Your SlideShare is downloading. ×
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Green research issue 24 Sep 2013
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Green research issue 24 Sep 2013

520

Published on

วารสารงานวิจัยด้านสิ่งสิ่งแวดล้อม

วารสารงานวิจัยด้านสิ่งสิ่งแวดล้อม

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
520
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
5
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. 01 12 17 18 เร�องเดนประจำฉบับ l โครงการจัดทำฐานขอมูลเทคนิคใน การฟนฟูดินและน้ำใตดินที่ปนเปอน สารอันตราย l แบบจำลองคาดการณ ระดับเสียงจากรถไฟ กาวหนาพัฒนา บานดิน บานลดการปลอย กาซคารบอนไดออกไซด ติดตามเฝาระวัง โครงการวางระบบโครงขาย ตรวจสอบสารอินทรียระเหยในไอสารในดิน แนะนำฐานขอมูล อรรถประโยชนงานวิจัย ดานสิ่งแวดลอม Researchปที่ 10 ฉบับที่ 24 กันยายน 2556 ISSN:1686-1612
  • 2. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ • โครงการจัดท�ำฐานข้อมูลเทคนิคในการฟื้นฟูดินและน�้ำใต้ดิน 1 ที่ปนเปื้อนสารอันตราย • แนะน�ำ “ซอฟต์แวร์ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก” 4 • ข้อมูลดิจิตอลและการน�ำไปใช้ในงานวิจัย 9 • แบบจ�ำลองคาดการณ์ระดับเสียงจากรถไฟ 12 ติดตามเฝ้าระวัง • โครงการวางระบบโครงข่ายตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยในไอสารในดิน 17 (soilgas monitoring system) โดยขุดเจาะชั้นดินโดยเครื่องขุดเจาะ แบบต่อเนื่อง (Geoprobe) และติดตั้งระบบ และทดสอบประสิทธิภาพ ในการบ�ำบัดสารอินทรีย์ระเหยในดิน โดยระบบ Soil Vapor Extraction (SVE) เคลื่อนที่ ก้าวหน้าพัฒนา • บ้านดิน บ้านลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการก่อสร้างบ้าน 18 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจสีเขียว • สินค้าที่เป็น Eco label ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่? 22 พึ่งพาธรรมชาติ • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร 25 ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) • ทิศทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควัน 28 และการเผาในที่โล่ง ปี 2555-2559 ERTC Management Update • รมว.ทส. ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริม 34 คุณภาพสิ่งแวดล้อม wwwdeqp.go.th/website/20/Content Editor’s Talk [บรรณาธิการ ชวนคุย] Green Research กับการปรับโฉมใหม่ ก่อนอื่นขอสวัสดีผู้อ่านอย่างเป็นทางการกับการปรับโฉมอีกครั้งของ Green Research ค่ะ ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกวันนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจเพราะเป็น สิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ มองเห็นได้เด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั่วโลก ปัญหาหมอก ควันข้ามพรมแดน ที่ส่งผลให้พลเมืองโลกในทวีปต่างๆ ตื่นตัวมาทะนุถนอมและให้ความส�ำคัญต่อธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมบนโลกทรงกลมใบนี้กันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยของเราที่สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมก็มีผล ให้เกิดผลกระทบได้อย่างชัดเจนในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะนักวิจัยสิ่งแวดล้อมแบบเรานั้นต้องกลับมาให้ความ สนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้น และหนึ่งในองค์ประกอบของการติดตามสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ ต้องพูดถึงอีกเรื่องนั้นคือ “ฐานข้อมูล” คนทั่วไปหลายๆ คนอาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวพอสมควร และ อาจปนสงสัยด้วยว่าคืออะไร แต่หากเป็นกลุ่มพวกเราที่เป็นนักวิจัยสิ่งแวดล้อมแล้ว “ฐานข้อมูล” มีความส�ำคัญ อย่างมากในการท�ำงานหรืองานวิจัยทั้งหมด เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลหรือแหล่งศึกษาค้นคว้า ก็ตามล้วนมีความส�ำคัญต่อผลลัพธ์ของงานวิจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Green Research ฉบับนี้ จึงอยากน�ำทุกท่านมาท�ำความรู้จักกับฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะน�ำข้อมูลดังกล่าวมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของ เราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลเทคนิคในการฟื้นฟูดินและน�้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสารอันตราย ซอฟต์แวร์ค�ำนวณ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (3R – Greenhouse Gas Calculation) ข้อมูลดิจิตอลและการน�ำไปใช้ในงานวิจัย และแบบจ�ำลองคาดการณ์ระดับเสียงจากรถไฟ ทั้งหมดนี้เรารวบรวมมาให้แล้วในฉบับนี้ รวมถึงผู้อ่านจะได้พบกับ คอลัมน์ที่หลากหลายเช่นเดิม และพบกันใหม่ฉบับหน้ากับประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้งค่ะ GREEN Research Journal 2013 September No.24 คณะผู้จัดท�ำ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เทคโนธานี ต�ำบลคลองห้า อ�ำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 02-577-4182-9 โทรสาร 0-2577-1138 ที่ปรึกษา จตุพร บุรุษพัฒน์, รัชนี เอมะรุจิ, สากล ฐินะกุล บรรณาธิการบริหาร สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ บรรณาธิการ ณัฐพล ติยชิรวงศ์ กองบรรณาธิการ มีศักดิ์ มิลินทวิสมัย, โสฬส ขันธ์เครือ, นิตยา นักระนาด มิลน์, ศิรินภา ศรีทองทิม, หทัยรัตน์ การีเวทย์, รุจยา บุณยทุมานนท์, ปัญจา ใยถาวร, จินดารัตน์ เรืองโชติวิทย์, อาทิตยา พามี
  • 3. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ No.24 September 2013 Green Research 1 โครงการจัดทำ�ฐานข้อมูลเทคนิคในการฟื้นฟูดินและน้ำ�ใต้ดิน ที่ปนเปื้อนสารอันตราย แฟรดาซ์ มาเหล็ม* และพีรพงษ์ สุนทรเดชะ* รูปที่ 1 เว็บไซต์ฐานข้อมูล http://www.ttigerr.org โครงการนี้สืบเนื่องมาจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ ปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อุตสาหกรรม ระหว่างกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ลงนามวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ณ ตึกสันติไมตรี ท�ำเนียบรัฐบาล) และมีรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็น ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วม มือ(SteeringCommittee)ส่วนหนึ่งในมติของคณะกรรมการได้ก�ำหนด ให้มีการพัฒนากรอบนโยบายการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนน�้ำใต้ดินและดิน ส�ำหรับประเทศไทยเพื่อทุกภาคส่วนจะได้มีแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและ ไปในทิศทางเดียวกัน และได้มอบหมายให้คณะท�ำงานย่อยที่ 3 ซึ่ง รับผิดชอบด้านระบบติดตามตรวจสอบ มลพิษน�้ำใต้ดิน และเทคนิค และเทคโนโลยีการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน (Groundwater Monitoring System,SiteRemediationTechniquesandTechnologies) ด�ำเนินการ จัดท�ำแนวทางหรือเกณฑ์ส�ำหรับประเทศไทย ในการด�ำเนินงานด้าน การติดตั้งระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพน�้ำใต้ดิน (Groundwater Monitoring System) การตรวจสอบพื้นที่ปนเปื้อน (Site Characterization/Site Investigation) เกณฑ์การประเมินความเสี่ยง ต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อน (Risk Assessment) การศึกษาความเหมาะสมในการเลือกเทคนิคการบ�ำบัดฟื้นฟูดินและ น�้ำใต้ดิน (Feasibility Study) และการก�ำหนดเกณฑ์คุณภาพดินและ น�้ำใต้ดินที่ยอมรับส�ำหรับการบ�ำบัดฟื้นฟู และใช้พื้นที่มาบตาพุดเป็น กรณีศึกษาในการทดสอบหลักเกณฑ์ดังกล่าว กรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะท�ำงานย่อยในขณะ นั้น และมีหน่วยงานในคณะท�ำงาน ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน�้ำบาดาลกรมทรัพยากรธรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากสถาบัอุดมศึกษา ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม และตัวแทนจากท้องถิ่น เป็นต้น แต่เนื่องจากติดปัญหาทางด้านงบประมาณภายใต้บันทึกข้อตกลง ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งนี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเห็นว่า ประเทศไทยขาดแนวทางที่ชัดเจนและเหมาะสม ในการจัดการปัญหา การปนเปื้อนสารอันตรายในสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้การจัดการปัญหา *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 4. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 2 Green Research No.24 September 2013 การจัดท�ำระบบฐานข้อมูลเทคนิคในการฟื้นฟูดินและน�้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสาร อันตรายนี้ เป็นฐานข้อมูลที่มีเป้าหมายให้สามารถใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง ให้ข้อมูลที่ ครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการสากล และเหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องใน ระดับที่ต่างกันไป ระบบฐานข้อมูลเทคนิคจะครอบคลุม 5 ระบบฐานข้อมูลย่อย (Module) โดย ประยุกต์มาจากฐานข้อมูลของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกา ระบบฐาน ข้อมูลย่อยทั้ง 5 ประกอบด้วย Module I: ภาพรวมแนวทางและเครื่องมือการบริหารจัดการดินและน�้ำใต้ดิน ที่ปนเปื้อนสารอันตราย ซึ่งฐานข้อมูลนี้รวบรวมภาพรวมกรอบแนวทางการจัดการพื้นที่ ปนเปื้อนสารอันตรายตามหลักวิชาการสากลนอกจากนี้ยังรวบรวมกรอบทางกฎหมายแนวทาง และเครื่องมือการบริหารจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งพัฒนา มาจากกรอบแนวทางการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายตามหลักวิชาการสากล ฐานข้อมูลนี้ รวบรวมกรอบทางกฎหมายแนวทางและเครื่องมือการบริหารจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตราย ของประเทศไทย และชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบบการจัดการของไทยเมื่อปรียบเทียบกับกรอบ แนวทางการจัดการของประเทศสหรัฐอเมริกา Module II: ฐานข้อมูลเทคนิคการประเมินและส�ำรวจการปนเปื้อนและพื้นที่ ปนเปื้อนสารอันตรายเบื้องต้น โดยฐานข้อมูลนี้เสนอรายละเอียดและเครื่องมือในการประเมิน และส�ำรวจพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายเบื้องต้นเพื่อประกอบการประเมินสภาวะคุกคามของ การปนเปื้อนสารอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยจะช่วยในการตัดสินใจว่าการ ปนเปื้อนนั้นจะก่อให้เกิดสภาวะคุกคามที่มีนัยส�ำคัญถึงขนาดที่ต้องท�ำการส�ำรวจและ วิเคราะห์การปนเปื้อนและพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายโดยละเอียดเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ ปนเปื้อนต่อไปหรือไม่ การปนเปื้อนไม่สามารถด�ำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปัญหาการปนเปื้อนจะถูกค้นพบ และถูกให้ความส�ำคัญก็ต่อเมื่อมีผลกระทบชัดเจนต่อสุขภาพของประชาชนและมักจะเกิดความ สับสนในการแก้ปัญหา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดท�ำฐานข้อมูลเทคนิคในการ ฟื้นฟูดินและน�้ำใต้ดินและมีขั้นตอนการด�ำเนินงานที่สามารถปฏิบัติตามได้จริงเพื่อให้บรรลุเป้า หมายการจัดการและการบ�ำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนและเพื่อจะได้พัฒนาฐานข้อมูลดังกล่าวไป สู่กรอบนโยบายการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนน�้ำใต้ดินและดินส�ำหรับประเทศไทย โครงการนี้ได้ ด�ำเนินงานร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรในฐานะที่ปรึกษา กรอบแนวทางการจัดท�ำฐานข้อมูลเทคนิคครั้งนี้ได้ประยุกต์มาจากกรอบแนวทาง การจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ ส�ำหรับการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายอันประกอบด้วยกฎหมาย Comprehensive EnvironmentalResponse,Compensation,andLiabilityAct(CERCLA)ส�ำหรับจัดการพื้นที่ ปนเปื้อนที่ถูกทิ้งร้าง หรือพื้นที่ที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการปนเปื้อนเลิกกิจการไปแล้ว และ CorrectiveActionของSubtitleCภายใต้กฎหมายResourceConservationandRecovery Act (RCRA) ส�ำหรับจัดการพื้นที่ปนเปื้อนที่ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการปนเปื้อนยัง ด�ำเนินกิจการอยู่
