Your SlideShare is downloading. ×
0
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
บทที่1 61
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

บทที่1 61

130

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
130
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การสร้าง โปรแกรม ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
  • 2. 1.ความสำา คัญ ของภาษาคอมพิว เตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์ (computerlanguage) เป็นสัญลักษณ์ทผู้พฒนาภาษา ี่ ักำาหนดรหัสคำาสั่งขึ้นมา ใช้ควบคุมการทำางานอุปกรณ์ในระบบคอมพิวเตอร์ พัฒนาการภาษาคอมพิวเตอร์ เริ่มจากรหัสคำาสั่งอยูในรูปเลขฐาน ่สอง จากนันพัฒนารูปรูปแบบเป็นข้อความภาษา ้อังกฤษในยุคปัจจุบัน ภาษาคอมพิวเตอร์มีมากมายหลายภาษาให้เลือกใช้งาน มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพคำาสั่งแตกต่างกันไป ดังนันผู้ ้สร้างงานโปรแกรมต้องศึกษาว่าภาษาใดมีคำาสั่งทีมประสิทธิภาพควบคุมการทำางานตามต้องการ ่ ีเพือเลือกไปใช้สร้างโปรแกรมประยุกต์งานตามที่ ่ได้กำาหนดจุดประสงค์ไว้
  • 3. 1.1 พัฒ นาการภาษาคอมพิว เตอร์ ช่ว งที่1 คอมพิวเตอร์จัดเป็นเครื่องคำานวณทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำางานลักษณะวงจรเปิด-ปิดแทนค่าด้วย0กับ1ผู้สร้างภาษาจึงออกแบบรหัสคำาสั่งเป็นชุดเลขฐานสอง เรียกว่าภาษาเครื่อง (Machine Language) ผู้ทจะเขียน ี่รหัสคำาสั่งควบคุมระบบได้จึงจำากัดอยู่เฉพาะกลุ่มและใช้ในห้องปฏิบัติการทดลองดำาเนินงาน
  • 4. ช่ว งที่2 จากช่วงแรกทีรหัสคำาสั่งเป็นชุด ่เลขฐานสองมีความยุ่งยากในการจำาชุดของรหัสคำาสั่งควบคุมการทำางาน จึงมีผู้พฒนารหัส ัคำาสั่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษร่วมกับเลขฐานอื่น เช่น เลขฐานสิบหกเพือให้เขียนคำาสั่ง ่ควบคุมงานง่ายขึ้น ตั้งชื่อภาษาว่าแอสเซมบลีหรือภาษาสัญลักษณ์(Assembly/SymbolicLanguage) พร้อมกันนีต้องพัฒนาโปรแกรม ้แปลภาษาขึ้นมาด้วย(Translatorprogram)คือโปรแกรมแอสเซมเบอร์(Assembler) ใช้แปลรหัสคำาสั่งกลับมาเป็นเลขฐานสอง เพื่อให้ระบบสามารถประมวลผลได้
