เซลล์และการแบ่งเซลล์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

เซลล์และการแบ่งเซลล์

on

  • 2,774 views

 

Statistics

Views

Total Views
2,774
Slideshare-icon Views on SlideShare
2,768
Embed Views
6

Actions

Likes
0
Downloads
11
Comments
0

1 Embed 6

http://www.slideshare.net 6

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    เซลล์และการแบ่งเซลล์ เซลล์และการแบ่งเซลล์ Presentation Transcript

    • เซลล์และการแบ่งเซลล์ รองศาสตราจารย์ อนันต์ สกุลกิม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
    • ประวัติของเซลล์
      • ชาวเยอรมันสองท่านคือ ชไลเดน ( Schleiden ) นักพฤกษศาสตร์ และ ชวันน์ ( Schwann ) นักสัตววิทยาได้ตั้งทฤษฎีเซลล์ขึ้นในปี 1893 มีใจความว่า
      • “ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบด้วยเซลล์และผลิตภัณฑ์ของเซลล์ ”
    • ขนาดและรูปร่างของเซลล์
      • หน่วยวัด ตัวอย่าง
      • เซนติ = 1 / 100 1 เซนติเมตร = 0.01 เมตร
      • มิลลิ = 1 / 1,000 1 มิลลิเมตร = 0.001 เมตร
      • ไมโคร = 1 / 100,000 1 ไมโครเมตร = 1x10 -6 เมตร
      • นาโน = 1 / 1,000,000,000 1 นาโนเมตร = 1x10 -9 เมตร
      • อังสตรอม =1 / 10,000,000,000 1 อังสตรอม = 1x10 -10 เมตร
    • เซลล์โพรคารีโอต
      • เซลล์โพรคารีโอตพบในสิ่งมีชีวิต 2 กลุ่มคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและแบคทีเรีย จัดเป็นเซลล์โบราณมาก แต่ยังมีวิวัฒนาการมาจนปัจจุบัน
      ลักษณะประจำ 1. ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มในไซโทพลาซึม 2. เยื่อหุ้มเซลล์ไม่มีคอเลสเตอรอลและสเตียรอยด์ 3. ผนังเซลล์เป็นพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ไม่ใช่เซลลูโลส 4. แฟลเจลลาและไพไลเป็นหลอดไม่ใช่ไมโครทูบูล
    • เซลล์แบคทีเรียแสดงแฟลเจลลาและไพไล แฟลเจลลา ไพไล แฟลเจลลา ไพไล
    • เซลล์แบคทีเรียแสดงผนังเซลล์และออร์แกเนลล์
    • เซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ( Anabaena ) เซลล์แบบโพรคารีโอต ไม่มีนิวเคลียส อยู่เป็นสาย แต่ละสายประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากต่อกันคล้ายโซ่ และมีเมือกหุ้มตลอดทั้งโซ่
    • เซลล์ยูคารีโอต
      • เซลล์ยูคารีโอตจะพบในเซลล์ของรา ยีสต์ สาหร่ายทุกชนิดยกเว้นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พืช และสัตว์ จัดว่าเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสและมีเยื่อหุ้ม นอกจากนี้ในไซโทพลาซึมยังมีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนประกอบโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ซึ่งจะมีเยื่อหุ้มล้อมรอบแบ่งเป็น 2 ส่วนชัดเจน
    • โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต
    • โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต นิวเคลียส ไซโทพลาซึม เยื่อหุ้มเซลล์
    • เยื่อหุ้มเซลล์
      • เยื่อหุ้มเซลล์เป็นเยื่อที่เกิดจากฟอสโฟลิพิดสองชั้นหันด้านหัวออกด้านนอก ( ชอบน้ำ ) และหางเข้าด้านใน ( ไม่ชอบน้ำ ) และมีโปรตีนกับคอเลสเตอรอลแทรกเป็นระยะๆโดยโปรตีนทำหน้าที่ควบคุมสารเข้าออกจากเซลล์
