502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน

9,525 views
9,230 views

Published on

Published in: Technology, Business
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
9,525
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
13
Actions
Shares
0
Downloads
252
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน

  1. 1. โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34
  2. 2. ผลการเรียนรู้ เพื่อสืบค้น และอธิบายระบบการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ สัตว์และคน
  3. 3. วิชา ว 30243 ชีววิทยา 3 คุณครูฐิติพร ปะระมะ ครูที่ปรึกษา ปีการศึกษา 2554
  4. 5. การย่อยอาหารของจุลินทรีย์ การย่อยอาหารของสัตว์ การย่อยอาหารของคน 1 2 3
  5. 7. <ul><li>1 . 1 รา เนื่องจากรามีผนังเซลล์ จึงไม่สามารถนำสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้ การย่อยอาหารจึงเป็น </li></ul><ul><li>การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular  digestion)  โดยส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อน แล้วจึงดูดซึมสาร โมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ การย่อยสารโมเลกุลใหญ่โดยราและแบคทีเรีย จะขึ้นอยู่กับเอนไซม์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ยีสต์จริญได้ดีในอาหารพวกน้ำตาลเพราะยีสต์มีเอนไซม์อินเวอร์เทส ในการย่อยสลายน้ำตาล </li></ul>1 . การย่อยอาหารของราและแบคทีเรีย
  6. 8. ภาพที่ 1 . 1 ภาพเชื้อราบนขนมปัง แสดงโครงสร้างของรา ที่มา : http://www.rogers.k12.ar.us/users/ehutches/tigerbreadmold1.jpg
  7. 9. ภาพที่ 1 .2 ภาพแสดงเชื้อราที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นบนขนมปัง ที่มา : www.dkimages.com/discover/previews/758/330848.JPG
  8. 10. <ul><li>1 . 2 แบคทีเรีย แบคทีเรียมีการย่อยอาหารโดยส่งน้ำย่อยออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อนแล้วจึงดูดซึมสารโมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ จัดว่าเป็น การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular digestion) แบคทีเรียบางชนิดสามารถย่อยสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนได้ แต่บางชนิดอาจจะย่อยได้เฉพาะสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก </li></ul>
  9. 11. ภาพที่ 1 . 3 ภาพแสดงรูปร่างของแบคทีเรียชนิดต่างๆ
  10. 12. ภาพที่ 1 . 4 แสดงโครงสร้างของแบคทีเรีย ที่มา : www.norcalblogs.com
  11. 13. <ul><li>โพรโทซัว เป็นโพรตีสต์เซลล์เดียวสร้างอาหารเองไม่ได้ ไม่มีผนังเซลล์แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่มีระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ อาศัยส่วนต่างๆ ของเซลล์ช่วยในการนำอาหารเข้าสู่เซลล์ อาหารที่เข้าไปภายในเซลล์จะอยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ( Food vacuole ) </li></ul><ul><li>ภายในไซโทพลาสซึมจากนั้น ไลโซโซมภายในเซลล์จะย่อยอาหารซึ่งเป็น การย่อยภายในเซลล์ ( Intracellular digestion) กากอาหารจะถูกกำจัดออกโดยการแพร่ เช่น อะมีบา พารามีเซียม และยูกลีนา </li></ul>2 . การย่อยอาหารของโพรโทซัว
  12. 14. <ul><li>2 . 1 อะมีบา อะมีบาเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย เท้าเทียม อาหารของอะมีบาประกอบ ด้วยเศษสารอินทรีย์ เซลล์แบคทีเรีย สาหร่ายและ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อะมีบานำอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์โดยวิธี ฟาโกไซโทซีส โดยยื่น ซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุง เรียกว่าฟูดแวคิวโอลต่อจากนั้นไซโทพลาสซึมของอะมีบาจะสร้างน้ำย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดเกลือ ( HCl ) ออกมาย่อยอาหารภายใน ฟูดแวคิวโอล การเคลื่อนไหวของไซโทพลาสซึมจะทำให้สารอาหารต่างๆ ถูกลำเลียงไปทั่ว ๆ เซลล์ ส่วนกากอาหารที่เหลือขนาดเล็กจะถูกขับออกทางเยื่อหุ้มเซลล์โดยการแพร่ </li></ul>
  13. 15. ภาพที่ 1 . 5 แสดงอาหารเข้าสู่เซลล์ของอะมีบาโดย Endocytosis การย่อยอาหาร ( Digestion ) และอาหารออกจากเซลล์ของอะมีบาโดย Exocytosis
  14. 16. ภาพที่ 1 . 6 ภาพแสดงอะมีบายื่นซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหาร ทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุงเรียกว่าฟูดแวคิวโอล
  15. 17. ภาพเคลื่อนที่ 1 . 1 ภาพอะมีบายื่นไซโทพลาสซึมออกไปส่วนที่ยื่นเรียกว่าซูโดโพเดียม
  16. 18. ภาพเคลื่อนที่ 1. 2 อาหารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์โดยฟาโกไซโทซีสออร์แกเนลล์ไลโซโซม ปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร ที่มา : http: // student . ccbcmd . edu / -gkiser / biotutorials / eustruct / phagocyt . html
