73
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

73

on

  • 2,265 views

 

Statistics

Views

Total Views
2,265
Views on SlideShare
2,265
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
28
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

73 73 Document Transcript

  • BOBBYtutor Biology Note เราจะศกษาชววทยากนอยางไร ึ ี ิ ั  การศกษาชววทยาของนกวทยาศาสตร ึ ี ิ ั ิ การศกษาชววทยาซงเปนแขนงหนงของการศกษาทางดานวทยาศาสตร เปนกระบวนการคนควาหาความจรงของ ึ ี ิ ่ึ  ่ึ ึ  ิ    ิ ปรากฏการณในธรรมชาติอยางมีระเบียบแบบแผนตามขันตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Scientific process) ้ ซงประกอบดวย ่ึ  1. กําหนดปญหา (Statement of the problem) ปญหาเกิดขึนจากการเปนคนชางสังเกต ชางคิด มีความ ้ อยากรูอยากเห็น และใจกวาง เชน นกจลชววทยาชาวองกฤษชออเลกซานเดอร เฟลมมิง (Alexander Fleming) สังเกต   ั ุ ี ิ ั ่ื ็ วาแบคทีเรียในจานเพาะเชือไมเจริญ ถามเี พนซลเลยม (Penicillium sp.) เจรญอยดวย และยังพบวาราชนิดนีสามารถ ้  ิิ ี ิ ู  ้ ยับยังการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได เขาจงเกดความสงสยและตงปญหาวาเหตใดจงเปนเชนนน ้ ึ ิ ั ้ั   ุ ึ   ้ั จะเห็นไดวาปญหาเกิดขึนไดเสมอ แตการตังปญหาใหชดเจนสัมพันธกบขอเท็จจริงและความรูเ ดิมของผูตงปญหา  ้ ้ ั ั  ้ั นันไมใชสงทีทาไดงายเสมอไป ไอนสไตน (Einstein) ถือวา "การตังปญหานันสําคัญกวาการแกปญหา" ก็เพราะวา เมื่อ ้ ่ิ ่ ํ   ้ ้  กําหนดปญหาไดชดเจนและสัมพันธกบขอเท็จจริงและความรูเ ดิม ผูตงปญหายอมมองเห็นลูทางทีจะคนหาคําตอบได ั ั  ้ั  ่ เพราะฉะนนจงถอวา "การตงปญหาเปนความกาวหนาทางวทยาศาสตรอยางแทจรง" ้ั ึ ื  ้ั     ิ    ิ 2. ตงสมมตฐาน (Formulation of hypothesis) คําอธบาย หรือการคาดคะเนคาตอบทีเ่ กียวของกับขอเท็จจริง ้ั ิ ิ ํ ่ เรียกวา สมมติฐาน (Hypothesis) สมมตฐานเกดขนหลงจากไดกําหนดปญหาชัดเจนแลว ในการตังสมมติฐานมักใช ิ ิ ้ึ ั  ้ ประโยค "ถา...ดังนัน..." สวนทีขนตนดวย "ถา" จะระบุขอความทีเ่ ปนเหตุหรือเปนคําตอบทเ่ี ปนไปได สําหรบสวนหลงท่ี ้ ่ ้ึ   ั  ั ขึ้นตนดวย "ดงนน" จะระบขอความทแนะวธตรวจสอบสมมตฐาน ถาสมมติฐานมีแตเพียงสวนแรกทีเ่ ปนคําตอบทีนา ั ้ั ุ ่ี ิ ี ิ ่ เปนไปได ก็จะไมเห็นแนวทางวาจะตรวจสอบสมมติฐานดวยวิธใด เชน ี ปญหา : การไดรบสารอาหารทมฟอสเฟตไมเ พยงพอ มีสวนเกียวของกับการเกิดโรคนิวในกระเพาะปสสาวะหรือไม  ั ่ี ี ี  ่ ่ สมมติฐาน : ถาการไดรบอาหารทมฟอสเฟสไมเ พยงพอ มสวนทําใหเกิดโรคนิวในกระเพาะปสสาวะ ดงนนเดกท่ี  ั ่ี ี ี ี ่ ั ้ั ็ ไดรบเกลอฟอสเฟตเปนอาหารเสรม ยอมจะไมเ ปนโรคนวในกระเพาะปสสาวะ ั ื  ิ   ่ิ 
  • BOBBYtutor Biology Note 3. การตรวจสอบสมมติฐาน (Test hypothesis) ในทางวทยาศาสตรสวนใหญจะมวธทดลอง (Experiment) ิ   ีิี โดยออกแบบการทดลองทีมการกําหนดและควบคมตวแปร (Variable) ทเ่ี กยวของกบการทดลองซงตวแปรแบงออกเปน ่ี ุ ั ่ี  ั ่ึ ั   3 ชนิด คือ 1. ตัวแปรตนหรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) คือ สิงทีเ่ ปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ หรอสงท่ี ่ ื ่ิ ตองการศึกษาตรวจสอบวาเปนสาเหตุกอใหเกิดผลเชนนันหรือไม  ้ 2. ตวแปรตาม (Dependent variable) คือ สิงทีเ่ ปนผลจากตัวแปรตน ั ่ 3. ตัวแปรควบคุม (Controlled variable) คือ ตัวแปรทีตองควบคุมใหคงทีตลอดการทดลอง มิฉะนั้นจะ ่ ่ ทําใหผลการทดลองคลาดเคลือนได เชน ถาตองการศึกษาวา "แสงจําเปนตอการเจริญเติบโตของพืช" ผูทดลองจะตอง ่  กําหนดชนดของพชทดลองทมอายุ ขนาด และความแข็งแรงพอๆ กันจํานวนหนึง แลวแบงออกเปน 2 กลุม โดยให ิ ื ่ี ี ่  กลุมหนึงไดรบแสง เรียกวา กลุมทดลอง (Experimental group) และอีกกลุมหนึงไมไดรบแสง เรียกวา กลุมควบคุม  ่ ั   ่ ั  (Controlled group) ตัวแปรอิสระ คือ "แสง" เพราะเปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ ทีตองการศึกษา ่ ตวแปรตาม คือ "การเจริญเติบโตของพืช" เพราะเปนผลจากตัวแปรอิสระ ั ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของดิน นํ้า ปุย และอณหภมิ จะตองควบคมใหทง 2 กลุม ไดรบเทาเทียมกันตลอด  ุ ู  ุ  ้ั  ั การทดลองซึงจะมีประโยชนในการตัดสินวาสมมติฐานทีตงไวเปนไปไดหรือไม ่ ่ ้ั 4. การแปรผลและสรุปผลการทดลอง (Conclusion) หลังจากการทดลองเพือตรวจสอบสมมติฐานทีตงขึน ่ ่ ้ั ้ นักวิทยาศาสตรจะแปลความหมายขอมูล วิเคราะหขอมูล และลงขอสรุปภายในขอบเขตของผลการทดลอง หรอผลการศึกษา   ื ทีเ่ ปนจริง หากผลสรปเหมอนกบสมมตฐานทตงไว สมมตฐานนนกตงเปนทฤษฎีได ุ ื ั ิ ่ี ้ั ิ ้ั ็ ้ั  ชววทยาคออะไร ี ิ ื คําวา ชีววิทยา ตรงกบภาษาองกฤษวา Biology ซึงมาจากรากศัพทเดิมทีเ่ ปนภาษากรีก 2 คํา คือ bios หมายถึง  ั ั  ่ ชีวิต และ logos หมายถึง ความคิดและเหตุผล ดงนนชววทยาจงหมายถงการศกษาเกยวกบสงมชวตอยางมเี หตผล ั ้ั ี ิ ึ ึ ึ ่ี ั ่ิ ี ี ิ  ุ คุณสมบัตของสิงมีชวต ิ ่ ีิ 1. เคลือนไหวไดดวยพลังงานภายในตัวเอง ่  2. มการตอบสนองตอสงเราอยางเหมาะสมเพอการอยรอด ี  ่ิ   ่ื ู 3. ตองใชอาหารสําหรบการดารงชีพ การเจริญเติบโต และใชเปนแหลงสะสมพลังงานสําหรับการเพิมจํานวน   ั ํ ่ สิงมีชวต ่ ีิ 4. มีการหายใจซึงเปนการสรางพลังงานทีสามารถนําไปใชในการดํารงชีวตได ่ ่ ิ 5. มีการเจริญเติบโตโดยการใชสารประกอบอินทรีย และอนินทรียไปใชในการสรางสวนประกอบของรางกาย  6. มีการขับถายเพือกําจัดของเสียทีเ่ กิดจากกระบวนการเมแทบอลิซมออกจากรางกาย ่ ึ 7. สามารถสืบพันธุได เพอเพมจํานวนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน (ความสามารถในการสืบพันธุไดจดเปนคุณสมบัติ  ่ื ่ิ  ั เดนของสิ่งมีชีวิต)
  • BOBBYtutor Biology Note ชีววิทยาเปนศาสตรที่กวางขวางมาก ประกอบดวยสาขาวชาตางๆ มากมาย เชน  ิ  1. กายวิภาคศาสตร (Anatomy) ศึกษาเกียวกับโครงสรางสวนตางๆ ของสิ่งมีชีวิต ่ 2. ชีวเคมี (Biochemistry) ศกษาโครงสรางและกระบวนการเปลยนแปลงของสารชวโมเลกลในสงมชวต ึ  ่ี ี ุ ่ิ ี ี ิ 3. พฤกษศาสตร (Botany) ศึกษาเกียวกับพืช ่ 4. เซลลวทยา (Cytology) ศึกษาเกียวกับเซลล ิ ่ 5. นเวศวทยา (Ecology) การศึกษาความสัมพันธระหวางสิงมีชวตดวยกัน และความสัมพันธระหวางสิงมีชวต ิ ิ ่ ีิ ่ ีิ กบสงแวดลอม ั ่ิ  6. กีฏวิทยา (Entomology) ศึกษาเกียวกับแมลง ่ 7. คพภะวทยา (Embryology) ศึกษาเกียวกับตัวออนของสิงมีชวต ั ิ ่ ่ ีิ 8. วิวัฒนาการ (Evolution) ศึกษาการเจริญเปลียนแปลงของสิงมีชวตจากอดีตจนถึงปจจุบน รวมทังแนวคิด ่ ่ ีิ ั ้ ของนกวทยาศาสตรทเ่ี กยวกบววฒนาการ ั ิ  ่ี ั ิ ั 9. พันธุศาสตร (Genetics) ศึกษาเกียวกับการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิงมีชวต ่ ่ ีิ 10. หนอนพยาธิวทยา (Helminthology) ศึกษาเกียวกับหนอนพยาธิชนิดตางๆ ิ ่ 11. มีนวิทยา (Icthyology) ศึกษาเกียวกับปลา ่ 12. จลชววทยา (Microbiology) ศึกษาเกียวกับจุลนทรีย ุ ี ิ ่ ิ 13. อนุกรมวิธาน (Taxonomy) ศกษาเกยวกบการจดหมวดหมู การตังชือและการเรียกชือสิงมีชวต ึ ่ี ั ั ้ ่ ่ ่ ีิ 14. สัตววิทยา (Zoology) ศึกษาเกียวกับสัตวตางๆ ทังพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) และไมมกระดกสนหลง ่  ้ ี ู ั ั (Invertebrate) ขอควรทราบ  วิธการทางวิทยาศาสตร ประกอบดวย การกําหนดปญหา การตังสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐาน การแปรผล ี  ้ และสรุปผล ชีววิทยา คือ การศึกษาเกียวกับสิงมีชวต ่ ่ ีิ ความรูเกียวกับสิงมีชวต เชน สัตวศาสตร, พฤกษศาสตร, จลชววทยา, สรีรวิทยา, คพภะวทยา และพันธุศาสตร  ่ ่ ีิ ุ ี ิ ั ิ สมมติฐาน คือ คําตอบทอาจเปนไปไดของปญหา ยังไมใชคาตอบทแทจรง เปนการคาดคะเนโดยนําขอเท็จจริงที่ ่ี    ํ ่ี  ิ รวบรวมไดจากการสังเกต หรือการนําปญหามาวิเคราะห เพือคนหาคําตอบ ดังนั้นจึงเปนการคาดคะเนคําตอบทีสมพันธ ่ ่ั กบขอสงสยหรอปญหานนๆ มากทีสด ั  ั ื  ้ั ุ่ ขอเท็จจริง คือ สิงทีไดจากการสังเกตโดยตรงไมมการเปลียนแปลง ในทางวิทยาศาสตรถอวาขอเท็จจริงทีปรากฏ ่ ่ ี ่ ื ่ อยในธรรมชาตยอมถกตองเสมอ แตการสงเกตขอเทจจรงอาจผดพลาดได ู ิ ู   ั  ็ ิ ิ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงทีปรากฏอยูในธรรมชาติหรือทีรวบรวมไดจากการทดลอง ่  ่ ทฤษฎี คือ สมมตฐานทไดรบการตรวจสอบแลวหลายครง ซงสามารถใชอางองหรอทานายขอเทจจรงได ิ ่ี  ั  ้ั ่ึ  ิ ื ํ  ็ ิ กฎ คือ ความจริงหลักทีแสดงความสัมพันธระหวางเหตุกบผล สามารถทดสอบไดผลเหมือนเดิมทุกครังและไมมี ่ ั ้ ขอโตแยงใดๆ    ความรู คือ ผลจากการกระทําของมนษยโดยการใชกระบวนการทางวทยาศาสตร ุ   ิ
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การทดลองในตารางพิสจนสมมติฐานขอใด ู จํานวนวันทีทดลอง ่ จํานวนเซลลทยงมชวต  ่ี ั ี ี ิ พวกทไมมนวเคลยส พวกทีมนวเคลียส ่ี  ี ิ ี ่ี ิ 1 100 100 2 80 79 3 60 74 4 30 72 5 3 72 1) นิวเคลียสจําเปนตอการแบงเซลล    2) นิวเคลียสจําเปนตอการมีชวตของเซลล ีิ 3) ไซโตพลาสซมจาเปนตอการมีชวตของเซลล ึ ํ ีิ 4) ไซโตพลาสซมไมจําเปนตอการมีชวตของเซลล ึ  ีิ 2. เมื่อนําแบคทเี รยพวกนวโมคอกคสชนด C ซงสามารถสรางแคปซลได และชนิด B ซงไมสามารถสรางแคปซล ี ิ ั ิ ่ึ  ู ่ึ   ู มาเลียงในอาหารเลียงแบคทีเรียซึงทําใหปราศจากเชือแลว ปรากฏผลการทดลองในเวลาตอมาดงน้ี ้ ้ ่ ้  ั เรมทดลอง ่ิ ผลการทดลองในเวลาตอมา  1. ชนิด C ทีตายแลว ่ ไมมการเจริญเติบโต ี 2. ชนิด B ทยงมชวตอยู ่ี ั ี ี ิ เจริญขยายพันธุอยางรวดเร็ว  3. ชนิด B ทยงมชวตอยู ชนิด C ทีตายแลว ่ี ั ี ี ิ ่ ชนิด B สรางแคปซูลได การทดลองนีผทดลองมีสมมติฐานอยางไร ้ ู 1) แคปซลจาเปนตอการขยายพันธุของแบคทีเรีย ู ํ  2) อาหารทเ่ี ลยงแบคทเี รยนเ้ี หมาะกบแบคทเี รยชนด B มากกวา ้ี ี ั ี ิ  3) แบคทีเรียชนิด B นาจะรบสารบางอยางจากชนด C ทมผลตอการสรางแคปซล  ั  ิ ่ี ี   ู 4) ในอาหารเลยงแบคทเี รยมสารททําใหแบคทีเรีย B สรางแคปซูลได ้ี ี ี ่ี
  • BOBBYtutor Biology Note 3. ตารางการทดลองนแสดงผลอะไร ้ี นํ้าแปง + นํ้ายอย + ไอโอดีน หลอดที่ 1 หลอดที่ 2 หลอดที่ 3 หลอดที่ 4 เวลาการทดลอง 0 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที สทปรากฏ ี ่ี นํ้าเงินเขม นํ้าเงิน ฟา ไมมสี ี 1) หลอดท่ี 1 เกดปฏกรยาระหวางน้ําแปงกับนํ้ายอยมากทีสด ิ ิิิ  ุ่ 2) เวลาทีเ่ หมาะสมทีสดในการทดสอบแปง คือ 10 นาที ุ่ 3) นํ้าแปงสามารถถกไฮโดรลซสหมดภายใน 15 นาที  ู ิิ 4) ประสิทธิภาพของนํายอยเปนสัดสวนผกผันกับเวลาทีใช ้ ่ 4. ในการทดลองใชเ อนไซมยอยสารชนดหนงทอณหภมตางกนปรากฏผลดงน้ี  ิ ่ึ ่ี ุ ู ิ  ั ั หลอดทดลอง อุณหภูมิ (°C) เวลาที่ใชยอยสาร 1 20 15 นาที 2 30 6 นาที 3 40 3 นาที 4 50 ไมเปลียนแปลง ่ การทดลองนสรปผลสําคญไดอยางไร ้ี ุ ั   1) เอนไซมยอยสารไดชาทีสดทีอณหภูมิ 20°C   ุ่ ุ่ 2) เอนไซมยอยสารไดชาทีสดทีอณหภูมประมาณ 50°C   ุ่ ุ่ ิ 3) เอนไซมสลายตัวทีอณหภูมิ 40°C ุ่ 4) เอนไซมจะทํางานไดดทสดทีอณหภูมประมาณ 40°C  ี ่ี ุ ่ ุ ิ 5. เมอเตมโยเกรตหนงชอนชาลงในหลอดทดลองทมสารละลายบรอมไธมอลบลู แลวเปรียบเทียบกับหลอดทีมเี ฉพาะ ่ื ิ ิ  ่ึ  ่ี ี ่ บรอมไธมอลบลูอยางเดียว ปดฝาจกทงไว 1 วัน ผลจะเปนอยางไร  ุ ้ิ 1) สของบรอมไธมอลบลเู จอจางลงเลกนอยเนองจากมปรมาณของโยเกรตทเ่ี ตมลงไป ี ื ็  ่ื ี ิ ิ ิ 2) สของบรอมไธมอลบลในหลอดทงสองยงคงเดม ี ู ้ั ั ิ 3) สของบรอมไธมอลบลเู ปลยนแปลงจากเดมเนองจากโยเกรต ี ่ี ิ ่ื ิ 4) สของบรอมไธมอลบลในหลอดทไมมโยเกรตไมจําเปนตองนํามาเปรียบเทียบในการทดลอง ี ู ่ี  ี ิ   เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 3)
  • BOBBYtutor Biology Note สงมชวตกบสภาวะแวดลอม ่ิ ี ี ิ ั  ระบบนิเวศ (Ecosystem) ระบบนเวศ คือ ระบบความสัมพันธระหวางกลุมสิงมีชวต (Community) ทีอาศัยอยูรวมกัน และความสัมพันธ ิ  ่ ีิ ่  ระหวางกลมสงมชวตกบสภาพแวดลอม (Environment) ของแหลงทอยู (Habitat) ตวอยางระบบนเิ วศ เชน ระบบ  ุ ่ิ ี ี ิ ั   ่ี ั  นิเวศนํ้าจืด (Fresh water ecosystem) ระบบนิเวศทะเล (Ocean ecosystem) ระบบนิเวศปาไม (Forest ecosystem) โลกของเราจัดเปนระบบนิเวศทีใหญทสด เรียกวา โลกของสิงมีชวตหรือชีวภาค (Biosphere) ่ ่ี ุ ่ ีิ การปรับตัวของสิงมีชวต (Adaptation) สิงมีชีวตในระบบนิเวศมีการปรับตัว 3 แบบ คือ ่ ีิ ่ ิ 1. การปรับตัวทางดานรูปราง (Morphological adaptation) มองเห็นไดจากภายนอก เชน ผักตบชวา มีกานใบเปนกระเปาะเพือเก็บอากาศเปนทุนลอยนํ้า กระบองเพชรเปลยนใบเปนหนามเพอลดการสญเสยน้ํา ตกแตนมปก  ่  ่ี  ่ื ู ี ๊ั ี คลายใบไม ฯลฯ 2. การปรับตัวทางดานสรีระ (Physiological adaptation) เปนการปรับตัวทางดานหนาทีหรือกลไกการทํางาน ่ ของอวัยวะตางๆ ภายในรางกายใหเหมาะสมตอการดํารงชีวต เชน คนทีอาศัยอยูตามภูเขาสูงซึงมี O2 ตํา รางกายจะปรับ ิ ่  ่ ่ ตวเพอสรางเมดเลอดแดงเพมขน การปรับตัวของปลานําจืดทีสามารถไปอาศัยอยูในนําเค็มได การปรบตวของ นกทะเล ั ่ื  ็ ื ่ิ ้ึ ้ ่  ้ ั ั โดยมี Nasal gland อยูใกลจมูก ฯลฯ  3. การปรับตัวทางดานพฤติกรรม (Behavioral adaptation) เปนการปรับตัวทางดานอุปนิสย เพือใหสามารถ ั ่ ดํารงชวตไดอยางเหมาะสม เชน การจําศีลของสัตว เมื่อขาดแคลนอาหาร หรอเมออณหภมของอากาศไมเ หมาะสมตอ ีิ   ื ่ื ุ ู ิ  การดํารงชีวต การอพยพยายถินของสัตวบางชนิด เชน นกนางแอนจะอพยพหนีหนาวจากประเทศจีนมาอาศัยอยูใน ิ ่  ประเทศไทย ฯลฯ (Migration คือ การอพยพยายถินชัวคราว, Emigration คือ การอพยพออกจากถินเดิมแลวไมกลับมาอีก, ่ ่ ่ Immigration คือ การอพยพไปอยูทหนึงทีใดแลวจะอยูอยางถาวรไมยายออกไปอีก)  ่ี ่ ่   โครงสรางของระบบนิเวศ แบงออกไดดงนี้ ั 1. โครงสรางทางชีวภาพ (Biological structure) ประกอบดวย สงมชวตตางๆ ทีมบทบาทในระบบนิเวศ ไดแก  ่ิ ี ี ิ  ่ ี ก. ผูผลิต (Producer) หมายถึง สิงมีชวตทีสรางอาหารไดเอง ่ ีิ ่ ข. ผูบริโภค (Consumer or Heterotroph) หมายถึง สงมชวตทสรางอาหารเองไมได แบงยอยออกเปน  ่ิ ี ี ิ ่ี      ผูบริโภคพืช (Herbivore) เชน วัว ควาย มา กระตาย ฯลฯ ผูบริโภคสัตว (Carnivore) เชน สนข แมว เสือ สิงโต ฯลฯ  ุั ผบรโภคทงพชและสตว (Omnivore) เชน คน เปด ไก ฯลฯ ู ิ ้ั ื ั  ผูบริโภคซากพืชและซากสัตว (Scavengers or Detritivores) เชน กิงกือ ไสเดือนดิน ปลวก นกแรง ฯลฯ  ้ ค. ผูยอยสลาย (Decomposer) หมายถึง สงมชวตทสรางอาหารเองไมได แตจะไดอาหารจากการหลง ่ิ ี ี ิ ่ี     ่ั เอนไซมไปยอยสลายสารอนทรยแลวนําขึ้นมาใช เชน แบคทเี รย เหด รา ฯลฯ   ิ ี  ี ็ 2. โครงสรางทางกายภาพ (Physiological structure) ประกอบดวย สงทไมมชวตทมบทบาทตอการดํารงชีวต ิ่ ี่  ี ี ิ ี่ ี  ิ ของสิ่งมีชีวิต เชน แสง อณหภมิ แรธาตุ ความชื้น ฯลฯ ุ ู
  • BOBBYtutor Biology Note ความสมพนธระหวางสภาวะแวดลอมทางกายภาพกบสงมชวต ั ั    ั ่ิ ี ี ิ 1. แสง มีความจําเปนตอการดํารงชีวตของพืช เชน การเอนเขาหาแสงของยอดออนของพช การออกดอก ิ   ื การสรางอาหาร และมีความจําเปนตอสัตว เชน การแพรกระจายของตัวออนแมลง การออกหากนของสตวบางชนด  ิ ั  ิ 2. อุณหภูมิ มีอทธิพลตอกระบวนการสรางอาหารของพืช การออกหากินของสัตว ิ 3. แกส มีความจําเปนตอการหายใจของพืชและสัตว การยอยสลายโดยจุลนทรียและการสรางอาหารของพืช  ิ  4. แรธาตุ เชน ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยม ฯลฯ พืชใชในการสังเคราะหสารตางๆ ในเซลลพช ี ื 5. ความเปนกรดเบส จะตองเหมาะสมตอการเจรญเตบโตของพช ถา pH สงเกนไปพชจะไมสามารถดดแรธาตุ    ิ ิ ื ู ิ ื  ู  ไปใชได ความสมพนธของสงมชวตทอาศยอยรวมกน ั ั  ่ิ ี ี ิ ่ี ั ู  ั ความสัมพันธระหวางสิงมีชวตตางชนิดกันทีอาศัยอยูรวมกัน (Interspecific Relationship) ในระบบนิเวศจะมี ่ ีิ ่  ความสมพนธกนหลายแบบ กลาวคอเมออยรวมกนแลวอาจมฝายหนงฝายใดเสยประโยชน ไดประโยชน หรือไมไดไม ั ั ั  ื ่ื ู  ั  ี  ่ึ  ี เสียประโยชนกได ถากําหนดความสมพนธดวยเครองหมายดงน้ี ็ ั ั  ่ื ั + หมายถึง ไดประโยชนจากอีกฝายหนึง ่ - หมายถึง เสยประโยชนใหอกฝายหนง ี   ี  ่ึ 0 หมายถง ไมมการไดหรอเสยประโยชน ึ ี  ื ี จากการกําหนดความสมพนธดวยเครองหมาย สามารถแบงความสัมพันธของสิงมีชวตตางชนิดกันไดดงนี้ ั ั  ่ื ่ ีิ ั 1. ภาวะพงพา (Mutualism) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ทีตางฝายตางไดรบ ่ึ ่ ีิ ่ ั ประโยชนซงกนและกน โดยจะตองอยรวมกนตลอดเวลา หากแยกจากกันจะไมสามารถดํารงชีวตอยูได เชน  ่ึ ั ั  ู  ั ิ  - ไลเคนส (Lichens) เปนการอยรวมกนระหวางรากบสาหราย โดยราจะไดรบอาหารจากสาหราย สวน  ู  ั  ั  ั สาหรายไดรบความชนจากรา  ั ้ื - แบคทีเรีย E. coli ในลําไสใหญของคน แบคทเี รยจะชวยสลายกากอาหารและสงเคราะหวตามน B12 ี  ั ิ ิ และวตามน K ใหแกคน ในขณะเดียวกันแบคทีเรียก็จะไดอาหารและแหลงทีอยูอาศัยจากคน ิ ิ ่  - แบคทีเรีย Rhizobium sp. กับพืชตระกูลถัว แบคทีเรียทีอาศัยอยูในปมรากพืชตระกูลถัวจะทําหนาท่ี ่ ่  ่  ตรึงไนโตรเจนจากอากาศแลวเปลียนเปนสารประกอบไนโตรเจนในดิน ซึงเปนประโยชนตอการเจริญเติบโตของตนถัว ่ ่  ่ - โปรโตซัว Trichonympha sp. ในลําไสปลวก โปรโตซัวมีเอนไซมสาหรบยอยเซลลโลสในลําไสปลวก ํ ั  ู อาหารทียอยไดจะเปนประโยชนกบปลวกและโปรโตซัว ่ ั - รา Mycorrhiza sp. ในปมรากสน ราจะทําหนาทีสลายธาตุฟอสฟอรัสใหอยูในรูปทีพชสามารถนําไปใช ่  ่ ื ไดในขณะเดียวกัน ราก็จะไดอาหารทีพชตระกูลสนสังเคราะหขน ่ ื ้ึ - สาหรายสีนํ้าเงนแกมเขยวบางชนดกบแหนแดง ในโพรงใบของแหนแดงมีสาหรายสีเขียวแกมนําเงิน ิ ี ิ ั ้ บางชนด เชน Anabaena sp. และ Nostoc sp. อาศัยอยู ทําหนาทตรงไนโตรเจนจากอากาศเปลยนเปนสารประกอบ ิ  ่ี ึ ่ี  ไนโตรเจนทแหนแดงสามารถนาไปใชประโยชนได ่ี ํ
  • BOBBYtutor Biology Note 2. ภาวะไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด  ่ ีิ ทีไดรบประโยชนดวยกันทัง 2 ฝาย แตไมจาเปนตองอยรวมกนตลอดเวลา ถาแยกกันอยูกสามารถดํารงชีวตไดตามปกติ ่ ั  ้   ํ   ู  ั ็ ิ เชน - นกเอยงกบควาย นกเอียงจะกินปรสิตบนหลังควาย ทําใหปรสิตของควายลดลง ้ี ั ้ - แมลงกบดอกไม แมลงไดอาหารจากดอกไม ในขณะเดียวกันแมลงก็ชวยผสมเกสรดอกไมทําใหแพรพนธุ ั     ั ไดมาก - ปเสฉวนกบดอกไมทะเล ดอกไมทะเลทีเ่ กาะอยูบนเปลือกปูเสฉวนไดเคลือนทีไปพรอมๆ กบปเู สฉวน ู ั   ่ ่ ั เปนการเปลยนแหลงอาหารไปเรอยๆ สวนปเู สฉวนจะไดทพรางตวทําใหศตรูมองไมเห็น  ่ี  ่ื   ่ี ั ั - มดดํากับเพลีย มดดําจะนําไขของเพลียไปไวในรัง เพือใหไดรบความอบอุนและฟกออกเปนตัว และมดดา ้ ้ ่ ั  ํ จะทําหนาทีปองกันเพลียใหพนจากอันตราย เวลามดออกหาอาหารจะนําเพลยไปดวย เพือใหเพลียดูดนํ้าหวานจากตนไม ่ ้  ้ี  ่ ้  และมดดาจะไดอาหารจากเพลยอกทอดหนง ํ  ้ี ี ่ึ 3. ภาวะอิงอาศัย หรอภาวะเกอกล (Commensalism) สัญลักษณ +, 0 เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ื ้ื ู ่ ีิ ทีฝายหนึงไดประโยชนสวนอีกฝายหนึงไมไดและไมเสียประโยชน เชน ่ ่  ่ - ปลาฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามเปนปลาชนดหนงทมครบหลงเปลยนเปนอวยวะสําหรับยึดเกาะกับ  ิ ่ึ ่ี ี ี ั ่ี  ั ปลาฉลาม ซึงจะไดอาหารจากปลาฉลามโดยไมทําอันตรายปลาฉลามและปลาฉลามก็ไมไดเสียประโยชนแตอยางใด ่ - กลวยไมกบตนไมใหญ ตนไมใหญเปนฝายใหทอยูอาศัยแกกลวยไม ซึงกลวยไมทอาศัยอยูนนก็ไมได  ั   ่ี  ่ ่ี  ้ั แยงอาหารจากตนไม - นกทํารังบนตนไม นกไดประโยชนจากตนไม คือ ไดทอยูอาศัย สวนตนไมไมไดหรอเสยประโยชน ่ี       ื ี แตอยางใด  4. ภาวะลาเหยื่อ (Predation) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ในลกษณะทสงมชวต ่ ีิ ั ่ี ่ิ ี ี ิ ชนิดหนึ่งเปนอาหารของสงมชวตอกชนดหนง สิงมีชวตทีจบสัตวอนกินเปนอาหาร เรียกวา ผูลา (Predator) สวนสงมชวต ิ่ ี ี ิ ี ิ ึ่ ่ ี ิ ่ ั ื่  ่ิ ี ี ิ ทีตกเปนอาหาร เรียกวา เหยือ (Prey) เชน โคกนหญา กบกินแมลง ไกกนขาว เปนตน ่ ่ ิ  ิ 5. ภาวะปรสิต (Parasitism) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ในลกษณะทฝายหนง ่ ีิ ั ่ี  ่ึ ไดประโยชนจากการเปนผูอาศัยหรือปรสิต (Parasite) อีกฝายหนึงเสียประโยชนจากการเปนผูถกอาศัย หรอโฮสต  ่ ู ื (Host) ปรสตอาจอาศยภายนอก หรอภายในรางกายของผถกอาศยกได เราสามารถจําแนกประเภทของปรสิตตามแหลง ิ ั ื  ู ู ั ็ ทีอยูได 2 พวก คือ ่  5.1 ปรสิตภายนอก (Ectoparasite) เปนปรสิตทีอาศัยอยูบนรางกายของโฮสต เชน หมัด เหา เหบ ไร ่  ็ เปนตน 5.2 ปรสิตภายใน (Endoparasite) เปนปรสตทอาศยอยในรางกายของผถกอาศย เชน ภายในเซลล  ิ ่ี ั ู  ู ู ั ในทอทางเดินอาหาร กลามเนือ ตับ ปอด ถงนาดี ตวอยางปรสตภายใน ไดแก หนอนพยาธิชนิดตางๆ ้ ุ ้ํ ั  ิ 6. ภาวะแขงขัน (Competition) สัญลักษณ -, - เปนความสัมพันธของสิ่งมีชวตชนิดเดียวกัน หรือตางชนิดกัน ีิ ก็ไดทมความตองการสิงเดียวกันแลวเกิดการแกงแยงแขงขันกัน ทําใหเสียประโยชนทง 2 ฝาย เชน การเจรญของผกบง ่ี ี ่ ้ั ิ ั ุ และผกกระเฉดในสระน้ํา การแขงขนของสตวเ พอครอบครองทอยอาศยหรอแยงชงอาหาร สุนขจิงจอกแยงกวางทีจบได ั  ั ั ่ื ่ี ู ั ื  ิ ั ้ ่ั เปนตน
  • BOBBYtutor Biology Note 7. ภาวะการหลั่งสารตอตาน (Antibiosis) สัญลักษณ 0, - เปนความสมพนธของสงมชวต 2 ชนิด ทีฝายหนึง  ั ั  ่ิ ี ี ิ ่ ่ ไมไดหรือไมเสียประโยชนแตอกฝายหนึงเสียประโยชน โดยฝายหนึงจะหลังสารไปยับยังการเจริญเติบโตของสิงมีชวตอีก ี ่ ่ ่ ้ ่ ีิ ชนิดหนึ่ง เชน สาหรายสีเขียวบางชนิดหลังสารยับยังการเจริญเติบโตของไดอะตอม เปนตน การยบยงการเจรญเตบโต ่ ้ ั ้ั ิ ิ โดยไมมการหลังสาร ตนไมเล็กๆ ทีอยูใตตนไมใหญมกจะไมเจริญเติบโต เพราะตนไมใหญบงแสงแดดเอาไว ี ่ ่   ั ั 8. ภาวะเปนกลาง (Neutralism) สัญลักษณ 0, 0 เปนความสัมพันธของสิงมีชวต ททง 2 ฝายไมเกี่ยวของ  ่ ี ิ ่ี ้ั สัมพันธกนในระหวางทีอาศัยอยูรวมกัน เชน แมงมมกบกระตายทอาศยอยดวยกนในทงหญา ไสเดือนดินกับตักแตนที่ ั ่  ุ ั  ่ี ั ู  ั ุ  ๊ อาศัยอยูในนาขาว เปนตน การถายทอดพลงงานและการหมนเวยนสารในระบบนเวศ  ั ุ ี ิ การถายทอดพลงงานในกลมสงมชวตในระบบนเวศ มี 2 ลักษณะ คือ  ั ุ ่ิ ี ี ิ ิ 1. ถายทอดพลงงานในรปโซอาหาร (Food chain) หมายถึง การกินตอกันเปนทอดๆ โดยเริ่มจากผูผลิต  ั ู  ถายทอดพลงงานไปยงผบรโภคในลําดับถัดไป เชน  ั ั ู ิ ผักกาด ตักแตน ๊ นก คน (ผักกาดถูกกินโดยตักแตน, ตักแตนถูกกินโดยนก, นกถูกกินโดยคน) ๊ ๊ ตําแหนงหนาที่เชิงอาหารและลําดับขั้นของอาหาร ลําดับขั้นอาหาร (Trophric level) สิงมีชวต ่ ีิ หนาที่เชิงอาหาร 4 คน ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับสอง หรือผูบริโภคอันดับสุดทาย  3 นก ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับหนึ่ง หรือผูบริโภคอันดับทีสอง  ่ 2 ตักแตน ๊ ผูบริโภคพืช หรือผูบริโภคอันดับทีหนึง   ่ ่ 1 ผักกาด ผูผลิต  พระมดอาหาร (Food pyramid) ี ิ เมือพิจารณาแบบแผนการถายทอดพลังงานในหวงโซอาหารหนึงๆ สามารถนํามาเขียนในรูปพีระมิดได 3 แบบ คือ ่ ่ 1. พระมดจํานวนของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of number) มีทงแบบฐานกวางและฐานแคบ ี ิ ้ั 2. พระมดมวลของสงมชีวต (Pyramid of mass) อาจเปนแบบฐานกวางหรือฐานแคบก็ได ี ิ ่ิ ี ิ 3. พีระมิดปริมาณพลังงาน (Pyramid of energy) เปนแบบฐานกวางเสมอ   2. ถายทอดพลังงานในรูปสายใยอาหาร (Food web) หมายถึง การกนกนอยางซบซอน ประกอบดวยโซอาหาร ิ ั  ั  จานวนมาก โดยผูบริโภคแตละชนิดจะกินสัตวอนไดมากกวา 1 ชนิด ํ  ่ื
  • BOBBYtutor Biology Note การหมุนเวียนสารที่สาคัญในระบบนิเวศ ํ 1. วัฏจักรคารบอน แหลงธาตคารบอนในบรรยากาศ คือ กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) กาซคารบอนมอนอกไซด  ุ    (CO) ในนํ้าอยูในรูปไฮโดรเจนคารบอเนตไอออน ดังสมการ  CO2 + H2O H2CO3 H+ + HCO- คารบอนไดออกไซดจะถูกผูผลิตเปลียนไปเปน 3  ่ คารโบไฮเดรตเมื่อผูบริโภคนําไปใชจะปลอยคารบอนไดออกไซดออกมาทางลมหายใจ     2. วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ  1. Nitrogen fixation คือ การตรึงไนโตรเจนในอากาศเปลียนเปนสารประกอบไนโตรเจน เกิดจาก ่ ปรากฏการณธรรมชาติ เชน ฟาแลบ และอาศัยสิงมีชวต เชน แบคทเี รย ไรโซเบียม (Rhizobium sp.) สาหรายสเี ขยว-  ่ ีิ ี  ี แกมนํ้าเงินพวก Anabaena sp., Nostoc sp. เปนตน 2. Ammonification คือ กระบวนการสลายสารอนทรยจากพชและสตวเ ปนแอมโมเนย (NH3) ิ ี ื ั  ี ี - ซงตองอาศยแบคทเรยหลายชนด 3. Nitrification คือ กระบวนการเปลยนแอมโนเนยเปนไนไตรท NO2 ่ึ  ี่ ั ี ี ิ เชน Nitrococcus sp., Nitrosomonas sp., Nitrosocystis sp. และเปลียนไนไตรทเปนไนเตรต NO3 ่ - โดยใช แบคทเี รย Nitrobacter sp. ี 4. Denitrification คือ กระบวนการเปลียนไนเตรตเปนกาซไนโตรเจน (N2) ซึงตองใชแบคทีเรียพวก ่ ่ Pseudomonas sp., Micrococcus sp., Chromabacterium sp. 3. วฏจกรฟอสฟอรส และวฏจกรแคลเซยม เปนวัฏจักรทีไมตองผานบรรยากาศเพราะไมมสารประกอบในรูป ั ั ั ั ั ี ่  ี ของกาซ  4. วฏจกรซลเฟอร พืชและสัตวไมสามารถใชซลเฟอรไดโดยตรงตองอาศัยแบคทีเรียเปลียนใหอยูในรูปสาร- ั ั ั ั ่  ประกอบซลเฟตจงจะนาไปใชได ั ึ ํ ขอควรทราบ  สารหมนเวยนเปนวฏจกรได ุ ี  ั ั พลงงานหมนเวยนเปนวฏจกรไมได แตถายทอดได ั ุ ี  ั ั   ผยอยสลายจะเปนผรบพลงงานลาดบสดทาย ู   ู ั ั ํ ั ุ  การเปลยนแปลงแทนท่ี (Succession) ่ี คือ การเปลียนแปลงของกลุมสิงมีชวตทังในดานจํานวนและชนิดของสิงมีชวตในธรรมชาติ โดยมีปจจัยทาง ่  ่ ีิ ้ ่ ีิ  กายภาพและชีวภาพเปนตัวควบคุมจนเกิดสมดุลตามธรรมชาติ ทําใหกลมสงมชวตมความสมพนธกนอยางเหมาะสมและ  ุ ่ิ ี ี ิ ี ั ั ั  ดํารงอยูในสภาวะทีคอนขางจะสมดุล เรียกสภาวะเชนนีวา สงคมสงมชวตขนสด (Climax community)  ่ ้  ั ่ิ ี ี ิ ้ั ุ การเปลียนแปลงแทนทีของสิงมีชวตในธรรมชาติ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ ่ ่ ่ ีิ 1. การเปลียนแปลงแทนทีแบบปฐมภูมิ (Primary succession) คือ การเปลียนแปลงแทนทีในพืนทีซงไมเคยมี ่ ่ ่ ่ ้ ่ ่ึ สิงมีชวตอาศัยมากอน เชน มีพชขึนบนเกาะทีเ่ กิดใหมหรือบริเวณทีเ่ กิดภูเขาไฟใหมๆ ซึงยังไมมการครอบครองของ ่ ีิ ื ้ ่ ี สิงมีชวตมากอน ่ ีิ 2. การเปลยนแปลงแทนทแบบทตยภมิ (Secondary succession) คือ การเปลยนแปลงแทนทในพนท่ี ่ี ่ี ุิ ู ่ี ่ี ้ื ซึงเคยมีสงมีชวตอาศัยอยูแตถกทําลายไปโดยคน สัตวหรือภัยธรรมชาติ เชน ไฟไหม นํ้าทวม เปนตน ่ ่ิ ี ิ  ู
  • BOBBYtutor Biology Note การเปลียนแปลงในสภาพแหงแลง เรียกวา Xerosere เชน ทีกอนหิน กองทราย หรอลาวา หลังจากทีเ่ ย็นลง ่ ่ ื ซึงมักพบสิงมีชวตชนิดตางๆ ตามลําดับ ไดแก ่ ่ ีิ 1. สาหรายสีน้าเงินแกมเขียว จะชวยเปลียนสภาพของหิน ทรายหรือลาวาใหสามารถรับความชืนไดบาง ํ ่ ้  2. ครัสโทสไลเคนส (Crustose lichens) เปนไลเคนสชนิดทีสามารถติดอยูกบกอนหินได มีลกษณะเปนแผนบาง ่ ั ั 3. โฟลิโอสไลเคนส (Foliose lichens) จะเจริญไดเมือเนือหินเริมกลายเปนดินและมีซากสารอินทรียเ พิมขึน ่ ้ ่ ่ ้ 4. มอส (Moss) เมอหนไดเ ปลยนสภาพไปมากจนมสภาพเปนดนมากขน มีอนทรียวัตถุและความชืนเพิม ่ื ิ ่ี ี  ิ ้ึ ิ ้ ่ มากขึ้น ซึงเปนสภาพทีพชชันตําพวกมอสเจริญไดดี ่ ่ ื ้ ่ 5. ไมลมลุก หญาหรือเฟน พืชพวกนีจะเขามาแทนทีเ่ มือมอสไดตายไป นอกจากนสงมชวตใดจะมมากหรอนอย  ้ ่ ้ี ่ิ ี ี ิ ี ื  ยงขนอยกบอทธพลของความชนและปรมาณแสงอกดวย ั ้ึ ู ั ิ ิ ้ื ิ ี  6. ไมยนตนและไมพม จะเขามาแทนทีพวกไมลมลุก หญาหรือเฟน และการเจริญของพืชในชวงนีขนอยูกบ ื ุ ่  ้ ้ึ  ั สภาพภูมอากาศและปจจัยจํากดในสงแวดลอมนนๆ อาจมีสตวชนิดตางๆ อพยพเขาไปอยูอาศัย เชน สตวเ ลอยคลาน ิ ั ่ิ  ้ั ั  ั ้ื นกและสัตวเลียงลูกดวยนม ้ ประชากรกบสภาวะแวดลอมและทรพยากรธรรมชาติ ั  ั ประชากร (Population) คือ สิงมีชวตชนิดเดียวกัน อาศยอยในทแหงเดยวกนในชวงระยะเวลาหนง เชน ่ ีิ ั ู ่ี  ี ั  ่ึ จานวนประชากรผึงบนตนมะมวง เมื่อเดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2540 เปนตน ํ ้ การวัดขนาดประชากร ทําไดหลายแบบ เชน การนับทังหมด การสมตวอยาง การทําเครืองหมายแลวปลอยไป ้ ุ ั  ่ เพือจับใหม ่ การอนรกษทรพยากรธรรมชาติ ุ ั  ั ทรพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิงทีเ่ กิดขึนเองตามธรรมชาติมนุษยไมไดสรางขึน มทงประเภททสามารถฟนสภาพ ั ่ ้ ้ ี ้ั ่ี  ได เชน พืช สัตว และประเภทสินเปลืองไมสามารถฟนสภาพได เชน ถานหิน นํามัน แรธาตุ ้  ้ มลภาวะของน้า (Water pollution) หมายถึง การทีนามีสารบางอยางหรือสภาพบางอยางในระดับทีไมเหมาะสม ํ ่ ้ํ ่ ตอการนํามาทําประโยชน มลภาวะของนํ้าเกดจากสาเหตตางๆ ไดแก ิ ุ - เชื้อโรคตางๆ ในแหลงนา  ้ํ - สงสกปรกทยอยสลายได เชน สารอินทรียจากนําทิงของโรงงานและบานเรือน ่ิ ่ี   ้ ้ - สงสกปรกทไมเ กดปฏกรยาเคมี เชน ดิน ทรายทถกชะลางลงไปในแหลงนา ขยะลอยนํา ฯลฯ ่ิ ่ี ิ ิ ิ ิ ่ี ู   ้ํ ้ - สิงสกปรกทีเ่ ปนสารพิษ เชน ปุยและสารเคมีกําจัดศัตรูพช ่  ื - สิงทีทําใหสมบัตทางเคมีและฟสกสของนํ้าเปลียนแปลงไป เชน อุณหภูมิ pH ่ ่ ิ ิ ่ บทบาทของแบคทเรยตอคณภาพของน้ํา ี ี  ุ ก. แบคทีเรียทีสรางอาหารไดเอง (Autotrophic bacteria) พวกที่มีประโยชนในการกาจัดนําเสีย ไดแก ไนไตรต- ่  ํ ้ แบคทเี รย ไนเตรตแบคทเี รย และแบคทีเรียทีเ่ ปลียนไฮโดรเจนซัลไฟดเปนซัลเฟต ี ี ่ ข. แบคทีเรียทีสรางอาหารเองไมได (Heterotrophic bacteria) มีจํานวนมากและมีบทบาทสําคัญทีสดใน ่ ุ่ การยอยสลายสารอนทรย แบงออกเปน  ิ ี  
  • BOBBYtutor Biology Note 1. Aerobic bacteria คือ แบคทเี รยทตองใชออกซเิ จนในการสลายสารอนทรย ไดผลผลิตทีเ่ ปนคารบอนไดออกไซด ี ี่   ิ ี และนํา ้ 2. Anaerobic bacteria คอแบคทเี รยทสลายสารอนทรยโ ดยไมใชออกซเิ จน ไดผลผลิตทีเ่ ปนกาซมีกลิน ไดแก ื ี ่ี ิ ี   ่ CH4, H2S, NH3 3. Facultative bacteria คือ แบคทีเรียทีสามารถสลายสารอินทรียโดยไมใชออกซิเจนหรือใชออกซิเจนก็ได ่  ขึนอยูกบสภาพแวดลอมวามีออกซิเจนหรือไม ้ ั การวัดมลภาวะของนํ้า วัดจากปริมาณออกซิเจนทีมอยูในแหลงนํ้าซึงมีอยู 3 วิธี คือ ่ี  ่ 1. วัดปริมาณออกซิเจนทีละลายอยูในนํา (Dissolved Oxygen หรือ DO) มีหนวยเปนมิลลิกรัมตอลิตร หรือ ่  ้ ppm ออกซิเจนทีละลายอยูในนํ้ามาจากการสงเคราะหดวยแสงของพชน้า ถามความกดดนของออกซเิ จนในบรรยากาศ ่  ั  ื ํ  ี ั สูงออกซิเจนจะละลายนําไดมาก ถาความเขมขนของเกลือแรในนํ้าและอุณหภูมนาสูงออกซิเจนจะละลายไดนอย (ปกติ ้ ิ ้ํ  ปริมาณออกซิเจนทีเ่ หมาะสมตอการดํารงชวตของสงมชวตในนา คือ 5 มลลกรม/ลิตร ถาตากวา 3 มลลกรม/ลิตร ีิ ่ิ ี ี ิ ้ํ ิ ิ ั  ่ํ ิ ิ ั จะทําใหน้าเสีย) ํ 2. วดความตองการออกซเจนทางชวเคมี (Biochemical Oxygen Demand หรือ BOD) คือปริมาณ ั  ิ ี ออกซิเจนที่ Aerobic bacteria ใชสําหรบการยอยสลายสารอนทรย คํานวณไดจากผลตางของคา DO ของนํ้าทีวดทันที ั  ิ ี ่ั กับคา DO ของนํ้าทเ่ี กบไวในทมด 5 วัน ปรมาณออกซเิ จนจะลดลงเพราะแบคทีเรียใชในการยอยสลายอนทรย ถานํ้าสกปรก ็  ่ี ื ิ   ิ ี  แสดงวามสารอนทรยในนามาก คา BOD จะสูงคา BOD ในแหลงนาทวไปประมาณ 2-5 ppm ถาสงกวา 100 มลลกรม/ลิตร  ี ิ ี  ้ํ  ้ ํ ่ั  ู  ิ ิ ั จัดวาเปนนํ้าเสีย 3. วัดความตองการออกซิเจนทางเคมี (Chemical Oxygen Demand หรือ COD) คือ ปริมาณออกซิเจนที่ สารเคมีใชในการสลายสารอินทรีย สารเคมีทใชเปนตัวออกซิไดซคอ โพแทสเซียมไดโครเมต ถานําสกปรก แสดงวามี ่ี ื ้ สารอินทรียในนํามาก คา COD จะสูงในแหลงนําเดยวกน คา COD จะสูงกวาคา BOD เสมอ เพราะสารเคมีบางอยาง  ้ ้ ี ั ยอยสลายโดยแบคทีเรียไมไดแตยอยโดยการออกซิไดซทางเคมีได  มลภาวะของดิน (Soil pollution) เกดจากพวกกากสารกมมนตรงสี ขยะมลฝอยและสงปฏกล ปยและสารเคมี ิ ั ั ั ู ่ ิ ิ ู ุ ปราบศตรพชซงใชเ วลาในการสลายตวตางกน เชน เอนดริน 1-6 ป ดีลดริน 5-25 ป ดีดที 4-30 ป ั ู ื ่ึ ั  ั ี มลภาวะอากาศ (Air pollution) มีกาซ และสารตางๆ หลายชนดททําใหเกิดมลภาวะอากาศ เชน กาซซลเฟอร-  ิ ่ี  ั ไดออกไซดจากการเผาถานหน เมอกระทบกบความชนจะกลายเปนกรดซลฟวรก ทําอนตรายกบเนอเยอตางๆ สารกัมมันตรังสี  ิ ื่ ั ื้  ั  ิ ั ั ื้ ื่  ทําใหเกิดการระคายเคือง ตา จมูก คอ เกดการอาเจยน มือบวม โครโมโซมผิดปกติ เปนหมน สารตะกัวทีผสมในนํ้ามัน ิ ี  ั ่ ่ เชื้อเพลิง หรอจากโรงงานทําแบตเตอร่ี ทําสี มผลไปทําลายระบบประสาท เกิดการเสือมสลายของเสนเลือดฝอย ื ี ่ กาซคารบอนมอนอกไซด เกิดจากการเผาไหมทไมสมบูรณ สามารถรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงไดดกวา ่ี ี ออกซิเจนประมาณ 200-250 เทา ออกไซดของไนโตรเจน เกิดจากการเผาเชือเพลิงทีมไนโตรเจนเปนองคประกอบ  ้ ่ี สามารถรวมตัวกับฮีโมโกลบินไดเหมือนกับคารบอนไดออกไซด และยังทําใหเยือบุทางเดินของระบบหายใจ ตา จมูก ่ เกิดการระคายเคืองเชนเดียวกับกาซซัลเฟอรไดออกไซด สารปรอท ทําใหมการบบตวอยางรนแรงของทางเดนอาหาร ี ี ั  ุ ิ ปวดทอง อาเจียน ปวดเมือยกลามเนือ เรียกวาโรคมินามาตะ สารแคดเมยม จะไปสะสมทไต ทําลายหลอดไต กระดูก- ่ ้ ี ่ี ผุกรอน เกดการเจบปวดมาก เรียกวาโรคอิไต-อิไต กาซคารบอนไดออกไซด เกิดจากการเผาไหมเชื้อเพลิง ถามีสะสม ิ ็ ในบรรยากาศมากทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก
  • BOBBYtutor Biology Note ปรากฏการณเรือนกระจก (Greenhouse Effect) คือ ปรากฏการณทโลกรอนขึนเนืองจากรังสีความรอนถูก ่ี ้ ่ กกเกบไวในบรรยากาศ โดยแกสเรือนกระจกทีหอหุมโลกอยูเ หนือพืนโลกขึนไปประมาณ 25 กโลเมตร ตวอยางแกส ั ็  ่  ้ ้ ิ ั   เรือนกระจก เชน แกสมีเทน ไนตรัสออกไซด CFC คารบอนไดออกไซด ฯลฯ แกสเหลานีมสมบัตในการกักเก็บความ ้ี ิ รอนไดดและดดรงสความรอนไวไดมาก เปนสาเหตุหนึงทีทําใหอณหภมของโลกสงขน  ี ู ั ี    ่ ่ ุ ูิ ู ้ึ สัตวปาสงวน คือ สัตวปาหายาก หามลาหรือมีไวครอบครองมี 15 ชนิด ไดแก แรด กระซู กปรี กวางผา   ู เลียงผา ละอง ควายปา สมน นกกระเรียน นกแตวแรวทองดา แมวลายหนออน สมเสร็จ เกงหมอ พะยน และ  ั    ํ ิ  ู นกเจาฟาหญงสรนธร   ิ ิิ สตวปาคมครองประเภทท่ี 1 เปนสตวพวกทคนไมใชเ ปนอาหารหรอไมลาเปนกฬา เชน สมเสร็จ นางอาย ชะนี ั   ุ  ั  ่ี   ื   ี นกปากหาง นกยูง ไกฟา นกเขา นกเงอก นกขมิ้น นกกางเขนดง นกกางเขนบาน นกขุนทอง นกเอียง   ื ้ สตวปาคมครองประเภทท่ี 2 เปนพวกทีใชเนือเปนอาหารไดหรือลาเปนกีฬาไดและมีกําหนดฤดูกาลในการลา และ ั   ุ ่ ้ ตองไดรบอนุญาต เชน กระทิง วัวแดง อีเกง ไกปา ั 
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดที่มไดอธิบายถึงระบบนิเวศ ิ 1) แองน้ารอยเทากระบอ มมวนกรรเชยงและสาหรายพวกเทานา  ํ  ื ี ี  ้ํ 2) ขอนไมผุใตตนมะมวง มีเห็ดโคน แมลงหางหนีบและมด 3) แนวหินปะการังชายฝงบริเวณอาวสัตหีบ มีปลาการตน ปูหน และหนอนดอกไม  ู ิ 4) ฝงทะเลบริเวณอางศิลา มีความเร็วของกระแสนํา 10 กโลเมตร/ชั่วโมง มีความเปนกรดเปนดางเทากับ 8.5  ้ ิ อณหภมิ 26 องศาเซลเซียส ุ ู 2. สงมชวตในขอใดจะไมสามารถดํารงชีวตอยูได ถาขาดสารอนทรยจากสงแวดลอม ่ิ ี ี ิ  ิ   ิ ี  ่ิ  1) Oscillatoria 2) Aspergillus 3) Chlorella 4) Spirulina 3. สงมชวตในขอใดไมสามารถเกดกระบวนการยอยสลายทางชีวภาพได ่ิ ี ี ิ  ิ  ก. เห็ดขึนบนตอไม ้ ข. พชกนแมลง ื ิ ค. งูกนปลา ิ ง. พยูนกินหญาทะเล 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค. และ ง. 4. กราฟแสดงความสมพนธระหวางชวงเวลาในแตละวนกบการทํากิจกรรมของสัตว 2 ชนิด คือ A (เสนทึบ) และ B ั ั     ั ั (เสนประ) A และ B นาจะเปนสัตวคใดตามลําดับ ู ปริมาณกิจกรรม 24.00 น. 12.00 น. 24.00 น. เที่ยงคืน เที่ยงวัน เที่ยงคืน 1) หนและนกฮก ู ู 2) นกเคาแมวและหนู  3) คางคาวและนกเขา  4) ชางและนางอาย 5. บรรจุสาหรายหางกระรอกและนํากลนในหลอดแกว ปดฝาจุกใหแนนแลวนําไปวางกลางแจง นํ้าในหลอดแกว ้ ่ั  ควรจะมีคา pH เปนอยางไร   1) ตําสุดในชวงเชากอนพระอาทิตยขน ่ ้ึ 2) สงสดในชวงเชากอนพระอาทตยขน ู ุ    ิ  ้ึ 3) ตํ่าสุดเมือตอนเทียงวัน ่ ่ 4) สงสดในตอนเยนกอนพระอาทตยตก ู ุ ็  ิ 
  • BOBBYtutor Biology Note 6. การอยรวมกนของเหาฉลามกบปลาฉลาม เปนลักษณะเดียวกับการอยูรวมกันของสิงมีชวตในขอใด ู  ั ั  ่ ีิ ก. กลวยไมเ จรญบนตนกามปู  ิ   ข. ตนกาฝากเจริญบนตนมะมวง ค. ฝอยลมเจริญบนตนสนสามใบ 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 7. ความสมพนธของสงมชวตในขอใดอยในกลมหรอประเภทเดยวกน ั ั  ่ิ ี ี ิ  ู ุ ื ี ั ก. นกทํารังอยูบนตนไม  ข. ปลาเลกๆ ทีอาศัยอยูในบริเวณทีมซแอนีโมนี ็ ่  ่ีี ค. เพรยงทเ่ี กาะอยบรเิ วณดานหลงของปลาวาฬสเี ทา ี ู  ั 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 8. ขอใดเปนความสัมพันธเหมือนกับแบคทีเรียชนิด E.coli ทอาศยอยในลําไสใหญของคน ่ี ั ู 1) Nostoc กบแหนแดง ั 2) ตวออนของกงกบฟองนา ั  ุ ั ้ํ 3) แบคทีเรียกับโปรโตซัว 4) Streptomyces กบรากมะมวง ั  9. ขอใดเปนสิงมีชวตทีมความสัมพันธเหมือนกับไลเคนส ่ ีิ ่ี ก. Escherichia coli ในลําไสใหญ ข. ราไมคอรไรซาทีเ่ จริญกับรากตนสน ค. มดดํากับเพลียออน ้ ง. กลวยไมเกาะบนลําตนจามจรี  ุ 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ก., ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง. 10. จากแผนภาพ สิงมีชวต A และ B มความสมพนธกนแบบใด ่ ีิ ี ั ั ั Protein สัตว Amino acid N2 พืช NH 3 A NO- 3 NO- 2 B 1) ภาวะองอาศย (Commensalism) ิ ั 2) การไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation)  3) ภาวะพึงพากัน (Mutualism) ่ 4) ภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism) ี  11. ขอใดเปนสมบัตของไมคอรไรซา (Mycorrhiza) ิ ก. เปนราทเ่ี จรญอยในททมฟอสฟอรสมาก  ิ ู ่ี ่ี ี ั ข. เปนราทีเ่ จริญอยูทรากพืชบางชนิดในแบบภาวะทีพงพากัน (Mutualism)  ่ี ่ ่ึ ค. เปนราทอยรวมกบพชแบบภาวะองอาศย (Commensalism)  ่ี ู  ั ื ิ ั ง. ชวยทําใหสนโตเรว  ็ 1) ก. 2) ข. 3) ค. และ ง. 4) ข. และ ง.
