Your SlideShare is downloading. ×
  • Like
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Now you can save presentations on your phone or tablet

Available for both IPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)

  • 7,000 views
Published

สื่อการสอนครูชัชพล ศิริกุล …

สื่อการสอนครูชัชพล ศิริกุล
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
No Downloads

Views

Total Views
7,000
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
118
Comments
0
Likes
7

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (History of East Asia)
  • 2. เอเชียตะวันออก คืออะไร ภูมิภาคที่ตั้งอยู่บริเวณซีกตะวันออกของทวีปเอเชีย วิชานี้จะจํากัดขอบเขตเนื้อหาไว้เพียงแค่ ๓ ประเทศ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ทําไมเรียนแค่ ๓ ประเทศ ? -เป็นลักษณะเด่นเฉพาะของอารยธรรมเอเชียตะวันออก -มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน -มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน -เป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบผลสําเร็จ
  • 3. ความสําคัญของเอเชียตะวันออก
  • 4. ในอดีตเอเชียตะวันออกถูกเรียกว่า “เอเชียตะวันออกไกล” (Far East Asia) ปัจจุบันโฉมหน้าของเอเชียตะวันออกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่าง มากมาย ประเทศจีน -เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณที่มีหน้าที่ถ่ายทอด -เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก -มีความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลง กรณี “เทียนอันเหมิน” -การแสดงแสนยานุภาพเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์
  • 5. ประเทศเกาหลี -พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจแยกจากจีน -ความอ่อนแอ ทําให้ต้องเผชิญหน้ากับการคุกคาม -“สงครามเย็น” คือตัวการในการแบ่งเป็นเหนือและใต้ -“เสือเศรษฐกิจของเอเชีย”
  • 6. ประเทศญี่ปุ่น -หยิบยืมวัฒนธรรมบางอย่างไปจากจีน -ความต้องการเป็นมหาอํานาจนําเข้าสู่สงครามโลก -ความพ่ายแพ้ความบอบซ้ําเป็นแค่เพียงบทเรียน -ปัจจุบันคือประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลก
  • 7. ลักษณะทางกายภาพของเอเชียตะวันออก
  • 8. ลักษณะทางกายภาพของจีน -ลักษณะโดยรวมถูกปกคลุมด้วยภูเขาและที่ราบสูง -ที่ราบลุ่มแม่น้ําฮวงโห/แม่น้ําเหลือง -ที่ราบลุ่มแม่น้ําแยงซี/แยงซีเกียง “แม่น้ํา ๒ สายเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของจีน”
  • 9. ลักษณะทางกายภาพของเกาหลี -ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรเกาหลี -แนวพรมแดน ทะเลติดกับญี่ปุ่น-บนบกติดกับจีน -พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาทั้งหมด (ไม่มีที่ราบ) -จุดเด่น คือ ทรัพยากรแร่ธาตุ -แร่ธาตุ ทําให้ต้องตกอยู่ในภาวะการถูกแย่งชิง
  • 10. ลักษณะทางกายภาพของญี่ปุ่น -ญี่ปุ่นมีความแตกต่างจากจีนและเกาหลี (เป็นเกาะ) -ลักษณะส่วนใหญ่เป็นภูเขา (ภูเขาไฟ) -กระแสน้ําเย็น+กระแสน้ําอุ่น มาเจอกันที่ญี่ปุ่น