  17. 19. <ul><li>2 . 2 พารามีเซียม พารามีเซียมเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย ขนเซลล์ ( Cilia ) อาหารของพารามีเซียมก็คล้ายกับของอะมีบา พารามีเซียมจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ทาง ร่องปาก ( Oral groove ) โดยซีเลียที่อยู่บริเวณ ร่องปากช่วยโบกพัดอาหารเข้าไปจนถึงปาก ( Mouth ) ที่อยู่ปลายสุดของช่องนี้ อาหารนั้นจะถูกนำเข้าเซลล์อยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ขณะที่ฟูดแวคิวโอลเคลื่อนที่ไปจะมีการย่อยอาหารเกิดขึ้นโดยเอนไซม์จากไลโซโซม ทำให้ฟูดแวคิวโอลมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ สารอาหารที่ได้จากการย่อยก็จะกระจาย และแพร่ไปได้ทั่วทุกส่วนของเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยก็จะถูกขับออกจากเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป </li></ul>
  18. 20. ภาพที่ 1. 7 ภาพซ้ายแสดงการเคลื่อนที่ของฟูดแวคิวโอลในพารามีเซียม ภาพขวาแสดงร่องปาก ซิเลีย ฟูดแวคิวโอล ที่มา : รูปซ้าย www.biologycorner.com รูปขวา www.cartage.org.lb
  19. 21. ภาพเคลื่อนที่ 1. 3 การเคลื่อนไหวของซิเลีย ที่มา : www.people . eku . edu ./ ritehisong / 301notcsi
  20. 22. <ul><li>อะมีบาและพารามีเซียมมีวิธีการกินอาหารที่แตกต่างกัน คืออะมีบาจะนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการฟาโกไซโทซีส และพิโนไซโทซีส เพราะไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยเฉพาะ แต่ของพารามีเซียมมีขนเซลล์ที่บริเวณร่องปากและร่องปากทำหน้าที่เป็นทางเข้า ออกของอาหารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกว่า </li></ul>
  21. 23. <ul><li>2 . 3 ยูกลีนา ยูกลีนาได้อาหารโดยวิธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากมี </li></ul><ul><li>โครมาโทฟอร์ ( Chromatophore ) ซึ่งเป็นรงควัตถุ จึงสังเคราะห์แสงได้ นอกจากนี้ยังดำรงชีพด้วยการย่อยสารอาหารที่อยู่รอบๆตัวแล้วส่งเข้าร่องปาก ตัวยูกลีนาจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมที่มีอินทรีย์สารละลายอยู่ในปริมาณสูง ได้ 2 วิธี คือ </li></ul><ul><li>2 . 3 . 1 การดูดเอาอินทรีย์สารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์โดยตรง </li></ul><ul><li>2 . 3 2 ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคนแฟลกเจลลัม ( Gullet ) ซึ่งที่ปลายบนสุด </li></ul><ul><li>ของช่องนี้จะมีปาก ( Mouth ) เปิดอยู่ อาหารที่ลอยอยู่ในน้ำจะผ่านเข้าสู่ช่องนี้ แล้วเข้าสู่ภายในเซลล์ </li></ul>
  22. 24. ภาพที่ 1. 8 ภาพบนซ้ายแสดงภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ ภาพขวาแสดงโครงสร้างของยูกลีนา ที่มา : www.cartage.org.lb
  23. 28. <ul><li>สัตว์แต่ละชนิดมีการนำสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและย่อยอาหารอย่างไร </li></ul><ul><li>การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิด </li></ul><ul><li>สัตว์บางชนิด เช่น ฟองน้ำไม่มีระบบทางเดินอาหาร แต่จะมีเซลล์พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วทำการย่อยภายในเซลล์สัตว์บางชนิดมีระบบ ทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีช่องเปิดทางเดียว เช่น ไฮดรา พลานาเรีย </li></ul><ul><li>สัตว์บางชนิดเช่น ไส้เดือนดิน แมลงและสัตว์มีกระดูกสันหลังมีระบบ ทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือมีปากและทวารหนัก ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เหล่านี้จะมีโครงสร้างรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและพฤติกรรมการกิน </li></ul>
  24. 29. 1. การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
  25. 30. <ul><li>ฟองน้ำ ( Sponge ) เป็นสัตว์ใน ไฟลัมพอริเฟอรา   ไม่มีปากและทวารหนักที่แท้จริงทางเดินอาหารเป็น แบบร่างแห ( Channel network ) ซึ่งไม่ใช่ทางเดินอาหารที่แท้จริง เป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ ข้างลำตัว เรียกว่า ออสเทีย ( Ostia ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำเป็นการนำอาหารเข้าสู่ลำตัว ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัว เรียกว่า ออสคิวลัม ( Osculum ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก ผนังด้านในมีเซลล์พิเศษ เรียกว่า เซลล์โคแอนโนไซต์ ( Choanocyte ) โบกพัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการไหลเวียนของอาหาร ตัวเซลล์โคแอนโนไซต์นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดย </li></ul><ul><li>ฟาโกไซโทซีส ( Phagocytosis ) เกิดเป็นฟูดแวคิวโอลและมีการย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลนอกจากนี้ยังพบเซลล์ บริเวณใกล้กับเซลล์โคแอโนไซต์มีลักษณะคล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีโบไซต์ ( Amoebocyte ) สามารถนำสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์และย่อยอาหารภายในเซลล์แล้วส่งอาหารที่ย่อยแล้วไปยังเซลล์อื่นได้ </li></ul>1.1 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีทางเดินอาหาร
  26. 31. ภาพที่ 2 . 1 แสดงโครงสร้างภายในของฟองน้ำ เซลล์โคแอโนไซด์ ในการจับอาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm
  27. 32. ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก อาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm   ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก
