Your SlideShare is downloading. ×
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Introducing the official SlideShare app

Stunning, full-screen experience for iPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf

711
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
711
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. F 1ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) เกิดในเวลาเชาตรูของวันจันทร ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปชางตรงกับวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 571 ณ นครมักกะฮฺ ทานเปนคนชาวอาหรับเผากุร็อยซฺ บิดาของทานชื่อวาอับดุลลอฮ บุตรอับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตรฮาซิมบุตรอับดุลมะนาฟ บุตรซะหเราะห บุตรกิลาบ มารดาของทานชื่อวาอามีนะฮฺ บุตรวฮับบุตรอับดุลมะนาฟ บุตรซะหเราะฮฺ บุตรกิลาบ ตนตระกูลฝายมารดาของทาน ไปรวมกับตระกูลฝายบิดาที่กิลาบ ซึ่งสายคนที่หาฝายบิดาและเปนทวดที่สี่ฝายมารดาและตนตระกูลของทานศาสดามุหัมมัดที่สูงขึ้นไปนั้นรวมสายจากทานนบีอิสมาอีล บุตรของนบีอิบรอฮีม ( อะลัยฮิสสะลาม )ปที่ประสูติศาสดามุหัมมัดรูจักกันอยางแพรหลายวา “ ปชาง ” ทั้งนี้เพราะวาในปนั้น แมทัพแหงเอธิโอเปยซึ่งเปนขาหลวงปกครองเมืองเยเมน มีชื่อวา " อับรอฮะหฺ " ไดกรีฑาทัพชางมุงสูนครมักกะฮฺหวังที่จะทําลายวิหารกะบะฮฺ กองกําลังของนครมักกะฮฺไมมีกําลังพอที่จะตานกองทัพของอับรอฮะหฺอันมหึมานี้ได ชาวมักกะฮฺตางก็ทําไดเพียงแตเฝามองเหตุการณ และขอความคุมครองจากพระเจาเทานั้น พระองคอัลลอฮฺทรงปกปองวิหารกะบะฮฺและยับยั้งแผนอันชั่วรายของกองทัพอับรอฮะหฺนี้โดยการสงฝูงนกชนิดหนึ่งเรียกวา “ อะบาบีล ” นกแตละตัวคาบกอนกรวดชนิดหนึ่งที่มีเชื้อรายไปทิ้งที่กองทัพของอับรอฮะหฺ และเชื้อรายนั้นไดแพรกระจายไปทั่วกองทัพ กองทัพของอับรอฮะหฺ ฺถึงกับราบพนาสูรทั้งคนทั้งชางและมา รางกายของคนและสัตวเหมือนกับธัญญาพืชที่ถูกแมลงกัดกิน ดังที่อัลกุรอานไดบันทึกไวในซูเราะฮฺอัล - ฟล พวกทหารของอับรอฮะหฺตางลาถอยหนีดวยความกลัว ที่หนีไมทันก็กลายเปนศพตายระเนระนาด อับรอฮะหฺตองถอนทัพกลับอยางระสําระสาย เขาเองก็ถูกพิษรายนั้นดวยและเสียชีวิตลงในเวลาตอมา หลังจากเหตุการณอัศจรรยนี้เกิดขึ้นไมกี่เดือน มักกะฮฺก็ไดรับเกียรติตอนรับการประสูติของศาสดามุหัมมัด (ศอลฯ) ดวยเหตุนี้จึงเรียกปที่ประสูติของศาสดามุหัมมัดวา ปชางปชางปชางปชาง
  • 2. F 2ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) กําพราบิดาตั้งแตยังอยูในครรภมารดา ซึ่งลมปวยและเสียชีวิตที่มะดีนะฮฺในขณะที่เดินทางกลับจากการคาที่ซีเรีย เมื่อศาสดามุหัมมัดไดประสูตินั้น อามีนะฮฺผูเปนมารดาไดแจงขาวไปยังทานอับดุลมุฏเฏาะลิบผูเปนปูของทานศาสดา ทานจึงสงคนมารับไป และทานไดพาเด็กนอยผูนี้ไปยังวิหารกะบะฮฺ และตั้งชื่อวา “ มุหัมมัด ” ซึ่งชื่อนี้ไมเปนที่คุนเคยแกชาวอาหรับมากนัก ตามธรรมเนียมของชาวอาหรับในสมัยนั้นมักจะสงลูกนอยไปยังทะเลทรายหลังจากสัปดาหแรกที่เกิดมา และใหอยูที่นั้นจนกระทั่งอายุได 5 หรือ 6 ขวบ ชวงแรกอามีนะฮฺไดมอบใหนางษุวัยบะฮฺซึ่งเปนคนใชของอบูละฮับ ลุงของทานนบี เปนแมนมทานนบีอยูสองสามวัน ตอมาทานอับดุลมุฏเฏาะลิบไดวาจางนางหะลีมะฮฺ จากเผาสะอฺดซึ่งเปนหญิงชนบทคนหนึ่งใหเปนแมนมของทานนบีและนําทานไปเลี้ยงที่ชนบท เมื่อทานนบีมีอายุครบ 6 ขวบ นางไดสงทานนบีคืนแกมารดาของทานเลี้ยงดูตอไป ในชวงที่นางหะลีมะฮฺไดเลี้ยงดูทานนบีนั้น นางไดรับโชคผลและความจําเริญอยางมากมายผิดปกติอามีนะฮฺ มีความสุขมากที่ลูกชายของเธอไดกลับมาสูออมอกของเธออีกครั้งหนึ่งการไปอยูในชนบททําใหเขาเปนคนที่มีสุขภาพดีและรางกายแข็งแรง มีความคลองแคลวและรูภาษาอาหรับแทๆ จากทะเลทราย ซึ่งเหลานี้เปนรากฐานที่จะกาวสูเปนบุคคลที่สําคัญในอนาคตตอไป อามีนะฮฺ ตองการพาบุตรชายใหไปรูจักญาติทางมารดา และสรางความคุนเคยกับพวกลุงซึ่งเปนเผานัจญารในนครมะดีนะฮฺ โดยมีทาสหญิงของนางที่มีชื่อวา อุมมุอัยมัน ติดตามไปดวย ขากลับจากมะดีนะฮฺ ขณะเดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งมีชื่อวา อัล - อับวา นางอามีนะฮฺก็ลมปวยลงและเสียชีวิตอยูที่นั้นหลังจากนั้นทาสหญิงผูซื่อสัตยก็พาเด็กนอยกําพราบิดาและมารดากลับมายังนครมักกะฮฺ มุหัมมัดก็อยูภายใตการอุปการะของปูคือ อับดุลมุฏเฏาะลิบ แตก็แคเพียง 2 ปเทานั้นปูก็ถึงแกกรรมอีก ซึ่งขณะนั้นมุหัมมัดอายุไดแคเพียง 8 ป เทานั้น ฉะนั้นมุหัมมัดจึงเปนเด็กกําพราทั้งพอแมและปูตั้งแตอายุยังนอยหลังจากนั้น หนาที่เลี้ยงดูมุหัมมัดก็ตกเปนของอบูฏอลิบผูเปนลุง ซึ่งรักเอ็นดูหลานชายอยางยิ่ง จนกระทั่งเติบใหญ เนื่องจากลุงของทานไมใชคนร่ํารวย มุหัมมัดจึงตองทํางาน โดยพาฝูงแกะและอูฐตามเนินเขาและหุบเขาในทะเลทราย มุหัมมัดมีนิสัย
  • 3. F 3กรุณาตอคนยากจน และผูมีทุกขมาตั้งแตเยาววัย เปนคนที่ชอบอยูอยางสงบ รักการคิดใครครวญ ผูคนในเผาเดียวกันตางก็รักใครและใหเกียรติเพราะทานมีนิสัยออนโยน มีอัธยาศัยไมตรี การที่ทานถือความซื่อสัตย ซื่อตรงตอหนาที่ เปนอยางยิ่งอยางไมสะทกสะทานนั้น ทําใหมมุหัมมัดไดรับการขนานนามวา ” อัลอมีน ” ซึ่งแปลวาผูควรแกการเชื่อถือหรือผูที่ไดรับการไววางใจ เมื่ออายุไดสิบสองป มุหัมมัดไดเดินทางไปคาขายที่ซีเรียกับลุง และที่ซีเรียนี้เองทานไดพบกับนักบวชชาวคริสเตียนคนหนึ่งมีชื่อวา “ บูฮัยรอ ” ซึ่งไดทํานายวามุหัมมัดจะเปนศาสดาองคสุดทายและไดกลาวไววา " หลานชายของทานมีลักษณะเปนมหาบุรุษแท ๆ ทานจงเลี้ยงดูเขาอยางดีเถิด ” หลังจากนั้นทานอบูฏอลิบจึงนําหลานชายของทานกลับมายังมักกะฮฺและรักษาความลับนี้ไมใหใครรูลุงของทานมีฐานะทางการเงินไมคอยจะดีนัก ประกอบกับเปนครอบครัวใหญจะตองหาเลี้ยงดูลูกหลานหลายคน จึงเปนเรื่องธรรมดาที่จะตองหารายไดมาจุนเจือครอบครัวและสรางความมั่นคงใหแกลูกๆ หลานๆ ที่อยูในความดูแลใหไดรับความสุขวันหนึ่งทานไดทราบขาววาเศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺซึ่งเปนบุตรสาวของคุวัยลิดตองการจางคนเผากุร็อยซฺใหทําการคาขายใหแกเธอ และเธอพรอมที่จะแบงกําไรอยางงามแกผูที่มีความสามารถ ทานจึงพามุหัมมัดไปสมัครงานกับเธอ ดวยกิตติศัพทแหงความซื่อสัตยของมุหัมมัด เศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺจึงตกลงรับมุหัมมัดเปนลูกจางควบคุมกองคาราวานพาณิชยไปยังเมืองชีเรีย โดยเธอไดใหทาสของเธอที่มีชื่อวามัยสะเราะฮฺรวมเดินทางกับมุหัมมัดดวย การเดินทางคาขายของมุหัมมัดในครั้งนี้ประสบความสําเร็จอยางงดงามและไดกําไรอยางมหาศาลซึ่งสรางความประทับใจแกเคาะดีญะฮฺเปนอยางมากประกอบกับมัยสะเราะฮฺ ไดรายงานใหนางทราบถึงความขยันขันแข็งและความซื่อสัตยของมุหัมมัดในระหวางปฏิบัติหนาที่อยางละเอียดถี่ถวน ซึ่งเพิ่มความสนใจของนางตอมุหัมมัดมากขึ้น จนกระทั่งนางตัดสินใจตองการรวมชีวิตกับมุหัมมัดผลจากการคาขายในครั้งนี้ ทําใหทานนบีไดมีโอกาสรูจักกับเศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺซึ่งในเริ่มแรกรูจักในนามลูกจางกับนายจาง ตอมาดวยกิตติศัพทแหงความซื่อสัตยของทานนบี ประกอบกับความสามารถในเชิงธุรกิจที่สามารถนํากําไรอยางมหาศาลใหแกนาง ทําใหนางมีความสนใจในตัวทานนบีเปนอยางมาก และไดเสนอตัวขอรวมชีวิตกับ
  • 4. F 4ทานนบี ในขณะนั้นนางเปนหญิงหมายมีอายุได 40 ป เคยแตงงานมาแลว 2 ครั้ง มีบุตรรวมทั้งหมด 3 คน หญิง 1 ชาย 2 คน นางเปนคนเผาอะสัด นางเปนหญิงที่มีเกียรติและร่ํารวยมากในนครมักกะฮฺ นางไดสงแมสื่อชื่อวา นุฟยซะฮฺ ซึ่งเปนเพื่อนของนางไปพูดเจรจากับทานนบี ทานนบีก็รับคําดวยเต็มใจ ซึ่งในขณะนั้นทานนบีมีอายุไดเพียง 25 ปชีวิตใหมของทานนบีจึงเปดฉากขึ้น คือชีวิตของการแตงงานที่เต็มไปดวยความรักและความสุข ความมั่งคั่งของนางบัดนี้ก็เปนของทานนบีดวย ถึงแมวาทานนบีเปนผูรับผิดชอบในธุรกิจของนาง แตหัวใจของทานนั้นมิไดหมกมุนอยูกับงานอยางเดียวความร่ํารวยมิไดมีความหมายสําหรับทานแตประการได ทานใชความมั่งคั่งซื้อและปลดปลอยทาสและหญิงรับใชหลายคนใหเปนอิสระ นอกจากนี้ทานยังไดปลดเปลื้องหนี้สินแกผูที่ยากไรซึ่งไมสามารถที่จะชําระหนี้ของตนเองได ชีวิตการแตงงานของทั้งสองดําเนินไปดวยความสุข นางเคาะดีญะฮฺนิยมชมชอบความปรีชาสามารถ และบุคลิกภาพอันสงางามของทานนบีเปนอยางมาก นางปลอยใหทานมีเวลาเปนของตัวเองไดอยางอิสระโดยไมตองกังวลใดๆ เลย ยามที่ทานมีความเศราโศกและความทุกข นางก็คอยปลอบโยนและใหกําลังใจทานตลอดเวลา ทานนบีอยูรวมชีวิตกับนางดวยความซื่อสัตย รักใครและเอ็นดูจนถึงวาระสุดทายของนาง ทานนบีไดบุตรกับนางดวยกัน 6คนเปนบุตรชาย 2 คน ซึ่งทั้งหมดไดเสียชีวิตตั้งแตยังเด็ก สวนบุตรสาว 4 คน คือ ซัยนับรุก็อยยะฮฺ อุมมุกุลษูม และฟาตีมะฮฺ นอกจากนี้นางไดมอบทาสคนหนึ่งชื่อวา ซัยดฺ บินหาริษะฮฺใหแกทานนบีและทานนบีไดใหอิสระภาพพรอมกับประกาศเปนลูกบุญธรรมของทานเมื่ออายุยางเขาปที่ 40 มุหัมมัดมักใชเวลาสวนใหญคํานึงใครครวญถึงเหตุการณตางๆ เพงพินิจถึงความจริงของชีวิตและความเปนไปของโลก ในขณะที่ชาวอาหรับมีชีวิต