  • 5. ช่ว งที่3 เป็นช่วงทีบริษทหลายแห่งสร้าง ่ ัภาษาคอมพิวเตอร์หลากหลายภาษาเน้นให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยรหัสคำาสั่งเป็นข้อความใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษทีใช้ในการสื่อสารกันอยู่แล้ว จัดให้เป็นกลุ่ม ่ภาษาระดับสูง(High Level Language) เช่นภาษาเบสิก ภาษาปาสคาล ภาษาซี ในส่วนของโปรแกรมแปลภาษามี2ลักษณะคือ อินเทอร์พรีตเทอร์ และคอมไพเลอร์ ช่ว งที่4เน้นเพิมประสิทธิภาพภาษา ่คอมพิวเตอร์ให้นำาไปใช้ควบคุมการทำางานระบบคอมพิวเตอร์ทใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีสอสาร ภาษา ี่ ื่มีรูปแบบการเขียนรหัสคำาสั่งเป็นงานโปรแกรมเชิงวัตถุ(Graphic User interface:GUI)ลดขั้นตอนการจดจำาเพื่อพิมพ์รหัสคำาสั่งมาเป็นการคลิกเลือกรายการคำาสั่ง และป้อนค่าควบคุม เช่นภาษีวิชวลเบสิก(Visual Basic) ภาษาจาวา(JAVA)
  • 6. 1.2 ตัว อย่า งภาษาระดับ สูง ทีไ ด้ร ับ ความ ่นิย มใช้ง านมีด ัง นี้ 1.2.1 ภาษาเบสิก(BASIC:Beginner’s All-purpose SymbolicInstruction code)เป็นภาษาในระยะเริ่มแรกทีพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ ่ในห้องปฏิบัติการของสถาบันการศึกษา เพือฝึก ่ทักษะการเขียนรหัสคำาสั่งควบคุมการทำางานของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กคือไมโครคอมพิวเตอร์
  • 7. 1.2.2 ภาษาโคบอล (COBOL:CommonBusiness Oriented Language )เป็นภาษาในยุคแรกทีมสักษณะโปรแกรมเชิงโคลงสร้าง ช่วงต้นของ ่ ีภาษาได้รับการออกแบบรหัสคำาสั่งเพือควบคุมการ ่ทำางานคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ประเภท เมนเฟรม และมินิ ต่อมาจึงปรับรูปแบบคำาสังให้ใช้กับไมโคร ่คอมพิวเตอร์ได้
  • 8. 1.2.3 ภาษาปาสคาล (PASCAL)เป็นภาษาทีมรูปแบบเป็นโครงสร้างได้รับการ ่ ีออกแบบมาเพื่อใช้เขียนรหัสคำาสั่งควบคุมการทำางานไมโดรดอมพิวเตอร์
  • 9. 1.3ตัว แปลภาษาคอมพิว เตอร์(TranslatorPrograme) การเขียนรหัสคำาสั่งควบคุมการทำางานระบบด้วยภาคอมพิวเตอร์ใดๆก็ตาม ทีมใช่ภาษาเครื่อง ระบบ ่ ิจะไม่สามารถประมวลผลได้ทนทีเพราะการทำางานของ ั ่ระบบเป็นรหัสคำาสั่งให้เป็นรหัสเลขฐาน 2 ด้วยโปรแกรมแปลรหัสคำาสังภาคอมพิวเตอร์มการทำางาน 3 ่ ีลักษณะคือ
  • 10. 1.3.1โปรแกรมแปลภาแบบแอสเซมเบลอร์ใช้แปลรหัสคำาสั่งเฉพาะภาษาแอสเซมบลีให้เป็นเลขฐานสอง 1.3.2โปรแกรมแปลภาแบบคอมไพเลอร์ลักษณะการแปลคือ แปลคำาสั่งทังโครงสร้างโปรแกรม ้แล้วจึงแจ้งข้อผิดพลาดทั้งหมดเพือแก้ไข จากนันต้อง ่ ้ประมวลผลใหม่ หากไม่มข้อผิดพลาดจะสร้างแฟ้ม ีโปรแกรมใหม่อัตโนมัติเพื่อเก็บรหัสเครื่อง ภายหลังเมือ ่เรียนใช้โปรแกรมนี้ เครื่องจะอ่านรหัสจากโปรแกรมที่สร้างไว้นั้น จึงไม่ต้องเริ่มแปลรหัสใหม่ 1.3.3โปรแกรมแปลภาแบบอิน เทอร์พ รีตเตอร์ ลักษณะการแปลคือ แปลรหัสทีละคำาสั่ง เมื่อพบข้อผิดพลาดจะหยุดทำางาน แล้วจึงแจ้งข้อผิดพลาดได้ทราบเพือแก้ไข จากนันประมวลผลใหม่ จนกว่าจะไม่มี ่ ้
