2010 online ii_law_01

0 views
54 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
0
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
1
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

2010 online ii_law_01

  1. 1. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (1) สรุปหลักกฎหมายแพงและพาณิชย กฎหมายแพงและพาณิชย เปนกฎหมายเอกชน เนื่องจากกําหนดความสัมพันธระหวาง เอกชนกับเอกชน ในฐานะเทาเทียมกัน มีทั้งหมด 6 บรรพ และวาดวยเรื่องตางๆ ดังตอไปนี้ บรรพ 1 วาดวยหลักทั่วไป บรรพ 2 วาดวยหนี้ บรรพ 3 วาดวยเอกเทศสัญญา บรรพ 4 วาดวยทรัพยสิน บรรพ 5 วาดวยครอบครัว บรรพ 6 วาดวยมรดก เรื่องที่ 1 กฎหมายลักษณะบุคคล บุคคลทางกฎหมาย หมายถึง ผูซึ่งอาจมีหรืออยูภายใตบังคับแหงสิทธิและหนาที่ตามกฎหมาย ซึ่งบุคคลตามกฎหมาย แบงเปน 2 ประเภท คือ 1. บุคคลธรรมดา และ 2. นิติบุคคล 1. บุคคลธรรมดา 1.1 เริ่มตนสภาพบุคคล เมื่อมีการคลอด คือ เมื่อทารกออกมาจากครรภมารดาหมดทั้งตัว และอยูรอดเปนทารก คือ หัวใจเตนหรือหายใจแมเพียงเสี้ยววินาที ดังนั้น แมจะยังไมตัดสายสะดือหรือยังไมตัดรกก็ตาม ยอมมีสภาพบุคคลนับแตนั้น 1.2 ความสําคัญของการมีสภาพบุคคล การมีสภาพบุคคลสงผลใหมีสิทธิในรางกายและสิทธิอื่นๆ เชน มรดกซึ่งตนพึง ไดรับเมื่อมีสภาพบุคคล หรือสิทธิในผลประโยชนอื่นบางประการซึ่งพึงไดรับหากทารกในครรภมีสภาพบุคคล กลาวคือ เมื่อเปนทารก ในครรภมารดาขณะบิดาตายและภายหลังไดคลอดและอยูรอดเปนทารกแลว ยอมเรียกรองสิทธิเหลานั้นยอนหลังไปได เชน ตัวอยาง บิดาเสียชีวิตในขณะที่ ด.ช. เอ อยูในครรภมารดาได 6 เดือน ดังนี้ ด.ช. เอ เมื่อคลอด และอยูรอดเปนทารกแลว ยอมมีสิทธิใน มรดกนั้น
  2. 2. สอบตรงนิติศาสตร (2)__________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 1.3 ภูมิลําเนาของบุคคล - ใหถือหลักแหลงสําคัญของบุคคลนั้นวาอาศัยอยูที่ใด ซึ่งอาจมีหลายแหงก็ได เชน ในกรณีที่ผูนั้นอยูอาศัยสับเปลี่ยน ไปมา ดังนั้น ภูมิลําเนาของบุคคลจึงไมจําเปนตองมีแหงเดียว - ถาไมมีภูมิลําเนาปรากฏเปนหลักแหลง ใหถือวาถิ่นที่พบตัวบุคคลนั้น เปนภูมิลําเนา - คูสมรส ถือเอาภูมิลําเนาของทั้งสามี ภริยา ทั้งคู เวนแตแสดงเจตนาแยกกันอยางชัดแจง - ผูเยาว ถือตามผูแทนโดยชอบธรรม แตถาบิดา มารดาแยกกันอยู ใหถือตามภูมิลําเนาที่บิดาหรือมารดาที่ผูเยาวอยู ดวย - คนไรความสามารถ ถือตามภูมิลําเนาของผูอนุบาล - บุคคลอาจมีภูมิลําเนาเฉพาะการได เชน การยายที่อยูดวยคําสั่งราชการ ใหถือวา ถิ่นที่อยูที่ถูกโยกยายไปนั้นเปน ภูมิลําเนา - บุคคลผูตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก จะมีภูมิลําเนาที่ทัณฑสถานหรือเรือนจํา 1.4 บุคคลที่หยอนความสามารถ 1.4.1 ผูเยาว คือ บุคคลที่ยังไมบรรลุนิติภาวะ ซึ่งจะบรรลุนิติภาวะไดนั้นโดย 2 วิธี คือ 1) อายุครบ 20 ปบริบูรณ หรือ 2) ถาอายุยังไมครบ 20 ปบริบูรณ ตองไดทําการสมรสโดยถูกตองตามกฎหมาย ดวยการจดทะเบียนสมรส นอกจากนั้น ถาชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปบริบูรณ แตยังไมครบ 20 ปบริบูรณ ทั้งคูตองไดรับความยินยอมจากผูแทน โดยชอบธรรม ถาอายุไมถึง 17 ป จะตองไดรับคําสั่งศาลอีกดวย คือ ศาลตองอนุญาตใหสมรสกอน ในกรณีมีเหตุอันสมควร เชน กรณีหญิงตั้งครรภ หลักทั่วไปในการทํานิติกรรมของผูเยาว ตองไดรับความยินยอมของผูแทนโดยชอบธรรมกอน ถาไมไดความยินยอม นิติกรรมที่ผูเยาวทําลงจะมีผลเปนโมฆียะ เวนแตจะเขาขอยกเวนตอไปนี้ ขอยกเวนในการทํานิติกรรมของผูเยาว คือ นิติกรรมที่ผูเยาวสามารถทําไดเองโดยไมตองขอความ ยินยอมของผูแทนโดยชอบธรรม 1) นิติกรรมที่ไดมาซึ่งสิทธิหรือหลุดพนจากหนาที่ 