การจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน ( Inquiry )         Dr.Richard Suchman กลาววา “ความรูตางๆที่มีอยูในโลกนี้ เปนผลที่ไ...
สรุปไดวา ในการจัดการเรียนรูโดยการใชวิธีการสืบสวนสอบสวน เปนวิธีการจัดการเรียนรูใหผูเรียนไดรูจักกระบวนการแสวงหาควา...
O               E                P               C        ความรูเดิม             สังเกต          อธิบาย     ทํานาย ควบคุม...
ขั้นที่ 3 ขั้นพยากรณหรือทํานายผล ( Prediction ) เมื่อลองตั้งสมมติฐานเพื่อหาทางอธิบายวาปญหาเหลานั้นมีมูลเหตุจากอะไรแลว...
บทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน          คาลาฮาน; และคนอื่นๆ (Callahan; et al. 1998: 261-262) ไดกลาวถึง บทบาทของครูใน...
4. เปนผูแนะนําและกํากับ (guide and director) เปนผูแนะนําเพื่อใหเกิดความคิดและกํากับควบคุมมิใหออกนอกลูนอกทาง        ...
สืบสวนสอบสวนดวยตนเอง ทําใหความรูคงทนและถายโยงการเรียนรูได กลาวคือทําใหสามารถจดจําไดนาน                             ...
สุวิทย มูลคํา; และ อรทัย มูลคํา (2545:142) ไดกลาวถึง ขอดีและขอจํากัดของการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน ไวดังนี้ขอด...
บรรณานุกรม         กรมวิชาการ. (2544). รายงานการวิจัยเรื่อง การสังเคราะหวิธีสอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษคณิตศาสตรและวิทยาศา...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

การจัดการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน

6,125

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
6,125
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
112
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Transcript of "การจัดการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน"

  1. 1. การจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน ( Inquiry ) Dr.Richard Suchman กลาววา “ความรูตางๆที่มีอยูในโลกนี้ เปนผลที่ไดมาจากการศึกษาคนควาโดยเฉพาะการศึกษาที่เรียกวา สืบสวนสอบสวน (Inquiry)” ดังนั้นการจัดการเรียนรูควรสงเสริมใหผูเรียนสามารถศึกษาคนควาและสืบสวนสอบสวนความรูดวยตนเอง ทั้งยังชวยใหเกิดความคิดอยางมีเหตุผลอีกดวย และจากความเชื่อดังกลาว Richard Suchman ไดตั้งโครงการวิจัยเกี่ยวกับการสอนแบบสืบสวนสอบสวน(Inquiry) ขึ้นที่มหาวิทยาลัย Illinois โดยเนนการสอนวิทยาศาสตรดวยวิธีใหนักเรียนตั้งคําถาม เพือใหนกเรียน ่ ัคนพบหลักการและกฎเกณฑทางวิทยาศาสตรดวยตนเองสําหรับในประเทศไทย ดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ ไดตั้งโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนขึ้นในชวงป พ.