การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

9,034 views

Published on

การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

Published in: Education, Business, Technology
2 Comments
5 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
9,034
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
151
Comments
2
Likes
5
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

  1. 1. รายงานการวิจัย การพัฒนาการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย  เรื่อง การอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา ระดับชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้ ศรีรันทรัตน กันทะวัง กลุมนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่ การศึ ก ษาลํ า ปาง เขต 1 สํ า นั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ธันวาคม 2548
  2. 2. บทคัดยอ การวิจยครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อสรางแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ั เรื่อง การอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามาและศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอาน ของนักเรียนทีเ่ รียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา กลุมตัวอยางทีใชในการวิจย เปนนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา ่ ั ้ 2548 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมืองลําปาง จังหวัดลําปาง จํานวน 40 คน ดําเนินการทดลองโดย ใชแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระภาษาไทยเรื่องการอาน โดยใชเทคนิคการอานพาโนรามาที่ผูวิจย  ั สรางขึ้น จํานวน 9 แผน 12 คาบ ผูวิจัยใหครูผูสอนทําการทดสอบกอนการทดลองและหลังการทดลองโดยใชแบบทดสอบ วัดความเขาใจในการอานที่ผวิจัยสรางขึ้น จากนั้นเปรียบเทียบคะแนนกอนและหลังการทดลองโดย ู ใชการทดสอบที(t-test) ผลการวิจัย พบวา นักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มีความเขาใจใน การอานหลังการทดลองสูงกวากอนการทดลองอยางมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ั
  3. 3. สารบัญ เรื่อง หนา บทที่ 1 การอาน 1 - 13 - ความหมายของการอาน - จุดมุงหมายของการอาน - ประเภทของการอาน - ความเขาใจในการอาน - ระดับความเขาใจในการอาน - ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป บทที่ 2 การสอนอาน 14 - 19 - ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนอาน - การสอนทักษะการอาน - ความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทย - ความมุงหมายในการสอนอานภาษาไทย บทที่ 3 เทคนิคการอานแบบ พาโนรามา 20 -27 ภาคผนวก 1. ก แผนการจัดการเรียนรูเรื่องการอาน โดยใชเทคนิคการอานพาโนรามา 2. ข แบบทดสอบกอน –หลังเรียน
  4. 4. บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา การอานมีบทบาทสําคัญตอชีวิตประจําวันเปนอยางมาก และเปนกระบวนการที่สําคัญใน การแสวงหาความรู การอานเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งสําหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะนักเรียน ระดับชวงชั้นที่ 3 เพราะถานักเรียนระดับนี้อานหนังสือเปนก็จะเปนแนวทางในการศึกษาคนควาใน ระดับที่สูงขึ้นตอไป การอานเปนปจจัยสําคัญในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง ในทุกสาขาวิชา นอกจากการอานจะใหประโยชนโดยตรงแกผูอานแลว ยังสามารถนําความรูความคิดที่ไดจากการ อานไปพัฒนาสังคมไดอีกดวย ดังที่ ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน (2524, หนา 1-3) ไดกลาวถึง ความสําคัญของการอานไดวาการอานมีความจําเปนตอชีวิตของคนในปจจุบันยิ่งกวาทุกยุคที่ผานมา เนื่องจากโลกปจจุบันเปลี่ยนแปลงทั้งทางวัตถุ วิทยาการ เทคโนโลยี และความนึกคิด ฯลฯ จึงจําเปนอยางยิ่งที่มนุษยตองสนใจการอาน และตองอานเพื่อสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ความกาวหนาตาง ๆ ใหทันตอเหตุการณ เพราะการอานเปนประโยชนแกมนุษยดานความรูในการ ประกอบอาชีพและการพักผอนหยอนใจ ทั้งยังชวยสงเสริมความรูความคิดของคนเราใหเพิ่มพูนขึ้น จะเห็นไดวา การอานมีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของผูใฝศึกษาหาความรูอยูเสมอ เพราะการอานชวยพัฒนาสติปญญาของคนเราใหสูงขึ้น ใหรูจักเลือกอานอยางถูกวิธี สามารถแปล ความ ตีความเรื่องราวตาง ๆ ไดถูกตองมีเหตุผล การอานชวยขยายความคิดใหมีความคิดริเริ่ม ประสบการณจากการอานสามารถนํามาแกปญหาชีวิตได ดังนั้น ครูควรฝกฝนใหนักเรียนมีความสามารถในการอาน คือ สามารถจับใจความสําคัญ ของเรื่อง สามารถถายทอดความเขาใจ สามารถนําความรูไปใชไดถูกตอง สามารถในการวิเคราะห ขอเท็จจริงและมีวิจารณญาณในการอาน ดังที่ นฤนาท ดวงมุสิทธิ์ (2532, หนา 2) กลาววา การสอนอ า นควรเนน ความเขาใจในการอ า นใหมาก แตตามสภาพที่ เ ปน จริงการสอนอา นใน โรงเรียนทั่วไปไมคอยไดรับความสนใจเทาใดนัก จึงทําใหเด็กขาดประสิทธิภาพทางการอาน ดวยเหตุนี้ ครูจึงควรฝกฝนการอานใหแกนักเรียนอยางสม่ําเสมอ และควรสงเสริมใหนักเรียน รักการอานหนังสือ โดยเฉพาะในระดับชวงชั้นที่ 3 ครูควรสอนใหนักเรียนอานจับใจความสําคัญ ใหไดสามารถตีความที่อานได และเขาใจความคิดเห็นที่ผูเขียนสอดแทรกไว จากสภาพการสอนอานในโรงเรียน พบวา นักเรียนจํานวนมากอานหนังสือไมเปน คือ อานแลวไมสามารถจับใจความสําคัญของเรื่องที่อานได ไมเขาใจเนื้อเรื่อง ไมสามารถวิเคราะห
