Your SlideShare is downloading. ×
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

แนะนำอิสลามสำหรับผู้สนใจ

688

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
688
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
12
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. แนะนําอิสลามสําหรับผูสนใจ ‫א‬‫א‬  E‫א‬F  ‫א‬  ‫א‬‫א‬‫א‬‫א‬ รวมรวมและตรวจทานโดย ทีมงานภาคภาษาไทย อิสลามเฮาส.คอม จัดพิมพโดย สํานักงานความรวมมือเพื่อเผยแพรและสอนอิสลาม อัร-ร็อบวะฮฺ กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย : ‫ﻣﻦ ﺇﺻﺪﺍﺭﺍﺕ‬
  • 2. อนุญาตใหใชประโยชนจากหนังสือ โดยไมบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเดิมหากมีขอสงสัย คําแนะนําหรือแกขอผิดพลาดใดๆ กรุณาติดตอเราทางเว็บไซต :www.islamhouse.com (4977) ฮ.ศ.1427 - ค.ศ. 2006 สํานักงานความรวมมือเพื่อเผยแพรและสอนอิสลาม อัร-ร็อบวะฮฺ กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย โทร. +966-1-445 4900, 491 6065 www.islamhouse.com
  • 3. ‫ﻭﳛﻖ ﳌﻦ ﺷﺎﺀ ﺃﺧﺬ ﻣﺎ ﻳﺮﻳﺪ ﻣﻦ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﺑﺸﺮﻁ ﺍﻷﻣﺎﻧﺔ ﰲ ﺍﻟﻨﻘﻞ ﻭﻋﺪﻡ ﺍﻟﺘﻐﻴﲑ ﰲ‬‫ﺍﻟﻨﺺ ﺍﳌﻨﻘﻮﻝ. ﻭﺍﷲ ﺍﳌﻮﻓﻖ. ﻭﺇﺫﺍ ﻛﺎﻥ ﻟﺪﻳﻚ ﺃﻱ ﺳﺆﺍﻝ ﺃﻭ ﺍﻗﺘﺮﺍﺡ ﺃﻭ ﺗﺼﺤﻴﺢ ﻳﺮﺟﻰ‬ ‫ﻣﺮﺍﺳﻠﺘﻨﺎ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻌﻨﻮﺍﻥ ﺍﻟﺘﺎﱄ:‬ ‫‪www.islamhouse.com‬‬‫ ‬ ‫ ‬ ‫)7794(‬ ‫7241 ﻫـ‬ ‫א‪‬א‪‬א‪‬‬ ‫‪ 445 4900W ‬ـ 5606 194‬ ‫‪‬א‪‬א‪www.islamhouse.comW‬‬
  • 4.  ‫א‬‫א‬‫א‬ คํานําหนังสือเลมนี้ เปนหนังสือรวมเลมบทความแนะนําอิสลามสําหรับผูสนใจอิสลาม โดยคัดลอกมาจากงานเขียนของอาจารยบรรจง บินกาซัน และบทความที่แปลโดยอาจารยวิทยา วิเศษรัตน ซึ่งเผยแพรในเว็บไซต ไทยอิสลามิค.คอม และ มุสลิมไทย.คอม บทความตางๆ ในหนังสือเลมนี้ สามารถใหคําชี้แจงเบื้องตนแกผูสนใจอิสลามตอประเด็นตางๆ ที่ควรรูเพื่อทําความเขาใจอิสลาม ซึ่งใชวิธีการอธิบายอยางรัดกุมสั้นๆ ไมยื้ดเยื้อมากเกินไป อีกทั้งยังไดใหคําตอบในหลายประเด็นที่อาจจะเปนขอซักถามหรือความคลุมเครือของผูที่มใชมุสลิม ิ ในนามทีมงานภาคภาษาไทยของเว็บไซต อิสลามเฮาส.คอมขอขอบคุณบุคคลทุกฝายที่มีสวนในการเผยแพรหนังสือเลมนี้ และหวังอยางยิ่งวาอัลลอฮฺจะทรงประทานผลตอบแทนและความเมตตาของพระองคแกทุกทานทั้งในโลกนี้และโลกหนา อามีน อิสลามเฮาส.คอม
  • 5. สารบัญความหมายของอิสลาม 7พระเจามีจริงหรือไม ? 14เรื่องราวของอิสลามโดยยอ 24ลักษณะทัวไปของอิสลาม ่ 33อิสลามกับชีวติ 37อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ 39อิสลามและเปาหมายของชีวต ิ 45ทัศนะของอิสลามตอธรรมชาติ 50อิสลามกับความตาย 52วันอาคิเราะฮฺ (วันปรโลก) 55หลักศรัทธา 6 ประการ 62หลักปฏิบัติ 5 ประการ 66การเขารับอิสลามหรือการเปนมุสลิม 77
  • 6. ความหมายของอิสลาม อิ ส ลามแตกต า งกั บ ความศรั ท ธาชนิ ด อื่ น เริ่ ม จากที่ ชื่ อ ของศาสนานี้ คือ "อิสลาม" ไมไดมาจากชื่อผูกอตั้ง เชน พุทธศาสนาและคริสตศาสนา หรือมาจากชื่อเผาพันธและเชื้อชาติ เชน ศาสนายิว หรือเกี่ยวของกับแผนดิน หรือชื่อของดินแดน เชน ศาสนาฮินดู ห นั ง สื อ ห ล า ย เ ล ม เ รี ย ก อิ ส ล า ม ว า “ศ า ส น า มุ หั ม มั ด ”(Mohamadanism) คงรับมาจากตําราฝรั่ง หรือเรียกคนมุสลิมวา “พวกมุหัมมัด” หรือที่บานเราเรียกวา “พวกแขก” นี่เปนความเขาใจผิด ความสั บ สนพวกนี้ มี อีก หลายเรื่ อ งหลายประเด็ น เป น เหตุ ใ ห ล ดทอนความหมายที่ถูกตองของอิสลามลงไป และทําใหอิสลามคลาดเคลื่อนไปจากความเขาใจของบุคคลทั่วไป ในอิสลามนั้นถือวาใครที่ยอมรับอัลลอฮฺเปนผูสราง เปนผูเปนเจาของทุกสรรพสิ่ง เขาก็สามารถที่จะเปน "มุสลิม" คนหนึ่งได ไมวาคนนั้นจะมีเชื้อชาติใด เผาพันธุไหนก็ตาม สวน "อิสลาม" ชื่อที่ใชเรียกศรัทธานี้ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺผูทรงสราง ดังมีปรากฏอยูในอัล-กุรอาน คัมภีรที่พระองคประทานมาวา àMŠÅÊu‘uρ ©ÉLyϑ÷èÏΡ öΝä3ø‹n=tæ àMôϑoÿøCr&uρ öΝä3oΨƒÏŠ öΝä3s9 àMù=yϑø.r& tΠöθu‹ø9$# 4 $YΨƒÏŠ zΝ≈n=ó™M}$# ãΝä3s9 7