  • 5. No.24 September 2013 Green Research 3 ModuleIII:ฐานข้อมูลเทคนิคการสร้างแบบจ�ำลองมโนทัศน์การส�ำรวจและวิเคราะห์ การปนเปื้อนและพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายโดยละเอียด โดยฐานข้อมูลนี้น�ำเสนอแนว ทางและเครื่องมือในการส�ำรวจและวิเคราะห์การปนเปื้อนและพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตราย โดยละเอียด เพื่อสร้างแบบจ�ำลองเชิงมโนทัศน์ของการปนเปื้อนซึ่งเป็นขั้นตอนที่ส�ำคัญที่สุด เพราะจะน�ำไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณเพื่อระบุผู้ได้รับผลกระทบจากการ ปนเปื้อน การก�ำหนดวัตถุประสงค์การพื้นฟูและการเลือกเทคโนโลยีการฟื้นฟูที่เหมาะสม ModuleIV:ฐานข้อมูลเทคนิคการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพเชิงปริมาณอันเนื่อง มาจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายโดยฐานข้อมูลนี้น�ำเสนอแนวทางและเครื่องมือในใช้การ ประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพและระบบนิเวศอันเนื่องมาจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตราย เพื่อที่ จะก�ำหนดวัตถุประสงค์การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนเพื่อการปกป้องผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน Module V: ฐานข้อมูลเทคนิคการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูพื้นที่ ปนเปื้อนสารอันตรายโดยฐานข้อมูลนี้น�ำเสนอแนวทางและเครื่องมือในการเลือกเทคโนโลยี ที่เหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตราย ฐานข้อมูลย่อยนี้อ้างถึงระบบขั้นตอน มาตรฐานและฐานข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีการฟื้นฟู แบบกายภาพ เทคโนโลยีการฟื้นฟูแบบเคมี และเทคโนโลยีการฟื้นฟูแบบชีวภาพ ในแต่ละโมดูลจะประกอบด้วยข้อมูล 4 ส่วนดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 กรอบแนวทางการจัดการ (Management Guideline): เป็นฐานข้อมูล ที่กล่าวในภาพรวมเกี่ยวกับการจัดการการปนเปื้อนในแต่ละขั้น ซึ่งจะมีลักษณะเป็น กรอบแนวทางเชิงพรรณนาอย่างย่อ (Brief Descriptive Guideline) ที่ให้ความรู้เบื้องต้นและ ความเข้าใจในภาพรวม แต่ไม่สามารถใช้ในการประเมินการปนเปื้อนหรือการปฏิบัติงาน ฟื้นฟูการปนเปื้อนที่ต้องการรายละเอียดในการปฏิบัติได้ ซึ่งขั้นตอนรายละเอียดในการ ปฏิบัตินี้จะถูกอ้างถึงในกรอบการด�ำเนินการทางเทคนิค (Technical Guideline) ฐานข้อมูล กรอบแนวทางการจัดการ (Management Guideline) นี้เหมาะส�ำหรับประชาชน NGOs นักวิชาการหรือผู้ที่สนใจจะศึกษาแนวทางหรือเกณฑ์ในการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ แต่ไม่ได้ท�ำหน้าที่ประเมินการปนเปื้อน หรือจัดการการปนเปื้อน ส่วนที่ 2กรอบการด�ำเนินการทางเทคนิค(TechnicalGuideline):เป็นขั้นตอนทางเทคนิค ทีละขั้นทีละตอน “Step-by-Step” ส�ำหรับการประเมินหรือปฏิบัติงานการจัดการ พื้นที่ปนเปื้อนในแต่ละ Module โดยเน้นให้ผู้ใช้ฐานข้อมูลสามารถปฏิบัติตามได้จริง และอาจ จะมีการอ้างถึงกล่องเครื่องมือทางเทคนิค (Technical Toolbox) ส่วนที่ 3กล่องเครื่องมือทางเทคนิค (Technical Toolbox): เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมเครื่องมือ ทางเทคนิคที่ส�ำคัญและถูกอ้างถึงในกรอบการด�ำเนินการทางเทคนิค (Technical Guideline) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลและเครื่องมือส�ำคัญส�ำหรับผู้ปฏิบัติงานในการปฏิบัติงานจริงโดยกล่องเครื่องมือ ทางเทคนิคนี้ประกอบด้วยโปรแกรมวิธีการใช้โปรแกรมแบบประเมินหรือตัวอย่างรายงานและ แบบฟอร์มที่ถูกอ้างถึงในกรอบการด�ำเนินการทางเทคนิค(Technical Guideline) เป็นต้น ส่วนที่4ฐานข้อมูลวิธีมาตรฐาน(Method Databases): เป็นฐานข้อมูลที่ท�ำหน้าที่คล้าย กล่องเครื่องมือทางเทคนิค (Technical Toolbox)แต่ว่าจะรวบรวมเฉพาะฐานข้อมูลที่ เป็นที่รู้จักกันดีสามารถตรวจค้นได้ง่าย และ/ หรือมีลิขสิทธิ์อยู่ท�ำให้ไม่สามารถถูกคัดลอก หรือสรุปมาใส่ในกล่องเครื่องมือทางเทคนิค (Technical Toolbox) เช่น ASTM method, AWWAmethodforwateranalysisที่ถูกอ้าง ถึงในกรอบการด�ำเนินการทางเทคนิค (Technical Guideline) ฐานข้อมูลเทคนิคในการฟื้นฟูดินและ น�้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสารอันตรายได้ถูก น�ำเสนอใน website ภายใต้ชื่อ “ฐานข้อมูล เทคนิคในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน สารอันตรายส�ำหรับประเทศไทย”(Thailand’s Technical Initiatives and Guidelines for Environmental Remediation and Restoration (URL: ttigerr.org)) เพื่อให้ผู้ สนใจสามารถเข้าถึงได้ง่าย และน�ำไปใช้ ประโยชน์ทั้งนี้กรมส่งเสิมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขอรับข้อคิดเห็นจากผู้สนใจทุกท่าน เพื่อการ พัฒนาฐานข้อมูลดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อไป www.ttigerr.org
  • 6. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 4 Green Research No.24 September 2013 “ลดขยะ ลดโลกร้อน”ขยะเกี่ยวข้อง กับโลกร้อนอย่างไร แล้วกระบวนการ รณรงค์เพื่อให้ประชาชนมีการลดและคัด แยกขยะที่แหล่งก�ำเนิดช่วยลดโลกร้อนได้ ด้วยหรือประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องน่าสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันทิศทางการส่งเสริม ประชาชนมักให้ความส�ำคัญกับการลดโลก ร้อนเป็นหลัก ปี พ.ศ. 2553 ศูนย์วิจัยและฝึกอบรม ด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมร่วมกับศูนย์บริการเทคโนโลยี สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมคณะสาธารณสุข ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดท�ำฐาน ข้อมูลประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ สามารถลดได้จากการด�ำเนินงานการคัดแยก และน�ำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ของชุมชน ด้วยวิธี 3R ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมให้ ภารกิจของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมใน ด้านการรณรงค์ส่งเสริมการจัดการขยะครบ วงจร ภายใต้บริบท Zero waste community เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม มากขึ้นและเพื่อให้การด�ำเนินงานด้านการลด ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากภาคของเสีย ชุมชนมีความต่อเนื่องและมีชุมชนตัวอย่างที่ดี แนะนำ� “ซอฟต์แวร์คำ�นวณ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก” มากขึ้นจึงได้จัดท�ำซอฟต์แวร์ค�ำนวณปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกเพื่อใช้ค�ำนวณปริมาณก๊าซ เรือนกระจกตามรายประเภทที่น�ำกลับมา ใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการค�ำนวณปริมาณขยะที่น�ำ กลับมาใช้ใหม่และน�ำไปใช้ประโยชน์ให้อยู่ใน รูปของคาร์บอน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการซื้อขาย ภายใต้กลไกของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ พิธีสารเกียวโต ตลอดจนกลไก Corporate Social Responsibility (CSR) ของบริษัท เอกชน โดยเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและการแก้ไขปัญหา ด้วยการเพิ่ม มูลค่าขยะที่น�ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และ ขยะอินทรีย์ซึ่งเป็นการสนับสนุนภารกิจในการ รณรงค์สร้างจิตส�ำนึกและส่งเสริมการ มีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะ ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อัศมน ลิ่มสกุล* วิมลรัตน์ลี กถาเสนีย์* วุฒิชัย แพงแก้ว** และอัศดร ค�ำเมือง** (www.tccnclimate.com) *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการ **นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 7. No.24 September 2013 Green Research 5 สถานการณ์ขยะมูลฝอยและก๊าซเรือนกระจก ของเสียชุมชน นับเป็นแหล่งก�ำเนิดและปลดปล่อยก๊าซเรือน กระจกที่ส�ำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศหรือรู้จักกันในนาม“ภาวะโลกร้อน”(IPCC,1996) จากฐาน ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก พบว่าในปี พ.ศ. 2546 ประเทศไทยมี สถานการณ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคของเสีย เป็น สัดส่วน 3.9% (3.92 ล้านต้น CO2 เทียบเท่า) โดย 52.2% (4.86 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า) เกิดจากกิจกรรมการจัดการขยะ ข้อมูลดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2536 ประเทศไทยมีขยะชุมชนเกิดขึ้น 30,640 ตัน ต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 41,064 ตันต่อวัน ในปี พ.ศ. 2551 หรือ 34% (ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2552)ปริมาณขยะชุมชนได้ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นถูกน�ำไปก�ำจัด อย่างถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลเพียง14,373ตันต่อวันหรือประมาณ 35% ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยส่วนที่เหลือถูก จัดการด้วยวิธีการเทกองกลางแจ้งหรือการเผาและในส่วนของชุมชนที่ อยู่ห่างไกลประชาชนจะก�ำจัดกันเองในครัวเรือน ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน ได้ร่วมกันหา แนวทางในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน โดยได้ให้ความส�ำคัญต่อ การจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจร เพื่อลดปริมาณขยะจากแหล่ง ก�ำเนิด ซึ่งได้รณรงค์ให้คัดแยกขยะน�ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ รวมทั้ง การน�ำขยะอินทรีย์มาใช้ประโยชน์ในรูปแบบการผลิตก๊าซชีวภาพและ การท�ำปุ๋ยหมักจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่าในปีพ.ศ.2550 ได้มีการน�ำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 22% ของขยะทั้งหมด (3.25 ล้านตัน)และเพิ่มขึ้นเป็น23%(3.41ล้านตัน)ในปีพ.ศ.2551การคัด แยกขยะและน�ำขยะมาผลิตก๊าซชีวภาพนับเป็นแนวทางเชิงบรูณาการ ที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากของเสีย เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่า ซึ่งเป็นแนวทางที่ส่งเสริมการ บริโภคที่ยั่งยืนอีกทั้งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นต้น เหตุที่ส�ำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
  • 8. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 6 Green Research No.24 September 2013 ทองเหลือง 2.15 เหล็ก 25.91 อื่นๆ 0.65 กระดาษ 30.32 พลาสติก 11.55 แกว 24.74 ทองแดง 1.95 อลูมิเนียม 2.73 ร้อยละวัสดุรีไซเคิลในประเทศไทย ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2547 สถานการณ์การน�ำกลับมาใช้ใหม่ ข้อมูลการส�ำรวจของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ.2547 ซึ่งได้ท�ำการส�ำรวจร้านค้ารับซื้อวัสดุรีไซเคิลที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่เทศบาล รวมทั้งสิ้น 3,088 ร้าน จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลประเภทวัสดุรีไซเคิลที่พบหลักๆ ได้แก่ กระดาษ พลาสติก แก้ว อลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง เหล็ก และอื่นๆ ได้แก่ แบตเตอรี่เก่า สายยาง สังกะสี และ นุ่น เป็นต้น ทั้งนี้ในภาพรวมวัสดุรีไซเคิลของประเทศไทย พบว่า ประเภทวัสดุรีไซเคิลที่มีการรับซื้อรวมทั้งสิ้น 4,642.425 ตัน/วัน โดยวัสดุรีไซเคิลที่รับซื้อมากที่สุด คือ กระดาษ มีปริมาณการรับซื้อ 1,407.437ตัน/วันคิดเป็น30.32%รองลงมาคือเหล็กมีปริมาณการรับซื้อ1,202.961ตัน/วันคิดเป็น25.91%อันดับที่สามคือแก้วมีปริมาณ การรับซื้อ 1,148.537 ตัน/วัน คิดเป็น 24.74 % ส่วนวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ที่มีการรับซื้อ อาทิ พลาสติก อลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง และ อื่นๆ คิดเป็นประมาณการรับซื้อ536.156ตัน/วัน126.698ตัน/วัน99.623ตัน/วัน90.630ตัน/วันและ30.383ตัน/วันซึ่งคิดเป็น11.55%,2.73%, 2.15 %, 1.95 % และ 0.65 % ตามล�ำดับ ซอฟต์แวร์ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก (3R – Greenhouse Gas Calculation) การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อการน�ำ เข้าข้อมูลการน�ำมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ในโครงการตั้งแต่เริ่มด�ำเนิน โครงการจะช่วยให้เกิดความสะดวกในการจัดการข้อมูล และสามารถ ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามวิธีการค�ำนวณที่ศึกษาไว้แล้ว ลดความผิดพลาดในการค�ำนวณ ตลอดจนทราบถึงข้อมูลย้อนหลังใน การจัดการขยะมูลฝอย เช่น อัตราการน�ำกลับมาใช้ใหม่ของมูลฝอย แต่ละประเภท
  • 9. No.24 September 2013 Green Research 7 หลักการท�ำงานของซอฟต์แวร์ หลักการท�ำงานของซอฟต์แวร์เพื่อใช้ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจาก ขยะที่น�ำกลับมาใช้ใหม่คือ การใช้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากผลการ ศึกษาปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุที่กลายเป็นขยะแต่ละ ประเภท ที่ได้จากโครงการศึกษาปริมาณก๊าซเรือนกระจก ระยะที่ 1 มาใช้ในการ ค�ำนวณโดยเทียบกับปริมาณขยะที่ได้รับการคัดแยกโดยแสดงค่าการค�ำนวณใน หน่วยตันหรือกิโลกรัม CO2 -equivalence ต่อตันขยะแต่ละประเภท ทั้งนี้แล้วแต่ ความเหมาะสมของข้อมูลปริมาณขยะที่ได้รับการคัดแยกโดยเน้นประเภทขยะที่ ได้รับการจัดล�ำดับ10ประเภทที่มีการคัดแยกและน�ำกลับมาใช้ใหม่ปริมาณมาก ที่สุดที่ได้ศึกษาไว้แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์และเกิดประสิทธิภาพกับงาน คัดแยกขยะของพื้นที่น�ำร่อง ที่นอกจากเป็นการลดปริมาณขยะในพื้นที่แล้วยัง สามารถทราบได้ว่าสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียง ใด ทั้งนี้นอกจากข้อมูลการคัดแยกขยะแล้ว ยังสามารถน�ำเข้าข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ เช่น ปริมาณมูลฝอย และองค์ประกอบของขยะในพื้นที่เพื่อใช้เปรียบเทียบ ประสิทธิภาพในการคัดแยกขยะ อัตราการเกิดขยะ ภาพรวมของปัญหาขยะ มูลฝอยในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ข้อมูลน�ำเข้า การออกแบบระบบข้อมูลของซอฟต์แวร์ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก มี 2 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ (1) ข้อมูลสถานการณ์การจัดการขยะ เป็นข้อมูลที่บอกถึงสภาพปัญหา ของขยะมูลฝอยในพื้นที่ ประกอบด้วย - ข้อมูลปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงระดับของปัญหาขยะมูลฝอย ในพื้นที่ และท�ำให้ทราบถึงอัตราการเกิดขยะต่อคน นอกจากนั้นปริมาณขยะยัง เกี่ยวข้องกับการจัดการโดยท้องถิ่น เช่น การจัดการด้านบุคลากร เครื่องจักร รถเก็บขน แรงงาน งบประมาณ รวมทั้งการจัดหาสถานที่ก�ำจัดที่เหมาะสมด้วย - ข้อมูลองค์ประกอบของขยะ ข้อมูลส่วนนี้จะอธิบายถึงประเภทของขยะ ที่เกิดขึ้นลักษณะการบริโภคของประชาชนในพื้นที่ สภาพเศรษฐกิจของชุมชน ศักยภาพในการคัดแยกและน�ำกลับมาใช้ใหม่ของขยะ เนื่องจากข้อมูล องค์ประกอบของขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละเส้นทางของการจัดการขยะเช่นณแหล่ง ก�ำเนิด รถเก็บขน หรือสถานที่ก�ำจัดขยะ จะบอกได้ถึงลักษณะการด�ำเนินการ คัดแยกขยะของท้องถิ่นการให้ความส�ำคัญกับการลดและคัดแยกขยะตลอดจน ความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ (2) ข้อมูลการคัดแยกขยะ เป็นข้อมูลของปริมาณขยะแต่ละประเภทที่ได้ รับการคัดแยกแล้วเพื่อเตรียมน�ำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆเช่นการน�ำกลับ มาใช้ใหม่(Reuse)หรือการน�ำไปรีไซเคิลผลิตเป็นสินค้าใหม่(Recycle)ซึ่งข้อมูล อาจจะสามารถตรวจสอบได้หากมีการด�ำเนินการอยู่แล้วโดยอาจจะอยู่ที่ชุมชน หรือศูนย์รับซื้อขยะ
