โรคตาบอดสี

9,809 views
9,595 views

Published on

0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
9,809
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
47
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

โรคตาบอดสี

  1. 1. โรคตาบอดสี  ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า color blindness เป็นอาการที่ตาของผู้ป่วยแปรผลแปรภาพสีผิดไป จาก ผู้อื่นที่เป็นตาปกติ  ปกติแล้วตาคนเราจะมีเซลรับแสงอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเซลรับแสงที่รับรู้ถึงความมืด หรือ สว่าง ไม่สามารถแยกสีออกได้และจะมีความไวต่อการกระตุ้นแม้ในที่ที่มีแสงเพียงเล็กน้อย เซลกลุ่มที่สอง เป็นเซลล์ทาหน้าที่มองเห็นสีต่าง ๆ โดยจะแยกได้เป็นเซล อีก 3 ชนิด ตามระดับคลื่นแสง หรือสี ที่ กระตุ้น คือ เซลล์รับแสงสีแดง เซลล์รับแสงสีน้าเงิน และเซลรับแสงสีเขียวสาหรับแสงสีอื่น จะ กระตุ้นเซลดังกล่าวมากกว่าหนึ่งชนิดแล้วให้สมองเราแปลภาพออก มาเป็นสีที่ต้องการ ซึ่งเซลกลุ่มที่ สองนี้จะ ทางานได้ดีต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ดังนั้นในที่สลัว ๆ เราจึงไม่สามารถแยกสีของวัตถุได้ แต่ยังพอบอก รูปร่างได้ เนื่องจากมีการทางานในเซลของกลุ่มแรกอยู่ เมื่อเพิ่มแสงสว่างขึ้นเราจึง มองเห็นสีต่าง ๆ ขึ้นมา
  2. 2. สาเหตุการเกิดตาบอดสี ตาบอดสี (Color blindness)เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึงมีความไวต่อ ่ สีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทาให้ดวงตาไม่สามารถทีจะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอด ่ สี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทาให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้าเงิน สีเหลือง สีขาว สีดา สี เทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด สาเหตุต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ภาวะขาดเลือด อุบัตเหตุเนื้อ งอก การเสื่อมลงของ ิ จอประสาทตา หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี
  3. 3. อาการ  ตาบอดสีมีหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่า red/green color blindness โดยจะแยก สีแดงและสี เขียวค่อนข้างลาบากโดยเฉพาะเวลาที่แสงไม่สว่างนัก ส่วนน้อยลงมาของคนที่มีตาบอด สีคือพวกที่ไม่สามารถ แยกสีน้าเงินกับสีเหลือง จะมีบ้างเหมือนกันที่เป็นโรคตาบอดสีทุกสีเลยแต่ เป็น ส่วนน้อยมาก คนที่บอดสีแดง- เขียวมักจะบอดสี น้าเงิน-เหลืองด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นตาบอดสี ชนิดใด ล้วนจะมีสายตาหรือการมองเห็น (vision) ที่เป็นปกติ เพียงแต่ความสามารถในการแยกสี ไม่ปกติเท่านั้นเอง ป่วยมักจะมีอาการเรียกชื่อสีหรือเห็นสีผิดไปจากเดิม โดยมากพบความผิดปกติของการมอง สี น้าเงิน เหลือง มากกว่าแดงเขียว ความผิดปกติของตาทัง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นตาเดียวหรือทั้ง 2 ตา มีการ ้ เปลียนแปลงมากขึนหรือลดลงได้ รวมทั้งมีความผิดปกติของสายตาด้านอื่น ๆ เช่น การมอง เห็นและลาน ่ ้ สายตาลดลงได้ ขึ้นอยู่กบสาเหตุและความรุนแรงของโรค ั
  4. 4.  โรคตาบอดสี พบได้ประมาณ 8% ของประชากร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่เป็นตั้งแต่กาเนิด (congenital color vision defects) และกลุ่มที่เป็น ภายหลัง (acquired color vision defects) ซึ่งมักพบ กลุ่มแรก คือกลุ่มที่เป็นตั้งแต่กาเนิดบ่อยกว่ากลุ่มที่เป็น ภายหลัง เมื่อพิจารณาในกลุ่มที่เป็นตั้งแต่เกิด กลุ่มย่อยที่พบได้ บ่อยที่สุด คือ กลุ่มที่บอดสีเขียว-แดง ซึ่งพบได้ ประมาณ 5-8% ในผู้ชาย และพบเพียง 0.5% ในผู้หญิง (ผู้ชายพบได้บ่อยกว่า) ส่วนในกลุ่มที่เป็นภายหลัง มักพบเป็นการบอดสีน้าเงิน- เหลือง และพบได้พอๆกันทั้งชายและหญิง ซึ่งจานวนคน ที่เป็นในกลุ่มนี้น้อยกว่ากลุ่มที่เป็นแต่กาเนิดมาก
  5. 5. ภาพแสดงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยโครโมโซม การพบโรคนีในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกับแบบ แดง-แทบทั้งหมด เนื่องจากว่ายีน ที่ควบคุมการสร้างรงควัตถุรับสีชนิดสี ้ แดง และสีเขียวนัน (red-pigment เขียวgene, green-pigment gene) อยูบนโครโมโซม X เมื่อยีนนี้ขาดตกบกพร่องไปในคนใดคนหนึง ้ ่ ่ ก็จะทาให้คนนันสามารถรับรู้ สีเหล่านันได้ลดลงกว่าคนปกติแน่นอนว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นน้อยกว่าเนื่องจากในผูหญิงมีโครโมโซม X ถึงสอง ้ ้ ้ ตัว ถ้าเพียงแต่ X ตัวใดตัวหนึ่งมียนเหล่านี้อยู่ ก็สามารถรับรูสีได้แล้ว ในขณะที่ผ้ชาย มีโครโมโซม X เพียงตัวเดียว อีกตัวเป็น Y ซึ่งไม่ได้ ี ้ ู มีแพคเกจบรรจุยนนี้แถมมาด้วย ;) ก็จะแสดง อาการได้เมื่อ X ตัวเดียวเท่าที่มีอยู่นั้นบกพร่องไป ี
  6. 6. โดย นพ.ณวัฒน์ วัฒนชัย จักษุแพทย์  คณะผู้จัดทา  นางสาวมยุตรา จุลสินธุ์  นางสาวหทัยรัตน์ แซ่ซิ้ม  นางสาววนิดา นารีจัน  นางสาวศิรวิมล แสนสวัสดิ์ ิ  นายอมรเทพ ปะสาโท จบ

×