• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน
 

การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน

on

  • 12,103 views

การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน

การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน

Statistics

Views

Total Views
12,103
Views on SlideShare
12,103
Embed Views
0

Actions

Likes
4
Downloads
161
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิงมาตรฐาน Document Transcript

    • คู่มือวิทยากร เร่ ือง การพัฒนาหลักสูตรสถาน ศึกษาอิงมาตรฐาน สำานั กวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำานั กงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นฐาน ื กระทรวงศึกษาธิการ
    • 2 ชุดฝึ กอบรมเร่ องการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอิง ื มาตรฐาน 1. วัตถุประสงค์ เพ่ ือให้ผ้เข้ารับการอบรมมีความร้้ความเข้าใจ และ สามารถนำ าความร้้ท่ีได้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักส้ตร สถานศึกษา และออกแบบการเรียนร้้แบบอิงมาตรฐานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ٢. เน้ือหา 1. ความร้้พ้ืนฐานเก่ียวกับมาตรฐานการเรียนร้้และ หลักส้ตร 2. กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักส้ตรสถานศึกษาอิง มาตรฐาน 3. การจัดทำาคำาอธิบายรายวิชา 4. แนวทางการออกแบบการเรียนร้้แบบอิงมาตรบาน 5. แนวทางการประเมินผลสะท้อนมาตรฐาน ٣. วิธการ ี 1. ชีแจง / บรรยาย ้ 2. ด้วีดิทัศน์ / ศึกษาใบความร้้ 3. ฝึ กปฏิบัติ / นำ าเสนอผลงาน ٤. ส่ ือ / อุปกรณ์ 1. เอกสารหลักส้ตรการศึกษาขันพ้ืนฐาน ้ พุทธศักราช ٢٥٤٤ 2. สาระและมาตรฐานการเรียนร้้ ٨ กลุ่มสาระ 3. วีดิทัศน์ / ใบงาน / ใบความร้้ ٥. การประเมินผล - สังเกตการณ์ปฏิบัติงาน / ผลงานกลุ่ม
    • 3 เน้ือหาและแนวทางการดำาเนิ นกิจกรรมการฝึ กอบรม ระยะเวลา ٣ ชั่วโมง เน้ือหา วิธีการ ส่ ือ เวลา ١. ความร้้พ้ืนฐาน บรรยาย / ١. วีดิทัศน์ ١ ชัวโมง ่ เก่ียวกับ ชีแจง ้ ٢. ใบความร้้ ١ 1.1 มาตรฐานการ ٥- เรียนร้้และหลักส้ตร ١.٢ กรอบแนวคิดการ พัฒนาหลักส้ตรสถาน ศึกษาอิงมาตรฐาน ١.٣ การจัดทำาคำา อธิบายรายวิชา ١.٤ การออกแบบ หน่ วยการเรียนร้้แบบ อิงมาตรฐาน ١.٥ การประเมินผล สะท้อนมาตรฐาน ٢. แบ่งกลุ่มฝึ กปฏิบัติ แบ่งกลุ่มฝึ ก ใบงานท่ี ١ ١ ชัวโมง ٣٠ ่ การออกแบบหน่ วย ปฏิบัติการ นาที การเรียนร้้ ออกแบบ แบบอิงมาตรฐาน หน่ วยการ เรียนร้้ ٣. นำ าเสนอผลงาน ผ้้แทนกลุ่มนำ า ผลงานกลุ่ม ٣٠ นาที กลุ่ม / อภิปรายแลก เสนอผลงาน เปล่ียนความคิดเห็น และแลก เปล่ียนความ คิดร่วมกัน
    • 4 ใบความรููท่ี ١ มาตรฐานการเรียนรููและหลักสูตร ในยุคของการปฏิรปการศึกษาท่ีมีมาตรฐานกำากับ ้ (Standards – based Reform) บุคลากรด้านการศึกษา ควร ทำาความเข้าใจถึงท่ีมาท่ีไปและความสำาคัญของมาตรฐานการเรียนร้้เสีย ก่อน ทุกท่านคงทราบกันดีกว่าการปฏิร้ปการศึกษาในยุคปั จจุบันได้เน้ น การมีส่วนร่วม โดยการกระจายอำานาจให้ท้องถ่ินและสถานศึกษาเข้ามา มีบทบาทในการจัดการศึกษา ทังนี้ เพ่ ือให้การจัดการเรียน ้ การสอน ในสถานศึกษาสอดคล้องกับความต้องการท่ีแท้จริงของผ้้เรียนและท้อง ถ่ินย่ิงขึ้น อย่างไรก็ตามการกระจายอำานาจอย่างสุดโต่ง โดยไม่มีการ ควบคุมเลย อาจก่อให้เกิดความเสียหาย และนำ าไปส่การถดถอยของ ้ คุณภาพการศึกษาโดยรวมได้ ดังนั ้น เพ่ ือเป็ นหลักประกันว่าเยาวชน ของชาติ จะได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน ส่วนกลางจึงได้ กำาหนดมาตรฐานการเรียนร้้ขึ้น เพ่ ือเป็ นเกณฑ์กลางท่ีใช้ในการเทียบ เคียง ตรวจสอบคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง มาตรฐานการเรียนร้้ เป็ นเกณฑ์คุณภาพสำาคัญท่ีบ่งชีถึง ้ ระดับความร้้ความสามารถ ท่ีต้องการให้เกิดแก่ผ้เรียน “ มาตรฐานการเรียนร้้จะบอกถึงส่ิงท่ีคาดหวังหรือจุดหมายไว้อย่างชัดเจน ว่า อะไรคือส่ิงท่ีต้องการให้นักเรียนทุกคนร้้และปฏิบัติได้” ในระดับการ ศึกษาขันพ้ืนฐาน ทังนี้ เพ่ ือให้เกิดความมันใจว่า ไม่ว่านั กเรียนจะจบ ้ ้ ่ การศึกษาจากท่ีใด จากโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนท่ีอย่้ในเมืองหรือในชนบท หรือมุมใดของประเทศ จะได้รับการ พัฒนาให้มีความร้้ความสามารถอย่างทัดเทียมกัน จะมียกเว้นบ้างก็เพียง ผ้้ท่ีมีความบกพร่องหรือพิการในขันรุนแรงเท่านั ้น และส่วนกลางจะมี ้ กลไกในการตรวจสอบเพ่ ือประกันระดับคุณภาพดังกล่าว โดยใช้ระบบ การประเมินภายในและการประเมินภายนอกซ่ ึงรวมถึงแบบสอบวัด ระดับชาติ (National Tests) ท่ีจะเป็ นตัวชีวัดสำาคัญว่า สถานศึกษา ้ จัดการเรียนการสอนพัฒนาให้ผ้เรียนมีคุณภาพตามท่ีกำาหนดหรือไม่ ด้วยเหตุนี้มาตรฐานการเรียนร้้จึงเป็ นตัวจักรสำาคัญในการขับเคล่ ือนและ พัฒนาการศึกษา และส่งผลต่อการศึกษาในทุกระดับชาติ ท้องถ่ิน โรงเรียนและการเรียนการสอนในชันเรียน ้
