Week5
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,469
On Slideshare
1,469
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
14
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. การจัดการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ Rajabhat Roi – Et University
  • 2. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร ?
    • คอมพิวเตอร์จัดการสอน (Computer Manage Instruction : CMI)
    • คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI)
    ในการจัดการศึกษาเรามี คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน ถือเป็นเทคโนโลยีที่เป็นอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ชิ้นหนึ่งที่มี ประสิทธิภาพในการช่วยการสอนการนำบทเรียนช่วยสอน เข้ามามีบทบาททางการศึกษาอย่างหนึ่งก็เพื่อการบริหาร และใช้เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนที่เรียกว่า Computer Based Instruction : CBI คือการใช้ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์หลักในการสอนโดยสามารถแบ่ง ออกเป็น
  • 3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร ?
    • คอมพิวเตอร์จัดการสอน (Computer Manage Instruction : CMI)
    • คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI)
  • 4. คอมพิวเตอร์จัดการสอน : CMI
    • เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดหลักสูตรการเรียน การจัดทำตารางสอน ระบบงานธุรการ งานสำนักงานระบบเงินเดือน ระบบการประเมินผล ระบบการลงทะเบียนเรียนเป็นต้น
  • 5. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน : CAI
    • CAI เป็นกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ในการนำ
    • เสนอเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรงและเป็นการ
    • เรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กับผู้เรียนคือสามารถ
    • โต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้ จำแนกได้ 3 ชนิด คือ
  • 6. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน : CAI
    • 1. CAI (Computer Assisted Instruction)
    • 2. CAL (Computer Assisted Learning)
    • 3. CBT ( Computer Base Training)
  • 7. ความสามารถของบทเรียน CAI
    • ช่วยจัดในการจัดการเรียนการสอนตามจุดประสงค์ที่วางไว้
    • มีความสามารถในการทบทวนบทเรียน
    • การวัดผลประเมินผล
    • เป็นชุดการเรียนที่สามารถเรียนได้ด้วยตนเอง
    • เนื้อหาโปรแกรมแบ่งเป็นหน่วย ๆ ได้
    • ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองได้
    บทเรียนมักเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีความสามารถโต้ตอบกับนักเรียนได้ เสมือนกับได้นั่งเรียนกับครูจริงๆ
  • 8. องค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • เสนอบทเรียนแบบสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว
    • เปรียบเป็นสารานุกรมให้ผู้เรียนได้ค้นคว้า
    • ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการเสริมแรง ได้แก่ การให้รางวัล การชมเชยหรือ คะแนน
    • ให้ผู้เรียนเลือกเรียนบทเรียนตามต้องการในลำดับหัวข้อ
  • 9. การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • ประเภทเพื่อการสอน (Tutorial Instruction) ประเภทนี้มีวัตถุประสงค์
    • เพื่อการสอนเนื้อหาใหม่แก่ผู้เรียน มีการแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยย่อย เป็นตอน มีคำถามในตอนท้าย ถ้าตอบถูกและผ่าน ก็จะเรียนหน่วยถัดไป
    โปรแกรมประเภท Tutorial เป็นการนำเสนอโปรแกรมแบบสาขา สามารถสร้างเพื่อการเรียน สอนได้ทุกรายวิชา
  • 10. การนำเสนอโปรแกรมบทเรียนแบบ Tutorial Instruction บทนำโปรแกรม เสนอเนื้อหาบทเรียน คำถามและคำตอบ จบบทเรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับ ตรวจคำตอบ
  • 11. ประเภทการฝึกหัด (Drill and Practi c e)
    • ประเภทนี้มีวัตถุประสงค์คือ เป็นการฝึกความแม่นยำ หลังจากที่เรียนเนื้อหาจากในห้องเรียนมาแล้วจะเป็นการสุ่มคำถามที่นำมาจากคลังคำถาม จากนั้นจะมีการประเมินผลผู้เรียน
  • 12. รูปแบบโปรแกรมบทเรียนแบบ Drill and Practice บทนำโปรแกรม เสนอปัญหา คำถาม คำถามและคำตอบ จบบทเรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับ ตรวจคำตอบ