  • 7. ความวา "วันนี้ ฉันไดทําใหศาสนาของสูเจาครบครัน สําหรับสูเจาแลว และไดใหความโปรดปรานของฉัน ครบถ ว นแก สู เ จ า และฉั น ได พึ ง ใจ (เลื อ ก) อิ ส ลาม เปนศาสนาสําหรับสูเจา" (อัล-มาอิดะฮฺ 5:3)แนวคิดพื้นฐาน แนวความคิดอิสลามขั้นพื้นฐาน ซึ่งหากถูกละเลยไป ก็จะไมมีวันเขาใจอิสลามไดเลย นั่นคือ อิสลามถือวา สรรพสิ่งทั้งหลายถูกสรางโดยผูเปนเจา ซึ่งอิสลามเรียกผูเปนเจาที่เที่ยงแทนี้ในภาษาอาหรับวา“อัลลอฮฺ” เปนผูอภิบาล และผูทรงอํานาจสูงสุด และทุกสิ่งทุกอยางดําเนินและเปนไปตามกฎของพระองค เบื้องหลังของสรรพสิ่ง จึงมีเจตจํานงหนึ่งบริหารจัดการมัน มีอํานาจหนึ่งที่ขับเคลื่อนมัน มีกฎหนึ่งที่คอยกําหนดควบคุมมัน จักรวาลทั้งหมด จึงเปนสิ่งที่เชื่อฟงตอเจตจํานงของพระเจา ดวยเหตุจากการเชื่อฟงและการยอมจํานนนี้ ทําใหจักรวาลดําเนินตอเนื่องไปไดในรูปแบบที่ประสานกลมกลืนอยางสันติ เพราะฉะนั้นแนวคิดรากฐานของอิสลามจึงเริ่มจากเอกภาพของผูเ ปน เจ า นั่ น หมายความว า สรรพสิ่ ง และชีวิ ตต า งๆนั้ น มาจากแหลงกําเนิดเดียว และตางตกอยูภายใตการบริหารของอํานาจเดียวดํารงอยูทามกลางความเปนเอกภาพ ประสานกลมกลืนเขาดวยกันอยางปราณีตงดงามยิ่ง 8
  • 8. นี่ คื อ แนวคิ ด หลั ก ซึ่ ง เป น แนวคิ ด ที่ ก อ ขึ้ น เป น ความเชื่ ออุดมการณ และระบอบอิสลามอื่นๆ ที่ถูกกลาวไวในอัล-กุรอานตลอดทั้งเลมก็วาได ดังตัวอยางปรากฏในอัล-กุรอานวา $Z)ø?u‘ $tFtΡ%Ÿ2 uÚö‘F{$#uρ ÏN≡uθ≈yϑ¡¡9$# ¨βr& (#ÿρãxx. t⎦⎪Ï%©!$# ttƒ óΟs9uρr& tβθãΖÏΒ÷σムŸξsùr& ( @c©yr >™ó©x« ¨≅ä. Ï™!$yϑø9$# z⎯ÏΒ $oΨù=yèy_uρ ( $yϑßγ≈oΨø)tFxsù ∩⊂⊃∪ ความวา "และบรรดาผูปฏิเสธศรัทธาเหลานั้นไมเห็น ดอกหรือวา แทจริงชั้นฟาทั้งหลายและแผนดินนั้นแต กอนนี้รวมติดเปนอันเดียวกัน แลวเราไดแยกมันทั้ง สองออกจากกัน และเราไดทําใหทุกสิ่งมีชีวิตมาจาก น้ํา ดังนั้นพวกเขาจะยังไมศรัทธาอีกหรือ" (อัล-อันบิ ยาอ 21:30) ĸöyèø9$# Éb>u‘ «!$# z⎯≈ysö6Ý¡sù 4 $s?y‰|¡xs9 ª!$# ωÎ) îπoλÎ;#u™ !$yϑÍκÏù tβ%x. öθs9 ∩⊄⊄∪ tβθàÅÁtƒ $£ϑtã ความวา "หากในชั้ น ฟ า และแผ น ดิ น มีพ ระเจา หลาย องค นอกจากอัลลอฮฺแลว ก็จะกอใหเกิดความ เสียหายอยางแนนอน อัลลอฮฺพระเจาแหงบัลลังกทรง บริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาเสกสรรปนแตงขึ้น" (อัล-อันบิ ยาอ 21:22) 9
  • 9. Ç⎯≈uΗ÷q§9$# È,ù=yz †Îû 3“ts? $¨Β ( $]%$t7ÏÛ ;N≡uθ≈yϑy™ yìö7y™ t,n=y{ “Ï%©!$# ∩⊂∪ 9‘θäÜèù ⎯ÏΒ 3“ts? ö≅yδ u|Çt7ø9$# ÆìÅ_ö‘$$sù ( ;Nâθ≈xs? ⎯ÏΒ ความวา "พระผูทรงสรางชั้นฟาทั้งเจ็ดเปนชั้นๆ เจาจะ ไมพบเห็นความบกพรองในการสรางของพระผูทรง กรุณาปรานี ดังนั้นเจาจงหันกลับมามองดูซิ เจาเห็น รอยราวหรือชองโหวบางไหม?" (อัล-มุลก 67:3) ฉะนั้น สรรพสิ่งและชีวิตในอิสลามจึงถูกเนนถึง "ความกลมกลืน"กันบน "อํานาจเดียว" ทุกสิ่งเดินไปบน "การยอมจํานน" อยางสิ้นเชิงตออํานาจนั้น >™ó©x« ⎯ÏiΒ βÎ)uρ 4 £⎯ÍκÏù ⎯tΒuρ ÞÚö‘F{$#uρ ßìö7¡¡9$# ßN≡uθ≈uΚ¡¡9$# ã&s! ßxÎm6|¡è@ tβ%x. …絯ΡÎ) 3 öΝßγys‹Î6ó¡n@ tβθßγs)ø? ω ⎯Å3≈s9uρ ⎯Íνω÷Κpt¿2 ßxÎm7|¡ç„ ωÎ) s ∩⊆⊆∪ #Y‘θàxî $¸ϑŠÎ=ym ความวา "ชั้นฟาทั้งเจ็ดและแผนดิน รวมทั้งสิ่งที่อยูใน นั้นลวนสดุดีสรรเสริญแดพระองค และไมมีสิ่งใดเวน แตจะสดุดีดวยการสรรเสริญพระองค แตวาพวกเจา ไมเขาใจคําสดุดีของพวกเขา แทจริงพระองคเปนผู ทรงเอ็นดู ผูทรงอภัยเสมอ" (อัล-อิสรออ 17:44) ÏN≡uθ≈yϑ¡¡9$# ’Îû ⎯tΒ zΝn=ó™r& ÿ…ã&s!uρ šχθäóö7tƒ «!$# Ç⎯ƒÏŠ uötósùr& ∩∇⊂∪ šχθãèy_öムϵø‹s9Î)uρ $δöŸ2uρ $YãöθsÛ Ä⇓ö‘F{$#uρ 10
  • 10. ความวา "อื่นจากศาสนาของอัลลอฮฺกระนั้นหรือที่พวก เขาแสวงหา? และแดพระองคนั้น ผูที่อยูในชั้นฟา ทั้ ง หลายและแผ น ดิ น ได น อบน อ มให ทั้ ง ด ว ยการ สมัครใจและความจํายอม และยังพระองคนั้นพวกเขา จะถูกนํากลับไป" (อาล อิมรอน 3:83)ความหมายของอิสลาม หลังจากที่ไดทําความเขาใจแนวคิดหลักของอิสลามแลว เราสามารถทํ า ความเข า ใจความหมายของอิ ส ลามได ทั น ที เพราะความหมายของคําวา "อิสลาม" นั่น ผูกติดอยูกับแนวคิดขางตนนั่นเอง เริ่มจากความหมายดานภาษา คําวา "อิสลาม" มาจากรากศัพทสามอักษร คือ ซีน, ลาม และมีม หมายถึง ก) ยอมจํานน ยอมรับ ยอมสยบ ใหแกสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหนือกวาดังนั้นประโยคที่วา (อัสละมะ อัมเราะฮุ อิลา อัลลอฮฺ) จึงหมายถึง เขามอบหมายการงานของเขาไปยัง อั ลลอฮฺ หรื อเขายอมรั บเจตนารมณของอัลลอฮฺโดยดุษฎี คําวา “อัสละมะ” ตัวเดียวกันนี้ยังหมายถึง เขามอบหมายตัวเขาไปสูเจตนารมณของอัลลอฮฺ หรือเขาเปนมุสลิม ก็ได ข) ปรองดองกับสิ่งอื่น หรือสรางสันติภาพ (โปรดดู Hans Wehr,Dictionary of Modern Arabic Written, Wiesbadane : Harrassowitz,1971p. 424-425.) ถาเขาใจความหมายทางภาษา ก็สามารถเขาใจความหมายทางหลักการไดไมยาก ความหมายอิสลามทางหลักการนั้นไดรับจากความ 11