  28. 33. <ul><li>เป็นทางเดินอาหารที่มีทางเปิดทางเดียว คือ มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก  ปากทำหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหารและทางออกของกากอาหาร ระบบทางเดินอาหารยังไม่พัฒนามากนัก </li></ul><ul><li>ไฮดรา เป็นสัตว์ใน ไฟลัมไนดาเรีย มีทางเดินอาหารเป็น แบบปากถุง </li></ul><ul><li>( One hole sac ) ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด เรียกว่า หนวดจับ ( Tentacle ) ซึ่งมีอยู่รอบปาก อาหารของไฮดราคือ ตัวอ่อนของกุ้ง ปู และไรน้ำเล็กๆ และใช้เซลล์ที่มี เนมาโทซิสต์ ( Nematocyst)  หรือเข็มพิษที่อยู่ที่ปลายหนวดจับในการล่าเหยื่อ ต่อจากนั้นจึงส่งเหยื่อเข้าปาก ทางเดินอาหารของไฮดราอยู่กลางลำตัวเป็นท่อกลวงเรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ ( Gastrovascular cavity ) ซึ่งบุด้วยเซลล์ทรงสูง เรียกว่า ชั้นแกสโตรโดรมิส ( Gastrodermis ) เป็นเยื่อชั้นในบุช่องว่างของลำตัวซึ่งประกอบด้วย </li></ul>1.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ ( Incomplete digestive tract )
  29. 34. <ul><li>1. นิวทริทิพ เซลล์ ( Nutritive cell ) บางเซลล์มีแซ่ 2 เส้น เรียกว่า แฟลเจลเลตเซลล์ (Flagellate cell) บางเซลล์คล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีบอยด์เซลล์ ( Amoebiol cell ) ทำหน้าที่ยื่นเท้าเทียมออกมาล้อมจับอาหาร ส่วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายใน ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป </li></ul><ul><li>2. เซลล์ต่อมหรือเซลล์ย่อยอาหาร ( Gland cell or digestive cell ) เป็นเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยและปล่อยออกมา ซึ่งการย่อยอาหารโดยเซลล์ต่อม จัดเป็นการย่อยอาหารแบบนอกเซลล์ ส่วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จัดเป็นการ ย่อยอาหารแบบภายในเซลล์ </li></ul>
  30. 35. ภาพที่ 2. 2 แสดงช่องว่างกลางลำตัวของไฮดรา ( Gastrovascular cavity ) เซลล์จับอาหารกิน ( Nematosis ) และเซลล์พิเศษที่สร้างน้ำย่อยของไฮดรา ที่มา : www.baanlast.th.gs / web-b / aanlastle.htm
  31. 36. <ul><li>หนอนตัวแบน เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) ได้แก่ พลานาเรีย พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืด </li></ul><ul><li>พลานาเรีย ทางเดินอาหารของพลานาเรียเป็น แบบ 3 แฉก แต่ละแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหารแตกแขนงย่อยออกไปอีกเรียกว่า ไดเวอร์ทิคิวลัม ( Diverticulum ) ปากอยู่บริเวณกลางลำตัว ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) มีลักษณะคล้ายงวงยาวหรือ โพเบอซิส ( Probosis ) มี กล้ามเนื้อแข็งแรง มีหน้าที่จับอาหารเข้าสู่ปาก กากอาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะถูกขับออกทางช่องปากเช่นเดิม การย่อยอาหารของพลานาเรียเป็นการ ย่อยภายนอกเซลล์ นอกจากนี้เซลล์บุผนังช่องทางเดินอาหารยังสามารถฟาโกไซโทซิสจับอาหารเข้ามาย่อยภายในเซลล์ได้ด้วย </li></ul>
  32. 37. ภาพที่ 2.3 ภาพซ้ายแสดงคอหอยที่ใช้จับอาหารและปาก และภาพขวาแสดงทางเดินอาหารของพลานาเรีย ที่มา : รูปซ้าย www. johnson.emcs.net รูปขวา www.geocities.com
  33. 38. <ul><li>2. พยาธิใบไม้ มีทางเดินอาหาร คล้ายพลานาเรีย แต่ทางเดินอาหารส่วนลำไส้ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีลักษณะคล้ายอักษรรูปตัววาย ( Y–shape ) ทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้ประกอบด้วยปากปุ่มดูด ( Oral sucker ) ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต์ ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) ต่อจากคอหอยเป็นหลอดอาหารสั้น ๆซึ่งจะต่อกับลำไส้ ( Intestine ) </li></ul>ภาพที่ 2.4 แสดงทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้และอวัยวะภายในบางชนิด ที่มา : geocities.com
  34. 39. <ul><li>3. พยาธิตัวตืด ไม่มีระบบทางเดินอาหาร เพราะอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกแปรสภาพเรียบร้อยแล้วโดยผู้ถูกอาศัย </li></ul><ul><li>ใช้กระบวนการแพร่ของสารอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกาย </li></ul>ภาพที่ 2.5 ลักษณะของพยาธิตัวตืด ที่มา : www.kateteneyck.com
  35. 40. ภาพที่ 2.6 ภาพตัวโตเต็มวัยของพยาธิตัวตืดที่เน้นให้เห็นส่วนหัว โดยเฉพาะส่วนที่ใช้เกาะดูด ( Sucker ) ที่มา : www.thailabonline.com/bacteria/tenia1.jpg
  36. 41. <ul><li>หนอนตัวกลม เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมเนมาโทดา (Nematoda) มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง หรือ ท่อกลวง (Two hole tube) มีคอหอยเป็นกล้ามเนื้อหนาช่วยในการดูดอาหาร มีลำไส้ยาวตลอดลำตัว อาหารที่หนอนตัวกลมกินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมโดยลำไส้ </li></ul>1.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ( Complete digestive tract )
  37. 42. <ul><li>ทางเดินอาหารของหนอนตัวกลมเรียงตามลำดับต่อไปนี้ </li></ul>ปาก คอหอย ลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.7 แสดงทางเดินอาหารของหนอนตัวกลม มีปากและทาวารหนัก ที่มา : www.uic.edu/classes/bios/bios 100/ labs/animaldiversity.htm
