หลักกาลามสูตรกับการพัฒนาคุณภาพ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

หลักกาลามสูตรกับการพัฒนาคุณภาพ

on

  • 1,169 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,169
Slideshare-icon Views on SlideShare
1,169
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
3
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    หลักกาลามสูตรกับการพัฒนาคุณภาพ หลักกาลามสูตรกับการพัฒนาคุณภาพ Presentation Transcript

    • ๑. อย่าปลงใจเชื่อ ตามที่ฟงๆ กันมา ั คาว่า การได้ยินมาว่า คือการที่เราได้ยินว่าที่นั่นทาแบบนั้นที่นั่นทาแบบนี้ประสบความสาเร็จแบบนั้น ประสบความสาเร็จแบบนี้ นั่นคือสิ่งที่เราได้ยินแต่การปฏิบัตอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การพัฒนาคุณภาพแนวทางอีกหนึ่งอย่างที่ ิเรานามาใช้คือการที่เราได้ยินว่าเพื่อนทาอะไรได้ดีแล้วแสวงหามา ถอดบทเรียน (มิใช่ Copy) จากสิ่งที่เพื่อนทาได้ดี มาปรับใช้เป็นของตนเอง แต่ทว่าการนามาใช้อาจต้องทบทวนว่าสิ่งที่นามานั้นเป็นบริบทของเราหรือไม่เพราะหลายครั้งสิ่งที่เพื่อนเป็น กับสิ่งที่เราเป็นนั้นไม่เหมือนกัน ทาให้การพัฒนาเป็นความทุกข์และเป็นภาระในที่สุด
    • ๒.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา สิ่งนี้เราเรียกว่าความคุ้นชินในการปฏิบัตครับ นั่นคือปฏิบัติกันมาอย่างไร ิฉันก็จะปฏิบัติของฉันอย่างนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนวิธีการทางานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่า ย่อมจะเกิดแรงต้านของบุคลากรที่มีลักษณะแบบนี้ สิ่งนี้อาจต้องมีการพูดคุยร่วมกัน และบอกเล่าให้เห็นความสาคัญและประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าจะส่งผลดีอย่างไรให้กับผู้รับบริการและตัวของผู้ปฏิบัติเอง แต่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ผมขอให้ยึดหลักอยู่ 4 ข้อคือ ง่าย มัน ดี มีสุข ถ้าทาได้ดั่งนี้ การเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายครับ
    • ๓.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ เสียงลือ เสียงเล่าอ้างอันใดพี่เอย (ผมจาได้เท่านี้ครับ) คาเล่า คาลือ จะเป็นพรายกระซิบหรือเทวดากระซิบก็แล้วแต่ว่าจะเป็นทางร้ายหรือทางดีบ่อยครั้งเรามักได้ยินเสียงคาเล่าลือว่าองค์กรเราเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ ถ้าดีเราก็ดีใจ แต่ถ้าเป็นทางไม่ดี แน่นอนว่าเราก็เสียใจ แต่อยากบอกว่า การพัฒนาคุณภาพไม่มีผิด และไม่มีถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบริบทของเราในขณะนั้น การพัฒนาของเราอาจดูแล้วไม่เข้าท่าในสายตาผู้อื่น แต่เข้าท่าในบริบทของเรา สิ่งนี้ไม่ผิด เพียงแต่การพัฒนานั้นสามารถตอบคาถามเหล่านี้ได้หรือไม่ คือดีต่อองค์กร ดีต่อตัวเรา และดีต่อผูรับบริการ ถ้าครบ 3 ดี ก็พัฒนา ้ต่อไปเถอะครับเพราะท่านเดินมาถูกทางแล้วครับ
    • ๔.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตาราหรือคัมภีร์ เอกสารหรือตาราคือสิ่งที่เราใช้ในการศึกษา เพื่อหาแง่มุมในการที่เราจะนาไปพัฒนา ซึ้งในเอกสารและตารานั้นย่อมมีเนื้อหาที่คลอบคลุม และกินความที่กว้างขวางสามารถนาไปปรับใช้ได้ทุกขนาดขององค์กร แต่ดวยขึ้นชื่อว่า้เป็นหนังสือหรือตาราที่ออกโดยสานักนั้น สถาบันนี้ เราจึงเชื่อว่านี่คือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ทาให้สาเร็จสมความมุ่งหมาย จึงเชื่อในทุกสิ่งที่ตาราได้เขียนเอาไว้แล้วนามาสู่การปฏิบัติ บางสิ่งที่เรามีเราก็ปฏิบัติอย่างสบายใจ ในสิ่งที่เราไม่มีก็พยายามหรือก่อตั้งขึ้นให้เหมือนกับที่หนังสือบอก สุดท้ายมาในสิ่งที่เราไม่มีกลายเป็นภาระในปฏิบัติ เพราะอะไร ก็เพราะเราไม่ได้มองบริบทของเราว่าจาเป็นแค่ไหนในการนามาใช้ นั่นคือไม่ได้พิจารณาก่อนก่อนที่จะนามาปฏิบัติว่าคือฉันหรือไม่ ?
    • ๕.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรกะ คาว่าตรรกะ ในที่นี้หมายถึงการคาดเดาครับ แน่นอนว่าการพัฒนาคุณภาพเราต้องยึดหลักข้อเท็จจริง หรือ Management by Fact ในการใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องให้การดูแลเรื่องสุขภาพ และโรคภัยไข้เจ็บของผู้รับบริการ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เรามาใช้จึงเป็นข้อมูลที่มิใช่เกิดจากการคาดเดาเอาเอง ว่าเป็นแบบนั้นหรือเป็นแบบนี้ เพราะถ้าเราใช้ข้อมูลที่เดาเอาเอง แล้วอะไรคือข้อเท็จจริงที่ผู้รับบริการจะได้รับ และอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ก็ยากที่จะคาดเดา ดังนั้นจึงต้องยึดด้วยข้อมูลที่เป็นจริง เพราะนั่นจะทาให้เรารู้ว่าตอนนี้เราอยู่ส่วนใดของการพัฒนาคุณภาพ
