ศาสนาซิกข์

9,632 views

Published on

1 Comment
10 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
9,632
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
5
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
1
Likes
10
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ศาสนาซิกข์

  1. 1. ศาสนาซิกข์
  2. 2. ความเป็นมาของศาสนาศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาโดย พระศาสดา ศรี คุรุนานัก เดว ยิ ในปี พ.ศ. 2012 (ค.ศ. 1469) โดย ท่านคุรุ นานัก เดว ยิ เป็นผู้ที่ได้ตั้งหลักธรรมและคาสอนพื้นฐานของศาสนาซิกข์ขึ้นมา ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความจริงและเน้นความเรียบง่าย สอนให้ทุกคนยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
  3. 3. ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่เน้นในหลักของการปฏิบัติ เป็นศาสนาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา การมองโลกในแง่ดีและอย่างมีความหวังด้วยเหตุและผล สนับสนุนด้วยปรัชญาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของมวลมนุษย์ศาสนา ศาสนาซิกข์แนะแนวแห่งการดารงชีวิตอย่างมีคุณค่าและการอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม อาจกล่าวได้ว่าศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่สาคัญศาสนาหนึ่งในปัจจุบันนี้ ศาสนาซิกข์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน คนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกชนชั้นวรรณะ ต่างก็เสมอภาคกัน เมื่ออยู่เบื้องหน้าพระเจ้า
  4. 4. ศาสดาและสาวก1.พระศาสดาคุรุนานัก เกิดเมื่อปีพ.ศ.๒๐๑๒ ในตระกูลไรภู ณตาบลทวันตี ราวประมาณ ๔๐ ไมล์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองละฮอร์ ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน บิดาของท่านนามว่า เมรทากัลยาณจันท์ (กาลู) เป็นชาวฮินดูวรรณะกษัตริย์เปดี
  5. 5. 2.พระศาสดาคุรุอังคัท (พ.ศ.๒๐๘๒-๒๐๙๕) เป็นศิษย์ที่คุรุนานักรักมาก เป็นนักภาษาศาสตร์ได้รวบรวมบทประพันธ์และชีวประวัติของคุรุนานักขึ้น ได้ตั้งศูนย์เผยแผ่คาสอนขึ้นหลายแห่ง ทาให้ชาวซิกข์มีความสมัครสมานใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
  6. 6. 3.พระศาสดาคุรุอมัรทาส (พ.ศ.๒๐๙๕-๒๑๑๗) เป็นนักปฏิรูปสังคมท่านสอนว่าสตรีมีสิทธิหลุดพ้นได้ ทั้งคัดค้านการคลุมหน้าของสตรีและเผาตัวทั้งเป็นเมื่อสามีสิ้นชีวิตตามคาสอนในศาสนาฮิน
  7. 7. 4.พระศาสดาคุรุรามทาส (พ.ศ.๒๑๑๗-๒๑๒๔) ท่านสร้างศูนย์กลางศาสนาซิกข์ขึ้น ณ เมืองอมฤตสาร มีการขุดสระอมฤตขึ้นเมืองรอบๆสระนั้นชื่อว่ารามทาสปูร์ตามชื่อของท่าน ท่านตั้งแบบแผนผู้สืบทอดตาแหน่งต้องเป็นเชื้อสาย
  8. 8.  5.พระศาสดาคุรุอรชุน (พ.ศ.๒๑๒๔-๒๑๔๙) ท่านได้สร้างสุวรรณวิหารขึ้นกลางสระอมฤต และรวบรวมคาสอนของแต่ละพระศาสดาเป็นคัมภีร์ชื่อ อาทิครันถ์ซาฮิบรวมทั้งข้อเขียนของชาวฮินดูและมุสลิมรวมด้วย ท่านได้ประกาศแยกตัวศาสนาซิกข์ออกจากศาสนาฮินดูและอิสลาม จนท่านถูกพระจักรพรรดิมุสลิมแห่งราชวงศ์โมกุลสั่งจับเอาไปทรมานไว้จนสิ้นพระชนม์