  38. 43. <ul><li>ไส้เดือนดิน เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมแอนนิลิดา มีระบบทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินประกอบด้วยปาก ซึ่งเป็นรูเปิดทางด้านหน้าของปล้องที่หนึ่ง ต่อจากปากก็จะเป็น ช่องปาก (Buccal cavity) คอหอยมีกล้ามเนื้อหนาช่วยในการฮุบกิน มีกระเพาะพักอาหารและมีกึ๋นช่วยในการบดอาหาร ลำไส้สร้างน้ำย่อยปล่อยออกมาย่อยอาหาร สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด เพื่อลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่วนสารที่ย่อยไม่ได้ก็จะถูกขับออกทางช่องทวารหนักที่อยู่ทางส่วนท้ายของลำตัวเป็นกากอาหาร </li></ul>
  39. 44. ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.8 แสดงส่วนประกอบของทางเดินอาหารของไส้เดือนดิน ที่มา : www.anatomy.th
  40. 45. <ul><li>กุ้ง เป็นสัตว์ขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่อง </li></ul><ul><li>เปิด 2 ทาง (Two hole tube) แบ่งเป็น 3 ตอน คือ </li></ul><ul><li>1. ทางเดินอาหารตอนหน้า (Stomodaeum) ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบปาก 3 คู่ </li></ul><ul><li> ช่วยในการกินเคี้ยวอาหารและมี ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) ทำหน้าที่สร้าง </li></ul><ul><li>น้ำย่อย มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ซึ่งกระเพาะอาหารของกุ้ง ทำหน้าที่ 2 อย่าง </li></ul><ul><li> คือ เป็นที่พักและบดอาหาร </li></ul><ul><li>2. ทางเดินอาหารตอนกลาง ( Mesenteron ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกระเพาะ </li></ul><ul><li>อาหาร และมีช่องรับน้ำย่อย ทางเดินอาหารส่วนนี้จึงทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร </li></ul><ul><li>3. ทางเดินอาหารตอนปลาย (Protodaeum) เป็นส่วนที่เรียกว่าลำไส้ เป็นท่อ </li></ul><ul><li>เล็ก ๆ พาดไปทางด้านหลังของลำตัว และไปเปิดออกที่ส่วนท้ายของส่วนท้อง </li></ul><ul><li>เรียกว่า ทวารหนัก </li></ul>
  41. 46. ทางเดินอาหารของกุ้งเรียงตามลำดับดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารตอนกลาง ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.9 แสดงทางเดินอาหารของกุ้ง ที่มา : www.infovisual.info/02/img_en/025%20Internal%...
  42. 47. <ul><li>แมลง เป็นสัตว์ในกลุ่มขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ปากของแมลงมีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไป ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของอาหารที่แมลงแต่ละชนิดกิน แต่แมลงมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญ่ อยู่บริเวณทรวงอก และ กระเพาะบดอาหาร (Gizzard) ช่วยในการกรองและบดอาหาร มี ต่อมสร้างน้ำย่อย ( Digestive gland ) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ 8 อัน ยื่นออกมาจากทางเดินอาหารระหว่างกึ๋นและกระเพาะอาหาร </li></ul>
  43. 48. ทางเดินอาหารของแมลงเรียงตามลำดับได้ดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้เล็ก ทวารหนัก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ภาพที่ 2.10 แสดงทางเดินอาหารของตั๊กแตน ที่มา : kentsimmons.uwinnipeg
  44. 49. <ul><li>หอยกาบ เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมมอลลัสกา มีทางเดินอาหารเป็น </li></ul><ul><li>แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) หอยกาบมีทางเดินอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรงและทวารหนัก การกินอาหารของหอยกาบ จะใช้ เลเบียลพัลพ์ (Labial palp) </li></ul><ul><li>ข้างละ 1 คู่ ของปาก ช่วยพัดโบกให้อาหารตกลงไป ในปาก </li></ul>
  45. 50. ทางเดินอาหารของหอยกาบเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.11 แสดงทางเดินอาหารของหอย ที่มา : www.cnsweb.org/digestvertebrates
  46. 51. 2. การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีกระดูกสันหลัง
  47. 52. <ul><li>ปลา เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ปลามีทั้งปลาปากกลมซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกรขอบของปากและลิ้นมีฟันใช้ขูดเนื้อและดูดกินเลือดสัตว์อื่น ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือน บันไดเวียน ( Spiral valve ) ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหารเคลื่อนตัวไปเร็ว และพวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟันรูปกรวย มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปากทำหน้าที่รับสัมผัส พวก ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาพวกนี้จะมี ลำไส้สั้น ส่วน ปลากินพืช เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมี ลำไส้ยาว </li></ul>2.1 การย่อยอาหารของปลา
  48. 53. ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ทวารหนัก คอหอย กระเพาะอาหาร ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงทางเดินอาหารของปลา ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี . 2544. ชีววิทยาเล่ม . บทที่ 5 หน้า 32
  49. 54. ภาพที่ 2.13 แสดงลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันไดเวียน ( Spiral valve ) ของปลาฉลาม ที่มา : library.think.org
