ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   1      ลังกากถาว่าด้วยข้อคิด ของดีศรีลังกา
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   2ที่ปรึกษา :พระเทพโพธิวิเทศ                 พระเทพกิตติโสภณพระเทพกิตติโมลี       ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   3                                                      คานา      “เกาะลังกานี้เป็...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   4เกริ่นนา       ขอกล่าวคําทักทายที่ชาวสิงหลพูดเวลาพบกันว่า อายุบวร แปลว่า ขอให้อา...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   5ใช้ชื่อเดิมแล้วเติมคําว่า ศรี ไปข้างหน้าเป็นศรีลังกา แปลว่า เกาะที่มีแต่ความเจริ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   6          พระนามของพระนางสังฆมิตตาเถรียังปรากฎเด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   7นทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรีแล้วควรที่เราอนุชนรุ่นหลังควรเอาเป็นแบบอย่างในการเผย...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   8        สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ได้ศึกษาปร...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   9ระดับโลกยอมรับ โดยรัฐบาลศรีลังกาเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๕๔ ปีพ.ศ.๒๕๔๒ แล...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   10       เหมือนเรือเดิน         ไร้หางเสือ     เพลียหลงทาง- ส.ที่ ๓ คือ สาธุ เสน่...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   11        ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งไปฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้า หลังจา...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   12- ส.ที่ ๔ คือ สวดมนต์เก่ง        “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ” พวกเราได้ยิน...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   13บนชั้นสองของหอที่เก็บพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีชาวศรีลังกานั่ง สมาธิบ้าง นั่งสวดมนต์บ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   14เลย ก็คงไม่ต่างจาก คนที่ไม่มีศาสนา ฉะนั้น ชาวพุทธไทยอย่างน้อยก็ต้องมีเอกลักษณ์อ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   15       มีสุภาษิตจีนเกี่ยวกับการฝึกกาย ฝึกจิตว่า              "จงระวังความคิด   ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   16      สมาธิ (Meditation) แปลว่า ความตั้งมั่นสม่ําเสมอ คือ จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่ก...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   17       บางคนยังถามต่อไปอีกว่า ทําไมหัวแหลม , หูยาว, หน้ายิ้ม , และตามองต่ํา สิ่...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   18        เมื่อมีความรู้พอ เอาตัวรอดแล้ว สามเณรสรณังกรพร้อมคณะสีลวัตรที่ท่านตั้งข...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   19ศรีอยุธยา โดยพระเจ้าบรมโกศทรงส่งคณะพระธรรมทูตไทยชุดแรกโดยการนําของพระอุบาลีมหาเ...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   20ประเทศไทยได้ส่งพระอุบาลีพร้อมทั้งคณะไปฟื้นฟูพระศาสนาที่ลังกา โดยเดินทางไป ให้กา...
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   21วิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้า คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ นี้ เก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพ...
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
ลังกากถา โดย ปิยเมธี
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ลังกากถา โดย ปิยเมธี

1,172

Published on

Published in: Education
1 Comment
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,172
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
19
Comments
1
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Transcript of "ลังกากถา โดย ปิยเมธี"

  1. 1. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 1 ลังกากถาว่าด้วยข้อคิด ของดีศรีลังกา
  2. 2. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 2ที่ปรึกษา :พระเทพโพธิวิเทศ พระเทพกิตติโสภณพระเทพกิตติโมลี พระวิเทศธรรมรังษีพระสุนทรพุทธิวิเทศ พระวิเทศธรรมกวีพระครูวิสิฐธรรมรส พระครูวินัยธรดร.สมุทร ถาวรธมฺโมพระครูสังฆรักษ์อําพล สุธีโร พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารีพระมหาอุดม ปภงฺกโร พระอาจารย์น้าว นนฺทิโยพระมหาเอกชัย สญฺญโต พระมหามนตรี คุตฺตธมฺโมพระวิญญู สิรญาโณ ดร.อมร แสงมณีดร.เสาวคนธ์ จันทร์ผ่องศรีภาพโดย :พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี พระมหาทํานอง แสงชมพูพระมหาอเนก อเนกาสี พระมหาปิยะ อุตฺตมปญฺโญพิสูจน์อักษร :พระมหาสัญชัย ชยสิทฺธิโก ป.ธ.๙ พระมหาสินชัย สิริธมฺโม ป.ธ.๗พระบัญชาสิทธิ์ ชุตินฺธโรปก/รูปเล่ม : นิรันดร รันระนา
  3. 3. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 3 คานา “เกาะลังกานี้เป็นของพระพุทธเจ้าเอง เป็นเสมือนคลังเต็มไปด้วยแก้ว ๓ ประการ ดังนั้น ความเป็นอยู่ของพวกมิจฉาทิฐิจะไม่ถาวรไปได้เลย เหมือนการอยู่ของพวกยักษ์ในสมัยโบราณไม่ถาวร ฉะนั้น ” หนังสือปูชาวลี ผู้เขียนมีความประทับใจในผู้คนและประเทศศรีลังกามากจากการได้พบปะพูดคุยในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และสหรัฐอเมริกา ชาวศรีลังกามี ความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มแจ่มใสประกอบกับเคยศึกษาประวัติของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้อุทิศชีวิตเพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสน า ความประทับใจจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เหตุนี้จึงปรารภอยู่ในใจว่า ถ้าเวลาและโอกาสอํานวยจะเดินทางไปศรีลังกา ปีพ.ศ.