  9. 9.  6.พระศาสดาคุรุหริโควินท์ (พ.ศ.๒๔๑๙-๒๑๘๘) ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของคุรุอรชุนท่านได้ประกาศวิธีการใหม่ของศาสนาซิกข์คือการสร้างป้อมปราการพร้อมทั้งฝึกทหารพร้อมทั้งให้โอวาทแก่ศิษย์ว่า “เราต้องพร้อมที่จะสละชีวิตของตนเพื่อคุรุอรชุน” ท่านเป็นคุรุพระองค์แรกที่ใช้ดาบป้องกันเมืองและศาสนา ใช้กาน้าคู่กับดาบเป็นสัญลักษณ์ซึ่งหมายถึงอานาจทางโลกและทางธรรม ท่านจึงเป็นทั้งนักรบและนักเผยแผ่ศาสนา ช่วงนี้มีศาสนิกชนจานวนมากเข้าสู่ศาสนาซิกข์
  10. 10. 7.พระศาสดาคุรุหริไร (พ.ศ.๒๑๘๘-๒๒๐๔) ท่านทาให้ศาสนาซิกข์มีความเจริญรุ่งเรือง มีกองทหารที่เข้มแข็ง และสามารถทาให้บุคคลสาคัญในศาสนาฮินดูหันมานับถือศาสนาซิกข์ได้
  11. 11. 8.พระศาสดาคุรุหริกฤษัน (พ.ศ.๒๒๐๔-๒๒๐๗) ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนม์ ๙ พรรษา
  12. 12. 9.พระศาสดาคุรุเตฆพทุร์ (พ.ศ.๒๒๐๗-๒๒๑๘) ท่านเป็นวีรบุรุษที่หาญกล้า ในสมัยพระเจ้าโอรังเซบท่านได้ถูกจับไปยังกรุงเดลีและบังคับให้ท่านเปลี่ยนศาสนา แต่ท่านไม่ยอมจึงถูกประหารชีวิตและสับร่างกายเป็น ๔ท่อน เอาไปแขวนประจานไว้ที่ป้อมประตูทั้ง ๔ ทิศของกรุงเดลี
  13. 13.  10.พระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ (พ.ศ.๒๒๑๘-๒๒๕๑) ท่านได้รับการขนานนามว่า“นักบุญผู้เป็นทหาร” ท่านได้รับหน้าที่เป็นพระศาสดาเมื่อพระชนม์ ๙ พรรษา ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวซิกข์เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะถูกกลุ่มมุสลิมเบียดเบียน ชาวซิกข์บางคนเกรงกลัวจนไม่กล้าแสดงตนเป็นศาสนสนิก ท่านได้ตั้งศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนาขึ้นที่เมืองธากาหรือตักกา และรัฐอัสสัม
  14. 14. นิกายของศาสนานิกายของสาสนาซิกข์ที่สาคัญมีอยู่ 2 นิกาย คือนิกายนานักปันถิ หรือสหัชธรี นิกายนี้หนักไปในทางนับถือคุรุนานักจึงดารงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ดาเนินรอยตามคุรุนานัก นิกายนี้โกนผมโกนหนวดเคราได้นิกายขาลสา หรือสิงห์ นิกายนี้นับถือหนักไปทางคุรุโควินทสิงห์ผู้ที่นับถือนิกายนี้จะไว้ผมยาวตลอดทั้งหนวดเครายาว โดยไม่ตัดหรือโกนตลอดชีวิต
  15. 15. คัมภีร์ทางศาสนาศาสนาซิกข์มีคัมภีร์ที่สาคัญคือ ครันถะ สาหิบ (The LordBook) คาว่า ครันถะตรงกับภาษาบาลีว่า คันถะ แปลว่า คัมภีร์ส่วนคาว่าสาหิบ แปลว่า พระ ดังนั้นครันภะ สาหิบ แปลว่า พระคัมภีร์นั่นเอง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคืออาทิครันถะ สาหิบ และทสมครันภะสาหิบ คัมภีร์ครันถะ สาหิบ เป็นคาร้อยกรอง เป็นบทกวี มีทั้งหมด29480 โศลก ปัจจุบันชาวซิกข์ได้เก็บคัมภีร์นี้ในสุวรรณวิหารกลางสระน้า อมฤตสระ ในแคว้นปัญจาบ โดยยชาวซิกข์ถือว่าพระคัมภีร์เปรียบเสมือนพระเจ้าจึงเฝ้าปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดี
  16. 16. สัญลักษณ์ทางศาสนาสัญลักษณ์ เอก โองการเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ชาวซิกข์นับถือและเชื่อมั่นในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวสัญลักษณ์เครื่องหมายเกียรติยศ (คันด้า)ชาวซิกข์ได้ยอมรับเครื่องหมายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแห่งศาสนาของตน
  17. 17. สัญลักษณ์ธงชัยประจาศาสนาซิกข์ (นีชาน ซาฮิบ)สัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาวซิกข์ และแสดงถึงหนทางที่จะช่วยให้เราทุกคนให้พ้นจากทุกข์และภยันตรายทั้งปวง
