดินอาหารของตั๊กแตน ที่มา : kentsimmons.uwinnipeg
    • หอยกาบ เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมมอลลัสกา มีทางเดินอาหารเป็น
    • แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) หอยกาบมีทางเดินอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรงและทวารหนัก การกินอาหารของหอยกาบ จะใช้ เลเบียลพัลพ์ (Labial palp)
    • ข้างละ 1 คู่ ของปาก ช่วยพัดโบกให้อาหารตกลงไป ในปาก
  • ทางเดินอาหารของหอยกาบเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.11 แสดงทางเดินอาหารของหอย ที่มา : www.cnsweb.org/digestvertebrates
  • 2. การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีกระดูกสันหลัง
    • ปลา เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ปลามีทั้งปลาปากกลมซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกรขอบของปากและลิ้นมีฟันใช้ขูดเนื้อและดูดกินเลือดสัตว์อื่น ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือน บันไดเวียน ( Spiral valve ) ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหารเคลื่อนตัวไปเร็ว และพวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟันรูปกรวย มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปากทำหน้าที่รับสัมผัส พวก ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาพวกนี้จะมี ลำไส้สั้น ส่วน ปลากินพืช เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมี ลำไส้ยาว
    2.1 การย่อยอาหารของปลา
  • ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ทวารหนัก คอหอย กระเพาะอาหาร ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงทางเดินอาหารของปลา ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี . 2544. ชีววิทยาเล่ม . บทที่ 5 หน้า 32
  • ภาพที่ 2.13 แสดงลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันไดเวียน ( Spiral valve ) ของปลาฉลาม ที่มา : library.think.org
    • ได้แก่ นก เป็ด ไก่ ซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดา ( Chordata ) ทางเดินอาหารประกอบด้วยปากซึ่งไม่มีฟัน ต่อมน้ำลายเจริญไม่ดี แต่สร้างเมือกสำหรับคลุกเคล้าอาหารและหล่อลื่นได้ มีคอหอยสั้น หลอดอาหารยาว มี ถุงพักอาหาร ( Crop ) ซึ่งทำหน้าที่เก็บอาหารสำรองไว้ย่อยภายหลัง กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กระเพาะตอนหน้าหรือ กระเพาะย่อย ( Proventriculus ) ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย และกระเพาะอาหารตอนท้ายหรือ กระเพาะบด ( Gizzard ) ต่อจากกระเพาะบดเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ส่วนท้ายเป็น โคลเอกา ( Cloaca ) ที่มีท่อไตและท่อของระบบสืบพันธุ์มาเปิดเข้าด้วยกัน และทวารหนักซึ่งเป็นส่วนท้ายสุด
    2.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดปีก
  • ทางเดินอาหารของสัตว์ปีกเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก กระเพาะ พัก อาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กึ๋น ภาพที่ 2.14 แสดงทางเดินอาหารของนก ที่มา : www.kidwings.com
  • ภาพที่ 2.15 แสดงทางเดินอาหารของไก่ ที่มา : www.dpi.qld.gov.au/images/AnimalIndustries_Po...