๒๕๕๔ มีการจัดประชุมสัมมนาพระธรรมทูตสายต่างประเทศทั่วโลก ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล พระธรรมทูตสายต่างประเทศจากทวีปต่างๆ เดินทางมาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารีเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “มีพระคุณเจ้าและญาติธรรมอยากจะไปนมัสการพุทธสถานในศรีลังกา และท่านจะนําคณะไปนมัสการพุทธสถานในลังกา มีความสนใจอยากไปด้วยไหม ” เนื่องจากจะต้องเดินทางกลับประเทศไทยในระยะเวลานั้นอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเลสงสัย เมื่อเดินทางไปศรีลังกาได้สัมผัสบรรยากาศ สถานที่ และผู้คน ยิ่งเพิ่มคว ามประทับใจ ได้ข้อคิด และมองเห็นของดีที่ชาวศรีลังกามี คิดว่าน่าจะนําสิ่งที่ได้พบจากประสบการณ์ตรงและการศึกษาของตนเอง มาแลกเปลี่ยนกันบ้าง เพื่อเป็นคติข้อคิดให้ท่านทั้งหลายที่มีความสนใจในประเทศแห่งนี้ได้ เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เขียนไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ บุคคล สถานที่ และประเทศ เพราะมีผู้รอบรู้หลายท่านเขียนไว้แล้ว ซึ่งหาอ่านได้ทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้อ่านจะได้ข้อคิด คติเตือนใจเสมือนลังกาเป็นบทเรียนเล่มใหญ่ให้เราสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้ในฐานะพุทธศาสนิกชนเช่นเดียวกัน ด้วยความปรารถนาดี ปิยเมธี
  4. 4. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 4เกริ่นนา ขอกล่าวคําทักทายที่ชาวสิงหลพูดเวลาพบกันว่า อายุบวร แปลว่า ขอให้อายุยืนยาว ก่อนจะกล่าวถึงข้อคิดและของดีศรีลังกา อยากจะ นําประวัติและความเป็นมาของดินแดนของคนฝ่ามือแดงมาเล่าสู่กันฟังให้ทราบพอสังเขปว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทําไม ทําไม ? ถึงเรียกประเทศแห่งนี้ว่า ศรีลังกา ใครเป็นบรรพบุรุษของชาวสิงหล? ตลอดถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบเกี่ยวกับชาวศรีลังกา ฉะนั้น เราอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ไปศึกษาด้วยกันเลยดีกว่าประเทศหลากนาม สมัยเป็นนักเรียนภาษาบาลีศึกษาวิธีแต่งฉันท์เห็นคําว่า ประเทศซีลอน ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่าเป็นประเทศอะไร อยู่ที่ไหน พอรู้ตอนหลังว่า ศรีลังกา กับ ซีลอน เป็นประเทศเดียวกันจึงถึงบางอ้ อ ชาวพุทธที่ศึกษาพระพุทธศาสนาคงเคยได้ยินคําว่า นิกายลังกาวงศ์ คือพร ะพุทธศาสนาที่ไทยรับเอาจากศรีลังกาในสมัยสุโขทัย มาดูกันว่าศรีลังกามีกี่นาม ชาวไทยส่วนมากเรียกประเทศนี้ว่า “ ลังกา” แปลว่า เกาะ ส่วนนักศึกษาภาษาบาลี และตัวผู้เขียนเองรู้จักในนาม “ ตัมพะปัณณิทวีป” แปลว่า เกาะของคนมีฝ่ามือแดง ก็ยังมีชื่ออื่นอีกที่เรียกกัน เช่น “ลังกาทวีป” และ “สิงหลทวีป” ส่วนชาวยุโรปเรียกว่า ซีลอน (CEYLON) ผู้รู้กล่าวว่า น่าจะมาจากคําว่า ซีแลนด์ (Sea Land) ดินแดนที่ล้อมรอบไปด้วยทะเล แต่เรียกไปเรียกมากลายเป็น ซีลอน (Ceylon) นับๆ ดูชื่อก็มีมากโข แถมในตํานานยังกล่าวไว้อีกว่า ในพระพุทธเจ้าแต่ละสมัยก็ชื่อไม่เหมือนกัน เช่น - สมัยพระกกุสันโธพุทธเจ้า เรียกว่า โอชทีปะ หรือ โอชทวีป - สมัยพระโกนาคมพุทธเจ้า เรียกว่า วรทีปะ หรือ วรทวีป - สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เรียกว่า มัณฑทีปะ หรือ มัณฑทวีป สรุปแล้ว แต่โบราณเรียก ลังกา สมัยอังกฤษปกครอง เรียก ซีลอน เมื่อได้รับเอกราชแล้ว จึง
  5. 5. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 5ใช้ชื่อเดิมแล้วเติมคําว่า ศรี ไปข้างหน้าเป็นศรีลังกา แปลว่า เกาะที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองบรรพบุรุษของชาวสิงหล ถ้าใครเคยไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในพระบรมมหาราชวัง มีโอกาสเดินชมผนังกําแพงรอบในวัดจะเห็นภาพวาดมหากาพย์รามเกียรติ์เรื่องราวการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ จะเห็นภาพหนุมานฆ่าท้าวทศกัณฐ์ เผากรุงลงกา ซึ่งกรุงนี้คนส่วนมากลงความเห็นว่า ศรีลังกา เมื่อนึกถึงเรื่องรามเกียรติ์ครั้งใด ทําให้นึกถึงกรุงลงกาพระราชวังของทศกัณฐ์ด้วย แต่ทศกัณฐ์ก็ไม่ใช่ต้นตระกูลของชาวศรีลังกา ในตํานานบอกไว้ว่า บรรพบุรุษของชาวลังกา คือ เจ้าชายวิชัย ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสิงหพาหุและพระนางสิงหสีวลี แห่งเมืองสิงหบุรี มีพระอนุชา ๑ พระองค์ นามว่า เจ้าชายสุมิตตะ เจ้าชายวิชัยเป็นคนเสเพลดื้อรั้น พระองค์พร้อมบริวาร ๗๐๐ คน ชอบเบียดเบียนรังแกชาวบ้าน จนทําให้พระราชบิดาอดทนต่อพฤติกรรมไม่ไหว จึงจั บโกนหัวเสียครึ่งหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นคนไม่ดี และเนรเทศทั้งหมดลงเรือไปถึงท่าเรือสุปปารกะ(ปัจจุบันคือ โสปาระ เมืองบอมเบย์ ) ไปถึงที่นั้น เจ้าชายพร้อมสมุนก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิมยังเที่ยว ก่อความไม่สงบอีก จึงถูกจับเนรเทศลงเรืออีกรอบจนไปขึ้นที่เกาะลังกา วันที่เจ้าชายวิชัยขึ้นเกาะลังกา ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทั้งมีตํานานเล่าว่าพระพุทธองค์ได้ตรัสกับท้าวสักกะพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า “โอท้าวสักกะ! ธรรมของเราจะประดิษฐานในเกาะลังกา และในวันนี้เอง เจ้าฟ้าชายองค์โตของพระเจ้าสิงหพาหุกษัตริย์แห่งสิงหบุรีในประเทศลาละ เสด็จขึ้ นฝั่งที่เกาะนั้นพร้อมด้วยราชบริพาร ๗๐๐ คน และจะเสวยราชสมบัติในเกาะนั้น ดังนั้น ขอพระองค์จงปกปักรักษาเจ้าฟ้าชายนั้นพร้อมทั้งบริวารและทั้งเกาะลังกานั้นด้วยเถิด” หลังจากขึ้นเกาะแล้ว เจ้าชายวิชัย ได้ปราบชาวพื้นเมือง ตั้งเมืองหลวง สถาปนาพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ของประเทศศรีลังกา เกริ่นนํามาซะเนิ่นนาน ขอนําท่านทั้งหลาย ดื่มดํากับข้อคิด และของดีศรีลังกาได้แล้ว ณ บัดเดี๋ยวนี้ ภาค ๑ ข้อคิด ๘ ส. ของชาวศรีลังกา- ส.ที่ ๑ คือ สังฆมิตตา หรือพระนางสังฆมิตตาเถรี