  • 5. F 5อยางปาเถื่อนและงมงายอยูกับรูปเคารพของแตละเผา มุหัมมัดมักจะไปที่ถ้ําในภูเขาฮิรออฺซึ่งอยูทางเหนือของมักกะฮฺ ประมาณสามไมล และใชเวลาอยูที่นั่นเดือนหนึ่งทุก ๆป เพื่อแสวงหาความสงบ นั่งสํารวมจิต โดยมีคนใชเอาอาหารและเสบียงไปสง อยูมาวันหนึ่งในขณะที่ทานกําลังนั่งอยางสงบในถ้ําฮิรออฺ ไดมีมะลาอิกะฮฺตนหนึ่งปรากฏตัวเขามาหาทาน ทานไดเลาเหตุการณในครั้งนั้นไววา :" ญิบริลไดมาหาฉัน แลวกลาววา “( มุหัมมัด ) จงอานเถิด ” ฉันก็ตอบวา " ฉันอานไมเปน " เขาไดกอดรัดฉันจนกระทั่งฉันคิดวาจะตาย หลังจากนั้นเขาก็คลายออก เขาทําอยางนั้นสามครั้ง แลวในครั้งที่สี่เขาก็กลาววา “( มุหัมมัด ) จงอานเถิด ” ฉันไดตอบวา" ฉันอานไมเปน " แลวเขาก็กลาวนําโองการอัลกุรอานที่วา " จงอานเถิด ( มุหัมมัด )ดวยพระนามแหงพระเจาของเจาผูทรงสราง พระองคทรงสรางมนุษยมาจากกอนเลือดจงอานเถิด และพระเจาของเจาผูทรงใจบุญยิ่ง ผูทรงสอนดวยปากกาทรงสอนมนุษยในสิ่งที่เขาไมรู … ( อัลกุร อาน ซูเราะฮฺ อัลอะลัก อายะฮฺ 1-5 )” เมื่อทานนบีไดอานแลวมะลาอิกะฮฺตนนั้นก็ไดหายจากไปทานนบีรูสึกตกใจกับเหตุการณที่เกิดขึ้น ทานรูสึกหวาดกลัวจึงรีบกลับบานเลาเหตุการณใหทานหญิงเคาะดีญะฮฺฟง ทานคิดวาถูกผีเขาสิงหรือมีจิตใจไมปกติ แตนางเคาะดีญะฮฺผูมีจิตใจที่เขมแข็งยืนยันวา“ โอลูกของลุงเอย ทานจงดีใจและจงยืนหยัดตอไปเถิด ดิฉันขอสาบานตอผูซึ่งตัวของดิฉันอยูในอุงพระหัตถของพระองค ดิฉันหวังวาทานจะตองเปนนบีแหงประชาชาตินี้ ”และแลวนางก็พาสามีของนางไปหา “ วะเราะเกาะฮฺ ” บุตรของเนาฟล ผูเปนลูกพี่ลูกนองคนหนึ่งของนาง ชายผูนี้เปนคนที่มีความรูในคัมภีรของชาวคริสเตียนและยิวเมื่อวะเราะเกาะฮฺฟงรายละเอียดตางๆ จากนางเคาะดีญะฮฺแลว ทานไดกลาวขึ้นวา“ ถาหากเรื่องที่เธอเลาทั้งหมดนั้นเปนความจริง นี่จะตองเปนพระประสงคของพระเจาอยางแนนอน พระเจาองคนี่แหละที่ทรงพูดกับโมเซสที่ภูเขาซีนาย มุหัมมัดจะเปนศาสดาของชนชาตินี้ จงบอกเขาเถิดวา จงมีความเขมแข็ง “ตอมาไมนานนัก มะลีกะฮฺญิบรีลไดเขามาหาทานนบีอีกพรอมนําโองการใหมมาโดยกลาววา “ โอผูอยูใตผาคลุม จงลุกขึ้นตักเตือนเถิด จงสรรเสริญพระผูเปนเจา จงทําตัวของเจาใหบริสุทธิ์ จงหลีกเลี่ยงความไมสะอาดทั้งมวล จงอยาใหเพื่อที่จะได
  • 6. F 6กลับคืนมา และเพื่อพระเจาจงอดทนเถิด … ( อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลมุดัซซิร อายะฮฺที่ 1-7) ” ทานนบีไดเลาเรื่องโองการนี้ใหนางเคาะดีญะฮฺฟง ซึ่งโองการดังกลาวไดสั่งใหทานทําการเผยแพร แตทานไมรูวาจะไปเผยแพรใหกับใคร ทานเคาะดีญะฮฺพยายามปลอบโยน และยืนยันวาจะอยูเคียงขางทานตลอดไปไมวาจะเกิดอะไรขึ้น นางไดพาสามีของนางไปหาวะเราะเกาะฮฺอีกครั้งหนึ่ง และเลาเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสามีของนางใหแกวะเราะเกาะฮฺฟง ดวยความรอบรูของวะเราะเกาะฮฺ ทานไดกลาววา“ ขอสาบานวาทานคือศาสดาของชนชาตินี้ ทานจะถูกทําราย ทานจะถูกดา ถูกจองลางจองผลาญ และถาฉันยังมีชีวิตอยูถึงวันนั้น ฉันจะชวยมุหัมมัดเผยแพรศาสนา จะชวยงานของพระเจาเคียงคูกับศาสดาของพระองค และพระเจาทรงทราบดีถึงเจตนารมณของฉัน “จากคําเตือนของวะเราะเกาะฮฺทําใหทานนบีรูสึกหนักใจเปนอยางมาก เพราะการเผยแพรสาสนของทานนั้นจะตองเผชิญหนากับชาวกุร็อยซฺอยางหลีกเลี่ยงไมไดมุหัมมัดไดรับมอบหนาที่เปนศาสดาผูประกาศศาสนาเมื่ออายุไดสี่สิบป ทานเริ่มเทศนาคําสอนของอิสลามในหมูประชาชนในเมืองมักกะฮฺโดยการเชิญชวนอยางลับ ๆทานเริ่มการชักชวนและเผยแพรสาสนอิสลามในหมูญาติพี่นองของทานกอน แลวสูเพื่อนสนิทมิตรสหาย ตลอดจนประชาชนชาวมักกะฮฺในภาพรวม คําสอนของทานเนนในเรื่องความเปนหนึ่งของพระผูเปนเจา ( เตาฮีด ) อันเปนหลักสําคัญของศาสนาอิสลามทานตอตานและเรียกรองใหประชาชนเลิกบูชารูปปน รูปเคารพ และเจว็ดตางๆ ซึ่งในสมัยนั้นชาวมักกะฮฺสวนใหญกราบไหวบูชารูปปนและเจว็ดตางๆ แมแตในรอบๆ วิหารกะบะฮก็เต็มไปดวยรูปบูชามากกวา 300 องค ภรรยาของทานคือ นางเคาะดีญะฮ เปนคนแรกรับการชักชวนของทาน กลาวกันวานอกจากทานหญิงเคาะดีญะฮแลวบุคคลที่เขารับอิสลามกอนใครอื่นมีดวยกัน 3 ทาน คนแรกคือ ทานอะลี บุตรอะบีฏอลิบ ซึ่งเปนบุตรลุงที่ทานนบีรับมาอุปการะ ทานอะลีถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมเยาวชนคนที่สองคือทานซัยด บุตรของฮาริษะฮ ซึ่งเปนบุตรบุญธรรมของทานนบี และถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมทาส สวนบุคคลที่สามคือ ทานอบูบักร บุตรของกุฮาฟะฮทานผูนี้มีสภาพแตกตางกับสองทานที่แลว เพราะทานมิไดเปนเครือญาติใกลชิดกับ
  • 7. F 7ทานนบีและมิไดอยูในวัยเด็กเหมือนสองทานแรก หากแตทานเปนพอคาที่มีสติปญญาความคิดที่หลักแหลม ทานอบูบักรถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมผูใหญหรือบุคคลทั่วไปหลังจากบุคคลทั้งสามแลว มีสาวกทานอื่นๆ ทยอยเขารับอิสลามกัน เชน ทานอุสมาน อิบนุอัฟฟาน , อัซซุเบร อิบนุลเอาวาม , อับดุลเราะฮฺมาน อิบนุเอาฟฺ , สะอฺดุบนุอะบีวักก็อส , ฏ็อลฮะ อิบนุอับดิลลาฮฺ , อะบูอุบัยดะฮฺ , อามิร อิบนุลญัรรอฮฺ , อัลอัรกอม อิบนุ อะบิล อัรกอม เปนตน ทานนบีและบรรดาสาวกไดรวมตัวกันอยางลับๆและจัดทําศูนยเผยแพรศาสนาอิสลามที่บานของอัลอัรกอม อิบนุ อัรกอม เมื่อเวลาผานไปจํานวนผูเขารับอิสลามก็เพิ่มมากขึ้น ภายในเวลาสามหรือสี่ปก็ไดมีผูเขารับศาสนาอิสลามเกือบสี่สิบคน อยางไรก็ตาม ในชวง 3 ปแรกนั้นมุสลิมใหมทุกคนยังคงปกปดตัวเองอยูหลังจากสามปผานพนไป ทานนบีไดรับคําสั่งจากพระเจาใหประกาศศาสนาอยางเปดเผย ทานนบีเริ่มกลาวโจมตีบรรดาเทวรูปและเจว็ดตางๆ อันเปนที่สักการะบูชาของชาวมักกะฮฺ อยางตรงไปตรงมาและเปดเผย ซึ่งการกระทําเชนนี้สําหรับชาวกุร็อยซฺแลวนับวารุนแรงมาก จนทําใหพวกเขาเกลียดชังและประกาศเปนศัตรูกับทานนบีอยางเปดเผย กอนหนานี้ พวกกุร็อยซฺไมคอยถือเรื่องการเผยแพรศาสนาของทานนบีเปนเรื่องจริงจังมากนัก นอกจากจะเยยหยันทานเลนเทานั้น แตเมื่อเริ่มมีผูคนหันมานับถือมากขึ้น พวกกุร็อยซฺจึงคิดวางแผนการตอสูอยางจริงจัง เพราะชาวกุร็อยซฺเกรงกลัววา หากอิสลามไดรับการยอมรับ นั้นก็หมายความวา ศาสนาแหงบรรพบุรุษ ที่มีการกราบไหวบูชารูปเจว็ด ก็จะตองถูกทําลาย ดังนั้นพวกเขาจึงรวมตัวกันขัดขวางการเผยแพรสัจธรรมของทานนบีอยางสุดความสามารถ ในขณะที่ทานนบีเผยแพรศาสนานั้น ลุงของทานคือ อะบูฎอลิบ ถึงแมวามิไดเขารับศาสนาอิสลาม แตก็ปกปองหลานรักของทานจากการถูกทํารายจากชาวกุร็อยซฺการดื้อรั้นและการตอตานของพวกกุร็อยซไดทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นทานนบีและบรรดาสานุศิษยของทานยังเด็ดเดี่ยวในคําสอนศาสนาอิสลามจนกระทั่งพวกเขาใชมารตร การเด็ดขาดโดยการจับกักขังและทรมานสานุศิษยของทานนบีที่เปนพวกทาส กลุมคนออนแอ และคนยากจนไรที่พึ่งพิง บุคคลเหลานี้ถูกจับไปทรมานใหตากแดดอันรอนระอุและใหนอนบนผืนทรายหรือที่เนินหินที่รอนจัด ถูกสั่งใหอดอาหาร และน้ําดื่ม ตลอดจนถูกทารุณกรรมอยางไรความเปนมนุษย ดังที่พวกเขา
  • 8. F 8กระทําตอทานบิลาลและสาวกทานอื่นๆ จนกระทั่งสาวกบางทานทนตอการทารุณกรรมเหลานี้ไมไหวจนตองจบชีวิตไป อยางเชนครอบครัวของอัมมาร บิน ยาสิร เปนตนเนื่องจากชาวมุสลิมถูกทํารายและประหัตประหารเชนนี้ ทานนบีจึงไดแนะนําใหพวกเขาไปหาที่พึ่งในดินแดนอื่น ในสมัยนั้นอบิสสิเนียเปนที่รูจักดีของชาวมักกะฮฺในฐานะที่เปนตลาดสินคาของอารเบีย ในเดือนที่ 7 ของปที่ 5 ของการเผยแพรศาสนาของทานศาสดา ชาวมุสลิมผูชาย 11 คน และผูหญิง 4 คน รวมทั้งทานอุษมาน บุตรอัฟฟานและภรรยาของทานไดเดินทางไปยังเมืองอบิสิเนีย ซึ่งในเวลานั้น กษัตริยแหงอบิสิเนียคือ นะญาซี ไดตอนรับชนมุสลิมเหลานี้ดวยอัธยาศัยไมตรีเมื่อบรรดาหัวหนาชาวมักกะฮฺรูเรื่องถึงการอพยพของชาวมุสลิมนี้ พวกเขาไดสั่งใหเหลาทหารพวกเขาออกติดตามไป แตก็ไมทัน พวกเขาก็ไมละความพยายาม ในฐานะที่ประเทศอบิสิเนียมีมิตรไมตรีกับนครมักกะฮฺ พวกหัวหนาชาวมักกะฮฺจึงสงทูตไปเขาเฝากษัตริยอบิสิเนียเพื่อขอใหพระองคทรงขับพวกมุสลิมออกจากอาณาจักรของพระองค พระองคทรงเรียกและฟงเหตุผลทั้งสองฝาย และในที่สุดพระองคทรงประทับใจในอุดมการณของฝายชาวมุสลิมเปนอยางมาก จึงทรงอนุญาตใหชาวมุสลิมพํานักอยูในอาณาจักรของพระองคไดอยางสงบ ทูตของหัวหนาชาวมักกะฮฺจึงตองกลับไปยังมักกะฮฺดวยมือเปลาอยางผิดหวังผลที่สําคัญที่ไดจากการอพยพในครั้งนี้ก็คือ ทําใหชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮฺมีกําลังใจมากขึ้นเมื่อไดรูวา ขณะนี้ยังมีสถานที่อีกแหงหนึ่งที่พวกตนสามารถหลบไปพึ่งอาศัยใหพนจากการประหัตประหารของชาวมักกะฮฺได ในที่สุดเหตุการณครั้งนี้กอใหเกิดความคิดที่จะทําการอพพยโยกยายชาวมุสลิมจากมักกะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮในเวลาตอไป ในขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมในมักกะฮฺเพิ่มความลําบากยากแคนยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจากชาวมักกะฮฺเสียหนาและไดรับความผิดหวังจากกษัตริยอบิสิเนีย จึงเพิ่มความโกรธแคนตอชาวมุสลิมมากขึ้นเปนทวีคูณหลังจากที่ชาวมุสลิมพํานักอยูที่อบิสิเนียไดสองเดือนและทราบขาววาชาวมักกะฮฺไดยกเลิกการกดดันชาวมุสลิมแลว ผูอพยพจึงพากันกลับมายังมักกะฮฺ เมื่อชาวกุร็อยซ
  • 9. F 9มักกะฮฺเห็นชาวมุสลิมก็ยิ่งรูสึกริษยาในความสําเร็จของอิสลามมากขึ้น จึงเริ่มทําการประหัตประหารพวกมุสลิมหนักมือยิ่งขึ้นอีก ทานนบีจึงแนะนําใหบรรดาสาวกของทานหลบภัยไปอยูที่อบิสิเนียอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีผูอพยพหลบหนีไปจํานวนถึง 101 คน เปนสตรี 10 คนฝายกุร็อยซฺเริ่มตกใจในความสําเร็จอยางรวดเร็วของทานนบี พวกเขาไดสงตัวแทนไปหาทานอบูฎอลิบซึ่งเปนลุงของทานนบี ขอใหทานเจรจากับทานนบีใหยอมยกเลิกการเผยแพรศาสนาอิสลามนี้ โดยที่พวกเขายอมที่จะใหทุกสิ่งทุกอยางที่ทานนบีตองการ ไมวาจะเปนในเรื่องอํานาจยศฐาบรรดาศักดิ์ เหลานารีที่แสนสวย หรือทรัพยสินเงินทอง ทานนบีไดตอบแกทานอบูฎอลิบดวยเสียงที่หนักแนนไววา“ โอทานลุงของฉัน … ถึงแมจะเอาดวงอาทิตยมาวางในมือขวาของฉัน และเอาดวงจันทรมาวางบนมือซายก็ตาม ฉันก็จะไมขอเลิกภารกิจของฉันอันนี้ ”ในปที่หกแหงการเผยแพรศาสนาของทานนบี ทานฮัมซะฮซึ่งเปนลุงของทานนบีและเคยดื่มนมรวมแมเดียวกันกับทานนบีเขารับอิสลาม และทานอุมัร บุตรค็อฎฎอบ ก็เขารับอิสลาม ซึ่งนับเปนชัยชนะที่ยิ่งใหญของทานนบี เพราะทั้งสองเปนคนที่กลาหาญและมีอิทธิพลในมักกะฮฺพอสมควร เมื่อคําสอนของทานนบีไดแพรขยายและมีผูเขารับอิสลามมากขึ้นทุกวัน ชาวกุร็อยซมักกะฮฺจึงรวมตัวกันตอตานเผาฮาซิม ซึ่งเปนฝายของทานนบีโดยการคว่ําบาตรและตัดความสัมพันธกับเผาอื่นๆ พวกเขาไดหามทําการซื้อขายปจจัยยังชีพกับเผาฮาซิม ทําใหทานนบีและเผาฮาซิมตกอยูในสภาพที่ขาดแคลนปจจัยที่จําเปนในการดํารงชีวิตและตกอยูในสภาพเชนนี้นานถึงสามป ทานนบีถูกทดสอบอยางหนักหนวง แตทานก็ไมเคยทอและไมเคยหมดความไววางใจในพระเจาเลยและในเวลานี้เองทานก็ไดรับขาวราย ขาวการสิ้นชีวิตของนางเคาะดีญะฮฺ และทานอบูฏอลิบอันเปนปที่สิบแหงการเผยแพรศาสนาของทานศาสดา และถือวาเปนปแหงความโศกเศรา นางเคาะดีญะฮฺภรรยาผูประเสริฐของทาน ซึ่งเปนผูสนับสนุนใหกําลังใจดวยความรักความเห็นใจ เคยเปนเพื่อนที่คอยปลอบประโลมใจในยามมีทุกขกับ