  • BOBBYtutor Biology Note 12. สิงทีมชวตสามารถดํารงชีวตอยูไดโดยขอใด ่ ่ีีิ ิ  1) การหมนเวยนของสสารและพลงงาน ุ ี ั 2) การถายทอดพลังงานและการหมุนเวียนของสสาร 3) การหมุนเวียนของพลังงานและการถายทอดของสสาร 4) การถายทอดพลงงานและสสาร  ั 13. แพลงกตอนพชและสาหรายรวมกนมน้าหนัก 400 กโลกรม ในสระทมความจุ 10,000 ลิตร จะพบปลานลมี  ื  ั ีํ ิ ั ่ี ี ิ นํ้าหนักเทาใดในปริมาณนํ้า 10 ลิตร 1) 40 กรัม 2) 40 กโลกรม ิ ั 3) 10 กโลกรม ิ ั 4) 10 กรัม 14. การหมุนเวียนของธาตุชนิดใดมีตนกําเนิดมาจากหิน  ก. ไนโตรเจน ข. ฟอสฟอรัส ค. คารบอน 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ค. 4) ข. และ ค. 15. ขอใดเรยงลําดับเหตุการณในวัฏจักรไนโตรเจนไดอยางถูกตอง ี ก. เกลือแอมโมเนีย ข. ไนเตรต ค. สารประกอบอนินทรียทมไนโตรเจน  ่ี ี ง. ไนไตรท จ. กาซไนโตรเจน  1) ข ง ค จ ก 2) ค ก ง ข จ 3) ข ค ง ก จ 4) ค ง ก จ ข 16. ในวัฏจักรของไนโตรเจน Nitrosomonas ทําหนาทีใด ่ 1) เปลียนอินทรียสารใหเปน NH3 ่ 2) เปลียนไนเตรตใหเปน N2 ่ 3) เปลยนเกลอแอมโมเนยใหเ ปนไนไตรท ่ี ื ี  4) เปลียนเกลือไนไตรทใหเปนไนเตรต ่ 17. ธาตุใดในระบบนิเวศทีผยอยสลายมีบทบาทตอการหมุนเวียนมากทีสดและนอยทีสด ตามลําดับ ่ ู  ุ่ ุ่ 1) N, C 2) C, N 3) C, P 4) P, N 18. Rhizobium, Nostoc, Anabaena เหมือนกันในดานใดบาง ก. ตรึงไนโตรเจนได ข. เปนแบคทเี รยผยอยสลายสาร  ี ู  ค. สงเคราะหดวยแสงได ั  1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ก. และ ค.
  • BOBBYtutor Biology Note 19. ถานํากอนหนขนาดใหญกอนหนงไปวางไวใกลลําธารนําในปาแหงหนึง สิงมีชวตจะปรากฏขึนบนกอนหิน ตามลําดับ   ิ  ่ึ   ้ ่ ่ ีิ ้ คือขอใด 1) ครัสโทสไลเคนส โฟลิโอสไลเคนส เฟน  มอส 2) ครัสโทสไลเคนส โฟลิโอสไลเคนส มอส เฟน  3) โฟลิโอสไลเคนส ครัสโทสไลเคนส เฟน  มอส 4) โฟลิโอสไลเคนส ครัสโทสไลเคนส มอส เฟน  20. กลุมของสิงมีชวตชนิดเดียวกันอาศัยอยูในบริเวณหนึงบริเวณใดในชวงหนึงเรียกวาอะไร  ่ ีิ  ่ ่ ก. ประชากร ข. สังคมสิงทีมชวต ่ ่ีีิ ค. สกุล 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ข. และ ค. 21. ถานักเรียนไปพบคนทีมอาการตอไปนี้ "หลอดไตถูกทําลาย กระดูกผุกรอนหักไดงาย และเกิดอาการเจ็บปวยอยาง ่ี  รุนแรง" นักเรียนคิดวาควรมีสาเหตุมาจากในอากาศมีสารชนิดใดทีมประมาณสูง่ี 1) สารประกอบตะกัว ่ 2) แคดเมียม 3) ไฮโดรคารบอน 4) กาซซัลเฟอรไดออกไซด 22. กระบวนการในขอใดเปนปจจยททาใหคา BOD ของนํ้าเปลยนแปลง    ั ่ี ํ  ่ี ก. การหายใจ ข. การสงเคราะหดวยแสง ั  ค. การยอยสลายโดยอาศยออกซเิ จน  ั ง. การยอยสลายโดยไมอาศัยออกซิเจน 1) ก., ข. และ ค. 2) ก., ข. และ ง. 3) ก., ค. และ ง. 4) ข., ค. และ ง. เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 3) 5. 1) 6. 2) 7. 3) 8. 1) 9. 1) 10. 1) 11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 2) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 2) 20. 1) 21. 2) 22. 1)
  • BOBBYtutor Biology Note ความหลากหลายของสงมชวต ่ิ ี ี ิ การจดหมวดหมของสงมชวต ั ู ่ิ ี ี ิ การศึกษาเกียวกับการจัดหมวดหมูของสิงมีชวต เรียกวา อนกรมวธาน (Taxonomy) โดยมีองคประกอบ 3 สวน ่  ่ ีิ ุ ิ คือ การจัดหมวดหมู (Classification) การกําหนดชื่อ (Nomenclature) และการตรวจสอบหาชอ (Identification) ่ื การจดหมวดหมของสงมชวตชวยใหเ กดความสะดวกตอการศกษาสงมชวตทมอยอยางหลากหลาย ั ู ่ิ ี ี ิ  ิ  ึ ่ิ ี ี ิ ่ี ี ู  หลกเกณฑทวไปทใชในการพจารณาการจําแนกสิงมีชวตออกเปนหมวดหมู มีดงนี้ ั  ่ั ่ี  ิ ่ ีิ ั 1. ซากดึกดําบรรพ การศกษาซากดกดาบรรพทําใหทราบบรรพบุรษของสิงมีชวตในปจจุบน โดยสงมชวตทมี ึ ึ ํ  ุ ่ ีิ ั ่ิ ี ี ิ ่ี บรรพบุรษรวมกันควรจัดอยูในพวกเดียวกันหรือใกลเคียงกัน ตัวอยางเชน จากซากดกดําบรรพของเทอราโนดอน ุ  ึ (Pteranodon) ซึงเปนสัตวเลือยคลานทีบนไดเปรียบเทียบกับอารคออฟเทอริกซ (Archaeopteryx) ซงเปนนกโบราณ ่ ้ ่ิ ี ่ึ  ทีมขากรรไกรยาว มีฟน ปกมีนว ปลายนิวของปกมีเล็บ ลักษณะดังกลาวนีเ้ ปนลักษณะของสัตวเลือยคลาน อาจเปนไปไดวา ่ี  ้ิ ้ ้  สตวปกมววฒนาการมาจากบรรพบรษทเ่ี ปนสตวเ ลอยคลาน จงจดนกและสตวเ ลอยคลานไวในพวกทใกลเ คยงกน ั  ีิั ุ ุ  ั ้ื ึ ั ั ้ื  ่ี ี ั 2. แบบแผนการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ ถาในระยะแรกของการเจริญเติบโตมีชองเหงือก (Gill slit) แมระยะ  ตัวเต็มวัยจะไมมชองเหงือกก็ตาม ก็จดสิงมีชวตนันไวในพวกทีใกลเคียงกัน ี ั ่ ีิ ้ ่ 3. เปรียบโครงสรางภายนอกและภายใน โดยพิจารณาวาโครงสรางดงกลาวมจดกาเนิดรวมกันหรือไม ถามกําเนิด   ั  ีุ ํ  ี มาจากแหลงเดียวกัน (Homologous structure) เชน แขนคนกับปกนก หรือกับขาคูหนาของสัตวสี่เทา ถึงแมจะทําหนาท่ี   ตางกัน ก็จดไวในกลุมทีใกลเคียงกันมากกวาพวกทีมโครงสรางทีมตนกําเนิดตางกัน (Analogous structure) เชน ั  ่ ่ี ่ี ปกนกกับปกแมลง 4. ออรแกเนลลและสารเคมีในเซลล เชน การเรียงตัวของกรดอะมิโนในโปรตีนและชนิดของเอนไซม สิงมีชวต ่ ีิ ทีมออรแกเนลลและสารเคมีภายในเซลลคลายคลึงกันถือวามีพนธุกรรมทีใกลชดกัน การจดหมวดหมกจดไวในลําดับ ่ี ั ่ ิ ั ู ็ ั  เดยวกนได ี ั วธจําแนกหมวดหมูของสิงมีชวตโดยอาศัยความแตกตางของโครงสรางทีละลักษณะเปนคูๆ เรียกวา ไดโคโตมสคย ิี  ่ ีิ  ั ี (Dichotomous key) เชน ใชลักษณะของขน ครีบ เกลด ดังตัวอยางไดโคโตมัสคียของพืช ็  ไดโคโตมัสคียของพืช  1. ก พืชมีทอลําเลียง  ดูขอ 2 1. ข พืชไมมทอลําเลียง ี ดวชนไบรโอไฟตา ิิั 2. ก สืบพันธุโดยการสรางสปอร  ดูขอ 3 2. ข สบพนธโดยการสรางเมลด ื ั ุ  ็ ดูขอ 6 3. ก ใบขนาดเล็ก แตกตามขอ ลกษณะใบเปนเกลด  ั  ็ ดูขอ 4 3. ข ใบขนาดใหญ อาจเปนใบเดียวหรือใบประกอบ มกลมอบสปอรอยดานลางของใบ ่ ี ุ ั  ู   ดวชันเทอโรไฟตา ิิ 4. ก ลําตนเหนอดนแตกกงออกเปนคู มีอบสปอรอยูทกง  ื ิ ่ิ  ั  ่ี ่ิ ดิวชนไซโลไฟตา ิั 4. ข ลําตนเหนือดินมีสีเขียว บริเวณปลายยอดมีสโตรบิลส ั ดูขอ 5 5. ก ลําตนมีขอปลอง สงเกตไดชด มีใบแตกออกโดยรอบขอ  ั ั ดวชนสฟโนไฟตา ิิั 
  • BOBBYtutor Biology Note 5. ข ลําตนมีขอ ปลอง สงเกตไดชด ใบแตกสลับกันตามกิง  ั ั ่ ดิวชนไลโคไฟตา ิั 6. ก เมล็ดมีผนังรังไขหมุ ดวชนแอนโทไฟตา ิิั 6. ข เมล็ดไมมผนังรังไขหม ี ุ ดูขอ 7 7. ก เมล็ดติดอยูกบสโตรบิลสหรือโคน ั ั ดูขอ 8 7. ข เมล็ดมีขนาดใหญ ใบคลายรปพด  ู ั ดิวชนกิงโกไฟตา ิั 8. ก ลาตนขนาดใหญ เตีย ใบออกเปนกระจกทยอด มีขนาดใหญ และเปนใบประกอบ ํ  ้  ุ ี่  ดิวชนไซแคโดไฟตา ิั 8. ข ลําตนสูง ใบคลายรูปเข็ม มีควทิเคิลปกคลุม ิ ดิวิชันโคนิเฟอโรไฟตา ในการจําแนกสิงมีชวตออกเปนหมวดหมูนนจะเริมจากหมวดหมูใหญ แลวแบงเปนหมวดหมูยอยตามลําดับ คือ ่ ีิ  ้ั ่   อาณาจกร (Kingdom) ั ไฟลม (Phylum) ในกรณีทเ่ี ปนสัตว หรือดิวชน (Division) ในกรณีทเ่ี ปนพืช ั ิั คลาส (Class) ออรเดอร (Order) แฟมลี (Family) ิ จีนัส (Genus) สปชส (Species) ี ตัวอยางการจัดหมวดหมูของสิงมีชีวต  ่ ิ หมวดหมูของสิงมีชวต  ่ ีิ ขาวเจา สนขปา ุ ั  คน Kingdom Plantae Animalia Animalia Phylum/Division Anthophyta Chordata Chordata Class Angiospermae Mammalia Mammalia Order Graminales Carnivora Primates Family Graminae Canidae Hominidae Genus Oryza Canis Homo Species Oryza sativa Canis lupus Homo Sapiens สปชสเ ปนลําดับยอยทีสด สงมชวตทอยในสปชสเ ดยวกน จะมีความสัมพันธกนอยางใกลชดทางบรรพบุรษ มีอวัยวะ ี ่ ุ ิ่ ี ี ิ ี่  ู  ี ี ั ั ิ ุ ทีมโครงสรางและหนาทีอยางเดียวกัน สามารถผสมพันธุกนได ลกทไดไมเ ปนหมน สิงมีชวตในสปชสเ ดียวกันจึงมี ่ี ่ ั ู ่ี   ั ่ ีิ ี ความคลายคลงกนมากทสด และจะแตกตางกันมากขึนตามหมวดหมูทใหญขนตามลําดับ  ึ ั ่ี ุ ้  ่ี ้ึ ชอของสงมชวต ่ื ่ิ ี ี ิ ชอของสงมชวตตงขนเพอใชเ รยกกนในแตละทองถน เปนชือสามัญ (Common name) ซงมกตงขนตามลกษณะ ื่ ิ่ ี ี ิ ั้ ึ้ ื่ ี ั   ิ่ ่ ่ึ ั ้ั ้ึ ั เชน วานหางจระเข สาหรายหางกระรอก ตักแตนกิงไม ตงขนตามแหลงกําเนิด เชน กกอยปต ยางอินเดีย มันฝรั่ง หรือ  ๊ ่ ้ั ้ึ  ีิ ประโยชนทไดรบ เชน หอยมุก ่ี ั การใชชอสามัญเรียกชือสิงมีชวตอาจกอใหเกิดความสับสนทางการศึกษา และการอางอิงสิงมีชวตในทางวิชาการ ่ื ่ ่ ีิ ่ ีิ นกชววทยาไดกําหนดชือวิทยาศาสตรขน (Scientific name) สําหรับเรียกชือสิงมีชวตแตละสปชสเ พือจะไดเขาใจ ั ี ิ  ่ ้ึ ่ ่ ีิ ี ่ ตรงกนทวโลก ั ่ั
  • BOBBYtutor Biology Note คาโรลัส ลนเนยส (Carolus Linneaus) นกวทยาศาสตรชาวสวเี ดน ไดชอวาเปนบิดาแหงวิชาอนุกรมวิธาน ิ ี ั ิ  ่ื ซึงไดวางหลักเกณฑการตังชือของสิงมีชวตทีประกอบดวยภาษาละติน 2 คํา คือ คําแรกเปนชือจีนส (Generic name) ่ ้ ่ ่ ีิ ่ ่ ั สวนคําหลังเปนชือทีระบุชนิดของสิงมีชวต (Specific epithet) ระบบการตังชือแบบนีเ้ รียกวา Binomial system ่ ่ ่ ีิ ้ ่ ซงเปนทยอมรบกนทวโลก หลักเกณฑสําคัญในการตังชือวิทยาศาสตรมดงนี้ ่ึ  ่ี ั ั ่ั ้ ่ ีั 1. ชอวทยาศาสตรของพชและสตวตางกเ็ ปนอสระไมขนอยแกกน ่ื ิ  ื ั   ิ  ้ึ ู  ั 2. พชและสตวแตละหมวดหมจะมชอทถกตองทสดเพยงชอเดยวเทานน ื ั   ู ี ่ื ่ี ู  ่ี ุ ี ่ื ี  ้ั 3. ชือวิทยาศาสตรตองเปนภาษาละตินเสมอไมวาจะมีรากศัพทมาจากภาษาใด ่   4. การเขียนชือหรือพิมพชอวิทยาศาสตร ลําดับสปชสตองทําใหแตกตางจากตวอกษรอนๆ เชน ใชอกษรตัวเอน ่ ่ื ี   ั ั ่ื ั หรอขดเสนใตแทน ื ี   5. ชือวิทยาศาสตรทกลําดับชันตังแตแฟมิลขนไป จะตองมีการลงทายชือทีเ่ ปนไปตามกฎ เชน ชือแฟมิลของพืช ่ ุ ้ ้ ี ้ึ ่ ่ ี ลงทายดวย -aceae. ชือแฟมิลของสัตวลงทายดวย -idae.   ่ ี ตัวอยางชื่อของสิ่งมีชีวิต ชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร ไสเดือนดิน Lumbricus terrestris [คําวา terrestris แสดงลกษณะทอาศยอยบนพนดน]  ั ่ี ั ู ้ื ิ ปอแกว Hibiscus cannabinus Linn. [Linn. ยอมาจากคาวา Linneaus ซึงเปนผูตงชือ]  ํ  ่  ้ั ่ ไมรวก Thyrostachys siamensis [คําวา siamensis มาจาก Siam หมายความวา พืชชนิดนี้พบ  ครังแรกในประเทศไทย] ้ หางนกยูงไทย Caesalpinia pulcherrima Linn [Linn. ยอมาจากคาวา Linneaus ซึงเปนผูตงชือ]  ํ  ่  ้ั ่ กังเจาฟา ้ Acanthosquilla sirindhorn. [คําวา sirindhorn เปนพระนามของสมเดจพระเทพรตนราชสุดา-  ็ ั สยามบรมราชกุมารี] ปลาบึก Pangasianodon gigas [คําวา gigas หมายถึง ใหญทสด]   ่ี ุ มะมวง Mangifera indica [คําวา indica หมายถึง ประเทศอินเดียซึงนักวิทยาศาสตรไดพบมะมวงเปน  ่ ครังแรก] ้ อาณาจกรของสงมชวต ั ่ิ ี ี ิ การจัดจําพวกของสิงมีชวตออกเปนอาณาจักรตางๆ ขึนอยูกบแนวคิดของนักอนุกรมวิธาน เอิรน แฮคเคล ่ ีิ ้ ั (Ernst Haeckel) แบงสิงมีชวตออกเปน 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว และอาณาจักรโพรติสตา โคปแลนด ่ ีิ (Copeland) แบงออกเปน 4 อาณาจกร คือ อาณาจักรพืช อาณาจกรสตว อาณาจักรโพรติสตา และอาณาจักรมอเนอรา   ั ั ั วิทเทเคอร (Whittaker) แบงออกเปน 5 อาณาจกร คือ อาณาจักรพืช อาณาจกรสตว อาณาจักรโพรติสตา อาณาจักร   ั ั ั มอเนอรา และอาณาจักรฟงไจ
  • BOBBYtutor Biology Note อาณาจักรสัตว (Kingdom Animalia หรือ Metazoa) สงมชวตในอาณาจกรสตว มีลกษณะสําคัญ คือ เปนเซลลยคาริโอต (Eukaryotic cell) มหลายเซลล เซลล ่ิ ี ี ิ ั ั ั ู ี ทําหนาทีรวมกันเปนเนือเยือ สรางอาหารไมได (Heterotrophic organism) มีไรโบโซมขนาด 80 s แบงออกเปน ่ ้ ่ ไฟลัมตางๆ ดังนี้ 1. ไฟลมพอรเฟอรา (Phylum Porifera) ไดแก พวกฟองนํ้า มีสปคล (Spicule) เปนโครงรางคําจนรางกาย ั ิ ุ ้ ุ  สารทีเ่ ปนองคประกอบในฟองนํามีดงนี้ โปรตีน พบในฟองนํ้าถตว หนปน พบในฟองนําหนปน ซลกา พบในฟองนําแกว ้ ั ูั ิ ู ้ ิ ู ิิ ้ สบพนธแบบไมอาศยเพศโดยการแตกหนอโดยการสรางเจมมล (Gemmule) ขึ้นมา มีเซลลปลอกคอ (Collar cells) ื ั ุ  ั   ู หรือโคแอโนไซต (Choanocyte) ทําหนาทียอยอาหารภายในเซลล ่ 2. ไฟลมซเลนเทอราตา (Phylum Coelenterata) ไดแก สตวพวกซแอนนโมนี ปะการัง กลปงหา แมงกะพรุน ั ี ั  ี ี ั  ไฮดรา สัตวทอยูในไฟลัมนี้ เรียกวา สตวในกลมซเี ลนเทอเรต มีชองเปดออกจากลําตัวทางเดียว มอวยวะคลายหนวด ่ี  ั  ุ ี ั  เรียกวา เทนทาเคล (Tentacle) ทีเ่ ทนทาเคิลมีเซลลนโิ ดบลาสต (Cnidoblast) ภายในเซลลนมนมาโทซิสต (Nematocyst) ิ ้ี ี ี ใชปองกนตวและจบเหยอ กลางลําตวเปนชองกลวง เรียกวา Gastrovascular cavity ทําหนาทีเ่ ปนทางเดินอาหาร  ั ั ั ่ื ั   มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น สมมาตรแบบรัศมี ระบบประสาทแบบราแห (Nerve net) 3. ไฟลัมแพลทีเฮลมินเทส (Phylum Platyhelminthes) ไดแก พวกหนอนตัวแบน เชน พลานาเรย อยูใน ี  คลาส Turbellaria ดํารงชีวตอิสระ พยาธิใบไมอยูในคลาส Trematoda ดํารงชวตแบบปรสต พยาธิตวตืดอยูในคลาส ิ  ีิ ิ ั  Cestoda ดํารงชวตแบบปรสต สตวในไฟลมนไมมระบบเลอด มสองเพศในตวเดยวกน สืบพันธุไดทงแบบอาศัยเพศ ีิ ิ ั  ั ้ี  ี ื ี ั ี ั  ้ั และไมอาศยเพศ ทางเดินอาหารไมสมบูรณ ยกเวนพยาธิตวตืด จะไมมทางเดินอาหาร  ั ั ี หนอนพยาธในไฟลมนทเ่ี ปนปรสตในคน เชน พยาธิตวตืด (Taenia solium) พยาธิใบไมตบ (Chlonorchis ิ ั ้ี  ิ ั ั sinensis) พยาธิใบไมในปอด (Paragonimus westermani) พยาธิใบไมในเลือด (Schistosoma sp.) ตัวเต็มวัยของพยาธิตวตืดอยูในลําไสเล็กของคน ไขอยูในปลองแก (Gravid segment) ออกมาพรอมกับ ั   อุจจาระ ฟกเปนตวออนระยะท่ี 1 เรียกวา Oncosphere เขาไปเจรญเปนตวออนระยะตดตอโดยการสรางเกราะ (Cyst)   ั   ิ  ั  ิ   อยในเนอหมเู รยกตวออนระยะนวา Cysticercus เมือคนกินเนือหมูทมตวออนระยะติดตอเขาไป กรดในกระเพาะอาหาร ู ้ื ี ั  ้ี  ่ ้ ่ี ี ั จะทําลายเกราะตวออนออกมาและเจรญเปนตวเตมวยตอไป ั  ิ  ั ็ ั  ตวเตมวยของพยาธใบไมตบอยในคน ไขออกมาพรอมกับอุจจาระเจริญเปนตัวออนระยะ Cercaria ในหอย (หอย ั ็ ั ิ  ั ู เปน Intermediated host ชนิดที่ 1) ออกจากหอยไปเจริญเปนตัวออนระยะติดตอในปลา (ปลาเปน Intermediated  host ชนิดที่ 2) เมือคนกินปลาสุกๆ ดบๆ ทีมตวออนระยะติดตอเขาไปก็จะเจริญเปนตัวเต็มวัยในตับคน ่ ิ ่ีั 4. ไฟลมนมาโทดา (Phylum Nematoda) กลุมสัตวในไฟลัมนีเ้ รียกวา นีมาโทด ไดแก พวกหนอนตัวกลม ั ี  เชน หนอนในนํ้าสมสายชู ดํารงชีวตอิสระ พยาธิปากขอ พยาธิโรคเทาชาง พยาธิเสนดาย พยาธแสมา พยาธิตวจีด ิ ิ  ั ๊ พยาธิไสเดือน เปนปรสิตในคนและสัตว ไสเ ดอนฝอยพบเปนปรสตในพช สตวในไฟลมนไมมระบบเลอด ลําตวไมแบง ื  ิ ื ั  ั ้ี  ี ื ั   เปนปลอง ไมมรยางค มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชองตวเทยม (Pseudocoelom) มีเฉพาะกลามเนือตามยาวเทานัน ผิวหนังมี ี  ั ี ้ ้ คิวทิเคิล (Cuticle) เคลือบหนาเพือปองกันการถูกทําลายจากนายอยของโฮสต เปนไฟลัมแรกทีมทางเดินอาหารสมบูรณ ่ ้ํ ่ี มทงปากและทวารหนก เพศผูและเพศเมียแยกกันคนละตัว ี ้ั ั 
  • BOBBYtutor Biology Note 5. ไฟลัมแอนนีลดา (Phylum Annelida) กลุมสัตวทอยูในไฟลัมนีเ้ รียกวา แอนเนลด ไดแก สัตวพวก ิ  ่ี  ิ ไสเดือนดิน ทากดูดเลือด ปลิงนํ้าจืด แมเพรียง ตัวสงกรานต สัตวในไฟลัมนีมระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปด ้ี มีระบบประสาท ทางเดินอาหารสมบูรณ มสองเพศ ในตวเดยวกน สบพนธไดทงแบบอาศยเพศและไมอาศยเพศ ี ั ี ั ื ั ุ  ้ั ั  ั ลําตวแบงเปนปลองมเี ยอกนระหวางปลอง แตละปลองมีรยางคสนๆ เรียกวา เดือย (Setae) ลําตัวมีกลามเนือ 2 ชุด คือ ั    ่ื ้ั   ้ั ้ กลามเนอวงกลมกบกลามเนอตามยาว มีฮีโมโกลบินอยูในนํ้าเลือด  ้ื ั  ้ื 6. ไฟลัมอารโทรโพดา (Phylum Arthropoda) กลุมสัตวทอยูในไฟลัมนี้ เรียกวา พวกอารโทรพอด  ่ี  (Arthropod) มีชนิดและจํานวนมากทสดในโลก มีระบบเลือดแบบวงจรเปด มีระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ่ี ุ สมบูรณ สืบพันธุแบบอาศัยเพศ มีชองวางในลําตวเรยกวา Haemocoel สัตวในไฟลัมอารโทรโพดาแบงยอยเปนคลาส ดังนี้   ั ี  1. คลาสอนเซกตา (Class Insecta) ไดแก สตวจาพวกแมลง (มีชนิดและปริมาณมากทีสดในบรรดาสัตวตางๆ ิ ั ํ ุ่  ในโลก) เชน ยง มด ปลวก หมัด แมลงวน ตักแตน ฯลฯ มีลกษณะสําคัญ คือ มีขาเดิน 3 คู (6 ขา) แลกเปลียนกาซโดยใช ุ ั ๊ ั ่ ระบบทอลม (Trachea system) รงควตถในเลอด คือ Hemocyanin โครงสรางทีใชขบถายของเสียเรียกวา Malpighian ั ุ ื ่ ั tubule ลาตัวแบงออกเปน 3 สวน คือ สวนหว สวนอก และสวนทอง ํ  ั    2. คลาสครัสเตเชีย (Class Crustacea) ไดแก สตวพวกกง กัง ปู ไรนํา เหาไม (Wood lice) เพรยง ตัวกะป ั  ุ ้ ้ ี ฯลฯ มีลกษณะสําคัญ คือ มีขาเดิน 5 คู (10 ขา) หัวและอกเชือมตอกันเรียกวา Cephalothorax แลกเปลียนกาซโดยใช ั ่ ่ เหงอก มีหนวด 2 คู อวยวะทใชขบถาย คือ Green gland ื ั ่ี  ั  3. คลาสอะแรชนิดา (Class Arachnida) ไดแก สัตวพวกเห็บ แมงมุม แมงปองมีลกษณะสําคัญ คือ มีขาเดิน ั 4 คู (8 ขา) สวนหัวและอกเชือมรวมกัน ไมมหนวด ่ ี 4. คลาสเมอโรสโตมาตา (Class Merostomata) ไดแก แมงดาทะเล มีลกษณะสําคัญคือ มีขาเดิน 5 คู (10 ขา) ั มีตาประกอบ 2 คู ไมมหนวด ี 5. คลาสชิโลโพดา (Class Chilopoda) ไดแก สตวจําพวกตะเขบ ตะขาบ ตะขาบฝอย สตวในกลมนเ้ี รยกวา ั  ็ ั  ุ ี  เซนตปด (Centipede) มีลกษณะสําคัญ คือ มีขาเดินปลองละ 1 คู ็ ิ ั 6. คลาสไดโพลโพดา (Class Diplopoda) ไดแก สตวจาพวกกิงกือ สัตวในกลุมนี้ เรยกวา มลลปด (Millipede) ั ํ ้  ี  ิ ิ มีลกษณะสําคัญ คือ มีขาเดินปลองละ 2 คู ั 7. ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca) ไดแก สัตวพวกหอย ลิ่นทะเล และหมึกชนิดตางๆ มีลําตัวนิม ่ ปกคลุมดวยเยือบางๆ เรียกวา แมนเทิล (Mantle) เยือนีพฒนาไปเปนเปลือกแข็งได ระบบหมนเวยนเลอดแบบวงจรเปด ่ ่ ้ ั ุ ี ื  ยกเวนหมึกทะเล 8. ไฟลมเอไคโนเดอมาตา (Phylum Echinodermata) เปนสตวทะเลทงสน เชน ดาวทะเล เมนทะเล ั  ั  ้ั ้ิ ปลิงทะเล อีแปะทะเล ขนนกทะเล พลับพลึงทะเล ตัวออนสมมาตรแบบเหมือนกัน 2 ซีก ตัวเต็มวัยสมมาตรแบบรัศมี ระบบไหลเวียนเลือดแบบวงจรเปด 9. ไฟลมคอรดาตา (Phylum Chordata) ไดแก สัตวทมชองเหงือก ระบบประสาทอยูเ หนือทางเดินอาหาร ั  ่ี ี  มีกระดูกสันหลังหรือมีโนโตคอรด สตวในไฟลมคอรดาตา แบงออกเปน 2 กลุม ใหญๆ คือ โพรโทคอรเดต (Protochordate) และสัตวมกระดูก ั  ั      ี สันหลัง (Vertebrate)
  • BOBBYtutor Biology Note สัตวในกลุมโพรโทคอรเดต ไมมกระดกสนหลง แตมโนโตคอรดเปนแกนพยุงรางกาย ไดแก สตวพวกเพรยง-  ี ู ั ั ี ั  ี หวหอม เพรียงสาย เพรยงลอย มโนโตคอรดในระยะตวออนทบรเิ วณหางเมอโตขนหางจะหายไปพรอมกบโนโตคอรด ั ี ี  ั  ่ี ่ื ้ึ  ั  มีระบบไหลเวียนเลือดแบบวงจรเปด ลําตัวปกคลุมดวยสารประกอบพวกเซลลูโลส เปนสตวทะเล แอมฟออกซส  ั   ั (Amphioxus) มีโนโตคอรดตลอดชีวิต เปนสตวทะเล ลําตัวแบงออกเปนปลองเห็นไดชดเจน มกฝงตวอยตามพนทราย  ั  ั ั  ั ู ้ื ในทะเล สัตวมกระดูกสันหลัง มโนโตคอรดในระยะตวออน เมือเจริญเติบโตมากขึนจะมีกระดูกสันหลังหอหุม เสนประสาท ี ี  ั  ่ ้  และไขสนหลงเอาไว ั ั สตวมกระดกสนหลงแบงเปนกลมยอยในระดบคลาส ดังนี้ ั  ี ู ั ั   ุ  ั 1. คลาสไซโคลสโตมาตา (Class Cyclostomata หรือ Agnatha) ไดแก ปลาปากกลม มีลกษณะสําคัญ คือ ั ไมมขากรรไกร มีทงโนโตคอรดและกระดูกสันหลังตลอดชีวต กระดูกออน ไมมครีบคู ไมมเี กลด เมดเลอดแดงและ ี ้ั ิ ี  ็ ็ ื เม็ดเลือดขาวมีนิวเคลียส 2. คลาสคอนดริคไทอิส (Class Chondricthyes) ไดแก ปลากระดกออน เชน ปลาฉลาม ปลากระเบน ู  ปลาฉนาก ปลาโรนัน และปลาไคมรา มีลกษณะสําคัญ คือ ปฏสนธภายใน ออกลูกเปนตัว ตัวออนไดอาหารจากไขแดง ี ั ิ ิ ปากอยทางดานทอง เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวมีนวเคลียส ู   ิ 3. คลาสออสติอคไทอิส (Class Osteichthyes) ไดแก ปลากระดกแขง มีลกษณะสําคัญ คือ มีกระเพาะลม ิ ู ็ ั ชวยพยุงลําตัว ปากอยูสวนปลายดานหนา มีแผนปดเหงือก (Operculum) สวนใหญปฏสนธภายนอก    ิ ิ 4. คลาสแอมฟเบีย (Class Amphibia) ไดแก สัตวครึงบกครึงนํา (Amphibian) เชน กบ คางคก งูดน เขียด ่ ่ ้ ิ ปาด ซาลามานเดอร มีลกษณะสําคัญ คือ มีหวใจ 3 หอง (บน 2 หอง ลาง 1 หอง) เปนสตวเ ลอดเยน เมดเลอดแดงและ ั ั  ั ื ็ ็ ื เม็ดเลือดขาวมีนิวเคลียส ผิวหนังเปยกชืนสามารถแลกเปลียนกาซได ไมมเี กลด เปนพวกแรกทีมกลองเสียง วางไขในน้า ้ ่  ็ ่ี  ํ ไขมีวุนหุม มการเปลยนแปลงรปรางขณะเจรญเตบโต ี ่ี ู  ิ ิ 5. คลาสเรปทเลย (Class Reptilia) ไดแก พวกสตวเ ลอยคลาน (Reptile) เชน งู เตา กระ ตะพาบนํา จระเข ี ี ั ้ื  ้ จิงจก ตุกแก จงเหลน ตดตู แย ตะกวด ไดโนเสาร ฯลฯ มีลกษณะสําคัญ คือ วางไขบนบก ผิวหนังแหง ลําตัวมีเกล็ด ้  ้ิ ุ ั ปกคลุม มีเล็บ หัวใจ 3 หอง (บน 2 หอง ลาง 1 หอง) ยกเวนจระเข มี 4 หอง มีไขแดงมากรองจากสัตวปก เปนสัตว-  เลอดเยน มีการผสมภายในรางกาย ออกไข มถงไขแดง ถงแอนแลนทอยส และเปนสัตวพวกแรกทีตวออนมีถงนํ้าครํา ื ็ ีุ  ุ ่ั ุ ่ หอหุมปองกันอันตราย  6. คลาสเอวีส (Class Aves) ไดแก พวกสัตวปก รางกายปกคลมดวยขน (Feather) ทีมลกษณะเปนแผง   ุ  ่ีั เปนสัตวมกระดูกสันหลังพวกแรกทีมเี ลือดอุน หัวใจมี 4 หอง เม็ดเลือดแดงมีนวเคลียส ปฏสนธภายในรางกาย ออกไข ี ่  ิ ิ ิ  มไขแดงมากทสด ี  ่ี ุ 7. คลาสแมมมาเลย (Class Mammalia) ไดแก สตวเ ลยงลกดวยน้ํานม (Mammal) มีลกษณะสําคัญ คือ ี ั ้ี ู  ั เปนสตวเ ลอดอน มีตอมนํ้านมและตอมเหงือ มีหวใจ 4 หอง (บน 2 หอง ลาง 2 หอง) เม็ดเลือดแดงทีอยูในระบบ  ั ื ุ  ่ ั ่  ไหลเวยนเลอดจะไมมนวเคลยส มกลองเสยง กะบงลม ขน (Hair) ตัวออนเจริญเติบโตภายในมดลูกของแม ยกเวน ี ื ีิ ี ี  ี ั ตุนปากเปดออกไข ไมมีมดลูก สวนมากออกลูกเปนตัว 
  • BOBBYtutor Biology Note อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) สิงมีชวตในอาณาจักรพืช มลกษณะสาคัญ คือ ่ ีิ ีั ํ 1. สรางอาหารเองได จึงเรียกวา พวกออโตโทรป (Autotroph) มีเซลลแบบยูคาริโอต 2. ผนงเซลลของพชประกอบดวยเซลลโลสเปนสวนใหญ ั  ื  ู   3. วฏจกรชวตของพชเปนแบบสลบ (Alternation of generation) ประกอบดวย ระยะแกมโทไฟต ั ั ีิ ื  ั  ี (Gametophyte) เปนระยะที่มีโครโมโซมเพียงชุดเดียว (n) และระยะสปอโรไฟต (Sporophyte) เปนระยะทีมจํานวน ่ี โครโมโซม 2 ชุด (2n) 4. มรงควตถสเี ขยวบรรจอยในคลอโรพลาสต ี ั ุ ี ุ ู 5. การเจริญเติบโตผานระยะเอ็มบริโอ สิงมีชวตในอาณาจักรพืชแบงออกเปนดิวชน (Division) ตาง ดังนี้ ่ ีิ ิั 1. ดวชันไบรโอไฟตา (Division Bryophyta) เปนกลุมพืชทีไมมเี นือเยือลําเลียง ตัวอยางเชน มอส อยในคลาส ิิ  ่ ้ ่ ู Bryopsida หรือ Musci ลิเวอรเวิรต อยูในคลาส Hepaticopsida และฮอรนเวรต อยูในคลาส Anthoceropsida   ิ  มลกษณะสาคัญ คือ ไมมีเนื้อเยื่อลําเลียง (Non-vascular plant) มีโครงสรางคลายราก เรียกวา ไรซอยด ีั ํ (Rhizoid) ระยะแกมีโทไฟตเดน สปอโรไฟตอาศัยอยูบนแกมีโทไฟตตลอดชีวต อวัยวะสืบพันธุแบบอาศัยเพศมี 2 ชนิด  ิ  คือ แอนเทอรเิ ดยม (Antheridium) ทําหนาทีสรางสเปรมโดยมีเซลลทเ่ี ปนหมันหุมอยูขางนอก และอารคโกเนยม ี ่    ี ี (Archegonium) ทําหนาทสรางไข โดยมีเซลลทเ่ี ปนหมันหุมอยูภายนอกเชนกัน ไซโกตทีเ่ กิดจากการปฏิสนธิ จะพัฒนา  ่ี    ไปเปนเอ็มบริโอโดยไดรบนําและสารอาหารจากแกมโทไฟต ั ้ ี 2. ดวชนไซโลไฟตา (Division Psilophyta) ไดแก หวายทะนอย หรือไซโลตัม (Psilotum) ิิั มลกษณะสาคัญ คือ ลําตนเปนเหลียมแตกกิงออกเปนคูๆ (Dichotomous branching) มีอบสปอรอยูทกง ีั ํ ่ ่  ั  ่ี ่ิ มีโครงสรางคลายราก เรียกวา ไรซอยด ตนทีเ่ ห็นทัวไปคือระยะสปอโรไฟต สวนของลําตนทีอยูใตดนเรียกวา Rhizome ่ ่  ิ แกมโทไฟตมขนาดเลกและอายสน อับสปอรเกิดทีซอกของใบเกล็ด ี ี ็ ุ ้ั ่ 3. ดวชันไลโคไฟตา (Division Lycophyta) ในประเทศไทยพบ 2 จีนัส คือ ซีแลกจิเนลลา (Selaginella) ิิ หรือพวกตีนตุกแก และพวกไลโคโพเดียม (Lycopodium) เชน สนหางสิงห สรอยสกรม ชองนางคลี่ และสามรอยยอด   ุ  กระเทยมนา ี ้ํ มลกษณะสาคัญ คือ ใบใบมีขนาดเล็กและมีทอลําเลียง 1 ทอ เรียกวา Microphyll ใบททาหนาทสรางสปอร ีั ํ  ่ ี ํ  ่ี  เรียกวา Sporophyll ซึงจะมีขนาดเล็กกวาใบทัวไปโดยจะเรียงซอนกันแนนบริเวณยอด เรียกวา สโตรบิลส (Strobilus) ่ ่ ั 4. ดิวิชันสฟโนไฟตา (Division Sphenophyta) ปจจุบนเหลือเพียงจีนสเดียว คือ อิควิเซตัม (Equisetum) ั ั หรือหญาหางมา หรือหญาถอดปลอง มลกษณะสาคัญ คือ ลําตนมีขนาดเล็ก มีขอและปลองเห็นชัดเจน มสโตรบลสทปลายยอด เมื่อเจริญเติบโต ีั ํ  ี ิ ั ่ี เต็มทีภายในลําตนจะกลวง ่  5. ดวชันเทอโรไฟตา (Division Pterophyta) ไดแก พชพวกเฟน (Fern) เชน ชายผาสีดา ผักแวน ผักกูดนํ้า ิิ ื  เฟนใบมะขาม แหนแดง ยานลิเภา ฯลฯ มลกษณะสาคัญ คือ ใบออนจะมวนเปนวงเหมอนลานนาฬกา (Circinate leaf) ตนทเ่ี หนคอระยะสปอโรไฟต ีั ํ    ื ิ  ็ ื มการสรางสปอรภายในอบสปอรทอยบรเิ วณใตใบจงนยมเรยกใบของพชในดวชนนวา ฟรอนด (Frond) กลุมอับสปอรมี ี   ั  ่ี ู  ึ ิ ี ื ิ ิ ั ้ี   เยือเจริญมาจากผิวใบมาปกคลุมกลุมอับสปอรเรียกเยือนีวา Indusium เมือสปอรแกเต็มทีและตกลงไปในทีชมชืนก็จะงอก ่  ่ ้ ่ ่ ่ ุ ้ เปนแกมีโทไฟตซงมีลกษณะเปนแผนเล็กๆ คลายรูปหัวใจทําหนาทสรางเซลลสบพนธุ ่ึ ั  ่ี  ื ั
  • BOBBYtutor Biology Note 6. ดิวชันโคนิเฟอโรไฟตา (Division Coniferophyta) ไดแก พืชพวกสนสองใบ สนสามใบ ิ มลกษณะสาคัญ คือ เมล็ดไมมผนังรังไขหอหุม จึงเรียกวา เมล็ดเปลือย (Naked seed) อวยวะสบพนธมี ีั ํ ี   ั ื ั ุ ลักษณะเปนแผนแข็ง เรียกวา สโตรบิลส หรือโคน (Cone) เนือเยือลําเลียงนํ้ามีเฉพาะเทรคีด (Tracheid) การถาย ั ้ ่  ละอองเรณตองอาศยลม การปฏิสนธิเกิดขึนเพียงครังเดียว ในปมรากสนมีราไมคอรไรซา (Mycorrhiza) ราพวกน้ี ู ั ้ ้ สามารถเปลยนฟอสฟอรสในดนใหอยในรปทพชนาไปใชไดทาใหตนสนโตเรว ่ี ั ิ  ู ู ่ี ื ํ ํ  ็ 7. ดิวชันไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta) ไดแก พืชพวกปรง (Cycas) ิ มลกษณะสาคัญ คือ ตนตวผและตนตวเมยแยกกน มีสโตรบิลสหรือโคนทีปลายยอดของลําตน ไมมผนังรังไข ีั ํ  ั ู  ั ี ั ั ่ ี หมเมลดจงเปนเมลดเปลอย การปฏิสนธิเกิดขึ้นครั้งเดียว ในเมล็ดมีการสะสมแปงไวมากเพือใชเปนอาหารในการงอก ุ ็ ึ  ็ ื ่ ของเมล็ด 8. ดิวิชันกิงโกไฟตา (Division Ginkgophyta) ไดแก พชพวกแปะกวย (Ginkgo biloba) ื  มลกษณะสาคัญ คือ แผนใบกวางคลายรูปพัด เมล็ดขนาดใหญไมมผนังรังไขหม รับประทานได ไมพบใน ีั ํ ี ุ ประเทศไทย ชอบขึนในเขตหนาว เชน จีน เกาหลี ญีปน ้ ่ ุ [พชพวกสน ปรง และแปะกวย มเี มลดแตยงไมมผนงรงไขหอหมและไมมดอกเรยกรวมกนวา พวกจิมโน- ื ็  ั  ี ั ั   ุ ี ี ั  สเปรม (Gymnosperm)]  9. ดิวชนแอนโทไฟตา (Division Anthophyta) ไดแก พืชมีดอก มขนาดแตกตางกนตงแตขนาดเลก เชน ิั ี  ั ้ั  ็ แหน ไขนํ้าหรือผํา ไปจนถงขนาดใหญ เชน ตนสัก ึ มลกษณะสาคัญ คือ มีดอกเปนอวัยวะสืบพันธุ เมล็ดมีรงไขหอหุมและเจริญอยูในรังไข จึงเรียกพืชในกลุมนีวา ีั ํ ั     ้ พวกแองจิโอสเปรม (Angiosperm) มการปฏสนธซอน (Double fertilization) กลุมเนือเยือลําเลียงนํ้ามทง Vessel และ  ี ิ ิ  ้ ่ ี ้ั Tracheid พืชดอกแบงออกเปน 2 กลุมยอยๆ คือ พชใบเลยงเดยว (Monocotyledon) กับพืชใบเลียงคู (Dicotyledon)  ื ้ี ่ี ้ เปรียบเทียบความแตกตางระหวาง Gymnosperm กับ Angiosperm Gymnosperm Angiosperm 1. อวยวะสบพนธเุ รยกวา Cone หรือ Strobilus ั ื ั ี  1. อวัยวะสืบพันธุคอ ดอก ื 2. ไมมรงไข ีั 2. มีรังไข 3. เมล็ดเปลือย (Naked seed) 3. เมล็ดมี Pericarp หุม  4. ถายละอองเรณู (Pollination) โดยอาศัยลม  4. ถายละอองเรณูโดยอาศัย ลม นํ้า คน สัตว 5. ปฏสนธครงเดยว (Single fertilization) คือ สเปรม ิ ิ ้ั ี  5. มีการปฏิสนธิซอน (Double fertilization) คือ  รวมกบไขไดไซโกต ั   สเปรมรวมกับไขไดไซโกต และสเปรมรวมกบ   ั Polar nuclei ได Endosperm 6. เนือเยือลําเลียงนํ้าและแรธาตุ (Xylem) มีเฉพาะ ้ ่  6. เนือเยือลําเลียงนํ้าและแรธาตุ มีทงเทรคีด และ ้ ่  ้ั เทรคีด (Tracheid) Vessel 7. ชวงแกมโทไฟตมทเ่ี ซลลสบพนธขนาดเลก  ี ี  ื ั ุ ็ 7. แกมโทไฟตเ พศผู ประกอบดวย 3 นวเคลยสใน ี  ิ ี หลอดละอองเรณู แกมโทไฟตเ พศเมยมี ี ี 8 นิวเคลียส ในถงเอมบรโอ (Embryo sac) ุ ็ ิ 8. มหลอดละอองเรณสน ี ู ้ั 8. มหลอดละอองเรณยาว ี ู 9. ไมมีเนื้อผล เพราะไมมีรังไข 9. มีเนื้อผลที่เจริญพัฒนามาจากรังไข
  • BOBBYtutor Biology Note เปรยบเทยบความแตกตางของพชใบเลยงเดยวกบพชใบเลยงคู ี ี  ื ้ี ่ี ั ื ้ี พชใบเลยงเดยว (Monocotyledonae) ื ้ี ่ี พืชใบเลียงคู (Dicotyledonae) ้ 1. ใบเลียง 1 ใบ ้ 1. ใบเลียง 2 ใบ ้ 2. มีเยือหุมยอดออน (Coleoptile) และเยอหมรากออน ่  ่ื ุ  2. ไมมี (Coleorhiza) 3. เสนใบขนาน (Paralleled vernation) 3. เสนใบเปนรางแห (Reticulate vernation) 4. มัดทอลําเลียงกระจายทัวไป ่ 4. มัดทอลําเลียงเปนระเบียบในรัศมีเดียวกัน 5. สวนมากไมมแคมเบยมและไมมการเจรญดานขาง  ี ี ี ิ   5. สวนมากมีแคมเบียมและมีการเจริญดานขาง 6. สวนมากเจริญในดานความสูง 6. สวนมากเจริญทังในดานความสูงและดานขาง ้ 7. กลีบเลียง (Sepal) กลบดอก (Petal) มักมีจํานวน 3 ้ ี 7. กลบเลยงกลบดอก มักมีจํานวน 4-5 หรือ ี ้ี ี หรือทวีคณของ 3 ู ทวีคณของ 4-5 ู 8. สวนมากสะสมอาหารไวทเ่ี อนโดสเปรม (Endosperm)  8. สวนมากสะสมอาหารไวทใบเลียง (Cotyledon) ่ี ้ ของเมล็ด 9. ขณะงอกใบเลยงจมอยใตดน ้ี ู  ิ 9. ขณะงอกใบเลียงอยูเ หนือดิน ้ แคมเบียม (Cambium) เปนเนือเยือเจริญของพืชทีแบงเซลลแลว ทําใหตนพืชขยายขนาดดานขางมีเสนผานศูนย- ้ ่ ่ กลางเพมขน ่ิ ้ึ อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) สงมชวตทอยในอาณาจกรมอเนอรา โครงสรางของเซลลเ ปนแบบโพรคารโอต (Procaryote) ไมมเี ยือหุมนิวเคลียส ่ิ ี ี ิ ่ี ู ั   ิ ่  ไมมออรแกเนลลชนิดมีเยือหุม ไรโบโซมขนาด 70 s เซลลไมทาหนาทีรวมกันเปนเนือเยือ ไมมีระยะเอ็มบริโอ ผนงเซลล ี ่  ํ ่ ้ ่ ั ประกอบดวยสาร Peptidoglycans ไมมการแบงเซลลแบบไมโอซิส (Meiosis) และไมมโครงรางของเซลล (Cytoskeleton) ี ี  สิงมีชวตในอาณาจักรนีแบงออกเปน 2 ไฟลม คือ ่ ีิ ้ ั 1. ไฟลมชโซไมโคไฟตา (Phylum Schizomycophyta) ไดแก แบคทเี รย ั ิ ี ลกษณะสาคัญ คือ เปนสิงมีชวตเซลลเดียวขนาดเล็ก (1-5 ไมโครเมตร) ไมมเี ยือหุมนิวเคลียส สารพนธกรรม ั ํ ่ ีิ ่  ั ุ กระจายทวไปในเซลล เรียกบริเวณทีสารพันธุกรรมกระจายอยูวา Nucleoid มี DNA เสนเดียวขดเปนวงกลม มีรปราง ่ั ่  ู หลายแบบ เชน รปรางกลม เรียกวา คอคคัส (Coccus) รูปรางเปนทอน เรียกวา บาซิลลัส (Bacillus) และพวกทีมี ู  ่ รูปรางเปนเกลียว เรียกวา สไปริลลัม (Spirillum) พวกทดํารงชวตแบบภาวะมการยอยสลายจะทําใหอาหารบูดเนา ่ี ีิ ี  แบคทีเรียบางชนิด เชน Rhizobium sp. : Azobactor sp. สามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเปลียนเปนเกลือไนเตรต ่ ซึงเปนประโยชนตอการเจริญเติบโตของพืช แบคทีเรียพวกบาซิลลัส (Bacillus sp.) นํามาผลตวตามน B12 ได พวก ่  ิ ิ ิ สเตรปโตมัยซิส (Streptomyzes sp.) ใชผลิตสารปฏิชีวนะ เชน สเตรปโตมัยซิน คานามยซนได แบคทีเรียบางชนิด ั ิ นํามาใชในการผลิตนํ้าปลา นมเปรียว นําสมสายชู และผลตสารตางๆ ทสําคัญ เชน ฮอรโมน เอนไซม วัคซีน เปนตน ้ ้ ิ  ่ี
  • BOBBYtutor Biology Note โทษของแบคทเรย ี ี ชนิดของแบคทีเรีย โรคทเี่ กดจากแบคทเรย ิ ี ี Leptopspira interogans แลปโตสไปโรซส ในคนและสัตว ิ Vibrio cholerae อหวาตกโรค ิ Mycobacterium tuberculosis วัณโรค Corynebacterium diphtheriae คอตีบ Pasteurella pestis กาฬโรค Bordetella pertussia ไอกรน Bacillus anthracis แอนแทรกซ Streptococcus pneumoniae ปอดบวม Samonella typhi ไทฟอยด Rickettsia ricketsii ไขรากสาดใหญ ( Typhus ) Schigella dysenteriae ทองรวง Gonococcus gonorrhoeae หนองใน Treponema pallidum ซิฟลส ิ Clostridium tertani บาดทะยก ั Meningococcus meningitides ไขกาฬหลังแอน Hemophilus pertussis ไอกรน Hemolytic streptococci ตอมทอนซลอกเสบ  ิ ั Staphylococcus aureus แผลพุพองตามผิวหนัง 2. ไฟลมไซยาโนไฟตา (Phylum Cyanophyta) ไดแก สาหรายสีเขียวแกมนําเงิน (Blue green algae) ั ้ ลกษณะสาคัญ คือ เปนเซลลแบบโพรคาริโอต นวเคลยสไมมเี ยอหม ไมมคลอโรพลาสต แตมคลอโรฟลล เอ ั ํ ิ ี  ื่  ุ ี ี  แคโรทีนอยด ในไซโตพลาสซึมสามารถสังเคราะหดวยแสงได มีรงควัตถุสน้ําเงิน (Phycocyanin) และรงควตถสแดง  ี ั ุี (Phycoerythrin) บางชนิดสืบพันธุโ ดยการสรางเซลลพเิ ศษเรียกวา Akinete เปนสปอรทมความทนทานตอสภาพแวดลอม ่ี ี ไดดี บางชนิดสรางเซลลทเ่ี รียกวา Heterocyst ทําหนาทตรงไนโตรเจน พบในสาหรายสีเขียวแกมนํ้าเงินพวก  ่ี ึ Anabaena sp. ; Nostoc sp. พวกทีมโปรตีนสูงนํามาใชเปนอาหารเสริมของคนได เชน สาหรายเกลียวทอง ่ี (Spirulina sp.)
