210 printing-otherstuff
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

210 printing-otherstuff

on

  • 417 views

JC210 lecture (15-11-13) on other stuff about printing - ink, colors, paper, binding, etc.

JC210 lecture (15-11-13) on other stuff about printing - ink, colors, paper, binding, etc.

Statistics

Views

Total Views
417
Views on SlideShare
417
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
1
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

210 printing-otherstuff 210 printing-otherstuff Document Transcript

  • เรื่องนารูเกี่ยวกับการพิมพ: หมึก สี กระดาษ การเก็บเลม (วส 210 – 02/2556) ศรรวริศา เมฆไพบูลย sanwarisa@gmail.com 1. หมึกพิมพ • หมึกพิมพเปนวิวัฒนาการของหมึกที่พัฒนามาจากหมึกสําหรับเขียน สมัยโบราณทําจากธรรมชาติ คือสี จากพืชและสีจากแรธาตุในพื้นดิน ซึ่งมีการนํามาพัฒนาจนมีคุณสมบัติมาตรฐานเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 • เริ่มแรกในจีนและอียิปต โดยทําจากผงเขมาสีดําเคี่ยวกับกระดูกสัตวและยางไม ชาวจีนชื่อซูหมินตั้ง โรงงานผลิตหมึกพิมพครั้งแรกเมื่อราวศตวรรษที่ 6 ตอมาในศตวรรษที่ 13 จึงมีการผลิตหมึกเปน อุตสาหกรรม มีการคนควาจนไดหมึกที่เหมาะกับการพิมพแตละประเภท แตเก็บเปนความลับกอนจะ เปดเผยในหนังสือ Mechanic Exercise ของโจเซฟ ม็อกซอน ปจจัยที่สงผลตอการเลือกหมึกพิมพ  ระบบการพิมพที่ใช แทนพิมพและความเร็วในการพิมพ ระบบปอนกระดาษ  ความทนทานตอสีของวัสดุพิมพ การใชงานของชิ้นงานสําเร็จ  การแหงตัวของหมึก  ประเภทของวัสดุพิมพ วัสดุพิมพจะมีผิวหนาที่มีสมบัติทั้งทางเคมีและกายภาพแตกตางกัน หมึกพิมพที่ เหมาะสมกับการพิมพวัสดุแตละประเภทจึงมีองคประกอบแตกตางกัน  วัตถุประสงคของการพิมพ เชน บรรจุภัณฑอาหารตองใชสีที่ไมเปนพิษเพื่อไมใหกออันตรายตอผูบริโภค หรือหมึกพิมพสําหรับงานโฆษณากลางแจงก็ควรมีคุณสมบัติไมซีดจางเมื่อไดรับแสงแดดและความรอน สวนผสมของหมึกพิมพ • ตัวสี pigment เปนผงสีเล็กละเอียด ใหสีแกการพิมพ หากแบงตามลักษณะทางเคมีของวัตถุ ก็อาจเปน สารอินทรีเคมี (จากพืชและสัตว) กับสารอนินทรียเคมีจากแรธาตุที่ทําใหเกิดสี สวนในทางการพิมพ อาจ แบงตามคุณสมบัติในการจางชาหรือเร็ว แลวแตลักษณะของตัวสีที่ไดมาจากวัตถุตางๆ เชน สีดํา (คารบอน เขมาไฟจากการเผาน้ํามันจากพืช หรือแร หรือการผสมอินทรีเคมีอื่นๆเขาดวยกัน) โดยทั่วไป เม็ดเนื้อสีจะมีขนาด 100 ไมครอนขึ้นไป • ตัวนําสี vehicles สารละลายที่ทําใหหมึกเหลวและยึดตัวสีไวในหมึกขณะที่หมึกอยูในภาชนะบรรจุ ทําให ผสมสีไดทั่ว สม่ําเสมอ ไมระเหยแหง และเมื่อพิมพลงบนกระดาษ ก็ทําหนาที่ยึดสีใหติดกระดาษ ตัวนํานี้ เปนน้ํามันแร น้ํามันพืช เชน ลินซีด ฝาย ถั่วเหลือง หรือน้ํามันสัตวหรือวานิช varnish (มีเบอรจาก 00 ถึง 00000 ซึ่งจางที่สุด โดยวานิชที่ตัวเลขนอยจะยิ่งขน) • ตัวยึดสี binder/additive สารละลายที่ทําใหสีสามารถยึดติดแนน ทนทาน • ตัวทําละลาย solvent เชน น้ํามันสน อีเธอรแอลกอฮอล สารละลายที่ทําใหเก็บหมึกได ไมแหงเร็วเกินไป สมัยกอนไมตองใส แตปจจุบันมีการใชสารพวก synthetic rosin ทําใหหมึกแหงเร็วมาก ตองผสมตัวทํา ละลายเพื่อไมใหหมึกในภาชนะแข็งตัวกอนจะพิมพ เมื่อพิมพเสร็จ ตัวทําละลายระเหย หมึกจะแหงไปเอง • ตัวทําใหแหง drier สารละลายที่ทําใหแหงเร็วเมื่อพิมพเสร็จ เพื่อไมใหหมึกติดกระดาษแผนตอไป อาจ เปนแปง paste drier หรือน้ํามัน concentrated oil drier, cobalt drier หมึกอาจแหงเมื่อผสมกับ ออกซิเจนในอากาศ แหงโดยการซึมลงในวัสดุพิมพเนื้อนุม ซึ่งตองซึมไดแคพอประมาณ ไมงั้นจะทะลุหลัง • ตัวทําใหเกิดคุณสมบัติพิเศษ o ยางไม (resin) ทําใหสีเปนมัน สดใส เชน ยางสนหรือยางไมอื่นๆ เชลแล็ก หรือยางสังเคราะห o อิงกคอมพาวนด ink compound ทําจากขี้ผึ้ง ไขสบู หรือไขมัน ทําใหสีหมึกกระจายสม่ําเสมอ พิมพ ไดคุณภาพดีขึ้น ตัดความเหนียวของหมึก ไมใหติดกระดาษแผนบน เชน พาราฟน o วัตุทําใหเกิดอ็อกไซดชา antioxidants ทําใหหมึกแหงชาขณะอยูในรางหรือภาชนะบรรจุ o วัสดุระงับกลิ่น deodorants และวัตถุสรางกลิ่น reodorants เปนตน