    • 5 ด้วยเหตุท่ีมาตรฐานเป็ นเป้ าหมาย หรือส่ิงท่ีคาดหวังในการ เรียนการสอน การสร้างความเช่ ือมโยงระหว่างมาตรฐานการเรียนร้้ ระดับชาติกับหลักส้ตรสถานศึกษาจึงเป็ นเร่ ืองสำาคัญอย่างย่ิง มาตรฐาน การเรียนร้้จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากส่ิงท่ีกำาหนดไว้เป็ นเป้ าหมาย นั ้นมิได้รับความสนใจท่ีจะนำ าไปส่้การปฏิบัติอย่างจริงจังในการเรียนการ สอน ดังนั ้น เพ่ ือให้การปฏิร้ปหลักส้ตรและกระบวนการเรียนร้้เกิด มรรคผลสมดังความคาดหวัง คร้ผ้สอนและบุคลากรท่ีเก่ียวข้องในการจัด ทำาหลักส้ตรสถานศึกษาต้องให้ความสนใจเป็ นพิเศษเก่ียวกับเร่ ือง มาตรฐานการเรียนร้้ ดังนั ้น ในระบบการศึกษาท่ีมีมาตรฐานกำากับ หลักส้ตรสถานศึกษาจะมีลักษณะเป็ นหลักส้ตรอิงมาตรฐาน (Standard – based Curriculum) คือ ยึดมาตรฐานเป็ นเป้ าหมาย และกรอบทิศทางในการจัดทำาหลักส้ตร
    • 6 ใบความรููท่ี ٢ กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรอิงมาตรฐาน คือ หลักส้ตรท่ีมีมาตรฐานการเรียนร้้ เป็ นเป้ าหมาย หรือเป็ นกรอบทิศทางในการกำาหนดเน้ือหา ทักษะ กระบวนการ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล เพ่ ือพัฒนาผ้้เรียนให้มีความร้้ความสามารถบรรลุมาตรฐานท่ีกำาหนด หลักสูตรสถานศึกษา คือ แผนหรือแนวทางในการจัด ประมวลความร้้และประสบการณ์ต่างๆ ซ่ ึงจัดทำาโดยบุคคลหรือคณะ บุคคลในระดับสถานศึกษา เพ่ ือใช้ในการพัฒนาผ้้เรียนให้มีความร้้ ความสามารถและทักษะตามหลักส้ตรการศึกษาขันพ้ืนฐาน และส่ง ้ เสริมให้ร้จกตนเอง มีชีวิตอย่้ในโรงเรียน ชุมชน สังคม และโลกอย่างมี ั ความสุข ร้ปแบบของหลักส้ตรสถานศึกษาในระบบการศึกษาท่ีมี มาตรฐานกำากับนั ้น จะมีลกษณะเป็ นหลักส้ตรอิงมาตรฐาน ั (Standards – based Curriculum) คือ มีมาตรฐานเป็ นเป้ าหมาย และกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผ้้เรียนให้มีความร้้ ความสามารถ และทักษะตามท่ีมาตรฐานกำาหนด องค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษา หลักส้ตรสถาน ศึกษาประกอบด้วยส่วนสำาคัญ ดังนี้ ١) วิสัยทัศน พ ์ ั นธกิจกองค์ประกอบ ทุ เปู าหมาย ของหลักส้ตรสถานศึกษา นั บตังแต่วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้ าหมายควร ้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรงเรียนมีภารกิจหลักท่ีจะพัฒนานั กเรียน ไปส่้มาตรฐานการเรียนร้้ท่ีกำาหนดไว้ในระดับชาติ ส่วนจุดเน้ นอ่ ืนๆ ซ่ ึง รวมถึงคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ท่ีโรงเรียนต้องการเน้ น เป็ นส่ิงท่ีเสริม เพ่ิมเติมตามความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผ้้ เรียนและ / หรือชุมชน ٢) โครงสรูางหลักสูตร มีองค์ประกอบท่ีสำาคัญ ได้แก่ - กลุ่มสาระการเรียนร้้ - ขอบข่ายสาระหลัก - เวลาเรียน (ชัวโมง / หน่ วยกิต) ่ - กิจกรรมพัฒนาผ้้เรียน - เกณฑ์การจบหลักส้ตรหรือการผ่านช่วงชัน ้ ٣) คำาอธิบายรายวิชา (โครงสร้างรายวิชา) ควรระบุ มาตรฐานการเรียนร้้และตัวชีวัดท่ีต้องการพัฒนาผ้้เรียน เพ่ ือประโยชน์ใน ้
    • 7 การจัดการเรียนการสอน การประเมินผล การรายงานผลและการเทียบ โอน เน้ือหาสาระหลัก วิธีการประเมินผล และเวลาเรียน ٤) หน่ วยการเรียนรูู เป็ นขันตอนท่ีสำาคัญท่ีสุดในการ ้ จัดทำาหลักส้ตรสถานศึกษา เพราะเป็ นส่วนท่ีนำามาตรฐานไปส่การปฏิบัติ ้ ในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ผ้้เรียนจะบรรลุมาตรฐานหรือไม่ อย่างไร ก็อย่้ในขันตอนนี้ ดังนั ้น การพัฒนาผ้้เรียนให้มีคุณภาพได้ ้ มาตรฐานอย่างแท้จริง ทุกองค์ประกอบของหน่ วยการเรียนร้้ต้องเช่ ือม โยงกับมาตรฐานการเรียนร้้และตัวชีวัด โดยคร้ตองเข้าใจและสามารถ ้ ้ วิเคราะห์ได้วาส่งท่ตองการให้ “นักเรียนรูและปฏิบตไดู” ในมาตรฐาน นัน ่ ิ ี ้ ู ั ิ ้ ๆ คืออะไร ตัวอย่างเช่น ลักษณะสำาคัญของการจัดทำาหลักสูตรสถานศึกษาแบบอิง มาตรฐาน มีดังนี้ ١) ทุกองค์ประกอบของหลักส้ตรสถานศึกษาต้อง เช่ ือมโยงกับมาตรฐานการเรียนร้้ ٢) หน่ วยการเรียนร้้ท่ีเป็ นหัวใจของหลักส้ตรสถาน ศึกษา ٣) การจัดการเรียนร้้ในแต่ละหน่ วยการเรียนร้้ ต้อง ช่วยให้ผ้เรียนบรรลุมาตรฐานและตัวชีวัดท่ีระบุในหน่ วยการเรียนร้้นั้น ๆ ้ ٤) การวัดและประเมินผลชินงาน / ภาระงานท่ี ้ กำาหนดในหน่ วยการเรียนร้้ ควรเป็ นการประเมินการปฏิบัติหรือการ แสดงความสามารถของผ้้เรียน (Performance Assessment) ٥) ชินงานหรือภาระงานท่กำาหนดให้นักเรียนปฏิบัติ ้ ี ควรเช่ ือมโยงมาตรฐาน ٣ – ٢ มาตรฐาน ٦) มีความยืดหยุ่นในกระบวนการ และขันตอนการ้ จัดทำาหน่ วยการเรียนร้้ เช่น อาจเร่ิมต้นจากการวิเคราะห์มาตรฐานการ เรียนร้้ หรืออาจเร่ิมจากความสนใจของนั กเรียนหรือสภาพปั ญหาของ ชุมชนก็ได้ ดังแผนภ้มิท่ี ١ ซ่ ึงแสดงความสัมพันธ์ของมาตรฐานการ เรียนร้้กบองค์ประกอบของหลักส้ตรสถานศึกษา ั
    • 8 แผนภูมิท่ี ١ แสดงความสัมพันธ์ของมาตรฐานการเรียนร้กับองค์ ้ ประกอบของหลักส้ตรสถานศึกษา มาตรฐานการเรียนรูการศึกษา ู ขันพ้ืนฐาน / ตัวชีวัดชันปี / ้ ้ ้ ช่วงชัน ้ หลักสูตรและการประเมินระดับ ความสนใจ โรงเรียน ความ ต้องการ การเรียนการสอนในชันเรียน ้ มาตรฐาน การบรรลุ ของ หลักฐาน และร่องรอยของการ เ เรียนรูกิจกรรม ู ก การเรียนร้ชินงาน หรือภาระงาน ้ ้ - แหล่ง ท ท่ีนักเรียนปฏิบัติ การ ข้อม้ล ประเมิน - เกณฑ์การประเมิน - ปั ญหา - คำาอธิบาย - เหตุการณ์ คุณภาพ สำาคัญ - แนวการให้ ปรับจาก : แผนภ้มิความสอดคล้องเช่ ือมโยงของหลักส้ตร คะแนน ผลงาน การเรียนการสอน และการประเมินแบบอิงมาตรฐานการเรียนร้้ ของ ตัวอย่างท่ีได้ แฮร์ริส, ดักลาส อี. หลักสูตรมาตรฐานแห่งชาติ...สู่ชันเรียน. ้ กรุงเทพฯ กรมวิชาการ, ٢٥٤٥. น. ١٨ (รุ่งนภา นุตราวงศ์ ผ้้แปล)