  • 11. 1.4การเลือ กใช้ภ าคอมพิว เตอร์ 1.พิจารณาจุดเด่นประสิทธิภาพของคำาสังงาน ่แต่ละภาษา เปรียบเทียบกับลักษณะงาน 2.พิจารณาลักษณะการประมวลผล 3.พิจารณาคุณสมบัติเครื่องคอมพิวเตอร์ และรุ่นของระบบปฏิบัติการทีใช้ควบคุม ่ 4.ควรเลือกภาทีทมงานพัฒนาระบบงาน ่ ีโปรแกรมมีความชำานาญอยู่แล้ว เพือไม่ต้องเสียเวลา ่เริ่มต้นเรียนรู้ภาษาใหม่
  • 12. 5.ควรเป็นภาษาทีมลักษณะเป็นโครงสร้าง มี ่ ีความยืดหยุนสูง อำานวยความสะดวกในการ ่ปรับปรุงพัฒนาระบบงานในอนาคต 6.หากระบบงานต้องการความปลอดภัยเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ต้องคัดเลือกภาคอมพิวเตอร์ทมี ี่ประสิทธิภาพในเรื่องนีด้วย ้ 7.พิจารณางบประมาณใช้จัดหาคอมพิวเตอร์ทีมลิขสิทธิ์ถูกต้องมาใช้งาน ่ ี 8.เป็นภาคอมพิวเตอร์ทได้รับความนิยมใช้ ี่งานทัวไปเพือศึกษารวบรวมข้อมูล ่ ่
  • 13. 2. การพัฒ นาระบบงานทางคอมพิว เตอร์ การพัฒ นาระบบงาน (SystemDevelopment) เป็นกระบวนการพัฒนาระบบงานเดิม ให้เป็นระบบการทำางานแบบใหม่ มีจุดประสงค์ให้ระบบการทำางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำาหรับการพัฒนาระบบงานทางคอมพิวเตอร์นอกจากจัดหาอุปกรณ์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เพือนำามา ่ใช้งานแล้วยังต้องจัดหาโปรแกรมประยุกต์งานมาใช้ในการดำาเนินงานอีกด้วย
  • 14. ขั้นตอนการสร้างโปรแกรมประยุกต์งาน อาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ในทีนี้มี ่แนวทางดำาเนินงานดังนี้ คือ 1) ขั้นกำาหนดขอบเขตปัญหา 2)ขั้นวางแผนและการออกแบบ 3) ขั้นดำาเนินการเขียนคำาสั่งงาน4) ขั้นทดสอบและแก้ไขโปรแกรม 5) ขั้นจัดทำาคู่มอระบบ ื 6) ขั้นการติดตั้ง และ 7) ขั้นการบำารุงรักษา
  • 15. 2.1 ขั้น กำา หนดขอบเขตปัญ หา (ProblemDefinition) เริ่มต้นด้วยการศึกษาวิเคราะห์ระบบงานเดิม เพือพัฒนาเป็นระบบงานใหม่ อาจวิเคราะห์ ่งานจากผลลัพธ์ เช่นรูปแบบรายงาน เพือ ่วิเคราะห์ส่วกรณีเป็นระบบงานใหญ่ ความซับใช้ นทีเกียวข้องต่อไป เช่น สมการที่ ่ ่คำานวณ การนำาเข้าข้อมูลทีใช้ประมวลผล ่ซ้อนของงานย่อมมากขึ้น อาจเริ่มจากศึกษาสภาพปัญหา โดยรวบรวมข้อมูลปัญหาและความต้องการต่างๆ จากผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อสรุปและศึกษา ความเป็นไปได้ ในการพัฒนาระบบงานใหม่