  • 11. เขาใจที่มาจากอัล-กุรอาน อัซ-สุนนะฮฺ(คําสอนของทานศาสดา) และความเขาใจอยางเอกฉันทของศิษ ยของทานศาสดาหรือที่ เรียกกันวาบรรดาเศาะฮาบะฮฺ นั่นก็คือ อิสลามหมายถึงการยอมจํานน การออนนอมและการเชื่อฟง ดังนั้น อิสลามคือระบอบที่ยืนหยัดอยูบนหลักการยอมจํานน และเชื่อฟงตออัลลอฮฺ นี่คือสาเหตุที่มันถูกเรียกวาระบอบหรือแนวทางแหงอิสลาม และในอีกดานหนึ่ง คําวาอิสลาม คือ "สันติภาพ" หมายถึงผูใดตองการที่จะรับเอาสันติภาพที่แทจริงทั้งทางภายนอก และทางความรูสึกได ก็มีเพียงแตโดยวิธีการยอมจํานนและเชื่อฟงตออัลลอฮฺเทานั้น ตามที่กลาวนี้ก็คือ ชีวิตที่เชื่อฟงอัลลอฮฺจะนํามาซึ่งสันติภาพของจิตใจ และจะขยายสันติภาพไปสูดานอื่นๆ ของชีวิตตอไป เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอยางที่ดําเนินไปตามเจตนารมณของผูเปนเจาจึงเรียกไดวาไดเขาสูความเปนอิสลาม หรือเรียกเปนภาษาอาหรับวา "มุสลิม" หมายถึง ผูหรือสิ่งที่ยอมจํานนตออัลลอฮฺและเปนผลใหผูหรือสิ่งนั้นดําเนินไปบนแนวทางแหงสันติ กล า ว ต า ม คว า ม ห ม า ย นี้ ก็ คื อ ทุ ก ส ร ร พ สิ่ ง เ ป นมุ ส ลิ มเพราะฉะนั้นการที่มนุษยคนใดเลือกเปนมุสลิม ก็คือมนุษยคนนั้นไดเลือกวิ ถี ท างเดี ย วกั บ ทุ ก สรรพสิ่ ง ที่ ดํ า เนิ น และเคลื่ อ นไหวไปรอบๆ ตั ว เขานั่นเอง อัล-กุรอานจึงไดเรียกรองตอผูที่ศรัทธาตออัลลอฮฺใหเขาสูสันติภาพนี้โดยพาตัวเองเขาสูสันติภาพทั้งระบอบ Zπ©ù!$Ÿ2 ÉΟù=Åb¡9$# ’Îû (#θè=äz÷Š$# (#θãΖtΒ#u™ š⎥⎪Ï%©!$# $y㕃r¯≈tƒ 12
  • 12. ความวา "โอบรรดาผูศรัทธาจงเขาสูสันติภาพทั้งหมด" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:208) คําวา “ซิลมฺ” ที่แปลวาสันติภาพ ในที่นี้หมายถึง อิสลาม หรือการยอมจํานนตออัลลอฮฺในทุกแงทุกมุมของชีวิต เราจึงสามารถอธิบายไดเชนกันวา อิสลามคือระบอบและแนวทางการดําเนินชีวิตที่ถูกประทานจากผูเปนเจาสูมุหัมมัดผูเปนศาสดาทานสุดทาย อิสลาม คือประมวลในสิ่งที่อัลลอฮฺประทานมาใหทุกแงทุกมุมของชีวิต ไมวาเปนหลักศรัทธา กฎหมาย การเมือง แนวทางเศรษฐกิจเปนตน ทั้งหมดนั้นถูกประทานมาเพื่อใหมนุษยทั้งหมดยอมรับ ยอมจํานน และปฏิบัติตามนั่นเอง เพราะฉะนั้น อิสลามจึงเปนระบอบที่เข ามาเกี่ยวของกับชีวิ ตทั้งหมด อิสลามคือการใหคําตอบตอปญหาชีวิตทั้งหมดสามประเด็น นั่นคือ เรามาจากไหน? เรามาทําไม? และเราจะไปไหน? คําตอบทั้งสามคําถามนี้อยูในเนื้อหาคําสอนทั้งหมดของอิสลามแลว 13
  • 13. พระเจามีจริงหรือไม ? ÏM≈uΗä>—à9$# Ÿ≅yèy_uρ uÚö‘F{$#uρ ÏN≡uθ≈yϑ¡¡9$# t,n=y{ “Ï%©!$# ¬! ߉ôϑptø:$# ∩⊇∪ šχθä9ω÷ètƒ öΝÍκÍh5tÎ/ (#ρãxx. t⎦⎪Ï%©!$# ¢ΟèO ( u‘θ‘Ζ9$#uρ ความวา “มวลการสรรเสริญเปนสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู บัง เกิ ด ชั้น ฟ า ทั้ ง หลายและแผ น ดิ น และทรงให เ กิ ด ความมื ด และแสงสว า ง แต แ ล ว บรรดาผู ที่ ป ฏิ เ สธ ศรัทธานั้นก็ยังให(สิ่งอื่น)เทาเทียมกับพระเจาของเขา อยู” (อัล-อันอาม 6:1) อัลลอฮฺไดทรงใหรสูล(ศาสดา, ศาสนทูต)ของพระองคชี้แจงแกมนุษยทั้งหลายใหรูวาบรรดาสิ่งที่อยูเบื้องบนที่เรียกกันวาฟาและแผนดินที่มนุษยและสัตวไดอยูอาศัยนั้นไมไดเกิดหรือมีขึ้นมาเอง หากแตอัลลอฮฺเปนผูบังเกิดขึ้นซึ่งนับเปนเรื่องใหญและสําคัญที่สุด แตพวกที่ดื้อดึงก็ยังไม ย อมเชื่ อ ฟ ง ไม ย อมเคารพสั ก การะต อ พระองค ยั ง คงดื้ อ ดึ ง เคารพสักการะสิ่งอื่นเทาเทียมเสมอดวยพระองค ∩⊇⊃⊇∪ ×Λ⎧Î=tæ >™ó©x« Èe≅ä3Î/ uθèδuρ ( &™ó©x« ¨≅ä. t,n=yzuρ 14
  • 14. ความว า “และพระองค ท รงให เ กิ ด ทุ ก ๆ สิ่ ง และ พระองคเปนผูทรงรอบรูในทุกๆ สิ่ง” (อัล-อันอาม 6:101) อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงบังเกิดทุก ๆสิ่งที่มีอยูในพิภพรวมทั้งทองฟาและแผ น ดิ น ด ว ยมหาอํ า นาจและความปรารถนาของพระองค และพระองคทรงรอบรูทุกๆ สิ่งอยางถวนถี่เพราะพระองคเปนผูทรงใหบังเกิด &™ó_x« Èe≅à2 ß,Î=≈yz ( uθèδ ωÎ) tµ≈s9Î) Iω ( öΝä3š/u‘ ª!$# ãΝà6Ï9≡sŒ ∩⊇⊃⊄∪ ×≅‹Å2uρ &™ó©x« Èe≅ä. 4’n?tã uθèδuρ 4 çνρ߉ç6ôã$$sù ความวา “นั่นคืออัลลอฮฺผูเปนพระผูอภิบาลของสูเจา ทั้งหลาย ไมมีเจาใดๆ ที่ควรแกการกราบไหวสักการะ นอกจากพระองคผูทรงบังเกิดทุกๆ สิ่ง ดังนั้นสูเจา ทั้งหลายจงเคารพกราบไหวแดพระองค” (อัล-อันอาม 6:102) ( ÇÚö‘F{$#uρ ÏN≡uθ≈yϑ¡¡9$# ÌÏÛ$sù A7x© «!$# ’Îûr& óΟßγè=ߙ①ôMs9$s% * ความวา “บรรดารสูลของพวกเขาไดกลาวถามวา ใน เรื่ อ งอั ล ลอฮฺ ผู ส ร า งฟ า และแผ น ดิ น นั้ น ยั ง จะมี ก าร เคลือบแคลงสงสัยอีกหรือ” (อิบรอฮีม 14:10) 15