  • 11. ข้อสังเกต แม้ลักษณะภูมิประเทศจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่สภาพโดยรวมแล้วค่อนข้างมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะทางด้าน ภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อการดํารงชีวิต -ความขยันอดทนที่อยู่ในสายเลือด -แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะ “มันเป็นคุณสมบัติที่เด่นของประชากรในแถบนี้”
  • 12. “อารยธรรมลุ่มแม่น้ําฮวงโห” พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประเทศจีน (สมัยโบราณ)
  • 13. อาณาจักรจีนในสมัยโบราณ ประวัติศาสตร์จีนแบ่งออกเป็น ๓ สมัย ๑.สมัยวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผา (ใช้เครื่องปั้นดินเผาเป็นหลักฐาน) -ประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ เต็มไปด้วยนิยาย+ตํานาน -เชื่อว่าจีนเกิดในยุคน้ําแข็ง ๗๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว(มนุษย์ปักกิ่ง) ก.วัฒนธรรมหยางเชา เครื่องปั้นดินเผามีลวดลาย,ผู้หญิงมีอํานาจ ข.วัฒนธรรมลุงชาน เครื่องปั้นดินเผาไม่มีลวดลาย,ผู้ชายมีอํานาจ
  • 14. ๒.สมัยยุคต้นราชวงศ์ (เซี่ย,ซัง,โจว) ราชวงศ์เซี่ย (ราชวงศ์แรก...?) -กษัตริย์พัฒนามาจากตําแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน -เปลี่ยนจาก สังคมหมู่บ้าน/เผ่า มาเป็น สังคมนคร ราชวงศ์ซัง (ราชวงศ์แรก) -การปกครองยังคงเหมือนเดิม แต่เริ่มยิ่งใหญ่ขึ้น -เริ่มมีการประดิษฐ์ตัวอักษร (เขียนบนกระดูกสัตว์) -เริ่มประดิษฐ์ปฏิทิน (แบ่งเวลาตามฤดูกาล)
  • 15. ราชวงศ์โจว (ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด) -ใช้การปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ ๑.สมัยโจวตะวันตก เมืองหลวงคือ “ซีอาน” ๒.สมัยโจวตะวันออก เมืองหลวงคือ “ลั่วยาง” -ใช้แนวคิดสร้างอํานาจในการปกครองใหม่ -“โอรสแห่งสวรรค์” และ “อาณัติแห่งสวรรค์” -นักปรัชญา ขงจื้อ เล่าจื๊อ เม่งจื้อ เกิดช่วงนี้ +แนวคิดว่าฉันคือศูนย์กลางความเจริญของโลกปรากฏขึ้น + (The Middle of Kingdom)
  • 16. ๓.สมัยยุคอาณาจักร (จิ๋น,ฮั่น) เป็นยุคที่จีนสามารถรวบรวมแผ่นดิน และสามารถขยายอาณาจักรไปได้ อย่างกว้างขว้าง โดยความสามารถของ “จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ”(ฉินสื่อหวง) สมัยราชวงศ์จิ๋น -จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รวบรวมอาณาจักร แบ่งเป็นมณฑล -ใช้การรวมอํานาจไว้ที่ศูนย์กลาง ใช้กฎหมายบังคับ -สร้าง “กําแพงเมืองจีน” (The Great Wall of China)
  • 17. สมัยราชวงศ์ฮั่น (ชาวนาชื่อ “หลิวปิง”) ชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน รวมกลุ่มทําการเปลี่ยนแปลงสถาปนา ตัวเองเป็นจักรพรรดิ “จักรพรรดิฮั่นเกาตี้” ราชวงศ์ฮั่นตอนต้น -ศักดินาสวามิภักดิ์ยังคงเหมือนเดิม -มีการคัดเลือกคนเข้ารับราชการ (สอบโจวงวน) -ขุนนางเริ่มสะสมอํานาจ และก่อกบฏขึ้น -ราชวงศ์ฮั่นต้องสิ้นสุดลงระยะหนึ่ง