  5. 5. เรื่องที่อานได การที่นักเรียนมีปญหาการอานเชนนี้ อาจเปนเพราะครูยังสอนอาน โดยใหอานจาก หนังสือแบบเรียนแลวถามเนื้อเรื่องที่อาน หรือบางครั้งครูนําเรื่องที่ครูเปนฝายพอใจมาใหนักเรียน อาน จากนั้นครูก็ตั้งคําถามในเรื่องนั้น ๆ ถาใจจําเรื่องไดดี ก็ถือวาผูนั้นอานไดดี จากผลการวิจัยของกรมวิชาการ (2534, หนา 43) พบวา สมรรถภาพทางภาษาดานาหนึ่ง ในรายวิชาภาษาไทย ที่นักเรียนทําคะแนนไดเกณฑต่ํา คือ สมรรถภาพเกี่ยวกับการอานไดแก ความเขาใจและความเร็ วในการอาน นอกจากนั้น สมาคมการอ านแหงประเทศไทยซึ่ งไดจัด ประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ เรื่องการรูหนังสือและการพัฒนาเชิงเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2530 ( อางใน กัญญา มั่งคั่ง , 2530 ) การสอนอานในปจจุบันยั งมิไดชวยให นักเรียนมีทักษะการอานระดับสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งการอานเชิงวิเคราะห และเชิงวิเคราะห ซึ่ง ขอบกพรองนี้มีสาเหตุหลายประการกลาวคือ การสอนอานมีลักษณะการสอนเนื้อหามากกวาทักษะ การสอนมิ ไ ด กํ า หนดจุ ด มุ ง หมายที่ ชั ด เจน ทั้ ง ยั ง ใช ห นั ง สื อ เป น เครื่ อ งมื อ สอนคํ า ศั พ ท แ ละ โครงสรางเทานั้น โดยยังเขาใจผิดวาการสอนอานคือการใหนักเรียนอานในใจและตอบคําถาม เทานั้น และสาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หนังสือที่ใชอานไมมีองคประกอบของเนื้อเรื่องที่ ทําใหเกิดการพัฒนาทักษะการอาน นักการศึกษาและผูเชี่ยวชาญดานการสอนภาษาทั้งในและตางประเทศ ไดพยายามศึกษา เกี่ ย วกั บ เทคนิ ค การสอนและการจั ด กิ จ กรรมเพื่ อ ช ว ยพั ฒ นาการอ า นของนั ก เรี ย นในระดั บ มัธยมศึกษาใหดีขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความจําเปนที่นักเรียนควรไดรับการสงเสริม มีผูเสนอแนว ทางการสอนมากมาย เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการอาน ซึ่งอาจแบงไดเปน 3 ประเภท คือ ประเภทแรก เปนแนวการสอนโดยใชหลักประยุกตจากภาษาศาสตร (สวนมากนํามาจากการสอน ภาษาตางประเทศ) ประเภทที่สอง เปนแนวการจัดกิจกรรมการสอนอานดวยกระบวนการของการ สื่อสาร ซึ่งเนนเกี่ยวกับความสนใจและความตองการในการอานของนักเรียน และประเภทที่สาม เปนแนวการสอนอานแบบตรง โดยใชหลักทฤษฎีการรับขาวสาร จากแนวการสอนโดยใชหลักประยุกตภาษาศาสตร ไดมีผูคิดคนกิจกรรมสงเสริมการอาน ในหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่นาสนใจคือ การสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา ซึ่ง ปเตอร เอดเวิรดส ( Edwards, 1973,pp. 132-135) ไดคิดคนโดยพัฒนามาจากเทคนิคการอาน แบบ SQ3R OK4R PQRST และ OARWET ( อางใน กัญญา มั่งคั่ง , 2530 , หนา 25 ) ความมุงหวังของการพัฒนาเทคนิคดังกลาวขึ้นก็เพื่อนํามาใชในการสอนอานแกนักเรียนระดับ มัธยมศึกษา เพื่อใหนักเรียนสามารถอานขอความจํานวนมาก เก็บขอความตาง ๆ อยางมีระเบียบ และนํ า ไปใช อ ย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพโดยเอดเวิ ร ด ส ไ ด ท ดลองใช กั บ นั ก เรี ย นมั ธ ยมศึ ก ษา ใน มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ( University of British Columbia ) ปรากฏวา นักเรียนมีทักษะ การอานดีขึ้นตามจุดมุงหมาย นอกจากนั้น กัญญา มั่งคั่ง (2530, หนา 76 ) ไดนําเทคนิคการอาน แบบพานรามามาทดลองใชสอนภาษาอังกฤษกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปรากฏวา นักเรียนมี
  6. 6. ความเขาใจในการอานสูงขึ้น อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงทําใหผูวิจัยสนใจที่จะพัฒนา แผนการจั ดการเรีย นรูกลุ มสาระการเรียนรูภาษาไทย ในระดั บชั้น มั ธยมศึ กษาปที่ 2 เพื่ อเปน แนวทางในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตอไป วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อสรางแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอานของนักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอาน แบบพาโนรามา ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรกลุมตัวอยาง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 2. เนื้อหาที่ใชในการทดลอง ผูวิจัยไดคัดเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับระดับชั้นและความสนใจของผูเรียน ประกอบไปดวยเรื่องทั้งที่เปนรอยแกวและรอยกรอง ดังนี้ 1) ความดีไมรูจักสิ้นสุด 2) นิทานชาดกมหานิลวานร 3) บทรอยกรอง 4) ขอคิดเรื่องการบวช 3. ระยะเวลาที่ใชในการทดลอง ดําเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 กับกลุมตัวอยาง จํานวน 12 คาบ คาบละ 50 นาที เปนเวลา 3 สัปดาห 4. ตัวแปรที่จะศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ไดแก การสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. ตัวแปรตาม ไดแก ความเขาใจในการอาน 5. สมมุติฐานการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 หลังจาก ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