  • 10. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 8 Green Research No.24 September 2013 เริ่มตน ปริมาณขยะรีไซเคิล, GHG ที่ลดได นำเขาขอมูลปริมาณขยะ ที่เกิดขึ้น นำเขาขอมูล องคประกอบขยะ นำเขาขอมูลปริมาณ การนำมูลฝอยกลับมาใชใหม ฐานขอมูลรวม สำหรับ การประเมินกาซเรือนกระจก จากขยะชุมชน การรายงานผล การแสดงผล ปริมาณขยะ องคประกอบขยะ องคประกอบขยะ แฟมขอมูลบรรทัดฐาน ขอมูลปริมาณขยะ ขอมูลองคประกอบขยะ ขอมูลการนำกลับมาใชใหม ขอมูลกาซเรือนกระจก แกว, กระจก, กระดาษ กิจกรรมการนำกลับมาใชใหม พลาสติก, เหล็ก, อลูมิเนียม ผลการประเมิน ประโยชน์จากของเสียเพื่ออนุรักษ์และใช้ ประโยชน์ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดและ คุ้มค่า ซึ่งเป็นแนวทางที่ส่งเสริมการบริโภคที่ ยั่งยืน อีกทั้งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซ เรือนกระจก อันเป็นต้นเหตุที่สำ�คัญของการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก กรอบแนวคิดการทำ�งานของซอฟต์แวร์ ประเมินก๊าซเรือนกระจก ลักษณะการเก็บข้อมูลทั้งสองประเภทเพื่อน�ำเข้าสู่การประมวลผลของ ซอฟต์แวร์ค�ำนวณเป็นการศึกษาสภาพของการจัดการในขั้นแรกเรียกว่า ข้อมูลฐาน (Baseline) ซึ่งจะบอกถึงค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นค่าเริ่มต้น และหลังจากด�ำเนินงานโครงการคัดแยกและน�ำขยะกลับมาใช้ใหม่แล้วจะได้ผล การค�ำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถเปรียบเทียบกับBaselineได้ ว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด พร้อมกับการอธิบายถึงความ เชื่อมโยงกับข้อมูลฐานและการจัดการขยะมูลฝอยในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่าง ครอบคลุม การรายงานผล ผลการค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากขยะที่ได้รับการคัดแยกและ น�ำกลับมาใช้ใหม่จะแสดงเป็นค่า CO2 -equivalence ที่สามารถลดได้ ทั้งนี้ลักษณะ การรายงานผลสามารถแสดงเป็นผลการค�ำนวณตามช่วงเวลา เช่น รายวัน ราย สัปดาห์ หรือรายเดือน เป็นต้น โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแสดงผลตามความ ต้องการ ทั้งนี้ความถี่ในการน�ำเข้าข้อมูลต้องมีความสัมพันธ์กันกับระบบการ รายงานผล กล่าวคือหากสามารถน�ำเข้าข้อมูลได้ละเอียดมากเท่าใดก็สามารถ สร้างระบบการรายงานผลได้ละเอียดเช่นกัน โดยการออกแบบระบบข้อมูลจะ ออกแบบให้รองรับความถี่ของข้อมูลที่เหมาะสมและใช้งานได้สะดวกทั้งการ น�ำเข้าการสร้างเงื่อนไขของการรายงานผลและการแสดงรายงานในรูปแบบต่างๆ เช่น กราฟ แผนภูมิ ตาราง รวมทั้งสามารถพิมพ์รายงานได้ การใช้งาน เนื่องจากระบบซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้น เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งานในระดับผู้ ปฏิบัติงานในท้องถิ่น ดังนั้นหลักการที่จะท�ำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานได้เกิดประโยชน์ และเกิดประสิทธิภาพ จึงต้องสร้างให้ซอฟต์แวร์ใช้งานได้ง่าย สะดวก ลดความ ซ�้ำซ้อนรวมทั้งแก้ไขปรับปรุงได้ง่าย เนื่องจากในช่วงของการทดสอบการท�ำงาน ของซอฟต์แวร์ทั้งในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบในพื้นที่ซึ่งได้รับข้อเสนอ แนะทั้งจากผู้ใช้งาน ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อน�ำมาแก้ไขปรับปรุงจน สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น ส�ำหรับเนื้อหาสาระ “ซอฟต์แวร์ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก” ในฉบับนี้ได้กล่าวแนะน�ำภาพรวมของซอฟต์แวร์ดังกล่าวในเบื้องต้นซึ่งในวารสาร Green Research ฉบับต่อไปจะน�ำเสนอรายละเอียดวิธีการใช้งาน “ซอฟต์แวร์ ค�ำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก”ต่อไปส�ำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความสนใจ หรือต้องการทดลองใช้งาน สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์พร้อมคู่มือการติดตั้ง และใช้งานได้ที่เว็บไซต์เครือข่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทย www.ttigerr.org
  • 11. No.24 September 2013 Green Research 9 ข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งส�ำคัญส�ำหรับ การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งอาจได้ มาจากการตรวจวัดเองหรือได้มาจาก แหล่งอื่นส�ำหรับข้อมูลจากแหล่งอื่นนั้นมี ทั้งที่ต้องจัดซื้อหรือไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่คิดค่า ใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเป็นจ�ำนวนมาก โดย เฉพาะข้อมูลทางด้าน บรรยากาศ ทะเล และพื้นดิน ทั้งกายภาพ และเคมี การเผย แพร่ข้อมูลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นมีเป้า หมายเพื่อให้มีการวิจัย วิเคราะห์ และ วินิจฉัยกระบวนการต่างๆที่จ�ำเป็นในการ เพิ่มความเข้าใจของสภาพแวดล้อมและน�ำ ไปใช้ในการจัดการบริหารบนพื้นฐานของ ข้อมูลและการวิจัย จากแหล่งข้อมูลจ�ำนวนมากมายที่ เผยแพร่นั้น ในส่วนนี้จะเป็นการน�ำเสนอ ตัวอย่างดังตารางที่ 1 ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และแหล่งที่สามารถ ดาวน์โหลดได้ทางอินเตอร์เน็ตอย่างไรก็ตาม ในการน�ำข้อมูลไปใช้จะต้องเป็นไปตามที่ผู้ เผยแพร่ได้ระบุไว้ในข้อตกลงส�ำหรับคุณภาพ ของข้อมูลนั้นโดยส่วนใหญ่ผู้เผยแพร่ได้มี เอกสารแสดงถึงรายละเอียดที่มาและคุณภาพ ข้อมูลดิจิตอลและการนำ�ไปใช้ในงานวิจัย ของข้อมูลไว้ครบถ้วนเช่นกัน ในส่วนของรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล นั้น โดยส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บโดยการบีบอัด ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ที่ ไม่ใช่ Text File หรือ Excel File เนื่องจากข้อมูลมีขนาดที่ใหญ่ ดังนั้นการน�ำข้อมูลไปใช้จึงจ�ำเป็นที่จะต้อง เข้าใจถึงลักษณะของ File ที่ผู้ใช้ดาวน์โหลด จากแหล่งข้อมูลว่าประกอบด้วยตัวแปรอะไร ลักษณะเชิงพื้นที่และเวลาของข้อมูลที่ถูกบีบ อัดเป็น Meta Data รวมอยู่ใน File นั้นๆ นอกจากนี้ผู้ใช้ต้องมีความรู้และศักยภาพใน การใช้ข้อมูลรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสกัด และแปลงข้อมูลต่างๆ เพื่ออ่านข้อมูลวิเคราะห์ แปรผลหรือน�ำเสนอต่อไป ตัวอย่างเช่น รูปที่ 1 ข้อมูลโดยส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บในรูป แบบ NetCDF, Grib1, Grib2, และ HDF โดยเฉพาะ NetCDF เป็นชนิดของข้อมูล ถูกเริ่มพัฒนามาโดยUniversityCorporation for Atmospheric Research (UCAR) และมี การเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบ NetCDF อย่าง แพร่หลาย ส�ำหรับ Utility ทางคอมพิวเตอร์ที่ ใช้ในการจัดการข้อมูลชนิดนี้มีมากมายขึ้นอยู่ กับวัตถุประสงค์และความถนัดของผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น • CDO (Climate Data Operators) • GrADS (Grid Analysis and Display System) • ncensemble (command line utility to do ensemble statistics) • NCL (NCAR Command Language) • NCO (NetCDF Operators) • ncview ศิรพงศ์ สุขทวี* *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 12. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 10 Green Research No.24 September 2013 ชื่อข้อมูล ความละเอียดเชิงพื้นที่ ความละเอียดเชิงเวลา ตัวแปร แหล่งดาวน์โหลด NCEP/NCAR 2.5 x 2.5 degree ราย 6 ชม, รายวัน,รายเดือน (01/01/1948– ปัจจุบัน) ตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ลม, อุณหภูมิ, ความชื้น เป็นต้น http://www.esrl.noaa.gov/psd/data/reanalysis/ reanalysis.shtml FNL 1.125 x 1.125 degree ราย 6 ชม (30/07/1999 ปัจจุบัน) http://rda.ucar.edu/datasets/ds083.2/#access JRA-25 1.25 x 1.25 degree ราย 6 ชม, รายเดือน (01/01/1979- ปัจจุบัน) http://jra.kishou.go.jp/ JRA-25/index_en.html SRTM • 3 arc-sec (~90 m) • 30 arc-sec (~900 m) - ลักษณะ ภูมิประเทศ http://www2.jpl.nasa.gov/ srtm/cbanddataproducts.html ETOPO • 1 arc-min (~1.8 km) • 2 arc-min • 5 arc-min - ลักษณะภูมิประเทศ http://www.ngdc.noaa.gov/mgg/global/ UDel 0.5 x 0.5 degree รายเดือน (01/01/1901-ปัจจุบัน) อุณหภูมิ และปริมาณฝน http://www.esrl.noaa.gov/psd/data/gridded/ data. UDel_AirT_Precip.html HadISST 1 x 1 degree รายเดือน (01/01/1870-ปัจจุบัน) อุณหภูมิ ผิวน�้ำทะเล http://climatedataguide.ucar.edu/ guidance/sst-data-hadisst-v11 ตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างของข้อมูลที่มีการเผยแพร่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การน�ำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น การน�ำมาวิเคราะห์ทางด้านความแปรปรวนของภูมิอากาศดังรูปที่ 2 (ก)เป็นการน�ำข้อมูลSSTมาใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ENSO(Dijkstra,2006)และรูปที่2(ข)แสดงการใช้ข้อมูลลมและความ กดอากาศมาใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับมรสุมฤดูหนาว (Sooktawee,2012) นอกจากการน�ำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์แล้วนั้น ยังสามารถน�ำไปใช้ เป็นข้อมูลน�ำเข้าส�ำหรับแบบจ�ำลองเพื่อใช้ในการศึกษาทางด้านต่างๆ เช่นการจ�ำลองปริมาณฝน (รูปที่ 2 (ค) เป็นผลที่ได้จากแบบจ�ำลอง WRF ที่ใช้ข้อมูลน�ำเข้า เช่น ลักษณะความสูงของภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน ตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยา และอื่นๆ ส�ำหรับผลของการจ�ำลองจะมี ความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบซึ่งการใช้ข้อมูลน�ำเข้าที่ถูกต้องที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุดเป็น สิ่งหนึ่งที่ท�ำให้ผลของการจ�ำลองมีความน่าเชื่อถือ รูปที่ 1 แสดงภูมิประเทศจากข้อมูล ETOPO5 ที่ได้วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างภาพโดย NCL (หน่วย: เมตร)
  • 13. No.24 September 2013 Green Research 11 โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบรรยากาศ ทะเล และพื้นดิน ทั้งกายภาพ และเคมี การเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่เสียค่า ใช้จ่ายนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้มีการ วิจัย วิเคราะห์ และวินิจฉัยกระบวน การต่างๆ ที่จำ�เป็นในการเพิ่มความ เข้าใจของสภาพแวดล้อม การเลือก การใช้ และความเข้าใจถึงโครงสร้างของข้อมูลการใช้ส�ำหรับการวิเคราะห์ และการใช้ส�ำหรับแบบจ�ำลองเป็นสิ่งที่ส�ำคัญกว่าการที่ต้องการเพียงแค่ให้ผลการวิเคราะห์ และผลการจ�ำลองที่ออกมาตรงกับที่คาดการณ์ไว้หรือตรงกับค่าที่ตรวจวัด นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้แบบจ�ำลองอาจเปรียบเสมือนได้กับของเล่นส�ำหรับเด็กหาก ใช้โดยปราศจากความเข้าใจถึงพื้นฐานของข้อมูลที่ใช้ ผลที่ได้จึงเป็นได้แค่ภาพกราฟฟิก สวยๆ เหมือนเด็กที่เล่นของเล่นเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียวแต่หากเด็กนั้นได้เล่น ของเล่นที่มีคุณภาพเหมาะสมกับวัยจะท�ำให้มีความเข้าใจ มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น เช่นเดียว กับการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้แบบจ�ำลองที่เหมาะสม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีและ องค์ความรู้ที่มีณปัจจุบันผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็จะน�ำไปสู่การพัฒนาเพื่อให้มีความเข้าใจในกลไก ของธรรมชาติได้มากขึ้น เอกสารอ้างอิง Dijkstra, H. A. (2006). The ENSO phenomenon: theory and mechanisms. Advances in Geosciences, 6, 3-15. Sooktawee,S.,U.Humphries,A.LimsakulandP.Wongwises. (2012). Low-Level Wind Variability over the Indochina Peninsula during Boreal Winter. International Journal of Environmental Science and Development, 3, 130-135. (ก) (ข) (ค) (ง) รูปที่ 2 (ก) ความผิดปกติของอุณหภูมิน�้ำทะเลในเดือนธันวาคม 2540 (Dijkstra, 2006) (ข) ค่าเฉลี่ยทางภูมิอากาศของลมที่ระดับ 850 hPa (vector), ค่าความ กดอากาศ (shaded contour), และ geopotential height ที่ระดับ 850 hPa (contour line) ส�ำหรับช่วง 2522-2553 (Sooktawee, 2012) และภาพ แสดงปริมาณฝนรายวันจาก (ค) แบบจ�ำลอง WRF และ (ง) กรมอุตุนิยมวิทยา ในวันที่ 16 กันยายน 2555