  • 18. ราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย -กลับมาอีกครั้ง หลังจากปราบกบฏได้ -จักรพรรดิมิได้มีความเข้มแข็งเหมือนดั่งเดิม -กลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง -กลุ่ม “ขุนศึก” (เหล่าบรรดาทหารค้ําบัลลังก์) จุดจบของราชวงศ์ฮั่น = จุดแตกสลายของอาณาจักรจีน -เข้าสู่ “ยุคสามก๊ก” -๓๐๐ ปีแห่งความแตกแยก
  • 19. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประเทศจีน (สมัยกลาง)
  • 20. อาณาจักรจีนในสมัยกลาง สมัยกลางเป็นสมัยที่เต็มไปด้วยการทําสงครามแย่งชิงอํานาจ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนราชวงศ์ต่างๆ มากมาย ๑.สมัยสามก๊ก (ค.ศ.๒๒๑-๒๖๕) -ราชวงศ์ฮั่นสลายตัวลง เกิดสงครามแย่งชิงอํานาจ -อาณาจักรจีนแบ่งออกเป็น ๓ ก๊ก ๑. ก๊กโจโฉ = ราชวงศ์ไหว ๒. ก๊กซุนกวน = ราชวงศ์วู ๓. ก๊กเล่าปี่ = ราชวงศ์ชูฮั่น
  • 21. “สุมาเยน”“สุมาเอี๋ยน” ผู้รวบรวมจีนให้พ้นจากยุคสามก๊ก พร้อมกับ ตั้งราชวงศ์สินขึ้น (อยู่ได้ไม่นาน) ๒.ราชวงศ์สุย (ค.ศ.๕๘๑ - ๖๑๘) -จักรพรรดิซิวั่งตี่ -นําระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อํานาจมาใช้ -สร้างเมืองใหม่ “เมืองจักรพรรดิ”(Imperia City) -การเกณฑ์แรงงานทําให้ประชาชนเดือดร้อน -พวกเตอร์กรุกราน สถาบันกษัตริย์เริ่มอ่อนแอ - “หลี่ซื่อหมิ่น” โค่นราชวงศ์สุย ตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้น
  • 22. ๓.ราชวงศ์ถัง (ค.ศ.๖๑๘ - ๙๐๗) -“จักรพรรดิถังไท่จง” -เป็นสมัยที่จีนมีความเจริญสูงสุด -อาณาเขตกว้างใหญ่มากขึ้น -เริ่มมีระบบบริหารงานแผ่นดิน - “กระทรวง” “จังหวัด” -มีการก่อตั้งราชบัณฑิตสถาน -พระถัง ซัม จั๋ง “หลวงจีนเหี้ยนจัง”
  • 23. -พุทธศาสนาเริ่มขยายตัว วัดกว่า ๔,๐๐๐ แห่ง -ปลายราชวงศ์ เข้าสู่ยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมจีน ต่อต้านวัฒนธรรมที่มา จากภายนอก (ศาสนาพุทธออกไป ขงจื๊อกลับมา) -ราชวงศ์ถังเสื่อมลงใน ค.ศ.๗๕๑ -พวกเตอร์กโจมตี -พวกเตอร์กเข้ามามีบทบาทในราชสํานัก -จีนแตกออกเป็นส่วนๆ -เข้าสู่ “สมัย ๕ ราชวงศ์” (เข้าสู่ยุคมืด)
  • 24. ๔.ราชวงศ์ซ้อง (ซุ้ง) (ค.ศ.๙๖๐ - ๑๒๗๐) -“เจากวนหยิน” ได้รวบรวมจีนขึ้นอีกครั้ง -จัดการปกครองแบบรวมศูนย์อํานาจอีกครั้ง -ราชวงศ์ซ้องไม่เข้มแข็งพอ -ใช้วิธีจ่ายสินบนให้กับพวกเตอร์ก พวกมองโกล -“วัฒนธรรมรัดเท้าสตรี”
  • 25. ๕.ราชวงศ์หยวนหรือมองโกล (ค.ศ.1260-1368) (ต่างชาติ) -“ครั้งแรกที่จีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ” -“จักรพรรดิกุบไลข่าน” -พวกมองโกลใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง -ปลายราชวงศ์หยวน ผู้นําเริ่มอ่อนแอ -“ลูหยวนจัง” ชาวนาคนที่สอง โค่นล่มราชวงศ์หยวนลง
  • 26. ๖.ราชวงศ์เหม็ง (ราชวงศ์ชิง)(ค.ศ.1368-1644) -“ลู หยวน จัง” ชาวนาคนที่สองต่อจากหลิวปิง -มีความเจริญด้านการเดินเรือ (เริ่มค้าขายกับไทย) -ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามา (มาร์โคโปโล) -ความเสื่อมของราชวงศ์มาจาก ปัญหาด้านเศรษฐกิจ -สงครามจีนญี่ปุ่น -สุดท้าย กลุ่มแมนจู โค่นล้มราชวงศ์เหม็งลง