  7. 7. นิยามศัพทเฉพาะ 1. แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนเรื่องการอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. เทคนิคการอานแบบพาโนรามา เปนเทคนิคที่ใชฝกฝนทักษะทางการอานโดยใหผูอาน มองเห็นภาพรวมกวาง ๆ ทั้งหมดกอนแลวจึงแยกแยะไปสูรายละเอียด 3. ความเข า ใจในการอ า น หมายถึ ง การอ า นที่ ผู อ า นสามารถแปลความ ตี ค วาม ขยายความ จับใจความสําคัญ สรุปเรื่องราวจากการอานได ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1. ครูผูสอนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย มีแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. ผูเรียนมีทักษะการอานในชีวิตประจําวัน ในการแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเอง 3. เป น แนวทางในการพั ฒ นาแผนการจั ด การเรี ย นรู กลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทย เรื่อง การอานสําหรับครูผูสอนในระดับชั้นอื่น ๆ ตอไป
  8. 8. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 1. เอกสารที่เกี่ยวกับการอาน - ความหมายของการอาน - จุดมุงหมายของการอาน - ประเภทของการอาน - ความเขาใจในการอาน - ระดับความเขาใจในการอาน - ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป 2. เอกสารที่เกี่ยวของกับการสอนอาน - ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนอาน - การสอนทักษะการอาน - ความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทย - ความมุงหมายในการสอนอานภาษาไทย 3. เอกสารที่เกี่ยวของกับการสอนอาน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความเขาใจในการอาน 1. เอกสารที่เกี่ยวของกับการอาน ความหมายของการอาน การอานเปนสิ่งจําเปนและสําคัญอยางยิ่งสําหรับมนุษย โดยเฉพาะปจจุบันวิทยาการ ตาง ๆ เจริญกาวหนาไปอยางรวดเร็ว นักการศึกษาจึงไดคนควาเรื่องการอานในรูปแบบตาง ๆ กันอยาง กวางขวาง และไดใหความหมายของการอานไวดังนี้ เปลื้อง ณ นคร ( 2511 , หนา 12 ) ไดอธิบายความหมายของการอานวา คือการถายทอด ความคิดจากหนังสือของผูประพันธไปยังผูอาน ดวยผูประพันธตองการใหผูอานไดเห็นความคิด
  9. 9. ความรู สึ ก ของตน ถ า ผู อ า นสามารถตี ค วามหมายของหนั ง สื อ ได ลามารถรู จุ ด มุ ง หมายของ ผูประพันธไดก็จะเชื่อไดวา “อานหนังสือเปน” ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน ( 2524 , หนา 2-3 ) กลาววา การอาน หมายถึง การ แปลความหมายของตั ว อั ก ษรออกมาเป น ถ อ ยคํ า แล ว นํ า ความคิ ด นั้ น ไปใช ใ ห เ กิ ด ประโยชน ตัวอักษรเปนเพียงเครื่องหมายแทนของจริงอีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้นหัวใจของการอานจึงอยูที่ การเขาใจความหมายของคําที่ปรากฏอยูในขอความนั้น จุฑามาศ สุวรรณโครธ ( 2519 , หนา 27-36 ) กลาววา การอานคือการรับรูขอความใน สิ่งพิมพ หรือในสิ่งที่เขียนขึ้น หรือการับรูเครื่องหมายสื่อสารซึ่งมีความหมายและสามารถสราง ความเขาใจแกผูอานโดยอาศัยประสบการณที่ผานมาของผูอานประกอบดวย ประทิน มหาขันธ ( 2523 , หนา 17 ) กลาววา การอาน หมายถึง กระบวนการในการ แปลความหมายของตั ว อั ก ษรหรื อ สั ญ ลั ก ษณ ที่ มี ก ารจดบั น ทึ ก ไว กระบวนการอ า นเป น กระบวนการที่ซับซอน เมื่อเด็กเปลงเสียงตัวอักษรหรือสัญลักษณออกมาเปนคําพูด ถาหากไม เขาใจคําพูดนั้นจัดวาไมใชการอานที่สมบูรณ แตเปนเพียงสวนหนึ่งของการอานเทานั้น ลักษณะ ของการอานที่แทจริงไดแกการทําความเขาใจความหมายของเรื่องที่อาน ความหมายของเรื่องที่ กลาวนี้มิใชเกิดจากตัวอักษร หรือสัญลักษณเทานั้น หากขึ้นอยูกับการกระตุนใหเกิดความคิด รวบยอดหรือจินตนาการของผูอานเปนสําคัญ การเขาใจความหมายของตัวอักษรหรือสัญลักษณที่ อานขึ้น อยู กับความหมายที่ ผูอานตองทําความเขาใจโดยอาศั ยประสบการณเ ดิมของผูอ านเปน พื้นฐาน การอานจึงเปนกระบวนการที่ประกอบดวยการแปลความ การตอบสนอง การกําหนด ความมุงหมาย และการลําดับภาพของตัวอักษรหรือสัญลักษณที่ผูอานเห็นมากระตุนการทํางานของ สมองซึ่งขึ้นอยูกับคุณธรรม และปริมาณของประสบการณที่ผูอานมีอยูกอนแลว จะเห็นวาการอานที่แทจริงไมใชการออกเสียงไดถูกตองตามอักขรวิธีเทานั้น แตตองเขาใจ ในสิ่งที่อานหรือที่เรียกวา อานเปนดวย ดังที่มีผูกลาวไวดังนี้ ดุษฎี ลีหละเมียร ( 2521 , หนา 67-76 ) กลาววา การอานหนังสือไดกับการอานหนังสือ เปนนั้นตางกันมาก ผูอานหนังสือเปนยอมสามารถอานและเขาใจเรื่องราวไดอยางรวดเร็วสามารถ จับใจความไดอยางถูกตองครบถวน ทั้งยังแยกไดวาใจความใดเปนใจความสําคัญและใจความใด เปนใจความรอง นอกจากนี้ควรจะเขาใจและเขาถึงความตั้งใจ อารมณ และทัศนคติของผูเขียน ซึ่งถายทอดออกมาเปนตัวหนังสือไดอยางลึกซึ้ง และในขั้นสุดทายก็อาจชี้ใหเห็นกลวิธีการเขียน และประเมินคุณคาของการเขียนหรือหนังสือเลมหนึ่ง ๆ ไดอยางนาสนใจ จุฑามาศ สุวรรณโครธ ( 2519 , หนา 27-28 ) กลาววา การอานเปน หรือผูที่อานเปนตอง มีคุณสมบัติดังนี้ 1. รูจักเลือกอานไดตรงตามตองการ 2. จับใจความได
  10. 10. 3. รูจักบันทึกการอาน 4. มีวิจารญาณในการอาน 5. มีนิสัยรักการอาน ทํานอง สิงคาลวนิช ( 2515 , หนา 17 ) กลาววา การอานเปน มิใชหมายความแตเพียงวา อานออกเขียนไดเทานั้น ไดมีนักการศึกษาบางทานกลาววา ความหมายที่แทจริงของการอาน หนังสือออก ตองประกอบดวย R3 ตัว คือ Reading Writing และ Arithmetic นอกจากนั้น ยังตองมีความสามารถในการติดตามขอความในหนังสือที่อานแลวนําไปพิจารณาเพื่อกอใหเกิดการ พัฒนาตนเองทุก ๆ ดานอีกดวย ชุติ มา สัจจานัน ท ( 2526, หนา 28 ) กลาววา การอานมิไ ดเ ปนเพียงทอดสายตาผาน ตัวอักษรเทานั้น แตตองเขาใจความหมายของขอความ นัยของคําแตละคํา เขาใจวัตถุประสงคของ ผูเขียน สามารถสังเกตอคติ หรือการโฆษณาชวนเชื่อ ตลอดจนแสดงทัศนคติของตนเองและใหขอ วินิจฉัยได บุญเสริม ฤทธาภิรมย ( 2519 , หนา 32-34 ) กลาววา การอานเปนทักษะที่ตองอาศัย ทักษะยอยหลายประการเกี่ยวโยงกัน