Your SlideShare is downloading. ×
การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

8,183
views

Published on

การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา

Published in: Education, Business, Technology

2 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
8,183
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
141
Comments
2
Likes
4
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. รายงานการวิจัย การพัฒนาการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย  เรื่อง การอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา ระดับชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้ ศรีรันทรัตน กันทะวัง กลุมนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่ การศึ ก ษาลํ า ปาง เขต 1 สํ า นั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ธันวาคม 2548
  • 2. บทคัดยอ การวิจยครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อสรางแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ั เรื่อง การอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามาและศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอาน ของนักเรียนทีเ่ รียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา กลุมตัวอยางทีใชในการวิจย เปนนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา ่ ั ้ 2548 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมืองลําปาง จังหวัดลําปาง จํานวน 40 คน ดําเนินการทดลองโดย ใชแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระภาษาไทยเรื่องการอาน โดยใชเทคนิคการอานพาโนรามาที่ผูวิจย  ั สรางขึ้น จํานวน 9 แผน 12 คาบ ผูวิจัยใหครูผูสอนทําการทดสอบกอนการทดลองและหลังการทดลองโดยใชแบบทดสอบ วัดความเขาใจในการอานที่ผวิจัยสรางขึ้น จากนั้นเปรียบเทียบคะแนนกอนและหลังการทดลองโดย ู ใชการทดสอบที(t-test) ผลการวิจัย พบวา นักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มีความเขาใจใน การอานหลังการทดลองสูงกวากอนการทดลองอยางมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ั
  • 3. สารบัญ เรื่อง หนา บทที่ 1 การอาน 1 - 13 - ความหมายของการอาน - จุดมุงหมายของการอาน - ประเภทของการอาน - ความเขาใจในการอาน - ระดับความเขาใจในการอาน - ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป บทที่ 2 การสอนอาน 14 - 19 - ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนอาน - การสอนทักษะการอาน - ความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทย - ความมุงหมายในการสอนอานภาษาไทย บทที่ 3 เทคนิคการอานแบบ พาโนรามา 20 -27 ภาคผนวก 1. ก แผนการจัดการเรียนรูเรื่องการอาน โดยใชเทคนิคการอานพาโนรามา 2. ข แบบทดสอบกอน –หลังเรียน
  • 4. บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา การอานมีบทบาทสําคัญตอชีวิตประจําวันเปนอยางมาก และเปนกระบวนการที่สําคัญใน การแสวงหาความรู การอานเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งสําหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะนักเรียน ระดับชวงชั้นที่ 3 เพราะถานักเรียนระดับนี้อานหนังสือเปนก็จะเปนแนวทางในการศึกษาคนควาใน ระดับที่สูงขึ้นตอไป การอานเปนปจจัยสําคัญในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง ในทุกสาขาวิชา นอกจากการอานจะใหประโยชนโดยตรงแกผูอานแลว ยังสามารถนําความรูความคิดที่ไดจากการ อานไปพัฒนาสังคมไดอีกดวย ดังที่ ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน (2524, หนา 1-3) ไดกลาวถึง ความสําคัญของการอานไดวาการอานมีความจําเปนตอชีวิตของคนในปจจุบันยิ่งกวาทุกยุคที่ผานมา เนื่องจากโลกปจจุบันเปลี่ยนแปลงทั้งทางวัตถุ วิทยาการ เทคโนโลยี และความนึกคิด ฯลฯ จึงจําเปนอยางยิ่งที่มนุษยตองสนใจการอาน และตองอานเพื่อสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ความกาวหนาตาง ๆ ใหทันตอเหตุการณ เพราะการอานเปนประโยชนแกมนุษยดานความรูในการ ประกอบอาชีพและการพักผอนหยอนใจ ทั้งยังชวยสงเสริมความรูความคิดของคนเราใหเพิ่มพูนขึ้น จะเห็นไดวา การอานมีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของผูใฝศึกษาหาความรูอยูเสมอ เพราะการอานชวยพัฒนาสติปญญาของคนเราใหสูงขึ้น ใหรูจักเลือกอานอยางถูกวิธี สามารถแปล ความ ตีความเรื่องราวตาง ๆ ไดถูกตองมีเหตุผล การอานชวยขยายความคิดใหมีความคิดริเริ่ม ประสบการณจากการอานสามารถนํามาแกปญหาชีวิตได ดังนั้น ครูควรฝกฝนใหนักเรียนมีความสามารถในการอาน คือ สามารถจับใจความสําคัญ ของเรื่อง สามารถถายทอดความเขาใจ สามารถนําความรูไปใชไดถูกตอง สามารถในการวิเคราะห ขอเท็จจริงและมีวิจารณญาณในการอาน ดังที่ นฤนาท ดวงมุสิทธิ์ (2532, หนา 2) กลาววา การสอนอ า นควรเนน ความเขาใจในการอ า นใหมาก แตตามสภาพที่ เ ปน จริงการสอนอา นใน โรงเรียนทั่วไปไมคอยไดรับความสนใจเทาใดนัก จึงทําใหเด็กขาดประสิทธิภาพทางการอาน ดวยเหตุนี้ ครูจึงควรฝกฝนการอานใหแกนักเรียนอยางสม่ําเสมอ และควรสงเสริมใหนักเรียน รักการอานหนังสือ โดยเฉพาะในระดับชวงชั้นที่ 3 ครูควรสอนใหนักเรียนอานจับใจความสําคัญ ใหไดสามารถตีความที่อานได และเขาใจความคิดเห็นที่ผูเขียนสอดแทรกไว จากสภาพการสอนอานในโรงเรียน พบวา นักเรียนจํานวนมากอานหนังสือไมเปน คือ อานแลวไมสามารถจับใจความสําคัญของเรื่องที่อานได ไมเขาใจเนื้อเรื่อง ไมสามารถวิเคราะห
  • 5. เรื่องที่อานได การที่นักเรียนมีปญหาการอานเชนนี้ อาจเปนเพราะครูยังสอนอาน โดยใหอานจาก หนังสือแบบเรียนแลวถามเนื้อเรื่องที่อาน หรือบางครั้งครูนําเรื่องที่ครูเปนฝายพอใจมาใหนักเรียน อาน จากนั้นครูก็ตั้งคําถามในเรื่องนั้น ๆ ถาใจจําเรื่องไดดี ก็ถือวาผูนั้นอานไดดี จากผลการวิจัยของกรมวิชาการ (2534, หนา 43) พบวา สมรรถภาพทางภาษาดานาหนึ่ง ในรายวิชาภาษาไทย ที่นักเรียนทําคะแนนไดเกณฑต่ํา คือ สมรรถภาพเกี่ยวกับการอานไดแก ความเขาใจและความเร็ วในการอาน นอกจากนั้น สมาคมการอ านแหงประเทศไทยซึ่ งไดจัด ประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ เรื่องการรูหนังสือและการพัฒนาเชิงเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2530 ( อางใน กัญญา มั่งคั่ง , 2530 ) การสอนอานในปจจุบันยั งมิไดชวยให นักเรียนมีทักษะการอานระดับสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งการอานเชิงวิเคราะห และเชิงวิเคราะห ซึ่ง ขอบกพรองนี้มีสาเหตุหลายประการกลาวคือ การสอนอานมีลักษณะการสอนเนื้อหามากกวาทักษะ การสอนมิ ไ ด กํ า หนดจุ ด มุ ง หมายที่ ชั ด เจน ทั้ ง ยั ง ใช ห นั ง สื อ เป น เครื่ อ งมื อ สอนคํ า ศั พ ท แ ละ โครงสรางเทานั้น โดยยังเขาใจผิดวาการสอนอานคือการใหนักเรียนอานในใจและตอบคําถาม เทานั้น และสาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หนังสือที่ใชอานไมมีองคประกอบของเนื้อเรื่องที่ ทําใหเกิดการพัฒนาทักษะการอาน นักการศึกษาและผูเชี่ยวชาญดานการสอนภาษาทั้งในและตางประเทศ ไดพยายามศึกษา เกี่ ย วกั บ เทคนิ ค การสอนและการจั ด กิ จ กรรมเพื่ อ ช ว ยพั ฒ นาการอ า นของนั ก เรี ย นในระดั บ มัธยมศึกษาใหดีขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความจําเปนที่นักเรียนควรไดรับการสงเสริม มีผูเสนอแนว ทางการสอนมากมาย เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการอาน ซึ่งอาจแบงไดเปน 3 ประเภท คือ ประเภทแรก เปนแนวการสอนโดยใชหลักประยุกตจากภาษาศาสตร (สวนมากนํามาจากการสอน ภาษาตางประเทศ) ประเภทที่สอง เปนแนวการจัดกิจกรรมการสอนอานดวยกระบวนการของการ สื่อสาร ซึ่งเนนเกี่ยวกับความสนใจและความตองการในการอานของนักเรียน และประเภทที่สาม เปนแนวการสอนอานแบบตรง โดยใชหลักทฤษฎีการรับขาวสาร จากแนวการสอนโดยใชหลักประยุกตภาษาศาสตร ไดมีผูคิดคนกิจกรรมสงเสริมการอาน ในหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่นาสนใจคือ การสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา ซึ่ง ปเตอร เอดเวิรดส ( Edwards, 1973,pp. 132-135) ไดคิดคนโดยพัฒนามาจากเทคนิคการอาน แบบ SQ3R OK4R PQRST และ OARWET ( อางใน กัญญา มั่งคั่ง , 2530 , หนา 25 ) ความมุงหวังของการพัฒนาเทคนิคดังกลาวขึ้นก็เพื่อนํามาใชในการสอนอานแกนักเรียนระดับ มัธยมศึกษา เพื่อใหนักเรียนสามารถอานขอความจํานวนมาก เก็บขอความตาง ๆ อยางมีระเบียบ และนํ า ไปใช อ ย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพโดยเอดเวิ ร ด ส ไ ด ท ดลองใช กั บ นั ก เรี ย นมั ธ ยมศึ ก ษา ใน มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ( University of British Columbia ) ปรากฏวา นักเรียนมีทักษะ การอานดีขึ้นตามจุดมุงหมาย นอกจากนั้น กัญญา มั่งคั่ง (2530, หนา 76 ) ไดนําเทคนิคการอาน แบบพานรามามาทดลองใชสอนภาษาอังกฤษกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปรากฏวา นักเรียนมี
  • 6. ความเขาใจในการอานสูงขึ้น อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงทําใหผูวิจัยสนใจที่จะพัฒนา แผนการจั ดการเรีย นรูกลุ มสาระการเรียนรูภาษาไทย ในระดั บชั้น มั ธยมศึ กษาปที่ 2 เพื่ อเปน แนวทางในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตอไป วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อสรางแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอานของนักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอาน แบบพาโนรามา ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรกลุมตัวอยาง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 2. เนื้อหาที่ใชในการทดลอง ผูวิจัยไดคัดเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับระดับชั้นและความสนใจของผูเรียน ประกอบไปดวยเรื่องทั้งที่เปนรอยแกวและรอยกรอง ดังนี้ 1) ความดีไมรูจักสิ้นสุด 2) นิทานชาดกมหานิลวานร 3) บทรอยกรอง 4) ขอคิดเรื่องการบวช 3. ระยะเวลาที่ใชในการทดลอง ดําเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 กับกลุมตัวอยาง จํานวน 12 คาบ คาบละ 50 นาที เปนเวลา 3 สัปดาห 4. ตัวแปรที่จะศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ไดแก การสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. ตัวแปรตาม ไดแก ความเขาใจในการอาน 5. สมมุติฐานการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 หลังจาก ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 7. นิยามศัพทเฉพาะ 1. แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนเรื่องการอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. เทคนิคการอานแบบพาโนรามา เปนเทคนิคที่ใชฝกฝนทักษะทางการอานโดยใหผูอาน มองเห็นภาพรวมกวาง ๆ ทั้งหมดกอนแลวจึงแยกแยะไปสูรายละเอียด 3. ความเข า ใจในการอ า น หมายถึ ง การอ า นที่ ผู อ า นสามารถแปลความ ตี ค วาม ขยายความ จับใจความสําคัญ สรุปเรื่องราวจากการอานได ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1. ครูผูสอนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย มีแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. ผูเรียนมีทักษะการอานในชีวิตประจําวัน ในการแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเอง 3. เป น แนวทางในการพั ฒ นาแผนการจั ด การเรี ย นรู กลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทย เรื่อง การอานสําหรับครูผูสอนในระดับชั้นอื่น ๆ ตอไป
  • 8. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 1. เอกสารที่เกี่ยวกับการอาน - ความหมายของการอาน - จุดมุงหมายของการอาน - ประเภทของการอาน - ความเขาใจในการอาน - ระดับความเขาใจในการอาน - ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป 2. เอกสารที่เกี่ยวของกับการสอนอาน - ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนอาน - การสอนทักษะการอาน - ความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทย - ความมุงหมายในการสอนอานภาษาไทย 3. เอกสารที่เกี่ยวของกับการสอนอาน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความเขาใจในการอาน 1. เอกสารที่เกี่ยวของกับการอาน ความหมายของการอาน การอานเปนสิ่งจําเปนและสําคัญอยางยิ่งสําหรับมนุษย โดยเฉพาะปจจุบันวิทยาการ ตาง ๆ เจริญกาวหนาไปอยางรวดเร็ว นักการศึกษาจึงไดคนควาเรื่องการอานในรูปแบบตาง ๆ กันอยาง กวางขวาง และไดใหความหมายของการอานไวดังนี้ เปลื้อง ณ นคร ( 2511 , หนา 12 ) ไดอธิบายความหมายของการอานวา คือการถายทอด ความคิดจากหนังสือของผูประพันธไปยังผูอาน ดวยผูประพันธตองการใหผูอานไดเห็นความคิด
  • 9. ความรู สึ ก ของตน ถ า ผู อ า นสามารถตี ค วามหมายของหนั ง สื อ ได ลามารถรู จุ ด มุ ง หมายของ ผูประพันธไดก็จะเชื่อไดวา “อานหนังสือเปน” ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน ( 2524 , หนา 2-3 ) กลาววา การอาน หมายถึง การ แปลความหมายของตั ว อั ก ษรออกมาเป น ถ อ ยคํ า แล ว นํ า ความคิ ด นั้ น ไปใช ใ ห เ กิ ด ประโยชน ตัวอักษรเปนเพียงเครื่องหมายแทนของจริงอีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้นหัวใจของการอานจึงอยูที่ การเขาใจความหมายของคําที่ปรากฏอยูในขอความนั้น จุฑามาศ สุวรรณโครธ ( 2519 , หนา 27-36 ) กลาววา การอานคือการรับรูขอความใน สิ่งพิมพ หรือในสิ่งที่เขียนขึ้น หรือการับรูเครื่องหมายสื่อสารซึ่งมีความหมายและสามารถสราง ความเขาใจแกผูอานโดยอาศัยประสบการณที่ผานมาของผูอานประกอบดวย ประทิน มหาขันธ ( 2523 , หนา 17 ) กลาววา การอาน หมายถึง กระบวนการในการ แปลความหมายของตั ว อั ก ษรหรื อ สั ญ ลั ก ษณ ที่ มี ก ารจดบั น ทึ ก ไว กระบวนการอ า นเป น กระบวนการที่ซับซอน เมื่อเด็กเปลงเสียงตัวอักษรหรือสัญลักษณออกมาเปนคําพูด ถาหากไม เขาใจคําพูดนั้นจัดวาไมใชการอานที่สมบูรณ แตเปนเพียงสวนหนึ่งของการอานเทานั้น ลักษณะ ของการอานที่แทจริงไดแกการทําความเขาใจความหมายของเรื่องที่อาน ความหมายของเรื่องที่ กลาวนี้มิใชเกิดจากตัวอักษร หรือสัญลักษณเทานั้น หากขึ้นอยูกับการกระตุนใหเกิดความคิด รวบยอดหรือจินตนาการของผูอานเปนสําคัญ การเขาใจความหมายของตัวอักษรหรือสัญลักษณที่ อานขึ้น อยู กับความหมายที่ ผูอานตองทําความเขาใจโดยอาศั ยประสบการณเ ดิมของผูอ านเปน พื้นฐาน การอานจึงเปนกระบวนการที่ประกอบดวยการแปลความ การตอบสนอง การกําหนด ความมุงหมาย และการลําดับภาพของตัวอักษรหรือสัญลักษณที่ผูอานเห็นมากระตุนการทํางานของ สมองซึ่งขึ้นอยูกับคุณธรรม และปริมาณของประสบการณที่ผูอานมีอยูกอนแลว จะเห็นวาการอานที่แทจริงไมใชการออกเสียงไดถูกตองตามอักขรวิธีเทานั้น แตตองเขาใจ ในสิ่งที่อานหรือที่เรียกวา อานเปนดวย ดังที่มีผูกลาวไวดังนี้ ดุษฎี ลีหละเมียร ( 2521 , หนา 67-76 ) กลาววา การอานหนังสือไดกับการอานหนังสือ เปนนั้นตางกันมาก ผูอานหนังสือเปนยอมสามารถอานและเขาใจเรื่องราวไดอยางรวดเร็วสามารถ จับใจความไดอยางถูกตองครบถวน ทั้งยังแยกไดวาใจความใดเปนใจความสําคัญและใจความใด เปนใจความรอง นอกจากนี้ควรจะเขาใจและเขาถึงความตั้งใจ อารมณ และทัศนคติของผูเขียน ซึ่งถายทอดออกมาเปนตัวหนังสือไดอยางลึกซึ้ง และในขั้นสุดทายก็อาจชี้ใหเห็นกลวิธีการเขียน และประเมินคุณคาของการเขียนหรือหนังสือเลมหนึ่ง ๆ ไดอยางนาสนใจ จุฑามาศ สุวรรณโครธ ( 2519 , หนา 27-28 ) กลาววา การอานเปน หรือผูที่อานเปนตอง มีคุณสมบัติดังนี้ 1. รูจักเลือกอานไดตรงตามตองการ 2. จับใจความได
  • 10. 3. รูจักบันทึกการอาน 4. มีวิจารญาณในการอาน 5. มีนิสัยรักการอาน ทํานอง สิงคาลวนิช ( 2515 , หนา 17 ) กลาววา การอานเปน มิใชหมายความแตเพียงวา อานออกเขียนไดเทานั้น ไดมีนักการศึกษาบางทานกลาววา ความหมายที่แทจริงของการอาน หนังสือออก ตองประกอบดวย R3 ตัว คือ Reading Writing และ Arithmetic นอกจากนั้น ยังตองมีความสามารถในการติดตามขอความในหนังสือที่อานแลวนําไปพิจารณาเพื่อกอใหเกิดการ พัฒนาตนเองทุก ๆ ดานอีกดวย ชุติ มา สัจจานัน ท ( 2526, หนา 28 ) กลาววา การอานมิไ ดเ ปนเพียงทอดสายตาผาน ตัวอักษรเทานั้น แตตองเขาใจความหมายของขอความ นัยของคําแตละคํา เขาใจวัตถุประสงคของ ผูเขียน สามารถสังเกตอคติ หรือการโฆษณาชวนเชื่อ ตลอดจนแสดงทัศนคติของตนเองและใหขอ วินิจฉัยได บุญเสริม ฤทธาภิรมย ( 2519 , หนา 32-34 ) กลาววา การอานเปนทักษะที่ตองอาศัย ทักษะยอยหลายประการเกี่ยวโยงกัน ทักษะตาง ๆ จะเปนไปไดอยางคลองตัวก็ตองอาศัยกลไก ระบบประสาท ตลอดจนความสามารถทางสมองที่มีความพรอมและสามารถทําหนาที่ไดอยาง ฉับพลันตอเนื่องกันเปนจังหวะ ตลอดเวลา เชน การกวาดสายตาดูตัวอักษร สมองก็ตองสั่งงาน จะตองสื่อความหมาย แปลความหมาย และสรางสังกัป ( Concept ) วา ที่อานไดแลวนั้นเขาใจวา อะไรสมองหรือสติปญญาตองนําไปใชในความจํา ซึ่งผูเปนนักอานที่ดีก็จะมีการนําความสัมพันธ การวิเคราะห สังเคราะห และประเมินคามาใชแปลความ ซึ่งเปนความสามารถทางสมองที่สูงขึ้น ไปอีกชั้นหนึ่ง การอานหนังสือเปนทักษะที่ตองปลูกฝงมาตั้งแตเด็ก และผูที่เปนนักอานที่ดีตอง ไดรับการฝกฝนอยางถูกวิธี เขาใจหลักการอานที่ถูกตอง ตลอดจนรูจักเลือกเฟนหนังสือที่มีคุณคา มาอานดวย วลี พันธมณี ( 2529 , หนา 24 ) ไดกลาวถึงการอานวาขึ้นอยูกับความมุงหมายในการอาน แตละครั้งซึ่งอาจแบงได 3 ประการคือ 1. อานเพื่อความเพลิดเพลิน เปนการอานเพื่อฆาเวลาเพื่อความพอใจ เพื่อแสวงหาความรู และการศึกษาคนควา 2. อานเพื่อการศึกษา ซึ่งตองอาศัยทักษะความสามารถในการอานสูง เพื่อแสวงหาความรู และการศึกษาคนควา 3. อานเพื่อขาวสารหรือเพื่อความจําเปนในการดํารงชีวิต มิลเลอร ( Miller , 1972 . p.15 ) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานไว 6 ประการคือ
  • 11. 1. อานเพื่อจับใจความคราว ๆ 2. อานเพื่อจับใจความสําคัญ 3. อานเพื่อสํารวจรายละเอียดและจับใจความสําคัญทั่วไป 4. อานเพื่อความเขาใจอยางถองแท 5. อานเพื่อใชวิจารณญาณติดตามขอความที่อาน 6. อานเพื่อการวิเคราะหขอความหรือแนวความคิดในเรื่องที่อาน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย ( 2527 , หนา 125 , อางใน Murcica and Meiutash n.d. ) สรุป การอานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไวดังนี้ 1. การอานในระดับมัธยมศึกษา เปนการมุงใหผูอานไดรูจักคํากวางขวางมากขึ้นและ สามารถนําคําเหลานี้มาใชในการพูด การเขียน ตลอดจนการเรียนวิชาอื่น ๆ ไดอยางถูกตอง 2. การอ า นนอกจากผู อา นจะเข า ใจเรื่อ งราวที่ ต นอ า นแลว ยังต องสามารถเรี ย งลําดั บ เหตุการณใหผูอื่นเขาใจไดดวย 3. การอานมุงใหผูอานนําไปใชในชีวิตประจําวัน ดังนั้นจึงตองรูจักพิจารณาตัดสินแยก ความจริงและขอคิดเห็นได และการตัดสินขอคิดเห็นของผูเขียนไปสูผูอาน ซึ่งการติดตอสื่อสารนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อผูอานสามารถหาความหมายจากสิ่งที่อานได สายใจ เกตุชาญวิทย ( 2527 , หนา 36 , อางใน Dechaut , 1964 , pp 1-2 ) กลาววา การอานคือกระบวนการติดตอสื่อสาร การอานเปนกระบวนการที่เคลื่อนไหวอยูเสมอ เปนการ ติดตอจากผูเขียนไปสูผูอาน ซึ่งการติดตอสื่อสารนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผูอานสามารถหาความหมายจากสิง ่ ที่ อานได บุช และเฮิบเนอร ( Bush and Hueber , 1970 , p 4 ) ใหความหมายของการอานวาเปน กระบวนการคิด การอานเพียงออกเสียงตามตัวอักษรไดนั้นยังไมถือวาเปนการอานที่แทจริง แต เปนเพียงทั กษะหนึ่งของการอานเทานั้น หัวใจของการอานคื อตองเขาใจความหมายของสิ่งที่ ตนอาน แอรโรสมิส ( Arrowsmith , 1972 , p.84 ) ใหความหมายการอานวา การอาน คือ ความคิด ความรูสึกหรือสภาพทางจิตใจที่เกิดขึ้นดวยความเขาใจขอความที่เขียนหรือตีพิมพขึ้นมา ความเขาใจในการอานที่สมบูรณจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อความรูสึกของผูอานตรงกับความรูสึกของ ผูเขียนกอนจะเขียนออกมาเปนถอยคํา แฮรรีส และสมิธ ( Harris and Smith, 1976 , p.14 ) ใหความหมายวา การอานเปน กระบวนการคิดที่ใชความรู ประสบการณเดิม ทัศนคติของผูอาน เพื่อคนหาความหมายความคิด ขาวสารที่ตองการจากสิ่งที่ตนอาน