      ฟอสโฟลิพิด โปรตีน
    • ฟอสโฟลิพิดมีด้านหัวและหาง หาง
    • เยื่อหุ้มเซลล์ ( ฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นมีโปรตีนแทรก )
    • เยื่อหุ้มเซลล์แสดงโปรตีนแทรกอยู่ แสดงการลำเลียง แสดงช่องโปรตีน
    • เยื่อหุ้มเซลล์ ( การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ) ซ้าย แสดงการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้ม ขวา ฟอสโฟลิพิด
    • ส่วนประกอบนอกเซลล์
      • ส่วนที่หุ้มอยู่นอกเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์พืชและเชื้อราคือผนังเซลล์แต่มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน ในพืชจะมีผนังเซลล์อยู่ 3 แบบคือ
      ๑ . เยื่อชั้นกลาง เกิดขึ้นหลังจากการแบ่งเซลล์เสร็จใหม่ๆเป็นสารพวก เพกทิน ๒ . ผนังเซลล์ปฐมภูมิ เกิดหลังจากเยื่อชั้นกลาง ประกอบด้วยเสารเพกทินและไกลแคนแทรกอยู่ในเซลลูโลส ๓ . ผนังเซลล์ทุติยภูมิ เกิดจากสารพวกลิกนินทับเข้าไปในเซลลูโลส เมื่อพืชมีอายุมากขึ้น ก่อให้เกิดลวดลายต่างๆเมื่อตรวจด้วยกล้อง
    • ผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์พืช ซ้าย แสดงผนังเซลล์ ๒ ชั้น ขวา แสดงการเกิดผนังชั้นทุติยภูมิ
    • ผนังเซลล์ทุติยภูมิ ไซเล็ม รูมีขอบ ลวดลายแบบต่างๆ
    • นิวเคลียส
      • นิวเคลียสจะมีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเรียงตัวกันเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ โดยหันด้านหัวชอบน้ำออกด้านนอกและหางเข้าด้านใน ดังภาพ
    • เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีรูเป็นทางเข้าออกของสารต่างๆ ตลอดจนอาร์เอ็นเอ สารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ภายในมีนิวคลีโอลัส โครงสร้างของนิวเคลียส
    • ส่วนประกอบภายในนิวเคลียส
      • โครโมโซม เป็นส่วนประกอบที่เกิดจากโปรตีนฮิสโตนอยู่ร่วมกับดีเอ็นเอ โครโมโซมจะมีจำนวนจำกัดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีความสำคัญต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะยืดตัวออกเป็นสายยาวเรียกว่าโครมาทิน ดังนั้นโครมาทินจึงมีความสัมพันธ์กับโครโมโซมโดยตรง การเกิดความผิดปกติของโครโมโซมขึ้น เช่นขาดหายไป จะทำให้ดีเอ็นเอหายไปด้วย รหัสบนอาร์เอ็นเอนำรหัส ก็จะผิดพลาดตามไปด้วย การสังเคราะห์โปรตีนจะผิดพลาด เนื่องจากกรดอะมิโนเปลี่ยนชนิดไป ก่อให้เกิดการกลาย ( mutation ) เช่นโคมี 2 หัวไก่มี 4 ขาเป็นต้น
    • ส่วนประกอบโครโมโซมเห็นฮิสโตนกับโครมาติน
    • นิวเคลียส
      • นิวคลีโอลัส ภายใต้เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีนิวคลีโอลัส นิวคลีโอลัสจะทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน โดยการสังเคราะห์อาร์เอ็นเอ จากดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอที่สำคัญคือ
      • ๑ . อาร์เอ็นเอไรโบโซม ( Ribosomal RNA )
      • ๒ . อาร์เอ็นเอถ่ายโอน ( Transfer RNA )
      • ๓ . อาร์เอ็นเอนำรหัส ( Messenger RNA )
    • แสดงการสังเคราะห์โปรตีน
    • ไซโทพลาซึม
