ติวเด็ก
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ติวเด็ก

on

  • 20,495 views

 

Statistics

Views

Total Views
20,495
Views on SlideShare
20,495
Embed Views
0

Actions

Likes
9
Downloads
203
Comments
4

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

 ติวเด็ก ติวเด็ก Presentation Transcript

  •  
  • วิชา ... การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็ก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช ► การเจริญเติบโตและพัฒนาการ / การส่งเสริม G&D ► โภชนาการในเด็ก / โรคขาดสารอาหารและวิตามินต่างๆ ► การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ► การพยาบาลเด็กด้านจิตสังคม ► การพยาบาลทารกแรกเกิด
  • หลักของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
    • 1. เป็นไปตามละดับขั้นตอน ไม่สามารถย้อนกลับได้ ( irreversible)
    • สามารถทำนายได้ ( predictable)
    • 2. การเจริญเติบโตต้องพร้อมจึงจะเกิดพัฒนาการ
    • 3. พัฒนาการแต่ละด้านสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เด็กจะมีความพยายามจะฝึกฝนทักษะที่ได้เรียนรู้ใหม่ๆ
    • 4. อัตราและรูปแบบการเจริญเติบโตและพัฒนาการมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
    • 5 . อัตราการเจริญเติบโต พัฒนาการไม่คงที่ ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงอายุ
    • 6. มีช่วงเวลาที่มีผลกระทบแน่นอน (Critical period)
  • พัฒนาการมีทิศทางที่เป็นแบบแผน
    • 1 . เริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก / จากทั่วไปไปหาเฉพาะเจาะจง
    • 2. ทิศทางจากศีรษะสู่เท้า ( Cephalocaudal development)
    • ( ผงกศรีษะ ชันคอ คว่ำ นั่ง ยืน )
    • 1 ด . 2-4 ด . 5-6 ด . 8-9 ด . 12 ด .
    • 3. ทิศทางจากส่วนกลางลำตัวไปยังส่วนปลาย
    • ( Proximodistal development )
    • ( พลิกคว่ำ ใช้แขน - มือ นิ้ว )
    • 5-6 ด . 6 ด . 9 ด .
  •  
    • อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง
    • 6 ด . x 2 เท่า x 0.5 เท่า
    • 1 ปี x 3 เท่า x 1.5 เท่า
    • 2 ปี x 4 เท่า x 1.75 เท่า
    • 4 ปี x 5 เท่า x 2 เท่า
    • 6 ปี x 7 เท่า x 2.25 เท่า
    • 10 ปี x 10 เท่า -
    • 12-13 ปี - x 3 เท่า
    * ใช้ตารางนี้กรณีที่ทราบน้ำหนักและความยาวของทารกแรกเกิด
  • สูตรคำนวณน้ำหนักจากอายุ อายุ 3 – 12 เดือน น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = อายุ ( เดือน ) + 9 2 อายุ 1 – 6 ปี น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = [ อายุ ( ปี ) x 2 ] + 8 อายุ 7 – 12 ปี น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = [ อายุ ( ปี ) x 7 ] ± 5 2
  • สูตรคำนวณส่วนสูงจากอายุ อายุ 2 – 12 ปี *** สูตร : ส่วนสูง ( ซ . ม ) = { อายุ ( ปี ) x 6 } + 77 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อายุ 4 ปี - วัยรุ่น สูตร : ส่วนสูง ( ซ . ม ) = 100 + ( อายุเป็นปี – 4) x 6 ซม .