  • 10. F 10ทานรวมถึงยี่สิบหาป บัดนี้นางก็ลาจากทานไปแลว และการสูญเสียอบูฏอลิบไปก็เทากับทานเสียผูปกปองคุมครองไปเสียแลว อบูฎอลิบเสียชีวิตอายุไดประมาณ 80 ปการสูญเสียทั้งสองทําใหสถานการณระหวางพวกมุสลิมกับพวกกุร็อยซฺเลวรายยิ่งขึ้นการจอมผลาญ ประหัตประหารของพวกศัตรูก็รุนแรงขึ้นทุกวัน แมกระนั้นทานก็ยังไมทอและไมเคยคิดที่จะละทิ้งความพยายามศาสดามุหัมมัดตระหนักดีวา ทานไมอาจจะทนอยูในมักกะฮฺตอไปไดหลังจากอบูฏอลิบซึ่งเปนลุงและเคาะดีญะฮฺภรรยาของทานไดสิ้นชีวิตไปแลว และหลังจากที่พวกกุร็อยชมักกะฮไดบีบคั้นทานอยางหนักหนวง พวกกุร็อยชฺจะทําทุกวิถีทางเพื่อจะหยุดการเผยแพรศาสนาของทานใหได ทานจึงคิดจะเดินทางออกไปเผยแพรศาสนาอิสลามนอกนครมักกกะฮฺ ทานเริ่มตนดวยการไปเยือนชนเผาตาง ๆ ทานพยายามเทศนาหลักคําสอนของศาสนาใหมใหแกชนเหลานั้นไดรับทราบ ซึ่งบางเผาก็สนใจในคําสอนของทาน บางเผาก็หาวาทานเสียสติ ระยะนั้นทานตองเหน็ดเหนื่อยมากแตทานยังมีความมั่นคงในอุดมการณไมเปลี่ยนแปลงระยะนี้จะมีเสียงวิพากวิจารณถึงตัวทานในทางไมดีอยูตลอด แตทานก็อดทนไมโตตอบกับเสียงวิจารณเหลานั้นศาสดามุหัมมัดตองเผชิญกับเหตุการณครั้งสําคัญที่สุด และถูกกลั่นแกลงอยางหนักหนวงในขณะที่ทานเดินทางไปเผยแพรศาสนาที่เมืองฏออีฟเพื่อเชิญชวนใหชนชั้นปกครองของเมืองนี้ศรัทธาตอเอกภาพของพระเจา เรียกรองใหพวกเขาเชื่อในพระเจาองคเดียว พวกเขามิใชเพียงไมยอมรับ ยังพูดจาถากถางทานดวยคําพูดที่หยาบคายพรอมทั้งโหไลทานใหพนจากที่นั่น ประชาชนบางกลุมขวางปาทานดวยกอนหิน จนศีรษะแตกเลือดโทรมกาย ทานยืนทอดอาลัยตอความหยาบคายของพวกฏออีฟดวยหัวใจที่ออนระโหยพรอมทั้งขอใหพระเจายกโทษใหชนกลุมนี้จากความโงเขลาที่ไดปฏิบัติตอทานหลังจากทานกลับมาจากฏออีฟแลว ก็ไดเริ่มสั่งสอนเทศนาแกผูที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ วิหารกะอบะฮฺ ซึ่งสวนมากเปนผูแทนจากเผาตาง ๆ ของชาวอาหรับ ทานไดอธิบายถึงหลักการของศาสนาอิสลามใหทราบวา ขอเท็จจริงศาสนานี้เกี่ยวของกับศาสนาของศาสดาอิสมาอีล ซึ่งเปนบรรพบุรุษของพวกอาหรับ หลายเผารับฟงดวย
  • 11. F 11ความสนใจตอคําสอนของทาน แตขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมอีก มีอยูหลายครั้งที่พวกกุร็อยชไดแอบสงผูแทนของตนเขาปะปนไปอยูรวมพิธีกับผูแสวงบุญ และคอยเตือนใหสติผูนําเผาเหลานั้นไมใหเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับคําเชิญชวนของมุหัมมัด พวกเขาพยายามใสไคลวามุหัมมัดเปนคนเสียสติ เปนนักมายากลใชเวทยมนตคาถา เพื่อหลอกลวงชาวอาหรับ เปนเรื่องนาแปลกใจที่วา เมื่อพวกกุร็อยชฺยุยงใสไคลหนักหนวงเทาใด อาหรับเ ผ าตาง ๆ และผูแสวงบุญก็ยิ่งอยากรูจักมุหัมมัดมากขึ้น เพื่อตองการพิสูจนคํากลาวหาของพวกกุร็อยชฺวามีความจริงเพียงใด ดังนั้นแทนที่มุหัมมัดจะไปหาพวกเขา พวกนั้นกลับขวนขวาย อยากพบทานศาสดามากขึ้น และเมื่อมาไดยิน ไดฟงแลว พวกยัษริบบางกลุมไดเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอยางยิ่งในปที่ 11ของการเผยแพรศาสนาของทานนบี นักแสวงบุญจากเมืองยัษริบ ( มะดีนะฮฺ ) จากเผาค็อซร็อจญจํานวน 6 คน ตอบรับการเชิญชวนของทาน ความหวังในการเผยแพรศาสนาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบางในขณะที่หนึ่งปผานไป ตรงกับปที่ 12 แหงการเผยแพรศาสนาของทานนบี เดือนอันศักดิ์สิทธิ์และฤดูกาลแหงการแสวงบุญกลับมาถึง ผูแสวงบุญจากเมืองยัษริบจํานวน12 เขาพบทานศาสดาที่ภูเขาอัลอะเกาะบะฮฺ และไดเขารวมเปนพันธมิตรกับทานดวยสนธิสัญญาที่เรียกวา “ สนธิสัญญาอัลอะเกาะบะฮฺฉบับแรก ” ในสนธิสัญญานี้พวกเขาตกลงกันที่จะยึดมั่นในเรื่องเอกภาพของพระเจาโดยไมกราบไหวรูปเคารพ จะไมลักขโมย หรือลวงประเวณี จะไมฆาลูกๆ ของตน หรือไมทําความชั่วทั้ง ๆ ที่รู และจะตองยอมรับคําบัญชาของพระเจาอยางไมมีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น พวกผูแทนจากเมืองยัษริบเหลานี้ก็ยินดีรับฟงตามเงื่อนไขดังกลาว ในตอนขากลับไปยังเมืองยัษริบนั้น ศาสดามุหัมมัดไดสงมุสอับ อิบนุ อุมัยรฺ ไปกับพวกเขาดวย เพื่อสอนกุรฺอานและหลักคําสอนของอิสลามใหคนเหลานั้น หลังจากสนธิสัญญานี้แลว อิสลามจึงไดเริ่มแพรหลายไปในเมืองยัษริบอยางรวดเร็ว มุสอับอาศัยอยูกับบรรดามุสลิมของเผาเอาสฺ และค็อซร็อจญและไดสอนศาสนาแหงพระผูเปนเจาและการเปดเผยสัจธรรมใหพวกเขา จํานวนมุสลิมในเมืองยัษริบไดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนศักดิ์สิทธิ์หวนกลับมา มุสอับก็เดินทางมายังนครมักกะฮฺและรายงานผลความกาวหนาในเรื่องพลังอํานาจและการผนึกกําลังของ
  • 12. F 12มุสลิมในเมืองมะดีนะฮฺใหทานศาสดาฟงและไดแจงแกทานดวยวาคนเหลานั้นจะมาทําการแสวงบุญในฤดูกาลนี้เปนจํานวนมากกวาที่เคยเปนมาป ค.ศ. 622 ไดมีจํานวนผูแสวงบุญจากเมืองยัษริบจํานวนมาก คือบุรุษเจ็ดสิบสามคนและสตรีสองคน เมื่อศาสดามุหัมมัดไดทราบขาวนี้ ทานก็คิดจะทําสนธิสัญญาอีกฉบับหนึ่งกับพวกเขาซึ่งนอกจากคําสั่งสอนของอิสลามอยางสุภาพออนโยนและสอนใหอดทนแลว ทานตองการทําสัญญาเรียกรองใหพวกเขาพรอมที่จะเสียสละในการปกปองภยันตรายตางๆ และโตตอบการประทุษรายและการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นแกทานนบีและชาวมุสลิม ศาสดามุหัมมัดจึงไดติดตออยางลับ ๆ กับพวกหัวหนากลุมนั้นและไดทราบวาพวกเขาก็เตรียมตัวไวอยางดีแลวที่จะทํางานเชนนั้น พวกเขาตกลงที่จะไปพบกันที่เขาอัลอะเกาะบะฮฺในตอนกลางคืนของวันที่สองแหงการแสวงบุญ มุสลิมจากเมืองยัษริบเก็บการนัดพบนั้นไวเปนความลับ มิใหแพรงพรายใหแกผูไมศรัทธาในเผาของพวกเขาเอง และชาวกุร็อยซฺทราบ เมื่อถึงเวลาพวกเขาก็มาพบกับทานศาสดาตามที่นัดไวโดยลอบมาในความมืดยามค่ําคืน เมื่อพวกเขามาถึงอัลอะเกาะบะฮฺทั้งชายและหญิงก็ขึ้นไปบนภูเขาและรอทานศาสดาอยูที่นั่นศาสดามุหัมมัดมาถึงพรอมดวยลุงของทานคืออัลอับบาส บุตร อับดุลมุฏเฏาะลิบอัลอับบาส ซึ่งตอนนั้นยังมิไดเปลี่ยนมารับอิสลาม แตดวยความเปนหวงหลานชายจึงติดตามมาดวย สัญญาอัลอะเกาะบะฮฺครั้งนี้เรียกวา “ สนธิสัญญาอัลอะเกะบะฮฺครั้งที่สอง ” ขอความที่สําคัญในสัญญาครั้งนี้คือ กลุมตัวแทนจากเมืองยัษริบนี้ สัญญาที่ปกปองศาสดามุหัมมัด และจะกระทําทุกสิ่งทุกอยางเหมือนกับการปกปองภรรยาและลูกๆ ของพวกเขาเอง การทําสัญญาของพวกยัษริบในครั้งนี้มี อัลบารออฺ อิบนุ มุอฺรูรเปนหัวหนาของกลุมนี้ อัลบารออฺ อิบนุ มุอฺรูร เขารับอิสลามหลังจากที่มีการทําสนธิสัญญาอะเกาะบะฮฺฉบับแรกขาวนี้เมื่อทราบถึงพวกกุร็อยซฺมักกะฮฺ พวกเขารูสึกไมพอใจทันที่ พวกเขาไดพากันมาหาหัวหนาของเผาค็อซร็อจญ ณ ที่พัก แตฝายมุสลิมก็เงียบเสีย ทําใหพวกกุร็อยซฺไมสามารถที่จะจับผิดได เพราะไมมีหลักฐานที่ชัดเจน ดังนั้นพวกยัษริบจึงรีบกลับเมืองกอนที่พวกกุร็อยซฺจะหาหลักฐานได เมื่อพวกกุร็อยซฺรูความจริง พวกเขาจึงรีบตามไป
  • 13. F 13แตก็ไมทัน คงจับไดชาวยัษริบเพียงคนเดียว คือ สะอฺด อิบนุ อุบาดะฮฺ เขาถูกใสโซตรวนและทรมาน จนกระทั่ง จูเบร อิบนุ มุตอัม อิบนุ อดียะฮฺ และฮารีษ อิบนุ อุมัยยะฮฺตองไปขอถายตัวเขาดวยเงินจํานวนหนึ่งเพื่อใหพนโทษสนธิสัญญาทําใหทานนบีมีความหวังและเปนการเปดประตูสูชัยชนะ สวนพวกกุร็อยซฺมีความกลัวและวิตกกังวลเปนอยางมาก พวกเขาคิดวาถาขบวนการนี้ยังไมถูกทําลายอยางถอนรากถอนโคน อนาคตของพวกเขาจะตกอยูในอันตราย ชัยชนะของมุหัมมัดอาจเกิดขึ้น พวกเจาจึงวางแผนใชมารตราการขั้นเด็ดขาดกับมุหัมมัดและชาวมุสลิม ทานนบีก็รูดีวาการนองเลือดระหวางพวกกุร็อยซฺกับชาวมุสลิมเห็นที่จะไมมีทางหลีกพน ทานจึงสั่งใหมิตรสหายตลอดจนสาวกของทานอพยพไปยังเมืองยัษริบ มุสลิมจึงเริ่มอพยพไปทีละคนทีละกลุม บางครั้งก็เปนกลุมเล็กๆ ทั้งนี้เพื่อไมใหพวกกุร็อยซเกิดความสงสัย อยางไรก็ตามบางคนที่จับได ก็ถูกทรมานไปมักกะฮฺเปนสถานที่แหงแลงเต็มไปดวยเนินเขา สภาพทางภูมิศาสตรนับวามีอิทธิพลตอผูคนในเมืองเปนอยางมากทีเดียว ชาวมักกะฮฺมักเปนคนอารมณรายและไมคอยมีความคิดที่ลึกซึ้ง ตรงกันขามยัษริบเปนเมืองที่อุดมสมบูรณมีพืชผลไมมากชนิดดินฟาอากาศ ก็ไมทารุณเหมือนมักกะฮฺ ผูคนจึงมีจิตใจออนโยน มีความเกรงใจและชางคิด เพราะฉะนั้นในระยะตนของการเผยแพรอิสลามเมืองมะดีนะฮฺจึงเปนที่ ๆ เหมาะสมมากกวามักกะฮฺมาก ในมะดีนะฮฺไมมีพวกนักบวชคอยตอตานความเจริญเติบโตของอิสลามเหมือนในมักกะฮฺ ฉะนั้นจึงเปนการงายที่จะเผยแพรคําสอนศาสนาอิสลามมากกวาที่อื่น นอกจากนี้ในเมืองนี้ยังมีชาวยิวอาศัยอยูดวย พวกยิวถือวามุหัมมัดเปนผูสนับสนุนคัมภีรของพวกตน ฉะนั้นพวกเขาจึงรอตอนรับทานศาสดาดวยความกระตือรือรนหลังจากที่ทานศาสดาไดสั่งสานุศิษยของทานใหโยกยาย อพยพไปอยูที่เมืองยัษริบแลว ประกอบกับทราบขาววาพวกกุร็อยซฺกําลังวางแผนจะสังหารทานนบีอยางแนนอน และในเวลาเดียวกันนั้น ทานนบีไดรับคําบัญชาจากพระเจาใหเดินทางไปพรอมกับทานอบูบักรฺ ทานนบีไดหลบออกจากบานในเวลากลางคืน โดยใหทานอาลี บุตรอบูฎอลิบ นอนอยูบนเตียงของทาน ภายใตสถานการณที่คนหนุมจากเผาตางๆ ได
  • 14. F 14ลอมรอบบานทานเพื่อรอการสังหารทาน ทานไดหลบหนีออกไปกับอบูบักรโดยไปหลบอยูในถ้ําแหงหนึ่ง ซึ่งอยูไมไกลจากเมืองมักกะฮฺนัก โดยไมมีใครเห็น นอกจากอับดุลลอฮฺ ลูกของอบูบักรฺ กับนองสาวสองคนของทาน คือ อาอิชะฮฺ และอัสมา ทั้งสองไดซอนอยูในถ้ําเปนเวลาสามวัน ดวยความชวยเหลือจากพระเจา พวกกุร็อยซฺตามตัวไมพบถึงแมวาพวกเขาไดมาถึงปากถ้ําแลวก็ตาม เพราะวาหนาปากถ้ํามีใยแมงมุมและมีนกพิราบมาสรางรังอยู โดยที่พวกเขานึกไมถึงวาทานนบีอยูในถ้ํานั้นเมื่อเห็นวาปลอดภัยดีแลว ทานนบีและอบูบักรฺจึงออกเดินทางตอไป โดยมีคนใชชื่อวา อับดุลลอฮฺ อินุ อุรัยกิต เปนผูนําทาง ซึ่งไดนําทางสองไปทางตอนใตของมักกะฮฺแลวออกเดินทางไปอยางระมัดระวังตามเสนทางที่ไมมีผูคนใช เพื่อหลีกเลี่ยงไมใหพบกับพวกกุร็อยซฺ ในวันที่ 2 เดือนร็อบบิลอุลอัววัล ตรงกับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 622ทานนบีมาถึงที่เมืองกุบาอฺ ซึ่งอยูหางจากเมืองยัษริบประมาณ 6 ไมล ณ ที่นั้นทานนบีไดสรางมัสยิด ซึ่งมีชื่อวา มัสยิดกุบาอฺ และถือวาเปนมัสยิดแหงแรกในอิสลาม ทานนบีไดพักที่นั้นเปนเวลาประมาณสองอาทิตย จึงเดินทางเขาเมืองยัษริบในวันศุกรโดยมีชาวเมืองยัษริบออกมาตอนรับเปนจํานวนมากเหตุการณครั้งนี้เรียกวาการอพยพหรือ ฮิจญเราะฮฺอันเปนการเริ่มตนศักราชของชาวมุสลิม นับแตนั้นมา เวลาแหงการประหัตประหารชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮฺก็เปนอันสิ้นสุดลง และยุคแหงเมืองมะดีนะฮฺก็เริ่มตนขึ้น ภาระกิจของทานศาสดายังไมสําเร็จเสร็จสิ้นแตความสําเร็จก็เริ่มขึ้นแลวที่มะดีนะฮฺ ทานศาสดาไมเพียงแตไดรับการตอนรับอยางมีเกียรติเทานั้น แตยังไดรับการแตงตั้งใหเปนประธานของชุมชนอีกดวย สถานะและอํานาจของทานศาสดาก็เพิ่มขึ้น และอิสลามก็ไดตั้งหลักปกฐานมั่นคงขึ้นทุกวัน ณเมืองนี้ทานศาสดามีอิสรภาพที่จะเทศนาคําสอนของพระผูเปนเจา ทามกลางผูหลงผิดในที่สุดก็หันมามีศรัทธาในศาสนาใหมนี้มากขึ้นและไดแผขยายออกไปเรื่อย ๆ
  • 15. F 15เมื่อทานศาสดาไดมาอยูที่เมืองยัษริบแลว เมืองนั้นก็ไดรับขนานนามใหมเปนมะดีนะตุนนะบี หรือเมืองแหงศาสดา ภาระกิจแรกที่ทานศาสดาทําที่เมืองนี้ก็คือสรางมัสญิดขึ้นหนึ่งหลังซึ่งทานไดลงมือทํางานเองเหมือนกรรมกรคนหนึ่ง มัสญิดหลังนี้เปนสถานที่ทําการละหมาดและศูนยรวมการเผยแพรศาสนาอิสลามในสมัยนั้น มะดีนะฮฺประกอบดวยกลุมคน เผาพันธหลายกลุมดวยกัน นอกจากเผาเอาสฺ และค็อซร็อจญแลว ยังมีเผาพันธพวกยิวจํานวนหนึ่ง เชน เผาก็อยนุกออฺ เผากูรอยเซาะฮฺ เผานะฎีร และเผาค็อยบัร ทานนบีรูดีวาความหลากหลายในเผาพันธนั้นอาจสรางความวุนวายเกิดขึ้นได โดยเฉพาะอยางชาวยิวคงไมยิ่งดีนักที่เห็นความสําเร็จของศาสนาอิสลาม เพราะชาวยิวมักจะพูดเสมอวาตนเปนประชาชาติที่พระเจาทรงคัดเลือกและมีความประเสริฐกวาประชาชาติอื่นๆ ในโลก ดวยเหตุดังกลาวนี้ ทานนบีไดรีบสรางความเปนปกแผนเปนอันหนึ่งเดียวกันในหมูมุสลิม โดยใชศาสนาเปนตัวกระตุนสรางความเปนเอกภาพและภารดรภาพเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมะดีนะฮฺ โดยเฉพาะอยางยิ่งระหวางชาวมุสลิมที่อพยพมากมักกะฮฺ หรือที่เรียกวา กลุมมุฮาญิรีน ซึ่งเปนผูลี้ภัยและชาวมุสลิมพื้นเมือง หรือที่เรียกวา กลุมอันศอร ซึ่งเปนผูใหความชวยเหลือชาวอันศอรนอกจากชวยเหลือในยามคับขันแลว คนเหลานี้ยังเสียสละเงินทองจัดหาบานเรือนและทรัพยสมบัติใหแกชาวมุฮาญิรีน ความเปนพี่นองระหวางชาวมุฮาญิรีนกับชาวอันศอรนั้นไดเปนไปอยางลึกซึ้ง กระทั่งยอมหยาภรรยาตนเองเพื่อมอบใหแกชาวมุฮาญิรีน และสามารถรับมรดกของกันและกันไดเวลาคนหนึ่งคนใดสิ้นชีวิตไป เมื่ออิสลามเจริญรุงเรืองขึ้นจนเปนกลุมอํานาจที่เปนเอกเทศแยกออกไป บรรดาผูที่ถือรูปเคารพทั้งหลายที่ยังไมรับอิสลามตางก็พากันอิจฉาริษยา มีบางคนที่ทําที่เปนเขารับอิสลามแตภายในนั้นตั้งใจที่จะตอตานทานศาสดาอยูอยางลับ ๆ พวกนี้เรียกวาพวกมุนาฟกูน หรือพวกหนาไหวหลังหลอก ขาดความจริงใจ คนเหลานี้เปนคนที่มีอันตราย
  • 16. F 16มากยิ่งกวาศัตรูที่เปดเผยเสียอีก สวนชาวยิวในมะดีนะฮฺนั้นเปนอีกรูปแบบหนึ่งกลาวคือตอนแรกพวกเขารวมกันกับชาวมะดีนะฮฺในการตอนรับทานศาสดาเปนอันดีทั้งนี้พวกเขาหวังที่จะชักชวนทานศาสดามาเขาเปนพวกของตน แตเมื่อภายหลังไดพบวาพวกเขาไมอาจจะทําได พวกเขาจึงคอย ๆ ถอนความชวยเหลือออกไปทีละนอย ๆ และไดกลายเปนศัตรูของอิสลามไปในที่สุดทานศาสดาพยายามสรางความรูสึกความเปนพี่นองขึ้นระหวางคนเหลานั้นใหมากที่สุด เพราะทานแลเห็นความจริงที่วาอาณาจักรอิสลามจะมีรากฐานที่แข็งแรงไมไดหากไมไดรับการค้ําจุนจากประชาชนทุกฝาย ความมีขันติตอศาสนาอื่น ๆ นั้นเปนสิ่งที่จําเปนในเมื่อมีคนหลายเผาหลายชาติอาศัยอยูรวมกัน ดวยวัตถุประสงคนี้ทานศาสดาจึงไดจัดตั้งระเบียบขึ้นเรียกวา ” ธรรมนูญแหงมะดีนะฮฺ “ ซึ่งเปนระเบียบเพื่อการเลิกลมการอาฆาตพยาบาทกันระหวางเผาและเพื่อใหสิทธิ์ตางแกประชาชนทุกกลุมโดยเฉพาะชาวยิวที่อาศัยอยูในมะดีนะฮฺและรอบ ๆ มะดีนะฮฺ เนื้อความสําคัญในธรรมนูญนั้นมีอยูดังนี้1) ชุมชนทั้งหลายที่ลงนามในพันธะสัญญา นี้จักเปนชาติเดียวกัน2) ถากลุมชนใดที่ลงนามในพันธะสัญญานี้ถูกขาศึกศัตรูรุกรานชนกลุมอื่นจะรวมกําลังกันชวย ทําการปกปอง3) จักไมมีกลุมชนใดในชาติเดียวกันนี้ไปทําสนธิสัญญาอยางลับ ๆ กับพวกกุร็อยช หรือให ที่พึ่งพาอาศัยแกคนเหลานั้นหรือชวยเหลือคนเหลานั้นใหตอตานชาวมะดีนะฮฺ4) ชาวมุสลิม ชาวยิวและชุมชนอื่น ๆ ของสาธารณรัฐนี้ยอมมีอิสระที่จะนับถือศาสนาของตนไดและปฏิบัติกิจตามศาสนาของตนไดโดยไมมีใครขัดขวาง5) การการะทําผิดสวนตัวเล็ก ๆ นอย ๆ ของผูที่ไมใชมุสลิมจะตองถือวาเปนความผิดสวนตัวไมเกี่ยวของกับชุมชนที่บุคคลนั้นอยู
  • 17. F 176) ผูที่ถูกกดขี่จะตองไดรับการปกปอง7) นับตั้งแตนี้ไปการทําใหเลือดตกยางออก การฆาและความรุนแรงตาง ๆ ถือวาเปนสิ่งหะ รอม ( นารังเกียจ ) ในมะดีนะฮฺ8) ศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) ศาสดาแหงพระผูเปนเจาจะเปนประธานของสาธารณรัฐและ จะเปนศาลอุทธรณสูงสุดในดินแดนนี้ความสําคัญของธรรมนูญนี้อยูตรงที่วาเปนธรรมนูญฉบับแรกในโลกที่เขียนไวเปนลายลักษณอักษร กอนหนาที่ทานศาสดาไดมีผูปกครอง แตก็ไมมีใครเคยใหรัฐธรรมนูญที่เขียนเปนลายลักษณอักษรแกประชาชนของตนทานศาสดามุหัมมัดเปนคนแรกที่ประจักษถึงความสําคัญของความรวมมือและการใหความสําคัญตอประชาชนในการบริหารรัฐและการรักษาสัญญานี้ยังไดแสดงใหเห็นดวยวาทานศาสดามุหัมมัดมิใชเปนแตนักสั่งสอนศาสนาเทานั้นแตยังเปนรัฐบุรุษที่เปนนักปกครองที่ดีดวยเมื่อศาสนาอิสลามไดกอตัวเปนรัฐแลว มีความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีความพรอมในดานกําลังทหาร การเมืองและเศรษฐกิจ มิฉะนั้นแลวรัฐอิสลามแหงมะดีนะฮฺจะถูกโจมตี และรุกรานจากพวกกุร็อยซฺ และเหลาศัตรูรอบๆ มะดีนะฮฺไดงาย นักประวัติศาสตรที่ไมหวังดีตออิสลามหลายทานกลาวหาศาสนาอิสลามวาชอบทําสงครามและเผยแพรศาสนาดวยคมดาบ อันที่จริงแลวอิสลามเปนศาสนาสันติ ที่จําเปนตองทําสงครามนั้นก็เพราะวาเพื่อปกปองศาสนาและอธิปไตยของรัฐเทานั้น ในสมัยของทานนบีเองหลังจากอพยพมายังมะดีนะฮฺแลวมีสงครามเกิดขึ้นระหวางชาวมุสลิมกับศัตรูตางๆถึง 47 ครั้ง และในจํานวนนั้นทานนบีเขารวมสงครามดวยตนเองถึง 27 ครั้ง ในบรรดาสงครามตางๆ เหลานี้ มีสงครามที่สําคัญดังนี้
  • 18. F 18สงครามบัดรฺเปนสงครามครั้งแรก และเปนสงครามที่สําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นระหวางชาวมุสลิมกับพวกกุร็อยซฺ เกิดขึ้นในเดือนรอมฏอนปที่ 2 หลังจากอพยพ หรือค.ศ. 624 ณ บอบัดรฺ ซึ่งกองทัพมุสลิมมีจํานวนพล 313 คน สวนกองทัพกุร็อยซฺมีจํานวนผลประมาณหนึ่งพันคน โดยมีอบูญะฮัลเปนแมทัพสาเหตุของสงครามสาเหตุของสงครามบัดรในครั้งนี้กลาวคือ ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) ทราบขาววากองคาราวานพาณิชยของพวกกุร็อยซฺ ซึ่งนําโดยอบูซุฟยานกลับมาจากซีเรีย ทานนบบีไดปรึกษาหารือกับเหลาสาวกของทาน และตัดสินใจที่จะสงทหารไปโจมตีกองคาราวานของอบูซุฟยานนี้ อบูซุฟยานไหวตัวกอน จึงเปลี่ยนเสนทาง พรอมกับขอกําลังชวยเหลือจากมักกะฮฺ ฝายกุร็อยซฺมักกะฮฺจึงยกกองทัพมาเพื่อที่จะบดขยี้ฝายมุสลิมกองทัพทั้งสองฝายไดประจัญบานกัน ณ บอบัดรฺ ซึ่งอยูหางจากมะดีนะฮฺเพียงไมกี่ไมลทานศาสดาสั่งใหตั้งทัพอยูใกลกับเนินเขาอัล อาริช และเพื่อจะตัดน้ําจากฝายขาศึกซึ่งตั้งทัพอยูทางดานใตของหุบเขา ทานจึงไดสั่งขุดบอขนาดใหญขึ้นหลายบอใหน้ําไหลกลับเขามาในบอเหลานั้น ทั้งนี้มิใชเพียงเพื่อกันไมใหสายน้ําไหลเขาสูคายพักของพวกขาศึกเทานั้น แตเพื่อเก็บน้ําไวใหฝายมุสลิมใชดวย ตอนเชาตรูของวันที่ 13 มีนาคมค.ศ. 624 ทานไดจัดทัพและใหคําแนะนําแกพวกทหารของทานกอนจะเคลื่อนทัพไปทานไดวิงวอนขอตอพระเจา ขอใหทหารของทานมีชัยชนะตอกองทัพของขาศึกที่มีจํานวนมากกวาหลายเทาตามธรรมเนียมของอาหรับ นายทัพของทั้งสองฝายจะตองตอสูกันตัวตอตัว นายทัพของฝายกุร็อยชมีชัยบะฮ อุตบะฮและวะลีด บิน อุตบะฮไดทาทายนายทัพฝายมุสลิม ซึ่งมีอุบัยดะฮฺ ฮัมซะฮฺและอะลีออกไปสูกันตัวตอตัว นายทัพฝายกุร็อยชตอสูอยางกลาหาญแตก็แพและถูกฆาตายเกือบหมด กองทัพทั้งสองจึงเขาประจัญบานกัน
