• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การตั้งประเด็นเนื้อหาที่สนใจในมิติโลก 8 ด้าน
 

การตั้งประเด็นเนื้อหาที่สนใจในมิติโลก 8 ด้าน

on

  • 363 views

 

Statistics

Views

Total Views
363
Views on SlideShare
353
Embed Views
10

Actions

Likes
0
Downloads
0
Comments
0

1 Embed 10

http://thestarpai.blogspot.com 10

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การตั้งประเด็นเนื้อหาที่สนใจในมิติโลก 8 ด้าน การตั้งประเด็นเนื้อหาที่สนใจในมิติโลก 8 ด้าน Document Transcript

    • การตั้งประเด็นเนื้อหาที่สนใจในมิติโลก 8 ด้านประเด็นที่สนใจ การศึกษาของเด็กไทยเหตุผลที่ เหนือสิ่งอื่นใด “การศึกษา” น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยทาให้คนเป็น “คนที่มีคุณภาพ” เพราะการศึกษาเป็นขบวนการทาเลือก ให้คนมีความรู้ และมีคุณสมบัตต่างๆ ทีจะช่วยให้คนคนนันอยู่รอดในโลกได้ เป็นประโยชน์กบตนเอง กับครอบครัว ิ ่ ้ ั ประเทศชาติ และสังคมโลกโดยส่วนรวมเนื้อหา การศึกษาของเด็กไทย การศึกษาของเด็กไทยเริ่มต้นจากสถาบัน “ครอบครัว” คือ “บ้าน” ถือเป็นโรงเรียนแห่งแรกของเด็ก เป็น ที่ที่เด็กได้ รับความรักและความรู้ตั้งแต่ยังแบเบาะ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายายเปรียบเสมือน “ครู” คนแรก ที่ เป็นผู้เลี้ยงดู อบรมสั่งสอน หุงหาอาหาร ปกป้องคุ้มภัย และพยาบาลยามเจ็บป่วย หรือพาไปหาหมอ เมื่อเด็กเล็กเดินได้ พูดจาพอรู้เรื่อง อายุครบ ๓ ขวบ ก็ถึงเกณฑ์เข้ารับ “การศึกษาขั้นพืนฐาน” ที่ถือเป็นหน้าทีของพ่ ้ ่ แม่ ผู้ปกครองที่จะพาเด็กเข้าเรียน “ชั้นอนุบาล” การเรียนอนุบาลหรือเตรียมอนุบาลเป็นการเตรียมความพร้อม ให้แก่เด็กเล็กก่อนเรียนชั้นประถมศึกษา เด็กจะได้รบการฝึกทักษะพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะทักษะการใช้มือ ความ ั มีระเบียบวินัย การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การพูดจาไพเราะ การไหว้ การกล่าวคาสวัสดี ขอโทษ และขอบคุณ ฝึก รับประทานอาหารเอง รู้จักสุขอนามัยที่ดี ฝึกทักษะมือทางานศิลปะ เช่น ระบายสี วาดรูป ได้ออกกาลังกาย ร้องรา ทาเพลง ไปจนถึงฝึกเขียนอักษร และพยัญชนะไทย และตัวเลข การเรียนชั้นอนุบาลนี้ใช้เวลา ๓ ปี ต่อจากนั้นเด็ก จะเข้าเรียน “ประถมศึกษา” โดยใช้เวลาเรียน ๖ ปี เพื่อศึกษาหาความรู้หมวดวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสูตร มาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย (สสน.) การงานพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เด็กๆ จะได้ความรู้รอบตัว เปิด โลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึน กล้าแสดงความคิดเห็นและแสดงออก เห็นวี่แววความถนัดพิเศษในบางวิชาของเด็ก ้ เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แล้วเด็กๆ จะเข้าเรียนต่อในระดับ “มัธยมศึกษา” ต่อเนื่องอีก ๖ ปี โดย ๓ ปีแรกเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา พระพุทธศาสนา สุขศึกษา พลศึกษา และศิลปศึกษา แล้วเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก ๓ ปีโดยใน ๓ ปีหลังนี้ เด็กจะเลือกเรียนสายใดสายหนึ่งใน ๓ สายตามความสนใจและความถนัดของตน คือ สายวิทย์ สายศิลป์-คานวณ และสายศิลป์-ภาษา เด็กไทยจานวนมากอาจไม่สามารถหรือไม่มีโอกาสได้เรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เพราะความยากจน พ่อแม่ไม่สนับสนุน ต้องช่วยเหลือทางบ้านทามาหากิน เลี้ยงน้อง บ้านไกล หรือมีอุปสรรคบาง ประการ สรุปว่าเด็กแต่ละคนจะใช้เวลา ๑๒ ปีเรียนหนังสือให้จบการศึกษาภาคบังคับตามที่ภาครัฐกาหนด อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนยังมีทางเลือกในระหว่างทีเ่ รียนถึงชันมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ถ้าหากต้องการเลือกศึกษาต่อ ้ สาย อาชีพ เพราะต้องการออกไปประกอบอาชีพสายพาณิชย์ หรือสายช่างกลด้วยมีความถนัดและรักในงานอาชีพ ก็