  • 14. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 12 Green Research No.24 September 2013 ข้อมูลที่ส�ำคัญส�ำหรับใช้ในการควบคุม เสียงของรถไฟ กระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาด้าน เสียงจากแหล่งก�ำเนิดมีองค์ประกอบหลักที่ ต้องควบคุมอยู่ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ควบคุมเสียงที่แหล่งก�ำเนิด(sourcepath) 2. ควบคุมเสียงที่เส้นทางผ่านเสียง (propagation path) 3. ควบคุมเสียงที่ผู้รับเสียง(receiverpath) ซึ่งเครื่องมือที่ส�ำคัญอย่างหนึ่ง ที่ใช้ ส�ำหรับใช้ในการควบคุมเสียงของรถไฟ ทั้ง 3 องค์ประกอบคือแบบจ�ำลองคาดการณ์ระดับ เสียงจากรถไฟ ส�ำหรับในบทความนี้จะขอ กล่าวถึง ความรู้ส�ำคัญซึ่งในการพัฒนาแบบ จ�ำลองคาดการณ์ระดับเสียงจากรถไฟ ประกอบด้วย กลไกการเกิดเสียง และที่มา ของเสียงรถไฟ และความสัมพันธ์ระหว่างค่า ระดับเสียงกับปริมาณทางกายภาพของรถไฟ เช่นความเร็วรถไฟความยาวขบวนรถไฟรวม ทั้งองค์ประกอบโดยทั่วไป ของแบบจ�ำลอง ทางคณิตศาสตร์ส�ำหรับคาดการณ์ระดับเสียง จากรถไฟ แบบจำ�ลองคาดการณ์ระดับเสียงจากรถไฟ แหล่งก�ำเนิดของเสียงจากรถไฟ เสียงที่เกิดจากรถไฟมีลักษณะไม่ คงที่แต่จะแปรเปลี่ยนไปตามคุณสมบัติ ทางกายภาพของรถไฟและรางรถไฟ เช่น ความเร็วรถไฟ ชนิดรถไฟ สภาพราง เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ เกี่ยวของโดยตรงกับ ความดันเสียงในหน่วยเดซิเบลและความถี่ เสียงในหน่วยเฮิร์ตซ์ โดยที่ทั้งความดันเสียง และความถี่เสียงนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความ ร�ำคาญและการสูญเสียการได้ยินเป็นอย่าง มาก ส�ำหรับรถไฟโดยทั่วไปสามารถแบ่ง แหล่งก�ำเนิดเสียงจากรถไฟได้ 5 แหล่งหลัก ดังนี้ อ�ำนวยชัย คงดี* ขณะที่รถไฟวิ่งผ่านเราแม้จะไม่ใช่ รถไฟความเร็วสูงเหมือนของต่าง ประเทศแต่เสียงที่ได้ยินก็สร้างความ รำ�คาญพอสมควรทีเดียว โดยแต่ละ ขบวนให้กำ�เนิดเสียงที่ความดังไม่เท่า กันขึ้นกับหลายปัจจัยซึ่งหากได้รับ เสียงเหล่านี้บ่อยๆ อาจส่งผลให้เกิด ความรำ�คาญ และหากว่าเสียงที่เกิด ขึ้นดังเกินมาตรฐานที่กำ�หนดอาจ ทำ�ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินด้วย เหตุนี้ กระบวนการ เครื่องมือในการ ป้องกัน แก้ไขปัญหาที่เกิดจากเสียง รถไฟ จึงเป็นสิ่งจำ�เป็นที่ต้องมี เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยองค์ ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้ *นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 15. No.24 September 2013 Green Research 13 V=fl ……สมการที่ (1) โดย V คือความเร็วรถไฟมีหน่วยเป็นเมตร ต่อวินาที f คือความถี่ของเสียงมีหน่วยเป็นรอบ ต่อวินาที (เฮิร์ตซ์) l คือความยาวคลื่นเสียงมีหน่วยเป็น เมตรโดยค่าความยาวคลื่นที่เกิดจะมีลักษณะ เฉพาะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวของแต่ละราง รถไฟซึ่งมีความเรียบไม่เท่ากัน ในแต่ละราง รูปที่ 1 แสดงกลไกการแพร่กระจายของเสียงเนื่องจาก ความสั่นสะเทื่อนของล้อและรางรถไฟ รูปที่ 2 ตัวอย่างหัวรถจักรดีเซลที่ใช้ในประเทศไทย (a) ยี่ห้อ Alsthom รุ่น 4406 และ (b) ยี่ห้อ GEA. รุ่น 4523-456 (a) (b) ….สมการที่ (2) 2. เสียงจากเครื่องยนต์ของหัวรถจักร เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลท�ำ หน้าที่ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับ มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหัวรถจักรโดย เครื่องยนต์แต่ละรุ่น ยี่ห้อ อาจจะให้ก�ำเนิด เสียงที่ความดันเสียงและความถี่เสียงที่แตก ต่างกันโดยค่าความดันเสียงจะเพิ่มขึ้นตาม ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของรถไฟและเมื่อพิจารณา เสียงที่เกิดจากระบบล้อและรางร่วมด้วย สามารถเขียนสมการสัมพันธ์ระหว่าง ความเร็วรถไฟกับระดับความดันเสียงที่เกิด ในรูปแบบอย่างง่าย ดังสมการที่ (2) โดย LP คือ ระดับความดันเสียงในหน่วย เดซิเบลที่ความเร็วรถไฟ V มีหน่วยเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง LP o คือ ระดับความดันเสียงในหน่วย เดซิเบลที่ความเร็วรถไฟ LO โดยท�ำการวัด ณ ต�ำแหน่งเดียวกัน เครื่องยนต์ดีเซลทำ�หน้าที่ในการ ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับ มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหัวรถจักร โดยเครื่องยนต์แต่ละรุ่น ยี่ห้อ อาจจะ ให้กำ�เนิดเสียงที่ความดันเสียงและ ความถี่เสียงที่แตกต่างกันโดย ค่าความดันเสียงจะเพิ่มขึ้นตาม ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของรถไฟ 1. เสียงจากล้อและรางเกิดจากความ เรียบไม่สม�่ำเสมอของรางและล้อที่มีลักษณะ ไม่เป็นทรงกลมอย่างสมบูรณ์ (มีลักษณะ คล้ายวงรี) ท�ำให้เกิดการสั่นสะเทือนของล้อ และรางเกิดเสียงแพร่กระจายในอากาศโดย ท�ำให้ก�ำเนิดเสียงที่มีความถี่สัมพันธ์กับ ความเร็วในรูปแบบ ดังสมการที่ (1) LP = LPo + N log V VO
  • 16. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 14 Green Research No.24 September 2013 รูปที่ 3 ส่วนต่างๆ ของระบบเบรครถไฟประกอบ ด้วย จานเบรค (Brake Discs) และตัว ห้ามล้อ (Brake calipers) แบบจ�ำลองทางคณิตศาสตร์ส�ำหรับคาด การณ์ระดับเสียงจากรถไฟ ในการวางแผนป้องกันแก้ไขปัญหา เสียงที่เกิดจากรถไฟในหลายๆ สถานการณ์ จ�ำเป็นต้องมีข้อมูล ข่าวสาร ส�ำหรับ ตัดสินใจก่อนเหตุกาณ์จริงเกิดขึ้น เนื่องจาก หากรอให้สถานการณ์จริงเกิดขึ้นอาจแก้ไข ปัญหาได้ยาก หรือสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นแบบจ�ำลองทางคณิตศาสตร์ส�ำหรับ คาดการณ์ระดับเสียงจากรถไฟจึงเป็นเครื่อง มือที่ส�ำคัญและมีประโยชน์ในการค้นหา ข้อมูล ข่าวสารเหล่านั้น แบบจ�ำลองทาง คณิตศาสตร์ส�ำหรับคาดการณ์ระดับเสียงจาก รถไฟ โดยทั่วไปอยู่ในรูปความสัมพันธ์ ระหว่าง ค่าความดันเสียงของรถไฟ ณ ระยะ ใดๆ กับ ปริมาณทางกายภาพต่างๆ ในรูป แบบ ดังสมการที่ (3) โดยที่LO คือระดับเสียงณจุดอ้างอิงซึ่งอาจ อยู่ในรูปของก�ำลังเสียง(soundpowerlevel) ในหน่วยวัตต์ หรือความดันเสียง (sound pressure level) ในหน่วยเดซิเบลหรือ เดซิเบลเอ หาได้จากการวัดในสถานที่จริง มีค่าแปรไปตามชนิดของรถไฟ ( สินค้า หรือ โดยสาร) ชนิดของหัวรถจักรความเร็วของ รถไฟ (กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ชนิดของราง เป็นต้น มีหน่วยเป็น เดซิเบล หรือเดซิเบลเอ ส่วนเทอม Ai ประกอบด้วยค่าต่างๆ ดังนี้ 1. Adiv ค่าการลดลงของเสียง เนื่องจากระยะห่างจากแหล่งก�ำเนิดกับจุดรับ เสียงเพิ่มขึ้น(Geometricaldivergence) มี ผลท�ำให้พลังงานเสียงเกิดการกระจาย สามารถหาได้จากสมการที่สัมพันธ์กับระยะ ทาง ดังตัวอย่างก�ำหนดโดย ISO 9613-2 ใน สมการที่ (4) และสมการที่ใช้ในแบบจ�ำลอง คาดการณ์ระดับเสียงรถไฟของสหราชอาณา จักร (CRN model) ในสมการที่ (5) LP = LO + S Ai ..สมการที่ (4) …..สมการที่ (5) 1.เสียงจากความปั่นป่วนของอากาศ บริเวณรอบตัวรถไฟเกิดขึ้นขณะรถไฟวิ่งด้วย ความเร็วสูงเสียงที่เกิดมีลักษณะเสียงความถี่ ต�่ำกว่า 500 เฮิร์ตซ์ และความดันเสียงใน หน่วยเดซิเบลสัมพันธ์กับความเร็วรถไฟใน หน่วยกิโลเมตรต่อชั่วโมงในลักษณะลอการิทึม 2. เสียงจากระบบเบรค ซึ่งเกิดจาก การเสียดสีระหว่างล้อและตัวระบบเบรคเสียง ที่เกิดมีลักษณะเสียงความถี่สูงระหว่าง 1000 - 2000 เฮิร์ตซ์ 3.เสียงขณะรถไฟวิ่งบนสะพานเกิด จากการสั่นของโครงสร้างสะพานขณะรถไฟ วิ่งบนสะพาน และขณะรถไฟวิ่งผ่านสะพาน ระดับเสียงจะกว้างกว่ารางรถไฟทั่วไป ประมาณ10–20เดซิเบลขึ้นอยู่กับโครงสร้าง สะพานแต่ละแห่ง 4. เสียงขณะรถไฟวิ่งผ่านทางโค้ง เกิดจากการเสียดสีระหว่างล้อและรางขณะ รถไฟวิ่งบนทางโค้ง โดยความดังและความถี่ เสียงที่เกิดขึ้นๆ อยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ สภาพราง ความโค้งของราง ความเร็วรถไฟ เป็นต้น Adiv = 20 log d + 11 dO Adiv = 10 log d 25 เดซิเบล หรือเดซิเบลเอ …….สมการที่ (3) M
  • 17. No.24 September 2013 Green Research 15 3. Aair ค่าการดูดกลืนเนื่องจากสภาพ บรรยากาศ(Atmospheric absorption) มีค่า ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างแหล่งก�ำเนิดกับ จุดรับเสียง และความถี่เสียง โดยเสียงที่มี ความถี่ต�่ำสูงถูกดูดกลืน พลังงานมากกว่า เสียงความถี่ ตัวอย่างสมการที่ (7) แสดง สมการหาค่าการดูดกลืนเสียงของอากาศ แนะน�ำโดย ISO 9613-2 โดย d คือ ระยะห่างจากรางรถไฟ หน่วยเป็นเมตร a เป็นค่าคงที่ โดยที่ do และ 25 คือ ระยะทาง ระหว่างแหล่งก�ำเนิดถึงจุดวัดเสียงอ้างอิง มี หน่วยเป็นเมตรd คือระยะทางระหว่างแหล่ง ก�ำเนิดถึงจุดวัดเสียงที่สนใจ รูปที่ 3 ที่ระยะ r1 พลังงานเสียงกระจายอยู่ในพื้นที่ a ที่ระยะ r2 พลังงานเสียงแพร่กระจายอยู่ ในพื้นที่ 4a ทำ�ให้ความเข้มเสียงมีค่าลดลง 2. Ag ค่าการดูดกลืน เนื่องจาก ค่า สัมประสิทธ์การดูดกลืนของพื้นที่ที่เสียงเดิน ทางผ่าน(Groundeffect)มีค่าขึ้นอยู่กับระยะ ทางระหว่างแหล่งก�ำเนิดถึงจุดรับเสียงและ ความสูงของจุดรับเสียง แต่ในบางแบบ จ�ำลองฯ รวมเอาผลจากสภาพพื้นผิวเข้ามา ไว้ในแบบจ�ำลองด้วย เช่น พื้นคอนกรีตมี สัมประสิทธิ์การดูดกลืนน้อยกว่าพื้นสนามหญ้า เป็นต้น ดังตัวอย่างสมการที่(6)แสดงสมการ ค่าการดูดกลืนเสียงของพื้นที่ ใช้ในแบบ จ�ำลองของสหราชอาณาจักร โดย d คือ ระยะห่างจากรางรถไฟ หน่วยเป็นเมตร h คือ ความสูงของจุดรับเสียงจากพื้น หน่วย เป็นเมตร ….สมการที่ (6)Ag = - d 130 h ….สมการที่ (7)Aair = - ad 1000 h แหล่งกำ�เนิดถึงจุดรับเสียงและความสูงของจุด รับเสียงแต่ในบางแบบจำ�ลองฯ รวมเอาผลจาก สภาพพื้นผิวเข้ามาไว้ในแบบจำ�ลองด้วย
  • 18. เรื่องเด่นประจ�ำฉบับเรื่องเด่นประจ�ำฉบับ 16 Green Research No.24 September 2013 การคำ�นวณหาระยะห่างระหว่างรางรถไฟกับจุดรับเสียงหรือการ คำ�นวณหาความสูงกำ�แพงกั้นเสียงที่เหมาะสมในการลดระดับ เสียงจากรถไฟ 5. Ar ค่าแก้เนื่องจากการสะท้อน (Reflection) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก คือ มุม ระหว่างแหล่งก�ำเนิดและจุดรับเสียง และ ขนาดของตัวสะท้อน 6. Am ค่าแก้เนื่องจากสภาพ อากาศ (Meteorological correction) ขึ้นกับ ปัจจัยต่างๆ ทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ความเร็ว ลม อุณหภูมิ เป็นต้น นอกจากนี้ ในตัวแบบจ�ำลองฯ อาจ เพิ่มเติมเทอมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยแวดล้อม อื่นๆ อีกเช่น ต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ริมราง รถไฟ เป็นต้น และจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าว มาจะเห็นได้ว่า แบบจ�ำลองฯ ที่เหมาะกับ พื้นที่หนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกพื้นที่หนึ่งก็ได้ ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาแบบจ�ำลองฯที่ เหมาะสมกับพื้นที่โดยเฉพาะ รวมทั้งมีการ ตรวจสอบและปรับปรุงแบบจ�ำลองก่อนใช้งาน บทบาทของแบบจ�ำลองทางคณิตศาสตร์ส�ำหรับคาดการณ์ระดับเสียง ในการแก้ไข ปัญหาเสียงจากรถไฟ เราสามารถแบ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาของแบบจ�ำลองคาดการณ์ระดับเสียงฯตาม กระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาด้านเสียงทั้ง 3 องค์ประกอบได้ดังนี้ 1. บทบาทในการควบคุมเสียงที่แหล่งก�ำเนิด (source path) เช่น การค�ำนวณหา อัตราเร็วที่เหมาะสมของรถไฟที่ท�ำให้ระดับเสียงไม่เกินระดับที่เหมาะสม 2. บทบาทในการควบคุมเสียงที่ทางผ่าน(propagationpath)เช่นการค�ำนวณหาระยะ ห่างระหว่างรางรถไฟกับจุดรับเสียง หรือ การค�ำนวณหาความสูงก�ำแพงกั้นเสียงที่ เหมาะสมในการลดระดับเสียงจากรถไฟ 3. บทบาทในการควบคุมเสียงที่ผู้รับเสียง (receiver path) ในการออกแบบอาคาร เพื่อลดผลกระทบด้านเสียงจ�ำเป็นต้องทราบข้อมูลระดับเสียง ณ บริเวณอาคาร ซึ่งในบาง กรณีข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัดจริงไม่เพียงพอ จึงจ�ำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการ ค�ำนวณจากแบบจ�ำลองทางคณิตศาสตร์ช่วยในการออกแบบ เป็นต้น เอกสารอ้างอิง Cowan, James P. (1994). Handbook of Environmental Acoustics. ISO 9613-2 : 1996-Acoustic-Attenuation of Sound During Propagation Outdoor. István L vér and Leo L. Baranek. (2005). Noise and Vibration Control Engineering. Thompson, David. (2008). Railway Noise and Vibration Mechanisms, Modelling and Means of Control. Van Leeuwen, Hans J.A. Railway Noise Prediction Models a Comparision. http://www.railway.co.th http://www.railway-technical.com http://www.rtri.or.jp 4. Ab ค่าแก้เนื่องจากสิ่งกีดขวาง (Screening) เมื่อเสียงเดินทางมาประทะกับ สิ่งกีดขวางซึ่งอาจจะเป็นก�ำแพงกั้นเสียงเนิน ดินฯลฯจะเกิดการสูญเสียพลังงานเนื่องจาก การเลี้ยวเบน โดยขนาดระดับเสียงระดับที่ ลดลงขึ้นอยู่กับความยาวและความสูงของสิ่ง กีดขวาง รวมทั้งความถี่ของเสียงดังตัวอย่าง สมการที่ (8) สมการค่าแก้เนื่องจากสิ่ง กีดขวางที่ใช้ในยุโรปบางประเทศ ….สมการที่ (8) โดยที่ คือค่า Fresnel number แนะนำ�โดย Makeawa 1 20 N+3 Adiv = - 10 log