  • 15. «!$# çöxî @,Î=≈yz ô⎯ÏΒ ö≅yδ 4 ö/ä3ø‹n=tæ «!$# |Myϑ÷èÏΡ (#ρãä.øŒ$# â¨$¨Ζ9$# $pκš‰r¯≈tƒ 4†¯Τrsù ( uθèδ ωÎ) tµ≈s9Î) Iω 4 ÇÚö‘F{$#uρ Ï™!$yϑ¡¡9$# z⎯ÏiΒ Νä3è%ã—ötƒ ∩⊂∪ šχθä3sù÷σè? ความวา “มนุษยทั้งหลาย! จงรําลึกถึงความกรุณา เมตตาของอัลลอฮฺซึ่งอยูบนสูเจาทั้งหลาย (พึงคิดดูให ดี) จะมีหรือผูสรางอื่นจากอัลลอฮฺ? พระองคทรง ประทานปจจัย(ริสกี)ใหแกพวกสูเจาลงมาจากฟาและ ออกมาจากพื้นดิน ไมมีเจาอื่นใดที่ควรแกการเคารพ สั ก การะนอกจากพระองค (เมื่ อ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า งได ประจักษแจงชัดแลว) สูเจายังถูกหลอกลวงให(เคารพ สิ่งอื่น)ไดอยางไรอีกเลา?” (ฟาฏิรฺ 35:3) โองการอั ลกุ ร อานทั้ ง หมดนี้ อั ล ลอฮฺ ไ ด ท รงแจ ง ให ม นุ ษ ย รู ว าพระองคทรงเปนพระเจาองคเดียวที่ทรงสรางฟา แผนดิน และสิ่งตาง ๆที่มีอยูในทองฟาและบนพื้นแผนดิน นอกจากคํ า บอกเล า ของพระองค แ ล ว มนุ ษ ย เ รายั ง สามารถคนควาหาองคพระผูบังเกิดไดดวยความคิดความอานของเราอีก เรื่ององคพระผูสรางนี้เมื่อเราพยายามใชสติปญญาคนควาแตเพียงผิวเผินก็จะไดพ บประจัก ษพ ยาน แตถ า เรายิ่ ง คิดให ลึก ซึ้ ง ก็จะได พ บประจัก ษพยานอันกวางขวางยิ่งๆ ขึ้นไปทุกที 16
  • 16. อัล-อุสตาซ อัช-ชัยค มุหัมมัด คอลีล ดิรอสไดเลาวา มีอาหรับชาวเขาคนหนึ่งไดถูกถามวา “ทานรูจักพระเจาอภิบาลของทานไดอยางไร?” อาหรับผูนั้นไดตอบดวยคารมคมคายวา “อูฐตัวเมียมันบอกแกเราวาตองมีอูฐตัวผูและรอยเทาที่ปรากฎอยูบนพื้นดินนั้นมันบอกแกเราวามีผูเดินผาน ดังนั้นทองฟาอันเต็มไปดวยหมูดาวและพื้นดินที่ปูลาดมันจะไมบอกแกเราบางหรือวามีผูสรางที่ทรงไวซึ่งความสามารถและความรูอยางละเอียดรอบคอบ?!” ท า นอิ บ นุ กะษี ร ผู เ ชี่ ย วชาญในทางอธิ บ ายความหมายของอัลกุรอานไดเลาไวในหนังสือของทานวา มีชนกลุนหนึ่งซึ่งเปนพวกที่ไมนับถือพระเจาไดมาหาทานอบู หะนีฟะฮฺ(อิมามหะนะฟ) ขอรองใหทานแสดงหลักฐานในเรื่องการมีพระเจาผูสรางใหแกพวกเขา ทานอบูหะนีฟะฮฺก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคําขอรองแตทานพูดกับพวกเหลานั้นวา“กอนอื่นฉันอยากเลาเรื่องแปลกประหลาดใหพวกทานฟงสักเรื่องหนึ่งสํ า หรั บ ตั ว ฉั น เองก็ ยั ง ฉงนใจอยู เ หมื อ นกั น เรื่ อ งมี ดั ง นี้ ฉั น ได ข า วประหลาดวามีเรือสินคาลําหนึ่งภายในเรือไมมีคนอยูแมแตสักคนเดียวกัปตันก็ไมมี นายทายก็ไมมี ชางเครื่องก็ไมมี ตลอดจนกลาสีลูกเรือ และกรรมกรแมแตเครื่องควบคุมใดๆ ก็ไมมีทั้งสิ้น แตเรือลํานี้ทํางานไดเองทุกอยาง เชน เอาของลงเรือเอง พอสินคาเต็มลําแลวก็ออกแลนไปยังที่หมาย เมื่อถึงแลว ก็ขนสินคาขึ้นเอง แลวก็แลนกลับมาขนสินคาลงอีกเรื่องเปนเชนนี้ฉันใครอยากจะถามทานวาพวกทานเห็นอยางไรในเรื่องนี้?มันจะเปนไปไดไหม ?” พวกแขกเหลานั้นก็ตอบวา “มันเปนเรื่องสุดวิสัยที่จะเชื่อวาเปนความจริง เปนเรื่องเหลวไหลมากกวา” 17
  • 17. ทานอบู หะนีฟะฮฺจึงพูดกับพวกนั้นวา “เมื่อทานไมยอมเชื่อเรื่องเรือประหลาดลํานั้นแลว เหตุไฉนทานจึงจะไมยอมเชื่อวา พิภพอันกวางใหญไพศาลเบื้องบนที่เต็มไปดวยจักรวาลเชน ดวงจันทร ดวงตะวันและดวงดาวอย า งเหลื อ คณานั บ ทุ ก อย า งต า งหมุ น เวี ย นโคจรไปตามกฎเกณฑอยางเปนระเบียบเรียบรอยไดจังหวะปราศจากการผิดพลาดก า วก า ย ทางเบื้ อ งล า งก็ มี สิ่ ง ของสุ ด วิ สั ย ที่ จ ะคํ า นวณได ทุ ก ๆสิ่ ง ไดดําเนินไปอยางเปนระเบียบเรียบรอยตามกําหนด เหตุใดทานจึงไมยอมเชื่อวามีผูคอยจัดการ คอยบริหารควบคุมดูแล?” เมื่อทานอะบู หะนีฟะฮฺสงคําถามกลับไปเชนนั้นพวกที่ไมยอมศรัทธาในพระเจาเหลานั้นตางก็นิ่งอึ้ง ครุนคิดอยูสักครูหนึ่งก็ยอมจํานนตอเหตุผลวาพระเจาผูสรางนั้นมีแนนอนและยอมเขารับนับถืออิสลามทันที ทั้งสองเรื่องนี้ถอดความจากหนังสือพิมพ “อัล-ฮัดยุน นะบะวีย” ของอัล-มัรฺหูม อัช-ชัยค หามิด อัล-ฟากี ซึ่งตีพิมพในประเทศอียิปต  เรื่องแรก บอกใหรูวา เมื่อเราเห็นสิ่งของเราก็รูจักผูทําหรือผูประดิษฐหรือผูสราง เชน เราเห็นรถยนตเราก็รูวานายชางเปนผูประกอบตัวรถ ชางกลเปนผูประดิษฐเครื่องยนต เมื่อเราเห็นเรือใบลําเล็กๆ เราก็รูวาชางไมเปนผูตอเรือนั้น เมื่อเราหยิบเสื้อกางเกงขึ้นมาเราก็รูวาชางตัดเสื้อเปนผูเย็บ เมื่อเราเห็นตึกหลังใหญมหึมาเราก็รูวาชางกอสรางเปนผูทํา เมื่อเราเห็นบานไมหลังงามหรือกระทอมหลังเล็กๆ เราก็รูวาชางไม 18
  • 18. เปนผูทํา เมื่อเราไดเห็นบานเมืองสวยงามมีถนนใหญๆ งามๆ มีตกรามสูง ึตระหงานและของอื่นๆ อีกหลายสิ่งหลายอยางเราก็รูวามนุษยเปนผูทํา มนุษยทุกคนแมแตเด็กก็ตองเชื่ออยางมั่นใจวาชางไมเปนผูตอเรื อ ทํ า บ า น ช า งกลและช า งเหล็ ก เป น ผู ทํ า รถยนต ช า งก อ สร า งเป นผูสรางตึก และชางเย็บเสื้อเปนผูเย็บเสื้อกางเกง ฯลฯ เราพากันเชื่อ ทั้งๆที่เราไมเคยรูจกหรือไมเคยไดพบเห็นนายชางเหลานั้นเลยแมแตนอย ั ทุกๆ คนจะไมยอมเชื่ออยางเด็ดขาดวาสิ่งของตางๆ เหลานั้นเกิดขึ้นมาเองโดยไมมีผูสรางไมมีผูทําหรือผูประดิษฐ แมกานไมขีดไฟซึ่งเปนเศษไมเล็กๆ ที่ไมมีมูลคาอะไรเลยแมแตนอยเราก็ไมยอมเชื่อวามันเกิดหรือมีขึ้นมาเองโดยไมมีผูทํา ใครบอก ใครสั่งสอนหรือแนะนําใหมนุษยเชื่อมั่นอยางนั้น? สัญชาติญาณอันเกิดจากสติปญญาของเราเองเปนผูบอก แมจะเปนคนที่โงแสนโงสักปานใดก็จะไมยอมเชื่อวาสิ่งเหลานั้นเกิดหรือมีขึ้นเองโดยไมมีผูสราง เมื่อสรุปแลวก็คงไดผลดังนี้ :- 1. มนุษยยอมเชื่อวาสิ่งของตางๆ เชนที่กลาวมาแลวจะ เกิดหรือมีขึ้นมาเองโดยไมมีผูทํา ผูสราง หรือผูประดิษฐ ไมไดอยางเด็ดขาด 2. มนุ ษ ย ย อมเชื่ อ สิ่ ง ที่ ไ ม เ คยพบไม เ คยเห็ น เชื่ อ โดย จิตสํานึก 19