  • 12. จากความหมายของการอ า นที่ ก ล า วมาแล ว จึ ง สรุ ป ได ว า การอ า นเป น กระบวนการ ติ ด ต อ สื่ อ สารความคิ ด จากผู เ ขี ย นไปยั ง ผู อ า น ซึ่ ง ผู อ า นจะต อ งแปลความหมายตั ว อั ก ษรหรื อ สัญลักษณโดยใชประสบการณเดิมใหไดความหมายชัดเจนสมบูรณ และสิ่งสําคัญที่สุดในการอาน คือ ผูอานจะตองเขาใจความหมายของสิ่งที่อานใหใกลเคียงกับความเขาใจของผูเขียน จุดมุงหมายของการอาน การอานหนังสือของแตละคนมีจุดมุงหมายที่แตกตางกัน ไดมีผูกลาวถึงจุดมุงหมายของ การอานไวดังนี้ ดุษฎี ลีหละเมียร (2521, หนา 18) กลาววา ความมุงหมายของการอานแบงไดเปนลําดับคือ ขั้นแรก อานเพื่อรู และความเพลิดเพลิน ขั้นที่สอง อานเพื่อการศึกษาและทําความเขาใจ ซึ่งมีผลเนื่องถึงขั้นสาม ขั้นที่สาม อานเพื่อทองจําการทดสอบ ขั้นที่สี่ อานเพื่อใหเขาถึงรสของหนังสือ ซึ่งประกอบดวยภาพ เสียง จินตนาการ อารมณ ทัศนคติ จุดมุงหมาย และศิลปะการประพันธ ขั้นที่หา อานเพื่อแสดงความคิดเห็นที่มีตอหนังสือ ตอเรื่องราวนั้น ๆ สนิท ตั้งทวี ( 2526 , หนา 1-2 ) กลาวถึง จุดมุงหมายของการอานไววา 1. เพื่อศึกษาหาความรูเรื่องราวตาง ๆ โดยละเอียด 2. เพื่อศึกษาหาความรูในเรื่องราวตาง ๆ โดยยอ 3. เพื่อสนองความอยากรูอยากเห็น หรือความสงสัย 4. เพื่อตองการทราบขาวสารขอเท็จจริง 5. เพื่อการศึกษาคนควา 6. เพื่อตองการเปนที่ยอมรับในวงสังคม และสามารถปรับตัว วางตัวเขากับคนอื่นได 7. เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน สนิท ตั้งทวี ( 2526 , หนา 2-3 ) กลาววาการอานมีความสําคัญตอชีวิตมนุษย ดังนั้น เรา ตองอานเพื่อจุดมุงหมายดังนี้ 1. เพื่อชวยแกปญหาตาง ๆ ใหตนเอง 2. เพื่อสงเสริมบุคลิกภาพ 3. เพื่อความรู ชุติมา สัจจานันท (2525 , หนา 8-15 ) กลาววา วัตถุประสงคอันเปนพื้นฐานการอาน ไดแก 1. เพื่อฆาเวลา
  • 13. 2. เพื่อปฏิบัติตามหนาที่ 3. เพื่อใหทันตอเหตุการณ 4. เพื่อสนองความพอใจสวนตัว 5. เพื่อนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวัน 6. เพื่อขยายความรอบรูในแขนงชีวิต 7. เพื่อสงเสริมความสนใจในทางวิชาการ 8. เพื่อความเปนพลเมืองดี 9. เพื่อปรับปรุง หรือพัฒนาตน อัมพร สุขเกษม ( 2520 , หนา 5-6 ) ไดสรุปจุดมุงหมายในการอานวา 1. อานเพื่อบันเทิงใจหรือพักผอน 2. อานเพื่อหาความรู ผูอานตองมีพื้นฐานการอานพอสมควร ตองรูจักจับใจความสําคัญ ของเรื่อง บันทึกขอความสําคัญหรือใชการทองจําดวย 3. อานเพื่อเสริมสรางความคิด ผูอานตองมีความรูในเรื่องที่อานเปนอยางดี อานแลว สามารถไตรตรองเพื่อประเมินความคิดนั้น เพื่อใหเกิดปญญาและแนวทางใหม ๆ ดังนั้นจึงสรุปไดวา จุดมุงหมายที่สําคัญของการอานคือ เพื่อเพิ่มพูนความรู ความคิด และ ความเพลิดเพลิน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความมุงหมาย ความสนใจของผูอาน เพื่อจะนําไปใชใหเปน ประโยชนในชีวิตประจําวัน ประเภทของการอาน วาสนา เกตุนาค ( 2521, หนา 1-2 ) ในการสอนอานเราแยกประเภทของการอานได 2 ประเภทคือ 1. การอานออกเสียงคือ การอานตามตัวหนังสือใหผูอื่นฟง ผูอานจะตองอานไดชัดเจน ถูกตอง ตามหลักภาษาและความนิยม 2. การอานในใจ คือ การทําความเขาใจกับตัวอักษร เปนการอานเพื่อตัวผูอานเองซึ่งจะ ไดรับประโยชนมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับความสามารถของผูอานแตละคน วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคนอื่น ๆ (2522, หนา 135 ) ไดแบงประเภทของการอานไว 2 ชนิดคือ 1. การอานในใจ เปนการอานเพื่อขวนขวายหาความรูและความเพลิดเพลินใหแกตนเอง การอานประเภทนี้มุงฝกอัตราเร็วและจับใจความสําคัญ ซึ่งเปนการอานนับวันแตจะมีความสําคัญ เพิ่มขึ้น การอานประเภทนี้ไมเพียงแตอานไดออกเทานั้น แตจะตองมีความสามารถในการสรุป ความแปลความ ขยายความ วิเคราะหคํา วิเคราะหความหรือเนื้อหา และวิจารณเรื่องได
  • 14. 2. การอานออกเสียงไดแก 2.1 อานออกเสียงแบบรอยแกวเพื่อสื่อสารใหผูอื่นรูเรื่องและเขาใจ 2.2 อานออกเสียงรอยกรองประเภทตาง ๆ เพื่อความไพเราะใหผูฟงเกิดความ ซาบซึ้ง พวา พันธุเมธา ( 25185 , หนา 38 ) ไดแบงประเภทของการอานออกเปน 3 ชนิดตาม ลักษณะของการอานดังนี้ 1. การอานออกเสียง ใชเมื่อตองการใหตัวเราหรือผูอื่นไดยินขอความที่อาน หรือใชเมื่อ ตองการฝกออกเสียงใหถูกตองชัดเจน หรือเพื่อซาบซึ้งในขอความที่อาน อัตราเร็วทั่วไปในการ อานชนิดนี้ 120-150 คําตอนาที 2. การอานออกเสียงเงียบ เปนการอานปากขมุบขมิบไปตามจังหวะอานเหมือนออกเสียง การอานแบบนี้ไมมีประโยชนอยางใดแกผูอาน เพราะไมมีเจตนาตองการใหผูอื่นไดยินหรือฝกออก เสียงแตอยางใด ทําใหเปลืองเวลาในการอาน ซึ่งอัตราความเร็วจะเทากับการอานออกเสียงเทานั้น 3. การอานในใจ การอานแบบนี้อวัยวะที่ออกเสียงตาง ๆ ไมเคลื่อนไหวเลย ใชเฉพาะ สายตากวาดไปบนหนังสือ ตารับภาพแลวสงสายตา ไปยังปราสาทสมองใหรับเพื่อจดจําตีความ ตาง ๆ เหมาะสําหรับในการอานคนควา ซึ่งการอานแบบนี้มุงใหอานไดเร็ว และมีความพรอมทั้ง สามารถเก็บความที่อานไดมาก ความเขาใจในการอาน ชวาล แพรัตกุล ( 2520 , หนา 134 ) ไดใหความหมายของความเขาใจวาเปนความสามารถ ในการผสมแล ว ขยายความี รู ค วามจํ า ให ไ ด ไ ปไกลจากเดิ ม อย า งสมเหตุ ส มผล ซึ่ ง จะต อ งมี คุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1. รูความหมาย และรายละเอียดยอย ๆ ของเรื่องนั้นมากอนแลว 2. รูความเกี่ยวของความสัมพันธระหวางขั้นความรูยอย ๆ เหลานั้น 3. สามารถอธิบายสิ่งเหลานั้นไดดวยภาษาของตนเอง 4. เมื่อพบสิ่งอื่นใดที่สภาพทํานองเดียวกับที่เคยเรียนรูมาแลวก็สามารถอธิบายได การเขาใจสามารถแสดงออกไดดังนี้ 1. การแปลความ ( Translation ) คือสามารถแปลความหมายของสิ่งตาง ๆ ไดโดยแปล ตามลักษณะและนัยของเรื่องราวซึ่งเปนความหมายที่ถูกตอง และใชไดดีสําหรับเรื่องราวนั้น ๆ โดยเฉพาะ
  • 15. 2. การตีความ ( Tntepretation ) คือสามารถจับความสัมพันธระหวางชิ้นสวนยอย ๆ ของ เรื่องนั้น จนสามารถนํามากลาวแบบนัยหนึ่งได 3. การขยายความ ( Extrapolation ) คือสามารถขยายความหมาย และนัยของเรื่องนั้นให กวางไกลไปจาสภาพขอเท็จจริงเดิมได สมบูรณ ซิตพงค ( 2511ล หนา 27 ) กลาววา ความเขาใจ ( Comprehension ) เปน ความสามารถทางดานสมองในการคิดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ ในดานการแปลความ ตีความ และขยาย ความในเรื่องราวเหตุตาง ๆ ในชีวิต เบอรตัน ( Burton , 1956 , p 321 ) ไดใหความเห็นเกี่ยวกับเรื่องความเขาใจในการอานวา ตองอาศัยความสามารถหลายดานประกอบกันคือ 1. การเขาใจความหมายของศัพท 2. การเรียงลําดับความได 3. การจับใจความสําคัญได 4. การสังเกตความสัมพันธของขอความที่อาน 5. การแยกแยะประเภทได สรุปความได และคาดการลวงหนาได บอนด และทิงเคอร ( Bond and Tinker , 1957 , p.235 ) กลาววา ความสามารถในการ อานขึ้นอยูกับทักษะพื้นฐานดังตอไปนี้ 1. การเขาใจความหมายของคํา ( Word meanings ) การเขาใจความหมายของคําเปน ทักษะพื้นฐานของการอาน ถาหากนักเรียนรูความหมายของคําไมเพียงพอ นักเรียนจะไมสามารถ เขาใจประโยค ( Sentence ) อนุเฉท ( Paragraph ) ทําใหไมสามารถที่จะพูดหรืออานได 2. การเขาใจความหมายของกลุมคํา ( Thought units ) นักเรียนจะเขาใจความหมายของ ประโยคไดก็ตอเมื่อนักเรียนรูจักอานเปนกลุมคํา การอานทีละคําทําใหไมเขาใจในเรื่องที่อาน 3. การเขาใจประโยค ( Sentence comprehension ) นอกจากนักเรียนจะตองเขาใจ ความหมายเปนรายคําและเปนรายกลุมคําแลว นักเรียนจะตองมองเห็นความสัมพันธระหวางคํา และความสัมพันธระหวางกลุมคําในประโยคดวย นักเรียนที่ไมสามารถมองเห็นความสัมพันธ ระหวางคําและระหวางกลุมคําในประโยคไมเขาใจเรื่องที่อาน 4. การเขาใจในอนุเฉท ( Paragraph comprehesion ) นักเรียนจะเขาใจอนุเฉทไดก็ตอเมื่อ นักเรียนมองเห็นความสัมพันธระหวางประโยคกับอนุเฉท การเขาใจความสัมพันธระหวางประโยค คอนขางจะยาก แตถานักเรียนขาดความสามารถทางดานนี้แลว นักเรียนจะไมสามารถเขาใจเรื่อง ที่อาน 5. การเขาใจความสัมพันธระหวางอนุเฉท ( Comprehension of larger units ) นักเรียนจะ สามารถเขาใจเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้นได ก็ตอเมื่อนักเรียนสามารถจัดลําดับความคิดของเรื่องที่อานได และจะมองเห็นความสัมพันธระหวางอนุเฉทดวย
  • 16. ทักษะพื้นฐานทั้งหมดที่กลาวมาแลวนี้จะมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน กลาวคือ ผูอานจะ เข า ใจเนื้ อ เรื่ อ งที่ อ า นได ก็ ต อ เมื่ อ ผู อ า นเข า ใจความหมายของคํ า รู จั ก อ า นเป น กลุ ม คํ า ซึ่ ง เป น องคประกอบสําคัญของการเขาใจประโยค การเขาใจความสัมพันธระหวางประโยคจะทําใหเขาใจ อนุเฉท และการเขาใจความสัมพันธระหวางอนุเฉพาะทําใหเขาใจเรื่องที่อานทั้งหมด เซฟเพิรด (Shepherd, 1973, p.79) ไดสรุปวา ความเขาใจในการอานเปนความสามารถของ ผูอานที่ใชความคิด คิดตามขอเขียนที่ผูเขียนไดเขียนไว ผูอานจะตองเขาใจภาษาของผูเขียน และ ตีความหมายใหตรงกับความตั้งใจของผูเขียน คารและคนอื่นๆ (Carr and other, 1983, pp. 1-2) กลาวา จากงานวิจัยเกี่ยวกับการอานนั้น สรุปไดวา ความเขาใจในการอาน คือ การตีความหมายจากเรื่องที่อานและจากปฏิสัมพันธระหวาง เรื่องที่อานกับความรูเดิมของผูอาน ซึ่งผูอานใชความรูเดิมนั้นในการตีความหมาย (Interpretation) และตัดสินความนั้นอยางมีเหตุผล และผูอานใชความรูเดิมนั้นในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ผูอานคิดวา จําเปนจะตองเขาใจและเลือกความรูเดิมกับความรูใหมใหเหมาะสมกัน คารเรลล (Carrell, 1984, p.87) กลาววา ความเขาใจในการอานนั้นคือความเขาใจใน ประโยคหรือนุเฉท (Paragraph) และโดยเฉพาะอยางยิ่งความเขาใจในรูปแบบการจัดหรือเรียบเรียง เรื่อง (Rhetorical organization) ซึ่งสอดคลองกับ ความเห็ นของ คิน ติซ และยารโบ (Kintseh and Abrough, p.828) ที่วาความเขาใจในการอานมี 2 ระดับ คือ ความเขาใจในระดับแคบ (Microprocesses in comprehension) คือเขาใจคํา วลี และประโยคกับความเขาใจระดับกวาง (Macro recesses in comprehension) คือความเขาใจเรื่องทั้งหมดที่อาน สรุปไดวา ความเขาใจวาการอาน คือ ความสามารถในการเขาใจคํา วลี ประโยคอนุเฉท ตลอดจนเรื่ อ งราวทั้ ง หมดที่ อ า นมี ค วามสํ า พั น ธ กั น อย า งไร สามารถจั บ ใจความสํ า คั ญ และ รายละเอียดของเรื่องได เรียงลําดับความและสรุปความได ระดับความเขาใจในการอาน สําหรับการอานนั้นยอมขึ้นอยูกับจุดประสงคของผูอาน ซึ่งแตกตางออกไปเชน อานเพื่อ ความบันเทิง อานเพื่อแสวงหาความรู เปนตน ดังนั้น ลักษณะการอานของแตละคนจึงไมเหมือนกัน รวมทั้งยังทําใหระดับความเขาใจเรื่องที่อานตางกันดวย เชน การอานเพื่อแสวงหาความรู อาจตองใช ความสามารถในการอานขั้นตีความประกอบดวย สวนการอานเพื่อความบันเทิง อาจจะเขาใจตาม ตัวอักษรก็ใชไดแลว
  • 17. นักการศึกษาหลายทานไดแบงระดับความเขาใจในการอานที่แตกตางกันออกไปดังนี้ นพรัตน สรวยสุวรรณ (2527, หนา 23) ไดอางถึงระดับความเขาใจในการอานตามแนวคิด ของ Burmiste โดยอาศัยแนวคิดพื้นฐานของ Sanders ซึ่งไดดัดแปลงมาจาก Bloom’s Taxomomy อีกทีหนึ่ง เขาไดกลาวถึงระดับตาง ๆ ของความเขาใจในการอาน ดังนี้ 1. ระดับความจํา (Memory) เปนระดับของการจําในสิ่งที่ผูเขียนไดกลาวไว ไดแกการจํา หรือการเขาใจเกี่ยวกับขอเท็จจริง วันที่ คําจํากัดความ ใจความสําคัญ ของเรื่อง และลําดับเหตุการณ ของเรื่อง 2. ระดับแปลความ (Translation) เปนการนําขอความหรือสิ่งที่เขาใจไปแปลเปนรูปอื่น เชน การแปลภาษาหนึ่งเปนอีกภาษาหนึ่ง การถอดความ การนําความสําคัญของเรื่องไปแปลเปนแผนภูมิ เปนตน 3. ระดั บ การตี ความ (Interpretation) คื อ การเข า ใจและมองเห็ น ความสั มพั น ธข องสิ่ ง ที่ ผูเขียนไมไดบอกไว เชน หาเหตุเมื่อกําหนดผลมาให ใหคาดการณวาอะไรจะเกิดขึ้นตอไป การจับ ใจความของเรื่อง โดยที่ผูเขียนไมไดบอกไว 4. ระดับการประยุกตใช (Application) เปนการเขาใจหรือมองเห็นหลักการแลวนําหลักการ ไปประยุกตใช จนประสบความสําเร็จ 5. ระดับการวิเคราะห (Analysis) คือความเขาใจและรูในแงของการตรวจตราสวนยอยที่ ประกอบเขาเปนสวนเต็ม เชน การวิเคราะหโฆษณาชวนเชื่อ การแยกแยะวิเคราะหคําประพันธ การรูถึงการใหเหตุผลที่ผิด ๆ ของผูเรียน 6. ระดับการสังเคราะห (Synthesis) เปนการนําความคิดเห็นที่ไดจากการอานมาผสมผสาน กันแลวจัดเรียบเรียงใหม 7. การประเมินผล (Evaluation) เปนการวางเกณฑแลวตัดสินสิ่งที่อาน โดยอาศัยหลักเกณฑ ตั้ ง ไว เ ป น บรรทั ด ฐาน เช น เรื่ อ งราวที่ อ า นอะไรบ า งที่ เ ป น จริ ง (Facts) และอะไรบ า งที่ เ ป น จินตนาการ (Fantasy) อะไรบางที่เปนความคิดเห็น (Opinion) และอะไรบางที่เปนความเชื่อของ เรื่องที่อาน เปนตน เพ็ญศรี รังสิยากุล (2528, หนา 123) ไดแบงความเขาใจออกเปน 3 ระดับ คือ 1. ความเขาใจตามตัวอักษร หมายถึง การที่ผูอานมีความเขาใจตามตัวอักษรที่ปรากฏอยูบน แตละวรรคเปนความเขาใจถึงคําพูดที่ผูเขียนใชนั่นเอง 2. ความเขาใจที่เกิดขึ้นจากการตีความหมาย หมายถึง การที่ผูอานมีความเขาใจวาผูเขียน หมายถึงสิ่งใด 3. ความเขาใจที่นําไปสูการสรุป เปนความเขาใจที่เกิดขึ้นภายหลังการอานเรื่องราวทั้งหมด แลวนําสิ่งตางๆ ที่ไดจากการอานมารวบรวมทําเปนสรุป
  • 18. นอกจากนี้ สมุทร เซ็นเชาวนิจ (2526, หนา 88) ไดแบงประเภทของความเขาใจออกเปน 2 ประเภท คือ 1. ความเขาใจแบบทันที (Receptive Comprehension) เปนความเขาใจที่ตองอาศัยความรู ความหมายของศัพท สํานวนในประโยคตาง ๆ และตองอานอยางมีสมาธิ 2. ความเขาใจแบบไตรตรอง (Reflective Comprehension) สําหรับนักการศึกษาตางประเทศนั้น ก็มีหลายทานที่ไดแสดงทรรศนะเรื่องระดับความ เขาใจในการอาน อยางเชน สมิธ และวารเร็ตต (Smith and Barrett Citing Harris and Sipay, 1979, p.317) กลาววา ระดับความเขาใจในการอานมี 4 ระดับ 1. Literal Comprehension เปนความเขาใจในระดับตน เขาใจตามตัวอักษรวาผูเขียน เขียนวาอยางไร สวนใหญ เปนเรื่องการระลึกถึงรายละเอียด (details) ใจความสําคัญ (Main Ideas) ลําดับเรื่อง (Cause-Effect) และเขาใจคุณลักษณะของตัวละคร หรือของเรื่อง (Character traite) 2. Interference เขาใจขอบขายที่เกี่ยวโยงเขากับเหตุการณอื่นได 3. Evaluation เขา ใจเนื้อเรื่อ งแล ว ประเมินผลเกี่ย วกับ เรื่องที่อา นไดวาผูเ ขีย นมีเ ป า หมายอย า งไร อารมณของเรื่องเปนอยางไร เจตคติของผูเขียนเปนอยางไร เปนตน 4. Appreciation เกิดความซาบซึ้ง เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความรูสึกนึกคิด สมิธ (Smith, 1972 ; Citing Harris and Sipay, 1979, p.318) แบงระดับความเขาใจออกเปน 4 ระดับคือ 1. Literal Comprehension เขาใจและไดความหมายจากสิ่งที่อานตามตัวอักษร 2. Interpretation เปนการตีความหมายสิ่งที่อาน เชน ความหมายที่แทจริงของผูเขียนคืออะไรกันแน ผูอานตองใชวิจารณญาณมากขึ้น เปนการเขาใจที่สําคัญวาแบบแรก 3. Critical Reading คือ อานแลวสามารถวิพากษวิจารณได 4. Creative Reading คือ อานแลวเขาใจมากกวาหรือนอกเหนือจากผูที่เขียนเขียนบอกไว
  • 19. จะเห็นได ว า ระดั บความเขาใจในการอาน เปนองคประกอบสําคั ญที่ผูสอนควรนํ า ไป พิจารณากับปจจัยอื่น ๆ ดวย สําหรับการวิจัยครั้งนี้ จะศึกษาเฉพาะความสามารถในการอานระดับ แปลความ ตีความ ขยายความและจับใจความสําคัญ ความสนใจในการอานของเด็กวัย 11-14 ป รั ญ จวน อิ น ทรกํ า แหง (2519, หน า 96-97) ได จํ า แนกความสนใจการอ า นของวั ย รุ น ตามลําดับ ดังตอไปนี้ อายุ 11 ป เด็กชายยังคงชอบเรื่องผจญภัยลึกลับ และเพิ่มความสนใจในการคนควาประดิษฐ และวิทยาศาสตรมากขึ้น หนังสือเกี่ยวกับเครื่องยนตกลไกล หนังสือการตูนยังคงเปนที่ถูกใจอยู แต บางคนจะลดความสนใจในเรื่องสัตวไปบาง สวนเด็กหญิงชอบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในบานสัตวเลี้ยง เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ และเริ่มชอบเรื่องเกี่ยวกับรักๆ ใครๆ บางทีก็ชอบอานนิยายผจญภัยอยาง เด็กชายเหมือนกัน อายุ 12 ป เด็กชายชอบเรื่องที่มีการจบขมวดปมไวใหคิด ชอบอานหนังสือเกือบทุกชนิด ผจญภัย ประวัติศาสตร ชีวประวัติ กีฬา ฯลฯ สวนเด็กหญิงสวนมากยังคงชอบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตใน บาน ในโรงเรียน ชอบเรื่องรักๆ ใครๆ มากขึ้น เรื่องผจญภัยยังคงชอบอยู และเริ่มอานนวนิยาย สํา หรั บผู ใ หญ และบางที ก็ชอบเรื่ องเกี่ย วกับอาชีพ ดว ย ในวัน นี้เ ด็ก หญิ งเริ่มอานเกือบทุก อยาง เหมือนกัน อายุ 13 ป เด็กชายยังคงชอบเรื่องเครื่องยนตกลไก แตใหยุงยากซับซอนมากขึ้น ชอบเรื่อง เกี่ยวกับงานอดิเรก การเพาะปลูก ความงามของรางกาย เปนตน สวนเด็กหญิงคงอานนวนิยายของ ผูใหญตอไป ไมชอบหนังสือที่เปนหลักวิชาจนเกินไป เริ่มชอบหนังสือคําประพันธบทละคร เรื่อง เกี่ยวกับสัตวเลี้ยงก็ยังคงชอบอยู อายุ 14 ป เปนวัยเขาสูวัยรุนเต็มที่ ระยะนี้จะอานหนังสือนอยลง แตชอบนิตยสารมากขึ้น เด็กชายชอบอานชีวประวัติ ประวัติศาสตร การเดินทาง เครื่องยนตกลไกตางๆ ชอบอานหนังสือที่มี แผนผังแบบแปลน เด็กหญิงชอบเรื่องรักๆ ใครๆ ที่สะเทือนอารมณ มักสนใจเรื่องราวที่แตงเกิน ความจริงแตงายๆ บางคนอาจสนใจหนังสือเกี่ยวกับอาชีพมากขึ้น และยังสนใจคําประพันธดวย วรณี สุนทรเวช (2510, หนา 110-118) ไดสํารวจความสนใจ และความตองการในการอาน ของนักเรียนอายุ 11-16 ป โดยแบงออกเปน 2 กลุม คือ อายุ 11-13 ป และอายุ 14-16 ป กอนอายุ 11- 13 ป ซึ่งเปนชวงอายุใกลเคียงกับระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 นั้น วรณี สุนทรเวช ไดสรุปไววา ชอบ อานหนังสือประเภทตางๆ จากมากไปหานอย ตามลําดับดังนี้ 1. หนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร นิทาน นิยาย
  • 20. - วิทยาศาสตร ชอบอานเรื่องสัตว รองลงไป ไดแก การประดิษฐตางๆ อวกาศ การ สํารวจทะเล มหาสมุทร ดวงดาว เครื่องจักรกล ลมฟาอากาศ พืช ดิน หิน แร และอื่น ๆ - นิทาน นิยาย เด็กหญิงชอบนิทานพื้นเมือง และนิทานมีคติสอนใจ เด็กชายชอบ นิทานโบราณคดีและนิทานที่แปลมาจากภาษาตางประเทศ 2. หนังสือพิมพ และหนังสือตางประเทศ 3. วรรณคดี ชอบอานสังขทอง ขุนชาง-ขุนแผน มากที่สุด รองลงไป ไดแก พระอภัยมณี รามเกียรติ์ พระรวง เปนตน 4. สารคดี ชอบเรื่องประวัติบุคคลสําคัญรองลงไป คือ ประวัติศาสตร 5. นิตยสาร 6. เรื่องแปล จะเห็นไดวาความสนใจในการอานของเด็กแตละวัยนั้น มีความสนใจที่แตกตางกัน การ เลือกเรื่องที่จะนํามาใหนักเรียนอานเพื่อฝกทักษะในการอาน จึงตองเลือกใหเหมาะสมกับวัย และ ความสนใจของนักเรียน เอกสารที่เกี่ยวกับการสอนอาน ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนอาน ประเทิน มหาขันธ (2523, หนา 47) กลาวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเปยเจท (Piaget) วาเด็กมีพัฒนาการทางสติปญญาเปน 4 ขั้น ดังนี้ ระยะตั้งแตเกิดถึง 2 ขวบ (sensorimotor period) ระยะนี้เปนระยะที่เด็กจดจําสิ่งของตางๆ โดยจับตอง ระยะตั้งแต 2-4 ขวบ (preoperational thought period) ระยะนี้เปนระยะที่การจําแนกขึ้นอยู กับดานใดดานหนึ่งเพียงดานเดียวและระยะตั้งแต 4-7 ขวบ (intuitive phase) เปนระยะที่ความคิด เปนไปโดยการหาความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ ระยะตั้งแต 7-11 ขวบ (concrete operation period) ระยะนี้เปนระยะที่การคิดอยางมีเหตุผล ระยะตั้งแต 11-15 ขวบ (formal operation period) ระยะนี้เปนระยะที่การคิดอยางนามธรรม และการสรางความคิดรวบยอดเกิดขึ้นอยางมั่นคง จากทฤษฎีของเปยเจท เกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเด็ก สามารถนํามาเปน หลัก ในการสอนอ า นได เ ป น อยา งดี โดยในระยะแรกๆ ของพั ฒ นาการ เด็ ก จะคิ ด ไดโดยอาศั ย รูปธรรมเปนสําคัญ ดังนั้น ในระยะแรก ๆ ของการสอนอานจึงจําเปนตองใชรูปธรรมเปนอันมาก เชน ในการทําความเขาใจความหมายของคํา เปนตน ตอมาเมื่อเด็กพัฒนาขึ้น การสอนอานจึงเปนไป ในลักษณะของนามธรรม การทําความเขาใจความหมายของคํา ใชวิธีอธิบายใหเด็กเขาใจและใหเด็ก
  • 21. คิดดวยตนเอง เมื่อเด็กรูวิธีทําความเขาใจความหมายของคําในการอานแลว ครูจึงสอนใหเด็กอาน อยางอนุมาน และการอานเพื่อประเมิน กิลฟอรด (Guilford, 1966, p.125) ไดกลาวถึงเรื่องการอาน ที่เกี่ยวของกับเรื่องความรูและ ระดับสติปญญาวาสติปญญานั้นประกอบดวยระบบปฏิบัติการ ซึ่งประกอบดวยลักษณะตางๆ ไดแก ปฏิบัติการดานความรูความจํา ความคิดอยางจําแนก คิดอยางรวม และการประเมินกิลฟอรด ไดให คําแนะนําวาเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรูก็ดี ความจําก็ดี ความคิดก็ดี จะตองประกอบกันเปนหนวยหรือ เปนระบบที่ใหญพอสมควร แนวคิดดังกลาวของกิลฟอรด สามารถนํามาใชเปนหลักในการสอน อานได เชน การสอนอยางเปนคํา การสอนอานอยางวิพากษวิจารณ การสอนอานอยางอนุมาน เปนตน นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกหลายทานไดศึกษาเกี่ยวกับการสอนอานและไดเขียนเปน ทฤษฎีไวดังนี้ ดอรสัน (Dowson, 1959, p.7) กลาวถึงการสอนอานวามีจุดมุงหมาย ดังนี้ 1. เราใหนักเรียนสนใจทั้งเพื่อความบันเทิงและเพื่อเสริมสรางปญญา 2. เพื่อสรางความพรอมในการอานแตละระดับ 3. เพื่อใหมีประสบการณในการอานมากขึ้น 4. เพื่อใหมีรสนิยมดี ทั้งการอานและการฟง 5. ใหสามารถเลือกหนังสือ และอุปกรณการเรียน ที่เหมาะสมตรงกับจุดมุงหมายในการ เรียนได แฮรีส (Harris, 1983, p.487) มีความเห็นวา วิธีที่จะสงเสริมใหนักเรียนรักการอานควรจะ ชักจูงและแนะนําใหอานดวยวิธีที่เหมาะสม คือ ขึ้นแรกควรใหนักเรียนอานหนังสือที่งาย สั้น และ ตรงกับความสนใจ เมื่อนักเรียนเกิดทัศนคติตอการอานแลวนักเรียนจะหาหนังสือตางๆ มาอานเอง โอลม (Holm, 1962, p.64) ไดสรุปทฤษฎีที่นํามาอธิบายการอานวา การอานตองอาศัย องคประกอบตางๆ ดังนี้ องคประกอบที่ 1 เปนองคประกอบที่มีความสําคัญที่สุดกับความสามารถในการอาน มี องคประกอบยอย ดังนี้ คือ ความเขาใจในการฟง ความเขาใจความหมายของคําที่มีอยูในเนื้อหาของเรื่อง ความเขาใจความหมายของคําที่เห็นโดยตา ความเขาใจความหมายของศัพทแตละตัว การเขาใจความหมายของคําอุปมาอุปไมย องคประกอบที่ 2 ความสามารถในการใชเหตุผล องคประกอบที่ 3 ความสามารถในการรับรู