      • หมายถึงส่วนที่อยู่ใต้เยื่อหุ้มเซลล์ ป็นที่อยู่ของออร์แกเนลล์หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ภายในไซโทพลาซึมจะมีปฏิกิริยาเคมีมากมาย ดังนั้นภายในไซโทพลาซึม จึงเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่หลายมีแผนก ต่างแผนกต่างมีหน้าที่ ทุกออร์แกเนลล์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเซลล์ทั้งสิ้น ออร์แกเนลล์ที่สำคัญ มีหลายชนิด เช่น ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม กอลจิบอดี ไลโซโซม เซนทริโอล ไคนีโทโซม แวคิวโอลและอื่นๆ
    • ไมโทคอนเดรีย
      • พบในเซลล์พืชและสัตว์ทั่วไปประกอบด้วยเยื่อ 2 ชั้นชั้นนอกเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ ชั้นในเว้าเข้าขดไปมาเรียกว่า คริสตี ผนังชั้นในเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกัน ที่ผนังชั้นที่สองนี้แหละคือแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์เปรียบประดุจกับโรงงานผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเรา เพราะผลิตพลังงานให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นหากไม่มีพลังงานก็ไม่มีเซลล์ เซลล์สัตว์จะพบไมโทคอนเดรียมากกว่าเซลล์พืช และสัตว์ที่มีกัมมันตภาพสูง เซลล์จะมีไมโทคอนเดรียจำนวนมากกว่าสัตว์ที่มีกัมมันตภาพต่ำ
    • ไมโทคอนเดรีย ผนังชั้นนอก ผนังชั้นใน
    • เอนโดพลามิกเรติคิวลัม ไรโบโซม
      • มีลักษณะเป็นจุดกลม ปกติพบบนผิวของเอนโดพลาสมิก เรติคิวลัม เป็นแหล่งสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ หากเปรียบเทียบกับเมืองไทยเป็นเซลล์ ไรโบโซมคือโรงงานผลิตอาหารเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ ไข่ และโปรตีนอื่น ไรโบโซมสร้างจากนิวเคลียส และส่งมาทำงานที่ไซโทพลาซึม ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า
      สังเคราะห์โปรตีนให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ทั้งใช้ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและยังส่งไปช่วยในเซลล์ที่ไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้อีกด้วย
    • ไรโบโซม
    • เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม
      • เป็นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์ยูคารีโอตมีลัษณะเป็นร่องติดต่อระหว่างนิวเคลียสกับไซโทพลาซึม ทำหน้าที่หลักคือการลำเลียงสารจากไซโทพลาซึมสู่นิวเคลียสและจากนิวเคลียสออกสู่ไซโทพลาซึม มีอยู่ 2 แบบคือ
      • ๑ . ชนิดผิวเรียบ ( Smooth ER) ไม่มีไรโบโซมมาเกาะ
      • ๒ . ชนิดผิวหยาบ ( Rough ER ) มีไรโบโซมเกาะที่ผิว
    • เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม ชนิดผิวเรียบ ชนิดผิวหยาบ
    • กอลจิบอดีหรือกอลจิแอพพาราตัส ถุง
      • ลักษณะเป็นท่อแต่เรียงเป็นชั้นลักษณะคล้ายจานคว่ำทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเช่นเอนไซม์ส่งออกไปนอกเซลล์ ผลิตไลโซโซมและสารอื่นๆบรรจุลงในถุง ( Vesicle ) การทำงานคล้ายกับฝ่ายเก็บขยะของเทศบาล คือบรรจุขยะลงในถุงเสียก่อนจึงส่งออกนอกเซลล์
    • ไลโซโซม
      • ลักษณะเป็นถุงเล็กๆผลิตจากกอลจิบอดี ภายในถุงประกอบด้วยเอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในเซลล์รวมทั้งทำลายเซลล์เดิมที่หมดอายุแล้ว เอนไซม์ที่อยู่ภายในยังสามารถย่อยทำลายตัวเองได้เรียกว่าออโทไลซิส