  • 19. เมื่อเปนเชนนี้ ก็เหตุไฉนเราจะไมยอมเชื่อวาสิ่งของอีกเปนจํานวนมากมายกายกองเหลือคณานับ ที่นายชางตางๆ เหลานี้ทําไมไดเชน ดวงจันทร ดวงตะวัน ดวงดาว มนุษย สัตว ตนไม ตั้งแตขนาดใหญที่สุดถึงขนาดเล็กที่สุด มองดวยตาเปลาไมเห็นตองใชกลองขยายตลอดจนตัวพิภพ ทองฟา น้ํา และแผนดินตองมีผูสราง กลับไปเชื่อวา สิ่งเหลานั้นเกิดขึ้นมาเอง โดยไมมีผูสราง จะไมเปนการเขาใจที่งมงายเกินไปหรือ? ในเมื่อมนุษยทุกคนไมยอมเชื่อวากานไมขีดไฟเพียงกานเดียวจะเกิดหรือมีข้ึนมาเองไมได อยางเด็ดขาด ทั้ง ๆ ที่การทํากานไมขีดไฟไมใชงานละเอียดพิสดารอยางไร แมเด็กเล็กบางคน ก็สามารถจะเหลาเศษไมเล็กๆ ใหมีลักษณะเปนเศษไมที่มีรูปสี่เหลี่ยมอยางกานไมขีดไฟไดสวนสิ่งของตาง ๆ ดังกลาวแลว ไดถูกสรางขึ้นอยางประณีตพิสดารเกินภูมิปญญาของมนุษย แตกลับเขาใจหรือเชื่อวา เกิดขึ้นมาเองโดยไมมีผูสราง ปญญาชนผูเคารพตอเหตุผล เคารพตอความจริง ไมนาเขาใจอยางงมงายเชนนั้น ควรจะใชสติปญญาความรอบคอบคนหาผูสรางใหพบ ในเมื่อมั่นใจวาทุกๆ สิ่งตองมีผูทํา เรื่องที่สอง หมายถึงการควบคุมการบริหาร บรรดาสิ่งของตางๆ ที่เราใชที่เราเห็นตลอดจนกิจการตางๆ ตองมีผูควบคุม ผูรักษาและผูบริหาร เชนเราจะนําสิ่งของบางอยางไปยังที่แหงหนึ่ง เรามีเรือเล็กๆ อยูลําหนึ่งเราจัดแจงเอาสิ่งของลงเรือแลวก็แก 20
  • 20. เชือกผูกเรือ เสือกเรือออกกลางแมน้ํา เรือลํานอยๆ ก็จะลองลอยไปตามสายน้ํ า ตามยถากรรม ในที่ สุ ด ทั้ ง เรื อ ทั้ ง ของและพายก็ จ ะอั น ตรธานหายไปโดยไมรวาไปอยูที่ใด ู หรือเราลงไปในเรือดวย เรามีความสามารถทําไดแตเพียงเอาพายพุยน้ํา ไมเขาใจที่จะคัดหรือวาด ทั้งไมเขาใจทางเดินเรือพอลงเรือไดก็จ้ําเอาๆ เรือก็ตะเปะตะปะหมุนไปหมุนมาชนนั่นชนนี่ ในที่สุดก็ไปไมรอดหรืออาจจะถูกเรืออื่นชนลมในที่สุด เรามีรถยนตคันใหญโตสวยงาม มีเครื่องใชทันสมัยอยางพรอมมูล เมื่อจะไปธุระยังที่แหงหนึ่งเราขึ้นไปนั่งบอกใหมันออกเดินมันก็ไมออก คอยแลวคอยเลารถก็ไมออกวิ่งหรือวาเราสตารทเครื่องเรียบรอยแลวก็ลงจากรถปลอยใหรถออกวิ่งไปแตลําพังในที่สุดรถคันนั้นก็จะตองไปชนอะไรพังพินาศไป หรือเราเปนผูขับเอง แตมีความรูเพียงหมุนพวงมาลัยใหรถหันขวาหัน ซ า ยเท า นั้ น การเดิ น รถตามระเบี ย บของการจราจรไม มีค วามเขาใจเลย ในที่สุดรถของเราก็จะตองไปชนอะไรเขาหรือไมก็ถูกรถคันอื่นชนเอา หรื อ ว า ในขณะที่ ขั บ ไปนั้ น เครื่ อ งยนต เ กิ ด ขั ด ข อ งขึ้ น เราไม มีความรูในเรื่องเครื่องยนตเสียเลยจะเดินทางตอไปก็ไมไดจะกลับบานก็ไมได มีโรงเรียนใหญแหงหนึ่งกําลังจะกาวหนามีนักเรียนนับจํานวนเปนพันแตมีเหตุเกิดขึ้นทําใหตองขาดผูจัดการหรือผูบริหาร หรือวาไดผูจดการมาใหมเปนผูที่ไมเคยบริหารกิจการของโรงเรียนมาเลย หรือวามี ั 21
  • 21. ภูมิความรูไมพอที่ จะควบคุมโรงเรี ยนได เมื่องานดํ าเนินไปโดยขาดผูควบคุมผูบริหารที่มีประสิทธิภาพไมพอ ความระส่ําระสาย ความอลเวงก็จะเกิดขึ้น ในที่สุดโรงเรียนนั้นก็จะตองประสบกับความวิบัติ ยั ง มี อ ะไรอื่ น อี ก ในทํ า นองเดี ย วกั น นี้ อี ก มากมายนํ า มาเป นอุทาหรณเพียงเทานี้ก็เขาใจพอแลว เรื่องปลีกยอยเล็กๆ นอยๆ เชนนี้ยังขาดผูบริหารผูควบคุมที่ทรงความรูความชํานาญไมได แลวสิ่งใหญๆ อันทรงสภาพลึกล้ําพิสดารมหั ศ จรรย อี ก มากหลายเหลื อ คณานั บ เราจะเชื่ อ ได อ ย า งไรว า ไม มี ผูควบคุมหรือผูบริหารที่ทรงไวซึ่งความสามารถความรอบรูอยางรอบคอบ?เชนโลกที่เราอาศัยอยูทุกวันนี้ ขางบนมีดวงจันทร ดวงตะวันและดวงดาวจํ า นวนมากหลาย ทุ ก อย า งโคจรไปตามกํ า หนดอย า งเป น ระเบี ย บเรียบรอยโดยปราศจากการสับสนกาวกายหรือเปลี่ยนแปลง ขางลางก็มีพื้นดินภูเขา แมน้ําลําคลอง ทะเล มนุษย สัตวและอะไรอื่ น ๆ อี ก มากมาย สุ ด ที่ จ ะคํ า นวณได ทุ ก ๆสิ่ ง ดํ า เนิ น ไปตามกฎเกณฑที่พระผูสรางไดวางไวอยางเปนระเบียบเรียบรอยสม่ําเสมอไมมีการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่ งทุกอย างคงอยู ในสภาพเดิมตั้ งแตเ ริ่ มแรกจนตราบเทาทุกวันนี้! สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งเบื้องบนและเบื้องลางดังกลาวแลวลวนแตเปนสิ่งมหัศจรรยลึกล้ําเกินสติปญญาของมนุษยจะเขาถึง หากขาดผูควบคุมดูแลรักษาและบริหารเสียแลวจะคงไวซึ่งความเปนระเบียบเรียบรอยไดอยางไร? หรือวา ถาผูควบคุมบริหาร 22