  • 19. F 19ดวยขวัญและกําลังใจที่เหนือกวา ประกอบกับความชวยเหลือจากพระเจา ในที่สุดกองทัพมักกะฮฺก็พายแพ พวกทหารที่เหลือตางก็แตกทัพและหนีออกจากสนามรบทหารที่เหลือถูกจับเปนเชลยเปนจํานวนมาก อบูญะฮัล ผูเปนปรปกษที่รายกาจที่สุดของทานศาสดาก็ถูกฆาตายในสนามรบดวยผลของสงครามผลของสงครามในครั้งนี้ฝายมุสลิมไดรับชัยชนะ ทหารของกุร็อยซฺถูกฆาตาย 70คน และถูกจับเปนเชลยเปนจํานวนมาก สวนฝายมุสลิมเปนซะฮีดแค 14 คนเทานั้นทานศาสดาไดสั่งใหสานุศิษยของทานปฏิบัติตอเชลยศึกที่ไมมีเสื้อผาใสก็รับแจกเสื้อผาและพวกเขาไดรับการเลี้ยงดูดวยอาหารเชนเดียวกับฝายมุสลิม มุสลิมบางคนถึงกับสละขนมปงใหเชลยศึกกินสวนตัวเองกินเพียงอินทผลัม ตอมาทานศาสดาก็ตัดสินใจที่จะปลอยเชลยศึกไปโดยใหมีการเสียคาไถ แมแตญาติของทานเองก็ใหสอนหนังสือใหแกเด็กชายมุสลิมสิบคนแทนการเสียคาไถ สวนพวกที่ยากจนไมมีเงินคาไถก็ไดรับการปลอยตัวไปโดยใหสัญญาวาจะไมตอสูกับมุสลิมอีกในภายหนา การปฏิบัติของมุสลิมตอเชลยศึกอยางโอบออมอารีเชนนี้เปนสิ่งที่ไมเคยมีมากอนเลยในประวัติศาสตรผลของสงครามบัดรฺเปนเหตุการณที่มีความหมายตอชะตากรรมขอลงอิสลามอยางมากที่สุดในประวัติศาสตรของอิสลาม เพราะหากฝายมุสลิมไมสามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได อิสลามก็อาจจะถูกกวาดลางใหสูญไปจากโลกนี้เลยก็ได ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ไดใหความหวังใหมแกชาวมุสลิมและเปนกําลังใจแกพวกเขาเปนอยางมาก ในสงครามนี้อํานาจของพวกกุร็อยชก็ถูกทําลายลงและความหยิ่งผยองของพวกเขาก็ลดลงไปดวย ในขณะที่อิทธิพลของทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) และอํานาจของอิสลามเริ่มมีมากขึ้นตลอดไปถึงอาณาบริเวณนอกเมืองมะดีนะฮฺดวย สงครามครั้งนี้ยังมีผลกระทบกระเทือนอยางหนักตอชาวยิวและชนเผาใกลเคียงคือ เบดูอินพวกเขาไดรูวาบัดนี้ไดมีพลังอันไมอาจจะเอาชนะไดเกิดขึ้นแลวในอารเบีย แตกอนนี้พวกยิวไมไดใหความสําคัญอันใดแกชาวมุสลิมนักแตเดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มรูถึงความเขมแข็งของมุสลิมสงครามบัดรชวยใหฝายมุสลิมผนึกกําลังของอิสลามในมะดีนะฮฺ และทําใหพวกเขาตอสูกับผูคนที่มีทิฐิในเมืองนั้น ไดอยางไมหวั่นหวาด
  • 20. F 20สงครามอุฮุดเกิดขึ้นในปที่ 3 หลังจากอพยพ หรือ ค.ศ. 625 ณ เชิงเขาอุฮุดทางตอนเหนือของเมืองมะดีนะฮฺ โดยฝายกุร็อยซฺมีกําลังพลถึง 3,000 คน ซึ่งนําโดยอบูซุฟยาน สวนฝายมุสลิมมีกําลังพลแค 700 คน เทานั้นสาเหตุของสงครามพวกกุร็อยชไมอาจจะลืมความพายแพอยางยับเยินที่ฝายตนไดรับในสงครามบัดรได ทําใหหัวหนาบางคนของพวกเขาอยางเชนอบูญะฮชและอุตบะฮฺไดถูกฆาตายไปในการตอสูครั้งนั้น นับแตนั้นมาก็มีเสียงกูกองแกแคนดังขึ้นทั่วหุบเขาแหงมักกะฮฺนอกจากนั้นการที่พวกลูกหลานของฮาชิมมีอํานาจสูงขึ้นภายใตการนําของทานศาสดาก็ยังเปนที่บาดใจของพวกอุมยยะฮฺอีกดวย ดังนั้นความขัดแยงระหวางกลุมคนสองสาขาของตระกูลกุร็อยชคือพวกฮาชิมกับอุมัยยะฮฺจึงเปนเรื่องที่หลีกเลี่ยงไมไดในปที่ 3 แหงฮิจญเราะฮฺพวกกุร็อยชไดเคลื่อนกองทัพมีจํานวน 3000 คนภายใตการนําของอุบูซุฟยานตรงมายังมะดีนะฮฺหลังจากเดินมาไดสิบวันก็มาถึงหุบเขาอะกีก ซึ่งอยูหางไปทางทิศตะวันตกของมะดีนะฮฺประมาณหาไมล และไดตั้งคายอยูที่เชิงเขาอุฮุดซึ่งอยูทางเหนือของมะดีนะฮฺ ภายในภูเขามีถ้ํากวางพอที่จะบรรจุคนไดหลายพันคนเมื่อทานศาสดาไดขาววา กองทัพพวกกุร็อยชฺเคลื่อนมาจึงไดสั่งใหสานุศิษยของทานเตรียมตัวไวทานศาสดาตองการจะรับศึกในเมือง แตบรรดาทหารหนุมทั้งหลายนั้นกระตือรือรนใครจะออกไปรับมือขาศึกที่นอกเมือง เปนเหตุใหทานศาสดาตองตัดสินใจยกทัพออกนอกมะดีนะฮฺ ฝายมุสลิมมีทหารจํานวนหนึ่งพันคน แตในระหวางทางหัวหนามุนาฟกคืออับดุลลอฮ อิบนุ อุบัยดฺ กับพรรคพวกของเขาจํานวน 300 คนไดละทิ้งกองทัพไปเสีย กองทัพของฝายมุสลิมจึงเหลือเพียง 700 คนเทานั้น กองทัพอิสลามเคลื่อนทัพมายังภูเขาอุฮุดและใชถ้ําในภูเขาเปนที่ตั้งคายทหาร ทานนบีไดตัดสินใจที่จะตอสูตรงสวนโคงดานนอกของภูเขาและไดสั่งใหทหารธนูจํานวน 50 คนเขาประจําที่บนเนินเขาอัยนัยน (Ainain) ทหารแมนธนูเหลานั้นรวมกับทหารมากองเล็ก ๆ จะเปนผูคอยคุมครองทางผานระหวางภูเขาอุฮุดกับเนินเขาอัยนัยน ไมใหฝายขาศึกโจมตีมาจากดานหลังกองทัพมุสลิมได เมื่อฝายกุร็อยชรูวากองทัพของฝายมุสลิมมาถึงแลว ก็
  • 21. F 21ออกมารับมือดวยกองทหารราบทั้งหมดกับกองทหารมาอีกครึ่งกองภายใตการนําของอิคริมะฮฺ สวนทหารมาอีกครึ่งกองภายใตการนําของคอลิด บิน วะลีด จะออมไปโจมตีฝายมุสลิมจากดานหลังผลของสงครามในระหวางการสูรบตอนแรกฝายมุสลิมไดชัยชนะ แตยังไมทันที่การรบจะสิ้นสุดลง กองทหารธนูเห็นชัยชนะเปนของพวกตน จึงไดลงมารุกไลฝายศัตรูและชวยกันเก็บทรัพยสินสงครามโดยละทิ้งหนาที่ ทั้งๆที่ทานนบีไดสั่งแลววาหามละทิ้งหนาที่เปนอันขาดไมวาจะเกิดอะไรขึ้น กองทัพฝายมุสลิมจึงระส่ําระสายไมเปนระเบียบ คอลิดเห็นไดโอกาสจึงลอบเขาโจมตีกองทัพมุสลิมจากดานหลัง ทําใหฝายมุสลิมพายแพแตกกระจัดกระจายไป ทานศาสดาพยายามที่จะนําพวกเขากลับมาแตก็ไมสําเร็จ ฝายกุร็อยชฺไดขวางกอนหินมายังทานศาสดาจนทําใหทานลมลงบนพื้นดิน ปากแตก ฟนหักไปหลายซี่ทานพยายามลุกขึ้นแตก็ลมลงไปอีกในหลุมที่พวกกุร็อยซฺขุดดักไว ทานอะลีและฏ็อลฮะฮฺ ก็ไดพยุงทานใหลุกขึ้นมา และในเวลานั้นมีขาวลือไปวาทานศาสดาถูกฆาเสียแลวอันที่จริงนั้นทานเพียงแตตกตลึงไปเทานั้น . ทานไดไตเขาไปซอนในถ้ําในภูเขาอุฮุดซึ่งกองทัพสวนใหญของทานกําลังรออยู ฝายมุสลิมสูญเสียชีวิตเปนซะฮีด 70 คน ในสงครามนี้มีเหตุการณที่นาเศราเกิดขึ้นกลาวคือ นางฮินด ซึ่งเปนภรรยาของอบูซุฟยานไดทํารายศพชาวมุสลิมโดยการตัดหู ตัดจมูกอยางบาคลั่ง และที่นาเศราที่สุดนางไดผาทองทานฮัมซะฮฺซึ่งเปนลุงของทานนบี ควักตับออกมาเคี้ยวกิน เพื่อแกแคนที่ทานฮัมซะฮฺไดฆาญาติพี่นองของนางในสงครามบัดรฺครั้งที่แลวเผานะฎีรเปนชาวยิวหนึ่งในสามเผาที่อาศัยอยูในเมืองมะดีนะฮฺ คือ ยิวเผาก็อยนุกออฺ และยิวเผากุร็อยซะฮฺ ยิวเผาก็อยนุกออฺนั้นถูกขับไลออกจากเมืองมะดีนะฮฺแลวเมื่อฮิจเราะฮฺศักราชที่ 3 ทั้งนี้พวกเขาไดละเมิดสนธิสัญญาสันติที่ทําขึ้นกับชาวมุสลิม สวนสงครามยิวเผานะฎีรนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนร็อบบิลอุลอัววัล ปที่ 4 แหงฮิเราะฮฺศักราช
  • 22. F 22สาเหตุและผลของสงครามมีอยูวันหนึ่ง ทานนบีพรอมกับสหายของทานไปเยี่ยมยิวเผานะฎีร ณ หมูบานของพวกเขา ทั้งนี้เพื่อที่จะตกลงในเรื่องคาชดเชยที่อุมัร บิน อุมัยยะฮฺซึ่งเปนมุสลิม ไดฆาชาวยิวเผาอามิรสองคนตายโดยไมเจตนา ในขณะที่ทานนบีเขาไปในหมูบานพวกยิวเผานะฎีรนั้น พวกเขาไดวางแผนลอบสังหารทานนบีโดยการโยนกอนหินจากหลังคาบานลงมาบนศรีษะของทานนบี แตแผนการณอันชั่วรายนี้รับรูถึงทานนบีโดยการบอกของมะลาอิกะฮฺ ทานนบีจึงถอยออกจากหมูบานนั้น และรีบกลับมายังมะดีนะฮฺคนเดียว โดยไมบอกใหสหายของทานทราบ และปลอยใหพวกเขาอยูในหมูบานชาวยิวนั้น สหายของทานรูสึกแปลกใจที่นบีหายไป จึงชวยกันหา ระหวางทางเจอกับคนคนหนึ่งที่พึงกลับมาจากมะดีนะฮฺและทราบวาทานนบีกลับมาถึงมะดีนะฮฺแลวทานนบีเลาถึงแผนการรายนี้ใหแกสาวกผูใกลชิดไดรับรู และปรึกษาหารือกันเพื่อจะจัดการกับยิวกลุมนี้ จึงมีมติตกลงกันสงทานมุหัมมัด บิน มัสละมะฮฺ เปนตัวแทนของทานไปยื่นคําขาดใหแกยิวเผานะฎีรใหออกจากพื้นที่มะดีนะฮฺภายใน 10 วัน ฐานละเมิดสนธิสัญญาและพยายามลอบสังหารทานนบี เมื่อพวกเขาทราบวาถูกเนรเทศออกจากมะดีนะฮฺ จึงคิดปกหลักตอสูทันที หัวหนาของพวกเขาที่มีชื่อวา ฮูยัย อิบนุอัคตอบไดสั่งพักพวกเขาเตรียมอาวุธ อาหารและสัมภาระอื่นๆ ตั้งมั่นอยูในปอมคาย ทานนบีไดยกทัพมาปดลอมพวกเขา สงครามดําเนินไปประมาณ 15 วัน 15 คืน ในที่สุดพวกยิวจึงยอมแพ พวกเขาไดขอรองใหทานนบีไวชีวิตและปลอยพวกเขาไป ทานนบีไดปลอยพวกเขาโดยมีเงื่อนไขวา- ยิวเผานะฎีรทุกคนจะตองออกจากมะดีนะฮฺ ยกเวนผูที่เขารับอิสลาม- หามนําอาวุธและสัมภาระอื่นๆ เวนแตที่จําเปนเทานั้น- อนุญาตใหชาวยิวสามารถนําอูฐออกไปไดครอบครัวละ 3 ตัวสวนหนึ่งของพวกเขาไดอพยพตั้งหลักแหลงที่ค็อยบัร และอีกสวนหนึ่งไปอยูทางใตของซีเรีย กองทัพมุสลิมสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ อาหารและที่ดินของพวกยิวเผานะฎีรนี้เปนจํานวนมาก
  • 23. F 23สงครามนี้เกิดขึ้นในเดือนซาวัล ปที่ 5 ของฮิเราะฮศักราช เกิดขึ้นในรอบๆ เมืองมะดีนะฮฺ ที่มีชื่อวาสงครามคูเมือง หรือค็อนดักนั้น เพราะวาฝายมุสลิมไดขุดคูรอบๆ มะดีนะฮฺเพื่อปกปองการโจมตีของฝายศัตรู สงครามนี้มีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวาสงครามอัหซาบ แปลวาเผาและกลุมตางๆ กลาวคือ ฝายกุร็อยซฺมักกะฮฺไดพยายามรวบรวมพันธมิตรจากเผาและกลุมตางๆ เปนจํานวนมากมาโจมตีเมืองมะดีนะฮฺสาเหตุของสงครามถึงแมวามุสลิมจะพายแพในสงครามอุฮุด แตในเวลาตอมาก็สามารถรวมกําลังกันไดเขมแข็งกวาเดิม พวกกุร็อยชยังตองการที่จะเขนฆาพวกมุสลิมอยูตอไป พวกเบดูอินเผาตางๆ ซึ่งไมชอบใจที่ทานศาสดาคอยขัดขวางไมใหพวกเขาคอยดักปลนสดมภคนเดินทาง จึงเขาสมทบกับพวกกุร็อยชฺดวย พวกยิวเผานะฎิรที่ถูกขับไลออกจากเมืองเพราะทําการทรยศและประพฤติมิชอบ จึงไดคบคิดกับพวกกุร็อยชและพวกเบดูอินเผาตางๆ ตอตานมุสลิมในปที่ 5 แหงฮิจเราะฮฺศักราช หรือ ค.ศ. 627 พวกกุร็อยชฺ เบดูอินเผาตางๆและยิวรวมหัวกันตกลงจะโจมตีเมืองมะดีนะฮฺ จึงไดยกกองทัพใหญประกอบดวยพลทหาร 10,000 คน พรอมดวยมา 600 ตัว ภายใตการนําของอบูซุฟยาน เมื่อทานนบีไดทราบขาวของขาศึกก็รวบรวมกําลังคนได 3000 คน เพื่อรอรับขาศึก ดวยคําแนะนําของซัลมาน อัล ฟาริซียะฮฺ ทานศาสดาไดใหขุดคูยาวลอมเมืองไว และสั่งใหผูคนที่อยูนอกเมืองเขามารวมกันอยูในเมือง สงพวกผูหญิงและเด็กๆ ไปไวในหอคอยและปอมตางๆ กองทัพพวกกุร็อยชฺและบรรดาพันธมิตรเขามาลอมเมือง พยายามจะโจมตีและยึดเมืองมะดีนะฮฺไว แตฝายมุสลิมก็ตอบโตไวไดทุกครั้ง สงครามไดยืดเยื้อนานหลายสัปดาห ซึ่งในระหวางนั้นเสบียงอาหารของฝายกุร็อยชฺไดรอยหรอลง ทําใหพวกเขาลังเลใจ และเบื่อหนายที่ปดลอมเมืองมะดีนะฮฺอยางไรผลและไมเห็นชัยชนะอยางเด็ดขาด และในระหวางนั้นเกิดความไมไววางใจระหวางพันธมิตรของกุร็อยซฺดวยกันประกอบกับมีพายุพัดกระหน่ําอยางรุนแรงทําใหคายทหารของฝายกุร็อยซฺเสียหายเปนจํานวนมาก อบูซุฟยานจึงตัดสินใจถอนกําลังถอยกลับมักกะฮฺ พวกเบดูอินเผาตางๆและพวกยิวตางก็ทยอยถอนกําลังไป และตางก็รูสึกหมดกําลังใจที่ทําสงครามไมไดผล