  6. 6. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 6 พระนามของพระนางสังฆมิตตาเถรียังปรากฎเด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มิใช่เพราะพ ระนางเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้เกรียงไกร แต่เพราะวีรกรรมที่พระนางนําภิกษุณีสงฆ์และกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานไว้ในศรีลังกานั้นต่างหากเล่า ที่ทําให้พุทธศาสนิกชนจดจําความดีงามอันนั้นอย่างที่เขาว่า “อยู่เพื่อตนเอง อยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคม อยู่ชั่วนิรันดร์” หลังจากการทําสังคายนาครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฎลีบุตรเสร็จ แล้ว ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทําให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงปรึกษากับพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ และ ทรงส่งพระธรรมทูต ๙ สายออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิศานุทิศ รวมถึงทรงส่ง พระมหินทเถระพร้อมคณะเดินทางไปประกาศพระพุทธศาสนาในเกาะตัมพปัณณิทวีปด้วย พระมหินทเถระเสด็จไปเกาะลังกาพบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะในวันเพ็ญกลางเดือน ๗ ที่ภูเขามิสสกะ(ปัจจุบันเรียกว่า มิหินตะเล)ในขณะที่พระราชาเสด็จออกไปล่าเนื้อ ทรงสนทนาปราศัยทดลองสติปัญญาซึ่งกันและกันจนเกิดความเลื่อมใสใจศรัทธา จากนั้นพระมหินทเถระก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะพร้อมทั้งข้าราชบริพารจนเกิดความศรัทธาในพระรัตนตรัย จนพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้ถวายพระราชอุทยานมหาเมฆวันให้เป็นที่อยู่ของพระมหาเถระพร้อมคณะ ซึ่งต่อมาอุทยานแห่งนี้กลายเป็นวัด “มหาวิหาร” พระมหินทเถระกล่าวกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะว่า ถ้าอยากให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาอย่างแท้จริง ต้ องให้กุลบุตรในเกาะนี้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระศาสนา ซึ่งต่อมาพระราชนั ดดาของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงพระนามว่าอริฎฐและคนอื่นๆ อีก ๕๕ คน ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ในเวลาต่อมาพระนางเจ้าอนุฬา พระราชินีรองและพระสนมกํานัลแสดงความประสงค์จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุณีบ้าง เมื่อพระมหินทเถระทราบจึงถวายคําแนะนําให้พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงส่งราชทูตไปสํานักของพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อทูลขอให้พระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะเดินทางไปยังเกาะลังกาพร้อมทั้งนํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไปปลูกยังลังกาด้วย เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้สักการะบูชา ซึ่งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่พระนางนําไปปลูกยังอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธลังกาจนถึงปัจจุบันนี้มีอายุกว่า ๒,๓๐๐ ปี ในคัมภีร์อรรถกถาสมันตปาสาทิกากล่าวถึงการเสด็จไปเกาะลังกาของพระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะที่นํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระ พร้อมทั้งทําการอุปสมบทพระนางอนุฬาและพระสนม เป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าเลื่อมใสอันแสดงออกถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมีต่อพระพุทธศาสนา เห็นถึงความเสียสละ อันยิ่งใหญ่ของพระมหิ
  7. 7. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 7นทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรีแล้วควรที่เราอนุชนรุ่นหลังควรเอาเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ขอจบส.ที่ ๑ ด้วยกฤษณาสอนน้องคําฉันท์ของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสที่ว่า พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สําคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ความดีก็ปรากฎ กิติยศก็ฤาชา ความชั่วก็นินทา ทุรยศยินขจรฯ ทุกวันนี้ชาวศรีลังกาจะมีพิธีแห่พระนางสังฆมิตตาเถรี เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีที่พระนางทําไว้ และแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระนาง- ส.ที่ ๒ คือ สัทธา มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนา เมื่อ มีโอกาสเดินทางไป ประเทศศรีลังกา ดินแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ปี ความประทับใจ แรก หรือเฟิร์ส อิมเพรสชั่น (First Impression) คือ ความศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุทธศาสนาและกล้าแสดงออกให้ เห็น (กล้าคิด กล้ าพูด กล้าทําในสิ่งที่ ถูกต้อง ) เป็นต้นว่าพระพุทธรูปปางสมาธิสีขาวที่ประดิษฐานไว้ภายในสนามบินแห่งชาติ เมืองโคลัมโบให้คนเดินทางไป-มาได้เคารพกราบไหว้ และสิ่งที่ประทับใจอีกประการหนึ่ง คือ ภายในสนามบินจะมีร้านหนังสือธรรมะ พร้อมสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้ให้คนได้เลือก อ่านและซื้อหาติดตัวเป็นที่ระลึก
  8. 8. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 8 สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ได้ศึกษาประวัติของวีรบุรุษชาวพุทธศรีลังกา นามว่า อนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ (Mahabodhi Society) และเป็นผู้มีส่วนสําคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั่วโลกไม่ควรลืมคุณูปการของท่าน เกิดความเลื่อมใสใจศรัทธามากในปณิธานการทํางาน ก ารเสียสละอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ถึงกับตั้งจิตอธิษฐานก่อนท่านมรณภาพว่า “จะขอเกิดอีก ๒๕ ชาติ ในตระกูลพราหมณ์ เพื่อทางานให้พระพุทธศาสนา” แม้ในประเทศศรีลังกา เองตามหัวเมืองต่างๆ จะมีรูปปั้นของท่านตามทางสี่แ ยกไว้ให้คนกราบไหว้ ไม่ต่างจาก ประเทศอินเดียทีปั้นรูปของท่านมหาตมะ คานธี ไว้ให้คนสักการะตามหัวเมืองต่างๆ ่ ก่อนจะเดินทางไป เยือน ศรีลังกา(เดินทางระหว่างวันที่ ๕ – ๑๒ก . พ . ๒๕๕๔ ) ไ ด้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศ และพระพุทธศาสนา ทําให้ทราบว่าตั้งแต่พระพุทธศาสนาเข้าไปประดิษฐานใน ดินแดนคน มี ฝ่ามือแดง ซึ่ง พระมหินทเถระ (พระราชโอรสของพระเจ้าอโ ศกมหาราช )และคณะนํา พระสัทธรรมไปมอบแด่ชาวสิงหล จนพระพุทธศาสนาเป็นปึ กแผ่นมั่นคง ตั้งแต่บัดนั้น จนถึง บัด นี้ พระพุทธศาสนาในศรีลังกาได้ผ่านมรสุมจากการรุกราน ด้วยวิธี ต่างๆ ของชา ติตะวันตก (โปรตุเก ส, ฮอลันดา และชาวอังกฤษ )และศาสนาที่ชาวตะวันตกนํา เข้าไป แต่ด้วยความศรัทธาของชาวสิงหลที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่าง มั่นคง(อจลสัทธา ) ทําให้สามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ผลงานที่ชาวศรีลังกาแสดงออก ถึงความรักและศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา นั้นมีมากมาย เช่น การ ออกมาปกป้องเมื่อพระพุทธศาสนา มีภัย คุกคาม หรือถูกลบหลู่ ด้วยชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ที่ไม่ เคารพหรือ เข้าใจ ในวัฒนธรรมประเพณี เช่น การที่ชาวต่างชาติหรือคนไม่มีศาสนาไปนั่งบนบ่าของพระพุทธรูปแล้วถ่ายภาพโฆษณาไปทั่วโลก เป็นต้น สิ่งหนึงทีผู้เขียนจําได้ดี คือ การที่สหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชา(วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ่ ่ของพระพุทธเจ้า )เป็น วัน สําคัญของโลก ก็เป็นผลงาน ชิ้นโบว์แดง ของชาวศรีลังกาที่ช่วยกันเรียกร้อง ให้องค์กร