  • 13. ประเภทสถานการณ์จำลอง (Simulation)
    • วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติกับสถานการณ์จำลองที่มี
    • ความใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริง เพื่อฝึกทักษะและเรียนรู้โดยเป็นการจำลองสกถานการณ์ให้ผู้เรียนไม่ต้องเสี่ยงหรือเสียค่าใช้จ่ายมาก
    • เช่นโปรแกรมสาธิต (Demostration) เพื่อให้ผู้เรียนทราบถึงทักษะที่จำเป็น
  • 14. ประเภทเกมการสอน (Instruction Games)
    • ประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดความเร้าใจในการเรียนรู้ มีการแข่งขัน เราสามารถใช้เกมในการสอนและจัดบทเรียนให้เป็นเกมเพื่อเป็นสื่อที่ให้ความรู้แก่ผู้เรียนได้ในแง่ของกระบวนการ ทัศนคติ ตลอดจนทักษะต่างๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
  • 15. รูปแบบโปรแกรมแบบ Instruction Games บทนำโปรแกรม เสนอสถานการณ์ การกระทำที่ต้องการ จบบทเรียน การปรับระบบ การกระทำของผู้เรียน การกระทำของคู่แข่งขัน
  • 16. ประเภทการค้นพบ (Discovery
    • มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีโอกาสทดลองกระทำสิ่งต่างๆ ก่อน
    • จนกระทั่งสามารถหาข้อสรุปได้ด้วยตนเอง โปรแกรมจะเสนอปัญหาให้
    • ผู้เรียนได้ลองผิดลองถูกและให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนเพื่อช่วยผู้เรียนในการค้น
    • พบนั้น จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด
  • 17. ประเภทการแก้ปัญหา (Problem-Solving)
    • เพื่อฝึกให้นักเรียนรู้จักการคิด การตัดสินใจ โดยจะมีเกณฑ์ ที่กำหนด
    • ให้แล้วผู้เรียนพิจารณาตามเกณฑ์นั้นๆ
    • ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดปัญหาเอง
    • ผู้เขียนกำหนดปัญหาให้
  • 18. ประเภทเพื่อการทดสอบ (Test)
    • ประเภทนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสอน แต่เพื่อใช้ประเมินการสอน
    • แต่เพื่อใช้ประเมินการสอนของครูหรือการเรียนของนักเรียน
    • คอมพิวเตอร์ประเมินผลในทันทีว่านักเรียนสอบได้หรือสอบตก
    • และจะอยู่ในลำดับที่เท่าไรได้ผลการสอบกี่เปอร์เซ็นต์
  • 19. การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • ควรมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน กำหนดวัตถุประสงค์ชัดเจน
    Instruction Computing Development ขั้นตอนออกแบบ Instruction Design ขั้นการผลิต Instruction Construction ขั้นการประยุตก์ใช้ Instruction Implement
  • 20. การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • วิเคราะห์เนื้อหา
      • เลือกเนื้อหาที่มีการฝึกทักษะซ้ำบ่อยๆหรือต้องมีภาพประกอบ
      • เลือกเนื้อหาที่คาดว่าจะประหยัดเวลาสอนได้มากกว่าวิธีเดิม
      • เลือกเนื้อหาบางอย่างที่สามารถจำลองในรูปของการสาธิตได้
  • 21. การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • ต้องศึกษาความเป็นไปได้
      • มีบุคคลากรที่มีความรู้มากพอทีจะผลิตโปรแกรมหรือไม่
      • จะใช้เวลาเท่าไร มากหรือน้อยกว่าเดิม
      • ต้องการอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด
      • มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่
  • 22. การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • กำหนดวัตถุประสงค์ โดยคำนึงถึง…
      • ความรู้พื้นฐานของผู้เรียน ว่าเป็นใคร อายุเท่าไร พื้นฐานเดิมเป็นอย่างไร
      • สิ่งที่คาดหวังจากผู้เรียน เมื่อได้ศึกษาโปรแกรมเรื่องนี้แล้ว
  • 23. การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    • ลำดับขั้นการนำเสนอ
      • ภาษาที่ใช้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่
      • ขนาดของตัวอักษร ข้อความ สีของข้อความ เหมาะกับผู้เรียนหรือไม่
      • องค์ประกอบโดยรวมใน 1 จอภาพ
      • ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ดีหรือต้องปรับปรุง
      • การสร้างแรงเสริมแก่ผู้เรียน .. คำชม รางวัลต่างๆมากหรือน้อยไป
      • แบบฝึกหัดประจำหน่วย ประจำบท
  • 24. สรุปขั้นตอนของการออกแบบโปรแกรม CAI วิเคราะห์เนื้อหา ศึกษาความเป็นไปได้ กำหนดวัตุประสงค์ ลำดับขั้นตอนการนำเสนอ
  • 25. E-Learning
      • การนำเอาเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน การถ่ายทอดความรู้ การอบรม การทดสอบและประเมินผลผ่านเว็บเพจ
  • 26. การเรียนแบบ e-Learning เป็นอย่างไร ?
    • การศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Internet หรือ Intranet
    • เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
    • ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถ และความสนใจของตน
    • เนื้อหาของบทเรียน ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียงวิดีโอ และมัลติมีเดียอื่นๆ
    • จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser
  • 27.  
  • 28. การเรียนรู้ผ่านเว็บ www.thaiwbi.com
  • 29. บทเรียน “คอมพิวเตอร์เบื้องต้น”
  • 30. เลือกทำ “ Pretest”
  • 31.  
  • 32.  
  • 33. เลือกทำ “ Posttest”
  • 34. ลักษณะสำคัญของ e-Learning
    • เรียนได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา
    • การใช้สื่อประสม
    • สามารถเลือกเรียนได้ตามต้องการ
    • สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้
    • มีเครื่องวัดผลการเรียน
  • 35. สรุป e-Learning e-Learning คือ กระบวนการการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความต้องการและความจำเป็นของตนได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
  • 36. ประโยชน์ของ e-Learning
    • - สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
    • - สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
    • - กำหนดความต้องการในการเรียนรู้ได้
    • - ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน / ผู้สอนได้
    • - ประหยัดงบประมาณ ราคาถูกและใช้งานได้ง่าย
    • - ใช้เป็นสื่อหลัก / สื่อเสริมก็ได้
  • 37. LMS คืออะไร
    • LMS ย่อมาจาก Learning Management System เครื่องมือบริหารและเว็บไซต์สำเร็จรูป
    • LMS เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียน การสอนผ่านเว็บ ประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยผู้สอนสามารถนำเนื้อหาและสื่อการสอนใส่ไว้ในโปรแกรมได้สะดวก
    • ผู้เรียนและผู้สอนสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ได้ ทุกองค์ประกอบ
    • การเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บนระบบเพื่อผู้สอนสามารถนำไปวิเคราะห์ ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 38. ข้อดีของการใช้ LMS
    • สามารถให้ความใส่ใจกับเนื้อหาได้อย่างเต็มที่
    • ผู้สอนและผู้ดูแลระบบสามารถนำไฟล์ข้อมูลประเภทต่าง ๆ เข้าไปเก็บไว้ใน LMS ได้ทันที
    • การควบคุมการนำเสนอบทเรียน แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมยุ่งยาก
    • การพัฒนาระบบ LMS ต้องอาศัยทีมงานในการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของสถาบัน งบประมาณที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับหน่วยงาน
  • 39. ส่วนประกอบระบบ LMS
    • ส่วนเนื้อหาในบทเรียน (Lecture and Presentation)
    • ส่วนของการทดสอบในบทเรียน (Testing)
    • ส่วนของการพูดคุยในห้องสนทนา (Chat)
    • กระดานข่าว (Web board)
    • ส่วนของการติดต่อผ่าน E-mal
    • ส่วนสนับสนุนการเรียนการสอน
      • การลงทะเบียนของผู้เรียน
      • การบันทึกคะแนนของผู้เรียน
      • การรับ - ส่งงานของผู้เรียน
      • การเรียกดูสถิติของการเข้าเรียน
  • 40. ลักษณะโครงสร้างของ LMS (Learning Management System) Complete Course Authoring Tool Content/Courseware Course delivery Tracking Information
  • 41. ตัวอย่างของ LMS
      • เว็บไซต์ Click2learn : LMS เป็นระบบสำหรับนำทางและจัดการเกี่ยวกับบทเรียนทั้งหมด ทั้งความต้องการและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น
      • CISCO e-Learning Solutions : LMS เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ e-Learning ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกอบรมตามประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่จัดการรายการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ นับตั้งแต่การลงทะเบียน การสืบท่อง (Navigation) การเลือกบทเรียน และการต่อเชื่อมเข้าระบบ