  • 22. การสอนทักษะการอาน สมถวิล วิเศษสมบัติ (2525, หนา 73-74) กลาวถึงการสอนทักษะการอาน สรุปไดวาทักษะ การอานเปนทักษะที่สําคัญและใชมากในชีวิตประจําวัน เพราะเปนทักษะที่นักเรียนใชแสวงหา สรรพวิทยาการตางๆ เพื่อความบันเทิงและการพักผอนหยอนใจ ผูมีนิสัยการอาน มีอัตราเร็วใจการ อานสูง ยอมแสวงหาความรูและการศึกษาเลาเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สามารถนําความรูที่ได จากการอานไปใชในการพูดและการเขียนไดอยางมีประสิทธิภาพ ในตางประเทศปจจุบันไดมี การสงเสริมทักษะการอานเปนอยางมากทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะถือวาหาก นักเรียนมีพื้นฐานทักษะการอานดีแลว ยอมสามารถนําไปใชเปนเครื่องมือในการศึกษาหาความรูใน สาขาวิชาอื่น ๆ ไดเปนอยางดี การสอนอานครูควรเพงเล็งในสิ่งตอไปนี้ ก. ความเขาใจ คือ ความสามารถที่จะเขาใจในลายลักษณะอักษรหรือขอความที่อานอยาง ครบถวน คืออานรูเรื่องนั่นเอง การอานนั้นความเขาใจเปนสิ่งสําคัญเปนอันดับหนึ่ง จึงไมควรอาน เร็วจนเกินไปจนไมรูเรื่อง คนเราจะอานหนังสือไดเขาใจเพียงใดนั้น ยอมแลวแตประสบการณและ การศึกษาที่ไดรับมา เมื่อไดเห็นไดอานและไดฟงมากขึ้นยอมจะเขาใจโลกดีขึ้น และมีผลใหอาน หนังสือเขาใจไดรวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้นดวย ข. ความเร็ว ความเร็วในการอานมีความสําคัญรองลงมาจากความเขาใจ ผูอานที่อานเร็ว และอานมาก ยอมไดเปรียบทั้งในเรื่องการเรียน การทํางาน นักเรียนจะอานไดเร็วขึ้น ถาครูไดเห็น ถึงประโยชนของความเร็ว แนะนําวิธีอานที่ถูกตองให และใหฝกหัดโดยมีครูควบคุมบาง หรือ ฝกหัดดวยตัวเองตามลําพังบาง ค. วิ จารณญาณ วิ จ ารณญาณในการอา นนี้ อัน ที่จ ริ ง เปน ส ว นหนึ่ง ในความเขา ใจเรื่ อง วิจารณญาณเปนเรื่องสําคัญ เพราะในปจจุบันนี้การโฆษณามีอยูรอบตัว ถาผูอานไมสามารถเขาใจ ใหลึกซึ้งถึงความหมายหรือความมุงหมายของผูเขียนแลว ยอมจะตกเปนเหยื่อของการโฆษณา เหลานั้นไดงาย นอกจากนี้การอานอยางมีวิจารณญาณจะชวยใหผูอานไดประโยชนอยางแทจริงมิใช เพียงแตรับทราบคําบอกเลาของผูเขียนที่ตรงตามตัวอักษรเทานั้น ผูอานจะนําเอาความคิดของผูเขียน มาประสมกับความคิดของตนเอง ทําใหเกิดความคิดใหม และนําไปใชใหเปนประโยชนได ประเทิน มหาขันธ (2523, หนา 200-210) กลาวถึงการอานเพื่อความเขาใจ พรอมทั้ง ขอเสนอแนะในการสอนสรุปไดดังนี้ การอาน คือ การทําความเขาใจ ถาผูอานปราศจากความเขาใจ ในเรื่องที่อานตรงความหมายของตัวอักษรนั่นถือวาไมใชการอานที่แทจริง ความเขาใจในการอาน
  • 23. โดยทั่วไปถือวาการอาน คือ การสะกดคําที่เปนตัวอักษรออกมาเปนคําพูด ความเขาใจเชนนี้จัดวาไม เปนการถูกตองตามนัยของการอานในโรงเรียน จุดประสงคหลักของการสอนอานก็คือใหผูอาน สามารถทําความเขาใจสิ่งที่อานไดถูกตองในโรงเรียน จุดประสงคหลักของการสอนอานก็คือให ผูอานสามารถทําความเขาใจสิ่งที่อานไดถูกตองตรงกับจุดประสงคหลักของการสอนอานก็คือให ผูอานสามารถทําความเขาใจสิ่งที่อานไดถูกตองตรงกับจุดประสงคของผูเขียน การอานเพื่อความ เขาใจจัดเปนดานหนึ่งของทักษะ ในการทําความเขาใจในการอานใหแกเด็ก ชวยใหเด็กสามารถ นําเอาประสบการณเดิมมาใชในการทําความเขาใจเรื่องราวที่อานไดเปนอยางดีแลว ยังชวยใหเด็ก เขาใจความสัมพันธของแนวคิดและการปรับความมุงหมายของการอานใหเหมาะสมกับความ ตองการในการอานดวย อุทัย ภิรมยรื่น (2531, หนา 17-18) ไดใหแนวการฝกการอานเพื่อความเขาใจไวดังนี้ 1. ใหรูจักกําหนดเปาประสงคในการอาน กอนที่จะอานไวอยางกวางๆ วาตองการทราบ อะไร 2. พยายามทําความเขาใจโดยอาศัยเชิงแนะจากขอความที่อาน เชน พิจารณาโครงสราง ประโยค และคนหาความหมายของคําศัพท จะชวยใหเขาใจเรื่องที่อานไดดีขึ้น 3. ทําความเขาใจโดยอาศัยเชิงแนะจากขอความ ไดแก การสังเกตขอความตอเนื่องกอน- หลัง คําที่มีความหมายคลายคลึงกัน(Synonym) และการสรุปความ (Summary) 4. สอนใหนักเรียนรูจักคาดการณลวงหนาในเวลาอาน เพราะจะทําใหเขาใจเรื่องไดดีขึ้น 5. ทดสอบยืนยันวา สิ่งที่คาดการณไวถูกตองหรือไมเพียงใด อาจตรวจจากพจนานุกรม หรือจากคําเฉลยก็ได 6. หลอมความคิดเขาเปนความเขาใจ คือ การรวบรวมความจําจากที่อานและหลอมความ เขาใจทั้งหมด 7. ฝกใหอานเพื่อสังเกตรายละเอียดที่เกี่ยวของกัน โดยกําหนดใหอานและวิจารณสิ่งที่ อาน ศิริพร ลิมตระการ (2527, หนา 22๗ กลาววา การอานประกอบดวยลักษณะตอไปนี้ 1. การเคลื่อนไหวสายตา 2. รูความแตกตางของภาพจากคําสูคํา กลุมคําไปสูกลุมคํา 3. การนําสิ่งเหลานี้มารวมกัน คือ คํา เสียง และความหมาย 4. การตีความ แฮริส (Harris, 1983, p.255) กลาวถึงการฝกใหผูเรียนเกิดความเขาใจในเรื่องที่อานดีขึ้น ดังนี้ 1. ใหผูอานรูจักโยงความรูใหมไปสูความรูเดิมที่มีอยู
  • 24. 2. ใหตั้งจุดมุงหมายในการอานวาตองการทราบอะไร 3. ปลอยใหนักเรียนมีเวลาอานเปนของตนเองนานๆ ในแตละครั้ง 4. เปดใหมีการอภิปรายรวมกันหลังการอานทุกครั้ง 5. ใหทํากิจกรรมเพิ่มเติมหลังการอาน เชน การเลนบทบาทสมมุติ จะเห็นวาการสอนอานที่ดีนั้นครูผูสอนควรจะไดฝกฝนใหนักเรียนไดรูจักจับใจความสําคัญ ที่ไดอานใหอานไดรวดเร็วดวยการใชสายตาที่แมนตรง ใหรูจักวิเคราะห และวิจารณเรื่องที่อานได จดบันทึกเรื่องราวที่อานไดอยางมีขั้นตอน ถานักเรียนอานไดอยางมีประสิทธิภาพดังที่กลาวมานี้เขา ก็จะสามารถนําความรูจากการอานไปใชใหเปนประโยชนตอการพูด และการเขียนไดดีในโอกาส ตอไป ความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทย สนม ครุฑเมือง (2523, หนา 3) ไดสรุปความสําคัญของการสอนอานวิชาภาษาไทยไวดังนี้ 1. ชวยใหเกิดความเขาใจการติดตอสื่อสารระหวางคนในชาติ 2. ชวยในดานความเจริญงอกงามของนักเรียน ทําใหนักเรียนไดรับความรู ความเขาใจมี ความเจริญงอกงามดานจิตใจ ดวยความสามารถนําความรูที่ไดจากการอานไปเปน เครื่องมือในการแสวงหาความรูในสาขาวิทยาการอื่น ๆ 3. ชวยใหผูอานไมตกเปนเหยื่อบุคคลซึ่งแสวงหาผลประโยชนจากการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ประสบการณที่ไดจากการอาน สามารถนํามาแกปญหาชีวิตไดโดยทําใหเปนผูที่ สามารถเขาใจสภาพการณที่เผชิญไดอยางรวดเร็ว และสามารถแกไขเหตุการณไดทันทวงที เพราะ ปญหาบางประเภทอาจนําประสบการณที่เคยอานพบมาดัดแปลงแกปญหาได ความมุงหมายในการสอนอานวิชาภาษาไทย สนิท ตั้งทวี (2526, หนา 30) มีความเห็นวาการสอนอานภาษาไทยในชั้นมัธยมศึกษาครู ควรฝกใหนักเรียนไดรูจักจับใจความสําคัญของเรื่องที่อานไดอานรวดเร็ว ดวยการใชสายตาที่ แมนตรง ใหรูจักวิเคราะหแลววิจารณเรื่องที่อานได จดบันทึกเรื่องราวที่อานไดอยางมีขั้นตอน และ สามารถนําความรูจากากรอานนั้นไปใชใหเกิดประโยชนตอการพูดและการเขียนไดดีในโอกาส ตอไป ประภาศรี สีหอําไพ (2524, หนา 331) กลาวถึงจุดมุงหมายของการสอนอานวิชาภาษาไทย ไวดังนี้ คือ จุดมุงหมายของการอานในใจ เพื่อรับรูเรื่องที่อาน สามารถสรุปใจความไดถูกตองรวดเร็ว เขาใจในทัศนหรือความคิดรวบยอดโดยการเขียนหรือบอกได ตีความหมายคําและขอความไดตาม
  • 25. วัตถุประสงคของผูเขียน อภิปรายความรูสึก ความคิดเห็นของตนตอเรื่องที่อานวิจารณเรื่องอยางมี เหตุผลตามเกณฑ การวิจารณหนังสือ เพิ่ มพูนความสามารถในการอาน และสรางอุ ปนิสัยและ ทัศนคติตอการอาน จุดมุงหมายของการอานออกเสียง เพื่อประโยชนในการฝกการใชเสียงสื่อสารที่อานใหแก ผูฟงทําใหขยายความรูไดทั่วถึง และกอใหเกิดคามเพลิดเพลินทั้งผูรับสารและผูสงสารการเขาใจ และการจําความหมายในดานของผูสงสารจะไดรับนอยกวาการอานในใจ เพราะตองคํานึงถึงการ ออกเสียงไปดวยการสอนศัพททุกคําอยางละเอียด อาจทําใหเบื่อหนายและขัดจังหวะในการอาน ทํา ใหรสของคําและความลดนอยลงไปได จุดมุงหมายของการอานทํานองเสนาะ เพื่อไดรับรสไพเราะของวรรณคดี ฝกการเอื้อน ทํานองดวยเสียงไพเราะ มีทวงทํานองลีลาถูกตองทําใหผูฟงซาบซึ้ง เอกสารที่เกี่ยวของกับเทคนิคการอานแบบพาโนรามา (PANORAMA) ความเปนมาและวิวัฒนาการของเทคนิคการอานแบบพาโนรามา (PANORAMA) เอดเวิรดส (Edwards, 1973, pp. 132-135) ไดกลาวถึงการฝกทักษะการอานใหกับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาวาควรจะไดรับการสงเสริมเปนอยางยิ่ง เพราะตอไปนักเรียนเหลานั้นจะตองอาศัย การอ า นเพื่ อ แสวงหาความรู ด ว ยตนเองเป น ส ว นใหญ ต ลอดเวลา ด ว ยเหตุ นี้ นั ก การศึ ก ษาและ ผูเชี่ยวชาญในตางประเทศหลายทานจึงไดคิดคนวิธีการสอนอานดวยเทคนิคในรูปแบบตางๆ กันแต สําหรับการสอนอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา (PANORAMA) นี้ ไดพัฒนามาจากเทคนิคการสอน อานหลายแบบ โดยเริ่มจาก SQ3R ของโรบินสัน (Robinson, 1961) ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนดังนี้ Survey คือ การสํารวจจุดมุงหมายของการเขียนนั้น Question คือ การตั้งคําถามตนเองวาสิ่งที่ตองการรูคืออะไร Read คือ การอานเพื่อตอบคําถามที่ตั้งไว Recite คือ การจดบันทึกไวเพื่อเตรียมความจํา Review คือ การทบทวนเรื่องที่อานใหม สําหรับขั้นสํารวจ จะใหนักเรียนคนหาขอยอยสรุปทายเรื่องได สวนขั้นตั้งคําถามเปนการ เปลี่ยนหัวเรื่องใหเปนคําถาม ซึ่งทั้งสองขั้นดังกลาวอาศัยหลักจิตวิทยาการเรียนรูประกอบเพราะเปน การเตรียมนักเรียนใหมีความพรอมในการอานกอน ดังเชน ออซูเบล (Ausubel, 1960, pp. 267-272) ไดกลาวถึงขอไดเปรียบของเทคนิค SQ3R วาจะชวยใหนักเรียนดําเนินการในขั้นการอาน (Read) ได อยางดี และเมื่อถึงขั้นการจํา (Rectic) จะตองฝกใหผูอานไดตอบคําถามที่ตั้งไวโดยใชคําพูดของ ตนเองที่กะทัดรัด หรืออาจจะใชการบันทึกยอสั้นๆ ก็ไดสําหรับขั้นสุดทายคือขั้นทบทวน (Review) เปนลักษณะเหมือนการซอมใหญเกี่ยวกับการอานวาตนเองไดรับความเขาใจมากนอยเพียงไร
  • 26. ตอมา พอก (Pauk, 1962) ไดคิดเทคนิคการสอนอานซึ่งคลายกับเทคนิค SQ3R คือเทคนิค OK4R ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ Overview คือ การอานอยางคราวๆ คลายขั้นสํารวจของ SQ3R Key idea คือ การหาใจความสําคัญแลวตั้งคําถามไปดวย คลายกับขั้นคําถามของ SQ3R Read คือ การอานเพื่อตอบคําถาม Recall คือ การระลึกวาสิ่งที่อานไปแลวไดมากนอยเพียงไร Reflect คือ การสะทอนความคิด หรือ ขยายความคิดจากเดิม Review คือ การทบทวนเรื่องที่อานใหม ในป 1966 สปาเช และเบริ์ก (Spache and Berg, 1966) ไดศึกษาวิธีการสอนโดยใชเทคนิค SQ3R และ OK4R แลวจึงไดแนวความคิดใหมขึ้น เปนการสอนโดยใชเทคนิค 5 ขั้นที่เรียกวา PQRST ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ Preview คือ การฝกใหผูอานอานชื่อเรื่อง (Title) หัวเรื่อง (Heading) และหัวขอยอย (Sub- heading) แลวอานประโยคแรกและประโยคสุดทายของเรื่อง Question คือ การตั้งคําถามตนเอง Read คือ การลงมืออาน Summarize คือ การสรุปเรื่องที่อานดวยวิธีตางๆ Test คือ การทดสอบหลังการอาน ตอมาในป 1968 นอรแมน (Norman, 1968) ไดคิดคนพัฒนาเทคนิคใหมจากเทคนิค SQ3R, OK4R มาเปนเทคนิคการอานแบบ OARWET ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ Overview คือ การอานอยางคราวๆ เพื่อสํารวจ Ask คือ การตั้งคําถามตนเองกอนอาน Read คือ การลงมืออาน Write คือ การเขียนคําตอบหลังการอาน Evaluation คือ การประเมินผลดวยตนเอง โดยการทําแบบฝกหัด Test คือ การทดสอบหลังการอาน จากเทคนิคดังกลาวขางตน เอดเวิรดส (Edwards, 1973, pp. 132-135) ไดพัฒนามาเปน เทคนิคการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่มีชื่อวา “พาโนรามา” (PANORAMA) เพื่อนํามาใชสอนอานกับ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในมหาวิทยาลัยบริทิส โคลัมเบีย (British columpia) ขั้นตอนการสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา (PANORAMA)
  • 27. เทคนิค พาโนรามา (PANORAMA) เปนเทคนิค การสอนอ าน ซึ่ ง เอดเวิรด ส (Edwards, 1973, pp. 132-135) เปนผูคิดพัฒนาขึ้นมาจากเทคนิคการสอนอานหลายๆ แบบ เพื่อใชกับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษา โดยมุงหวังใหนักเรียนสามารถอานขอความจํานวนมาก เก็บขอคามตางๆ อยางมี ระบบและนําไปใชไดอยางมีประสิทธิภาพโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเตรียม (Preparation Stage) 1.1 การกําหนดจุดมุงหมาย (P = Purpose) ครูและนักเรียนชวยกันกําหนด จุดมุงหมายในการอานโดยตอบคําถามที่วา “ฉันกําลังอานเรื่องนี้เพื่ออะไร” อานเพื่อหารายละเอียด หรืออานเพื่อหารายละเอียดหรืออานเพื่อหาขอมูลบางจุดสําหรับอางอิง 1.2 การปรับความเร็ว (A = Adapting rate to material) ครูแนะนําใหนักเรียนปรับ ความเร็วในการอาน โดยดูจากจุดมุงหมายที่กําหนดไว ซึ่งยืดหยุนตามความยากงายของเรื่องที่อาน 1.3 ความจําเปนในการตั้งคําถาม (N = Need to pose questions) ครูและนักเรียน ชวยกันตั้งคําถาม โดยเปลี่ยนชื่อเรื่อง หัวเรื่อง หรือบางขอความใหเปนรูปคําถามและพยายามอาน เพื่อตอบคําถามเหลานี้ 2. ขั้นอาน (Intermediate stage) 2.1 การสํารวจ (O = Overview) ครูใหนักเรียนเริ่มการอานโดยสังเกตลักษณะ ขอความที่อาน ผูแตง คุณวุฒิ ปที่พิมพ หัวขอแตละบท บทสรุป ฯลฯ เพื่อทราบแนวคิดของผูแตง 2.2 การคิดตาม (R = Read and Relate) นักเรียนอานดวยการพยายามตอบคําถาม ที่ตั้งไว จับความคิดหลักและเรื่องราวตางๆ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณเดิมของตนเพื่อใหเขาใจดี ยิ่งขึ้น 2.3 การจดบันทึก (A = Annotate) นักเรียนบันทึกสิ่งที่นาสนใจในหนังสือหรือ สมุดบันทึก ซึ่งอาจเปนการใชเครื่องหมายหรือขอความก็ไดเพื่อเปนการชวยความจํา 3. ขั้นสรุป (Concluding Stage) 3.1 การจํา (M = Memorize) ครูเนนใหนักเรียนทบทวนความจําจากการบันทึกโดย แยกแยะจุดสําคัญของเรื่องใหเปนระบบ เพื่อสะดวกในการนํามาใชใหมเมื่อตองการ 3.2 การประเมินผล (A = Assess) ครูและนักเรียนชวยกันพิจารณาเรื่องราวที่อาน เพื่อเปนการประเมินวานักเรียนอานไดตรงตามจุดมุงหมายที่ตั้งไวในตอนตนหรือไม นอกจากนันยัง ้ สามารถเก็บขอมูลที่สําคัญเพื่อแปลความ ตีความ ขยายความ และสรุปความไดหรือไม สําหรับขั้นสรุปนี้อาจไมจําเปนตองใชกับบทเรียนบางบทก็ได เมื่อวิเคราะหขั้นตอนของการสอนดวยเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) แลว จะเห็นวา ขั้นตั้งจุดมุงหมายในการอาน (Purpose) และขั้นการปรับอัตราความเร็วในการอานเพื่อใหสอดคลอง
  • 28. กับจุดมุงหมายที่ตั้งไวจะมีสวนคลายกับขั้นการสํารวจ (Survey) ของเทคนิค SQ3R คลายกับขั้น Overview ของเทคนิค OK3R คลายกับขั้น Preview ของเทคนิค RQRST และคลายกับขั้น Overview ของเทคนิค OARWET ในการตั้งคําถามกอนการอานจะมีลักษณะเหมือนกันทุกเทคนิคที่กลาวมา แตในขั้นการ สํารวจ (Overview) ของเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) เปนขั้นที่แตกตางจากเทคนิคการสอน ดังกลาว คือ มีการสํารวจรายละเอียดกอนการอานอีกครั้งหนึ่งหลังจากการตั้งจุดมุงหมาย มีการปรับ อัตราความเร็วในการอานและการตั้งคําถาม สําหรับขั้นการอานก็เหมือนกันวิธีอื่นดังกลาวมาแลว แตในขันการจดบันทึกและเตือน ความจําจะคลายกับขั้นการเขียน (Write) ในเทคนิค OARWET ขั้น Summarize ของเทคนิค PQRST ขั้น Recall และ Review ของเทคนิค OK4R และขั้น Recite ของเทคนิค SQ3R สวนขั้นประเมินผล ของเทคนิค PANORAMA จะคลายกับขั้น Evaluation และ Test ของเทคนิค PQRST จึงจะเห็นไดวา  วิธีการสอนโดยใชเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) พยายามนําจุดเดนของเทคนิคการสอนแบบ ตางๆ มาผสมผสานกัน เพื่อจะชวยใหนักเรียนเกิดความเขาใจในการอานไดดีขึ้น เบทที้ (Betty, 1983 pp. 106-117) กลาวถึงการสอนอานโดยใชเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) วาขอสําคัญคือครูสามารถจะแบงใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมในกิจกรรม มีโอกาส ไดฝกฝนทุกคนกอนที่นักเรียนจะอานดวยตนเองตามลําพัง ครูจะเปนผูฝกขั้นตอนตางๆ ให และจะ เปนผูแนะนํารายละเอียดทุกขั้นตอนตลอดคาบเรียน จากนั้นนักเรียนจะฝกอานดวยตนเอง จากการคนควาเอกสารและงานวิจัยที่สอดคลอง สนับสนุนวิธีการและขั้นตอนของการสอน อานดวยเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) พอสรุปไดดังนี้ การกําหนดจุดมุงหมาย (P = Purpose) จากงานวิจัยของ กลอก (Glock, 1985) ไดใหขอเสนอแนะวา แรงจูงใจของผูเรียนจะไดรับ การเสริมแรงมากขึ้น ถาเขาเหลานั้นมีความกระจางชัดในจุดหมายเฉพาะกอนที่จะเริ่มตนการอาน ของเขา แลแรงจูงใจที่กลาวนั้นจะเกิดขึ้นไดตอเมื่อมีความตองการอยากรู อยากเห็นเปนพิเศษ แครซเซน (Krashen, 1983, pp. 132-133) ไดกลาววา ในการอานนั้นผูอานตองทราบ เปาหมายในการอานวาตนเองอานเพื่ออะไร เชน 1. อานเพื่อหารายละเอียดขอมูลหรือขาวสาร 2. อานเพื่อหาใจความสําคัญ 3. อานเพื่อหาขอมูลที่เฉพาะเจาะจง 4. อานเพื่อความเพลิดเพลิน ซึ่งผูอานเรื่องตางๆ ไดอยางคลองแคลว และเลือกใชเทคนิคในการอานอยางเหมาะสมนั้น เขาจะตองมีเปาหมายในสิ่งที่เขาอานเสมอ (Goodman, 1917, p.135)
  • 29. นอกจากนี้ แมคแอลดาวนี (Mceldowney, 1982) กลาววา ในการอานเนื้อเรื่องใดๆ ผูอาน ควรจะทราบวา เขาอานเนื้อเรื่องประเภทใด เพื่อกําหนดจุดมุงหมายในการอาน จากนั้นเขาจึงจะ ปรับเทคนิคการอานใหเหมาะสม ซึ่งจุดมุงหมายของผูเขียนโดยทั่วๆ ไปมักมีอยู 3 ชนิด คือ 1. แบบการพรรณนา หรื อ การอธิ บ าย ได แ ก อธิ บ าย รายละเอี ย ด ความสวยงาม ความสัมพันธเชื่อมโยงสลับซับซอน ซึ่งงานเขียนประเภทนี้จะมีการใชภาษามากกวาแบบการเลา เรื่อง 2. แบบการเลาเรื่อง (Narrative) จะเปนการเลาเรื่องตามลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้นกอนและ หลังตามลําดับ 3. แบบคําชี้แจง หรือบรรยาย (Illstration) ผูเขียนเขียนเพื่อจะใหความรูหรือคําอธิบายให ผูอานทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยางมีกระบวนการขั้นตอน วาจะทําอะไรกอนหลัง ดังจะเห็นไดวาในขั้นการตั้งจุดมุงหมายนี้ เนนความจําเปนในการรวบรวมความคิดเพื่อจะ ตอบตัวเองวาทําไมเราตองอานเรื่องดังกลาว มีจุดประสงคหรือมีเบื้องหลังเกี่ยวของกับเรื่องที่อาน อยางไร เกี่ยวของกับการสอบหรือไม อานเพื่อบันทึกยอเตรียมไวดูกอนสอบ หรือเตรียมไวพูดใน การสัมมนาหรือนําขอมูลไปอางอิงในรายงานตางๆ การปรับความเร็ง (A = Adapting rate to material) ฉวีลักษณ บุณยะกาญจน (2524, หนา 1) กลาววา การอานที่มีประสิทธิภาพ หมายถึงการ อานดวยความเร็วและเขาใจสิ่งที่อานอยางถูกตอง ซึ่ง สมุทร เซ็นเชาวนิจ (2526, หนา 5) กลาววา คนที่จะอานไดอยางมีประสิทธิภาพตามธรรมดาแลวจะรูจักปรับอัตราการอานไดอยางเหมาะสม ถูกตองตามกาลเทศะตรงตามจุดหมายและแนวคิดที่วางไว คือ จะเปลี่ยนจากความเร็วหนึ่งไปสูอีก ความเร็ ว หนึ่ ง พร อ มทั้ ง จั ด แนวคิ ด ให ส อดคล อ งจุ ด มุ ง หมายในการอ า นแต ล ะครั้ ง ด ว ย ใน ขณะเดียวกันตองพยายามเขาใจขอความที่อานใหไดผล ฉะนั้นการปรับอัตราความเร็วใหเหมาะสม กับจุดมุงหมายและเนื้อหาที่ตนอาน จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองเรียนรู ผูใดก็ตามที่อานไดในอัตรา เดียวกันหมด ไมวาขอความที่อานจะยากหรืองายก็ตามถือวาผูนั้นยังดวยพัฒนาอยู ดั ง นั้ น การปรั บ ความเร็ว ในการอ า นแต ล ะเรื่อ ง จะต อ งเตรี ย มยื ด หยุ น อั ต ราเร็ ว ไว ต าม จุดมุงหมายที่ตั้งไว อยาอานเรื่องที่มีรูปแบบโครงสรางยากๆ ในเวลาที่เร็วเกินไป จะไมกอใหเกิด ความเขาใจในการอาน ควรนําเสนอการอานแบบคราวๆ และใชความรูเดิมมาประกอบในการอาน ความจําเปนในการตั้งคําถาม (N = Need to pose question) เพ็ ญ ศรี รั ง สิ ย ากุ ล (2528, หน า 124) กล า วถึ ง การอ า นเพื่ อ เกิ ด ความเข า ใจว า ต อ งตั้ ง จุดมุงหมายในการอานกอน แลวปรับอัตราเร็วในการอานใหเหมาะสมกับจุดมุงหมายที่ตั้งไวตอมา