ศ.2513-2514 แตการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนของ ดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ มีความแตกตางจากการสอนแบบ Inquiry ของ Suchmanเพราะดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ มีความคิดวาการสอนแบบ Inquiry ของ Suchman นั้นไมเหมาะสมกับเด็กนักเรียนไทย ซึ่งไมคอยชอบถามและดอยความสามารถทางความคิด อันอาจจะทําใหเด็กไทยเกิดความเบื่อหนายและทอแทตอวิธีการนี้ ดังนั้น ดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ จึงไดพฒนาทฤษฎีการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ัการสอนแบบสืบสวนสอบสวน มีชื่อเรียกแตกตางกันไปหลายชื่อ เชน การสอนแบบสืบ สวนสอบสวน การสอนแบบสืบสอบ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู การสอนแบบใหคดสืบคน และการสอนโดยนักเรียนคนหา ิความรูโดยใชกระบวนการคิด เปนตน ดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ ( 2515 ) ไดใหความหมายไววา การเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวน คือการเรียนการสอนที่เนนการพัฒนาความสามารถในการคิดแกปญหาโดยวิธการทางวิทยาศาสตร ซึ่งในหลักการ ีของการดําเนินชีวิตแบบประชาธิปไตย เรียกวา ปญญาธรรม นอกจากนั้นการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนยังเนนการเรียนรูที่เริ่มตนจากการแสวงหา นําไปสูการคนพบหลักเกณฑตางๆที่เปนวิทยาศาสตร และสรุปลงดวยการนําเอาหลักเกณฑใชเปนประโยชนในชีวิตจริง ในรูปของประยุกตวิทยาอีกดวย ดร.นาตยา ภัทรแสงไทย ( 2525 ) ไดใหความหมายการสืบสวนสอบสวนไววา การสอนแบบสืบสวนสอบสวนเปนกระบวนการแสวงหาแนวทางการแกปญหาอยางมีเหตุผล โดยจะเริ่มตนดวยปญหา จากนั้นจึงตั้งสมมติฐาน ทดสอบสมมติฐาน หาแนวทางแกปญหา โดยอาศัยขอมูลที่รวบรวมมาได วิเคราะหเปรียบเทียบขอมูลตางๆที่รวบรวมมาได จากนั้นจึงนํามาทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว แกปญหาจนไดขอสรุปออกมา สุวิทย มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545: 136) ไดกลาววา การจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวนคือ กระบวนการเรียนรูที่เนนการพัฒนาความสามารถในการแกปญหาดวยวิธีการฝกใหผูเรียนรูจกศึกษาหา ัความรู โดยผูสอนตั้งคําถามกระตุนใหผูเรียนใชกระบวนการทางความคิดหาเหตุผลจนคนพบความรู หรือ แนวทางการแกปญหาที่ถูกตองดวยตนเอง สรุปเปนหลักการกฎเกณฑ หรือวิธีการในการแกปญหา สามารถนําไปประยุกตใชประโยชนในการควบคุม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือสรางสรรคสิ่งแวดลอมในสภาพการณตางๆ ไดอยางกวางขวาง
  2. 2. สรุปไดวา ในการจัดการเรียนรูโดยการใชวิธีการสืบสวนสอบสวน เปนวิธีการจัดการเรียนรูใหผูเรียนไดรูจักกระบวนการแสวงหาความรูอีกวิธหนึ่งที่จะชวยใหผูเรียนคนพบความจริงตางๆดวยตนเอง โดยอาศัยวิธีการ ีแกปญหาการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน มีสื่อกลางสําคัญ คือการใชคําถามและการตอบคําถาม ดังนั้นอาจแบงการสืบสวนสอบสวนโดยพิจารณาลักษณะการถามระหวางครูผจัดการเรียนรูและผูเรียน ไดดงนี้ ู ั 1. การสอนแบบสืบสวนสอบสวนที่ครูเปนผูถาม (Passive Inquiry) เปนลักษณะของการสอนตามรูปแบบของ Hilda Taba ซึ่งเปนลักษณะครูเปนผูตั้งคําถาม และผูเรียนเปนผูตอบคําถาม นั่นคือผูเรียนจะตองเปนแหลงขอมูลหรือควบคุมขอมูล 2. การสอนแบบสืบสวนสอบสวนที่ผูเรียนเปนผูถาม (Active Inquiry) เปนการสอนตามแบบของSuchman ซึ่งลักษณะนี้ผูเรียนจะเปนผูตั้งคําถามและครูจะเปนผูตอบคําถาม นั่นคือครูจะเปนแหลงของขอมูลหรือควบคุมขอมูล 3.