  • 42. CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นโปรแกรมบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์แบบสำเร็จรูปที่แจกให้ใช้ฟรีและมีนักพัฒนาเว็บไซต์มากมายทั่วโลกนำไปใช้ในการสร้างเว็บไซต์ โดย CMS จะช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถกำหนดหน้าตา ( Template ) และเพิ่มลดเมนู โมดูล คอมโพแนนต่างๆ ตลอดจนสามารถเพิ่มเนื้อหาอย่างต่อเนื้องในเว็บไซต์ได้โดยง่าย CMS
  • 43. ส่วนประกอบของ e-Learning : CMS
    • Content Management System (CMS) : หมายถึง ระบบการจัดการด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นส่วนบริการสำหรับผู้ออกแบบหรือผู้พัฒนาบทเรียนในการสร้างสรรค์และนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ( เครื่องมือบริหารจัดการเนื้อหาบทเรียนรูปแบบอีเลิร์นนิ่ง )
      • เนื้อหา
      • ส่วนของการลงทะเบียน
      • การรวบรวม
      • การจัดการเนื้อหา
      • การนำส่งเนื้อหา
      • การพิมพ์เป็นเอกสาร หรือการบันทึกลงซีดีรอม
  • 44. ลักษณะโครงสร้างของ CMS (Content Management system) CMS Content Components Designer Reporter Other Author Approve Publish Personalized to target reader
  • 45. ตัวอย่างซอฟแวร์และเว็บไซต์ CMS
    • Software/Web Opensource
    • Postnuke/thainuke>> www.postnukethai.com
    • Mambo>> www.mambohub.com
    • XOOPS>> www.cmsthailand.com/xoops
  • 46. ส่วนประกอบของ e-Learning : CMS
  • 47. ส่วนประกอบของ e-Learning : CMS
  • 48.
    • LMS
    • ระบบสมาชิก
      • Admin
      • Teacher
      • Student
    • ระบบการเรียนการสอน
    • ระบบแบบทดสอบ
    • ระบบกิจกรรม
    • CMS
    • ระบบสมาชิก
      • Admin
      • Author
      • User
    • ระบบการจัดการเนื้อหา
    ความแตกต่างระหว่าง LMS/CMS
  • 49. Learning Content management system (LCMS) คือ ระบบการจัดการเนื้อหาการเรียนรู้ เป็นระบบที่มีการบูรณาการในส่วนเครื่องมือการสร้างและการจัดเนื้อหาในระบบ ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนในการจัดการสอน ช่วยให้ผู้สอนพัฒนาเนื้อหาออนไลน์เพื่อการนำเสนอในรูปแบบที่เป็นโครงสร้าง สามารถปรับเปลี่ยนได้ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าสู่เนื้อหาได้หลากหลายขึ้น LCMS
  • 50. ลักษณะโครงสร้างของ LCMS LCMS Instructional Designer Content/Courseware Repository of RLOs Author Approve Publish RLO/Course delivery Tracking Information Personalized assembly
  • 51. โครงสร้างภายในของ LCMS
    • Instructional Designers เป็นผู้ที่ทำการสร้างตัวบทเรียน โดยนำ RLOs (Reuseable Learning Objects) ที่มีอยู่แล้วนำมาประกอบกัน
    • Personalization คือการนำส่งเนื้อหาโดยเป็นไปตามความต้องการของแต่ละบุคคล
    • RLO/Course คือสื่อหรือเนื้อหาที่เก็บไว้ในระบบโดยสื่อเหล่านี้สามารถปรับปรุงนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเมื่อไม่ใช้สามารถที่จะลบทิ้งได้
  • 52. ความแตกต่างระหว่าง LMS กับ LCMS
    • LMS มุ่งเน้น การจัดการเกี่ยวกับผู้เรียน กิจกรรมของผู้เรียน ติดตามความกว้าหน้า และประเมินความสามารถของผู้เรียน
    • LCMS มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหา การนำเนื้อหากลับมาใช้ใหม่ การจัดการและการปรับปรุงเนื้อหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • 53. ภาพองค์ประกอบทั่วไปของ L CMS
  • 54. Assignments
    • จงอธิบายโครงสร้างและองค์ประกอบของ CMS
    • การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยเรื่องการเรียนการสอน มีอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
    • อธิบาย E – learning พร้อมยกตัวอย่าง Software
    • ที่ใช้ในการพัฒนาระบบ E - learning