  • ลักษณะของหมึกที่ใชในงานพิมพตางๆ • เลตเตอรเพรส หมึกมีความเหนียวปานกลาง แมพิมพทรงกระบอกตองการหมึกที่คลองตัว ไหลไปมางาย กวาแมพิมพเพลตเทน และมีความเหนียวนอยกวาหมึกที่ใชกับแมพิมพโรตารี • ออฟเซต สีเขมกวาเลตเตอรเพรส เพราะระบบนี้ใชหมึกเกาะติดกระดาษเพียงครึ่งเดียวของเลตเตอรเพรส เทานั้น ตัวสีจึงตองเขมกวา มันกวา หมึกกึ่งใสจะพิมพไดดีกวาหมึกสีทึบ • กราวัวร หมึกเหลว แหงเร็ว แตรวมตัวกันแนน เพราะตองติดกระดาษออกจากรองใหหมด มักจะไวไฟ • ซิลกสกรีน ใชหมึกมากและหนากวาระบบอื่น หมึกตองมีคุณสมบัติในการยึดสีใหติดวัสดุพิมพ ตัวทํา ละลายไมระเหยเร็วเกินไป หมึกชนิดอื่นๆ • หมึกที่มีความมันมาก high gloss ink ผสมวานิชเปนพิเศษ ตองผสมตัวทําแหงที่ดีเพื่อใหแหงเร็ว เพราะ ใชความรอนทําใหแหงไมได (จะหายมัน) • หมึกสีโลหะ metallic ink ผสมผงโลหะ เชน อลูมิเนียม ทองแดง เงิน และวานิชพิเศษ ทําใหเกิดความ เหลื่อมเหมือนโลหะ มีคุณสมบัติการยึดตัวกับวัสดุพิมพดีเปนพิเศษและแหงเร็ว • หมึกแหงเร็ว quicksetting ink มีตัวนําและตัวละลายพิเศษสําหรับพิมพบนกระดาษมันเรียบ ตัวละลาย จะระเหยทันทีที่พิมพ ทําใหหมึกแหงเกาะกระดาษทันที • หมึกแรงแมเหล็ก magnetic ink พิมพเช็คธนาคารหรือเอกสารพิเศษ มีตัวสีที่มีแรงแมเหล็กในตัว และ ตองอานดวยเครื่องอานไฟฟา • หมึกสะทอนแสง fluorescent ink ผสมสีสะทอนแสง ใชกับการพิมพไดทุกระบบ โดยควรพิมพบน กระดาษขาวเพื่อใหสีสะทอนไดดี โดยเฉพาะเมื่อฉากหลังเปนสีดํา มักใชกับฉลากสินคาและโฆษณา • หมึกพิมพหออาหาร moisture set สีไมละลายน้ํา ไมมีกลิ่น • หมึกแหงโดยระบบความรอนตอนปลายแทน heatset ink แทนพิมพบางชนิดมีความเร็วสูง ทําใหหมึก แหงดวยวิธีธรรมดาไมได ตองใชความรอนเพื่อใหหมึกแหงเร็วขึ้นดวยการระเหย อันตรายจากหมึกพิมพ • สารเคมีที่มีอยูในหมึกพิมพมีทั้งสีและตัวทําละลาย การสูดไอหมึกที่ไดรับความรอนเขาไปยอมเกิด อันตราย เพราะองคประกอบของหมึกพิมพโดยเฉพาะตัวทําละลาย เปนสารคารซิโนเจนหรือสารกอมะเร็ง ฝุนควันที่เกิดจากการเผาไหมก็มีองคประกอบของโลหะ ซึ่งจะเปนอันตรายเมื่อเขาไปในปอดไดเชนกัน • หมึกพิมพของเครื่องถายเอกสารระบบแหงจะปลอยสารเคมีชนิดหนึ่งที่ไมมีกลิ่น เปนสารประกอบ ไฮโดรคารบอน ทําใหผิวหนังระคายเคือง รางกายออนเพลีย และเหนื่อยงาย หากสูดดมเขาไปมากๆ ไอของสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหมในกระบวนการทํางานของระบบถายเอกสารยังมีเขมาอนุภาค เล็กๆ และกลิ่นที่ไมพึงปรารถนาดวย แสงอัลตราไวโอเลตในเครื่องถายเอกสารตองระวังเชนกัน หมึกถั่วเหลือง • หมึกพิมพที่ใชในอุตสาหกรรมการพิมพและบรรจุภัณฑมีสวนผสมหลักคือผงหมึกและตัวทําละลาย ผง หมึกมีสองประเภท คือ ผงหมึกเคมีจากปโตรเลียมและผงหมึกจากหินสีในธรรมชาติ ปโตรเลียมเปน ที่มาของสาร VOCs (Volatile Organic Compounds) ที่กอมะเร็งไดเชนเดียวกับเขมารถยนต • งานวิจัยพบวาน้ํามันถั่วเหลืองใชแทนปโตรเลียมได หมึกถั่วเหลืองจะใหสีสวางสดใส ไมมีกลิ่นฉุน ราคา ถูก ยอยสลายไดตามธรรมชาติ ไมมีสารโลหะหนัก ทําความสะอาดแทนพิมพไดงาย ไมเปลืองกระดาษ แตขอเสียก็คือไมคงทนตอการขัดถู สีจะหลุดรอนไดงายกวา • สหรัฐฯ เปนผูนําในการใชน้ํามันถั่วเหลืองผสมผงหินสีธรรมชาติ (soy ink) ชวยใหหนังสือพิมพไมมีกลิ่น หมึกและไมมีหมึกติดมือเวลาสัมผัส แตงานพิมพมีคุณภาพดี ประเทศไทยก็เริ่มใชหมึกถั่วเหลืองมากขึ้น
  • 2. สีและการพิมพสอดสี ประเภทของสี • เเบงประเภทตามเนื้อสี ได 2 ประเภท 1. Achromatic คือสีเปนกลาง เมื่อนําไปผสมสีแท เกิดน้ําหนักออนเขม ไดแก สีขาว สีดํา (ซึ่งบางตํารา ไมถือเปนสี แตเปน shade ซึ่งเมื่อนําไปผสมกับสี จะเกิดความออนเขมที่เรียกวา tint 2. Chromatic คือสีที่เปนสีแท ไดแก สีทั่วไป เขียว แดง เหลือง • แบงประเภทตามกําเนิดของสี ได 2 ประเภท 1. แมสีวัตถุธาตุ (Pigmentary) ไดแกหมายถึง สีที่เกิดจากการผสมกันดวยเนื้อของสีโดยการระบายลง บนวัสดุรองรับสี เชน กระดาษ ผา ไม ฯลฯ เชน สีน้ํา สีน้ํามัน สีในระบบนี้จะเกี่ยวของกับการผลิต กราฟก รวมถึงระบบการพิมพ 2. แมสีแสงอาทิตย (Spectrum) เปนแมสีที่เกิดจากการหักแหของแสง มี 3 สี คือ แดง เขียว น้ําเงิน รวมกันจะไดแสงสีขาว (เปนระบบการผสมสีแบบบวก) ทฤษฎีสี • สีเกิดจากแสงสวาง แสงเปนพลังงานรูปหนึ่งของคลื่นแมเหล็กไฟฟา ซึ่งเมื่อชวงคลื่นนี้อยูในระยะ 400700 มิลิไมครอน เราจะมองเห็นเปนแสงและสีตางๆได • วัตถุตางๆมีคุณสมบัติรับคลื่นแมเหล็กบางอันไวและสะทอนบางอันออกมา เราจึงเห็นสีตางๆ เชน ใบไมสีเขียวเพราะใบไมดูดสีอื่นไวหมด สะทอนแตสีเขียวออกมา เราเห็นใบไมสีเขียวไดเมื่อมีแสงสวาง ถา ไมมีแสง ทุกอยางจะเปนสีดํา • แสงแดดสีขาวเมื่อผานแทงแกวสามเหลี่ยมปริซึม