  9. 9. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 9ระดับโลกยอมรับ โดยรัฐบาลศรีลังกาเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๕๔ ปีพ.ศ.๒๕๔๒ และเมื่อวั นที่ ๑๕ธันวาคม ๒๕๔๒ สหประชาชาติจึงมีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสากลของโลก และที่สําคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งคือ การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปเสมือนหนึ่งพระพุทธเจ้า เช่น การกางมุ้งให้พระพุทธรูปยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม และระเบียบเรื่องการถ่ายภาพที่ห้ามหันหลังให้พระพุทธรูป เพราะถือว่าไม่ให้ความเคารพ เมื่อ กล่าวถึงศรัทธา ของชาวสิงหล ทําให้นึกถึงอุบาสกธรรม หรือธรรมะของอุบาสกอุบาสิกาที่ควรมี ชาว พุทธคงจํากันได้ ดีถึงคุณสมบัติอันสําคัญ ๕ ข้อ แต่ขอนํามากล่าวไว้ในที่นี้ เพียง ๓ ข้อ คือ - มีสัทธา (ศรัทธา ) คื อ มี ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา เช่น เชื่อ ในกฎแห่งกรรม ว่าทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว เชื่อในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นต้น - มีศีล คือ มี สติสามารถควบคุมความประพฤติทางกาย วาจาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น - ไม่ถื อมงคลตื่นข่าว เป็นกระต่ายตื่นตูม มุ่งหวังผลจากการกระทา และการงาน มิใช่จากโชคลางและสิ่งที่ตื่นกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น เมื่อเห็นความศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุ ทธศาสนาแล้ว ก็ได้แต่รําพึงกับ ตัวเองว่า เรามีศรัทธาแบบเขาไหม และสามาร ถจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ไหม ถ้ามีวิกฤติ พระพุทธศาสนา เกิดขึ้น ขออย่าให้ศรัทธาของเราเป็นเช่นศรัทธาหัวเต่าเลย แต่จงเป็นศรัทธาที่เดินเคียงคู่กับปัญญา จะได้นําพาพระศาสนาและประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย ศรัทธาดี ต้องมี ปัญญาจับ ช่วยกํากับ พร้อมกันไป ไม่ห่างเหิน หากศรัทธา ขาดปัญญา หมดเจริญ
  10. 10. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 10 เหมือนเรือเดิน ไร้หางเสือ เพลียหลงทาง- ส.ที่ ๓ คือ สาธุ เสน่ห์ของชาวศรีลังกา มีคําโบราณกล่าวไว้ ว่า เวลาทําบุญขอให้ตั้งจิต อธิษฐานว่า เกิดชาติใด ภพใด ขออย่าให้เกิดเป็น “พระลังกาม้าอินเดีย เมียฮินดู หมูไทย ไก่จีน ” ทําไมนะเหรอ ? เพราะชาวลังกานั้น ถ้าจะบวชเป็นพระ ต้อง คิดให้รอบคอบเพราะเมื่อบวชแล้วไม่สามารถสึกได้ ส่วนม้าอินเดีย เมียฮินดู คนที่เคยไปประเทศอินเดียคงเข้าใจว่า เกิดเป็นม้าอินเดีย และเมียฮินดูมันลําบากแค่ไหน ส่วนหมูไทย และไก่จีนคงทราบกันดีว่า หัวหมู และไก่นั้น เมื่อถึงเทศกาลสําคัญจะถูกเฉียดนําไปเซ่นไหว้เทพเจ้าประจํา เกริ่นมาซะนาน เพื่อจะ พูดถึง เสน่ห์ ที่สําคั ญอีกประการหนึ่งของชาวพุทธลังกา คือคําว่า สาธุ ทําไมถึงเป็นเสน่ห์แค่พูดว่าสาธุ ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน หลายท่านอาจตั้งคําถามในใจ ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไขข้อข้องใจให้คลายสงสัย เมื่อผู้เขียนเป็นนัก ศึกษาอยู่เมืองพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศอินเดีย บ่อยครั้ งที่ได้พบชาวสิงหลเดินทางมานมัสการสังเชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานสิ่งที่ได้ยินประจําคือเสียงสาธุ การที่ชาวลังกาตั้งใจเปล่งออกมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ตอนเช้าๆ ชาวศรีลังกาใส่ชุดสีขาวเข้าแถวเดินไปเจดีย์พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีพระภิกษุเดินนําหน้า พูดธรรมะให้ฟัง ญาติโยมก็พร้อมกล่าวคําว่า สาธุ สาธุ สาธุ ฯลฯ ตลอดทาง ในนิทานธรรมบท มีบ่อยครั้งที่พระภิกษุทํา ความดีแล้วพระพุทธเจ้าจะยกย่องสดุดี ด้วยตรัสคําว่า สาธุ สาธุ สาธุ ดีแล้ว ดีแล้ว เธอทาดีแล้ว คําว่า สาธุ แปลว่า ดีแล้ว เป็นการอนุโมทนากับสิ่งที่คนอื่นทําดี เป็นบุญอย่างหนึ่ง ภาษาพระเรียกว่า ปัตตานุโมทนา มัย บุญสําเร็จด้วยการอนุโมทนายินดีกับ ความดีที่ คน อื่นทํา ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า อย่าคร้านอนุโมทนาบุญ ทําให้นึกถึงคําพูดของพระเดชพระคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อินเดีย ซึ่งมีคนมาถามความคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับการสร้างวัด ไทยในแดนพุทธภูมซึ่งมีวัดเกิดขึ้นมากมาย ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ใครทาดี เราอนุโมทนาด้วย” ิ
  11. 11. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 11 ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งไปฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้า หลังจากฟังแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงไปขออนุญาตภรรยาออกบวช ครั้นบวชแล้ว ประเพณีในสมัยนั้นเมื่อภรรยาเป็นหม้าย จะ ถูกริบเข้าหลวงเป็นสนมของพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ผู้ครองเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล วันหนึ่ง นายมาลาการเก็บดอกบัวมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงมอบดอกบัวให้กับ พระมเหสีและสนมทุกพระองค์ พร้อมทั้งทรงยื่นดอกบัวให้สนมนางนั้นด้วย เมื่อนางรับดอกบัว แล้ว ยิ้มด้วยความดีใจ แต่เมื่อรับมาแล้วดมกลับร้องไห้ ทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงตรัสถาม พระนางทูลตอบว่า ดีใจที่ได้รับพระราชทานดอกบัว แต่ที่ร้องไห้ เพราะกลิ่น หอมของดอกบัวคล้ายกับกลิ่นปากของอดีตสามี ซึ่งตอนนี้ท่านบวชเป็นสมณะ ศากยะบุตรอยู่ พระเจ้าปเสนทิโกศลมีความสงสัยว่า จะมีด้วยเหรอ ? คนที่กลิ่นปากหอม คล้ายกลิ่น ดอกบัว