  50. 55. <ul><li>ได้แก่ นก เป็ด ไก่ ซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดา ( Chordata ) ทางเดินอาหารประกอบด้วยปากซึ่งไม่มีฟัน ต่อมน้ำลายเจริญไม่ดี แต่สร้างเมือกสำหรับคลุกเคล้าอาหารและหล่อลื่นได้ มีคอหอยสั้น หลอดอาหารยาว มี ถุงพักอาหาร ( Crop ) ซึ่งทำหน้าที่เก็บอาหารสำรองไว้ย่อยภายหลัง กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กระเพาะตอนหน้าหรือ กระเพาะย่อย ( Proventriculus ) ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย และกระเพาะอาหารตอนท้ายหรือ กระเพาะบด ( Gizzard ) ต่อจากกระเพาะบดเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ส่วนท้ายเป็น โคลเอกา ( Cloaca ) ที่มีท่อไตและท่อของระบบสืบพันธุ์มาเปิดเข้าด้วยกัน และทวารหนักซึ่งเป็นส่วนท้ายสุด </li></ul>2.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดปีก
  51. 56. ทางเดินอาหารของสัตว์ปีกเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก กระเพาะ พัก อาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กึ๋น ภาพที่ 2.14 แสดงทางเดินอาหารของนก ที่มา : www.kidwings.com
  52. 57. ภาพที่ 2.15 แสดงทางเดินอาหารของไก่ ที่มา : www.dpi.qld.gov.au/images/AnimalIndustries_Po...
  53. 58. <ul><li>ได้แก่ วัว ควาย จะมีโครงสร้างของทางเดินอาหารแตกต่างจากคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ อยู่ 2 ประการ คือ </li></ul><ul><li>1. การมีทางเดินอาหารที่ยาวมากๆ ยาวถึง 40 เมตร ทำให้ระยะเวลาในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารนานยิ่งขึ้น กระเพาะอาหารของวัวและควายแบ่งออกเป็น 4 ส่วน มีชื่อและลักษณะเฉพาะ ได้แก่ </li></ul><ul><li>1 . 1 กระเพาะผ้าขี้ริ้วหรือรูเมน ( Rumen ) เป็นกระเพาะอาหารที่มีจุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียและ โพรโทซัวจำนวนมาก จุลินทรีย์พวกนี้สร้างน้ำย่อยเซลลูเลส ย่อยสลายเซลลูโลสจากพืชที่กินเข้าไปและสามารถสำรอกอาหารออกมาเคี้ยวเอื้องเป็นครั้งคราวเพื่อบดเส้นใยให้ละเอียดจึงเรียกสัตว์พวกนี้ว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง </li></ul><ul><li>1 . 2 กระเพาะรังผึ้งหรือเรติคิวลัม ( Reticulum ) ทำหน้าที่ย่อยนม เมื่อโค กระบือยังเล็กอยู่ และมีจุลินทรีย์เช่นเดียวกับกระเพาะอาหารส่วนรูเมน </li></ul>2.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดกินพืช
  54. 59. <ul><li>1 . 3 กระเพาะสามสิบกลีบหรือโอมาซัม ( Omasum ) ทำหน้าที่ผสมและบดอาหาร นอกจากนี้ยังดูดซึมและซับน้ำจากรูเมนอีกด้วย </li></ul><ul><li>1.4 กระเพาะจริงหรืออะโบมาซัม ( Abomasum ) มีการย่อยอาหารและ </li></ul><ul><li>จุลินทรีย์ไปพร้อมๆกัน แล้วจึงส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยให้สมบูรณ์เมื่ออาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กตอนต้น จะมีการย่อยโปรตีน ไขมันและแป้งจากน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับ จากนั้นก็ดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนต่อไป </li></ul>
  55. 60. ภาพที่ 2.16 แสดงทางเดินอาหารของวัว ที่มา : www.nicksnowden.net/images/cow_cutaway_rumina
  56. 64. <ul><li>การย่อยอาหาร ( Digestion ) คือ กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์ </li></ul>คนมี ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง 2 ช่องมีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร
  57. 65. <ul><li>การย่อยอาหารมี 2 วิธี คือ </li></ul><ul><li>1. การบดให้ละเอียด ( Mechanical digestion ) โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการ </li></ul><ul><li>เคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่า </li></ul><ul><li>เพอริสทัลซีส ( Peristalsis ) </li></ul><ul><li>2. การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร ( Digestive enzyme ) เป็นกระบวนการทางเคมี </li></ul><ul><li> ( Chemical digestion ) เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ใน </li></ul><ul><li>การย่อยอาหาร เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่า </li></ul><ul><li>ไฮโดรเลส ( Hydrolase ) เอนไซม์ ( Enzyme ) คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่ง </li></ul><ul><li>สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต </li></ul><ul><li>แบ่งเป็น 3 ชนิด </li></ul><ul><li>Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต </li></ul>
  58. 66. ภาพที่ 3 . 1 การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหารติดต่อกันเป็นลูกคลื่น เรียกว่าเพอริสทัลซีส ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/spanish/ency/images/ency/fullsize/9736.jpg
  59. 67. 1.Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว <ul><li>Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก </li></ul><ul><li>Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว </li></ul>