  18. 18. หลักคาสอนที่สาคัญองค์ไตรรัตน์ศีล 5 ประการหลักธรรมประจาชีวิตหรือศีล 21 ประการการเข้าถึงนิรวาณพระเจ้าผู้เป็นอันติมสัจจ์
  19. 19. พิธีกรรมและประเพณีทางศาสนาที่สาคัญ พิธีปาหุลพิธีล้างบาป เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะรับเอา ‘ก’ ทั้ง 5 ประการ1. เกศ การไม่ตัดผม2. กังฆา หวีขนาดเล็ก3. กฉา กางเกงขาสั้น4. กรา กาไลมือทาด้วยเหล็ก5. กิรปาน ดาบ
  20. 20.  พิธีรับน้าอมฤต (Baptism)พิธีที่แสดงความเป็นซิกข์ที่ดี และเป็นการรับคนเข้าในศาสนา ประเพณีการเล่นดนตรีสวรรค์ (Kirtan)เป็นการแสดงออกในความเคารพในพระผู้เป็นเจ้า ประเพณีการโพกศรีษะ (Turban หรือ Dastar)แสดงถึงการความสืบเนื่องทางศาสนา จากรุ่นต่อรุ่น ประเพณีครัวทาน (Free Kitchen)ครัวที่เปิดให้คนทั่วไปได้รับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่แบ่งวรรณะ
  21. 21. เป้าหมายสูงสุดชาวซิกข์เชื่อว่าวิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายอย่างร่างกาย แต่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเพราะมีกิเลส และตราบที่ยังมีกิเลสก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่าไป จึงต้องตัดกิเลสทั้งปวงออกไปเพื่อที่จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร โดยการทาสมาธิเพ่งพระเจ้าเป็นอารมณ์ และบริกรรมถึงพระนามของพระองค์ตลอดจนถึงจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วย
  22. 22. ภาพประกอบศาสนาซิกข์พระสุวรรณวิหาร เมืองอมฤตสาร รัฐปัญจาบ สาธารณรัฐอินเดียศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวซิกข์
  23. 23. อกาล ตาคัท ซาฮิบ สถานที่ประดิษฐานพระอาทิ ครันถ์ ซาฮิบเมืองอมฤตสาร รัฐปัญจาบ สาธารณรัฐอินเดีย
  24. 24. ซุ้มประตูทางเข้าพระสุวรรณวิหาร
  25. 25. สะพานข้ามไปพระสุวรรณวิหาร
  26. 26. ศาสนาซิกข์ไม่มีนักบวชหรือพระ มีแต่ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาประจาวันเรียกว่า ครีนธี่, เรียกศาสนาจารย์ผู้ทาหน้าที่สวดภาวนาว่า ราฆี้ และเรียกสังคีตาจารย์ผู้ทาหน้าที่ร้องบทสวดว่า กีรตัน
  27. 27. ศาสนาจารย์ผู้ทาหน้าที่อ่านพระคัมภีร์เรียกว่า ปาธี ในภาพกาลังอ่านพระคัมภีร์ซึ่งมีผ้าคลุมหรือจันโดอาปิดไว้ พระมหาคัมภีร์ถูกประดิษฐานบนแคร่ที่ทาด้วยไม้, ทองคา, หินอ่อน เรียกว่า ปาลกี
  28. 28. โรงครัวพระศาสดาเป็นสถานที่สาหรับรองรับผู้แสวงบุญโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะใดๆทั้งสิ้น เป็นอาคารขนาดใหญ่มีด้วยกัน ๒ ชั้น ในแต่ละชั้นบรรจุคนได้ไม่ต่ากว่า ๕๐๐ คน มีหมุนเวียนกันเข้ามารับประทานอาหารตลอดทั้งวันและทั้งคืน
  29. 29. มีเจ้าหน้าที่คอยบริการอาหารและเครื่องดื่ม
  30. 30. ส่วนบนสุดตรงโดมของพระวิหารทองคามีศาสนาจารย์คอยอ่านพระมหาคัมภีร์ตลอดเวลา
  31. 31. นายทวารบาลผู้คอยดูแลความปลอดภัยในศาสนสถาน
  32. 32. ชาวซิกข์ร่วมอาบน้าเพื่อแสดงความระลึกถึงพระศาสดา
  33. 33. บิดานาบุตรมาอาบน้าเพื่อสอนวิถีแห่งซิกข์
  34. 34. บรรยากาศยามเย็นในพระวิหารทองคา
  35. 35. ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
  36. 36. พิธีอัญเชิญพระมหาคัมภีร์
  37. 37. พระมหาคัมภีร์บนพระแท่นเสลี่ยงประดับตกแต่งด้วยดอกไม้และของหอม
  38. 38. ชาวซิกข์ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ต้องรักษาไว้ซึ่งผม หนวดเคราให้สะอาดเรียบร้อยเสมอ

×