ลองไม่เคี้ยวไม้สีฟันสักวันคงเหม็น น่าดู ยิ่งสมัยนี้ถ้าไม่ได้แปรงฟันคงไม่มีใคร กล้าสนทนากับคนอื่น ทรงต้องการที่จะ พิสูจน์ ว่าจริงหรือไม่ จึงให้ข้าราชบริพารไป กราบ นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระรูปนั้นมา ฉันภัตตาหารในพระราชวัง เมื่อฉันภัตตาหาร เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าทรง ทราบความประสงค์ของพระราชาจึงเปิดโอกาสให้พระรูปนั้นอนุโมทนา ทันทีที่พระรูปนั้นเปิดปากพูด กลิ่นหอมก็ฟุ้งไปทั่วพระนคร จนทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลแปลกพระทัย และทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระรูปนี้ในอดีตชาติได้ทํากรรมอันใดไว้ พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่า ในอดีตชาติ พระรูปนี้ ไม่ได้ทําอะไรมาก มาย เพียงแต่เวลาที่คนทําความดี จะกล่าวอนุโมทนาสาธุกับเขา คือ ยินดีกับความดีที่คนอื่นทํา การกล่าว สาธุ กับการทําความดีของคนอื่น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้คนทําความดี ตามหลักที่ว่าปัคคัณเห ปั คคะหาระหัง ยกย่องคนที่ควรยกย่อง แล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้จิตใจของผู้กล่าว ไม่ริษยาในเมื่อคนอื่นทําดีและได้ดีอีกด้วย
  12. 12. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 12- ส.ที่ ๔ คือ สวดมนต์เก่ง “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ” พวกเราได้ยินคําพูดนี้บ่อยๆ คนส่วนมากก็ยังไม่เข้าใจว่ามีความหมายอย่างไร บางคนอาจจะคิดเลยเถิดไปว่าเป็นเพียงคําคล้องจองที่พระนิยมพูด ในต่างประเทศ มีการวิจัยจากสถาบันชั้นนําหลายแห่ง ทั่วโลกเกี่ยวกับการสวดมนต์ ว่ามี ผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เพราะในขณะที่สวดนั้น จิตใจของผู้สวดจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ไม่วอกแวก วุ่นวาย ทั้งการสวดมนต์ยังเสมือนเป็นการออกกําลังกายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย เพราะการเปล่งเสียงสวดอักขระแต่ละตัวนั้น เนื่องจาก อักขระแต่ละตัวมีที่เกิดไม่เหมือนกัน เช่น ก ไก่ เกิดที่คอ , ป ปลา เกิดที่ริมฝีปาก เป็นต้น จึงเท่ากับ เป็นการ ออกกําลังกายไปในตัวด้วยในขณะที่สวดนั้น ถ้าจิตเป็นสมาธิคือ ตั้งมั่นแน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่สวด จะทําให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ เมื่อใจสงบไม่มีสิ่งรบกวน(กิเลส) กายก็พลอยสงบระงับไปด้วย ปราชญ์จึงบอกว่า “ออกกาลังกายต้องเคลื่อนไหว ออกกาลังใจต้องหยุดนิ่ง” วันที่คณะผู้เขียน เดินทางไป สักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว กว่าจะผ่านด่านเข้าไปภายในวัดต้องตรวจกัน หลาย ครั้งโดยเฉพาะฆราวาส สําหรับพระภิกษุสาเณรผ่านสบาย โชคดีที่ไกด์ทัวร์ประสานงานไว้เรียบร้อยแล้ว คณะจึงผ่านเข้าไปเดิ นชมภายในบริเวณวัด ที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นจากผู้ที่ต้องก ารจะทําลายศูนย์รวมจิตใจของชาวลังกา เดินชมไปแต่ละชั้นของตึกที่แสดงเกี่ยวกับพระธาตุเขี้ยวแก้ว ไม่ว่าจะเป็นงาช้าง เชือกที่เคยใช้ในพิธีแห่พระธาตุ เขี้ยวแก้ว สมบัติอันมีค่าที่คนถอดบูชาพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่ทางรัฐบาลนํามาแสดงไว้ให้ชม พอใกล้ถึงเวลาที่เขาจะเปิดให้คนเข้าไปสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว คณะของพวกเราก็ขึ้นไป
  13. 13. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 13บนชั้นสองของหอที่เก็บพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีชาวศรีลังกานั่ง สมาธิบ้าง นั่งสวดมนต์บ้าง (การนั่งของชาวลังกาส่วนมากจะนิยมเหยียดขา เคยเห็นชาวลังกานั่งฟัง พระเทศน์ ประนมมือ และเหยียดเท้าไปทางพระ คนที่ไม่เข้าใจอาจเกิดอกุศลจิตคิดไม่ดีกับเขาว่าไม่เคารพพระ แต่สาหรับชาวลังกาแล้วจิตใจที่เคารพเป็นสิ่งสาคัญ)รอเวลาที่จะเข้าชมสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว ผู้เขียนนั่งกราบไปทางที่เก็บพระธาตุ ฯ และนั่ง หลับตาทํา สมาธิ ในขณะนั้นก็ ได้ยินเสียงสวดมนต์บทต่างๆเช่น บทมงคลสูตร กรณียเมตตสูตร รัตนสูตร เป็นต้น ฟังเสียงสวดมนต์ของชาวศรีลังกาแล้ว รู้สึกปีติ และมีความสุขเพราะสวดมนต์เป็นจังหวะ จึงหน่วงเหนี่ยวเอาเสียงสวดมนต์มาเป็นอารมณ์ในการทําสมาธิ ทําให้จิตใจเบิกบานแช่มชื่นดี เมื่อนังสมาธิพอสมควรแล้ว จึงลืมตาขึ้นและ ่ เหลือบมองไปทางคณะสวดมนต์ชาวลังกา พร้อม ทั้งยิ้มให้ พวกเขาจึงเข้ามาทําความเคารพ และ ทักทาย สอบถาม สาระทุกข์สุกดิบ จึงทําให้รู้ว่า ชาว ศรีลังกากลุ่มนี้เดินทางมาจากที่ไกล ห่างจากเมือง แคนดี้เกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร แต่เดินทางมาสักการะ พระธาตุเป็นประจําทุกปีติดต่อกันเป็นเวลา ๔๕ ปี แล้ว เหมือนเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งของตระกูล ที่ถือปฏิบัติมายาวนาน สนทนากัน พักใหญ่ก็ได้เวลาเข้าไปกราบพระธาตุเขี้ยว แก้ว จึงต้องไปเข้าแถว เพื่อเข้ากราบนมัสการพระธาตุ ฯ ภายในห้องซึ่งต้องผ่านประตูหลายประตู วันนั้นคณะผู้เขี ยนเป็นคณะที่ ๒ ที่ได้เข้าไปกราบพระธาตุฯ ภายใน แต่มีเวลาไม่นานในการนมัสการเพราะต้องเอื้อเฟื้อแก่คณะอื่นที่รอคิวยาวเหยียดด้วย เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที กับการไหว้พระธาตุฯ ก็ทําให้ มีความสุขใจทุกครั้งที่นึกถึง ผู้เขียนประทับใจชาวสิงหลที่ปลูกฝังการสวดมนต์ให้กับบุตรหลาน และคนในครอบครัว เพราะทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะตัวเล็กไม่กี่ขวบก็ สามารถสวดมนต์สูตรต่างๆ ได้ไม่แพ้ พระภิกษุ เลยทีเดียว การสวดมนต์เก่งจึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวศรีลังกาที่ชาวพุทธไทยเราควรเอาเป็นแบบอ ย่าง เพราะอย่างน้อย ถ้ามีคนถามชาวพุทธไทยว่า อะไร คือ สัญลักษณ์ของชาวพุทธไทย อย่างน้อยเราก็ตอบเขาได้ว่า สวดมนต์เก่ง ไม่ใช่นินทาเก่ง มีชาวพุทธบางท่านเคยบอกว่า เป็นชาวพุทธสบาย ง่ายๆ ไม่ต้องถืออะไร อันนี้ต้องระวัง เพราะถ้าไม่ยึดถือปฏิบัติอะไร