  • 16. 2.2 ขั้น วางแผนและการออกแบบ (Planing &Dedsign) ขั้นตอนการวางแผนวิเคราะห์ลำาดับการทำางานมีหลายวิธีให้เลือกใช้เช่น วิธีลอการิทม วิธีซูโดโคด วิธี ึผังงาน สำาหรับขั้นตอนการออกแบบระบบ เช่น การออกแบบรูปแบบการแสดงผล การออกแบบรูปแบบการนำาเข้าข้อมูลมีแนวทางการออกแบบระบบ ดังนี้•จำานวนและประเภทเนื้อหาข้อมูลต้องมีเพียงพอ ครบถ้วนสมบูรณ์ นำาเสนอเฉพาะข้อมูลทีเกียวข้องกันและ ่ ่แยกกัน•รูปแบบการนำาเสนอข้อมูลต้องอยู่ในรูปแบบทีผู้ใช้ ่ระบบเข้าใจง่าย•รูปแบบแสดงผล คำานึงว่าเป็นการแสดงผลรายงานทางจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์เพาะการกำาหนดรูปแบบและรายละเอียดมีความแตกต่างกัน
  • 17. 2.3 ขั้น ดำา เนิน การเขีย นคำา สั่ง งาน (Codling) เป็นขั้นตอนเขียนคำาสั่งควบคุมงาน ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ตามกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ที่กำาหนดไว้ ต้องลำาดับคำาสั่งสามขั้นตอนทีวิเคราะห์ ่ไว้ สำาหรับขั้นตอนการเขียนคำาสั่ง มีแนวทางการดำาเนินงาน ดังนี้•จัดทีมงานในองค์กรวิเคราะห์และพัฒนาระบบงานเอง มีข้อดี ปรับแก้ไขโปรแกรมได้ตามต้องการ•จัดซื้อโปรแกรมสำาเร็จรูป ข้อดีคือ มีโปรแกรมที่นำามาใช้กบงานได้ทนที งานขององค์กรไม่หยุดชะงัก ั ัและมีบริการอบรมการใช้โปรแกรม
  • 18. 2.4ขั้น ทดสอบและแก้ไ ขโปรแกรม(Testing & Debugging) การทดสอบการทำางานของโปรแกรมแบ่งเป็น2ช่วงคือ ช่วงแรกทดสอบโดยผู้พฒนาระบบ ังานเอง ทดสอบเพือหาข้อผิดพลาดจากการใช้ ่ไวยากรณ์คำาสั่ง และวิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์งานกับจุดประสงค์ของงาน หากไม่มข้อผิดพลาด ีใดๆ จึงส่งมอบการทดสอบอีกช่วงคือ ทดสอบโดยระบบจริง ทังนีข้อผิดพลาดทีเกิดจาการทดสอบ โดย ้ ้ ่สรุปมี 2 รูปแบบคือ•ข้อผิดพลาดทีเกิดจากการใช้คำาสั่งผิดรูปแบบ ่•ข้อผิดพลาดทีเกิดจากกระบวนการวิเคราะห์งาน ่ผิด
  • 19. 2.5ขั้น จัด ทำา คู่ม อ ระบบ (Documenrtation) ืเมือโปรแกรมผ่านการทดสอบ ผู้พฒนาระบบจะต้อง ่ ัรวบรวมเอกสารเพือจัดทำาคู่มอการใช้ระบบงานซึ่งมี ่ ืความสำาคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนกับพิมพ์เขียวของบ้าน คู่มอระบบมีหลายแบบ เช่น ื•คู่มอสำาหรับผู้ใช้ระบบ (User Doc.) เป็นส่วน ือธิบายขั้นตอนการทำางานของระบบเพือให้ผู้ใช้ ่ระบบเรียนรู้การทำางาน เช่น วิธีกรอกข้อมูลในส่วนต่างๆ•คู่มอระบบงาน (System Doc.) จัดทำาสำาหรับผู้ ืดูแลผู้ดูแลระบบ เช่น ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมการแก้ปัญหาระบบงานขั้นพื้นฐาน