    • 9 ใบความรููท่ี ٣ การจัดทำาคำาอธิบายรายวิชา การจัดทำาคำาอธิบายรายวิชา ให้พิจารณาคำาสำาคัญจาก มาตรฐานการเรียนร้้และตัวชีวัด ซ่ ึงจะพบในลักษณะของเน้ือหาสาระ ้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะของนั กเรียน คำาสำาคัญของเน้ือหา สาระบ่งบอกให้ทราบว่า นั กเรียนจะต้องเรียนร้้เน้ือหาสาระใดบ้าง ส่วน คำาสำาคัญในลักษณะของทักษะกระบวนการนั ้น มุ่งเน้ นการฝึ กปฏิบัติ รวมทังคุณลักษณะท่ีต้องการปล้กฝั งให้เกิดแก่นักเรียนเพ่ ือให้บรรลุ ้ มาตรฐานท่ีกำาหนด คำาอธิบายรายวิชาควรประกอบด้วย ช่ ือรายวิชา กลุ่มสาระ การเรียนร้้ ระดับชัน ้ รหัสวิชา จำานวนเวลา หรือจำานวนหน่ วยกิต สาระสำาคัญโดยสังเขป และมาตรฐานการเรียนร้้และตัวชีวัดท่ีเก่ียวข้อง ้ ตัวอย่างคำาอธิบาย รายวิชา ช่ ือรายวิชา คณิ ตศาสตร์ ٦ รหัสวิชา ค ٢٣١٠٣ ชัน ้ ประถมศึกษาปี ท่ี ٦ จำานวน ١٦٠ ชัวโมง ่ ผ้้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้มีความร้้เก่ียวกับร้ปเรขาคณิ ต และสมบัติบางประการของร้ปเรขาคณิ ต ซ่ ึงได้แก่ ทรงกระบอก กรวย ปริซึม พีระมิด รวมทังความร้้เก่ียวกับมุม ส่วนของเส้นตรง ร้ป ้ ส่ีเหล่ียมเส้นขนาน สมการและการแก้สมการท่ีมีตัวไม่ทราบค่า ١ ตัว โจทย์ปัญหาสมการ การเก็บรวบรวมข้อม้ลการอ่าน และอภิปราย ประเด็นต่างๆ จากแผนภ้มิภาพ แผนภ้มิแท่ง แผนภ้มิ ร้ปวงกลม ตาราง และกราฟ การนำ าเสนอข้อม้ลในร้ปแผนภ้มิแบบต่าง ๆ ร้ความ ้ หมาย และการนำ าไปใช้ในชีวิตประจำาวันของเหตุการณ์ท่ี “เกิดขึนอย่าง ้ แน่ นอน” “อาจจะเกิดขึนหรือไม่เกิดขึ้น” “ไม่เกิดขึนแน่ นอน” นอก ้ ้ จานี้ นั กเรียนจะได้รับการฝึ กให้มีทักษะ / กระบวนการทางคณิ ตศาสตร์ ซ่ ึงครอบคลุมความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการให้ เหตุผล ความสามารถในการส่ ือสาร การส่ ือความหมายทางคณิ ตศาสตร์ และการนำ าเสนอความสามารถในการให้เหตุผล ความสามารถในการ ส่ ือสาร การส่ ือความหมายทางคณิ ตศาสตร์และการนำ าเสนอความ
    • 10 สามารถในการส่ ือสาร การส่ ือความหมายทางคณิ ตศาสตร์ และการนำ า เสนอความสามารถในการเช่ ือมโยงความร้้ ต่าง ๆ ทางคณิ ตศาสตร์ และเช่ ือมโยงคณิ ตศาสตร์กับศาสตร์อ่ืน ๆ ได้ รวมทังมีความคิดริเร่ิม ้ สร้างสรรค์ ซ่ ึงทักษะและกระบวนการทางคณิ ตศาสตร์เหล่านี้ ได้จดการ ั เรียนร้้ผ่านสาระการเรียนร้้คณิ ตศาสตร์ต่างๆ ข้างต้น ใบความรููท่ี ٤ แนวการจัดทำาหน่ วยการเรียนรููแบบอิงมาตรฐาน กระบวนการจัดทำาหน่ วยการเรียนร้้แบบอิงมาตรฐานมีความ ยืดหยุ่น สามารถปรับลำาดับโดยเร่ิมจากจุดใดก่อน – หลังได้ตามความ เหมาะสม เช่น อาจเร่ิมจากการกำาหนดมาตรฐานการเรียนร้้และตัวชีวัด ้ และวิเคราะห์คำาสำาคัญในมาตรฐานและตัวชีวัด เพ่ ือกำาหนดสาระหลัก ้ หรือกิจกรรม หรืออาจเร่ิมจากประเด็นปั ญหาสำาคัญในท้องถ่ินหรือส่ิงท่ี นั กเรียนสนใจ แล้วจึงพิจารณาว่าประเด็นปั ญหาดังกล่าวเช่ ือมโยงกับ มาตรฐานข้อใด แนวทางการจัดจำาหน่ ายการเรียนร้้ท่ีจะนำ าเสนอต่อไปนี้ เป็ นเพียงแนวทางตัวอย่าง ٢ ร้ปแบบ คือ แบบท่ีเร่ิมจากการกำาหนดและ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนร้้ช่วงชัน และแบบท่ีเร่ิมจากประเด็นปั ญหา ้ ในท้องถ่ินหรือประเด็นท่ีอย่้ในความสนใจของนั กเรียน หน่ วยการเรียนร้้ ร้ป รูปแบบท่ี ١ แนวทางการจัดทำาหน่ วยการเรียนร้้เร่ิมจากการกำาหนด แบบท่ี 1 มาตรฐานการเรียนร้้และตัหน่้วัด วชี วยการเรียนร้้และตัว ชีวัด ้ การคิด กำาหนดสาระสำาคัญ ชินงาน / ภาระงานท่ี ้ นักเรียนปฏิบัติ* กำาหนดเกณฑ์การ ประเมิน * กิจกรรมการเรียนร้้ * กำาหนดช่อหน่วยการ ื เรียนร้้ * กำาหนดเวลาเรียน หมายเหตุ * เป็ นหัวข้อท่ียืดหยุ่น จะเร่ิมหัวข้อใด ก่อน - หลังก็ได้
    • 11 รูปแบบท่ี ٢ แนวทางการจัดทำาหน่ วยการเรียนร้้เร่ิมจากการกำาหนด ปั ญหาสำาคัญในท้องถ่ินหรือส่ิงท่ี นั กเรียนสนใจ การ หน่ วยการเรียนร้้ ร้ป แบบท่ี 2 กำาหนดประเด็นปั ญหา / ส่ิงท่ี นั กเรียนสนใจ กำาหนดสาระสำาคัญ ระบุมาตรฐานการเรียนร้และตัวชี้ ้ วัด กำาหนดชินงานหรือภาระงานท่ี ้ นักเรียนปฏิบต* ั ิ กำาหนดเกณฑ์การประเมิน * กิจกรรมการเรียนร้้ * กำาหนดช่ อหน่วยการเรียนร้้ * ื หมายเหตุ * เป็ นหัวข้อท่ียืดหย่กำาจะเร่ิมหัวข้อใดก่อน - หลังก็ได้ ุน หนดเวลาเรียน ขันตอนท่ีนำาเสนอเป็ นแนวทางทัง ٢ ร้ปแบบข้างต้น เป็ นขัน ้ ้ ้ ตอนคิดในการออกแบบหน่ วยการเรียนร้้ ซ่ ึงแสดงให้เห็นว่าการ ออกแบบหน่ วยการเรียนร้้แบบอิงมาตรฐานมีความยืดหยุ่น ไม่จำาเป็ น ว่าต้องเร่ิมจากมาตรฐานก่อนเสมอ และในกระบวนการแต่ละขันนั ้น ้ อาจไม่จำาเป็ นต้องเรียงลำาดับตามท่ีเห็นในแผนผัง คร้สามารถปรับเปล่ียน นำ าขันใดขึ้นก่อนก็ได้ตามความถนั ดและความเหมาะสมของแต่ละเร่ ืองท่ี ้