  • 27. ๗.ราชวงศ์แมนจู (ค.ศ.๑๖๔๔-๑๙๑๑) (ต่างชาติ) - “จักรพรรดิชุนชือ” -พวกแมนจูพยายามโจมตีจีนมาโดยตลอด -ยังคงใช้การรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ศูนย์กลาง (องค์จักรพรรดิ) -ใช้นโยบายผสมกลมกลืนวัฒนธรรม ๑.บังคับให้ชาวจีนได้ผมเปีย โกนหัวช่วงหน้า ๒.นําภาษาแมนจูมาเป็นภาษาราชการ -ราชวงศ์แมนจูสามารถปกครองจีนเรื่อยมา จนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
  • 28. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ประเทศเกาหลี (สมัยโบราณ)
  • 29. อาณาจักรเกาหลีในสมัยโบราณ -อาณาจักรเกาหลีกําเนิดเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล (สมมุติฐาน) -จากการขุดพบซากโครงกระดูก (คุลโป-รี และ ปูโบ-รี) -นิยาย+นิทานปรัมปรา คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกาหลี (อิทธิพล จีน) - “หนังสือโคกุน”(Kogun) ตํานานการเกิดเกาหลี -หวั่นอิน ให้หลานชื่อ “โคกุน” ลงมาสร้างเกาหลี -ชาวเกาหลีจึงเคารพบูชา ในฐานะผู้ให้กําเนิด - “โชซุน”(Chosun) = “โคกุน” (Kogun) ซึ่งทั้งสองคําข้างต้น แปลว่า “อรุณอันสงบ”
  • 30. ยุคสามอาณาจักร (๓๗ ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ.๙๓๕) (อาณาจักรโคกูเรียว , อาณาจักรแพ็คเจ , อาณาจักรซิลลา) -ประวัติศาสตร์เกาหลีเริ่มมาจากอาณาจักรทั้งสาม ๑.โคกูเรียว (Koguryo) เป็นอาณาจักรแรก อยู่ทางทิศเหนือ ๒.แพ็คเจ (Paekje) เป็นอาณาจักรถัดมา ทางตกเฉียงใต้ ๓.ซิลลา (Shilla) เป็นอาณาจักรต่อมา ทางออกเฉียงเหนือ
  • 31. -อารยธรรมจีนเริ่มแผ่ขยายสู่ดินแดนเกาหลีในช่วงนี้ (แพ็คเจตัวนํา) “ศาสนาพุทธคือสิ่งแรกที่เข้ามา” “รูปแบบการปกครองแบบ รัฐ “ -ราชวงศ์ซ้อง (จีน) เข้ามามีบทบาทกับสงคราม ๓ อาณาจักร “ราชวงศ์ซ้องสนับสนุนอาณาจักรซิลลา..จัดการแพ็จเจ ” “สุดท้ายอาณาจักรซิลลา มีชัยเหนือทุกอาณาจักร ” สิ่งเดียวที่ซิลลานํามาจากจีนคือ “พุทธศาสนา” + นี่คือ จุดเริ่มต้นของจีนในการแทรกแซงทางการเมืองเกาหลี +
  • 32. -การแย่งชิงอํานาจ การลอบปลงพระชนม์ การเกิดกบฏ นําไปสู่จุดแตก สลายของอาณาจักรซิลลา และจุดจบของยุคสามอาณาจักร ยุคอาณาจักรโคเรียว (ค.ศ.๙๑๘ - ๑๓๙๗) -หลังจากการสลายตัวของยุคสามอาณาจักร ค.ศ.๙๑๘ -“วังกอน” ได้รวบรวมผู้คน สถาปนาอาณาจักรโคเรียว (Koryo) -สมัยนี้กล่าวได้ว่าเป็นสมัยแห่งการลอกเลียนจีนมากที่สุด -ประเพณีถวายบุตรสาวให้แก่กษัตริย์ -สอบเข้ารับราชการ (เดิมใช้สืบทอดตําแหน่ง) -ชนชั้นทางสังคม (ขุนนาง)
  • 33. -อาณาจักรโคเรียวในช่วงปลายค่อนข้างวุ่นวาย -ความเหลื่อมล้ําทางสังคม -โจรสลัดอาละวาดแถบชายฝั่ง -การเมืองจีนเปลี่ยนแปลง “ราชวงศ์มองโกล ราชวงศ์เหม็ง ” - การเมืองจีนส่งผลให้เกาหลีแตกออกเป็น ๒ กลุ่ม (กลุ่มมองโกล - กลุ่ม เหม็ง) -“ขุนพล ยี ซองเกีย” ถือโอกาสยึดอํานาจ - สุดท้ายก็สถาปนาราชวงศ์ ยี ขึ้นในปี ค.ศ.๑๓๙๒ (ปกครองเกาหลียาวว)
  • 34. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ประเทศเกาหลี (สมัยกลาง)