  • 24. F 24ผลของสงครามถึงแมวาสงครามในครั้งนี้ฝายมุสลิมตายซะฮีด 6 คน ฝายกุร็อยซฺตายเพียง 4 คนก็ตาม แตผลของสงครามนั้นบงบอกถึงความพายแพของฝายกุร็อยซฺ และเหลาพันธมิตรของพวกเขาอยางยับเยิน ผลของสงครามคูเมืองเปนเสมือนหัวเลี้ยวหัวตอในประวัติศาสตรอิสลาม การโจมตีของฝายกุร็อยชฺไมไดผลถึงแมวาเขาไดพยายามรวบรวมพันธมิตรจากเผาตางๆ แลวก็ตาม แสดงถึงความออนแอของกําลังทหารของฝายพวกเขา ศักดิ์ศรีของพวกกุร็อยชฺจึงเสื่อมคลาย ตรงกันขาม ชัยชนะในสงครามทําใหทานศาสดามีเกียรติยศสูงสงขึ้นอีกในฐานะเปนผูปองกันเมืองไวจากการรุกรานของศัตรูได บัดนี้ชาวเมืองมะดีนะฮฺจึงถือวาทานเปนผูปกครองเมืองนั้นอยางเด็ดขาด ชัยชนะที่ฝายมุสลิมมีตอกองทัพซึ่งมีจํานวนมหาศาลกวาครั้งนี้ไดยังผลใหเผาตางๆ ที่อยูใกลเคียงเขามาสวามิภักดิ์ตอฝายมุสลิมอีกดวย นับตั้งแตนั้นมาอิสลามก็ไดแผขยายออกไปอยางรวดเร็ว ในทามกลางชนเผาใกลเคียงในป ฮ.ศ. ที่ 6 ทานศาสดาไดทําสัญญากับชาวคริสเตียน อันเปนเหตุการณที่มีขันติธรรมอยางแทจริงของทาน ชาวคริสเตียนเหลานั้นจะถูกเรียกเก็บภาษีอยางยุติธรรม พระของพวกเขาก็จะไมถูกขับไลออกจากโบสถชาวคริสเตียนที่จะไปแสวงบุญจะไมถูกหนวงเหนี่ยวไว โบสถของคริสเตียนจะไมถูกโคนทําลายเพื่อเอามากอสรางมัสญิด หญิงคริสเตียนที่แตงงานกับชายมุสลิมก็มีสิทธิ์ที่จะยังคงนับถือศาสนาเดิมของตนไดในเมื่อมีการซอมแซมโบสถคริสเตียนมุสลิมจะตองใหความรวมมือชวยเหลือดวยเวลาไดผานไปหกปแลวที่ชาวมุสลิมทิ้งมักกะฮฺมาอาศัยอยูมะดีนะฮฺ นับตั้งแตนั้นมาพวกเขาก็ยังไมมีโอกาสไดไปทําฮัจญหรือเยี่ยมบานเกิดเมืองนอนของพวกเขาเลยหลังสงครามคูเมืองแลวพวกมุสลิมตางก็กระตือรือรนอยากกลับไปเยี่ยมเยียนบานเกิดของพวกเขา ทานศาสดารูถึงความปรารถนาอันแรงกลาของพวกเขา จึงไดประกาศวาทานจะไปเยือนมักกะฮฺในปฮิจเราะฮฺ ศักราชที่ 6 (ค.ศ. 628 ) ทานก็ไดเดินทางมุงไปมักกะฮฺเพื่อประกอบพิธีฮัจญพรอมดวยผูติดตามจํานวน 1,400 คน ขณะนั้นเปนเดือนซุลเกาะดะฮฺ ซึ่งเปนเดือนตองหาม การทําสงครามในเดือนนั้น ถือเปนสิ่งที่ผิดอยางมหันต
  • 25. F 25แมกระนั้นพวกกุร็อยชไมตองการใหทานศาสดาเขามาในเมืองมักกะฮฺ และประกอบพิธีฮัจญดังนั้นเมื่อพวกเขาทราบถึงการมาของชาวมุสลิม พวกเขาก็รีบมาขวางทางไวทานศาสดาจึงวกไปทางอื่นและหยุดพักอยูที่สถานที่แหงหนึ่งซึ่งมีชื่อวาหุดัยบียะฮฺ ซึ่งอยูหางจากมักกะฮฺ ประมาณเกาไมล ทานศาสดาและฝายกุร็อยซฺตางก็สงตัวแทนเขามาเจรจาเพื่อไมใหเหตุการณในครั้งนี้ตกลงกันไดดวยสันติ พวกเขายืนกรานหามทานนบีและสานุศิษยของทานเขาเมืองมักกะฮฺในปนี้ ทานนบีจึงสงทานอุษมานเปนตัวแทนของทาน เพื่อเจรจากับอบูซุฟยาน การเจรจาดําเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดขาวลือแพรออกไปวาทานอุษมานถูกพวกกุร็อยชฆาตายเสียแลวจึงกอใหเกิดความวุนวายอยางใหญโตขึ้นในคายพักของชาวมุสลิม ทานศาสดาไดนั่งลงใตตนไมใหญและขอใหสานุศิษยของทานใหสัตยปฏิญญาณวาพวกเขาจะตอสูจนคนสุดทาย ถาหากอุษมานมีอันเปนไป ทุกคนเต็มใจที่จะแกแคนแทนทานอุษมาน ขอตกลงนี้เรียกวา “ ขอตกลงของบรรดาผูที่ไดรับความโปรดปรานจากพระเจา ” ซึ่งมีบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลฟตฮฺ อายะฮฺที่ 18 แตแลวทานอุษมานก็กลับมาหลังจากนั้นสองสามวันพวกกุร็อยชฺรูสึกกลัวและในที่สุดก็ยอมตกลงกันไดในบางเรื่องกับฝายมุสลิม ไดมีการทําสนธิสัญญาขึ้นระหวางพวกกุร็อยชฺกับทานศาสดา สนธิสัญญานี้รางขึ้นดวยความเห็นชอบทั้งสองฝาย โดยมีสุฮัยลฺ อิบนุ อัมรฺ เปนผูเซ็นทราบในนามตัวแทนของชาวมักกะฮฺ สนธิสัญญานี้เรียกวา “ สนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ ” ซึ่งมีขอตกลงกันดังนี้- ทั้งสองฝายตกลงใหยุติการสูรบและการรุกรานดวยกําลัง มีกําหนดระยะเวลา 10 ป- ผูใดก็ตามที่เปนชาวกุร็อยซฺหากเดินทางมายังมุหัมมัด โดยมิไดมีหนังสือรับรองจากหัวหนาฝายนั้น จะตองถูกสงตัวกลับทันที- มุสลิมคนใดที่เดินทางมาเรื่องธุรกิจ เพื่อติดตอกับชาวมักกะฮฺ จะตองไมถูกกักกันหรือแกลงยึดตัวไป- ประชาชนกลุมใดที่ปรารถนาจะเขาเปนพันธมิตรกับฝายใดฝายหนึ่ง ใหพึงถือวามีเสรีภาพที่จะทําไดโดยไมมีเงื่อนไข- เมื่อชาวมุสลิมปฏิบัติพิธีฮัจญเสร็จสิ้นแลว จะตองรีบเดินทางกลับทันที
  • 26. F 26- ชาวมุสลิมจะไดรับอนุญาติใหเขามาประกอบพิธีฮัจญในนครมักกะฮฺ และจะพักอยูไดไมเกิน 3 วัน และจะตองไมมีอาวุธอื่นติดตัวมาดวยนอกจากมีดสั้นเพียงเลมเดียวสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺเปนชัยชนะอันยิ่งใหญสําหรับอิสลาม ขอความในสนธิสัญญาแสดงความยิ่งใหญของทานศาสดาและความดีงามของวิถีทางของทานถึงแมวาภายนอกสนธิสัญญานี้จะทําใหฝายมุสลิมเสียเกียรติก็ตาม มันก็ใหประโยชนแกทานศาสดาเปนอยางมาก เพราะสนธิสัญญานี้รับรูสถานภาพทางการเมืองของทานนบีในฐานะที่มีอํานาจเปนอิสระ ยิ่งกวานั้นเวลาสงบศึกสิบปนั้นก็เปนการใหเวลาและโอกาสแกอิสลามที่ขยายออกไปไดอยางแข็งแกรงพอที่จะเอาชนะพวกกุร็อยชได ทั้งในดานการเมืองและดานจิตวิญญาณ ผลของสนธิสัญญานี้ก็คือมีผูมาเขารับอิสลามมากขึ้นอยางมากมาย นักรบผูสามารถอยางคอลิด บิน วะลีด และอัมร บินอัส ก็ไดมาเขารับอิสลามหลังจากที่ไดทําสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺนี้ในเมื่อทานศาสดารูสึกมั่นใจในตําแหนงของทาน ทานก็ไดสงทูตไปยังประเทศเพื่อนบาน ผูปกครองแควนตางๆ ของอารเบียเพื่อชักชวนใหเขาเหลานั้นมารับอิสลามและประกาศศาสนาใหแผไพศาลยิ่งขึ้น มีผูปกครองจํานวนมากที่เขารับอิสลาม แตจักรพรรดิ์คุสโร แหงเปอรเซียกลับดูหมิ่นทูตที่ทานศาสดาสงไป และทูตอีกคนหนึ่งที่ถูกสงไปยังเจาชายคริสเตียนแหงดามัสกัสก็ถูกฆาตายอยางทารุณสงครามนี้เกิดขึ้นในเดือนมะหฺรอม ปที่ 7 แหงฮิจเราะฮฺศักราช ณ ตําบลค็อยบัรทางตอนเหนือของเมืองมะดีนะฮฺ ที่มีชื่อวาค็อยบัร ทั้งนี้เพราะวาหมูบานดังกลาวมีปอมปราการที่แข็งแรงหลายแหงลอมรอบหมูบานนี้ ยิวที่อยูในตําบลนี้เปนกลุมที่แข็งแรงที่สุด ร่ํารวยที่สุด และมีอาวุธมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับยิวกลุมอื่นๆ ในอารเบียหัวหนาพวกเขามีชื่อวา ซัลลาม อิบนุ มิก ชาม ทานนบีไดยกกองทัพซึ่งประกอบดวยนักรบฝมือดีประมาณ 1,600 คน และทหารมาอีก 100 คน เขาจูโจมพวกยิวที่ค็อยบัรอยางกระทันหันโดยที่พวกเขาไมทราบลวงหนา
  • 27. F 27สาเหตุและผลของสงครามพวกยิวเปนพวกที่กอกวนทานนบีมาโดยตลอด และชอบหักหลังและทรยศซ้ําเติมเสมอขณะที่ชาวมุสลิมอยูในภาวะคับขัน พวกเขามักละเมิดสัญญาที่ทําตอกันไวและทําตัวเปนพันธมิตรกับฝายศัตรูของชาวมุสลิม สิ่งเหลานี้สรางความเจ็บปวดแกชาวมุสลิมเปนอยางมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งกลุมยิวที่ถูกเนรเทศออกจากเมืองมะดีนะฮฺและมาอาศัยอยูที่ค็อยบัร พวกเขามีความปรารถนาที่จะแกแคนทานนบีอยูตลอดเวลา พวกเขาไดพยายามทําตัวเปนศัตรูตอชาวมุสลิมทุกวิถีทาง หลายครั้งหลายหนพวกเขาไดปลนสดมภทุงเลี้ยงสัตวของมุสลิมในเขตเมืองมะดีนะฮฺแลวหลบหนีไปพรอมดวยสัตวที่ปลนมา เพื่อที่จะลงโทษพวกเขา และสรางความปลอดภัยทางตอนเหนือของมะดีนะฮฺทานศาสดาจึงไดนํากองทัพซึ่งมีจํานวนพล 1,600 คน และทหารมาอีก 200 ตัว ไปโจมตีพวกยิวที่ค็อยบัรโดยไมทันรูตัว กองทัพมุสลิมเขาลอมค็อยบัรอยางเขมงวด พวกยิวก็ตอสูอยางจนตรอกปอมปราการหลายแหงของยิวถูกกองทัพมุสลิมตีแตก จนในที่สุดพวกยิวหมดหนทางตอสูจึงขออภัยตอทานนบี และขอรองใหทําสัญญาสันติภาพระหวางกันขึ้น ทานศาสดาก็รับขอเสนอของพวกเขาโดยมีเงื่อนไขวา อนุญาตใหพวกเขาอาศัยอยูที่เดิมได แตพวกเขาตองแบงผลผลิตจากการปลูกพืชพันธุในแตละปใหแกชาวมุสลิมครึ่งหนึ่งเปนภาษีรัชชูปการ เมื่อพวกยิวหมดอํานาจทางการเมืองและยอมจํานนตอทานศาสดาหมดแลว ดินแดนทางตอนเหนือของเมืองมะดีนะฮฺก็มีความปลอดภัยเชนเดียวกับดินแดนทางใตหลังจากที่ไดทําสนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺมุสลิมมีชีวิตอยางปลอดภัยในนครมะดีนะฮฺ มีชีวิตที่รุงเรื่อง มีความมั่งคั่ง ในระยะนี้ชาวมุสลิมไมไดคิดถึงสงครามหรือการตอสูใดๆ นอกจากการสงทหารไปปราบปรามผูที่รุกรานดินแดนและทรัพยสมบัติของพวกเขาเทานั้น แตก็เปนสงครามยอยๆ ไมคอยสําคัญอะไรมากนัก ในเดือนซุลเกาะดะฮฺ ปที่ 7 แหงฮิจเราะฮฺศักราชทานนบีกับชาวมุสลิมประมาณ 2,000 คน ไดออกเดินทางไปทําอุมเราะฮฺ ณ นครมักกะฮฺตามขอตกลงในสัญญาหุดัยบิยะฮฺ สรางความพอใจใหกับมุสลิมที่ไดไปเยือนมักกะฮฺอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาสามารถอยูที่นั้นไดสามวัน เมื่อทําพิธีอันศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้นเรียบรอยแลวก็เดินทางกลับมายังมะดีนะฮฺอยางปลอดภัย
  • 28. F 28สงครามนี้เกิดขึ้นในเดือนญะมาดิลเอาวัล ปที่ 8 แหงฮิจเราะฮฺศักราช ณ ตําบลมุอตะฮฺในเขตประเทศชาม นับวาเปนสงครามแรกที่กองทัพมุสลิมเผชิญหนากับกองทัพโรมัน กองทัพมุสลิมมีจํานวนพลประมาณ 3,000 คน สงครามในครั้งนี้ทานนบีไมไดนําทัพไปเอง ทานไดแตงตั้งทานชัยดฺ อิบนุ ฮะรีษะฮฺ เปนแมทัพ มี ญะอฺฟร อิบนุอบีฎอลิบ เปนรองแมทัพ และมี อับดุลเลาะฮฺ อิบนุ เราะวาหะฮฺ เปนแมทัพรองจากทานญะอฺฟร และมีทานคอลิด อิบนุ วะลีด ซึ่งเพิ่งเขารับอิสลามใหมๆ ไดอาสาไปรบในกองทัพดวย สวนกองทัพของไบแซนไตนรวมแลวมีจํานวนพลไมนอยกวา 200,000 คนสาเหตุของสงครามในระหวางสนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺ ทานศาสดาไดพยายามสงคณะทูตไปยังเมืองตางๆ เพื่อเผยแพรศาสนาอิสลาม ในระหวางนั้นคณะทูตของทานนบี 5 คนที่สงไปยังเผาบนูสุลัยมฺ ถูกฆาตายไป 4 คน มีเพียงคนเดียวเทานั้นที่สามารถหนีรอดกลับมายังมะดีนะฮฺได ทานไดสงคณะทูตอีก 15 คน ไปยังซาต อัตตัลฮฺ ซึ่งอยูชานเมืองของประเทศชาม แตคณะทูตถูกระดมยิงดวยธนูจนสิ้นชีวิตหมด ทานนบีไมพอใจอยางมากกับเหตุการณนี้ และสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ความโกรธแคนที่คนในเผาฆ็อสสานไดจับและฆาอยางทารุณคณะทูตผูถือสาสนของทานนบีไปยังเจาเมืองบุศรอ การฆาคณะทูตนั้นไดกระทําในนามของจักรพรรดิ์ฮิราคลิอุสแหงไบแซนไตน การกระทําเชนนี้เปนการทําลายความสงบและกฎระหวางประเทศ ทานนบีจําเปนจะตองจัดกองทัพเพื่อที่ลงโทษเจาเมืองบุศรอ และเผาฆ็อสสานที่ปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุการณฆาตกรรมในครั้งนี้เมื่อขาวการยกทัพของฝายมุสลิมไดแพรหลายยังพวกไบแซนไตน เชอราบีล ซึ่งเปนแมทัพของฮิราคลิอุสอยูในเมืองชามก็ไดรวบรวมกําลังพลเปนจํานวนมาก ในขณะเดียวกันไดขอรองใหฮิราคลิอุสสงทหารโรมันและอาหรับเพิ่มอีกประมาณ 100,000คน ซึ่งตั้งทัพอยูที่มะอับในเมืองบัลกา นองชายฮิราคลิอุส คือ ธิโอโดรัส ก็ยกกําลังพลจากทหารไบแซนไตนประมาณ 100,000 คนมาสมทบอีก ทําใหกองทัพของโรมันมีจํานวนพลไมนอยกวาสองแสนคนฝายกองทัพมุสลิมซึ่งขณะนั้นตั้งทัพอยูที่มะอานเมื่อไดยินขาวนี้ก็ไมรูจะทําอยางไร เพราะขาศึกมีกําลังจํานวนหลายสิบเทาตัว ซึ่งมองไมเห็นชัยชนะเลย แตดวยความศรัทธาที่เขมแข็ง และมั่นใจในพลังศรัทธา พวกเขาจึงเดินทัพตอไปยังบัลกาและ