  • BOBBYtutor Biology Note อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista) สงมชวตทจดไวในอาณาจกรนเ้ี ซลลเ ปนแบบยคารโอต (Eucaryote) เซลลยงไมมการจัดเรียงเปนเนือเยือ ไมมี ่ิ ี ี ิ ่ี ั  ั  ู ิ ั ี ้ ่ ระยะเอ็มบริโอ ประกอบดวยพวกโพรโตซัว (Protozoa) และสาหราย (Algae) แบงออกเปนไฟลมตางๆ ดังนี้   ั  1. ไฟลมโพรโตซว (Phylum protozoa) แบงยอยออกเปน 4 กลุม ดังนี้ ั ั     1.1 พวกทีเ่ คลือนทีโ่ ดยใชแฟลกเจลลัม (Flagellum) จดไวใน Class Flagellata เชน ยกลนา (Euglena sp.) ่ ั  ู ี มีคลอโรพลาสตสงเคราะหดวยแสงได แคลมิโดโมแนส (Chlamydomonas sp.) ทรปพาโนโซมา (Trypanosoma sp.) ั  ิ ทําใหเ กดโรคเหงาหลบ ไทโครนิมฟา (Trichonympha sp.) ชวยยอยเซลลโลสในลําไสปลวก ิ ั   ู 1.2 พวกทีเ่ คลือนทีโดยใชซเิ ลีย (Cilia) จัดไวใน Class Ciliata เชน พารามเี ซยม (Paramecium sp.) ่ ่ ี วอรตเิ ซลลา (Vorticella sp.) 1.3 พวกทีเ่ คลือนทีโดยใชซโดโพเดียม (Pseudopodium) จัดไวใน Class Sarcodina เชน อะมบา ่ ่ ู ี (Amoeba sp.) เชื้อบิด (Entamoeba histolyitca) ทําใหเกิดโรคบิดชนิดมีตวมีผลใหลําไสอกเสบและทองรวงในคน ั ั Entamoeba gingivalis อาศยอยทคอฟนคอยกนแบคทเี รยในปาก ั ู ่ี  ิ ี 1.4 พวกทไมมโครงสรางในการเคลอนท่ี จัดไวใน Class Sporozoa ไดแก พลาสโมเดยม ซงเปนสาเหตุ ่ี  ี  ่ื ี ่ึ  ของโรคมาลาเรีย สืบพันธุโดยการสรางสปอร 2. ไฟลัมคลอโรไฟตา (Phylum Chlorophyta) ไดแก พวกสาหรายสเี ขยว มีคลอโรฟลล a, b แคโรทีนอยด  ี แซนโทฟลล สงเคราะหดวยแสงได เชน คลอเรลลา (Chlorella sp.) ซีนเี ดสมัส (Senedesmus sp.) สไปโรไจรา  ั  (Spirogyra sp.) หรอเทานามีคลอโรพลาสตบดเปนเกลียว ยโลทรกซ (Ulothrix) อะเซตาบลาเรย (Acetabularia) ื ้ํ ิ ู ิ ู ี โพรโตคอกคัส (Protococcus) คลามิโดโมแนส (Chlamydomonas) พไดแอสทรม (Pediastrum) อูลวา (Ulva) ี ั โคเดียม (Codium) 3. ไฟลัมคริโซไฟตา (Phylum Chrysophyta) ไดแก พวกสาหรายสีนาตาลแกมเหลือง (Golden-brown ้ํ algae) มีคลอโรฟลล a, c แคโรทีนอยด แซนโทฟลล และรงควัตถุสน้าตาลคือ ฟวโคแซนทิน (Fucoxanthin) เชน  ีํ ไดอะตอม (Diatom sp.) ผนังเซลลมสารพวกซิลกา ไดอะตอม จัดเปนสิงมีชวตทีสามารถผลิตแกสออกซิเจนไดจํานวนมาก ี ิ ่ ีิ ่ ซากของไดอะตอมทีตายทับถมอยูในทะเลเรียกวา Diatomaceous earth เปนแหลงรวมแรธาตุและนํามัน สามารถนําไป ่  ้ ใชเปนฉนวนความรอน ยาขัดโลหะ ยาสฟน เครองกรอง สารฟอกสี ฯลฯ ี  ่ื 4. ไฟลมฟโอไฟตา (Phylum Phaeophyta) ไดแก พวกสาหรายสีนาตาล มีคลอโรฟลล a, c แคโรทีนอยด ั  ้ํ และรงควัตถุสน้าตาล คือ ฟวโคแซนทิน (Fucoxanthin) เชน สาหรายเคลป (Kelp) ลามินาเรีย (Larminaria sp.) ีํ  พาไดนา (Padina sp.) และฟวกัส (Fucus sp.) สาหรายทง 3 ชนิดนี้ ใชทาปุยโพแทสเซียมได ซารแกสซัม  ้ั ํ  (Sargassum sp.) หรือสาหรายทุนมีธาตุไอโอดีนสูง ลามินาเรีย และสาหรายเคลป สามารถนํามาสกัดแอลจิน (Algin)  นํามาใชในอุตสาหกรรมทํายาสฟน สบู กระดาษ ยา เครืองสําอาง และอาหารบางชนิด ี  ่ 5. ไฟลัมโรโดไฟตา (Phylum Rhodophyta) ไดแก สาหรายสีแดง มีคลอโรฟลล a, d แคโรทีนอยด แซนโทฟลล ไฟโคไซยานิน และรงควตถสแดง คือ ไฟโคอิรทริน (Phycoerythrin) เชน จฉายหรอพอรไฟรา (Porphyra sp.)  ั ุี ิ ี ื ใชเปนอาหารได สาหรายผมนางหรอกราซลาเรย (Gracilaria sp.) ใชผลิตวุน ทํายา แคปซูลยา ครีมโกนหนวด ยาขัด-  ื ิ ี  รองเทา
  • BOBBYtutor Biology Note 6. ไฟลัมมิกโซไมโคไฟตา (Phylum Myxomycophyta) ไดแก พวกราเมอก (Slime mold) ไมมผนงเซลล ื ี ั เชน สเตโมนิทส (Stemonitis sp.) ไฟซารัม (Physarum sp.) ดิคไทโอสเตลเลียม (Dictyostellium sp.) สวนใหญ ิ ดํารงชีวตแบบภาวะยอยสลาย แตมบางชนดเปนปรสต ไดแก พลาสโมดิโอฟอรา (Plasmodiophora sp.) เปนสาเหตุ ิ ี ิ  ิ  ทําใหเกิดรากโปงในกะหลําปลี ่ 7. ไฟลมยไมโคไฟตา (Phylum Eumycophyta) ไดแก พวกเห็ด รา ยสต (ยีสตมเี ซลลเดียว) พวกหลายเซลล ั ู ี ประกอบดวยเสนใย เรียกวา ไฮฟา (Hypha) รวมกันเปนกลุม เรียกวา ไมซเี ลยม (Mycelium) ไมมคลอโรพลาสตสราง  ี ี อาหารไมได ผนังเซลลประกอบดวยสารไคทิน (Chitin) และเซลลโลส การแบงหมวดหมูระดับคลาส ของเห็ดราแบงได ู  ดังนี้ 7.1 Class Phycomycetes ไดแก พวกราดํา (Rhizopus spp.) ที่ขึ้นบนขนมปง Rhizopus nigricans ใชผลิตกรดฟูมาริก Rhizopus nodussus ใชผลตกรดแลกตก Rhizopus oryzae ใชทาขาวหมาก แอลกอฮอลและสรา  ิ ิ ํ   ุ มีลกษณะสําคัญ คือ ไฮฟาไมมเี ยือหุมจึงมีนวเคลียสมาก ผนังเซลลเปนสารพวกไคติน มการสรางสปอรโดยการสบพนธุ ั ่  ิ ี   ื ั แบบอาศยเพศ เรียกวา ไซโกสปอร (Zygospore) ั 7.2 Class Ascomycetes ไดแก ยสต (Saccharomyces sp.) ใชผลตแอลกอฮอล ราสีแดง ี  ิ (Monascus sp.) ทใชผลตขาวแดงและเตาหย้ี Aspergillus wendtii ใชทาเตาเจียว Penicillium notatum ใชผลิต ่ี  ิ   ู ํ ้ ยาปฏิชวนะเพนนิซลลิน Aspergillus flavas ผลตสารอะฟลาทอกซน ทําใหเ กดอาการเทาบวม อาเจียน และเปนมะเร็ง ี ิ ิ ิ ิ  ทีตบ ลักษณะสําคญของราในคลาสน้ี คือ ไฮฟามีเยือกัน ไฮฟามีรทะลุทําใหไซโตพลาสซมและนวเคลยสไหลถงกนได ่ั ั ่ ้ ู  ึ ิ ี ึ ั มีการสรางสปอรโดยการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ เรียกวา แอสโคสปอร (Ascospore)  7.3 ดิวชันเบสิดโอไมโคตา (Division Basidiomycota) ไดแก เห็ดชนิดตางๆ มีลกษณะสําคัญ คือ ิ ิ ั ไฮฟามีเยือกันอยางสมบูรณ มีการสรางสปอรโดยการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ เรียกวา Basidiospore ่ ้  7.4 ดิวชนดิวเทอโรไมโคตา (Division Deuteromycota) ลักษณะสําคัญ คือ ไมมการสบพนธแบบ ิั  ี ื ั ุ อาศัยเพศ สรางสปอรโดยโครงสรางทเ่ี รยกวา โคนิเดีย (Conidia) ทําใหเ กดโรคกบมนษย เชน Epidermophyton    ี  ิ ั ุ floccosum ทําใหเกิดกลากทีผวหนังและเล็บ Microsporum sp. ทําใหเ กดกลากทผวหนง ผม และเลบ ่ิ ิ ่ี ิ ั ็ ไลเคนส (Lichen) ไลเคนสประกอบดวยโพรตสต 2 ชนิด คือ รากับสาหรายโดยอยูรวมกันแบบภาวะพึงพา มีประโยชนคอสรางกรด   ิ  ่ ื มายอยสลายหินใหกลายเปนดินสารปฏิชวนะในไลเคนสชวยรักษาบาดแผลทีเ่ กิดจากไฟลวกได เปนเครืองบงชีมลพิษ ี  ่ ้ ทางอากาศ โดยการชวยดูดอากาศเสีย ถาอากาศเปนพิษมากไลเคนสจะตาย ไลเคนสแบงออกเปน 3 พวก คือ    1. Crustose lichen หรอฟองหน มีลกษณะเปนแผนบาง ชอบขึ้นตามหิน และเปลือกไม ื ิ ั 2. Foliose lichen มีลกษณะเปนแผนบางคลายใบไม เกาะตามหิน เปลือกไม ั 3. Fruticose lichen หรอฝอยลม มีลกษณะเปนเสน ยาวมาก เกาะตามกิงไม ื ั ่
  • BOBBYtutor Biology Note ไวรส (Virus) ั ไวรสไมมลกษณะเปนเซลลเ พราะไมมเี ยอหมเซลลและไซโทพลาสซมมแต DNA หรือ RNA ทีมโปรตีนหอหุมอยู ั ีั   ่ื ุ  ึ ี ่ี  ดํารงชีวตแบบปรสิตภายในเซลล (Obligatory parasite) ไมอยเู ปนอสระ สืบพันธุเ พิมจํานวนโดยการจําลองตัวเอง และ ิ   ิ ่ ตองอาศยสารเคมจากโฮสต ไวรัสทีเ่ ปนปรสิตอยูในแบคทีเรียเรียกวา Bacteriophage  ั ี  ตวอยางโรคทเี่ กดจากไวรส ั  ิ ั โรคใบดางของยาสบและถวลสง โรคใบหงกของพรก โรคแคระแกร็นในตนขาว โรคไวรัสในกุงกุลาดําเกิดจาก  ู ่ั ิ ิ ิ  ไวรัส MBV (Monodom Baculo Virus) ไขหวด ไขหวัดใหญ โปลิโอ ตับอักเสบ โรคพิษสุนัขบา งสวด ไขเลือดออก  ั ู ั หัด ฝดาษหรอไขทรพษ โปลิโอ หัดเยอรมัน โรคเอดส เกิดจากไวรัส HIV (Human Immune Deficiency Virus) ื ิ เปนไวรสทมี RNA เปนสารพนธกรรม โรคปากและเทาเปอยในสัตว ไวรสททาใหเกิดโรคกับหนอนกระทูเ กิดจากไวรัส  ั ่ี  ั ุ  ั ่ี ํ Nuclear polyhediosis virus ไวรอยด (Viroid) ไมเปนเซลล จัดเปนอนุภาคเชนเดียวกับไวรัส มีสารพันธุกรรมเฉพาะ RNA เทานั้น ไมมปลอกโปรตนหม ไมมี ี ี ุ เอนไซมสาหรบเมแทบอลซม เปนปรสตในพช ไมสามารถเพิมจํานวนได เมืออยูนอกเซลล ํ ั ิึ  ิ ื ่ ่ 
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาแผนภาพแสดงการจดหมวดหมพชแบบไดโคโตมสคย เปนดังนี้  ั ู ื ั ี อาณาจักรพืช ก ข มีดอก ค ง จ พืชในกลุม ง และ จ แตกตางกันอยางไร  1) มีเมล็ดและไมมเี มล็ด 2) มีทอลําเลียงและไมมทอลําเลียง  ี 3) ระบบรากแกวและระบบรากฝอย 4) เสนใบขนานและเสนใบรางแห 2. ไดโคโตมัสคีย 1. ก. มีเนือเยือลําเลียง...................................................................................................................ดูขอ 2 ้ ่ ข. ไมมเี นือเยือลําเลียง......................................................................................................................A ้ ่ 2. ก. มีเมล็ด.................................................................................................................................ดูขอ 3 ข. ไมมีเมล็ด.....................................................................................................................................B 3. ก. มีดอก.....................................................................................................................................ขอ 4 ข. ไมมีดอก......................................................................................................................................C 4. ก. มัดทอลําเลยงเรยงเปนแถวเดยวขนานกบเอพเิ ดอรมส....................................................................D ี ี  ี ั ิ ข. มัดทอลําเลียงเรียงเปนหลายแถวขนานกับเอพิเดอรมส....................................................................E ิ พืชคูใดคลายคลึงกันมากทีสด และพชคใดแตกตางกนมากทสด ตามลําดับ  ุ่ ื ู  ั ่ี ุ 1) A กับ B, C กับ D 2) B กับ C, A กับ C 3) B กับ C, C กับ D 4) D กับ E, A กับ D 3. ในการจดหมวดหมระดบไฟลม สัตวในขอใดมีความหลากหลายมากทีสด ั ู ั ั ุ่ 1) ฟองนํา ซีแอนนีโมนี แมงกะพรุน ยุง พยาธิตวตืด แมงมุม ้ ั 2) กุง กลปงหา ปะการัง แมงดา ไสเดือน เมนทะเล  ั  3) ตะขาบ ปลิงทะเล พยาธใบไม ฟองนํา แมงมุม พยาธแสมา ิ ้ ิ  4) ฟองนํา กลปงหา พลานาเรย ไสเดือน ปู อีแปะทะเล ้ ั  ี
  • BOBBYtutor Biology Note 4. สัตวชนิดหนึงลําตัวกลมยาวเปนปลอง แตละปลองมรยางค (ไมเปนปลอง) หลายเสน ทางเดินอาหารสมบูรณ ่   ี  การแบงสวนของรางกายไมชดเจน สตวชนดนนาจะมลกษณะภายในตามขอใด ั ั  ิ ้ี  ี ั  ก. ระบบเลอดแบบปด ื  ข. ระบบเลือดแบบเปด ค. มทอมลพเิ กยนสําหรบขบถาย ี ั ี ั ั  ง. เสนประสาทอยูดานทอง  1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 5. สงมชวตในขอใดท่ไมไดจดอยูในไฟลัมเดียวกันทังหมด ่ิ ี ี ิ  ี ั  ้ ก. แมเพรียง ทากดูดเลือด ไสเดือนฝอย ข. แมงกะพรุน ปะการัง กลปงหา ั  ค. ปลาหมกยกษ ลิ่นทะเล หอยมือเสือ ึ ั ง. พลานาเรย ปลง พยาธิใบไมตบ ี ิ ั 1) ก. และ ค. 2) ข. และ ค. 3) ข. และ ง. 4) ก. และ ง. 6. สัตวทะเลชนิดหนึงมีหนวดเปนจํานวนมากรอบๆ ปาก ลําตัวไมเปนปลองและมีตา 1 คู สัตวนจดอยูในไฟลัมใด ่ ้ี ั  1) Coelenterata 2) Mollusca 3) Arthropoda 4) Annelida 7. ลักษณะใดไมพบในหอย 1) ทางเดินอาหารแบบสมบูรณ 2) กลามเนื้อเทาเจริญดี 3) ระบบหมนเวยนเลอดแบบปด ุ ี ื  4) หายใจดวยเหงือก 8. สิงมีชวตในไฟลัมใดสามารถดํารงชีวตไดทงบนบก ในนํ้าจืด และในน้าทะเล ่ ีิ ิ ้ั ํ ก. อารโทรโพดา ข. มอลลสกา ั ค. แอนเนลิดา 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ก., ข. และ ค. 9. สมาชกของสตวในไฟลมใดทสามารถดํารงชวตอยไดทงในนาจืด บนบก และในทะเล สมาชิกของสัตวในไฟลัมใด ิ ั  ั ่ี ี ิ ู  ้ั ้ํ อยูในทะเลเทานัน  ้ อยบนบก-นําจืด-ทะเล ู ้ อยูในทะเล  1) Chordata Platyhelminthes Nematoda Coelenterata Porifera 2) Chordata Annelida Mollusca Arthropoda Echinodermata 3) Arthropoda Mollusca Nematoda Coelenterata Porifera 4) Chordata Mollusca Arthropoda Porifera Echinodermata 10. ลักษณะในขอใดทีทาใหสตวคลาสครสเตเซีย (Crustacea) แตกตางจากสัตวอนในไฟลัมอารโทรโพดา (Arthropoda) ่ํ ั  ั ่ื 1) มีขาเดิน 5 คู 2) มีหนวด 2 คู 3) มสวนหวกบสวนอกเชอมรวมกน ี ั ั  ่ื ั 4) มีเหงือกสําหรับหายใจ 11. ลกษณะในขอใดเปนลกษณะเฉพาะของสตวใน Class Mammalia ั   ั ั  ก. ตอมนํ้านม ข. ตอมเหงือ ่ ค. ขนเปนเสน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค.
  • BOBBYtutor Biology Note 12. ขอใดไมใชลกษณะของสัตวในไฟลัมคอรดาตา ั ก. มชองเหงอกในระยะเอมบรโอหรอตลอดชวต ี ื ็ ิ ื ีิ ข. เสนประสาทอยูทางดานลางของลําตัว  ค. มีโนโตคอรดในระยะเอ็มบริโอหรือตลอดชีวิต ง. ระบบหมนเวยนเลอดแบบวงจรปด ุ ี ื  1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง. 13. ขอใดเปนลกษณะรวมทพบในจระเข ไก และแมว  ั  ่ี ก. ถงนา รํ่า ุ ค ้ํ ข. กะบงลม ั ค. ตอมเหงือ ่ 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ข. และ ค. 14. สตวพวกใดทมโนโตคอรดตลอดชวต ั  ่ี ี  ีิ 1) ปลาปากกลม และแอมฟออกซัส 2) เพรียงหัวหอม และปลากระเบน 3) ปลาฉลาม ปลาปากกลม และแอมฟออกซัส 4) เพรียงหัวหอม ปลาฉลาม และปลากระเบน 15. ขอใดเปนลักษณะของเฟน ก. ใบออนมวนงอ   ข. สปอโรไฟตมอายุยนนานกวาแกมีโทไฟต ี ื ค. ตนแกมีโทไฟตสรางสปอรโดยอาศัยการแบงแบบไมโอซิส 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 16. ขอใดเรยงลําดับพืชตามสายวิวฒนาการจากตําไปสง ี ั ่ ู 1) มอส ชองนางคล่ี ผักกูด แปะกวย เกกฮวย   2) ลิเวอรเวิรต ตนตกแก ปรง ผักแวน สนญีปน ี ุ ่ ุ 3) มอส หวายทะนอย สนทะเล แปะกวย หญาไมกวาด  4) ลิเวอรเวิรต เฟนกานดํา สนทะเล สนสามใบ หญาแพรก  17. ขอใดเปนลกษณะของพชในดวชนไบรโอไฟตา   ั ื ิิั 1) ไมมีราก ลําตน ใบทแทจรง ไมมระบบทอลําเลียง แกมโตไฟตอาศยอยบนสปอโรไฟต ่ี  ิ  ี  ี  ั ู 2) ไมมีราก ลําตน ใบทแทจรง มวงชวตแบบสลบ สปอโรไฟตอาศยอยบนแกมโตไฟต ่ี  ิ ี ี ิ ั  ั ู ี 3) มีราก ลําตน ใบทแทจรง ไมมระบบทอลําเลียง มีชวงแกมีโตไฟตเดน ่ี  ิ ี  4) ไมมระบบทอลําเลียง มวงชวตแบบสลบ แกมโตไฟตและสปอโรไฟตเ ปนอสระตอกน ี  ี ีิ ั ี   ิ  ั
  • BOBBYtutor Biology Note 18. จงเรียงลําดับทิศทางวิวฒนาการจากพืชชันตํ่าไปสูพชชันสูง ั ้  ื ้ A เฟนกานดํา B สนสามใบ C ขาวตอกฤๅษี  D พูระหง  E กลวยไม  F ชองนางคล่ี G หญาถอดปลอง H หวายทะนอย 1) A F G H B D C B 2) F G C A E B H D 3) A C F H G E D B 4) C H F G A B D E 19. ขอใดเปนเกณฑในการพิจารณาวาสนสามใบ (A) มีววฒนาการสูงกวาเฟน (B) ิั 1) A มีเมล็ด B ไมมีเมล็ด 2) A มีเนื้อไม B ไมมีเนื้อไม 3) A มีสโตรบิลส B ไมมสโตรบิลส ั ี ั 4) A มีเนือเยือลําเลียง B ไมมเี นือเยือลําเลียง ้ ่ ้ ่ 20. กลมพชในขอใดทใชไรซอยด (Rhizoid) ทําหนาทียดดินหรือดูดนํ้า ุ ื  ่ี  ่ึ 1) แหนแดง แหนเปด จอกหหนู ู 2) ขาวตอกฤๅษี หวายทะนอย ลิเวอรเวิรต  3) ชองนางคล่ี หางกระรอก ตนตกแก ี ุ 4) หญาถอดปลอง ผักแวน ผักกูดนํ้า 21. พืชกลุมใดทีจดอยูในพวกไมดอก  ่ั  1) สรอยสกรม สนทะเล หนาวัว บอน  ุ 2) สาหรายหางกระรอก ตะไคร พลู ขา 3) เผือก วานนางกวก ชองนางคล่ี หญาถอดปลอง 4) หญาขน สาหรายขาวเหนียว ผักกูด จอก  ั 22. กลมพชในขอใดจดอยในดวชนแอนโทไฟตา ุ ื  ั ู ิ ิ ั ก. สนปฏิพทธ ั ข. หญาถอดปลอง ค. ผักแวน ง. แหนเปด 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 23. ขอความเกยวกบสาหรายขอใดไมถกตอง  ่ี ั   ู  1) ลามินาเรียและพาไดนา ใชทาปยโพแทสเซยมไดดี ํ ุ ี  2) พอรไพรา เปนสาหรายสีแดงทีใชเปนอาหาร ่ 3) ฟวกัส เปนสาหรายสน้ําตาลทีใหไอโอดีนสูงและใชเปนอาหาร   ี ่ 4) กราซลาเรย นํามาใชสกัดวุน ิ ี  24. สาหรายในดิวชันใดทีสามารถนําไปทําปุยโพแทสเซียมได ่  ก. Chrysophyta ข. Phaeophyta ค. Rhodophyta ง. Chlorophyta 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ค. 4) ข. และ ง. 25. สงมชวตพวกใดไมมคลอโรพลาสต ่ิ ี ี ิ ี ก. ยกลนาู ี ข. ไดอะตอม ค. คาโลทริกซ ง. นอสตอก 1) ก. และ ค. 2) ค. และ ง. 3) ก., ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง.
  • BOBBYtutor Biology Note 26. สิงมีชวตชนิดหนึงประกอบดวยเซลลกลมเชือมตอเปนสายยาว มีคลอโรฟลล แตไมมนวเคลียส ออรแกเนลลใด ่ ีิ ่ ่ ีิ   นาจะไมพบในสิงมีชวตนี้่ ีิ ก. ไรโบโซม ข. เอนโดพลาสมิกเรติคลม ูั ค. ไซโตสเกลเลตอน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 27. โครงสรางหรือสารในขอใดทีพบใน Bacillus, Nostoc และ Streptomyces ่ ก. ไมโครทบล ูู ข. ไรโบโซม ค. เอนโดพลาสมิกเรติคลม ูั ง. RNA 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ง. 4) ข. และ ง. 28. สิงมีชวตชนิดใดที่ไมมเี ยือหุมนิวเคลียส ่ ีิ ่  ก. Streptomyces ข. Oscillatoria ค. Saccharomyces ง. Spirogyra 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ก., ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง. 29. ในเดือนมิถนายน พ.ศ. 2543 มีขาวการระบาดของโรคแอนแทรกซ (Anthrax) ในแพะเกิดขึนในบางจังหวัด ุ  ้ ซงสามารถตดตอถงคนได โรคดังกลาวเกิดจากสิงมีชวตในกลุมใด ่ึ ิ  ึ ่ ีิ  1) Bacillus 2) Pseudomonas 3) Plasmodium 4) Streptococcus 30. เชื้อ HIV ทีทําใหเกิดโรคเอดสมโครงสรางในขอใดทีแตกตางจากเชืออะมีบาทีทาใหเกิดโรคบิด ่ ี ่ ้ ่ํ ก. ไมมเี ยือหุม (Lipid membrane) ่  ข. ไมมไรโบโซม ี ค. มีสารพันธุกรรมชนิด RNA 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 4) 6. 2) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 2) 11. 4) 12. 4) 13. 1) 14. 1) 15. 1) 16. 1) 17. 2) 18. 4) 19. 1) 20. 2) 21. 2) 22. 4) 23. 3) 24. 2) 25. 2) 26. 2) 27. 4) 28. 1) 29. 1) 30. 2)
  • BOBBYtutor Biology Note หนวยของสิงมีชวต ่ ี ิ กลองจลทรรศน การพฒนากลองจลทรรศน และการคนพบหนวย  ุ ั  ุ   ของสงมชวต ่ิ ี ี ิ กลองจลทรรศนเ ปนเครองมอทใชศกษาสงมชวตขนาดเลกทมองดวยตาเปลาไมเ หน รวมทังโครงสรางภายใน  ุ  ่ื ื ่ี  ึ ่ิ ี ี ิ ็ ่ี   ็ ้ และการทํางานของโครงสรางตางๆ ของเซลล จลทรรศนชนดใชแสง (Light microscope) เปนกลองจลทรรศนทนยมใชศกษาโครงสรางของเซลลมากทสด ุ  ิ    ุ  ่ี ิ  ึ   ่ี ุ มีกําลงขยายประมาณ 2,000 เทา มสวนประกอบทสําคัญคือ ั  ี ่ี ก. สวนทีเปนตัวกลอง ประกอบดวย ลํากลอง (Body tube) ทีหนีบสไลด (Stage clip) แทนวางวัตถุ (Stage) ่  ่ แขน (Arm) ฐาน (Base) ข. สวนททําหนาทีรบแสง ประกอบดวย กระจกเงา (Mirror) ปจจบนใชหลอดไฟเปนแหลงกําเนิดแสงใหสอง  ่ี ่ั   ุั     ผานไปยงวตถโดยไมตองใชกระจกเงา เลนสรวมแสง (Condenser) ไดอะแฟรม (Diaphragm)  ั ั ุ   ค. สวนททําหนาที่ปรับภาพ ประกอบดวย ปุมปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment หรือ Coarse focus  ่ี   knob) ปุมปรับภาพละเอียด (Fine adjustment หรือ Fine focus knob)  ง. สวนททําหนาที่ขยาย ประกอบดวย เลนสใกลวตถุ (Objective lens) จะมตวเลขระบไว เชน 4x  ่ี  ั ีั ุ (กําลังขยาย 4 เทา) 10x (กําลังขยาย 10 เทา) 40x (กําลังขยาย 40 เทา) 100x (กําลังขยาย 100 เทา) เปนตน ภาพทเ่ี กด     ิ จากเลนสใกลวตถเุ ปนภาพจรงหวกลบ (Primary real image) เลนสใกลวตถุนมความสําคัญมากเพราะทําใหสามารถ  ั  ิ ั ั ั ้ี ี  มองเหนรายละเอยดตางๆ ของวัตถุทนํามาศกษา เลนสใกลตา (Eye piece) เปนเลนสทอยูสวนบนสุดของลํากลอง ็ ี  ่ี ึ   ่ี   โดยทวไปจะมกําลังขยาย 10x (กําลังขยาย 10 เทา) หรือ 15x (กําลังขยาย 15 เทา) ทําหนาทีขยายภาพทีไดจาก ่ั ี   ่ ่ เลนสใกลวตถุใหมขนาดใหญขน และทําใหเกิดภาพสุดทายเปนภาพเสมือนหัวกลับทีมองเห็นไดดวยนัยนตาของผูศกษา ั ี ้ึ ่  ึ (Secondary virtual image) กลองจลทรรศนแบบใชแสง  ุ   กลองจุลทรรศนแบบธรรมดา หรือชนิดใชแสงมีขดความสามารถจํากัดในการมองเห็นวัตถุ กลาวคือกลอง- ี จลทรรศนแบบธรรมดาทนบวาดทสด สามารถชวยใหมองเห็นวัตถุทมขนาดเล็กสุดไดเพียง 0.2 ไมโครเมตร แตเซลลยง ุ  ่ี ั  ี ่ี ุ ่ี ี ั มีโครงสรางอีกหลายอยางทีมขนาดเล็กกวา 0.2 ไมโครเมตร จึงตองใชกลองจุลทรรศนทมประสิทธิภาพสูง คือ กลอง- ่ี ่ี ี  จุลทรรศนอเล็กตรอน (Electron Microscope หรือ E.M.) ิ กลองจุลทรรศนอเิ ล็กตรอนทีสามารถใชดวตถุขนาดเล็กทีสดประมาณ 0.0005 ไมโครเมตร ซงเลกกวาทมองเหน ่ ูั ุ่ ่ึ ็  ่ี ็ ดวยกลองจุลทรรศนธรรมดาถึง 400 เทา ใชลําแสงอเิ ลกตรอน (Electron Beam) ทมความยาวคลนเพยง 0.05 A°  ็ ่ี ี ่ื ี (1 A° = 10 -4 ไมโครเมตร) เลนสทใชเปนเลนสแมเหล็ก (Megnetic Lens) แทนเลนสแกวในกลองจุลทรรศนแบบ ่ี ธรรมดาสามารถมองวตถทมขนาดตงแต 0.0005 ไมโครเมตร หรือ 0.5 นาโนเมตรขึ้นไป ั ุ ่ี ี ้ั ภาพทีเ่ กิดจากเลนสใกลวตถุ จะเปนวตถเุ สมอนใหกบเลนสใกลตา ซึงเลนสใกลตาจะขยายภาพอีกครังหนึง ั  ั ื ั   ่ ้ ่ ภาพทีไดจะปรากฏบนจอทีฉาบดวยสารสะทอนแสง เหมือนกับจอโทรทัศนและสามารถบันทึกภาพไวไดโดยใชกลองถายรูป ่ ่ ทีตดอยูดานลาง ่ิ 
  • BOBBYtutor Biology Note กลองจุลทรรศนอเล็กตรอน มีอยู 2 แบบ คือ ิ 1. กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอนแบบสองผาน (Transmission Electron Microscope หรอเรยกยอๆ วา TEM) ื ี  ใชศกษาตัวอยางทัวไปทีมลกษณะบางๆ ึ ่ ่ีั 2. กลองจลทรรศนอเลกตรอนแบบสองกราด (Scanning Electron Microscope หรอเรยกยอๆ วา SEM)  ุ ิ ็  ื ี  ใชศกษาผิวนอกของตัวอยาง โดยลําแสงอเิ ลกตรอนจะสองกราดไปบนผวของวตถุ ทําใหไดภาพแบบ 3 มติ มีกําลังขยาย ึ ็  ิ ั   ิ จากตําสุด (10x) จนถึงสูงสุด (20,000x) ่ ตารางเปรยบกลองจลทรรศนแบบใชแสงกบกลองจลทรรศนแบบอเลกตรอน ี  ุ   ั  ุ  ิ ็ กลองจุลทรรศนแบบใชแสง กลองจุลทรรศนแบบอิเล็กตรอน 1. วตถทนํามาศึกษาอาจมีหรือไมมชวต ั ุ ่ี ีีิ 1. วตถทนํามาศึกษาตองเปนวัตถุทไมมชวตและตองแหง ั ุ ่ี ่ี ี ี ิ ปราศจากนํา ้ 2. ใชแสง 2. ใชลําอิเล็กตรอน 3. แหลงกําเนนแสง ไดแก ดวงอาทิตย หลอดไฟ ิ 3. แหลงกําเนิดอิเล็กตรอน คือ ปนอเิ ลกตรอน  ็ 4. เกิดภาพในลํากลอง 4. เกดภาพบนจอเรองแสงหรอหลอดภาพของเครองรบ ิ ื ื ่ื ั โทรทัศน 5. ใชเ ลนสนนรวมแสงใหตกลงบนวตถุ ู  ั 5. ใชสนามแมเหล็กไฟฟารวมลําอเิ ลกตรอนใหตกลงบนวตถุ ็  ั 6. กําลังขยายสูงสุดประมาณ 1,000 เทา  6. กําลังขยายสูงสุดประมาณ 500,000 เทา  ตารางเปรยบเทยบกลองจลทรรศนอเลกตรอนแบบสองผาน (TEM) กบแบบสองกราด (SEM) ี ี  ุ ิ ็   ั  กลองจลทรรศนอเลกตรอนแบบสองผาน (TEM)  ุ ิ ็   กลองจลทรรศนอเลกตรอนแบบสองกราด (SEM)  ุ ิ ็  1. ตัวอยางทีดตองตัดใหบางประมาณ 60-90 นาโนเมตร 1. ตวอยางขนาดใหญไมตองตด เพราะศึกษาเฉพาะ ู่ ั    ั ผวของตวอยาง ิ ั  2. ภาพปรากฏบนฉาก (Fluorescent screen) 2. ภาพปรากฏบนจอโทรทัศน (Cathode ray tube) 3. ปรับภาพใหคมชัดโดยเพิมหรือลดปริมาณกระแสไฟฟา 3. ปรับภาพใหคมชัดโดยเพิมหรือลดปริมาณกระแส- ่ ่ ทีควบคุมสนามแมเหล็กจนไดภาพชัดบนจอ ่ ไฟฟาทควบคมสนามแมเ หลกจนไดภาพชดบน  ่ี ุ ็  ั จอโทรทัศน 4. บนทกภาพโดยใชฟลมถายรปชนดทไวตอลําอิเล็กตรอน 4. บันทึกภาพโดยใชฟลมถายรูปชนิดธรรมดา ั ึ     ู ิ ่ี  
  • BOBBYtutor Biology Note เซลลในสงมชวต  ่ิ ี ี ิ เซลล คือ หนวยโครงสรางทเ่ี ลกทสดของสงมชวต ซงจะทําหนาทีเ่ ปนทังหนวยโครงสรางและหนาทีของการ   ็ ่ี ุ ่ิ ี ี ิ ่ ึ ้ ่ ประสานงานและการเจรญเตบโตของสงมชวต ิ ิ ่ิ ี ี ิ นักชีววิทยาแบงเซลลออกเปน 2 ชนิด คือ 1. เซลลโพรคาริโอต (Procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเี ยือหุมนิวเคลียส ไมมีนิวคลีโอลัส โครโมโซมมี ่ี ่  เสนเดียวรูปวงแหวนปลายปด ออรแกเนลลมเี พียงชนิดเดียวคือไรโบโซมซึงมีขนาดเล็กมาก ผนงเซลลเ ปนสารประกอบ ่ ั  พวก Peptidoglycans ยกเวนไมโคพลาสมา ไมมผนงเซลล เยอหมเซลลของแบคทเี รยบางบรเิ วณขดมวนเปนวงยน ี ั ่ื ุ  ี   ่ื เขาไปในไซโทพลาสซมของเซลลเ รยกวา มีโซโซม (Mesosome) ทําหนาทีเ่ ปนศูนยกลางการหายใจของเซลลเหมือนกับ  ึ ี  ไมโทคอนเดรียในเซลลยคาริโอต ตัวอยางเซลลโพรคาริโอต ไดแก เซลลของแบคทเี รย ริคเก็ตเซีย ไมโครพลาสมา และ ู  ี สาหรายสีน้ําเงินแกมเขียว (Cyanobacteria) 2. เซลลยูคาริโอต (Eukaryotic cell) เปนเซลลทมเี ยือหุมนิวเคลียส มีนิวคลีโอลัสโครโมโซมมีมากกวา 1 เสน ่ี ่  ปลายเปด และมีออรแกเนลลตางๆ หลายชนด ตวอยางเซลลยคารโอต ไดแก เซลลของสิ่งมีชีวิต ในอาณาจักรโพรติสตา  ิ ั  ู ิ อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว โครงสรางของเซลลยูคาริโอต แบงออกเปน 3 สวนใหญๆ คือ 1. สวนทหอหมเซลล ไดแก  ่ี  ุ 1.1 ผนังเซลล (Cell wall) เปนโครงสรางทีไมมชวต ทําหนาทรกษารปทรงของเซลลและปองกนโครงสราง ่ ีีิ  ่ี ั ู   ั  ภายในเซลล (ผนงเซลลของพชและสาหราย-Cellulose, เห็ดรา-Chitin, แบคทเี รยและสาหรายสเี ขยวแกมนาเงิน- ั  ื  ี  ี ้ํ Peptidiglycans) ผนังเซลลของพชเกดจากกอลจคอมเพลกซ สรางถุงทีบรรจุสารเพกติน พอลแซคคาไรด แลวมาเรยงตว ื ิ ิ ่ ิ  ี ั บริเวณกึแนวงกลางเซลลเรียกวาเซลลเพลท (Cell plate) ถุงเหลานีจะเชือมรวมกันเปนถุงเดียวขยายไปทังสองขางของเซลล ่ ้ ่ ้ 1.2 สารเคลอบเซลล (Cell coat หรือ Glycocalyx) สารเคลอบเซลลในเซลลสตวประกอบดวย ื ื  ั   คารโบไฮเดรต และโปรตีน เรียกวา ไกลโคโปรตน (Glycoprotein) เชน ไคทิน (Chitin) ในเปลือกกุง กระดองปู หรือ ี  โครงรางภายนอกของแมลงปกแข็งชนิดตางๆ สวนสารเคลือบเซลลในพืช จะแทรกปะปนอยูกบเซลลูโลส เชน ลกนน ั ิ ิ (Lignin) เพกทิน (Pectin) ซูเบอริน (Suberin) คิวทิน (Cutin) เปนตน 1.3 เยือหุมเซลล (Cell membrane หรือ Plasma membrane หรือ Plasma lemma) ประกอบดวย ่   ไขมันพวกฟอสโฟลิพด 2 ชั้น (Lipid bilayer) และโปรตีนลักษณะเปนกอน อาจมีคารโบไฮเดรตอยูบางในรูปของไกลโค- ิ  โปรตีน 2. ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) คือ ของเหลวทีอยูรอบๆ นิวเคลียส มสารตางๆ เปนองคประกอบอยูหลายชนิด ่  ี   เชน นํ้า โปรตีน ไขมัน คารโบไฮเดรต เกลือแร และมออรแกเนลล (Organelles) ทีมโครงสรางและหนาที่ ดังนี้ ี  ่ี 2.1 รางแหเอนโดพลาสซึม (Endoplasmic Reticulum หรือ E.R.) เยื่อหุมชั้นเดียว แบบผิวขรุขระ (Rough ER) มีไรโบโซม (Ribosome) มาเกาะอยูทําหนาทีสงเคราะหโปรตีนแลวสงไปนอกเซลล แบบผิวเรียบ (Smooth  ่ั ER) ไมมีโรโบโซมมาเกาะ พบมากในเซลลตบ ตอมหมวกไต เลยดกเซลลในอณฑะ เซลลรงไข มหนาทกําจัดสารพิษ ั ิ  ั ั ี  ่ี สรางสเตอรอยดฮอรโมนหลายชนด และโคเลสเทอรอล    ิ
  • BOBBYtutor Biology Note 2.2 กอลจิคอมเพลกซ (Golgi complex) มีเยื่อหมชนเดยว ลกษณะเปนถงเยอบางๆ เรียงซอนกัน แตละชัน  ุ ั้ ี ั  ุ ่ื ้ ของถุง เรียกวา Dictyosome มีหนาทีสงเคราะหไกลโคโปรตีน เพือลําเลียงออกนอกเซลล สังเคราะหไลโซโซม สราง ่ั ่ สารเมอกทหมวกรากของพชและทเ่ี ยอบผนงลําไสและกระเพาะอาหารของสัตว สราง Acrosome ทีสวนหัวของตัวอสุจิ ื ่ี ื ่ื ุ ั ่ ของสัตวเลียงลูกดวยนํ้านม ้ 2.3 ไรโบโซม (Ribosome) เปนออรแกเนลลทมขนาดเลกทสด ประกอบดวย rRNA และโปรตีน ไมมี    ่ี ี ็ ่ี ุ  เยือหุม พบในเซลลทกชนด ยกเวนไวรัสและเซลลเม็ดเลือดแดงของสัตวเลียงลูกดวยนํานม ไรโบโซมทกระจายอยใน ่  ุ ิ ้ ้ ่ี ู เซลลมหนาทสงเคราะหโปรตนใชภายในเซลล สวนพวกทีเ่ กาะอยูกบ ER ทําหนาทีสงเคราะหโปรตีนแลวสงไปนอกเซลล  ี  ่ี ั  ี  ั ่ั 2.4 ไลโซโซม (Lysosome) มีเยื่อหุมชั้นเดียว พบเฉพาะในเซลลสตว มหนาทยอยอาหารหรอสงแปลก ั ี  ่ี  ื ่ิ ปลอมภายในเซลล ยอยตัวเอง (Autolysis) ของเซลลหางลูกออด และเยือ Corpusluteum ่ 2.5 เซนทริโอล (Centriole) พบเฉพาะในเซลลสตว ไมมเี ยือหุม ประกอบดวยไมโครทบลทมโครงสราง ั ่   ู ู ่ี ี  แบบ 9 + 0 มีหนาทีสราง Spindle fiber ทําหนาทีควบคุมการเคลือนไหวของโครโมโซมขณะแบงเซลล และทําหนาท่ี ่ ่ ่  เปน Basal body ควบคุมการเคลือนไหวของซิเลียและแฟลกเจลลัม  ่ 2.6 โครงรางของเซลล (Cytoskeleton) ประกอบดวยโครงสราง 3 ชนิด คือ ไมโครทบล (Microtubule)   ูู ไมโครฟลาเมนต (Micro filament) และอนเตอรมเี ดยท ฟลาเมนต (Intermediate filament) ไมมเี ยือหุม เปนองค- ิ  ี  ่    ประกอบของเซนทริโอล ซิเลีย และแฟลกเจลลม เกียวของกับการแบงเซลลและการเคลือไหวของไซโทพลาสซึม สําหรับ ั ่ ่ อินเตอรมีเดียท ฟลาเมนต ยังเปนองคประกอบสําคญททําใหใยประสาทคงรูปรางอยูได  ั ่ี  2.7 ไมโทคอนเดรย (Mitochondria) มีเยือหุม 2 ชั้น เยือชันในบางสวนยืนเขาไปขางในเรียก ครสตี ี ่  ่ ้ ่ ิ (Cristae) มีเอนไซมทเ่ี กียวของกับการถายทอดอิเล็กตรอนของการหายใจแบบใชออกซิเจน มีหนาทีเ่ ปนแหลงผลิตและ ่ ใชพลังงานของเซลลและเปนแหลงทีมการหายใจระดับเซลล ไมโทคอนเดรียมีไรโบโซม DNA RNA สามารถจําลอง ่ี ตัวเองเพือเพิมจํานวน และสงเคราะหโปรตนได ่ ่ ั  ี 2.8 พลาสตด (Plastid) มีเยือหุม 2 ชั้น มีไรโบโซม DNA RNA สามารถจําลองตัวเองเพือเพิมจํานวน ิ ่  ่ ่ และสงเคราะหโปรตนได พบในพืชและสาหรายทุกชนิดยกเวนสาหรายสีน้ําเงินแกมเขียว พลาสตด มี 3 ชนิด คือ ั  ี ิ Leucoplast มหนาทเ่ี กบสะสมแปง โปรตีน นํ้ามัน Chromoplast มีหนาทีเ่ ก็บสะสมรงควัตถุพวกแคโรทีนอยด ทําให ี  ็  สวนของพืชมีสเี หลือง สม แดง Chloroplast มีหนาทีสงเคราะหดวยแสง ่ั  2.9 แวคิวโอล (Vacuole) มเี ยอบางๆ หุม 1 ชั้น เรียกวา โทโนพลาสต (Tonoplast) แวคิวโอลมี 3 ชนิด ่ื  คือ ฟดแวควโอล (Food vacuole) เปนแวคิวโอลทีมอาหารอยูภายใน คอนแทร็กไทลแวคิวโอล (Contractile ู ิ ่ี  vacuole) เปนแวคิวโอลทเี่ กยวของกบการขบถายของเหลวทไมตองการออกนอกรางกาย แซปแวควโอล (Sap vacuole) ี่  ั ั  ี่   ิ เปนแวควโอลของเซลลพชมรงควตถพวก Anthocyanin และ Calcium oxalate สะสมอยู  ิ  ื ี ั ุ 2.10 เพอรอกซิโซม (Peroxisome หรือ Microbodies) มีเยือหุมชันเดียว มกาเนดมาจากกอลจคอมเพลกซ ่  ้ ีํ ิ ิ พบทังในเซลลพชและเซลลสตว ภายในเพอรอกซิโซมมีเอนไซม Catalase หรอ Peroxidase ทําหนาทีสลาย H2O2 ให ้ ื ั ื ่ เปนออกซิเจนและนํ้า 2.11 ไกลออกซิโซม (Glyoxisome) มีเยื่อหุมชนเดยว พบในเซลลพชทีมไขมันมาก มีเอนไซมทใชในปฏิกรยา ั้ ี ื ่ี ่ี ิิ สงเคราะหไกลออกซาเลต (Glyoxalate) ั 
  • BOBBYtutor Biology Note 3. นิวเคลียส (Nucleus) นิวเคลียส แบงออกเปน 2 สวน คือ   3.1 เยือหุมนิวเคลียส (Nuclear membrane หรือ Nuclera envelop) เปนเยอหม 2 ชั้น แตไมเ ชอมตอ ่   ่ื ุ  ่ื  กันตลอดจึงเกิดเปนรู (Nuclear pore) 3.2 นิวคลีโอพลาสซึม (Nucleoplasm หรือ Nucleosome) เปนของเหลวทอยภายในนวเคลยส ประกอบดวย  ่ี  ู ิ ี โครงสรางสําคัญ 2 ชนิด คือ 3.2.1 โครมาทิน (Chromatin) เปนโมเลกลของ DNA ทมโปรตนหอหมโดยรอบ มีอยู 2 แบบ คือ  ุ ่ี ี ี  ุ Heterochromatin ไมสามารถลอกรหัสได อีกชนิดหนึงคือ Euchromatin สามารถลอกรหัสพันธุกรรมไปเปน RNA ได ่ 3.2.2 นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เปนอนุภาคหนาทึบทีไมมเี ยือหุม อยภายในนวเคลยสประกอบดวย ่ ่  ู ิ ี  rRNA และโปรตีน ทําหนาทีสรางไรโบโซม่ ขอควรทราบ เซลลชนดตางๆ ทีมออรแกเนลลมากเปนพิเศษ  ิ  ่ี 1. เซลลททําหนาทผลตโปรตนเพอนาออกไปใชนอกเซลล เชน เซลลสรางนํายอยมีออรแกเนลลพวกเอนโด- ่ ี  ่ี ิ ี ่ื ํ ้ พลาสมิกเรติคลมแบบผิวขรุขระและกอลจิบอดีมาก ูั 2. เซลลททําหนาทีกําจดสงแปลกปลอมประเภทแบคทเี รยและเชอโรคอนๆ เชน เซลลเม็ดเลือดขาว มีไลโซโซม ่ี ่ ั ่ิ ี ้ื ่ื มาก เพราะไลโซโซมมเี อนไซมชวยยอยสลายสงแปลกปลอมตางๆ ในเซลล   ่ิ  3. เซลลทกําจัดสารทีเ่ ปนพิษออกจากรางกาย เชน เซลลตบควรมีเอนโดพลาสมิกเรติคลมแบบผิวเรียบมาก  ่ี ั ูั เพราะในเซลลตบจะมีการสรางเอนไซมเพือเรงการสลายตัวของสารทีเ่ ปนพิษ เอนไซมนมมากในเอนโดพลาสมิกเรติคลม ั ่ ้ี ี ูั แบบผิวเรียบ 4. เซลลทตองใชพลังงานมาก เชน เซลลกลามเนอหวใจควรมไมโทคอนเดรยมาก เพราะเปนแหลงผลิตสาร ATP ่ี    ้ื ั ี ี ซงมพลงงานสง ่ึ ี ั ู การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล สวนประกอบของเซลลททาหนาทีควบคุมการลําเลยงสารเขาและออกจากเซลล คือ เยือหุมเซลล (Cell membrane) ่ี ํ ่ ี  ่  ซึงมีสมบัตเิ ปนเยือเลือกผาน (Differentially permeable membrane) ่ ่ การแพร (Diffusion) การแพรแบบธรรมดา (Simple diffusion) คือ การเคลือนทีของโมเลกุลหรือไอออนของสาร โดยอาศยพลังงาน-  ่ ่ ั จลนในตัวเองโดยไมตองผานเยือเลือกผานจนความหนาแนนของสารในทุกบริเวณเทากัน สภาวะเชนนี้เรียกวา สมดุล  ่ ของการแพร (Dynamic equilibrium) ซงอตราการแพรไปและกลบจะเทากน ่ึ ั  ั  ั การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated diffusion) เปนการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสารผานเยื่อเลือกผานจาก  ิิ บริเวณทมความเขมขนของสารสงไปยงบรเิ วณทมความเขมขนของสารตํ่า โดยอาศยโมเลกลของโปรตนทเ่ี ปนองคประกอบ ี่ ี   ู ั ี่ ี   ั ุ ี   ของเยอหมเซลลเ ปนตวพา (Carrier protein) ไมตองใชพลงงาน และอัตราการแพรของสารจะเร็วกวาการแพรแบบธรรมดา ่ื ุ  ั   ั พบทเ่ี ซลลเ ยอบผวลําไสเล็ก เซลลตบ เปนตน เชน การแพรของกลโคส กรดอะมิโน และคารบอนไดออกไซดในรปของ ่ื ุ ิ ั  ู   ู ไบคารบอเนต ออสโมซิส (Osmosis) คือ การแพรของของเหลว ในทางชววทยาจะหมายถงการแพรของโมเลกลของน้ําจากที่ ี ิ ึ  ุ ซึงมีโมเลกุลของนํ้ามากกวาผานเยอเลอกผานไปยงบรเิ วณทมโมเลกลของน้ํานอยกวา ่   ่ื ื  ั ่ี ี ุ