การสอนแบบสืบสวนสอบสวนที่ครูและผูเรียนชวยกันถาม (Combined Inquiry)วิธีการสอนแบบนี้เปนการประยุกตใชวิธีการของ Taba และ Suchman เขาดวยกัน กลาวคือ ครูถาม-ผูเรียนตอบ ผูเรียนถาม-ครูตอบสลับกันไปแลวแตความเหมาะสม แตสิ่งสําคัญที่สุดที่ครูควรระลึกไวเสมอคือ ครูผูจัดกิจกรรมการเรียนรูอยาใจรอนรีบบอกผูเรียนขั้นตอนการสอนแบบสืบสวนสอบสวน บรูเนอร (Bruner. 1966: 89) ไดเสนอกระบวนการสืบสวนสอบสวนไวเปน 4 ขั้น ซึงเปนที่รูจักกันใน ่ชื่อ OEPC Techniques ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. ขั้นสังเกต (Observation-O) เปนขั้นที่สาคัญที่สุดอันดับแรกของกระบวนการแสวงหาความรู ขั้น ํสังเกตนี้ครูจัดสถานการณ กิจกรรมหรือสาธิตการทดลองใหผูเรียนสังเกต จะทําใหผูเรียนเกิดปญหาคับของใจ(Conflict) ผูเรียนจะถามเพื่อใหไดขอมูลแลวจดบันทึกขอมูลเหลานั้นไวเปนพืนฐาน เพื่อจะนํามาประกอบการ ้พิจารณาตั้งสมมติฐานตอไป 2. ขั้นอธิบาย (Explanation-E) เมื่อใชการสังเกตการณเก็บรวบรวมขอมูลในขั้นแรกแลว ตอไปพยายามอธิบายสถานการณหรือปรากฏการณนั้นๆ วามีอะไรเปนสาเหตุ เพราะเหตุใดจึงเปนเชนนั้นโดยพยายามหาแนวทางในการอธิบายไวหลายๆ ทางตามแบบของการตั้งสมมติฐาน 3. ขั้นทํานายหรือคาดคะเน (Prediction-P) เมื่อทดลองสมมติฐานเพื่อหาทางอธิบายวาปญหาเหลานันมี ้สาเหตุจากอะไรแลวผูเรียนก็พอจับเคาโครงของปญหาไดแนชดขึ้น ฉะนั้นจะสามารถคาดคะเนไดวาถามีสาเหตุ ัเชนเดียวกันอีกจะเกิดอะไรตามมา แมวาจะไมมีสถานการณเชนนันปรากฏใหเห็นจริงๆ ้ 4. ขั้นนําไปใชและสรางสรรค (Control and creativity-C) คือ ขั้นที่สามารถนําแนวคิดที่ไดรับไปใชในการแกปญหากับสถานการณอื่นๆ ไดอยางถูกตองสรุปขั้นตอนของกระบวนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนของบรูเนอร ไดดังภาพประกอบ 1
  3. 3. O E P C ความรูเดิม สังเกต อธิบาย ทํานาย ควบคุมและสรางสรรค ภาพประกอบ 1 ขั้นตอนของกระบวนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนของบรูเนอร ที่มา: เสาวณีย สิกขาบัณฑิต. (2528). เทคโนโลยีทางการศึกษา. หนา 180. กรมวิชาการ (2544: 36-37) กลาวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนไว 5 ขั้นดังนี้ 1. ขั้นการสังกัปแนวหนา คือ ขั้นที่ครูปูพื้นฐานความพรอมในดานความรูใหแกนักเรียน 2. ขั้นสังเกต คือ ครูสรางสถานการณที่เปนปญหาหรือเปนการแสดงละครปริศนาเพื่อใหนกเรียนสังเกต ัสภาพการณหรือสิ่งแวดลอมที่เปนปญหานันๆ ขั้นนี้ครูสงเสริมใหนักเรียนฝกคิดวิเคราะห ทําความเขาใจ แปล ้ความหมาย และจัดโครงสรางความคิดในรูปแบบตางๆเพื่อใหสอดคลองกับสภาพปญหา และสรางแรงจูงใจใหนักเรียนเกิดความกระหายใครจะแสวงหาความจริง 3. ขั้นอธิบาย เปนขั้นที่ครูกระตุนใหนกเรียนหาคําอธิบายหรือสาเหตุของปญหาในรูปของเหตุผล