  • สูตรคำนวณ : น้ำหนักจริง x 100 น้ำหนักมาตรฐาน ภาวะโภชนาการ W/A ปกติ >90% เล็กน้อย ( ระดับ 1) 75-90% ปานกลาง ( ระดับ 2) 60-74% มาก ( ระดับ 3) <60%
  • การแบ่งความรุนแรงของ ความอ้วน โดยใช้กราฟมาตรฐาน คิดเทียบจากน้ำหนักที่เกินน้ำหนักมาตรฐานในเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 ที่ความสูงเดียวกัน สูตร : { นน . ที่เกินมาตรฐาน / นน . มาตรฐาน } x 100 ระดับความรุนแรง น้ำหนักจริงที่เกินน้ำหนักมาตรฐานที่ความสูงเดียวกัน เล็กน้อย (mild) ปานกลาง (moderate) รุนแรง ( severe) อันตราย ( morbid ) 20 – 40 41 – 60 61 – 100 > 100
  • พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แรกเกิด - 15 เดือน
    • 1 เดือน นอนคว่ำชันคอเล็กน้อย
    • 2 เดือน นอนคว่ำชันคอ 45 องศา
    • 3 เดือน นอนคว่ำชันคอ 90 องศา
    • 4 เดือน พยุงนั่ง
    • 5 เดือน พลิกคว่ำ - หงาย
    • 7 เดือน นั่งเองตามลำพัง
    • 8 เดือน คลาน
    • 9 เดือน เกาะยืน
    • 10 เดือน เกาะเดิน
    • 11 เดือน ตั้งไข่
    • 12 เดือน จูงเดิน
    • 13-15 เดินเอง
  • ด้านกล้ามเนื้อใหญ่
    • 1-2 ด . เคลื่อนไหวแขนขา ยกศีรษะในท่าคว่ำ
    • 2-4 ด . ยกศีรษะในท่าคว่ำ 45 องศา / 90 องศา
    • 4-6 ด . คว่ำแล้วพลิกตัวหงาย 6-8 ด . นั่งได้เอง คลาน
    • 9-10 ด . เกาะยืน เดินเกาะ 11-12 ด . ลุกนั่งเอง ยืนได้ชั่วครู่
    • 1-2 ปี เดิน เกาะราวขึ้นบันได วิ่ง เดิน
    • 2 ปี กระโดดอยู่กับที่ 2 เท้า เตะบอล
    • 3 ปี ยืนขาเดียว 1 -2 วินาที ขี่จักรยานสามล้อ
    • 4-6 ปี ยืนขาเดียว 4 -6 วินาที
    • 5 ปี รับลูกบอล กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ
  • ด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก
    • 1-2 ด . มองตามวัตถุถึงกึ่งกลางลำตัว / มือกำสิ่งของ
    • 2-4 ด . มองตามวัตถุถึง 180 องศา
    • 4-6 ด . เอื้อมมือ ไขว่คว้า 6-8 ด . เปลี่ยนมือถือของ
    • 8-10 ด . มองตามของตก 11-12 ด . หยิบของโดยใช้นิ้วมือ
    • 1-2 ปี หยิบของใส่ถ้วย ต่อบล็อก 3-6 ชิ้น ขีดเส้นยุ่งๆ
    • 2 ปี ขีดเส้นตรง เปิดหนังสือทีละหน้า
    • 3 - 4 ปี ลอกรูป O , + , วาดรูปคน 3 ส่วน
    • 4 - 5 ปี ลอกรูป  , วาดรูปคน 4 ส่วน
    • 5 – 6 ปี ลอกรูป จับดินสอได้ถูกต้อง เขียนตัวอักษรง่ายๆ
  • ด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา
    • 1-2 ด . ส่งเสียงอ้อแอ้ / ตอบสนองต่อเสียง หยุดฟังเสียง
    • 3-4 ด . หัวเราะ 4- 7 ด . หันหาเสียง / ส่งเสียงสูง ต่ำ
    • 8-10 ด . เลียนสียงพยางค์เดียวซ้ำ / ฟังรู้ภาษา
    • 10-12 ด . พูดได้พยางค์เดียว 1 - 2 คำที่มีความหมาย / ทำท่าตามที่บอก
    • 1-1 ป .6 ด พูดได้ 2 -3 คำ เรียกชื่อสมาชิกในครอบครัว / ชี้อวัยวะได้ 1 ส่วน
    • 1 ป 7 ด - 2 ปี ผสมคำ 2 พยางค์ / ชี้อวัยวะได้ 1 ส่วน