ทักษะตาง ๆ จะเปนไปไดอยางคลองตัวก็ตองอาศัยกลไก ระบบประสาท ตลอดจนความสามารถทางสมองที่มีความพรอมและสามารถทําหนาที่ไดอยาง ฉับพลันตอเนื่องกันเปนจังหวะ ตลอดเวลา เชน การกวาดสายตาดูตัวอักษร สมองก็ตองสั่งงาน จะตองสื่อความหมาย แปลความหมาย และสรางสังกัป ( Concept ) วา ที่อานไดแลวนั้นเขาใจวา อะไรสมองหรือสติปญญาตองนําไปใชในความจํา ซึ่งผูเปนนักอานที่ดีก็จะมีการนําความสัมพันธ การวิเคราะห สังเคราะห และประเมินคามาใชแปลความ ซึ่งเปนความสามารถทางสมองที่สูงขึ้น ไปอีกชั้นหนึ่ง การอานหนังสือเปนทักษะที่ตองปลูกฝงมาตั้งแตเด็ก และผูที่เปนนักอานที่ดีตอง ไดรับการฝกฝนอยางถูกวิธี เขาใจหลักการอานที่ถูกตอง ตลอดจนรูจักเลือกเฟนหนังสือที่มีคุณคา มาอานดวย วลี พันธมณี ( 2529 , หนา 24 ) ไดกลาวถึงการอานวาขึ้นอยูกับความมุงหมายในการอาน แตละครั้งซึ่งอาจแบงได 3 ประการคือ 1. อานเพื่อความเพลิดเพลิน เปนการอานเพื่อฆาเวลาเพื่อความพอใจ เพื่อแสวงหาความรู และการศึกษาคนควา 2. อานเพื่อการศึกษา ซึ่งตองอาศัยทักษะความสามารถในการอานสูง เพื่อแสวงหาความรู และการศึกษาคนควา 3. อานเพื่อขาวสารหรือเพื่อความจําเปนในการดํารงชีวิต มิลเลอร ( Miller , 1972 . p.15 ) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานไว 6 ประการคือ
  11. 11. 1. อานเพื่อจับใจความคราว ๆ 2. อานเพื่อจับใจความสําคัญ 3. อานเพื่อสํารวจรายละเอียดและจับใจความสําคัญทั่วไป 4. อานเพื่อความเขาใจอยางถองแท 5. อานเพื่อใชวิจารณญาณติดตามขอความที่อาน 6. อานเพื่อการวิเคราะหขอความหรือแนวความคิดในเรื่องที่อาน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย ( 2527 , หนา 125 , อางใน Murcica and Meiutash n.d. ) สรุป การอานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไวดังนี้ 1. การอานในระดับมัธยมศึกษา เปนการมุงใหผูอานไดรูจักคํากวางขวางมากขึ้นและ สามารถนําคําเหลานี้มาใชในการพูด การเขียน ตลอดจนการเรียนวิชาอื่น ๆ ไดอยางถูกตอง 2. การอ า นนอกจากผู อา นจะเข า ใจเรื่อ งราวที่ ต นอ า นแลว ยังต องสามารถเรี ย งลําดั บ เหตุการณใหผูอื่นเขาใจไดดวย 3. การอานมุงใหผูอานนําไปใชในชีวิตประจําวัน ดังนั้นจึงตองรูจักพิจารณาตัดสินแยก ความจริงและขอคิดเห็นได และการตัดสินขอคิดเห็นของผูเขียนไปสูผูอาน ซึ่งการติดตอสื่อสารนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อผูอานสามารถหาความหมายจากสิ่งที่อานได สายใจ เกตุชาญวิทย ( 2527 , หนา 36 , อางใน Dechaut , 1964 , pp 1-2 ) กลาววา การอานคือกระบวนการติดตอสื่อสาร การอานเปนกระบวนการที่เคลื่อนไหวอยูเสมอ เปนการ ติดตอจากผูเขียนไปสูผูอาน ซึ่งการติดตอสื่อสารนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผูอานสามารถหาความหมายจากสิง ่ ที่ อานได บุช และเฮิบเนอร ( Bush and Hueber , 1970 , p 4 ) ใหความหมายของการอานวาเปน กระบวนการคิด การอานเพียงออกเสียงตามตัวอักษรไดนั้นยังไมถือวาเปนการอานที่แทจริง แต เปนเพียงทั กษะหนึ่งของการอานเทานั้น หัวใจของการอานคื อตองเขาใจความหมายของสิ่งที่ ตนอาน แอรโรสมิส ( Arrowsmith , 1972 , p.84 ) ใหความหมายการอานวา การอาน คือ ความคิด ความรูสึกหรือสภาพทางจิตใจที่เกิดขึ้นดวยความเขาใจขอความที่เขียนหรือตีพิมพขึ้นมา ความเขาใจในการอานที่สมบูรณจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อความรูสึกของผูอานตรงกับความรูสึกของ ผูเขียนกอนจะเขียนออกมาเปนถอยคํา แฮรรีส และสมิธ ( Harris and Smith, 1976 , p.14 ) ใหความหมายวา การอานเปน กระบวนการคิดที่ใชความรู ประสบการณเดิม ทัศนคติของผูอาน เพื่อคนหาความหมายความคิด ขาวสารที่ตองการจากสิ่งที่ตนอาน
  12. 12. จากความหมายของการอ า นที่ ก ล า วมาแล ว จึ ง สรุ ป ได ว า การอ า นเป น กระบวนการ ติ ด ต อ สื่ อ สารความคิ ด จากผู เ ขี ย นไปยั ง ผู อ า น ซึ่ ง ผู อ า นจะต อ งแปลความหมายตั ว อั ก ษรหรื อ สัญลักษณโดยใชประสบการณเดิมใหไดความหมายชัดเจนสมบูรณ และสิ่งสําคัญที่สุดในการอาน คือ ผูอานจะตองเขาใจความหมายของสิ่งที่อานใหใกลเคียงกับความเขาใจของผูเขียน จุดมุงหมายของการอาน การอานหนังสือของแตละคนมีจุดมุงหมายที่แตกตางกัน ไดมีผูกลาวถึงจุดมุงหมายของ การอานไวดังนี้ ดุษฎี ลีหละเมียร (2521, หนา 18) กลาววา ความมุงหมายของการอานแบงไดเปนลําดับคือ ขั้นแรก อานเพื่อรู และความเพลิดเพลิน ขั้นที่สอง อานเพื่อการศึกษาและทําความเขาใจ ซึ่งมีผลเนื่องถึงขั้นสาม ขั้นที่สาม อานเพื่อทองจําการทดสอบ ขั้นที่สี่ อานเพื่อใหเขาถึงรสของหนังสือ ซึ่งประกอบดวยภาพ เสียง จินตนาการ อารมณ ทัศนคติ จุดมุงหมาย และศิลปะการประพันธ ขั้นที่หา อานเพื่อแสดงความคิดเห็นที่มีตอหนังสือ ตอเรื่องราวนั้น ๆ สนิท ตั้งทวี ( 2526 , หนา 1-2 ) กลาวถึง จุดมุงหมายของการอานไววา 1. เพื่อศึกษาหาความรูเรื่องราวตาง ๆ โดยละเอียด 2. เพื่อศึกษาหาความรูในเรื่องราวตาง ๆ โดยยอ 3. เพื่อสนองความอยากรูอยากเห็น หรือความสงสัย 4. เพื่อตองการทราบขาวสารขอเท็จจริง 5. เพื่อการศึกษาคนควา 6. เพื่อตองการเปนที่ยอมรับในวงสังคม และสามารถปรับตัว วางตัวเขากับคนอื่นได 7. เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน สนิท ตั้งทวี ( 2526 , หนา 2-3 ) กลาววาการอานมีความสําคัญตอชีวิตมนุษย ดังนั้น เรา ตองอานเพื่อจุดมุงหมายดังนี้ 1. เพื่อชวยแกปญหาตาง ๆ ใหตนเอง 2. เพื่อสงเสริมบุคลิกภาพ 3. เพื่อความรู ชุติมา สัจจานันท (2525 , หนา 8-15 ) กลาววา วัตถุประสงคอันเปนพื้นฐานการอาน ไดแก 1. เพื่อฆาเวลา