2) นิติกรรมที่ตองทําเองเฉพาะตัว เปนนิติกรรมที่ผูเยาวตองตัดสินใจเองโดยแท 3) นิติกรรมที่ทําลงใหสมแกฐานานุรูปและจําเปนตอการเลี้ยงชีพ 4) กรณีทําพินัยกรรม ผูเยาวจะทําพินัยกรรมไดเมื่ออายุครบ 15 ปบริบูรณ ถาผูเยาวยังอายุไมครบ 15 ป บริบูรณ ยอมมีผลทําใหพินัยกรรมนั้นเปนโมฆะ 5) ผูเยาวประกอบกิจการคา ซึ่งผูแทนโดยชอบธรรมไดยินยอมแลว 1.4.2 คนไรความสามารถ คือ คนสติไมสมประกอบหรือเรียกวาคนวิกลจริต ซึ่งถูกศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ โดยศาลจะตั้ง “ผูอนุบาล” ใหเปนผูใชอํานาจปกครองคนไรความสามารถ คนไรความสามารถ ถาทํานิติกรรมยอมเปน โมฆียะ เสมอ ผูอนุบาลตองทําแทน 1.4.3 คนเสมือนไรความสามารถ คือ ผูที่ไมอาจจัดการงานของตนเองได เพราะอาจมีกายพิการ หรือจิตฟนเฟอน แตไมถึงขนาดวิกลจริต หรือเสพสุรายาเมาเปนอาจิณ เมื่อมีการรองขอแลวศาลจะตั้ง “ผูพิทักษ” ใหเปนผูใชอํานาจปกครองดูแลคน เสมือนไรความสามารถ คนเสมือนไรความสามารถ ทํานิติกรรมได สมบูรณ เวนแตการทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพยสินที่สําคัญ ตองขอ ความยินยอมจากผูพิทักษกอน มิฉะนั้นจะเปน โมฆียะ
  3. 3. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (3) 1.4.4 คนวิกลจริต คือ คนบา ที่ยังไมถูกศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ คนวิกลจริต โดยปกติทํานิติกรรมได มีผล สมบูรณ เวนแต ก) ทํานิติกรรมขณะที่จริตวิกล และ ข) คูกรณีอีกฝายหนึ่งไดรูดวยวาผูทํานิติกรรมเปนคนวิกลจริต ซึ่งจะมีผลเปน โมฆียะ 1.5 การสิ้นสภาพบุคคล 1.5.1 ตาย หมายถึง กานสมองหยุดทํางาน 1.5.2 สาบสูญ หมายถึง การตายโดยผลของกฎหมาย แบงเปน 2 กรณี - กรณีธรรมดา บุคคลไปเสียจากภูมิลําเนา หรือถิ่นที่อยูโดยไมมีใครทราบวาเปนตายรายดีอยางไร และ พนเวลา 5 ป - กรณีพิเศษ ซึ่งเกิดเหตุภัยพิบัติ หรือทําการสงคราม หรือเกิดภยันตรายอันอาจเปนภัยถึงชีวิต โดยไมมีใคร ทราบวาเปนตายรายดีอยางไร เมื่อพนกําหนดเวลา 2 ป ความสําคัญ*** การสาบสูญทั้งสองกรณีขางตน ใหผูมีสวนไดเสีย เชน บิดามารดา คูสมรส ผูสืบสันดาน หรือ อัยการรองตอศาลใหมีคําสั่งใหผูนั้นเปนคนสาบสูญ และเปนคนสาบสูญได ศาลตองสั่งใหเปนคนสาบสูญเทานั้น 2. นิติบุคคล คือ บุคคลที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย เชน กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด เทศบาล อบจ. อบต. กรมตํารวจ กองทัพเรือ/บก/อากาศ วัด วัดของศาสนาอื่นที่จดทะเบียนเปนนิติบุคคลแลว หางหุนสวนจดทะเบียน บริษัทจํากัด สมาคม มูลนิธิ เปนตน - นิติบุคคล เมื่อจดทะเบียนแลว ยอมเกิดสิทธิและหนาที่เหมือนบุคคลธรรมดา เชน เปนเจาของทรัพยได ทํานิติกรรม สัญญาได โดยผานผูแทนนิติบุคคล แตสิทธิและหนาที่บางประการที่นิติบุคคลไมอาจทําได เชน การจดทะเบียนสมรส การรับรองบุตร การรับรองบุตรบุญธรรม - นิติบุคคลที่พบในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มี 5ประเภท ไดแก 1. หางหุนสวนสามัญจดทะเบียน 2. หางหุนสวนจํากัด 3. บริษัทจํากัด 4. สมาคม 5. มูลนิธิ ขอควรจํา*** บริษัทมหาชนจํากัด มิใชนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย แตเปนนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. บริษัท มหาชน พ.ศ. 2535 - ภูมิลําเนาของนิติบุคคล ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญ หรือถิ่นที่เปนที่ตั้งที่ทําการ หรือถิ่นที่ไดเลือกเอาเปนภูมิลําเนาเฉพาะ การ - นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาแสดงเจตนาที่แตกตางกัน คือ นิติบุคคล ใหนึกถึงองคกร จะแสดงเจตนาวาจะทําสัญญา หรือ ดําเนินธุรกรรมใด ไดนั้นตองผานผูแทนนิติบุคคล และการที่ทํานั้นตองไมเกินวัตถุประสงคแหงนิติบุคคลนั้น หากกระทําเกินขอบแหง วัตถุประสงคยอมไมผูกพันตอนิติบุคคลนั้น แตหากนิติบุคคลทําการดังกลาวแสวงหาผลประโยชนเรื่อยมา ยอมไมอาจปฏิเสธความรับผิดได ตัวอยาง เชน บริษัท น้ํามัน จํากัด มีวัตถุประสงคในการคาน้ํามัน แตภายหลังกลับรับจอดรถยนต เชนนี้บริษัทดังกลาวกระทําเกิน ขอบเขตวัตถุประสงคแหงนิติบุคคล หากภายหลังรถของลูกคาหายไป บริษัทดังกลาวยอมตองรับผิดชอบในเหตุนั้น
