Your SlideShare is downloading. ×
Study success
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Study success

1,000
views

Published on

เรียนอย่างไรใหประสบความสำเร็จ

เรียนอย่างไรใหประสบความสำเร็จ

Published in: Education, Spiritual

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,000
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
16
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชาการจัดการและทักษะการเรียนในระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 3 หัวขอ เรียนอยางไรใหประสบความสําเร็จ บทความเลขที่ A03/1 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 เรียนอยางไร ? ใหประสบความสําเร็จ โดย ผศ. บุษยมาส สินธุประมา เรียนมหาวิทยาลัยไปทําไม ? นักศึกษาอาจจะถูกตั้งคําถามนี้หลายครั้งเมื่อยางกาวเขามาในรั้วมหาวิทยาลัย และแมบางคน อาจจะยังไมถูกถามก็นาจะถามตัวเอง เพราะถาไมอยางนั้นการเรียนระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยก็คง จะเปนเพียงขั้นตอนธรรมชาติสวนหนึ่งในชีวิตที่ “ตอยอด” มาจากมัธยมศึกษา หรืออีกนัยหนึ่งอุดมศึกษา จะไมมความหมายในตัวของมันเอง และกลายเปน “ซุปเปอรมัธยม” ไปเทานั้น ี บางคนตอบว า การเรี ย นในมหาวิ ท ยาลั ย คื อ การพั ฒ นาตนเองเพื่ อ เตรี ย มไปประกอบอาชี พ คํ า ตอบนี้ คงจะถู กเพี ยงส วนเดี ย ว เพราะถ า คํา ตอบนี้ถู กรอ ยเปอร เซ็น ต มหาวิท ยาลัย ก็ ค งไม ต า งจาก “โรงเรียนฝกอาชีพ” เทานั้น ในความเปนจริง การอุดมศึกษายังมุงพัฒนาความเปน “มนุษย” หรือธรรมชาติสวนดีในตัว นักศึกษาแตละคน เพื่อเสริมเขากับความรู ความสามารถ และทักษะในเชิงวิชาชีพ เพราะเมื่อนักศึกษา เรียนสําเร็จเปนบัณฑิตออกไปแลว ไมเพียงแตไปประกอบอาชีพเทานั้น แตยังจะไปสรางครอบครัวและอยู รวมกับผูคนอีกเปนจํานวนมากในสังคมดวย ความสําเร็จของการเรียนในมหาวิทยาลัย จึงตองเริ่มจากความตระหนักของนักศึกษาเองวาตนเขา มาทําไม มีภารกิจอยางไร และกําลังมุงไปสูเปาหมายอะไร ? องคประกอบหลักที่จะนําไปสูความสําเร็จ เงื่อนไขปจจัยที่เปนตัวกําหนดวานักศึกษาจะประสบความสําเร็จ (หรือลมเหลว) ในการศึกษามาก นอย หรือชาเร็วอยางไรนั้น มีอยูดวยกันมากมาย และสงผลตอกันอยางคอนขางจะซับซอน อยางไรก็ตาม องคประกอบพื้นฐานที่สําคัญ ๔ สวนซึ่งจะนํานักศึกษาไปสูความสําเร็จก็คือ กาย อารมณ สังคม สติปญญา ๑. กาย รางกายที่แข็งแรงสมบูรณ เปนพื้นฐานเบื้องตนอันสําคัญที่สุด ถานักศึกษามานั่งเปนลม เพราะหิวขาวตอนสาย ๆ ทุกวัน หรือเจ็บออด ๆ แอด ๆ เขาโรงพยาบาลภาคการศึกษาละสองเดือน ก็คง ไมมีทางเรียนใหประสบความสําเร็จได
  • 2. ๒. อารมณ ในสวนนี้หมายถึงทั้งอารมณความรูสึก เชน โกรธ, เบื่อ, ขี้เกียจ, ขยัน, กระตือรือรน, ไปจนถึงทัศนคติ เชน ความชอบ/ไมชอบ และอคติที่มีตอสิ่งตาง ๆ ดวย ปจจัยขอนี้ก็คงจะอธิบายไดไม ยาก นักศึกษาจํานวนไมนอยเรียนภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตรไดไมดี (ออน) เนื่องจากสาเหตุพื้นฐาน คือ อคติ/ความไมชอบ ที่มีตอวิชาทั้งสองนี้ เมื่อเขาเรียนทีไรก็จําใจเรียนอยางเบื่อหนาย ถาไมสามารถ แกไขปรับปรุงองคประกอบขอนี้ไดก็ยากที่จะประสบความสําเร็จในการเรียนโดยรวม ๓. สังคม องคประกอบสองขอแรกนั้น เปนเรื่องของตัวเราเอง ที่เรายังสามารถควบคุมดูแล ปรับปรุงพัฒนาไดดวยตนเอง แตเมื่อมาถึงขอที่สาม คือสังคม ที่เริ่มจากหนวยเล็กที่สุดคือครอบครัว ขยายสูวงกวา ง เช น เพื่อ นฝู ง และคนรอบขา ง จะพบว า เงื่ อ นไขในองค ประกอบขอนี้ คอ นขางจะอยู นอกเหนือการจัดการ ควบคุม ดูแล เพราะนอกจากครอบครัวที่เปนหนวยสังคมแลว ยังรวมเอาเงื่อนไข ทางเศรษฐกิจผนวกเขาไวดวย ถึงแมวานักศึกษาอาจจะไมสามารถเขาไปแกไขปรับปรุงองคประกอบขอนี้ ไดมากนัก แตกเปนเรื่องสําคัญที่จะตองพิจารณาใหเขาใจ เพื่อจัดการใหสงผลกระทบในเชิงลบตอการเรียน ็  ของเราใหนอยที่สุด ๔. สติปญญา ขอนี้จัดไวทายสุดเพราะเปนคุณสมบัติติดตัวมาแตเกิด หรือพัฒนาอยูในชวงสั้น ๆ ของวัยทารกเทานั้น อยางไรก็ตามองคประกอบขอนี้มิใชวาจะอยูนอกเหนือการควบคุมจนกระทั่งเราไม ตองไปคิดถึงมันอีกเลย เพราะสติปญญาในขอนี้มิไดหมายถึงเพียงแตระดับความเฉลียวฉลาดที่ภาษาฝรั่ง เรียกวา IQ เทานั้น แตยังตองพิจารณาลงไปถึงรายละเอียดทางองคประกอบของความสามารถทาง สติปญญา ที่มาจากความแตกตางของสมองซีกซายกับซีกขวาดวย ซึ่งเราพบวา บางคนมีความสามารถเดน ในเชิงตรรกะ เชน การใชเหตุผล การคิดคํานวณ การวางระบบและลําดับความคิด ในขณะที่อีกคนหนึ่ง อาจจะโดดเดนมากกวาในการแสดงออกทางอารมณความรูสึก รวมไปถึงการรังสรรคงานทางดานศิลปะ ดนตรี เปนตน นักศึกษาจึงตองประเมินและตระหนักถึงความสามารถเฉพาะตัวของแตละคน เพื่อจัดวาง ทางเลือกที่เหมาะสมสําหรับตัวเองอยางดีที่สุด การตั้งเปาหมายที่เปนไปไดและควรจะเปน การเรียนก็เหมือนกับการทํากิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตอีกมากมาย คือ ตองมีเปาหมาย แตนักศึกษา จํานวนไมนอยยังไมทราบ หรือแมแตไมเคยคิดวาเปาหมายในชีวิตของตนคืออะไร และเปาหมายในการเขา มาเรียนในมหาวิทยาลัยคืออะไร เมื่อไมมีเปาหมายจึงไมรูวาจะวัดความสําเร็จไดอยางไร  ๒
  • 3. ลักษณะของการตั้งเปาหมายที่ดี ๑. เปนสิ่งที่พงปรารถนา / เปนสิ่งกระตุนในทางที่ดี (ใครบางตั้งเปาจะจบไปเปนโจร ?) ึ ๒. เปนสิ่งที่อยูในวิสัยจะเปนไปได (ถาอยากรวยกวา บิล เกตส จะมากไปไหม ?) ๓. วัดความสําเร็จได ๔. ทําสําเร็จไดภายในกําหนดเวลา (คงไมใช ชาติหนาตอนบาย ๆ ?) วิธีการตั้งเปาหมาย แบงเปาหมายออกเปนระยะ ใหสอดคลองกันตั้งแตระยะสั้นจนถึงระยะยาว แลวพิจารณา จากพื้นฐานองคประกอบสี่ประการ (กาย อารมณ สังคม สติปญญา) ที่ตัวเรามีอยู เพื่อตั้งเปาที่เปนไปได และพึงประสงค (ถาเราเปนเด็กหัวดี IQ 190 ทางบานก็พอมีฐานะ จะตั้งเปาเอาแคผาน ๒.๐๐ เพื่อเรียน ใหจบภายในหาป จะเปนเปาหมายที่ต่ําเกินไปหรือไม ?) ตัวอยาง นางสาว ป. สุขภาพแข็งแรง เรียนหนังสือพอใชได/คอนขางดี สนใจดานคอมพิวเตอรและการทองเที่ยว เปาหมายระยะยาว จะเปนผูจดการบริษัทเล็ก ๆ ที่ใหบริการฐานขอมูลทางดานการทองเทียว ั ่ ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบานใกลเคียง (ภายในป พ.ศ. ๒๕ . . .) เปาหมายระยะกลาง จะเรียนที่ EAU ใหจบภายในสี่ป (อยางมากไมเกินสีปครึ่ง) ่ เกรดเฉลี่ยนาจะถึง ๓.๐๐ เผื่อสมัครเรียนปริญญาโทตอไป เปาหมายระยะสั้น จะเรียนเทอมแรกนี้ใหผาน อยางนอยนาจะไดสัก ๒.๗๕ นะ  (และอาจมีเปาหมายระยะสั้น ๆ ยอยลงไปเปนรายเดือน รายสัปดาหอก ก็ยอมได) ี การวางแผนการเรียน ความสําคัญของการวางแผนการเรียน เมื่อมีเปาหมายที่ดีและสมจริง (คือเปนไปได) แลว ก็จําเปนตองมีวิธีการที่จะนําพาตนเองไปสู เปาหมายที่วางไว การวางแผนการเรียนนั้น พูดกันงาย ๆ ก็คือการเตรียมวิธีการสําหรับตัวเราที่จะไปใหถึง เปาหมายนั่นเอง อันที่จริงมหาวิทยาลัยไดเตรียมแผนในเชิงวิชาการไวสําหรับนักศึกษาทุกคนโดยสวนรวม ในแตละหลักสูตรแลว ที่เรียกวา แผนการศึกษา หรือ Study Plan ซึ่งปรากฏอยูในหลักสูตรของนักศึกษา นั่นเอง แตในสวนรายละเอียด นักศึกษาแตละคนมีลักษณะองคประกอบที่แตกตางกัน มีเปาหมายที่ ตางกัน จึงตองวางแผนเฉพาะสําหรับตัวเองดวย ๓