  • 22. หยอนสมรรถภาพ ออนความสามารถปราศจากความรอบรูและความละเอียดรอบคอบจะสามารถควบคุมสถานการณทุกดานใหดําเนินไปเปนระเบียบไดอยางไร? เมื่อสรุปแลวก็คงไดผลดังนี้:- ทุกๆ สิ่งตองมีผูควบคุมรักษา และบริหาร ผูควบคุมตองเปนผูทรงไวซึ่งสมรรถภาพและความสามารถเหนือบรรดาสิ่งที่อยูในความควบคุมของตน 23
  • 23. เรื่องราวของอิสลามโดยยออิสลามคืออะไร? อิสลามมิใชศาสนาใหมแตอิสลามคือสัจธรรมเดียวกับที่พระผูเปนเจาไดประทานมายังมนุษยชาติโดยผานทางบรรดานบี(ศาสนทูต)ของพระองค สํ า หรั บ ประชากรหนึ่ ง ในห า ของโลกนั้ น อิ ส ลามเป น ทั้ งศาสนาและแนวทางแหงชีวิตที่สมบูรณ มุสลิมปฎิบัติตามศาสนาแหงความสันติความเมตตาและการใหอภัย และสวนใหญไมมีสวนเกี่ยวของอันใดกับเหตุการณรุนแรงที่ไดเขามาเกี่ยวของกับความศรัทธาของพวกเขามุสลิมคือใคร ? มุสลิมคือผูที่มีความศรัทธาในพระเจาองคเดียวคือ อัลลอฮฺ และดําเนินชีวิตทุกยางกาวของเขาไปตามคําบัญชาของพระองค ผูคนจํานวนนั บ พั น ล า นคนจากทุ ก เผ า พั น ธุ เ ชื้ อ ชาติ แ ละวั ฒ นธรรมทั่ ว โลกตั้ ง แตฟลิปปนสตอนใตไปจนถึงไนจีเรียไดถูกรวมเขาเปนอันหนึ่งอันเดียวกันโดยศาสนาอิสลาม ประมาณ 18% อาศัยอยูในโลกอาหรับ ประชาคมมุสลิมที่ใหญท่ีสุดในโลกนั้นอยูในอินโดนีเซีย ประชากรสวนใหญของเอเซียและอาฟริกาเปนมุสลิม ในขณะที่ในสหภาพโซเวียต จีน อเมริกา 24
  • 24. เหนื อ อเมริ ก าใต แ ละยุ โ รปก็ มี มุ ส ลิ ม อาศั ย เป น ชนกลุ ม น อ ยอยู เ ป นจํานวนมากพอสมควรคนมุสลิมเชื่ออะไร? มุสลิมเชื่อในพระเจาองคเดียวคืออัลลอฮฺ เชื่อในทูตสวรรคที่พระองคทรงสรางมา เชื่อในบรรดานบีตางๆ ที่พระองคไดทรงประทานทางนํ า ผ า นมายั ง มนุ ษ ยชาติ เชื่ อ ในวั น แห ง การตั ด สิ น ตอบแทนการกระทําของแตละคน และเชื่อในอํานาจอันสมบูรณของพระเจาในการกําหนดชะตากรรมของมนุษยและชีวิตหลังความตาย มุสลิมเชื่อในสายโซแหงนบีที่เริ่มตนมาตั้งแตนบีอาดัม นบีนูหฺ(โนอาห) นบีอิบรอฮีม(อับราฮัม) นบีอิสมาอีล นบีอิสฮาก(ไอแซค) นบียะอฺกูบ(จาคอบ) นบียูสุฟ(โยเซฟ) นบีอัยยูบ นบีมูซา(โมเสส) นบีฮารูน(อารอน) นบีดาวูด(เดวิด) นบีสุลัยมาน(โซโลมอน) นบีอิลยาส นบียูนุส นบียะหฺยา และนบีอีซา(เยซู) แตทางนํ า สุ ด ท า ยของพระเจ า ที่ ป ระทานมายั ง มนุ ษ ย แ ละเป น ทางนํ าตลอดไปของมนุษยนั้นไดถูกประทานผานมายังนบีมุหัมมัด โดยทูตสวรรคที่มีช่อวา ญิบรีล ืจะเปนมุสลิมไดอยางไร? คนที่ จ ะเป น มุ ส ลิ ม จะต อ งกล า วคํ า ปฏิ ญ าณว า “ลาอิ ล าฮะอิลลัลลอฮฺ มุหัมมะดุร รสูลุลลอฮฺ” ซึ่งมีความวา “ไมมีพระเจาอืนใด ่นอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ” การกลาว 25
  • 25. คําประกาศดังกลาวนี้ผูศรัทธาไดประกาศวาตนเองมีความศรัทธาในนบีทั้งหมดของอัลลอฮฺและคัมภีรตางๆ ที่นบีเหลานั้นนํามา“อิสลาม” หมายความวาอะไร ? คําวา “อิสลาม” ในภาษาอาหรับหมายถึง “การยอมจํานน” และยังมีความหมายอีกอยางหนึ่งวา“สันติ” ดวยในคําสอนทางศาสนาอิสลามหมายถึงการยอมจํานนตอพระประสงคของอัลลอฮฺ การเรียกอิสลามวาศาสนามุหัมมัด จึงไมถูกตองเพราะมันทําใหเขาใจวามุสลิมเคารพสักการะนบีมุหัมมัด คําวา“อัลลอฮฺ” เปนชื่อภาษาอาหรับที่ชาวอาหรับมุสลิมและชาวอาหรับคริสเตียนใชเรียกพระเจาทําไมอิสลามจึงมักดูเปนศาสนาที่แปลก ? อิสลามอาจจะดูแปลกหรือดูเหมือนเปนศาสนาที่เครงคัดในโลกสมั ย ใหม ที่ เ ป น เช น นี้ อ าจเป น เพราะศาสนาไม ไ ด มี อิ ท ธิ พ ลในชีวิตประจําวันของชาวตะวันตกในปจจุบัน ในขณะที่มุสลิมถือวาศาสนาเปนสิ่งสําคัญสูงสุดและไมไดแบงแยกชีวิตทางโลกและทางศาสนาออกจากกัน คนมุสลิมเชื่อวากฏหมายของพระเจา (หรือที่เรียกวา ชะรีอะฮฺ)จะตองไดรับการปฏิบัติตามอยางจริงจัง และนี่คือเหตุผลที่วาทําไมเรื่องที่เกี่ยวของกับศาสนาจึงยังถือวาเปนเรื่องสําคัญ 26
  • 26. อิสลามและศาสนาคริสตมีที่มาตางกันหรือไม ? ไมแตกตางกันเลยทั้งอิสลาม คริสเตียน และแมแตศาสนายูดายมีที่มาจากแหลงเดียวกันนั่นคือนบีอิบรอฮีม และนบีของทั้งสามศาสนานี้ก็เปนลูกหลานโดยตรงจากลูกของทานนั่นคือ มุหัมมัด เปนลูก หลานจากเชื้ อ สายของนบี อิส มาอี ลลูก ชายคนโตของนบีอิบรอฮีมสวนนบีมูซา(หรือโมเสส) และนบีอีซา(หรือพระเยซู) นั้นเปนลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากนบีอิสฮาก นบีอิบรอฮีมไดตั้งหลักแหลงในบริเวณที่ปจจุบันคือเมืองมักกะฮฺและไดสรางกะอฺบะฮฺขึ้นมา ซึ่งมุสลิมจะหันหนามาทางจุดนี้ทุกครั้งในเวลานมาซกะอฺบะฮฺคืออะไร ? กะอฺ บ ะฮฺ เ ป น สถานที่ สํ า หรั บ การแสดงความเคารพสั ก การะพระเจาซึ่งพระองคไดทรงบัญชาใหนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลสรางขึ้นเมื่อประมาณ 4,000 ปกอนหนานี้ อาคารหลังนี้ถูกสรางดวยหินบนสถานที่ที่หลายคนเชื่อวาเปนที่ตั้งของศาสนสถานดั้งเดิมที่อาดัมสรางขึ้นพระเจาไดบัญชาอิบรอฮีมใหเรียกรองมนุษยชาติทุกคนใหมาเยี่ยมเยียนสถานที่แหงนี้และเมื่อผูประกอบศาสนกิจไปที่นั่นในปจจุบันพวกเขาก็จะกลาววา “ขาพระองคมาอยูในที่แหงนี้แลวโอพระเจา” เพื่อเปนการตอบสนองคําเรียกรองของทานนบีอิบรอฮีม 27