  • 20. 2.6 ขั้น การติด ตั้ง (Implementation) เป็นขั้นตอนนำาระบบใหม่ทผ่านการทดสอบ ี่และได้รับการยอมรับจากกลุ่มตัวแทนผู้ใช้ระบบว่าสามารถนำามาทดแทนระบบงานเดิม มีแนวทางการใช้ระบบใหม่ ดังนี้•ติดตั้งระบบแบบหยุดรับงานเดิมทั้งหมด และใช้ระบบงานใหม่ทนที วิธีนสะดวกกับผู้ใช้คือ ทำางาน ั ี้ระบบงานเดียว แต่มความเสี่ยงสูง หากระบบงาน ีใหม่มปัญหา จะไม่สามารถใช้งานระบบใดได้เลย ี•ติดตั้งระบบแบบคู่ขนาน เป็นการทำางาน 2 ระบบในคราวเดียวกัน เพือป้องกันปัญหาทีอาจเกิดขึ้นกับ ่ ่ระบบงานใหม่ ยังคงมีระบบงานเดิมสำารองความผิดพลาดที่ไม่อาจคาดคิด เกิดขึ้นได้ แต่เป็นการเพิ่มภาระงานของผู้ใช้ระบบทีต้องทำางานทั้ง 2 ระบบ ่จนกว่าจะแน่ใจว่าระบบงานใหม่ สามารถใช้รองรับการทำางานได้โดยไม่มข้อผิดพลาดใดๆ ี
  • 21. •ติดตั้งระบบแบบทีละเฟส เป็นการติดตั้งระบบย่อยทีละระบบจากระบบงานทังหมดเพื่อพิจารณา ้ประสิทธิภาพการทำางาน หากมีข้อผิดพลาดทีเฟส ่ใดจะดำาเนินการแก้ไขเฉพาะเฟสนันก่อน จากนัน ้ ้จึงขยายจนครบทังระบบ ้•ติดตั้งระบบแบบโครงการนำาร่อง พิจารณาจัดทำาเฉพาะงานของหน่วยงานในองค์กรที่มความ ีสำาคัญและความจำาเป็น พิจารณาผลงานทีได้ หาก ่ไม่มปัญหาเรื่องงใด จึงขยายระบบงานต่อไป ี
  • 22. เป็นการดูแลระบบงานหลังติดตั้งระบบ ให้อยู่มนสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา สาเหตุทต้อง ี่บำารุงรักษา ดังนี้•การบำารุงรักษาด้วยการแก้ไขระบบให้ถูกต้องเป็นข้อผิดพลาดทีเกิดขึ้นหลังจากมีการใช้ข้อมูล ่จริงในระบบงาน ซึ่งตรวจสอบไม่พนในขั้นการ ้ทดสอบระบบ•การบำารุงรักษาด้วยการปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นการปรับระบบงานกรณีผลกระทบอื่น เช่น การปรับระบบงานกรณีผลกระทบอื่น เช่น การปรับปรุงคำานวณภาษีทมการเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย ี่ ีของรัฐ•การบำารุงรักษาด้วยการป้องกัน เช่น ป้องกันการเกิดความสูญหายของข้อมูลทีอาจเกิดจากระบบ ่ไฟฟ้า การทำาระบบสำารองข้อมูล การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ การบุกรุกข้อมูล
  • 23. 3. แนวทางสร้า งโปรแกรมประยุก ต์ง าน 3.1 ขั้น วิเ คราะห์ร ะบบงานเบื้อ งต้น อาจวิเคราะห์จากผลลัพธ์ หรือลักษณะรูปแบบรายงานของระบบงานนัน เพื่อวิเคราะห์ยอนไปถึงทีมา ้ ้ ่ของข้อมูลคือสมการคำานวณ จนถึงข้อมูลที่ต้องป้อนเข้าระบบเพื่อใช้ในสมการ แนวทางการวิเคราะห์ระบบงานเบื้องต้นโดยสรุปวิธีมขั้นตอนย่อยดังนี้ 1) สิงที่ ี ่ต้องการ 2) สมการคำานวณ 3) ข้อมูลนำาเข้า 4) การแสดงผล 5)กำาหนดคุณสมบัติตัวแปร และ 6) ลำาดับขั้นตอนการทำางาน