  • 19. ติดตามเฝ้าระวัง No.24 September 2013 Green Research 17 แฟรดาซ์ มาเหล็ม* และพีรพงษ์ สุนทรเดชะ* โครงการวางระบบโครงข่ายตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยในไอสารในดิน (soilgas monitoring system) โดยขุด เจาะชั้นดินโดยเครื่องขุดเจาะแบบต่อเนื่อง (Geoprobe) และติดตั้งระบบ และทดสอบประสิทธิภาพในการบำ�บัด สารอินทรีย์ระเหยในดิน โดยระบบ Soil Vapor Extraction (SVE) เคลื่อนที่ การปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยในชั้นดินและชั้นน�้ำใต้ดินที่ก่อให้เกิด ความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่(healthrisk)จ�ำเป็นต้องมีการ บ�ำบัดฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว หรืออย่างน้อย ต้องฟื้นฟูให้อยู่ใน ระดับที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในการบ�ำบัดฟื้นฟูนั้นมีหลาย เทคนิคการเลือกใช้เทคโนโลยีในการบ�ำบัดฟื้นฟูนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปนเปื้อนและสภาวะแวดล้อมที่เกิดการปนเปื้อน ในบางครั้งอาจมีการใช้ มากกว่าหนึ่งเทคโนโลยีร่วมกัน ซึ่งเทคนิค SVE มักถูกน�ำมาใช้ก�ำจัดสาร อินทรีย์ระเหยที่ปนเปื้อนในชั้นดินไม่อิ่มน�้้ำ ซึ่งอยู่ในระดับความลึกไม่มาก เทคนิคนี้ส่วนใหญ่น�ำมาใช้กับพื้นที่ปนเปื้อนที่ทราบแหล่งก�ำเนิด (source zone) หรือต�ำแหน่งปนเปื้อนความเข้มข้นสูง (hot spot) ที่แน่นอน โดยจะ ท�ำการอัดอากาศอุณหภูมิปกติหรืออากาศร้อนลงไปในชั้นดิน แล้วสูบ อากาศดังกล่าวที่มีไอของสารอินทรีย์ระเหยกลับขึ้นมาบ�ำบัดซึ่งอาจบ�ำบัด โดยใช้การเผา(incineration)หรือควบแน่นแล้วเก็บใส่ถังบรรจุดังแสดงใน รูปที่ 1 กลไกการเคลื่อนที่ของแก๊สในดินในขณะที่ท�ำการบ�ำบัดโดยเทคนิค SoilVaporExtraction(SVE)ค่อนข้างซับซ้อนซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเคลื่อน ตัวของsoilgasในดินประกอบด้วยสองกระบวนการได้แก่กระบวนการพา (advection)และกระบวนการแพร่(diffusion)กระบวนการพาเป็นกระบวน การเคลื่อนที่ของไอ VOCs ไหลผ่านชั้นดิน โดยอาศัยกลไกที่ไหลตามกัน และมีทิศทางไปทิศทางหนึ่ง ซึ่งในชั้นดินต้องเป็นแบบไม่อิ่มน�้ำ และมีการ ยอมให้ไอของVOCsไหลผ่านได้ง่ายเป็นทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนตาม ทิศทางการลดลงของความดัน(pressuregradient)เสมือนหนึ่งว่าไอของ VOCs ไหลผ่านช่องอุโมงค์ขึ้นมายังผิวดิน ส่วนกระบวนการแพร่นั้นเป็น รูปที่ 1 หลักการบ�ำบัดฟื้นฟูชั้นดิน/น�้ำใต้ดินด้วยเทคนิค SVE (Suthersan, 1997) *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม เทคนิค SVE มักถูกน�ำมาใช้ก�ำจัดสารอินทรีย์ระเหยที่ ปนเปื้อนในชั้นดินไม่อิ่มน�้้ำ ซึ่งอยู่ในระดับความลึกไม่มาก เทคนิคนี้ส่วนใหญ่น�ำมาใช้กับพื้นที่ปนเปื้อนที่ทราบแหล่ง ก�ำเนิด (source zone) หรือต�ำแหน่งปนเปื้อนความเข้ม ข้นสูง (hot spot) ที่แน่นอน
  • 20. ติดตามเฝ้าระวัง 18 Green Research No.24 September 2013 การเคลื่อนที่ของไอ VOCs ไหลผ่านชั้นดิน โดยอาศัยกลไกการไหล กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณซึ่งอาศัยความแตกต่างของความเข้มข้น ของ VOCs ระหว่างจุดสองจุดใดๆ (concentration gradient) ตาม กฎของฟิกซ์ (Fick’s law) ซึ่งชั้นดินที่จะท�ำให้การเคลื่อนที่โดยการ แพร่จะเป็นดินที่มีเนื้อแน่นและมีการยอมให้ซึมผ่านได้น้อยและเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างกระบวนการพาและกระบวนการแพร่พบว่าโดย ทั่วไปประมาณร้อยละ40-60จะเคลื่อนที่โดยกระบวนการพาส่วนที่ เหลือจะเคลื่อนที่โดยกระบวนการแพร่ การตรวจพบการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยทั้งในดินและ ในน�้ำใต้ดินในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยองบ่งชี้ถึงความเป็น ไปได้ว่าการปนเปื้อนในชั้นดินท�ำให้เกิดการปนเปื้อนในชั้นน�้ำใต้ดิน เนื่องจากการชะสารอินทรีย์ระเหยจากดินสู่น�้ำใต้ดิน ดังนั้นการบ�ำบัด ฟื้นฟูน�้ำใต้ดินที่มีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยให้มีประสิทธิภาพนั้น จ�ำเป็นต้องมีการบ�ำบัดฟื้นฟูดินที่มีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหย ด้วย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้คัดเลือกพื้นที่ที่พบการ ปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยในดินเพื่อท�ำการติดตั้งระบบ Soil Vapor Extraction(SVE) พร้อมการวางระบบโครงข่ายตรวจสอบสารอินทรีย์ ระเหยในไอสารในดิน(soilgasmonitoringsystem)ในการทดสอบ ประสิทธิภาพของระบบ SVE ในการบ�ำบัดสารอินทรีย์ระเหยในดิน โครงการนี้ด�ำเนินการในพื้นที่ทดสอบที่มีการปนเปื้อนของสาร อินทรีย์ระเหยในดิน โดยด�ำเนินงานร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะที่ปรึกษา โครงการ ซึ่งการด�ำเนินงานได้มีการศึกษาหลายด้านส�ำหรับการ ออกแบบและติดตั้งระบบเช่นการศึกษาคุณสมบัติของดินการศึกษา คุณสมบัติของสารปนเปื้อนการศึกษาคุณสมบัติของสภาวะแวดล้อม จากข้อมูลการวิเคราะห์ดินทั้งหมดโดยเฉพาะข้อมูลการปนเปื้อน น�ำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าขอบเขตและศูนย์กลางการปนเปื้อน ซึ่งเป็น ข้อมูลส�ำคัญในการออกแบบต�ำแหน่งของหลุมในระบบโครงข่าย ตรวจสอบไอดินข้อมูลข้างต้นใช้ในการจัดท�ำแบบจ�ำลองคณิตศาสตร์ เพื่อจ�ำลองลักษณะและทิศทางการไหลของอากาศในดิน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการบ�ำบัดสารอินทรีย์ระเหยในดินโดยใช้ระบบ Soil Vapor Extraction (SVE) ในพื้นที่ทดสอบนี้ สามารถบ�ำบัดไอสาร อินทรีย์ระเหยที่อยู่ในดินมากกว่า90เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา6เดือน รายละเอียดแสดงดังรูปที่ 2-5 รูปที่ 4-5 การเปลี่ยนแปลงปริมาณ VOCs หลังจากเดินระบบ 4 และ 12 ชั่วโมง ตามลำ�ดับ รูปที่ 2 ระบบ Soil Vapor Extraction (SVE) เคลื่อนที่ รูปที่ 3 แผนภาพแสดงตำ�แหน่งโครงข่ายบ่อตรวจสอบไอดิน
  • 21. ก้าวหน้าพัฒนา บ้านดิน บ้านลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการก่อสร้าง บ้านที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจสีเขียว บ้านดินเก่าแก่ที่มีอายุราว 100 ปี พบทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ ยกตัวอย่างเช่น บ้านแบบเก่าของ ชาวลีซู และอาข่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจ ในการสร้างบ้านดินมากขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นว่า บ้านดินสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง และงบ ประมาณในการก่อสร้างไม่สูงมากนักและ ที่ส�ำคัญคือ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อธรรมชาติ1 ส�ำหรับอายุ การใช้งานของบ้านดินก็อาจมีอายุมากกว่า 100 ปี โดยบ้านดินเก่าแก่ที่มีอายุราว 100 ปี พบทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือยกตัวอย่าง เช่น บ้านแบบเก่าของชาวลีซู และอาข่า ซึ่ง เป็นบ้านที่มีส่วนผสมของดินในการก่อสร้าง บ้านดินของชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามา บ้านดินที่ก่อด้วยอิฐดินดิบแถบเมืองอุบล ราชธานีและศรีสะเกษ2 นอกจากนี้เนื่องจาก บ้านดินสร้างด้วยอิฐดินดิบซึ่งจะมีความหนา กว่าอิฐปกติและไม่ได้เผาท�ำให้เป็นฉนวนกัน ความร้อนที่ดีเยี่ยมบ้านดินจะมีอุณหภูมิ ภายในบ้าน 24-26 องศาเซลเซียสตลอดทั้ง ปี3 เป็นระดับอุณหภูมิที่เย็นสบายในการพัก อาศัยโดยไม่ต้องติดเครื่องปรับอากาศดังนั้น ในระยะหลังมานี้จึงมีผู้สนใจสร้างบ้านดิน มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความส�ำคัญต่อ การเลือกสร้างบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนใจในวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง ประโยชน์ที่ส�ำคัญที่ยังไม่ค่อยมีผู้พูดถึงคือ บ้านดินเป็นบ้านที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลก ร้อนได้ เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านที่ก่อสร้าง จากวัสดุอื่น โดยในประเทศนิวซีแลนด์มีการ แนะน�ำการค�ำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์จากการเลือกซื้อวัสดุสร้างบ้าน (carbon calculator for houses) โดยเชื่อว่า วิธีนี้จะสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงได้ ถึงประมาณ50ตันซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จ�ำนวน 50 ตันนี้เอง มีค่าเทียบเท่ากับก๊าซ คาร์บอนที่ปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์ตลอด วงจรชีวิตที่รถยนต์คันหนึ่งสามารถใช้งานได้ หรือมีค่าเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการบินซึ่งเทียบระยะทางการบินได้เป็น ระยะประมาณ 500,000 ไมล์ No.24 September 2013 Green Research 19 ธงชัย สีฟ้า* *นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 22. ก้าวหน้าพัฒนา สำ�หรับบ้านดินในประเทศไทยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นการสร้างด้วยเทคนิคอิฐดินดิบ (Adobe)6 เนื่องจากสามารถสร้างได้เร็ว และยังมีการศึกษาถึงวิธีเพิ่มประสิทธิภาพ ของบ้านดิน โดยศึกษาการประยุกต์ใช้ วัตถุดิบทางธรรมชาติในการเพิ่มประสิทธิภาพ ของก้อนอิฐดินดิบเพื่อใช้ในการก่อสร้าง บ้านดิน โดยผลการทดสอบ พบว่า แกลบ และขุยมะพร้าวสามารถเพิ่มกำ�ลังรับ แรงอัด และลดการหดตัวของก้อนอิฐดินดิบ แต่ในส่วนผสมที่มีแกลบแทนที่เกินกว่า ร้อยละ3นั้นส่งผลให้กำ�ลังรับแรงอัดมีค่าลด ลงและการอบก้อนอิฐในตู้อบทำ�ให้ค่ากำ�ลัง รับแรงอัดเพิ่มขึ้น1 ความประหยัดซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่มาจาก ความเรียบง่าย สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ผู้จัดการระบบโปรแกรมการคิด ค�ำนวณ Mr. Geoff Henley ได้บอกว่าการ ค�ำนวณมีขั้นตอนธรรมดา แต่สามารถแสดง ให้เห็นได้ว่าจากการเลือกวัสดุแต่ละชนิดจะมี ผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เนื่องจากงานก่อ สร้างมีหลายแบบ โดยวิธีการค�ำนวณจะ แสดงให้เห็นถึงวัสดุที่เลือกใช้แต่ละชนิดว่า จะมีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากน้อย เพียงใด เช่น วัสดุจ�ำพวกไม้ ชนิด Pinus radiate สามารถดูดซึมก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1.7ตันในกรณีที่ในบ้านใช้แต่วัสดุจ�ำพวกไม้ Pinus radiate ส่วนวัสดุจ�ำพวกอลูมิเนียมจะ ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนประมาณ 9 ตัน ต่อ หนึ่งผลิตภัณฑ์ Mr. Geoff Henley เสริมว่า โปรแกรมการออกแบบนี้เองเหมาะส�ำหรับ ค�ำนวณบ้านแบบชั้นเดียวดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากผู้บริโภคเลือกใช้วัสดุจ�ำพวกไม้แทน อลูมิเนียมจะสามารถลดก๊าซคาร์บอนได้สูงถึง ประมาณ 20-25 ตันจากอากาศ โปรแกรมนี้ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่สามารถ เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม4 นอกจากนี้ บ้านดินยังมีประโยชน์ ในแง่ของการเป็น Carbon Banking ด้วย เนื่องจากบ้านดินสามารถลด Carbon emission จากการสร้างบ้านได้ โดยเฉพาะ ในปัจจุบันประเทศไทยถูกเพ่งเล็งว่า ปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นการก่อสร้างบ้านดินซึ่งวัตถุ สร้างบ้านส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ เช่น ดิน แกลบ และฟางข้าว จึงมีความสามารถ ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ดีกว่า การสร้างบ้านด้วยวัสดุสร้างบ้านอื่นๆ ซึ่ง กรอบแนวความคิด สามารถสรุปได้ ดังภาพต่อไปนี้ ในทวีปอเมริกาได้ค�ำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกัน โดยในการสร้างบ้านมีการน�ำ มัดฟางมาแทนอิฐบล็อกส�ำหรับก่อสร้างบ้าน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยน�ำฟางอัด เข้าไปในโครงไม้ของบ้านจนเต็ม เกิดเป็น ผนังหนา60เซนติเมตรเมื่อฉาบด้วยปูนแล้ว ฟางจะเป็นฉนวน มีประสิทธิภาพในการ ประหยัดพลังงานมากกว่าวัสดุก่อสร้างที่นิยม ทั่วไปราวสองถึงสามเท่า5 บานดิน ใชวัสดุจากธรรมชาติ เชน ดิน แกลบ ฟางขาว ซึ่งไมตองผานกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ชวยลดการเกิด CO2 จากการสรางบาน บานประเภทอื่นๆ ใชวัสดุที่ตองผานกระบวนการผลิตทางอุตสหกรรม เชน อลูมิเนียม เหล็ก กระเบื้อง สงผลใหเกิด CO2 จากการสรางบานสูง คำนวณเปร�ยบเทียบระหวาง ปร�มาณการใชคารบอน ในวัสดุกอสรางบานดิน และบานประเภทอื่นๆ - บานดินลดโลกรอน - CO2 ตอตารางเมตร - Carbon Banking - สงเสร�มการปลูกบานดิน 20 Green Research No.24 September 2013
  • 23. เอกสารอ้างอิง 1 จตุพร ตั้งศิริสกุล (2550) การประยุกต์ใช้วัตถุดิบ ทางธรรมชาติในการเพิ่มประสิทธิภาพ ของก้อนอิฐดินดิบเพื่อใช้ในการก่อสร้าง บ้านดิน. วิทยานิพนธ์หลักสูตรสถาปัตยกรรม ศาสตร์มหาบัณฑิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมืองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2 อภิชาตไสวดี(ม.ป.ป.).ก่อนนั้น...บ้านดิน[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http : www.b aandin.org 3 พัชนิจเนาวพันธ์(2553).การลดต้นทุนการก่อสร้าง และการสร้างธุรกิจรีสอร์ทแนวใหม่ด้วย “บ้านดิน” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http:// www.baandinthai.com/index2. php?option=com_content&do_ pdf=1&id=114 4 Henley,Geoff. (อ้างถึงในwww.tgo.or.th).Carbon calculator for houses. 5 รอธส์ไซลด์, เดวิด เดอ. (2551). คู่มือใช้ชีวิตในยุค โลกร้อน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ 6 นิทรรศการบ้านดิน (ม.ป.ป.) เข้าถึงได้จาก : http : www.baandin.org 7 ดัมพ์ ผดุงวิเชียร. (2545). การศึกษาบ้านดินตาม แนวทางสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน กรณีศึกษา บ้านดินหมู่บ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญา สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาวิจัย สภาพแวดล้อมภายในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง. บ้านดิน ณ ศูนย์การเรียนรู้ พันพรรณ อ�ำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ การสร้างบ้านดิน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาบ้านดินตามแนวทางสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนกรณีศึกษาบ้านดินหมู่บ้านศรีฐานต.ศรีฐานอ.ป่าติ้วจ.ยโสธร โดยผลการศึกษาพบว่าบ้านดินไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยบ้านดินที่หมู่บ้านศรีฐานเกิดขึ้นจากความคิดที่จะฟื้นฟูวิธีชีวิตดั้งเดิม หลังจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบพอเพียงและพึ่งพาอาศัยกัน บ้านดินจึงเกิดขึ้นในฐานะตัวแทนทาง สถาปัตยกรรมตามแนวความคิดแบบพอเพียงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านดินมุ่งเน้นที่จะตอบสนองการใช้สอยแบบตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมในการใช้งานปัจจัยแวดล้อมที่เด่นชัดของบ้านดินในการเป็นสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน คือ ความสอดคล้อง กับแนวความคิดในการพึ่งพาตนเองและพึ่งกันเองของชุมชนความยั่งยืนของอายุการใช้งานของบ้านดินและธรรมชาติความประหยัดซึ่งก่อ ให้เกิดภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่มาจากความเรียบง่าย สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่ทำ�ให้บ้านดินเกิดภาวะความสบายใน การอาศัยบ้านดินจึงมีความสอดคล้องกับวิถีีชีวิตที่พึ่งพาและพออยู่พอกินของชาวบ้านรวมถึงความสอดคล้องในองค์รวมของงาน สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน7 No.24 September 2013 Green Research 21