      เอนไซม์
    • เซนทริโอล
      • พบเฉพาะในเซลล์สัตว์และสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิดซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อมีการแบ่งเซลล์ประกอบด้วยไมโครทูบูลในลักษณะ 9+0 ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของโครโมโซมในขณะที่กำลังแบ่งเซลล์
    • ไคนีโทโซมหรือไคนีโทพลาสต์
      • เป็นโครงสร้างที่พบในพวกเซลล์บางชนิดตัวอย่างเช่นโพรโตซัว trypanosome เป็นโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กับแฟลเจลลาและขนเซลล์ พบอยู่ที่ฐานของแฟลเจลลา หรือขนเซลล์ ทำหน้าที่ยึดแฟลเจลลาหรือขนเซลล์ บางคนเรียกว่าเบซัลบอดี ( Basal body)
      แฟลเจลลา
    • แวคิวโอล แสบแวคิวโอล
      • เป็นช่องว่างในเซลล์ พบหลายแบบด้วยกัน ในเซลล์พืชมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่า แสบแวคิวโอล ( Sap vacuole ) หรือแสบเซลล์ ( Sap cell ) เป็นที่อยู่ของสารละลายหลายชนิด สารสี และผลึกที่มีสีต่างๆ ใบพืชที่มีสี ดอกไม้ที่มีสีสรรสวยงามเนื่องจากมีสารสีชนิดต่างๆอยู่ในส่วนนี้
    • แวคิวโอลอาหาร
      • แวคิวโอลที่พบในเซลล์สัตว์เรียกว่า แวคิวโอลอาหาร ( Food Vacuole ) ภายในมีเอนไซม์ย่อยอาหารเช่น ไลโซไซม์ ตัวอย่างเช่นที่พบในกระบวนการฟาโกไซโทซิส ( Phagocytosis ) ของเม็ดเลือดขาว เมื่อโอบล้อมเชื้อโรคจะปล่อยเอนไซม์ย่อยเชื้อจนหมด
    • คอนแทรกไทล์แวคิวโอล
      • ในโพรโตซัวน้ำจืดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนเซลล์ เช่นพารามีเซียมจะมีแวคิวโอลเรียกว่าคอนแทรกไทล์แวคิวโอลทำหน้าที่ขับน้ำออกจากเซลล์เพื่อให้โพรโตซัวดำรงชีวิตอยู่ได้ โครงสร้างดังกล่าวนี้อยู่ในไซโทพลาซึมมีทั้งด้านบนและด้านล่างของเซลล์โครงสร้างดังกล่าวจะทำงานตลอดเวลา ( สังเกตวงกลมตรงกลาง )
    • แวคิวโอล พารามีเซียม อะมีบา คอนแทรกไทล์แวคิวโอล
    • แกรนูล
      • หมายถึงเม็ดเล็กๆที่พบในเซลล์ทั่วไปทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เม็ดเล็กๆนี้อาจเป็นเม็ดโปรตีน เม็ดแป้ง ผลึกของสาร อาหารสะสม สารสี ไขมัน เป็นต้น จัดว่าเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต
    • พลาสติด
      • พลาสติดหมายถึงเม็ดของสารสีที่พบอยู่ในเซลล์พืช โดยอาจจะมีสีแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสารสี หากมีสีเขียวเรียกว่า คลอโร พลาสติด สีขาวเรียกว่าลิวโคพลาสติด และสีอื่นๆนอกจากทั้งสองสีนี้เรียกว่าโครโมพลาสติด
      • สารสีจะพบเป็นจำนวนมากในพืช ก่อให้เกิดสีสรรมากมายสารสีดังกล่าวนี้พบทั้งในแวคิวโอลและในไซโทพลาซึม
    • คลอโรพลาสติดหรือคลอโรพลาสต์
      • มีลักษณะเป็นเม็ด มีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิดเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มมีสองชั้น ชั้นนอกหุ้มตามปกติแต่ชั้นในจะเว้าเข้าลักษณะคล้ายกับไมโทคอนเดรีย ที่เยื่อหุ้มชั้นในนี่เองเป็นที่อยู่ของโปรตีนซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและมีโมเลกุลของคลอโรฟีลล์แทรกอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นแหล่งสร้างอาหารของพืชสีเขียว และเป็นบ่อเกิดของโซ่อาหารของระบบนิเวศ ดังนั้นคลอโรพลาสต์ จึงเป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญมากในพืชสีเขียวและสาหร่าย
    • โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ เยื่อชั้นนอก เยื่อชั้นใน ไทลาคอยด์ สโตรมาลาเมลลา สโตรมา กรานัม ช่องว่างระหว่างเยื่อสองชั้น
    • โมเดลแสดงส่วนประกอบของคลอโรพลาสต์
    • ลิวโคพลาสติดหรือลิวโคพลาสต์
      • เป็นพลาสติดที่มีสีขาวทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารประเภทแป้ง ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หัวมันฝรั่ง เก็บอาหารสะสมไว้ที่หัวในรูปของลิวโค พลาสติด มีทรงเป็นเม็ดทรงกลมรี เมื่อทำปฏิกิริยากับไอโอดีนได้สีน้ำเงินเข้ม
      ลิวโคพลาสต์
    • โครโมพลาสติดหรือโครโมพลาสต์
      • เป็นพลาสติดที่มีสีแตกต่างกันมากมายที่รู้จักกันดีคือแคโรตินอยด์และไฟโคบิลิน
      ๑ . แคโรตินอยด์ประกอบด้วยแคโรทีนสีเหลืองแดง ตัวอย่างคือสีของมะละกอสุก สีหัวแครอท และแซนโทฟีลล์สีเหลือง ตัวอย่างเช่นสีเมล็ดข้าวโพดหวานเป็นสีของแคโรทีน ๒ . ไฟโคบิลินมีหลายสีส่วนมากพบในเซลล์สาหร่ายเช่นไฟโคอีรีทรินพบในสาหร่ายสีแดง ไฟโคไซยานินพบในสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวเป็นต้น
    • ไมโครทูบูล
      • เป็นเส้นใยโปรตีนมีลักษณะเป็นท่อกลวง ภายในท่อเป็นใยโปรตีนสองชนิด เมื่อใยหดตัวเข้าหากันจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว พบไมโครทูบูลในแฟลเจลลา ขนเซลล์ เซน ทริโอล และในไซโทพลาซึม
    • ขนเซลล์และแฟลเจลลา ๙คู่ ๒
      • ขนเซลล์และแฟลเจลลาจะมีโครงสร้างภายในเหมือนกัน คือมีไมโครทูบูล 9 ชุด + 2 ท่อตรงกลาง ขนเซลล์จะต่างจากแฟลเจลลาที่มีจำนวนมากและสั้นกว่าแฟลเจลลา
    • แฟลเจลลาของยูกลีนา
    • ขนเซลล์ของพารามีเซียม ขนเซลล์ของพารามีเซียม
    • การแบ่งเซลล์
      • การแบ่งเซลล์ทางชีววิทยาจะหมายถึงการแบ่งเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เพื่อการเติบโตของสิ่งมีชีวิต และแบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เพื่อเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตลักษณะของการแบ่งจะมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ
      ๑ . ไมโทซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียสออกเป็น 2 ส่วนหลังจากนั้นจะมีการแบ่งไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจำนวนโครโมโซมในนิวเคลียสจะเท่าเดิมคือเริ่มจาก 2 ชุดจะได้ 2 ชุดเท่าเดิม หรือเริ่ม 1 ชุดจะได้ 1 ชุดเท่าเดิม
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
      • ๒ . การแบ่งแบบไมโอซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียส 2 ครั้งตามด้วยการแบ่งไซโทพลาซึม จำนวนโครโมโซมจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยมีมาก่อน เมื่อเริ่ม 2 ชุดสิ้นสุดการแบ่งจะเหลือเพียงชุดเดียวและได้จำนวนเซลล์ 4 เซลล์
      การแบ่งแบบไมโอซิสจะพบทั่วไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเช่นในดอก ในโคน ( cone ) ของพืชพวกสน ในอับสปอร์ของรา ยีสต์ ในอัณฑะของสัตว์เพศผู้ และในรังไข่ของสัตว์เพศเมียเป็นต้น
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