  • 29. F 29มุงสูตําบลมุอฺตะฮฺ ซึ่งกองทัพไบแซนไตนตั้งคายอยูที่นั้นอยูแลว สองกองทัพจึงเผชิญหนากัน ฝายมุสลิมถึงแมวาจะเสียเปรียบในจํานวนพลแตก็เขาตีขาศึกอยางไมรั้งรอ การรบดําเนินไปอยางทรหด ทารุณและโหดเหี้ยมที่สุด ฝายมุสลิมไดจูโจมลึกเขาไปและถลําตัวอยูในวงลอมของขาศึก จนถูกขาศึกบีบกระชับไดรับความเสียหายอยางหนักทานชัยดฺ อิบนุ ฮะรีษะฮฺ ซึ่งเปนแมทัพฝายมุสลิมเสียชีวิตในขณะที่ทําการรบทานญะอฺฟร ซึ่งเปนรองแมทัพไดเขาทําหนาที่แทนและไดเสียชีวิตอีกเชนกัน แมทัพรองจากทานญะอฺฟร คือ อับดุลลอฮฺ ก็รับชวงตอแตก็เสียชีวิตอีก นายทหารชั้นนําหลายคนเสียชีวิตในสนามรบ ในขณะที่ฝายกองทัพอิสลามกําลังขาดผูนําอยูนั้น เหลาทหารมุสลิมตางก็ขอรองใหขุนพลคอลิด อิบนุวะลีด รับหนาที่เปนแมทัพตอ เพราะทุกคนทราบดีวาในสมัยกอนอิสลามนั้น คอลิด เปนขุนพลที่เชี่ยวชาญในการรบมาก ทานคอลิด ก็ยอมรับตําแหนงนั้นทั้งๆ ที่กองกําลังฝายมุสลิมอยูภาวะที่ระส่ําระสายอยางมากเขาไดพยายามรวบรวมพลที่เหลืออยูและตั้งตัวใหม เขาไดสั่งใหกองทัพมุสลิมทําการบแบบประปรายเพื่อถวงเวลาในการใชอุบายที่จะนําทหารฝาวงลอมของขาศึกใหได จนในที่สุดทานก็ทําไดสําเร็จ สามารถควบคุมกําลังทั้งหมดกลับคืนสูมะดีนะฮฺไดผลของการสงครามสงครามในครั้งนี้ถึงแมวาฝายมุสลิมตองสูญเสียแมทัพและเหลาทหารหาญหลายคนดวยกัน แตก็ไดสรางผลในทางบวกแกศาสนาอิสลามเปนอยางมาก ความกลาหาญและเด็ดเดี่ยวของเหลาทหารมุสลิมสรางความประทับใจแกแมทัพและนายกองของพวกไบแซนไตนบางทานเปนอยางมาก จนกระทั่งมีแมทัพบางทานเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามสามารถเขาครองใจชนเผาตางๆ ที่อยูในประเทศชามประชาชนเปนพันๆ คนจากเผาสุลัยมฺ เผาเกาะฮฺซะฟาน เผาอับสฺ เผาซุบยาน และจากเผาฟะซาเราะฮฺ เขารับนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเผาตางๆ เหลานี้อยูภายใตการปกครองของพวกไบแซนไตน จนกลาวไดวาผลของการสงครามมุอฺตะฮฺนั้น ทําใหประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นอยางไมคาดคิด
  • 30. F 30สนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺเปนโอกาสใหชนเผาคุซาอะฮฺสามารถประกาศตัวเจริญไมตรีเปนพันธมิตรกับฝายทานศาสดามุหัมมัด ซึ่งสรางความไมพอใจแกพวกกุร็อยซฺอยางเงียบๆ และพยายามหาทางกั่นแกลงพวกเขาตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่ง ปลายปที่ 8แหงฮิจเราะฮฺศักราช พวกกุร็อยซฺรวมกับชนเผาบนูบักรซึ่งเปนพันธมิตรของพวกเขาไดเขาจูโจมที่พักของเผาคุซาอะ ฮ ฺที่ตําบลวาดิร และไดสังหารคนเหลานั้นตายไปหลายคนผูแทนสี่สิบคนจากเผาคุซาอะฮฺ จึงเขาพบทานศาสดาและแจงขาวใหทานทราบพรอมกับขอความชวยเหลือจากทาน ทานศาสดาจึงไดสงทูตสันติไปเจรจากับฝายกุร็อยชโดยมีขอเสนอดังนี้พวกกุร็อยซฺและเผาบักรจะตองจายคาทําขวัญใหแกเผาคุซาอะฮฺตามสมควรพวกกุร็อยซฺตองตัดความสัมพันธทั้งหมดกับชนเผาบนูบักร หรือประกาศวาสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺเปนโมฆะพวกกุร็อยชฺเลือกขอเสนอที่ 3 คือ ยกเลิกสนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺ ถึงแมวาตอมาพวกเขาไดสํานึกผิด กระทําไปโดยไมไดคิดอยางรอบคอบซึ่งอาจเกิดผลรายตอพวกเขาในภายหนา พวกเขาไดสงทานอบูซุฟยาน มาเจรจาตอรองกับทานศาสดาเพื่อใหสนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺมีผลใชบังคับตอ แตก็ถูกทานศาสดาปฏิเสธ หลังจากอบูซุฟยานเดินทางกลับยังนครมักกะฮฺอยางผิดหวังแลว ทานนบีไดบอกใหชาวมุสลิมทั้งหลายเตรียมตัวเดินทางไปยึดนครมักกะฮฺ เพื่อเปนการลงโทษฝายกุร็อยซฺฐานละเมิดสัญญาในเดือนรอมฎอน ปที่ 8 แหงฮิจเราะฮฺศักราช ทานศาสดาไดเคลื่อนทัพซึ่งมีจํานวนพล 10,000 คน ไปยังนครมักกะฮฺ เมื่อชาวมักกะฮฺเห็นกองทัพของฝายมุสลิมตางก็ตกใจและเกิดความหวาดกลัวเปนอยางมาก เพราะวาพวกเขาไมมีทางที่จะตอสูและตานกองกําลังฝายมุสลิมได ทานศาสดาไดประกาศใหชาวมักกะฮฺอยูในความสงบทานตองการพิชิตและเขาสูนครมักกะฮฺแหงนี้ โดยสันติไมมีการนองเลือดแตอยางใดและขอใหทุกคนอยูในบานของตนเอง หรืออยูบริเวณลานกะอฺบะฮฺ หรือบริเวณบานของอบูซุฟยาน แลวพวกเขาจะไดรับความปลอดภัยทุกประการ
  • 31. F 31ชัยชนะที่ฝายมุสลิมไดรับตอชาวมักกะฮฺในครั้งนี้ นําความปลาบปลื้มปติยินดีมาสูพวกมุสลิมเปนอยางมาก สิบปที่พวกเขาไดอพยพไปในครั้งนั้นไดกลับมาสูบานเกิดเมืองนอนของพวกเขาอยางอบอุน ศาสดาไดพํานักอยูที่มักกะฮฺเปนเวลาชวงหนึ่ง ชาวมักกะฮฺตางก็พากันเขามารับนับถือศาสนาอิสลามเปนจํานวนมาก เมื่อชาวมักกะฮฺเขารับอิสลามความขุนของหมองใจระหวางกันก็หมดหายไป ถึงแมวาทานศาสดาและบรรดาสาวกของทานจะถูกกดขี่ขมเหงมาตลอดเวลาสิบปโดยพวกกุร็อยชก็ตามแต เมื่อทานเอาชนะไดทานก็แสดงแตความเมตตาและอภัยโทษใหแกพวกเขา การประนีประนอมเชนนี้เปนนโยบายของทานศาสดาตลอดมา และการพิชิตมักกะฮฺไดนี้ เปนการเปดศักราชใหมของอิสลามหลังจากพิชิตมักกะฮฺไดแลว และประกาศใหการอภัยแกพวกมักกะฮฺนั้น สามารถเอาชนะบรรดาชาวมักกะฮฺเปนจํานวนมาก พวกเขาสามารถรวมชีวิตกับชาวมุสลิมอยางเทาเทียมกันเมื่อพวกเขาเขารับอิสลาม อยางไรก็ตามชาวอาหรับเขารับอิสลามมี 2ลักษณะดวยกัน กลาวคือ ลักษณะแรกนั้นเขารับอิสลามดวยความศรัทธาอยางจริงใจสวนลักษณะที่สองเขารับอิสลามเพราะเกรงกลัวอํานาจของชาวมุสลิม บรรดาเผาตางๆที่อยูชานเมืองเมื่อทราบขาวการยึดเมืองมักกะฮฺ ของชาวมุสลิม ตางก็รูสึกหวาดกลัววาชะตากรรมเชนนี้อาจตองประสบแกพวกเขาในภายหนา ดังนั้นอาหรับเผาฮะวาซิน และเผาษะกีฟไดรวมตัวกันเพื่อที่จะตอตานฝายมุสลิม พวกเขาประกาศเปนศัตรูกับฝายมุสลิมอยางเปดเผย หัวหนาของพวกเขาชื่อวา มาลิก อิบนุ เอาฟ ไดรวบรวมกําลังคนและอาวุธยุทโธปกรณเพื่อเตรียมพรอมที่จะเผชิญหนากับฝายมุสลิม เมื่อทานนบีทราบขาวถึงการเคลื่อนไหวของเผาฮะวาซิน และบรรดาพันธมิตรของพวกเขา ทานนบีจึงมีคําสั่งใหรีบเรงเตรียมกําลังที่จะโจมตีขาศึกโดยสามารถรวบรวมรี้พลไดจํานวน 12,000คน และมีมุสลิมใหมจากชาวมักกะฮฺรวมสบทบอีก 2,000 คน ทานนบีไดเคลื่อนทัพมุงสูสถานที่ที่พวกเผาฮะวาซิน และพันธมิตรของพวกเขาตั้งคายอยู ในระหวางเดินทัพไปสูสถานที่พวกเขาอยูนั้น ตองผานชัยภูมิที่คอนขางสลับซับซอน และตองผานหุบเขาตางๆชัยภูมิเชนนี้ทําใหขาศึกไดเปรียบเหนือฝายมุสลิมเปนอยางมาก พวกเขาไดดักโจมตีกองกําลังมุสลิม ทําใหกองทัพมุสลิมเกิดความโกลาหลอลหมานอยางฉับพลัน และแตกกระจัดกระจายกันไป ฝายมุสลิมตองสูญเสียนักรบเปนจํานวนมาก อยางไรก็ตาม เมื่อ
  • 32. F 32บรรดานักรบฝายมุสลิมสามารถตั้งสติได พวกเขาไดรวบรวมกําลังใหมและเขาโจมตีขาศึกอยางไมคิดชีวิต กองทัพฝายศัตรูตานการจูโจมของฝายมุสลิมไมไดจึงตองถอยรนหลบเขาไปในปอมปราการในนครฎออีฟอยางรีบเรง ปอมปราการที่นครฎออีฟเปนปอมที่แข็งแรงและมั่นคงมาก ถึงแมวาฝายมุสลิมพยายามโหมโจมตีอยางหนักแตก็ไมสามารถตีปอมปราการนั้นใหแตกได กองทัพมุสลิมไดปดลอมปอมเปนเวลา 20 วัน ก็ไมมีทาที่วาจะชนะได เพราะวาในปอมปราการนั้นมีอาวุธยุทโธปกรณมากมายและมีเสบียงอาหารที่อยูไดอีกนาน ประกอบกับยางเขาฤดูกาลของเดือนศักดิ์สิทธิ์ ทานนบีจึงมีคําสั่งใหถอยทัพไวกอนโดยที่ยังไมสามารถบังคับใหขาศึกวางอาวุธได และทานประกาศวาจะทําสงครามกับเผาฮะวาซิน และพันธมิตรของพวกเขาใหมเมื่อหมดฤดูกาลของเดือนศักดิ์สิทธิ์ในสงครามครั้งนี้ฝายมุสลิมสามารถยึดทรัพยสินสงครามไดเปนจํานวนมากกลาวคือ สามารถยึดอูฐได 24,000 ตัว แพะ 40,000 ตัว และทรัพยสินมีคาอีกจํานวนหนึ่ง พรอมกับสามารถจับเชลยศึกไดอีก 6,000 กวาคน หลังจากสงครามสิ้นสุดไดไมนาน ชนเผาฮะวาซินไดสงตัวแทนเขาไปพบกับทานนบี พวกเขาไดขออภัยตอการกระทําของพวกเขา และขอรองใหทานนบีคืนทรัพยสินสงครามและเชลยศึกของพวกเขาโดยที่พวกเขาพรอมที่จะรับศาสนาอิสลาม ทานนบีก็ตกลงและรับขอเสนอของพวกเขา ตอมามาลิก อิบนุ เอาฟ หัวหนาเผาษะกีฟในฎออีฟก็เดินทางมาพบกับทานนบีและเขารับศาสนาอิสลาม พรอมกับแจงวาชาวฎออีฟยินดีที่จะรับศาสนาอิสลามสงครามนี้เกิดขึ้นในเดือนระญับ ปที่ 9 แหงฮิจเราะฮฺศักราช ณ สถานที่แหงหนึ่งมีชื่อวา ตะบูก สาเหตุของสงครามกลาวคือ จักรพรรดิ ฮีราคลิอุส (Heraclius) แหงโรมันไมพอใจกับอิทธิผลของศาสนาอิสลามที่ขยายอยางรวดเร็วในแหลมอาราเบีย พวกเขาไดเตรียมที่จะรุกรานเมืองมะดีนะฮฺ โดยรวบรวมกําลังพล 40,000 กวาคน เมื่อขาวนี้ทราบถึงทานศาสดา ทานจึงมีคําสั่งใหเตียม กําลังพลซึ่งรวบรวมได 30,000 คน โดยที่ทานนบีนําทัพไปเองสูสถานที่แหงหนึ่งชื่อวาตะบูก เมื่อจักพรรดิฮีราคลิอุสทราบขาวการนําทัพของทานนบี ก็รูสึกตื่นตระหนกและเลิกคิดที่จะบุกมะดีนะฮฺ พรอมกับถอยทัพ