    • 12 จะสอน แต่ในท่ีสุดต้องสามารถบอกได้วา เม่ ือเรียนจบหน่ วยการเรียนร้้ ่ นั ้นแล้วนั กเรียนบรรลุมาตรฐานและตัวชีวัดใด ้ หลังจากกระบวนการคิดออกแบบหน่ วยการเรียนร้้เสร็จ เรียบร้อยแล้ว เม่ ือคร้จะเขียนหน่ วยการเรียนร้้นั้นเป็ นเอกสาร ก็อาจ เขียนจัดลำาดับหัวข้อตามร้ปแบบท่ีคุ้นเคยซ่ ึงเราพบกันทัว ๆ ไป เพ่ ือ ่ ความสะดวกในการนำ าไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน คือ เร่ิมจากช่ ือ หน่ วยการเรียนร้้ เวลาเรียน ประเด็นปั ญหา / ส่ิงท่ีนักเรียนสนใจ มาตรฐานการเรียนร้้ท่กำาหนด สาระท่ีสำาคัญ ชินงาน เกณฑ์การประเมิน ี ้ และกิจกรรมการเรียนร้้ ช่ ือหน่ วยการเรียนร้้ เวลาเรียน ประเด็นปั ญหา/ส่งท่นักเรียน ิ ี สนใจ (ถ้ามี) มาตรฐานการเรียนร้้ช่วงชัน ้ สาระสำาคัญ ชินงาน / ภาระงานท่ให้นักเรียน ้ ี ปฏิบติ ั เกณฑ์การประเมิน กิจกรรมการเรียนร้้
    • 13 องค์ประกอบท่ีสำาคัญของหน่ วยการเรียนรููอิงมาตรฐาน มี ٦ องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หัวเร่ ืองหรือช่ ือหน่ วยการเรียนร้้ 2) มาตรฐานการเรียนร้้ช่วงชัน ้ 3) สาระสำาคัญของหน่ วยการเรียนร้้ 4) กิจกรรมการเรียนร้้ 5) ชินงานหรือภาระงานท่ีนักเรียนปฏิบัติ ้ 6) การประเมินผล  หัวเร่ ืองหรือช่ ือหน่ วยการเรียนรูู การกำาหนดหัวเร่ ืองหรือช่ ือหน่ วยการเรียนร้้เป็ นส่ิงสำาคัญ หัวเร่ ืองหรือช่ ือหน่ วยต้องสะท้อนให้เห็นถึงสาระสำาคัญหรือประเด็นหลัก ในแต่ละหน่ วย ดังนั ้น หัวเร่ ืองควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1) น่ าสนใจ อาจเป็ นประเด็นปั ญหา ข้อคำาถามหรือข้อโต้แย้ง ท่ีสำาคัญ 2) สอดคล้องกับชีวิตประจำาวันและสังคมของนั กเรียน 3) เหมาะสมกับวัย ความสนใจ และความสามารถของ นั กเรียน แหล่งขูอมูลสำาหรับการพิจารณากำาหนดหัวเร่ ืองท่ีจะสอน ได้แก่ - จากข้อสงสัย คำาถาม ความสนใจ และความต้องการของ นั กเรียน เน่ ืองจากนั กเรียนแต่ละวัยมีข้อสงสัย ความต้องการ และ ความสนใจแตกต่างกัน การกำาหนดหัวเร่ ืองตามความสนใจของนั กเรียน เป็ นปั จจัยสำาคัญท่ีส่งผลต่อการเรียนของนั กเรียน ทังนี้คร้อาจระดม ้ ความคิด หรือใช้แบบสอบถาม / แบบสำารวจความสนใจของนั กเรียน - จากการสำารวจแหล่งการเรียนร้้ ทรัพยากรในท้องถ่ินและ ภ้มิปัญญาท้องถ่ิน คร้อาจมอบหมายให้นักเรียนสำารวจชุมชน หรือท้อง ถ่ินของตนเองว่า มีแหล่งการเรียนร้้ประเภทใดท่ีน่าสนใจบ้าง แหล่งการ เรียนรูู แบ่งเป็ นหลายประเภท ได้แก่ แหล่งการเรียนร้้ประเภท ธรรมชาติ แหล่งการเรียนร้ประเภทหน่ วยงานราชการ / องค์การชุมชน / ้ ศาสนา หรือแหล่งการเรียนร้้ประเภทบุคคล / ภ้มิปัญญาท้องถ่ิน ท่ีมีอย่้ ในชุมชน อาจเป็ นกลุ่มคนอาชีพต่าง ๆ ในชุมชน หรือผ้้ท่ีมีความสามารถ เฉพาะด้าน เช่น ด้านศิลปะ การทำาขนม อาหาร ช่างต่าง ๆ หรือเป็ น เกษตรกร นั กประดิษฐ์ ศิลปิ น เป็ นต้น
    • 14  สาระสำาคัญของหน่ วยการเรียนรูู ในส่วนสาระสำาคัญหรือสาระหลักนี้เป็ นการกำาหนดเน้ือหา และทักษะท่ีจะจัด การเรียนการสอนในหน่ วยนั ้น ๆ สาระสำาคัญ ได้จากการวิเคราะห์มาตรฐานว่าอะไรคือส่ิงท่ี “นั กเรียนตูองรููและปฏิบัติ ไดู” ท่ีระบุอย่้ในมาตรฐานของหน่ วยการเรียนร้้นั้น ๆ อย่างไรก็ตาม มาตรฐานแต่ละมาตรฐานอาจมีการสอนหรือฝึ กซำาได้ในหน่ วยการเรียนร้้ ้ อ่ ืน ๆ เพ่ ือให้ผ้เรียนเกิดความชำานาญและมีความร้กว้างขวางย่ิงขึ้น ดัง ้ นั ้นเพ่ ือมิให้เกิดความซำาซ้อนของเน้ือหาสาระท่ีสอน จึงควรมีการ ้ วิเคราะห์มาตรฐานช่วงชันของแต่ละกลุ่มทังหมดในภาพรวมตลอดแนว ้ ้ ก่อน เพ่ ือกำาหนดขอบเขตสาระหลักคร่าว ๆ ว่าจะจัดการเรียนการสอน มาตรฐานนั ้น ๆ ในระดับชันใดบ้าง และมีเน้ือหาหรือทักษะ ้ ท่ีสำาคัญอะไรท่ีจะสอนในแต่ละชัน ท่ีสถานศึกษาจัดทำาร่วมกันเป็ นหลัก ้ แต่อาจเพ่ิมสาระสำาคัญได้ตามความสนใจของผ้้เรียนและความเหมาะสม  กิจกรรมการเรียนรูู กิจกรรมการเรียนร้้เป็ นหัวใจสำาคัญท่ีจะช่วยให้นักเรียนเกิด การพัฒนา ทำาให้นักเรียนมีความร้้ และทักษะตามมาตรฐานการเรียนร้้ ท่ีกำาหนดไว้ในแต่ละหน่ วยการเรียนร้้ รวมทังช่วยในการปล้กฝั ง ้ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิ ยมท่ีพึงประสงค์ให้เกิดแก่ผ้เรียน ดังนั ้น ผ้้สอนจึงควรทราบหลักการและขันตอนในการจัดกิจกรรม ดังนี้ ้ หลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรูู 1) เป็ นกิจกรรมท่พฒนานักเรียนไปส่มาตรฐานการ ี ั ้ เรียนร้้ ช่วงชันท่กำาหนดไว้ในหน่ วยการเรียนร้้ ้ ี 2) นำ าไปส่้การสร้างชินงานหรือภาระงานท่ีแสดงถึง ้ การบรรลุมาตรฐานของนั กเรียน 3) นั กเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดกิจกรรม 4) เป็ นกิจกรรมท่ีเน้ นนั กเรียนเป็ นสำาคัญ 5) มีความหลากหลาย / เหมาะสมกับนั กเรียนและ เน้ือหาสาระ 6) สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และค่านิ ยมท่ีพึง ประสงค์ 7) ช่วยให้นักเรียนเข้าส่้แหล่งการเรียนร้้และเครือข่าย การเรียนร้้ท่ีหลากหลาย 8) เปิ ดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