  • 24. 3.2 ขั้น วางแผนลำา ดับ การทำา งาน มีหลายวิธี เช่น อัลกอริทม ซูโคโคด ผัง ึงาน ต่างมีจุดประสงค์เพือแสดงลำาดับขั้นตอน ่กระบวนการแก้ปัญหางานเพือให้ได้ผลลัพธ์ตาม ่ต้องการ ก่อนไปสู่ขั้นตอนการเขียนคำาสั่ง และกรณีโปรแกรมมีข้อผิดพลาด สามารถย้อนกลับ3.3 ขั้น ดำา เนิน การเขีย นโปรแกรมตรวจสอบทีขั้นตอนนีได้ ่ ้ เป็นขั้นตอนเขียนคำาสั่งควบคุมตามลำาดับการทำางานที่ได้วิเคราะห์ไว้ในกระบวนการวางแผนลำาดับการทำาวาน ขั้นตอนนีต้องใช้คำาสัง ้ ่ให้ถูกต้องตามรูปแบบกฎเกณฑ์ไวยากรณ์การใช้งานคำาสั่ง ทีแต่ละภาษาได้กำาหนดไว้
  • 25. กรณีผู้สร้างระบบงานและผู้ใช้ระบบงานเป็นคนเดียวกัน การทดสอบจึงมีขั้นตอนเดียวคือ ทดสอบไวยากรณ์คำาสั่งงาน และทดสอบโดยใช้ข้อมูลจริงเพือตรวจสอบค่าผลลัพธ์ แต่กรณีทผู้สร้างระบบงาน ่ ี่และผู้ใช้ระบบงานมิใช่คนเดียวกัน การทดสอบระบบจะมี 2 ช่วง คือ ทดสอบโดยผู้สร้างระบบงาน เมือ ่ไม่มข้อผิดพลาดใด จึงส่งให้ผู้ใช้ระบบงานเป็นทก ีสอบ หากมีข้อผิดพลาดใด จึงส่งให้ผู้ใช้ระบบงานเป็นผู้ทดสอบ หากข้อผิดพลาดใดจะถูกส่งกลับไปให้3.5ขั้น เขีย นเอกสารประกอบผู้สร้าเมือโปรแกรมผ่านการทดสอบให้ผลลัพาจะถูก างาน งระบบงาน แก้ไข และตรวจสอบจนกว่ธ์การทำ ่ถูกต้อง ส่งองจัดทำาเอกสารประกอบการใช้โปรแกรมด้วยแล้วจึง ต้ มอบระบบงานคู่มอระบบงานทีง่ายทีสุดคือ รวบรวมเอกสารทีจัดทำาจาก ื ่ ่ ่3.1-3.4 มารวมเล่ม นอกนั้นอาจมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้โปรแกรมระบบงาน เช่น วิธีป้อนข้อมูล หรืออาจมีวิธีติดตั้งโปรแกรมระบบงาน รวมทังคุณสมบัติเครื่อง ้คอมพิวเตอร์ทสามารถนำาโปรแกรมไปใช้งาน เป็นต้น ี่
  • 26. รลำา ดับ ขั้น ตอนงานด้ว ยผัง งาน ในที่นกล่าวถึงเฉพาะสัญลักษณ์ทใช้ในการเขียนผังงาน ี้ ี่ โปรแกรมเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้ ตารางที่ 1.1 สัญลักษณ์ ผังงานโปรแกรม หน้าที่การใช้งาน ลำาดั สัญลัก ษณ์ ชื่อสัญลักษณ์ บ 1 Terminal เริ่มต้น หรือสิ้น symbol สุดการทำางาน 2 Processing ประมวลผล symbol 3 Decision แสดงการตัดสิน Symbol ใจหรือเปรียบ เทียบ 4 Input/outpu รับ/แสดงผล t Symbol ข้อมูล โดยไม่ ระบุอุปกรณ์ 5 Manual รับข้อมูลจาก input แป้นพิมพ์ Symbol