  13. 13. 2. เพื่อปฏิบัติตามหนาที่ 3. เพื่อใหทันตอเหตุการณ 4. เพื่อสนองความพอใจสวนตัว 5. เพื่อนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวัน 6. เพื่อขยายความรอบรูในแขนงชีวิต 7. เพื่อสงเสริมความสนใจในทางวิชาการ 8. เพื่อความเปนพลเมืองดี 9. เพื่อปรับปรุง หรือพัฒนาตน อัมพร สุขเกษม ( 2520 , หนา 5-6 ) ไดสรุปจุดมุงหมายในการอานวา 1. อานเพื่อบันเทิงใจหรือพักผอน 2. อานเพื่อหาความรู ผูอานตองมีพื้นฐานการอานพอสมควร ตองรูจักจับใจความสําคัญ ของเรื่อง บันทึกขอความสําคัญหรือใชการทองจําดวย 3. อานเพื่อเสริมสรางความคิด ผูอานตองมีความรูในเรื่องที่อานเปนอยางดี อานแลว สามารถไตรตรองเพื่อประเมินความคิดนั้น เพื่อใหเกิดปญญาและแนวทางใหม ๆ ดังนั้นจึงสรุปไดวา จุดมุงหมายที่สําคัญของการอานคือ เพื่อเพิ่มพูนความรู ความคิด และ ความเพลิดเพลิน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความมุงหมาย ความสนใจของผูอาน เพื่อจะนําไปใชใหเปน ประโยชนในชีวิตประจําวัน ประเภทของการอาน วาสนา เกตุนาค ( 2521, หนา 1-2 ) ในการสอนอานเราแยกประเภทของการอานได 2 ประเภทคือ 1. การอานออกเสียงคือ การอานตามตัวหนังสือใหผูอื่นฟง ผูอานจะตองอานไดชัดเจน ถูกตอง ตามหลักภาษาและความนิยม 2. การอานในใจ คือ การทําความเขาใจกับตัวอักษร เปนการอานเพื่อตัวผูอานเองซึ่งจะ ไดรับประโยชนมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับความสามารถของผูอานแตละคน วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคนอื่น ๆ (2522, หนา 135 ) ไดแบงประเภทของการอานไว 2 ชนิดคือ 1. การอานในใจ เปนการอานเพื่อขวนขวายหาความรูและความเพลิดเพลินใหแกตนเอง การอานประเภทนี้มุงฝกอัตราเร็วและจับใจความสําคัญ ซึ่งเปนการอานนับวันแตจะมีความสําคัญ เพิ่มขึ้น การอานประเภทนี้ไมเพียงแตอานไดออกเทานั้น แตจะตองมีความสามารถในการสรุป ความแปลความ ขยายความ วิเคราะหคํา วิเคราะหความหรือเนื้อหา และวิจารณเรื่องได
  14. 14. 2. การอานออกเสียงไดแก 2.1 อานออกเสียงแบบรอยแกวเพื่อสื่อสารใหผูอื่นรูเรื่องและเขาใจ 2.2 อานออกเสียงรอยกรองประเภทตาง ๆ เพื่อความไพเราะใหผูฟงเกิดความ ซาบซึ้ง พวา พันธุเมธา ( 25185 , หนา 38 ) ไดแบงประเภทของการอานออกเปน 3 ชนิดตาม ลักษณะของการอานดังนี้ 1. การอานออกเสียง ใชเมื่อตองการใหตัวเราหรือผูอื่นไดยินขอความที่อาน หรือใชเมื่อ ตองการฝกออกเสียงใหถูกตองชัดเจน หรือเพื่อซาบซึ้งในขอความที่อาน อัตราเร็วทั่วไปในการ อานชนิดนี้ 120-150 คําตอนาที 2. การอานออกเสียงเงียบ เปนการอานปากขมุบขมิบไปตามจังหวะอานเหมือนออกเสียง การอานแบบนี้ไมมีประโยชนอยางใดแกผูอาน เพราะไมมีเจตนาตองการใหผูอื่นไดยินหรือฝกออก เสียงแตอยางใด ทําใหเปลืองเวลาในการอาน ซึ่งอัตราความเร็วจะเทากับการอานออกเสียงเทานั้น 3. การอานในใจ การอานแบบนี้อวัยวะที่ออกเสียงตาง ๆ ไมเคลื่อนไหวเลย ใชเฉพาะ สายตากวาดไปบนหนังสือ ตารับภาพแลวสงสายตา ไปยังปราสาทสมองใหรับเพื่อจดจําตีความ ตาง ๆ เหมาะสําหรับในการอานคนควา ซึ่งการอานแบบนี้มุงใหอานไดเร็ว และมีความพรอมทั้ง สามารถเก็บความที่อานไดมาก ความเขาใจในการอาน ชวาล แพรัตกุล ( 2520 , หนา 134 ) ไดใหความหมายของความเขาใจวาเปนความสามารถ ในการผสมแล ว ขยายความี รู ค วามจํ า ให ไ ด ไ ปไกลจากเดิ ม อย า งสมเหตุ ส มผล ซึ่ ง จะต อ งมี คุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1. รูความหมาย และรายละเอียดยอย ๆ ของเรื่องนั้นมากอนแลว 2. รูความเกี่ยวของความสัมพันธระหวางขั้นความรูยอย ๆ เหลานั้น 3. สามารถอธิบายสิ่งเหลานั้นไดดวยภาษาของตนเอง 4. เมื่อพบสิ่งอื่นใดที่สภาพทํานองเดียวกับที่เคยเรียนรูมาแลวก็สามารถอธิบายได การเขาใจสามารถแสดงออกไดดังนี้ 1. การแปลความ ( Translation ) คือสามารถแปลความหมายของสิ่งตาง ๆ ไดโดยแปล ตามลักษณะและนัยของเรื่องราวซึ่งเปนความหมายที่ถูกตอง และใชไดดีสําหรับเรื่องราวนั้น ๆ โดยเฉพาะ
  15. 15. 2. การตีความ ( Tntepretation ) คือสามารถจับความสัมพันธระหวางชิ้นสวนยอย ๆ ของ เรื่องนั้น จนสามารถนํามากลาวแบบนัยหนึ่งได 3. การขยายความ ( Extrapolation ) คือสามารถขยายความหมาย และนัยของเรื่องนั้นให กวางไกลไปจาสภาพขอเท็จจริงเดิมได สมบูรณ ซิตพงค ( 2511ล หนา 27 ) กลาววา ความเขาใจ ( Comprehension ) เปน ความสามารถทางดานสมองในการคิดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ ในดานการแปลความ ตีความ และขยาย ความในเรื่องราวเหตุตาง ๆ ในชีวิต เบอรตัน ( Burton , 1956 , p 321 ) ไดใหความเห็นเกี่ยวกับเรื่องความเขาใจในการอานวา ตองอาศัยความสามารถหลายดานประกอบกันคือ 1. การเขาใจความหมายของศัพท 2. การเรียงลําดับความได 3. การจับใจความสําคัญได 4. การสังเกตความสัมพันธของขอความที่อาน 5. การแยกแยะประเภทได สรุปความได และคาดการลวงหนาได บอนด และทิงเคอร ( Bond and Tinker , 1957 , p.235 ) กลาววา ความสามารถในการ อานขึ้นอยูกับทักษะพื้นฐานดังตอไปนี้ 1. การเขาใจความหมายของคํา ( Word meanings ) การเขาใจความหมายของคําเปน ทักษะพื้นฐานของการอาน ถาหากนักเรียนรูความหมายของคําไมเพียงพอ นักเรียนจะไมสามารถ เขาใจประโยค ( Sentence ) อนุเฉท ( Paragraph ) ทําใหไมสามารถที่จะพูดหรืออานได 2. การเขาใจความหมายของกลุมคํา ( Thought units ) นักเรียนจะเขาใจความหมายของ ประโยคไดก็ตอเมื่อนักเรียนรูจักอานเปนกลุมคํา การอานทีละคําทําใหไมเขาใจในเรื่องที่อาน 3. การเขาใจประโยค ( Sentence comprehension ) นอกจากนักเรียนจะตองเขาใจ ความหมายเปนรายคําและเปนรายกลุมคําแลว นักเรียนจะตองมองเห็นความสัมพันธระหวางคํา และความสัมพันธระหวางกลุมคําในประโยคดวย นักเรียนที่ไมสามารถมองเห็นความสัมพันธ ระหวางคําและระหวางกลุมคําในประโยคไมเขาใจเรื่องที่อาน 4. การเขาใจในอนุเฉท ( Paragraph comprehesion ) นักเรียนจะเขาใจอนุเฉทไดก็ตอเมื่อ นักเรียนมองเห็นความสัมพันธระหวางประโยคกับอนุเฉท การเขาใจความสัมพันธระหวางประโยค คอนขางจะยาก แตถานักเรียนขาดความสามารถทางดานนี้แลว นักเรียนจะไมสามารถเขาใจเรื่อง ที่อาน 5. การเขาใจความสัมพันธระหวางอนุเฉท ( Comprehension of larger units ) นักเรียนจะ สามารถเขาใจเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้นได ก็ตอเมื่อนักเรียนสามารถจัดลําดับความคิดของเรื่องที่อานได และจะมองเห็นความสัมพันธระหวางอนุเฉทดวย
  16. 16. ทักษะพื้นฐานทั้งหมดที่กลาวมาแลวนี้จะมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน กลาวคือ ผูอานจะ เข า ใจเนื้ อ เรื่ อ งที่ อ า นได ก็ ต อ เมื่ อ ผู อ า นเข า ใจความหมายของคํ า รู จั ก อ า นเป น กลุ ม คํ า ซึ่ ง เป น องคประกอบสําคัญของการเขาใจประโยค การเขาใจความสัมพันธระหวางประโยคจะทําใหเขาใจ อนุเฉท และการเขาใจความสัมพันธระหวางอนุเฉพาะทําใหเขาใจเรื่องที่อานทั้งหมด เซฟเพิรด (Shepherd, 1973, p.79) ไดสรุปวา ความเขาใจในการอานเปนความสามารถของ ผูอานที่ใชความคิด คิดตามขอเขียนที่ผูเขียนไดเขียนไว ผูอานจะตองเขาใจภาษาของผูเขียน และ ตีความหมายใหตรงกับความตั้งใจของผูเขียน คารและคนอื่นๆ (Carr and other, 1983, pp. 1-2) กลาวา จากงานวิจัยเกี่ยวกับการอานนั้น สรุปไดวา ความเขาใจในการอาน คือ การตีความหมายจากเรื่องที่อานและจากปฏิสัมพันธระหวาง เรื่องที่อานกับความรูเดิมของผูอาน ซึ่งผูอานใชความรูเดิมนั้นในการตีความหมาย (Interpretation) และตัดสินความนั้นอยางมีเหตุผล และผูอานใชความรูเดิมนั้นในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ผูอานคิดวา จําเปนจะตองเขาใจและเลือกความรูเดิมกับความรูใหมใหเหมาะสมกัน คารเรลล (Carrell, 1984, p.87) กลาววา ความเขาใจในการอานนั้นคือความเขาใจใน ประโยคหรือนุเฉท (Paragraph) และโดยเฉพาะอยางยิ่งความเขาใจในรูปแบบการจัดหรือเรียบเรียง เรื่อง (Rhetorical organization) ซึ่งสอดคลองกับ ความเห็ นของ คิน ติซ และยารโบ (Kintseh and Abrough, p.828) ที่วาความเขาใจในการอานมี 2 ระดับ คือ ความเขาใจในระดับแคบ (Microprocesses in comprehension) คือเขาใจคํา วลี และประโยคกับความเขาใจระดับกวาง (Macro recesses in comprehension) คือความเขาใจเรื่องทั้งหมดที่อาน สรุปไดวา ความเขาใจวาการอาน คือ ความสามารถในการเขาใจคํา วลี ประโยคอนุเฉท ตลอดจนเรื่ อ งราวทั้ ง หมดที่ อ า นมี ค วามสํ า พั น ธ กั น อย า งไร สามารถจั บ ใจความสํ า คั ญ และ รายละเอียดของเรื่องได เรียงลําดับความและสรุปความได ระดับความเขาใจในการอาน สําหรับการอานนั้นยอมขึ้นอยูกับจุดประสงคของผูอาน ซึ่งแตกตางออกไปเชน อานเพื่อ ความบันเทิง อานเพื่อแสวงหาความรู เปนตน ดังนั้น ลักษณะการอานของแตละคนจึงไมเหมือนกัน รวมทั้งยังทําใหระดับความเขาใจเรื่องที่อานตางกันดวย เชน การอานเพื่อแสวงหาความรู อาจตองใช ความสามารถในการอานขั้นตีความประกอบดวย สวนการอานเพื่อความบันเทิง อาจจะเขาใจตาม ตัวอักษรก็ใชไดแลว
  17. 17. นักการศึกษาหลายทานไดแบงระดับความเขาใจในการอานที่แตกตางกันออกไปดังนี้ นพรัตน สรวยสุวรรณ (2527, หนา 23) ไดอางถึงระดับความเขาใจในการอานตามแนวคิด ของ Burmiste โดยอาศัยแนวคิดพื้นฐานของ Sanders ซึ่งไดดัดแปลงมาจาก Bloom’s Taxomomy อีกทีหนึ่ง เขาไดกลาวถึงระดับตาง ๆ ของความเขาใจในการอาน ดังนี้ 1. ระดับความจํา (Memory) เปนระดับของการจําในสิ่งที่ผูเขียนไดกลาวไว ไดแกการจํา หรือการเขาใจเกี่ยวกับขอเท็จจริง วันที่ คําจํากัดความ ใจความสําคัญ ของเรื่อง และลําดับเหตุการณ ของเรื่อง 2. ระดับแปลความ (Translation) เปนการนําขอความหรือสิ่งที่เขาใจไปแปลเปนรูปอื่น เชน การแปลภาษาหนึ่งเปนอีกภาษาหนึ่ง การถอดความ การนําความสําคัญของเรื่องไปแปลเปนแผนภูมิ เปนตน 3. ระดั บ การตี ความ (Interpretation) คื อ การเข า ใจและมองเห็ น ความสั มพั น ธข องสิ่ ง ที่ ผูเขียนไมไดบอกไว เชน หาเหตุเมื่อกําหนดผลมาให ใหคาดการณวาอะไรจะเกิดขึ้นตอไป การจับ ใจความของเรื่อง โดยที่ผูเขียนไมไดบอกไว 4. ระดับการประยุกตใช (Application) เปนการเขาใจหรือมองเห็นหลักการแลวนําหลักการ ไปประยุกตใช จนประสบความสําเร็จ 5. ระดับการวิเคราะห (Analysis) คือความเขาใจและรูในแงของการตรวจตราสวนยอยที่ ประกอบเขาเปนสวนเต็ม เชน การวิเคราะหโฆษณาชวนเชื่อ การแยกแยะวิเคราะหคําประพันธ การรูถึงการใหเหตุผลที่ผิด ๆ ของผูเรียน 6. ระดับการสังเคราะห (Synthesis) เปนการนําความคิดเห็นที่ไดจากการอานมาผสมผสาน กันแลวจัดเรียบเรียงใหม 7. การประเมินผล (Evaluation) เปนการวางเกณฑแลวตัดสินสิ่งที่อาน โดยอาศัยหลักเกณฑ ตั้ ง ไว เ ป น บรรทั ด ฐาน เช น เรื่ อ งราวที่ อ า นอะไรบ า งที่ เ ป น จริ ง (Facts) และอะไรบ า งที่ เ ป น จินตนาการ (Fantasy) อะไรบางที่เปนความคิดเห็น (Opinion) และอะไรบางที่เปนความเชื่อของ เรื่องที่อาน เปนตน เพ็ญศรี รังสิยากุล (2528, หนา 123) ไดแบงความเขาใจออกเปน 3 ระดับ คือ 1. ความเขาใจตามตัวอักษร หมายถึง การที่ผูอานมีความเขาใจตามตัวอักษรที่ปรากฏอยูบน แตละวรรคเปนความเขาใจถึงคําพูดที่ผูเขียนใชนั่นเอง 2. ความเขาใจที่เกิดขึ้นจากการตีความหมาย หมายถึง การที่ผูอานมีความเขาใจวาผูเขียน หมายถึงสิ่งใด 3. ความเขาใจที่นําไปสูการสรุป เปนความเขาใจที่เกิดขึ้นภายหลังการอานเรื่องราวทั้งหมด แลวนําสิ่งตางๆ ที่ไดจากการอานมารวบรวมทําเปนสรุป