    • ได้แก่ วัว ควาย จะมีโครงสร้างของทางเดินอาหารแตกต่างจากคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ อยู่ 2 ประการ คือ
    • 1. การมีทางเดินอาหารที่ยาวมากๆ ยาวถึง 40 เมตร ทำให้ระยะเวลาในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารนานยิ่งขึ้น กระเพาะอาหารของวัวและควายแบ่งออกเป็น 4 ส่วน มีชื่อและลักษณะเฉพาะ ได้แก่
    • 1 . 1 กระเพาะผ้าขี้ริ้วหรือรูเมน ( Rumen ) เป็นกระเพาะอาหารที่มีจุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียและ โพรโทซัวจำนวนมาก จุลินทรีย์พวกนี้สร้างน้ำย่อยเซลลูเลส ย่อยสลายเซลลูโลสจากพืชที่กินเข้าไปและสามารถสำรอกอาหารออกมาเคี้ยวเอื้องเป็นครั้งคราวเพื่อบดเส้นใยให้ละเอียดจึงเรียกสัตว์พวกนี้ว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง
    • 1 . 2 กระเพาะรังผึ้งหรือเรติคิวลัม ( Reticulum ) ทำหน้าที่ย่อยนม เมื่อโค กระบือยังเล็กอยู่ และมีจุลินทรีย์เช่นเดียวกับกระเพาะอาหารส่วนรูเมน
    2.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดกินพืช
    • 1 . 3 กระเพาะสามสิบกลีบหรือโอมาซัม ( Omasum ) ทำหน้าที่ผสมและบดอาหาร นอกจากนี้ยังดูดซึมและซับน้ำจากรูเมนอีกด้วย
    • 1.4 กระเพาะจริงหรืออะโบมาซัม ( Abomasum ) มีการย่อยอาหารและ
    • จุลินทรีย์ไปพร้อมๆกัน แล้วจึงส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยให้สมบูรณ์เมื่ออาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กตอนต้น จะมีการย่อยโปรตีน ไขมันและแป้งจากน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับ จากนั้นก็ดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนต่อไป
  • ภาพที่ 2.16 แสดงทางเดินอาหารของวัว ที่มา : www.nicksnowden.net/images/cow_cutaway_rumina
  •  
  •  
  •  
    • การย่อยอาหาร ( Digestion ) คือ กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์
    คนมี ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง 2 ช่องมีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร
    • การย่อยอาหารมี 2 วิธี คือ
    • 1. การบดให้ละเอียด ( Mechanical digestion ) โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการ
    • เคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่า
    • เพอริสทัลซีส ( Peristalsis )
    • 2. การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร ( Digestive enzyme ) เป็นกระบวนการทางเคมี
    • ( Chemical digestion ) เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ใน
    • การย่อยอาหาร เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่า
    • ไฮโดรเลส ( Hydrolase ) เอนไซม์ ( Enzyme ) คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่ง
    • สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต
    • แบ่งเป็น 3 ชนิด
    • Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต
  • ภาพที่ 3 . 1 การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหารติดต่อกันเป็นลูกคลื่น เรียกว่าเพอริสทัลซีส ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/spanish/ency/images/ency/fullsize/9736.jpg
  • 1.Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
    • Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ
    •  
    • ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก
    • Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
    • 2. Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ
    ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน
    • Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ
    •  
    • ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน
    • 3.Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ
    ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
    • Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ
    •  
    • ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
    • Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ
    •  
    • ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
    • อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ 9 เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้
    • 1. อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร
    อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