ขั้นนี้ ันักเรียนฝกการตั้งทฤษฎีหรือสมมติฐานเพืออธิบายที่มาสาเหตุของปญหานั้น เปนการฝกวิเคราะหระบบจากผล ่ไปหาเหตุ 4. ขั้นทํานาย ใหนักเรียนรูจกหาแนวทางหรือวิธีที่จะพิสูจนทํานายผลหรือพยากรณไดวาผลจะเปน ัอยางไร จะเกิดอะไรขึ้น เปนการทดสอบสมมติฐานหรือพิสูจนทฤษฎีที่ตั้งขึ้น 5. ขั้นควบคุมและสรางสรรค เปนการสงเสริมใหนักเรียนนําหลักการ กฎเกณฑและวิธีการแกปญหามาใชประโยชนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิงแวดลอมในสภาพการณตางๆ ไดอยางกวางขวาง ลักษณะพิเศษของ ่ วิธีสอนแบบนีคือ กาวไกลวาการสอนแบบวิทยาศาสตรในดานที่คิดไปถึงการใชประโยชนตอไปดวย ไมจํากัด ้เฉพาะแตการแกปญหาที่เกิดขึ้นเทานัน ้ สําหรับ ดร.วีระยุทธ วิเชียรโชติ ไดศึกษาการสอนแบบสืบสวนสอบสวนในประเทศไทยใชชื่อวา การสอนแบบสืบสวนสอบสวน (Investigation or OEPC inquiry) และไดเสนอโครงการของการสอนหรือวิธีการสอนไว 4 ขั้นดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการสังเกต ( Observation ) เปนขั้นที่ครูสรางสถานการณ หรือทดลองใหนักเรียนไดสังเกตและวิเคราะหองคประกอบและธรรมชาติของปญหาอยางละเอียด ซึ่งเด็กจะถามเพื่อใหไดขอมูลมา เพื่ออภิปรายขอสงสัยที่เกิดขึ้น คําตอบคําถามตองเปนแบบ “ ใช หรือ ไมใช ” หรืออาจจะเปนไปไดแลวแตกรณี เพื่อกระตุน ใหถามโดยใชความคิด ในขั้นนี้ครูจะไมอธิบายอะไรนอกจากคําถาม ขั้นที่ 2 ขั้นการอภิปรายปญหา ( Explanation ) เด็กจะอาศัยขอมูลที่ไดเปนเหตุผลมาอภิปรายหรืออธิบายปญหาหรือสาเหตุปญหา สวนมากใชความคิดแบบโยงความสัมพันธและแบบอางอิง อันจะนําไปสราง สมมติฐานทั่วไปและทฤษฎี คําอธิบายในขันนี้ไมจําเปนที่จะตองเปนความจริงเสมอไป เพราะคําอธิบายนั้นก็คือ ้สมมติฐานกวางๆ หรือทฤษฎีนั่นเอง ซึ่งยังเปนการคาดคะเนอยู ความจริงอาจไมเปนไปตามคําอธิบายนี้กได ขั้น ็ที่กลาวมานี้เปนเพียงขันของการสืบสวนเทานั้น ้
  4. 4. ขั้นที่ 3 ขั้นพยากรณหรือทํานายผล ( Prediction ) เมื่อลองตั้งสมมติฐานเพื่อหาทางอธิบายวาปญหาเหลานั้นมีมูลเหตุจากอะไรแลวผูเรียนพอจะจับเคาโครงของปญหาไดชดขั้น ดังนันก็สามารถตั้งสมมติฐานเชิง ั ้ทํานายได หรือคาดคะเนผลของสาเหตุตางๆได การเรียนที่สําคัญในขั้นนี้คือ การเรียนรูวิธีการแกปญหา โดยนํา หลักการเรียนรูในขั้นที่ 2 มาใช ซึ่งเปนการสอบสวนนั่นเอง ขั้นที่ 4 ขั้นควบคุมและสรางสรรค ( Control or Greativity ) หรือขั้นนําไปใช เปนขันที่นําผลของการ ้แกปญหา หรือสิ่งที่คนพบในขั้นอธิบายและขั้นทํานายผล มาใชใหเกิดประโยชนในชีวิตจริง สามารถประดิษฐคิดคนสิ่งใหม วิธีการใหม เพือเกิดประโยชนและนําไปใชได ่การจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน 1. ลักษณะเดนเปนวิธีการจัดการเรียนรูที่ทาใหผูเรียนแกไขปญหา เปนการทําใหผูเรียนใชความคิดและ ํเปนวิธียวยุความสนใจใหผูเรียนอยากติดตาม เพื่อคนหาความจริงตอไปเรื่อยๆ ทั้งนีผูจัดการเรียนรูจะตองมีการ ั่ ้จัดลําดับเนื้อหาและกิจกรรมตางๆไวเปนอยางดี ซึ่งจะทําใหเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไดดี 2. วัตถุประสงคเบื้องตนหรือเปาหมายของการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน 2.1 เปนการพัฒนาการตัดสินใจของผูเรียนอยางมีเหตุผล 2.2 สงเสริมใหผูเรียนรูจกการสังเกตตั้งคําถามและแสวงหาขอเท็จจริง ั 2.3 สงเสริมใหผูเรียนเปนผูมีความเชื่อมั่นในเหตุผล กลาที่จะนําเอาความเขาใจของตนมาใชปฏิบัติจริงได 3. บทบาทของครูและผูเรียน บทบาทของครูผูจัดการเรียนรู คือ การตั้งคําถามหรือตั้งปญหาและบอกแหลงขอมูลใหกับผูเรียนเพื่อที่จะไดสืบคนหาคําตอบในการแกไขปญหา และครูยงมีบทบาทควบคุมเขาสูจุดหมายของการเรียนรู ับทบาทของผูเรียน คือ การสืบคนหาขอมูลจากแหลงขอมูล เพื่อนํามาแสดงเหตุผลในการแกไขปญหาที่ถูกตอง 4. สิ่งที่แสดงใหเห็นพฤติกรรมการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง ในเทคนิควิธี การสอนแบบสืบสวนสอบสวนก็คือ วิธการซักถาม ตอบคําถาม โดยการเปดโอกาสใหผูเรียนไดหาขอมูล เก็บขอมูล ใช ีความคิด ตั้งคําถาม ตอบคําถาม อยางอิสระที่สุด ถาครูจะมีบทบาทในการตั้งคําถาม ก็ควรเปนคําถามที่จะชวยใหผูเรียนเขาสูจุดหมายที่ตองการ 5. จากการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน จะชวยพัฒนาผูเรียนในดานตางๆ เชน 5.1 ทักษะทางปญญา ผูเรียนไดใชความคิดและสติปญญาในการหาขอมูลแสดงเหตุผลอยางอิสระ 5.2 ทักษะทางสังคม ทําใหผูเรียนเกิดความเชื่อมั่น กลาคิดกลาแสดงออก หรือรับฟงความคิดเห็นของผูอน ื่ 5.3 ทักษะทางการปฏิบัติ เปนการปลูกฝงใหผูเรียนเปนคนละเอียดถี่ถวน มีความรอบคอบรูจักการสังเกต ไมเชื่ออะไรงายๆโดยไมไดตรวจสอบกอน
  5. 5. บทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน คาลาฮาน; และคนอื่นๆ (Callahan; et al. 1998: 261-262) ไดกลาวถึง บทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ซึ่งสรุปไดดังนี้ 1. ครูมีหนาที่ใหคําแนะนํากับนักเรียนมากกวาบอกใหนกเรียนทําตาม ั 2. ครูตั้งคําถาม เลือกประเด็นที่นาสนใจเพื่อกระตุนใหนักเรียนคิดและพยายามคนหาคําตอบ 3. ในขณะที่นกเรียนคนหาคําตอบ ครูควรแนะนําในการคนพบโดยหาความชัดเจนกับปญหา ั 4. ครูพยายามสรางบรรยากาศในชั้นเรียนทีเ่ ปนการสงเสริมการสรางขอคาดเดา การตังขอ ้สงสัยและการคิดแกปญหา 5. สนับสนุนใหนักเรียนตั้งสมมติฐานและเปดโอกาสใหนักเรียนไดตรวจสอบสมมติฐานดวยตนเอง 6. ชวยนักเรียนในการวิเคราะหและประเมินความคิดของตนเอง โดยเปดโอกาสใหมีการอภิปรายเปดในชันเรียนและพยายามกระตุนใหนักเรียนพยายามคิดโดยไมมีการขมขูเมื่อคําตอบไมเปนไป ้ตามที่คาดหวัง วีรยุทธ วิเชียรโชติ (2521: 33-34) ไดกลาวถึงบทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ซึ่งสรุปไดดังนี้ 1. ครูเปนผูกระตุนใหเกิดการสืบสวนสอบสวนโดยการสรางสถานการณยวยุใหเด็กตังคําถามสอบสวน ั่ ้ตามลําดับขั้นของคําถามแบบสืบสวนสอบสวน 2. ครูเปนผูใหการหนุนกําลัง เมื่อเด็กถามมาก็จะใหแรงหนุนยอมรับในคําถามนั้นกลาวชมและชวยปรับปรุงภาษาในคําถามเพื่อใหนกเรียนเขาใจในคําถามใหกระจางดียิ่งขึ้น ั 3. ครูเปนผูทานกลับ ครูจะทบทวนคําถามอยูบางแตไมมากนักเพื่อพิจารณาดูวานักเรียนมีความเขาใจอยางไรบาง อาจตั้งคําถามถามนักเรียนเกียวกับเนื้อหาที่ไดเรียนไปแลวกอนที่จะเรียนบทตอไป ่ 4. ครูเปนผูแนะนําและกํากับ ครูจะชี้ทางเพือใหเกิดความคิดตามแนวทางที่ถูกตองเปนผูกํากับควบคุม ่เมื่อเด็กออกนอกลูนอกทาง5. ครูเปนผูจัดระเบียบ ครูดําเนินการจัดชั้นเรียนใหเหมาะสมกับวิธีการเรียน6. ครูเปนผูสรางแรงจูงใจ ครูชวยสรางแรงจูงใจใหนกเรียนมีกําลังใจในการเรียน ั กรมวิชาการ (2544: 36); และ พิมพันธ เดชะคุปต (2544: 57) กลาวถึง บทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวนสรุปไดดงนี้ ั 1. เปนผูกระตุน (catalyst) ใหนักเรียนคิด โดยกําหนดปญหาแลวใหนกเรียนวางแผนหาคําตอบเอง หรือ  ักระตุนใหนกเรียนกําหนดปญหาและหาสาเหตุของปญหานั้นดวยการตั้งคําถาม ั 2. เปนผูใหการเสริมแรง (reinforcer) โดยการใหรางวัล กลาวชม เพื่อใหกําลังใจ เพื่อเกิดพฤติกรรมการเรียนการสอนแบบตอเนื่อง 3. เปนผูใหขอมูลยอนกลับ (feedback actor) โดยการบอกขอดีขอบกพรองแกนักเรียน
  6. 6. 4. เปนผูแนะนําและกํากับ (guide and director) เปนผูแนะนําเพื่อใหเกิดความคิดและกํากับควบคุมมิใหออกนอกลูนอกทาง 5. เปนผูจัดระเบียบ (organizer) เปนผูจัดบรรยากาศและสิ่งแวดลอม รวมทั้งอุปกรณสื่อการสอนแกนักเรียน สุวิทย มูลคํา; และ อรทัย มูลคํา (2545 : 142) กลาวถึง บทบาทผูสอนในการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน ไวดงนี้ ั 1. กระตุนใหผเู รียนมีความสนใจ คิดปญหา วางแผนและแกปญหาอยางเปนขั้นตอนมีเหตุผลดวยตนเอง 2. กระตุนใหผเู รียนหาวิธีการแกปญหาหลายๆ วิธีและใชทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรชวยในการแกปญหา 3. เสริมแรงหรือใหกําลังใจแกผูเรียน 4. ชวยเหลือ แนะนํา กํากับอยางใกลชิด ตลอดจนเปนผูอํานวยความสะดวกเพื่อใหกระบวนการเรียนรูดําเนินไปไดดวยความเรียบรอย  5. จัดเตรียมแหลงการเรียนรูที่สําคัญใหแกผูเรียน 6. จัดบรรยากาศและสภาพแวดลอมใหเอื้อตอการเรียนรูของผูเรียน  7. เปนผูใหขอมูลยอนกลับทังขอดีและขอบกพรองแกผูเรียน ้จากการศึกษาคนควาขางตนสรุปไดวา บทบาทของครูในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน คือ ครูควรจัดสถานการณปญหาหรือกิจกรรมตางๆ ที่ยั่วยุใหผูเรียนอยากที่จะเรียนรูหรืออยากที่จะคนหาคําตอบของปญหา นั้น เปนผูคอยกระตุนการเรียนรูของผูเรียนใหเกิดขึ้นอยางตอเนื่องและฝกใหผูเรียนไดใชความคิดอยางเปนขั้นตอนจนกระทั่งผูเรียนสามารถสรุปความรูไดดวยตนเอง รวมถึงการใหกําลังใจหรือเสริมแรงใหกับผูเรียนอีกดวย ขอดีและขอจํากัดของการสอนแบบสืบสวนสอบสวน สุโขทัยธรรมาธิราช (2537: 94-95); และ ภพ เลาหไพบูลย (2537: 126) ไดสรุปขอดีและขอจํากัดของการสอนแบบสืบสวนสอบสวนไวดังนี้ ขอดี 1. นักเรียนไดฝกกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร 2. ใหนกเรียนรูจักอภิปราย และทํางานรวมกันอยางมีเหตุผล ั 3. ใหนกเรียนรูจักสังเกตและวิเคราะหสถานการณหรือปญหานั้นโดยละเอียด ั 4. นักเรียนมีโอกาสพัฒนาความคิดอยางเต็มที่ ไดศึกษาคนควาดวยตนเองจึงมีความอยากเรียนรูอยูตลอดเวลา 5. นักเรียนเปนศูนยกลางของการเรียนการสอน 6. นักเรียนมีโอกาสไดฝกความคิดและฝกการกระทํา ทําใหไดเรียนรูวิธจัดระบบความคิดและวิธี ี