  • 24. ก้าวหน้าพัฒนา สินค้าที่เป็น Eco label ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่? การค้าในโลกปัจจุบันมีการแข่งขัน ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการตกลงในเรื่อง การค้าเสรี ท�ำให้ก�ำแพงภาษีที่เคยเป็นตัว กีดกันทางการค้าหายไปการผลิตที่ต้องค�ำนึง ถึงการแข่งขันดังกล่าว จึงต้องการเพิ่ม คุณภาพสินค้าและสร้างการยอมรับของการ บริโภคมากขึ้นกว่าเดิม แม้กระทั่งสินค้า แบรนด์เนมที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิด ความนิยมใหม่ๆ ในลักษณะการค้าของโลก ยุคใหม่นี้ พบว่าเกิดประเด็นปัญหา ขึ้นมา 5 ประการ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาของ สหภาพยุโรป มองการแข่งขันทางการค้า ยุคใหม่ ดังนี้ 1. การท�ำลายดุลธรรมชาติ เป็นผล จากการเปลี่ยนแปลงการผลิตใน ระบบข้ามชาติที่ทรัพยากรธรรมชาติ ถูกถลุงโดยระบบการลงทุนของบริษัท ใหญ่จากต่างประเทศที่มีทุนหนาเช่น การใช้ทรัพยากรพลังงาน ทรัพยากร แร่ธาตุ เป็นต้น ซึ่งจากการแข่งขัน ทางการค้าที่เน้นการผลิตให้ได้ผลผลิต มากๆ จนละเลยผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ถูกท�ำลาย เกิดภาวะมลพิษจากของ เสียอุตสาหกรรมการขนส่ง ภาวะ ขยะพิษ โลกร้อน ตลอดจนคุณภาพ ชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบ จากพิษของมลภาวะต่างๆจนธรรมชาติ เสียสมดุลและยากแก่การเยียวยา กลับคืน 2. ช่องว่างระหว่างความร�่ำรวยกับ ความยากจนเกิดจากการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมภายใต้กฎกติกา การค้าใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ทุนข้าม ชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรและลงทุนใน การผลิตอย่างเสรี ท�ำให้มีผลก�ำไร ค่อนข้างสูงมากจนมีช่องว่างระหว่าง รายได้ของนักลงทุนกับประชาชนใน ท้องถิ่นอย่างมากพบว่าในโลกการค้า ยุคใหม่จะมีรายได้รวมของประชาชน ทั้งโลก83%ตกอยู่ในมือของนายทุน คนรวยสุด 20% ประชาชนในระดับ ล่างมีรายได้เพียง 1.4% (ที่มา: จากผลส�ำรวจรายได้ประชากรโลก: Word Bank Report 2012) 22 Green Research No.24 September 2013 รัฐ เรืองโชติวิทย์* *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • 25. การผลิตที่ต้องคำ�นึงถึงการแข่งขัน จึงต้องการเพิ่มคุณภาพ สินค้า 3. เกิดระบบการพึ่งพาจากภายนอก มากขึ้น จากหนังสือ world system theory,ของอิมมานูเอล วอเรนสเตน ได้แยกกลุ่มประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแกนกลางระบบทุน กลุ่ม กึ่งทุนนิยมและกลุ่มประเทศชายขอบ เช่น เอเชีย แอฟริกา ที่จ�ำเป็นต้อง พึ่งพาการค้าและการลงทุนจากกลุ่ม ประเทศแกนกลางระบบทุน โดยกลุ่ม ประเทศที่อยู่ชายขอบ มีการพึ่งพา การป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกใน ราคาถูกคุณภาพต�่ำเช่นสินค้าเลียน แบบที่มีการปนเปื้อนสารเคมีหรือใช้ สารพิษในการผลิตซึ่งเป็นอันตรายต่อ ผู้บริโภคของเล่นที่มีคุณภาพต�่ำ 4. การเกิดการสร้างวัฒนธรรมบริโภค นิยมใหม่ มีการวัดความมั่งคั่งทาง เศรษฐกิจ ด้วยการสร้างความ เติบโตการบริโภค สร้างความเชื่อ การบริโภคนิยมตอบสนองต่อความสุข ของผู้คนในสังคม โดยไม่ค�ำนึง ถึงความจ�ำเป็นขั้นพื้นฐาน หรือการ บริโภคสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพ และที่ส�ำคัญ คือ การไม่ได้ค�ำนวณ ถึงต้นทุนจากการบริโภคเกินตัว เช่น การลงทุนโฆษณาเกินจริงใน สินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มอาหารและ เครื่องดี่มที่เป็นอาหารขยะ ที่มีผล ต่อสุขภาพประชาชน ในบาง ประเทศใช้นโยบายประชานิยม เน้น การซื้อสินค้าราคาถูกหรือแจกแถม สินค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้มาก ขึ้นก่อให้เกิดภาวะหนี้สินโดยไม่ จ�ำเป็น 5. การตอบโจทย์ความต้องการความสุข จากการบริโภคนิยม เพื่อตอบ คำ�ถามของความต้องการหารายได้ ให้มากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ความสุขจากการบริโภคสินค้าและ บริการ ที่ทำ�ให้ภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จากการซื้อสินค้าเงินผ่อน บริการการ ใช้บัตรเครดิตหรือการใช้นโยบายลด ราคาสินค้าเพื่อจูงใจในการซื้อสินค้า ราคาแพงเช่นการซื้อบ้านรถราคาถูก แต่เกิดภาวะหนี้สินในชนชั้นกลางของ บางประเทศที่ใกล้จะล้มละลาย จากที่กล่าวมาแล้วทั้ง 5 ประเด็น คงจะเป็นประเด็นที่ต้องนำ�มาพิจารณา ในแต่ละประเทศที่อยู่ชายขอบ ต้องปรับ นโยบายที่ตอบสนองต่อการค้ายุคใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อแรก คือ การทำ�ลาย ดุลธรรมชาติ ที่มีผลต่อทรัพยากรและสภาพ แวดล้อมของประเทศชายขอบ เช่น กลุ่ม เอเชีย ละตินอเมริกา หรือแอฟริกา ต้อง ปรับตัวอย่างมาก และเพื่อการดำ�รงอยู่ ของทรัพยากรที่มีจำ�กัด และการลดผล กระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชนทาง หนึ่งคือการจำ�กัดการเติบโตของระบบ ทุนข้ามชาติที่ก่อให้เกิดมลพิษที่มีการย้าย ฐานผลิตมาลงทุนในประเทศกลุ่มที่ 3 ด้วย มาตรฐานต่างๆ เท่าที่จะทำ�ได้ ทางหนึ่งคือ การกำ�หนดมาตรฐาน การผลิตสินค้า Eco label หมายถึง สินค้าที่ได้การรับรองหรือ ประกาศตนเองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ตอบโจทย์ทั้ง 5 ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้ง ด้านการตลาดจนถึงการผลิตที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ No.24 September 2013 Green Research 23
  • 26. ก้าวหน้าพัฒนา 1. เป็นการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม และไม่เกิดเป็นภาระในการทดแทน ทรัพยากรธรรมชาติการฟื้นฟูที่ เหมาะสมหรือเรียกว่ามีขีดจำ�กัดการ รองรับการใช้ทรัพยากร (Carrying Capacity) มีการควบคุมการลงทุน ที่ก่อให้เกิดมลพิษและการรับผิดชอบ ต่อมลพิษที่เกิดจากการผลิตอย่าง จริงจังในส่วนของระบบพึ่งพา ทรัพยากรจากภายนอกต้องมีระบบ การจัดสรรอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะ ทรัพยากรพลังงานที่นับวันจะหมดไป โดยไม่อาจทดแทน จำ�เป็นต้องหา แหล่งพลังงานหมุนเวียนใอุตสาหกรรม การผลิต หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อทดแทนพลังงานที่หมดไป 2. เป็นการพัฒนาที่มีแผนที่เหมาะสม และสร้างจิตสำ�นึกในการรับผิดชอบ ต่อสังคมต่อชุมชนและโลกใบนี้อย่าง จริงจัง ผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ต้องคำ�นึงถึงผลกระทบย้อนกลับสู่การ ผลิตที่ไปลงทุนในที่ต่างๆของโลกเช่น กระแสการต่อต้านการสร้างโรงงาน มลพิษสูง การใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติ ในทะเลที่มีผลกระทบต่อชุมชนใน ประเทศนั้นๆ อย่างมีวินัยและรับผิดชอบ แม้จะมีกติกาของการค้าเสรีเป็นตัว หนุนก็ตาม การประกอบการที่มี จิตสำ�นึกที่ดีต่อการรับผิดชอบต่อ สิ่งแวดล้อมสุขภาพของชุมชนย่อมจะ เป็นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นมิตร ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมโลกซึ่งอาจ หมายถึงกำ�ไรจากการผลิตที่อาจ ลดน้อยลงแต่สร้างความยั่งยืนใน การผลิต ให้กับโลกใบนี้ มากกว่าการ ทำ�ลายโดยไมยั้งคิด ลดการโฆษณา เพื่อการบริโภคนิยมสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่มีพิษต่อประชาชนในประเทศ ชายขอบ เช่น ที่บางประเทศที่กำ�ลัง เอกสารอ้างอิง รัฐเรืองโชติวิทย์ ทุนนิยมกับสิ่งแวดล้อมเอกสาร ประกอบการสอนนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย อลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์,ปทุมธานี 2555 เอกสารWorldBankReportWorldBank,2012 ประสบปัญหามลพิษอย่างรุนแรงใน ขณะนี้ ที่เน้นนโยบายประชานิยมใน การบริโภคมากเกินความจำ�เป็น 3. ควรให้ความรู้แก่ประชาชนใน การเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับวิถีชีวิตให้บริโภคอย่างพอเพียงตาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและรักษาสภาพ แวดล้อมให้ยั่งยืน สินค้าที่เป็นEcolabelจะอยู่หรือจะไป ขึ้นกับการตอบรับของกระแสของสังคมที่เริ่ม มองปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภค ทรัพยากร การรับผิดชอบต่อสังคม และทุก คนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถึงแม้จะไม่ เป็นที่นิยมในขณะนี้ด้วยการผลิตที่ต้นทุนอาจ สูงกว่า แต่ในอนาคตน่าจะเป็นคำ�ตอบที่ดี สำ�หรับผู้บริโภคและประชาชนที่ต้องช่วยกัน รักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 24 Green Research No.24 September 2013
  • 27. พึ่งพาธรรมชาติ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน/เมือง (ทสม.) คือ บุคคลในท้องถิ่น หรือหมู่บ้าน หรือชุมชนที่ได้สมัครใจเป็นอาสาสมัคร โดยมีบทบาทส�ำคัญ ในฐานะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบบบูรณาการ การเฝ้าระวังปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมี กระบวนการสร้างจิตส�ำนึกในการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับ ประชาชนและกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความเป็นเจ้าของให้เกิดความรู้สึก หวงแหน ซึ่งจะน�ำไปสู่การดูแลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ตนให้คงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืน ทสม. เป็นยุทธศาสตร์ที่ส�ำคัญที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นรูปแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมในลักษณะการเป็นตัวแทนชุมชน เป็นผู้น�ำและเป็นผู้ ประสานงานระหว่างประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและได้รับ ผลประโยชน์ร่วมกันในลักษณะการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ และมีการเชื่อมโยง เป็นเครือข่ายทสม.จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนใน สังคมเชื่อมโยงการท�ำงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่าง ระดับนโยบายและระดับชุมชน อันจะน�ำไปสู่การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยมีปรัชญาพื้นฐานในการด�ำเนินการดังนี้ 1. การด�ำเนินการที่อยู่บนพื้นฐานความต้องการของชุมชน 2. ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกขั้นตอน 3. ชุมชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ 4. เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของชุมชน 5. ยึดหลักธรรมาภิบาลในการด�ำเนินงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของอาสาสมัครพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการ สถาบันฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม No.24 September 2013 Green Research 25 บุษบา อบอาย*
  • 28. พึ่งพาธรรมชาติ ภาพที่ 1 แสดงการเชื่อมโยงแนวคิด ด้านเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจ / สังคม /สิ่งแวดลอม /วัฒนธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางสายกลาง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุมกัน ในตัวที่ดี ความรู รอบรู รอบคอบ ระมัดระวัง คุณธรรม ซื่อสัตยสุจริต ขยันอดทน สติปญญา แบงปน นำไปสู สมดุล /พรอมรับตอการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาขีดความสามารถ ของ ทสม. ส�ำนักอาสาสมัครและเครือข่าย (สอข.) และสถาบันฝึกอบรมและ ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม(สอท.)กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงก�ำหนดให้มีการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ภายใต้โครงการพัฒนา ศักยภาพอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในปีงบประมาณ 2556 ครอบคลุม ทสม. ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้จ�ำนวน 8 รุ่น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิก ทสม. ที่เป็นคณะ กรรมการเครือข่ายทสม.ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านระดับต�ำบลระดับอ�ำเภอระดับ จังหวัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากส�ำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัด(ทสจ.)เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรให้เกิดความเข้มแข็งเกิด กระบวนการเรียนรู้และการพึ่งพาตนเองของชุมชนในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในท้องถิ่นของตนเองเป็นการ เชื่อมโยงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากระดับ ชุมชนไปสู่ระดับนโยบายของประเทศ และเป็นการเชื่อมโยงกับแนวคิดด้าน เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีพระ ราชด�ำรัสไว้ ส่งผลให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาชีพเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเอง และสามารถ ยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ได้โดยการด�ำเนินชีวิตในแบบเรียบง่ายภายใต้ กระแสโลกาภิวัฒน์ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นแสดงดังภาพที่1 การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทสม. ในหลักสูตร การพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้าน(ทสม.)ขณะนี้ได้ดำ�เนินการเสร็จสิ้นแล้วมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น615คนจาก76จังหวัดโดยมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่1 รุ่นที่ จัดระหว่างวันที่ จำ�นวนผู้เข้ารับการ ฝึกอบรม(คน) รุ่นที่1จัดฝึกอบรมให้กับทสม.ในพื้นที่ภาคเหนือ 29-30มกราคม2556 54 รุ่นที่ 2 จัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ในพื้นที่ภาคเหนือ 31 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2556 42 รุ่นที่ 3 จัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26 - 27 มีนาคม 2556 98 รุ่นที่ 4 จัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 28 - 29 มีนาคม 2556 85 รุ่นที่ 5 จัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก 20 - 21 พฤษภาคม 2556 106 รุ่นที่ 6 จัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก 22 - 23 พฤษภาคม 2556 92 รุ่นที่7จัดฝึกอบรมให้กับทสม. ในพื้นที่ภาคใต้ 11-12มิถุนายน 2556 66 รุ่นที่8จัดฝึกอบรมให้กับทสม. ในพื้นที่ภาคใต้ 13-14มิถุนายน 2556 72 รวม มกราคม - มิถุนายน 2556 615 คน ตารางที่ 1 สรุปผลการจัดฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาเครือข่าย ทสม.ประจำ�ปีงบประมาณ 2556 *ทั้ง 8 รุ่น จัด ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท จ. นครนายก 26 Green Research No.24 September 2013