  18. 18. นอกจากนี้ สมุทร เซ็นเชาวนิจ (2526, หนา 88) ไดแบงประเภทของความเขาใจออกเปน 2 ประเภท คือ 1. ความเขาใจแบบทันที (Receptive Comprehension) เปนความเขาใจที่ตองอาศัยความรู ความหมายของศัพท สํานวนในประโยคตาง ๆ และตองอานอยางมีสมาธิ 2. ความเขาใจแบบไตรตรอง (Reflective Comprehension) สําหรับนักการศึกษาตางประเทศนั้น ก็มีหลายทานที่ไดแสดงทรรศนะเรื่องระดับความ เขาใจในการอาน อยางเชน สมิธ และวารเร็ตต (Smith and Barrett Citing Harris and Sipay, 1979, p.317) กลาววา ระดับความเขาใจในการอานมี 4 ระดับ 1. Literal Comprehension เปนความเขาใจในระดับตน เขาใจตามตัวอักษรวาผูเขียน เขียนวาอยางไร สวนใหญ เปนเรื่องการระลึกถึงรายละเอียด (details) ใจความสําคัญ (Main Ideas) ลําดับเรื่อง (Cause-Effect) และเขาใจคุณลักษณะของตัวละคร หรือของเรื่อง (Character traite) 2. Interference เขาใจขอบขายที่เกี่ยวโยงเขากับเหตุการณอื่นได 3. Evaluation เขา ใจเนื้อเรื่อ งแล ว ประเมินผลเกี่ย วกับ เรื่องที่อา นไดวาผูเ ขีย นมีเ ป า หมายอย า งไร อารมณของเรื่องเปนอยางไร เจตคติของผูเขียนเปนอยางไร เปนตน 4. Appreciation เกิดความซาบซึ้ง เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความรูสึกนึกคิด สมิธ (Smith, 1972 ; Citing Harris and Sipay, 1979, p.318) แบงระดับความเขาใจออกเปน 4 ระดับคือ 1. Literal Comprehension เขาใจและไดความหมายจากสิ่งที่อานตามตัวอักษร 2. Interpretation เปนการตีความหมายสิ่งที่อาน เชน ความหมายที่แทจริงของผูเขียนคืออะไรกันแน ผูอานตองใชวิจารณญาณมากขึ้น เปนการเขาใจที่สําคัญวาแบบแรก 3. Critical Reading คือ อานแลวสามารถวิพากษวิจารณได 4. Creative Reading คือ อานแลวเขาใจมากกวาหรือนอกเหนือจากผูที่เขียนเขียนบอกไว
  19. 19. จะเห็นได ว า ระดั บความเขาใจในการอาน เปนองคประกอบสําคั ญที่ผูสอนควรนํ า ไป พิจารณากับปจจัยอื่น ๆ ดวย สําหรับการวิจัยครั้งนี้ จะศึกษาเฉพาะความสามารถในการอานระดับ แปลความ ตีความ ขยายความและจับใจความสําคัญ ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป รั ญ จวน อิ น ทรกํ า แหง (2519, หน า 96-97) ได จํ า แนกความสนใจการอ า นของวั ย รุ น ตามลําดับ ดังตอไปนี้ อายุ 11 ป เด็กชายยังคงชอบเรื่องผจญภัยลึกลับ และเพิ่มความสนใจในการคนควาประดิษฐ และวิทยาศาสตรมากขึ้น หนังสือเกี่ยวกับเครื่องยนตกลไกล หนังสือการตูนยังคงเปนที่ถูกใจอยู แต บางคนจะลดความสนใจในเรื่องสัตวไปบาง สวนเด็กหญิงชอบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในบานสัตวเลี้ยง เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ และเริ่มชอบเรื่องเกี่ยวกับรักๆ ใครๆ บางทีก็ชอบอานนิยายผจญภัยอยาง เด็กชายเหมือนกัน อายุ 12 ป เด็กชายชอบเรื่องที่มีการจบขมวดปมไวใหคิด ชอบอานหนังสือเกือบทุกชนิด ผจญภัย ประวัติศาสตร ชีวประวัติ กีฬา ฯลฯ สวนเด็กหญิงสวนมากยังคงชอบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตใน บาน ในโรงเรียน ชอบเรื่องรักๆ ใครๆ มากขึ้น เรื่องผจญภัยยังคงชอบอยู และเริ่มอานนวนิยาย สํา หรั บผู ใ หญ และบางที ก็ชอบเรื่ องเกี่ย วกับอาชีพ ดว ย ในวัน นี้เ ด็ก หญิ งเริ่มอานเกือบทุก อยาง เหมือนกัน อายุ 13 ป เด็กชายยังคงชอบเรื่องเครื่องยนตกลไก แตใหยุงยากซับซอนมากขึ้น ชอบเรื่อง เกี่ยวกับงานอดิเรก การเพาะปลูก ความงามของรางกาย เปนตน สวนเด็กหญิงคงอานนวนิยายของ ผูใหญตอไป ไมชอบหนังสือที่เปนหลักวิชาจนเกินไป เริ่มชอบหนังสือคําประพันธบทละคร เรื่อง เกี่ยวกับสัตวเลี้ยงก็ยังคงชอบอยู อายุ 14 ป เปนวัยเขาสูวัยรุนเต็มที่ ระยะนี้จะอานหนังสือนอยลง แตชอบนิตยสารมากขึ้น เด็กชายชอบอานชีวประวัติ ประวัติศาสตร การเดินทาง เครื่องยนตกลไกตางๆ ชอบอานหนังสือที่มี แผนผังแบบแปลน เด็กหญิงชอบเรื่องรักๆ ใครๆ ที่สะเทือนอารมณ มักสนใจเรื่องราวที่แตงเกิน ความจริงแตงายๆ บางคนอาจสนใจหนังสือเกี่ยวกับอาชีพมากขึ้น และยังสนใจคําประพันธดวย วรณี สุนทรเวช (2510, หนา 110-118) ไดสํารวจความสนใจ และความตองการในการอาน ของนักเรียนอายุ 11-16 ป โดยแบงออกเปน 2 กลุม คือ อายุ 11-13 ป และอายุ 14-16 ป กอนอายุ 11- 13 ป ซึ่งเปนชวงอายุใกลเคียงกับระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 นั้น วรณี สุนทรเวช ไดสรุปไววา ชอบ อานหนังสือประเภทตางๆ จากมากไปหานอย ตามลําดับดังนี้ 1. หนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร นิทาน นิยาย