  • 33. F 33กลับไป หลังจากที่ทานนบีพักอยูที่ตะบูคไดสองสามวันทานก็ยกทัพกลับมะดีนะฮ ฺอยางปลอดภัยผลของสงครามตะบูคชี้ใหเห็นวากองทัพอิสลามไมเคยกลัวที่จะเผชิญหนาและทาอํานาจกับจักพรรดิโรมันเลย เมื่อกลับมาจากตะบูคแลว ก็ไดมีผูแทนจากแควนใกลไกลมาแสดงความจงรักภักดีตอทานชาวอาหรับเผาแลวเผาเลาไดเขารับนับถืออิสลามเปนจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆในวันที่ 25 เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ปที่ 10 แหฮิจเราะฮฺศักราช ศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ ) และบรรดาภรรยาของทานไดออกเดินทางไปมักกะฮฺติดตามดวยประชาชนจํานวนราว 90,000 คน มุงสูนครมักกะฮฺดวยหัวใจที่ปลื้มปติยินดีที่จะไดประกอบพิธีฮัจญ และเมื่อเดินทางถึงซุลฮุลัยฟะฮ (Dhul Hulaifa) ในตอนสิ้นแสงตะวันพวกเขาไดคางคืนที่นั่นหนึ่งคืน เชาวันรุงขึ้นจึงไดสวมใสชุดอิหรอมเดินทางตอไปยังมักกะฮฺในขณะที่ชาวมุสลิมเดินทางไปทําพิธีฮัจญนั้น อะลี อิบนุ อบีฎอลิบไดเดินทางกลับมาจากยะมันจึงไดเดินทางไปสมทบใจพิธีฮัจญดวยคําสอนครั้งสุดทายของศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ )ในวันที่ 8 ซุลฮิจญะฮศาสดามุหัมมัดและบรรดามุสลิมไดไปพักอยูที่ตําบลมินาและคางอยูที่นั่น วันรุงขึ้นทานไดขึ้นอูฐเดินทางไปยังภูเขาอะรอฟะฮฺไดตั้งกระโจมพักอยูที่นั่น ในตอนเที่ยงทานไดเดินทางไปถึงภูเขานูร ณ ที่นี้เองทานไดนั่งบนหลังอูฐและเริ่มเทศนาสั่งสอนชาวมุสลิมดวยเสียงอันดังโดยมี เราะบีอะฮ อิบนุ อุมัยยะฮฺ อิบนุ เคาะลัฟคอยพูดซ้ําทีละประโยค ศาสดาเริ่มตนดวยการสรรเสริญพระผูเปนพระเจาขอบคุณพระองคแลวทานก็กลาวสุนทรพจน ดังตอไปนี้ :“โอ ทานทั้งหลายจงตั้งใจฟงคําพูดของฉันเพราะฉันไมรูวาฉันจะไดพบกับพวกทานในโอกาสเชนนี้อีกเมื่อไร โอทานทั้งหลายชีวิตและทรัพยสินของพวกทานเปนสิ่งตองหามและเปนสิ่งที่คนหนึ่งคนใดจะมาลวงละเมิดมิได จนกวาพวกทานจะไดพบกับผูอภิบาลเสมือนกับวันบริสุทธิ์นี้ และเดือนนี้เปนเวลาที่ตองหามสําหรับพวกทานและเมืองนี้ก็เปน
  • 34. F 34เมืองตองหามสําหรับพวกทานทั้งหลาย พวกทานทั้งหลายจะตองไดรับการสอบสวนจากองคพระผูอภิบาลของพวกทานในกิจการงานทุกอยางที่พวกทานไดกระทําไวโอประชาชนทั้งหลายพวกทานทั้งหลายมีสิทธิที่ไดรับมอบหมายเหนือฝายสตรีและฝายสตรีก็มีสิทธิเหนือฝายชายเชนกันในหนาที่ที่ทานไดรับมอบหมาย ดังนั้นพวกทานจงไดปกปองดูแลภรรยาของพวกทานดวยความรักความเมตตาเถิด แนนอนใครที่ทําไดเชนนั้นก็เทากับเขาไดปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไวใหอยูในความพิทักษรักษาของพระผูเปนเจา พวกทานทั้งหลายจงรักษาความศรัทธาเชื่อมั่นใหคงไวในจิตใจของพวกทานและจงหลีกเลี่ยงออกหางจากเรื่องบาปกรรมและความชั่ว ดอกเบี้ยหรือการใหกูยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเปนสิ่งตองหาม สําหรับลูกหนี้ใหสงคืนเฉพาะเงินในจํานวนที่ยืมมาและเรื่องของดอกเบี้ยที่จําเปนจะตองถูกยกเลิกคือ ดอกเบี้ยของอับบาส อิบนุอบูฎอลิบ (Abbas Ibn Abutalib)นับแตนี้ตอไปเรื่องของการแกแคนทดแทนกันดวยเลือดเชนในสมัยของยุคปาเถื่อนเปนเรื่องตองหาม การอาฆาต จองลางตองผลาญกันดวยเลือดตองสิ้นสุดลงเสียทีเริ่มตนดวยเรื่องการฆาตกรรมของอิบนุเราะบีอะฮ อิบนุ ฮาริษ (Ibn Rabia-hibn Harith )โอประชาชนทั้งหลายบรรดาขาทาสคนใชของทานที่อยูในความดูแลของพวกทานนั้นจงเลี้ยงดูพวกเขาเชนอาหารที่พวกทานรับประทาน และใหเสื้อผาเครื่องนุงหมแกพวกเขาดวยเครื่องนุงหมที่พวกทานใช หากพวกเขาไดกระทําในสิ่งที่เปนความผิดพลาดชนิดที่ทานไมปรารถนาที่จะอภัยใหพวกเขาก็จงแยกทางกับเขาเสียอยาทํารายเฆี่ยนตีทําทารุณพวกเขา เพราะเขาตางก็เปนบาวของพระองคเชนเดียวกับพวกเราโอประชาชนทั้งหลายมารรายนั้นไดหมดสิ้นความหวังทั้งมวลที่จะไดรับการเคารพบูชาในดินแดนของพวกทานแลว แตกระนั้นก็ตามมันยังเปนหวงที่จะกําหนดการกระทําอันต่ําตอยของพวกทานอยู เพราะฉะนั้นจงระวังมันไวเถิด เพื่อความปลอดภัยแหงตัวทานและศาสดาของทานโอ ประชาชนทั้งหลายพวกทานจงรําลึกและจดจําในสิ่งที่ฉันพูดพวกทานตองรําลึกเสมอวามุสลิมทุกคนนั้นมีฐานะเปนพี่นองกันนพวกทานทั้งหลายตางมีความพอใจในสิทธิและหนาที่ความรับผิชอบที่เรามีอยูเสมอหนากัน พวกทานแตละคนลวนแตเปนสมาชิกของสังคมพี่นองเดียวกันจงปกปองตัวจองทานใหหางไกลจากความอยุติธรรมใน
  • 35. F 35ทุกกรณี ขอใหบุคคลที่อยูที่นี้จงนําสิ่งที่ไดยินจากฉันไปบอกเลาแกบุคคลที่เขาไมไดมาอยู ณ ที่นี้เพราะอาจเปนไปไดวาคนที่ไมไดรับการบอกเลานั้นอาจมีความจดจําไดดีกวาบุคคลที่ไดยินไปจากฉันโดยตรงก็เปนได และผูที่ไดรับความไววางใจเขาจะตองไมใหผูที่ไววางใจเขาตองประสบความผิดหวังโอ ผูศรัทธาทั้งหลายหากเมื่อถึงเวลาที่ฉันตองจากพวกทานไปแลวพวกทานจงอยาไดหันกลับไปตอสูเปนศัตรูหลั่งเลือดกัน เหมือนอยางเชนสมัยแหงความโงเขลาดังที่ไดผานมา แทจริงฉันไดมอบสิ่งหนึ่งแกพวกทานทั้งหลายซึ่งหากพวกทานยึดเอาไวอยางมั่นคงแลว ทานทั้งหลายจะไมหลงออกไปสูแนวทางที่เหลวไหลเปนอันขาด สิ่งนั้นคืออัลกุรอาน และสุนนะฮของฉันโอ ศรัทธาทั้งหลาย แทจริงพระผูเปนเจาของพวกทานนั้นมีพระองคเดียว ตนตระกูลของพวกทานก็สืบมาจากเชื้อสายเดียวกัน นั่นคืออาดัม และอาดัมนั้นถูกสรางมาจากดิน แทจริงผูที่มีเกียรติที่สุดในหมูพวกเจานั้นคือผูที่มีความยําเกรงมากกวาเทานั้นโอ ทานทั้งหลายจงสดับฟงถอยคําของฉันใหดี จงรูเถิดวามวลมุสลิมนั้น ยอมเปนพี่นองกันและจงรูเถิดวา บรรดามุสลิม ก็คือภราดรภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน ไมมีสิ่งไดที่เปนของพี่นองมุสลิมดวยกันจะเปนของมุสลิมโดยถูกตองนอกจากวาเขาผูนั้นจะใหโดยเต็มใจและไมคิดมูลคาเพราะฉะนั้นจงอยากระทําการอยุติธรรมตอตัวของทานเองโอพระผูเปนเจาขาพระองคไดประกาศสัจธรรมออกเผยแพรแลวโอองคพระผูอภิบาล ขอไดทรงโปรดเปนพยานใหแกขาพระองคดวยเถิด ”เมื่อศาสดาเสร็จจากการใหโอวาทครั้งนี้แลว ทานไดลงจากหลังอูฐ ซึ่งเปนพาหนะของทานเพื่อทํานละหมาดซุฮร และทานไดนมาซอัศรดวย ทานศาสดาไดสํานึกในพระเมตตาจากองคพระผูอภิบาลที่ไดทรงประทานความดีงามอันมากมายใหแกตัวทานและผลงานของทานและไดใหเกียรติตอการเปนศาสนทูตของทาน และทานไดอานโองการจากคัมภีรอัลกุรอาน ซูเราะฮ อัลมาอิดะฮ อายะฮฺที่ 4 ซึ่งมีขอความวา“ ในวันนี้ขาไดใหศาสนาของขาแกพวกเจาไวอยางครบครัน ไดมอบกรุณาธิคุณของขาใหแกพวกเจาไวอยางครบถวน และขายินดีเลือกเฟนใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาของพวกเจา ”
  • 36. F 36ทานอบุบักรเมื่อไดยินทานศาสดาอานโองการจากคัมภีรอัลกุรอานทานก็เกิดความเขาใจและทราบความหมายเปนอยางดีจากอายะฮที่นํามานี้เปนสัญญาณบอกใหรูลวงหนาแลววาทานไดมาถึงชวงปลายของชีวิต อบูบักรรูสึกไมสบายใจ ทานไดแอบรองไหอยูเงียบๆโอวาทของทานแมจะเปนโอวาทที่สั้น แตเปนสิ่งที่มีคาบรรจุดวยถอยคําตักเตือนที่ทรงคุณมหาศาลชาวมุสลิมเรียกสุนทรพจนครั้งนี้วา “ คําสั่งเสียครั้งสุดทาย ”ศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) ไดออกจากทุงอารอฟะฮไปคางคืนที่มุซดะลีฟะฮในตอนเชาทานจึงเดินทางเขาสูมินา เพื่อเตรียมตัวที่จะขวางเสาหิน อันเปนสัญญาลักษณของชัยฏอนมารราย เมื่อมาถึงกระโจมที่พักทานไดทํากุรบาน การทําฮัจญครั้งนี้บางครั้งมีผูเรียกวา “ การทําฮัจญอําลา ”( ฮัจญะตุลวะดาอฺ )” อันที่จริงนี่เปนการทําฮัจญใหญครั้งเดียวของทาน ที่เรียกดังนี้เพราะครั้งนี้เปนครั้งสุดทายที่ทานไดเห็นนครมักกะฮฺหลังจากเสร็จสิ้นพิธีฮัจญแลว ทานก็ไดเดินทางกลับมายังมะดีนะฮฺ ปนี้นับเปนปที่สิบเอ็ดของศักราชอิสลาม ศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) เริ่มมีอาการปวยไขเกิดขึ้นเปนระยะๆ แตทานก็ไมไดหยุดยั้งในการคิดใครครวญหาทางปกปองศาสนาอิลามใหพนจากภัยของศัตรู เมื่อทานไดทราบขาววาชาวโรมันกําลังตระเตรียมกองทัพขนาดใหญเพื่อที่จะเขาโจมตีแวนแควนอาณาจักรของมุสลิมแถบชายแดนซีเรีย ทานไดออกคําสั่งแตงตั้งอุซญามะฮ ลูกชายของทานซัยด ซึ่งขณะ นั้นอายุเพียง 20 ปทําหนาที่เปนแมทัพนํากองทัพไปเผชิญหนากับทหารไบแซนไตนในวันรุงขึ้นเปนวันจันทร อาการออนเพลียและไขไดกําเริบสูงขึ้นและอาการเริ่มทรุดลงตามลําดับ ทานทราบดีวาเวลาที่ทานไดกลับไปสูพระผูอภิบาลไดใกลเขามาแลวในที่สุดทานก็ไดเสียชีวิตในวันจันทรที่สิบสองของเดือนเราะบิอุลเอาวัลในปที่สิบเอ็ดหลังจากปฮิจญเราะห ตรงกับวันที่ 8 เดือนมิถุนายน ป ค.ศ. 632 รวมอายุได 63 ปเมื่อขาวศาสดาสิ้นชีวิตแพรขยายออกไปบรรดามุสลิมตางเรงรีบมายังมัสญิดเพื่อมาสืบใหรูแนชัดวาขาวที่พวกเขาไดรับนั้นเปนความจริงแคไหน เพราะไมมีใครอยากเชื่อวาศาสดาไดจากไปแลว สหายคนสนิทของทานและเปนพอตาของทานคือ อุมัร อิบนุ อัล ค็อฎฎ็อบตกตะลึงตอขาวนี้ทานถึงกับชักดาบออกมาจากฝกพลางรองประกาศวาใครขืนพูดวาศาสดาตายฉันจะตัดคอคนพูดทันที ขณะที่เกิดเหตุการณสับสนวุนวายกันอยูนี้มาสาวกของศาสดาคนหนึ่งไดรีบนําขาวการสิ้นชีวิตไปแจงใหอบุบักร ทานก็ไดรีบ
  • 37. F 37รุดมายังบานของทานศาสดา ทานไดออกไปยืนอยูที่บริเวรดานหนาของมัสญิดและไดประกาศแกผูชุมนุมวา“ หากพวกทานมีความเคารพตอศาสดามุหัมมัด อยางจริงใจพึงรูเถิดวามุหัมมัดไดสิ้นชีวิตแลว แตถาหากทานมีความเคารพบูชาตอพระผูเจาแลวขอใหรูเถิดวาพระเจาทรงยั่งยืนไมมีการดับสลาย ”แลวทานอบูบักรก็ไดอัญเชิญคัมภีร อัล กุรอาน เพื่อประกาศใหบรรดาคนทั่วไปณ ที่นั้นไดรําลึกและเตือนสติวา “ และมุหัมมัดไมใชอื่นใด นอกจากเปนศาสนทูตคนหนึ่ง ซึ่งกอนหนานี้ก็มีบรรดาศาสนทูตที่ไดลวงลับไปแลวเปนจํานวนมาก ฉะนั้นหากวาเขาไดตายลงหรือถูกฆาตายพวกเจาก็ไมควรที่จะหันกลับไปสูศาสนาเดิม ” ( อัลกุรอานซูเราะฮ อาลิอิมรอน อายะฮ 144)เมื่อคําประกาศนี้สิ้นสุดลง บรรดามุสลิมก็ไดคลายความสับสนวาวุนทั้งๆ ที่พวกเขาก็ตางเคยไดยินโองการนี้มานับครั้งไมถวนกอนที่อบูบักรจะอัญเชิญมาเตือนกันพวกเขายอมรับไมไดก็เพราะวาพวกเขาไดรับทราบขาวการเสียชีวิตของศาสดาในเวลากระทันหันและรวดเร็วโดยที่ไมคาดคิดมากอน มาบัดนี้พวกเขาไมสงสัยอีกแลววาศาสดาไดจากพวกเขาแลวอยางไมมีวันกลับเชนเดียวกับบรรดาศาสดาอื่นๆในอดีต