  • BOBBYtutor Biology Note สารละลายทอยนอกเซลล เมือเปรียบเทียบกับของเหลวทีอยูในเซลล แบงออกเปน 3 แบบ คือ ่ี ู ่ ่    1. Hypotonic solution หมายถึง สารละลายภายนอกเซลลมความเขมขนนอยกวาสารละลายภายในเซลล ี    ลักษณะเชนนีทําใหน้าภายนอกเซลลแพรโดยวิธออสโมซิสเขาสูเ ซลล ้ ํ ี 2. Hypertonic solution หมายถึง สารละลายภายนอกเซลลมความเขมขนมากกวาสารละลายภายในเซลล ี   ลักษณะเชนนีจะทําใหน้าภายในเซลลแพรโดยวิธออสโมซิสออกนอกเซลล ้ ํ ี 3. Isotonic solution หมายถึง ความเขมขนของสารละลายภายนอกเซลลเทากับความเขมขนของสารละลาย ภายในเซลล ลักษณะเชนนีการแพรของโมเลกุลของนํ้าเขาสูเ ซลลและออกจากเซลลมคาเทากัน ้ ี แรงดันเตง (Turgor pressure) และแรงดนออสโมตก (Osmotic pressure) ั ิ แรงดันเตงเปนแรงดันทีเ่ กิดจากโมเลกุลของตัวทําละลาย เมอแรงดนเตงมคาสงสดจะเทากบแรงดนออสโมตก ่ื ั  ี ู ุ  ั ั ิ โดยแรงดนออสโมตกจะสงหรอต่ําขึ้นอยูกับอนุภาค หรือจํานวนโมเลกุล หรือจํานวนไอออนของสารทีละลายอยูในสาร- ั ิ ู ื ่  ละลายนน ้ั สารละลายที่มีความเขมขนสูง จะมแรงดนออสโมตกสง (ตัวถูกละลายมีมาก) สวนสารละลายทีมความเขมขนตํ่า ี ั ิ ู ่ี (ตัวถูกละลายมีนอย) จะมแรงดนออสโมตกตา  ี ั ิ ่ํ นํ้ากลนจะมแรงดนออสโมตกต่าสุด เพราะไมมตวถูกละลาย จึงสรุปไดวาในกระบวนการออสโมซิส โมเลกุลของ ่ั ี ั ิ ํ ีั  นาจะแพรจากบรเิ วณทมแรงดนออสโมตกตาไปยังบริเวณทีมแรงดันออสโมติกสูง ถาสารละลายภายนอกเซลลมแรงดัน ํ้  ่ี ี ั ิ ่ํ ่ี ี ออสโมติกสูงกวาสารละลายภายในเซลล โมเลกลของนาภายในเซลลจะแพรออกนอกเซลล แรงดันเตงภายในเซลลจะคอยๆ ุ ํ้ ลดลงและเซลลจะสูญเสียนํ้าเซลลกจะเหียว เรียกสภาพเชนนีวา พลาสโมไลซิส (Plasmolysis) ถาสารละลายนอกเซลลมี ็ ่ ้ แรงดันออสโมติกตํากวาภายในเซลลจะทําใหน้าภายนอกเซลลแพรเขาสูเ ซลล ในกรณีเซลลพชจะไมเกิดอันตราย แตจะ ่ ํ ื ทําใหแรงดนเตงภายในเซลลสงมากเทากบแรงดนออสโมตก ทําใหเ กดสภาวะสมดลของการแพร แตถาเปนในเซลลสตว  ั  ู  ั ั ิ ิ ุ  ั จะทําใหเ ซลลแตกได  การลําเลยงแบบแอกทฟทรานสปอรต (Active transport) ี ี  เปนการเคลอนทของสารผานเยอหมเซลล โดยใชโปรตีนทีเ่ ปนองคประกอบของเยือหุมเซลลเปนตัวพา และใช  ่ื ่ี  ่ื ุ ่  พลงงานจาก ATP (Adenosine Triphosphate) ซึงสามารถทําใหอนุภาคของสารจากบริเวณทีมสารนอยแพรผานเยือ ั ่ ่ี  ่ ไปสูบริเวณทีสารอยูกนหนาแนนมากกวาได ตัวอยางการเคลือนทีของสารแบบแอกทีฟทรานสปอรต เชน การดูดแรธาตุ  ่ ั ่ ่ จากดินเขาสูรากพืช การลําเลียงนําตาลจากลาไสเล็กเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด การเกิดโซเดียมโพแทสเซียมปม (Sodium  ้ ํ   Potassium Pump) ทีเ่ ยือหุมเซลลประสาท เซลลกลามเนือ และทีเ่ ซลลของหนวยไต เปนตน ่  ้ การลําเลยงโดยการสรางถงจากเยอหมเซลล มี 2 แบบใหญๆ คือ ี  ุ ่ื ุ เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) เปนการลําเลียงสารทีมขนาดใหญออกจากเซลล เชน การหลังเอนไซมออกจาก ่ี ่ เซลลเ ยอบกระเพาะอาหาร การหลังฮอรโมนอินซูลนจากเซลลในตับออนเขาสูกระแสเลือด เปนตน ่ื ุ ่ ิ  เอนโดไซโทซิส (Exdocytosis) เปนกระบวนการลําเลียงสารทีมขนาดใหญเขาสูเ ซลลถาสารทีมโมเลกุลขนาดใหญ ่ี  ่ี ในรูปของเหลว เยอหมเซลลจะเวาเขาไปในไซโทพลาสซมทละนอย จนขอบดานบนมาชนกนกลายเปนถงเลกๆ หลุดเขาสู ่ื ุ    ึ ี   ั  ุ ็ ไซโทพลาสซึม การนําสารเขาสูเ ซลลโดยวิธน้ี เรียกวา พิโนไซโทซิส (Pinocytosis) เชน การนําไขมันเขาสูเ ซลลเยือบุ ี ่ ของลําไส การนําสารเขาสเู ซลลทหนวยไต เปนตน   ่ี 
  • BOBBYtutor Biology Note เซลลบางชนิด เชน เซลลเม็ดเลือดขาว เซลลอะมีบา สามารถนําสารโมเลกุลใหญทเ่ี ปนของแข็งเขาสูเ ซลลได โดย การยืนสวนของไซโทพลาสซึมออกไป เรียกวา ซโดโปเดียม (Pseudopodium) มาโอบลอมอนุภาคของสาร ซงอาจเปน ่ ู ่ึ  อาหารหรือเชื้อโรคก็ได ทําใหมลกษณะเปนถงหลดเขาสไซโทพลาสซม การนําสารเขาสูเ ซลลโดยวิธนเี้ รียกวา ฟาโกไซโทซิส ีั  ุ ุ  ู ึ ี (Phagocytosis) เชน การกนอาหารของอะมบา การกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว เปนตน สารโมเลกลใหญบางชนด ิ ี ุ  ิ ลาเลยงเขาสเู ซลลโดยอาศยตวรบ (Receptor mediated endocytosis) ทอยบนเยอหมเซลลทําหนาทีจบกับสารทีจะนํา ํ ี   ั ั ั ่ี ู ่ื ุ  ่ั ่ เขาสูเ ซลล เชน การนําสารจาพวก Lipoprotein เขาสูไขแดงของไขไก เปนตน ํ  จากกระบวนการเคลือนทีของสารผานเซลลขนอยูกบปจจัยสําคัญๆ พอสรปไดดงน้ี ่ ่ ้ึ  ั ุ ั 1. สารทีมขนาดเล็ก เชน นา กลโู คส โซเดียมคลอไรด สามารถผานเขาออกเซลลไดตลอดเวลา สวนสารโมเลกุล ่ี ํ้     ใหญ เชน แปง โปรตีน ไมสามารถผานเขาออกเซลลโดยกระบวนการแอกทฟทรานสปอรตหรอการแพรได      ี  ื  2. สารทีสามารถละลายในไขมันได เชน กลีเซอรอล แอลกอฮอล อีเทอร และคลอโรฟอรม จะสามารถผาน ่  เขาออกจากเซลลไดงาย เนืองจากเยือหุมเซลลประกอบดวยโมเลกุลของไขมันเรียงตัวเปน 2 ชั้น โดยมีโปรตีนแทรกอยู  ่ ่  3. สารทีสามารถแตกตัวเปนไอออนได จะผานเขาออกเซลลไดงายกวาสารทไมแตกตวเปนไอออน ่      ่ี  ั  อัตราการแพรจะมากหรือนอยขึนอยูกบปจจัยหลายๆ อยาง ไดแก ้ ั 1. ความเขมขนของสารที่แพร ถาสารทแพรมความเขมขนสงกจะเกดการแพรไดเ รว  ่ี  ี   ู ็ ิ  ็ 2. อณหภมิ การเพิมอุณหภูมเิ ปนการเพิมพลังงานจลนใหกบสาร จงมผลใหเ กดการแพรไดรวดเรวขน ุ ู ่ ่ ั ึ ี ิ   ็ ้ึ 3. ขนาดและนํ้าหนกของอนภาคทแพร ถาอนุภาคมีขนาดเล็กและเบา จะมีอตราการแพรไดดกวาอนุภาคทีมี ั ุ ่ี ั ี ่ ขนาดใหญและหนัก 4. ความหนาแนนของตวกลาง อัตราการแพรผานตัวกลางทีโปรงจะมีคาสูงกวาอัตราการแพรผานตัวกลางทีมี  ั  ่   ่ ความทึบ เชน แกส จะแพรผานในอากาศไดดกวาในน้า  ี  ํ 5. ความสามารถในการละลาย สารทีละลายไดดจะมีอตราการแพรสงกวาสารทีละลายไดนอย ่ ี ั ู ่ 
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ในขณะทีศกษาเซลลเยือหัวหอมดวยกลองจุลทรรนศ พบวาภายในจอภาพสวางแตภาพเซลลไมชด แมจะยอมดวย ่ึ ่     ั ไอโอดนและปรบปมปรบภาพแลวกตาม ปญหานีจะแกไขตามขอใด ี ั ุ ั  ็ ้ 1) หมุนกระจกใหรบแสงมากขึน ั ้ 2) ปรับใหชองไดอะเฟรมเล็กลง  3) เปลียนใชเลนสใกลวตถุกําลังขยายมากขึน ่ ั ้ 4) ปรับตําแหนงเลนสใกลวตถตรงกบเลนสรวมแสง   ั ุ ั  2. นํากระดาษกราฟติดบนแผนสไลดไปสองดวยกลองจุลทรรศนตามตาราง จานวนชองของกระดาษกราฟทีมองเห็น ํ ่ เปรียบเทียบเปนอยางไร กลอง กําลังขยายเลนสใกลตา กําลังขยายเลนสใกลวตถุ ั I 15 เทา  4 เทา  II 12 เทา  10 เทา  III 10 เทา  20 เทา  IV 4 เทา  40 เทา  1) I > II > III > IV 2) I > II > IV > III 3) IV > III > II > II 4) III > IV > II > I 3. เมื่อนําอักษร ไปทํา Wet mount และสองดูดวยกลองจุลทรรศนแบบเลนสประกอบ จะปรากฏภาพเปน   แบบใด 1) 2) 3) 4) 4. ถาใชกลองจุลทรรศนสองดูโพรโตซัวโดยใชเลนสตาทีมกําลังขยาย 10 เทา และเลนสวตถทมกําลังขยาย 40 เทา  ่ี   ั ุ ่ี ี  สามารถมองเห็นโพรโตซัวในสเกลเลนสตามีความยาว 2 มิลลิเมตร ขนาดจริงของโพรโตซัวคือขอใด 1) 0.5 ไมครอน 2) 5 ไมครอน 3) 50 ไมครอน 4) 0.5 มิลลิเมตร 5. ทบรเิ วณเซลลของหางลกออดของกบ และคางคก ขณะมี Metamorphosis จะพบออรแกเนลลชนดใดเพิ่มมากขึ้น ่ี  ู    ิ 1) Smooth endoplasmic reticulum 2) Lysosome 3) Mitochondria 4) Golgi complex 6. ออรแกเนลล (Organelle) ในขอใดทไมมเี ยือหุม  ่ี ่  1) Ribosome, Centriole, Nuceolus 2) Lysosome, Peroxisome, Nucleolus 3) Centriole, Peroxisome, Nucleolus 4) Microsome, Centriole, Ribosome 7. ออรแกเนลลคใดทีมความสัมพันธกนมากทีสด ู ่ ี ั ุ่ 1) เอนโดพลาสมิกเรติคลม และกอลจิบอดี ูั 2) กอลจบอดี และไมโทคอนเดรีย ิ 3) ไมโทคอนเดรีย และไลโซโซม 4) ไลโซโซม และเอนโดพลาสมิกเรติคลัม
  • BOBBYtutor Biology Note 8. ไมโครฟลาเมนตเ กยวของกบการเคลอนทในขอใด  ่ี  ั ่ื ่ี  ก. การเคลือนทีของอะมีบา ่ ่ ข. การแยกกนของโครโมโซมในไมโทซส ั ิ ค. การเคลอนทของซเิ ลยและแฟลกเจลลม ่ื ่ี ี ั ง. การไหลของไซโทพลาซึม 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 9. ขอใดเปนจรงเกยวกบผนงเซลล (Cell wall)   ิ ่ี ั ั ก. พบในโพรคารโอตและยคารโอต ิ ู ิ ข. ยอมใหสารผานไดอยางอิสระโดยไมตองใชพลังงานจากการหายใจ  ค. มีสวนประกอบเปนสารเซลลูโลสเทานัน  ้ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 10. นิวโรฟลาเมนต (Neurofilament) ของเซลลประสาท มีไซโตสเกลีตน (Cytoskeleton) พวกใดเปนองคประกอบ  ั 1) ไมโครฟลาเมนต (Microfilament) 2) อินเทอรมเี ดียฟลาเมนต (Intermediate filament) 3) ไมโครทบล (Microtubule) ูู 4) ไมโครฟลาเมนตและไมโครทูบล ู 11. เมื่อนําเซลลพวกโพรคาริโอตมาตรวจดูดวยกลองจุลทรรศนจะพบโครงสรางในขอใด  ก. เยือหุมเซลล ่  ข. โครโมโซม ค. ไรโบโซม ง. ออรแกเนลลทมเี ยือหุม ่ี ่  1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค. และ ง. 12. ออรแกเนลลในขอใดทีสามารถเพิมจํานวนไดเอง โดยไมตองอาศยคาสังจากนิวเคลียส ่ ่  ั ํ ่ ก. ไรโบโซม ข. ไมโทคอนเดรีย ค. คลอโรพลาสต ง. ไลโซโซม 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 13. จากแยกองคประกอบของเซลลจะไมพบไรโบโซมในสวนใด ก. ไซโทพลาสซึม ข. ไลโซโซม ค. คลอโรพลาสต 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ก., ข. และ ค. 14. ไมโครทบลจะพบอยในโครงสรางในขอใด ูู ู   ก. เสนใยสปนเดล   ิ ข. เซนทริโอล ค. สวนหางของตัวอสุจของสัตวเลียงลูกดวยนม ิ ้ 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ข. และ ค. 4) ก., ข. และ ค.
  • BOBBYtutor Biology Note 15. ขอใดเปนลักษณะเหมือนกันระหวางการลําเลียงแบบแพสซีฟกับการแพรแบบแฟซิลเิ ทต (Facilitated diffusion) ก. ใชพลังงานจากกระบวนการเมแทบอลิซมในการลําเลียงสาร ึ ข. ทิศทางการแพรเปนไปตามหลักความแตกตางของความเขมขนของสาร ค. มีระบบการลําเลยงสารโดยเฉพาะ ี ง. ไมใชพลงงานจากกระบวนการเมแทบอลซมในการลาเลียงสาร   ั ิึ ํ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ข. และ ง. 16. ถาความเขมขนออสโมติก (Osmotic concentration) ของไซโทพลาสซึมของเซลลสตวเปน 0.5% เซลลจะแตกตัว ั เทาใด หากนําเอาไปใสไวในอะไร  1) 0.1% นํ้าแปง  2) 0.3% NaCl 3) 0.6% NaCl 4) 2% ซโครส ู 17. กระบวนการลาเลยงโปรตนออกจากเซลลตบแลวลําเลยงเขาสเู ซลลไขแดงของไก ตามลําดับ เปนแบบใด ํ ี ี ั  ี    ก. แอกทฟทรานสปอรต ี  ข. เอกโซไซโทซิส ค. พโนไซโทรซิล ิ ง. การนําสารเขาสเู ซลลโดยอาศยตวรบ   ั ั ั 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ก. และ ค. 4) ข. และ ง. 18. ปรากฏการณในขอใดทีพบในเซลลสตว แตไมพบในเซลลพช ่ ั ื ก. เซลลเตง ข. เซลลแตก  ค. เซลลเหียว ่ 1) ก. 2) ข. 3) ข. และ ค. 4) ก. และ ค. 19. เซลลใดสงสารทีสรางขึนออกสูภายนอกเซลลดวยกระบวนการ Exocytosis ่ ้   ก. เซลลตบ ั ข. เซลลตบออน ั ค. เซลลตอมนํ้าลาย  ง. เซลลประสาท จ. เซลลทอไต  1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ง. 4) ง. และ จ. 20. เมอใสปยใหตนไมมากเกนไป จะพบวาตนไมจะเหียวเฉาลง ทังนีเ้ ปนเพราะเหตุใด ่ื  ุ    ิ ่ ้ 1) สารละลายในดนมแรงดนออสโมตกสงกวาในไซโทพลาสซม ิ ี ั ิ ู  ึ 2) สารละลายในไซโทพลาสซมมแรงดนออสโมตกสงกวาในดน ึ ี ั ิ ู  ิ 3) แรงดันเตงของเซลลตนไม เทากบแรงดนออสโมตกของน้ําในดิน   ั ั ิ 4) ปยตนไมเ ปนปยปลอม ุ   ุ เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 4) 9. 1) 10. 2) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 2) 19. 3) 20. 1)
  • BOBBYtutor Biology Note สารอาหารกับการดํารงชวต ี ิ อาหาร (Food) คือ สิงทีคนหรือสัตวกนเขาไปแลวเกิดประโยชน เชน ใหพลังงาน ทําใหรางกายเจริญเติบโต ่ ่ ิ  ซอมแซมสวนทสกหรอ ควบคุมกระบวนการตางๆ ภายในรางกายใหทําหนาทไดอยางมประสทธภาพ   ่ี ึ    ่ี   ี ิ ิ โภชนาการ หรือโภชนวิทยา (Nutrition) หมายถึง การศึกษาความสัมพันธของอาหารกับสิงมีชวต เชน ชนิด ่ ีิ ของปริมาณสารตางๆ ทสงมชวตตองการ เพือการเจริญ การดํารงชีพ และสามารถสืบพันธุได การเปลียนแปลงของสาร- ่ี ่ิ ี ี ิ  ่  ่ อาหารเมือเขาสูรางกาย การกิน การยอย การดูดซึม การเปลียนแปลงเปนพลังงานของสารอาหาร การขบถายของเสย ่  ่ ั  ี ออกจากรางกาย ผลกระทบของการขาดและการเกินของสารอาหารแตละชนิด  สารอาหาร (Nutrients) คือ สารประกอบ หรือสารเคมีทมอยูในอาหาร ซึงสารอาหารมี 6 ประเภท คือ ่ี ี  ่ คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แรธาตุ วิตามิน และนํา ้ ประเภทของสารอาหาร ก. แบงตามประเภทของสารเคมี มี 2 ประเภท คือ  1. สารอนนทรย ไดแก นํ้า (Water) และแรธาตตางๆ (Mineral salt) ิ ี  ุ 2. สารอนทรย ไดแก คารโบไฮเดรต (Carbohydrate) ไขมัน (Lipid) โปรตีน (Protein) และวตามน ิ ี ิ ิ (Vitamin) สารประกอบในเซลลทมธาตุคารบอนและไฮโดรเจนเปนองคประกอบ เรียกวา สารอนทรย (Organic substance) ่ี ี ิ ี สวนสารประกอบในเซลลทไมมธาตคารบอนเปนองคประกอบ เรียกวา สารอนนทรย (Inorganic substance)   ่ี  ี ุ    ิ ี ข. แบงตามการใหพลังงาน มี 2 ประเภท คือ 1. สารอาหารทใหพลงงาน ไดแก คารโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ่ี  ั 2. สารอาหารทไมใหพลงงาน ไดแก วิตามิน แรธาตุ และนํา ่ี   ั ้ คารโบไฮเดรต (Carbohydrate) ประกอบดวยธาตุ 3 ชนิด ไดแก คารบอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) คําวา คารโบไฮเดรต หมายถึง  “คารบอนทีอมตัวดวยนํ้า” เพราะวาโมเลกุลของคารโบไฮเดรตมีอตราสวนของไฮโดรเจนอะตอมตอออกซิเจนอะตอม ่ ่ิ ั เชนเดียวกับนํ้า คือ H : O = 2 : 1 สูตรทัวไปของคารโบไฮเดรต คือ (CH2O)n เปนสารอาหารทีรางกายใชเปนแหลง ่ ่ พลังงานมากทีสด หนวยยอยของคารโบไฮเดรต คือ นํ้าตาลมอนอแซ็กคาไรด (Monosaccharide) ุ่    ขอยกเวนบางประการของคารโบไฮเดรต 1. คารโบไฮเดรตบางชนดสดสวน H : O ≠ 2 : 1 เชน Deoxyribose (C5H10O4) เนองจากตําแหนงของ  ิ ั  ่ื คารบอนอะตอมที่ 2 ในโมเลกุลไมมออกซิเจนเหมือนนํ้าตาลไรโบส ี 2. สารทีมอตราสวน H : O = 2 : 1 แตไมเปนพวกคารโบไฮเดรต เชน กรดแลกติก (C3H6O3) ่ีั ประเภทของคารโบไฮเดรต ถาพจาณาจากจานวนโมเลกลของน้ําตาลโมเลกุลเดียวเปนเกณฑแบงออกไดเปน 3  ิ ํ ุ ่ ประเภท คือ
  • BOBBYtutor Biology Note 1. นํ้าตาลโมเลกลเดี่ยว (Monosaccharide) เปนคารโบไฮเดรตทีมขนาดโมเลกุลเล็กทีสด และรางกายสามารถ ุ ่ี ุ่  ดูดซึมไปใชประโยชนไดเลย การเรยกชอมกเรยกตามจานวนอะตอมของคารบอน (C) การจําแนกนําตาลมอนอแซ็กคาไรด ี ่ื ั ี ํ  ้ อาจแบงตามจานวนอะตอมของคารบอน เชน  ํ ถามคารบอน 3 อะตอม จัดเปนนํ้าตาลไตรโอส (Triose) เชน Glyceraldehyde, Dihydroxyacetone  ี  ถามคารบอน 4 อะตอม จัดเปนนํ้าตาลเทโทรส (Tetrose) เชน Erythrose, Erythrulose  ี  ถามคารบอน 5 อะตอม จัดเปนนํ้าตาลเพนโทส (Pentose) เชน Ribose, Deoxyribose  ี  ถามคารบอน 6 อะตอม จัดเปนนํ้าตาลเฮกโซส (Hexos) เชน Glucose, Galactose, Mannose, Fructose  ี  ถามคารบอน 7 อะตอม จัดเปนนํ้าตาลเฮปโทส (Heptose) เชน Sedoheptulose  ี  นํ้าตาลโมเลกุลเดียวทีพบมากในธรรมชาติ ไดแก ่ ่ 1. นํ้าตาลเพนโทส มีหลายชนิด เชน 1.1 ไรโบส (D-Ribose) เปนสวนประกอบของกรดนิวคลีอกและโคเอนไซม เชน ATP, NADP, NAD+, ิ Flavoprotein และเปนสารตวกลางใน Pentose Phosphate Pathway  ั 1.2 ไรบโลส (D-Ribulose) เปนสารทีเ่ กิดขึนระหวางปฏิกรยา Pentose Phosphate Pathway ู ้ ิิ 1.3 อะราบิโนส (D-Arabinose) และไซโลส (D-Xylose) เปนสวนประกอบของสารไกลโคโปรตีน พบใน ยางเหนียวจากตนไม 1.4 ไลโซส (D-Lyxose) พบทกลามเนอหวใจ ่ี  ้ื ั 1.5 ไซลโลส (D-Xylulose) พบในปสสาวะของคนทีเ่ ปนโรค Essential pentosuria ู 2. นํ้าตาลเฮกโซส มีหลายชนิด เชน 2.1 กลูโคส (D-Glucose) บางครงเรยกวา นาตาลเดกซโทรส (Dextrose) หรอนาตาลองุน (Grape sugar) ั้ ี  ํ ้  ื ้ํ  เปนนํ้าตาลชนิดทีมความสําคญทสดของรางกายทถกลําเลียงไปตามกระแสเลือด เพอเปนแหลงพลงงานใหกบเนอเยอ ่ี ั ่ี ุ  ่ี ู ่ื   ั  ั ้ื ่ื ตางๆ พบในนํ้าผลไม ในปสสาวะของคนทีเ่ ปนโรคเบาหวาน จากการยอยสลายแปง และนําตาลไดแซ็กคาไรด    ้ 2.2 ฟรักโทส (D-Fructose) บางครังเรียกวา นํ้าตาลผลไม (Fruit sugar) พบในนําผลไม นํ้าผึ้ง และจาก ้ ้ การยอยสลายอินลน นําตาลออย นําตาลฟรักโทสถูกเปลียนไปเปนกลูโคสในตับและลําไส ูิ ้ ้ ่ 2.3 กาแลกโทส (D-Galactose) เปนสวนประกอบของสารในกลมไกลโคลพด และไกลโคโปรตีน สรางได   ุ ิ ิ จากตอมนํ้านมในหญิงทีใหนมลูก ไมพบเปนอสระในธรรมชาติ และจะถูกเปลียนเปนกลูโคสทีตบ ในผูปวยทีไมสามารถ ่   ิ ่ ่ั  ่ ยอยสลายกาแลกโทสไดทําใหมกาแลกโทสในเลอดสงและตาเปนตอกระจก ี ื ู   2.4 แมนโนส (D-Mannose) เปนสวนประกอบของสารในกลุมไกลโคโปรตีน ไดจากการสลายสารแมนแนน   (Mannan) หรอยางไม (Gum) จากพืช ื 2. โอลโกแซกคาไรด (Oligosaccharide) เปนนํ้าตาลทีเ่ กิดจากมอนอแซ็กคาไรดตงแต 2 ถึง 10 โมเลกลเชอม ิ ็ ้ั ุ ่ื ตอกนดวยพนธะเคมทเ่ี รยกวา ไกลโคซดกบอนด (Glycosidic bond) โอลโกแซกคาไรดทพบมากในธรรมชาตและมี  ั  ั ี ี  ิิ ิ ็  ่ี ิ ความสําคัญดานโภชนาการ ไดแก Disaccharide, Trisaccharide, Tetrasaccharide และ Pentasaccharide
  • BOBBYtutor Biology Note Disaccharide หรอเรยกวานาตาลโมเลกลคู (Double sugars) เปนนํ้าตาลทประกอบขนดวย นํ้าตาลโมโนแซ็ก- ื ี  ้ํ ุ ่ี ้ึ  คาไรด 2 โมเลกล เชน นํ้าตาลซูโครส (Sucrose) แลกโทส (Lactose) และมอลโทส (Maltose) มีสตรโมเลกุลเปน ุ ู (C12H22O11) ในการเกดนาตาลโมเลกลคเู หลานเ้ี กดขนโดยหมไฮดรอกซล (OH) ที่ C ตําแหนงที่ 1 ของนําตาลโมเลกุลหนึง ิ ้ํ ุ  ิ ้ึ ู ิ ้ ่ รวมกับไฮโดรเจน (H) ที่ C ตําแหนงที่ 4 ของนํ้าตาลอีกโมเลกุลหนึง ในกรณของการเกดน้ําตาลมอลโทสและแลกโทส ่ ี ิ หรือ (OH) ที่ C ตําแหนงที่ 1 ของนํ้าตาลกลูโคสรวมกับ (H) ที่ C ตําแหนงที่ 5 ของนํ้าตาลฟรักโทส ในกรณเี กดน้ําตาล ิ ซโครสแตละครงทมการรวมตวกนจะมการเสยนาออกมา 1 โมเลกุล เรียกปฏิกรยานีวา ปฏิกิริยาดีไฮเดรชัน (Dehydration) ู  ้ั ่ี ี ั ั ี ี ้ํ ิิ ้ ซูโครส (Sucrose) ประกอบดวยกลโคสกบฟรกโทสอยางละ 1 โมเลกุล สามารถยอยสลายโดยใชเ อนไซมซเู ครส  ู ั ั    (Sucrase) หรืออินเวอรเทส (Invertase) พบมากในออย นํ้าตาลมะพราว ผลไมสก  ุ มอลโทส (Maltose) เปนนํ้าตาลโมเลกุลคูทเ่ี กิดจากการรวมตัวของกลูโคส 2 โมเลกล พบในตนขาวมอลทท่ี  ุ กําลงเจรญ ในตนถว และไดจากการยอยแปง ั ิ  ่ั    แลกโทส (Lactose) เปนนํ้าตาลทีพบในนํานมคนและสัตว ไมพบในพช ประกอบดวยนาตาลกลูโคสและกาแลกโทส ่ ้  ื  ํ้ อยางละ 1 โมเลกล ุ นอกจากนียงมีน้ําตาลโมเลกุลคูทสามารถพบไดอกในธรรมชาติ เชน เซลโลไบโอส (Cellobiose) เปนนํ้าตาล ้ั  ่ี ี โมเลกุลคูทประกอบดวยนํ้าตาลกลโคส 2 โมเลกล ซึงไดจากการยอยเซลลูโลสโดยจุลนทรีย โดยใชเอนไซมเซลลูเลส  ่ี ู ุ ่ ิ (Cellulase) แตการยอยจะเกดไมสมบรณจงไดเ ปนเซลโลไบโอส เตรฮาโลส (Trehalose) ประกอบดวยกลูโคส 2 โมเลกล ิ  ู ึ  ุ พบในเหด รา สาหรายทะเล และแบคทีเรีย ็  Trisaccharide ประกอบดวยนํ้าตาลโมเลกลเดยว 3 โมเลกล เชน มอลโทไตรโอส (Maltotriose) ประกอบดวย ุ ่ี ุ  กลูโคส 3 โมเลกล ราฟฟโนส (Raffinose) ประกอบขนจากกลโู คส กาแลกโทส และฟรักโทสอยางละ 1 โมเลกล ราฟฟโนส ุ  ้ึ ุ  พบในหัวบีท (Beet root) ถัวลันเตา ถั่วเขียว ถวลสง เมล็ดฝาย กากน้าตาลออย ่ ่ั ิ ํ Tetrasaccharide ประกอบดวยนํ้าตาลโมเลกลเดยว 4 โมเลกล เชน สตาคีโอส (Stacheose) ประกอบดวย ุ ่ี ุ  กาแลกโทส 2 โมเลกล กลูโคสและฟรักโทสอยางละ 1 โมเลกล พบในถัวเขียว ถวลสง ถัวลันเตา ถวเหลอง ุ ุ ่ ่ั ิ ่ ่ั ื Pentasaccharide ประกอบดวยนํ้าตาลโมเลกลเดยว 5 โมเลกล เชน เวอรบาโคส (Verbacose) ประกอบดวย ุ ่ี ุ  กาแลกโทส 3 โมเลกล กลูโคสและฟรักโทสอยางละ 1 โมเลกล พบในเมลดพชตระกลถว ุ ุ ็ ื ู ่ั 3. พอลิแซ็กคาไรด (Polysaccharide) หรือไกลแคน (Glycan) เกิดจากนําตาลในโมเลกลเดยวเกน 10 โมเลกล ้ ุ ่ี ิ ุ ขึ้นไป เชือมตอกันดวยพันธะไกลโคซิดก สวนใหญไมละลายนา และไมมรสหวาน แบงตามหนาทีได 2 ประเภทใหญๆ คือ ่ ิ    ้ํ ี ่ ก. พอลแซกคาไรดชนดสะสม (Storage polysaccharide) มีหลายชนิด เชน ิ ็  ิ 1. แปง (Starch) เปนคารโบไฮเดรตทีสะสมอยูในพืช ประกอบดวยสาร 2 ชนิด อะไมโลส (Amylose)  ่  ประกอบดวยกลูโคสตอกันเปนสายยาวบิดเปนเกลียว (Helix) เมือทําปฏกรยากบไอโอดนจะเกดสนาเงินเขม อีกชนิดหนึ่ง ่ ิิิ ั ี ิ ี ้ํ คือ อะไมโลเพคทน (Amylopectin) ประกอบดวยกลูโคสตอกันเปนสายยาวแลวแตกแขนง เมือทําปฏิกรยากับไอโอดีนจะ ิ ่ ิิ เกิดสีมวงแดง  2. ไกลโคเจน (Glycogen) เปนคารโบไฮเดรตทสะสมอยในตบ กลามเนือของสัตว ในตัวออนของผึง ในหอย   ่ี ู ั ้ ้ ชนิดตางๆ ไกลโคเจน ประกอบดวยกลโคสตอกนเปนสายยาวและแตกแขนงมากกวาอะไมโลเพคทน เมือทําปฏิกรยากับ  ู  ั   ิ ่ ิิ ไฮโอดีน จะใหสมวงแดง ี 3. อินลน (Inulin) ประกอบดวยฟรกโทสตอกนเปนสายยาว พบในหัวหอม กระเทยม ูิ  ั  ั  ี
  • BOBBYtutor Biology Note ข. โพลีแซ็กคาไรดโครงสราง (Structural polysaccharide) ทําหนาทีเ่ ปนสวนหนึงของโครงสรางในสิงมีชวต ่ ่ ีิ เชน เปนองคประกอบของผนังเซลล (Cell wall) หรอเนอเยอเกยวพนของสตวชนสง มีหลายชนิด เชน ื ้ื ่ื ่ี ั ั  ้ั ู 1. เซลลโลส (Cellulose) ประกอบดวยโมเลกุลของกลูโคสตอกันเปนสายยาว เปนสารอินทรียทมมากทีสด ู  ่ี ี ่ ุ ในอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตทําหนาทีเ่ ปนโครงสรางของพืช คือ เปนสวนประกอบของผนังเซลลของพืช พบอยทวๆ ไป เชน ู ่ั ตามใบ ดอก ผล ลําตน และราก 2. ไคติน (Chitin) ประกอบดวยอะซีตลกลูโคซามีน (Acetylglucosamine) ตอกันเปนสายยาว เปนสวนที่ ิ เปนเปลอกแขงหมตวสตว เชน แมลง กุง ปู และทผนงเซลลของเหด รา  ื ็ ุ ั ั  ่ี ั  ็ 3. วน (Agar) ประกอบดวยกาแลกโทสตอกนเปนสายยาว ทําหนาทเี่ ปนผนงเซลลหรอเปนโครงสรางของ ุ   ั    ั  ื  เซลลในสาหรายทะเล เชน สาหรายสแดงชนดกราซลาเรย (Gracilaria sp.) หรือสาหรายผมนาง เราจะใชวนเปนอาหารใน  ี ิ ิ ี ุ การเลยงจลนทรย หรอเพาะเลยงเนอเยอ ้ี ุ ิ ี ื ้ี ้ื ่ื ความสําคัญของสารอาหารคารโบไฮเดรตตอสิงมีชีวต ่ ิ 1. นําไปสลายเพือใหไดพลังงานในการดํารงชีพมากทีสดโดยเฉพาะนําตาลกลโคส ่ ุ่ ้ ู 2. สะสมเก็บไวใชเมือขาดแคลนอาหาร เชน แปงในพช และไกลโคเจนในสัตว ่  ื 3. เปนโครงสรางในสตวและพช เชน ไคตินในสัตวจาพวกแมลง กุง กระดองปู และเซลลูโลส ในผนงเซลลของพช   ั  ื ํ  ั  ื 4. รวมกับสารประกอบอืนๆ เชน โปรตีน และไขมน เกิดเปนไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) และไกลโคไลปด ่ ั (Glycolipid) ตามลําดับ โปรตน (Protein) ี โปรตีน เปนอินทรียสารทีมความสําคัญในเชิงเปนโครงสรางของรางกาย ในคนเรามีโปรตีนอยูประมาณ 1 ใน 7 ่ี  ของนํ้าหนกตว ธาตทเ่ี ปนองคปรกอบหลกของโปรตน คือ C H O N และอาจมีกํามะถัน (S) ฟอสฟอรัส (P) และเหล็ก ั ั ุ   ั ี (Fe) เปนองคประกอบ   โปรตีนแตละโมเลกุลประกอบดวยหนวยยอย คือ กรดอะมิโนหลายๆ หนวยมาเชอมตอกนดวยพนธะพนธเพปไทด  ่ื  ั  ั ั (Peptide bond) ในธรรมชาตมกรดอะมโนอสระ อยูประมาณ 20 ชนิด ิี ิ ิ  ถามีกรดอะมิโน 2 โมเลกล รวมกนจะไดไดเพปไทด (Dipeptide) ุ ั  ถามีกรดอะมิโน 3 โมเลกล รวมกันจะไดไตรเพปไทด (Tripeptide) ุ ถามีกรดอะมิโน 4 โมเลกล รวมกันจะไดเตตระเพปไทด (Tetrapeptide) ุ ถามีกรดอะมิโนจํานวนมากๆ รวมกันจะไดพอลิเพปไทด (Polypeptide)
  • BOBBYtutor Biology Note การรวมกนของกรดอะมโน 2 โมเลกุล ั ิ H O H O R1 C C OH + H2N C C OH NH2 R2 กรดอะมิโน 1 กรดอะมิโน 2 พันธะเพปไทด H O H O R1 C C NH C C OH + H2O NH2 R2 ไดเพปไทด การเกิดพันธะเพปไทด ประเภทของกรดอะมิโน แบงเปน 2 ประเภท คือ กรดอะมโนชนดจาเปน (Essential amino acid หรือ Indispensable amino acid) เปนกรดอะมิโนทีรางกาย ิ ิ ํ ่ ไมสามารถสังเคราะหขนมาใชเองได ตองไดรบจากอาหารประเภทเนือสัตว ผลิตภัณฑของสัตวหรือถัวเหลือง (ผลิตภัณฑ ้ึ ั ้ ่ ของสตวทมกรดอะมโนทจาเปนไมครบ 8 ชนิด เชน เอ็นสัตว รังนกนางแอน หูฉลาม ตีนเปด ตีนไก หนังสัตวตางๆ) ั  ่ี ี ิ ่ี ํ  กรดอะมโนชนดไมจาเปน (Nonessential amino acid หรือ Dispensable amino acid) เปนกรดอะมิโน ิ ิ ํ ทีรางกายสามารถสังเคราะหเองได ่ กรดอะมิโนทีจาเปน ่ํ ชื่อยอ กรดอะมิโนทีไมจาเปน ่ ํ ชื่อยอ ฮีสทีดน (Histidine) ิ His อะลานีน (Alanine) Ala ไอโซลิวซีน (Isoleucine) Ile อารจีนิน (Arginine) Arg ลวซน (Leucine) ิ ี Leu แอสพาราจีน (Asparagine) Asn ไลซีน (Lysine) Lys ไทโรซน (Thyrosine) ี Tyr เมไทโอนีน (Methionine) Met กรดแอสปาตก (Aspartic acid) ิ Asp ฟนลอะลานีน (Phenylalanine) ิ Phe ซีสเทอีน (Cystein) Cys ทรีโอนีน (Threonine) Thr กรดกลูตามิก (Glutamic acid) Glu วาลีน (Valine) Val กลตามน (Glutamine) ู ี Gln ทรปโตเฟน (Tryptophan) ิ Trp ไกลซน (Glycine) ี Gly โพรลีน (Proline) Pro ซีรน (Serine) ี Ser * ฮีสทีดน เปนกรดอะมิโนที่จาเปนตอรางกายในเด็ก ิ ํ
  • BOBBYtutor Biology Note ประเภทของโปรตีน จําแนกตามคุณคาของอาหาร แบงเปน 2 ประเภท คือ   1. โปรตีนชนิดสมบูรณ (Complete protein) คือ โปรตีนที่มีกรดอะมิโนชนิดจําเปนตอรางกายครบทกชนด    ุ ิ รางกายสามารถนามาใชสรางและซอมแซมสวนทีสกหรอไดดี เปนโปรตีนทีไดรบจากสัตว เชน เนือสัตวตางๆ ไข นม  ํ ่ึ ่ ั ้  2. โปรตนชนดไมสมบรณ (Incomplete protein) คือ โปรตีนที่มีกรดอะมิโนชนิดจําเปนไมครบทุกชนิด เปน ี ิ  ู  โปรตีนทีไดจากพืช ่ จําแนกตามหลกชวเคมี แบงออกเปน 2 ประเภท คือ ั ี   1. โปรตนไมซบซอน (Simple protein) คือ โปรตนทประกอบไปดวยกรดอะมโนอยางเดยว ไมมสารอืน ี ั  ี ่ี  ิ  ี ี ่ ประกอบอยูดวย เชน โปรตีนแอลบูมน (Albumin) ในไขขาว ฮสโตน (Histones) ในตอมไธมส และตบออน กลตลน  ิ  ิ  ั ั  ูิิ (Glutelins) ในขาวสาลี โปรตามีน (Protamines) ในสัตวจาพวกปลา เคราติน (Keratin) ในเสนผมหรือขนสัตว  ํ ซีน (Zein) ในขาวโพด โกลบูลน (Globulin) ในเม็ดเลือดแดง ิ 2. โปรตีนซับซอน (Compound protein หรือ Comjugate protein) คือ โปรตนทประกอบไปดวยกรดอะมโน ี ่ี  ิ และมีสารอืนประกอบอยูดวย ไดแก ่  นิวคลีโอโปรตีน (Nucleoprotein) ประกอบดวยกรดอะมิโนและกรดนิวคลีอก กลูโคโปรตีน (Glucoprotein) ิ ประกอบดวยกรดอะมโนและคารโบไฮเดรต เชน โปรตีนมิวซิน (Mucin) ในนําลาย ฟอสโฟโปรตน (Phosphoprotein)  ิ  ้ ี ประกอบดวยกรดอะมโิ นและฟอสฟอรส เชน โปรตีนเคซีน (Casein) ในนํ้านม ลโพโปรตีน (Lipoprotein) ประกอบดวย ั ิ  กรดอะมิโนและไขมัน เชน โปรตนในไขแดง ี  แบงตามรปราง แบงออกเปน 2 ประเภท คือ  ู    1. โปรตีนลักษณะเปนเสน (Fibrous protein) โปรตนประเภทนเี้ รยงตวกนเปนกลมตามความยาว มความแขงแรง ี ี ั ั  ุ ี ็ เหนียว ยืดหยุนไดมาก เชน โปรตีนในเสนผม เสนไหม กระดูก และโปรตีนในเขาสัตว  2. โปรตนลกษณะเปนกอน (Globular protein) โปรตนประเภทนจะประกอบดวยสายทขดตวกนโดยมแรงดงดด ี ั   ี ้ี  ่ี ั ั ี ึ ู ระหวางสวนตางๆ มีหลายชนิด เชน โปรตีนพวกฮีโมโกลบิน โปรตนเอนไซม และโปรตนททาหนาที่เปนฮอรโมน ี ี ่ี ํ แบงตามหนาที่ แบงออกเปน 7 ประเภท คือ   1. โปรตีนทีทาหนาทภมตานทาน (Antibody) แอนติบอดีเปนโปรตีนทีรางกายสรางขึนมาเพือทําลายสิงแปลกปลอม ่ ํ  ่ี ู ิ  ่ ้ ่ ่ ทเ่ี ขาสรางกาย  ู  2. โปรตีนทีทาหนาทีขนสง (Transport protein) คือ โปรตีนทีทาหนาทีลําเลียงกาซออกซิเจน และคารบอนได- ่ํ ่ ่ํ ่  ออกไซด เชน ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ลิโพโปรตีนในนําเลือดทําหนาทีขนสงลิพดจากผนังลําไสเล็กไปสูตบ ้ ่ ิ ั 3. โปรตีนทีทาหนาทเ่ี ปนเอนไซม (Enzyme) คือ โปรตีนทีทําหนาทีเ่ กียวกับการเรงปฏิกรยาตางๆ ในรางกาย ่ํ   ่ ่ ิิ  เชน กระบวนการหายใจ กระบวนการสังเคราะหโปรตีน กระบวนการยอยอาหาร 4. โปรตีนทีทาหนาทเ่ี ปนโครงสราง (Structural protein) คือ โปรตีนทีทาหนาทีเ่ ปนสวนประกอบของโครงสราง ่ํ    ่ํ ของรางกาย เชน คอลลาเจนของเนือเยือเกียวพัน เอนและกระดก เคราตินในเสนผม เล็บ ขน ้ ่ ่ ็ ู 5. โปรตีนทีทาหนาทีสะสม (Storage protein) คือ โปรตีนทีสะสมเปนอาหาร เชน เคซีนในนํานม แอลบูมนใน ่ํ ่ ่ ้ ิ ไขขาว 6. โปรตีนทีทาหนาทเ่ี กยวกบการเคลอนไหว (Contractile protein) คือ โปรตนทอยในเซลลของกลามเนื้อ ไดแก ่ ํ  ่ี ั ่ื ี ี่  ู   ไมโอซน และแอกตน ิ ิ 7. โปรตีนทีทาหนาที่เปนฮอรโมน (Hormone protein) คือ โปรตีนทีทําหนาทีควบคุมอัตราเมแทบอลิซมใน ่ํ ่ ่ ึ รางกาย
  • BOBBYtutor Biology Note โครงสรางของโปรตีน มี 4 แบบ คือ 1. โครงสรางปฐมภูมิ (Primary structure) ประกอบดวยกรดอะมิโนตอกันเปนสายยาว เชน โปรตีน ฮอรโมน- อินซูลน ไซโทโครม ซี เอนไซม Pancreatic ribonuclease ิ 2. โครงสรางทุตยภูมิ (Secondary structure) ประกอบดวยกรดอะมิโนตอกันเปนสายยาวแลวบิดเปนเกลียว ิ เชน โปรตีน ไฟโบรอน (Fibroin) ในเสนไหม ิ 3. โครงสรางตติยภูมิ (Tertiary structure) เปนโปรตีนเกิดจากการมวนตัวขดเปนเกลียวหลายตําแหนงของ โครงสรางทุตยภูมิ เชน โปรตนทเ่ี ปนเอนไซม และไมโอโกลบูลน (Myoglobulin) ในเซลลกลามเนือทําหนาทีเ่ ปนตัวรับ ิ ี  ิ ้ ออกซเิ จนจากฮโมโกลบนเพอเกบไวใหเ ซลลใชตามตองการ ี ิ ่ื ็     4. โครงสรางจตุรภูมิ (Quaternary structure) ประกอบดวยสายพอลิเพปไทดมากกวา 1 สาย รวมตัวกันเปน โปรตีนขนาดใหญลกษณะเปนกอน เชน ฮีโมโกลบิน ประกอบดวยสายพอลิเพปไทด 4 สาย คือ สายแอลฟา (α-Chain) ั 2 สาย และสายเบตา (β-Chain) 2 สาย โรคทีเกิดจากการขาดโปรตีน ่ 1. โรคควาชิออรกอร (Kwashiorkor) เกิดกับเด็กทีไมไดรบโปรตีนตังแตอายุยงนอยๆ รางกายจะหยดการ ่ ั ้ ั  ุ เจริญเติบโต พบมากอายุ 1-4 ป 2. โรคมาราสมัส (Marasmus) เกิดกับเด็กอายุต่ํากวา 1 ป เกิดจากการขาดสารอาหารทีใหแคลอรี และขาด ่ โปรตีน ลพด (Lipids) ิ ิ ลพด มีสมบัตไมละลายนํ้า แตสามารถละลายไดในตัวทําละลายอนทรย เชน เฮกเซน อีเทอร และคลอโรฟอร ลิ ิ ิ ิ ิ ี พดประกอบดวย ธาตุ 3 ชนิด เชนเดียวกับคารโบไฮเดรต แตอตราสวนของไฮโดรเจนตอออกซิเจนไมเทากับ 2 : 1 ลพด ิ  ั ิ ิ มีหลายชนิด เชน ไขมัน นํ้ามัน ฟอสโฟลิพด ไข และสเตรอยด ิ ไขมัน (Fat) ตางจากนามัน (Oil) เพราะมีสถานะตางกัน ณ อุณหภูมหอง กลาวคือไขมันมีสถานะเปนของแข็ง  ้ํ ิ สวนนํ้ามันมีสถานะเปนของเหลว แตโมเลกุลของไขมันและนํ้ามันประกอบดวยหนวยยอย 2 หนวย คือ กลีเซอรอล (Glycerol) และกรดไขมัน (Fatty acid) โดยอาจมอตราสวนกลเี ซอรอล : กรดไชมนเปน 1 : 1 เรยกวา Monoglyceride ีั  ั  ี หรือ 1 : 2 เรียกวา Diglyceride หรือ 1 : 3 เรียกวา Triglyceride
  • BOBBYtutor Biology Note O O H2 C OH + HO C R H2 C O C R HC OH HC OH + H2O H2 C OH H2 C OH กลีเซอรอล กรดไขมัน โมโนกลีเซอไรด นํา ้ O O H2 C OH + HO C R H2 C O C R O O HC OH + HO C R HC O C R + 2 H2O H2 C OH H2 C OH กลีเซอรอล กรดไขมัน ไดกลีเซอไรด นํา ้ O O H2 C OH + HO C R H2 C O C R O O HC OH + HO C R HC O C R + 3H2O O O H2 C OH + HO C R H2 C O C R กลเี ซอรอล กรดไขมน ั ไตรกลเี ซอไรด นา ้ํ กรดไขมัน ถาจําแนกโดยอาศยพนธะเปนหลก จะแบงออกเปน 2 ชนิด คือ ั ั  ั 1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) หมายถึง กรดไขมันทีประกอบดวยคารบอนอะตอมทีตอกันดวย ่ ่ พันธะเดียวทังโมเลกุล มีสตรทัวไปคือ R-COOH โดย R มีคาเทากับ CnH2n + 1 โดย n คือ จานวนอะตอมของคารบอน ่ ้ ู ่  ํ กรดไขมันอิ่มตัว พบในไขมนจากสตว และในพืชบางชนิด เชนในนํ้ามันปาลม นํ้ามันมะพราว กรดไขมันอิมตัวเหลานี้ ั ั ่ รางกายสามารถสังเคราะหไดจงจัดอยูในประเภทกรดไขมันทีไมจาเปน (Non essential fattyh acid) ึ  ่ ํ  2. กรดไขมันไมอิ่มตัว (Unsaturate fatty acid) หมายถึง กรดไขมันทีประกอบดวยคารบอนอะตอมทีมพนธะคู ่ ่ี ั อยูภายในโมเลกุลตังแต 1 พันธะขึ้นไป พบมากในนามันพืช บางชนิดมีความสําคัญเนืองจากรางกายไมสามารถสังเคราะห  ้ ้ํ ่ ไดเอง จาเปนตองไดรบจากอาหารเทานน จัดเปนกรดไขมันทีจําเปน (Essential fatty acid) ไดแก กรดไลโนเลอิก ํ   ั  ้ั ่  (Linoleic acid)
  • BOBBYtutor Biology Note ตวอยางกรดไขมนอมตว ั  ั ่ิ ั โครงสราง ชื่อสามัญ (แหลงทีพบ) ่ CH3(CH2)10COOH กรดลอริก (Lauric acid) (นํ้ามันมะพราว, นํ้ามันปาลม) CH3(CH2)12COOH กรดไมริสติก (Myristic acid) (นํ้ามันมะพราว) CH3(CH2)14COOH กรดปาลมตก (Palmitic acid) ิิ (มนสตวและพช) ั ั  ื CH3(CH2)16COOH กรดสเตยรก (Stearic acid) ี ิ (มนสตวและพช) ั ั  ื CH3(CH2)18COOH กรดอะแรชิดิก (Arachidic acid) (นํ้ามนถวลสง) ั ่ั ิ CH3(CH2)22COOH กรดลิกโนเซอริก (Lignoceric acid) (นํ้ามนถวลสง, Cerebrocide) ั ่ั ิ ตัวอยางกรดไขมันไมอมตัว ่ิ CH3(CH2)5CH=CH(CH2)7COOH กรดปาลมโตเลอก (Palmitoleic acid) ิ ิ (มนสตวและพช) ั ั  ื CH3(CH2)7CH=CH(CH2)7COOH กรดโอเลอิก (Oleic acid) (มนสตวและพช, กรดไขมนทพบมากทสด) ั ั  ื ั ่ี ่ี ุ CH3(CH2)4CH=CHCH2CH=CH2(CH2)7COOH กรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) (ขาวโพด, ถวลสง และถัวเหลือง) ่ั ิ ่ CH3CH2CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH(CH2)7COOH กรดลิโนเลนิก (Linolenic acid) (Linseed oil) CH3(CH2)4(CH=CHCH2)3CH=CH(CH2)3COOH กรดอะแรชิโดนิก (Arachidonic acid) (ถวลสง) ่ั ิ ประเภทของลิพด แบงออกเปน 3 พวก คือ ิ   1. ลิพิดธรรมดา (Simple lipid) ประกอบดวยธาตุคารบอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเทานัน เกดจากกรดไขมน ้ ิ ั และแอลกอฮอลทชอวา กลีเซอรอล (Glycerol) มารวมกนจงเรยกลพดธรรมดานวา กลีเซอไรด (Glyceride) ทีพบมาก ่ี ่ื ั ึ ี ิ ิ ้ี  ่ ทีสดในธรรมชาติคอ Triglyceride ไดแก ไขมันและนํ้ามันทีใชในชีวตประจําวน ลิพดธรรมดาทีไมใชพวกกลีเซอไรด ุ่ ื ่ ิ ั ิ ่ เรียกวา ไขมันไมแท เชน ขี้ผึ้ง ลาโนลิน (Lanolin) ไขปลาวาฬ เปนตน 2. ลิพดประกอบ (Compound lipid) คือ พวกลิพดทีรวมอยูกบสารอืน แบงออกเปน ิ ิ ่ ั ่ 2.1 ไกลโคลพด (Glycolipid) ประกอบดวยลพดกบคารโ บไฮเดรต พบไดในเซลลพช เยอไมอลน (Myelin ิ ิ  ิ ิ ั ื ่ื ี ิ sheath) ทีเ่ ปนปลอกหุมแอกซอนของเซลลประสาท 