  20. 20. - วิทยาศาสตร ชอบอานเรื่องสัตว รองลงไป ไดแก การประดิษฐตางๆ อวกาศ การ สํารวจทะเล มหาสมุทร ดวงดาว เครื่องจักรกล ลมฟาอากาศ พืช ดิน หิน แร และอื่น ๆ - นิทาน นิยาย เด็กหญิงชอบนิทานพื้นเมือง และนิทานมีคติสอนใจ เด็กชายชอบ นิทานโบราณคดีและนิทานที่แปลมาจากภาษาตางประเทศ 2. หนังสือพิมพ และหนังสือตางประเทศ 3. วรรณคดี ชอบอานสังขทอง ขุนชาง-ขุนแผน มากที่สุด รองลงไป ไดแก พระอภัยมณี รามเกียรติ์ พระรวง เปนตน 4. สารคดี ชอบเรื่องประวัติบุคคลสําคัญรองลงไป คือ ประวัติศาสตร 5. นิตยสาร 6. เรื่องแปล จะเห็นไดวาความสนใจในการอานของเด็กแตละวัยนั้น มีความสนใจที่แตกตางกัน การ เลือกเรื่องที่จะนํามาใหนักเรียนอานเพื่อฝกทักษะในการอาน จึงตองเลือกใหเหมาะสมกับวัย และ ความสนใจของนักเรียน เอกสารที่เกี่ยวกับการสอนอาน ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนอาน ประเทิน มหาขันธ (2523, หนา 47) กลาวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเปยเจท (Piaget) วาเด็กมีพัฒนาการทางสติปญญาเปน 4 ขั้น ดังนี้ ระยะตั้งแตเกิดถึง 2 ขวบ (sensorimotor period) ระยะนี้เปนระยะที่เด็กจดจําสิ่งของตางๆ โดยจับตอง ระยะตั้งแต 2-4 ขวบ (preoperational thought period) ระยะนี้เปนระยะที่การจําแนกขึ้นอยู กับดานใดดานหนึ่งเพียงดานเดียวและระยะตั้งแต 4-7 ขวบ (intuitive phase) เปนระยะที่ความคิด เปนไปโดยการหาความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ ระยะตั้งแต 7-11 ขวบ (concrete operation period) ระยะนี้เปนระยะที่การคิดอยางมีเหตุผล ระยะตั้งแต 11-15 ขวบ (formal operation period) ระยะนี้เปนระยะที่การคิดอยางนามธรรม และการสรางความคิดรวบยอดเกิดขึ้นอยางมั่นคง จากทฤษฎีของเปยเจท เกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเด็ก สามารถนํามาเปน หลัก ในการสอนอ า นได เ ป น อยา งดี โดยในระยะแรกๆ ของพั ฒ นาการ เด็ ก จะคิ ด ไดโดยอาศั ย รูปธรรมเปนสําคัญ ดังนั้น ในระยะแรก ๆ ของการสอนอานจึงจําเปนตองใชรูปธรรมเปนอันมาก เชน ในการทําความเขาใจความหมายของคํา เปนตน ตอมาเมื่อเด็กพัฒนาขึ้น การสอนอานจึงเปนไป ในลักษณะของนามธรรม การทําความเขาใจความหมายของคํา ใชวิธีอธิบายใหเด็กเขาใจและใหเด็ก
  21. 21. คิดดวยตนเอง เมื่อเด็กรูวิธีทําความเขาใจความหมายของคําในการอานแลว ครูจึงสอนใหเด็กอาน อยางอนุมาน และการอานเพื่อประเมิน กิลฟอรด (Guilford, 1966, p.125) ไดกลาวถึงเรื่องการอาน ที่เกี่ยวของกับเรื่องความรูและ ระดับสติปญญาวาสติปญญานั้นประกอบดวยระบบปฏิบัติการ ซึ่งประกอบดวยลักษณะตางๆ ไดแก ปฏิบัติการดานความรูความจํา ความคิดอยางจําแนก คิดอยางรวม และการประเมินกิลฟอรด ไดให คําแนะนําวาเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรูก็ดี ความจําก็ดี ความคิดก็ดี จะตองประกอบกันเปนหนวยหรือ เปนระบบที่ใหญพอสมควร แนวคิดดังกลาวของกิลฟอรด สามารถนํามาใชเปนหลักในการสอน อานได เชน การสอนอยางเปนคํา การสอนอานอยางวิพากษวิจารณ การสอนอานอยางอนุมาน เปนตน นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกหลายทานไดศึกษาเกี่ยวกับการสอนอานและไดเขียนเปน ทฤษฎีไวดังนี้ ดอรสัน (Dowson, 1959, p.7) กลาวถึงการสอนอานวามีจุดมุงหมาย ดังนี้ 1. เราใหนักเรียนสนใจทั้งเพื่อความบันเทิงและเพื่อเสริมสรางปญญา 2. เพื่อสรางความพรอมในการอานแตละระดับ 3. เพื่อใหมีประสบการณในการอานมากขึ้น 4. เพื่อใหมีรสนิยมดี ทั้งการอานและการฟง 5. ใหสามารถเลือกหนังสือ และอุปกรณการเรียน ที่เหมาะสมตรงกับจุดมุงหมายในการ เรียนได แฮรีส (Harris, 1983, p.487) มีความเห็นวา วิธีที่จะสงเสริมใหนักเรียนรักการอานควรจะ ชักจูงและแนะนําใหอานดวยวิธีที่เหมาะสม คือ ขึ้นแรกควรใหนักเรียนอานหนังสือที่งาย สั้น และ ตรงกับความสนใจ เมื่อนักเรียนเกิดทัศนคติตอการอานแลวนักเรียนจะหาหนังสือตางๆ มาอานเอง โอลม (Holm, 1962, p.64) ไดสรุปทฤษฎีที่นํามาอธิบายการอานวา การอานตองอาศัย องคประกอบตางๆ ดังนี้ องคประกอบที่ 1 เปนองคประกอบที่มีความสําคัญที่สุดกับความสามารถในการอาน มี องคประกอบยอย ดังนี้ คือ ความเขาใจในการฟง ความเขาใจความหมายของคําที่มีอยูในเนื้อหาของเรื่อง ความเขาใจความหมายของคําที่เห็นโดยตา ความเขาใจความหมายของศัพทแตละตัว การเขาใจความหมายของคําอุปมาอุปไมย องคประกอบที่ 2 ความสามารถในการใชเหตุผล องคประกอบที่ 3 ความสามารถในการรับรู
  22. 22. การสอนทักษะการอาน สมถวิล วิเศษสมบัติ (2525, หนา 73-74) กลาวถึงการสอนทักษะการอาน สรุปไดวาทักษะ การอานเปนทักษะที่สําคัญและใชมากในชีวิตประจําวัน เพราะเปนทักษะที่นักเรียนใชแสวงหา สรรพวิทยาการตางๆ เพื่อความบันเทิงและการพักผอนหยอนใจ ผูมีนิสัยการอาน มีอัตราเร็วใจการ อานสูง ยอมแสวงหาความรูและการศึกษาเลาเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สามารถนําความรูที่ได จากการอานไปใชในการพูดและการเขียนไดอยางมีประสิทธิภาพ ในตางประเทศปจจุบันไดมี การสงเสริมทักษะการอานเปนอยางมากทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะถือวาหาก นักเรียนมีพื้นฐานทักษะการอานดีแลว ยอมสามารถนําไปใชเปนเครื่องมือในการศึกษาหาความรูใน สาขาวิชาอื่น ๆ ไดเปนอยางดี การสอนอานครูควรเพงเล็งในสิ่งตอไปนี้ ก. ความเขาใจ คือ ความสามารถที่จะเขาใจในลายลักษณะอักษรหรือขอความที่อานอยาง ครบถวน คืออานรูเรื่องนั่นเอง การอานนั้นความเขาใจเปนสิ่งสําคัญเปนอันดับหนึ่ง จึงไมควรอาน เร็วจนเกินไปจนไมรูเรื่อง คนเราจะอานหนังสือไดเขาใจเพียงใดนั้น ยอมแลวแตประสบการณและ การศึกษาที่ไดรับมา เมื่อไดเห็นไดอานและไดฟงมากขึ้นยอมจะเขาใจโลกดีขึ้น และมีผลใหอาน หนังสือเขาใจไดรวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้นดวย ข. ความเร็ว ความเร็วในการอานมีความสําคัญรองลงมาจากความเขาใจ ผูอานที่อานเร็ว และอานมาก ยอมไดเปรียบทั้งในเรื่องการเรียน การทํางาน นักเรียนจะอานไดเร็วขึ้น ถาครูไดเห็น ถึงประโยชนของความเร็ว แนะนําวิธีอานที่ถูกตองให และใหฝกหัดโดยมีครูควบคุมบาง หรือ ฝกหัดดวยตัวเองตามลําพังบาง ค. วิ จารณญาณ วิ จ ารณญà

×