จะแยกสีเปนสีรุง ระบบการผสมสีแบบบวก additive color mixture • แสงสีขาวมีสเปกตรัมซึ่งแยกดวยปริซึหักเหแสง ออกมาเปนแมสี 3 สี คือ แดง เขียว น้ําเงิน (red, green, blue: RGB) เมื่อนําแมสีทั้งสามมาผสมกันจะไดสีขาว ระบบการผสมสีแบบลบ • กลุมสีที่เกิดจากการผสมของแมสีบวก และสามารถหักลางแมสีบวกคูตรงขามใหแสดงผลเปนสีกลางได เรียกวา “สีเชิงลบ” หรือ “แมสีลบ” (Subtractive Primary Colors) เมื่อแยก R ออก Green + Blue = Cyan (C) เมื่อแยก G ออก Red + Blue = Magenta (M) เมื่อแยก B ออก Red + Green = Yellow (Y) • ระบบสีแบบลบไดสีจากการลบสีตางๆ ออก ในระบบนี้ การไมปรากฏของทุกสีจะกลายเปนสีขาว แตถา ทุกสีปรากฏ จะเปนสีดํา ระบบนี้ทํางานกับแสงสะทอน เชน แสงสะทอนจากกระดาษ เริ่มจากกระดาษสี ขาว เมื่อเพิ่มสีลงไป แสงจะถูกดูดกลืนมากขึ้น และแสงจํานวนนอยที่เหลือก็จะสะทอนไป ทําใหเราเห็น เฉพาะแสงที่เหลือ บางครั้งเราเรียกระบบนี้วา CMY เปนระบบสีที่ตรงขามกับ RGB เมื่อสีเหลานั้นรวมกัน จะกลายเปนสีดํา แตในทางปฏิบัติของระบบการพิมพ ยากที่จะรวมสีทั้ง 3 ใหกลายเปนสีดําได (จะไดสี น้ําตาลเขม) เพื่อแกปญหาในการใชงานจึงมักนําสีดําเขามาใชอีกหนึ่งสีเสมอ ทําใหกระบวนการพิมพสีจึง ไดชื่อวาการพิมพสี่สี CMYK ซึ่งยอมาจากสีทั้ง 4
  • การผสมสีทีละสีจนไดสีที่ตองการมีสองระบบ 1 ระบบการผสมสีแบบบวก additive color mixture เรียกอีกอยางวาระบบสีแสง (สีธรรมชาติ ไดแก มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด แดง รวมกันไดสีขาว แสงแดด) • วงจรสีธรรมชาติ หมายถึงการนําแมสีของนักเคมีซึ่งสนใจในแงของการผสมใหเกิดสีใหม กําหนดแมสีไว 3 สี คือ เหลือง แดง น้ําเงิน • สีตัวตั้ง primary colors หรือแมสี เหลือง แดง น้ําเงิน • สีขั้นที่สอง secondary colors เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 1 เหลือง + แดง = สม เหลือง + น้ําเงิน = เขียว แดง + น้ําเงิน = มวง • สีขั้นที่สาม เกิดจากสีขั้นที่ 2 ผสมกับสีขั้นที่ 1 สม + เหลือง = สมเหลือง สม + แดง = สมแดง เขียว + เหลือง = เขียวเหลือง เขียว + น้ําเงิน = เขียวน้ําเงิน มวง + แดง = มวงแดง มวง + น้ําเงิน = มวงน้ําเงิน • สีคูกัน หรือคูสีธรรมชาติ complementary colors หมายถึงสีคูตรงขามกันในวงสี ธรรมชาติ ถานํามาวางเคียงกันจะใหความสดใส ใหพลังความจัดของสีแกซึ่งกันและกัน ทําใหเกิดความตัดกันหรือความขัดแยง บางครั้งเรียกวาเปนสีตัดกันอยางแทจริง true contrast ถานํามาผสมกันจะไดสีกลาง แตถานําไปเจือผสมในคูสีจะทําใหเกิดความหมน • สีที่อยูขางเคียงกันในวงสีธรรมชาติ analogous colors ใหความกลมกลืนกัน ยิ่งอยูหาง กันมาก ความกลมกลืนก็จะยิ่งนอยลง ความขัดแยงหรือความตัดกันจะเพิ่มขึ้น การตัด กันในลักษณะนี้เรียกวาการตัดพรอมกัน simultaneous contrast และเมื่อสีทั้งสองขยับ หางกันไปจนถึงจุดตรงขาม ก็จะกลายเปนคูสีตัดกันอยางแทจริง • neutrals ในทางเทคนิคไมถือวาเปนสี ไดแก ดํา เทา ขาว ถือวาเปน shade ซึ่งเมื่อ นําไปผสมกับสี จะทําใหเกิด shade หรือ tint การพิมพสอดสี • คือการพิมพงานสื่อสิ่งพิมพที่มีมากกวาหนึ่งสี หรือเรียกกันติดปากวาพิมพสี่สี ชางพิมพจะตองทําแมพิมพ สี่แผน สําหรับแมสีตางๆ เพื่อที่เมื่อพิมพหมึกทั้งสี่สีซอนทับกันตามลําดับแลวจะเกิดภาพสีสวยงาม ซึ่งจะ ใชระบบการผสมสีแบบลบ subtractive color mixture cyan + yellow = เขียว cyan + magenta = น้ําเงิน yellow + magenta = แดง yellow + cyan + magenta = ดํา
  • สีกับงานพิมพ • ปกติ การพิมพหนังสือจะใชหมึกดําบนพื้นขาว เพราะอานงายที่สุดในราคาประหยัดที่สุด แตในบาง กรณี ผูทําหนังสือก็ตองการสรางความสวยงามดึงดูดใจใหผูอานดวยการเติมสีในสิ่งพิมพ • การวางตัวอักษรสีบนพื้นสี อาจทําใหตัวอักษรดูใหญหรือเล็กลงกวาความจริงไดเนื่องจากคุณสมบัติในการ สงเสริมหรือลดทอนการเจิดจาของสี แตในการพิมพจริง ตองคํานึงถึงคุณภาพการพิมพประกอบดวย โดยเฉพาะการพิมพสี่สี ซึ่งอาจะเกิดการเหลื่อมของเม็ดสี ทําใหอานยาก สวนใหญแลวถาเปนตัวอักษร ขนาดเล็กจึงมักนิยมพิมพดวยสีดําสีเดียวเพื่อลดความเสี่ยง หรืออยางนอยก็ควรเลือกแบบอักษรที่มี ลักษณะเสนหนา หรือใชตัวหนา (bold) เพื่อใหอานงายยิ่งขึ้น สีดําบนพื้นขาวอาจอานงายและคุนเคย ที่สุด แตคูสีที่เหมาะกับการอานที่สุดคือ (1) สีดําบนพื้นเหลือง (2) สีเหลืองบนพื้นดํา (3) สีเขียวบน พื้นขาว (4) สีแดงบนพื้นขาว (5) สีดําบนพื้นขาว (6) สีขาวบนพื้นน้ําเงิน เปนตน • การพิมพสีในทางการพิมพหมายถึงการพิมพสีอื่นๆในสิ่งพิมพ ซึ่งมีคาใชจายสูงเพราะยิ่งหลายสีก็ตองใช แมพิมพมากขึ้นตามลําดับ การพิมพสีอาจเปนสองสี สามสี หรือหลายสี แตละสีจะตองมีแมพิมพหนึ่ง อันและตองพิมพสีละครั้งเสมอ เชน ภาพสองสีตามปกติจะมีแมพิมพสีสองอัน และตองพิมพสองครั้ง สีละครั้ง โดยภาพสีนี้จะเปนภาพลายเสนหรือภาพสกรีนหรือภาพผสมก็ได การพิมพสีดําถือวาไมมีสี • สีที่ใชในการพิมพมี 3 ลักษณะ o สีพื้นตาย หมายถึงสีที่พิมพออกมา 1 ครั้ง นับเปน 1 สี เชน สีดํา สีแดง o สีธรรมชาติ 4 สี ประกอบดวยแมสีฟา ชมพู เหลือง และสีดํา o สีดูโอโทน (Duotone) หมายถึงการพิมพสีที่มีความเขมตัดกัน 2 สี (มักเปนสีดําคูกับน้ําเงิน เหลือง น้ําตาล และแดง) แยกดวยฟลม 2 ชุด เพื่อใหภาพมีน้ําหนักนาสนใจมากขึ้น การแปลงระบบสี • คอมพิวเตอรใชระบบแสงสี (RGB) แตระบบการพิมพใชระบบ CMYK บางครั้งระบบ RGB ก็ทําใหสีในจอคอมพิวเตอรเพี้ยนจากภาพที่สั่งพิมพ การแปลงจากระบบ RGB เปนระบบ CMYK ควร ระวังสีเปลี่ยน ใหระลึกเสมอวา RGB มีตนกําเนิดจากการเปลงแสง แต CMYK ตนกําเนิดมาจากการ สะทอนแสง ซึ่งธรรมชาติการกําเนิดแสงตางกัน แตโดยสวนใหญ ระบบคอมพิวเตอรกอนพิมพจะทํา หนาที่แปลงไฟล RGB เปนไฟล CMYK สําหรับการพิมพตามที่เราตองการให
  • การแยกสี • หมายถึงการนําขอมูลจากตนฉบับภาพสีไปสรางเภาพสกรีนบนฟลม 4 ชิ้น เพื่อนําไปทําแมพิมพ 4 แผน สําหรับนําไปพิมพดวยหมึกสีตางๆในระบบ CMYK ลงบนพื้นขาว เพื่อใหภาพจากแมพิมพแตละสี ซอนทับและไดภาพสีเหมือนตนฉบับ • การแยกสีตองใชอุปกรณหลายอยาง เชน สแกนเนอร (ทั้งแบบทรงกระบอกหรือแทนราบ) คอมพิวเตอร ซอฟตแวรสําหรับแยกสี เครื่องพิมพปรูฟสี และอิมเมจเซตเตอร (หรือเพลตเซตเตอร) • หลังจากแยกสีแลว ตองถายสกรีนองศาของแตละสีใหแตกตางกันเพื่อไมใหเม็ดสกรีนแตละสีทับกัน • องศาของเม็ดสกรีน คือมุมของเสนสกรีน สําหรับระบบการ พิมพออฟเซต การตั้งมุมของเม็ดสกรีนใหมีองศาตางกันจะชวย ใหจุดสีที่เกิดจากเม็ดสกรีนทั้งสี่ผสมกลมกลืนจนดูเปนเนื้อเดียว และลดการเกิดลายเสื่อใหมากที่สุด • มุมหรือองศาที่ใชกันทั่วไปคือ C105, M75, Y90, K45 แต เนื่องจากมุม 105 เทากับ 15 เพราะเม็ดสกรีนเปนสี่เหลี่ยม มุม 90 ก็เทากับ 0 ฉะนั้น มุมหรือองศาของเม็ดสกรีนเหลานี้ จึงเรียกอีกอยางไดวา C15, M75, Y0, K45 • ลายเสื่อคือขอบกพรองที่พบในการประกอบภาพดิจิทัลหรือ ภาพกราฟก เมื่อองคประกอบในภาพทับซอนกันไมสนิท ในการพิมพออฟเซตสี่สีซึ่งประกอบดวยการซอนภาพฮาลฟโทน (เม็ดสกรีน) ของแมสีทั้งสี่ จึงมีโอกาสที่เม็ดสกรีนจะ ไมทับกันสนิท การตั้งองศาเม็ดสกรีนและปรับความถี่ของ ฮาลฟโทนอาจชวยลดการเกิดลายเสื่อได การเซฟไฟลและความละเอียดของภาพ • งานพิมพเก็บไดหลายรูปแบบ แตโรงพิมพสวนใหญรับงานพิมพจากโปรแกรม Adobe เชน Illustrator, InDesign, PhotoShop, Acrobat PDF • ภาพสําหรับงานพิมพควรมีความละเอียดสูง ดูจากจุดสีซึ่งมีหนวยเปน dpi (dots per inch) ตัวเลขยิ่งสูง ความละเอียดและคุณภาพก็ยิ่งสูง ภาพจึงควรมีความละเอียดอยางนอย 266 หรือ 300 dpi ขึ้นอยูกับ กระดาษและขนาดภาพ ตามปกติควรใชภาพขนาดเทาจริง หรือใหญกวาจริง ไมควรขยายภาพ • ถาภาพที่ใชมีความละเอียดต่ํา ภาพอาจไมชัดหรือขอบแตก ภาพที่ดูชัดบนหนาจออาจพิมพออกมาไมได คุณภาพ เพราะจอ (และตา) รับภาพความคมชัดที่ 72 dpi แตงานพิมพตองการความละเอียดสูงกวานั้น การเก็บภาพในระบบคอมพิวเตอรมี 2 รูปแบบ • บิตแมป (Bitmap)ประกอบดวยจุดสีขนาดเล็กหรือพิกเซล (pixel) ที่มีจํานวนคงที่ตายตัว (Resolution Dependent) ใหภาพสีที่ละเอียดสวยงาม แตไมสามารถขยายไดมากนักเพราะเกรนของภาพจะแตกเปน Pixelated ความละเอียดของภาพสงผลตอขนาดภาพ ถาเพิ่มความละเอียดมากๆ ไฟลจะมีขนาดใหญ เปลืองหนวยความจํา เหมาะสําหรับภาพที่ตองการระบายสี สรางสี หรือกําหนดสีที่ตองละเอียด สวยงาม ไฟลภาพประเภทนี้ ไดแก .BMP, .PCX,.TIF, .GIF, .JPG, MSP, .PCD, .PCT เปนตน และโปรแกรม สรางภาพไดแกโปรแกรมระบายภาพ เชน Paintbrush, Photoshop,Photostyler เปนตน