  • 4. วิธีการวางแผนการเรียน การมีขอมูลที่ถกตองและครบถวน ู ปจจุบันนี้เราอยูในยุคขาวสารขอมูล (Information Age) การมีขอมูลที่ถูกตองและ ครบถวนสําหรับการวางแผนการเรียนจึงเปนสิ่งสําคัญที่สุด นับตั้งแตหลักสูตรและระเบียบการศึกษา (ซึ่ง มี Study Plan รวมไวใหแลว ดังที่กลาวขางตน) รวมถึงประกาศและขาวสารจากทางมหาวิทยาลัย จากคณะ จากภาควิชา และจากอาจารยผูสอนแตละทาน ในแตละภาคการศึกษา นักศึกษาตองใสใจติดตามขาวสาร ขอมูลทางการศึกษาเหลานี้ เพราะถาพลาดพลั้งไป จะอางวา “ไมทราบ” นั้นไมได ขอมูลสําคัญประการหนึ่ง สําหรับแตละรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียน คือ เคาโครง รายวิชา (Course Syllabus) ที่อาจารยผูสอนแจกใหและอธิบายในชั่วโมงแรกของการเรียน นักศึกษาหลาย คนมองขามความสําคัญของขอมูลชิ้นนี้ ไมเขาเรียนครั้งแรก และ/หรือ โยนเคาโครงรายวิชาทิ้งไป ทั้งๆ ที่ มันคือเครื่องมือชิ้นสําคัญที่จะชวยเราสําหรับการวางแผนการเรียนในแตละวิชาได การบริหารเวลา เราสามารถวาดฝนที่จะทําอะไรไดมากมาย แตในโลกแหงความจริงเราจะตองมีเวลา และ สามารถจัดสรรเวลาที่จะทําสิ่งตาง ๆ ที่วางแผนไวใหสําเร็จ การบริหารเวลาจึงเปนสิ่งจําเปนอยางมาก สําหรับการเรียนในมหาวิทยาลัย โดยในเบื้องตนเราตองใชขอมูลที่มีอยูทั้งหมดมาประมวลเปนตัวกําหนด วาเราจะแบงใชเวลาในแตละเทอม แตละเดือน แตละสัปดาห จนถึงแตละวันอยางไร ตัวอยาง เชน ถาเราทราบวา ในภาคเรียนนี้จะตองทํารายงานถึงสามชิ้น สําหรับสามวิชา เพื่อสงในตอนปลายภาค (กอนสอบไล) เราจะจัดแบงเวลาสําหรับงานทั้งสามชิ้นนั้นอยางไร ไมใชรอไป เรงทําในชวงสัปดาหสุดทาย ซึ่งในที่สุดก็จะไดงานคุณภาพต่ําทั้งสามวิชา เครื่องมือที่จะชวยสําหรับบริหารเวลาในปจจุบันมีอยูมากมาย เริ่มตั้งแตสมุดบันทึกเล็ก ๆ เพื่อจดกิจกรรมหรืองานที่จะตองทํา หรือตารางปฏิทินที่ใชสําหรับการวางแผน (Planner) จะซื้อที่เขาทํา ขายหรือจะตีตารางทําเองก็ได ในคอมพิวเตอรก็มี (เชน ในโปรแกรม Microsoft Outlook) แผนตาราง พวกนี้ใชไดทั้งการวางแผนบริหารเวลาในการเรียน รวมไปถึงการดําเนินชีวิตในดานอื่น ๆ อยางเปนระบบ ดวย (เชน จัดหลีกไมใหรถไฟชนกัน??) นักศึกษาสามารถวางแผนการใชเวลาลวงหนาไดนับตั้งแตรายป รายสี่เดือน (ภาคการศึกษา) รายสัปดาห จนถึงรายชั่วโมงในแตละวัน เราทราบวา วันหนึ่งมีเพียง ๒๔ ชั่วโมง สัปดาหหนึ่งมีเพียง ๗ วัน . . . แตถารูจักบริหาร เวลาใหดี ก็จะสามารถใชเวลาที่มีอยูทั้งหมดไดอยางคุมคาและมีประสิทธิภาพ ปญหาของนักศึกษาจํานวน มาก มักจะปลอยเวลาชวงตนเทอมใหผานไปอยางหนายเนือย (slow motion) แลวไปเรงทํางานหรือทอง หนังสือเอาตอนปลายภาค ทําใหไมประสบความสําเร็จเทาที่ควร อยาลืมภาษิตที่วา “เวลา และ วารี ไมเคยที่จะคอยใคร” (TIME AND TIDE WAIT FOR NOBODY) ๔
  • 5. เทคนิควิธีการเรียนใหประสบความสําเร็จ การศึกษาในมหาวิทยาลัยกําหนดใหนักศึกษาตองคนควาหาความรูดวยตนเองเปนหลักสําคัญ การเขาชั้นเรียนเพื่อฟงคําบรรยาย (lecture) จากอาจารย เปนเพียงการฟงคําชี้แนะแนวทางในการศึกษา คนควาเทานั้น อยางไรก็ตาม นักศึกษาจํานวนมากยังหวังเพียงพึ่งพิงความรูที่อาจารยหยิบยื่นใหจากคํา บรรยายเทานั้น ซึ่งที่จริงแลวยังไมพอ การเขาชั้นเรียน การเตรียมตัวกอนเรียน การรับฟงคําบรรยายในชั้นเรียนใหมีประสิทธิภาพนั้น ตองมีการเตรียมตัวมากอน มิใช เดินเลนตามสบายเขาไปนั่งฟงบางไมฟงบาง การเตรียมตัว