  60. 68. <ul><li>2. Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ </li></ul>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน <ul><li>Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน </li></ul>
  61. 69. <ul><li>3.Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ </li></ul>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล <ul><li>Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล </li></ul><ul><li>Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล </li></ul>
  62. 70. <ul><li>อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ 9 เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ </li></ul><ul><li>1. อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร </li></ul>อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
  63. 71. <ul><li>ประกอบด้วยขากรรไกร ( Jaw ) บนและขากรรไกรล่าง เพดานแข็ง เพดานอ่อน ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลาย </li></ul>1.1 ปากและโพรงปาก ( Mouth and mouth cavity ) ภาพที่ 3 . 2 ภาพแสดงปากและอวัยวะในโพรงปาก ที่มา : snore-gonomics.com
  64. 72. <ul><li>ปาก ( Mouth ) เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก จะถูกบดด้วยฟัน มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย </li></ul><ul><li>ฟัน ( Teeth ) มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่ คือ ฟันตัด ( Incisor ) ฟันฉีก ( Canine ) ฟันกรามหน้า ( Premolar ) ฟันกรามหลัง ( Molar ) </li></ul>
  65. 73. ภาพ ที่ 3 . 3 แสดงตำแหน่งฟันทั้ง 4 ชนิด ( Incisor ,Canine ,Premolar และ Molar ) ที่มา : www.remedypost.com/site-images/teeth.jpg
  66. 74. <ul><li>ฟันของคนเรามี 2 ชุด คือ </li></ul><ul><li>1 . ฟันน้ำนม ( Temporary teeth ) เป็นฟันชุดแรก มี 20 ซี่ จะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เริ่มหักเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ </li></ul><ul><li>สูตรฟันน้ำนมของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 0 : 2 </li></ul><ul><li>2 . ฟันแท้ ( Permanent teeth ) เป็นฟันชุดที่ 2 มีจำนวน 32 ซี่ จะงอกครบเมื่ออายุประมาณ 13 ปี </li></ul><ul><li>สูตรฟันแท้ของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 2 : 3 </li></ul><ul><li>โครงสร้างของฟันประกอบด้วย ตัวฟัน ( Crown ) จะมีสารเคลือบฟัน ( Enamel ) เป็นสารที่มีความแข็งเนื้อแน่นมาหุ้มอยู่ช่วยไม่ให้ฟันผุง่าย ซึ่งถัดจากสารเคลือบฟันเข้าไปก็จะเป็นเนื้อฟัน ( Dentine ) ต่อจากเนื้อฟันจะเป็นโพรงฟัน ( Pulp cavity เป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทฟัน ส่วนที่เป็นลักษณะเรียวต่อจากคอฟันมีลักษณะคล้ายขาเรียกว่ารากฟัน ( Root ) รากฟันฝังอยู่ในช่องกระดูกขากรรไกรมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสารซีเมนตัม ( Cementum ) หุ้มอยู่ </li></ul>
  67. 75. ภาพที่ 3 . 4 รูปร่างลักษณะของตัวฟัน คอฟัน และรากฟัน ที่มา : faculty/web_bed/apichat/digestive/picture/teeth02.jpg
  68. 76. <ul><li>ลิ้น ( Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง มีเยื่อปกคุลม ลิ้นทำหน้าที่บอกตำแหน่งอาหาร กลืนอาหารและเปล่งเสียง และมีหน่วยรับรู้สารเคมี ( Chemoreceptor ) ในการรับรสอาหาร และคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน ( Bolus ) แล้วช่วยส่งอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารส่วนถัดไป </li></ul>ภาพที่ 3 . 5 ลิ้นและตำแหน่ง ของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
  69. 77. <ul><li>ต่อมน้ำลาย ( Salivary gland ) สร้างน้ำลาย ( Saliva ) ซึ่งประกอบด้วย เอนไซม์ </li></ul><ul><li>อะไมเลส น้ำ และเมือก ประกอบด้วยต่อมน้ำลายมี 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual gland ) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ( Submaxillary gland หรือ Submandibular gland ) และต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid gland ) ดังแผนภาพ </li></ul>ภาพที่ 3 . 6 ตำแหน่งของต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่ของคน ที่มา : health.allrefer.com
  70. 78. <ul><li>การหลั่งน้ำลาย ( Salivation ) การหลั่งน้ำลายออกมาวันละ 1,000 - 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะเกิดเมื่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น เช่น การมองเห็นอาหาร กลิ่นอาหาร รสอาหาร หรือความนึกคิด ทำให้หลั่งน้ำลายส่วนใส ๆ ออกมา น้ำลายชนิดใสเป็นน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลสอยู่ด้วย ทำให้โมเลกุลของแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลมอลโทส ส่วนน้ำลายชนิดเหนียวจะมี เมือก ( Mucus ) อยู่มากทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นอาหาร เพื่อสะดวกในการกลืน และการผ่านอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร </li></ul>