  • 35. อาณาจักรเกาหลีในสมัยกลาง เกาหลีในสมัยกลางมีช่วงยาวนานถึง ๕๑๘ ปี (ค.ศ.๑๓๙๒-๑๙๑๐) และมีเพียงราชวงศ์ ยี (ราชวงศ์เดียว) ที่ครองอํานาจ - ยี ซองเกีย สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์เหม็ง(จีน)(ทุกอย่างจากจีนมาเต็ม) +ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (ยึดที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ) +กีดกั้นพุทธศาสนา แต่ส่งเสริมขงจื้อ (จีน) +กระทรวง / มณฑล (นําของจีนมาใช้)
  • 36. โครงสร้างทางสังคมเกาหลีสมัยกลาง เปรียบเป็นรูปปิรามิด -ชนชั้นส่วนยอด “ยางบัน(Yang ban)” เชื้อพระวงศ์ -ชนชั้นที่สอง “จุลอิง(Chung-in)” ข้าราชการ -ชนชั้นที่สาม “ยางมิน(Yangmin)” สามัญชน -ชนชั้นสุดท้าย “ชอนมิน(Chonmin)” ทาส +ราชวงศ์ ยี ครองเกาหลียาวนานกว่า ๕๐๐ ปี จนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
  • 37. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น(สมัยโบราณ)
  • 38. อาณาจักรญี่ปุ่นในสมัยโบราณ ประวัติความเป็นมาของญี่ปุ่นในยุคโบราณ ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ส่วนใหญ่ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น วิวัฒนาการประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แบ่งออกเป็น ๓ วัฒนธรรม ๑.วัฒนธรรมโจมอน (๘,๐๐๐-๓๐๐ ก่อนค.ศ.) -เริ่มออกจากถ้ํา สร้างที่พักง่ายๆ -เครื่องปั้นดินเผาเริ่มเกิดขึ้น +ตุ๊กตา “โดงุ”(Dogu) +วัฒนธรรมโจมอน สิ้นสุดลงเมื่อมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าเข้ามาแทนที่+
  • 39. ๒.วัฒนธรรมยายอย (๓๐๐ ก่อนค.ศ.) วัฒนธรรมโจมอนสิ้นสุด เมื่อมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าเข้ามาแทนที่ นั่นคือ วัฒนธรรมการปลูกข้าวในที่ลุ่ม หรือ วัฒนธรรมยายอย ลักษณะวัฒนธรรมยายอย -มีการปลูกข้าวในที่ลุ่ม (เป็นวิทยาการที่มาจากจีน) -เริ่มรวมกลุ่ม เริ่มมีการปกครอง เริ่มมีพิธีกรรม -เริ่มมีการฝังศพชนชั้นสูงในสุสานขนาดใหญ่ (เหมือนจีน) -ภาชนะดินเผาประณีตขึ้น -เกิดเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทําจากโลหะ
  • 40. ๓. วัฒนธรรมโคะฟุน หรือ วัฒนธรรมแบบที่มีหลุมฝังศพ -โคะฟุน คือ สุสานฝังศพ -เป็นสมัยที่ปรากฏสุสานต่างๆ ขนาดใหญ่จํานวนมาก -สุสานรูปกุญแจ,รูปวงกลม,รูปสี่เหลี่ยม -คั่นฉ่องสัมฤทธิ์ -ตุ๊กตาดินเผา “ฮานิวา”(Haniwa) -พุทธศาสนาเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามา -การฌาปนกิจศพ(การเผาเข้ามาแทนที่การฝัง)
  • 41. สมัยวัฒนธรรมโคะฟุน = สมัยแห่งการหลั่งไหลของวัฒนธรรมจีน -ช่วงเวลาเดียวกับ ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง +ศาสนาพุทธคือตัวนําแห่งวัฒนธรรมทั้งหมดจากจีน -การเมืองการปกครอง -ระบบสอบคัดเลือกข้าราชการ -ลัทธิขงจื๊อ ลัทธิเต๋า -ศาสนาชินโต (เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นสร้างสรรค์ขึ้นจากการเลียนแบบ)
  • 42. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น(สมัยกลาง)