  • • ภาพแบบเวกเตอร (Vector) หรือ Object-Oriented Graphics สรางจากคอมพิวเตอรที่ทําใหแตละสวน เปนอิสระตอกัน (Resolution-Independent) โดยแยกชิ้นสวนของภาพทั้งหมดออกเปนเสนตรง รูปทรง หรือสวนโคง ซึ่งอางอิงตามความสัมพันธทางคณิตศาสตรหรือการคํานวณโดยมีทิศทางการลากเสนไปใน แนวตางๆ จึงเรียกวา Vector graphic หรือ Object-Oriented ขอดีคือ เปลี่ยนขนาดไดโดยไมลดความละเอียดของภาพ สามารถเปลี่ยนแปลง ได มีขนาดไฟลเล็กกวา สรางจากโปรแกรมการวาด เชน Illustrator, CoralDraw ตัวอยางไฟล eps, wmf, cdr, ai, cgm, drw, plt วัตถุประสงคในการใชสี • เรียกความสนใจจากผูอาน สีดึงดูดความสนใจไดมากกวา นานกวา และดีกวาการพิมพขาวดํา • ใหภาพเหมือนจริงและสมจริงกวาภาพขาวดํา เพราะสิ่งแวดลอมรอบตัวเรามีสี การพิมพสีธรรมชาติจึง สรางภาพที่เหมือนบริบทแวดลอมไดมากกวา สินคาบางชนิดมีสีเปนสาระสําคัญ จึงตองพิมพดวยสี • สรางความเขาใจและการจดจําได ทําใหคนเขาใจชัดเจนกวา และเมื่อเขาใจ ก็จะจดจําไดนานกวาไปดวย • กอความประทับใจและสรางภาพลักษณที่ดี ดูสวยงามนาจับตอง การใชสี • ความกลมกลืนของสี (Harmony) มีหลายอยาง เชน 1. การกลมกลืนกันของสีที่อยูใกลเคียงกันในวงจรสี (Adjacent) 2. การกลมกลืนกันของสีเพียงสีเดียว แตมีหลายน้ําหนัก (Monochrome) 3. สีที่อยูตรงขามกันในวงจรสี (Contrast) การใชสีตัดกันตองใชไมมากเกินไป การใชสีตรงขามใน ปริมาณเทากันตองลดความเขมของสีใดสีหนึ่งลง โดยวิธีลดคาความเขมของสี (Brake) เชน ผสมสี ตรงขามเล็กนอย ผสมดํา และการไลน้ําหนักของสี • การใชระยะใกล-ไกล ของที่อยูใกลจะมีขนาดใหญกวาของที่อยูไกล สีและน้ําหนักจะชัดเจนกวากัน • การใชคาของสี (Value) การทําใหสิ่งของดูเปนมวล (Mass) ตองใสแสงเงาใหถูกตอง ดังนี้ – ดานที่ถูกแสงมากๆ จะเห็นสีสด ดานที่ไมถูกแสงจะเห็นเปนสีเขม – ดานโคงจะมีลักษณะผสมน้ําหนักออนไปแก – วัตถุ 2 ชิ้นจะมีสีเดียวกันเมื่ออยูในระยะเดียวกัน และถาระยะหางกัน วัตถุที่อยูไกลจะมีสีจางลง • balance สมดุล หรือ contrast ความขัดกันของสี จะเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสีอื่น สีสมดุลยึดความ สนใจไดนาน ดูแลวไมเบื่อ สีตรงขามดึงดูดใจในระยะสั้น แตยึดความสนใจไดไมนาน เดี๋ยวก็เบื่อ ใชเรียก ความสนใจชวงแรกเทานั้น ตองใชควบคูกันทั้งสีสมดุลและสีขัดกันเพื่อสรางความสนใจและความตรึงใจ • น้ําหนัก (Tone) ในที่นี้หมายถึงความออน กลาง และแก ในภาพ • ภาพที่นาประทับใจหรือภาพที่ดีควรมีน้ําหนักจากเขมสุด (มืด) ไปจนออนสุด(สวาง) ภาพที่ดีควรมี น้ําหนัก ขาว–เทาออน เทาแก–ดํา จึงทําใหภาพเกิดมิติสี (Color) การตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ • และเม็ดสกรีน ถาสีไมสม่ําเสมอ ภาพจะเลอะ ไมนุมนวล ไมสะอาดตา ใชแวนขยายสองดูจะเห็นได • ความเหมาะสมของกระดาษพิมพ • ความคลาดเคลื่อนของการพิมพหลายสี ซึ่งอาจทําใหภาพมัว ไมคมชัด • ความสะอาดของงานพิมพ รอยเลอะจากหมึกและน้ําไมสมดุล (สกัม) ขี้หมึกอุดตันทําใหภาพไมเต็ม รอยขูดขีดแบบขนแมวจากหมึกที่แหงไมสนิท หรือรอยที่ภาพสไลด หรือรอยที่เพลต • ในกรณีที่ภาพประกอบเปนภาพถายหรือฟลมสไลด ตองคุมใหการถายเพลตแยกสีจากฟลมทําไดถูกตอง และควบคุมน้ําหนักของสีหรือปริมาณสีที่จะพิมพในแตละเพลตใหดี
  • 3. กระดาษกับการใชงาน • กระดาษเปนวัสดุแบนราบเปนแผนบางๆ มีสองมิติ เปนสิ่งสําคัญในกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ เปนสิ่งที่ รองรับสีหรือหมึกพิมพใหปรากฏเปนภาพหรือขอความตามแมพิมพ เยื่อกระดาษทําจากเสนใยพืช แมวา การพิมพจะพัฒนาไปไกลจนพิมพลงบนวัสดุอื่นๆได แตกระดาษก็ยังไดรับความนิยม • ชาวจีนใชไมไผมาเหลาใหมีขนาดเทากัน นํามาเรียงตอกัน เชื่อมดวยตอกหรือหวายเพื่อจดบันทึกขอความ ตางๆ ชาวซุเมเรียนใชดินเหนียวมาปรับเปนแผนแบน บันทึกอักษรลิ่ม ชาวยุโรปใชหนังสัตว (คัมภีรไบ เบิลเกาแกที่สุดจารึกบนหนังวัวแดงสมัยกอธิก) ชาวอียิปตใชตนกกชนิดหนึ่งชื่อปาไปรัส (Papyrus) เปน วัสดุรองเขียน เชื่อกันวาเปนที่มาของคําวา เปเปอร • สมัยสุโขทัยใชวิธีจารขอความบนแผนหิน ซึ่งก็คือศิลาจารึก ตอมาจึงไดจารึกคาถาและพระธรรมบนใบลาน หนังสือใบลานเกาแกที่สุด ไตรภูมิพระรวง • สมัยอยุธยา มีการทํากระดาษสา (ทําจากใยของเปลือกสา) และกระดาษขอย ทําใหมีกระดาษใช พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ เขียนบนกระดาษขอย (ปจจุบันเก็บรักษาไวที่หอสมุดแหงชาติ) • กระดาษสันนิษฐานมาจากคําวา Cartas (ภาษาโปรตุเกส) ซึ่งเขามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา • ทั้งกระดาษขอยและกระดาษสา ซึ่งทําดวยมือ มีปริมาณไมเพียงพอ ตองนําเขากระดาษและหาทางศึกษา เพื่อผลิตกระดาษใชในประเทศ การผลิตกระดาษระบบโรงงานเริ่มขึ้นเมื่อป 2460 ตอมาในป 2466 จึง ตั้งโรงงานผลิตกระดาษชื่อโรงงานกระดาษไทย หรือโรงงานกระดาษสามเสน รายละเอียดเกี่ยวกับกระดาษ • น้ําหนักกระดาษ substance เรียกไดหลายแบบ เชน เรียกเปนกรัม (น้ําหนักกระดาษที่มีขนาด กวาง 1 เมตร ยาว 1 เมตร หรือมีเนื้อที่ 1 ตร.