      • หลักการ แบ่งเพื่อการเติบโตเริ่มต้น 1 เซลล์สิ้นสุดการแบ่ง 2 เซลล์แต่ละเซลล์มีจำนวนโครโมโซมเท่าเดิม การแบ่งแบบนี้จะมี 2 ระยะคืออินเทอร์เฟสและไมโทซิส
      ๑ . อินเทอร์เฟสเป็นระยะที่มีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เรียกว่าการถ่ายแบบ ผลที่ตามมาคือจำนวนโครโมโซมจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ละโครโมโซมจะมีแขนเพิ่มขึ้นอีกข้างหนึ่ง เรียกว่าโครมาติด ดังนั้น 1 โครโมโซมจึงมี 2 โครมาติด
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
      • ๒ . ไมโทซิส จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดที่นิวเคลียสเป็นระยะโดยสังเกตดังนี้
      • ๑ . โพรเฟส สังเกตจากนิวเคลียสใหญ่ขึ้นมาก เยื่อหุ้มหายไปเห็นโครโมโซมชัดเจนมากขึ้น
      • ๒ . เมตาเฟส สังเกตจากโครโมโซมมาเรียงกันตรงกลางเซลล์แต่ละโครโมโซมมี 2 แขน เรียกแต่ละแขนว่าโครมาติด
      • ๓ . แอนนาเฟส สังเกตจากโครมาติดแยกขาดออกจากกันเป็น 2 ส่วนแต่ละส่วน เรียกชื่อใหม่ว่าโครโมโซม
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
      • ๔ . เทโลเฟส สังเกตจากโครโมโซมแยกขาดออกจากกันเป็น 2 กลุ่มชัดเจนและเริ่มเห็นเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ลูกทั้ง 2 เซลล์
      • ต่อจากนี้จะ เป็นการแบ่งไซโทพลาซึม ( cytokinesis ) ซึ่งหากเป็นเซลล์พืชเซลล์ลูกทั้งสองจะ ไม่แยกออกจากกัน และเกิดผนังเซลล์ขึ้นแต่หากเป็นเซลล์สัตว์เซลล์ทั้งสองจะ แยกออกจากกัน
      • ในห้องปฏิบัติการจะเห็นเฉพาะออร์แกเนลล์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนิวเคลียส นิวคลีโอลัส คลอโรพลาสต์ ส่วนขนาดเล็กจะไม่เห็น
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส เริ่มต้นที่โครโมโซม ๒ ชุดเมื่อสิ้นกระบวนการโครโมโซมจำนวนเท่าเดิมแต่เซลล์ที่เกิดใหม่ ๒ เซลล์ โปรดสังเกตโครโมโซมสีขาวและแดง
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ( ขยาย๒๗๐๐ เท่า ) โพรเฟส แอนนาเฟส เมตาเฟส เทโลเฟส
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
      • หลักการ แบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ หลังการแบ่งตัวจะได้เซลล์สืบพันธุ์หรือแกมีต จึงพบการแบ่งแบบนี้ที่อวัยวะสืบพันธุ์เช่นดอก อัณฑะ รังไข่
      • เริ่มต้นจากเซลล์ 1 เซลล์เมื่อหมดระยะที่ 1 จะได้เซลล์ลูก 2 เซลล์โครโมโซมเหลือเพียงครึ่งเดียวจากนั้นจะแบ่งต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสุดจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่าแกมีต และมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งเดียว
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
      • ไมโอซิส 1 ประกอบด้วยโพรเฟส 1 เมตาเฟส 1 แอนนาเฟส 1 และเทโลเฟส 1 ในระยะโพรเฟส 1 แบ่งออกได้เป็น 5 ระยะคือ
      • 1. เลพโททีน 2. ไซโกทีน 3. พาไคทีน 4. ดิโพลทีน และ 5. ไดอะคิเนซิส
      • ไมโอซิส 2 ประกอบด้วย โพรเฟส 2 เมตาเฟส 2 แอนนาเฟส 2 และเทโลเฟส 2 บางชนิดมีอินเทอร์เฟสด้วย
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ๒ ชุด เพิ่มจำนวน ๑ ชุด๒ เซลล์ ๑ ชุด ๔ เซลล์
    • การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
    • สวัสดี จบการบรรยาย