  • 29. เอกสารอ้างอิง การประชุมอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ระดับชาติ ครั้งที่ 3 ปี 2547 กรุงเทพฯ : ส.ไพบูลย์การพิมพ์ คนหลังเลนส์ (2556) “พอเพียงเยี่ยงพ่อ” สหกรณ์ป่าไม้. 2556(156), 2. จากการประเมินผลเบื้องต้นของ โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ประจ�ำปี 2556 โดยผู้จัดการฝึกอบรมของ สอข.และสอท.พบว่าการจัดฝึกอบรมให้กับ ทสม. ประสบผลส�ำเร็จด้วยดี ทั้งในด้านการ บริหารจัดการ โดยมีความพึงพอใจของผู้เข้ารับ การฝึกอบรมคิดเป็น85%และด้านวิชาการ โดยมีความรู้ความเข้าใจของผู้เข้ารับการฝึก อบรมเพิ่มขึ้น คิดเป็น 85%ในภาพรวมของ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่พึงพอใจต่อ การฝึกอบรมทั้ง 8 รุ่นเนื่องจากได้เรียนรู้ถึง หลักการเรียนรู้ร่วมกันทั้ง 3 ส. ได้แก่ สาระ ส่วนร่วม และสนุกสนาน เรียนรู้หลักการ ท�ำงานเชิงระบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) วินิจฉัย และวิเคราะห์ประเด็นทางสิ่งแวดล้อม 2) ก�ำหนดยุทธศาสตร์ของแผนงานโครงการ 3) การสื่อสารสร้างการยอมรับ 4) น�ำแผนไป สู่การปฏิบัติ 5) ติดตามประเมินผลและ ปรับปรุงแก้ไข และน�ำไปสู่เทคนิคการเขียน โครงการด้านสิ่งแวดล้อม จากการวิเคราะห์ จากปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง โดยภาพรวมการปฏิบัติงานด้านการดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ ทสม. ในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบจะประสบ ผลส�ำเร็จได้ ต้องอาศัยการร่วมคิด ร่วมท�ำ และร่วมตรวจสอบจากทุกคนในชุมชนให้ สามารถขับเคลื่อนงาน ด้านการดูแลรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งทสม.ส่วนใหญ่ที่เข้ารับการ ฝึกอบรมมีความต้องการให้มีการศึกษา ดูงานในพื้นที่ที่ประสบความส�ำเร็จด้าน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเพื่อน�ำความรู้ที่ได้รับจากการ ศึกษาดูงานไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ในท้องถิ่นของตนเองได้ ส�ำหรับผู้จัดการ ฝึกอบรมเห็นว่าโครงการนี้เป็นการบูรณาการ ร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ภายในกรม ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้แก่สอท.และ สอข. ได้เรียนรู้วิธีการท�ำงานร่วมกัน เกิด ความผูกพันและความสามัคคีระหว่างเจ้า หน้าที่ภายในหน่วยงานร่วมจัด รวมทั้งได้ เรียนรู้เทคนิควิธีการท�ำงานร่วมกับวิทยากร จากสถาบันการศึกษาในบทบาทของการเป็น วิทยากรที่ดีทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้จัดการ ฝึกอบรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะน�ำประสบการณ์ ที่ได้รับจากการร่วมจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ไป ประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ต่อไป No.24 September 2013 Green Research 27
  • 30. พึ่งพาธรรมชาติ ที่มาของแผนปฏิบัติการฯ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 เห็นชอบมาตรการเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ (ตอนบน) ได้แก่ 1) แพร่ 2) น่าน 3) พะเยา 4) เชียงราย 5) ล�ำพูน 6) แม่ฮ่องสอน 7)เชียงใหม่ และ 8) ล�ำปาง ในพื้นที่ 8 จังหวัดนี้ ต้องประสบกับปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะปัญหาหมอกควันใน ขั้นรุนแรงนอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากหน่วยควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและ พันธุ์พืชในปี 2550 พบว่า มีการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือ จ�ำนวน 54,469 ไร่ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ จ�ำนวน 37,929 ไร่ ภาคกลาง จ�ำนวน 18,704 ไร่ และภาคใต้ จ�ำนวน 3,838.5 ไร่ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเผาป่า และเผาวัสดุอื่นในชุมชน การเผาในพื้นที่เกษตร การเผา วัชพืชริมทางขยะมูลฝอย และไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันฝุ่นละออง เถ้า เขม่าควัน ที่ระบาย ออกสู่บรรยากาศ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งก่อให้เกิดความร�ำคาญ บดบังทัศนวิสัยการจราจรทั้งทางบก ทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อ การท่องเที่ยว และระบบเศรษฐกิจโดยรวมน�ำมาซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ในเชิงบูรณาการ บทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดท�ำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการเผาในที่โล่งซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่22กรกฎาคม2546โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการน�ำนโยบาย และมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งไปใช้เป็นยุทธศาสตร์และแนวปฏิบัติในการป้องกันลด และแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า ตลอดจนการเตรียมความ พร้อมรองรับการด�ำเนินงานตามข้อตกลงอาเซียนเรื่อง มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนโดยมี ยุทธศาสตร์การด�ำเนินงาน 7 ด้านประกอบด้วย ทิศทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควัน และการเผาในที่โล่ง ปี 2555-2559 ภาพที่ 1-2 ไฟป่าที่ภาคเหนือ ภาพที่ 3 สภาพการจราจรภาคเหนือ 28 Green Research No.24 September 2013  สุภาพันธ์ สังข์คร* *นักวิชาการสิ่งแวดล้อมช�ำนาญการ สถาบันฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม
  • 31. 1. การรองรับข้อตกลงอาเซียน เรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน 2. การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ภาคการเกษตร 3. การจัดการขยะมูลฝอยชุมชน 4. การจัดการไฟป่า 5. การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน 6. การส่งเสริมประชาสัมพันธ์ 7. การใช้มาตรการด้านกฎหมาย บทบาทกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษในฐานะฝ่ายเลขานุการได้จัดท�ำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บท แห่งชาติ ว่าด้วยการควบคุมการเผาในที่โล่ง (พ.ศ.2547-2551) เพื่อใช้เป็นแนวทาง การด�ำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการน�ำยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทแห่งชาติ ไปใช้ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 7/2547 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 และได้มีการด�ำเนินการ ในรูปแบบของการจัดท�ำแผนปฏิบัติการแบบต่อเนื่องตามรอบปีงบประมาณซึ่งปัจจุบันอยู่ใน ช่วงของแผนปฏิบัติการ ปี 2555-2559 โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงาน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง มหาดไทย และยังมีอีกหลายหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งได้ด�ำเนินการตามมาตรการที่ก�ำหนดไว้ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ เรื่องมาตรการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ9จังหวัด(เดิม8จังหวัด)เพิ่มอีก1จังหวัด คือ จังหวัดตาก และนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรี (ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี) เป็นผู้รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันปี 2556 โดยมีการแต่งตั้ง นายมาโนชการพนักงานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อ�ำนวยการศูนย์อ�ำนวยการป้องกัน ไฟป่าและหมอกควัน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป โดยภารกิจที่กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานหลักและเป็นฝ่ายเลขานุการนั้น นับเป็นภารกิจที่ต้องด�ำเนินการทั้งทางรุกและ ประสานงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการเมื่อต้องด�ำเนินโครงการในพื้นที่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส�ำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ส�ำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยด�ำเนินการในรูปของ กลุ่มชุมชนคอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการเผา และเมื่อมีการเผาเกิดขึ้นจะด�ำเนินการอย่างไร มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อประกอบอาชีพเสริม และคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชน ในขณะเดียวกันในบางชุมชนก็มีผู้น�ำและ ทสม.ที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นชุมชนต้นแบบในการรักษาป่าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพที่ 5 ผู้บริหารของ ทส.ร่วมกันแถลงข่าว รณรงค์ลดการเผาในที่โล่ง ภาพที่ 4 การประชุมระดมความคิดเห็น จากหลายหน่วยงาน No.24 September 2013 Green Research 29
  • 32. พึ่งพาธรรมชาติ นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังได้มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศตามจุดที่มี ความร้อนและความเสี่ยงในการเกิดหมอกควันที่เกินมาตรฐาน และสามารถตรวจวัดด้วย เครื่องมือที่ทันสมัยและแจ้งข่าวสารให้ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนแจ้งเวียนไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปได้รับทราบด้วย ดังตัวอย่างสถานีตรวจวัดและ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในภาพที่ 6 จากรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ ในวันที่ 18 มีนาคม 2556 พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 40-185 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อ สุขภาพปริมาณฝุ่นละอองลดลงกว่าก่อนหน้านี้เกือบทุกสถานี แสดงค่าดังตารางที่ 1 ภาพที่ 6 สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ของกรมควบคุมมลพิษ สถานี PM10 AQI** คุณภาพอากาศ เชียงราย สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ.เมือง 115 97 ปานกลาง สนง.สาธารณสุขแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย 110 94 ปานกลาง เชียงใหม่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 97 86 ปานกลาง โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 107 92 ปานกลาง พระตำ�หนักภูพิงคราชนิเวศน์ (Mobile)*** 27 34 ดี ลำ�พูน สนามกีฬา อบจ. อ.เมือง จ.ลำ�พูน 90 81 ปานกลาง ลำ�ปาง สถานีอุตุนิยมวิทยาลำ�ปาง อ.เมือง จ.ลำ�ปาง 95 84 ปานกลาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านสบป้าด อ.แม่เมาะ 97 86 ปานกลาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านท่าสี อ.แม่เมาะ 112 95 ปานกลาง การประปาส่วนภูมิภาคแม่เมาะ อ.แม่เมาะ 69 68 ปานกลาง แม่ฮ่องสอน สนง. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ.เมือง 185 129 มีผลกระทบ ต่อสุขภาพ น่าน สำ�นักงานเทศบาลเมืองน่าน อ.เมือง จ.น่าน 119 99 ปานกลาง แพร่ สถานีอุตุนิยมวิทยาแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ 98 86 ปานกลาง พะเยา อุทยานการเรียนรู้กว๊านพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา 112 95 ปานกลาง ตาก สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่สอด อ.แม่สอด (Mobile) 40 50 ดี ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM10 และ AQI ในภาคเหนือ ณ เวลา 09.00 น วันที่ 18 มีนาคม 2556 หมายเหตุ : ค่ามาตรฐาน PM10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร * PM10 มีหน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ug/m3 ) ** ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) *** พระตำ�หนักภูพิงคราชนิเวศน์จ.เชียงใหม่มีตำ�แหน่งที่ตรวจวัดอยู่บนภูเขาสูงอยู่เหนือระดับ ชั้นอุณหภูมิผกผัน(Inversion)ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองที่ตรวจวัดได้ไม่ได้รับผลกระทบ จากแหล่งกำ�เนิดในแอ่งเชียงใหม่-ลำ�พูน จึงละเว้นจากการรายงานในภาพรวม 30 Green Research No.24 September 2013