  4. 4. สอบตรงนิติศาสตร (4)__________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 เรื่องที่ 2 กฎหมายลักษณะทรัพย ทรัพย หมายความวา วัตถุมีรูปราง ทรัพยสิน หมายความรวมทั้งทรัพยและวัตถุไมมีรูปราง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได ขอสังเกต ทรัพย นอกจากหมายความรวมถึงวัตถุมีรูปรางแลว จะตองเปนวัตถุที่อาจมีราคาและอาจถือเอาไดดวยตาม ความหมายของทรัพยสิน 1. ประเภทของทรัพยสิน 1.1 อสังหาริมทรัพย หมายความวา ที่ดินและทรัพยอันติดอยูกับที่ดินมีลักษณะเปนการถาวร หรือประกอบเปนอันเดียวกับ ที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพยอันติดอยูกับที่ดิน หรือประกอบเปนอันเดียวกับที่ดินนั้นดวย 1.2 สังหาริมทรัพย หมายความวา ทรัพยสินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพยสิน นั้นดวย 1.3 ทรัพยแบงได หมายความวา ทรัพยอันอาจแยกออกจากกันเปนสวนๆ ไดจริงถนัดชัดแจง แตละสวนไดรูปบริบูรณลําพัง ตัว 1.4 ทรัพยแบงไมได หมายความวา ทรัพยอันจะแยกออกจากกันไมได นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย และ หมายความรวมถึงทรัพยที่มีกฎหมายบัญญัติวาแบงไมไดดวย ความสําคัญ*** การแบงประเภททรัพยออกเปนทรัพยแบงไดและทรัพยแบงไมได สวนใหญจะใชเพื่อประโยชนของผูเปน เจาของรวม เพราะถาเปนทรัพยแบงไดก็มักไมมีปญหา สามารถแบงไดตามสวน แตหากเปนทรัพยแบงไมไดอาจตองมีวิธีแบงอยางอื่น เชน นําทรัพยไปขายเพื่อนําเงินมาแบงกัน เปนตน 1.5 ทรัพยนอกพาณิชย หมายความวา ทรัพยที่ไมสามารถถือเอาไดและทรัพยที่โอนแกกันมิไดโดยชอบดวยกฎหมาย ตัวอยาง เชน สิทธิที่จะไดรับคาอุปการะเลี้ยงดูเปนทรัพยนอกพาณิชยจะสละ หรือโอนไมได หรือที่วัด ที่ธรณีสงฆ หรือที่ศาสนสมบัติ กลางเปนทรัพยนอกพาณิชย 2. สวนควบ สวนควบของทรัพย หมายความวา สวนซึ่งโดยสภาพแหงทรัพยหรือโดยจารีตประเพณีแหงทองถิ่นเปนสาระสําคัญ ในความเปนอยูของทรัพยนั้น และไมอาจแยกจากกันไดนอกจากจะทําลาย ทําใหบุบสลาย หรือทําใหทรัพยนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรง หรือสภาพไป องคประกอบของสวนควบ 1. เปนสาระสําคัญในความเปนอยูของตัวทรัพย มีอยู 2 ลักษณะ คือ - โดยสภาพของตัวทรัพยเอง - โดยจารีตประเพณีแหงทองถิ่น ตัวอยาง บานเปนสาระสําคัญของที่ดิน บานจึงเปนสวนควบของที่ดิน 2. ทรัพยที่มารวมกันนั้นไมอาจแยกจากกันได นอกจากจะทําลาย ทําใหบุบสลายหรือทําใหทรัพยนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรง หรือสภาพไป 3. อุปกรณ หมายความวา สังหาริมทรัพยซึ่งโดยปกตินิยมเฉพาะถิ่น หรือโดยเจตนาชัดแจงของเจาของทรัพยที่เปนประธาน เปนของใชประจําอยูกับทรัพยที่เปนประธานเปนอาจิณเพื่อประโยชนแกการจัดดูแล ใชสอย หรือรักษาทรัพยที่เปนประธาน และเจาของทรัพย ไดนํามาสูทรัพยที่เปนประธานโดยการนํามาติดตอหรือปรับเขาไว หรือทําโดยประการอื่นใดในฐานะเปนของใชประกอบกับทรัพยที่เปน ประธานนั้น