  71. 79. <ul><li>อาหารถูกกลืนโดยลิ้นดันก้อนอาหารไปทางด้านหลังลงสู่ช่องคอ เมื่อเริ่มการกลืน เพดานอ่อน ( Soft plate ) ยกขึ้นปิดช่องจมูก ฝาปิด กล่องเสียง ( Epiglottis ) จะปิดหลอดลม กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย หดตัวดันก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหาร </li></ul>1.2 คอหอย ( Pharynx ) ภาพที่ 3 . 7 แสดงโครงสร้างของคอหอย เพดานอ่อน ฝาปิดกล่องเสียง ที่มา : www.oncologychannel.com/onc/Images/pharynx.gif
  72. 80. <ul><li>หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหารจะทำให้เกิดการหดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่นของผนังกล้ามเนื้อหลอดอาหาร ซึ่งเรียกว่า เพอริสทัลซิส ( Peristalsis ) ไล่ให้อาหารตกลงสู่กระเพาะอาหาร </li></ul>1.3 หลอดอาหาร ( Esophagus )
  73. 81. ภาพที่ 3 . 8 ตำแหน่งของหลอดอาหารต่อจากคอหอยและอยู่ด้านหลังหลอดลม ที่มา : www.freewebs.com
  74. 82. ภาพที่ 3 . 9 แสดงการหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ ของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังหลอดอาหารแบบเพอริสทัลซีส ที่มา : www.thaigoodview.com
  75. 83. 1.4 กระเพาะอาหาร ( Stomach ) กระเพาะอาหาร อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม เป็นถุงกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ดี แข็งแรงมาก สามารถขยายความจุได้ถึง 500 – 2,000 cm 3 ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อย 35 ล้านต่อม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เรียกว่า Gastic juice มีกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูด ที่ต่อกับ หลอดอาหาร ( Cardiac sphincter ) และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับ ลำไส้เล็ก ( Pyloric sphincter ) น้ำย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆเรียกว่า ไคม์ ( Chyme ) จะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป
  76. 84. <ul><li>กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ คาร์เดีย ( Cardia ) ฟันดัส ( Fundus ) ตัวกระเพาะ ( Body ) และไพลอรัส ( Pylorus ) </li></ul>ภาพที่ 3 . 10 โครงสร้างของกระเพาะอาหารซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และโครงสร้างของผนังกระเพาะอาหารของคน ที่มา : faculty.southwest.tn.edu
  77. 85. <ul><li>การหลั่งเอนไซม์ในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมนแกสตริน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ฮอร์โมนแกสตรินกระตุ้นให้หลั่ง เพปซิโนเจน ( Pepsinogen ) และโพรเรนนิน ( Prorennin ) กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินให้เป็นเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งต่อไปยังดูโอดีนัม </li></ul>
  78. 86. <ul><li> อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ย่อยเคลื่อนที่ผ่านกล้ามเนื้อ </li></ul><ul><li>หูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาว </li></ul><ul><li>ประมาณ 6 – 7 เมตร กว้าง 2 . 5 เซนติเมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่ง </li></ul><ul><li>ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นเรียก ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 25 </li></ul><ul><li> เซนติเมตร ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 . 50 </li></ul><ul><li> เมตร ส่วนท้ายเรียก ไอเลียม ( Ileum ) ยาวประมาณ 4 เมตร </li></ul>1.5 ลำไส้เล็ก ( Small intestine )
  79. 87. ภาพที่ 3 . 11 แสดงส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เ ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/images/ency/fullsize/19221.jpg
  80. 88. <ul><li>เซลล์ผนังของลำไส้เล็กมีการผลิตเอนไซม์ </li></ul><ul><li>- อะมิโนเพปทิเดส ไดเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส ย่อยโปรตีน </li></ul><ul><li>- เอนเทอโรคิเนส เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็นทริปซิน </li></ul><ul><li>- ซูเครส แลกเทส มอลเทส ย่อยซูโครส แลกโทส และมอลโทส ตามลำดับ </li></ul><ul><li>- ไลเพส ย่อยไขมัน </li></ul>
  81. 89. <ul><li>อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็ก จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1 . 50 เมตร ประกอบด้วย ซีกัม ( Caecum ) โคลอ ( Colon ) </li></ul><ul><li>และ ไส้ตรง ( Rectum ) ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบี 12 ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น และส่งกากอาหารออกทางไส้ตรงต่อไป </li></ul>1.6 ลำไส้ใหญ่ ( Large intestine )
  82. 90. <ul><li>ส่วนซีกัมจะมีไส้ติ่ง ( Appendix ) ยื่นออกจากซีกัมไป ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร </li></ul>ภาพที่ 3 . 12 แสดงลำไส้ใหญ่ส่วนซีกัมซึ่งมีไส้ติ่งอยู่และส่วนโคลอนของลำไส้ใหญ่ ที่มา : graphics 8. nytimes.com
  83. 91. <ul><ul><li>เมื่อกากอาหารถูกส่งเข้าสู่ไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดิน </li></ul></ul><ul><li>อาหาร ปฏิกิริยารีเฟ็กซ์กระตุ้นให้ขับอุจจาระออกจากร่างกาย </li></ul>1.7 ไส้ตรง ( Rectum ) ภาพที่ 3 . 13 แสดงส่วนของไส้ตรงที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ ที่มา : www.answers.com