    • 15 ขันตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูู ้ การจัดกิจกรรมการเรียนร้้ เพ่ ือพัฒนานั กเรียนให้มี ศักยภาพตามมาตรฐานนี้ โดยทัวไปประกอบด้วย กิจกรรมใน ٣ ่ ลักษณะ ได้แก่ กิจกรรมนำ าส่้การเรียน กิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาผ้้เรียน และกิจกรรมรวบยอด ในการจัดการเรียนการสอนโดยทัวไปนั ้น คร้จะ ่ เร่ิมต้นจากกิจกรรมนำ าเข้าส่้บทเรียนเพ่ ือกระตุ้นความสนใจหรือป้พ้ืนใน เร่ ืองท่ีจะสอน จากนั ้นจะดำาเนิ นการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมท่ี ช่วยพัฒนาให้ผ้เรียนมีความร้้ความสามารถตามลำาดับ จนกระทังมี ่ ศักยภาพเพียงพอท่ีจะทำากิจกรรมสุดท้ายหรือกิจกรรมรวบยอด ท่ีจะเป็ น เคร่ ืองพิส้จน์ว่านั กเรียนมีความร้้ความสามารถตามมาตรฐานท่ีกำาหนดไว้ ในหน่ วยการเรียนร้้นั้น ๆ และเม่ ือกำาหนดกิจกรรมรวบยอดได้แล้ว คร้ จะเห็นภาพได้ชดเจนขึ้นว่าการจะให้นักเรียนทำากิจกรรมรวบยอดได้ ั นั กเรียนจะต้องมีความร้้และทักษะด้านใดบ้าง และกิจกรรมใดท่ีจะช่วย พัฒนาให้นักเรียนมีความร้้และทักษะเหล่านั ้น จากนั ้นเป็ นเร่ ืองง่ายท่ี คร้จะคิดกิจกรรมนำ าเข้าส่้บทเรียนท่ีน่าสนใจเป็ นลำาดับต่อไป ١) กิจกรรมนำ า สู่การเรียน (Introduction Activities) เป็ นกิจกรรมท่ีใช้ในการกระตุ้นความสนในของนั กเรียน ในตอนต้น ก่อนการจัดกิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาผ้้เรียน กิจกรรมนำ าส่้การ เรียนควรมีลกษณะ ดังนี้ ั o กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ มีความ กระตือรือร้นอยากเรียน o เช่ ือมโยงส่้กิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาผ้้เรียนและ กิจกรรมรวบยอด o เช่ ือมโยงถึงประสบการณ์เดิมท่ีนักเรียนมีอย่้ o ช่วยให้นักเรียนได้แสดงถึงความต้องการในการ เรียนร้้ของตนเอง ٢) กิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาผููเรียน (Enabling Activities) เป็ นกิจกรรมท่ีใช้ในการพัฒนานั กเรียนให้เกิดความร้้ และทักษะท่ีเพียงพอต่อการทำากิจกรรมรวบยอด การกำาหนดกิจกรรมท่ี ช่วยพัฒนาผ้้เรียน ควรมีลกษณะดังนี้ ั o สัมพันธ์เช่ ือมโยงกับมาตรฐานท่ีเป็ นเป้ าหมายของ หน่ วยการเรียนร้้ o ช่วยสร้างองค์ความร้้และทักษะ เพ่ ือพัฒนา นั กเรียนไปส่้มาตรฐานท่ีกำาหนด
    • 16 o กระตุ้นให้นักเรียนมีสวนร่วมในการเรียนร้้ ่ o ส่งเสริมการเรียนท่ีเน้ นนั กเรียนเป็ นสำาคัญ o สามารถประเมินจากผลงานหรือภาระงานของ นั กเรียนได้ ٣) กิจกรรมรวบยอด (Culuminating Activities) เป็ นกิจกรรมท่ีแสดงว่านั กเรียนได้เรียนร้้และพัฒนาถึง มาตรฐานท่ีกำาหนดในหน่ วยการเรียนร้้นั้น การกำาหนดกิจกรรมรวบยอด ควรมีลกษณะ ดังนี้ ั o เป็ นกิจกรรมท่ีแสดงให้ผอ่ืนเห็นถึงพัฒนาการของ ้ นั กเรียน o เป็ นกิจกรรมท่ีนักเรียนได้แสดงออกถึงการ ประยุกต์ความร้้ท่ีเรียนมาตลอดหน่ วยการเรียนร้้ นั ้น o ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนร้้ท่ีเป็ นเป้ าหมายของ หน่ วยการเรียนร้้ o การประเมินการปฏิบัติกิจกรรมต้องสัมพันธ์กับ มาตรฐาน การเรียนร้้ท่กำาหนด ี o เป็ นกิจกรรมท่ีช่วยให้นักเรียนได้ใช้ความร้้และ ทักษะกระบวนการตามมาตรฐานท่ีกำาหนดอย่าง เต็มตามศักยภาพ o เป็ นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับ ผ้้อ่ืน o เป็ นกิจกรรมท่ีน่าสนใจ o เป็ นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนร้้ ด้วยตนเอง  ลำาดับการคิด เร่ิมจากกจิกรรมรวบยอดด กิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาผ้้ เรียนน กิจกรรมนำ าส่้การเรียน ลำาดับการปฏิบัติ เร่ิมจากกิจกรรมนำ าส่้การเรียนน กิจกรรมท่ีช่วยพัฒนา ผ้้เรียนน กิจกรรมรวบยอด  ชินงานหรือภาระงานท่ีนักเรียนปฏิบัติ ้
    • 17 ชินงานหรือภาระงาน อาจเป็นส่งท่คร้กำาหนดให้ หรือคร้และ ้ ิ ี นักเรียนร่วมกันกำาหนดขึน เพ่ ือให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติในแต่ละ ้ หน่ วย ชินงานหรือภาระงานต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเรียน ้ ร้้ของนั กเรียน และเป็ นร่องรอยหลักฐานแสดงว่านั กเรียนมีความร้้และ ทักษะถึงมาตรฐานท่ีกำาหนดไว้ในหน่ วยการเรียนร้้นั้น ตัวอย่างชินงานหรือภาระงาน ้ ١) งานเขียน : เรียงความ จดหมาย โคลงกลอน การ บรรยาย การเขียนตอบ ฯลฯ ٢) ภาพ / แผนภ้มิ : แผนผัง แผนภ้มิ ภาพวาด กราฟ ตาราง ฯลฯ ٣) การพ้ด / รายงานปากเปล่า : การอ่าน กล่าวรายงาน โต้วาที ร้องเพลง สัมภาษณ์ ฯลฯ ٤) ส่ิงประดิษฐ์ : งานประดิษฐ์ งานแสดงนิ ทรรศการ หุ่นจำาลอง ฯลฯ ٥) งานท่ีมีลักษณะผสมผสานกัน : การทดลอง การ สาธิต ละคร วีดิทัศน์ ฯลฯ การกำาหนดชินงานหรือภาระงานให้นักเรียน ้ ปฏิบัติต้องมีความสอดคล้องเหมาะสมสัมพันธ์กับมาตรฐาน และ กิจกรรมท่ีกำาหนดในหน่ วยการเรียนร้้ ชินงานหรือภาระงานหน่ ึงชิน ้ ้ อาจเช่ ือมโยงสัมพันธ์กับมาตรฐานเดียวหรือหลายมาตรฐานในเวลา เดียวกันได้ วิธีการเลือกชินงานหรือภาระงาน ้ ชินงานหรือภาระงานท่ีจะเป็ นเคร่ ืองพิส้จน์ว่า ้ นั กเรียนบรรลุถึงมาตรฐานนั ้นพิจารณาได้จาก 1) พิจารณาชินงาน / ภาระงานตามท่ีระบุ (ถ้ามี) ไว้ ้ ในมาตรฐานนั ้น 2) พิจารณาจากกิจกรรมการเรียนร้้ในหน่ วยว่า นั กเรียนต้องสร้างชินงาน หรือปฏิบัติงานใดบ้าง ้ ระหว่างการจัดกิจกรรมจึงจะพัฒนาถึงมาตรฐาน ต้องการ 3) ระดมความคิดกับเพ่ ือนคร้ หรือนั กเรียน เพ่ ือ เลือกงาน เหมาะสมให้นักเรียนปฏิบัติ เพ่ ือพัฒนา นั กเรียนให้ได้มาตรฐานตามท่ีกำาหนด ถ้าชินงาน ้ ยังไม่ครอบคลุมมาตรฐานท่ีกำาหนดไว้ อาจเพ่ิมหรือ ปรับกิจกรรมเพ่ ือให้ครอบคลุมมาตรฐานท่ีกำาหนด ไว้