  5. 5. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (5) 4. ดอกผล ดอกผลมีอยู 2 ชนิด คือ 1. ดอกผลธรรมดา 2. ดอกผลนิตินัย ดอกผลธรรมดา หมายความวา สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย ซึ่งไดมาจากตัวทรัพย โดยการมีหรือใชทรัพยนั้น ตามปกตินิยม และสามารถถือเอาไดเมื่อขาดจากทรัพยนั้น ดอกผลนิตินัย หมายความวา ทรัพยหรือประโยชนอยางอื่นที่ไดมาเปนครั้งคราวแกเจาของทรัพยจากผูอื่นเพื่อการที่ไดใช ทรัพยนั้น และสามารถคํานวณและถือเอาไดเปนรายวันหรือตามระยะเวลาที่กําหนดไว สาระสําคัญของดอกผลนิตินัย 1. ดอกผลนิตินัยตองเปนทรัพยหรือเปนประโยชน 2. ดอกผลนิตินัยตองเปนทรัพยที่ตกไดแกเจาของแมทรัพย 3. ดอกผลนิตินัยจะตองตกไดแกผูเปนเจาของแมทรัพยเปนการตอบแทนจากการที่ผูอื่นไดใชตัวแมทรัพยนั้น 4. ดอกผลนิตินัยจะตองเปนดอกผลที่ตกไดแกเจาของแมทรัพยเปนครั้งคราว ขอสังเกต ผลกําไรที่ไดจากการขายทรัพยไมใชดอกผลนิตินัย แตผลกําไรที่ไดจากการแบงกําไรของหางหุนสวนหรือเงินปนผล ใหแกผูถือหุนในบริษัท ถือวาเปนดอกผลนิตินัย ผูใดมีสิทธิในดอกผล เจาของกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินเปนเจาของดอกผลของตัวแมทรัพยนั้น ไมวาจะเปนดอกผลนิตินัย หรือดอกผลธรรมดา ขอยกเวนที่ผูอื่นมีสิทธิในดอกผล 1. มีกฎหมายบัญญัติไวเปนพิเศษ เชน - ดอกผลของสินสวนตัวเปนสินสมรส - บุคคลผูไดรับทรัพยสินไวโดยสุจริต ยอมจะไดดอกผลอันเกิดแตทรัพยสินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู - ถาจะตองสงทรัพยสินคืนแกผูมีสิทธิเอาคืน ผูนั้นไมตองคืนดอกผลตราบเทาที่ยังสุจริตอยู เมื่อใดรูวาจะตองคืนก็ถือวา ไมสุจริตแลว 2. มีขอตกลงไวเปนอยางอื่น 3. บุคคลที่ไมไดเปนเจาของแมทรัพยนั้นมีสิทธิเอาดอกผลไปชําระหนี้ที่เจาของแมทรัพยเปนหนี้ตน 5. การครอบครองปรปกษ เปนการที่บุคคลครอบครองทรัพยสินของผูอื่น โดยสงบและเปดเผยดวยเจตนาเปนเจาของ กรณี อสังหาริมทรัพย ไดครอบครองติดตอกันเปนเวลา 10 ป กรณี สังหาริมทรัพย ได ครอบครองติดตอกัน เปนเวลา 5 ป บุคคลนั้นได กรรมสิทธิ์
  6. 6. สอบตรงนิติศาสตร (6)__________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 เรื่องที่ 3 กฎหมายลักษณะนิติกรรม-สัญญา นิติกรรม หมายความวา การใดๆ อันทําลงโดยชอบดวยกฎหมาย และดวยใจสมัคร มุงโดยตรงตอการผูกนิติสัมพันธขึ้นระหวาง บุคคล เพื่อจะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ 1. ลักษณะของนิติกรรม 1.1 ตองมีการแสดงเจตนาของบุคคล 1.2 ตองประกอบดวยใจสมัคร 1.3 มุงใหมีผลผูกพันในทางกฎหมาย 1.4 เปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมาย 1.5 การกระทํานั้นเพื่อกอใหเกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิ ขอควรจํา*** การทํานิติกรรมที่สมบูรณตามกฎหมายจะตอง ครบเงื่อนไขทั้ง 5 ประการ จึงจะมีผลบังคับใชได หากนิติกรรม ใดทําไมถูกตองตามที่กฎหมายกําหนดแลว จะสงผลใหนิติกรรมนั้นไมสมบูรณหรืออาจตกเปนโมฆะตามกฎหมาย 2. ประเภทของนิติกรรม นิติกรรมอาจแบงออกไดประเภท 3 ประเภท คือ 2.1 นิติกรรมฝายเดียวกับนิติกรรมหลายฝาย - นิติกรรมฝายเดียว เชน นิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝายเดียว เชน การตั้งมูลนิธิ การทํา พินัยกรรม เปนตน - นิติกรรมหลายฝาย เชน นิติกรรมที่เกิดไดโดยการแสดงเจตนาตั้งแต 2 ฝายขึ้นไป เชน สัญญาซื้อขาย สัญญาเชา เปนตน 2.2 นิติกรรรมที่มีผลเมื่อผูทํามีชีวิตอยู กับนิติกรรมที่มีผลเมื่อผูทําตายแลว - นิติกรรมที่มีผลเมื่อผูทํายังมีชีวิตอยู เชน นิติกรรรมที่ผูทําเจตนาประสงคจะใหเกิดผล ในขณะมีชีวิตอยู เชน คํามั่น จะใหรางวัล เปนตน - นิติกรรมที่มีผลเมื่อผูทําตายแลว เชน นิติกรรมที่ผูทําประสงคใหเปนผล เมื่อตนเองไดเสียชีวิตลงแลว เชน พินัยกรรม เปนตน 2.3 นิติกรรมที่มีคาตอบแทน กับนิติกรรมไมมีคาตอบแทน 3. ความสามารถของบุคคลในการทํานิติกรรม กลาวคือ ถานิติกรรมใดไดกระทําลงโดยผูหยอนความสามารถตามกฎหมาย ซึ่งไดแกบุคคล 4 จําพวก คือ ผูเยาว, คนวิกลจริต, คนไรความสามารถ และคนเสมือนไรความสามารถ นิติกรรมนั้นยอมตกเปนโมฆียะ 4. แบบแหงนิติกรรม หมายถึง วิธีการที่กฎหมายกําหนดไวเปนพิเศษเพื่อเปนหลักบังคับใหผูทํานิติกรรม ตองทําตามใหครบถวน มิฉะนั้น นิติกรรมจะตกเปนโมฆะ เชน ชนิดที่ตองทําเปนหนังสือ ไดแก สัญญาเชาซื้อ, สัญญาตัวแทนบางประเภท เปนตน หรือกรณีที่ ตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียน ตอพนักงานเจาหนาที่ เชน สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย, สัญญาขายฝาก เปนตน
  7. 7. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (7) 5. ความสมบูรณของการแสดงเจตนา การแสดงเจตนาทํานิติกรรมที่มีผลใหนิติกรรมนั้นๆ ไมสมบูรณตามกฎหมาย อาจมี ลักษณะดังตอไปนี้ 5.1 การแสดงเจตนาซอนเรน กลาวคือ เปนการแสดงเจตนาออกมาใหเห็นวามุงที่ จะผูกพันตามที่จะแสดงออก แตแทที่ จริงแลวมิไดประสงคตามที่ไดแสดงออกแตประการใด นิติกรรมนั้นไมตกเปนโมฆะ เวนแตคูกรณีอีกฝายหนึ่งจะไดรูถึงเจตนาอันซอนอยู ในใจของผูแสดงนั้น 5.2 การแสดงเจตนาลวง ไดแก การที่ผูแสดงเจตนาไดสมรูรวมคิดกับคูกรณีอีกฝายหนึ่ง ที่เปนผูรับการแสดงเจตนาโดย การแสรงแสดงเจตนาออกมาที่ไมตรงกับเจตนาที่แทจริง ทั้งนี้เพียงเพื่อลวงบุคคลภายนอก การแสดงเจตนาลวงเชนวานั้นมีผลเปนโมฆะ 5.3 นิติกรรมอําพราง จะมีลักษณะเปนการทํานิติกรรมขึ้นมาสองฉบับ ซึ่งมีเนื้อหา ขอความที่แตกตางกัน โดยทํานิติกรรม อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อปกปดอําพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่ประสงคใหมีผลผูกพันระหวางกันเอง ทําใหนิติกรรมมีผลเปนโมฆะ เชนเดียวกัน 5.4 การแสดงเจตนาโดยสําคัญผิด หมายถึง การแสดงเจตนาโดยเขาใจผิด ซึ่งมีทั้งสวนที่ทําใหเปนโมฆะ และโมฆียะ 5.5 การทํานิติกรรมเพราะกลฉอฉล คือ การหลอกลวง เพื่อใหบุคคลอื่นทํานิติกรรม ซึ่งมีทั้งฉอฉลโดยคูกรณี และ บุคคลภายนอก สงผลใหเปนไดทั้ง โมฆียะ หรือสมบูรณ 5.6 การทํานิติกรรมเพราะถูกขมขู คือ ตองเปนการขมขูโดยไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งมีทั้งคูกรณีขมขู และบุคคลภายนอก ขมขู สงผลใหนิติกรรมนั้นเปนโมฆียะ 5.7 การทํานิติกรรมที่ตองหามชัดแจงตามกฎหมาย โดยหลักแลวสงผลใหนิติกรรมนั้นเปนโมฆะ 5.8 การทํานิติกรรมที่พนวิสัย ขัดตอความสงบเรียบรอย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยหลักแลวเปนโมฆะ 6. ความไมเปนผลแหงนิติกรรม 6.1 โมฆะกรรม คือ นิติกรรมนั้นเสียเปลามาตั้งแตตนไมมีผลบังคับตามกฎหมาย 6.2 โมฆียกรรม คือ นิติกรรมที่อาจถูกบอกลางใหเปนโมฆะแตเริ่มแรกได และอาจไดรับสัตยาบันทําใหนิติกรรมนั้นสมบูรณ มาแตเริ่มแรกไดเชนกัน สัญญา เปนนิติกรรมหลายฝายเกิดจากการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแตสองฝายขึ้นไป ซึ่งแตละฝายนั้นอาจจะเปนบุคคล คนเดียว หรือหลายคนก็ได สัญญาเปนนิติกรรมอยางหนึ่ง ฉะนั้น จึงนําเอาหลักเกณฑเกี่ยวกับความสมบูรณของนิติกรรมมาใชบังคับ แกสัญญาดวย 1. องคประกอบของสัญญา 1.1 สัญญาเกิดขึ้นโดยบุคคลตั้งแต 2 ฝายขึ้นไป เนื่องจากสัญญาเปนนิติกรรมสองฝาย จึงจําเปนที่ตองมีคูสัญญาตั้งแต สองฝายขึ้นไป 1.2 มีการแสดงเจตนาที่ถูกตองตรงกันของคูสัญญา กลาวคือ มีการแสดงเจตนาขอทําสัญญาที่เรียกวา “คําเสนอ” และ คําตอบรับตามคําเสนอนั้นที่เรียกวา “คําสนอง” สัญญาจึงจะเกิดขึ้น 1.3 ในการทําสัญญาดังกลาวตองมีวัตถุประสงคของคูกรณี กลาวคือ ในการแสดงเจตนาทํานิติกรรมจะตองมีวัตถุประสงค ในการทํานิติกรรมทั้งสิ้น ไมวาจะเปนนิติกรรมฝายเดียว หรือนิติกรรมสองฝายก็ตาม ซึ่งหากไมมีวัตถุประสงคยอมไมเกิดเปนนิติกรรม