  7. 7. สืบสวนสอบสวนดวยตนเอง ทําใหความรูคงทนและถายโยงการเรียนรูได กลาวคือทําใหสามารถจดจําไดนาน  และนําไปใชในสถานการณใหมอีกดวย 7. นักเรียนจะเกิดเจตคติทดีตอวิชาคณิตศาสตร ี่  ขอจํากัด 1. ถาสถานการณที่สรางขึ้นไมชวนสงสัยจะทําใหนกเรียนเบื่อและไมอยากเรียนโดยวิธีนี้ ั 2. ถาครูควบคุมมากเกินไปก็จะไมเปดโอกาสใหผูเรียนสืบสวนสอบสวนดวยตนเอง 3. ใชเวลามากในการสอนแตละครั้ง 4. นักเรียนที่มสติปญญาต่ําและเนื้อหาวิชาคอนขางยาก นักเรียนอาจจะไม ี สามารถศึกษาหาความรูดวยตนเอง  สมชาย ชูชาติ (2538: 82) ไดกลาวถึง ขอดีและขอจํากัดของการสอนแบบสืบสวนสอบสวนไวดังนี้ ขอดี 1. ผูเรียนเปนศูนยกลางในการเรียนการสอนเพราะเขาจะตองกํากับการเรียนการสอนดวยตนเอง ดังนั้นบทบาทของผูเรียนจึงเปนผูที่มีความกระฉับกระเฉงไมเปนผูที่เฉื่อยชาตอไป 2. เปนการเรียนโดยการเนนที่ปญหาจะมีประโยชนตอผูเรียนในแงทวาฝกใหเขาเปนผูรูจักลักษณะ ี่วิธีการแกปญหา 3. เปนการเรียนที่ฝกทักษะและความสามารถในการตัดสินใจ 4. บทบาทของครูผูสอนเปลี่ยนจากผูบอกมาเปนผูถาม ซึ่งวิธีการดังกลาวจะทาใหผูเรียนกระตือรือรนมากขึ้น 5. เปนการยอมรับเจตคติของผูเรียนแตละคนโดยเฉพาะในเรื่องคานิยมและเจตคติของผูเรียน เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดพฒนาคานิยมและเจตคติไปในดานที่ดีดวย ั  6. บทบาทของครูผูสอนเปลี่ยนไป ไมเปนผูคุมการเรียนการสอน กลายเปนผูเรียนไปกับนักเรียนดวย 7. ไมสงเสริมการเรียนในเชิงแขงขันเพื่อคะแนน แตผูเรียนสามารถเรียนไปโดยมุงทีจะบรรลุเปาหมาย ่ของตนเองขอจํากัด 1. ในกรณีที่นาการสอนแบบสืบสวนสอบสวนมาใชกบกลุมผูเรียนทีมิใชรายบุคคลแลวผูเรียนอาจไมมี ํ ั ่โอกาสรวมกิจกรรมทุกคน มีผูเรียนเพียงบางคนเทานั้นทีมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ ่ 2. การสอนแบบสืบสวนสอบสวนนั้นเปนวิธีการที่มุงใหนักเรียนคิดอยางมีเหตุผล วิธการดังกลาวตอง ีใหเวลามากพอสมควร แตการสอนในชั้นเรียนสวนใหญ ผูสอนมักมีแนวโนมที่จะเรงรัดคําตอบหรือขอโตตอบของผูเรียนเสมอ 3. ในบางครั้งผูเรียนเกิดความรูสึกวาปญหาหรือประเด็นที่ผูสอนหยิบยกขึ้นมาเพื่อการสืบเสาะหาความรูนั้น แทจริงแลวผูสอนมีคําตอบอยูในใจไวกอนซึ่งดูเหมือนวาผูเรียนถูกตะลอมใหเปนไปตามสิ่งที่ผูสอนคิดไวแลว
  8. 8. สุวิทย มูลคํา; และ อรทัย มูลคํา (2545:142) ไดกลาวถึง ขอดีและขอจํากัดของการจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน ไวดังนี้ขอดี 1. ผูเรียนไดเรียนรูวิธีการคนควาหาความรูและการแกปญหาดวยตนเอง  2. ความรูที่ไดมีคุณคา มีความหมายสําหรับผูเรียน เปนประโยชนและจดจําไดนานสามารถเชื่อมโยงความรูและนําไปใชในชีวิตประจําวันได 3. เปนวิธีการที่ทําใหผูเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู มีความอิสระ มีชีวิตชีวา และสนุกสนานกับการเรียนรูขอจํากัด 