    • สามารถ เลือกเรียนต่อ “อาชีวศึกษา” ได้ โดยสายอาชีวศึกษาได้จัดเตรียมหลักสูตรเพื่อการศึกษาอีก ๓ ปีต่อจาก มัธยมศึกษาปีที่ ๓ จะได้รบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และหากศึกษาในสายอาชีวศึกษาต่อเป็นเวลา ๖ ปี จะ ั ได้รับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่าอนุปริญญา ส่วนเด็กที่ตั้งเป้าหมายศึกษาต่อในระดับ “อุดมศึกษา” หรือ “มหาวิทยาลัย” ซึ่งจะได้รบปริญญาตรีเมื่อ ั จบการศึกษาต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และผ่านการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยปัจจุบันการสอบเข้า มหาวิทยาลัย มีการเก็บผลคะแนนเฉลี่ยสะสม ๓ ปีจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ มารวมกับผลการสอบแข่งขันเข้า มหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทีจะส่งผลถึงอนาคตของเด็กและเยาวชนคือการเรียนชั้น ่ มัธยมศึกษา ผู้ปกครองและครูจงมีหน้าทีให้คาแนะนาแก่เด็ก โดยพิจารณาความสามารถของเด็ก เพื่อให้เด็ก ึ ่ ตัดสินใจเลือกทางเดินสู่อนาคตได้อย่างสมเหตุผลและถูกทิศทาง การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีทั้งมหาวิทยาลัย ของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแบ่งเป็นคณะเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรูใน ้ สิ่งที่ตนรักและฝันอยากจะเป็นในอนาคต เป้าหมายการเป็นบัณฑิตคือ การนาความรู้คู่คุณธรรมไปประกอบสัมมา อาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ วิศวกรสถาปนิก นักวิทยาศาสตร์ นักสื่อสารมวลชน ครู/อาจารย์ นัก เศรษฐศาสตร์ นักการเงินการธนาคาร นักธุรกิจ เป็นต้นเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติสืบไป เนื่องจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโลกโลกาภิวัตน์ทาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วและไม่สิ้นสุด ทาให้การสภาพการแข่งขันสูงด้านเศรษฐกิจการค้าทั้งในประเทศและนอกประเทศ ผู้คน ขวนขวายเรียนรู้ มากขึ้น เป้าหมายการศึกษาของเด็กและเยาวชนรุนใหม่และที่มีกาลังความสามารถจึงมีความ ่ ต้องการศึกษาสูงขึนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยมีทางเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ้ หรือเอกชน ในประเทศและต่างประเทศที่มความเชี่ยวชาญและมีบริการด้านการศึกษาในสาขาวิชานั้นๆ ี นอกเหนือจากระบบการศึกษาทีกล่าวมาข้างต้นซึ่งเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระบบนี้ ่แต่ก็ยังมีเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสอีกจานวนไม่น้อยที่แม้จะไม่ได้อยู่ในระบบนี้ แต่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนก็ได้ร่วมมือดูแลให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เช่น กลุ่มเด็กพิการ ตาบอด หูหนวก พิการทางสมอง พิการซ้าซ้อน เด็กออทิสติก การศึกษาพิเศษเหล่านีนับรวมถึง ระบบการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาทางไกล ้ผ่านดาวเทียม การจัดให้มห้องสมุดชุมชนเพื่อการเรียนรู้ด้วตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ในชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย ีอ้างอิงจาก http://sinothai.youth.cn/jyzd/tg/200709/t20070921_593868.htm