    • 18 4) ขณะวางแผนกำาหนดชินงานหรือภาระงาน ควร ้ พิจารณาการพัฒนาสติปัญญาหลาย ๆ ด้าน พร้อม ๆ กัน (Multiple Intelligence) คร้อาจ เลือกชินงานประเภทเรียงความ การแสดงละคร ้ หรือบทบาทสมมติ การเคล่ ือนไหวร่างกาย / มนุษยสัมพันธ์ การปรับตนหรือดนตรี ซ่ ึงเป็ นงาน ท่ีเหมาะสมท่ีจะส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาหลาย ๆ ด้าน และมีโอกาสได้เรียนร้้ และปฏิบัติงาน ด้วยวิธีการท่ีเขาชอบ งานนั ้นจึงจะเกิดประโยชน์ อย่างแท้จริง 5) นำ าไปส่้การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) โดยบุคคลต่าง ๆ เช่น คร้ เพ่ ือน นั กเรียน ผ้้ปกครอง หรือประเมินตนเอง ให้ทาง เลือกในการปฏิบัติ หรือใช้วิธีปฏิบัติได้หลากหลาย  การประเมินผล ในการจัดกิจกรรมการเรียนร้้แต่ละครัง คร้ต้องกำาหนด ้ เกณฑ์ การประเมินผล ซ่ ึงควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการ กำาหนดด้วย และควรแจ้งให้นักเรียนทราบล่วงหน้ าถึงวิธีการและเกณฑ์ ในการประเมิน การประเมินผลควรมีลักษณะดังนี้ o มีเกณฑ์การประเมินท่ีเช่ ือมโยงกับมาตรฐานการ เรียนร้้ช่วงชันท่ีกำาหนดในหน่ วยการเรียนร้้ ้ o อธิบายลักษณะชินงานหรือภาระงานท่ีคาดหวังได้ ้ อย่างชัดเจน o รวมเข้าไปอย่้ในกระบวนการเรียนการสอน และ กิจกรรมการเรียน การสอน o มีคำาอธิบายคุณภาพงานท่ีชัดเจนและบ่งบอก คุณภาพงานในแต่ละระดับ o ใช้ผลการประเมินในการปรับปรุงการเรียนการ สอนให้สอดคล้องกับนั กเรียนแต่ละคน แต่ละ กลุ่ม หรือทังชัน้ ้ o แจ้งผลการประเมินเก่ียวกับการเรียนร้้และ พัฒนาการของนั กเรียน เพ่ ือเทียบเคียง ไปส่้มาตรฐานให้นักเรียน ผ้ปกครอง และชุมชน ้ ทราบเป็ นระยะ
    • 19 o นำ าผลการประเมินมาเป็ นข้อม้ลประกอบในการ ปรับปรุงหลักส้ตร การประเมินผลงานท่ีให้นักเรียนปฏิบัติ และกิจกรรมการ เรียนร้้ของนั กเรียน ทุกกิจกรรม คร้จะต้องกำาหนดแนวการให้ คะแนนเพ่ ือตรวจสอบว่า นั กเรียนมีความร้้อะไร และ ทำาอะไร ได้บ้าง ตามท่ีมาตรฐานการเรียนร้้กำาหนดไว้ในแต่ละหน่ วยการเรียนร้้ ดังปรากฏเป็ นตัวอย่างในหัวข้อท่ี ٤ ถัดไป ใบความรููท่ี ٥ แนวการใหูคะแนนเพ่ ือใหูใชูในการประเมิน การประเมินนั กเรียนว่ามีความร้้และสามารถทำาอะไรได้ตาม มาตรฐานหลักส้ตร คร้จะต้องสร้างเกณฑ์การประเมินชินงาน ้
    • 20 หรือการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของนั กเรียน เพ่ ือเป็ นแนวทาง ในการ ให้คะแนน โดยเกณฑ์การประเมินจะสัมพันธ์เก่ียวโยงกับมาตรฐานการ เรียนร้้ท่ีได้กำาหนดไว้ ในแต่ละครังของการปฏิบัติงานนั ้น ๆ ้  ความหมายของเกณฑ์การประเมิน การประเมินโดยใช้ Rubric เป็ นร้ปแบบท่ีใช้กันมากในการ ประเมินแบบอิงมาตรฐาน คำาว่า “Rubric” หมายถึง “กฎ” หรือ “กติกา” (Rule) ส่วนคำาว่า “Rubric Assessment” หมายถึง แนวทางในการให้คะแนน (Scoring Guide) ซ่ ึงสามารถท่ีจะแยกแยะ ระดับต่าง ๆ ของความสำาเร็จในการเรียนหรือการปฏิบัติของนั กเรียนได้ อย่างชัดเจนจากระดับดีมากไปจนถึงต้องปรับปรุงแก้ไข (Jasmine, 1993)  การกำาหนดเกณฑ์การประเมิน คร้และนั กเรียนควรจะร่วมกันกำาหนดเกณฑ์การประเมิน ซ่ ึง ควรจะจัดทำาให้เสร็จก่อนท่ีนักเรียนจะได้ลงมือปฏิบัติงานชินนั ้น เกณฑ์ ้ การประเมินนั ้นนอกจากจะใช้เป็ นเคร่ ืองมือในการประเมินยังสามารถใช้ เป็ นเคร่ ืองมือในการสอนอีกด้วย เพราะเกณฑ์การประเมินนั ้น เปรียบ เสมือนเป้ าหมายในการเรียนท่ีนักเรียนจะต้องรับทราบ (Ryan, 1994 : 28) ซ่ ึงแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของมาร์ซาโน และ คณะ (Marzano et al., 1993 : 29) ท่ีระบุว่า การประเมินการ ปฏิบัตินั้นต้องกำาหนดเกณฑ์ให้ชดเจนและเกณฑ์ในการให้คะแนนจะ ั ต้องมีระดับการวัดคงท่ี และมีการบรรยายถึงคุณลักษณะท่ีสำาคัญ (Performance Discription) ให้แก่คร้ ผ้้ปกครอง และบุคคลอ่ ืน ๆ ท่ีสนใจ ทำาให้ทราบว่านั กเรียนทำาอะไรได้บาง ร้อะไรบ้าง และยัง ้ ้ ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนร้้ตามเป้ าหมาย ท่กำาหนดไว้ ี  รูปแบบของเกณฑ์การประเมิน จ้เลีย จัสมิน (Julia Jasmine, 1993) และคอนเซต ตา โดติ ไรอัน (Concetta Doti Ryan, 1994) ได้แบ่งเกณฑ์การ ประเมินออกเป็ น ٢ ประเภท คือ ١) เกณฑ์การประเมินในภาพรวม (Holistic Rubric) เป็ นแนวทางการให้คะแนน โดยพิจารณาจากภาพรวมของชินงานหรือ ้ ภาระงาน ซ่ ึงจะมีคำาอธิบายลักษณะของงานในแต่ละระดับไว้อย่าง ชัดเจน เกณฑ์การประเมินในภาพรวมนี้เหมาะท่ีจะใช้ในการประเมิน