    • ประกอบด้วยขากรรไกร ( Jaw ) บนและขากรรไกรล่าง เพดานแข็ง เพดานอ่อน ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลาย
    1.1 ปากและโพรงปาก ( Mouth and mouth cavity ) ภาพที่ 3 . 2 ภาพแสดงปากและอวัยวะในโพรงปาก ที่มา : snore-gonomics.com
    • ปาก ( Mouth ) เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก จะถูกบดด้วยฟัน มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย
    • ฟัน ( Teeth ) มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่ คือ ฟันตัด ( Incisor ) ฟันฉีก ( Canine ) ฟันกรามหน้า ( Premolar ) ฟันกรามหลัง ( Molar )
  • ภาพ ที่ 3 . 3 แสดงตำแหน่งฟันทั้ง 4 ชนิด ( Incisor ,Canine ,Premolar และ Molar ) ที่มา : www.remedypost.com/site-images/teeth.jpg
    • ฟันของคนเรามี 2 ชุด คือ
    • 1 . ฟันน้ำนม ( Temporary teeth ) เป็นฟันชุดแรก มี 20 ซี่ จะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เริ่มหักเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ
    • สูตรฟันน้ำนมของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 0 : 2
    • 2 . ฟันแท้ ( Permanent teeth ) เป็นฟันชุดที่ 2 มีจำนวน 32 ซี่ จะงอกครบเมื่ออายุประมาณ 13 ปี
    • สูตรฟันแท้ของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 2 : 3
    • โครงสร้างของฟันประกอบด้วย ตัวฟัน ( Crown ) จะมีสารเคลือบฟัน ( Enamel ) เป็นสารที่มีความแข็งเนื้อแน่นมาหุ้มอยู่ช่วยไม่ให้ฟันผุง่าย ซึ่งถัดจากสารเคลือบฟันเข้าไปก็จะเป็นเนื้อฟัน ( Dentine ) ต่อจากเนื้อฟันจะเป็นโพรงฟัน ( Pulp cavity เป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทฟัน ส่วนที่เป็นลักษณะเรียวต่อจากคอฟันมีลักษณะคล้ายขาเรียกว่ารากฟัน ( Root ) รากฟันฝังอยู่ในช่องกระดูกขากรรไกรมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสารซีเมนตัม ( Cementum ) หุ้มอยู่
  • ภาพที่ 3 . 4 รูปร่างลักษณะของตัวฟัน คอฟัน และรากฟัน ที่มา : faculty/web_bed/apichat/digestive/picture/teeth02.jpg
    • ลิ้น ( Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง มีเยื่อปกคุลม ลิ้นทำหน้าที่บอกตำแหน่งอาหาร กลืนอาหารและเปล่งเสียง และมีหน่วยรับรู้สารเคมี ( Chemoreceptor ) ในการรับรสอาหาร และคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน ( Bolus ) แล้วช่วยส่งอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารส่วนถัดไป
    ภาพที่ 3 . 5 ลิ้นและตำแหน่ง ของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
    • ต่อมน้ำลาย ( Salivary gland ) สร้างน้ำลาย ( Saliva ) ซึ่งประกอบด้วย เอนไซม์
    • อะไมเลส น้ำ และเมือก ประกอบด้วยต่อมน้ำลายมี 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual gland ) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ( Submaxillary gland หรือ Submandibular gland ) และต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid gland ) ดังแผนภาพ
    ภาพที่ 3 . 6 ตำแหน่งของต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่ของคน ที่มา : health.allrefer.com
    • การหลั่งน้ำลาย ( Salivation ) การหลั่งน้ำลายออกมาวันละ 1,000 - 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะเกิดเมื่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น เช่น การมองเห็นอาหาร กลิ่นอาหาร รสอาหาร หรือความนึกคิด ทำให้หลั่งน้ำลายส่วนใส ๆ ออกมา น้ำลายชนิดใสเป็นน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลสอยู่ด้วย ทำให้โมเลกุลของแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลมอลโทส ส่วนน้ำลายชนิดเหนียวจะมี เมือก ( Mucus ) อยู่มากทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นอาหาร เพื่อสะดวกในการกลืน และการผ่านอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร
    • อาหารถูกกลืนโดยลิ้นดันก้อนอาหารไปทางด้านหลังลงสู่ช่องคอ เมื่อเริ่มการกลืน เพดานอ่อน ( Soft plate ) ยกขึ้นปิดช่องจมูก ฝาปิด กล่องเสียง ( Epiglottis ) จะปิดหลอดลม กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย หดตัวดันก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหาร
    1.2 คอหอย ( Pharynx ) ภาพที่ 3 . 7 แสดงโครงสร้างของคอหอย เพดานอ่อน ฝาปิดกล่องเสียง ที่มา : www.oncologychannel.com/onc/Images/pharynx.gif
    • หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหารจะทำให้เกิดการหดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่นของผนังกล้ามเนื้อหลอดอาหาร ซึ่งเรียกว่า เพอริสทัลซิส ( Peristalsis ) ไล่ให้อาหารตกลงสู่กระเพาะอาหาร