  • 30. ควรพยายามตั้งคําถามที่ขึ้นตนดวย W ทั้ง 5 และ H นั้นก็คือ Who, What, When, Where, Why และ How คําถามที่ขึ้นตนดวย 4 ตัวแรก จะชวยใหผูอานเขาใจในสิ่งที่เปนจริงตามเนื้อเรื่องสวนคําถาม Why และ How เปนคําถามที่ชวยใหผูอานมีความหมายขอเท็จจริงใหกระจาง เพื่อจะไดสรุปหา คําตอบ ตอไป ความจําเปนอยางยิ่งในการตั้งคําถามคือการทําชื่อเรื่อง หัวขอยอยตางๆ ประโยคบอกเลาให เปลี่ยนเปนคําถามใหหมด จากนั้นจึงเริ่มอานเรื่องจริงจังเพื่อหาคําตอบที่ตัวตั้งคําถามไวในขั้นการ ฝกเบื้องตน ระยะแรกๆ อาจเริ่มใหคําถาม Yes/No Question Or-Questions ก็ไดเพื่อจะไดดําเนิน เรื่องไดรวดเร็วยิ่งขึ้น นักอานที่ดีจะไมเปนนักอานที่อยูนิ่งเฉยหรืออานไปเรื่อยๆหากไมพยายามตั้ง คําถามตัวเองแลวจะทําใหขาดความตั้งใจในการอานได การสํารวจ (O = Overview) สนิท ตั้งทวี (2526, หนา 7) กลาววา ผูอานจะตองสนใจขอมูลอันเปนความรูเกี่ยวกับการ เขียน พยายามคนหาใหพบวาประวัติของผูแตงเปนอยางไร สถานที่พิมพ จํานวนครั้งพิมพ ปที่พิมพ มีตารางประกอบเรื่องหรือไม ดูหัวขอยอยและแผนภูมิตางๆ ที่มีประกอบ ดูบทสรุป ถามีขอทดสอบ ก็ดูดวย ตลอดจนถึงดัชนีของเรื่อง ขอมูลเหลานี้นับวาเปนภูมิหลังของหนังสือที่มีสวนชวยรองรับ ใหผูอานมีความรูความเขาใจในเรื่องที่อาน วอลเตอร (Walter, 1962, p.6) สรุปวา การสํารวจอยางคราวๆ ในแตละเรื่องที่อานนั้นควร อานคํานําและบทสรุปดวย เพื่อพิจารณาวาอะไรคือหัวใจสําคัญของเนื้อหาที่อาน ซึ่งสอดคลองกับ แนวคิดของ รินสัน (Robinson, 1961) ที่วา การสํารวจนั้นอาจดูที่สารบาญ คํานํา หรือชื่อผูแตง ตลอดจนสํารวจแนวคิดที่ผูเขียนตั้งจุดมุงหมายในการเขียนไว การคิดตามสิ่งที่อาน (R = Read and relate) ลี (Lee, 1978, p.60) กลาววา เมื่อผูอานทราบจุดประสงคของเรื่องที่จะอานแลวผูอานควร อานประโยคแรกและประโยคสุดทายของทุกๆ ยอหนา เพราะใจความสําคัญมักจะอยูบรรทัดแรก หรือบรรทัดสุดทาย ถ ายอหนาสุด ทายมีลักษณะเปนการสรุปความก็ควรอานทุกประโยคอยาง ระมัดระวัง และแครซเซน (Krashen, 1983, p.135) กลาววา การอานเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่อง หรือเคาโครงที่มีความหมายของเรื่องผูอานไมจําเปนตองอานรายละเอียดทุกบรรทัด หรือทุกหนา แตคลาก และซิลเบอรสไตน (Clarke and siberstein, 1979, p.55) กลาววาถาผูอานมีจุดประสงคที่จะ มุงหาคําตอบเฉพาะเจาะจง เชน ตองการทราบป พ.ศ. วันที่ หมายเลขโทรศัพท หาคําศัพทจาก พจนานุกรม หาวันเวลาจากตารางเวลา กราฟปฏิทิน หาสถานที่จากแผนที่ ผูอานอาจใชกระดาษสี
  • 31. ขาวแผนเล็กๆ หรือ นิ้วมือของผูอานชี้เพื่อหาหัวขอยอย ชื่อเรื่องตัวพิมพ ตัวใหญ ตัวเอนตามที่ผูอาน ตองการ ดังนั้น ถาผูอานอานเรื่องโดยตั้งจุดประสงคในการอาน ปรับอัตราความเร็วในการอานและ พยายามตั้งคําถามเกี่ยวกับคําศัพทที่ ไมรูในแตละเรื่องเพื่อชวยในการหาขอมูลตอไป จากนั้น ก็ สํารวจเนื้อหาอยางคราวๆ เพื่อที่จะดําเนินการอานและคิดหาคําตอบที่ตั้งคําถามไวแลว ผูอานจะอาน เรื่องไดเขาใจโดยตลอดก็สามารถตอบคําถามตางๆ ไดถูกตองและชัดเจน สามารถศึกษาใจความ สําคัญ แปลความและขยายความไดโดยนําเรื่องที่อานมาเชื่อมโยงกับประสบการณเดิมของตนได การจดบันทึก (A = Annotate) เมื่อผูอานมีความเชี่ยวชาญในการอานดังกลาวแลวหากไมมีการจดบันทึก อาจจะไดขอมูลที่ ผิดพลาดหรือตกหลนได ดังนั้น เบทที้ (Betty, 1983, pp.111-112) จึงเสนอใหมีการเขียนเคาโครง เรื่องหลังการอาน โดยครูจะเปนผูชวยเหลือแนะนํา เพื่อชวยใหเ ห็นความสัมพันธอยางเดนชัด ระหวางใจความสําคัญและรายละเอียดปลีกยอย เบอรมิสเตอร (Bermeister, 1974, p.314) กลาววา ถาผูอานพบคําตอบจากเรื่องที่อานแลว ควรจดขอความที่สําคัญไวเพื่อเตือนความจําของตนเอง อาจจะใชในรูปแบบการขีดเสนใตของ ความสําคัญหรือรายละเอียดปลีกยอยดวยหมึกสีตางๆ กัน ดังที่ เอดเวรดส (Edwards, 1973, pp.132- 135) กลาวไว เชน กําหนดใหสีแดงแทนขอความสําคัญ สีน้ําเงินแทนวันที่ตัวเลข สีเหลืองใชแทน ขอเท็จจริงตางๆ ที่กําลังคนหาอยู หรืออาจทําเครื่องหมายตางๆ ลงในเรื่องที่อานนั้นเลย ถาไม ต อ งการเขี ย นข อ ความใดๆ ลงในเรื่ อ งนั้ น ๆ ก็ ค วรมี ส มุ ด จดบั น ทึ ก ไว เ พื่ อ จดบั น ทึ ก พร อ มทํ า เครื่องหมายตางๆ เช น วงกลม ดอกจัน กากบาท หรือเครื่ องหมายหนาขอความที่แสดงวาเปน ใจความสําคัญของเรื่องที่อาน การใชความจํา (M = Memorize) มิลเลอร (Miller, 1972, p.332) กลาววา การทบทวนความจํา ควรทบทวนจากบันทึกยอ จาก เคาโครงเรื่อง หรือจากบทสรุปที่ผูอานบันทึกไวหลังการอาน หรือสังเกตจากเครื่องหมายตางๆ ที่ทํา ไวในขณะที่อาน ในขั้นนี้จะทบทวนความคิดสําคัญๆ ของเรื่อง ในขั้นการใชความจํานี้ วอลเตอร (Walter, 1962, p.6) กลาววาจะเปนการชวยใหความรูอยูในสมองจึงควรทบทวนความจําโดยอาจจะ ดูเพียงอักษรยอตางๆ แลวคอยๆ นึกเรื่องตามตัวอักษรยอนั้นๆ จะทําใหเขาใจไดดีขึ้น ในขั้นทบทวนความจํานี้ จะเปนประโยชนอยางยิ่งกับผูอานที่สามารถใชกลวิธีดังกลาวชวย เตือนความจําในรูปของการเขียนบันทึกยอ ดังที่งานวิจัยของ นอรมัน (Norman, 1968) พบวา การที่ จะช ว ยให ผู อ า นเกิ ด ความจํ า ได ใ นระยะสั้ น และความจํ า ในระยะยาว ผู อ า นจะต อ งได รั บ การ พัฒนาการอาน โดยรูจักถอดความจากสัญลักษณตางๆ ได และ เซอรแมค (Cermak, 1972) มี
  • 32. ความเห็นวา ขั้นทบทวนความสําคัญตอนักเรียนในระดับมัธยมศึกษามาก ดังนั้นจึงควรไดรับการ ฝกฝน การประเมินผล (A = Assess) เปนขั้นสุดทายของการสอนอานดวยเทคนิคพาโนรามา (PANORAMA) ซึ่ง เบทที้ (Betty, 1983, pp.106-117) กลาววา การอานในขั้นนี้จะทําใหผูอานทราบวาตนไดอานบรรลุจุดประสงคทตง ี่ ั้ ไวในขั้นแรกหรือไม ไดขอมูลเพียงพอในการที่จะตอบคําถามหรือไม ผูอานทราบถึงใจความสําคัญ ของเรื่องที่อานหรือไมเขาใจความสัมพันธของเรื่องและรูเคาโครงเรื่องที่ถูกตองหรือไม และเอด เวรดส (Edwards, 1973, pp.132-135) กลาววา สําหรับในขั้นตอนการประเมินผลดวยตนเองได โดย การทําแบบฝกหัดหลังการอาน หรือโดยการตอบคําถามที่ครูตั้งคําถามผูอานแลวผูอานอาจตรวจ และแกไขขอบกพรองหลังการอาน หรือโดยการตอบคําถามที่ครูตั้งคําถามผูอานแลวผูอานอาจ ตรวจและแกไขขอบกพรองหลังการอานดวยตนเองได เพราะจะทําใหผูอานทราบวาตนเองอาน เรื่องนั้นๆ ไดเขาใจมากนอยเพียงไร การอธิปรายกันหลังจากการอานเพื่อสรุปหาใจความสําคัญของ เรื่ อ งหรื อ เค า โครงเรื่ อ งที่ ถู ก ต อ งร ว มกั น ก็ จั ด ว า อยู ใ นขั้ น การประเมิ น ผลนี้ ด ว ย ซึ่ ง วิ ล เลี ย มส (Williams, 1982, pp. 1-2) ไดสนับสนุนใหผูอานไดอภิปรายหลังการอานรวมกันเพื่อตรวจสอบวา ตนเองมีความคิดเห็นหรือความเขาใจตรงกับผูอื่นมากนอยเพียงไร ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงจัดวาเปน ขั้นตอนที่สําคัญมากขั้นตอนหนึ่งซึ่งครูควรจะคํานึงถึงเปนอยางมาก เพราะหลังจากที่นักเรียนได ประเมินผลดวยตนเองแลว ครูจะตองเปนผูทดสอบความเขาใจในการอานของนักเรียนแตละคนดวย งานวิจัยที่เกี่ยวกับความเขาใจในการอาน กั ญ ญา มั่ ง คั่ ง (2530) ได นํ า เทคนิ ค การอ า นแบบพาโนรามา (PANORAMA) มาใช ใ น ประเทศไทย โดยไดนํามาทดลองเปรียบเทียบความเขาใจในการอานภาษาอังกฤษ และความสนใจ ในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนอานภาษาอังกฤษโดยใชกิจกรรมพาโนรามา (PANORAMA) กั บ กิ จ กรรมตามคู มื อ ครู ผลการวิ จั ย ปรากฏว า ความเข า ใจในการอ า นและ พัฒนาการความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในกลุมทดลองและกลุมควบคุมมีความ แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สุวัฒน จันทรลอย (2527, หนา 336) ไดศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ดานความเขาใจใน การอานภาษาอังกฤษ และสมรรถภาพการอานเร็วชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 จํานวน 75 คน กลุมทดลอง ที่ 1 ฝกจากชุดการอานที่มีคําถามประกอบการอานกอนการอาน กลุมทดลองที่ 2 ฝกจากชุดการอาน ที่มีคําถามประกอบระหวางการอานและกลุมควบคุมฝกจากชุดการอานที่มีคําถามประกอบการอาน ใชเวลา 4 สัปดาห ผลการวิจัยปรากฏวา ผลสัมฤทธิ์ดานความเขาใจในการอานของกลุมทดลอง และ
  • 33. กลุมควบคุมแตกตางกันอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติ แตในดานสมรรถภาพการอานเร็วนั้นพบวา กลุมควบคุมมีสมรรถภาพการอานเร็วสูงกวากลุมทดลองทั้ง 2 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ยังพบอีกวาสมรรถภาพการอานเร็วของกลุมควบคุมและกลุมทดลองมีพัฒนาการสูงขึ้นกวาเดิมอยาง มีนัยสําคัญทางสถิติเชนกัน สดุ ดี พั น ธ หวั ง สุ ริ ย ะ (2530, หน า 168) ได เ ปรี ย บเที ย บความเข า ใจในการอ า นและ ความสามารถในการอานเร็วของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยบทเรียนที่มีบทสรุปกอนบทสรุป หลังและไมมีบทสรุป จํานวน 120 คน กลุมทดลองที่ 1 ไดรับการสอนอาน โดยมีบทสรุปหลัง เนื้อเรื่อง และกลุมควบคุมไดรับการสอนอานโดยไมมีบทสรุป ผลการวิจัยปรากฏความเขาใจใน การอานของกลุมทดลอง และกลุมควบคุมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ แตความสามารถใน การอานเร็วนั้นพบวา กลุมทดลองและกลุมควบคุมไมแตกตางกัน เกษม บํารุงเวช (2530, หนา 85) ไดเปรียบเทียบความเขาใจในการอานและความสามารถ ในการเรียนภาษาอังกฤษ ดวยวิธีสอนแบบ MIA กับวิธีการสอนตามคูมือครูกับกลุมตัวอยางที่เปน นักเรียนที่เรียนการอานดวยวิธีการสอนแบบ MIA และวิธีสอนตามคูมือครู มีความเขาใจในการอาน และความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ แตกตางกันอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติ แตพบวา นักเรียนที่เรียนการอานดวยวิธีสอนแบบ MIA และวิธีสอนตามคูมือครู มีความเขาใจในการอาน เจต คติ และการระลึกสิ่งที่อานไดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่ไดรับการสอนอานตามวิธี MIA และการสอนตามคูมือครู ผลปรากฏวานักเรียนทั้ง 2 กลุม มีความเขาใจในการอานและระลึกสิ่งที่ อานไดแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สวนเจตคติแตกตางกันอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 34. บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การพัฒนาการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค การอานแบบพาโนรามา มีวิธีการดําเนินการศึกษาดังนี้ กลุมตัวอยาง กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง จํานวน 40 คน 1 หองเรียน โดยวิธีสุมแบบกลุม ( Cluster ) เครื่องมือที่ใชในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ ผูศึกษาไดสรางเครื่องมือสําหรับศึกษาดังนี้ 1. การสรางแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน เพื่อใชทดสอบกอนและหลังการ ทดลองไดดําเนินการดังตอไปนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร 1.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่เกี่ยวกับการอาน โดยพิจารณามาตรฐานการเรียนรู , ผลการเรียนรูที่คาดหวัง , สาระการเรียนรู 1.1.2 ศึกษาการวัดผลประเมินผล 1.1.3 ศึกษาเทคนิคการเขียนขอสอบของ ชวาล แพรัตกุล (2522) 1.1.4 ศึ ก ษานิ ต ยสารและวารสาร แล ว คั ด เลื อ กเรื่ อ งที่ เ หมาะสมกั บ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 1.2 สรางแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานครั้งแรกจํานวน 80 ขอ 1.3 ปรับปรุงแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานตามผูเชี่ยวชาญตรวจแกไข และใหคําแนะนํา 1.4 นํ า แบบทดสอบวั ด ความเข า ใจในการอ า นไปทดลองใช กั บ นั ก เรี ย นชั้ น มัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสด็จวนชยางคกูลวิทยา จังหวัดลําปาง จํานวน 120 คน 1.5 นําผลการทดสอบมาวิเคราะหหาคาความยากงายและคาอํานาจจําแนกของ ขอสอบโดยใชเทคนิค 27 % ของชวาล แพรัตกุล ( 2520 ) แลวนําไปเปดตารางของ จุง เต ฟาน
  • 35. ( Chung – The Fan , 1952 ) เพื่อคัดเลือกขอสอบที่มีความยากงายระหวาง .20 - .80 และคาอํานาจ จําแนกตั้งแต .20 ขึ้นไป จํานวน 30 ขอ 1.6 นําแบบทดสอบวัด ความเขาใจในการอา นที่วิ เ คราะหแ ล ว ไปจัด พิ มพ เ พื่อ เตรียมนําไปใชกับกลุมตัวอยางตอไป 2. การสรางแผนการจัดการเรียนการสอนกลุมสารภาษาไทยเรื่อง การอานโดยการใช เทคนิคการอานแบบมโนรามาที่ใชกับกลุมตัวอยาง ผูศึกษาไดดําเนินการสรางแผนการการจัดการเรียนรูที่ใชกับกลุมตัวอยางดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 โดยศึกษามาตรฐานการ เรียนรู, ผลการเรียนรูที่คาดหวัง, สาระการเรียนรู และการวัดผลประเมินผล 2.2 คัดเลือกเรื่องที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของผูเรียน จํานวน 3 เรื่อง ไดแก - ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ - ขอคิดเรื่องการบวช - มหากบิลวานร - บทรอยกรอง 2.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู เรื่องการอาน จํานวน 9 แผน 12 คาบ โดยทุก แผนจะมีผลการเรียนรูที่คาดหวัง สาระสําคัญ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชเทคนิคการ อานแบบพาโนรามาและการวัดผลประเมินผล 2.4 นําแผนการสอนไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจ และนํามาแกไขแลวจึงนําไปใชกับ กลุมตัวอยาง วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้ ผูวิจัยไดมอบหมายใหครูผูสอนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2 เปนผูดําเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. ทดสอบกลุมตัวอยางกอนการทดลองดวยแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน 2. ครูผูสอนดําเนินการทดลองสอนกลุมตัวอยาง ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 ตั้งแตวันที่ 1 พศจิกายน 2548 – 30 พฤศจิกายน โดยใชแผนการสอนที่ผูวิจัยไดสรางขึ้น 3. หลังจากดําเนินการทดลองครบ 12 คาบแลว ใหกลุมตัวอยางทําแบบทดสอบวัดความ เขาใจในการอาน
  • 36. 4. นําคะแนนที่ไดจากการทําแบบทดสอบกอนและหลังการทดลองของกลุมตัวอยางมา ศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความเขาใจในการอานของนักเรียน โดยใชเทคนิคการอานแบบ พาโนรามากอนและหลังการทดลอง โดยใชการทดสอบที แบบกลุมสัมพันธ ( Paired t – test ) การวิเคราะหขอมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดใชสถิติเพื่อวิเคราะหขอมูลดังนี้ 1. การวิเคราะหขอมูลเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบกอนและหลังการทดลอง มี 2 ขั้นตอนดังนี้ 1.1 การวิ เ คราะห ข อ สอบเป น รายข อ นั้ น ผู ศึ ก ษาได นํ า คะแนนนั ก เรี ย นกลุ ม ตัวอยางที่ใชในการสรางเครื่องมือวิจัย มาคํานวณหาคาความยากงายและคาอํานาจจําแนก โดยใช เทคนิค 27 % ของชวาล แพรัตกุล ( 2520 ) สูตร PH = จํานวนผูตอบถูกในกลุมสูง X 100 จํานวนนักเรียนในกลุมสูง สูตร PL = จํานวนผูตอบถูกในกลุมต่ํา X 100 จํานวนนกเรียนในกลุมต่ํา เมื่อไดคา PH และ PL แลว จึงนําคานั้นไปเปดตารางวิเคราะหขอสอบของ จุง เต ฟาน ( Chung – The Fan ) เพื่อหาคาความยากงายของขอสอบและอํานาจจําแนกของขอสอบเปนรายขอ 1.2 วิเคราะหคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบกอนและหลังการทดลองทั้งฉบับ โดยใชสูตร KR -20 สูตร rtt = n pq 1 - n–1 S2X rtt คือ คาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ p คือ สัดสวนของผูตอบถูกในแตละขอ q คือ สัดสวนของผูตอบผิดในแตละขอ
  • 37. pq คือ ผลรวมของผลคูณระหวางสัดสวนของผูที่ตอบถูกและตอบผิดแตละขอ n คือ จํานวนขอของแบบทดสอบ S2X คือ คาความแปรปรวนของคะแนนรวมของขอสอบทั้งฉบับ 2. วิเคราะหผลการรวบรวมขอมูล โดยใชสถิติพื้นฐาน ไดแก คาเฉลี่ยเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยของคะแนนความเขาใจในการอานกอนและหลัง การทดลองของนักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอาน พาโนรามา โดยการทดสอบที แบบกลุมไม อิสระ ( Dependent ) D สูตร = NΣD 2 − (ΣD ) 2 ( N − 1) D คือ ความแตกตางของคะแนนแตละคู N คือ จํานวนคู
  • 38. บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลในการศึกษาครั้งนี้ ผูวิจัยจะเสนอตามลําดับขั้นตอนดังนี้ 1. การวิเคราะหหาคาความยากงายและคาอํานาจจําแนกของแบบทดสอบวัดความเขาใจใน การอาน 2. การวิเคราะหหาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน 3. การเปรียบเทียบความแตกตางของคะแนนความเขาใจในการอานกอนและหลังการ ทดลองของกลุมตัวอยาง การวิเคราะหหาคาความยากงายและคาอํานาจจําแนกของแบบทดสอบวัดความเขาใจใน การอาน ผู วิ จั ย ได นํ า แบบทดสอบวั ด ความเข า ใจในการอ า น จํ า นวน 80 ข อ ไปทดลองกั บ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสด็จวนชยางคกูลวิทยา จังหวัดลําปาง ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 จํานวน 120 คน การทดลองครั้งนี้ เพื่อคัดเลือกแบบทดสอบที่อยูในเกณฑคาระดับความยากงายอยูระหวาง .20-.80 และคาอํานาจจําแนกตั้งแต .20 ขึ้นไป โดยใชเทคนิค 27 % และใชตารางวิเคราะห ขอสอบของ จุง เต ฟาน ( Chung – The Fan ) คัดเลือกแบบทดสอบได 50 ขอ ผลการวิเคราะห ปรากฏวา ระดับความยากงายของแบบทดสอบอยูระหวาง .22-.79 และ คาอํานาจจําแนกของ แบบทดสอบอยูระหวาง .20 - .91 ( แสดงในภาคผนวก ) แสดงวาแบบทดสอบมีความยากงาย พอเหมาะและสามารถจําแนกนักเรียนได จากแบบทดสอบทั้งหมด 50 ขอ ผูวิจัยไดจัดพิมพไวเพื่อใชกับกลุมตัวอยางตอไป การวิเคราะหคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน ผูวิจัยนําแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานที่คัดเลือกแลวจํานวน 50 ขอ ไปทดลอง กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา จังหวัดลําปาง จํานวน 80 คน เพื่อหา ความเชื่อมั่น โดยใชสูตร KR-20 ผลการวิเคราะหปรากฏวาระดับความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ คือ .90 แสดงวาแบบทดสอบมีความเชื่อมั่นสูง ( ตาย เซี่ยงฉี่, 2526, หนา 47 ) การเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยของคะแนนความเขาใจในการอานกอนและหลังการ ทดลองของนักเรียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา
  • 39. ตารางที่ 1 แสดงคาเฉลี่ยสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบทีของคะแนนความเขาใจในการ อานกอนและหลังการทดลองของนักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา คะแนน X S.D. t กอนการทดลอง 39.6 3.20 หลังการทดลอง 44.10 2.40 7.537*** *** P < .001 จากตารางที่ 1 แสดงวาหลังจากทําการทดลองอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรา มาแลว ความเขาใจในการอานกอนและหลังการทดลองของนักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอาน แบบพาโนรามา มี ค วามแตกตางกัน อยางมีนั ย สํ าคั ญ ทางสถิติที่ ร ะดับ .001 โดยค าเฉลี่ย ของ คะแนนความเขาใจในการอานหลังการทดลองสูงกวากอนการทดลอง
  • 40. บทที่ 5 สรุป อภิปราย และขอเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เปนการศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรูภาษาไทย เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา ซึ่งผูวิจัยขอสรุปผลดังนี้ วัตถุประสงคของการวิจย ั 1. เพื่อสรางแผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่อง การอานโดยใช เทคนิคการอานแบบพาโนรามา 2. เพื่อศึกษาผลสมฤทธิ์การอานเพื่อความเขาใจของนักเรียน ที่ใชเทคนิคการอานแบบ พาโนรามา ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรกลุมตัวอยาง นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 2 โรงเรี ย นกิ่ ว ลมวิ ท ยา อํ า เภอเมื อ ง จั ง หวั ด ลํ า ปาง ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 2. เนื้อหาที่ใชในการทดลอง เนื้อหาในรายวิชาภาษาไทย ทั้งที่เปนรอยแกวและรอยกรอง จํานวน 4 เรื่อง คือ 2.1 ความดีไมรูจักสิ้นสูญ 2.2 ขอคิดเรื่องการบวช 2.3 นิทานชาดกมหาบิลวานร 2.4 บทรอยกรอง 3. ระยะเวลาที่ใชในการทดลอง ดําเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 กับกลุมทดลอง จํานวน 12 คาบ คาบละ 50 นาที เปนเวลา 3 สัปดาห 4. ตัวแปรที่จะศึกษา 4.1 ตัวแปรอิสระ ไดแก การสอนอานโดยการใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา 4.2 ตัวแปรตาม ไดแก ความเขาใจในการอาน
  • 41. สมมติฐานการวิจย ั ผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปที่ 2 หลังจากไดรับการ สอนอานโดยการใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ วิธีดําเนินการวิจัย 1. กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปที่ 2 ปการศึกษา 2548 โรงเรียนกิ่วลมวิทยา อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง จํานวน 40 คน 2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 2.1 แบบทดสอบกอนและหลังการทดลอง เปนแบบทดสอบวัดความเขาใจใน การอานจํานวน 50 ขอ ที่ผูวิจัยสรางขึ้น โดยวัดพฤติกรรมการจับใจความสําคัญ การแปลความ การตีความ และการขยายความ แบบทดสอบนี้ไดผานการหาคุณภาพของเครื่องมือแลว โดยแตละ ขอมีคาความยากงาย ตั้งแต .20 - .79 มีคาอํานาจจําแนกอยูระหวาง .20 - .91 และมีคาความ เชื่อมั่นของขอสอบทั้งฉบับ 0.90 2.2 แผนการจัดการเรียนรูที่ใชกับกลุมทดลอง ประกอบดวย สาระสําคัญ ผลการ เรียนรูที่คาดหวัง เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนอานโดยการใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา สื่อการเรียนการสอน และการวัดผล จํานวน 9 แผน คาบเรียนละ 50 นาที รวม 12 คาบ โดย แบงไดดังนี้ 2.2.1 แผนการสอนที่ 1 เรื่ อ ง หลั ก การอ า นจั บ ใจความสํ า คั ญ และ หลักการอานเร็ว ใชเวลา 1 คาบเรียน 2.2.2 แผนการสอนที่ 2 เรื่อง ความดีไมรูจักสิ้นสูญ ใชเวลา 2 คาบ เรียน 2.2.3 แผนการสอนที่ 3 เรื่อง ขอคิดเรื่องการบวช ใชเวลา 2 คาบเรียน 2.3.4 แผนการสอนที่ 4 เรื่อง นิทานชาดกมหากบิลวานร ใชเวลา 2 คาบเรียน 2.3.5 แผนการสอนที่ 5 เรื่อง บทรอยกรอง พันทายนรสิงหถวายชีวิต ใชเวลา 1 คาบเรียน 2.3.6 แผนการสอนที่ 6 เรื่อง บทรอยกรอง พระสุริโยทัยขาดคอชาง ใชเวลา 1 คาบเรียน 2.3.7 แผนการสอนที่ 7 เรื่อง บทรอยกรอง เสภาสามัคคีเสวก ใชเวลา 1 คาบเรียน