ม. เรียกเปนรีม (กระดาษมาตรฐาน 500 แผน) เรียกเปนยก (กระดาษ 16 หนาเทากับ 1 ยก) หรือเรียกเปนตันเมื่อซื้อขายเยอะๆ • ขนาด size กระดาษมวนเรียกตามหนากวางของมวนและเสนผานศูนยกลางของมวน (ฟุต, นิ้ว หรือ เมตร) กระดาษแผนนับขนาดเปนนิ้ว/ฟุต o อื่นๆ เชน สี การตบแตงสําเร็จรูป เชน เคลือบผิว ขัดมัน ลายน้ํา และรายละเอียดทางเทคนิค การจําแนกชนิดกระดาษ • แบงตามลักษณะผิวกระดาษ เชน – ไมเคลือบผิว uncoated paper – เคลือบดาน matte coated paper – เคลือบเรียบดาน dull coated paper – เคลือบมันวาว glossy coated paper • แบงตามน้ําหนักมาตรฐาน – กระดาษพิมพไบเบิล 26-35 กรัมตอตร.ม. – กระดาษพิมพน้ําหนักเบา 35-60 กรัมตอตร.ม. – กระดาษพิมพทั่วไป 60-90 กรัมตอตร.ม. – กระดาษแข็ง 220 กรัมตอตร.ม. กระดาษที่ใชในงานพิมพ กระดาษที่ใชในงานพิมพมีทั้งเปนแผนและเปนมวน และมีหลายประเภท ดังนี้ • กระดาษหนังสือพิมพ newsprint หรือกระดาษปรูฟ มีราคาถูกเพราะตนทุนต่ํา เปนกระดาษที่มีสารเคมี ผสมนอยที่สุด สีคล้ํา หยาบ ไมเหนียว เปลี่ยนสีเร็ว เก็บไวนานๆจะกรอบแตกและเปนสีเหลือง ไมเหมาะ กับงานพิมพสอดสีคุณภาพสูง กระดาษหนังสือพิมพมาเปนมวน ชั่งเปนน้ําหนัก มี 3 ชนิด ปรูฟเหลือง (หนังสือพิมพรายวัน สําเนาใบเสร็จ แผนปลิว) ปรูฟขาว (สิ่งพิมพทั่วไป) ปรูฟมัน (หนังสือทั่วไป)
  • • กระดาษปอนด fine paper, wood free paper สวนใหญทําจากเยื่อเคมีฟอกขาว โดยในไทยทําจากเยื่อ ฟางขาว ชานออย และไมไผเปนหลัก มีคุณสมบัติตางไปตามการใชงาน กระดาษพิมพและกระดาษเขียน จะมีน้ําหนัก 50, 60, 70, 80, 100 กรัมตอตร.ม. นิยมใชพิมพหนังสือทั่วไป ราคาสูงกวากระดาษปรูฟ • กระดาษวาดเขียน drawing paper กระดาษปอนดขาวที่มีเนื้อกระดาษคอนขางหนา สําหรับเขียนภาพ และระบายสี อาจใชทําปกหนังสือบางอยาง • กระดาษพิมพไบเบิล bible printing paper หรือกระดาษอินเดีย india paper เปนกระดาษพิมพพิเศษ ชนิดบาง สําหรับพิมพหนังสือที่มีขอความมากและตองการใหมีน้ําหนักนอย เชน พระคัมภีร พจนานุกรม • กระดาษบอนด bond paper กระดาษคุณภาพสูง ทําจากเยื่อผาขี้ริ้วหรือผสมเยื่อเคมีประเภทซัลไฟต ฟอกขาวพิเศษ ใชพิมพงานมีคา เชน ธนบัตร ประกาศนียบัตร • กระดาษอารต art paper หรือกระดาษเคลือบผิว มีสีขาว เรียบ เนื้อแนนเปนมัน เหมาะกับการพิมพสี • กระดาษการดหรือกระดาษปก cover paper ผิวละเอียด เรียบ เหมาะกับงานที่ตองการความแข็งแรง ทนทาน นํามาทําการด ปกหนังสือ แผนพับ กลองบรรจุภัณฑ เปนตน น้ําหนักเกิน 100/150/180/210/ 240/270 กรัมตอตารางเมตร กระดาษการดที่ขัดผิวใหเรียบและมันเรียกวาการดอารต ปก น้ําหนัก กระดาษ 200 กรัมขึ้นไป (250-260 กรัม) เนื้อใน ถาพิมพสองหนาไมควรบางกวา 60 กรัม • กระดาษแข็ง hard paper เปนกระดาษทําปกแข็ง เวลาใชงานตองมีกระดาษอื่นมาหุม นิยมความหนา เปนเบอร 10/16/20/22/24/32 (220 กรัมขึ้นไป) ยิ่งตัวเลขมาก ความหนายิ่งมากขึ้นตามลําดับ • กระดาษกรีนรีด green paper/recycle paper เปนการนําเยื่อกระดาษมารีไซเคิลใหม แตราคายังแพง • กระดาษเหนียวหรือกระดาษสีน้ําตาลหอของ kraft paper มีเนื้อเหนียว ทํากลอง ถุงใสสินคา • กระดาษแอรเมล หรือกระดาษแมนิโฟลด manifold paper เปนกระดาษบาง เหนียว น้ําหนัก 28/30/35/40 กรัมตอตารางเมตร พิมพใบเสร็จ กระดาษเขียนจดหมาย • กระดาษเคมี หรือกระดาษไรคารบอน carbonless ใชเคมีเปนสวนผสม เมื่อเขียนหรือถูกแรงกดจะ ถายทอดรูปแบบสูสําเนา มีความหนาคงที่ ระหวาง 50-55 กรัมตอตารางเมตร • กระดาษพิเศษอื่นๆ ไมนิยมผลิตทั่วไป ตองสั่งพิเศษ เชน กระดาษกลองหนาเดียว กระดาษปรูฟสี กระดาษปอนดสี กระดาษลายหนังชาง กระดาษลายหนังไก กระดาษแลกซีน เปนตน ปจจัยในการเลือกกระดาษและขนาดกระดาษ • วัตถุประสงคของสิ่งพิมพ (เพื่อการอาน/โชว/โฆษณา ตองสอดคลองกับปริมาณเนื้อหาและกลุมผูอาน) • ความประหยัด (พิจารณาจากราคากระดาษ จํานวนพิมพ และขนาดกระดาษที่ตัดลงพอดี ไมเหลือเศษ) • คุณสมบัติของกระดาษ (ความเหนียว ความแข็งออน ความสามารถในการดูดซับหมึก ผิวกระดาษ ความทึบแสงของกระดาษ ความหนาของกระดาษ สีของกระดาษ เปนตน) เชน การพิมพสีควรใช กระดาษที่มีความทึบสูง โดยเฉพาะการพิมพ 3 สีขึ้นไป • ขนาดของเครื่องพิมพที่ใชพิมพสงผลตอขนาดกระดาษโดยปริยาย ขนาดกระดาษ • ระบบกระดาษมาตรฐาน หรือระบบไอเอสโอ (ISO : International Standard Organization) มีการแบง ขนาดกระดาษมาตรฐานออกเปน 3 ชุด คือ ชุด A ชุด B และชุด C เปนระบบกระดาษมาตรฐานสากล จัดขึ้นเพื่อความสะดวกและความเปนระบบ เริ่มประกาศนํามาใชในภาคพื้นยุโรปเปนกลุมแรกเปน เวลานานกวา 40 ป ปจจุบันนิยมใชในเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลก • ระบบไอเอสโอจะกําหนดขนาดของกระดาษแผนหนึ่งใหมีขนาดที่ตัดแบงครึ่งแผนแลวมีรูปรางคงที่ตลอดไป นั่นคือมีอัตราสวนของดานกวางและดานยาวสัมพันธกันเสมอ อัตราสวนที่ไดจะเปนดังนี้ – ถา ก = ดานกวาง และ ข = ดานยาว อัตราสวนของ ก: ข = √2: 1 = 1.414
  • กระดาษกับการพิมพ • กระดาษแผนใหญที่นิยมใชในวงการพิมพของไทยมีอยู 3-4 ขนาด คือ ขนาด 31" x 43” เปนกระดาษมาตรฐานแผนใหญ ซึ่งใชกันโดยทั่วไป ขนาด 24” x 35” กระดาษมาตรฐานของ ISO (ชุด A) ขนาด 25” x 36” กระดาษหนาสําหรับทําปกหนังสือที่ทํามาจากกระดาษขนาด 24” x 35” ขนาด 28” x 40” มาตรฐานใหมสุดสําหรับขึ้นแทนพิมพตัดสองรุนใหมๆ กระดาษมวน หนากวาง 31 นิ้ว มักเปนกระดาษปรูฟและซื้อขายกันเปนตันหรือครึ่งตัน • กระดาษ 31" x 43” เรียกวากระดาษขนาดตัด 1 เมื่อนําไปตัดครึ่ง เรียกขนาดตัด 2 (21.5*31 นิ้ว) เมื่อนําไปตัดอีกครึ่ง เรียกขนาดตัด 4 (21.5*15.5 นิ้ว) นิยมเรียกสิ่งพิมพทมีขนาดใหญ เชน ี่ โปสเตอรขนาดตัดสอง / ขนาดตัดสี่ กระดาษตัด 4 หรือกระดาษ 1 ยกพิมพ คือกระดาษที่ใชในการพิมพสิ่งพิมพ หากนํามา พับ 1 ครั้ง ได 4 หนา เรียกกระดาษสี่หนายก ขนาด 14.5*22.5 นิ้ว (หนังสือพิมพ) พับ 2 ครั้ง ได 8 หนา เรียกกระดาษแปดหนายก (เอสี่) ขนาด 7.25*10.25 นิ้ว (นิตยสาร) พับ 3 ครั้ง ได 16 หนา เรียกกระดาษสิบหกหนายก พ็อกเก็ตบุก (เอหา) 5.75*8.25 นิ้ว พับ 4 ครั้ง ได 32 หนา (ขนาดเอหก) ขนาดประมาณ 3*4.5 นิ้ว • ขนาด 24” x 35” กระดาษที่สอดคลองกับขนาดมาตรฐาน ISO เรียกวา กระดาษขนาดตัด 2 พิเศษ มี ขนาดใหญกวาขนาดมาตรฐานตัด 2 (21.5” X 31”) เมื่อพับเปนรูปเลมจึงมีขนาดใหญกวาเล็กนอย พับ 8 หนา เรียกขนาด 8 หนายกพิเศษ หรือ A4 = 8.5” X 11.5” พับ 16 หนา เรียกขนาด 16 หนายกพิเศษ หรือ A5 = 5.5 “ X 8.5” โปสเตอร ขนาด 24"x 35" และ 17" x 24“ แผนปลิว ขนาด A4 (210 มิลลิเมตร x 297 มิลลิเมตร) การพิมพเปนยกหรือกนก ในการพิมพหนังสือจํานวนมาก จะไมพิมพทีละหนาเพราะเสียเวลาและคาใชจาย จึงมักพิมพ มากกวาหนึ่งหนาโดยอาจเปน 2, 4, 6, 8 และ 16 หนาเปนตนไป และจะพิมพดานละกี่หนา ก็ขึ้นอยูกับขนาดหนังสือและขนาดของแทนพิมพ เมื่อพิมพครบสองหนาแลว จึงนํามาพับใหได รูปเลมตามตองการ แผนที่พิมพครบสองหนาแลวพับนี้เรียกวา “ยก” หรือ Signature • กระดาษ 8 หนายก คือกระดาษที่เขาเครื่องพิมพดานละสี่หนา 2 ดาน เทากับแปด หนา เมื่อนํามาพับตั้งฉากกันสองครั้งก็จะได 8 หนา ความหมายของ “ยก” ก็คือ จํานวนหนาหนังสือที่พิมพไดบนกระดาษแผนใหญ 1 แผนรวมกันทั้งสองหนา การทําเลมหนังสือ เมื่อพิมพเสร็จแลว กระดาษทุกยกจะตองนํามาทําเลม โดยพับยก เก็บเลม เย็บเลม เขาปก และตัดเจียน กระบวนการเหลานี้สามารถทําไดดวยมือ แตระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วทํา ใหเกิดการคิดคนเครื่องจักรชวยในกระบวนการเหลานี้ขึ้นหลายชนิด การพับ หนังสือใชกระดาษขนาดใหญพิมพทั้งแผน โดยพิมพทีละหลายๆหนา การพิมพจึงตองมีการกําหนดและ วางแผนไวกอนแลววาเมื่อพิมพเสร็จจะพับอยางไร พับกี่ครั้ง จึงจะไดการเรียงหนาตามลําดับที่ถูกตองตาม ขนาดกระดาษที่ตองการ การวางหนาใหถูกตองจึงมีความสําคัญในการพิมพ นอกจากการเรียงลําดับหนา แลว ยังตองดูใหการพับไดฉากตรงกันดวย • การพับ อาจพับดวยมือหรือดวยเครื่อง การพับดวยเครื่องมีสองแบบ พับดวยลูกกลิ้ง roller folding พับดวยใบมีด knife folding
  • การเก็บเลม gathering หนังสือที่ไดมาทั้งหมดจะตองนํามาเก็บเรียงลําดับใหเปนเลมตามลําดับของหนาหนังสือ ขั้นตอนนี้จะใชคนหรือเครื่องก็ได เครื่องเก็บเลมมีสองลักษณะ คือสําหรับหนังสือเย็บอกที่มีรูปเลมบาง กับหนังสือเย็บสันซึ่งมีความหนามาก ใชในโรงพิมพขนาดใหญที่ผลิตหนังสือปริมาณสูงๆ การเขาเลม (binding) แบงเปนการเขาเลมแบบปกออนและการเขาเลมแบบปกแข็ง โดยปกออนจะใชกระดาษที่มี น้ําหนักมากกวาเนื้อในราวสองเทา การเขาเลมสวนใหญเปนการใชกับหนังสือปกออน • เย็บอก เย็บมุงหลังคา saddle stitching เปนการเขาเลมเย็มพรอมกันทั้งปกและเนื้อในบริเวณสันกลางดวยลวดหรือเชือก