    1.3 หลอดอาหาร ( Esophagus )
  • ภาพที่ 3 . 8 ตำแหน่งของหลอดอาหารต่อจากคอหอยและอยู่ด้านหลังหลอดลม ที่มา : www.freewebs.com
  • ภาพที่ 3 . 9 แสดงการหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ ของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังหลอดอาหารแบบเพอริสทัลซีส ที่มา : www.thaigoodview.com
  • 1.4 กระเพาะอาหาร ( Stomach ) กระเพาะอาหาร อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม เป็นถุงกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ดี แข็งแรงมาก สามารถขยายความจุได้ถึง 500 – 2,000 cm 3 ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อย 35 ล้านต่อม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เรียกว่า Gastic juice มีกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูด ที่ต่อกับ หลอดอาหาร ( Cardiac sphincter ) และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับ ลำไส้เล็ก ( Pyloric sphincter ) น้ำย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆเรียกว่า ไคม์ ( Chyme ) จะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป
    • กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ คาร์เดีย ( Cardia ) ฟันดัส ( Fundus ) ตัวกระเพาะ ( Body ) และไพลอรัส ( Pylorus )
    ภาพที่ 3 . 10 โครงสร้างของกระเพาะอาหารซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และโครงสร้างของผนังกระเพาะอาหารของคน ที่มา : faculty.southwest.tn.edu
    • การหลั่งเอนไซม์ในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมนแกสตริน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ฮอร์โมนแกสตรินกระตุ้นให้หลั่ง เพปซิโนเจน ( Pepsinogen ) และโพรเรนนิน ( Prorennin ) กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินให้เป็นเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งต่อไปยังดูโอดีนัม
    • อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ย่อยเคลื่อนที่ผ่านกล้ามเนื้อ
    • หูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาว
    • ประมาณ 6 – 7 เมตร กว้าง 2 . 5 เซนติเมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่ง
    • ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นเรียก ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 25
    • เซนติเมตร ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 . 50
    • เมตร ส่วนท้ายเรียก ไอเลียม ( Ileum ) ยาวประมาณ 4 เมตร
    1.5 ลำไส้เล็ก ( Small intestine )
  • ภาพที่ 3 . 11 แสดงส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เ ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/images/ency/fullsize/19221.jpg
    • เซลล์ผนังของลำไส้เล็กมีการผลิตเอนไซม์
    • - อะมิโนเพปทิเดส ไดเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส ย่อยโปรตีน
    • - เอนเทอโรคิเนส เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็นทริปซิน
    • - ซูเครส แลกเทส มอลเทส ย่อยซูโครส แลกโทส และมอลโทส ตามลำดับ
    • - ไลเพส ย่อยไขมัน
    • อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็ก จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1 . 50 เมตร ประกอบด้วย ซีกัม ( Caecum ) โคลอ ( Colon )
    • และ ไส้ตรง ( Rectum ) ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบี 12 ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น และส่งกากอาหารออกทางไส้ตรงต่อไป
    1.6 ลำไส้ใหญ่ ( Large intestine )
    • ส่วนซีกัมจะมีไส้ติ่ง ( Appendix ) ยื่นออกจากซีกัมไป ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร
    ภาพที่ 3 . 12 แสดงลำไส้ใหญ่ส่วนซีกัมซึ่งมีไส้ติ่งอยู่และส่วนโคลอนของลำไส้ใหญ่ ที่มา : graphics 8. nytimes.com
      • เมื่อกากอาหารถูกส่งเข้าสู่ไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดิน
    • อาหาร ปฏิกิริยารีเฟ็กซ์กระตุ้นให้ขับอุจจาระออกจากร่างกาย
    1.7 ไส้ตรง ( Rectum ) ภาพที่ 3 . 13 แสดงส่วนของไส้ตรงที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ ที่มา : www.answers.com
    • เป็นกล้ามเนื้อหูรูด 2 ชั้น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันในทำงานนอกอำนาจจิตใจ แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ ทวารหนักอยู่ต่อกับไส้ตรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบีบตัวช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร
    1.8 ทวารหนัก ( Anus ) ภาพที่ 3 . 14 ภาพทวารหนัก ( Anus ) ที่มา : pps.uwhealth.org/health/adam/graphics/images/en/7135.jpg
  • 2. อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารแต่ไม่ใช่ทางเดินอาหาร
    • ตับ ( Liver ) ทำหน้าที่สร้างน้ำดีส่งให้ถุงเก็บน้ำดี
    • ถุงน้ำดี ( Gallbladder ) เป็นที่เก็บน้ำดีที่สร้างจากตับ น้ำดีมีสีเหลืองปนเขียว
    • รสขม มีฤทธิ์เป็นเบส ถุงน้ำดีทำหน้าที่สะสมน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้น และขับน้ำดี
    • เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น
    2.1 ตับ ( Liver ) และถุงน้ำดี ( Gallbladder ) ภาพที่ 3 . 15 แสดงตำแหน่งตับ ที่มา : static.howstuffworks.com
  • ภาพที่ 3 . 16 แสดงตำแหน่งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตำแหน่งที่น้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www.nlm.nih.gov
    • ตับอ่อน มีรูปร่างคล้ายใบไม้ อยู่บริเวณส่วนใต้ของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ ดังนี้
    • - ทริปซิโนเจน ไคโมทริปซิโนเจน โพรคาร์บอกซิเพปทิเดส ส่งไปยังลำไส้เล็ก
    • - อะไมเลส ย่อยคาร์โบไฮเดรต
    • - ไลเพส ย่อยไขมัน
    • - สร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ( NaHCO3 ) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบส เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร
    2.2 ตับอ่อน ( Pancreas )
  • ภาพที่ 3 . 17 ภาพแสดงตับอ่อนและบริเวณที่ตับอ่อนปล่อยสารลงสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www. academic.kellogg.cc.mi.us/herbrandsonc/bio201
    • การดูดซึมสารอาหาร หมายถึง การที่สารอาหารถูกย่อยสลายจนมีโมเลกุลมีขนาดเล็กลง เช่นกลูโคส กรดอะมิโน แล้วถูกส่งจากผนังทางเดินอาหารเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อนำอาหารเหล่าน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนกรดไขมันและกลีเซอรอล จะดูดซึมเข้าสู่หลอด น้ำเหลืองฝอย การดูดซึมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทางเดินอาหารดังนี้
    • ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม
    3 . การดูดซึมสารอาหาร ( Absorption )
  • ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน
  • ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภท ที่มา http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_main.html   ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
  • ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html   ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน
    • กระเพาะอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากเช่นกัน กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึม
    • สารที่ละลายในลิพิดได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยาบางชนิด
    • ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ มากที่สุด ลำไส้เล็กมีการ
    • เพิ่มพื้นที่ผิวโดยมีส่วนที่ยื่นขึ้นมาในท่อของลำไส้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือประมาณ
    • 4 – 5 ล้านอัน เรียกว่า วิลไล ( Villi ) ผิวด้านนอกของวิลไลยื่นออกไปเรียกว่า
    • ไมโครวิลไล ( Microvilli ) เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมของลำไส้เล็กสูง
    • มาก ลำไล้เล็กส่วนดูโอดีนัมดูดซึมสารอาหารและวิตามินเกือบทุกชนิด ส่วน
    • เจจูนัมดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน และส่วนไอเลียมดูดซึมวิตามินบี 12 และเกลือ
    • น้ำดี โดยออสโมซิส ( Osmosis ) การแพร่แบบฟาซิลิเทต และกระบวนการแอก
    • ทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport )
  • ภาพที่ 3 . 18 แสดงโครงสร้างของวิลไลในลำไส้เล็กของคน ที่มา : www.sema.go.th
    • ลำไส้ใหญ่   ส่วนที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารนี้จะถูกลำไส้ ใหญ่ดูดน้ำ เกลือแร่ น้ำดี และสารอาหารจากกากอาหาร โดยกระบวนการ แอกทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport )
  •  
  •  
  •  
    • ขอขอบคุณ อาจารย์ ฐิติพร ปะระมะ
    • ขอขอบคุณผู้แต่งตำราวิชาการ และ
    • แหล่งข้อมูลในงานนำเสนอมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    ขอขอบคุณ
  • ไม่ออก กดออก