เชน ตองทราบวาชั่วโมงนั้นจะเรียนอะไร มี เอกสาร ตํารา หรือหนังสือที่อาจารยสั่งใหไปเตรียมอานมากอนหรือไม ถาจะใหดีตองเปดดูสมุดจดคํา บรรยาย (lecture) ชั่วโมงที่แลววาเรียนอะไรไปถึงไหน วิธีการปฏิบัติตนในชั้นเรียน เพื่อใหประสบความสําเร็จสูงสุดในการเรียนรูรวมกับอาจารยผูสอน แนวทางที่ดีคือ การ ปฏิบัติตามหลักที่รูจักกันในนาม “หัวใจนักปราชญ” คือ การฟง, คิด, ถาม, และเขียน เปนการฟงคํา บรรยายอยางตั้งใจ แลวคิดตามไปดวย หากมีขอสงสัยใหรีบถาม (หรือจดไวถามในชวงที่อาจารยเปด โอกาสใหซักถาม) เมื่อฟงและคิดแลวก็ตองเขียน คือจดบันทึกสิ่งที่ไดฟงและเขาใจนั้นลงไว เพื่อเตือน ความจําและเพื่อทบทวนในโอกาสตอไป ปจจุบันนักศึกษาหลายคนใชหลัก “หัวใจเครื่องถายเอกสาร” คือใชวิธีการถายเอกสารคํา บรรยายจากเพื่อน ไมวานักศึกษาจะไมเขาชั้นเรียนหรือเขาหองเรียนแตไมจดเองก็ตาม ซึ่งการใชวิธีการ ถายเอกสารนี้เปนวิถีทางที่ตรงขามกับหัวใจนักปราชญ เพราะไมไดผานการฟงดวยหูของตนเอง (บางคน เขาเรียนแตก็ไมคอยไดฟง) จึงไมไดคิด ไมไดถาม และในที่สุดคือไมไดเขียน เครื่องถายเอกสารจึง กลายเปนมารรายขยี้หัวใจนักปราชญตัวจริงแทแนนอน ระบบการจดโนต ที่มีคุณภาพ ๑.ระบบแฟมเจาะขาง ใชแฟมเจาะขาง ๑ เลม ตอ ๑ วิชา และเขียนชื่อวิชาใหชัดเจน ในแฟมนี้จะ รวมเอกสารทุกชนิดที่เกี่ยวกับเอกสารคําสอนที่ไดรับจากอาจารยผูสอนและแบบฝกหัดที่เกี่ยวของกับวิชา ทั้งหมด โดยอาจจัดระบบเอกสาร ไดหลายวิธี เชน จัดเรียงตามวันที่ไดรบเอกสารหรือวันที่จดโนต อีก ั วิธีหนึ่งคือ กระดาษจดโนัตรวมไวกลุมหนึง สวนเอกสารก็รวมไวอีกกลุมหนึ่ง ่ ๕
  • 6. วิธีนี้มีขอดีขอเสีย เชน ขอดี ไมตองหอบหิวสมุด เอกสารมากมายไปเรียนหนังสือ ทําใหจดเรียงและ ้ ั นํามาใชไดสะดวก และการแทรกเพิ่มเติมหรือการดึงออกทําไดงาย ขอเสีย เชน กระดาษที่จดเก็บอาจฉีก ั ขาดไดงาย เมือดึงเขาออกบอย ๆ ่ ๒. ระบบผสมสมุดโนตกับแฟมหนีบ ควรเตรียมสมุดจดโนต ๑ เลม ตอ๑ วิชา โดยจดโนตใส สมุดและจัดเอกสารทุกชนิดเก็บใสแฟม ระบบนี้มีขอดี คือการจดโนตจะรวมเปนเลม โอกาสหายไปแผน สองแผน นาจะมีนอยกวา นอกเหนือจากวิธีขางตนนี้ หากนักศึกษามีความรูความสามารถในการสราง website หรือ การ ทําhomepage เปนของตนเองได การจดบันทึกหรือรวบรวมการจดโนตเก็บไวใน website จะเปน ประโยชนตอการศึกษาเลาเรียนที่มีประสิทธิภาพมากตอไป เทคนิคการจดโนต - วิธีการมีหลายวิธี เชน ๑. ใชสัญลักษณมาตรฐานแทนคําตาง ๆ เชน สัญลักษณตาง ๆ ที่เกี่ยวของในศาสตรนั้น ๆ ๒. ใชอักษรยอ ชึ่งมีความหมายเปนมาตรฐาน ๓.สรางสัญลักษณหรือคํายอของเราเอง เปนโนตยอที่มาจากหลักการสําดัญของการจํา คือ สนใจ เขาใจ และจัดกลุม (๓ จ) เทคนิคการจํามีประโยชนและเปนเครื่องมือในการเรียนที่ดี จะกลาวในหัวขอ ตอไป - รูปแบบการจดโนต เชน ๑ แผนภูมิตนไม (Tree Diagram ) เหมาะสําหรับขอมูลที่มีรายละเอียดมากมายหลายชั้น และ  แบงแยกกันคอนขางชัดเจน ๒ แผนภูมิความคิด (Mind Mapping Diagram ) เหมาะสําหรับเนื้อหาทีกระจายออกไป ่ กวางขวาง เวลาเขียนหัวขอหลักจะอยูตรงกลาง สวนหัวขอรองและสาระสําคัญจะกระจาย อยูรอบ ๆ อยางไรก็ตามถาตองการแสดงลําดับของหัวขอที่อานหรือฟง สามารถทําไดโดย การใสหมายเลขไวที่หัวขอตาง ๆ ๓ แบบโครงเรื่อง เปนการจดประเด็นและหัวขอสําคัญตาง ๆ โดยใชสํานวนภาษาของเราเอง แลวจัดลุมเรียงลําดับหัวขอนั้น วิธีนี้จะทําใหเราเขาใจเรื่องอยางแทจริง เพราะตองแยกวาขอ ไหนเปนประเด็นสําคัญกอนจึงจะสามารถเขียนสรุปประเด็นได ๔ แบบการลําดับเวลา เหมาะสําหรับการจดโนตในวิชาที่เปนเรื่องของพัฒนาการตาง ๆ หรือภูมิ หลังของเรื่องที่กําลังศึกษา ลําดับเวลาจะชวยใหเราเขาใจเหตุการณที่เกิดขึ้นอยางมีเหตุผล และตอเนื่อง ๖