    • 2 - 3 ปี บอกชื่อตนเอง สิ่งของที่ตนเองคุ้นเคย / ชี้อวัยวะได้ 4 ส่วน
    • รู้จัก 1 - 4 สี / พูดสื่อความหมายเล่าเรื่องได้พอเข้าใจ
    • 3 - 4 ปี นับเลขง่ายๆ / ทำตามคำสั่ง / บอกประโยชน์ของสิ่งของ
    • 4 -5 ปี บอกความหมาย / หน้าที่ / คำตรงกันข้าม
  • ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง
    • 1-2 ด . ยิ้มเอง มองจ้องหน้า
    • 4-6 ด . ยิ้มตอบ ถือขวดนมใส่ปากเอง
    • 6-8 ด . ตบมือ รู้จักบุคคลแปลกหน้า
    • 8-10 ด . หยิบอาหารเข้าปาก ชี้แสดงความต้องการ เล่นจ๊ะเอ๋
    • 11-12 ด . ยกแก้วดื่มน้ำเอง
    • 1- 1 ปี 6 เดือน ตักอาหารเข้าปาก แต่งตัวง่ายๆ หัดแปรงฟัน
    • 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี ทำตามคำสั่ง
    • 2 - 3 ปี แปรงฟันเอง แต่งตัวบางชิ้น ถอดกระดุม บอกเวลาถ่ายอุจจาระ
    • 3 - 4 ปี สวมเสื้อผ้าทางศีรษะสวมรองเท้า ล้างมือ ติดกระดุม รู้จักเพศตนเอง
    • 5 - 6 ปี ผูกเชือกร้องเท้า แต่งตัวเอง เล่นอย่างมีกติกาง่ายๆ / เล่นสมมติ
  • พัฒนาการที่ควรสงสัยว่ามีแนวโน้มล่าช้า
    • 1 เดือน ไม่ตอบสนองต่อเสียงดัง / ไม่ยกแขน ขา
    • 6 เดือน ไม่มองตามวัตถุ ไม่คว่ำ
    • 12 เดือน ไม่เลียนเสียงพูด / ไม่ตอบสนองผู้เลี้ยงดู
    • 1 ปี 6 เดือน ยังไม่พูดเป็นพยางค์ที่มีวามหมาย
    • 2 ปี เดินยังไม่คล่อง
    • 3 ปี ไม่สนใจเล่น ตักข้าวรับประทานเองไม่ได้
    • 4 ปี พูดคุยไม่รู้เรื่อง ช่วยเหลือตนเองง่ายๆไม่ได้
    • 5 ปี อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่รู้จักรอคอย
  • ความต้องการพลังงานของเด็กคิดตามน้ำหนักตัว
    • น้ำหนักตัว 0 – 10 กิโลกรัมแรก ใช้พลังงาน 100 แคลอรี่ / กก . / วัน
    • น้ำหนักตัว > 10 - 20 กิโลกรัมถัดมา ใช้พลังงาน 50 แคลอรี่ / กก .
    • น้ำหนักตัว > 20 กิโลกรัมถัดมา ใช้พลังงาน 20 แคลอรี่ / กก .
    • ตย . เด็กหนัก 22 กิโลกรัม ต้องการพลังงานกี่แคลอรี่ต่อวัน
    • 10 กก . แรก ต้องการ 1 ,000 แคลอรี่
    • 10 กก . ถัดมา ต้องการ 500 แคลอรี่
    • 2 กก . ที่เหลือ ต้องการ 40 แคลอรี่
    • เด็กรายนี้ต้องการพลังงานประมาณ 1 , 540 แคลอรี่ / วัน
  • โภชนาการในเด็ก
    • เด็กวัยทารก ให้นมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน
    • เริ่มให้อาหารเสริมตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
    • อายุครบ 1 ขวบ สามารถให้อาหารเสริมได้ครบ 3 มื้อ แทนนม
    • * แนวทางการให้อาหารเสริม
    • การให้อาหารเสริม : ลักษณะอาหารเริ่มจาก อาหารเหลวใส
    • อาหารเหลวข้น อาหารบดละเอียด 7 ด .
    • อาหารบดหยาบ 9 ด . อาหารอ่อน 1 ปี อาหารธรรมดา
    • ไม่ควรให้ไข่ขาว ก่อน 7 เดือน ควรให้ผักกลิ่นฉุนก่อน 8 เดือน
    • * ทำอย่างไรเมื่อเด็กทารกปฏิเสธอาหารเสริม ?