  • 42. 2.3.8 แผนการสอนที่ 8 เรื่ อ ง บทร อ ยกรอง วั ฒ นธรรม ใช เ วลา 1 คาบเรียน 2.3.9 แผนการสอนที่ 9 เรื่อง บทรอยกรอง ทะเลบา ใชเวลา 1 คาบ เรียน 3. วิธีดําเนินการวิจัย 3.1 ทําการทดสอบกอนการเรียนโดยใชแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานที่ ผูวิจัยสรางขึ้น เพื่อเปนการทดสอบกอนการทดลอง และเก็บผลการทดสอบไวเปรียบเทียบกับการ ทดสอบหลังการทดลอง 3.2 ผู วิ จั ย ให ค รู ผู ส อนดํ า เนิ น การสอนกลุ ม การทดลองในภาคเรี ย นที่ 2 ป การศึก ษา 2548 ตั้ งแต วัน ที่ 10-30 พฤศจิก ายน 2548 ในการดํา เนินการสอน ครูผูสอนใช แผนการสอนที่ผูวิจัยสรางขึ้น 3.3 หลัง ทํา การทดลองครบ 12 คาบแลว ครู ผู ส อนทํ า การทดสอบหลั ง การ ทดลองดวยแบบทดสอบที่ผูวิจัยสรางขึ้น 3.4 นําผลสัมฤทธิ์ที่ไดจากการทดสอบกอนและหลังการทดลองของกลุมตัวอยาง ไปวิเคราะห โดยใชวิธีทางสถิติ 4. การวิเคราะหขอมูล 4.1 คํานวณหาคาความยากงายและคาอํานาจจําแนกของแบบทดสอบวัดความ เขาใจในการอาน โดยใชเทคนิค 27 % 4.2 คํานวณหาคาความเชื่อมั่นในแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน โดยใช สูตร KR-20 4.3 คํานวณคาสถิติพื้นฐาน ไดแก คะแนนเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ความแปรปรวน 4.4 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ความเขาใจในการอาน กอนและหลังการทดลองของ นักเรียนที่เรียนโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา โดยการทดสอบที ( Paired t-test )
  • 43. สรุปผลการวิจัย หลังจากการทดลองสอนแลวพบวา นักเรียนที่ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มีผลสัมฤทธิ์ในการ อานหลังการทดลองสูงขึ้น และแตกตางกับผลสัมฤทธิ์ในการอานกอนการทดลองอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 ที่เปนเชนนี้อาจเปนเพราะนักเรียนที่ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิคการ อานแบบพาโนรามา ไดรับการฝกตามขั้นตอนตาง ๆของเทคนิคพาโนรามา เริ่มตั้งแต ขั้นการ กําหนดจุดมุงหมายโดยครูและนักเรียนชวยกันกําหนดจุดมุงหมายในการอานโดยตอบคําถามที่วา “ฉันกําลังอานเรื่องนี้เพื่ออะไร” อานเพื่อหารายละเอียดหรืออานเพื่อหาขอมูลบางจุดสําหรับอางอิง ขั้นการปรับความเร็วครูแนะนําใหนักเรียนปรับความเร็วในการอาน โดยดูจากจุดมุงหมายที่กําหนด ไวซึ่งยืดหยุนตามความยากงายของเรื่องที่อาน ขั้นความจําเปนในการตั้งคําถามครูและนักเรียน ชวยกันตั้งคําถาม โดยเปลี่ยนชื่อเรื่อง หัวเรื่อง หรือบางขอความใหเปนรูปคําถามและนักเรียน ชวยกันตั้งคําถามและพยายามอานเพื่อตอบคําถามเหลานั้น ขั้นการสํารวจ ครูใหนักเรียนเริ่มการ อาน โดยสังเกตลักษณะของขอความที่อาน ผูแตง คุณวุฒิ ปที่พิมพ หัวขอแตละบท บทสรุป เปนตน เพื่อทราบแนวคิดของผูแตง ขั้นการติดตาม นักเรียนอานดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้ง ไว จับความคิดหลักและเรื่องราวตาง ๆ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณเดิมของตนเพื่อใหเขาใจดี ยิ่งขึ้น ขั้นการจดบันทึก นักเรียนบันทึกสิ่งที่นาสนใจลงในหนังสือหรือสมุดบันทึก ซึ่งอาจเปน การใชเครื่องหมายหรือขอความก็ไดเพื่อเปนการชวยความจํา ขั้นการจําครูเนนใหนักเรียนทบทวน ความจําจากการบันทึก โดยแยกแยะจุดสําคัญของเรื่องใหเปนระบบ เพื่อสะดวกในการนํามาใช ใหมเมื่อตองการ ขั้นประเมินผล ครูและนักเรียนชวยกันอภิปรายเรื่องราวที่อาน เพื่อเปนการ ประเมินวา นักเรียนอานไดตรงตามจุดมุงหมายที่ตั้งไวในตอนตนหรือไม จากขั้น ตอนการอา นโดยใชเ ทคนิค การอา นแบบพาโนรามาดัง กล า ว ทํ า ให นัก เรีย นมี โอกาสในการพัฒนาทักษะการอานเพื่อความเขาใจ เมื่อนักเรียนไดฝกอานแลวนักเรียนมีโอกาสได ประเมินผลและปรับปรุงทักษะการอานของตนเองอยางสม่ําเสมอ จึงสงผลใหความเขาใจในการ อานของนักเรียนสูงขึ้น จากที่กลาวมาแลวขางตนจะเห็นวานักเรียนที่ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิคการอาน แบบพาโนรามา ไดฝกทักษะการอานเปนไปตามขั้นตอน จึงทําใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ความ เขาใจในการอานหลังการทดลองสูง ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคลองกับการวิจัยของ กัญญา มั่งคั่ง (2530) ที่นําเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มาเปรียบเทียบความเขาใจในการอานภาษาอังกฤษ และความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนอานภาษอังกฤษ โดยใช กิจกรรม พาโนรามา กับกิจกรรมตามคูมือครู ผลการวิจัยปรากฏวา ความเขาใจในการอาน และพัฒนาความ สนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในกลุมทดลองและกลุมควบคุมมีความ แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ชี้ใหเห็นวาการสอนทักษะการอานนั้นเปนสิ่งที่สอนและ
  • 44. ฝ ก ฝนให เ กิ ด ขึ้ น ได ดั ง ความเห็ น ของ ประเทิ น มหาขั น ธ ( 2523 , หน า 30 ) ที่ ก ล า วไว ว า สมรรถนะในการอานเปนทักษะที่สามารถปรับปรุงและฝกฝนใหดีขึ้นได ถาจัดการฝกอยางมีระบบ ผูรับการฝกจะสามารถเกิดความเขาใจเรื่องที่อานไดภายใน 4 ถึง 7 สัปดาห อนึ่งจากการสังเกตลักษณะพฤติกรรมของนักเรียนที่ไดรับการสอนอานโดยใชเทคนิคการ อานแบบพาโนรามา พบว า ระยะแรกของการทดลองสอน นักเรี ยนยังไมคุ นเคยกับการอาน เทคนิ ค พาโนรามา ในขั้ น กํ า หนดจุ ด มุ ง หมาย ตั้ ง คํ า ถาม สํ า รวจ อ า นและติ ด ตาม รวมทั้ ง ประเมินผลซึ่งนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในขั้นดังกลาวไมคอยได แตหลังการทดลองสอนถึงคาบที่ 4 ผูวิจัยสังเกตเห็นวา พฤติกรรมของนักเรียนเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กลาวคือ สามารถปฏิบัติ กิจกรรมในขั้นตาง ๆ ของโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามาได นอกจากนั้นนักเรียนยังมีความ กระตือรือรนในการทํากิจกรรมมากขึ้น นอกจากนี้เทคนิคการอานแบบพาโนรามา ยังชวยให นักเรียนอานไดเร็วขึ้นใชเวลานอยลงในคาบตอ ๆ ไปดวย สรุปไดวานักเรียนที่ไดรับการสอนการอานโดยใชเทคนิคการอานแบบพาโนรามา หลัง การทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการอานสูงกวากอนการทดลอง ขอเสนอแนะ ผูวิจัยมีขอเสนอแนะในดานการเรียนการสอนและการวิจัยในครั้งตอไปดังนี้ 1. จากผลการวิจัยครั้งนี้ พบวา การนําเทคนิคการสอนมาใชในการเรียนการสอนทักษะ การอาน ทําใหนักเรียนมีพัฒนาการดานการอานดีขึ้น จึงสมควรใหมีการนําเทคนิคการสอนอาน อื่น ๆ มาใชในการเรียนการสอนมากขึ้น 2. ควรมีการนําเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มาทดลองใชกับนักเรียนในระดับชั้นอื่น 3. ควรมีการนําเทคนิคการอานแบบพาโนรามา มาเปรียบเทียบกับการสอนอานเทคนิคอื่น 4. เวลาในการสอน ควรสอน 2 คาบติดตอกัน เพื่อที่จะใชขั้นตอนการอานแบบ พาโนรามาไดครบ 5. ควรมีการนําเนื้อหาที่ไมนาสนใจ มาทดลองใชกับเทคนิคการอานแบบพาโนรามา เพื่อ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอานโดยเปรียบเทียบกับเนื้อหาที่นาสนใจ 6. เทคนิคการอานแบบพาโนรามา เหมาะสมกับเนื้อหาที่เปนบทรอยแกว มากกวาบท รอยกรอง ถาจะนําบทรอยกรองมาสอน ผูเรียนควรมีพื้นฐานของการอานรอยกรองมากอน
  • 45. บรรณานุกรม กนกทิพย พัฒนพัวพันธ. (2529). การวิเคราะหขอมูลเพื่อการวิจัยทางการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. กรมวิ ช าการ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร. (2516). คู มื อ ครู ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาตอนต น วิ ช าภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา. _______. (2534). หนังสือกับการสงเสริมการอาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพการศาสนา. กัญญา มั่งคั่ง. (2530). การเปรียบเทียบความเขาใจในการอานภาษาอังกฤษ และความเขาใจใน การเรี ย นของนั ก เรี ย น ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 4 ที่ เ รี ย นภาษาอั ง กฤษโดยใช กิ จ กรรม PANORAMA กั บ กิ จ กรรมตามคู มื อ ครู . ปริ ญ ญานิ พ นธ ก ารศึ ก ษามหาบั ณ ฑิ ต บั ณ ฑิ ต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. โกชัย สาริกบุตร. (2519). การสรางความสามารถ. เชียงใหม : วิทยาลัยครูเชียงใหม. _______. (2520). การอานภาคปฏิบัติ. เชียงใหม : กลางเวียง. จรัล พรมคําตน. (2515). ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนและความเขาใจในการอานของเด็กวัยรุนชนบท. วิทยานิพนธครุศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาไทย) บัณฑิตวิทยาลัย, จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. จันทร จันทรกระจาง. (2528). การทดลองเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบการสอนอานภาษาไทยชั้น ประถมป ที่ 5 โดยใช แ บบฝ ก หั ด เสริ ม ทั ก ษะกั บ การสอนแบบเดิ ม . ปริ ญ ญานิ พ นธ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. จินตนา ใบกาซูยี. (2534). หนังสือกับการสงเสริมการอาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพการศาสนา. จินตนา ใบกาซูยี, อุษณี วัฒนพันธ และสุพรรณ แสงอากาศ. (บรรณาธิการ). (2529) การรณรงค เ พื่ อ ส ง เสริ ม นิ สั ย รั ก การอ า น : ตุ ล าคม-ธั น วาคม 2528. (เอกสารวิ ช าการ) กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาการ. จุฑามาศ สุวรรณโครธ. (2519). การอานเปน. สามัญศึกษา, 13(12). 27-30. ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน. (2524). จิตวิทยาการอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ฉวีลักษณ คูหาภินันท. (2527). การทําหนังสือสําหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร. ชวน เพชรแกว, และคนอื่น ๆ . (2521). การใชภาษา. สงขลา : มงคลกรพิมพ ชวาล แพรัตกุล. (2520). เทคนิคการเขียนขอสอบ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา. ชาญ ธัญพิทยากุล. (2527). คูมือฝกสอน. กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ. ชุติมา สัจจานันท. (2526). “การสงเสริมการอานแกเด็ก.” ประชาศึกษา. 34(2), 8-5 พฤศจิกายน. ชูศรี วงศรัตนะ. (2535). สถิติเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : เจริญผล.
  • 46. ฐาปะนีย นาครทรรพ. (2520). ภาษาไทยสําหรับครู. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ดุษฎี สีหละเมียร. (2521). “อานหนังสืออานอยางไร.” วารสารราชบัณฑิตยสถาน. 4, 67-76. กรกฎาคม-กันยายน. ตาย เซี่ยงฉี. (2526). สถิติเบื้องตนทางดานการศึกษา. เชียงใหม : คณะศึกษาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ถนอมวงศ ล้ํายอดมรรคผล. (2529). การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรร มาธิราช. ทํา นอง สิ ง คาลวนิ ช . (2515). การประชุ มศึ ก ษาเรื่ อ งหนั งสื อ สํา หรั บผู เ ริ่ ม อา น. กรุง เทพฯ : อักษรสยาม. นงเยาว แขงเพ็ญแข, ประภาพันธ นิลอรุณ, และสมศักดิ์ ศรีมาโนช. (2522). ความพรอมในการ อาน.กรุงเทพฯ : สําหนักพิมพโอเดียนสโตร. นพคุณ คุณาชีวะ. (2524). ระเบียบวิธีการสอนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย รามคําแหง. บรรเทา กิตติศักดิ์. (2526). การสอนอานหนังสือนอกเวลาและหนังสืออานประกอบ หนวยที่ 13. เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. บันลือ พฤษะวัน. (2521). วรรณกรรมเด็ก. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. _______. (2534). ยุทธศาสตรการสอนตามแนวหลักสูตรใหม. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช บุญนํา บุญเสริฐ. (2521). ศิลปะการสอนภาษา. กรุงเทพฯ : จันทรเกษม. บุญเสริม ฤทธาภรมย. (2519). “การสอนเพื่อพัฒนาการอาน.” วิทยาสาร. 23, 32-34. กรกฎาคม. มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ประเทิน มหาขันธ. (2523). การสอนอานเบื้องตน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน. ประภาศรี สีหอําไพ. (2524). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช. ประสาท อิศรปรีดา. (2522). จิตวิทยาศึกษา. กรุงเทพฯ : กราฟฟคอารค. เปลื้อง ณ นคร. (2511). “ภาษาภิรมย.” ชัยพฤกษ. 12, 19. ตุลาคม. ผอบ โปษะกฤษณะ. (2526). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย การเขียน การอาน การพูด การฟง และราชาศัพท. กรุงเทพฯ : โรงพิมพพีระพัธนา. พวา พันธเมฆา. (2518). “ทําอยางไรจึงจะอานหนังสือไดดี.” วิทยาสาร. 26(21, 39-39. มิถุนายน. พรทิพย สุทธิพันธ. (2529). การเปรียบเทียบสัมฤทธิผลการอานจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลระนอง จังหวัดระนอง ที่เรียนโดยใชและไมใชแบบ
  • 47. ฝกการอาน. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. เพ็ญศรี รังสิยากุล. (2528). การอานภาษาอังกฤษ 1. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคําแหง. มารศรี ชวลิต. (2518). การทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการสอนอานอภาษาไทยชั้นประถมศึกษา ปที่ 3 โดยใชแบบฝกเสริมทักษะกับการสอนแบบเดิม. ปริญญานิ พนธ การศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. แมนมาศ ชวลิต. (2529). การรณรงคเพื่อสงเสริมนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพการ ศาสนา. รัญจวน อิทรกําแหง และคนอื่น ๆ. (2519). การอานและการพิจารณาหนังสือ. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน. ราชบัณฑิตยสถาน. (2525). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตวิทยาลัย. วรณี สุนทรเวช. (2510). “ความสนใจและความตองการในการอานของเด็กอายุ 11-16 ป.” การ สัมมนา เรื่อง หนังสืออานสําหรับเด็กกลุมอายุ 11-16 ป. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. วาสนา เกตนาค. (2521). การสอน. คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทวิโรฒ บางเขน. วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคนอื่น ๆ. (2522). การใชภาษาไทย ท. 101. กรุงเทพฯ : พีระพัธนา. ศิริพร ลิมตระการ. (2527). อานเร็วอยางเขาใจ. กรุงเทพฯ : สมาคมการอานแหงประเทศไทย. สดุดีพันธ หวังสุริยะ. (2530). การเปรียบเทียบความเขาใจในการอานภาษาไทย ความสามารถใน การอานเร็วของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยบทเรียนที่มีบทสรุปกอนบทสรุปหลัง และไมมีบทสรุป. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒประสานมิตร. สนม ครุฑเมือง. (2535). เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย. พิษณุโลก : ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร มหาวิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก. สนิท ตั้งทวี. (2526). เปรียบเทียบความสามารถในการอานภาษาไทยโดยการใชและไมใชบทเสริม ทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม. ปริญญานิพนธ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมถวิล วิเศษสมบัติ. (2525). วิธีสอนภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน สมบูรณ ชิตพงษ. (2523). สมรรถภาพสมองที่สงผลตอความสามารถในการเขียนเรียงความ. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร, อัดสําเนา. สมนึก พวงกลิ่น. (2530). การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการอานอยางมีวิจารณญาณและ
  • 48. สมรรถภาพการอ า นเร็ ว ของนั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 3 โดยวิ ธี ส อนแบบสื บ สวน สอบสวนกับการสอนตามคูมือครู. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมพร มันตะสูตร. (2526). การสอนภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. สมุ ท ร เซ็ น เชาวนิ จ . (2526). เทคนิ ค การอ า นภาษาอั ง กฤษเพื่ อ ความเข า ใจ. กรุ ง เทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. สายใจ เกตุชาญวิทย. (2527). การนําเสนอผลงานการสอนซอมเสริมทักษะภาษาไทยระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธคุรุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สิริวรรณ สุวรรณอาภา. (2535). “การวางแผนกิจกรรมการเรียนการสอน.” เอกสารประกอบชุด วิชาระบบการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : บริษัทมวลชนจํากัด. สุจริต เพียรชอบ และสบายใจ อินทรัมพรรย. (2523). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย. (2527). การวิเคราะหความสามารถในการอานของนักเรียนมัธยม, หนวย ที่ 3. เอกสารการสอนชุ ด วิ ช าภาษาไทย การอ า นหน ว ยที่ 11-15. กรุง เทพฯ : สํ า นั ก วิชาการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, บริษัทประชาชนจํากัด. สุวัฒน จันทรลอย. (2527). การศึกษาเปรียบเทียบดานความเขาใจในการอาน สมรรถภาพการอาน เร็วและเจตคติตอการอานภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 จากชุดการอานที่มี คําถาม ก อ นการอ า น ระหว า งการอ า น และหลั ง การอ า น. ปริ ญ ญานิ พ นธ การศึ ก ษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. อรุณศรี แสงแกว. (2523). การศึกษาความสามารถในการอานและเจตคติตอการอานของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยการสอนซึ่งใชแบบฝกอานที่ใชคําถามระดับตางๆ กับการสอน ตามปกติ.ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ . ประสานมิตร. อัมพร สุขเกษม. (2526). การอานหนังสือ. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสาราคาม. อุทัย ภิรมยรื่น. (2531). เอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการประจําป. 2531. อัดสําเนา
  • 49. ภาคผนวก
  • 50. (ก) แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 1 วิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 การอานเพื่อจับใจความสําคัญและการอานเร็ว เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ การอานเพื่อจับใจความสําคัญและฝกทักษะการอานเร็ว เปนพื้นฐานที่สําคัญสําหรับการ อาน เพื่อศึกษาหาความรู เปนประโยชนสําหรับการจดจําและทําความเขาใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ อา น จึ ง ควรฝก ฝนให เ กิ ด ความชํ า นาญ สามารถจั บ ใจความสํ า คั ญ จากเรื่ อ งที่ อา นทุ ก ประเภท ทั้งรอยแกว รอยกรอง สารคดี และบันเทิงคดี ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดใหอานหนังสือและงานเขียนตาง ๆ ทั้งบันเทิงและสารคดีแลว สามารถจับ ใจความสําคัญและใจความรองได และมีทักษะการอานเร็ว จุดประสงค 1. บอกลักษณะของใจความสําคัญและใจความรองได 2. บอกหลักการอานเร็วได 3. จําแนกใจความสําคัญและใจความรองได เนื้อหา หลักการอานจับใจความสําคัญ การอานจับใจความสําคัญ มีจุดมุงหมายเพื่อใหสามารถจับใจความสําคัญในแตละยอหนา หรือหลาย ๆ ยอหนาไดอยางรวดเร็วและแมนยํา
  • 51. ใจความสําคัญ ไดแก ขอความที่ทําหนาที่ครอบคลุมใจความของขอความอื่น ๆ ในตอนนั้น ไวหมด ขอความที่เหลือเปนเพียงรายละเอียดหรือสวนขยายใจความสําคัญเทานั้น ใจความสําคัญสวนมากมีลักษณะเปนประโยค อาจเปนประโยคเดี่ยวหรือซอนก็ได แลว แตกรณี และมักปรากฏอยูตอนตนของขอความ สวนที่เหลือเปนใจความแฝงหรือรายละเอียด เปน ที่นาสังเกตวาในหนึ่งขอความ หรือยอหนาหนึ่ง ๆ จะมีใจความสําคัญเพียงประการเดียว การพิจารณาใจความสําคัญ ผูอานจะตองเขาใจอยางถองแทเสียกอนวาใจความสําคัญอยู ตรงไหน ความเขาใจจะชวยบอกเองวาใจความสําคัญนั้นจะเปนขอความตอนที่ทําใหเรื่องตาง ๆ ดําเนินไปได ถาขาดใจความสําคัญแลว เรื่องอื่น ๆ ก็จะไมเกิดตามมา มีขอสังเกตวา ใจความสําคัญ นอกจากปรากฏอยูในแตละยอหนาแลว อาจสังเกตไดอีกวาบางครั้งอยูตอนตน (ซึ่งมีสวนมาก) บาง ทีอยูตอนทาย บางครั้งอยูตอนกลาง และบางครั้งอยูตอนตนและตอนทาย นอกนั้นเปนใจความ รอง และรายละเอียด หลักการอานเร็ว 1. วางแผนในการอาน โดยกําหนดเวลาที่แนนอน ใชเวลาฝกวันละ 15 นาที 2. เลือกหนังสือที่ใชฝกตรงกับความสนใจของผูฝก ความยากงายของภาษาและเนื้อหา สาระที่จะไดจากการอานตองเหมาะสมกับผูฝก 3. เมื่ออานจบ ตองทดสอบความเขาใจในเนื้อเรื่องที่อานดวยการตอบคําถามเกี่ยวกับ เรื่องนั้น 4. จับเวลาในการอานแตละเรื่องวามีอัตราเร็วในการอานกี่คําตอนาที 5. ใหผูฝกบันทึกความกาวหนาของตน กิจการการเรียนการสอน 1. กําหนดมุงหมาย (P) ครูและนักเรียนรวมกันสนทนาถึงความสําคัญในการอานในชีวิตประจําวัน หลักการ อานใจความสําคัญ จุดมุงหมายในการอาน 2. การปรับความเร็ว (A) ใหนักเรียนอานแบบฝกจับใจความสําคัญชุดที่ 1 โดยครุกําหนดเวลาให 3 นาที 3. การตั้งคําถาม (N) ใหนักเรียนนําความรูที่ไดจากการอานมาตั้งเปนคําถาม ตัวอยางคําถาม 1. ใจความสําคัญของเรื่องคืออะไร.............................................. 2. เรื่องราว เหตุการณในเรื่องเกิดขึ้นที่ใด.................................