  • BOBBYtutor Biology Note 2.2 ลโพโปรตีน (Lipoprotein) ประกอบดวยลพดกบโปรตน ทําหนาทีขนสงไขมันทียอยแลวไปตามหลอด- ิ  ิ ิ ั ี ่ ่ เลือดดําเขาสตบหรอออกจากตบไปสเู ซลล ทําใหรางกายใชประโยชนจากไขมนได  ู ั ื ั   ั 2.3 ฟอสโฟลิพด (Phospholipid) ประกอบดวยลพดกบสารประกอบฟอสเฟส เชน เลซิทน (Lecithin) ิ  ิ ิ ั ิ ในไขแดง นมสด นํ้ามันพืช ตับ เซฟาลิน (Cephalin) ทีเ่ นือเยือสมอง เซลลประสาท ฟอสโฟลิพดยังพบทีผนังเซลลพช  ้ ่ ิ ่ ื และเยือหุมเซลลดวย ่   3. ลิพดอืนๆ (Other lipid ) เปนลิพดทีมโี ครงสรางแตกตางจากลิพดธรรมดาและลิพดประกอบ เชน เบตาแคโรทีน ิ ่ ิ ่ ิ ิ ทตบสามารถเปลยนเปนวตามน เอ ได โคเลสเทอรอล วิตามินดี พรอสตาแกรนดน ทเ่ี ปนสวนประกอบของสเปรม เปนตน ่ี ั ่ี  ิ ิ ิ    วตามน (Vitamin) คือ สารอาหารทมสมบตเิ ปนสารอนทรยทจาเปนตอรางกายของสิงมีชวต แตตองการใน ิ ิ ่ี ี ั  ิ ี  ่ี ํ ่ ีิ  ปริมาณนอยๆ เปนมลลกรมหรอไมโครกรมตอวน มีหนาทีเ่ กียวกับกระบวนการเมแทบอลิซมของรางกาย โดยเปนสารตงตน  ิ ิ ั ื ั  ั ่ ึ  ้ั  ทีจะนําไปสรางเปนโคเอนไซม (Coenzyme) ซึงเปนปจจัยรวมของเอนไซมในการเรงปฏิกรยาตางๆ ทําใหการยอยสลาย ่ ่ ิิ การดูดซึม การใชและการสรางคารโบไฮเดรต โปรตีน เกลือแรเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ วตามนทละลายน้ํา (Water soluble vitamin) ิ ิ ่ี วิตามิน หนาที่ อาการขาด แหลงพบ ปริมาณที่รางกายตองการ/วัน B1 (Thiamine) เปนโคเอนไซมในปฏิกิริยา เปนโรคเหน็บชา ตับ เนือหมู ถั่วตางๆ 1.2-1.4 มิลลิกรัม ้ การยายหมูคโี ต และตัดหมู  ธัญพืชทีไมไดขดสี ่ ั CO2 B2 (Riboflavin) เปนองคประกอบของ ปากนกกระจอก ลน- ้ิ ตับ นม ไข ผักใบเขียว 1.2-1.5 มิลลิกรัม โคเอนไซม FAD อกเสบ ั ผิวหนังแหง เนอสตว ถั่วตางๆ ้ื ั โลหิตจาง Nicotinic acid, เปนองคประกอบของ เปนโรคประสาท ทองรวง ยีสต เนือสัตว ตับ ผัก ในเดก 6.0-25.0 มิลลิกรัม ้ ็ Nicotinamide โคเอนไซม NAD+, ผิวหนังพองไหมในสวนที่ ผลไม กาแฟ ในผูใหญ 17.0-21.0 มิลลิกรัม  NADP+ ถูกแสง B6 (Pyridoxin) เป  นส วนหนึ่งของเอนไซม โลหิตจางชนิดเซลลเม็ด- ยีสต ขาวสาลี ขาวโพด 1.4-2.0 มิลลิกรัม   Decarboxylase และ เลื อ ดแดงมี ข นาดเล็ ก ตับ Transaminase อกเสบในชองปาก ั  Panthothenic เปนองคประกอบของ เ ป  น ผ่ื น ต า ม ผิ ว ห นั ง ไข ตับ ยีสต ถัวลิสง ่ 5.0-10.0 มิลลิกรัม Acid โคเอนไซม เอ อักเสบในระบบทางเดิน- อาหาร ผมรวงและตอม หมวกไตไมทางาน ํ Folic acid เปนโคเอนไซมในปฏิกิริยา โลหิตจางชนิดเม็ดเลือด- ผักใบเขียว ตับ ขาว 0.4-1.2 มิลลิกรัม เติมหมูเ มทิล ใหแกสาร แดงมีขนาดใหญ ทําให นํ้าปลา ตางๆ แทงได Biotin เติม CO2 ลงในกระบวน- อักเสบในทางเดินอาหาร ไขแดง ตับ นม ไต  0.1 มิลลิกรัม การสร า งกรดไขมั น และ เปนโรคผิวหนัง คาร โ บไฮเดรตเพื่ อ ให ไ ด โมเลกุลทีมคารบอนยาวขึน ่ี ้ C (Ascorbic acid) สรางคอลลาเจน อะดรีนาลิน ลกปดลกเปด เสนเลอด- ั  ั  ื ผักสด ผลไมสด ฝรั่ง 60.0 มิลลิกรัม  เซโรโทนิน และฮอรโมน ฝอยแตกงาย มะละกอสุก มะขามปอม ประเภทสเตรอยด
  • BOBBYtutor Biology Note วิตามิน หนาที่ อาการขาด แหลงพบ  ปริมาณที่รางกายตองการ/วัน B12 เปนโคเอนไซมในการสราง โลหิตจางชนิด ตับ เนอ นม ไข ้ื 3.0-5.0 ไมโครกรัม (Cyanocobalamin) กรดนิวคลีอก และคารโบ- Pernicious anemia ิ ไฮเดรตในวฏจกรเครบส ั ั วิตามินทีละลายไขมัน (Fat soluble vitamin) ่ วิตามิน หนาที่ อาการขาด แหลงพบ  ปริมาณที่รางกายตองการ/วัน A (Retinol) ทําใหสายตาดี ทําให ตามองไมเห็นในทีมดสลัว ่ื ตับ เนือสัตว ไข ้ 2,500 หนวยสากล หรือ 750 กระดูกและรางกายเจริญ- ร า งกายไม เ จริ ญ เติ บ โต มะละกอสุก ฟกทอง ไมโครกรัม (1 หนวยสากล = เตบโตเปนปกติ ิ  ผิวแตกแหง ตาเปนเกลด-  ็ มะเขอเทศ มะมวงสก ื  ุ 0.3 ไมโครกรัมของวิตามิน) กระดี่ พริกแดง ผักผลไมสี เหลือง สีแดงทัวไป่ D (Calciferol) ทํ า ใ ห  ก า ร ดู ด ซึ ม ข อง โรคกระดูกออน กระดูก ตับ ไข ปลา 400 หนวยสากล (1 หนวย แคลเซียม และฟอสฟอรัส เปราะ และการสรางฟนไม สากล = 0.025 ไมโครกรัม ดขน ชวยใหการสราง ดี ี ้ึ ของวิตามิน) กระดูกและฟนสมบูรณ E (Tocopherol) ป  อ งกั น การสลายของ เป  น โรคโลหิ ต จางชนิ ด นํามันตับปลา นํามนราขาว ้ ้ ั ํ 14.0–16.0 มิลลิกรัม ไขมั นที่เปนองคประกอบ เมดเลอดแดงใหญ เปน และนํ้ ามั น ดอกคํ าฝอย ็ ื ของเยอหมเซลล ชวยใน หมันและแทงบุตร ่ื ุ ผักสด ผลไมสด ไข ตับ  การสรางฮีม ซึ่งเปนองค- ประกอบของเม็ ด เลื อ ด- แดง และการกําจัดยาและ สารพิษจากรางกาย K (Phylloquinone) กระตุนการสรางโปรตีนที่ เลือดไมแข็งตัว หากมี ผักใบเขียว ไขแดง นํ้ามัน ตามปกติ ไ ด  รั บ เพี ย งพอจาก เกี่ ย วข อ งกั บ การแข็ ง ตั ว บาดแผลเลือดไหลไมหยุด ถวเหลอง ตับ ่ั ื อาหาร หญิงมีครรภตองการ ของเลอด ื 0.5–1.0 มิลลิกรัม เด็กเกิดใหม ตองการ 0.1 มิลลิกรัม แรธาตุ (Minerals)  แคลเซียม (Ca) เป  นองค ป ระกอบของกระดู ก กระดูกและฟนไมแข็งแรง ผัก พืชเมล็ด ถั่ว พืชผัก ผูใหญ 0.5 กรัม วัยรุน และฟน ทําใหเลือดแข็งตัว ในเดก กระดกออน ไมโต กระดูก ปลาแหง นม ็ ู  0.7 กรัม หญิงมีครรภและ ทําใหกลามเนื้อหดตัว กระตุน ผูใหญกระดูกผุ กลามเนอ  ้ื ใหนมบุตร 1.0 กรัม การทํางานของเอนไซมเอทีพีเอส เปนตะคริว (ATPase) ควบคุมการเตน ของหัวใจใหเปนปกติ ฟอสฟอรัส (P) เป  นองค ป ระกอบของกระดู ก ปวดกระดูก ออนเพลีย เนือสัตว นม ไข ้ 0.5 กรัม และฟน รักษาสมดลของกรด ุ เ ป  น น่ิ ว ใ น ก ร ะ เ พ า ะ - ถวเมลดแหง ่ั ็  และดางในรางกาย ปสสาวะ รางกายไมเจริญ เติบโตเต็มที่ ซูบผอม
  • BOBBYtutor Biology Note แมกนีเซียม (Mg) เป  นองค ป ระกอบของกระดู ก มอสน ชกกระตุก สญเสย ผักสีเขียว เนือสัตว นม ผูใหญ 0.25 กรัม ทารก ื ่ั ั ู ี ้ และฟน ยับยั้งการหดตัวของ การควบคมตวเอง ุ ั ไข 0.15 กรัม หญิงมีครรภ กลามเนอ กระตุนการทํางาน ออนเพลีย  ้ื และใหนมบุตร 0.4 กรัม ของเอนไซม  ใ นกระบวนการ เมแทบอลิ ซึ ม ของคาร โ บ- ไฮเดรตหลายชนิด ฟลูออรีน (F) เป  นองค ป ระกอบของกระดู ก กระดูกและฟนไมแข็งแรง นํ้า 1 สวน ในลานสวนของ  และฟน ผุและกรอนงาย นํ้าดื่ม เหล็ก (Fe) เปนองคประกอบของฮีโมโกล- โลหิตจาง ออนเพลย ปวด  ี เนือสัตวสแดง ตับ ไข ประมาณ 20 มิลลิกรัม ้ ี บนในเมดเลอดแดง ิ ็ ื ศีรษะ วงเวยน เพราะขาด ิ ี เครองในสตว งา ่ื ั ออกซเิ จน ประสิทธิภาพ การทํางานลด ทองแดง (Cu) เปนสวนประกอบของเอนไซม โลหิตจาง เม็ดเลือดแดง เครองในสตว ปู หอย ผูใหญ 2 มิลลิกรัม เด็ก ่ื ั ไซโตโครม ซี ออกซิเดส ชวย ไมเจริญเต็มที่ กระดูก  ธัญพืช ถวเมลดแหง ่ั ็  0.08 มิลลิกรัมตอนํ้าหนัก ในการสรางกระดูก ผนังเสน- เปราะ เม็ดเลือดแดงอายุ ตัว 1 กิโลกรัม เลือดและใยหุมประสาท สน้ั โซเดยม (Na) ี ควบคุมนําและความดันออสโม- ้ มั ก พบร ว มกั บ การขาด เนือสัตว ไข นม อาหาร- ประมาณ 1 กรัม ้ ติกของเซลล รักษาความเปน คลอรน ถาไดรบมากเกนไป ี  ั ิ กระปอง อาหารแปรรูป กรด–ดางของรางกาย ทํางาน ความดนโลหตสง หัวใจ ั ิ ู ผักผลไมดอง ขนมทีใสผง ่ รวมกับแคลเซียมในการรักษา ทํางานหนัก ฟู และอาหารที่ใสผงชูรส สภาวะการทํางานของกลามเนื้อ ใหเปนปกติ ทํางานรวมกับ แคลเซี ย มในการส ง กระแส ประสาทและช  ว ยการดู ด ซึ ม สารอาหาร โพแทสเซียม (K) ทํ าหน า ที่ร  วมกับ โซเดีย มและ เบืออาหาร กลามเนอ เนือสัตว สม กลวย ประมาณ 4 กรัม ่  ้ื ้ คลอรีนในการควบคุมนํ้ าและ ไมทํางานตามปกติ สบปะรด มะเขอเทศ ั ื ความดันออสโมติกของเซลล รักษาความเปนกรด–ดางของ รางกาย ควบคุมการทํางานของ กลามเนอ และรวมกับโซเดียม  ้ื ในการสงกระแสประสาท ไอโอดน (I) ี เปนองคประกอบของไทรอยด เกดอาการคอพอก เปนใน อาหารทะเลทุกชนิด เกลือ เดกเลก 50 ไมโครกรัม ิ ็ ็ ฮอรโมน ซึงควบคุมกระบวนการ ่ เดกรางกายไมเจริญเติบโต อนามัย ็  วัยรุน 120–150 ไมโครกรม  ั เมแทบอลิซมของรางกาย ึ ปญญาออน ผูใหญ 150 ไมโครกรัม หญิงมีครรภ 175 ไมโครกรัม หญิงใหนม บุตร 200 ไมโครกรัม
  • BOBBYtutor Biology Note น้ํา (Water) นํ้าเปนสารอาหารทีมความสําคัญทีสดพบอยูในอาหารทัวๆ ไป การทีจดเอานําเปนสารอาหาร (Nutrient) นั้น ่ี ุ่  ่ ่ั ้ ก็เพราะวานําเปนสารเคมีทพบเปนสวนประกอบของเซลลและเนือเยือทุกชนิด ้ ่ี ้ ่ หนาที่ของนํา ้ 1. เปนองคประกอบของเนอเยอทกชนด   ้ื ่ื ุ ิ 2. ชวยใหเ กดปฏกรยา Hydrolysis ิ ิิิ 3. ปองกนการกระทบกระเทอน  ั ื 4. ควบคุมอุณหภูมของรางกายใหคงที่ ิ 5. รกษาสมดลของกรด–เบส และเกลือแรในรางกาย ั ุ 6. ชวยขนสงสารอาหารตางๆ    การถนอมและการแปรรปอาหาร ู การถนอมอาหารใชหลักการระงับการเจริญเติบโตของจุลนทรีย ทําไดโดยควบคมอณหภมิ [การฆาเชือแบบพาสเจอร ิ  ุ ุ ู ้ (Pasteurization) ในนม อาจใชความรอน 62.8 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที หรือ 72 องศาเซลเซียส นาน 15 วินาที การทําไรเชื้อ (Sterilization) ใชความรอน 121 องศาเซลเซียส ภายใตความดัน 15 ปอนด/ตารางนิว เปนเวลาอยางนอย ้ 15 นาที จะสามารถทําลายจลนทรยและสปอรทกชนดททนความรอนได] การทําแหงเปนวิธการดึงนําออกจากอาหาร ุิ ี  ุ ิ ่ี  ี ้ เพือใหนาทีเ่ หลือไมเพียงพอตอการทํางานของเอนไซมในอาหารหรอการเจรญของจลนทรยตางๆ ่ ้ํ  ื ิ ุิ ี สารเคมทใชถนอมอาหาร เชน ี ่ี – โซเดียมเบนโซเอตหรือกรดเบนโซอิก – โซเดียมไนเตรตหรือโพแทสเซียมไนเตรต – กรดซอรบกหรอแคลเซยมซอรเ บต ิ ื ี – กรดโพรพิออนิกหรือแคลเซียมโพรพิออเนต – โซเดยมเมตาไบซลไฟตหรอกรดซลฟวรส ี ั  ื ั  ั สารเคมทใชปรงแตงอาหาร เชน ี ่ี  ุ  – กรดซาลิซาลิก (เปนสารทีกฎหมายหามใช)่ – นํ้าประสานทองหรือบอแรกซ (เปนสารทีกฎหมายหามใช) ่ – โซเดียมคารบอเนตหรือโซดาซักผา – ดินประสิวหรือโพแทสเซียมไนเตรต – สยอมผา (เปนสารทีกฎหมายหามใช) ี ่ การถนอมอาหารโดยวธการหมกดอง จะทําใหเกิดกรดแลกติก ซงเปนผลจากการเจรญเตบโตของแบคทเี รย ิี ั ่ึ  ิ ิ ี ในสภาวะทมอากาศนอยกรดแลกตกและเกลอจะยบยงการเจรญเตบโตของจลนทรยชนดอนททาใหอาหารเนาเสย เพราะ ่ี ี  ิ ื ั ้ั ิ ิ ุ ิ ี  ิ ่ื ่ี ํ   ี เกลอในน้ําดองผัก จะเปนตัวดึงนําออกจากเซลลแบคทีเรียชนิดอืนทีทนตอความเค็มไมได จงสามารถชวยยบยงการ ื ้ ่ ่ ึ  ั ้ั เจริญเติบโตของจุลนทรียทไมตองการได ิ  ่ี  กรดทมอยในนาดองผักคือ กรดแอซตก, กรดแลกติก (เปนกรดอินทรีย) ่ี ี ู ้ํ ิิ
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดเปนจรงสําหรบแปงและเซลลโลส   ิ ั  ู 1) เปนโพลีเมอรของกลูโคส 2) ถกยอยในลําไสของคน ู  3) เปนองคประกอบของผนังเซลลพช ื 4) เปนแหลงสะสมพลังงานในพืช 2. เหตผลในขอใดทนกกฬานยมเลอกดมเครองดมประเภทกลโคสเพอเสรมสรางกําลัง ุ  ่ี ั ี ิ ื ่ื ่ื ่ื ู ่ื ิ  ก. กลูโคสดูดซึมไดทนที ั ข. เลอดลําเลียงสารอาหารในรูปกลูโคสเทานัน ื ้ ค. กลโคสใหพลงงานสงกวาสารประเภทอน ู  ั ู  ่ื 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 3. สตรโครงสรางของ Lysine จะแตกตางจากสตรขางบนทตําแหนงใด ู   ู  ่ี  ข. O H H H O C C N H ก. ค. H ง. 1) ก. 2) ข. 3) ค. 4) ง. 4. โมเลกุลของสารในขอใดประกอบดวยโปรตีน ก. เคอราตินของเสนผม ข. ไฟโบรอนของเสนไหม ิ  ค. คอลลาเจนของเนือเยือเกียวพัน ้ ่ ่ ง. ไคทนของเปลอกแมลง ิ ื 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ก., ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง. 5. การบรโภคอาหารในขอใดจงจะไดพลงงาน 2,000 กโลแคลอรี ิ  ึ  ั ิ สัดสวนของอาหาร ไขมัน โปรตีน คารโบไฮเดรต 1) 20 350 120 2) 60 200 165 3) 80 250 135 4) 90 50 200 6. ขอใดถูกตองเมือโปรตีนถูกทําใหเกิดการแปลงสภาพดวยความรอน ่ 1) โครงสรางปฐมภูมเิ ปลียนรูปไป ่ 2) พันธะเพปไทดถกทําลาย ู 3) โครงสรางไตรภูมเิ ปลียนรูปไป ่ 4) ลําดบกรดอะมโนของสารพอลเิ พปไทดเ ปลยนไปโครงสรางปฐมภมเิ ปลยนรปไป ั ิ ่ี  ู ่ี ู
  • BOBBYtutor Biology Note 7. ธาตทพบในสารประกอบมอลเทสแตไมพบในสารประกอบมอลโทส คือขอใด ุ ่ี 1) คารบอน 2) ไนโตรเจน 3) ออกซิเจน 4) ไฮโดรเจน 8. อาหารชนิดใดทีมเี ปอรเซ็นตของโมเลกุล F ในภาพสูงสุด ่ H H C OH C O H H H H O C H H C OH N C C HO OH C C H OH H H OH A B H H H C OH H C OH C O C O H HH H H H O H O H C OH H C H C OH H C N C C N C C HO O OH OH C C C C H H H CH 3 H OH H OH C D H O H H H H C O C C C . . .C H H H H O H H H H C O C C C . . .C H H H H H H O O H H H N C C H C O C C C . . .C H H OH CH 3 H H H H E F 1) ขนมปง 2) ผักคะนา 3) นํ้าตาล 4) เนย
  • BOBBYtutor Biology Note 9. นํ้ามันหมูเปนไขเมืออากาศเย็นลงประมาณ 20°C แตนามันขาวโพดไมเปนไข เนองจากน้ํามันหมูมลกษณะตาม ่ ้ํ ่ื ีั ขอใด 1) มีอัตราสวนของ H : C สูงกวา 2) มีสายกรดไขมันสัน้ 3) มีกรดไขมันมากกวา 4) มคอเลสเตอรอลเปนองคประกอบมากกวา ี    10. ขอใดถูกตองเกียวกับไขมัน ่ ก. ชวยใหแรธาตุละลายในเยือหุมเซลล แพรเ ขาสเู ซลลได ่    ข. ชวยใหอาหารมีการดูดซึม ค. ชวยใหวตามินเอ ซี ดี อี ถกดดซมเขาสรางกาย ิ ู ู ึ  ู  ง. ชวยใหผวหนงไมแหงและตกกระ  ิ ั   1) ก., ข. และ ค. 2) ข., ค. และ ง. 3) ก., ค. และ ง. 4) ก., ข. และ ง. 11. ผปวยโรคโลหตจางเนองจากเมดเลอดแดงแตกงาย ควรรับประทานอาหารในขอใด ู  ิ ่ื ็ ื  ก. นํามันพืช ้ ข. กะหลาดอก ่ํ ค. ผลผลิตจากสัตว เชน ไข นม เนยแข็ง ง. อาหารทีมโปรตีนสูง ่ี 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 12. วิตามินในขอใดทีคนเราสามารถสังเคราะหไดเอง ่ ก. วิตามิน B1 ข. วิตามิน B6 ค. วิตามิน B12 ง. วิตามิน K 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 13. ถาขาดวิตามินใดจะมีผลทําใหประสาทเสือมและการทํางานของกลามเนือผิดปกติ ่ ้ 1) ไนอะซิน 2) ไพริดอกซิน 3) ไรโบเฟลวน ิ 4) ไทอามน ี 14. วิตามินซีมความสําคัญตอรางกายอยางไร ี 1) รกษาบาดแผล (Wound healing) ั 2) สรางสารสีในการมองเห็น (Visual pigments) 3) ชวยใหเ ลอดแขงตว  ื ็ ั 4) ชวยรักษาโรคโลหิตจาง 15. การประทวงโดยมีการอดอาหารนัน รางกายไดรบพลังงานจากแหลงใดไปใชเปนอันดับแรกและอันดับถัดไป ้ ั ก. ไกลโคเจนทสะสมในตบและกลามเนอ ่ี ั  ้ื ข. ไขมันใตผวหนัง ิ ค. โปรตีนในกลามเนือ ้ 1) ก., ข. และ ค. 2) ก., ค. และ ข. 3) ข., ก. และ ค. 4) ข., ค. และ ก. เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 1) 10. 4) 11. 1) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1)
  • BOBBYtutor Biology Note การยอยอาหาร การยอยอาหาร (Digestion) หมายถึง กระบวนการของสิงมีชวตทีทําใหโมเลกลของอาหารมขนาดเลกลง ่ ีิ ่  ุ ี ็ จนกระทังรางกายสามารถนําไปใชประโยชนได ซงอาจเกดขนภายนอกเซลลหรอภายในเซลลกได สารอาหารทตองผาน ่ ่ึ ิ ้ึ  ื ็ ่ี   การยอย ไดแก โปรตีน ถูกยอยใหเปนกรดอะมิโน ไขมัน ถูกยอยใหเปนกรดไขมันและกลีเซอรอล คารโบไฮเดรต ถกยอย  ู  ใหเปนนํ้าตาลโมเลกลเดยว สารอาหารจําพวก นํ้า แรธาตุ และวตามน ไมจําเปนตองผานการยอยก็สามารถผานเขาสู ุ ่ี ิ ิ เซลลไดเ พราะมโมเลกลขนาดเลกอยแลว  ี ุ ็ ู  การยอยอาหารของคนและสัตวเลียงลูกดวยนํานม มี 2 แบบ คือ การยอยเชิงกล (Mechanical digestion) ้ ้ โดยการใชฟนบดเคียว และการบบตวของทางเดนอาหาร และการยอยทางเคมี (Chemical digestion) โดยการใช  ้ ี ั ิ เอนไซมหรอนายอย  ื ้ํ โพรงปากและการยอยอาหารในปาก  โครงสรางททาหนาทีเ่ กียวของกับการยอย ไดแก ฟน (Tooth) ตอมนํ้าลาย ลิน  ่ี ํ ่ ้ ฟนประกอบดวย ตัวฟน (Crown) มีชั้นเคลือบฟน (Enamel) เปนสารสีขาวเนือแนนทําหนาทีปกปองเนือฟน   ้ ่ ้ ไมใหไดรบอันตราย เนือฟน (Dentine) อยูใตชนเคลือบฟน มเี ซลลทําหนาทีสรางเนือฟน โพรงประสาทฟน เปนชนทมี ั ้  ้ั  ่ ้  ั้ ี่ เซลลประสาทและหลอดเลือดอยู รากฟน เปนสวนทีฝงอยูในขากรรไกร ยึดติดกับกระดูกโดยเนือเยือเกียวพันทีแข็งแรง ่  ้ ่ ่ ่ รากฟนมีสารคลายกระดูก (Bonelike material) เรียกวา ซีเมนตัม (Cementum) ฟนของคนมีทงหมด 2 ชุด คือ ฟนนํ้านม (Milk teeth or Deciduous teeth) มีทงหมด 20 ซี่ จะขึ้น ้ั ้ั 1 เมื่อเด็กอายุประมาณ 6 เดือน และครบ 20 ซี่ เมืออายุ 2 2 ป ฟนแท (Permanent teeth) มี 28–32 ซี่ ขึ้นอยูกับ ่ ฟนกรามหลัง (Molar) จะขึนครบหรือไม ้ รปรางและหนาทของฟน ู   ่ี  ฟนตด (Incisor หรือ I) มีจํานวน 8 ซี่ คือ ฟนหนาบน 4 ซี่ ฟนหนาลาง 4 ซี่ ฟนเขี้ยว (Canine หรือ C) มี  ั      จานวน 4 ซี่ ฟนกรามหนา (Premolar หรือ P) ทําหนาทบดอาหารมจํานวน 8 ซี่ บน 4 ซี่ และลาง 4 ซี่ ฟนกรามหลัง ํ  ่ี ี (Molar หรือ M) มีจํานวน 8 ซี่ ฟนชนดตางๆ เหลานีเ้ ขียนเปนสูตรสันๆ ไดวา I.C.P.M ใชเ ขียนจํานวนฟนครึงปาก  ิ  ้   I.C.P.M ่ เทานั้น สตรฟนแท คือ 2.1.2.3 หมายถึง ฟนตดบน 2 ซี่ ลาง 2 ซี่ ฟนเขียวบน 1 ซี่ ลาง 1 ซี่ ฟนกรามหนาบน 2 ซี่ ู  2.1.2.3  ั ้ ลาง 2 ซี่ ฟนกรามหลงบน 3 ซี่ ลาง 3 ซี่ ในฟนน้านมมี 20 ซี่ มีสตรดังนี้ 2.1.2.0 (ไมมฟนกรามหลัง)  ั  ํ ู 2.1.2.0 ี  ตอมน้าลาย (Salivary gland) ทําหนาทีสรางนํ้าลาย มี 2 ชนิด คือ ชนิดใส (Serous) และชนิดเหนียว  ํ ่ (Mucous) ตอมนํ้าลายมีทงหมด 3 คู คือ ตอมพาโรติด (Parotid gland) อยบรเิ วณกกหทง 2 ขาง สรางนําลายชนิดใส ้ั ู ู ั้ ้ อยางเดยว ถาตอมนเ้ี กดการอกเสบจะมการบวมแดงขางกกหเู รยกวา คางทูม ตอมใตขากรรไกร (Submaxillary gland)  ี   ิ ั ี  ี  สรางนําลายทังชนิดใส และชนิดเหนียว แตมชนิดใสมากกวา ตอมใตลน (Sublingual gland) สรางนําลายทังชนิดใส ้ ้ ี ้ิ ้ ้ และชนิดเหนียว แตมชนิดเหนียวมากกวา นําลายมน้ําเปนองคประกอบประมาณ 97-99% มของแขงปนอยเู ปนพวก ี ้ ี   ี ็  ฟอสเฟต มีแคลเซียมในปริมาณสูง
  • BOBBYtutor Biology Note คอหอย (Pharynx) เปนตําแหนงทีมทงหลอดลมและหลอดอาหาร สวนบนของหลอดลมมีแผนปดกระดูกออน ่ ี ้ั เรียกวา ฝาปดกลองเสียง (Epiglottis) เพอปองกนไมใหอาหารเขาไปในหลอดลมขณะกลนอาหาร ในขณะเดยวกน ่ื  ั    ื ี ั เพดานออน (Soft palate) จะถูกยกขึนไปขางหนา เพือปดรูจมูกดานใน เปนการปองกันไมใหอาหารเคลือนเขาไปในจมูก ้ ่ ่ กลามเนือลินจะบังคับใหอาหารผานเขาไปในหลอดอาหาร ้ ้ การยอยทางเคมีในปาก โดยใชเอนไซมไทยาลิน (Ptyalin) จากนํ้าลาย ซึงเปนอะไมเลส (Amylase) ชนดหนงท่ี ่ ิ ่ึ ทําหนาทียอยแปง สวนใหญจะอยูในรูปของเดกซทริน (Dextrin) ซึงมีขนาดโมเลกุลเล็กกวาแปงแตใหญกวานํ้าตาล ่  ่ บางสวนอาจถูกยอยเปนนํ้าตาลโมเลกุลคูหรือโมเลกุลเดียวบางแตเปนสวนนอย  ่ หลอดอาหาร (Oesophagus) ทําหนาทีรบอาหารจากคอหอยใหผานลงสูกระเพาะอาหาร โดยการบบรดตวของ ่ั   ี ั ั กลามเนอหลอดอาหาร  ้ื กระเพาะอาหาร (Stomach) เปนสวนของทางเดินอาหารทีมขนาดใหญทสด แบงออกเปน 3 สวน คือ ่ี ่ี ุ   1. Cardiac stomach อยูตอจากหลอดอาหารมีกลามเนือหูรดดานบนเรียกวา Cardiac sphincter  ้ ู 2. Fundus เปนสวนกลางของกระเพาะ ซงเปนสวนทมขนาดใหญทสด เรียกวา Body ่ึ   ่ี ี  ่ี ุ 3. Pylorus เปนสวนปลายสุดของกระเพาะ มีกลามเนือหูรด เรียกวา Pyloric sphincter ้ ู ภายในกระเพาะอาหารมกลมเซลลตอมทสําคัญ 3 ชนิด คือ ี ุ   ่ี 1. Globlet cell หรือ Mucous neck cell ทําหนาทีสรางนํ้าเมือกทีฤทธิเ์ ปนเบสไปฉาบผิวของกระเพาะไมให ่ ่ เปนอันตราย 2. Parietal cell หรือ Oxyntic cell มหนาทสรางกรดเกลอ ี  ่ี  ื 3. Chief cell หรือ Zygomatic cell สรางเอนไซมเปปซิโนเจน (Pepsinogen) และโปรเรนนิน (Prorennin) สารทีเกียวของและนํ้ายอยในกระเพาะอาหารประกอบดวย ่ ่ 1. กรดไฮโดรคลอริก (HCl) มี pH อยูระหวาง 1.25-2.0  2. เปปซิโนเจน เปนนํายอยทยงไมพรอมทจะทางาน (Inactive) เมือไดรบการกระตุนจากกรดเกลือจะเปลี่ยนแปลง ้  ี่ ั   ี่ ํ ่ ั  เปนเปปซิน (Pepsin) จึงจะยอยโปรตีนใหเปนพอลิเพปไทดสายสันๆ ซึงประกอบดวยกรดอะมิโนประมาณ 4-12 โมเลกล ้ ่ ุ 3. โปรเรนนิน (Prorennin) เปนเอนไซมทยงไมพรอมทีจะทํางาน แตเ มอไดรบการกระตนจากกรดเกลือจะเปลี่ยน ่ี ั ่ ื่  ั ุ เปนเรนนิน (Rennin) ทําหนาทียอยโปรตีนเคซิน (Casein) ในนํ้านมใหเปนพาราเคซิน (Paracasein) แลวรวมกับเกลือ ่ ของแคลเซยม ทําใหน้านมมีลกษณะเปนลิมโปรตีนและถูกยอยดวยเปปซิน เปนพอลเิ พปไทดสายสนๆ ี ํ ั ่   ้ั 4. ไลเปส (Lipase) มีปริมาณนอย แตมกถูกทําลายในสภาพเปนกรดภายในกระเพาะอาหาร ั  5. ฮอรโมนแกสตริน (Gastrin) สรางมาจากเซลลของเนือเยือชันในของกระเพาะอาหารมีหนาทีกระตุนให Parietal ้ ่ ้ ่  cell หลังกรดเกลือ และการหลงนายอยจากตับออน ่ ่ั ้ํ ลําไสเลก (Small Intestine) เปนแหลงทมการยอยและดดซมอาหารมากทสด แบงออกเปน 3 ตอน คือ  ็   ่ี ี  ู ึ ่ี ุ 1. Duodenum เปนสวนตนของลําไสเล็ก ยาวประมาณ 25 cm ตับและตับออน จะหลังสารทีเ่ กียวของกับ ่ ่ การยอยอาหารเขาสูลําไสเล็กสวนนี้  2. Jejunum อยูตอจากลําไสเล็กสวนตน ยาวประมาณ 8-9 ฟุต  3. Ileum เปนสวนสดทายของลําไสเล็ก ยาวประมาณ 12-13 ฟุต   ุ 
  • BOBBYtutor Biology Note ผิวดานในของลาไสเล็กจะมีสวนยืนเล็กๆ เรียกวา วิลลัส (Villus) หนาแนน ประมาณ 20 - 40 อัน ตอพนท่ี ํ  ่   ้ื 1 ตารางมิลลิเมตร เปนการเพิมพืนทีสําหรับดูดอาหารเขาสูกระแสเลือดไดมากขึน ภายในวลลสจะมเี สนเลอดและหลอด- ่ ้ ่  ้ ิ ั  ื นํ้าเหลืองอยูเ ต็ม การยอยทางเคมีในลําไสเล็ก จะมีนํายอยและสารทีเ่ กียวของจากตับออน และจากผนงลาไสเล็กมายอยสารอาหาร ้ ่ ั ํ จนสามารถดดซมไปใชได สารจากตับออนและจากผนังลําไสเล็กมีหลายชนิด ไดแก ู ึ  สารจากตับออน หนาที่ 1. Pancreatic lipase ยอยไขมันใหเปนกลีเซอรอลและกรดไขมันอิสระ 2. Pancreatic amylase ยอยแปงและไกลโคเจนใหเ ปนนาตาลมอลโทส และ    ้ํ นํ้าตาลโมเลกลเดยว ุ ่ี 3. Trypsinogen อยในรปทยงทํางานไมได จะเปลียน ู ู ่ี ั ่ ยอยพอลิเพปไทดสายสันๆ ใหเ ปนเพปไทดขนาดเลก ้   ็ เปน Trypsin เมื่อไดรับนํายอย Enterokinase จาก  ้  ลําไสเล็ก 4. Chymotrypsinogen อยในรปททางานไมได เปลยน ู ู ่ี ํ ่ี ยอยพอลิเพปไทดสายสันๆ ใหเ ปนเพปไทดขนาดเลก ้   ็ เปน Chymotrypsin เมื่อไดรับนํายอย Trypsin  ้  5. Procarboxypeptidase อยูในรูปทีทางานไมได เปลยน  ่ํ  ่ี ยอยพอลิเพปไทดสายสันๆ ใหกรดอะมโนหลดออกมา ้  ิ ุ เปน carboxypeptidase เมื่อไดรับ Trypsin  เปนอิสระ 6. Proelastase อยในรปททางานไมได เปลยนเปน ู ู ่ี ํ ่ี  ยอยโปรตนใหเ ปนพอลเิ พปไทดสายสนๆ  ี   ้ั Elastase เมื่อไดรับ Trypsin และไดเพปไทด 7. Nuclease ยอย DNA เปนนิวคลีโอไทด  Deoxyribonuclease ยอย RNA เปนนิวคลีโอไทด  Ribonuclease 8. Lecithinase ยอย Lecithin ใหเปน Diglyceride กับ  Phosphorylcholine 9. โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต (NaHCO3) ปรบสภาพ pH ในลําไสเ ลกใหเ ปนเบสออนๆ เพือให ั ็   ่ เหมาะสมแกการทํางานของนํายอย  ้ สารจากลําไสเล็ก หนาที่ 1. Enterokinase กระตุนการเปลียน Trypsinogen เปน Trypsin  ่  2. Sucrase ยอยน้ําตาลซูโครสใหได กลูโคสกับกาแลกโทส  3. Maltase ยอยน้ําตาลมอลโทสใหไดกลูโคส 2 โมเลกล  ุ 4. Lactase ยอยน้ําตาลแลกโทสใหไดกลโคสกบกาแลกโทส    ู ั 5. Aminopeptidase ยอยพอลิเพปไทดใหไดกรดอะมิโน 6. Dipeptidase ยอยไดเพปไทดใหกรดอะมิโน 2 โมเลกล ุ 7. ฮอรโมน Secretin กระตนใหตบออนหลงนายอยและตับหลังนํ้าดี ุ  ั  ่ั ้ํ ่
  • BOBBYtutor Biology Note ลําไสใหญ (Large Intestine) แบงออกเปน 4 สวน ดังนี้ 1. Caecum เปนสวนทีอยูตอจากลําไสเล็กสวนปลายบริเวณใกล Caecum มสวนของลาไสใหญยนออกมาเปน ่  ี ํ ่ื หลอดเล็กๆ เรียกวา ไสตง (Vermiform appendix) ่ิ 2. Colon เปนสวนทยาวทสดของลําไสใหญ   ่ี ่ี ุ 3. Rectum หรือเรียกวาไสตรง เปนบรเิ วณทเ่ี ปนโรคมะเรงไดมากกวาบรเิ วณอนๆ ของลําไส   ็   ่ื 4. Anal canal เปนสวนสดทายของลําไสใหญ เปดออกนอกรางกายทางชองทวารหนัก   ุ  การดูดซึมสารอาหาร การดดซมคารโบไฮเดรต กลูโคสและกาแลกโทส จะถูกดูดซึมแบบใชพลังงาน (Active transport) ู ึ  การดูดซึมโปรตีน มีการดูดซึมทังแบบใชพลังงาน และไมใชพลังงาน ้ การดูดซึมไขมัน มีการดูดซึมเขาสูทอนําเหลือง และผานเขาสกระแสเลอด้   ู ื การดูดซึมวิตามิน วิตามินทีคนเรารับประทานแบงเปน 2 ประเภท จึงมีการดูดซึมเขาสูรางกายได แตกตางกัน ่  คือ 1. วิตามินทีละลายในไขมัน ไดแก วิตามิน A D E และ K การดดซมวตามนเหลานตองใชเ กลอ นํ้าดีและไขมัน ่ ู ึ ิ ิ  ้ี  ื อื่นๆ ในอาหาร ชวยเรงในการดดซม หากรางกายของเราขาดไขมนกจะทําใหการดูดซึมวิตามินเหลานีไมเปนไปตามปกติ   ู ึ  ั ็ ้ 2. วิตามินทีละลายในนํ้า ไดแก วิตามิน B และ C เปนกลมวตามนทรางกายดดซมไดงาย ่  ุ ิ ิ ่ี  ู ึ  การดูดซึมเกลือแร แรธาตุตางๆ จะถกดดซมบรเิ วณสวนตนๆ ของลําไสเล็กไดดกวาสวนปลาย การดูดซึมแรธาตุ  ู ู ึ   ี บางอยางเปนการเคลือนทีโดยใชพลังงานแบบ Active transport เชน โซเดียม แคลเซียม และคลอไรด เปนตน แตแรธาตุ ่ ่ บางอยางกถกดดซมโดยการเคลอนทจากทมความเขมขนสงไปยงทมความเขมขนนอยกวา ซึงถือวาเปนแบบทีไมตองใช  ็ู ู ึ ่ื ่ี ่ี ี   ู ั ่ี ี     ่ ่  พลังงาน เชน โพแทสเซยม เปนตน ี การดูดซึมนํา นํ้าจะเคลื่อนที่ผานเยื่อมิวโคชาของลําไสเล็กไดอยางอิสระ เมื่อมีการดูดซึมกลูโคส กรดอะมิโน ้ และโซเดียมเขาสูเ ลือด นํ้าจะถกดดซมตามเขาไปดวยโดยวธการออสโมซส (Osmosis) ู ู ึ   ิี ิ การยอยอาหารของสัตว สัตวกนพืช เชน วัว ควาย แพะ แกะ มทางเดนอาหารยาวมากกระเพาะอาหารเปนแบบ ิ ี ิ  กระเพาะรวม (Compound stomach) แบงเปน 4 สวน สวนแรกมีลกษณะเปนถุงขนาดใหญ เรียกวา กระเพาะท่ี 1 ั หรือรูเมน (Rumen) ภายในมผนงยนออกมาจํานวนมาก คนทวไปเรยกวา ผาขี้ริ้ว กระเพาะสวนนีทําหนาทีพกอาหารและ ี ั ่ื ่ั ี  ้ ่ ั มการยอยอาหารพวกเซลลโลส โดยแบคทเี รยและโปรโตซวพวกซลเิ อต (Ciliates) เพือเปลียนเปนสารอาหารทีสตว ี  ู ี ั ิ ่ ่ ่ั สามารถนําไปใชประโยชน เชน ยอยสลายเซลลูโลสใหเปนกรดไขมันอยางงาย กรดไขมันนีจะถูกดูดซึมเขาสูระบบหมุน- ้  เวียนเลือดเพือใชเปนแหลงพลังงาน และจุลนทรียเ หลานียงชวยสังเคราะหกรดไขมันจากคารโบไฮเดรต สังเคราะหกรด ่ ิ ้ั อะมิโนจากยูเรีย และแอมโมเนียทีเ่ กิดจากการหมัก รวมทังวิตามินบี 12 อีกดวย ถดจากรเู มนเปนกระเพาะท่ี 2 มีลกษณะ ้ ั  ั คลายรงผง จึงเรียกวา กระเพาะรงผง (Honey comb) หรือเรทิควลัม (Reticulum) มีหนาทีคลุกเคลาอาหารและชวยสง  ั ้ึ ั ้ึ ิ ่ อาหารกลับไปเคียวในปากอีกครังหนึง กระเพาะท่ี 3 มีลกษณะเปนกลีบเรียกวา กระเพาะสามสิบกลีบ (Maniplies) หรือ ้ ้ ่ ั โอมาซัม (Omasum) มีหนาทีบดและคลุกเคลาอาหารแลวสงไปยังกระเพาะที่ 4 ซึงเปนกระเพาะจริง เรียกวา แอบโอมาซัม ่ ่ (Abomasum) กลุมเซลลทผนังกระเพาะอาหารสวนนีสามารถผลิตนํายอยไดเ อง ในขณะทกระเพาะที่ 1, 2 และ 3 นั้นไมมี  ่ี ้ ้  ี่ นํ้ายอยทีผลิตขึนเอง ่ ้
  • BOBBYtutor Biology Note Intestine 3 Omasum Esophagus 1 Rumen 4 Abomasum 2 Reticulum แสดงทางเดนอาหารของโค ิ การยอยอาหารของฟองนํ้า เกิดขึนภายในเซลลเทานัน นําอาหารเขาสูเ ซลล โดยใชแฟลเจลลมโบกพดอาหารทอยู ้ ้  ั ั ่ี ในนํ้าใหเขาไปในเซลลปลอกคอ (Collar cell) และอยูในรูปฟูดแวคิวโอล ในเซลลอะมีโบไซต จากนนเอนไซมในไลโซโซม  ้ั  จะปลอยเขาสฟดแวควโอลเพอทําการยอยตอไป   ู ู ิ ่ื   การยอยอาหารของซเลนเตอเรต เชน ไฮดรา จะมการยอยอาหารในชองแกสโตรวาสควลาร เยือบุชองนีมเี ซลล  ี ี  ิ ่  ้ ทีขบนํายอยออกมายอยอาหารใหมขนาดเล็กลง ซึงเปนการยอยภายนอกเซลล แลวอาหารจะถกนาเขาไปในเซลลยอยตอ ่ั ้ ี ่  ู ํ  ภายในฟูดแวคิวโอล สวนทยอยไมไดจะถกกําจัดออกทางเดิม คือ ปาก ลกษณะของอาหารทฟองน้าและไฮดรากินเขาไป  ่ี    ู ั ่ี ํ แตกตางกัน คือ อาหารของฟองนํ้ามีขนาดเล็กมาก สวนอาหารของไฮดรามขนาดใหญ ชองตวของฟองนาวาไมจดเปน  ี  ั ้ํ ั ทางเดินอาหาร เพราะชองตวของฟองน้ําไมมการยอยอาหาร แตจดชองตัวของไฮดราเปนทางเดินอาหาร เพราะสวนของ  ั ี ั ไฮดราเซลลบางเซลลมการปลอยเอนไซมออกมายอยอาหารภายในชองตัว แลวจึงดูดซึมเขาเซลล ี พวกหนอนตวแบน เชน พลานาเรียมีทางเดินอาหารทอดยาวไปตามลําตัว และแตกแขนงแยกออกไปทังสองขาง ั ้ ของลําตัว ทางเดินอาหารของพลานาเรียมีชองเปดเพียงทางเดียว ตรงบรเิ วณกลางลาตัวมีคอหอยลักษณะเหมือนงวง  ํ สามารถยืนออกมาไดยาว ใชดูดอาหาร อาหารจะยอยในทางเดนอาหารและดดซมเขาสเู ซลลของรางกายในการกนอาหาร ่  ิ ู ึ    ิ ของพลานาเรีย มันจะใชปากทีมลกษณะเหมือนงวงยืนออกมาดูดอาหาร จากนันอาหารจะกระจายเขาสูทางเดินอาหารที่ ่ีั ่ ้  แตกแขนงทอดยาวไปตามลาตัว โดยสงเกตไดจากทางเดนอาหารของพลานาเรยจะมสแดง สวนพยาธิใบไม พยาธิตวตืด ํ ั  ิ ี ีี ั ไดรบอาหารแตกตางจากพลานาเรย คือ พยาธใบไมจะดดกนเขาทางปากตรงอวยวะดดเกาะ อาหารสวนใหญ คือ เลือด ั  ี ิ  ู ิ  ั ู ของผูถูกอาศัย จงไมตองผานกระบวนการยอยมากนก สวนพยาธิตวตืดไดรบอาหารทีผานการยอยแลวโดยการดูดซึมเขา ึ    ั ั ั ่ ผิวหนังลําตัวลักษณะอาหารจะเปนสารอาหารทีมโี มเลกุลเล็ก เซลลสามารถนําไปใชไดทนทโดยไมตองยอยอีก แตพลานาเรีย ่  ั ี   จะใชปากในการดูดกินอาหารแลวผานเขาสูทางเดินอาหารเพือทําการยอยตอไป  ่   พวกแอนเนลิด เชน ไสเดือนดินมีทางเดินอาหาร ประกอบดวย  ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร (Crop) กึน (Gizzard) ๋ ลําไส ทวารหนัก
  • BOBBYtutor Biology Note ทางเดนอาหารของพวกอารโทรพอด ประกอบดวย ิ   ปาก (มีตอมนํ้าลาย)  คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร (Crop) กึนหรือโพรเวน- ๋ ตรคลส (Proventriculus) ิูั เฮปาติกซีกม (Hepatic caecum) ั กระเพาะอาหาร ลาไสเล็ก ํ ลําไสใหญ ไสตรง ทวารหนัก ทางเดนอาหารของสตวปก ประกอบดวย ิ ั   ปาก คอหอย หลอดอาหาร ถุงพักอาหาร กระเพาะอาหาร กึน ๋ ลําไสเล็ก ลําไสใหญ ทวารหนัก การยอยอาหารของจลนทรย  ุ ิ ี จลนทรยพวกโพรโตซว เชน อะมบา พารามเี ซยม อาหารทีกนเขาไปก็จะไปอยูในฟูดแวคิวโอล ไลโซโซมจะมา ุิ ี ั ี ี ่ิ  รวมกบฟดแวควโอล เอนไซมในไลโซโซมจะยอยอาหารในฟูดแวคิวโอลใหเปนสารโมเลกุลเดียว แลวสารอาหารจึงเคลือน ั ู ิ ่ ่ ออกจากฟูดแวคิวโอลเขาไปในไซโทพลาสซึม เพื่อนาไปใชตอไป ํ  แบคทีเรียและเชือรา จะมีกระบวนการยอยสลายสารอินทรียตางๆ ทีเ่ ปนอาหารโดยสงเอนไซมออกมายอยนอกเซลล ้  เชน เอนไซมอนเวอรเ ทส (Invertase) ในยีสต แลวดูดซึมกลับเขาสูเ ซลล ยีสตเปนจุลนทรียทผลิตเอนไซมอนเวอรเทส ิ ิ  ่ี ิ ในปริมาณทีสง เพือใชยอยซูโครสใหเปนมอนอแซ็กคาไรด คือ กลูโคส และฟรักโทส ซึงจําเปนตอการเจรญเตบโตของ ู่ ่  ่   ิ ิ เซลลยสต มนษยไดเ อายสตมาใชในอตสาหกรรมอาหาร โดยใชเอนไซมอินเวอรเทสจากยีสตมาผลิตนําตาลอนเวอรทซงเปน ี ุ  ี   ุ ้ ิ  ่ึ  นํ้าตาลผสมระหวางกลูโคสและฟรักโทส เพือใชเปนสวนผสมของอาหารพวกขนม ลูกกวาด และเครองดมประเภทตางๆ ่ ่ื ่ื  กระบวนการผลิตนําตาลอนเวอรท ปกติจะใชนาตาลจากหวผกกาดหวาน (Sugar beet) หรอจากออย (Sugar cane) ้ ิ  ้ํ ั ั ื  เปนสารเริมตนในการผลิต ่ แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดไมถกตองเกียวกับการยอยอาหาร ู  ่ 1) เพปซินและทริปซินทีกระเพาะยอยโปรตีนไดเปนพอลิเพปไทดทมขนาดสันลง ่ ่ี ี ้ 2) นํ้าลายมอะไมเลสยอยแปงไดเ ปนมอลโทส ี    3) เกลือนํ้าดีทาใหไขมันแตกเปนหยดเล็กๆ และละลายนํ้าไดเปนอิมัลชัน ํ 4) กรดไฮโดรคลอริกชวยเปลียนโพรเรนนินเปนเรนนินใหกระเพาะทํางานได ่ 2. สารคัดหลังจากอวัยวะใดในทางเดินอาหารเมือผสมกับนํ้ามันพืชนาจะทําใหเกิดกรดไขมันได ่ ่ ก. ถงนาดี ุ ้ํ ข. กระเพาะอาหาร ค. ดูโอดีนัม ง. ตับออน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 3. ขอใดไมเกียวของกับหนาทีของกรดเกลือในนํายอยกระเพาะอาหารของคน ่ ่ ้ 1) ชวยทําลายจุลนทรียในอาหาร ิ  2) สงเสรมการทํางานของไคโมทริปซิน  ิ 3) ยับยังการทํางานของอะไมเลสในนํ้าลาย ้ 4) เปลียนเพปซิโนเจนเปนเพปซิน ่
  • BOBBYtutor Biology Note 4. ความผดปกตในขอใดททาใหไมมการยอยไขมัน ิ ิ  ่ี ํ ี ก. ตับไมสรางเอนไซมไลเพส ข. ตับไมสรางเกลือนํ้าดี ค. อาหารจากกระเพาะมีฤทธิเ์ ปนกรด ง. ตับออนไมสรางเอนไซมทริปซิน 1) ก. 2) ข. 3) ข. และ ค. 4) ก. และ ง. 5. ลิเพสจากอวัยวะใดทียอยไขมันจนไดเปนกรดไขมันและกลีเซอรอล ่ ก. ลําไสเล็ก ข. ตับ ค. กระเพาะ ง. ตับออน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 6. ในระหวางทีมการยอยอาหารใน Duodenum สารใดตอไปนีทถกนําเขาสูทางเดินอาหารสวนนีไดโดยไมผานทาง ่ี ้ ่ี ู  ้  เสนเลือด ก. Bicarbonate ข. Bile salt ค. Pepsin ง. Trypsin จ. Amylase ฉ. Lipase ช. Secretion 1) ก., ข., ค., ง. และ ช. 2) ก., ข., ง., จ. และ ฉ. 3) ข., ค., จ., ฉ. และ ช. 4) ก., ค., ง., จ. และ ฉ. 7. นํ้ายอย A, B และ C สกดมาจากตอมสรางน้ายอยของคนในขอใด เมื่อนําไปยอยสารอาหารซึงมีสตรโครงสราง  ั   ํ ่ ู ตางๆ แลว ไดผลตามตาราง  สารอาหาร นํ้ายอย A นํ้ายอย B นํ้ายอย C H2N + + - COOH H2N - + - COOH COOH - - + H2N + คือ มีการยอย - คือ ไมมการยอย ี กระเพาะ ตับออน ลําไสเล็ก 1) A B C 2) A C B 3) B A C 4) B C A
  • BOBBYtutor Biology Note 8. นํ้ายอยจากตบออนประกอบดวยเอนไซมชนดใด  ั    ิ 1) ไลเพสและทริปซิน 2) ไลเพสและคารบอกซีเพปติเดส 3) ไลเพสและอะไมเลส 4) ไลเพส อะไมเลส และคารบอกซีเพปติเดส 9. โซเดียมไบคารบอเนตทีตบออนสงไปยัง Duodenum นั้น เพือทําหนาทอะไร ่ั ่  ่ี 1) ยอยอาหารโปรตน  ี 2) ยอยอาหารไขมน  ั 3) ทําใหไขมันแตกตัว 4) ทําให pH ในลําไสเ หมาะสมกบการทํางานของเอนไซม ั 10. สตวชนดใดทมทางเดนอาหารแบบไมสมบูรณ ั  ิ ่ี ี ิ 1) หนอนตวกลม ั 2) ไสเดือนดิน 3) พลานาเรย ี 4) พยาธิตวตืด ั 11. ฟองนํากินไดแตอาหารชินเล็กๆ เพราะอะไร ้ ้ 1) ไมมปาก ี 2) มีระบบทางเดินอาหารทีไมสมบูรณ ่ 3) เยือหุมเซลลเลือกสารทีจะผานเขา-ออก ่  ่ 4) การยอยของฟองน้าเปนการยอยภายในเซลลเทานัน  ํ ้ เฉลย 1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 2) 5. 4) 6. 2) 7. 1) 8. 4) 9. 4) 10. 3) 11. 4)
  • BOBBYtutor Biology Note การลําเลยงสารในรางกาย ี  การลําเลยงสารในรางกายของสตว ี  ั การลําเลียงสารในรางกายของสัตวที่ไมมีระบบหมุนเวียนเลือด ฟองนํ้า เปนสตวชนต่ําสุด ยังไมมระบบลําเลียง มรพรนทวตวเปนชองใหนาผานเขาไป อาหารจะปะปนเขาไป  ั  ้ั ี ี ู ุ ่ั ั    ้ํ  กับนํา การรับและการขจัดสารเกิดขึนโดยการแพรระหวางเซลลกบสิงแวดลอม และเซลลกบเซลลโดยตรง ้ ้ ั ่ ั ไฮดรา มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ยังไมมระบบการลําเลียงสาร การรบและขจดสารเกดขนโดยการแพรผานเยอหมเซลล ี ั ั ิ ้ึ   ่ื ุ โดยตรง พลานาเรีย เปนสตวหลายเซลลทรางกายมเี นอเยอหลายชนกวาไฮดรา การแลกเปลียนกาซและการนําสารเขาออก  ั   ่ี  ้ื ่ื ้ั  ่ จากรางกายโดยการแพรผานผิวตัวเหมือนกับไฮดรา การลําเลียงสารในรางกายของสัตวที่มีระบบหมุนเวียนเลือด ไสเดอนดน มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปด การแลกเปลยนสารระหวางเลอดกบเซลลของไสเดือนดินเกิดขึ้น  ื ิ ี่  ื ั  โดยแพรผานผนังหลอดเลือดฝอย หัวใจของไสเดือนดินเปนหัวใจเทียม (Pseudoheart) ทําหนาทสบฉดเลอดไปใหเ ซลล   ่ี ู ี ื ทัวรางกาย นํ้าเลือดของไสเดือนดินมีสแดงเนืองจากมีเฮโมโกลบิน (Haemoglobin) ละลายอยู เฮโมโกลบินจะรวมตัว ่ ี ่ กับออกซิเจนเปนออกซีเฮโมโกลบิน (Oxyhaemoglobin) สวนเซลลเม็ดเลือดแดงของไสเดือนดินไมมสแตมนวเคลียส ีี ีิ (Nucleus) อยูภายในเซลลตางกับเซลลเม็ดเลือดแดงของสัตวเลียงลูกดวยนํานมตรงทีเ่ ซลลเม็ดเลือดแดงของสัตวเลียงลูก   ้ ้ ้ ดวยนํ้านมเมือเจริญเต็มทีจะไมมนวเคลียส ่ ่ ีิ แมลง ระบบหมุนเวียนเลือดในแมลงเปนระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปด ซึงเลือดจะไหลเวียนอยูในหลอด- ่  เลอดระยะหนงเทานน แลวเขาสูภายในชองวางระหวางเนือเยือทีเ่ รียกวา เฮโมซล (Haemocoel) เลอดของแมลงเรยกวา ื ่ึ  ้ั  ้ ่ ี ื ี  เฮโมลิมป (Haemolymph) ซงหมายถงเลอดทปนกนอยกบน้าเหลือง เฮโมลิมปจะพบอยูรอบเนือเยือตางๆ ทัวรางกาย ่ึ ึ ื ่ี ั ู ั ํ  ้ ่ ่ แมลงไมจําเปนตองมีรงควัตถุในเลือดสําหรับขนสงกาซ ทังนีเ้ พราะแมลงมีระบบทอลม (Tracheal system) ทีทาหนาท่ี ้ ่ํ  ลําเลียงกาซไดอยางมีประสิทธิภาพ ปลา มีหวใจ 2 หอง คือ หองบน (Atrium) 1 หอง และหองลาง (Ventricle) 1 หอง เลือดทีใชแลวจากสวนตางๆ ั  ่ ของรางกายจะไหลเขาสูแองรับเลือด แลวเขาสูหวใจหองบน ซงมผนงบางผานเขาหองลาง เขาสูหลอดเลือดโคนัสอารเตอรี-  ั ่ึ ี ั     โอซส (Conus ateriosus) และเวนทรอลเอออรตา (Ventral aorta) ตามลําดับ เพอสงตอไปยงเหงอกและรบออกซเิ จน ั ่ื   ั ื ั ทีเ่ หงือก โดยผานทางแขนงหลอดเลือดทีอยูบริเวณเหงือก (Afferent branchial vessel) เมือรับออกซิเจนแลวก็กลาย ่  ่ เปนเลือดแดง หรือเลือดทีมปริมาณออกซิเจนสูง สงไปเลียงสวนตางๆ ของรางกาย แลวกลบเขาสหวใจหองบนอกเปน ่ี ้  ั  ู ั  ี  วงจรตอเนืองกันไป ่ สัตวครึงบกครึงนํา มีการหมุนเวียนคลายปลา แตตางกันในเรืองจํานวนหองของหวใจ คือ ปลามหวใจ 2 หอง ่ ่ ้  ่  ั ีั สวนสัตวครึงบกครึงนํ้ามหวใจ 3 หอง คือ หองบน (Atrium) มีผนังกันแบงออกเปน 2 หอง หองลางมี 1 หอง ่ ่ ีั ้ การทํางานของหัวใจทัง 3 หองจะแตกตางกนคอ หองบนขวาทําหนาทรบเลอดดาจากสวนตางๆ ของรางกาย หองบนซาย ้   ั ื  ่ี ั ื ํ    ทําหนาทีรบเลือดแดงจากปอด สําหรบหองลางทําหนาทสบฉดเลอดดําผสมไปปอดและไปเลียงสวนตางๆ ของรางกาย ่ั ั    ่ี ู ี ื ้
  • BOBBYtutor Biology Note สตวเลอยคลาน สัตวเลือยคลานโดยทัวไปจึงมีหวใจ 3 หอง แมหวใจหองลางจะมผนงกน แตกนไมตลอด จงยง ั  ้ื ้ ่ ั ั   ี ั ้ั ้ั ึ ั ไมแบงเปน 2 หอง โดยสมบรณ ยกเวนจระเข ซงมผนงกนภายในหวใจหองลางโดยตลอด แบงออกเปน 2 หอง จระเข    ู ่ึ ี ั ้ั ั   จึงเปนสัตวเลือยคลานทีมหวใจ 4 หอง ้ ่ีั การลําเลียงสารในรางกายของคน องคประกอบของระบบไหลเวียนเลือดในรางกายของคน มีดงนี้ ั 1. หัวใจ (Heart) 2. เสนเลือด (Blood vessels) 3. เลือด (Blood) 4. นํ้าเหลืองและทอนําเหลอง (Lymph and Lymph vessels) ้ ื หัวใจ ทําหนาทีสบฉีดโลหิต เพอใหเ กดการไหลเวยนเลอดไปยงเนอเยอตางๆ ทัวรางกาย ทําใหเนือเยือเหลานัน ู่ ่ื ิ ี ื ั ้ื ่ื  ่ ้ ่ ้ ไดรบอาหารและออกซิเจนอยางเพียงพอ ในขณะเดยวกนกจะนําคารบอนไดออกไซดและของเสยจากเนอเยอตางๆ ไปยง ั ี ั ็   ี ้ื ่ื  ั อวัยวะทีทําหนาทีกําจัดออก การสูบฉีดเลือดของหัวใจเกิดการหดตัวและคลายตัวของกลามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) ่ ่ หัวใจมีเนือเยือ 3 ชั้น คือ ้ ่ 1. Endocardium ประกอบดวยเนอเยอบผว เนอเยอเกยวพนและกลามเนอเรยบ รวมทังลินหัวใจก็เจริญ  ้ื ่ื ุ ิ ้ื ่ื ่ี ั  ้ื ี ้ ้ มาจากเนื้อเยื่อชั้นนี้ 2. Myocardium หรือชันกลามเนือหัวใจเปนชันทีมความหนามากทีสด ้ ้ ้ ่ี ุ่ 3. Epicardium เปนชันนอกสุดหอหุมหัวใจเอาไว ้  การไหลเวยนเลอดผานหวใจ ี ื  ั หวใจของคนมี 4 หอง คือ หองบน 2 หอง และหองลาง 2 หอง หองบนขวา (Right atrium) ทําหนาทรบเลอด ั  ่ี ั ื ทมออกซเิ จนต่า เขามาทางเสนเลือดดา (Vein) ขนาดใหญ คือ Superior vena cava และ Inferior vena cava แลว ่ี ี ํ ํ ไหลลงสูหวใจหองลางขวา (Right ventricle) ผานลนหวใจ ชื่อ Tricuspid หรือ Artrioventricular valve เลือดดา ั  ้ิ ั ํ จากหัวใจหองลางขวาจะสงไปแลกเปลียนกาซทีปอดทางเสนเลือด Pulmonary artery โดยผานลิ้นที่กั้นระหวางโคนของ ่ ่ เสนเลือดนีกบหัวใจเรียกวา Pulmonary semilunar valve แลวกลบเขาสหวใจหองบนซาย (Left atrium) ทางเสนเลอด ้ั  ั  ู ั   ื Pulmonary vein ไหลลงสูหวใจหองลางซาย (Left ventricle) ผานลิ้นหัวใจชื่อ Bicuspid หรือ Mitral valve จากนน ั ้ั หัวใจหองลางซายจะสูบฉีดเลือดไปเลียงทัวรางกายทางเสนเลือดแดงขนาดใหญชอ Aorta ที่โคนของเสนเลือดนี้มีลิ้นกั้น ้ ่ ่ื ไมใหเลือดไหลกลับ เรียกวา Aortic semilunar valve
  • BOBBYtutor Biology Note Pulmonary Aorta artery Anterior Pulmonary vena cava artery RIGHT LEFT ATRIUM ATRIUM Pulmonary Pulmonary veins veins Semilunar Semilunar valve valve Atrioventricular valve Atrioventricular valve Posterior vena cava RIGHT LEFT VENTRICLE VENTRICLE เสนเลือดและการลําเลียงเลือดในคน เสนเลอด  ื การลําเลียงเลือด Pulmonary vein นําเลอดดจากปอดเขาสหวใจ ื ี  ู ั Aorta เสนเลอดแดงขนาดใหญทสดนาเลือดดีจากหัวใจหองลางซายไปเลียงรางกาย  ื  ่ี ุ ํ ้ Carotid artery นําเลือดดีไปเลียงบริเวณศีรษะ ้ Coronary artery นําเลือดดีไปเลียงเซลลกลามเนือหัวใจ ้ ้ Hepatic artery นําเลือดดีไปเลียงเซลลบริเวณตับ ้ Mesenteric artery นําเลือดดีไปเลียงเซลลของลําไส กระเพาะ ้ Renal artery นําเลือดดีไปเลียงเซลลของไต ้ Iliac and Abdominal artery นําเลือดดีไปเลียงเซลลของลําตัว ขา ้ Pulmonary artery นําเลอดเสยจากหวใจหองลางขวาไปฟอกทปอด ื ี ั   ่ี Superior vena cava เสนเลือดดําใหญนาเลอดเสยจากศรษะ แขน ไหลเขาสูหวใจหองบนขวา ํ ื ี ี ั Inferior vena cava เสนเลอดดาใหญนาเลอดเสยจากขา ลาตว อวัยวะภายใน เขาสูหวใจหองบนขวา  ื ํ ํ ื ี ํ ั ั Iliac and Abdominal vein นําเลือดเสียจากขา ลําตัว เขาสหวใจ  ู ั Renal vein นําเลือดเสียจากไตเขาสูหวใจ ั Hepatic vein นําเลือดเสียจากตับเขาสูหวใจ ั Hepatic portal vein นําเลอดเสยจากลําไสเขาสูตบ ื ี ั หวใจคนปกตจะมอตราการเตนประมาณ 72 ครังตอนาที ขณะทกลามเนอหวใจหดและคลายตวสามารถชกนําให ั ิ ีั  ้ ่ี  ้ื ั ั ั เกิดความตางศักยไฟฟาได ซงบนทกไดดวยเครองตรวจคลนไฟฟาหวใจ (Electrocardiograph) ผลของการบันทึกเรียกวา ่ึ ั ึ   ่ื ่ื  ั คลืนไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram) แพทยจะใชคายอวา ECG หรือ EKG ่  ํ
  • BOBBYtutor Biology Note ความดนเลอด คือ แรงดนททาใหเลือดไหลไปตามเสนเลือด ความดนเลอดจะสงมากในเสนเลอดแดงทอยใกล ั ื ั ่ี ํ ั ื ู  ื ่ี ู หัวใจและจะคอยๆ ลดลง เมืออยูหางไกลหัวใจออกไป ในเสนเลือดฝอยและเสนเลือดดํา ความดันเลือดจะตํามาก ่  ่ โดยเฉพาะเสนเลือดดําขนาดใหญทนาเลือดเขาสูหวใจจะมีความดันตํ่าสุด ในผูใหญความดันสูงสุดในเสนเลือดแดงขณะ ่ี ํ ั  หัวใจบีบตัว เรียกวา ความดัน Systolic ซึงมีคาประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท และเรียกความดันตํ่าสดขณะหวใจ ่  ุ ั คลายตัววาความดัน Diastolic มีคาประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท [เด็กเกิดใหมจะมีความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว ประมาณ 40 มิลลิเมตรของปรอท พออายุประมาณ 2 สัปดาห ความดันเลือดจะเพิมเปน 70 มิลลิเมตรของปรอท และ่ จะเพิมเปน 120 มิลลิเมตรของปรอทเมืออายุประมาณ 20 ป ในผูสงอายุความดันเลือดจะยิงเพิมขึนเนืองจากผนัง ่ ่ ู ่ ่ ้ ่ เสนเลอดมความยดหยนนอยลง]  ื ี ื ุ  ชีพจร คือ คลืนทีเ่ กิดจากการหดตัวและขยายตัวของเสนเลือดแดงสลับกันตามจังหวะการเตนของหัวใจ จานวน ่ ํ ครงทชพจรเตนจะเทากบการเตนของหวใจในหนงหนวยเวลา ตําแหนงทีสามารถจับชีพจรไดจะตองเปนบริเวณทีมเี สน- ้ั ่ี ี   ั  ั ่ึ  ่ ่ เลอดแดงผาน เชน ขอพบแขน ขอมือ ตาตุม หลงเทา ใตคาง เปนตน ื   ั  ั  เสนเลอด แบงออกเปน  ื 1. เสนเลือดอารเตอรี (Artery) เปนเสนเลือดทีมผนังหนาประกอบดวยเนื้อเยื่อหลายชั้น ไดแก เนื้อเยื่อบุผิวชั้นใน ่ี เนือเยือกลามเนือและเนือเยือเกียวพันทียดหยุนไดและขยายตัวไดมาก เสนเลือดอารเตอรี มีหนาทีนําเลือดออกจากหัวใจ ้ ่ ้ ้ ่ ่ ่ื  ่ โดยเลือดจะออกจากหัวใจทางเสนอารเตอรีขนาดใหญทสด เรียกวา เอออรตา (Aorta) ซึงมีเสนผานศูนยกลางประมาณ ่ี ุ ่ 2.5 เซนติเมตร และไหลไปตามเสนอารเตอรีขนาดเล็ดลงเรือยๆ จนถงอารเ ตอรโอล (Arteriole) ซึงเปนอารเตอรีทมี ่ ึ ิ ่ ่ี ขนาดเล็กทีสดมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ุ่ 2. เสนเลือดฝอย (Capillaries) เปนเสนเลอดทมผนงบางมาก ประกอบดวยเนือเยือเพียงชันเดียวมีเสนผาน-   ื ่ี ี ั ้ ่ ้ ศูนยกลางประมาณ 7 ไมโครเมตร สานกันเปนรางแหเชือมตอระหวางอารเตอรีโอลกับเวนูล (Venule) ่ 3. เสนเลือดเวน (Vein) มีผนัง 3 ชนเชนเดยวกบอารเ ตอรแตมผนงทบางกวา เนืองจากมีกลามเนือนอย ้ั  ี ั ี  ี ั ่ี  ่ ้ จึงยืดหยุนไดนอยกวาอารเตอรี [ในเสนเวนจะมีลนกันอยูภายในเปนระยะ และการหดตัวของกลามเนือทีอยูรอบๆ เสน   ้ิ ้  ้ ่  เวนจะชวยใหเลือดเคลือนไปสูหวใจได] เสนเลือดเวน เปนเสนเลือดที่นําเลือดเขาสูหวใจ เริมจากจากเสนเวนูลซึงเปนเสน ่ ั ั ่ ่ เวนทมขนาดเลกทสดไหลไปตามเสนเวนขนาดเลกจนถงเสนเวนขนาดใหญทสด คือ เวนาคาวา (Vena cava) ่ี ี ็ ่ี ุ  ็ ึ   ่ี ุ สวนประกอบของเลือดคน  เลอดคนมประมาณรอยละ 7-8 ของนําหนกตว ในจํานวนนีประกอบดวย สวนทีเ่ ปนเม็ดเลือด (Blood corpuscle) ื ี  ้ ั ั ้ 45% และสวนทีเ่ ปนนํ้าเลือด (Plasma) 55% เม็ดเลือดแบงออกเปน 3 พวก คือ 1. เมดเลอดแดง (Red blood cell or Erythrocyte) ในระยะเอ็มบริโอสรางจากตับ มาม และไขกระดูก ็ ื โดยจะเริมขึนสัปดาหทสองหลังการปฏิสนธิ ภายหลงคลอดแลวจะสรางจากไขกระดก ในการสรางเม็ดเลือดแดงจะตอง ่ ้ ่ี ั   ู ไดรบการกระตนจากฮอรโมน Erythropoietin ทสรางมาจากไต มีลกษณะกลมแบนพืนดานหนาเวาเขาหากันทังสองดาน ั ุ  ่ี  ั ้ ้ เซลลเม็ดเลือดแดงของคนทีสรางขึนมาใหมๆ อยูในไขกระดูกเปนเซลลทมนวเคลียส แตเ มอเซลลเ ตบโตเตมทนวเคลยส ่ ้  ่ี ี ิ ่ื ิ ็ ่ี ิ ี จะหลุดออกไปจากเซลลกอนทีจะถูกปลอยออกจากไขกระดูก เซลลเ มดเลอดแดงทอยในระบบไหลเวยนเลอดจะไมมี  ่ ็ ื ่ี ู ี ื  Mitochondria, Golgi apparatus, Endoplasmic reticulum, Ribosome ดังนันจึงไมสามารถสังเคราะห DNA ้ RNA และโปรตนได ในแตละเซลลของเม็ดเลือดแดงจะมีฮโมโกลบินบรรจุอยูประมาณ 300 ลานโมเลกุล ทําหนาท่ี ี ี   ลําเลยงออกซเิ จน (ฮีโมโกลบินแตละโมเลกุลจะลําเลยงออกซเิ จนได 4 โมเลกล) เนืองจากเม็ดเลือดแดงไมมนวเคลียส ี ี ุ ่ ีิ จึงไมสามารถซอมแซมตัวเองได ทําใหมชวงอายอยในกระแสเลอดเพยง 100-120 วัน ในทุกๆ วินาที จะพบมีอตราการ ี ุ ู ื ี ั ถกทําลายของเมดเลอดแดงสงถง 1.5-2 ลานเซลล ในเพศชายจะมีเม็ดเลือดแดงประมาณ 5 ลานเซลลตอเลอด 1 ู ็ ื ู ึ   ื ลกบาศกมลลเิ มตร ในเพศหญิงมีประมาณ 4.5-5 ลานเซลลตอเลอด 1 ลกบาศกมลลเิ มตร ู ิ   ื ู ิ
  • BOBBYtutor Biology Note 2. เมดเลอดขาว (Leucocyte or white blood cell) สรางจากไขกระดูกเปนสวนใหญ ยกเวนเม็ดเลือดขาว ็ ื ชนิดลิมโฟไซตสรางจากเนือเยือของระบบนํ้าเหลือง (Lymphoid tissue) เม็ดเลือดขาวไมมีเฮโมโกลบิน ลักษณะรูปราง ่ ่ คอนขางกลม มีการเคลือนทีคลายอะมีบา ภายในเซลลมนวเคลียส เซลลเม็ดเลือดขาวมีขนาดใหญกวาเม็ดเลือดแดง ่ ่ ีิ ในรางกายของคนเรามีประมาณ 5,000-10,000 เซลลตอลูกบาศกมลลิเมตร ในเด็กแรกเกิดจะมีเซลลเม็ดเลือดขาวมาก  ิ เปนพิเศษ อายุของเม็ดเลือดขาวประมาณ 2-3 วัน แลวจะถูกทําลายโดยมาม ตับ และไขกระดูก ขอควรทราบ  ภาวะทมการตดเชอแบคทเี รย จะมีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด นวโทรฟล สูง ่ี ี ิ ้ื ี ิ  การติดเชือไวรัส จะมจํานวนเม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต สูง ้ ี ภาวะทีมการติดเชือจากหนอนพยาธิ จะมีเม็ดเลือดขาวชนิด อีโอซิโนฟล สูง ่ี ้  เม็ดเลือดขาวแบงออกเปน 2 พวก ตามลักษณะของแกรนูล (Granule) ในไซโทพลาสซม ดังนี้ ึ 1. พวกทมแกรนล (Granule leucocyte) มอายประมาณ 10-14 วัน นิวเคลียสมีหลายพู (Lobes) และสามารถ ่ี ี ู ี ุ มองเห็นไดชัด เม็ดเลือดขาวทีมแกรนูลแบงออกเปน 3 ชนิด คือ Neutrophil มีประมาณ 45-75%, Eosinophil มี ่ี ประมาณ 1-6%, Basophil มีประมาณ 1% เม็ดเลือดขาวทั้ง 3 ชนิดนี้ สรางมาจากไขกระดก ทําหนาทีกําจัดสิงแปลก-  ู ่ ่ ปลอมโดยวิธี Phagocytosis โดยการโอบลอมสิงแปลกปลอมเขาไวในเซลล แลวปลอยเอนไซมจากไลโซโซมมายอย ่ สลายตอไป 2. เม็ดเลือดขาวทีไมมแกรนูล เรียกวา Nongranular leucocyte แบงออกเปน 2 ชนิด คือ Monocyte สราง ่ ี จากไขกระดูก เปนเม็ดเลือดขาวที่มีขนาดใหญที่สุด มีประมาณ 2-15% ทําหนาททําลายสิงแปลกปลอมโดยวิธี  ่ี ่ Phagocytosis Lymphocyte มีประมาณ 20-50% สรางมาจากอวยวะนาเหลือง เชน มาม ตอมไทมัส ตอมนํ้าเหลอง  ั ้ํ ื ทําหนาทีสราง Antibody ่ 3. เพลตเลต (Platelet or Thrombocyte) เพลตเลต ไมมนวเคลยส มอายุ 3-10 วัน เปนชิ้นสวนของไซโท- ีิ ี ี พลาสซึมทีเ่ กิดจากไซโทพลาสซึมของเซลลทมขนาดใหญทเ่ี รียกวา เมกะคาริโอไซต (Megakaryocyte) ซึงสรางมาจาก ่ี ี ่ ไขกระดูกแลวขาดเปนชิ้นๆ เพลตเลตมีอายุประมาณ 10 วัน ในเลือด 1 ลกบาศกมลลเิ มตร จะมเี พลตเลตอยประมาณ ู ิ ู 2-3 แสนชิน ภายในเพลตเลตมไมโทคอนเดรย สามารถผลตพลงงานได เพลตเลตมีหนาทีชวยในกระบวนการแข็งตัว ้ ี ี ิ ั ่ ของเลือด (Blood clotting) กลาวคอ เมื่อเกิดบาดแผลผนังของเสนเลือดฉีกขาด หรือเซลลทไดรบอันตราย เพลตเลต  ื ่ี ั จะปลอยเอนไซมทรอมโบพลาสติน (Thromboplastin) ออกมา เอนไซมนจะทํางานรวมกับแคลเซียมไอออน เพอเปลยน ้ี ่ื ่ี เอนไซมโพรทรอมบน (Prothrombin) ใหเ ปนเอนไซมทรอมบน (Thrombin) เอนไซมทรอมบินนีจะทําหนาทีเ่ ปลียน  ิ   ิ ้ ่ โปรตีนไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ใหเ ปนโปรตนไฟบรน (Fibrin) ทีมลกษณะเปนเสนใยประสานกันเปนรางแหปด  ี ิ ่ีั บาดแผล เลอดกจะหยดไหล [โดยปกติ ถาไมเกิดบาดแผลการแข็งตัวของเลือดจะไมเกิดขึน เนองจากภายในเลอดมี ื ็ ุ ้ ่ื ื สารเฮพาริน (Heparin) ทีสรางมาจากเม็ดเลือดขาวจะไปยับยังการเกิดทรอมบิน ทําใหไมเกดกระบวนการแขงตวของ ่ ้   ิ ็ ั เลอด] ื
  • BOBBYtutor Biology Note นํ้าเลือดหรือพลาสมา (Plasma) ประกอบดวย นํ้าประมาณ 90-93% ทําหนาทรกษาความดนโลหต ควบคุม   ่ี ั ั ิ ความดันออสโมติกในเลือด และควบคมอณหภมของรางกาย โปรตนประมาณ 7-10% โปรตีนทีสาคัญ คือ ไฟบริโนเจน ุ ุ ูิ  ี ่ํ อัลบูมน (Albumin) และโกลบูลน (Globulin) นอกจากนยงมสารอนนทรยจํานวนมาก ไดแก อิเล็กโทรไลต และแรธาตุ ิ ิ ้ี ั ี ิ ี ตางๆ เชน Na+, K  +, Mg2+, Cl-, HCO3-, H PO 2- เปนตน นํ้าเลือดทําหนาทลาเลยงสารอาหาร แรธาตุ ฮอรโมน  ่ี ํ ี 2 4 แอนติบอดี [ถานําเลือดทีทงใหแข็งตัวกอนแลวนําไปปนแยกเพือใหเซลลเม็ดเลือด เพลตเลตและโปรตนไฟบรน ่ ้ิ  ่ ี ิ แยกออกจาก นํ้าเลือด สวนทีเหลือจะเปนของเหลวใสๆ เรยกวา ซีรัม (Serum)] ่ ี  หมูเลือดและการใหเลือด หมูเ ลือดแบงออกเปน 4 หมู คือ หมู O หมู A หมู B และหมู AB โดยจําแนกตามสมบตของแอนตเิ จนและ ัิ แอนติบอดีในเลือดของแตละคน ตลอดจนปฏกรยาทเ่ี กดขน ดังตารางตอไปนี้ ิิิ ิ ้ึ หมูเลือด  แอนติเจนบนเยือหุมเซลลของ ่  แอนตบอดในพลาสมา ิ ี การทําปฏิกรยากับแอนติบอดี ิิ เมดเลอดแดง ็ ื Anti – A Anti - B O ไมมี A และ B - - A A B + - B B A - + AB A และ B ไมมี + + คนทีมเี ลือดหมู O ไมมแอนติเจนอยูเ ลยถือวาเปนผูใหเลือดสากล (Universal donor) คือ สามารถใหเ ลอดกบ ่ ี  ื ั ผูที่มีเลือดหมู A, B, AB และ O ถึงแมวาในนํ้าเลือดของคนที่มีเลือดหมู O จะมีแอนติบอดี A และ B อยูดวยก็ตาม   เมือถายเลือดหมู O แลวปรมาณความเขมขนของแอนตบอดี A และ B ทเ่ี ขาไปอยในตวผรบจะเจอจางและไมเ กดอนตราย ่  ิ   ิ   ู ั ู ั ื ิ ั หมูเลือดทีใหและรับกันไดโดยไมเกิดอันตราย  ่ หมเลอดของผให ู ื ู หมูเลือดของผูรบ  ั A B AB O A ! " ! " B " ! ! " AB " " ! " O ! ! ! ! ! หมายถง ใหไดหรอรบได ึ   ื ั " หมายถง ใหไมไดหรือรับไมได ึ [การใหเลือดอาจยึดหลักทีวา เลอดของผใหตองไมมแอนตเจนตรงกบแอนตบอดของผรบ] ่ ื ู    ี ิ ั ิ ี ู ั นอกจากหมูเ ลือดระบบ A B O แลวยงพบหมเู ลอดอกระบบหนงทรจกกนดี คือ หมูเ ลือดระบบ Rh คนไทย  ั ื ี ่ึ ่ี ู ั ั มากกวารอยละ 90 จะมีแอนติเจน Rh อยูทเ่ี ยือหุมเซลลเม็ดเลือดแดง เรียกวา มีหมูเ ลือด Rh+ สวนคนทีไมมแอนติเจน  ่  ่ ี Rh ที่ผิวเม็ดเลือดแดง เรียกวา มีหมูเ ลือด Rh- คนทีมหมูเ ลือด Rh- เมือไดรบเลือดหมู Rh+ แอนตเิ จนของหมเู ลอด ่ี ่ ั ื Rh+ จะกระตุนใหคนทีมหมูเลือด Rh- สรางแอนติบอดีตอ Rh ดงนนถาครงตอไปไดรบเลอด Rh+ อีก แอนตบอดตอ  ่ี   ั ้ั  ้ั  ั ื ิ ี Rh ในรางกายของผรบจะตอตานกบแอนตเิ จนจากเลอดของผใหทําใหเกิดอันตรายถึงแกชวตได  ู ั   ั ื ู  ีิ
  • BOBBYtutor Biology Note กรณทแมมหมเู ลอด Rh- ทารกในครรภมหมเู ลอด Rh+ กมโอกาสทเ่ี ซลลเ มดเลอดจากลกเขาไปในระบบเลอด ี ่ี  ี ื ี ื ็ี ็ ื ู  ื ของแมโดยผานทางรก และกระตุนใหแมสรางแอนติบอดีตอ Rh ถาแมมครรภคนทีสองและมีหมูเ ลือด Rh   ี ่ + อีก เลือด ของแมทสงอาหารไปเลียงทารกมีแอนติบอดีตอ Rh อยดวย ซึงทําปฏิกรยากับแอนติเจน Rh ทเ่ี ยอหมเซลลเ มดเลอดแดง ่ี  ้  ู  ่ ิิ ่ื ุ ็ ื ของทารก อาจทําใหทารกตายกอนคลอดได เรียกวา เกิดอีรีโทรบลาสโทซิสฟทาลิส (Erythroblastosis fetalis) ขอควรทราบ : การใหและรบเลอดในระบบ Rh   ั ื 1. คนทีมหมูเ ลือด Rh+ สามารถรบเลอดไดทงหมู Rh+ และ Rh- ่ี ั ื  ้ั 2. คนทีมหมูเ ลือด Rh ่ี - ตองไดรบเลือดหมู Rh- เทานั้น แตถารับเลือดหมู Rh+ ครังแรกอาจไมเกิดอันตราย ั  ้ แตจะเกดอนตรายรนแรงขนเรอยเมอรบเลอดหมู Rh+ ครังตอๆ ไป  ิ ั ุ ้ึ ่ื ่ื ั ื ้ 3. แมมหมเู ลอด Rh ี ื + ลูกในครรภจะมีหมูเลือด Rh+ หรือ Rh- กตาม จะปลอดภัย  ็ 4. แมมหมเู ลอด Rh ี ื - ถาแมเคยมีลกเปนหมูเลือด Rh+ มากอนแลว ลกคนตอๆ มาจะตองมีหมูเลือด Rh- ู    ู   เทานั้น จึงจะปลอดภัย นํ้าเหลือง (Lymph) คือ ของเหลวทีซมผานผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยูระหวางเซลลหรืออยูรอบๆ เซลล ่ึ   ลักษณะใส ไมมสี มีสวนประกอบคลายกับพลาสมามาก โดยปกตสารทมอยในนาเหลองประกอบไปดวย โปรตีนโมเลกุลเล็กๆ ี  ิ ่ี ี  ู ้ํ ื  อัลบูมน เม็ดเลือดขาว กาซตางๆ นา เอนไซม และฮอรโมน [ในนําเหลืองจะไมมเี ซลลเม็ดเลือดแดงและโปรตีนขนาดใหญ] ิ ํ้  ้ ทอนําเหลือง (Lymph vessel) มโครงสรางคลายกบหลอดเลอดในระบบเวน คือ มีลนกันปองกันการไหล ้ ี   ั ื ้ิ ้ ยอนกลับของนํ้าเหลอง การไหลของนาเหลืองจะมีทศทางไหลเขาสูหวใจอยางเดียว สวนการไหลออกจากหัวใจจะปนกับ ื ้ํ ิ ั ระบบเลือด ทอนํ้าเหลืองทีมขนาดเล็กทีสด เรียกวา Lymphatic capillary ซงมลกษณะโครงสรางคลายกบหลอดเลอด- ่ี ุ่ ่ึ ี ั   ั ื ฝอยทัวๆ ไป คือ ผนังประกอบดวยเยือบุผวชันเดียวบางๆ แตตางกันทีปลายของทอนํ้าเหลองจะมขางหนงตนแทรกอยู ่ ่ ิ ้  ่ ื ี  ่ึ ั ตามเนือเยือตางๆ ทอนํ้าเหลืองขนาดใหญทสําคัญในรางกายมี 2 ทอ คือ ้ ่ ่ี 1. ทอนําเหลืองทอราซิก (Thoracic duct) เปนทอนําเหลองทอยทางดานซายของลําตัว รบนาเหลองจากทว ้ ้ ื ่ี ู   ั ้ํ ื ่ั รางกาย ยกเวนทรวงอกขวา แขนขวา และสวนขวาของหวกบคอเปดเขาสหลอดเลอดซบคลาเวยนเวน (Subclavian vein)  ั ั   ู ื ั ี ขางซายตรงบริเวณบาเขาสูหลอดเลือดเวนาคาวา แลวเขาสูหวใจตอไป  ั 2. ทอนําเหลืองทางดานขวาของลําตัว (Right lymphatic duct) ทําหนาทีรบนําเหลืองจากทรวงอกดานขวา ้ ่ั ้ แขนขวา หัว และคอดานขวา เขาสหลอดเลอดอนโนมเิ นตเวน (Innominate vein) แลวเขาหลอดเวนาคาวา กอนเขาหัวใจ  ู ื ิ   และเมือเขาสูหวใจแลวจะไปปนกับเลือดเพือลําเลยงสารตางๆ ตอไป ่ ั ่ ี   อวัยวะนําเหลือง (Lymphatic organ) ประกอบดวย ตอมน้าเหลือง (Lymph node) ภายในมีลมโฟไซตรวม ้   ํ ิ ซึงเปนเซลลของระบบภูมคมกัน มาม (Spleen) เปนตอมนํ้าเหลองขนาดใหญทสด มีหนาทีสรางแอนติบอดี และทําลาย ่ ิ ุ ื  ่ี ุ ่ เซลลเม็ดเลือดแดงและเพลตเลตทีหมดอายุ ตอมไทมส (Thymus gland) ทําหนาทีสรางลิมโฟไซตชนิดเซลลที มีหนาที่ ่  ั ่ ตอตานเชือโรคหรือสิงแปลกปลอมทีเ่ ขาสูรางกาย ระบบนําเหลืองยังมีหนาทีในการรักษาสภาวะสมดุลของของเหลวและ ้ ่  ้ ่ โปรตนในเลอด และเกยวของกบการลาเลียงกรดไขมันทีดดซึมจากระบบยอยอาหารทางทอนํ้าเหลืองฝอยในวิลลัสของ ี ื ่ี  ั ํ ู่ ลําไสเล็กเพือสงไปยังระบบหมุนเวียนเลือดตอไป ่
  • BOBBYtutor Biology Note ภมคมกนของรางกาย ู ิ ุ ั  กลไกการสรางภูมคมกันจําเพาะ (Acquired immunity หรือ Specific immunity) เกดขนเมอสงแปลกปลอม ิ ุ ิ ้ึ ่ื ่ิ หรอแอนตเิ จนเขาสเู ลอดและถกทําลายโดยเซลลฟาโกไซต ชินสวนของแอนติเจนทีถกเซลลฟาโกไซตทําลายจะไปกระตุน ื  ื ู  ้ ู่  ใหลมโฟไซตชนิดเซลลบและเซลลที ทีมความจําเพาะตอแอนติเจนนันใหแบงเซลลเพิมจํานวนมากขึ้น เซลลบทเ่ี พิมขึน ิ ี ่ี ้ ่ ี ่ ้ จะทําหนาทสรางแอนตบอดทจําเพาะตอแอนติเจนนัน เรียกเซลลบททําหนาทีนวา เซลลพลาสมา (Plasma cell) และ  ่ี  ิ ี ่ี ้ ี ่ี ่ ้ี  เซลลบทมความจําเพาะตอแอนติเจนอีกสวนหนึงจะเปนเซลลเมมมอรี (Memmory cell) ถามีแอนติเจนชนิดเดิมเขาสู ี ่ี ี ่ รางกายอีก เซลลเมมมอรีกจะแบงเซลลเปนเซลลพลาสมาออกมาทําลายเชื้อโรคนั้น สําหรบเซลลทแบงออกเปน 3 พวก คือ ็ ั ี   1. เซลลทผชวย (Helper T cell) ทําหนาทีชวยกระตุนเซลลบใหสรางแอนติบอดีมาตอตานเชือโรค ี ู  ่  ี ้ 2. เซลลทททําลายเซลลแปลกปลอม (Killer T cell) ทําหนาททําลายเซลลแปลกปลอม เชน เซลลมะเร็ง เซลล- ี ่ี   ่ี  ติดเชื้อไวรัส เซลลจากอวัยวะทีรางกายไดรบการปลูกถาย ่ ั 3. เซลลทททําหนาทีควบคุมการตอบสนองทางภูมคมกัน (Suppressor T cell) ไมใหมมากเกินไป โดยการสราง ี ่ี ่ ิ ุ ี สารไปกดการทํางานของเซลลบและเซลลทททําลายเซลลแปลกปลอม เมือรางกายไดรบแอนติเจนจะกระตุนเซลลทท่ี ี ่ี  ่ ั  ี จาเพาะตอแอนติเจนนันใหเพิมจํานวน ํ ้ ่ ตารางการใหภมคมกันทารกจนถึงวัยเด็ก ู ิ ุ อายุ การสรางภูมคมกัน ิ ุ แรกเกิด - 1 เดือน - ฉีดวัคซีนปองกันวัณโรค 2 - 6 เดือน - ฉดวคซนคอตบ ไอกรน บาดทะยก ี ั ี ี ั - กินวัคซีนโปลิโอ 3 ครั้ง หางกัน 8 สปดาห ั 6 เดือน - ทดสอบวณโรค ั - ฉีดวัคซีนปองกันวัณโรคซํา ถาผลตรวจสอบเปนผลลบ ้ 15 เดือน - ฉีดวัคซีนปองกันหัด หัดเยอรมัน คางทูม 1 - 6 ป - ฉัดวัคซีนกระตุนคอตีบ ไอกรน บาดทะยก  ั - กินวัคซีนโปลิโอครังที่ 4 ้ 2 ป - ฉดวคซนปองกนไทฟอยด 2 ครั้ง หางกัน 4 สปดาห ี ั ี  ั ั 4 - 6 ป - ฉีดวัคซีนกระตุนคอตีบ ไอกรน บาดทะยก  ั - กินวัคซีนโปลิโอครังที่ 5 ้
  • BOBBYtutor Biology Note ระบบภมคมกนโรคในรางกายของคนเราทสรางขนมาเพอตอตานโรคนน เกดขนได 2 วธี คือ ู ิ ุ ั  ่ี  ้ึ ่ื   ้ั ิ ้ ึ ิ 1. การกอภมคมกนดวยตวเอง (Active immunization) หมายถึง การสรางภูมคมกันของรางกายซึงเกิดขึน  ู ิ ุ ั  ั ิ ุ ่ ้ เมือรางกายถูกกระตุนโดยตรงจากแอนติเจนหรือสิงแปลกปลอม เชน การนําแอนตเิ จนซงอาจเปนเชอโรคทออนกําลงลง ่  ่ ่ึ  ้ื ่ี  ั แลวไมสามารถทําอันตรายตอรางกายได มาฉีด กิน หรอทาทผวหนง เพอกระตนใหรางกายสรางภมคมกน หรือสราง ื ่ี ิ ั ่ื ุ    ู ิ ุ ั แอนตบอดทสามารถทาปฏกรยาจาเพาะตอแอนติเจนชนิดนันๆ ตัวอยางเชน วัคซีนปองกันโรคโปลิโอ ไอกรน อหวาตกโรค ิ ี ่ี ํ ิิิ ํ ้ ิ ไทฟอยด เปนตน [เชือโรคทีถกทําใหออนกําลังแลว ทนํามากระตุนใหรางกายสรางแอนติบอดีตอตานเชือนันๆ เรยกวา ้ ู่  ่ี    ้ ้ ี  วัคซีน (Vaccine)] 2. การกอภูมคมกันรับมา (Passive immunization) หมายถึง การสรางภูมคมกันของรางกายซึงเกิดขึน ิ ุ ิ ุ ่ ้ เมอรางกายไดรบแอนตบอดโดยตรง ซงจะทําใหรางกายมภมคมกนขนมาทนที วิธนใชในการรักษาโรคบางชนิดทีแสดง ่ื  ั ิ ี ่ึ  ี ู ิ ุ ั ้ึ ั ี ้ี ่ อาการรุนแรงเฉียบพลัน ภูมคมกันแบบนีเ้ ตรียมไดโดยการฉีดเชือโรคทีออนกําลังลงแลวเขาไปในกระตายหรือมา ซึงทําให ิ ุ ้ ่ ่ สัตวเหลานีสรางแอนติบอดีขนมาตอตานเชือโรคนัน แลวนาซรมของมาหรอกระตายซงมแอนตบอดอยู ไปฉีดใหกบผูปวย ้ ้ึ ้ ้  ํ ีั  ื  ่ึ ี ิ ี ั  วิธการนีจะทําใหผปวยไดรบภมคมกนโดยตรงสามารถตอตานเชอโรคไดทนที ตวอยางเชน ซีรมแกพษงู (Antitoxic ี ้  ู   ั ู ิ ุ ั   ้ื ั ั   ั ิ serum) ซีรมปองกันโรคคอตีบ เปนตน ั ความผิดปกติของระบบภูมคมกัน มีหลายอยาง เชน ิ ุ โรคภูมแพ (Allergy) เปนอาการทีเ่ กิดขึนเนืองจากรางกายมีปฏิกรยาตอแอนติเจนบางอยาง เชน สารเคมี ิ ้ ่ ิิ ฝุนละออง เกสรดอกไม อาหารทะเล และอากาศ เปนตน การสรางภูมตานทานเนือเยือตนเอง (Autoimmune diseases) เชน ผูปวยทีเ่ ปนโรคเอสแอลอี (Systemic ิ ้ ่  Lupus Erythematosus - SLE) เปนโรคทีเ่ กิดจากภูมตานทานในรางกายผิดปกติ คนทีเ่ ปนโรคนีรางกายจะสราง ิ ้ แอนติบอดีขนมาทําลายเนือเยือตนเอง โรคนีมชออีกอยางหนึงวา โรคลูปส (Lupus) ้ึ ้ ่ ้ ี ่ื ่  โรคเอดส (AIDS) ยอมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome หมายถึง กลุมอาการของ   ภูมคมกันบกพรองซึงเกิดจากเชือไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) เขาไปเจริญเพิมจํานวนในเซลลที ิ ุ ่ ้ ่ (T-cell) และทําลายเซลลที มีผลทําใหระบบภูมคมกันของรางกายบกพรอง ิ ุ
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. เสนเลือดในขอใดอธิบายความหมายของอารเทอรี (Artery) ไดถกตองทสด ู ่ี ุ 1) เสนเลือดทีนําเลือดทีมปริมาณออกซิเจนสูง ่ ่ี 2) เฉพาะเสนเลือดทีนําเลือดทีมปริมาณออกซิเจนสูงออกจากหัวใจ ่ ่ี 3) เสนเลือดทีนําเลอดออกจากหวใจทงหมด ่ ื ั ้ั 4) เฉพาะเสนเลือดทีนําเลือดจากปอดเขาสูหวใจ ่ ั 2. เหตการณในขอใดเกยวกบเสนเลอดทขาขณะทลน a เปด และลิน b ปด ุ   ่ี ั  ื ่ี ่ี ้ิ  ้ Skeletal muscle b a 1) กลามเนอลายขางเสนเลอดหดตว เลือดไหลกลับเขาหัวใจ  ้ื   ื ั 2) กลามเนอลายขางเสนเลอดหดตว เลือดไหลไปเลียงขา  ้ื   ื ั ้ 3) กลามเนอลายขางเสนเลอดคลายตว เลือดไหลกลับเขาหัวใจ  ้ื   ื ั 4) กลามเนอลายขางเสนเลอดคลายตว เลือดไหลไปเลียงขา  ้ื   ื ั ้ 3. เลือดทีไหลผานเสนเลือดฝอยจะมีอตราเร็วเปนเทาใด ่ ั 1) ชากวาเสนเลือดอื่นๆ 2) ชากวา Arteriole แตเ รวกวา Venule ็  3) เทากับใน Venule 4) เทากับ Arteriole แตเ รวกวา Vena cava ็  4. หลงรบประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ระดับนําตาลในเสนเลอดใดสงสด ั ั ้  ื ู ุ 1) เสนเลือดแดงระหวางหัวใจและลําไส 2) เสนเลือดดําระหวางลําไสและตบ   ั 3) เสนเลือดดําระหวางตับและหัวใจ 4) เสนเลอดแดงจากหวใจสสวนตางๆ ของรางกาย  ื ั ู   5. ขอใดถูกตองหลังจากนําเลือดทีใสสารเฮพารินไปปนแยกสวน ่  สวนนํ้าขางบน สวนตกตะกอนขางลาง 1) พลาสมา เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เพลตเลต ไฟบรน ิ 2) พลาสมา เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เพลตเลต 3) ซีรม ั เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เพลตเลต ไฟบรน ิ 4) ซีรม ั เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เพลตเลต
  • BOBBYtutor Biology Note 6. ถาลินหัวใจขางซายชํารุด สิงใดจะเกิดขึน ้ ่ ้ 1) Disatolic pressure มีคาลดลง  2) Diastolic pressure มีคาเพิ่มขึ้น 3) Systolic pressure มีคาลดลง  4) Systolic pressure มีคาเพิ่มขึ้น 7. อวัยวะใดบางทีสามารถเพิมจํานวนเม็ดเลือดขาวในคนปกติได ่ ่ ก. ตอมไทรอยด ข. มาม ข. ตอมทอนซิล ง. ตับ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 8. เมือรับประทานยาแอสไพรินเพือแกปวดศีรษะ เสนทางทีสนทีสดทียาแอสไพรินถูกลําเลียงจากกระเพาะถึงสมอง ่ ่ ่ ้ั ่ ุ ่ จะผานอวยวะใดบาง  ั  1) ตับ ไต หัวใจ ปอด 2) ตับ หัวใจ ปอด หัวใจ 3) หัวใจ ปอด หัวใจ ตับ 4) ตับ หัวใจ ปอด ตับ 9. ตารางแสดงปฏิกรยาการตกตะกอนของเลือดสามีภรรยาคูหนึงและเด็ก 4 คน เดกคนใดเปนบตรของสามภรรยา ิิ  ่ ็  ุ ี คูนี้ ปฏิกรยาตกตะกอน ิิ แอนติบอดี a แอนติบอดี b Rh สามี + + - ภรรยา - - + เด็กคนที่ 1 + + + เด็กคนที่ 2 + + - เด็กคนที่ 3 - + + เด็กคนที่ 4 - - + + หมายถึง การตกตะกอน - หมายถึง การไมตกตะกอน 1) เด็กคนที่ 1 2) เด็กคนที่ 2 3) เด็กคนที่ 3 4) เด็กคนที่ 4 10. ในตอนทเ่ี กดบาดเจบ Thromboplastin ไดมาจากขอใด ิ ็ 1) สารทีละลายอยูในนํ้าเลือด ่  2) Blood platelet และเนือเยือทีเ่ ปนแผล ้ ่ 3) เม็ดเลือดขาว 4) สารทีละลายอยูในนํ้าเหลอง ่  ื 11. เด็กชายสมชายเคยเปนโรคคางทูมมากอน แมจะเลนคลุกคลีกบเพือนทีเ่ ปนโรคคางทูม สมชายก็ไมเปนโรคนี้อีก ั ่ แสดงวาสมชายมีการสรางภูมคมกันแบบใด ิ ุ ก. ภูมิคุมกันโดยกําเนิด ข. ภูมิคุมกันจําเพาะ ค. ภูมิคุมกันกอเอง ง. ภูมิคุมกันรับมา 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง. 12. เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่มีจํานวนเพมสงขนกวาปกตในเลอดของคนทมไขพยาธจํานวนมากในอุจจาระ ่ิ ู ้ึ  ิ ื ่ี ี  ิ 1) โมโนไซต 2) บาโซฟล 3) อีโอซิโนฟล 4) นวโทรฟล ิ 
  • BOBBYtutor Biology Note 13. การฉีดทอกซอยดของเชือบาดทะยักเขาไปในรางกายจะกระตุนใหเกิดภูมคมกันชนิดใดและเปนอยางไร ้  ิ ุ 1) ภูมิคุมกันกอเอง เกิดชา หายเร็ว 2) ภูมิคุมกันกอเอง เกิดชา อยไดนาน ู  3) ภูมิคุมกันกอเอง เกิดเร็ว อยูไดนาน  4) ภูมิคุมกันรับมา เกิดเร็ว หายเร็ว 14. เมือพิจารณาปริมาณออกซิเจนในเลือดทีหมุนเวียนผานหัวใจของกบ ขอใดถูกตองทสด ่ ่ ่ี ุ ก. เอออรตา ข. พัลโมนารีเวน ค. เอเตรียมขวา ง. เอเตรียมซาย จ. เวนตริเคิล 1) ก = จ 2) ข = ง > จ 3) ก = จ > ค 4) ก = จ = ง 15. ขอใดแสดงทิศทางการไหลเวียนของเลือดในปลาไดอยางถูกตอง a = เอเตรียม b = เวนตริเคิล c = สวนตางๆ ของรางกาย d = เหงอก ื 1) b a d c b 2) a b d c a 3) a b c b d a 4) b d a b c b 16. จากภาพเสนเลอด ก และ ข ทําหนาทเ่ี หมอนเสนเลอดใดทหวใจคน  ื  ื  ื ่ี ั เลือดไปยังสวนตางๆ ของรางกาย ก เอเตรยม ี ข หัวใจ เวนตริเคิล เหงอก ื ก ข 1) เวนาคาวา พัลโมนารี เวน 2) เวนาคาวา พัลโนนารี อารเตอรี 3) พัลโมนารี เวน เอออรตา 4) พัลโนนารี อารเตอรี เอออรตา เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 3) 7. 2) 8. 2) 9. 3) 10. 2) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 2) 15. 2) 16. 2)
  • BOBBYtutor Biology Note การรักษาสมดุลของรางกาย การรักษาสมดุล (Homeostasis) หมายถึง ความสามารถในการปรบระดบของสภาพแวดลอมภายในรางกาย ั ั   ใหเหมาะสมตอการดํารงชีวตและการทํางานของเซลลภายในรางกายของสงมชวต ิ   ่ิ ี ี ิ การรกษาสมดลนาในสิงมีชวต คนมีนํ้าเปนองคประกอบในเนือเยือของรางกายประมาณ 65-70% ในสตว ั ุ ้ํ ่ ี ิ ้ ่ ั บางชนด เชน แมงกะพรุน มีนํ้าเปนองคประกอบถึง 95% ปริมาณนํ้าทรางกายของคนควรไดรบแตละวนเฉลยประมาณ ิ ่ี   ั  ั ่ี 2,500 ลูกบาศกเซนติเมตร มาจากอาหาร 1,000 cm 3 นํ้าดื่ม 1,200 cm3 กระบวนการหายใจในเซลล 300 cm3 ปริมาณนํ้าทรางกายขบออกในแตละวน ขับออกทางปสสาวะ 1,500 cm3 ทางการหายใจประมาณ 350 cm3 ทางผิวหนัง ่ี  ั  ั ประมาณ 500 cm3 และขบออกมาทางอจจาระประมาณ 150 cm3 ั ุ พวกโพรโตซวนาจืด เชน อะมบา พารามเี ซยม มีคอนแทรกไทลแวคิวโอล (Contractile vacuole) ทําหนาท่ี ั ้ํ ี ี  รกษาสมดลของน้ําในเซลล ั ุ การรกษาอณหภูมภายในรางกาย ั ุ ิ  สัตว แบงออกเปน 2 ประเภท โดยยดอณหภมของรางกายเปนเกณฑ ไดแก   ึ ุ ูิ   สัตวเลือดอุน (Homeothermic animal) คือ สัตวทมอณหภูมของรางกายอยูในระดับทีคงที่ ไมเปลียนแปลง  ่ี ี ุ ิ  ่ ่ ไปตามอณหภมของสงแวดลอม มีอตราเมแทบอลิซมในรางกายแปรผกผันกับอุณหภูมของสิงแวดลอม ตวอยางของ ุ ู ิ ่ิ  ั ึ ิ ่ ั  สัตวเลือดอุน ไดแก สตวจําพวกนกและสัตวทเ่ี ลียงลูกดวยนม  ั  ้
  • BOBBYtutor Biology Note ตารางเปรยบเทยบอณหภมในรางกายของสตวชนดตางๆ กับอุณหภูมของแหลงทีอยู ี ี ุ ูิ  ั  ิ  ิ ่ สัตว อุณหภูมปกติของรางกาย (องศาเซลเซียส) อุณหภูมของแหลงทีอยู (องศาเซลเซียส) ิ ิ ่ หมี 38.0 ± 1.0 -7 ถึง 21 หมีขาว 37.5 ± 0.4 -34 ถึง -1 แมว 38.6 ± 1.3 4 ถึง 25 อูฐ 37.5 ± 0.5 เขตศนยสตร ู ู ชาง 36.2 ± 0.5 เขตศนยสตร ู ู สนข ุั 38.8 ± 1.3 4 ถึง 25 มา 37.7 ± 0.5 ทัวไปกวางๆ ่ คน 36.9 ± 0.7 ทัวไปกวางๆ ่ หนู 39.3 ± 1.3 4 ถึง 25 ปลาวาฬ 35.7 ± 0.1 ไมตากวา 4 ่ํ เปด 43.1 ± 0.3 4 ถึง 25 นกกระจอกเทศ 39.2 ± 0.7 เขตศนยสตร ู ู นกเพนกวิน 39.0 ± 0.2 0 ถึง 10 นกนางนวลถินหนาว ่ 40.0 ± 0.5 -34 ถึง -1 นกกระจิบ 41.1 ± 1.0 4 ถึง 25 จากตาราง : 1. สัตวทมอณหภูมของรางกายสูงทีสด คือ เปด ่ี ี ุ ิ ุ่  2. สัตวทมอณหภูมต่าทีสด คือ ปลาวาฬ ่ี ี ุ ิํ ุ่ 3. สัตวทมการเปลียนแปลงอุณหภูมของรางกายในชวงกวาง คือ สนข แมว และหนู ่ี ี ่ ิ ุั 4. สตวทมการเปลยนแปลงอณหภมของรางกายในชวงทแคบทสด คือ ปลาวาฬ ั  ่ี ี ่ี ุ ูิ   ่ี ่ี ุ 5. นกเพนกวน จะอาศัยอยูในสภาวะทีอณหภูมของแหลงทีอยูอาศัยเปลียนแปลงในชวงทีแคบทีสด ิ  ุ่ ิ ่  ่ ่ ุ่ สัตวเลือดเย็น (Poikilothermic animal) เปนสัตวทมอณหภูมในรางกายมีการเปลียนแปลงไปตามอุณหภูมิ ่ี ี ุ ิ ่ ของสิงแวดลอม มีอตราเมแทบอลิซมแปรผันตามอุณหภูมของสิงแวดลอม ตวอยางของสตวเ ลอดเยน ไดแก ปลา ่ ั ึ ิ ่ ั  ั ื ็ สัตวครึงบกครึงนํา และสตวเ ลอยคลาน ่ ่ ้ ั ้ื การควบคุมอุณหภูมของรางกายเมืออุณหภูมของสิงแวดลอมตํา รางกายมการเพมเมแทบอลซม โดยการควบคุม ิ ่ ิ ่ ่  ี ่ิ ิึ ของสมองสวนโฮโพทาลามัส (Hypothalamus) ดังนี้ 1. ทําใหเ สนเลอดทนําเลือดมาเลียงทีบริเวณผิวหนังมีขนาดเล็กลง ทําใหรางกายมการสญเสยความรอนนอยลง  ื ่ี ้ ่  ี ู ี   2. กระตุนเสนประสาททีควบคุมการหดตัวทีกลามเนือโคนขน (Arrector pilli) ทําใหขนลก และเกดอาการสน  ่ ่ ้  ุ ิ ่ั โดยการสันนีจะเกิดจากการหดตัวของกลามเนือทีตดทีกระดูก (Striated skeletal muscle) ่ ้ ้ ่ิ ่ 3. ใหผลตฮอรโมนไทรอกซนเพมขน ซงจะเปนการเพมอตราเมแทบอลซมใหเ พมขนดวย  ิ  ิ ่ิ ้ึ ่ ึ  ่ิ ั ิึ ่ิ ้ึ  4. จะกระตุนตอมหมวกไต ใหผลิตฮอรโมนอะดรีนาลินมากขึ้น สงผลใหเ สนเลอดหดตว และเพิมเมแทบอลิซม    ื ั ่ ึ