  • Kwashiorkor
    • - ภาวะร่างกายขาดโปรตีนพบในเด็กอายุมากกว่า 1 ปี
    • ลักษณะ : ผมบาง แห้ง สีแดง เปราะ ผิวหนังซีด ตัวบวม
    • ตับโต ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    Marasmus
    • น้ำหนักตัวน้อยกว่าร้อยละ 60 ของนน . ตัวเด็กวัยเดียวกันที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50
    • ลักษณะ : รูปร่างผอม ผมบาง ตาลึกโหล แก้มตอบ ผิวเหี่ยว
    • กล้ามเนื้อลีบ ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ภาวะขาดวิตามิน Vit A ตาฟาง Night blindness เยื่อบุตาขาวแห้ง กระจกตาเป็นแผล จุดเทาๆบนตาขาวด้านหางตา ( Bitot’spot) ไข่แดง นม ตับสัตว์ ผักใบเขียว แคโรทีน ฟักทอง Vit B1 beri- beri เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ขาบวม เหน็บชา ใจสั่น ไข่แดง ตับ เนื้อหมู ข้าวซ้อมมือ ถั่ว งา Vit B2 แผลมุมปาก ( โรคปากนกกระจอก ) ลิ้น / ผิวหนังอักเสบ ตาไม่สู้แสงน้ำตาไหล เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่ว นม ผักใบเขียว
  • ภาวะขาดวิตามิน Vit B6 โลหิตจาง ปลายประสาทอักเสบ โรคผิวหนัง ผมร่วง ไข่แดง เนื้อสัตว์ ถั่ว ข้าวโพด กะหล่ำปลี Vit B12 + Folic ซีด ตัวเหลือง ระบบประสาทส่วนปลายอักเสบ ลิ้นเลี่ยน ชา ไข่ นม เครื่องในสัตว์ หอย ผัก ผลไม้ Vit C เหงือกบวม เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกตามผิวหนัง แผลหายช้า ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศมะขามป้อม ผักใบเขียว
  • ภาวะขาดวิตามิน Vit D กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม ฟันขึ้นช้า ฟันผุง่าย กระดูกอ่อน กระดูกขา / ซี่โครงผิดรูป ไข่ นม เนย ปลา น้ำมันตับปลา Vit K เลือดออกง่าย เลือดกำเดาไหลบ่อยๆ แข็งตัวช้า ( สังเคราะห์เองได้จากลำไส้เล็ก ) ไข่แดงนม ตับหมู กระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ น้ำมันตับปลา เนยแข็ง โยเกิร์ต ผักใบเขียว Iodine โรคเอ๋อ ( Cretinism) คอพอก การเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า เกลือผสมไอโอดีน อาหารทะเล
  • การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค EPI
    • แรกเกิด ... BCG HBV 1
    • 2 ด ... DTP 1 OPV 1 HBV 2
    • 4 ด ... DTP 2 OPV 2
    • 6 ด ... DTP 3 OPV 3 HBV 3
    • 9 - 12 ด ... MMR 1 หรือ M
    • 1 ปี 6 เดือน ... DTP4 OPV4 JE1 JE1 ( ห่างกัน 1 เดือน )
    • 2 ปี 6 เดือน ... JE3
    • 4 - 6 ปี ... DTP5 OPV5 MMR2 ** ( ประถมปีที่ 1 )
    • 12 - 16 ปี ... dT ** ( ประถมปีที่ 6)
  • การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
    • * กรณีเริ่มให้เมื่ออายุ 1 – 6 ปี
    • ครั้งแรก ... BCG DTP 1 OPV 1 MMR 1
    • 1 เดือน ... HBV 1 JE1
    • 2 เดือน ... DTP 2 OPV 2 JE2
    • 4 เดือน ... DTP 3 OPV 3 HBV 2
    • 8 เดือน ... HBV 3
    • 12 เดือน ... DTP4 OPV4 JE3
    • อายุ 12 ปี .... dT MMR
  • คำแนะนำในการให้วัคซีนแก่ผู้ปกครอง
    • 1. ความสำคัญของการให้วัคซีนในเด็ก
    • 2. วัคซีนที่เด็กได้รับ คือ วัคซีนป้องกันโรคอะไรบ้าง
    • 3. หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว อาการข้างเคียงที่อาจพบ เช่น
    • - ไข้ต่ำๆ ภายหลังฉีด 3 – 4 ช . ม นานประมาณ 2 – 3 วัน
    • ( DTP / Heb B )