  • 52. 4. การสํารวจ (O) - แบงกลุมนักเรียนกลุมละ 5 คน ใหอภิปรายกลุมถึง แนวคิด จุดมุงหมายของ ผูเขียน กําหนดจุดประสงคในการอาน ประโยชนที่ไดรับ - ตัวแทนแตละกลุมนําเสนอผลงานกลุมหนาชั้นเรียน - ครูและนักเรียนชวยกันสรุป 5. การติดตาม (R) - ใหนักเรียนอานเนื้อเรื่องในแบบฝกการอานจับใจความสําคัญอยางละเอียด โดย พยายามตอบคําถามที่ตั้งไว - สุมตัวอยางนักเรียนใหนําเสนอผลงาน - ครูเฉลยแบบฝกการอานเพื่อจับใจความสําคัญชุดที่ 1 6. การจดบันทึก (A) - ใหนักเรียนแตละคนเขียนยอความสรุปใจความสําคัญของเรื่องที่อาน 7. การใชความจํา (M) - ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน โดยใหนําความรูที่ไดจากการอานมาเขียนเปน บทละคร 8. ประเมินผล (A) - ครูคัดเลือกผลงานที่ดี ในกิจกรรมขอที่ 6 จัดปายนิเทศหนาหองเรียน สื่อการเรียนการสอน - ใบความรูเรื่องหลักการจับใจความสําคัญ และหลักการอานเร็ว - แบบฝกหัดการอานเพื่อจับใจความสําคัญ ชุดที่ 1 การวัดผลประเมินผล 1. สังเกตการทํากิจกรรม 2. ตรวจผลงาน
  • 53. แบบฝกการอานเพื่อจับใจความสําคัญ ชุดที่ 1 คําชี้แจง ใหนักเรียนอานเรื่องตอไปนี้ อนุสรณแหงความรัก (1) ใครไปอินเดียแลวไมไดไปชมทัชมาฮาล นั้นก็หมายความวาไมไดไปเห็นอินเดียเลย หลายคนบอกขาพเจาอยางนี้กอนการออกเดินทางไปยังประเทศนั้น ดังนั้น ขาพเจาจึงมุงไปอินเดีย ดวยความหวังที่จะไดไปชมอนุสรณแหงความรักที่โลกลือแหงนั้น และก็นับวาเปนโชคดีอยางยิ่งที่ รายการพาไปชมสถานที่แหงนั้นไดบรรจุอยูในโปรแกรม อันเต็มไปดวยการงานของเราดวย (2) ขาพเจาจะไมกลาวถึงภาพที่ไดเห็นในระยะทาง 4 – 5 ชั่วโมง จากเดลีมายังเมืองอักรา อันเปนสถานที่ตั้งอนุสรณแหงนั้นใหมากจนเกินไป เพราะชางเปนภาพตรงกันขามกับความสงา ของทัชมาฮาล ผูคนแตงตัวสกปรก บานชองรกรุงรัง และกระตอบแคบ ๆ เหลานั้นมีฝาคือ ดินและ ขี้วัว หมูตัวผอมโซ ผิดรูปราง วัวตัวเล็กลีบ หญิงคนหนึ่งกําลังเอาจอบโกยขี้วัวใสตะกราเพื่อ นําไปใชประโยชน (3) อยางไรก็ตาม เราก็ผานภาพชีวิตลําเค็ญเหลานั้นไปถึงเมืองอักราเมื่อใกลค่ํา เราคอยอยู จนถึงเวลา 21.00 น. ซึ่งเปนเวลาที่ดวงจันทรขางแรมจะขึ้นสูฟา สาดแสงมายังทัชมาฮาล และเมื่อ เวลานั้นมาถึงเราก็ไดไปไดเห็น และไดซาบซึ้งในความงามอยางวิจิตรบรรจงของสถาปตยกรรมชั้น เลิศนั้นไดหวนระลึกถึงที่มาแหงอนุสาวรีย ซึ่งอุบัติเมื่อ 300 ป เศษมาแลว (4) มัม ทัช มาฮาล เปนพระมเหสีองคที่ 2 ของ ซาห เยฮัน ความงามสงานารักและ ความฉลาดเฉลียวรวมทั้งคุณสมบัติของกุลสตรี ดึงดูดพระทัยของพระสวามีใหหลงใหลในตัวเธอ ไมเสื่อมคลาย แตคนดียอมเปนที่รักของพระเจาเชนเดียวกัน มัมทัชสิ้นพระชนมเมื่อใหกําเนิดแก พระธิดา กอนที่จะจากไปอยางไมมีวันกลับ ซาร เยฮัน พระสวามีร่ําไหดวยความสุดแสนอาลัย รับสั่งถามพระนางวาจะทําอยางไร จะทําอยางไรจึงจะใหโลกรูวาพระองครักเธออยางแทจริง กลาว กันวา พระนางขอรองใหพระสวามีเอาพระทัยใสเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาใหดี และขออยาทํา การอภิเษกสมรสอีก และนอกจากนั้นพระนางขอรองใหสรางที่ฝงศพอันงามสวาไมซ้ําแบบใคร เพือ ่ เปนอนุสรณแกเธอ (5) ความปรารถนาของพระนางเปนไปตามนั้นทุกประการ ณ ริมฝงแมน้ํายมนา ทัชมาฮาล ที่ฝงศพอันเลื่องลือของมัมทัช ประดิษฐานเปนศรีสงาแกนครอักรา ประกาศเรื่องรักอันซาบซึ้งตรึง ใจของกษัตริยที่มีตอมเหสีนั้นใหแกโลกไดชื่นชมสืบตอกันมาจนปจจุบัน 5
  • 54. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 2 วิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ เวลา 2 คาบ สาระสําคัญ ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ เปนเรื่องที่เตือนใจใหนึกถึงวีรสตรี ตลอดจนผูคิดสรางสิ่งของอัน เปนเครื่องอํานวยความสะดวกใหแกอนุชนรุนหลัง เราควรระลึกถึงบุญคุณของบุคคลเหลานั้นและ ยึดเปนตัวอยางประพฤติปฏิบัติตาม โดยพิจารณาใหเหมาะสมกับโอกาสอันควร ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดเรื่องใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ จับใจความสําคัญ สรุปเรื่องราวได จุดประสงค 1. บอกประวัติผูแตงและที่มาของเรื่องได 2. ตอบคําถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องได 3. จับใจความสําคัญจากเรื่องที่อานได 4. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องได เนื้อหา ที่มาของเรื่อง เรื่องความดีไมรูจักสิ้นสูญ เปนตอนหนึ่งในหนังสือธรรมจริยาเลม 4 ของมหาอํามาตยเอก เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ความมุงหมาย เพื่อเตือนใจใหนักถึงวีรบุรุษวีรสตรี ตลอดจนผูคิดสรางสิ่งตาง ๆ ใหแกชนรุนหลัง เราควร ระลึ ก ถึ งบุ ญ คุ ณ ของบุค คลเหล านั้ น และยึด เปน ตัว อยา งประพฤติ ปฏิบั ติง าน โดยพิ จ ารณาให เหมาะสมกับโอกาสอันควร 6
  • 55. ลักษณะคําประพันธ บทความนี้มีลักษณะเปนความเรียงแบบเทศนาโวหาร โดยยกกลอนสุภาษิตมาอางในคํานํา ซึ่งเปนกลวิธีหนึ่งของการเริ่มตนบทความ เรื่องยอ ความดีที่เราทําไวยอมแผกระจายเลื่องลือไปทั่วโลกอยูชั่วกาลนาน เหมือนกับวงน้ําที่เกิด จากการโยนกอนหินลงในสระ วงน้ําจะคอย ๆ กระเพื่อมออกไปจนกวาง เตาตางได รับประโยชนจากผูคิด คนประดิษ ฐสิ่งตาง ๆ ขึ้น หรื อแมแตวีรบุรุษผูองอาจ กลาหาญ ในสงครามอีกดวย เราจึงควรระลึกถึงบุญคุณของบุคคลเหลานี้ใหมาก ๆ ซึ่งเด็กจะรูจัก บุญคุณเหลานี้ไดจากการอานหนังสือ การทําความดีดวยการชวยกูบานเมืองหรือชวยชีวิตผูอื่นก็นับวาเปนความดีอยางหนึ่ง เชน วี ร กรรมของคุ ณ หญิ ง จั น และนางมุ ก น อ งสาว หรื อ เกรซ ดาลิ่ ง ชาวอั ง กฤษบุ ต รสาวคนเฝ า ประภาคารบนเกาะลองสโตน หมู เ กาะฟารั น ได เ สี่ ย งชี วิ ต นํ า เรื อ ลํ า เล็ ก ฝ า พายุ อ อกไปช ว ย ผูประสบภัยจากเรืออับปางไวได เปนตน เราควรระลึกถึงบุคคลผูมีบุญคุณแกโลก ดวยความนับถือและความกตัญู และควรตอบ แทนบุญคุณบุคคลเหลานั้นดวยการทําความดีตามความสามารถของตนเอง ถึงแมจะเปนความดี เล็กๆ นอย ๆ แตก็อาจกอใหเกิดความดีอันยิ่งใหญไดเหมือนกัน ถาทําสิ่งใดจงตั้งใจทําจริง ๆ ถาสําเร็จก็เปนการดี ถาไมสําเร็จก็ไมสูญเปลา เพราะสิ่งที่ได คือความชํานาญ กิจการการเรียนการสอน 1. กําหนดมุงหมาย (P) - ครูแจงจุดประสงคการอานเรื่อง ความดีที่ไมรูจักสิ้นบุญ วาเปนการอานเพื่อจับ ใจความสําคัญและฝกการอานเร็ว - ครูและนักเรียนรวมกันสนทนาถึงคุณธรรมที่ใชในการดําเนินชีวิตของคนเรา 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนักเรียนอานเรื่องอยางคราว ๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอาน 7 นาที
  • 56. 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนักเรียนนําใจความสําคัญของแตละยอหนามาตั้งเปนคําถาม ตัวอยางคําถาม 1) ผูเขียนเปรียบน้ําที่กระเพื่อมเปนวงกับผลของการทําความดีอยางไร 2) วีรสตรีไทยที่นักเรียนรูจักมีใครบาง ทานประกอบวีรกรรมอยางไร 3) เกรซ ดาลิ่ง ทําความดีอยางไร 4. การสํารวจ (O) - ใหนักเรียนอานใบความรูประกอบเรื่อง ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ 5. การติดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียนโดยดูเวลาเฉลี่ยของทั้งหอง - ใหนักเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด โดยพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว 6. การจดบันทึก (A) - ใหนักเรียนเขียนสรุปใจความสําคัญของเรื่องลงในสมุดสงครู 7. การใชความจํา (M) - แบงกลุมนักเรียนออกเปน 4 กลุม อภิปรายในหัวขอตอไปนี้ ก. วีรกรรมของนักรบไทย ข. องคการเยาวชนที่บําเพ็ญประโยชนแกชาติ ค. เรามาบําเพ็ญประโยชนกันเถิด ง. โคควายวายชีพได เขาหนัง 8. ประเมินผล (A) - ใหนักเรียนแตงกลอนหรือบทรอยแกวที่ไพเราะ กลาวถึงการทําความดีที่ประทับใจ สื่อการเรียนการสอน - ใบความรูประกอบเรื่อง ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ การวัดผลประเมินผล - สังเกตความสนใจ ความตั้งใจในการปฏิบัติกิจกรรม - ตรวจผลงาน
  • 57. ใบความรูประกอบเรื่อง ความดีที่ไมรูจักสิ้นสูญ ผูแตง เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ลักษณะคําประพันธ รอยแกว (สวนใหญใชเทศนา โวหารและสาธกโวหาร) ความรูประกอบ โวหาร จําแนกออกเปน 4 ชนิด 1. บรรยายโวหาร หมายถึง การเลาและบรรยายโดยละเอียด ใหความรูอยางแจมแจง เชน การเขียนประวัติศาสตร ตํานาน บันทึก เปนตน 2. พรรณนาโวหาร หมายถึง การเลือกเฟนถอยคํารําพันตามความรูสึกนึกคิดของผูเขียน เชน การเขียนชมธรรมชาติ ความรัก ความคิดถึง เปนตน 3. เทศนาโวหาร หมายถึง การกลาวชี้แจง สั่งสอนอยางมีเหตุผล ชี้ใหเห็นคุณและโทษ ของสิ่งตาง ๆ 4. อุปมาโวหาร หมายถึง การกลาวเปรียบเทียบวาสิ่งหนึ่งเหมือนหรือคลายกับอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวาเหมือน ดุจ คลาย ราว เปนตน
  • 58. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 3 วิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง นิทานชาดกมหากบิลวานร เวลา 2 คาบ สาระสําคัญ นิทานชาดกมหากบิลวานร เปนเรื่องที่ชี้ใหเห็นคุณ ธรรมของผูเปนหั วหนา ซึ่งจะตอง ประกอบดวยความเฉลียวฉลาดและความเสียสละ เพื่อประโยชนสุขของผูอยูในปกครอง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เพื่อใหนักเรียนอานคําประพันธประเภทรอยแกว แลวสามารถแปลความ ตีความ ขยาย ความ และสรุปใจความสําคัญ รวมทั้งรูจักกลวิธีเพิ่มอัตราเร็วในการอาน จุดประสงค 1. นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของคําหรือขอความในเรื่องได 2. นักเรียนสามารถบอกลักษณะนิสัยตัวละครสําคัญในเรื่องได 3. นักเรียนสามารถวิเคราะหประโยชนและขอคิดจากเรื่องมหากบิลวานรได 4. นักเรียนเขียนเรื่องความเกี่ยวกับคุณธรรมของผูนําได เนื้อหา ที่มาของเรื่อง มหากบิลชาดก เรื่อง มหากบิลวานร เปนตอนหนึ่งในหนังสือสัมโมหนิทาน ซึ่งนาคะ ประทีป (พระสารประเสริฐ – ตรี นาคะประทีป) เรียบเรียง ความมุงหมาย เพื่อใหเห็นคุณธรรมของผูเปนหัวหนา ซึ่งจะตองประกอบดวยความเฉลียวฉลาด ความ เสียสละเพื่อประโยชนสุขของผูอยูในปกครอง
  • 59. ลักษณะคําประพันธ แตงเปนความเรียงรอยแกว เรื่องยอ พระเจาพรหมทัตครองราชยในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญาวานร ชื่อ มหากบิลวานร อาศัยอยูในปาหิมพานต บริเวณนั้นมีตนมะมวงใหญขึ้นอยูริมน้ํา มีผลใหญและ รสหวานอรอย มหากบิลวานรสั่งใหบริวารเก็บผลมะมวงที่กิ่งทางแมน้ํากินใหหมดกอน เผอิญมี มะมวงผลหนึ่ง มดแดงทํารังหอไว ครั้นสุกงอมก็รวงลงน้ําลอยไปถึงที่กั้นสําหรับสรงน้ําของพระ เจาพรหมทัต พนักงานเห็นเขาก็เก็บไปถวายพระเจาพรหมทัต พระองคถามพรานปาไดความวา เปนผลมะมวงพระองคพอพระทัยในรสชาติของมะมวง จึงเสด็จไปตั้งพลับพลาอยูใกลตนมะมวง นั้น และใหเก็บผลมะมวงมาเสวยเปนประจํา ตกกลางคืนพระเจาพรหมทัตทอดพระเนตรเห็นวานร มาเก็บผลมะมวงกิน ก็รับสั่งใหยิงฝูงวานรนั้น มหากบิลวานรจึงเสียสละตนเองทอดตนเปนสะพาน ตอกับเถาวัลยแลว ใหบริวารวานรไตไปยังตนไมอีกตนจนพนภัย เทวทัตซึ่งเปนวานรอยูในฝูงได แกลงกระโดดจากที่สูงลงบนตัวมหากบิลวานร จนไดรับบาดเจ็บสาหัส พระเจาพรหมทัตทรง ชื่นชมในการกระทําของมหากบิลวานรมาก จึงมีรับสั่งใหนําพระโพธิสัตวลงมาพยาบาลใหอาหาร อยางดี มหากบิลวานรไดสั่งสอนพระเจาพรหมทัตใหดํารงอยูในราชธรรม พอสิ้นคําสอนมหากบิล วานรก็ไดสิ้นชีวิต กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดมุงหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายในการอานเรื่องมหากบิลวานร วาเปนการอาน เพื่อจับใจความสําคัญ และความเขาใจในเนื้อเรื่อง 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนักเรียนอานเรื่องอยางคราว ๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอาน 5 นาที 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนักเรียนนําใจความสําคัญของแตละยอหนามาตั้งเปนคําถาม โดยใชหลัก ใครทํา อะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร ตัวอยางคําถาม 1) พญาวานรมีชื่อวาอะไร อาศัยอยูที่ไหน
  • 60. 2) พญาวานรมีพละกําลังเปนอยางไรบาง 3) มีเหตุการณสําคัญอะไรเกิดขึ้นในเรื่องบาง 4. การสํารวจ (O) - ครุแจกใบความรู เรื่อง ชาดก ใหนักเรียนศึกษา - ใหนักเรียนอานบทนําเรื่อง มหากบิลวานร เพื่อตั้งคําถามที่จําเปนกอนอาน ตัวอยางคําถาม (1) ผูแตงเรื่องมหากบิลวานรคือใคร (2) เรื่องมหากบิลวานรคัดมาจากหนังสืออะไร (3) คําวา ชาดก หมายถึงอะไร 5. การติดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียนโดยดูเวลาเฉลี่ยของทั้งหอง - ใหนักเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด โดยพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว 6. การจดบันทึก (A) - ใหนักเรียนทําบันทึกยอใจความสําคัญของเรื่อง 7. การใชความจํา (M) - แบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม อภิปรายในหัวขอตอไปนี้ ก. ลักษณะของหัวหนาที่ดี ข. ลักษณะของมิตรที่ดีและไมดี ค. ทําอยางไรจึงจะผูกมิตรไดยั่งยืน ง. ศึกษาสํานวนภาษาในเรื่องมหากบิลวานร จ. ลักษณะนิสัยตัวละครสําคัญในเรื่องมหากบิลวานร ฉ. ประโยชนและขอคิดที่ไดจากเรื่องมหากบิลวานร แลวสงตัวแทนมารายงานหนาชั้นเรียน 8. ประเมินผล (A) - ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดวัดความเขาใจในการอานเรื่องมหากบิลวานร - ครูและนักเรียนชวยกันสรุป เกี่ยวกับลักษณะของผูนํา แลวใหนักเรียนเขียน เรียงความเกี่ยวกับคุณธรรมของผูนํา
  • 61. - ครูคัดเลือกผลงานเรียงความที่ดีจัดปายนิเทศหนาหอง สื่อการเรียนการสอน - ใบความรูเกี่ยวกับนิทานชาดก - แบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน เรื่อง มหากบิลวานร การวัดผลประเมินผล - สังเกตความสนใจ ความตั้งใจในการปฏิบัติกิจกรรม - ประเมินจากการทําแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานเรื่องมหากบิลวานร
  • 62. ใบความรูประกอบเรื่อง ชาดก ชาดก เปนเรื่องราวของพระโพธิสัตวกอนที่จะเสวยพระชาติเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา มี จุดมุงหมายที่จะใชหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาสอนประชาชน ชาดกมี 2 ประเภท คือ 1. นิบาตชาดก เปนชาดกในพระไตรปฎก มี 500 เรื่อง แบงออกเปนหมวด ๆ ตาม จํานวนคาถา เชน 1 คาถา - เอกนิบาตชาดก 2 คาถา - ทุกนิบาตชาดก 3 คาถา - ติกนิบาตรชาดก 4 คาถา - จตุกนิบาตชาดก 5 คาถา - ปจกนิบาตรชาดก เกิน 80 คาถา - มหานิบาตชาดก มี 10 เรื่อง เรียก ทศชาติชาดก หรือพระเจาสิบชาติ 2. ปญญาสชาดก เปนชาดกที่แตงจากนิทานพื้นเมือง เรียกชาดกนอกนิบาต มี 50 เรื่อง พระภิกษุชาวเชียงใหมแตงขึ้นประมาณ พ.ศ. 2000 – 2008 พระเจาบรมวงศเธอกรมพระสมมตอมร พันธองคสภานายกหอพระสมุดไดทรงแปลเปนภาษาไทย จึงทําใหรูจักกันแพรหลาย องคประกอบของชาดก ชาดกทุกเรื่องจะตองมีองคประกอบ 3 ประการ คือ 1. ปรารถนาเรื่อง คือ บทนําจะกลาวถึงมูลเหตุหรือที่มาของชาดก 2. อดีตนิทานหรือ ชาดก (มาจากภาษาบาลีวา ชาตะ แปลวา การเกิด ลงปจจัย ก เปน ชาดก) 3. ประชุมชาดก หรือประมวลชาดก เปนใจความตอนสุดทาย กลาวถึงการกลับชาติมาเกิด ของบุคคลในชาดก
  • 63. แบบทดสอบวัดความเขาใจในการอาน เรื่อง มหากบิลวานร คําชี้แจง ใหนักเรียนกากบาทคําตอบที่ถูกที่สุดเพียงขอเดียวลงในกระดาษคําตอบ 1. ขอใดคือจุดมุงหมายสําคัญของงานประพันธประเภทชาดก ก. เพื่อเลาถึงประวัติพระพุทธเจา ข. เพื่อแสดงสภาพความเปนมาในพุทธประวัติ ค. เพื่อแสดงคุณธรรมสําคัญของผูที่ไดเปนพระพุทธเจา ง. เพื่อแสดงบารมีในการเสวยชาติแตละชาติของพระพุทธเจา อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 2 – 4 “ผูซึ่งเปนหัวหนาคือ ผูเปนใหญในบริษัทบริวานของตนจึงตองมีวจารณญาณ ปญญา และ ิ มีความสามารถ คิดบําบัดทุกขภัยอันเกิดแกบริษัทของตน จึงสมควรแกความเปนผูใหญ” 2. ขอใดเปนใจความสําคัญของขอความนี้ ก. ลักษณะของผูเปนหัวหนา ข. ผูเปนใหญตองมีความเสียสละ ค. ผูเปนใหญตองคิดบําบัดทุกขใหทกคน ุ ง. ผูเปนใหญตองรูจักแกปญหาที่เกิดขึนได  ้ 3. คําวา “บริษทบริวาร” หมายถึง ั ก. ลูกนองจํานวนมาก ข. พรรคพวกจํานวนมาก ค. ที่นัดหมายชุมนุมของบริวาร ง. บริวารและผูที่เกี่ยวของทังหมด ้ 4. ขอความดังกลาวมีลักษณะการเขียนอยางไร ก. ยกอุทาหรณ ข. ใหขอคติเตือนใจ ค. มีการเปรียบเทียบ ง. ใชการบรรยายตรงไปตรงมา
  • 64. 5. สาเหตุสําคัญทําใหพระโพธิสัตวตองสิ้นชีวิตคือขอใด ก. พระเจาพาราณสี ข. บริวารวานรชื่อเทวทัต ค. บริวารวานรทั้งหมด ง. การเสียสละของพระองค 6. “พระเจาพาราณสีจึงทรงเชือดผลมะมวงประทานใหพรานปากินกอน” ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับคําที่ขีดเสนใต ก. ฟน ข. ตัด ค. หั่น ง. ปาด 7. ใหเรียงลําดับเหตุการณตอไปนี้ 1. มหากบิลวานรสั่งใหบริวารเก็บผลมะมวงกิ่งที่ทอดยืนไปทางแมนากินกอน ่ ้ํ 2. ครั้งนั้นพระโพธิสัตวไดเสวยทุกขเวทนาสําหัสจนดวงหทัยแตกสลาย 3. มหากบิลวานรก็ปลุกใจบริวารวา ทานทังหลายอยาตกใจไมเปนไร ้ 4. เวลาเชาก็รบสั่งใหราชบุรุษผูกพระองคทําแครขึ้นรับพระโพธิสัตวลงมา ั ก. 1 2 3 4 ข. 1 3 4 2 ค. 3 1 4 2 ง. 4 3 2 1 8. การที่มหากบิลวานรสั่งใหบริวารเก็บผลมะมวงที่ทอดยื่นไปทางแมน้ํากินกอน แสดงถึง คุณสมบัติดานใด ก. เปนผูหยั่งเหตุการณขางหนา ข. เปนผูเสียสละเพื่อสวนรวม ค. เปนผูมีความคิดรอบคอบ ง. เปนผูฉลาดเกินผูอื่น
  • 65. 9. “เมื่อฝูงวานรเปนมนุษยจะมาทําราย มีความหวาดกลัวมาก มหากบิลวานรก็ปลูกใจวานรวา ทาน ทั้งหลายอยาตกใจไมเปนไร เราจะคิดอุบายใหทานทั้งปวงพนจากอันตรายทั้งปวงได” ใจความ สําคัญของขอความนี้คืออะไร ก. กําลังใจจากผูนํา ข. การอยูในความไมประมาท ค. การมีอุบายในการเอาตัวรอด ง. ความเมตตาของมหากบิลวานร 10. “วานรบริวารขอสมาโทษแลวก็ไตไปบนหลังพระโพธิสัตว” ขอความนี้แสดงใหเห็นวาฝูง วานร มีลักษณะอยางไร ก. มีความกตัญู ข. มีสัมมาคารวะ ค. มีความออนนอมถอมตน ง. เปนผูเห็นแกผูอื่นมากกวาตน 11. เรื่องมหากบิลวานรเนนเรื่องใดมากทีสุด ่ ก. คุณสมบัตของผูนํา ิ ข. ความโหดรายของมนุษย ค. ความกลาหาญไมเกรงกลัวภัย ง. ความมีเมตตาของพระโพธิสัตว 12. คุณสมบัติขอใดที่ควรมีสําหรับผูเปนผูนํา ก. มีความกลาหาญ เฉลียวฉลาด ข. มีความซื่อสัตย รูจักเลือกคน ค. มีความพากเพียรพยายาม อดทน ง. มีปญญาสามารถบําบัดทุกขที่เกิดกับบริวาร อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 13 – 17 “ฝายพระเจาพาราณสีไดทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตวมีความฉลาดและมีความอุตสาหะ ชวยใหบริวารพนอันตรายไดอยางนั้น จึงทรงดําริวา เราไมควรที่จะฆาวานรพิเศษอยางนี้เลย ครั้ง เวลาเชาก็สั่งใหราชบุรุษผูกพระองคทําแครขึ้นไปรับพระโพธิสัตวลงมาใหนําไปอาบน้ําในคงคาให คลุมกายพระโพธิสัตวดวยผาที่ยอมน้ําฝาด ใหดื่มน้ําหวานอันมีรสโอชา และใหทาน้ํามันที่เคี่ยวได
  • 66. พันหนใหนอนบนหลังชุมพา แลวทรงตรัสสรรเสริญปญญาและความสามารถของพระโพธิสัตว ฝายพระโพธิสัตวก็สั่งสอนพระเจาพาราณสีใหดํารงอยูในราชธรรม 13. พระเจาพาราณสีไมทรงฆามหากบิลวานรเพราะเหตุใด ก. ทรงทราบวามหากบิลวรนรเปนพระโพธิสัตว ข. เพื่อทรงสดับธรรมมะจากมหากบิลวานร ค. เพราะเห็นวาเปนลิงหัวหนาฝูงและมีกําลังมาก ง. เพราะเห็นวาเปนลิงหัวหนาฝูงและพยายามปกปองอันตรายแกลูกฝูง 14. มหากบิลวานรทรงมีคณธรรมขอใด ุ ก. หิริโอตตัปปะ ข. ความเมตตากรุณา ค. สติปญญา ง. ความสํานึกตัว 15. ขอใดที่พระเจาพาราณสีมิไดทรงปฏิบัติตอมหากบิลวานร ก. ทาน้ํามัน ข. หมผา ค. ดื่มน้ําหวาน ง. เขาเฝอก 16. พระเจาพาราณสีรับสั่งใหใครพยาบาลมหากบิลวานร ก. แพทยหลวง ข. พรานปา ค. หัวหนาขาราชการที่ตามเสด็จ ง. ขาราชการที่ตามเสด็จ 17. พระเจาพาราณสีไมไดทรงยกยองมหากบิลวานรในดานใด ก. ความฉลาด ข. ความบากบั่น ค. ความเสียสละ ง. ความตั้งใจจริง