  8. 8. สอบตรงนิติศาสตร (8)__________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 2. ประเภทของสัญญา 2.1 สัญญาตางตอบแทนกับสัญญาไมตางตอบแทน - “สัญญาตางตอบแทน” เปนสัญญาที่คูสัญญาตางเปนทั้งเจาหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน กลาวคือ คูสัญญาตางฝาย ตางมีภาระหนาที่ในการตอบแทนตอกัน - “สัญญาไมตางตอบแทน” เปนสัญญาที่กอหนี้ฝายเดียวโดยที่ไมทําใหคูสัญญาทั้งสองฝายตกเปนเจาหนี้ลูกหนี้ซึ่ง กันและกัน กลาวคือ มีคูสัญญาฝายหนึ่งเทานั้นที่เปนเจาหนี้ โดยที่คูสัญญาอีกฝายหนึ่งเปนเพียงลูกหนี้เทานั้น 2.2 สัญญามีคาตอบแทนกับสัญญาไมมีคาตอบแทน - “สัญญามีคาตอบแทน” เปนสัญญาที่คูสัญญาตางมีสิทธิไดรับคาตอบแทนซึ่งกันและกัน ซึ่งคาตอบแทนนั้น อาจจะเปนทรัพยสิน แรงงาน หรือประโยชนอยางอื่นใดก็ได - “สัญญาไมมีคาตอบแทน” เปนสัญญาที่กอประโยชนใหคูสัญญาแตเพียงฝายเดียวโดยที่คูสัญญาอีกฝายหนึ่งไม ไดรับประโยชนอยางใดเปนคาตอบแทน 2.3 สัญญาประธานกับสัญญาอุปกรณ - “สัญญาประธาน” เปนสัญญาที่เกิดขึ้นอยูไดโดยลําพังไมขึ้นกับสัญญาอื่นใด ซึ่งโดยอาศัยความสมบูรณของ สัญญาจากตัวสัญญานั้นเองเทานั้น เชน สัญญาซื้อขาย เปนตน - “สัญญาอุปกรณ” เปนสัญญาที่อาศัยความสมบูรณจากสัญญาอื่นอีกฉบับหนึ่ง โดยที่ไมสามารถเกิดขึ้นและเปนอยู ไดโดยลําพังดวยตนเองได 2.4 สัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก เปนสัญญาที่คูสัญญาฝายหนึ่งตกลงกับคูสัญญาอีกฝายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขวา จะใหคูสัญญาฝายใดฝายหนึ่งจัดการ ชําระหนี้ที่คูสัญญาผูกพันใหแกบุคคลภายนอกตามที่ไดตกลงกัน โดยที่บุคคลภายนอกนั้นไมจําตองเขามาเปนคูสัญญาดวย
  9. 9. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (9) เรื่องที่ 4 กฎหมายลักษณะหนี้ 4.1 หนี้ หมายถึง นิติสัมพันธระหวางบุคคลสองฝาย ฝายหนึ่งเรียกวาเจาหนี้ อีกฝายหนึ่งเรียกวาลูกหนี้ โดยเจาหนี้มีสิทธิที่จะ เรียกรองใหลูกหนี้ปฏิบัติการชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ความผูกพันที่สามารถใชสิทธิเรียกรองไดตามกฎหมาย เชน หนี้โดยการละเมิด หรือหนี้โดยกฎหมาย เชน ภาษีอากร เปนตน 4.2 องคประกอบของหนี้ มีลักษณะสําคัญ ดังนี้ 4.2.1 การมีนิติสัมพันธ (ความผูกพันกันในกฎหมาย) หากกฎหมายไมรองรับการนั้นก็ไมเกิดหนี้ผูกพันดวย 4.2.2 การมีเจาหนี้และลูกหนี้ (เปนบุคคลสิทธิ) 4.3.3 ตองมีวัตถุแหงหนี้ ไดแก - หนี้กระทําการ เชน ลูกจางตองทํางานใหนายจาง - หนี้งดเวนกระทําการ เชน ผูเปนหุนสวนตองงดเวนไมทําการคาแขงกับหางหุนสวน - หนี้สงมอบทรัพยสิน (หรือโอนกรรมสิทธิ์) เชน ผูใหเชาตองสงมอบทรัพยสินซึ่งใหเชา 4.3 บอเกิดแหงหนี้ 4.3.1 หนี้เกิดโดย นิติกรรม-สัญญา ซึ่งเมื่อมีการผูกนิติสัมพันธขึ้น ก็ยอมเกิดความเปนเจาหนี้-ลูกหนี้ขึ้น โดยปกติ เมื่อ เกิดหนี้ ลูกหนี้จะหลุดพนจากเคราะหแหงหนี้ไดดวยการชําระหนี้ ซึ่งจะชําระหนี้อยางไรนั้น ยอมเปนไปตามที่ตกลงในสัญญาที่ทําลง กฎหมายจะไมยุงเกี่ยว แตจะคอยควบคุมอยูกวางๆ มิใหออกนอกกรอบที่กฎหมายระบุ เพราะนิติกรรมเปนบรรดากรณีที่กฎหมายไมอาจ กลาวไดทั้งหมด เชน การซื้อขายรถยนต การเชาบาน เปนตน การตกลงกันทางธุรกิจ กฎหมายจึงไมเกี่ยวของดวย แตกําหนดกรอบมิให กระทําทุจริตเทานั้น 4.3.2 หนี้เกิดโดย นิติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นโดยการกระทําซึ่งไมมุงกอใหเกิดผลตามกฎหมาย แตกฎหมายจะเอาเรื่องวา กระทําดั่งนี้ผิด และตองชดใช เชน ละเมิด ลาภมิควรได (การไดทรัพยสินเกินสวนที่ควรจะได) จัดการงานนอกสั่ง หรือเปนนิติเหตุตามที่ กฎหมายบัญญัติ เชน บุตรจําเปนตองอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เปนตน โดยผูกระทําผิดตามหนี้ลักษณะนี้ ตองจายคาสินไหมทดแทน ซึ่งศาลจะเปนผูวินิจฉัยตามควรแกพฤติการณและความรายแรงแหงเหตุ 4.4 กําหนดการชําระหนี้ หากคูกรณีมิไดกําหนดเวลาชําระหนี้ไวแนนอน กฎหมายใหถือวา หนี้นั้นตองถึงกําหนดชําระโดยพลัน แตถาตกลงกันไว แลว ก็ใหเปนไปตามที่ตกลงไว ขอควรจํา*** - การชําระดอกเบี้ย หากตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว กฎหมายใหคิดอัตราไมเกินรอยละ15 ตอป สวนกรณีมิไดตกลงอัตรา ดอกเบี้ยกันไว ใหคิดอัตรารอยละ 7.5 ตอป - หากฝาฝน คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด คือ เกินรอยละ15 ตอป กฎหมายใหถือวาดอกเบี้ยนั้น เปนโมฆะ มิใหคิดดอกเบี้ยเลย แตเงินตน (ที่เปนหนี้) นั้น ลูกหนี้ยังคงตองชําระอยู
  10. 10. สอบตรงนิติศาสตร (10)_________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 4.5 ความระงับแหงหนี้ มี 5 กรณี คือ 4.5.1 การชําระหนี้ เขาหลัก “มีหนี้ตองชําระ” คือ เมื่อมีหนี้ตอกันและไดชําระหนี้แลวก็ถือวาหนี้เปนอันระงับ 4.5.2 การปลดหนี้ คือ เจาหนี้ยอมปลดหนี้ใหแกลูกหนี้โดยเสนหา ทําโดยขีดฆา หรือคืนเอกสารหลักฐานการเปนหนี้ ใหแกลูกหนี้เสีย 4.5.3 การหักกลบลบหนี้ คือ บุคคลทั้งสองมีความเปนเจาหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน ก็เอาหนี้ซึ่งกันและกันมาหักกลบ กันไป 4.5.4 การแปลงหนี้ใหม คือ เปลี่ยนสาระสําคัญของหนี้ เชน เปลี่ยนตัวเจาหนี้ เปลี่ยนตัวลูกหนี้ เปลี่ยนวัตถุแหงหนี้ ตัวอยาง นาย ก เปนหนี้ นาย ข อยู 500 บาท พอถึงกําหนดชําระหนี้ นาย ข ผูเปนเจาหนี้ตกลงกับ นาย ก ให นาย ก ตัดหญาในสนาม หลังบาน เปนการชําระหนี้แทนเงิน 4.5.5 หนี้เกลื่อนกลืนกัน คือ หนี้ที่ความเปนเจาหนี้และลูกหนี้อยูในตัวคนเดียวกัน เชน นาย ข เปนหนี้นาย ก 5,000 บาท แตภายหลังนาย ก ตาย และทําพินัยกรรมยกทรัพยสินใหแก นาย ข แตเพียงผูเดียว เชนนี้กฎหมายใหถือวาหนี้ระงับสินไป เพราะสิทธิ และหนาที่ของผูตาย ตกอยูในตัวคนผูเปนลูกหนี้แลว
  11. 11. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________________________________ สอบตรงนิติศาสตร (11) เรื่องที่ 5 กฎหมายลักษณะละเมิด 5.1 หลักเกณฑการละเมิด ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอ ทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใหเขาเสียหายถึงแกชีวิตก็ดี แกรางกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพยสินหรือสิทธิอยางหนึ่งอยางใดก็ดี ทานวาผูนั้นทําละเมิดจําตองใชคาสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น 5.2 ความรับผิด บุคคลที่ทําละเมิดจะตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนในการกระทําของตนเอง กรณียุยง สงเสริม สนับสนุน หรือรวมกันทําละเมิด ก็ตองรับผิดดวยเชนกัน 5.3 กรณีที่ตองรับผิดในการกระทําละเมิด 1) การใชสิทธิเกินสวน การใชสิทธิซึ่งมีแตจะใหเกิดเสียหายแกบุคคลอื่นนั้น เปนการอันมิชอบดวยกฎหมาย ขอสังเกต*** การปลูกอาคารสูงบังบานที่อยูใกลเคียงจนไมไดรับลมและแสงสวางจากภายนอกพอสมควร เปนละเมิด แต ถาเปนยานการคาที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีราคาแพง แมจะปลูกสรางอาคารสูงบังบานผูอื่น ก็ถือวาเปนการใชสิทธิตามควรแกสภาพ ที่ตั้งที่ดินนั้น ไมเปนละเมิด 2) ความรับผิดของนายจาง นายจางตองรวมกันรับผิดกับลูกจางในผลแหงละเมิด ซึ่งลูกจางไดกระทําไปในทางการที่ จางนั้น ขอสังเกต*** นายจางมีสิทธิไลเบี้ยลูกจาง เมื่อนายจางซึ่งไดใชคาสินไหมทดแทนใหแกบุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอัน ลูกจางไดทํานั้น 3) ความรับผิดของตัวการ ตองรับผิดชอบกับตัวแทนในผลละเมิด ซึ่งตัวแทนไดกระทําไปภายในขอบอํานาจแหงฐานะ ตัวแทน 4) ความรับผิดของผูวาจางทําของ ผูวาจางทําของไมตองรับผิดเพื่อความเสียหายอันผูรับจางไดกอใหเกิดขึ้นแกบุคคล ภายนอกในระหวางทําการงานที่วาจาง เวนแตผูวาจางจะเปนผูผิดในสวนการงานที่สั่งใหทํา หรือในคําสั่งที่ตนใหไว หรือในการเลือกหา ผูรับจาง 5) ความรับผิดของบิดามารดา ผูอนุบาล บุคคลใดแมไรความสามารถเพราะเหตุเปนผูเยาวหรือวิกลจริตก็ยังตองรับผิด ในผลที่ตนทําละเมิด บิดามารดาหรือผูอนุบาลของบุคคลเชนวานี้ยอมตองรับผิดรวมกับเขาดวย เวนแตจะพิสูจนไดวาตนไดใชความ ระมัดระวังตามสมควรแกหนาที่ดูแลซึ่งทําอยูนั้น ขอสังเกต*** ตองเปนบิดาโดยชอบดวยกฎหมาย ถาเปนบิดาที่ไมชอบดวยกฎหมายถือวาเปนผูดูแลผูเยาวตองบังคับตาม ขอถัดไป 6) ความรับผิดของครู อาจารย นายจาง หรือผูรับดูแล ครูบาอาจารย นายจาง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคล ผูไรความสามารถอยูเปนนิตยก็ดี ชั่วครั้งคราวก็ดี จําตองรับผิดรวมกับผูไรความสามารถในการละเมิดซึ่งเขาไดกระทําลงในระหวางที่อยู ในความดูแลของตน ถาหากพิสูจนไดวาบุคคลนั้นๆ มิไดใชความระมัดระวังตามสมควร 7) ความเสียหายอันเกิดจากสัตว ถาความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว ทานวาเจาของสัตวหรือบุคคลผูรับเลี้ยงรับรักษา ไวแทนเจาของ จําตองใชคาสินไหมทดแทนใหแกฝายที่ตองเสียหายเพื่อความเสียหายอยางใดๆ อันเกิดแตสัตวนั้น เวนแตจะพิสูจนไดวา ตนไดใชความระมัดระวังอันสมควรแกการเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว หรือตามพฤติการณอยางอื่น หรือพิสูจนไดวาความ เสียหายนั้นยอมจะตองเกิดมีขึ้นทั้งที่ไดใชความระมัดระวังถึงเพียงนั้น ขอสังเกต*** ในกรณีที่มีผูรับเลี้ยงรับรักษาสัตวโดยเจาของไมไดเกี่ยวของดวย ผูรับเลี้ยงรับรักษาจะตองรับผิดแตผูเดียว เจาของไมตองรับผิดดวย แตถาผูที่เลี้ยงรับรักษาเปนการทําแทนเจาของทรัพย เจาของไมพนความรับผิด
  12. 12. สอบตรงนิติศาสตร (12)_________________________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 8) ความเสียหายที่เกิดจากยานพาหนะ บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอยางใดๆ อันเดินดวยกําลัง เครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะตองรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแตยานพาหนะนั้น เวนแตจะพิสูจนไดวาการเสียหายนั้นเกิดแตเหตุ สุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผูตองเสียหายนั้นเอง 5.4 คาสินไหมทดแทน คาสินไหมทดแทนจะพึงใชโดยสถานใดเพียงใดนั้น ใหศาลวินิจฉัยตามควรแกพฤติการณและความรายแรงแหงละเมิด คาสินไหมทดแทนนั้น ไดแกการคืนทรัพยสินอันผูเสียหายตองเสียไปเพราะละเมิด หรือใชราคาทรัพยสินนั้น รวมทั้งคาเสียหายอันจะพึง บังคับใหใชเพื่อความเสียหายอยางใดๆ อันไดกอขึ้นนั้นดวย ขอสังเกต*** (1) ความเสียหายที่ผูทําละเมิดตองรับผิดตองเปนความเสียหายที่เปนผลโดยตรงจากการกระทําละเมิด (1.1) กรณีที่ไมเปนคาเสียหายโดยตรงจากการกระทําละเมิด เชน คาเสียหายที่เปนคาใชจายในการดําเนินคดี คารถ ในการพาพยานไปใหปากคําตอพนักงานสอบสวน คาจางทนายความ เปนตน (1.2) กรณีที่เปนคาเสียหายโดยตรงจากการกระทําละเมิด เชน คายานพาหนะไปกลับโรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลที่ถูก ทําละเมิด คาจางรถนั่งไปทํางานเพราะเดินไมได เปนตน (2) การใชราคาทรัพยสินที่เสียหายจากเหตุละเมิดตองคํานวณราคาทรัพยโดยคิดราคาในขณะเกิดเหตุละเมิด ไมใชคิดจาก ราคาที่ซื้อเดิม

×