    • - ไข้ต่ำๆ ภายหลังฉีด 5 – 12 วัน ( MMR / BCG )
    • - BCG หลังฉีดประมาณ 1 เดือนตุ่มจะขุ่นคล้ายหนอง
    • ให้ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดเบาๆ
  • 1. เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และกำลังแสดงอาการของโรค ไม่ควรให้วัคซีนที่มีเชื้อมีชีวิต (live Vaccine) เช่น BCG , OPV และ MMR ยกเว้นทารกที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่มีอาการของโรค แต่ไม่ควรให้ MMR ในทารก HIV positive ที่มีภูมิต้านทานต่ำมาก 2. เด็กที่เป็นมะเร็ง และหยุดยาต้านมะเร็งมาแล้วเกิน 3 เดือน อาจพิจารณาให้วัคซีนเชื้อมีชีวิตได้ 3. เด็กที่ได้ยาสเตียรอยด์ หากได้รับเกิน 2 มก ./ กก ./ วัน เกิน 2 สัปดาห์ ไม่ควรได้รับวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต การให้วัคซีนแก่เด็กที่มีปัญหาต่างๆ
  • 4. ทารกเกิดก่อนกำหนด ควรได้รับวัคซีนตามปกติ ไม่คำนึงถึงอายุครรภ์ ยกเว้น ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัม ควรให้ HBV ซ้ำหลังจากอายุ 1 เดือนแล้ว : หากมารดาเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ ควรให้ HBV และ HBIG ทุกรายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด แต่ถ้า ( HBeAg - ) ให้แต่ HBV อย่างเดียว 5. เด็กที่มีปัญหาโรคทางสมอง หรือโรคลมชักที่ควบคุมไม่ได้ อาจเลื่อนการให้วัคซีน ไอกรนไปก่อน โดยให้แต่ DT จนกระทั่ง โรคสงบ แต่เด็กที่เคยมีปัญหาชักจากไข้สูง สามารถรับวัคซีนได้ โดยกินยาลดไข้ป้องกันไว้ก่อน
  • 6. เด็กที่เพิ่งจะได้รับ immunoglobulin จะมีผลทำให้วัคซีน MMR ไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกันเท่าที่ควร จึงควรเลื่อนการให้วัคซีนไปก่อน 7. เด็กที่มีประวัติได้รับเลือด มายังไม่ถึง 3 เดือน ควรเลื่อนการได้รับวัคซีน อย่างน้อย 6 – 12 เดือน ฯลฯ
  • ปฏิกิริยาวิตกกังวลจากการแยกจากของผู้ป่วยเด็ก ( Separation Anxiety)
    • 1. ระยะประท้วง ( Protest )
    • : ร้องไห้ ดิ้น ขัดขืน ต่อต้านการรักษา
    • 2. ระยะหมดหวัง / สิ้นหวัง ( Despair)
    • : เศร้า ซึม ทำกิจกรรมลดลง พฤติกรรม ถดถอย ( regression)
    • 3. ระยะปฏิเสธบิดามารดา ( Denial / Dettachment )
    • : สนใจสิ่งแวดล้อม ทำท่าไม่สนใจบิดา มารดา
    • กำจัด หลีกเลี่ยง สาเหตุของการเจ็บปวด
    • การประเมินความเจ็บปวดในเด็กแต่ละวัย
      • < 3 ปี ให้สังเกตจากพฤติกรรมแสดงออก เช่นสีหน้า
      • การร้องไห้ การเคลื่อนไหว NIPS , CHEOPS
      • > 3 ปี ใช้ face pain rating scale
      • > 5 ปี ใช้ numeric scale
    การพยาบาลเพื่อลด Pain ในเด็ก
  • การบรรเทาความเจ็บปวดในเด็ก ( แบบไม่ใช้ยา ) ด้านกายภาพ : ห่อตัว อุ้ม จุกนมหลอก จัดท่า นวดสัมผัส การลูบสัมผัส กดจุด การประคบร้อน - เย็น ฝังเข็ม ใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ฯลฯ ด้านจิตใจการนึกคิด : เล่านิทาน จินตภาพ นับเลข ผ่อนคลาย สะกดจิต ดนตรี การเล่น งานศิลปะ การพูดในเชิงบวก การต่อรองให้รางวัล การอธิบาย ให้ข้อมูล ฯลฯ การพยาบาลเพื่อลด Pain ในเด็ก