  • 67. 18. คําวาราชบุรุษไดแกบุคคลประเภทใด ก. พระเจาแผนดิน ข. ขุนนาง ค. ทหารรักษาพระองค ง. คนรับใชของพระเจาแผนดิน 19. คําวาชุมพา ในที่นหมายถึงอะไร ี้ ก. แกะ ข. แพะ ค. สัตวสี่เทาคลายแกะ ง. เครื่องปูลาดทําดวยหนังสัตวสี่เทาคลายแกะ 20. คําวาราชธรรม หมายถึงอะไร ก. ธรรมเทศนาที่แสดงถวายพระเจาแผนดิน ข. พระเจาแผนดินผูทรงคุณธรรม ค. คุณธรรมที่ทําใหบุคคลเปนพระเจาแผนดิน ง. กิจวัตรที่พระเจาแผนดินควรปฏิบัติ
  • 68. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 4 วิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง ขอคิดเรื่องการบวช เวลา 2 คาบ สาระสําคัญ การเตรีย มตัว เตรี ย มใจตลอดจนการทํ าขวัญนาค อั น ถู ก ทํานองคลองธรรม เปน สิ่งที่มี ความสําคัญอยางยิ่งสําหรับผูที่จะบวชเปนพระภิกษุ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดเรื่องใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ จับใจความสําคัญ สรุปเรื่องราวได จุดประสงค 1. นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของคําหรือขอความในเรื่องได 2. นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อานได 3. นักเรียนสามารถจับประเด็นสําคัญของเรื่องได 4. นักเรียนสามารถระบุแงคิดของเรื่องที่อานได เนื้อหา ที่มาของเรื่อง บทความนี้ นางสาวกิ่งแกว อัตถากร เรียบเรียงบรรยายออกอากาศทางวิทยุศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ความมุงหมาย เพื่อชี้ใหเห็นความสําคัญของการเตรียมตัวเตรียมใจตลอดจนการทําขวัญนาคที่ถูกตอง ลักษณะคําประพันธ แตงเปนความเรียงรอยแกว เปนบทความทางวิทยุและใชภาษาพูด
  • 69. เรื่องยอ พอใกลเขาพรรษาจะมีการทํา พิธีบวชนาคตามวัดทั่วไป เพื่อนบานจะมารวมอนุโมทนา เนื่องจากความคุนเคยตอกันและศรัทธาในพุทธศาสนา ผูเขาไปอนุโมทนาดวยความสงบเสงี่ยม ในโบสถมักเปนญาติสนิทผูสูงอายุ สวนเด็กและ หนุมสาวผูมีวัยและประสบการณนอยขาดความยั้งคิดมักเลนสนุกสนานอื้ออึงอยูภายนอก วัยหนุมสาวเปนวัยที่มีความรุนแรงทั้งรางกายและจิตใจ จึงพลาดพลั้งไดงาย คนโบราณมี วิ ธีควบคุมวิ ถีชีวิ ต แหง วัย หนุ มสาว โดยให อยูใ นกรอบของระเบี ย บแบบ แผนการบวชเปนวิธีการที่นิยมที่สุด เพราะวินัยและธรรมะจะชวยกลอมเกลาจิตใจไดมาก ความพรอมของผูบวชมีความสําคัญ ผูบวชที่สมบูรณจะตองเขาใจหนาที่และบทบาทของ การเปนนักบวชอยางลึกซึ้ง การเตรียมบวชโดยการทําขวัญและเลี้ยงฉลองอยางเอิกเกริกเปนการไรสาระ การดื่มสุรา กอนบวชทําใหเกิดความประมาทขาดความสํารวม การไมสามารถกลาวคําขออุปสมบทไดถูกตอง แสดงถึงความไมใสใจและขาดความเคารพ การทําขวัญนาคสมัยโบราณมุงเตือนสติใหรูจักหนาที่และบทบาทใหมที่พึงจะมี แตตอมา กลายเปนเรื่องที่เห็นแกสนุกสนานและเห็นแกตัวไป ผูบวชเปนพระโดยขาดสติทําใหเกิดนักบวชจอมปลอม แกปญหาชีวิตตามแบบฆราวาส ไมไดใชความสงบเปนวิธีทางแกปญหา ผูบวชควรจะกลอมเกลาและเตรียมใจใหดีที่สุด ศึกษาหนังสือนวโกวาท ซึ่งเปนคูมือ สําหรับพระบวชใหมไวลวงหนา ผูจะบวชหรือผูเกี่ยวของกับผูบวชควรทําความเขาใจเรื่องการบวช ใหถูกตอง ระเบียบวินัยและธรรมปฏิบัติ ชวยใหเกิดความมั่นคงและสงบสุขแกชีวิต กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดมุงหมาย (P) - ครูแจงจุดมุงหมายในการอานเรื่องขอคิดเรื่องการบวช วาเปนการอานเพื่อจับ ใจความสําคัญ และความเขาใจในเนื้อเรื่อง รวมทั้งฝกฝนความสามารถในการอานเร็ว - ครูและนักเรียนสนทนารวมกันถึงประเพณีการบวชและตัวอยางการบวชที่นักเรียน เคยพบ 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนักเรียนอานเรื่องอยางคราว ๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอาน 5 นาที
  • 70. 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนักเรียนนําใจความสําคัญของแตละยอหนามาตั้งเปนคําถาม ตัวอยางคําถาม 1) ผูที่จะอุปสมบทเปนพระภิกษุในพุทธศาสนาไดตองมีอายุเทาไร 2) เหตุใดเด็กหนุมเด็กสาวจึงไมคอยรูวาเมื่อไรควรสํารวมและเมื่อไรปลอยตาม สบายได 3) คนโบราณหาวิธีชะลอจังหวะชีวิตในวัยหนุมสาวดวยวิธีใด 4) ประเพณีทําขวัญมีไวเพื่ออะไร 4. การสํารวจ (O) - ครูใหนักเรียนอานนําเรื่องเพื่อตั้งคําถามที่จําเปนสําหรับเรื่องกนการอาน ตัวอยางคําถาม 1) ผูเขียนเรื่องขอคิดเรื่องการบวชคือใคร 2) เรื่องขอคิดเรื่องการบวช เปนงานเขียนประเภทใด 5. การติดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียน แลวบันทึกไวโดยดูเวลาเฉลี่ยของนักเรียนทั้ง หอง - ใหนักเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด ดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว - ใหนักเรียนตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับพื้นฐานความรูเดิมที่จําเปนเกี่ยวกับเรื่องที่อาน เชน ความรูเกี่ยวกับพิธีบวช 6. การจดบันทึก (A) - ใหนักเรียนขีดเสนใตใจความสําคัญของเรื่องในหนังสือที่อาน เพื่อจับใจความสําคัญ หรือความคิดหลักของเรื่อง - ใหนักเรียนทําบันทึกยอใจความสําคัญของเรื่องลงในสมุด 7. การใชความจํา (M) - ใหนกเรียนบงกลุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นในหัวขอตอไปนี้ แลวตัวแทนกลุมนํา ั เสนอผลงานหนาชั้นเรียน ก. การประพฤติปฏิบัติตนของคนวัยหนุมสาว ข. ความมุงหมายที่แทจริงของการบวช ค. การเตรียมตัวบวชที่เหมาะสม
  • 71. ง. ความมุงหมายที่แทจริง จ. ฆราวาสในคราบของการแตงเหลือง ฉ. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 8. ประเมินผล (A) - ครูใหนักเรียนสงสมุดเพื่อดูบันทึกยอใจความสําคัญ - ใหนกเรียนทําแบบฝกหัดเพือทบทวนเนื้อเรื่อง ั ่ สื่อการเรียนการสอน แบบฝกหัดเรื่องขอคิดเรื่องการบวช การวัดผลประเมินผล 1. สังเกตความสนใจ ความตั้งใจในการปฏิบัติกิจกรรม 2. ตรวจผลงานจากการทําแบบฝกหัด
  • 72. แบบฝกหัด เรื่อง ขอคิดจากการบวช ใหตอบคําถามในขอตอไปนี้ 1. ผูเขียนเรื่องขอคิดจากการบวชคือใคร ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………. 2. ใหอธิบายความหมายของขอความตอไปนี้ 2.1เด็กหนุมสาวนั้นมักจะเถิดเทิงเอ็ดตะโรกันอยูนอก  พิธี…………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………… 2.2 มีแตครึกครื้นตื่นเตน หยุดยั้งไมสูเปน ฉะนั้นการหกลมเจ็บตัวเจ็บใจจึงเกิดขึ้นไดงาย ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2.3 การบวชมิใชการเปนหุนยนตใหใครนําผาเหลืองมาหอหุม หากแตตองเขาใจถึงความ  หมายอันล้ําลึกของหนาทีและบทบาทที่ใหมและแตกตางจากการเปนฆราวาส…………………….. ่ ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2.4 แมเรายังไมบวชกายก็อาจบวชใจ เพื่อใหกาลเวลาปจจุบันและอนาคตมีคุณคานา ภูมิใจไมเสื่อม คลาย…………………………………………………………………………………….………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………
  • 73. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 5 วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง บทรอยกรองเรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชาง เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ บทรอยกรองเรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชาง เปนเรื่องที่สดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระ สุริโยทัยที่ทรงมี ความกตัญูและมีความเสียสละแมพระชนมชีพ ชวยปกปองสมเด็จพระมหา จักรพรรดิใหรอดพนจากอาวุธของขาศึก ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดเรืองใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ และสรุปใจความ ่ สําคัญได จุดประสงค 1. บอกที่มาของเรื่องและประวัติผูแตงได 2. บอกลักษณะคําประพันธของเรื่องได 3. จับใจความสําคัญของเรื่องได 4. อธิบายความหมายของคําที่กาหนดใหได ํ 5. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรืองที่อานได ่ เนื้อหา ที่มาของเรื่อง คําประพันธตอนนี้คัดมาจากหนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดาร เปนโคลงบรรยายภาพ ที่ 10 แผนดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โคลงพระราชพงศาวดารชุดนี้ พระบาทสมเด็จพระ
  • 74. จุลจอมเกลาเจาอยูหวทรงพระราชนิพนธขนเองบาง โปรดเกลาฯ ใหกวีอื่นๆ นิพนธขนบาง สําหรับ ั ึ้ ึ้ คําประพันธตอนนี้ เปนพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ความมุงหมาย เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระสุริโยทัยที่ทรงมีความกตัญูและความเสียสละแมพระ ชนมชีพชวยปกปองสมเด็จพระมหาจักรพรรดิใหรอดพนจากอาวุธของขาศึก ลักษณะคําประพันธ แตงดวยโลงสี่สุภาพ เรื่องยอ เมื่อสมเด็จพระชัยราชาธิราชเสด็จสวรรคต มีการแยงชิงราชสมบัติกันจนบานเมืองระส่ํา ระสาย ตอเมือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ไดครองราชย บานเมืองจึงเปนปกติสุข ฝายพระเจาตะเบง ่ ชะเวตี้ กษัตริยพมา ผูกพยาบาทไทยมาแตครั้งศึกเมืองเชียงกราน ซึ่งพมาแพไทยในรัชกาลสมเด็จ พระชัยราชาธิราช ครั้นปรากฏขาวออกไปวาทางกรุงศรีอยุธยาเกิดแยงชิงราชสมบัติกันเห็นโอกาสที่ จะแกแคนไทย จึงใหเกณฑกองทัพพมา มอญ และไทยใหญ ยกกองทัพทั้งปวงเขามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2091 นับเปนศึกใหญครั้งแรกระหวางไทยกับพมา ครั้งนั้นพระเจาหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ ไดบุเรงนองเปนแมทัพสําคัญผูหนึ่ง ครั้นศึกยกเขามาใกลพระนครสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะใคร ทราบกําลังขาศึกจึงเสด็จยกกองทัพหลวงไปพังกําลังขาศึก และครั้งนันสมเด็จพระสุริโยทัยพระอัคร ้ มเหสีขอตามเสด็จออกไปชวยรบพุงดวย โดยแตงพระองคอยางพระมหาอุปราชตางก็ทรงชางไป ดวยกันกับพระราเมศวรและพระมหินทร ราชโอรส กองทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปปะทะทัพ พระเจาแปร ซึ่งชางพระที่นงเสียทีขาศึก พระเจาแปรไสชางไลตามมาสมเด็จพระสุริโยทัยเกรงวา ั่ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะเปนอันตราย ก็ขับชางทรงถลันเขากันพระสวามีใหพนอันตรายดวย ความกลาหาญ ถูกขาศึกฟนทิวงคตซบอยูกับคอชาง แตขณะนั้นพระราเมศวรกับพระมหินทรขบ ั ชางทรงเขาชวยชนจนขาศึกถอยไป จึงกันพระศพสมเด็จพระราชชนนีไวได สมเด็จพระมหา จักรพรรดิก็ถอยกองทัพกลับคืนสูพระนคร เมื่อกองทัพพมาเลิกกลับไปแลว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไดสรางพระเมรุมาศ พระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสุริโยทัยที่บริเวณสวนหลวงใกลพระราชวังหลวง แลวสรางพระ สถูปบรรจุพระอัฐิธาตุไวเปนที่ระลึก พระสถูปนั้นยังปรากฏอยูและไดรับการบูรณะครั้งใหญ และ สรางพระราชานุสาวรียของสมเด็จพระสุรโยทัยเพิ่มขึน มีการเฉลิมฉลองเมื่อ พ.ศ. 2535 ในมงคล ิ ้ วาระที่สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระชนมายุครบ 5 รอบ
  • 75. กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดจุดมุงหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายในการอานเรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชาง วาเปน เรื่องที่อานเพื่อความเขาใจในเนื้อเรื่อง รวมทั้งฝกฝนความสามารถในการอานเร็ว - ครูใหนักเรียนดูภาพอนุสาวรียพระสุริโยทัย และรวมกันอภิปรายซักถามถึงประวัติ ความเปนมาของอนุสาวรียดงกลาว ั 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนกเรียนอานเรื่องคราวๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอานประมาณ 3 ั นาที ตัวอยางการตั้งคําถาม เชน 1) เรื่องที่อานเปนเรื่องเกี่ยวกับใคร 2) มีเหตุการณอะไรเกิดขึ้นในเรืองบาง ่ 3) ตัวละครสําคัญในเรื่องมีใครบางและมีพฤติกรรมสําคัญอยางไร 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนกเรียนนําใจความสําคัญของโคลงแตละบทมาตั้งเปนคําถาม ั ตัวอยางคําถาม เชน 1) จอมทัพฝายพมาที่ยกมาตีไทยครั้งนั้นคือใคร ในรัชสมัยของพระเจาแผนดิน ไทยพระองคใด 2) พระเจาแผนดินไทยเตรียมรับศึกครั้งนี้อยางไร 3) สมเด็จพระสุรโยทัยคือใคร มีสวนรวมในการรับศึกอยางไร ิ 4. การสํารวจ (O) - ใหนกเรียนอานบทนําเรื่อง เพื่อตั้งคําถามที่จําเปนกอนการอาน ั ตัวอยางคําถาม เชน 1) ผูแตงเรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชางคือใคร 2) เรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชางแตงดวยคําประพันธชนิดใด 5. การติดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียนแลวจดบันทึกไวโดยดูเวลาเฉลี่ยของนักเรียน ทั้งหอง - ใหนกเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด ดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว ั - ใหนกเรียนตั้งขอสังเกตถึงพื้นความรูเดิมเกียวกับเรื่องที่อาน เชน สภาพบานเมือง ั ่ และชีวิตความเปนอยูของคนในสมัยกอน
  • 76. 6. การจดบันทึก (A) - ใหนกเรียนทําบันทึกยอเกี่ยวกับความหมายของศัพทและใจความสําคัญของเรื่องลง ั ในสมุดแบบฝกหัด 7. การใชความจํา (M) - ใหนกเรียนแบงกลุมแสดงบทบาทสมมติในหัวขอตอไปนี้ ั 1) พระเจาบุเรงนองยกทัพมากรุงศรีอยุธยา 2) การเตรียมรับศึกของพระมหาจักรพรรดิ 3) การรบระหวางไทยกับพมา 8. ประเมินผล (A) - ใหนกเรียนทําแบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชาง ั - ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยแบบทดสอบ สื่อการเรียนการสอน 1. รูปภาพอนุสาวรียพระสุริโยทัย 2. แบบทดสอบวัดความเขาใจในการอานเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชาง การวัดผลประเมินผล 1. สังเกตการทํากิจกรรม 2. วัดจากคะแนนการทําแบบทดสอบ
  • 77. แบบทดสอบเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชาง คําชี้แจง ใหนักเรียนกากบาทขอที่ถกที่สุดเพียงขอเดียวลงในกระดาษคําตอบ ู 1. บทรอยกรองเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชางคัดมาจากหนังสืออะไร ? ก. หนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ข. หนังสือพงศาวดารโบราณ ค. หนังสือเกร็ดพงศาวดาร ง. หนังสือพงศาวดารเกา 2. ผูแตเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชางคือใคร ? ก. พระยาอุปกิตศิลปสาร ข. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหว ั ค. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว  ง. พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ 3. เรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชาง แตงดวยคําประพันธชนิดใด ? ก. กาพยยานี ข. กลอนเสภา ค. กลอนสุภาพ ง. โคลงสี่สุภาพ 4. เรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชางใชโวหารใดเดนชัดที่สุด ? ก. อุปมาโวหาร ข. เทศนาโวหาร ค. บรรยายโวหาร ง. พรรณนาโวหาร
  • 78. 5. เหตุการณในเรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอชาง ตรงกับกษัตริยไทยในรัชกาลใด ? ก. สมเด็จพระชัยราชาธิราช ข. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ค. สมเด็จพระมหาธรรมราชา ง. สมเด็จพระมหินทราธิเบศ 6. ใครเปนจอมทัพขาศึกตามบทรอยกรองนี้ ? ก. พระเจาตะเบงชะเวตี้ ข. พระเจานันทบุเรง ค. พระเจาบุเรงนอง ง. พระเจาแปร 7. จากเรื่องพระสุริโยทัยขาดคอชาง กองทัพที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา เปนกองทัพชาติใด ? ก. มอญ ข. พมา ค. พมาและมอญ ง. พมา มอญ และ ไทยใหญ 8. กองทัพขาศึกยกมาถึงทีใด ? ่ ก. กาญจนบุรี ข. สุพรรณบุรี ค. อางทอง ง. ชานกรุงศรีอยุธยา 9. กษัตริยกรุงศรีอยุธยายกทัพออกไปนอกเมือง เพื่อความประสงคอะไร ?  ก. กันขาศึกมิใหเขาตีกรุงศรีอยุธยา ข. สังเกตการเคลื่อนไหวของขาศึก ค. ดูกําลังขาศึก ง. ขับไลกองทัพขาศึก 10. ในเนื้อเรือง สมเด็จพระสุริโยทัยทรงดํารงตําแหนงอะไร ? ่
  • 79. ก. พระขนิษฐา ข. พระอัครมเหสี ค. พระเชษฐภคินี ง. พระมหาอุปราช 11. สมเด็จพระสุรโยทัยทรงแตงพระองคอยางไร ในการออกรบ ? ิ ก. อยางนางกษัตริย ข. อยางหญิงสามัญออกศึก ค. อยางชายสามัญออกศึก ง. อยางพระมหาอุปราชออกศึก 12. กษัตริยกรุงศรีอยุธยาทรงชนชางกับใคร ?  ก. พระเจาตะเบงชะเวตี้ ข. พระเจาบุเรงนอง ค. พระเจาแปร ง. พระเจานันทบุเรง 13. เกิดเหตุการณอะไรกับกษัตริยกรุงศรีอยุธยา ? ก. ชางทรงถูกอาวุธขาศึกบาดเจ็บ ข. ชางทรงถูกชางขาศึกทํารายบาดเจ็บ ค. ชางทรงเสียทีขาศึกแตตอสูตอไป  ง. ชางทรงเสียทีขาศึกและวิ่งหนีไป 14. สมเด็จพระสุรโยทัยทรงแสดงวีรกรรมอยางไร ? ิ ก. ทรงชนชางกับขาศึก ข. ทรงไลชางไลตามขาศึก ค. ทรงไลชางเขาชนชางขาศึกรวมกับกษัตริย ง. ทรงไสชางเขากันกษัตริยมิใหเปนอันตราย 15. เกิดเหตุการณอะไรกับสมเด็จพระสุริโยทัย ? ก. ถูกอาวุธขาศึกบาดเจ็บสิ้นพระชนมในตอมา
  • 80. ข. ถูกอาวุธขาศึกสิ้นพระชนมทนที และกันพระศพไวได ั ค. ถูกอาวุธขาศึกสิ้นพระชนมทนที และชิงพระศพมาไดภายหลัง ั ง. ถูกอาวุธขาศึกบาดเจ็บขาศึกคุมพระองคไปเปนประกันและสิ้นพระชนมในตอมา 16. ขอแสดงการเคลื่อนไหวรวดเร็วมากที่สุด ? ก. เถลิงคชาธารควาง ควบเขาขบวนไคล ข. สารทรงซวดเซผัน หลังแลน เตลิดแฮ ค. ตะเลงขับคชไลใกล หวิดทายคชาธาร ง. ขุนมอญรอนงาวฟาด ฉาดฉะ 17. สมเด็จพระสุรโยทัยทรงประกอบวีรกรรมอันแสดงถึงคุณธรรมในขอใด ? ิ ก. ความกตัญู ความเสียสละ ข. ความอดทน ความกลาหาญ ค. ความกลาหาญ ความเสียสละ ง. ความอุตสาหะ ความกตัญู 18. ขอใดแสดงภาพพจนชดเจนที่สุด ? ั ก. ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกลว มอญมานประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ ข. พระมหาจักรพรรดิเฝา ภูวดล สยามเฮย วางคายรายรี้พล เพียบหลา ค. สารทรงซวดเซผัน หลังแลน เตลิดแฮ ตะเลงขับคชไลใกล หวิดทายคชาธาร ง. ขุนมอญรอนงาวฟาด ฉาดฉะ ขาดแลงตราบอุระ หรุบดิ้น 19. คําศัพทที่ขีดเสนใตในขอใดมีความหมายตางจากพวก ? ก. ขับคเชนทรเขนค้ํา ข. สารทรงซวดเซผัน ค. สะอึกสูดัสกร 
  • 81. ง. เถลิงคชาธารควาง 20. คําศัพทในขอใดไมไดหมายถึงพมา ? ก. เถลิง ข. เตลง ค. มอญ ง. มาน ตอนที่ 2 ใหเติมขอความลงในชองวาง 1. ใหนกเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคําประพันธตอนที่ชอบที่สุด ในดานใจความและกล ั วิธีในการแตง …………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………
  • 82. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 6 วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง บทรอยกรองพันทายนรสิงหถวายชีวิต เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ เรื่องพันทายนรสิงหถวายชีวตเปนเรื่องที่แสดงตัวอยางของขาราชการที่มีความ ิ รับผิดชอบสูง และสละชีวิตเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เพื่อใหนักเรียนอานคําประพันธประเภทรอยกรอง แลวสามารถแปลความ ตีความ ขยาย ความ และสรุปใจความสําคัญได จุดประสงค 1. บอกที่มาของเรื่องและประวัติผูแตงได 2. บอกลักษณะคําประพันธของเรื่องได 3. จับใจความสําคัญของเรื่องได 4. ทองจําและอานทํานองเสนาะบทประพันธที่กําหนดใหได 5. ถอดคําประพันธที่กําหนดใหได เนื้อหา