    • 21 ทักษะการเขียน สามารถท่ีจะตรวจสอบความต่อเน่ ือง ความคิด สร้างสรรค์ และความสละสลวยของภาษาท่ีเขียนได้ ตัวอย่างของเกณฑ์การประเมินในภาพรวม (งานเขียน) ระดับคะแนน ลักษณะของงาน ٣ (ดี) - เขียนได้ตรงประเด็นตามท่ีกำาหนดไว้ - มีการจัดระบบการเขียน เช่น มีคำานำ า เน้ือหา และบทสรุปอย่างชัดเจน - ภาษาท่ีใช้ เช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์มี ความถ้กต้อง สมบ้รณ์ ทำาให้ผ้อ่านเข้าใจง่าย - มีแนวคิดท่ีน่าสนใจ ใช้ภาษาสละสลวย ٢ (ผ่าน) - เขียนได้ตรงประเด็นตามท่ีกำาหนดไว้ - มีการจัดระบบการเขียน เช่น มีคำานำ า เน้ือหา และบทสรุป - ภาษาท่ีใช้ทำาให้ผ้อ่านเกิดความสับสน - ใช้คำาศัพท์ท่ีเหมาะสม ١ (ต้องปรับปรุง) - เขียนไม่ตรงประเด็น - ไม่มีการจัดระบบการเขียน - ภาษาท่ีใช้ทำาให้ผ้อ่านเกิดความสับสน - ใช้คำาศัพท์ท่ีไม่เหมาะสม ٠ - ไม่มีผลงาน เกณฑ์การประเมินในภาพรวมส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ٣ ٥ – ระดับ เกณฑ์การประเมิน ٣ ระดับ จะเป็ นท่ีนิยมใช้กันมาก เน่ ืองจากการใช้เกณฑ์ ٣ ระดับนั ้นจะง่ายต่อการกำาหนดรายละเอียด ซ่ ึงจะยึดเกณฑ์ค่าเฉล่ีย ส้งกว่าค่าเฉล่ีย และตำ่ากว่าค่าเฉล่ีย หรือเม่ ือ เทียบเคียงกับมาตรฐาน ก็คือระดับส้งกว่ามาตรฐาน ระดับมาตรฐาน และตำ่ากว่ามาตรฐาน นอกจากง่ายต่อการกำาหนดค่าแล้ว ยังง่ายต่อการ ตรวจให้คะแนนอีกด้วย เน่ ืองจากความแตกต่างระหว่างระดับของเกณฑ์ ทัง ٣ ระดับ นั ้น จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ถ้าใช้ ٥ หรือ ٦ ้ ระดับ ความแตกต่างระหว่างระดับ จะแตกต่างกันเพียงเล็ก น้ อย ซ่ ึงทำาให้ยากต่อการตรวจให้คะแนน ถ้าต้องการกำาหนดเกณฑ์ ٥ หรือ ٦ ระดับ วิธีการท่ีจะช่วยให้การกำาหนดเกณฑ์ง่ายขึ้น คร้อาจจะ สุ่มตัวอย่างงานของนั กเรียนมาตรวจ แล้วแยกเป็ น ٣ กลุ่ม คือ กลุ่ม งานท่ีมีคุณภาพดี ปานกลาง และต้องปรับปรุงแล้วตรวจสอบลักษณะท่ี
    • 22 เป็ นตัวจำาแนกระหว่างงานท่ีมีคุณภาพดี ปานกลาง และต้องปรับปรุง ลักษณะเหล่านี้จะมาเป็ นรายละเอียดของแต่ละระดับ (Ryan, 1994) ٢) เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubric) คือ แนวทางการให้คะแนน โดยพิจารณาจากแต่ละส่วนของงาน ซ่ ึง แต่ละส่วนจะต้องกำาหนดแนวทางการให้คะแนน โดยมีคำานิ ยาม หรือ คำาอธิบายลักษณะของงานในส่วนนั ้น ๆ ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน  เทคนิ คการเขียนรายละเอียดการใหูคะแนน (Performance Description) การเขียนรายละเอียดการให้คะแนนหรือระดับคะแนนแบบ แยกส่วน (Analytic) มีเทคนิ ค วิธีการเขียน (ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ : ٢٥٤٤) ดังนี้ คือ ١) กำาหนดรายละเอียดขันตำ่าไว้ท่ีระดับ ١ แล้วเพ่ิมลักษณะ ้ ท่ีสำาคัญ ๆ ส้งขึ้นมาทีละระดับ ตัวอย่างเช่น งานเขียน มีประเด็นการ ประเมิน คือ เน้ือหา และการใช้ภาษา การกำาหนดเน้ือหารายละเอียด ถ้าแบ่งออกเป็ น ٤ ระดับ ควรกำาหนดลักษณะย่อย หรือตัวแปรย่อยท่ีสำาคัญของประเด็นการ ประเมินให้ได้ ٤ ลักษณะ เช่น เน้ือหา ระดับ ١ สอดคล้องกับเน้ือเร่ ือง ระดับ ٢ ลำาดับเน้ือเร่ ืองชัดเจน ระดับ ٣ เร่ ืองน่ าสนใจ ระดับ ٤ มีจินตนาการ การใชูภาษา ระดับ ١ ผิดพลาดมาก ส่ ือ ความหมายได้ ระดับ ٢ ถ้กต้องส่วนมาก และส่ ือ ความหมายได้ ระดับ ٣ ผิดพลาดน้ อย เช่ ือมโยงภาษา ได้ดี ระดับ ٤ ถ้กต้องเกือบทังหมด สละ ้ สลวย งดงาม การเขียนรายละเอียดแต่ละระดับ โดยการนำ าลักษณะย่อย หรือตัวแปรย่อยมาจัดลำาดับความสำาคัญ ดังได้เขียนตัวเลขกำากับไว้ แล้ว นำ าตัวแปรต่าง ๆ มาเขียนบรรยาย (Descriptive) ให้ ชัดเจนจากความสำาคัญตำ่าท่ีสุด และเพ่ิมตัวแปรถัดไปแต่ละระดับ ดังนี้ เน้ือหา ระดับ ١ เน้ือหาท่ีเขียน สอดคล้องกับเน้ือเร่ ือง ระดับ ٢ เน้ือหาท่ีเขียนสอดคล้องกับ เน้ือเร่ ือง
    • 23 และลำาดับเร่ ืองราวได้ไม่วกวน ระดับ ٣ เน้ือหาท่ีเขียนสอดคล้องกับ เน้ือเร่ ือง ลำาดับเร่ ืองราว ได้ชดเจนไม่วกวน ั ระดับ ٤ เน้ือหาท่ีเขียนสอดคล้องกับ เน้ือเร่ ือง ลำาดับเร่ ืองราว ได้ชดเจนไม่วกวน สอดแทรก ั สาระบางอย่างทำาให้ เร่ ืองน่ าสนใจ และอ่านแล้วเกิด จินตนาการ ٢) กำาหนดจุดอ่อนระดับตำ่าสุดไว้ท่ีระดับ ١ แล้วเพ่ิมความ ถ้กต้องส้งขึ้นทีละระดับจากตัวอย่างในข้อ ١ สามารถจะนำ าเทคนิ คนี้มา เขียนในประเด็นการใช้ภาษา โดยการกำาหนดลักษณะย่อยหรือตัวแปร ย่อยท่ีมีลักษณะในระดับตำ่าสุดท่ีระดับ ١ แล้วเพ่ิมความถ้กต้องของ ลักษณะย่อยขึ้นไปทีละระดับ ดังนี้ การใชูภาษา ระดับ ١ ภาษาผิดพลาดมาก แต่ ยังส่ ือความหมายได้ ระดับ ٢ ภาษาถ้กต้องมาก และยังส่ ือ ความหมายได้ ระดับ ٣ ผิดพลาดน้ อย เช่ ือมโยงภาษา ได้ดี ระดับ ٤ ภาษาถ้กต้องเกือบทังหมด มี ้ ภาษาท่ีสละสลวย งดงาม ในการเขียนรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น เขียนแสดงเป็ น เชิงคุณภาพ (Qualitative) แต่ลักษณะดังกล่าวนี้ อาจเขียนในเชิง ปริมาณ ดังนี้ การใชูภาษา ระดับ ١ ภาษาผิดพลาดไม่เกิน ร้อยละ ٥٠ (หรือ ٥٠ จุด) แต่ยังส่ ือความหมายได้ ระดับ ٢ ภาษาถ้กต้องร้อยละ ٧٠ – ٥٠ และส่ ือความหมายได้ ระดับ ٣ ภาษาถ้กต้องร้อยละ ٩٠ – ٧٠ เช่ ือมโยงภาษาได้ดี ระดับ ٤ ภาษาถ้กต้องร้อยละ – ٩٠ ١٠٠ มีภาษาท่ีสละสลวย งดงาม