  14. 14. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 14เลย ก็คงไม่ต่างจาก คนที่ไม่มีศาสนา ฉะนั้น ชาวพุทธไทยอย่างน้อยก็ต้องมีเอกลักษณ์อะไรสักอย่างที่จะโชว์ชาวโลกได้ว่าเราก็มีดี- ส.ที่ ๕ คือ ใส่ชุดขาว เอกลักษณ์ของชาวพุทธลังกา การแต่งชุดขาวไปวัดดูเหมือนจะเป็น เรื่องปกติของชาวพุทธลังกา วันที่ผู้เขียนเดินทางไปชมวัดกัลยาณี ในเมืองโคลัมโบ เห็นชาวพุทธลังกาใส่ชุดขาว พาลูกหลานไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ทุกคนต่างแต่งกายด้วยชุดขาว เป็นภาพประทับใจที่หาดูได้ยากในประเทศอื่น คณะแสวงบุญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความประทับใจที่ได้เห็นภาพเด็กๆ ตั้งแต่เล็กจนโตมาศึกษาพระพุทธศาสนา มีครูทั้ งพระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสอนในวิชาต่างๆที่เด็กๆ ควรรู้ ผู้เขียนเดินดู ไปตามห้องเรียนต่างๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักทายอะไรมากมายเนื่องจากยังอยู่ในชั่วโมงเรียนของเด็กๆ แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจเรียนของพวกเรา ผู้เขียนบวชเรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จนถึง ปัจจุบัน อายุ ๓๓ ปี ยังไม่เคย เห็น นักเรียน พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มากมายอย่างนี้ ถามพระภิกษุ ชาวศรีลังกาที่นําคณะเราไปเยี่ยมชมวัด ท่านกล่าวว่า มี นักเรียนประมาณ ๕,๐๐๐ คน ฟังแล้วได้แต่นึก อนุโมทนาและเกิดแรงบันดาลใจว่าบ้านเราน่าจะเอาเป็น แบบอย่าง วัดหลายวัดในเมืองไทย และมหาจุ ฬาลงกรณ ราชวิทยาลัยก็จัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มากว่า ๕๐ ปี เหมือนกัน ถ้าผู้เขียนจําไม่ผิดก็ได้ไอเดียมาจากประเทศศรีลังกานี้ เคยสังเกตชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางไปไหว้พระในประเทศอินเดีย ผู้เขียนมีความประทับใจชาวพุทธลังกาเป็นพิเศษ ในความมีระ เบียบวินัย เช่น การแต่งกายด้วยชุดขาวเหมือนกัน หมด การเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย การเปล่งวาจาสาธุการพร้อมกัน และการสวดมนต์ เป็นต้น การ ปฏิบัติ ได้เช่นนี้ แสดงว่า ได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างดีจนกลายเป็นอุปนิสัย เห็นภาพอันประทับใจแล้วก็ได้แต่นึกถึงพุทธพจน์ที่ “ทันโต เสฎโฐ มะนุสเสสุในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นผู้ประเสริฐ ” แต่การฝึกมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ทําได้ยากที่สุด โดยเฉพาะตัวเราแต่ถ้าใครฝึกได้ก็เป็นยอดมนุษย์อย่างเช่น พระพุทธเจ้า พระเยซู มหาตมะ คานธี มาติน ลูเธ่อร์ คิงส์ และมหาบุรุษอีกหลายท่านบนโลกใบนี้
  15. 15. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 15 มีสุภาษิตจีนเกี่ยวกับการฝึกกาย ฝึกจิตว่า "จงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นความประพฤติ จงระวังความประพฤติ เพราะความประพฤติจะกลายเป็นความเคยชิน จงระวังความเคยชิน เพราะความเคยชินจะกลายเป็นนิสัย จงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นสันดาน จงระวังสันดาน เพราะสันดานจะกาหนดชะตากรรมตลอดชีวิต"- ส.ที่ ๖ คือ สมาธิ หรือพระพุทธรูปปางสมาธิ นิยมสร้างในศรีลังกา นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาเตือนสติไว้ว่า "ไหว้พระพุทธ ระวังอย่าสะดุดเอาทองคา ไหว้พระธรรม ระวังอย่าขยาคัมภีร์ใบลานเปล่า ไหว้พระสงฆ์ระวัง ไปหลงลูกชาวบ้าน " เป็นสิ่งที่เราควรระวังอย่างยิ่งในการปรับความคิดของเราให้เป็นสัมมาทิฎฐิ คือ มองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ พระพุทธรูปถือว่าเป็นสื่อในการดึง คนให้ เข้าถึง สัจจธรรม เป็นเจดีย์อย่างหนึ่ง ที่ควรเคารพบูชาเรียกว่า อุทเทสิกเจดีย์ คือ สร้าง อุทิศ เจาะจงพระพุท ธเจ้า หรือจะบอกว่า เป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์ก็ไม่ผิด ชาวพุทธไทยให้ความเคารพพระพุทธรูปมากและนิยมสร้างถวายวัดต่างๆ พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นปางที่ชาวไทยนิยมสร้างไว้บูชาสักการะ เพราะมีความเชื่อว่า สามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ ในประเทศศรีลังกา ผู้เขียนเห็นชาวพุทธลังกานิยมสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ, ปางไสยาสน์, ปางรําพึง และปางแสดงสัจธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พระพุทธรูปปางสมาธิ ไม่ทราบว่ามีเหตุผลประการใดจึ งนิยมสร้างพระพุทธรูปปางนี้ แต่ผู้เขียนสรุปเองในใจว่า คนศรีลังกาคงต้องการ สื่อหรือสอนประชาชน ว่า ควรมีสมาธิ หรือตั้งใจทําสิ่งต่างๆในชีวิต เพราะสมาธิหรือความตั้งใจมั่นนั้นมีความสําคัญอย่างมากในการดําเนินชีวิตประจําวัน ถ้านั้นคือวัตถุประสงค์ของการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ถือว่าเป็นกุสโลบายที่ชาญฉลาดมาก เพราะไปที่ไหนจะเห็นแต่พระพุทธรูปปางนี้ บางเมืองสร้างไว้บนยอ ดเขาสูงเด่นเห็นสง่า มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิทีไรเหมือนพระพุทธเจ้าเตือนสติว่า จงมีสมาธิเดี๋ยวนี้
  16. 16. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 16 สมาธิ (Meditation) แปลว่า ความตั้งมั่นสม่ําเสมอ คือ จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทุกศาสนามีการทําสมาธิ แต่สมาธิในพระพุทธศาสนาแตกต่างจาก สมาธิในศาสนาอื่ น เพราะสมาธิในพุทธศาสนา เรียกว่าสัมมาสมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นชอบ ถูกต้อง หรือสมาธิชอบ หมายถึง การทําสมาธิที่ทําจนได้ฌาน เพื่อเอาเป็นบาทฐานในการเจริญปัญญา เพื่อใช้เป็นดาบประหัตประหารกับกิเลสตัณหา ต่อไป คุณลักษณะของสัมมาสมาธิ คือสะมาหิโต ปะริสุทโธ และกัมมะนีโย คือ - สะมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สัดส่ายไปนั้นมานี้เหมือนลิง เปรียบเช่นน้ําตกที่ไหลลงจากภูเขาและไหลไ ปทางเดียวกัน มีพลังมหาศาล สามารถจะพัดพาเอาสิ่งต่างๆ ที่ขวางหน้าไปได้ จนถึงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย จิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ย่อมมีพลังในการ ทํากิจต่างๆ ในชีวิตประจําวัน เช่น อ่านหนังสือก็จําได้ง่าย - ปะริสุทโธ แปลว่า บริสุทธิ์ คือ จิตที่ปราศจากอารมณ์ขุ่นหมัว เช่น โลภ โกรธ หลงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นกับน้ําในหนองที่ตะกอนนอนก้นแล้ว สามารถมองเห็นกุ้ง หอย ปู ปลา จิตที่บริสุทธิ์ย่อมมองเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่ ผ่านเข้ามาได้อย่างชัดเจน - กัมมะนีโย แปลว่า ควรแก่การงาน เหมาะสําหรับใช้งาน คือ ควรแก่การทํางานทางด้านปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตที่เป็นสัมมาสมาธิจะ สามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล งานที่ออกมาจึงละเอียดประณีต และไม่บกพร่อง พระพุทธรูปอีกปางหนึ่งที่เห็นทั่วไปในศรีลังกา คือพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สําหรับผู้เขียน เมื่อเห็นพระพุทธรูปปางนี้แล้ว ได้ข้อคิดว่า ควรพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่ทํางานจนไม่ได้พักผ่อนหรือพักผ่อนจนไม่ได้ทํางาน สรุปแล้วทุกคนก็ต้องจัดสรรปันส่วนเวลาในการใช้ชีวิตให้ลงตัว เหมาะสมกับแต่ละคนไป เพราะเราต่างได้เวลามา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันหมด โดยส่วนตัว เวลาที่กราบไหว้พระพุทธรูปครั้งใด ก็เหมือนท่านเตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา เช่น พระพุทธรูปปางสมาธิ เตือนให้เรามีสมาธิหรือตั้งใจกับสิ่งที่ทํา , พระพุทธรูปปางไสยาสน์เตือนให้เราจัดสรรเวลาพักผ่อนให้ เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย , สําหรับคนไทยที่นิยมสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย นั้นคือการเตือนสติให้เราเอาชนะมารหรือจัดการกับสิ่งไม่ดี ในใจของเราให้ได้ เสียก่อน นี้แหละคือคัมภีรธรรมที่แฝงอยู่ในพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้
  17. 17. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 17 บางคนยังถามต่อไปอีกว่า ทําไมหัวแหลม , หูยาว, หน้ายิ้ม , และตามองต่ํา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปริศนาธรรมที่ปราชญ์ท่านต้องการสอนเรา หัวแหลม คือ ให้ใช้เหตุผล ใช้ปัญญาในการดําเนินชีวิต , หูยาว คือ ให้เป็นคนหนักแน่น ตรวจสอบก่อน ไม่หูเบาเชื่อง่าย, หน้ายิ้ม หมายถึง ให้เป็นคนยิ้มแย่มแจ่มใส หรือมีจิตใจสดชื่นแจ่ มใส และอีกประการหนึ่งที่สําคัญว่า ทําไมตามองต่ํา คือ ให้ดูตัว เอง อ่านตัวเองให้มากๆ อย่างที่เขาว่า “ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น”- ส.ที่ ๗ คือ สรณังกร หรือสามเณรสรณังกร ธรรมดาของสรรพสิ่ง ในโลกนี้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไป บางคราวเจริ ญขึ้น บางคราวก็เสื่อมลงพระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สามารถหลีกพ้นกฏธรรมดาข้อนี้ไปได้ บางสมัยเจริญรุ่งเรือง บางสมัยก็เสื่อมโทรมลงไป แต่พระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สิ้นคนดีที่เกิดมาช่วยกอบกู้ พระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้น อีกบุคคลที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในประวัติศาสตร์การฟื้นฟู ศาสนา คือ สามเณรสรณังกร ชีวประวัติ ของท่านเป็นชีวิตที่น่าศึกษาเรียนรู้ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระภิกษุที่ทําหน้าที่เป็นพระธรรมทูตเผยแผ่พระศาสนา เพราะบุคคลท่านนี้เกิดมาเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ผู้เขียนขอนําประวัติและผลงานการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกามาเล่าสู่กันฟังโดยย่อ ดังต่อไปนี้ เด็กชายสรณังกร เกิดวันอาทิตย์ ปีเถาะ พ .ศ.๒๒๔๒ ณ หมู่บ้านชื่อ แวลิวิฎะ (Valivita) แขวงเมืองตุมปะเน(Tumpane) ท่านเกิดในตระกูลกุลตุงคะ ซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูงชั้นอํามาตย์ เป็นผู้ปกครองท้องถิ่นนั้น ท่านสรณังกรมีความสนใจในทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย กอร์ปทั้งมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ประสงค์ที่จะออกบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่บิดามารดาไม่ยอมอนุญาต แต่ท่านก็ไม่ลดละ ความตั้งใจจริงในการออกบวช แสดงความมุ่งมั่นจนบิดามาร ดายอมอนุญาตให้บวชเมื่อท่านอายุ ๑๖ปี โดยได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรจากพระสุริยโกทเถระ เมื่อบวชแล้ วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทั้ง ภาค ปริยัติและภาคปฏิบัติ โดยได้ ออกแสวงหาอาจารย์เพื่อ ศึกษาภาษาบาลี และธรรมะท่านเป็นคนมีความวิริยะอุตสาหะสนใจในการศึกษาจึงทําให้ ไม่ช้านานก็แตกฉานในภาษาสิงหล บาลี และสันสกฤต
  18. 18. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 18 เมื่อมีความรู้พอ เอาตัวรอดแล้ว สามเณรสรณังกรพร้อมคณะสีลวัตรที่ท่านตั้งขึ้นกับศิษย์ จาริกไปตามคามนิคมน้อยใหญ่เพื่อสั่งสอนประชาชนให้เข้าใจธรรมะ และฟื้นฟูการบิณฑบาตซึ่งหายไปจากประเทศศรีลังกา ด้วยข้อวัตรปฏิบัติและ การเทศนาที่สามารถนําไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจําวัน ทําให้ประชาชนให้ความสนใจและเลื่อมใส แต่เป็นธรรมดาของการทํางานย่อมมีปัญหาอุปสรรค เมื่อท่านมีคนเลื่อมใสมากขึ้น จึงทําให้พระภิกษุคณะเดิมไม่พอใจจนเกิดเป็นความกันขึ้นถึงโรงศาล และคณะสามเณรสรณังกรเป็นฝ่ายแพ้ ต่อมามีพระฮินดูรูปหนึ่งเดินทางมาจากประเทศอินเ ดีย เพื่อเที่ยวชมเมืองอนุราธ ปุระ พระเจ้านเรนทรสิงห์ทรงทราบจึงรับสั่งให้นิมนต์พระฮินดูรูปนั้นเข้าไปในพระราชวัง เพราะทรง ปรารถนา จะทราบความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในอินเดีย แต่พระฮินดูรูปนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระพุท ธศาสนาเลย จึงมีพระราชประสงค์จะให้พระลังกาแสดงความสามารถให้นักบวชต่างชาติได้เห็น ทรงอาราธนาให้คัดเลือกพระนักเทศน์มาแสดงธรรมในพระราชวัง แต่ไม่มีใครสามารถแสดงธรรมให้นักบวชต่างศาสนาฟังได้ จนทําให้พระเจ้านเรนทรสิงห์ทรงกลุ้มพระทัย อํามาตย์ท่านหนึ่งจึงกราบทูลเสนอว่า มีสามเณรสรณังกรสามารถแสดงธรรมได้ เพราะเป็นผู้แตกฉานในธรรมะ พระเจ้านเรนทรสิงห์จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปนิมนต์มาเทศน์ สามเณรรับนิม นต์และเดินทางลงมาเทศน์ ด้วยความสามารถที่ฝึกฝนมา สามเณรกล่าวคาถาภาษาบาลี และอธิบายเป็นภาษาสิงหล พร้อมทั้งแปลให้นักบวชฮินดูฟังเป็นภาษาสันสกฤษ คนที่มาประชุมสโมสรในวันนั้นต่างทึ่งในอัจฉริยภาพข้อนี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรสรณังกรจึงเป็นที่ยอมรับ นับถือของบุคคลทั่วไป พระเจ้านเรนทรสิงห์ เองก็ทรงศรัทธาในสามเณรเป็นอย่างมาก การดําเนินงานเผยแผ่ พระศาสนา จึงสามารถขยายขอบข่ายออกไปได้กว้างเพราะมีเพื่อนร่วมงานคอยช่วยเหลือ ท่านได้ร่างกฎระเบียบของคณะสีลวัตร ว่าด้วยการนุ่งห่ม การทําวัตรสวดมนต์และการบิณฑบาต เป็นต้น ในเวลาที่ว่างท่านก็แต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สารัตถะสังคหะ มหาโพธิวังสะฯลฯ เมื่อทําการเผยแผ่พระศาสนาไปได้ระยะหนึ่ง สามเณรสรณังกรก็มีความคิดว่า การจะประดิษฐานพระศาสนาให้เป็นปึ กแผ่น มั่นคงนั้น ต้องมีการอุปสมบทเป็นพระภิกษุของชาวลังกาเอง จึงทูลขอความช่วยเหลือให้พระเจ้าแผ่นดินช่วยเป็นธุระในเรื่องแสวงหาพระภิกษุมาอุปสมบทให้สามเณรและชาวลังกา พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ทรงเป็นธุระในการส่งราชทูตไปสืบหาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในประเทศต่างๆ แต่การอุปสมบทพิธีก็มาบรรลุผลสําเร็จในรัชกาลของพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ทรงส่งราชทูต ให้เดินทางไปขอให้คณะสงฆ์จากสยามประเทศ มาช่วยฟื้นฟูการพระศาสนา ในสมัยกรุง