  84. 92. <ul><li>เป็นกล้ามเนื้อหูรูด 2 ชั้น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันในทำงานนอกอำนาจจิตใจ แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ ทวารหนักอยู่ต่อกับไส้ตรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบีบตัวช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร </li></ul>1.8 ทวารหนัก ( Anus ) ภาพที่ 3 . 14 ภาพทวารหนัก ( Anus ) ที่มา : pps.uwhealth.org/health/adam/graphics/images/en/7135.jpg
  85. 93. 2. อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารแต่ไม่ใช่ทางเดินอาหาร
  86. 94. <ul><li>ตับ ( Liver ) ทำหน้าที่สร้างน้ำดีส่งให้ถุงเก็บน้ำดี </li></ul><ul><li>ถุงน้ำดี ( Gallbladder ) เป็นที่เก็บน้ำดีที่สร้างจากตับ น้ำดีมีสีเหลืองปนเขียว </li></ul><ul><li>รสขม มีฤทธิ์เป็นเบส ถุงน้ำดีทำหน้าที่สะสมน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้น และขับน้ำดี </li></ul><ul><li>เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น </li></ul>2.1 ตับ ( Liver ) และถุงน้ำดี ( Gallbladder ) ภาพที่ 3 . 15 แสดงตำแหน่งตับ ที่มา : static.howstuffworks.com
  87. 95. ภาพที่ 3 . 16 แสดงตำแหน่งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตำแหน่งที่น้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www.nlm.nih.gov
  88. 96. <ul><li>ตับอ่อน มีรูปร่างคล้ายใบไม้ อยู่บริเวณส่วนใต้ของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ ดังนี้ </li></ul><ul><li>- ทริปซิโนเจน ไคโมทริปซิโนเจน โพรคาร์บอกซิเพปทิเดส ส่งไปยังลำไส้เล็ก </li></ul><ul><li>- อะไมเลส ย่อยคาร์โบไฮเดรต </li></ul><ul><li>- ไลเพส ย่อยไขมัน </li></ul><ul><li>- สร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ( NaHCO3 ) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบส เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร </li></ul>2.2 ตับอ่อน ( Pancreas )
  89. 97. ภาพที่ 3 . 17 ภาพแสดงตับอ่อนและบริเวณที่ตับอ่อนปล่อยสารลงสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www. academic.kellogg.cc.mi.us/herbrandsonc/bio201
  90. 98. <ul><li>การดูดซึมสารอาหาร หมายถึง การที่สารอาหารถูกย่อยสลายจนมีโมเลกุลมีขนาดเล็กลง เช่นกลูโคส กรดอะมิโน แล้วถูกส่งจากผนังทางเดินอาหารเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อนำอาหารเหล่าน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนกรดไขมันและกลีเซอรอล จะดูดซึมเข้าสู่หลอด น้ำเหลืองฝอย การดูดซึมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทางเดินอาหารดังนี้ </li></ul><ul><li>ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม </li></ul>3 . การดูดซึมสารอาหาร ( Absorption )
  91. 99. ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน
  92. 100. ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภท ที่มา http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_main.html   ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
  93. 101. ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html   ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน
  94. 102. <ul><li>กระเพาะอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากเช่นกัน กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึม </li></ul><ul><li>สารที่ละลายในลิพิดได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยาบางชนิด </li></ul><ul><li>ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ มากที่สุด ลำไส้เล็กมีการ </li></ul><ul><li>เพิ่มพื้นที่ผิวโดยมีส่วนที่ยื่นขึ้นมาในท่อของลำไส้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือประมาณ </li></ul><ul><li>4 – 5 ล้านอัน เรียกว่า วิลไล ( Villi ) ผิวด้านนอกของวิลไลยื่นออกไปเรียกว่า </li></ul><ul><li>ไมโครวิลไล ( Microvilli ) เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมของลำไส้เล็กสูง </li></ul><ul><li>มาก ลำไล้เล็กส่วนดูโอดีนัมดูดซึมสารอาหารและวิตามินเกือบทุกชนิด ส่วน </li></ul><ul><li>เจจูนัมดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน และส่วนไอเลียมดูดซึมวิตามินบี 12 และเกลือ </li></ul><ul><li>น้ำดี โดยออสโมซิส ( Osmosis ) การแพร่แบบฟาซิลิเทต และกระบวนการแอก </li></ul><ul><li>ทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport ) </li></ul>
  95. 103. ภาพที่ 3 . 18 แสดงโครงสร้างของวิลไลในลำไส้เล็กของคน ที่มา : www.sema.go.th
  96. 104. <ul><li>ลำไส้ใหญ่   ส่วนที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารนี้จะถูกลำไส้ ใหญ่ดูดน้ำ เกลือแร่ น้ำดี และสารอาหารจากกากอาหาร โดยกระบวนการ แอกทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport ) </li></ul>
  97. 108. <ul><li>ขอขอบคุณ อาจารย์ ฐิติพร ปะระมะ </li></ul><ul><li>ขอขอบคุณผู้แต่งตำราวิชาการ และ </li></ul><ul><li>แหล่งข้อมูลในงานนำเสนอมา ณ โอกาสนี้ด้วย </li></ul>ขอขอบคุณ
  98. 109. ไม่ออก กดออก

×