    • 24 การเขียนรายละเอียดการให้ระดับคะแนน หรือคะแนนใน เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีทังจุดเด่นและจุดอ่อนของแต่ละแบบ ้ สำาหรับเชิงคุณภาพมีจุดเด่น คือ บางตัวแปรหรือลักษณะ ไม่ สามารถบรรยายได้เป็ นปริมาณ เช่น ตัวแปร ท่ีเป็ นคุณศัพท์ เช่น สวยงาม ดีงาม สนุกสนาน สุขสันต์ เป็ นต้น จุดอ่อน คือ ในการ แปลผลเชิงคุณภาพ เช่น คำาว่า มาก น้ อย เล็กน้ อย นิ ดหน่ อย ไม่ มาก เหล่านี้ ผ้้ประเมินจะเกิดอัตตา (Subjective) แสดงถึงคุณภาพ ออกมาไม่เท่ากัน สำาหรับจุดเด่นของเชิงปริมาณเราสามารถนั บเป็ นแห่ง (Point) สัดส่วน เศษส่วน ร้อยละได้ แต่ก็ถ้กโต้แย้งว่ามีจุดอ่อน คือ แต่ละแห่งมีนำ้าหนั กท่ีผิดแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ผิดเร่ ืองของภาษา ผิดการสะกดคำาผิด โดยทำาให้ความหมายเปล่ียน กับผิดแล้วยังพอคง ความหมายเดิมได้ ย่อมมีข้อแตกต่างในนำ ้ าหนั ก หรือ เช่น ภาษา อังกฤษจุดผิดในเร่ ืองความสอดคล้องของประธานกับกริยา ย่อมมีนำ้า หนั กมากกว่าสะกดคำาผิด เป็ นต้น ในการเขียนรายละเอียดจึงขอให้ พิจารณาตามความเหมาะสม พยายามให้เป็ นปรนั ย (Objective) มาก ท่ีสุด ٣) กำาหนดตัวแปรย่อยท่ีมีนำ้าหนั กเท่ากันทุกตัว แล้วระบุ ตัวแปรหายไปเท่าไร ระดับคะแนนก็ลดหลันตามลำาดับ เช่น การ ่ ประเมินการจัดทำารายงาน อาจมีประเด็นของร้ปแบบ เน้ือหา ภาษา ความสะอาด ประณี ต ในกรณี นี้จะยกตัวย่างร้ปแบบท่ีเป็ นการเขียนราย ละเอียดการให้คะแนน ในแบบท่ี ٣ ดังนี้ กำาหนดลักษณะย่อยของร้ปแบบดังนี้ ปก คำานำ า สารบัญ เน้ือหา การอ้างอิง บรรณานุกรม จะเห็นว่าตัวแปรย่อยของร้ปแบบ มี อย่้ ٥ ตัว วิธีเขียนอาจเขียนดังนี้ รูปแบบ ระดับ ٤ มีครบ คือ ปก คำานำ า สารบัญ เน้ือหา การอ้างอิง และบรรณานุกรม ระดับ ٣ ขาด ١ ลักษณะ ระดับ ٢ ขาด ٢ ลักษณะ ระดับ ١ ขาด ٣ ลักษณะ การกำาหนดประเด็นการประเมิน และรายละเอียดการให้ ระดับคะแนนมีความจำาเป็ นท่ีผ้ประเมินผลควรคำานึ ง เพราะเป็ นคุณภาพ ของการประเมินผล คือ ความเท่ียงตรง และความเช่ ือมัน คุณภาพทัง ่ ้ สององค์ประกอบนี้ จะมีผลถึงศักยภาพของนั กเรียนในการนำ าความร้้ไป ใช้ปฏิบัติงาน ผลิตผลงาน ตลอดจนคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของ นั กเรียนตามหลักส้ตร และจะเป็ นคุณภาพของ การจัดการเรียนการ
    • 25 สอน และการประเมินตามพระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช ٢٥٤٢ ซ่ ึงเป็ นส่วนหน่ ึงของการปฏิรปการศึกษาอีกด้วย ้  ขันตอนการสรูางแนวทางการใหูคะแนนเพ่ ือการประเมิน ้ เราสามารถเร่ิมต้นด้วยวิธีการท่ีง่าย ๆ ดังนี้ คือ พิจารณา ตามมาตรฐานการเรียนร้้ท่ีนำามากำาหนดในหน่ วยการเรียนร้้อิงมาตรฐาน โดยพิจารณาคำาสำาคัญ (Keywords) ซ่ ึงมีอย่้ ٢ ลักษณะ คือ ความ สามารถหรือทักษะกระบวนการ และ ความร้้ในเน้ือหา ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ว ١/٤) ١.١) สังเกต ตังคำาถาม อภิปราย และ ้ อธิบายหน้ าท่ีของ อวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ การทำางานท่ี สัมพันธ์กัน ของอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ และนำ าความรูู ไปใชู ในการด้แลรักษาสุขภาพ o คำาถามท่ีควรตอบ ได้แก่ คำาถามท่ี ١ : อะไรคือ ทักษะ กระบวนการ หรือ ความรูู ความสามารถ ท่ีเราต้องการให้เกิดกับนั กเรียนใน มาตรฐานการเรียนร้้นี้ ในเชิงคุณภาพ (วิเคราะห์จากคำาสำาคัญในมาตรฐาน) - สังเกตได้ - ตังคำาถามได้ ้ - อภิปรายได้ - อธิบายได้ - นำ าความร้้ไปใช้ได้ คำาถามท่ี ٢ : สังเกตอะไร อะไรท่ีนำามาให้สังเกต ทำาอย่างไร (ด้รายละเอียด ด้การทำางาน ด้ความ สัมพันธ์เช่ ือมโยง เก่ียวเน่ ือง ด้ความสำาคัญ ) ตังคำาถาม ้ อย่างไร ใครถามใคร
    • 26 ใครเป็ นคนตอบ ถามกันหลายคนหรือ ถามคนเดียว ตอบคนเดียว อภิปรายอย่างไร แบ่งกลุ่ม เล็ก ๆ หรือมีกลุ่ม เพียงกลุ่มเดียว มาอภิปรายให้กลุ่มใหญ่ ฟั ง มีประเด็น อะไรบ้างท่ีจะนำ ามาอภิปราย / อธิบาย ได้ คืออะไร ใครอธิบาย คนเดียวหรือหลายคนช่วยกัน อธิบาย อธิบายเก่ียวกับอะไร นำ าความร้ไปใช้ได้ ้ แสดงว่า นั กเรียนต้องร้้ในส่ิงท่ีจะนำ าไปใช้และร้้ว่า จะนำ าไปใช้ได้ อย่างไร (บอกแนวทางข้อกำาหนด เง่ ือนไขการปฏิบัต) ิ คำาถามท่ี ٣ : ผลท่ีได้หรือเกิดจากการสังเกตคืออะไร (คำาพ้ด คำาอธิบาย ร้ปภาพ...) ผลท่ีได้ หรือเกิดจากการ ตังคำาถามคืออะไร ผลท่ีได้หรือเกิดจาก ้ การอภิปราย อธิบายและนำ าความร้้ไปใช้ คืออะไร (คำาตอบของส่ิงเหล่านี้ คือ ผลงาน / ชิน ้ งาน หรือภาระงาน ท่ีให้นักเรียนปฏิบัติ) คำาถามท่ี ٤ : ลักษณะสำาคัญอะไรท่ีเป็ นรายละเอียด ของการปฏิบัติท่ีเสร็จ สมบ้รณ์ หรือผลงานท่ีเสร็จสมบ้รณ์ (ลักษณะสำาคัญท่ีให้รายละเอียดเหล่านี้ คือ เกณฑ์ (Criterea) ท่ีจะใช้ประเมิน) - ภาษาท่ีใช้ - การนำ าเสนอความคิดเรียบเรียงเป็ น ระบบ - บทสรุปเช่ ือมโยง / ความสัมพันธ์ - ความถ้กต้องในเน้ือหา - ภาพประกอบการอธิบาย
    • 27 - รายละเอียดในการนำ าเสนอ ฯลฯ คำาถามท่ี ٥ : ระดับการปฏิบัติ (Performance Level) ของเกณฑ์แต่ละตัว หรือแต่ละด้าน ควรจะมีก่ีระดับ (ผ่าน - ไม่ผ่าน, ١ – ٠ หรือ ٣ ,٢ ,١ หรือระดับเร่ิมต้น ผ่าน ชำานาญ เช่ียวชาญ) - ภาษาท่ีใช้ (١-٠, ไม่ผ่าน - ผ่าน) - การนำ าเสนอความคิด (١,٢,٣) - บทสรุป (เร่ิมต้น, ผ่าน, ชำานาญ, เช่ียวชาญ) - ความถ้กต้องด้านเน้ือหา (١-٠) คำาถามท่ี ٦ : ในแต่ละระดับการปฏิบตจะเขียนคำา ั ิ อธิบายคุณภาพของงาน / การปฏิบัติ (Performance Description) ให้มองเห็นความ แตกต่างของแต่ละระดับได้อย่างไร