  19. 19. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 19ศรีอยุธยา โดยพระเจ้าบรมโกศทรงส่งคณะพระธรรมทูตไทยชุดแรกโดยการนําของพระอุบาลีมหาเถระ มีพระภิกษุ๑๘ รูป สามเณร ๘ รูป ไปให้การบรรพชาอุปสมบทแก่ชาวลังกาเป็นพระภิกษุสงฆ์ ถึง ๗๐๐ รูป เป็นสามเณร๓,๐๐๐ รูป และสามเณรสรณังกรก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และต่อมาท่านได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชสรณังกร สังฆราชรูปแรก และรูปสุดท้ายของศรีลังกา สมเด็จพระสังฆราชสรณังกรทรงทํางานเผยแผ่พระศาสนาจนมีพระชนมายุได้ ๘๑ พรรษา เป็นธรรมดาของสังขารร่างกาย พระองค์ทรงพระประชวร ในขณะที่ประชวรมีพระประสงค์จะสดับพระธรรมเทศนา คณะลูกศิษย์ได้นิมนต์ให้พระมาเทศน์ ขณะกําลังสดับพระธรรมเทศนาอยู่นั้น พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการสงบ พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งรับสั่งให้สร้างเจดีย์สําหรับบรรจุพระอัฐิธาตุซึ่งต่อมาเรียกว่า สรณังกรเจดีย์ สมเด็จพระสังฆราชสรณังกร จึงถือว่า เป็นแบบอย่างของการทํางานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การทํางานของท่านมีปัญหาอุปสรรคมากมาย บางครั้งถึงกับต้องขึ้นโรงศาล บางครั้งถูกลอบฆ่าจากคนต่างศาสนา แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ท่านเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยึดหลักที่พระพุทธเจ้าทรงทําไว้เป็นแบบอย่างที่ว่า ทรงเอาชนะทุกอย่างด้วยความดี จึงทําให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้อ่านอยากศึกษา เรื่องราวชีวประวัติ โดยละเอียด ของสามเณรสรณังกร สามารถหาอ่านได้จาก หนังสือประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ ในลังกาทวีป ของกรมพระยาดํารงราชานุภาพ , พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ของ ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร และหนังสือสยามวงศ์ในลังกา ของสยาม แสนขัติ เป็นต้น- ส.ที่ ๘ คือ สยามวงศ์นิกาย ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเส มือนผ้าขาวที่ไม่มีรอยด่างดํา เกี่ยวกับ การรบราฆ่าฟัน แต่พระพุทธศาสนากลับเป็น ศาสนทูตที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่ างประเทศต่างๆ ในแทบเอเชีย ได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินทางไปประเทศแห่งใดไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว ศรีลังกา และอินเดีย ทําให้เกิดความปลาบปลื้มใจว่า เราในฐานะชาวพุทธมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมพันธไมตรีทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยกับศรีลังกาเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น ในสมัยสุโขทัย ประเทศไทยเป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือด้านพระศาสนาจากลังกา แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยได้นําพระพุทธศาสนากลับไปมอบให้ศรีลังกาดังเดิม มีอยู่บางสมัยที่พ ระพุทธศาสนา ในศรีลังกาซบเทราลงไป เพราะถูก ปัญหาทั้งภายนอกทั้งภายในรุมเร้า จนแทบจะเอาตัวไม่รอด ในสมัยนั้นประเทศศรีลังกาได้ขอความช่วยเหลือจากประเทศไทยทางด้านการพระศาสนา
  20. 20. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 20ประเทศไทยได้ส่งพระอุบาลีพร้อมทั้งคณะไปฟื้นฟูพระศาสนาที่ลังกา โดยเดินทางไป ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่สามเณรสรณังกรและชาวลังกาเป็นจํานวนมาก จนทําให้เกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ขึ้นและดํารงอยู่จนถึงปัจจุบัน พระอุบาลีมหาเถระพร้อมทั้งคณะถือว่าเป็นพระธรรมทูตชุดแรก (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ เป็นสิ้นค้าOTOP ชั้นเยี่ยม)ที่ไทยส่งออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดน ท่านและคณะ ไม่เพียงแต่ให้การอุปสมบทกุลบุตรชาวสิงหลเท่านั้น แต่ท่านยังได้ฟื้นฟูวินัยนิยมพระบรม พุทธานุญาตให้แก่พระสงฆ์ลังกา ที่ท่านอุปสมบท ให้ ได้เห็นเป็นแบบอย่าง เช่น การ อธิษฐานเข้าพรรษา การปวารณาออกพรรษา การทอดถวายกฐิน อุปสมบทวิธี การแสดง อาบัติ การถวายสังฆทาน การสวดมนต์ การแสดงอาบัติ และอื่นๆ เรียกได้ว่า ท่านเป็น แป้นพิมพ์หรือต้นแบบที่ดีในการประพฤติปฏิบัติ ดังมีกลอนนิรนามว่า การสั่งสอน คนทั้งหลาย ให้มีธรรม พูดให้จํา ทําให้ดู อยู่ให้เห็น การทําดี ให้เขาดู นี้จําเป็น อยู่ให้เห็น ว่ามีสุข ทุกเวลา เพียงการพูด ให้เขาจํา แต่ทําทราม พูดร้อยคํา มันตกต่ํา แล้วไร้ค่า ทําให้ดู เพียงครั้งเดียว มีราคา จงอุตส่าห์ ทําให้ดู อยู่ให้เห็น พระอุบาลีมหาเถระทํางานเผยแผ่พระศาสนาในลังกาอยู่ไม่กี่ปีก็ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคหูอักเสบ เมื่อพ .ศ.๒๒๙๙ กษัตริย์ลังกาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่านอย่างสมเกียรติ กล่าวได้ว่า ท่านตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเป็นทหารก็ต้องมีธงชาติคลุมโลงศพ กล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลทรงส่งคณะพระอุบาลีไปให้กุลบุตรชาวลังกาบรรพชาอุปสมบท พร้อมทั้งอบรมด้านวินัยบัญญัติก่อน หลังจากนั้นพระองค์ก็ส่งคณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ มีพระ
  21. 21. ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 21วิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้า คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ นี้ เก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่าพระองค์ประสงค์จะให้พระศาสนาในลังกาเ

×