  • BOBBYtutor Biology Note การควบคมอณหภมของรางกายเมอสงแวดลอมมอณหภมสง สัตวเลือดอุนจะมีวธการควบคุมอุณหภูมภายใน ุ ุ ูิ  ่ื ่ิ  ีุ ูิู  ิี ิ รางกายไดโดยการควบคมของสมองสวนไฮโพทาลามส ดังนี้   ุ  ั 1. เพมการขบเหงอใหมากขน เมือเหงือทีผวหนังระเหย จะเปนตวพาความรอนออกไปดวย ทําใหอณหภมใน ่ิ ั ่ื  ้ึ ่ ่ ่ิ  ั   ุ ูิ รางกายลดตํ่าลง 2. ทําใหเสนเลือดทีผวหนังเกิดการขยายตัว เลือดมาเลียงผิวหนังเพิมขึน ทําใหรางกายสามารถระบายความรอน ่ิ ้ ่ ้  ออกทางผิวหนังมากขึน ้ การหลบหลกอณหภมทไมเหมาะสมของสภาวะแวดลอม ี ุ ู ิ ่ี   สภาวะแวดลอมทีไมเหมาะสมสวนใหญแลวมักจะเกียวของกับอุณหภูมทสงหรือตํ่าเกินไป สตวเ ลอดอนบางชนด ่ ่ ิ ่ี ู ั ื ุ ิ ทีอาศัยอยูในทะเลทรายทีมอากาศรอนมาก ในตอนกลางวันจะมีวธหลบหลีกสภาวะแวดลอมทีไมเหมาะสมดวยการออก ่  ่ี ิี ่ หากินในเวลากลางคืน สวนกลางวันจะหลบรอนโดยหลับนอนอยูในรู  การจําศีล หมายถึง สภาพทีสตวบางชนิดซอนตัวอยูนงๆ ไมเคลือนไหวในสภาวะแวดลอมทีไมเหมาะสม ทําให ่ั  ่ิ ่ ่ อัตราเมแทบอลิซมลดลง มการเผาผลาญอาหารทสะสมไวอยางชาๆ ถาเปนพฤตกรรมของสตวเ พอการหนอากาศหนาว ึ ี ่ี      ิ ั ่ื ี จะเรียกวา Hibernation แตถาเปนการหนอากาศรอน จะเรียกวา Estivation   ี  การรักษาสมดุลของแรธาตุ การรักษาสมดุลของแรธาตุของปลานําจืด ปลานําจดมความเขมขนของสารละลายภายในรางกายสงกวาน้ําทอยู ้ ้ ื ี    ู  ่ี รอบๆ ทําใหแรงดันออสโมติก (Osmotic pressure) ของของเหลวในรางกายสงกวาแรงดนออสโมตกของน้ําทีอยูรอบๆ ู  ั ิ ่  ดังนั้นนํ้าจึงแพรเขาสูตวปลาตลอดเวลา และเกลือแรกจะแพรออกจากตัวปลาตลอดเวลาเชนกัน ปลาจึงมีระบบผิวหนัง ั ็ ไมใหนาผานไดงาย เชน มเี กลดเปนตวปองกนไมใหน้าซึมผานได และมไตทําหนาทหลกในการขบน้าออกจากรางกาย   ้ํ  ็  ั  ั  ํ ี  ่ี ั ั ํ  พรอมกับสงวนเกลือแรและสารละลายทีจําเปน เชน นําตาลกลูโคสเอาไว ไตของปลาจะเปนตัวกรองและดูดกลับสารที่ ่  ้ เปนประโยชนทรางกายตองการ ทําใหปสสาวะของปลานาจดมความเขมขนของสารละลายนอยกวาทตรวจพบในเลอด   ่ี    ้ํ ื ี     ่ี ื (Hypotonic urine) สําหรับบริเวณเหงือกซึงมีลกษณะเปนเยือบางๆ ทีตองสัมผัสกับนํ้าตลอดเวลา จะไมสามารถปองกัน ่ ั ่ ่ การซึมเขาของนํ้าบริเวณนีได และแรธาตกอาจสญเสยออกไปบางทางเหงอก ปลานําจืดตองมีเซลลพเิ ศษบริเวณเหงือก ้  ุ็ ู ี  ื ้ คอยดูดแรธาตุทจาเปนกลับคืนสูรางกายโดยวิธแอกทีฟทรานสปอรต (Active transport) ่ี ํ  ี การรกษาสมดลของแรธาตในปลาน้าเค็ม ปลาทอาศยอยในน้าเค็มจะมีแรงดันออสโมติกของของเหลวในรางกาย ั ุ  ุ ํ ่ี ั ู ํ ตํ่ากวาน้าทะเล การควบคมระดบน้ําในรางกายจงตรงขามกบปลาน้าจืด ซงปลานาเค็มจะตองรักษาระดับของของเหลว  ํ ุ ั  ึ  ั ํ ่ึ ้ํ ในรางกายใหอยูในสภาพเปนไอโซโทนิก (Isotonic solution) กับนําทะเล  ้ การรักษาสมดุลของแรธาตุในนกทะเล นกทะเลมีอวัยวะพิเศษสําหรับขับเกลือทีมากเกินความจําเปนออกนอก ่ รางกาย เรียกวา ตอมนาสิก (Nasal gland) ซงจะขบนาเกลือออกมาทางรูจมูก (Nostril) ่ึ ั ้ํ การรักษาสมดุลของกรด-เบสในรางกาย ความเปนกรด-เบสเกียวของกับการทํางานของเอนไซม (Enzyme) ่ ซงเอนไซมมหนาทกระตนใหมการเปลยนแปลงปฏกรยาทางเคมภายในเซลล ถาสภาพความเปนกรด-เบสในรางกาย ่ึ  ี  ่ี ุ  ี ่ี ิิิ ี  เปลียนแปลงไปมากๆ เอนไซมจะไมสามารถทํางานได ่
  • BOBBYtutor Biology Note ในภาวะปกติ คา pH ในหลอดเลือดแดง จะอยูระหวาง 7.35-7.43 หรือมีคาเฉลียประมาณ 7.4 สวนในหลอด-   ่  เลือดดําจะมีคาตํากวาหลอดเลอดแดงเลกนอย โดยมีคา pH เฉลยประมาณ 7.35 เนองจากหลอดเลอดดามีคารบอน-  ่  ื ็  ่ี ่ื ื ํ ไดออกไซดและกรดทีเ่ กิดจากกระบวนการเมแทบอลิซมของเซลลทมมากกวาในหลอดเลือดแดง สวนคา pH ในเซลล ึ ่ี ี ทวไป จะมคาอยระหวาง 7.0-7.2 ซงตากวาภายนอกเซลล เพราะภายในเซลลเปนแหลงผลิตกรดอินทรีย กรดอนินทรีย ่ั ี  ู  ่ึ ่ํ  และกรดในรปของคารบอนไดออกไซด ู  การขบถายของสงมชวต ั  ่ิ ี ี ิ การขับถาย (Excretion) คือ การกําจัดของเสียทีเ่ กิดจากกระบวนการเมแทบอลิซมของรางกาย กระบวนการ ึ เมแทบอลิซมโปรตีนหรือกรดนิวคลีอกจะไดของเสียทีมธาตุไนโตรเจนเปนองคประกอบ (Nitrogenous waste) ไดแก ึ ิ ่ี แอมโมเนีย ยูเรีย และกรดยรก สวนคารบอนไดออกไซดเปนของเสียทีเ่ กิดจากเมแทบอลิซมของคารโบไฮเดรต รางกาย ูิ ึ จะกําจดออกโดยการหายใจ ั การขับถายของคน โครงสรางของไต เมือผาไตตามยาว จะพบวาประกอบไปดวยเนือเยือ 2 ชั้น คือ ่ ้ ่ 1. เนอไตสวนนอก (Renal cortex) มีสแดง มลกษณะเปนจดๆ มากมาย แตละจด คือ หนวยททาหนาท่ี ้ื  ี ีั  ุ  ุ  ่ี ํ  ในการกรอง ซงประกอบดวย ่ึ  1.1 โกลเมอรูลส (Glomerrulus) เปนกลมของเสนเลอดฝอย ั  ุ  ื 1.2 โบวแมนสแคปซูล (Bowmans capsule) มีลกษณะเปนกระเปาะ ั 1.3 ทอขดสวนตน (Proximal convoluted tubule)    1.4 ทอขดสวนปลาย (Distal convoluted tubule) 2. เนือไตสวนใน (Renal medulla) มีสจางกวาเนือไตสวนนอก มีลกษณะเปนเสนๆ คลายพีระมิด ประกอบ ้ ี ้ ั ไปดวย 2.1 ทอรวม (Collecting tubule) 2.2 หวงเฮนเล (Loop of Henle) 3. กรวยไต เปนทีรวมของนําปสสาวะทีมาจากเคลิกซ (Calyx) ่ ้ ่ หนวยไต (Nephron) มหนาทสาคัญ คือ กรองของเสยออกจากเลอด และดูดสารทีมประโยชนกลับคืนสูเ ลือด ี  ่ี ํ ี ื ่ี ในคนมีหนวยไตขางละมีประมาณ 1 ลานหนวย แตละหนวยประกอบดวย    โกลเมอรลส (Glomerulus) เปนกลมของเสนเลอดฝอยททําหนาทในการกรองของเสยออกจากเลอด ูั  ุ  ื ่ี  ่ ี ี ื โบวแมนแคปซูล (Bowman’s capsule) มีลักษณะเปนรูปถวยหอรอบหุมโกลเมอรูลัส ประกอบไปดวยเยอบางๆ   ่ื 2 ชั้น โดยสารตางๆ จากเลอดจะเคลอนทผานผนงของเสนเลอดฝอยโกลเมอรลส ผานโบวแมนแคปซูลไปยังทอขดสวนตน ื ่ื ่ี  ั  ื ูั ทอของหนวยไต (Convoluted tubule) มีอยู 3 สวนดังนี้ คือ 1. ทอขดสวนตน อยูในชันคอรเทกซ ผนังของทอมีไมโทคอนเดรียมาก เพราะทีบริเวณนีจะมีกระบวนการ  ้ ่ ้ Active transport เพือดูดกลับสารทีมประโยชน เชน กรดอะมิโน กลูโคส ่ ่ี 2. หวงเฮนเล เปนหลอดทมลกษณะโคงรปตวยู อยูตอจากทอขดสวนตน ยืนเขาไปในชันเมดัลลา เปนทอหนวยไต   ่ี ี ั  ู ั  ่ ้ ทีมผนังบางมากทีสด เปนสวนทีทําใหของเหลวทีกรองไดมแรงดันออสโมติกสูงสุด มีการดูดกลับนํ้าทําใหปสสาวะมี ่ี ุ่ ่ ่ ี  ความเขมขนมาก
  • BOBBYtutor Biology Note 3. ทอขดสวนปลาย (Distal convolute tubule) เปนทอทีมลกษณะขดไปมา อยตอจากหวงเฮนเล มีหนาที่ ่ีั ู   ดูดนํ้ากลับโดยการควบคุมของฮอรโมน ADH หรือ Vasopressin อยูในชันคอรเทกซ ทอขดสวนปลายจะไปติดตอกับ  ้ ทอรวม การสรางนํ้าปสสาวะของไต มี 3 กระบวนการ ไดแก 1. การกรองทโกลเมอรลส ผนงของโกลเมอรลสจะยอมใหสารทมโมเลกลเลกๆ ผานไปไดพรอมกับนํา เชน ่ี ูั ั ูั  ่ี ี ุ ็ ้ กลูโคส กรดอะมิโน เกลือแร ยูเรีย เปนตน สําหรับสารทีมโมเลกุลใหญ เชน พวกโปรตน ไขมัน และเซลลเม็ดเลือด ่ี ี จะไมสามารถกรองผานโกลเมอรูลสได ของเหลวทีกรองไดจะเขาสูโ บวแมนสแคปซูล เรียกวา พลาสมาทีกรองได (Filtrate) ั ่ ่ ซึงมีองคประกอบทีคลายคลึงกับพลาสมาในเลือด แตไมมอลบูมน การกรองทีโกลเมอรูลสจะอาศัยความดันเลือดและ ่ ่ ีั ิ ่ ั ปริมาณโปรตีนทีละลายอยูในพลาสมา ในคนปกติของเหลวจะถูกกรองผานทีโกลเมอรูลสในอัตราเร็ว 125 มิลลิลตรตอ ่  ่ ั ิ นาที หรือประมาณวันละ 180 ลิตร แตเมือเคลือนทีผานทอตางๆ ของหลอดไตจะมการดดสารกลบ การไหลของปสสาวะ ่ ่ ่ ี ู ั จึงมีอตราเพียง 1 มลลลตรตอนาที หรอขับนาออกมาวันละ 1,440 มลลลตร หรือประมาณ 1 ลิตรครึง ั ิ ิิ  ื ้ํ ิ ิิ ่ 2. กระบวนการดูดกลับทีทอหนวยไต (Tubular reabsorption) การดูดกลับจะอาศัยกระบวนการแอกทีฟ- ่ ทรานสปอรต และพาสซฟทรานสปอรต ยกเวนนํ้า มีการดูดกลับแบบออสโมซิส ี  การควบคุมการดูดกลับที่ทอหนวยไต การดูดนํ้า กลับเขาสูกระแสเลือด ถูกควบคุมโดยฮอรโมน Antidiuretic hormone (ADH) จากตอมใตสมอง  สวนหลง ถารางกายมีฮอรโมน ADH นอยกวาปกติ จะทาใหมการดูดกลับนอย นํ้าในปสสาวะทีขบออกมาจะมีมาก เรียกวา  ั ํ ี ่ั โรคเบาจืด (Diabetes insipidus) การดดกลบของโซเดยมและคลอไรด จะถูกควบคุมโดยฮอรโมนแอลโดสเตอโรน (Aldersterone) จากตอม ู ั ี หมวกไต การดดกลบของฟอสเฟต จะถูกควบคุมโดยฮอรโมนพาราทอรโมน (Parathormone) จากตอมพาราไทรอยด ู ั 3. การหลังสารโดยทอหนวยไต (Tubular secretion) เชน โพแทสเซียม ไฮโดรเจนไอออน กรดยูรก สารเหลาน้ี ่ ิ  จะมผลตอการเปลยนแปลงของ pH ในนํ้าปสสาวะ ี  ่ี  ตารางแสดงสวนประกอบของสารในนาเลือด สารในของเหลวทีกรองไดกบปสสาวะ  ้ํ ่ ั สาร ของเหลวทกรองได (g/100 cm3) ่ี นํ้าปสสาวะ (g/100 cm3) นํ้า 90-93 95 โปรตีน 10-20 0 ยูเรีย 0.03 2 กรดยูรกิ 0.003 0.05 แอมโมเนีย 0.0001 0.05 กลูโคส 0.1 0 โซเดียม 0.3 0.6 คลอไรด 0.37 0.6 ซลเฟต ั 0.003 0.15
  • BOBBYtutor Biology Note สรปจากตาราง : ุ 1. สารทพบวามอยในของเหลวทกรองไดแตไมมอยในนาปสสาวะ เพราะถกดดกลบหมด ไดแก กลูโคส และโปรตีน ่ี  ี ู ่ี    ี  ู ้ํ  ู ู ั 2. สารทถกดดกลบไดนอยแตพบมากในนาปสสาวะ คือ ยูเรียและเกลือตางๆ ในนําปสสาวะของคนมีความเขมขน ่ี ู ู ั    ้ํ  ้ ของยูเรียมากกวาของเหลวทีกรองไดถง 60 เทา ่ ึ  ทอไต (Ureter) ทอไตอยูถดจากกรวยไตและไปสินสุดทีกระเพาะปสสาวะ ผนงของทอไตมลกษณะเปนกลาม- ั ้ ่ ั  ีั   เนื้อเรียบ จะมการหดและคลายตวแบบ Peristalsis เพือไลปสสาวะลงสูกระเพาะปสสาวะ ี ั ่   กระเพาะปสสาวะ (Urinary bladder) มีหนาทีสะสมนํ้าปสสาวะทีสงมาจากไต เมื่อนํ้าปสสาวะภายในกระเพาะ- ่ ่ ปสสาวะเพิมขึนประมาณ 150-400 cm3 ผนงของกระเพาะปสสาวะจะกระตนใหกลามเนอเรยบทผนงกระเพาะปสสาวะ ่ ้ ั  ุ   ้ื ี ่ี ั  บบตว เพอขบปสสาวะออกมาทางทอปสสาวะ (Urethra) ี ั ่ื ั    ความผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับไต 1. Nephrosis หมายถึง ภาวะทีผนังของหลอดเลือดฝอยโกลเมอรูลสเกิดการอักเสบ ทําใหโปรตีนถูกกรองผาน ่ ั ออกมาพรอมกับปสสาวะมากกวา 3.5 กรัมตอวัน 2. Nephristis หมายถึง ภาวะทผนงของหลอดเลอดฝอยโกลเมอรลสเกดการอกเสบ ทําใหปสสาวะมีเลือด ่ี ั ื ูั ิ ั  ออกมาดวย  3. Tubular disease หมายถึง ภาวะการเกิดโรคทีหนวยไต ทําใหสวนตางๆ ของหนวยไตไมสามารถควบคุม ่   สมดลของสารตางๆ ได ุ  4. Renal artery stenosis หมายถึง ภาวะทหลอดเลอดททําหนาทไปเลยงไตเกดการตบแขง ซงอาจเกดจาก ่ี ื ่ี  ่ ี ้ ี ิ ี ็ ่ึ ิ ผนังหลอดเลือดแดงเหลานีมเี ยือเหนียว (Fibromuscular hyperplasia) เกิดขึ้นมากมาย ้ ่ 5. Pyelonephritis หมายถึง ภาวะทีเ่ นือไตบริเวณกรวยไตอักเสบ ซึงเกิดจากเชือแบคทีเรียทีกระเพาะปสสาวะ ้ ่ ้ ่ ขนมาททอไต ้ึ ่ี  6. Urolithiasis หมายถึง ภาวะทเ่ี กดเปนนวในไต ซงเกดจากการตกตะกอนของแคลเซยม ออกซาเลตและ ิ  ่ิ ่ึ ิ ี แคลเซยม-ฟอสเฟต ี 7. Renal failure หมายถึง ภาวะไตวาย หรอไตลมเหลว เปนความผิดปกติของระบบทางเดินปสสาวะทีรนแรงมาก ื  ุ่ มกพบกบผปวยทเ่ี ปนโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง และโรคหัวใจ ภาวะไตวายแบงออกเปน 2 ชนิด คือ ั ั ู   7.1 ไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure) เกดจากรางกายมปรมาณเลอดลดลง มฟอสเฟตในเลอดสง ิ  ี ิ ื ี ื ู สาเหตมาจากรางกายไมสามารถควบคมสวนประกอบของของเหลวในรางกายได การกรองปสสาวะ การสรางยเู รยโปรตน ุ   ุ     ี ี และสรางครเี อตนนผดปกติ ทําใหเ ลอดมยเู รยไนโตรเจน และครีเอตินีนเพิ่มขึ้น  ิี ิ ื ี ี 7.2 ไตวายเรือรัง (Chronic renal failure) เปนภาวะทีไตไมสามารถทํางานได ไตลมเหลวอยางสินเชิง ้ ่ ้ ไมอาจแกไขได (Irreversible) การกรองทีโกลเมอรูลสนอยกวา 9 ลตรตอวน (ปกติ 180 ลตรตอวน) โกลเมอรูลสและ ่ ั ิ  ั ิ  ั ั ทอของหนวยไตถูกทําลายมากกวา 80-95 เปอรเซ็นต ทําใหไตไมสามารถขับยูเรียและครีเอตินนได ี 8. กระเพาะปสสาวะอักเสบ (Overcomming cystits) เกิดจากเชือแบคทีเรียจากลําไสใหญเ คลอนตวลงมาตาม ้  ่ื ั ทอของระบบปสสาวะ ผปวยจะปสสาวะบอยและเวลาถายปสสาวะจะรสกเจบปวด   ู      ู ึ ็ การกรองของเสียออกจากเลือดผูปวยโดยใชเครืองไตเทียม ทําไดโดยผาตัดฝงทอเขาไปในเสนเลือดแดงทีแขน  ่ ่ หรือขา เมือเลือดแดงผานเขาไปในถุงเซลโลเฟน ซึงแชในนํายาทมสวนประกอบคลายเลอด แตไมมของเสียจะมีการแลก- ่ ่ ้ ่ี ี   ื ี เปลียนสารและเกลือแรตางๆ ระหวางพลาสมาและนํายาที่ใช ของเสียในเลือดจะแพรผานเยือเซลโลเฟนออกมาสูถงนํ้ายา ่  ้  ่ ั ทําใหปรมาณของเสยในเลอดลดลง หลังจากนันเลือดก็กลับเขารางกายทางเสนเลือดดําผานหวใจไปฟอกทปอดตอไป  ิ ี ื ้  ั ่ี 
  • BOBBYtutor Biology Note การขบถายของสงมชวตเซลลเดยวและสตวบางชนด ั  ่ิ ี ี ิ  ี ั  ิ ในพวกโพรโตซัวนํ้าจืด เชน อะมบา พารามเี ซยม จะมีโครงสรางภายในเซลลทเ่ี รียกวา คอนแทร็กไทลแวคิวโอล ี ี (Contractile vacuole) ทําหนาทีกําจัดนําทีมากเกินพอ (Excess water) ออกจากเซลล เพอรกษาสมดลของน้ําในเซลล ่ ้ ่ ่ื ั ุ ของเสยสวนใหญจะปนออกมากบน้ําทีขบออกนอกเซลล ี   ั ่ั [โพรตสตทไมมคอนแทรกไทลแวควโอลของเสยพวก ิ  ่ี  ี ็  ิ ี คารบอนไดออกไซดและแอมโมเนยจะขจดออกทางเยอหมเซลล] พารามเี ซยมมคอนแทรกไทลแวควโอล 2 อัน อยูทาง   ี ั ่ื ุ ี ี ็  ิ  ดานหัวและทายเซลล ลักษณะของคอนแทร็กไทลแวคิวโอลจะมีแขนงแยกออกโดยรอบในแนวรัศมี (Radiating canal) แขนงเหลานจะทาหนาทควบคมนาทมากเกนพอและของเสยภายในเซลลเ ขาสคอนแทรกไทลแวควโอล เมือคอนแทร็ก-  ้ ี ํ  ่ี ุ ้ํ ่ ี ิ ี  ู ็  ิ ่ ไทลแวคิวโอลบีบตัวก็จะขับนําออกนอกเซลล ้ การขบถายของเสยของหนอนตวแบน เชน พลานาเรย มีโครงสรางทีทาหนาทีกําจัดของเสีย คือ เฟลมเซลล ั  ี ั ี ่ํ ่ (Flame cell) กําจัดของเสียออกมาในรูปแอมโมเนีย การขับถายของเสียของแอนเนลิด เชน ไสเดือนดินมีอวัยวะขับถายของเสีย เรียกวา เนฟริเดียม (Nephridium) อยูปลองละ 1 คู กําจดของเสยออกมาในรปแอมโมเนยและยเู รย  ั ี ู ี ี การขบถายของอารโทรพอด มีอวัยวะขับถายของเสีย เรียกวา ทอมลพเกยน (Malpighian tubule) อยูตรง ั    ั ิ ี  รอยตอระหวางกระเพาะอาหารกบลําไส กําจัดของเสียออกมาพรอมกากอาหารในรูปของกรดยูรก   ั ิ การขับถายของนกและสัตวเลือยคลาน มีไตทีสามารถเปลียนของเสียประเภทแอมโมเนีย ใหกลายเปนกรดยูรก ้ ่ ่ ิ ซึงเปนสารกึงแข็งกึงเหลวละลายนําไดนอย ่ ่ ่ ้ เอ็มบริโอของสัตวพวกนกและสัตวเลือยคลาน ในขณะทีอยูในไขกจะขับของเสียในรูปของกรดยูรกเก็บสะสมไว ้ ่  ็ ิ ในถงแอลแลนทอยส (Allantois) จนกระทังเอ็มบริโอฟกออกมาจากไข ุ ่ ขอควรทราบ  แอมโมเนียมีสมบัตละลายนํ้าไดดี การกําจดแอมโมเนยตองใชนาปรมาณมาก สวนยเู รยเปนพษนอยกวาแอมโมเนย ิ ั ี   ้ํ ิ  ี  ิ   ี และละลายนํ้าไดเ ชนกนจงตองกําจัดยูเรียในรูปของสารละลาย  ั ึ  การกําจัดกรดยูรกออกจากรางกายเปนกระบวนการทีสญเสียนํานอยทีสด เพราะกรดยรกเปนสารทละลายน้ําไดนอย ิ ู่ ้ ุ่ ูิ  ่ี และกอนการกําจัดกรดยูรกรางกายสามารถดูดนํ้าทีปะปนกับกรดยูรกไดเกือบหมด ิ ่ ิ การรักษาสมดุลของนําและการขจดสารในพช ้ ั ื พืชมีปากใบ (Stoma) เปนตัวควบคุมการรักษาสมดุลของนํ้า โดยถาพืชไดรบนํามาก ปากใบจะเปดกวางทําใหมี ั ้   การคายน้ํามาก แตถาพชไดรบนานอยปากใบจะปดเพอไมใหมการคายนา   ื  ั ้ํ   ่ื   ี ้ํ ในแวคิวโอลของเซลลพชอวบนํ้ามักมีกรดมาลิก (Malic acid) ซึงเปนกรดทีทาอันตรายตอเซลลสะสมอยู แต ื ่ ่ํ จะสลายใหกาซคารบอนไดออกไซดในเวลากลางวน พืชสามารถนําไปใชเปนวัตถุดบในการสังเคราะหดวยแสงได    ั ิ 
  • BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การเปลียนแปลงในขอใดเกิดขึนเมือรางกายขาดนํา ่ ้ ่ ้ ก. แรงดนออสโมตกของเลอดสงขน ั ิ ื ู ้ึ ข. ตอมใตสมองสวนหลงหลง ADH    ั ่ั ค. ทอของหนวยไตดูดนํากลบเพมมากขน ้ ั ่ิ ้ึ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 2. สารในขอใดท่ีไมพบในปสสาวะของคนปกติ  ก. โซเดียม ข. กลูโคส ค. โปรตีน ง. ยูเรีย 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 3. จากขอมลในตารางของเหลว ก ข และ ค มาจากทีใด  ู ่ ความเขมขนของสาร (กรัม/100 มลลกรม) ิ ิ ั ของเหลว ก ของเหลว ข ของเหลว ค โปรตีน 0 0 8.0 กลูโคส 0.1 0 0.1 ยูเรีย 0.03 2.0 0.03 1) ก = พลาสมา ข = โบวแมนสแคปซูล ค = ปสสาวะ  2) ก = โบวแมนสแคปซูล ข = ปสสาวะ ค = พลาสมา  3) ก = ปสสาวะ ข = โบวแมนสแคปซูล ค = พลาสมา  4) ก = พลาสมา ข = ปสสาวะ ค = โบวแมนสแคปซูล  4. ขอใดไมเปนจริง สําหรบหนวยไต (Nephron) ในไตของคนเรา ั  1) ปริมาณกลูโคส ยูเรีย โซเดียมอิออน ทีกรองผานโกลเมอรูลสใกลเคียงกับในพลาสมา ่ ั 2) ไมพบฮีโมโกลบินและอัลบูมนในปสสาวะ เพราะสารดงกลาวไมสามารถผานผนงโกลเมอรลส ิ ั    ั ูั 3) ไตขับปสสาวะปริมาณมากขึนเมือมีการหลัง ADH ออกมาในกระแสเลือดมาก ้ ่ ่ 4) ตามปกติจะไมพบกลูโคสในปสสาวะเนืองจากกลูโคสถูกดูดกลับได 100% ่ 5. ผูทไตทํางานเปนปกติจะมีปริมาณสารในปสสาวะมากนอยตามลําดับ ดังขอใด  ่ี 1) ยูเรีย > โปรตีน > เกลืออนินทรีย > กลูโคส 2) ยูเรีย > เกลืออนินทรีย > กลูโคส > โปรตีน 3) เกลืออนินทรีย > ยูเรีย > กลูโคส > โปรตีน 4) เกลออนนทรย > ยูเรีย > โปรตีน > กลูโคส ื ิ ี 6. อวัยวะขับถายทีทําหนาทีคลายคลึงกับหนวยเนฟรอนของสัตวมกระดูกสันหลังมากทีสด คือขอใด ่ ่ ี ุ่ 1) Nephridium 2) Malpighian tubules 3) Flame cells 4) Gastrovascular cavity
  • BOBBYtutor Biology Note 7. อวยวะใดททาหนาทีเ่ กียวของกับระบบขับถายอยางถูกตองกับชนิดของสัตว ั ่ี ํ ่ ก. เรตควลม-วัว ิั ั ข. เนฟริเดียม-ไสเดือน ค. ซีกม-กระตาย ั ง. ตอมนาสิก-นกทะเล จ. เฟลมเซลล-หนอนตัวแบน ฉ. กึน-นก ๋ 1) ก., ค. และ ฉ. 2) ข., ง. และ จ. 3) ก., ง. และ ฉ. 4) ข., ค. และ จ. 8. ปสสาวะของนกอแรงจะมของเสยทมไนโตรเจนเปนองคประกอบอยในรปของสารใด  ี  ี ี ่ี ี   ู ู 1) ยูเรีย 2) กรดยูรก ิ 3) แอมโมเนีย 4) ไนเตรท 9. จากกราฟแสดงการเปลียนแปลงอุณหภูมรางกายและอัตราการใชออกซิเจนของสัตวเลือดอุน และสัตวเลือดเย็นที่ ่ ิ  อณหภมสงแวดลอมตางๆ กัน แกน X, Y และ A, B ในแตละกราฟแทนสิงใด ุ ู ิ ่ิ   ่ แกน Y สตวเ ลอดเยน ั ื ็ แกน B สูง สูง สตวเ ลอดเยน ั ื ็ อัตราการใช O 2 สตวเ ลอดอน ั ื ุ สตวเ ลอดอน ั ื ุ ตํ่า แกน X ตํ่า แกน A 0 ตํ่า สูง 0 ตํ่า สูง แกน X แกน Y แกน A แกน B 1) อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อุณหภูมรางกาย ิ อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อัตราการใช O2 2) อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อุณหภูมรางกาย ิ อตราการใช O2 ั อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  3) อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อตราการใช O2 ั อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อุณหภูมรางกาย ิ 4) อตราการใช O2 ั อุณหภูมสงแวดลอม ิ ่ิ อณหภมสงแวดลอม ุ ู ิ ่ิ  อุณหภูมรางกาย ิ 10. นอกจากแลกเปลยนแกสแลว เหงือกปลายังสามารถทําหนาทีในขอใด ่ี   ่ ก. ปรบแรธาตของรางกาย ั  ุ  ข. ปรับอุณหภูมของรางกาย ิ ค. ขับถายกรดยูรก ิ 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ข. และ ค. 11. ปลาอินทรีมวธรกษาสภาพสมดุลของเหลวในรางกายอยางไร ีิีั 1) กลืนนํ้าเขารางกายและกําจดเกลอแรสวนเกนออกจากรางกาย ั ื  ิ  2) กําจดทงนาและเกลือแรสวนเกินออกจากรางกาย ั ้ั ้ํ  3) เคลือนยายทังนํ้าและเกลอแรเ ขาสรางกาย ่ ้ ื  ู  4) กําจัดนําออกจากรางกายแตรกษาเกลือแรไว ้ ั
  • BOBBYtutor Biology Note เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 2) 4. 3) 5. 2) 6. 1) 7. 2) 8. 2) 9. 2) 10. 1) 11. 1) ####################
  • BOBBYtutor Biology Note พลังงานในสิงมีชวต ่ ี ิ สิงมีชวตจะดํารงชีวตอยูไดตองไดรบพลังงานและสสารจากสิงแวดลอม และแหลงพลังงานของสิงมีชวตในโลก ่ ีิ ิ   ั ่ ่ ีิ คือ ดวงอาทิตย สิงมีชวตทีใชพลังงานแสงเพือการดํารงชีวต เรียกวา โฟโตโทรฟ (Phototroph หรือ Phototrophic organism) ่ ีิ ่ ่ ิ ไดแก พืช สาหราย และแบคทีเรียบางชนิด สงมชวตทใชพลงงานจากการรบสารเคมี (สารอินทรีย) ตางๆ จากสิงแวดลอม เรยกวา เคโมโทรฟ (Chemotroph ่ิ ี ี ิ ่ี  ั ั  ่ ี  หรือ Chemotrophic organism) ไดแก สัตวตางๆ เห็ดรา และแบคทเี รยทวๆ ไป  ี ่ั ปฏิกิริยาเคมีในเซลลของสิ่งมีชีวิต สิงมีชวตทุกชนิดตองใชพลังงาน (Energy) ในการดํารงชีพ หรอทํากจกรรมตางๆ ของสิ่งมีชีวิต ซงพลงงาน ่ ีิ ื ิ  ่ึ ั สวนใหญทสงมชวตใชไดมาจากการสลายสารอาหารดวยกระบวนการทางเคมไมวาจะนําพลงงานนนๆ ไปใชทําอะไรใน   ่ี ่ิ ี ี ิ    ี  ั ้ั การดํารงชีพ เชน การหายใจ การเคลอนท่ี-เคลอนไหว การขบถาย การเจริญเติบโต การลําเลียงสารเขาออกจากเซลล ฯลฯ ่ื ่ื ั  พลังงานทไดจงเปนพลงงานเคมี ซึงพลังงานเคมีทเ่ี กิดขึนไดนนก็จะตองไดมาจากปฏิกรยาเคมี (Chemical reaction) ดวย ี่  ึ  ั ่ ้ ้ั ิิ 
  • BOBBYtutor Biology Note Food + O2 CO2 + H 2 O Respiration ADP + P ATP Chemical Mechanical Electrical Transport work work work work การถายทอดของพลงงานผาน ATP และการเปลียนรูปของพลังงานในรูปแบบตางๆ  ั  ่ อธิบายเพิมเติม ่ - เซลลมกลไกหลกเลยงพลงงานกระตนซงสงเกนกวาความตานทานของเซลลได โดยการลดระดับความตองการ ี ี ่ี ั  ุ ่ึ ู ิ    ของพลังงานกระตุนใหนอยลง   ซงวธการทเ่ี ซลลลดระดบความตองการพลงงานกระตนนนโดยมเี อนไซมหลายชนด ่ึ ิ ี  ั  ั ุ ้ั  ิ ชวยลดพลงงานกระตน  ั ุ - เซลลมกลไกหลีกเลียงการปลอยพลังงานออกมาอยางรวดเร็วไวได โดยการควบคมใหปฏกรยาการสลาย ี ่ ุ  ิิิ อาหารมีหลายขันตอน เพอใหพลงงานถกปลอยออกมาอยางชาๆ ทีละนอย ้ ่ื  ั ู    สิ่งที่มีผลตอการเกิดปฏิกิริยาเคมี คะตะลสต (Catalyst) หมายถึง สารทีทาหนาทีเ่ ปนตัวเรงปฏิกรยาเคมี โดยหลงจากปฏกรยาสนสดแลว ิ ่ํ ิิ ั ิ ิ ิ ้ิ ุ  โครงสรางของมันเองไมเปลียนแปลง ่ สิงมีชวตตองการคะตะลิสตหลายชนิด เพือใหปฏิกรยาทางเคมีตางๆ ภายในรางกายเกิดขึนไดงายโดยไมตองใช ่ ีิ ่ ิิ  ้   พลังงานกระตุนมากเกินกวาทีเ่ ซลลจะทนได  หมายเหตุ คะตะลสตในสงมชวต (Biocatalyst หรอ Organic catalyst) คือ เอนไซม (Enzyme) นั่นเอง ิ  ่ิ ี ี ิ ื โดยเอนไซมจะไปลดพลังงานกระตุนของสารทําใหเกิดปฏิกรยาไดเร็วขึน แตพลังงานทีเ่ กิดขึนยังเทาเดิม  ิิ ้ ้
  • BOBBYtutor Biology Note ทฤษฎีอธิบายความจําเพาะ (Specificity) ของเอนไซม การทเ่ี อนไซมมความจําเพาะเจาะจงกับโครงสรางของสารตังตน (Substrate) สามารถอธิบายไดโดยอาศัยทฤษฎี ี ้ ตอไปน้ี  1. ทฤษฎีแมกญแจและลูกกุญแจ (Lock and key theory) เสนอโดย อมล ฟชเชอร (Emil Fischer) อธบายวา ุ ีิ ิ  แตละโมเลกลของเอนไซมจะมบรเิ วณเรง (Active site) ทีเ่ ฉพาะเจาะจงกับสารตังตน (Substrate) ทําใหเขากันไดพอดี  ุ  ี  ้ เหมอนกบการทลกกญแจสวมเขาพอดกบแมกญแจ (ทฤษฎนอธบายถงสภาพของบรเิ วณเรงของเอนไซม วามีรปราง ื ั ่ี ู ุ  ีั ุ ี ้ี ิ ึ  ู แนนอน แข็งแกรง) Enzyme Substrate Enzyme-Substrate Product complex สมการการทํางานของเอนไซม (E) กบสารตงตน (S) ั ้ั  Substrate Products Substrates Product Active site Active site Enzyme Enzyme-Substrate complex Enzyme Enzyme Enzyme-Substrate complex Enzyme a. Degradative reaction b. Synthetic reaction แผนภาพแสดงกลไกการทํางานของเอนไซมกับสาร a. กระบวนการสลายสาร b. กระบวนการสังเคราะหสาร 2. ทฤษฎีชกนําใหเหมาะสม (Induced-fit theory) เสนอโดย คอชแลนด (Koshland) เมือสารตังตนเขาไป ั ่ ้ จับบริเวณเรงของเอนไซมจะเหนียวนําใหเอนไซมเปลียนโครงรูปใหเหมาะสม ทําใหสามารถจับตัวกับสารตังตนไดดขน ่ ่ ้ ี ้ึ ทําใหเอนไซมทาหนาทเ่ี รงปฏกรยาไดสารผลตภณฑ (ทฤษฎีนอธิบายถึงความยืดหยุนและลักษณะไมแข็งของเอนไซม ํ   ิิิ  ิ ั ้ี  บางชนิดทีบริเวณเรง (Active site) จงสามารถเปลยนโครงรปใหเ หมาะสมได) ่ ึ ่ี ู
  • BOBBYtutor Biology Note Substrates Substrates Enzyme Enzyme-Substrate Enzyme Enzyme-Substrate complex (Note active site complex (Enzyme larger than substrate) changes shape) (a) Lock-and-key model (b) Induced fit model ภาพแสดงการทํางานของเอนไซม (a) ภาพแสดงการเรงปฏิกรยาของเอนไซมตามทฤษฎีแมกญแจและลูกกุญแจ (เอนไซมไมเปลียนรูปราง) ิิ ุ ่ (b) ภาพแสดงการเรงปฏกรยาของเอนไซมตามทฤษฎชักนําใหเหมาะสม (เอนไซมสามารถเปลียนรูปรางได  ิิิ  ี ่ เลกนอยขณะทาปฏิกรยา) ็  ํ ิิ ตัวยับยั้งเอนไซม (Inhibitor) ตวยบยงเอนไซม (Inhibitor) หมายถึง สารทีทาใหปฏิกรยาทีมเี อนไซมเปนตัวคะตะลิสตหยุดชะงักลงได เชน ั ั ้ั ่ํ ิิ ่ ไซยาไนต คารบอนมอนอกไซด ฟลูออไรด ยาซลฟาั 1. ตวยบยงแบบแขงขัน (Competitive inhibitor) หมายถึง สารทสามารถเขาไปแยงสารตงตน (Substrate) ั ั ้ั  ่ี   ้ั  จบทบรเิ วณเรง (Active site) ของเอนไซม ทําใหการเรงปฏิกรยาของเอนไซมลดลง เชน กรดซักซินก (Succinic acid) ั ่ี  ิิ ิ กรดมาโลนิก (Malonic acid) กรดออกซาลก (Oxalic acid) เชน ไซยาไนด (Cyanide) กาซคารบอนมอนอกไซด ิ 2. ตวยบยงแบบไมแขงขัน (Noncompetitive inhibitor) หมายถึง สารทีสามารถเขาไปจับทีบริเวณอืน ั ั ้ั   ่ ่ ่ บนโมเลกุลของเอนไซมทไมใชบริเวณเรง (Active site) ่ี Competitive Substrate Substrate inhibitor Noncompetitive inhibitor Enzyme Enzyme Enzyme (a) (b) (c) ภาพแสดงการทําปฏกรยาของตวยบยงเอนไซม ิิิ ั ั ้ั (a) การทําปฏกรยาระหวางเอนไซม-สารตังตนปกติ (ES complex) ิิิ  ้ (b) การทําปฏกรยาระหวางเอนไซม-ตวยบยงแบบแขงขัน (EI complex) ิิิ  ั ั ้ั  (c) การทําปฏกรยาระหวางเอนไซม-ตวยบยงแบบไมแขงขัน (ESI complex หรือ EI complex) ิิิ  ั ั ้ั  
  • BOBBYtutor Biology Note Energy Supplied Energy Supplied Energy of Energy of activation Energy of reactant reactant Energy of activation Energy Released Energy Released Energy of Energy of product product E a without Enzyme Ea with Enzyme ภาพแสดงผลของปฏิกรยาเคมีเมือมีเอนไซมและไมมเอนไซม ิิ ่ ี (พบวาการใชพลงงานกระตนลดลงอยางมาก)   ั ุ  พลังงานที่ใชในการสลายพันธะเคมี พลงงานทใชในการสลายพนธะเคมี เรียกวา พลังงานพันธะ (Bond energy) พลังงานทีเ่ กิดขึนจากปฏิกรยาเคมี ั ่ี ั ้ ิิ มี 2 ประเภท คือ 1. ปฏิกรยาคายพลังงาน (Exergonic reaction) หมายถึง ปฏิกรยาทีเ่ กิดขึนแลวจะปลอยพลังงานออกมา > ิิ ิิ ้ พลังงานกระตุนทีใสเขาไป เชน การรวมกนของกาซไฮโดรเจน และกาซออกซเิ จน หรอการสลายสารอนทรยตางๆ  ่ ั   ื ิ ี (การหายใจ) สรุป พลงงานสรางพนธะ > พลังงานสลายพันธะ ั  ั ตัวอยางปฏิกรยาคายพลังงาน ิิ ATP + H2O ADP + Pi + 7.3 kcal/mol C6H12O6 + 6O2 6CO2 + 6H2O + 36 ATP 2H2 + O2 2H2O + พลงงานสรางพนธะ ั  ั 2. ปฏิกรยาดูดพลังงาน (Endergonic reaction) หมายถึง ปฏิกรยาทีเ่ กิดขึนแลวจะปลอยพลังงานออกมา < ิิ ิิ ้ พลงงานกระตนทใสเ ขาไป เชน กระบวนการสงเคราะหดวยแสง การแยกนาดวยไฟฟา การสงเคราะหสารอนทรยตางๆ ั ุ ่ี  ั  ํ้ ั  ิ ี ในเซลลของสิ่งมีชีวิต สรุป พลงงานสรางพนธะ < พลังงานสลายพันธะ ั  ั ตวอยางปฏกรยาดดพลงงาน ั  ิิิ ู ั 2H2O + พลังงานสลายพันธะ 2H2 + O2 6CO2 + 12H2O + 18 ATP C6H12O6 + 6O2 + 6H2O ADP + Pi + 7.3 kcal ATP
  • BOBBYtutor Biology Note Exergonic reactions (e.g. cellular respiration) Energy ADP + Pi ATP Energy Endergonic reactions (e.g. protein synthesis making new cells or cell parts) แสดงปฏิกรยาดูดพลังงาน (Endergonic reaction) และปฏิกรยาคายพลังงาน (Exergonic reaction) ิิ ิิ ทีเกิดขึนในเซลลของสิงมีชวต (โดยมี ATP เปนสารตัวกลางในการเก็บสะสมพลังงานและคายพลังงานออกมา) ่ ้ ่ ีิ
  • BOBBYtutor Biology Note การหายใจ การหายใจ (Respiration) คือ กระบวนการออกซิไดสสารอาหาร เชน คารโบไฮเดรต ไขมัน หรือโปรตีน โดยอาศยการควบคมของเอนไซมภายในเซลล เพือใหไดพลังงานทีเ่ ซลลของสิงมีชวตสามารถนําไปใชในกิจกรรมตางๆ ั ุ  ่ ่ ีิ เพอการดารงชวตของเซลล ่ื ํ ีิ การหายใจแตกตางจากการเผาไหมเชอเพลงทวไป คือ มเี อนไซมเ ปนตวเรงปฏกรยาเคมใหสารตงตนสลายตว   ้ื ิ ่ั  ั  ิ ิ ิ ี  ้ั  ั (หลีกเลียงการใชพลังงานกระตุนทีสงมากๆ และปลอยพลังงานอยางรวดเร็วและรุนแรง) โดยควบคุมใหมการปลอยพลังงาน ่  ู่ ี ออกมาทีละนอย โดยปฏิกรยามีหลายขันตอน เซลลสามารถนาไปสะสมไวในรูปของสารเคมีทมพนธะพลังงานสูง คือ ิิ ้  ํ ่ี ี ั ATP จึงชวยใหอณหภูมไมสงถึงขันทีจะเปนอันตรายตอเซลล ุ ิ ู ้ ่ การหายใจระดับเซลล เปนกระบวนการสลายสารอาหาร ประกอบดวยปฏิกรยาออกซิเดชัน-รีดักชัน อาจเกิดขึ้น ิิ ในสภาพทีมออกซิเจน (Aerobic respiration) หรือในสภาพทีปราศจากออกซิเจน (Anaerobic respiration) หรือ ่ี ่ การหมัก (Fermentation) การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใชออกซิเจน กระบวนการสลายสารอาหาร (Glucose) แบบใช O2 มีปฏิกรยา 4 ขั้น คือ ิิ 1. Glycolysis - เกิดที่ Cytoplasm - ไมใช O2 - เกดกบเซลลของสงมชวตทกๆ เซลล ิ ั  ่ิ ี ี ิ ุ C6H12O6 + 6O2 6CO2 + 6H2O + 36 ATP Glucose (Carbondioxide) Typical enery yield = 36 ATP การสลายของสารอาหารแบบใชออกซเิ จนมผลทําใหไดพลังงาน ATP เพียงพอกับการทํากจกรรมตางๆ ของ  ี ิ  รางกาย เชน สามารถวิงไดในระยะทางไกลๆ (ขึนอยูกบความเหมาะสม เพยงพอของกลโคสและออกซเิ จน) ่ ้ ั ี ู ไกลโคลิซส (Glycolysis) เปนกระบวนการสลายนาตาล ซึงมีคารบอน 6 อะตอม ใหเปนกรดไพรูวก ซึงมี ิ  ้ํ ่ ิ ่ คารบอน 3 อะตอม โดยไมตองอาศัยออกซิเจนอิสระ กระบวนการนเ้ี ปนกระบวนการขนแรกของการหายใจ เกิดขึ้นใน   ้ั ไซโตพลาซมของเซลล ึ วัตถุดบทีใช ิ ่ สงทเกดขน ่ิ ่ี ิ ้ึ 1 Glucose (6C) 2 Pyruvic ! (3C) a 2 ATP 4 ATP (ไดรบจริง 2 ATP) ั 2 NAD 2 NADH2 Glucose 2 PGAL 2 PGA ! 2 Pyruvic a (6C) (3C) (3C) (3C)
  • BOBBYtutor Biology Note สมการรวมในขันไกลโคลิซส คือ ้ ิ 1 กลูโคส + 2 ADP + 2 ฟอสเฟต 2 กรดไพรูวก + 2 ATP + 4H ิ 2. การสราง Acetyl Co.A (2C) - เกิดที่ผนังชั้นในไมโตคอนเดรีย - ถือเปนศูนยกลางของการสลายสารอินทรียตางๆ  การสรางอะซิตลโคเอนไซมเอ เปนขนทกรดไพรวกแตละโมเลกลรวมกบโคเอนไซมเ อ (Coenzyme A) แลว ิ  ้ั ่ี ูิ  ุ ั ไดเ ปนอะซตลโคเอนไซมเ อ (Acetyl Coenzyme A)  ิิ สมการรวมในขันการสรางอะซิตลโคเอนไซมเอ คือ ้ ิ 2 กรดไพรูวก + 2 โคเอนไซมเอ ิ 2 อะซิตลโคเอนไซมเอ + 2CO2 + 4H ิ (3C) (2C) 3. Krebs cycle - เกิดทีของเหลว (Matrix) ในไมโตคอนเดรีย ่ - เปนปลายทางของการสลายสารอนทรยเ ปน CO2  ิ ี  วฏจกรเครบส หรือวัฏจักรของกรดซิตริก (Krebs cycle หรือ Citric acid cycle) เปนขนทอะซตล- ั ั  ้ั ่ี ิ ิ โคเอนไซมเอ ซึงมีคารบอน 2 อะตอม รวมกับสารทีมคารบอน 4 อะตอม กลายเปนสารทีมคารบอน 6 อะตอม ตอมา ่ ่ี ่ี สารทีมคารบอน 6 อะตอม จะถกเปลยนไปเปนสารทมคารบอน 5 อะตอม และในทสดไดสารทมคารบอน 4 อะตอม ่ี ู ่ี  ่ี ี  ่ี ุ  ่ี ี  ตามเดิม ซึงจะเขารวมกับอะซิตลโคเอนไซมเอตัวอืนอีกตอไปเปนวัฏจักร ่ ิ ่ สมการรวมในขนวฏจกรเครบส ้ั ั ั 2 อะซิตลโคเอนไซมเอ + 6H2O + 2ADP + 2 ฟอสเฟต ิ 4CO2 + 2ATP + 16H + 2 โคเอนไซมเอ สรุปสาระสําคัญ - วัฏจักรเครบส เปนขั้นที่ได H อะตอม และ CO2 มากทีสด ุ่ - วัฏจักรเครบส ถือเปนปลายทางของการสลายสารอินทรียใหเปนกาซ CO2  - วัฏจักรเครบส มีการลดจํานวน C อะตอม คือ 6C 5C 4C ตามลําดับ
  • BOBBYtutor Biology Note Acetyl-CoA C2 Oxaloacetate C4 Citrate C6 NADH NAD+ Isocitrate C6 Malate C4 NAD+ H2O Krebs Cycle CO2 NADH Fumarate C4 FADH2 α-ketoglutarate C5 CO 2 NAD+ FAD NADH Succinate C4 Succinyl-CoA C4 ADP ATP รปแสดงขนตอนของวฏจกรเครบส (4C หมายถง Oxaloacetic acid, 6C หมายถง Citric acid ู ้ั ั ั ึ ึ และ 5C หมายถง α-ketoglutaric acid) เพียง 1 วัฏจักรเทานัน ึ ้ 4. Electron transfer - เกิดที่ผนังชั้นในไมโตคอนเดรีย - ใช O2 ในขั้นนี้ (O2 เปนตัวรับ H2 เปนตวสดทาย)  ั ุ  - ได ATP มากทีสด ุ่ การถายทอดอิเล็กตรอน (Electron transfer) เปนขันทีไฮโดรเจนทีเ่ กิดขึนจากปฏิกรยาตางๆ ถกสารทเ่ี ปน ้ ่ ้ ิิ ู  ตัวรับไฮโดรเจน (Hydrogen acceptor) รับไปแลวถายอิเล็กตรอน (e -) ของไฮโดรเจนใหไซโตโครม (Cytochrome) ชนิดตางๆ สวนโปรตอนของไฮโดรเจน (H+) จะหลุดเปนอิสระ สําหรับอิเล็กตรอนทีไซโตโครมรับไปจะถายทอดไปยัง ่ ไซโตโครมตวอื่น จนในทีสดจะหลุดเปนอิสระ จากนันทังโปรตอนและอิเล็กตรอนทีหลุดเปนอิสระจะรวมกับออกซิเจน ั ุ่ ้ ้ ่ ทไดรบจากการหายใจทําใหเ กดน้าขึ้น ่ี  ั ิ ํ ในระหวางการถายทอดอิเล็กตรอน พลังงานจะถูกปลอยออกมาทีละนอยๆ โดย ADP และฟอสเฟตรบไปทําให ั เกิด ATP ขึ้นถึง 32-34 โมเลกล ดังสมการ ุ 24H + 6O2 + 34ADP + 34 ฟอสเฟต 12H2O + 34ATP
  • BOBBYtutor Biology Note Hight NADH ADP + Pi + NAD 2e- ADP FADH2 ศก ัย 2e- ไ ฟ Flavoprotein FAD ฟา ADP + Pi Coenzyme Q Cytochrome b ADP H+ Cytochrome c Relative energy level ระดบ Cytochrome a ั พล งงาน ั Cytochrome a3 ADP + Pi 2e- 2H+ ADP 1 2 O2 H2O Low แสดงขันตอนการถายทอดอิเล็กตรอน หรือลูกโซของการหายใจ (Respiratory chain) ้ หรือการถายทอดไฮโดรเจน (H-transfer) สรปกระบวนการถายทอดอเลกตรอน ุ  ิ ็ 1. NAD ⋅ H + H + FAD ⋅ H2 Cytochrome b Cytochrome c Cytochrome a O2 2. ขันทีมพลังงานสูงในการสราง ATP คือ NAD ⋅ H + H ้ ่ี + FAD ⋅ H2, Cytochrome b Cytochrome c และชวง Cytochrome a O2 (ดังแผนภาพขางบน) 3. แหลงทีเ่ กิดการถายทอดอิเล็กตรอน คือ เยือชันในของไมโตคอนเดรีย (กระบวนการเกิดควบคูไปกับ 3 กระบวน- ่ ้  การแรก) 4. เปนขั้นที่มี ATP เกิดขึ้นมากที่สุด และมี O2 เขามารับอิเล็กตรอนและโปรตอนของไฮโดรเจนเปนตัวสุดทาย ทีทําใหเ กด H2O ขึ้น ่ ิ