  • 7. เทคนิคการจํา สาระสําคัญของการจํานันคือการเชื่อมตอระหวางความรูใหมกับความรูเดิมใหอยูในโครงสราง ้  เดียวกันที่มีอยูแลว เทคนิดการจําจะตองมีความเขาใจกอนจึงจะสามารถทําใหการจํานั้นมีคุณภาพและเปน ประโยชนตอการเรียน เทคนิคการจําจึงไมใชการทองจํา เทคนิคการจําเปนเครื่องมือชวยในการเรียน มีหลายวิธี เชน - เปนคํากลอน - จําจังหวะทํานองเพลง หรือการแบงกลุมเนื้อหา - การสัมพันธเชือมโยงกับขอมูลหรือความรูเดิมที่มีอยูแลัว ่ - อักษรซ้ํา - ชุดคํา การสรางคําใหมจากอักษรตัวแรกและเรียงเปนกลุมใหจํางาย - การใชอักษรมาสรางเปนคําแลวผูกเรื่อง เชน ไกจิกเด็กตายบนปากโอง (เรื่องอักษรกลาง) การคนควา ดังที่กลาวแลววา การจดคําบรรยายของอาจารย เปนเพียงแนวทางการเรียนรูสวนหนึ่ง เทานั้น นักศึกษาจะตองคนควาดวยตนเองเปนสําคัญ ปจจุบันนักศึกษาโชคดี ที่เรามีแหลงความรูหรือ สารสนเทศมากมาย แตก็มากเสียจนรูจักกันวาเปนภาวะ “สารสนเทศทวมทน” ดังนั้น นอกจากจะรูแหลง คน ควา แล ว นั ก ศึ กษายัง ต อ งรู จั ก ประเมิ น แยกแยะ ข อ มูล ขา วสาร ความรู ที่ มี อ ยู มหาศาลนั้น ด ว ย มหาวิ ท ยาลั ย ได จั ด ให นั กศึก ษาทุก คนต อ งเรี ยนวิชาศึ ก ษาทั่ ว ไปวิ ชาหนึ่ ง คือ “การคน วา และนํ าเสนอ สารสนเทศ” หวังวานักศึกษาจะใสใจกับความรูและทักษะที่จะไดรับจากวิชานี้ใหมากเปนพิเศษ ในการคนควาหาความรูนั้น กิจกรรมสําคัญที่สุดอยางหนึ่ง คือ การอาน จึงขอแนะนําเรื่อง ความสําคัญของการอานและเทคนิคโดยยอของการอานไวดงตอไปนี้ ั ความสําคัญของการอานและวิธการอานี การอานเปนพื้นฐานในการสราง และพัฒนาความรู ความคิด จินตนาการ และทัศนคติ การอาน เปนเครื่องมือสําคัญที่ทําใหมนุษยสามารถแสวงหาความรูใหม ๆ เปดโลกของความคิด เปนคนทันสมัยอยู เสมอ นอกจากนี้การอานยังมีหนาที่ในการผอนคลาย และสามารถทําใหมนุษยสามารถมีความสุขไดจาก จิ น ตนาการและความรู สึกนึ ก คิ ด ของตนเอง มีบุ ค คลจํา นวนมากมายที่ มี นิสัยรั กการอ า นและประสบ ความสําเร็จในชีวิต หนาที่การงาน เพราะชอบอาน และอานทุกอยางที่เห็น หัวใจนักปราชญไดรวมเอาการอานเขาเปนสวนหนึ่ง คือฟงมากอานมาก เปนองคประกอบเบื้องตน เพราะอยางนอยเปนการสํารวจความรูโดยทั่วไปในชั้นหนึ่งแลว ๗
  • 8. อานไปทําไม อานอะไร อานอยางไร ? โจทยขอแรก ที่เปนปญหาของนักศึกษา คือ นักศึกษาไมอาน อานชา อานไมเขาใจ ไมมีเวลา อาน (นาจะเปนขออาง) เปนตน ดังนั้นนักศึกษาตองแกไขปญหาเบื้องตนนี้ใหไดเสียกอน ปจจุบันมีคูมือ แนะนําการอาน หลายเลมที่นาสนใจ นักศึกษาอาจจะตองเริ่มตนอานคําแนะนําการอานเสียกอน ตรงนี้ เปนวัตถุประสงคของการอานเบื้องตน คือ อานไปทําไม และจะอานอะไร เมื่อนักศึกษา ตอบคําถามนีได ้ แลว จะเห็นประโยชน และมีทิศทางที่ชัดเจน และหากสามารถนําขอมูลที่ไดจากการอานไปปฏิบัติไดจริง จนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อุปนิสัยของตนเองได ก็เทากับนักศึกษาประสบความสําเร็จในการเรียนกวาครึ่ง ทางแลว โจทยขอที่สอง เมื่อเห็นประโยชน ของการอานแลว และไดเริ่มตนอานแลว อาจมีคําถามตอมาอีก วา มีวธการอานอยางไร ิี การอาน มีจุดมุงหมายแตกตางกัน สําหรับนักศึกษานั้นมีจุดมุงหมายที่ชัดเจน คือ การอานตํารา และหนังสือทั่วไปที่เปนสวนประกอบของการเรียน เปนการอานเพื่อเรียนรู และประกอบความรูพื้นฐาน วิชาตาง ๆ ดังนั้นจึงตองอานอยางมีความหมาย สามารถสรางและเชื่อมโยงความรู ความคิด ที่ไดจากการ อาน สามารถนําสิ่งที่ไดจากการอานนําไปใชได แนวทางในการอานหนังสือ หรือตําราเรียน เพื่อชวยใหประสบความสําเร็จในการเรียนนั้น มี วิธการอานที่มการวิจัยแลววาไดผลดี คือวิธี ที่เรียกวา OK 4 R ี ี OK 4 R กอนเริ่มอาน O = Overview - ควรอานคราว ๆ (overview) ในบทนั้น ๆ อานความนําของเรื่อง และบทสรุป ที่ผูเขียนเขียนไว ระหวางขึ้นตนบท อานบทที่ 1 และอานสรุปประเด็นในยอหนาสุดทาย เมื่ออานจบแลว เราจะรูวาบท นี้กลาวถึงเรื่องอะไร ใจความสําคัญมีอะไร ระหวางการอาน K ความคิดที่สําคัญ (Key Ideas) - อานเพื่อหาแนวคิดที่สําคัญ ซึ่งมักจะปรากฎที่หัวขอยอยของแตละบท พยามยามตั้งคําถามวา เนื้อหาสําคัญประกอบดวยอะไรบาง R ตัวที่ 1 คือ การอาน (Reading) - อานเพื่อตอบคําถามใหไดวา ใคร ทําอะไร ที่ไหน อยางไร ทําไม การอานในขันตอนนีควรอานให ้ ้ ตอเนื่อง และมีสมาธิจดจอ ควรพิจารณาวาตัวอยาง จากหนังสือที่กําลังอานอยูนั้น ชวยทําใหเรา เกิดความเขาใจมากขึ้นหรือไม หลังการอาน R ตัวที่ 2 คือ การระลึก ( Recall ) ๘
  • 9. - เมื่ออานจบแลว ตองนึกทบทวนดูวาอานไปแลวจําไดหรือไม หรือเขาใจมากนอยเพียงใด ควร พยามยามเขียนสรุปเปนหัวขอยอยและตอบคําถามใหไดดวยภาษาของตนเอง R ตัวที่ 3 คือ ความสัมพันธเชื่อมโยง (Relate) - สิ่งที่เขียนสรุปไวแลวจากการอานขางตน นั้นวามีความสัมพันธหรือขยายความเชื่อมโยงกับ ความรูเดิม ที่ไดอานไปแลวอยางไรบาง และแนวคิดตาง ๆ ที่ไดจากการอานเหมือนหรือ แตกตางจากเลมอื่นอยางไรบาง เปนตน R ตัวที่ 4 คือ การทบทวน (Review) - ขั้นตอนนี้หมายถึง การทบทวนสิ่งที่อานและจดบันทึกไวแลวเปนครั้งคราว ซึ่งอาจจะใชในการ ทดสอบยอย สอบกลางภาค และสอบปลายภาค แตโดยทั่วไปแลว นักศึกษามักจะไมทบทวน ความรูจนกวาจะมีการสอบปลายภาค หลักของ OK4R นี้ เปนการชวยเตือนนักศึกษาใหเกิดความรับผิดชอบในเวลาที่ตองการอาน ทํา ใหการอานมีความหมายและไดประโยชน การวัดผลการเรียน การวัดผลการเรียนของนักศึกษาในแตละภาคนั้น อาจไมไดมีแตเพียงการสอบ คือ ทั้งการทดสอบ ยอย การสอบกลางภาค และการสอบไล เทานั้น แตอาจารยผูสอนอาจมอบหมายใหนักศึกษาคนควาทํา รายงาน เพื่อหาความรูเพิ่มเติม ตลอดจนอาจมีกิจกรรมการวัดผลอื่น ๆ อีกดวย ในการทํารายงานนั้น นักศึกษาตองเขาใจวา อาจารยตองการใหนักศึกษามีโอกาสฝกทักษะในการ หาความรู และรูจักคิดวิเคราะหดวยตนเอง การทํารายงานจึงไมใชเปนเพียงการไป “คน” แลวก็ “ควา” เอามาเสนอในรูปของการ “ตัด-แปะ” เทานั้น แตนักศึกษาจะตองรูจักแสวงหาใหมาก อานใหมาก เพื่อ ประมวลเอาความรูความเขาใจจากสิ่งตาง ๆ ที่ไดอานนั้น มาเรียบเรียง นําเสนอออกมาเปนรายงาน ถาทํา ไดถงขนาดนี้จึงจะเรียกไดวาประสบความสําเร็จในการศึกษาอยางแทจริง ึ กิจกรรมการวัดผลที่นักศึกษามักจะวิตกกังวลกันมาก คือ การสอบ จึงขอเสนอแนะเรื่องราวของ การสอบนับตั้งแตการเตรียมตัวสอบไปจนถึงเทคนิคการทําขอสอบ ดังตอไปนี้ การสอบ ผูเชี่ยวชาญทางการศึกษาเห็นพองตองกันวา การเตรียมตัวสําหรับการสอบที่ประสบความสําเร็จ อยางดี นั้นจะตองเริ่มตั้งแตตนภาคการศึกษา และจะตองกระทําตอเนื่องไปตลอดทั้งภาคการศึกษา ดังที่ กลาวมาแลวขางตน คือ ตองมีแผนการเรียนตลอดภาค มีเทคนิคในการอานและทบทวนการเรียนสม่ําเสมอ ๙