  • 43. อาณาจักรญี่ปุ่นในสมัยกลาง เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้านการเมืองการปกครองภายในญี่ปุ่น -จักรพรรดิเริ่มหมดอํานาจลง -สถาบันทหาร(นักรบ)เข้ามาแทนที่ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ – ยุคสมัยใหม่ (ค.ศ.๑๒๐๑-๑๓๐๐) สมัยกลางแบ่งออกเป็น ๓ ยุคสมัย ดังนี้ ๑. สมัยคามากูระ ๒. สมัยอาชิคางะ ๓. สมัยโตกูกาวะ
  • 44. ๑. สมัยคามากูระ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง -อํานาจเริ่มกระจายไปสู่แค้วนต่างๆ -กําเนิดพุทธศาสนา (นิกายใหม่) -เกิดระบบการปกครองตนเองของเขตชนบท (บาคูฟุ)(โช กุน) + สภาพสังคมในช่วงนี้ บั่นทอนอํานาจราชสํานักลง+ +เปิดโอกาสให้กลุ่มนักรบมีบทบาทแทน +
  • 45. การเมืองการปกครอง (สมัยคามากูระ) สมัยคามากูระ ได้ตั้งสภาขึ้นมา ๓ สภา ๑. สภานักรบ (Samurai dokoro) ทําหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้องคุ้มครองให้แก่ “โชกุน” ๒. สภาบริหาร (Mandokoro) หน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน การใช้เงินและดูแลที่ดินต่างๆ ๓. สภาตุลาการ (Monchujo) หน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ ของสามัญชน
  • 46. ศาสนาและวัฒนธรรม (สมัยคามากูระ) เป็นสมัยที่พุทธศาสนาแพร่หลายสู่ประชาชนมากที่สุด ๑. นิกายสุขาวดี ๒. นิกายนิชิเร็น,นิชิเร็ง ๓. นิกายเซ็น + นิกายทั้ง ๓ เป็นนิกายที่ไม่เน้นปรัชญาคําสอนที่ลึกซึ้ง + + ไม่เน้นพิธีกรรมที่ซับซ้อน เน้นความเชื่อที่ว่า ใครก็สามารถบรรลุได้ +
  • 47. ลัทธิบูชิโด (Bushio) “กฎเกณฑ์ของกลุ่มนักรบ” เกิดขึ้นจากการเมืองการปกครองที่ เปลี่ยนแปลงไป จริยธรรมลัทธิบูชิโดประกอบด้วย ๑. ความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนาย(ขงจื๊อ) ๒. นักรบทุกคนต้องไม่กลัวตาย(การทําฮาราคีรี) ๓. สามารถบังคับจิตใจตนเองได้(พุทธ) ๔. ต้องรักษาความสะอาด(ชินโต) ๕. ต้องมีความกล้าหาญที่แฝงไว้ด้วยความเมตตากรุณา(พุทธ)
  • 48. ๒. สมัยอาชิคางะ สภาพการเมืองการปกครอง -เป็นสมัยที่พวกมองโกลเริ่มเข้ามารุกราน (หยวนจีน) -ปัญหาการแย่งชิงราชบัลลังก์ของราชสํานักยังคงอยู่ -ความมั่นคงทางการเมือง ถึงจุดวิกฤต +ลักษณะสําคัญของการปกครองในยุคนี้ คือ “ลักษณะท้องถิ่นนิยม” (Regionalism)
  • 49. วัฒนธรรม (สมัยอาชิคางะ) -ลักษณะวัฒนธรรมสมัยนี้รับมาจากนิกายเซ็น -ละครโน (No) -ประเพณีดื่มน้ําชา หรือ พิธีชงชา (chado)
  • 50. ๓. สมัยโตกูกาวะ (ค.ศ.๑๖๐๐-๑๘๖๗) -เป็นสมัยที่ญี่ปุ่นพยายามยกทัพบุกจีนถึง ๒ ครั้ง (เหม็ง) -การเมืองการปกครองได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ -เริ่มใช้นโยบายปิดประเทศ (ห้ามต่างชาติเข้ามาค้าขาย) สภาพสังคมสมัยโตกูกาวะ ประกอบด้วย ๒ ชนชั้น ๑. นักรบ(ผู้ปกครอง) ๒. สามัญชน(ผู้ถูกปกครอง)
  • 51. สรุป ยุคสมัยโตกูกาวะ เป็นช่วงสุดท้ายของสังคมศักดินาสวามิภักดิ์ที่มีความสันติสุข ๒๖๐ ปีกับนโยบายปิดประเทศ ลัทธิจักรวรรดินิยม ทําให้ญี่ปุ่นไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ จําเป็นต้องเปิดประเทศเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในเวลาต่อมา..........