  • BOBBYtutor Biology Note วัตถุดบทีใช ิ ่ สงทเกดขน ่ิ ่ี ิ ้ึ 24H+ 10NADH2 (ไดพลังงาน = 10 × 3 = 30ATP 12 (อะตอมออกซเิ จน) 2FADH2 (ไดพลังงาน = 2 × 2 = 4ATP 34ADP + 34P 12H2O Glucose Cytosol 2 ATP Glycolysis 2 NADH 4 ATP Electron Transport System 2 Pyruvate 2 NADH 6 ATP 2 Acetyl-Co.A Mitochondrion 2 CO2 6 NADH 18 ATP 2 ATP Krebs cycle 4 CO2 2 FADH2 4 ATP O2 H2O ATP Yield 4 ATP + 32 ATP 36 ATP แผนภาพแสดงพลังงานทีไดจากการสลายกลูโคส 1 โมเลกุล ่
  • BOBBYtutor Biology Note การสลายสารอาหารเกิดขึ้นที่สวนใดของเซลล ไมโตคอนเดรย (Mitochondrion หรือ Mitochondria) เปนอวัยวะของเซลล มีลกษณะเปนแทงยาวรี ี ั มีเยือหุม 2 ชั้น คือ ่  1. เยอชนนอก (Outer membrane) มีลกษณะเรียบ ทําหนาที่คอยควบคุมการผานเขา-ออกของสาร ่ื ้ั ั 2. เยอชนใน (Inner membrane) มีลกษณะหยักไปมาคลายวิลลัสในลําไสเล็กของคน เรียกวา ครสตา ่ื ้ั ั ิ (Crista) ทีเ่ ยือชันในมีโครงสรางเล็กๆ ลักษณะเปนเม็ดกลมๆ เรียกวา Inner membrane particle ติดอยูเ ต็มไปหมด ่ ้ โครงสรางเลกๆ นทาหนาทีเ่ ปนแหลงเก็บสารทีเ่ ปนตัวรับไฮโดรเจนและตัวรับอิเล็กตรอน ถัดจากเยือชันในเขาไปมีของเหลว  ็ ี้ ํ ่ ้ บรรจุอยู เรยกวา มาตริก (Matrix) ภายในเซลลของเหลวนีมเี อนไซมหลายชนิดทีเ่ กียวของกับการหายใจในขันวฏจกรเครบส ี  ้ ่ ้ ั ั Inner membrane (where acetyl CoA is formed) Outer membrane Matrix (where the Krebs Liquid portion of cytoplasm cycle takes place) (where glycolysis takes place) Inner membrane ATP-forming paticles แสดงโครงสรางของไมโตคอนเดรย ซงถอเปนศนยกลางของการสลายอาหารแบบใช O2 ซึงมีผนังดานใน (Crista  ี ่ึ ื  ู  ่ เปนทเกดการสราง Acetyl Co.A และกระบวนการถายทอดอเลกตรอน สวน Matrix เปนแหลงทเี่ กดวฏจกรเครบส)  ่ี ิ   ิ ็   ิ ั ั Pyruvate from cytoplasm (inner membrane) Electron transport Acetyl CoA NADH system Krebs FADH 2 cycle NADH ATP H+2e- Many ATP H 2O (ATP synthase) O2 INNER OUTER COMPARTMENT COMPARTMENT แสดงกระบวนการถายทอดอิเล็กตรอนซึงเกิดขึนทีผนังชันในของไมโตคอนเดรีย ่ ้ ่ ้
  • BOBBYtutor Biology Note ขอควรทราบเพมเตม  ่ิ ิ ไซโตโครม (Cytochrome) คือ รงควตถในรปโปรตน ซึงมีธาตุเหล็ก (Fe) เปนองคประกอบ มีหนาทีสาคัญ คือ ั ุ ู ี ่   ่ํ เปนตวรบและถายทอดอเลกตรอน ในกระบวนการหายใจ คือ Cytochrome b  ั ั  ิ ็ c a ตามลําดับ โคเอนไซม (Coenzyme) หมายถึง กลุมสารอินทรียทมวตามิน B เปนองคประกอบ หนาทีสาคัญ คือ เปนตวรบ   ่ี ี ิ   ่ํ  ั ั และถายทอดไฮโดรเจน (H-acceptor) ในกระบวนการหายใจ เชน NAD + , FAD และ Co.A ตารางแสดงโคเอนไซมชนิดตางๆ สวนประกอบและหนาที่ในกระบวนการสลายสารอาหาร  สาร ยอมาจาก สวนประกอบ หนาที่ (Coenzyme) NAD+ Nicotinamide adenine วิตามิน B5 รับถายทอดไฮโดรเจน (ขั้นที่ 1, 2, 3 dinucleotide และ 4) FAD Flavin adenine dinucleotide วิตามิน B2 วิตามิน รับถายทอดโฮโดรเจน (ขั้นที่ 3 และ 4) บีรวม Co.A Coenzyme A Pantothenic acid ตัวนําหมูเ อซิลเพือสราง Acetyl Co.A ่ (กรดเพนโทเทนิก) (ขั้นที่ 2) Carbohydrates Fats Proteins Glycerol Glycolysis Amino acids Fatty acids Pyruvate Acetyl-Co⋅ A Krebs cycle การสลายสารอาหาร 3 ประเภทผานขันตอนตางๆ เพือเขาสูวฏจักรเครบส พลังงาน ้ ่ ั ทีถกดึงออกมาจากสารตัวกลางในขันตางๆ จะนําไปใชในการสงเคราะหสารอนทรยได (ลูกศรเสนประ) ู่ ้  ั  ิ ี
  • BOBBYtutor Biology Note สรุปสาระสําคัญ สารทถอไดวาเปนตาแหนงกลางของกระบวนการ Metabolism (การสลายสารอาหารตางๆ และการสังเคราะห ่ี ื    ํ สารตางๆ) คือ Acetyl Co.A ดงแผนภาพ ั Substance Breakdown Proteins Nucleic acids Fats Carbohydrates Amino acids Nucleotides Fatty acids Glycerol Glucose GlycolysisSubstance Synthesis Pyruvate Amino acids Fatty acids Acetyl Co.A Steroids Krebs cycle Mitochondrion NH3 NH3 Heme pigments Amino acids การสลายสารอนทรยตางๆ เขาสูวฏจักรเครบส ิ ี ั สารอาหารทีสามารถสลายตัวแบบไมใช O2 คือ Glucose, Amino acid (บางชนด) และ Glycerol (เพราะ ่ ิ สามารถสลายตวเขาทชวง Glycolysis คือ เปลยนเปน Pyruvic acid ได) สวนกรดไขมัน (Fatty acid) ไมสามารถนํา ั  ่ี  ่ี   มาสลายตัวแบบไมใช O2 ไดเ ลย (เพราะจะสลายตัวเปน Acetyl Co.A และเขาวัฏจักรเครบสตอไป จึงตองเปนแบบใช  O2 เทานั้น) การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบไมใช O2 การสลายสารอาหารไมจําเปนตองใช O2 เสมอไป สิงมีชวตบางชนิด เนือเยือบางอยางสามารถไดพลังงานจากการ ่ ีิ ้ ่ สลายสารอาหารโดยไมตองใช O2 สิงมีชวตเหลานี้ ไดแก พยาธิตวตืด ยสต เมล็ดพืช แบคทเี รยบางชนด สวนกลามเนือ-  ่ ีิ ั ี ี ิ ้ ลายเปนตวอยางของเนอเยอสตวชนสงทสามารถสลายสารอาหารแบบไมใช O2 ได  ั  ้ื ่ื ั  ้ั ู ่ี  Ethyl alcohol ในเซลลยสตเกิดจาก Acetaldehyde + H2 (Acetaldehyde เกิดจาก Pyruvic acid ทีเ่ สีย ี CO2 ออกไปนนเอง ่ั สรปสมการการสลายสารอาหารแบบไมใช O2 (Anaerobic respiration) ุ  - ในราและยสต ี 12% C6H12O6 2C2H5OH + 2CO2 + 2ATP 1 (Ethyl alcohol) 3 C 2 ของ C 3
  • BOBBYtutor Biology Note - ในเซลลกลามเนือลาย ้ C6H12O6 2C3H6O3 + 2ATP (Lactic acid) 100%C - พยาธิตวตืด ั (C6H10O5)n + H2O 2nC3H6O3 + 2ATP (Lactic acid) สาระสําคญเตรยมสอบ ั ี 1. เบียร (Beer) มีแอลกอฮอลประมาณ 4-5% 2. ไวน (Wines) มีแอลกอฮอลประมาณ 10-12% 3. บรันดี และวสก้ี (Whiskey) มีแอลกอฮอลประมาณ 14% ่ ิ 4. ยสต จะหมกแอลกอฮอลไดสงสดประมาณ 12% (ถาสูงกวานีจะเปนอันตรายตอเซลลของยีสตเอง) เนืองจาก ี ั  ู ุ ้ ่ เปนการสลายสารอาหารทีไมสมบูรณมพลังงานแฝงอยูมาก สามารถนํามาใชเปนเชื้อเพลิงได) ่ ี  5. ยสต ทําใหขนมปงฟู เพราะเกิดกาซ CO2 ขึ้น ี 6. 1 Glucose สลายตวแบบไมใช O2 ไดพลงงานประมาณ 2 ATP (ประมาณ 5% ของแบบใช O2) ั   ั 7. การสลาย Glucose แบบใช O2 จะไดพลังงานออกมา 277 kcal (38 × 7.3) ซงถากลโคสสลายตวหมดสน ่ึ  ู ั ้ิ ู ุ ่ ั 277 หรือประมาณ 40% ของพลังงานทีมอยูในกลูโคส จะไดพลงงานสงสด 686 kcal คิดเปนพลังงานทีไดรบจริง = 686  ั ่ี  แผนผังมโนมติแสดงการหายใจระดับเซลล เอทิลแอลกอฮอล ยีสต CO2 แบบไมใช O2 ตัวอยาง 2ATP การหายใจภายใน O2 แลกติก Cell Cell O2 กลามเนื้อลาย สารอาหาร สลายเปน ATP แลกติก 2ATP พยาธตวตด ิั ื การหายใจ 2ATP การระบายอากาศ ไกลโคไลซิส 6C 2 (3C) แบบใช O 2 การแพรของ O2 การสรางอะซีติลโคเอนไซม A ลด C 3C 2C การหายใจภายนอก ขั้นตอน การลําเลียง O2 และ CO2 วัฏจักรเครบส ลด C 6C 5C 4C การถายทอด- 24H + 6O2 12H2O + 32 - 34ATP กลไกควบคมการหายใจ ุ อิเล็กตรอน แผนผังมโนมติแสดงขันตอนการหายใจแบบใชออกซิเจน ้
  • BOBBYtutor Biology Note 4H Glycolysis Glucose 2 Pyruvic acid 2 ADP (3C) 2 ATP 2 CO2 4H 2 Co.A Acetyl coenzyme A 2 Acetyl Co.A (2C) Aerobic respiration 2 H 2O Krebs cycle 2 Oxaloacetic acid (4C) 2 Citric acid (6C) 2 CO2 2 ADP 2 ATP 4H 2O 2 Co.A 16H 2α - Ketoglutaric acid 2 CO2 (5C) Electron transfer 6O2 12H 2O
  • BOBBYtutor Biology Note การสังเคราะหดวยแสง  การคนควาทเกยวของกบกระบวนการสงเคราะหดวยแสง   ่ี ่ี  ั ั   การสังเคราะหดวยแสง (Photosynthesis) หมายถึง กระบวนการสรางอาหารพวกคารโบไฮเดรตของพืชสีเขียว  จาก H2O และ CO2 โดยอาศัยคลอโรฟลล แสงสวางเปนตัวชวย และเอนไซมในเมดคลอโรพลาสตเ ปนตวเรงปฏกรยา  ็  ั  ิิิ (Catalyst) การสังเคราะหดวยแสง เปนกระบวนการเปลียน  ่ พลังงานแสง พลังงานเคมี สารอนินทรีย สารอนทรย ิ ี กระบวนการสงเคราะหดวยแสง มีประโยชนตอมนุษย คือ ทําใหไดสารอาหาร (แปง และนําตาล) ไดเชื้อเพลิง ั   ้ (ถาน และไมตางๆ) และไดกาซ O2 มาใชในการหายใจ   6CO2 + 12H2O Light energy C6H12O6 + 6O2 + 6H2O Chlorophyll สงมชวตทสงเคราะหดวยแสงได คือ ่ิ ี ี ิ ่ี ั  1. พืชสีเขียวทุกชนิด 2. สาหรายทุกชนิด 3. แบคทีเรียบางชนิด (Purple sulphur bacteria และ Green sulphur bacteria) 4. สาหรายสีเขียวแกมนําเงิน (Blue green algae) ้ การสังเคราะหดวยแสง (Photosynthesis) ประกอบดวยปฏกรยา 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกรยาทีใชแสง (Light reaction) และปฏกรยาทไมใชแสง (Dark  ิิิ ิิ ่ ิ ิ ิ ่ี   reaction) 1. ปฏิกรยาทีใชแสง (Light reaction) เปนปฏกรยาทมบทบาทสาคญในการเปลยนแปลงพลงงานแสงใหเปน ิิ ่  ิ ิ ิ ่ี ี ํ ั ่ี ั พลงงานเคมี จะเกดขนไดในขณะทมแสงจากดวงอาทตย หรอแสงประดษฐสองไปทรงควตถทอยในเมดคลอโรพลาสตมี ั ิ ้ึ  ่ี ี ิ ื ิ  ่ี ั ุ ่ี ู ็  รงควตถเุ ขารวมในปฏกรยาน้ี 2 พวก คือ รงควัตถุระบบ 1 (Photosystem I หรือ Photopigment I) และ รงควัตถุ ั   ิิิ ระบบ 2 (Photosystem II หรือ Photopigment II) ปฏิกรยาทีใชแสง (Light reaction) มการถายทอดอเิ ลกตรอน ิิ ่ ี  ็ 2 แบบ คือ
  • BOBBYtutor Biology Note Leaf Plant cell Light energy Carbon dioxide Chloroplast Light-trapping Energy CO2 Carbon- reactions carriers fixing ATP and reactions EnergyNADPH Boosted H2 O electrons Chlorophyll Carbohydrate Oxygen Carbohydrate กระบวนการหลักของการสังเคราะหดวยแสง  1.1 การถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฏจักร (Cyclic electron transfer) Primary e- electron -0.6 acceptor e- Ferredoxin Oxidation-reduction potential in volts (relative energy level) 0 e- Cytochrome complex ADP + Pi e- Production of ATP by chemiosmosis Plastocyanin Ligh ATP t e- +0.4 P700 Photosystem I แสดงการถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฏจักร (Cyclic photophosphorylation)
  • BOBBYtutor Biology Note 1.2 การถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักร (Noncyclic electron transfer) สรุป PS I (P700) NADP ⋅ H PS II (P680) ATP -0.6 +Primary 2e- electron acceptor 2e- Oxidation-reduction potential (volts) Primary Ferredixin electron 2e - acceptor 2e- (relative energy level) 0 2e- NADPH Plastoquinone 2e- 2H+ + ADP + Pi Cytochrome (from medium) NADP complex Production ATP 2e- Lig +0.4 of ATP by Plastocyanin ht chemiosmosis 2e- P700 1 O2 + 2H+ Light 2e - 2 Photosystem I P680 H 2O +0.8 Photosystem II กระบวนการถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักร (Noncyclic electron transfer) 2. ปฏกรยาทไมใชแสง (Dark reaction หรือ Calvin cycle หรือ CO2 fixation) เปนกระบวนการทีพชนํา ิ ิ ิ ่ี   ่ ื สารพลงงานสง คือ ATP และ NADPH + H ่ ั ู + ซึงเปนผลทีไดจากปฏิกรยาชวง Light reaction มาเปลยน CO ซึงมี ่ ิิ ี่ 2 ่ พลงงานศกยต่าใหเปนคารโบไฮเดรตทีมพลังงานศักยสง กระบวนการนีเ้ กิดขึนในสโตรมา (Stroma) ของคลอโรพลาสต ั ั ํ ่ี ู ้ โดยไมตองใชแสง (ในทีมแสงก็เกิดขึนได)  ่ี ้ เอ็ม คัลวิน (M. Calvin) เอ เบนสัน (A. Benson) และคณะแหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียทีเ่ บิรกเลย  ไดทดลองและศกษาเกยวกบปฏกรยาทไมใชแสงดงกลาวมาแลว จากผลการทดลองยงไดพบวา ปฏิกรยาทีเ่ กิดขึนเหลานี้  ึ ่ี ั ิ ิ ิ ่ี   ั   ั   ิิ ้ เกิดตอเนืองกันไมเปนวัฏจักร เรยกวฏจกรของปฏกรยานวา วัฏจักรคัลวิน (Calvin cycle) ่ ี ั ั ิ ิ ิ ้ี 
  • BOBBYtutor Biology Note Metabolites of the Calvin cycle RuBP ribulose bisphosphate PGA phosphoglycerate PGAP diphosphoglycerate PGAL phosphoglyceraldehyde 3 CO 2 (Intermediate) 3 C6 6 PGA 3 RuBP C3 C5 CO 2 6 ATP Fixation 3 ADP 6 ADP These ATP and NADPH Calvin CO 2 molecules were produced cycle Reduction by the light-dependent reactions. These ATP molecules were produced by the 3 ATP Regeneration light-dependent 6 PGAP reactions. of RuBP C3 5 PGAL 6 NADPH C3 6 PGAL C3 6 NADP + There is a net gain of one PGAL. แสดงวัฏจักรคัลวินของพืช
  • BOBBYtutor Biology Note H2O Stroma CO2 Lig ht NADPH NADP+ Calvin cycle ATP Thylakoid ADP membrane O2 PGAL a Thylakoid Photosystem II Light Photosystem I Stroma Antenna Cytochrome complex complex Light Antenna H+ complex NADP++ H+ NADP Pq e- reductase e- e- NADPH H+ H 2O 1 H+ 2 O2 + Calvin cycle 2 H+ H+ H+ ATP H+ Thylakoid H+ Space ATP synthase ADP + P แผนภาพแสดงกระบวนการ Light reaction และ Dark reaction ที่สําคัญ
  • BOBBYtutor Biology Note ตารางสรุปวัฏจักรของคัลวิน (ตอการสราง Glucose 1 โมเลกุล) ขอ สิงทีใชในปฏิกรยา ่ ่ ิิ สิงทีเกิดจากปฏิกรยา ่ ่ ิิ 1. 6 CO2 12 PGAL (2 PGAL 1 Glucose) 2. 6 RuDP 18 ADP + 18 Pi 3. 18 ATP (จากปฏิกรยาทีใชแสง) ิิ ่ 12 NADP + 12 H+ 4. 12 NADPH (จากปฏิกรยาทีใชแสง) ิิ ่ 6H2O PGA เปนสารอินทรีย (ทีอยูตว) ชนดแรกทเ่ี กดในวฏจกรคลวน ่ ั ิ ิ ั ั ั ิ PGAL เปนนํ้าตาลชนิดแรกทีเ่ กิดขึนในวัฏจักรคัลวิน ้ H 2O CO2 O2 Grana CO2 Chloroplasts NADPH Lig ht NADP+ Calvin a. Plant cell ATP cycle Thylakoid Granum O2 ADP Sugar Thylakoid membrane Stroma b. Chloroplast Thylakoid space (a) แสดงเซลลของพืชใหเห็นคลอโรพลาสต (b) โครงสรางของไทลาคอยด และกรานาในคลอโรพลาสต และปฏกรยาการสงเคราะหดวยแสง ิิิ ั  สมการรวมของการสังเคราะหดวยแสงทีสมบูรณเปนดังนี้ คือ  ่ 12H2O + 6CO2 + 6ADP + 6Pi แสง C6H12O6 + 6O2 + 6ATP + 6H2O คลอโรฟลล
  • BOBBYtutor Biology Note ตารางแสดงรงควัตถุทใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสงทีมอยูในสิงมีชวตชนิดตางๆ ่ี  ่ี  ่ ีิ สิงมีชวต ่ ีิ คลอโรฟลล a b c d แคโรทนอยด ไฟโคบลน แบคทรโอคลอโรฟลล ี ิิ ีี  พืชมีดอก ++-- + - abcd เฟน ++-- + - ---- สาหรายสเี ขยว  ี ++-- + - ---- สาหรายสีน้าตาล ํ +-+- + - ---- สาหรายสีแดง +--+ + + +--- สาหรายสีเขียวแกมนําเงิน ้ +--- + + ---- แบคทเี รยทสงเคราะห- ี ่ี ั ---- + - +-++ ดวยแสงได  ประสิทธิภาพในการสังเคราะหดวยแสงของพืช C3 พืช C4 และพืช CAM  พืชแตละชนิดมีประสิทธิภาพในการตรึง CO2 ทแตกตางกน เนืองจากความแตกตางกันของสวนประกอบของ ่ี  ั ่ เนื้อเยื่อ และประสิทธิภาพของเอนไซม มีผลทําใหกระบวนการทางชีวเคมี และสรีรวิทยาภายในใบแตกตางกัน - พืช C3 (C3 Plant) ไดแก พืชทัวๆ ไป เชน ขาวเจา ขาวสาลี ขาวบารเลย ถัว ฯลฯ จะมีกระบวนการตรึงกาซ ่ ่ CO2 โดยการรวมกบสาร RuDP หรือ RuBP ในวัฏจักรคัลวิน (มีเอนไซม RuBP Carboxylase เปนตวเรงปฏกรยา) ั  ั  ิิิ เกดสารทมคารบอน 3 อะตอม คือ PGA และเกดการเปลยนแปลงตอไปเปนนาตาล (PGAL) และอืนๆ กระบวนการตรึง ิ ่ี ี  ิ ่ี   ้ํ ่ CO2 ดงกลาวเกดขนทเ่ี นอเยอมโซฟลล (Mesophyll) ประสทธภาพประมาณ 70% ั  ิ ้ึ ้ื ่ื ี  ิ ิ - พืช C4 (C4 Plant) ไดแก พชพวก ขาวโพด ออย ขาวฟาง หญาในเขตรอน บานไมรโู รย จะมกระบวนการตรง ื   ี ึ CO2 2 ครั้ง คือ ทีเ่ นือเยือมีโซฟลล (Mesophyll) และทบนเดลชทเซลล (Bundle sheath cell) เนองจากมคลอโรพลาสต ้ ่ ่ี ั ิ ี ่ื ี (ของพืช C3 ไมมคลอโรพลาสตทบนเดลชทเซลล) (Hatch-Slack Pathway) ี  ่ี ั ิ ี
  • BOBBYtutor Biology Note CO2 (3C) Phosphoenol pyruvate Oxaloacetate (4C) Mesophyll cell NADPH AMP NADP+ ATP Pyruvate (3C) Malate (4C) Pyruvate (3C) Malate (4C) NADP+ Bundle sheath cell CO2 Glucose NADPH Vein Mesophyll cell Bundle sheath cell CO2 PEP PEP Calvin- PEP Benson cycle Oxaloacetic Malic RuBP acid Malic acid CO2 acid Plasmodesmata แสดงแหลงทีเกิดและสารตางๆ ทีเกิดขึนในการตรึง CO2 ของพืช C4 ่ ่ ้ สรปสมการตรง CO2 ของพืช C4 ุ ึ CO 2 + PEP OxAc Malic acid Pyruvate + CO 2 Calvin cycle Glucose ADP + Pi ATP หมายเหตุ พืช C4 ไมมการหายใจแสง (Photorespiration) แตพช C3 มการหายใจแสง ทําใหอตราการ ี  ื ี ั สังเคราะหดวยแสงลดลง  - พชอวบน้ํา CAM (Casulacean Acid Metabolism) ื - ไดแก กระบองเพชร สับปะรด วานหางจระเข
  • BOBBYtutor Biology Note - ปากใบ (Stomata) เปดในเวลากลางคน (เพอจบ CO2)  ื ่ื ั - กลางคืน สรางกรด 4C (Malic acid) - กลางวน เปลยนกรด 4C เปนนํ้าตาล (PGAL) ั ่ี [ตรึง CO2 2 ครังที่ Mesophyll] ้ Mesophyll PEP (3C) PEP (3C) PGAL PGAL RuDP CO2 PGA Pyruvic a 3C CO2 Malic ^ a Malic ^ a 4C 4C กลางคืน กลางวัน กระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช CAM (ถือวากํ่ากึงระหวางพืช C3 และพืช C4)  ่ ตารางเปรียบเทียบการตรึง CO2 และการสรางนําตาล พืช C3 พืช C4 และพืชอวบนํา (CAM) ้ ้ ขอเปรียบเทียบ พืช C3 พืช C4 พืช CAM 1. การตรึง CO2 1 ครั้ง 2 ครั้ง 2 ครั้ง 2. แหลงทีเ่ กิด Mesophyll Mesophyll และ Mesophyll Bundle sheath 3. ผลผลิตตัวแรก PGA (3C) Oxaloacetic acid (4C) Malic acid (4C) 4. เวลาทีตรึง CO2 ่ กลางวน ั กลางวน ั กลางคืน 5. เวลาทีสราง PGAL ่ กลางวน ั กลางวน ั กลางวน ั 6. พลงงานทใชตรง CO2 ั ่ี  ึ นอย มาก มาก 7. เมื่ออากาศรอน และแหงแลง ตรึง CO2 และสราง ตรึง CO2 และสรางนํ้าตาล   ตรึง CO2 และสราง PGAL ไมได ได นํ้าตาลได 8. เมื่ออากาศเย็น ชื้น มืดครึ้ม ตรึง CO2 และสราง ตรึง CO2 และสรางนํ้าตาล ตรึง CO2 และสราง นํ้าตาลได ไมคอยได  นํ้าตาลไมคอยได  9. การหายใจแสง มี ไมมี - (Photorespiration)
  • BOBBYtutor Biology Note CO2 CO 2 Night CO 2 Mesophyll cell C4 C4 Day RuBP Bundle CO 2 CO2 sheath Calvin cell cycle PGA Calvin Calvin ( C3 ) cycle cycle PGAL Mesophyll cell PGAL PGAL CO2 fixation in a C 3 plant CO2 fixation in a C 4 plant CO 2 fixation in a CAM plant แผนผงกระบวนการ Dark reaction ั Bundle sheath cell Mesophyll cells Vein Stomate C3 Plant C4 Plant แผนภาพแสดงการเรียงตัวของเนือเยือ Mesophyll รอบๆ Bundle sheath ของพืช C3 และพืช C4 ้ ่
  • BOBBYtutor Biology Note แผนผังมโนมติแสดงการลําเลียงในพืช การลําเลียงในพืช การลําเลียงนํ้า การลําเลียงเกลือแร การลําเลียงนํ้าตาล Xylem xylem Phloem Structure วิธีการลําเลียงนํ้า วิธีการลําเลียงเกลือแร Structure วิธีการลําเลียงนํ้าตาล Xylem parenchyma พชสงไมเ กน 19.5 ม. ื ู ิ พืชสูงเกิน 19.5 ม. Passive Active Phloem parenchyma Turgor transport transport pressure Xylem fiber Osmosis Transpiration pull Phloem fiber Tracheid Capillary action Sieve tube Vessel member Root pressure Companion cell Transpiration pull แผนผังมโนมติแสดงโครงสรางเนือเยือทีใชในการลําเลียงนํ้าของพืช ้ ่ ่ โครงสรางและเนือเยือทีใชในการลําเลียงนําของพืช ้ ่ ่ ้ รากชันนอก ้ รากชนใน ้ั Endodermis Epidermis Cortex Pith Vascular bundle Pericycle Casparian strip Parenchyma Xylem Phloem o I wall I o wall Passage cell Collenchyma Xylem parenchyma Phloem parenchyma มชวต ีีิ มชวต ีีิ Sclerenchyma o II o wall Xylem fiber II wall Phloem fiber ไมมชวต ีีิ ไมมชวต ีีิ o Sieve tube member I wall o Tracheid II wall มชวต ีีิ ไมมชวต ีีิ o Companion cell I wall o Vessel member II wall มชวต ีีิ ไมมชวต ีีิ
  • BOBBYtutor Biology Note การสบพนธของสงมชวต ื ั ุ ่ิ ี ี ิ การสบพนธุ (Reproduction) คือ การเพิมจํานวนหรือการใหกาเนิดสิงมีชวตทีเ่ ปนชนิดเดียวกันกับพอแม หรือ ื ั ่ ํ ่ ีิ บรรพบุรษ (ถอเปนสมบตทสําคญของสงมชวตทกชนด ทําใหสงมชีวตแตละชนดดารงเผาพันธุอยูได) ุ ื  ั ิ ่ี ั ่ิ ี ี ิ ุ ิ  ่ิ ี ิ  ิ ํ   วัฏจักรของเซลล (1 Cell cycle) แบงออกเปน 2 ระยะ คือ   1. ระยะอนเตอรเฟส (Interphase) หรอระยะเตรยมพรอมกอนแบงนวเคลยส แบงเปนระยะยอยๆ 3 ระยะ ิ  ื ี    ิ ี คือ G1, S และ G2 ตามลําดับ 2. ระยะ Mitosis (M phase) เปนระยะแบงนิวเคลียส มี 4 ระยะยอยๆ คือ 1. โปรเฟส (Prophase)  2. เมตาเฟส (Metaphase)  3. แอนาเฟส (Anaphase)  Karyokinesis  4. ทีโลเฟส (Telophase)  Cyt To another okin cell cycle Mitosis esis One daughter cell The cell divides One in two daughter G2 cell DNA replication S G1 Interphase On Off Genes that Genes that stimulate cell suppress cell division division แสดงชวงระยะเวลาทีใชใน 1 วัฏจักรเซลล และการเปลยนแปลงในระยะตางๆ ่ ่ี 
  • BOBBYtutor Biology Note G2 ปริมาณ DNA 4x S Mitosis (M Phase) 2x G1 G1 เวลา M Interphase 1 Cell cycle แสดงระยะเวลาและการเปลียนแปลงในระยะยอยๆ ของระยะ ่ Interphase (G1, S, G2) และ M Phase ใน 1 วัฏจักรเซลล การแบงเซลลแบบไมโตซส (Mitosis)   ิ ไมโตซิส หมายถึง กระบวนการแบงนิวเคลียสของเซลลสงมีชีวตใดๆ ทําใหเซลลทไดมโครโมโซมเทาเดิม ่ิ ิ ่ี ี (เชน n n, 2n 2n หรือ 3n 3n) ซึงอาจไดเซลลรางกาย หรือเซลลสบพันธุกได ่  ื ็ เซลลรางกาย (2n) Mitosis เซลลรางกาย (2n)   มอส, เฟน (n) Mitosis สเปรม, ไข (n)   ผึ้งเพศผู (Drone = n) Mitosis สเปรม (n)  ตารางแสดงจานวน DNA และ Chromosome ขณะเซลลแบงตวถงระยะตางๆ ในการแบงตวแบบไมโตซส ํ   ั ึ   ั ิ ระยะการแบงเซลล  จํานวน DNA จํานวนโครโมโซม 1. Interphase 4n 2n 2. Prophase 4n 2n 3. Metaphase 4n 2n 4. Anaphase 4n 4n 5. Telophase 2n 2n
  • BOBBYtutor Biology Note Ring of Chromosomes proteins Vesicle Cell wall Plasma membrane Cytoplasm Constriction Vesicle Plasma membrane Elongated ring of proteins forming chromosomes Elongated chromosomes Nucleus Cell wall forming Two plasma membranes Elongated chromosomes Elongated chromosomes Nucleus Cytoplasm Nucleus Cell wall (a) (b) ภาพแสดงกระบวนการแบงตัวของไซโตพลาซึม (Cytokinesis) (a) เซลลสตว (b) เซลลพช ั ื การแบงเซลลแบบไมโอซิส (Meiosis) ไมโอซิส หมายถึง กระบวนการแบงนิวเคลียสของเซลลพเิ ศษในอวัยวะสืบพันธุเ พือใหไดเซลลสบพันธุ (Sex cell ่ ื หรือ Gamete) ซึงมีจานวนโครโมโซมลดลงเหลือครึงหนึงของเซลลรางกาย เรียกวา Haploid (คือจาก 2n → n) ่ ํ ่ ่  ตารางสรปการเปลยนแปลงทสําคัญในการแบงเซลลแบบ Meiosis และจํานวนโครโมโซมในแตละระยะสําคัญ ุ ่ี ่ี ระยะ (จํานวนโครโมโซม) การเปลยนแปลงทเกดขน ่ี ่ี ิ ้ึ Meiosis I Interphase 1 (2n) - มการจาลองโครโมโซม และ DNA ขึ้นมาอีกเทาตัว (Duplication) ี ํ 1 โครโมโซม มี 2 โครมาติด [DNA = 4n] Prophase 1 (2n) - โครโมโซมทีมลกษณะเหมือนกัน (Homologous chromosome) จะมา ่ีั จบคกน (Synapsis) เปน Bivalent เกิดการไขวแลกเปลียนชินสวนกันของ ั ู ั  ่ ้ โครมาติด (Crossing over) เกิด Chiasma (จุดพาดกายของโครมาติด) เกิดโครโมโซมแบบ Tetrad (4 โครมาติด) [DNA = 4n] Metaphase 1 (2n) - คูของโฮโมโลกสโครโมโซม (Homologous chromosome) มาเรยงตว ั ี ั อยในแนวหนากระดานกลางเซลล [DNA = 4n] ู  Anaphase 1 (2n) - โฮโมโลกัสโครโมโซมถูกถึงแยกออกจากกันไปยังแตละขัวของเซลล [DNA ้ = 4n] Telophase 1 (n) - เกิดนิวเคลียสใหม 2 นิวเคลียส และได 2 เซลล แตละเซลลมโี ครโมโซม   เปน Haploid (n) [DNA = 2n] 
  • BOBBYtutor Biology Note ระยะ (จํานวนโครโมโซม) การเปลยนแปลงทเกดขน ่ี ่ี ิ ้ึ Meiosis II Interphase 2 (n) - ก็คอระยะ Telophase 1 นั่นเอง ไมมการจําลอง DNA และโครโมโซม ื ี (จึงมักไมกลาวถึงระยะนี)้ [DNA = 2n] Prophase 2 (n) - เยือหุมนิวเคลียสสลายไปเห็นโครโมโซมเปน 2 โครมาติด มี Spindle ่  fiber ยดทเ่ี ซนโทรเมยร [DNA = 2n] ึ ี Metaphase 2 (n) - โครโมโซมมาเรียงเขาแถวหนากระดานตรงกลางเซลล [DNA = 2n] Anaphase 2 (2n) - โครมาติดถูกดึงแยกออกจากกัน และกลายเปนโครโมโซมของเซลลใหม [DNA = 2n] Telophase 2 (n) - เกดนวเคลยสใหมและไซโตพลาซมมการแบงตวตามมา ไดเ ซลล 4 เซลล ิ ิ ี  ึ ี  ั โครโมโซมเปนครึงหนึงของเซลลเดิม (n) [DNA = n] ่ ่ Meiosis Mitosis Prophase I Prophase Meiosis I Metaphase I Prophase II Meiosis II Metaphase II Metaphase Daughter cells Daughter cells ภาพเปรยบเทยบการแบงเซลลแบบ Meiosis และ Mitosis ี ี   Spindle Fiber of spindle apparatus apparatus Pole Pole Interphase Prophase I Metaphase I Anaphase I Telophase I ภาพแสดงการเปลยนแปลงระยะตางๆ (Meiosis I) ่ี 
  • BOBBYtutor Biology Note Spindle Nuclear apparatus envelope Prophase II Metaphase II Anaphase II Telophase II Interphase ภาพแสดงการเปลยนแปลงระยะตางๆ (Meiosis II) ่ี  Spermatogonium Spermatogonium Primary (diploid) spermatocyte Secondary spermatocyte Sperm cells Primary spermatocyte (c) Sperm cells First meiotic division Secondary spermatocyte Second meiotic division (a) Spermatids Testis Seminiferous Differentiation tubules Sperm (haploid) (b) (d) กระบวนการสรางอสจในหลอดอสจของคน  ุิ ุิ Oogonium Primary (diploid) Corpus oocyte Primary luteum follicle Ovary Primary oocyte First meiotic Secondary division oocyte First polar body Graafian Second follicle meiotic division Secondary Ovulation Ootid oocyte (haploid) Ruptured Graafian follicle (b) Second polar (a) bodies (degenerate) กระบวนการสรางไขและการตกไขจากรงไข   ั (a) แสดงรงไขตดตามขวาง แสดงการเจรญของฟอลลเคลและโอโอไซต ั ั ิ ิ ิ (b) แผนภาพแสดงกระบวนการสรางไข
  • BOBBYtutor Biology Note การสรางเซลลสืบพันธุของพืชมีดอก ตัด ทอลําเลียง ถุงพอลเลน อับเรณู กานชูเกสรตัวผู ลิปเซล Tube nucleus Meiosis Mitosis ได 2 นิวเคลียส Microspore 4 Microspore 4 Microspore Generative nucleus mother cell (ติดกัน) (แยกกัน) (ละอองเรณู) แผนภาพแสดงการสรางละอองเรณูของพืชมีดอก สรุปแผนผังกระบวนการสรางถุงเอ็มบริโอ (Embryo sac) ของพืชมีดอก Megaspore mother cell (2n) Meiosis 3 Megaspore (สลายไป) [ภายใน Ovule ของรังไข] 1 Megaspore (n) Embryo sac Mitosis [7 เซลล 8 นิวเคลียส] นิวเคลียส 3 ครั้ง วงจรชวตแบบสลบ (Alternation of generation) ีิ ั วงชีวตแบบสลับ (Alternation of generation) หมายถึง วงชีวตของสิงมีชวตทีมการสืบพันธุทงแบบอาศัยเพศ ิ ิ ่ ีิ ่ี  ้ั และไมอาศยเพศ ในวงจรชวตดงกลาวจะมการเปลยนแปลงจานวนโครโมโซมเปน 2 ระยะ คือ  ั ีิ ั  ี ่ี ํ 1. ชวงทีมจานวนโครโมโซม = 2n (Diploid) หรือเรียกวา ชวงสปอรโรไฟต (Sporophyte) ่ีํ 2. ชวงทีมจานวนโครโมโซม = n หรือเรียกวา ชวงแกมโตไฟต (Gametophyte) ่ีํ  ี
  • BOBBYtutor Biology Note (c) Sporangium (2n) (Meiosis) Adult sporophyte (2n) Embryo sporophyte (2n) Meiospores (n) (d) (b) Sperm (n) Protonema (n) Zygote (2n) (Fertilization ) Adult Archegonium (n) gametophytes (n) Antheridium Egg (n) (a) Life cycle of a moss Sporangium (2n) (Meiosis) Germinating spore Meiospores (n) (b) Protonema (n) Sorus Gametophyte (n) Leafiet (lower surface) Adult sporophyte (2n) (c) Egg (n) (a) Archegonium (n) Young sporophyte (2n) (Fertilization) Sperm (n) (d) Antheridium (n) Zygote (2n) Gaminating sporophyte in Gametophyte archegonium (upper surface) Life cycle of a fern
  • BOBBYtutor Biology Note การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต การเจรญเตบโตของพช ิ ิ ื กราฟแสดงการเจริญของแมลง กุง ปู  กราฟแสดงการเจริญของพืชยืนตน (ทีมเี นือไม) ่ ้ นําหนัก นําหนัก ้ ้ เวลา (วัน) เวลา (วัน) กราฟการเจรญของแมลง กุง ปู เปรียบเทียบกับพืชยืนตน (ทมเนอไม) ิ  ่ี ี ้ื ลกษณะการงอกของเมลด แบงออกเปน 2 แบบ คือ ั ็   1. การงอกทีชใบเลียงขึนมาเหนือดิน (Epigeal germination) การงอกแบบนจะเกดโดยรากออน (Radicle) ู่ ้ ้ ้ี ิ  งอกโผลพนเมลดออกทางรไมโครไพล (Micropyle) เจริญสูพนดินกอนจากนันไฮโพคอติล (Hypocotyl) จะงอกและ   ็ ู  ้ื ้ เจริญยืดยาวตามอยางรวดเร็ว ทําใหโคงขนและดงสวนของใบเลยง (Cotyledon) กับเอพิคอติล (Epicotyl) ขนมาเหนือดิน   ้ึ ึ  ้ี ึ้ เมล็ดทีมการงอกแบบนี้ เชน การงอกของพชใบเลยงคตางๆ (ละหุง ถัวดํา มะขาม ถัวแขก พุทรา) ่ี ื ้ี ู   ่ ่ สรุป ขั้นตอนการเจริญ คือ Radicle Hypocotyl Epicotyl 2. การงอกทีฝงใบเลียงไวใตดน (Hypogeal germination) การงอกแบบนีพบในพืชใบเลียงเดียว เนืองจาก ่  ้ ิ ้ ้ ่ ่ พืชพวกนีมไฮโพคอติล (Hypocotyl) สัน เจริญชา สวนเอพิคอติล (Epicotyl) และยอดออน (Plumule) เจรญยดยาว ้ี ้ ิ ื ไดอยางรวดเรว ดังนันเมือมีการงอกของเมล็ดพืชพวกนี้ ยอดออนและเอพิคอติลจะโผลขนเหนือดินไมดงใหใบเลียงกับ   ็ ้ ่ ึ้ ึ ้ ไฮโพคอติลเจริญตามขึนมาดวย จึงฝงอยูใตดน เชน การงอกของเมล็ดขาว ขาวโพด หญา ฯลฯ ้  ิ  สรุป ขั้นตอนการเจริญ คือ Radical Epicotyl
  • BOBBYtutor Biology Note ตารางสรปเนอเยอชนดตางๆ ของพืชมีดอก 3 ชนิด ุ ้ื ่ื ิ  ระบบเนือเยือ ้ ่ เนือเยือ (Tissue) ้ ่ ตัวอยางเซลล หนาที่ (Function) (Tissue system) (Cell types) 1. ระบบเนือเยือหอหุมภายนอก Epidermis ้ ่  - Parenchyma cells - สะสมอาหาร, สงเคราะห ั (Dermal tissue system) ดวยแสง Dermal - Guard cells - ควบคมการปดเปดปากใบ ุ   - Trichomes - ปองกันอันตราย และลด การสญเสยน้า ู ี ํ Periderm - Cork cells - ลดการสญเสยน้า และ ู ี ํ ปองกันการติดโรค - Cork cambium - สรางคอรกเซลล 2. ระบบเนอเยอลาเลียง ้ื ่ื ํ Xylem - Tracheid - ลําเลียงนํ้า, เกลือแร (Vacular tissue system) - Vessel members - ลําเลียงนํ้า, เกลือแร Vascular Xylem (พืชมีดอก) - Parenchyma cells - สะสมอาหาร, ลําเลียงนํ้า, Phloem เกลือแร (ดานลาง) - Fiber - เสรมสรางความแขงแรง ิ  ็ Phloem - Sieve tube members - ลําเลียงนํ้าตาล - Companion cells - ชวยเหลือ Sieve tube - Parenchyma cells - สะสมอาหาร และลําเลียง นํ้าตาล (ดานขาง) - Fibers - เสรมสรางความแขงแรง ิ  ็ 3. ระบบเนอเยอพน ้ื ่ื ้ื - Parenchyma - Parenchyma cells - สะสมอาหาร และ (Ground tissue system) tissue สงเคราะหดวยแสง ั  Ground - Collenchyma - Collenchyma cells - คํ้าจนอวยวะทกาลังเจริญ- ุ ั ่ี ํ tissue เติบโต - Sclerenchyma - Sclereids - คํ้าจุนใหความแข็งแรงแก tissue สวนตางๆ ของพืช - Fibers - ใหความแขงแรงแกสวน  ็  ตางๆ ของพืช 
  • BOBBYtutor Biology Note Protective Secondary wall Meristematic Sclerenchyma Parenchyma Secondary Sieve wall Vessel tube Tracheid Companion Pith cell Collenchyma Phloem Xylem แสดงเนือเยือชนิดตางๆ ทีสําคัญของพืชมีดอก ้ ่ ่ หมายเหตุ - รากพืชใบเลียงคู จะมไซเลมและโฟลเอม จานวน 1-6 แฉก (Pith เปน Xylem) ้ ี ํ  - รากพชใบเลยงเดยว จะมไซเลมและโฟลเอม จานวนมากกวา 6 แฉก (Pith เปนเซลลพาเรนไคมา) ื ้ี ่ี ี ํ  - พิธ (Pith) เปนบรเิ วณตรงกลางของราก หรอไสในของราก อาจเปนเซลลพาเรนไคมาหรอไซเลม  ื    ื ขอควรทราบเพมเตม  ่ิ ิ - แถบแคสปาเรียน (Casparian strip) เปนแถบขีผงทีฉาบเซลลชน Endodermis เพือปองกันไมใหนา ้ ้ึ ่ ้ั ่ ้ํ แพรผานระหวางเซลลของเอนโดเดอรมสดวยกันเอง  ิ - เซลลชองผาน (Passage cell) คือ เซลลของชัน Endodermis ทีไมมแถบขีผงแคสปาเรียนมาฉาบ  ้ ่ ี ้ ้ึ จึงยอมใหนาและสารละลายเกลือแรผานเขาสู Xylem ของรากได ้ํ 
  • BOBBYtutor Biology Note Xylem Epidermis Phloem Root hair Cortex Endodermis Zone of Primary xylem differentiation Primary phloem Protoderm Ground meristem Zone of elongation Procambium Apical meristem Ground meristem Root cap แสดงเนอเยอเจรญตางๆ ของราก และบรเวณตางๆ ของปลายราก ้ื ่ื ิ  ิ  การเตบโตระยะท่ี 2 (Secondary growth) ิ การเติบโตระยะที่ 2 (Secondary growth) เปนการเตบโตทตอเนองจากการเตบโตระยะท่ี 1 ซึงเกียวของกับ  ิ ่ี  ่ื ิ ่ ่ การสรางเนือเยือลําเลยงของพช ทําใหขนาดของเสนผานศูนยกลางเพิ่มมากขึ้น คือ มีการเจริญออกทางดานขาง ทําให ้ ่ ี ื พืชมีขนาดใหญขนและอายุยนยาวขึน การเจริญในระยะที่ 2 เริมจากแคมเบียม (Cambium) ทีอยูระหวางโฟลเอมและ ้ึ ื ้ ่ ่  ไซเลมระยะแรก (Primary phloem และ Primary xylem) มการแบงตวเซลลทเ่ี กดจากการแบงตวเขาไปทางดานในจะ ี  ั  ิ  ั   เปนไซเลมระยะท่ี 2 (Secondary xylem) สวนเซลลทเ่ี กิดจากการแบงตัวออกทางดานนอกจะเปนโฟลเอมระยะที่ 2  (Secondary phloem) ซงการแบงตวของ Cambium ดงกลาว จะเกิดขึนในทุกๆ ป ซึงโดยปกติแลวจะแบงตัวใหไซเลม ่ึ  ั ั  ้ ่ ระยะที่ 2 (Secondary xylem) มากกวาโฟลเอมระยะที่ 2 (Secondary phloem)
  • BOBBYtutor Biology Note Cork Cork cambium Bark Cortex Phloem Vascular cambium Summer Annual wood Spring ring wood Xylem Epidermis Cortex Phloem Vascular cambium Xylem Pith Pith แสดงโครงสรางภายในของลําตน แสดงวงป เปลือกไม (Bark) และเนือไมของพืช ้ การเจรญเตบโตของสตว (Embryonic development) ิ ิ ั Development = Growth + Differentiation แผนผงมโนมตแสดงการเกดอวยวะจากเนอเยอชนตางๆ ั ิ ิ ั ้ื ่ื ้ั  ผิวหนัง, ขน ตอมนํ้าลาย เล็บ, ตอม ตอมใตสมอง Ectoderm สมอง, ไขสันหลัง ตอมหมวกไต (ชั้นใน) หัวกะโหลก สารเคลือบฟน โนโตคอรด Zygote Cleavage Blastula Gastrula Mesoderm กลามเนื้อ หัวใจ, เลือด หนังแท Neurulation ไต, ทอไต, อัณฑะ, รังไข เกิดระบบประสาท ปอด, หลอดลม Organogenesis Endoderm ตับ, ตับออน เกิดอวัยวะตางๆ ตอมไทรอยด, พาราไทรอยด, ตอมทอนซิล Growth เซลลที่จะเจริญเปนเซลลสืบพันธุ อวัยวะเติบโตขึ้น (Primordial germ cell)
  • BOBBYtutor Biology Note - สมอง เปนอวัยวะทีใชเวลาในการเจริญสันทีสด ่ ้ ุ่ - หัวใจ มีแบบแผนการเจริญคลายสมอง (ในชวง 0-5 ป) แตหลัง 5 ป จะมีแบบแผนการเจริญคลายกับรางกาย Multiples of weight at birth 20