  • 27. 8 Connect จุดต่อเนื่องการ Symbol ทำางาน ต่อหน้า อื่น9 Connect จุดต่อเนื่องการ Symbol ทำางาน หน้า เดียวกัน10 Connect จุดรวมการเชื่อม Symbol ต่อ11 Preparation กำาหนดค่าเริ่ม Symbol ต้นรอบวนซำ้า12 Subroutine การทำางานย่อย processing13 Flow line เส้นทางกิจกรรม คำาสั่ง
  • 28. 4.2 หลัก ในการเขีย นผัง งาน ข้อแนะนำาในการเขียนผังงานเพื่อให้ผู้อ่านระบบงานใช้ศกษา ตรวจสอบลำาดับการทำางานได้ง่ายไม่สับสน มี ึแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1.ทิศทางการทำางานต้องเรียงลำาดับตามขั้นตอนที่ได้วิเคราะห์ไว้ 2.ใช้ชอหน่วยความจำา เช่น ตัวแปร ให้ตรงกับขั้นตอน ื่ทีได้วิเคราะห์ไว้ ่ 3.ลูกศรกำากับทิศทางใช้หัวลูกศรตรงปลายทางเท่นน ั้ 5.ต้องไม่มลูกศรลอยๆ โดยไม่มการต่อจุดการทำางาน ี ีใดๆ 6.ใช้สญลักษณ์ให้ตรงกับความหมายการใช้งาน ั 7.หากมีคำาอธิบายเพิ่มเติมให้เขียนไว้ด้านขวาของสัญลักษณ์นน ั้
  • 29. 4.3 ประโยชน์ข องผัง งาน 1.ทำาให้มองเห็นรูปแบบของงานได้ทั้งหมดโดยใช้เวลาไม่มาก 2.การเขียนผังงานเป็นสากล สามารถนำาไปเขียนคำาสั่งได้ทกภาษา ุ 3.สามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว
  • 30. การเขียนผังงานแสดงลำาดับการทำางานของระบบงานไม่มรูปแบบการเขียนตายตัว เพราะเป็นเรื่องการ ีออกแบบระบบงานของแต่ละบุคคล ในส่วนนีเป็นการนำา ้เสนอรูปแบบการเขียนผังงานโปรแกรมดังนี้ 4.4.1การเขีย นผัง งานแบบเรีย งลำา ดับ แสดงขั้นตอนการทำางานตามลำาดับ โดยไม่มทางแยกการทำางานแต่ ีอย่างใด เช่น
  • 31. 4.4.การเขีย นผัง งานแบบมีท างเลือ กการทำา งาน แสดงขั้นตอนการทำางานที่มีลักษณะกำาหนดเงื่อนไขทางตรรกะ ให้ระบบสรุปว่าจริงหรือเท็จ เพือเลือกทิศทางประมวลผลคำาสั่งทีได้ ่ ่กำาหนดไว้ เช่น
  • 32. 4.4.3 การเขีย นผัง งานแบบตรวจสอบเงือ นไข ่ก่อ นวนซำ้า แสดงขั้นตอนการทำางานที่มีลักษณะกำาหนดเงื่อนไขทางตรรกะให้ระบบตรวจสอบก่อน เพือ ่เลือกทิศทางการวนซำ้า หรือออกจากการวนซำ้า เช่น
  • 33. 4.4.4การเขีย นผัง งานแบบตรวจสอบเงื่อ นไขหลัง วนซำ้า แสดงขั้นตอนการทำางานที่มีลักษณะทำางานก่อนหนึงรอบ แล้วจึงกำาหนด ่เงื่อนไขทางตรรกะให้ระบบตรวจสอบ เพื่อเลือกทิศทางการวนซำ้าหรือออกจากการวนซำ้า เช่น
  • 34. สมาชิก 1.นายสหรัฐ สาระนัย เลขที่ 32.นายณัฎฐกรณ์ แผนกุล เลขที่ 7 3.นางสาวสุภลักษณ์ แย้มโอษฐ เลขที่ 174.นางสาวกัญญาณัฐ พ่วงปาน เลขที่ 295.นางสาวทิมาพร มั่นใจ เลขที่ 326.นางสาววรรณิศา กระดี่ทอง เลขที่ 357.นางสาวศดานัน บุญรอด เลขที่ 36 ชั้น ม.6/1

×