  • 10. มีทัศนคติที่ดีมีความเชื่อมั่นพรอมที่จะสอบ จัดระเบียบเวลาการนอนกอนสอบการสอบ ซึ่งจะสงผลใหมี ความพรอมในการสอบ จะเตรียมตัวสอบอยางไร ๑. รักษาสุขภาพใหแข็งแรงโดยเฉพาะคืนกอนสอบ อยานอนดึก เพราะจะทําใหออนเพลีย และ สอบไดไมดีเทาที่ควร สวนนักศึกษาที่มีปญหาสุขภาพหรือเจ็บปวยในชวงที่มีการสอบ ควรแจง หรือติดตอไปยังมหาวิทยาลัยทันที ๒. ทบทวนวิชา ตางๆ ในสัปดาหสุดทายใหมาก ๓. เขาฟงคําบรรยายในชั่วโมงสุดทายที่ปดคอรส ซึ่งอาจารยมักจะชี้แนะเปาหมายของการสอบ เพื่อใหนักศึกษาไดเขาใจขอบเขตเนื้อหาวิชาสอดคลองตรงกัน คําแนะนําตาง ๆ จะเปนประโยชน ตอนักศึกษา ๔. ถานักศึกษาไดวางแผนการทบทวนการเรียนมาแลวอยางดี ใหทบทวนโนตยอที่สรุปไวแลว ตรวจสอบกับตําราวามีเนื้อหาครบถวน ถูกตองหรือไม พยามยามทําความเขาใจแนวคิด หัวเรื่อง ที่สําคัญวาอาจารยเนนเรื่องใด และจัดรายละเอียดความรูไวในหัวขอแตละเรื่อง จะทําขอสอบอยางไร ๑. หลักการทั่วไป คือ เมื่อไดรับขอสอบแลว จงอานคําชี้แจง คําสั่ง ใหเขาใจ เขียนชื่อ เลขที่-รหัส ใหถูกตองครบถวน ๒. แบงเวลาในการทําขอสอบ และอานขอสอบโดยภาพรวม เพื่อจะไดทราบจํานวนขอสอบ ลักษณะขอสอบเปนปรนัย หรือ อัตนัย และแตละขอของคําถามมีคะแนนเต็มอยางไร เพื่อที่นักศึกษาจะ ไดคํานวณเวลาในการทําขอสอบไดถูกตอง กรณีการทําขอสอบแบบปรนัย ซึ่งมีจํานวนขอและตัวเลือกมาก หากทําไมไดควรขามไปทําขออื่นกอน ในกรณีขอสอบอัตนัย ถาคะแนนแตละขอไมเทากัน ควรตอบขอ ที่ใหคะแนนมากใหดีที่สุด ๓. อานคําสั่งและคําถามอยางระมัดระวัง นักศึกษาจะตองทําความเขาใจคําถามและตอบคําถาม ใหดีที่สุดโดยสามารถถายทอดความหมายใหตรงกับคําถามหรือโจทยของขอสอบ โดยทั่วไปนักศึกษา มักจะไมสนใจอานคําสั่งหรืออานคําถามใหรอบคอบ ถี่ถวน ทําใหพลาดการทําขอสอบไปอยางนาเสียดาย นักศึกษาบางคนตอบไมตรงกับคําถาม และไมไดคะแนนทั้ง ๆ ที่อาจจะรูคําตอบนั้น เทคนิคในการตอบขอสอบ ๑. ลายมือในการเขียนตอบขอสอบ ของนักศึกษา ควรเขียนใหชัดเจน อานงาย ใชปากกาที่มีสีเขม ควรหลีกเลี่ยงการเขียนหวัด เพราะเปนอุปสรรคในการตรวจขอสอบของอาจารยคอนขางมาก ๒. การทําขอสอบปรนัยและอัตนัย มีความแตกตางกัน จะขอยกตัวอยางเพียงบางสวนพอให เขาใจเปนพื้นฐานเทานั้น ๑๐
  • 11. แนวทางการทําขอสอบอัตนัย ๒.๑ ควรเขียนเคาโครงของเรื่องที่เขียนเสียกอน เพื่อชวยใหเห็นแนวทางของคําตอบวา เขียนครบถวนหรือไม จากนั้นจะตองเรียบเรียง โดยนําเสนอไดอยางชัดเจน เปนเหตุเปนผลและ ตรงประเด็น หลักการสําคัญอยางอื่นในการทําขอสอบอัตนัยคือ อยาเขียนมากโดยขาดแนวคิด หรือพื้น ฐานความรู การยกตัวอยางแสดงเหตุผลตองเปนขอมูลเชิงประจักษทางวิชาการ ที่เกี่ยวของกับ รายวิชานั้น ๆ การแสดงความเห็นจากประสบการณสวนบุคคลของตนเองมาตอบขอสอบนั้น ควร เชื่อมโยงแนวคิดและหลักการทางวิชาการประกอบคําอธิบายใหชัดเจนเสมอ ๒.๒ คําสั่งที่ใชในขอสอบอัตนัย นักศึกษาควรทําความเขาใจความหมายของคําสั่งเหลานี้ เพื่อเปนแนวทางในการตอบ ขอสอบ เชน จงวิเคราะห มีวัตถุประสงคให จําแนกสาระสําคัญ ใหรายละเอียด และการใชแนวคิด และเหตุผลในการตัดสิน จงเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงคให เขียนแสดงความเหมือนหรือความแตกตางอยางชัดเจน และการใชเหตุผลในการเปรียบเทียบ จงใหความหมาย มีวัตถุประสงคใหเขียนคําจํากัดความที่มีกรอบทางวิชาการกําหนดไว จงอธิบาย มีวัตถุประสงคให เขียนชี้แจงหรือบรรยายสิ่งที่นักศึกษาเขาใจ ไดอยางละเอียด ในแงมุมตาง ๆ จงอภิปราย มีวัตถุประสงคให บรรยายเพิ่มเติมมากกวาการอธิบายทั่วไป แตการอภิปราย จะตองแสดงตรรกะ ลําดับที่มาของการนําเสนอ ในเชิงวิพากษไดครบถวน ในเชิงลึกกวาการบรรยายทั่วไป จงประเมิน มีวัตถุประสงคให นักศึกษาตรวจสอบความเห็นในประเด็นนั้น ๆ ตามหลัก วิชาการ ทั้งความเปนไปไดในทางบวกและทางลบ และหรือการมีขอสรุปในการตอบคําถามนั้น