  • วัยทารก ( 0 – 1 ปี ) การรับรู้ - ยังไม่มีการรับรู้ วัยหัดเดิน ( 1– 3 ปี ) การรับรู้ - ไม่เคลื่อนไหว เหมือนหลับแล้วตื่น วัยเรียน ( 6 – 12 ปี ) การรับรู้ เป็นเรื่องอนาคต เกิดเฉพาะ คนแก่ วัยรุ่น ( 12 – 18 ปี ) การรับรู้ เป็นการสิ้นสุดชีวิตและกลัวตาย การพยาบาล 1. อำนวยความสะดวกการสื่อสารระหว่างแพทย์กับญาติ ในเรื่องการตัดสินใจยุติการช่วยชีวิตเด็ก 2. ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายให้มากที่สุด ลดความเจ็บปวด 3. การสื่อสารระหว่างพยาบาล – เด็กป่วย และ พยาบาล - ผู้ปกครอง ภาวะตายและใกล้ตาย ( Death & Dying)
  • การพยาบาลทารกแรกเกิด
    • ความหมาย
    • ทารกเกิดก่อนกำหนด (Pre – Term) หมายถึง ทารกที่เกิดมามีอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์เต็ม โดยไม่คำนึงถึงน้ำหนักตัว
    • ทารกเกิดเกินกำหนด (Post – Term) หมายถึง ทารกที่เกิดมามีอายุครรภ์เกิน 42 สัปดาห์เต็ม โดยไม่คำนึงถึงน้ำหนักตัว
  • การจำแนกตามน้ำหนักตัว
    • ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย (Low Birth Weight; LBW) หมายถึง
    • ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัมโดยไม่คำนึงถึงอายุครรภ์
    • ทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าอายุครรภ์ (Small for Gestational Age; SGA) หมายถึง
    • ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ของน้ำหนักปกติที่อายุครรภ์นั้น ๆ
    • ทารกน้ำหนักตัวมากกว่าอายุครรภ์ (Large for Gestational Age; LGA) หมายถึง
    • ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ของน้ำหนักปกติ
    • ที่อายุครรภ์นั้น ๆ
    • ทารกน้ำหนักตัวเหมาะสมกับอายุครรภ์ (Appropriate for Gestational Age; AGA) หมายถึง ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดระหว่าง 10–90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ของน้ำหนักปกติที่อายุครรภ์นั้น
  • การประเมินอายุครรภ์ การตรวจลักษณะของร่างกายภายนอก 6 อย่าง การตรวจทางระบบประสาท 6 อย่าง
  • ทารกแรกเกิด ผิวซีด ลอก มีขนอ่อนบริเวณไหล่บางๆ มีลายฝ่าเท้าบริเวณปลายเท้า เต้านมเป็นตุ่ม ประมาณ 1.5 มม . รูปร่างของหูอ่อนพับไปมา เห็น labia majora และ labia minora คะแนนที่ได้ 12 คะแนน การประเมินอายุครรภ์
  • เมื่อตรวจทางระบบประสาทพบว่า มีการงอของข้อเข่า และสะโพก แขนเหยียด มุมที่ข้อมือ ประมาณ 45 องศา กำลัง กล้ามเนื้อแขน ประมาณ 120 องศา มุมที่หลังเข่า ประมาณ 120 องศาเมื่อดึงแขนไปไหล่ตรงข้ามข้อศอก อยู่กึ่งกลางลำตัว ส้นเท้ายกขึ้นมาถึงระดับอก คะแนนที่ได้ 14 คะแนน การประเมินอายุครรภ์
    • Apnea การหยุดของการหายใจนานเกินกว่า 20 วินาที หรือน้อยกว่านี้และมีหัวใจเต้นช้า เขียว ซีด และหรือกล้ามเนื้อตึงตัวน้อยร่วมด้วย
    • Periodic breathing การหยุดหายใจนานไม่เกิน 10 วินาที สลับกับการหายใจเร็วเป็นเวลานาน 10 – 15 วินาที แต่จะไม่มีอาการเขียวหรือหัวใจเต้นช้าร่วมด้วย กระตุ้นการหายใจทารกโดยการลูบตัว
    • Lab in Newborn ที่สำคัญ
    • T3 , T4 T3 75 – 260 นาโนกรัม / ดล . , T4 11.5 – 24 ไมโครกรัม / ดล .
    • PKU ตรวจหา Phenylketonuria
    • DTX ต้องไม่น้อยกว่า 40 mg% ถ้าน้อยกว่าถือว่ามีภาวะ Hypoglycemia
    • Hct 42 – 65%
    • Bilirubin ( MCB ) ทารกคลอดก่อนกำหนดทารกคลอดครบกำหนด 0-1 วัน < 8.0 มก ./ ดล . < 6 .0 มก ./ ดล .1-2 วัน < 12. 0 มก ./ ดล . < 8 . 0 มก ./ ดล .2-5 วัน < 16.0 มก ./ ดล . < 1 2 .0 มก ./ ดล . >5 วัน < 2.0 มก ./ ดล . < 0.2 - 1 .0 มก ./ ดล .