  • 83. ที่มาของเรื่อง บทรอยกรองตอนนี้คัดมาจากหนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดาร เปนโคลงบรรยาย ภาพที่ 56 แผนดินสมเด็จพระเจาเสือ โคลงพระราชพงศาวดารชุดนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวโปรดเกลาฯ ใหพระเจาบรมวงศเธอกรมพระนราธิปประพันธพงศนิพนธขนขณะดํารงพระ ั ึ้ ยศเปนพระเจานองยาเธอ พระองคเจาวรรณากร ตนสกุลวรวรรณ ความมุงหมาย เพื่อแสดงตัวอยางของขาราชการที่มีความรับผิดชอบสูงและสละชีวิตเพือรักษาความ ่ ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ลักษณะคําประพันธ แตงดวยโคลงสี่สุภาพ เรื่องยอ สมเด็จพระเจาแผนดินแหงกรุงศรีอยุธยา เสด็จประพาสทรงเบ็ดที่ปากน้ําเมืองสาครบุรี โดยเรือพระทีนั่งเอกชัย เมือเรือพระที่นั่งไปถึงตําบลโคกขามซึ่งคดเคี้ยวมาก พันทายนรสิงหซึ่งถือ ่ ่ ทายเรือพระทีนั่งคิดแกไขไมทัน หัวเรือพระที่นั่งชนกับกิ่งไมทําใหหัวเรือหัก พันทายนรสิงหตกใจ ่ มาก กระโดดขึ้นฝงแลวกราบทูลใหประหารชีวิตตนเอง แตขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกลาใหทา ํ ศาลเพียงตา แลวนําศีรษะของตนเองกับหัวโขนเรือเปนเครื่องเซน แตพระเจาแผนดินทรงอภัยโทษ ให ซึ่งพันทายนรสิงหกราบทูลคัดคานวาจะเสียขนบธรรมเนียมในพระราชกําหนด และทูลวา “ขอ พระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาตัดศีรษะขาพระพุทธเจาเถอะ” พระเจาแผนดินก็ดํารัสวิงวอนเปน หลายครั้ง แตพันทายนรสิงหไมยอม จนในที่สุดพระเจาแผนดินจึงตรัสสั่งใหเพชฌฆาตประหาร ชีวิตพันทายนรสิงหเสีย กิจกรรมการเรียนการสอน 1. การกําหนดจุดมุงหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายในการอานพันทายนรสิงหถวายชีวิตวาเปนการ อานเพื่อจับใจความสําคัญ - ครูและนักเรียนสนทนาถึงเรื่องคุณธรรมที่จําเปนในการทํางาน โดยเฉพาะคุณธรรม เกี่ยวกับความซื่อสัตยในหนาที่
  • 84. 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนกเรียนอานเรื่องคราวๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอาน 3 นาที ั 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนกเรียนนําใจความสําคัญของเรื่องมาตั้งเปนคําถาม ั ตัวอยางคําถาม 1) คําประพันธในบทที่ 1 กลาวถึงเหตุการณอะไรบาง 2) คําประพันธในบทที่ 2 กลาวถึงพันทายนรสิงหวาอยางไร 3) คําประพันธในบทที่ 3 เปนการโตตอบระหวางใครกับใครโตตอบกันวาอยางไร 4. การสํารวจ (O) - ครูแจกใบความรูประกอบเรือง พันทายนรสิงหถวายชีวิตใหนกเรียนศึกษา ่ ั - ใหนกเรียนอานบทนําเรื่อง เพื่อนําความรูที่ไดมาตั้งเปนคําถามกอนการอาน ั  ตัวอยางคําถาม 1) เรื่องพันทายนรสิงหถวายชีวตแตงดวยคําประพันธประเภทใด ิ 2) ผูแตงเรื่องพันทายนรสิงหถวายชีวิต คือใคร 3) เรื่องพันทายนรสิงหถวายชีวตคัดมาจากหนังสืออะไร ิ 5. การติดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียน แลวจดบันทึกไวโดยดูเวลาเฉลี่ยของนักเรียน ทั้งหอง - ใหนกเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด ดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว ั 6. การจดบันทึก (A) - ใหนกเรียนทําบันทึกยอความหมายของศัพทยาก และใจความสําคัญของเรื่องลงใน ั สมุด แลวสงครู 7. การใชความจํา (M) - ใหนกเรียนทองจําบทประพันธที่ชอบ โดยฝกอานเปนทํานองเสนาะ ั 8. ประเมินผล (A)
  • 85. - ใหนกเรียนเขียนเรียงความ เรื่องสดุดีคุณธรรมความดีของพันทายนรสิงหสงครู ครู ั คัดเลือกผลงานที่ดีของนักเรียนติดปายนิเทศหนาหองเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. ใบความรูประกอบเรื่องพันทายนรสิงหถวายชีวิต การวัดผลประเมินผล 1. สังเกตการทํากิจกรรม 2. ตรวจผลงาน ใบความรูประกอบเรื่อง พันทายนรสิงหถวายชีวิต ผูแตง เจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ ความรูประกอบ 1. เรื่อง “พันทายนรสิงหถวายชีวิต” นี้มีการใชคําที่สั้น กระชับ และกินความหมายมาก เชน “พันทายนรสิงหผิด บทฆา เสียเทอญ” “บท” หมายถึง บทลงโทษตามกฎหมาย “ฆา เสียเทอญ” หมายความวา ใหประหารชีวิต เสียเถิด รวมทังวรรคหมายความวา ใหประหารชีวิตของตนตามบทลงโทษทางกฎหมายเสียเถิด ้ “หัวกับโขนเรือตอง คูเสนทําศาล” “หัว” หมายถึง ศรีษะของพันทายนรสิงห “โขน” หมายถึง หัวเรือพระที่นั่ง “คู” หมายถึง ทั้งสอง “เสน” หรือ เชน หมายถึง เครื่องบวงสรวง รวมทั้งวรรคหมายความวาความเมื่อตั้งศาลเพียง ตาก็จะใชศรีษะของพันทายนรสิงคกับหัวเรือพระที่นั่งเปนเครื่องเชนตั้งอยูคูกัน 2. “ปากน้ํา” ที่กลาวถึงในเรื่องนี้ อยูที่เมืองสาครบุรี ซึ่งปจจุบันคือจังหวัดสมุทรสาคร “โคกขาม” เปนชื่อตําบลหนึ่ง ปจจุบนอยูในอําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ั
  • 86. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 7 วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง บทรอยกรอง บทเสภาสามัคคีเสวก เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ บทเสภาสามัคคีเสวก พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหวทรงพระราชนิพนธ แตง ั ดวยกลอนเสภา ซึ่งมีลักษณะคลายกลอนสุภาพหรือกลอนแปด แตไมบังคับจํานวนและตําแหนง ของสัมผัสเครงครัดอยางกลอนสุภาพ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดบทรอยกรองใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ และ สรุปใจความสําคัญได จุดประสงค 1. บอกที่มาของเรื่องและประวัติผูแตงได 2. บอกลักษณะคําประพันธและความมุงหมายของเรื่องได 3. บอกลักษณะของขอความที่กาหนดใหได ํ 4. วิจารณการใชอุปมาในคําประพันธได 5. บอกความสําคัญของศิลปะได 6. ถอดคําประพันธที่กําหนดใหได 7. จับใจความสําคัญของเรื่องได
  • 87. เนื้อเรื่อง ที่มาของเรื่อง คําประพันธนี้เปนตอนหนึ่งในบทเสภาขับระหวางชุดระบําสามัคคีเสวก ซึ่งพรตะบาท สมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนิพนธ ขณะเสด็จประทับที่พระราชวังสนามจันทร จังหวัด นครปฐม เมื่อ พ.ศ. 2457 ความมุงหมาย ใชสําหรับขับเสภา ลักษณะคําประพันธ แตงดวยกลอนเสภา ซึ่งมีลักษณะคลายกลอนสุภาพหรือกลอนแปด แตไมบังคับจํานวน คําและตําแหนงของสัมผัสเครงครัดอยางกลอนสุภาพ เรื่องยอ ชาติใดปราศจากความสงบสุขมีแตศึกสงคราม คนในชาตินั้นยอมไมมีโอกาสใหความ สนใจในศิลปะ ชนชาติใดมีความสงบสุขวางศึกสงครามชนชาตินั้นยอมฝกใฝในศิลปะอันงดงาม ชนชาติที่ขาดชางศิลปะ เมื่อถึงคราวทุกขยากจะเดือดรอนใจสาหัส เพราะขาดสิ่งชวยระงับดับทุกข นานาประเทศยกยองศิลปะวาเปนศรีสงาของบานเมือง ผูที่ดูถูกชางศิลปะเปรียบเหมือนคนปาลาหลัง เมืองไทยเจริญรุงเรืองทัดเทียมเพื่อนบาน จึงอุดมดวยชางชํานาญศิลปะสาขาตาง ๆ คนไทยควรชวยกันบํารุงรักษาศิลปะไทยใหคงอยูสืบไป มิฉะนั้นจะเปนที่อับอาย กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดจุดหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายของการอานเรื่องบทเสภาสามัคคีเสวก วา เปนการอานเพื่อจับใจความสําคัญในการอาน และความเขาใจเนื่องเรื่อง และความเขาใจเนื้อเรื่อง รวมทั้งฝกความสามารถในการอานเร็ว - ครูแจกใบความรูเรื่องเกี่ยวกับศิลปะใหนักเรียนศึกษา 2. การปรับความเร็ว (A)
  • 88. - ใหนกเรียนอานอยางคราว ๆ เพื่อตั้งคําถาม และฝกการจับเวลาในการอานดวย ั ตัวเอง 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนกเรียนนําใจความสําคัญมาตั้งเปนคําถาม ั 4. การสํารวจ (O) - ใหนกเรียนอานนําเรื่อง เพื่อตั้งคําถามที่จําเปนในการอานเนื้อเรื่อง ั 5. การคิดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียน แลวบันทึกไว - ใหนกเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียด ดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว ั - ใหนกเรียนนําความรูเดิมเกี่ยวกับเรื่องที่อานมาเชื่อมโยงกับความรูใหม ั 6. การจดบันทึก (A) - ใหนกเรียนทําบันทึกยอเกี่ยวกับความหมายของคําศัพท และใจความสําคัญของ ั เรื่อง 7. การใชความจํา (M) - ใหนกเรียนทองจําบทประพันธที่ชอบ โดยฝกทองเปนทํานองเสนาะ ั 8. ประเมินผล (A) - ใหนกเรียนทําแบบฝกหัดเรื่องบทเสภาสามัคคีเสวก ั สื่อการเรียนการสอน 1. ใบความรูเกียวกับเรื่อง ศิลปะ ่ 2. แบบฝกหัดเรื่องบทเสภาสามัคคีเสวก
  • 89. การวัดผลประเมินผล 1. ตรวจผลงาน 2. สังเกตการทํากิจกรรม แบบฝกหัด เรือง บท เสภาสามัคคีเสวก ่ 1. ใหนกเรียน เขียนบรรยายความสําคัญของศิลปะ ั …………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. 2. ใหนกเรียนถอดคําประพันธตอไปนี้ ั อันชาติใดไรชางชํานาญศิลป  เหมือนนารินไรโฉมบรรโลมสงา ใคร ๆ เห็นไมเปนจําเริญตา เขาจะพากันเยยใหอับอาย ศิลปกรรมนําใจใหสรางโศก ชวยบรรเทาทุกขในโลกใหเหือดหาย จําเริญตาพาใจใหสบาย อีกรางกายก็พลอยสุขสราญ …………………………….. ……………………………….. ใครดูถูกผูชํานาญในการชาง ความคิดขวางเฉไฉไมเขารื่อง เหมือนคนปาคนไพรไมรุงเรื่อง จะพูดนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา แตกรุงไทยศรีวิไลทันเพื่อนบาน จึงมีชางชํานาญวิเลขา ทั้งชางปนชางเขียนเพียรวิชา อีกชางสถาปนาถูกทํานอง …………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………….
  • 90. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 8 วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง บทรอยกรองทะเลบา เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ ความโกรธนั้นเหมือนทะเลบา บุคคลควรใชสติควบคุมจิตใจไวใหรูจกระงับความโกรธ ั จึงจะไดชื่อวาผูชนะ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดเรืองใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ และสรุปใจความ ่ สําคัญได จุดประสงค 1. บอกชื่อและประวัติของผูแตงได 2. บอกที่มาและลักษณะคําประพันธของเรื่องได 3. บอกโวหารอุปมาได 4. หาคําอุปมาสําหรับขอความที่กําหนดใหได 5. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคําประพันธเรื่องนี้ได 6. จับใจความสําคัญของเรื่องได เนื้อเรื่อง
  • 91. ที่มาของเรื่อง รอยกรองบทนี้ คัดมาจากหนังสือรอยรสพจมาน ซึ่งมีบทรอยกรองสั้นๆ รวมอยูประมาณ 100 เรื่อง นายเจือ สตะเวทิน แตงระหวาง พ.ศ. 2480 – 2505 ความมุงหมาย เรื่องทะเลบาชี้ใหเห็นความโกรธเหมือนทะเลบา บุคคลควรใชสติควบคุมจิตใจไวใหรูจัก ระงับความโกรธจึงจะเชื่อวาเปนผูชนะ ลักษณะคําประพันธ แตงดวยกลอนสุภาพ เรื่องยอ เรื่องทะเลบา กลาวเปรียบเทียบความโกรธเหมือนทะเลบา ยามทะเลบาเต็มไปดวยคลื่น ลมแรงกลา ยามโกรธแสดงกิริยาอาการนาเกลียด จิตใจปนปวน ผูมีปญญาควรรูจักระงับความโกรธ  ไวมิฉะนั้นจะเกิดโทษราย ควรควบคุมใจไวใหปกติเหมือนทะเลสงบ จึงจะประสบผลดี การนิ่งทํา ใหชนะไดเหมือนกัน กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดจุดมุงหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายในการอานเรื่องทะเลบา วาเปนการอานเพื่อจับ ใจความสําคัญ และความเขาใจในการอาน - ใหนกเรียนดูรปภาพคนขณะที่กําลังโกรธ พรอมทั้งใหนกเรียนรวมกันอภิปรายแสดง ั ู ั ความคิดเห็น 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนกเรียนอานเรื่องอยางคราวๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาในการอาน 3 ั นาที 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนกเรียนนําใจความสําคัญมาตั้งเปนคําถาม ั
  • 92. ตัวอยางคําถาม 1) ผูเขียนเปรียบเทียบความโกรธเหมือนอะไร 2) คนโกรธมีลักษณะทาทางอยางไร 3) วิธีการเอาชนะความโกรธทําไดอยางไร 4. การสํารวจ (O) - ใหนกเรียนอานบทนําเรื่องและประวัติผูแตง เพื่อตั้งคําถามที่จําเปนสําหรับการอาน ั ตัวอยางคําถาม 1) ผูแตงเรื่องทะเลบาคือใคร 2) เรื่องทะเลบาแตงดวยคําประพันธประเภทใด 5. การคิดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียนแลวบันทึกไวโดยดูเวลาเฉลี่ยของนักเรียนทั้ง หอง - ใหนกเรียนอานเรื่องทั้งหมดอยางละเอียดดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว ั 6. การจดบันทึก (A) - ใหนกเรียนยอความเรื่อง ทะเลบา ลงในสมุดแบบฝกหัดแลวสงครู ั 7. การใชความจํา (M) - แบงกลุมนักเรียนใหอภิปรายกลุมในหัวขอตอไปนี้ จากนันใหตวแทนกลุมนําเสนอ ้ ั ผลงานหนาชันเรียน ้ ก. การใชคําอุปมาในเรื่องนี้เหมาะสมหรือไม เพราะเหตุใด ข. กลอนในเรื่องนี้ตอนใดใชถอยคําไพเราะและไดใจความดีเดน ตอนใดใชคําไม  เหมาะสม ค. ขอคิดสําคัญที่ไดจากเรื่องทะเลบา 8. ประเมินผล (A) - ใหนกเรียนทําแบบฝกหัดเรื่องทะเลบา ั สื่อการเรียนการสอน 1. แบบฝกหัดเรื่องทะเลบา 2. รูปภาพคนกําลังโกรธ
  • 93. การวัดผลประเมินผล 1. สังเกตการรวมกิจกรรม 2. ตรวจแบบฝกหัด แบบฝกหัดเรืองทะเลบา ่ 1. คนที่กําลังโกรธมีลักษณะอยางไร ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2. ทะเลบามีลักษณะอยางไร ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 3. เหตุใดคนจึงโกรธ ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………. 4. ความโกรธใหโทษแกตนเองและผูอื่นอยางไร ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 5. ผูประพันธแนะนําวิธีระงับโกรธอยางไร ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………….
  • 94. 6. จงเติมคําอุปมาลงในชองวางตอไปนี้ 6.1 โกรธเปน……………………………………………………………………………. 6.2 รอนใจเหมือน………………………………………………………………………. 6.3 ดีใจเหมือน………………………………………………………………………….. 6.4 หนาบานเปน………………………………………………………………………… 6.5 หนาซีดเหมือน……………………………………………………………………… 6.6 เสียงดังเหมือน………………………………………………………………………. 6.7 เสียงแหบเหมือน……………………………………………………………………. 6.8 ตัวสั่นเปน…………………………………………………………………………… 6.9 ใจหนักแนนเหมือน………………………………………………………………… 6.10 ใจเตนเหมือน……………………………………………………………………… 6.11 หนางอเปน………………………………………………………………………... 6.12 เงียบเหมือน………………………………………………………………………..
  • 95. แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การอานโดยใชเทคนิค พาโนรามา แผนการสอนที่ 9 วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง บทรอยกรอง วัฒนธรรม เวลา 1 คาบ สาระสําคัญ วัฒนธรรมเปนสิ่งที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบเรียบรอย ความกลม เกลียวกาวหนาของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง เมื่อกําหนดเรืองใหอาน นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ ขยายความ สรุปใจความ ่ สําคัญของเรื่องได รวมทั้งรูจกกลวิธีเพิ่มอัตราเร็วในการอาน ั จุดประสงค 1. บอกที่มาและลักษณะคําประพันธของเรื่องได 2. บอกความหมายของคําหรือขอความในเรืองได ่ 3. ถอดคําประพันธที่กําหนดใหได 4. บอกความหมายและความสําคัญของวัฒนธรรมได 5. จับใจความสําคัญของเรื่องได 6. แตงกลอนสุภาพพรรณนาความดีเดนของวัฒนธรรมได เนื้อเรื่อง ที่มาของเรื่อง กลอนเรื่องนี้คดมาจากหนังสือคําประพันธรอยเรื่อง ของหมอมหลวงปน มาลากุล พ.ศ. ั  2496
  • 96. ความมุงหมาย ชี้ใหเห็นถึงความสําคัญของวัฒนธรรมไทย ลักษณะคําประพันธ แตงดวยกลอนสุภาพ เรื่องยอ วัฒนธรรมไทย ไดแก ภาษา วรรณคดี ศิลปะอันงอกงามที่ปรากฏในงานสถาปตยกรรม ดนตรี นาฏศิลป ลายเขี ย น จริยธรรม ระเบียบประเพณี สิ่ ง เหลานี้ลวนเป น ลั ก ษณะประจํ าชาติ โดยเฉพาะ สามารถรวมน้ําใจคนไทยใหมั่นคงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน กิจกรรมการเรียนการสอน 1. กําหนดจุดมุงหมาย (P) - ครูแจงใหนักเรียนทราบจุดมุงหมายในการอานเรื่องวัฒนธรรม วาเปนการอานเพื่อ จับใจความสําคัญ และความเขาใจในเนื้อเรือง รวมทั้งฝกฝนความสามารถในการอานเร็ว ่ 2. การปรับความเร็ว (A) - ใหนกเรียนอานคราวๆ เพื่อตั้งคําถาม โดยครูกําหนดเวลาให 3 นาที ั 3. การตั้งคําถาม (N) - ใหนกเรียนนําใจความสําคัญของเรื่อง มาตั้งเปนคําถาม ั ตัวอยางคําถาม 1) จิตใจแบบไทยแทไดแกอะไร 2) ประโยชนของวัฒนธรรมมีอะไรบาง 4. การสํารวจ (O) - ครูแจกใบความรูประกอบเรือง วัฒนธรรม ใหนกเรียนศึกษา ่ ั - ใหนกเรียนอานบทนําเรื่องประวัติผูแตง เพือตั้งคําถามที่จําเปนในการอาน ั ่ ตัวอยางคําถาม 1) ผูแตงเรื่องวัฒนธรรมคือใคร 2) เรื่องวัฒนธรรมคัดมาจากหนังสืออะไร 3) เรื่องวัฒนธรรมแตงดวยคําประพันธประเภทใด
  • 97. 5. การคิดตาม (R) - ครูเริ่มจับเวลาในการอานของนักเรียน โดยดูเวลาเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหอง - ใหนกเรียนอานเนื้อเรื่องอยางละเอียด ดวยการพยายามตอบคําถามที่ตั้งไว ั 6. การจดบันทึก (A) - ใหนกเรียนหาความหมายของศัพทยากและสรุปใจความสําคัญลงในสมุดแบบฝกหัด ั 7. การใชความจํา (M) - ใหนกเรียนถอดคําประพันธจากเรื่องวัฒนธรรม ั 8. การประเมินผล (A) - ใหนกเรียนทําแบบทดสอบเรื่องวัฒนธรรม ั - ใหนกเรียนแตงกลอนสุภาพพรรณนาความดีเดนของวัฒนธรรม ความยาว 4 บท ั สงครู สื่อการเรียนการสอน 1. ใบความรูประกอบเรื่อง วัฒนธรรม 2. แบบทดสอบเรื่อง วัฒนธรรม การวัดประเมินผล 1. สังเกตการทํากิจกรรม 2. ตรวจแบบทดสอบ 3. ตรวจผลงานการแตงกลอนสุภาพ
  • 98. ใบความรูประกอบเรื่อง วัฒนธรรม ผูแตง หมอมหลวงปน มาลากุล ที่มาของเรื่อง คัดจากหนังสือ คําประพันธรอยเรื่อง ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ อธิบายเพิ่มเติม 1. วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทําใหเจริญงอกงามแกหมูคณะในพระราชบัญญัติวัฒน ธรรม พุทธศักราช 2485 ใหความหมายวา วัฒนธรรมหมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบเรียบรอย ความกลมเกลียวกาวหนาของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทาง วิทยาการ หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมูผลิตหรือสรางขึ้น ดวยการเรียนรูจากกันและกัน และรวมใชอยูในหมูพวกของตน   2. ประเพณี หมายถึง สิ่งที่นิยมนับถือปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเปนแบบแผนขนบธรรม เนียมหรือจารีตประเพณี ( ความหมายจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 )
  • 99. แบบทดสอบเรื่อง วัฒนธรรม คําชี้แจง ตอนที่ 1 ใหนักเรียนกากบาทคําตอบที่ถูกที่สุดเพียงขอเดียวลงในกระดาษคําตอบ 1. ใครแตงเรื่องวัฒนธรรม ก. หมอมหลวงปน มาลากุล  ข. เจือ สตะเวทิน ค. พระยาอุปกิตศิลปสาร ง. เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี 2. ผูแตงเรื่องวัฒนธรรมมีผลงานการประพันธดานใดเปนสวนใหญ ก. นวนิยาย ข. เรื่องสั้น ค. บทละคร ง. บทความวิชาการ 3. เรื่องวัฒนธรรมคัดมาจากไหน ก. คําประพันธบางเรื่อง ข. โคลงกลอนของครูเทพ ค. รอยรสพจมาน ง. คําประพันธรอยเรื่อง 4. เรื่องวัฒนธรรมแตงดวยคําประพันธชนิดใด ก. กาพยยานี ข. กลอนเสภา ค. กลอนดอกสรอย ง. กลอนสุภาพ 5. ขอใดเปนลักษณะบังคับที่สําคัญที่สุดของกลอนสุภาพ ก. จํานวนคํา ข. สัมผัสใน ค. คําเปนคําตาย
  • 100. ง. สัมผัสนอก 6. ขอใดเปนลักษณะไพเราะที่สาคัญที่สุดของกลอนสุภาพ ํ ก. สัมผัสใน ข. สัมผัสนอก ค. คําเปน คําตาย ง. เสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ํา 7. อะไรเปนสิ่งสําคัญที่สุดที่บอกความเปนชนชาติใดชาติหนึง ่ ก. ภาษา ข. ขนบธรรมเนียมประเพณี ค. วัฒนธรรม ง. ศาสนา 8. ขอใดเปนความหมายของวัฒนธรรมที่เหมาะสมที่สุด ก. สิ่งตางๆ ที่เปนมรดกตกทอดมาแตบรรพบุรุษ ข. สิ่งของและความประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ค. ความเจริญกาวหนาในทางวิชาความรู ง. สิ่งอันเปนวิถชีวิตของสังคมที่มนุษยสรางสรรคขึ้น ทั้งที่เปนวัตถุ ความประพฤติ ี ปฏิบัติและความรูสึกนึกคิด 9. อะไรที่จัดเปนวัฒนธรรม ก. ภาษาและวรรณคดี ข. ศิลปกรรม ค. ดนตรี ง. ถูกทุกขอ 10. อะไรเปนองคประกอบที่สําคัญที่สุดของวัฒนธรรม ก. ภาษา ข. ขนบธรรมเนียมประเพณี ค. ศาสนา ง. ศิลปกรรม
  • 101. 11. อะไรเปนผลการพัฒนาขั้นสุดยอดของภาษา ก. ราชาศัพท ข. สุภาษิต ค. รอยกรอง ง. วรรณคดี 12. อะไรเปนความสําคัญสูงสุดของวัฒนธรรม ก. แสดงความเปนชาติ ข. คงความเปนชาติไวได ค. เปนศักดิ์ศรีของชาติ ง. ทําใหเกิดความสามัคคีภายในชาติ อานขอตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 13 – 14 “ในโลกนี้มีอะไรเปนไทยแท ของไทยแนนนหรือคือภาษา ั้ ซึ่งผลิดอกออกผลแตตนมา รวมเรียกวาวรรณคดีไทย” 13. องคประกอบที่สําคัญของวรรณคดีไดแกอะไร ก. ดนตรี ข. ขนบธรรมเนียมประเพณี ค. ธรรมจริยา ง. ภาษา 14. ขอใดเปนศิลปะการใชภาษาสูงสุด ก. การขับรอง ข. การละคร ค. วรรณคดี ง. การโตวาที
  • 102. อานขอตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 15 – 17 “อนึ่งศิลปงามเดนเปนของชาติ เชนปราสาทปรางคทองอันผองใส อีกดนตรีรายรําลวดลายไทย อวดโลกไดไทยแท཰