ๆ จงพิสูจนใหเห็น มีวัตถุประสงคให นักศึกษา นําเสนอขอเท็จจริง ขอมูลเชิงประจักษ เพื่อ สนับสนุนหรือโตแยงโจทย จงอธิบายสั้น ๆ มีวัตถุประสงคใหนักศึกษา เขียนแนวคิดหรือหลักการใหญ ๆ โดยตอบ เพียงสั้น ๆ ไดใจความชัดเจน ไมเนนการบรรยายเชิงพรรณา แนวทางในการทําขอขอสอบปรนัย แบบเลือกคําตอบ ๑. ควรอานคําถาม แลวลองตอบดวยตนเองกอนที่จะไปอานคําตอบที่ใหเลือก ๒. อานคําถามเรียงตามลําดับ ขอใดตอบไมได ใหทําเครื่องหมายไว ขามไปทําขออื่น แลวยอนกลับมาทําใหม ทั้งนี้ ตองคํานวณเวลาในการทําขอสอบไวดวย ๓. หากไมมีเวลาทบทวนพอที่จะตัดสินใจเทียบคําตอบอื่นได ใหถือวาคําตอบที่เลือกไว แตแรกนั้น มีโอกาสถูกมากกวาผิด ๑๑
  • 12. ๔. หมั่นสังเกตคําถามที่มีขอความ วา “ขอใดไมถูกตอง” หรือ “ขอใดผิด” และพิจารณา คําตอบอยางรอบคอบ ๕. ตัดคําตอบที่เห็นวาไมตรง หรือผิดออกใหหมด การประเมินผล : ทบทวนความสําเร็จ และ/หรือ ความบกพรอง ของตนเอง สงผลยอนกลับไปสูข้นตอนการตั้งเปาหมาย และวางแผน ั เมื่อนักศึกษาไดทราบผลการเรียนในภาคการศึกษาที่ผานมาแลว มิใชวาเพียงแตจะพาเพื่อนไป เลี้ยงฉลองสามวันสามคืน (ในกรณีที่สอบไดเกรดเฉลี่ยสูง) หรือ นั่งรองไหสามวันและซึมเศราอีกสามคืน (ในกรณีผลการเรียนต่ําจนเปนปญหา) ปฎิกิริยาที่วามานี้คงเปนเพียงพฤติกรรมที่ตั้งอยูบนอารมณ ความรูสก ซึ่งจะมิไดสงผลเชิงบวกในระยะยาวตอการศึกษาของตนเอง ึ สิ่งสําคัญประการหนึ่งที่นักศึกษาพึงปฎิบัติเพื่อใหเกิดผลในทางสรางสรรคและยั่งยืน ก็คือ การ ประเมินผลการเรียนที่ไดรับทราบมานั้น พรอมกับทบทวนความสําเร็จ และ/หรือ ความบกพรองของ ตนเอง เพื่อจะไดตระหนักวา ตัวเรานั้นมีจุดแข็งและ/หรือจุดออนในการเรียนสวนไหนอยางไร (หาก ตองการรายละเอียดเพิ่มเติม อาจตองสอบถามอาจารยที่ปรึกษา และอาจารยผูสอนประจําวิชาที่ผลการ เรียนแยเปนพิเศษ) แลวนําผลการประเมินตนเองนี้ สะทอนกลับไปสูขั้นตอนการวางแผนชีวิตและการเรียน สําหรับภาคการศึกษาหรือปการศึกษาถัดไป (ขอมูลสําหรับการวางแผนชีวิตและการเรียน ตองมีการ UPDATE อยูเสมอ) ปฏิบัติซ้ําเปนวงจรเชนนี้ทุกภาคการศึกษา จนกวาจะศึกษาสําเร็จหลักสูตร สาระที่กลาวมาทั้งหมดขางตนนี้ เปนแนวทางที่แนะนําใหไปใชปฏิบัติเทานั้น หากนักศึกษาเพียงแตอานผานไป ก็อยาพึงหวังวาจะประสบความสําเร็จไดจริง ๑๒
  • 13. บรรณานุกรม ถนอมวงศ ล้ายอดมรรคผล. การอานใหเกง. พิมพครั้งที่ ๙. กรุงเทพฯ : กระดาษสา, ๒๕๔๔. ํ ประธาน วัฒนวาณิชย. บรรณาธิการ. เรื่องไมยาก ถาอยากเรียนเกง. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : ประกายพฤกษ, ๒๕๓๗. วิทยากร เชียงกูล. ทําอยางไร จึงจะเรียนเกง. พิมพครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : ปรีชญา, ๒๕๔๓. วิโรจน ถิรคุณ. เรียนมหาวิทยาลัยอยางไร ใหสําเร็จและมีความสุข. กรุงเทพฯ : อูพิมพเดือนเพ็ญ, ๒๕๔๔. ยุดา รักไทย ณัฐพงศ เกศมาริษ. คูมือคนเกงเรียน.กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอรเน็ท จํากัด, ๒๕๔๓. อัจฉรา วงศโสธร. ทักษะการเรียน : องคประกอบและวิธีการวัด. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๒. อุทุมพร จามรมาน. เทคนิคการศึกษาอยางมีประสิทธิผล. กรุงเทพฯ : ฟนนี่พบลิชชิ่ง, ๒๕๓๘ ั Mark and Cheryl Tackray. วิธีเรียนอยางมีคุณภาพ.แปลจาก How to Succeed to College or University. โดยอุรวดี รุจิเกียติกําจร. พิมพครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ, ๒๕๓๔. ************************************ ๑๓
  • 14. ๑๔

×