1. ใชเวลามากในการเรียนรูแตละครั้ง บางครั้งอาจไดสาระการเรียนรูไมครบถวนตามที่กําหนด 2. ถาปญหาหรือสถานการณงายหรือยากเกินไป ไมเราใจหรือไมนาสนใจ จะทําใหผูเรียนเบื่อหนายไมอยากเรียน 3. เปนวิธีการที่มีการลงทุนสูง ซึ่งบางครั้งอาจไดผลไมคุมคากับการลงทุน 4. ผูสอนตองใชเวลาในการวางแผนมาก จากการศึกษา สรุปไดวาการนําขอดีของการสืบสวนสอบสวนมาขยายผลการใชอยางเต็มที่เพื่อลดขอดอยใหมีนอยสุดยอมเกิดคุณคาและมีประโยชนสูงสุดเปนการสรางโอกาสใหผูเรียน คือ  1. ไดรูจักการคิดการฝกทักษะ แสดงออกถึงความสามารถทางความคิดอยางอิสระและถูกตอง ซึ่งสามารถแสดงออกถึงการพัฒนาของสภาพผูเรียนอยางแทจริง 2. เกิดทักษะองคความรูในการประกอบกิจกรรมที่มีขั้นตอนของการสืบสวนสอบสวน 3. การสรางใหผูเรียนมีวิธีการตัดสินใจในการแกปญหาไดอยางชาญฉลาดและรวดเร็ว 4. สงเสริมบทบาทผูเรียนไดแสดงศักยภาพในการพัฒนาดานการเรียนการแกปญหาดวยตนเองมีเหตุผลสอดคลองกับความสัมพันธของการคนควาหาความรูกับการคนพบคําตอบดวยตนเอง 5. สามารถนําประโยชนของทักษะกระบวนการเรียนการสอนนี้ไปใชในสถานการณปญหาอื่นๆได จากการศึกษาคนควาขางตน สรุปไดวา ขอดีของการสอนแบบสืบสวนสอบสวนก็คือ เปนวิธีที่เนนใหผูเรียนลงมือปฏิบัติจริง มีอสระทางความคิด คนหาความรูและการแกปญหาดวยตนเองทําใหผูเรียนมีชีวิตชีวาใน ิ การเรียน เกิดความรูที่คงทน สวนขอจํากัดของวิธีการสอนนี้ก็คือ การรอเวลาเพื่อใหนักเรียนคนพบขอสรุปดวยตนเองอาจใชเวลามากทําใหเสียเวลาในการเรียนเนื้อหาตอๆไป และถาจัดสถานการณปญหาที่ไมดึงดูดความสนใจของผูเรียนหรือไมมการวางแผนการสอน อาจทําใหผูเรียนเกิดความเบื่อหนายได ี
  9. 9. บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2544). รายงานการวิจัยเรื่อง การสังเคราะหวิธีสอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษคณิตศาสตรและวิทยาศาสตร ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: กองวิจยทางการศึกษากรมฯ. ั ณรงค วรรณจักร. (2550). การจัดการเรียนรูแบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry). สืบคนเมื่อ 23 มิถุนายน 2552. จาก http://kmsc1.multiply.com/journal/item/67. ดารกา วรรณวนิช. (2549). ยุทธศาสตรการสอน. กรุงเทพฯ : โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม). ทิศนา แขมมณี. (2546). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ:สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. รุงทิวา จักรกร. (2523). วิธีสอนทั่วไป. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมชาย ชูชาติ. (2538). เอกสารคําสอนวิชา ศษ 361 วิธีสอนทั่วไป. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุวิทย มูลคํา, อรทัย มูลคํา. (2545). 19 วิธีการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความรูและทักษะ. กรุงเทพฯ :ดวงกมลสมัย._____________. (2545). 20 วิธีจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม คานิยม, การเรียนรู โดยการแสวงหาความรูดวยตนเอง. กรุงเทพฯ : ดวงกมล

×