  • 27. มุหัมมัด คือใคร ? มุหัมมัด เกิดในมักกะฮฺเมื่อ ค.ศ.570 ซึ่งในตอนนั้นศาสนาคริสตยังไมไดถูกกอตั้งอยางสมบูรณในยุโรป เนื่องจากบิดาของทานเสียชีวิตกอนที่ทานจะเกิดและมารดาของทานเสียชีวิตหลังจากที่ทานเกิดไดไมนาน ทานจึงไดรับการเลี้ยงดูโดยลุงของทานซึ่งเปนคนในเผากุร็อยชฺที่ไดรับการยกยอง เมื่อทานโตขึ้นเปนผูใหญทานเปนที่รูจักกันดีวาเปนผูมีความซื่อสัตย มีความกรุณาปรานี และมีความจริงใจจนคนทั่วไปในเวลานั้ น ต า งขอให ท า นเป น ผู ไ กล เ กลี่ ย กรณี พิ พ าทมากมายหลายครั้ ง นั กประวัตศาสตรกลาววาทานเปนคนที่เยือกเย็นและใฝหาความสงบทางใจ ิ มุหัมมัด เปนคนที่ใฝใจในศาสนาและเกลียดชังความเสื่อมทรามของสังคมของทาน ดังนั้นทานจึงมักจะไปแสวงหาความสงบทางจิตใจอยูเปนประจําในถ้ํา หิรออ ใกลยอดภูเขาญะบัลนูรฺ (ขุนเขาแหงรัศมี) ใกลเมืองมักกะฮฺทานเปนนบีและศาสนทูตของพระเจาไดอยางไร ? เมื่อทานอายุได 40 ปขณะที่ทานนั่งสงบจิตใจอยูนั้นทานไดรับวจนะครั้งแรกจากพระเจาผานทางทูตสวรรคญิบรีลและวจนะนี้ไดถูกประทานมายังทานอยางตอเนื่องเปนเวลา 23 ปทางนํานี้เปนที่รูจักกันในชื่อวา อัลกุรอาน เมื่ อ ท า นเริ่ ม อ า นวจนะที่ ท า นได ยิ น จากญิ บ รี ล และเผยแผสัจธรรมที่พระเจาทรงประทานแกทาน ทานและสาวกกลุมเล็ก ๆ ของ 28
  • 28. ทานก็ถูกตอตานและขมเหงซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนในค.ศ. 622 พระเจาจึงไดทรงบัญชาใหทานอพยพจากนครมักกะฮฺ(เรียกวาฮิจญเราะฮฺ) ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของปฏิทินอิสลาม หลังจากนั้นอีกประมาณ 8 ป นบีมุหัมมัดและบรรดาสาวกของทานก็สามารถกลับไปยังมักกะฮฺไดอีกครั้งหนึ่ง ทานไดใหอภัยศัตรูของทานและไดทําใหอิสลามเปนศาสนาถาวรของคนในแผนดินนั้น กอนหนาที่นบีมุหัมมัดจะเสียชีวิตเมื่ออายุได 63 ป อารเบียสวนใหญไดเปนมุสลิม และภายในหนึ่งศตวรรษหลังจากการเสียชีวิตของทาน อิสลามก็ไดแพรไปยังสเปนในตะวันตกและขยายไปจนถึงจีนในทางตะวันออกการแผขยายของอิสลามมีผลตอโลกอยางไร ? เหตุ ผลสํ าคั ญประการหนึ่ ง ที่ ทํ าให อิสลามแพรขยายไปอย า งรวดเร็วและสงบก็คือความงายในหลักการอิสลาม เรียกรองเชิญชวนมนุษยใหศรัทธาและเคารพสักการะพระเจาองคเดียวนั่นคือ อัลลอฮฺนอกจากนั้นแลวอิสลามยังสั่งสอนมนุษยใหใชสติปญญาและเหตุผลดวย ดังนั้นภายในเวลาไมก่ีปอารยธรรมอันยิ่งใหญและมหาวิทยาลัยตางๆ ก็เกิดขึ้นในแผนดินอิสลามเพราะทานนบีมุหัมมัดไดสอนวา“การศึกษาหาความรูเปนหนาที่ของมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิง”การผสมผสานกันระหวางแนวความคิดของตะวันออกและตะวันตก และแนวความคิดใหมกับความคิดเกาไดกอใหเกิดความเจริญกาวหนาอันยิ่งใหญในวิชาการดานการแพทย คณิตศาสตร ฟสิกส ดาราศาสตร 29
  • 29. ภูมิศาสตร เกษตรกรรม ศิลปะ วรรณกรรม และประวัติศาสตร ระบบที่สําคัญหลายระบบ เชนพีชคณิต ตัวเลขแบบอารบิค และแนวความคิดในการใชเลขศูนย (ซึ่งเปนความกาวหนาที่สําคัญในทางคณิตศาสตร) ไดถูกถายทอดไปยังยุโรปในยุคกลางจากอิสลาม เครื่องมือที่สลับซับซอนซึ่ ง ทํ า ให นั ก เดิ น ทางชาวยุ โ รปสามารถค น พบสิ่ ง ต า งๆได นั้ น ได ถู กพัฒนาขึ้นจากมุสลิมเชนเครื่องมือบอกตําแหนงและแผนที่นําทางเปนตนอัลกุรอาน คืออะไร ? อัลกุรอานคือบันทึกวจนะหรือดํารัสของอัลลอฮฺที่ทรงประทานผานทางทูตสวรรคญิบรีลมายังนบีมุหัมมัด วจนะเหลานี้ทานนบีมุหัมมัดไดทองจําไวทุกถอยคํา หลังจากนั้นทานก็ไดถายทอดใหแกบรรดาสาวกของทา นไดจ ดจํ า ในขณะที่ ส าวกบางคนได บัน ทึ กไวเ ปน ลายลัก ษณอักษร ถอยคําเหลานี้ไดถูกตรวจสอบอยูตลอดเวลาในระหวางที่ทานนบียังมีชีวิตอยู ในจํานวนถอยคําทั้งหมดของพระเจาที่แบงออกเปน 114บทนั้น ไมมีวจนะหรือถอยคําใดถูกเปลี่ยนแปลงแมแตเพียงตัวอักษรเดียวจนกระทั่งปจจุบันซึ่งนับเปนเวลาถึง 1,400 ปมาแลว ดังนั้นกุรอานจึงอยูในสภาพที่ครบถวนสมบูรณและถือเปนสิ่งมหัศจรรยที่ไดประทานแกทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมอัลกุรอานกลาวถึงอะไร ? อัลกุรอานซึ่งเปนวจนะของพระเจานั้นคือแหลงที่มาแหลงแรกและแหลงเดียวของความศรัทธาและการปฏิบัติของมุสลิม อัลกุรอานพูด 30