  • 33. บทบาทกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนได้ดำ�เนินการตาม ยุทธศาสตร์ที่ 3 ข้อที่ 6 รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่องค์ความรู้ การมีส่วนร่วมและ การเฝ้าระวัง ป้องกัน ผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ข้อ 7 มาตรการมีส่วนร่วมของภาค ประชาชน และข้อที่ 8 จัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านมลพิษหมอกควันและไฟป่า ในพื้นที่เป้าหมาย 64 จังหวัด ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดำ�เนินการตามแผน มาตรการป้องกันและแก้ไขต่างๆ มาเป็นระยะ โดยมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ การปลูกจิตสำ�นึกซึ่งได้ดำ�เนินการ ดังนี้ 1. การฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยี 2. การจัดกิจกรรมรณรงค์ ลดการเผาต่างๆ 3. การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการควบคุมป้องกันปัญหา 4. การสร้างเครือข่ายงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการฝึกอบรมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดย สถาบันฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อปลาย ปีงบประมาณ 2554 ให้มีการบรรจุหลักสูตรสัมมนาวิชาการ การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อลด การเผาในที่โล่ง ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการ ร่วมกันในการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ โดยให้อยู่ในแผนการ ฝึกอบรมประจ�ำปี 2555-2559 สถาบันฝึกอบรมฯ ได้หารือกับผู้ที่รับผิดชอบโครงการ ของกรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการเกษตร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงได้ข้อสรุปว่า สถาบันฝึกอบรมฯ ควรด�ำเนิน การในรูปแบบของการจัดสัมมนารายภาค (ปี 2555 ภาคเหนือ ปี 2556 ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ปี 2557 ภาคกลาง ปี 2558 ภาคใต้ และ ปี 2559 เป็นการประเมินผลในพื้นที่ ภาคเหนือ) เป็นการให้องค์ความรู้ในภาพรวม เนื่องจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมและเผยแพร่ และกรมควบคุมมลพิษ ได้มีการบูรณาการร่วมกันในการ ด�ำเนินโครงการฯ เชิงรุกในพื้นที่ภาคเหนือโดยได้ด�ำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปีงบประมาณ 2555 และ2556 จึงได้มีการจัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง การเสริมสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในการลดมลพิษจากหมอกควันและการเผาใน ที่โล่งขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความ เข้าใจ ปลูกจิตส�ำนึก และการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาค ธุรกิจอ้อยและน�้ำตาล(บริษัทรวมเกษตรกรอุตสาหกรรมจ�ำกัดผลิตน�้ำตาลทรายขาวน�้ำตาล ทรายแดง ตรามิตรผล) สถาบันการศึกษาเกษตรกร และประชาชนทั่วไป (ทสม.) ในการลด การเผาในที่โล่ง และในปีงบประมาณ 2557 สถาบันฝึกอบรมฯ มีแผนจะจัดการสัมมนาทาง วิชาการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดกระบวนการ การทบทวนและน�ำผลการระดมความคิดเห็น ไปสู่การ พัฒนาบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและการ เผาในที่โล่ง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของปัญหาและนโยบายของรัฐต่อไป ภาพที่ 7 การสัมมนาวิชาการการเสริมสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมในการลดมลพิษจาก หมอกควันและการเผาในที่โล่ง จ.เชียงใหม่ ภาพที่ 8 การสัมมนาวิชาการการเสริมสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมในการลดมลพิษจาก หมอกควันและการเผาในที่โล่ง จ.ขอนแก่น No.24 September 2013 Green Research 31
  • 34. พึ่งพาธรรมชาติ ด้านการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการเผาต่างๆ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมและเผยแพร่ ได้ด�ำเนินการวาง ระบบการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนโดยได้ก�ำหนดมาตรการควบคุมการเผาขยะมูลฝอย ในชุมชน ดังนี้ - การลดปริมาณขยะ - การลดคัดแยกขยะเพื่อน�ำกลับมาใช้ใหม่ - ชุมชนที่มีการจัดการขยะ เช่น ชุมชนสระสองห้อง ของเทศบาลนครพิษณุโลก ได้ รับรางวัล Zero Waste ขอนแก่น พังโคน และสกลนคร - จัดอบรมให้มีการสื่อสารผ่านสื่อวิทยุชุมชน เพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการเผา - จัดท�ำสื่อซีดีเป็นภาษาภาคเหนือเพื่อให้มีการสื่อสารได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการควบคุมป้องกันปัญหา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมและเผยแพร่ จะเน้นบทบาท การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเชิงลึกโดยจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนและจัดท�ำแผนชุมชน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดตั้ง และมีคณะท�ำงานในการติดตาม ประเมินผลในการออกกฎระเบียบต่างๆมีกฎหมายและต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้มีการรับ รางวัล เช่น การประกวดหมู่บ้านปลอดการเผา การให้งบประมาณบางส่วนเพื่อสนับสนุนให้ กับชุมชนที่สนใจร่วมเขียนแผนและด�ำเนินการตามแผน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนสามารถ จัดการแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายในชุมชนอย่างดียิ่งและเป็นการเฝ้าระวัง ภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภาพที่ 9 สื่อประชาสัมพันธ์ประเภทต่างๆ การสร้างเครือข่ายงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ได้ ด�ำเนินการส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถน�ำผลการศึกษา วิจัยไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพื้นที่ ภาคเหนือได้ยกประเด็นการลดการเผาในที่โล่งเป็นประเด็นส�ำคัญในการส่งเสริมการศึกษา วิจัยเพื่อการจัดการปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในปีงบประมาณ2556ได้มี การจัดเวทีภายใต้สมัชชานักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น 3 เวที ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้เชิญ ภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคชุมชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ พัฒนายุทธศาสตร์และกลยุทธ์ส�ำหรับปัญหาการเผาในที่โล่งภาคเหนือตลอดจนการพัฒนา ข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อน�ำไปสู่การขอรับการสนับสนุนงบประมาณงานวิจัยจากส�ำนักงาน กองทุนสิ่งแวดล้อมต่อไป บทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้กลไกการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานหลักได้แก่กรมวิชาการเกษตรกรมพัฒนาที่ดินกรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นภาค เกษตรกรรม ส่งเสริมเผยแพร่องค์ความรู้เกษตรอินทรีย์ปลอดการเผา สนับสนุนการด�ำเนิน มาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและปฏิบัติการฝนหลวงจัดให้มีแผนการจัดการ ภาพที่ 9 ภาพโครงการประกวดหมู่บ้านปลอดการเผา ภาพที่ 10 การสัมมนาการสร้างเครือข่ายนักวิจัย 32 Green Research No.24 September 2013
  • 35. ภาพที่ 11 เครื่องบินฝนหลวง และควบคุมการเผาหลังการเก็บเกี่ยว และพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการและถ่ายทอด เทคโนโลยีการเกษตรประจ�ำต�ำบล ให้มีความรู้ความสามารถในการเผยแพร่องค์ความรู้ เกษตรปลอดการเผา คือ ท�ำอย่างไรไม่ให้มีการเผาตอซัง และผลิตเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อ มารองรับ เช่น น�้ำหมักชีวภาพเพื่อย่อยสลายฟางข้าว หรือการน�ำรถบดอัดขนาดเล็กให้ เกษตรกรเป็นต้นทั้งนี้ในเบื้องต้นในส่วนของภาคเกษตรกรรมหากจะบ�ำรุงดินจะเน้นการปลูก ถั่วและปล่อยให้เป็นปุ๋ยการปลูกพืชแบบไม่ไถ-ไม่เผาการไถกลบตอซังขุดหลุมฝังและสุดท้าย จะไม่มีการเผาในพื้นที่เกษตร เป็นต้น และอีกบทบาทส�ำคัญในการดับไฟป่าขั้นสุดท้าย คือ การปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเมื่อทุกอย่างยังไม่อาจหยุดพฤติกรรมการเผาได้ ก็ไม่พ้นเอื้อม พระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานโครงการฝนหลวง ในยามหน้าแล้งแม้กระทั่งการดับไฟป่า โดยส�ำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ รับการยกฐานะเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ดับไฟป่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ด�ำเนินการจนส�ำเร็จ สรุป ผลการด�ำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความส�ำคัญของการให้การสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความ ต้องการของสังคมทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา แนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การยกระดับบทบาทของชุมชนและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้มาก ยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการสร้างความรู้ทัศนคติที่น�ำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติอย่างยั่งยืนทั้งนี้ต้องอาศัยการพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการในการน�ำความรู้เหล่านั้นไปปรับใช้ ในชีวิตประจ�ำวัน การประกอบอาชีพการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทางสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้อง อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะบทบาทของทสม.ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาใน ที่โล่ง ปี 2555-2559 ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของทุกคน เอกสารอ้างอิง กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2550. แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า 2551-2554 กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2556. แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า 2555-2558 บรรพต อมราภิบาล. เอกสารประกอบการบรรยายการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการลดมลพิษจากหมอกควันและการเผาในที่โล่ง จ.เชียงใหม่ วันที่ 18-20 สิงหาคม 2554. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม. กรมควบคุมมลพิษ. สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 18 มีนาคม 2556 (สำ�เนา). No.24 September 2013 Green Research 33
  • 36. ERTC Management Update เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2556 นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พร้อม มอบนโยบายแก่ผู้บริหารให้ดำ�เนินงานด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เน้นส่งเสริมงานวิจัย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และสังคม สามารถตอบโจทย์ปัญหาชุมชนได้อย่างแท้จริงรณรงค์ ปลูกฝังความรู้และสร้างจิตสำ�นึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเยาว์ สร้างเครือข่ายอาสาสมัครและจัดตั้งชุมชน ตัวอย่างในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีการวางแผนการติดตามและ ประเมินผลพร้อมกับการวางแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นำ�คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย นางรัชนี เอมะรุจิ นายสากล ฐินะกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม อารีย์สัมพันธ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม รมว.ทส. ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริม คุณภาพสิ่งแวดล้อม การสัมมนาเชิงปฏิบัติิการ เรื่อง การประยุกต์ใช้ถังบำ�บัดน้ำ�เสียสำ�เร็จรูปเพื่อการนำ�น้ำ�ใช้ (Grey water) กลับมาใช้ใหม่ ส่วนน�้ำและขยะ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประยุกต์ใช้ถัง บ�ำบัดน�้ำเสียส�ำเร็จรูปเพื่อการน�ำน�้ำใช้ (Grey water) กลับมาใช้ใหม่ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ณ ห้องรวยเพชร โรงแรมมารวย การ์เด้นท์ เพื่อน�ำเสนอ เทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ถังบ�ำบัดน�้ำเสียส�ำเร็จรูป เพื่อการน�ำน�้ำใช้ (Grey water) กลับมาใช้ใหม่ และเป็นการส่งเสริมให้มีการน�ำน�้ำกลับมาใช้ใหม่ส�ำหรับภาค ชุมชน โดยมี นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ ผู้อ�ำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นผู้กล่าวรายงาน และนางรัชนี เอมะรุจิ รองอธิบดีกรม ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ Mr. Tomoyuki Kawabata ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น ร่วมให้เกียรติเป็นประธานในการ จัดสัมมนา ซึ่งในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีการบรรยายในหัวข้อ ความเป็นมาของระบบ Johkasou ในประเทศญี่ปุ่น โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Ritsumeikan University หัวข้อการพัฒนาเทคโนโลยีของถัง Johkasou ของประเทศญี่ปุ่น โดยผู้แทนจากบริษัท อาควา นิชิฮาร่า คอร์ปอเรชั่น จ�ำกัด หัวข้อ การพัฒนา เทคโนโลยีของถังบ�ำบัดน�้ำเสียส�ำเร็จรูปของประเทศไทย โดยผู้แทนจากบริษัท ธรรมสรณ์ จ�ำกัด และหัวข้อการประยุกต์ใช้ถังบ�ำบัดน�้ำเสียส�ำเร็จรูปเพื่อการน�ำ น�้ำใช้ (Greywater) กลับมาใช้ใหม่ในประเทศไทย โดยผู้แทนจากส่วนน�้ำและขยะ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง รูปแบบการใช้ประโยช์ที่ดินเพื่อ ลดปัญหาทางเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางรัชนี เอมะรุจิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการ สัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องรูปแบบการใช้ที่ดินเพื่อลดปัญหาทางเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 34 Green Research No.24 September 2013

×