    • V/S in Newborn RR 40 – 60 ครั้ง / นาที , HR 100 – 160 ครั้ง / นาที
    • T 36.5 – 37.4 oC
      • . ดูแลอุณหภูมิร่างกาย 36.5 – 37.4 o C
      • - ให้ทารกนอนในตำแหน่งไม่มีลมพัดผ่าน
    • - ปรับอุณหภูมิตู้อบโดยใช้ Neutral thermal Environment ( NTE)
    • - กรณีทารกใส่เครื่องช่วยหายใจอุณหภูมิ ก๊าซ 37 o
    • - สวมหมวกให้ทารกทุกราย
      • 3. การป้องกันการติดเชื้อ
      • - ก๊อกน้ำอ่างล้างมือ เป็นชนิดข้อศอกเปิด - ปิด
    • - ล้างมือด้วยน้ำยา Hibiscrub โดยล้างครั้ง
    • ต่อไปนาน 30 วินาที
    • - ใช้ผ้าเช็ดมือ เช็ดครั้งเดียว
    • - อุปกรณ์ที่ใช้กับทารกใช้เฉพาะคน
      • 4. การให้นมแม่และสารน้ำ
      • - ให้ทารกดูดนมแม่เป็นอันดับแรก กรณีเด็กป่วยดูดนมไม่ได้ สอนแม่ให้บีบน้ำนมทุก 2 – 3 ชม .
      • 5. การรักษาเฉพาะโรคเมื่อเจ็บป่วย เช่น ภาวะติดเชื้อ / ภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง
      • 6. การส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่ลูก
      • - กรณีดูดนมแม่ได้ จัดสถานที่ให้แม่มา
      • นอนพักให้ทารกดูดนมแม่
      • - กรณีอยู่ในตู้อบ ให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทารก
    หลักการพยาบาลทารกแรกเกิด
      • 2. ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง และออกซิเจนในเลือดปกติ
        • ดูดเสมหะเมื่อจำเป็นโดยใช้ลูกสูบยางแดงหรือใช้เครื่องดูดเสมหะปรับความแรงต่ำประมาณ
      • 80 –100 mmHg
        • Keep O 2 Sat 92 – 98%
    • - กรณีทารกใส่เครื่องช่วยหายใจ อุณหภูมิ ก๊าซ 37 o C
    • ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ( Developmental care )
    • - น้ำหนักลดลง 10% ของน้ำหนักแรกคลอดในสัปดาห์แรกในทารกคลอดครบกำหน
    • หลังจากนั้นน้ำหนักจะเพิ่ม 20 – 30 กรัม / วัน
    • น้ำหนักลดลง 20% ของน้ำหนักแรกคลอดใน 2 สัปดาห์ ในทารกน้ำหนักตัวน้อย
    • หลังจากนั้นน้ำหนักจะขึ้น 10 กรัม / วัน
    • ควบคุมความสว่างโดยการปิดไฟในหอผู้ป่วยบางจุด , และใช้ผ้าคลุมตู้อบ
    • ควบคุมระดับความดังของเสียงในหอผู้ป่วย ทารกควรอยู่ในที่มีระดับเสียง ไม่เกิน 40 เดซิเบล เสียงในหอผู้ป่วยประมาณ 50-90 เดซิเบล พยาบาลจึงควรจัดเวลาเงียบ
    • จัดท่านอนทารกเหมือนอยู่ในรังนก (Nest)
    • รบกวนทารกในน้อยที่สุด โดยจัดกิจกรรมการรักษาให้เสร็จในคราวเดียวกัน
    • ส่งเสริมให้มารดาอุ้มสัมผัสและพูดคุยกับลูก
    • กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว
    • การดมกลิ่นและการรับรส
    • 1. Hypothermia
    • 2. Hypoglycemia
    • 3. Hyperbilirubinemia
    • Birth Asphyxia
    • Necrotizing Enterocolitis
    • Respiratory Distress Syndrome
    • Bronchopulmonary Displasia
    • Neonatal Sepsis
    • Retinopathy of Prematurity
    ปัญหาที่พบบ่อย
  •  
  • ซักถามข้อสงสัย