    • ๖.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมานการอนุมานก็คือการคาดคะเนครับ ซึ้งก็คล้ายๆกับการคาดเดานั่นเอง เพียงแต่การคาดคะเนนันเรายังมีสิ่งที่นามาคาดคะเนได้ ผิด ้กับการคาดเดาคือไม่มีอะไรเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ก็มใช่ ิวิถีทางแห่งการพัฒนาคุณภาพ เพราะล้วนแต่มิได้อาศัย สิ่งที่เป็นความจริง มาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาครับ
    • ๗.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล เราทุกคนมีเหตุผลในการตัดสินใจสิ่งใดๆด้วยกันทั้งนั้นครับ สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ที่ตนมีอยู่ จึงทาให้เกิดกรณีหลายต่อหลายครั้งว่าทาไมจึงตัดสินใจแบบนี้และอาจมีคาต่อว่า ต่อขานตามมาต่อการกระทาที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการพัฒนาคุณภาพ เพื่อจัดวางระบบ และกาหนดแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่ออะไรหรือครับ ก็เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรใช้เหตุผลของตนเองในการตัดสินใจ หรือใช้ให้น้อยที่สุดเพราะการตัดสินใจด้วยเหตุผลนั้นย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะนั่นอาจมิใช่มาตรฐานหรือความปลอดภัยที่ผู้ป่วยได้รับที่แท้จริงครับ
    • ๘.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว สิ่งนี้เราเรียกว่าความเชื่อมั่นในตนเองครับ การเชื่อมั่นในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะนั่นจะทาให้เรามีความมั่นใจในสิ่งที่เราจะทา แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี นั่นคือเราก็จะไม่ยอมรับฟังในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ แต่จะรับฟังแต่สิ่งที่ตนเองชอบ ซึ้งในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพ การรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้อื่น หรือแหล่งอื่นนั้นเป็นสิ่งสาคัญยิ่ง เพราะการพัฒนาจาต้องอาศัยสิ่งต่างๆจากภายนอกทั้งที่เรารู้แล้ว ไม่รู้ ชอบ และไม่ชอบมาปรับใช้และปรับ เปลี่ยนกระบวนการการพัฒนาของเราให้ดียิ่งขึ้น การที่เรา รับฟังแต่ในเรื่องที่ตนเองชอบหรือถูกใจ นั่นคือเรามีความ เป็นตัวกูของกู และทิฐิในตนเองครับ ลองเปิดใจและรับรู้ ในส่งที่ต่างไปจากตนเอง แล้วจะพบว่าโลกแห่งการ พัฒนาคุณภาพมีอะไรมากกว่าที่เราคิดครับ
    • ๙.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ ข้อเสนอแนะคือสิ่งที่เรามักจะได้เสมอจากผู้เข้ามาเยี่ยมเราใช่ไหมครับ ว่าควรทาแบบนั้น ควรทาแบบนี้ ซึ้งข้อเสนอแนะนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นแบบอย่างในการที่เราจะนาไปพัฒนาต่อ แต่อยากกล่าวกับผู้ที่ได้รับการเยี่ยมว่าข้อเสนอแนะต่างๆที่เราได้รับมานั้น อย่าพึ่งเชื่อทั้งหมด ความหมายของผมคือให้ย้อนกลับมาดูบริบทของเราว่า เราเป็นอย่างไร สิ่งที่เราได้รับมานั้นเราจะมาปรับกับองค์กรเราได้อย่างไร มีอะไรบ้างที่เราสามารถปรับเข้ากับองค์กรเราได้ และสิ่งไหนที่ยังปรับไม่ได้ซึ้งจะต้องใช้เวลา มิใช่นาสิ่งที่ผู้ให้ข้อเสนอนามาปฏิบัติโดยไม่พิจารณาและทันที เพราะเมื่อเป็นแบบนั้นความทุกข์ย่อมเกิดกับผู้ปฏิบัติ เพราะจะเกิดแรงกดดันและความเครียดจึงควรมีกรอบเวลาในการที่จะพัฒนาและปรับปรุงในส่วนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม
    • ๑๐.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านเป็นครูของเรา สิ่งนี้เราอาจได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ ว่า สรพ. ให้ทาแบบนั้น อาจารย์ท่านนี้ให้ทาแบบนี้ เราก็มักจะนาสิ่งที่อาจารย์บอกกับเรามา รวมทั้งเครื่องมือต่างๆที่ออกมา นามาพัฒนาองค์กรของเราอย่างเต็มรูปแบบ คือทุกอย่าง แท้จริงเราต้องทาถึงขนาดนั้นหรือไม่ คาตอบคือไม่ครับ สิ่งที่จะเป็นเกณฑ์ที่จะบอกว่าต้องทาอะไรบ้างนั้นอยู่ที่บริบทของตัวเราเองว่าเป็นเช่นใด อาจารย์ท่านทาได้แต่ชี้ทางให้เห็นว่าเราจะไปทางใด แต่สิ่งที่เป็นเครื่องมือและสัมภาระต่างๆเราต้องเป็นผู้กาหนดเองว่าจะนาสิ่งใดติดตัวไป มิใช่อาจารย์ ดังนั้นแล้วทบทวนบริบทของตนเองให้ดี ก่อนที่เดินหน้าต่อไปครับ