ตั้งแตสองจุดขึ้นไป ระยะหางของลวดเย็บขึ้นอยูกับความสูงของลวด หรือความหนาของหนังสือ เหมาะสําหรับหนังสือ ความหนาไมมาก (ไมเกิน 100 หนา หรือหนาไมเกิน 1 นิ้ว) หรือถาใชกระดาษปอนด 70 กรัม ไม ควรเกิน 40 หนา เพราะเย็บยากและหนังสือไมปดสนิท แตถือวางายและตนทุนต่ําที่สุด มีสองแบบ คือแบบมาตรฐาน standard stitching กับแบบหวง loop stitching • การเย็บแบบเกลียวลวด spiral wire binding เปนการเจาะรูแลวใสเกลียวลวดพลาสติก หรือกระดูก งูพอหลวมๆ สามารถเปดหนังสือไดโดยไมมีอาการสันแตกหรือเปนรอย เหมาะกับสิ่งพิมพหนาๆ ที่ไม สามารถเขาเลมแบบอื่นได เชน รายงาน สมุด แบบฝกหัด เอกสารประกอบ การอบรม เปนตน • เย็บสัน, เย็บขาง stabbing เหมาะสําหรับหนังสือหนา 0.55-1.5 นิ้ว การเย็บสันดวยลวดหางจากสัน ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร เย็บเฉพาะเนื้อในดวยลวด (ลวดกลมและลวดแบน) หรือเชือก จากนั้นจึง นําปกมาหุมและผนึกกาวที่สันเพื่อปดรอยลวด ใชกับหนังสือหนาๆที่ตองการใสขอความที่สันปก ควร ใชกับหนังสือที่หนาเกิน 100 หนาขึ้นไป แตไมเกิน 1 เซนติเมตร เพราะตองใชลวดขนาดใหญ ปจจุบันไมคอยนิยมเพราะสันไมเรียบ หลุดงาย เปดอาไดไมเต็มที่ (ตองเผื่อขอบ) มีสองแบบคือ แบบมาตรฐานและแบบเย็บสันสองดาน stab stitching สําหรับหนังสือที่มีความหนามากกวาลวดเย็บ โดยผูออกแบบจะตองเผื่อขอบวางดานในใหมากขึ้น เพราะจะเสียพื้นที่ไปกับการเย็บ
  • ท • ไสกาว ไสสัน ทากาว เขาสัน การเขาเลมโดยใชตะไบหรือกระดาษทรายขูดหรือเครื่องทําเลมกรีดสันโดยเครื่องจะเลื่อยใหเปนรอง ตัววี (v-shape) ซึ่งปรับจํานวนแฉกและความลึกของรองได แตปกติจะอยูที่1/4-1/2 มม. และหางกัน 6-8 มม. เพื่อใหกาวเขาไปยึดติดกระดาษเนื้อใน แลวจึงใชปกหุมผนึกดวยกาว ถาหนังสือคอนขาง หนา จะตองเริ่มดวยการไสสันหรือใหหยาบหรือปรุสันกอน เพื่อเพิ่มพื้นที่รับกาวใหมากที่สุด หลังจาก เสร็จแลว ตองเคลื่อนยายดวยความระมัดระวัง เพราะอยูในชวงทิ้งใหกาวอยูตัวซึ่งจะสงผลตอคุณภาพ หนังสือ หนังสือหนาๆบางเลม อาจใชเวลาสองวันกวากาวจะแข็งตัวสูงสุด • เย็บกี่ หรือการรอยดวยดาย (หนังสือเลม) เย็บกี่-ไสกาว ใชดายเย็บระหวางยกพิมพตอกันทั้งเลมหลายๆจุด (แลวแตความหนาและขนาด) จากนั้นจึงนําไป เขาปก ซึ่งเปนปกออนหรือปกแข็งก็ได วิธีนี้ดีที่สุด แข็งแรงที่สุด แพงที่สุด และทําไดโดยพิมพหนังสือ เปนยกๆ จัดเปนกี่ (หนึ่งกี่อาจประกอบดวย 2-4 ยก เย็บเขาดวยกันดวยเชือก โดยจํานวนเข็มเย็บก็ แลวแตขนาดหนังสือ หนังสือขนาด A4 อยูที่ 4-5 เข็ม หนังสือขนาด A5 อาจเย็บแค 3-4 เข็ม ความถี่ของการเย็บอยูที่ความแข็งแรงที่ตองการ) นอกจากนี้ ระหวางการเย็บยังนําผาโปรงตาขายหรือ ผากอซบุติดกับสันยกพิมพเพื่อใหสันหนังสือสวยงามและทนทานขึ้น แลวจึงนําแตละกี่มาเย็บรวมกัน เปนเลม กอนจะทากาวปดที่สัน นิยมใชกับหนังสือที่มีหลายยกพิมพ คือ ตั้งแต 15 ยกขึ้นไป เปนตน
  • การเย็บเลมปกแข็ง • แยกเนื้อในออกมาเย็บดวยการเย็บกี่หรือไสสันทากาวกอน แลวจึงนําไปเขาปกที่เปนกระดาษแข็งเบอรที่ ตองการ หุมดวยกระดาษอารตที่ใชพิมพปกหรือผาไหม ผาแล็กซีน หรือกระดาษสี แลวนํามาเขาเลม ปกจะใหญกวาเนื้อในจากขนาดมาตรฐานประมาณ 2-5 มิลลิเมตรทั้งสามดานเพื่อปองกันเนื้อในใหคงทน • เมื่อเขาเลมเสร็จเรียบรอย จะตองผนึกกระดาษ end paper ปดทับปกหนา-หลังดานในกับใบรองปกให สนิท อาจใชผาผนึกยึดดานบนและลางของเลมหนังสือหรือตอนกลางของเลมเพื่อเปนกําลังยึดตัวเลม หนังสือกับปกใหแข็งแรง เมื่อผนึกกระดาษ end paper แลว ก็จะไดหนังสือปกแข็งตามตองการ • วัสดุทําปกที่ผนึกกับกระดาษแข็งอาจเปนกระดาษธรรมดาที่ไมไดพิมพอะไรเลย หรือเปนกระดาษ หนัง เทียม หนังแท พลาสติก ที่จัดทําพิเศษเพื่อหุมปก เชน เคลือบสี เคลือบน้ํายาเคมี และอัดลวดลายใน ลักษณะดุนนูนหรือเดินทองก็ได ปกผาทนกวาปกกระดาษและแพงกวา การตัดเจียน trimming หนังสือปกออนที่เก็บเลมแลวจะนํามาตัดเจียนเปนขั้นสุดทาย โดยจะตัดสามดานคือ ดานบน ดานลาง และดานตรงขามกับสัน เพื่อใหขอบทุกดานเรียบเสมอกันและเปดไดทุกแผน สวนหนังสือปกแข็ง ตองตัดเจียนกอนนําไปเขาเลมทําปก • เครื่องตัดกระดาษจะมีลักษณะคลายกีโยตีน มีใบมีดอยูดานบน เมื่อจะตัดก็นํากระดาษทั้งรีมมาวางบน แทนตัดใหตรงรอยที่ตองการ โดยจะมีฉากกั้นสําหรับตั้งใหไดฉาก เมื่อวางตามรอยที่ตองการแลว จะมี หัวเหล็กเลื่อนลงมากด กระดาษไมใหขยับ กอนที่ใบมีดซึ่งมีความคมมากจะกดลงมา สามารถตัดไดทีละ ดาน แตไดครั้งละหลายรอยแผน +++