  • 30. ถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวของกับเราในฐานะที่เปนมนุษย เชน วิทยปญญา ความเชื่อ การปฏิบัติศาสนกิจ และกฏหมาย แตหัวขอสําคัญของอัลกุรอานก็คือความสัมพันธระหวางพระเจาและสิ่งที่พระองคทรงสรางขึ้นมา ในขณะเดียวกันอัลกุรอานก็ใหแนวทางเพื่อสังคมที่ยุติธรรม การประพฤติปฏิบัติของมนุษยที่เหมาะสม และระบบเศรษฐกิจที่สมดุลนอกจากอัลกุรอานแลวยังมีแหลงที่มาอื่น ๆ อีกไหม ? นอกจากอัลกุรอานแลว ยังมีแหล งที่มาอีกแหลงหนึ่ งนั่นก็คือ“สุนนะฮฺ” หรือแบบอยางและคําสอนของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลั ย ฮิ วะสั ลลั ม ซึ่ ง ถื อเป น แหล ง ที่ ส องของที่ มาแห ง ความเชื่อ และการปฏิบัติของมุสลิม คําบอกเลาถึงสุนนะฮฺ เรียกวา “หะดีษ” ดังนั้น การเชื่อใน “สุนนะฮ” จึงเปนสวนหนึ่งของความศรัทธาแหงอิสลามตัวอยางคําพูดของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทานนบีมุหัมมัด ไดกลาววา: “อัลลอฮฺไมทรงเมตตาแกคนที่ไมมีความเมตตาตอผูอื่น” “ใครที่กินจนอิ่มขณะที่เพื่อนบานของเขาไมมีอาหารกินนั้น เขามิใชผศรัทธา” ู “พอคาที่ซื่อสัตยนั้นจะไดอยูรวมกับบรรดานบีผูทรงคุณธรรมและผูพลีชีวิตในการตอสูเพื่อศาสนา” “คนที่แข็งแรงนั้นมิใชคนที่ทําใหคนอื่นลมลงแตคนที่แข็งแรงนั้นคือคนที่ควบคุมตัวเองไดในตอนที่โกรธ” 31
  • 31. “พระเจาไมไดตัดสินตรงที่รางกายและรูปรางแตพระองคจะทรงดูที่หัวใจและในการกระทําของทาน” “ชายคนหนึ่งเดินไปตามทางและรูสึกกระหายน้ําเมื่อมาถึงบอน้ําแหงหนึ่งเขาไดลงไปที่บอและดื่มน้ําจนอิ่ม แลวจึงขึ้นมาหลังจากนั้นเขาไดเห็นสุนัขตัวหนึ่งยืนหิวน้ําลิ้นหอยอยูมันพยายามที่จะเลียน้ําจากโคลนเพื่อดับกระหาย เมื่อชายคนนั้นเห็นวาสุนัขรูสึกกระหายเหมือนกับเขาดังนั้นเขาจึงลงไปยังบอน้ําอีกครั้งหนึ่ง แลวเอารองเทาของเขาตักน้ําใหสุนัขดื่ม การทําเชนนี้ไดทําใหอัลลอฮฺทรงอภัยบาปแกเขา” ทานนบีไดถูกถามวา “โอทานศาสนทูตของอัลลอฮฺ เราจะไดรับรางวัลตอบแทนสําหรับความกรุณาตอสัตวดวยหรือ?” ทานไดกลาววา“มีการตอบแทนสําหรับความกรุณาตอสิ่งมีชีวิตทุกสิ่ง” จากบันทึกหะดีษของอัล-บุคอรีย, มุสลิม, อัต-ติรฺมิซีย และอัล-บัยฮะกีย 32
  • 32. ลักษณะทั่วไปของอิสลาม 1. อิสลาม ไมใชศาสนาที่เกิดใหม แตเปนศาสนาที่ตอเนื่องมาจาก ศาสนากอน ๆ 2. นับถือยกยองบรรดานบีทั้งหลายทุก ๆ คนที่มากอนนบีมุหัมมัด 3. เปนศาสนาที่นับถือพระเจาองคเดียวคืออัลลอฮฺ 4. อํานาจทางกฎหมายหรือธรรมนูญสูงสุดมาจากพระผูเปนเจา องคเดียว เพราะฉะนั้นจึงไมมีบุคคลกลุมหนึ่งกลุมใดที่จะไดรับ ผลประโยชนจากกฎหมายนั้น ผลประโยชนทั้งหลายจะตองตก อยูกบประชาชนสวนใหญ โดยเฉพาะผูออนแอ หรือผูที่ยากไร ั 5. เปนศาสนาแหงสันติภาพ เพราะอิสลามแปลวา สันติ 6. มีการศรัทธา และมีการปฎิบติควบคูกันไป ั 7. ในเรื่องศาสนกิจแลว ไมมีผูใดไดรับสิทธิพิเศษจากพระผูเปนเจา นอกจากผูที่ออนแอ 8. เปนระบอบการปกครองและเปนธรรมนูญแหงชีวิต 9. ไมมีนักบวช นักพรต และสมณะศักดิ์หรือชนชั้น 10. ทุกๆ คน ตองทํามาหาเลี้ยงชีพ และใหเกียรติแกผูใชแรงงาน 33
  • 33. 11. ขอหามมีบทลงโทษ เช น ผู ที่ดื่มสุราจะไดรับการถู กเฆี่ย น 80 ครั้ง และผูที่ผิดประเวณีจะไดรับการถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง ผูที่ขโมย โดยสันดานจะถูกตัดมือ12. สตรีมีสิทธิเทาเทียมชาย แตมีหนาที่แตกตางกัน และสตรีทุกคน ไดรับการตอบแทนตามผลงานที่ตัวเองไดขวนขวายไวอยางเทา เทียมกัน13. พฤติกรรม หรือผลงานของมนุษยจะเปนเครื่องตัดสินวาใครจะ เปนผูที่พระเจาทรงรัก14. อิสลามสอนใหมนุษยมีความเปนอยูอยางเรียบงาย ประณาม การสุรุยสุรายฟุมเฟอย15. การเริ่ ม ศักราชใหม ห รือวั นป ใหม ของอิสลาม ไมไดนํา วันเกิ ด และวันสิ้นชีวิตของศาสดาหรือวันอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับเรื่อง สวนตัวของศาสดามากําหนดวันขึ้นปใหม แตวันปใหมได กําหนดเอาจากเหตุการณของการอพยพของทานศาสดา และ ประชาชน อพยพจากสภาพที่เลวรายไปสูสภาพที่ดีกวา(จาก เมืองมักกะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮฺในสมัยนั้น)16. ทุก ๆ คนเกิดมาบริสุทธิ์ไมมีมลทินหรือบาปติดตัวมา ดังนันจึงไม ้ มีพิธีลางบาปในอิสลาม17. ในอิสลามไมมีการกําหนดวันหมดอายุความของคดีใด ๆ ของ ผูกระทําความผิด ผูกระทําผิดจะพนผิดไปไดก็ตอเมื่อไดรับการ ตัดสินหรือมีการตกลงกันระหวางคูกรณี หรือมีการชดใช 34
  • 34. คาเสียหาย เชน ฆาตรกรที่มีเจตนา จะพนผิดไปไดก็ตอเมื่อ ไดรับการตัดสิน ไมใชหลบหนีไป 20 ป แลวถือวาหมดอายุความ หรือพนผิด ซึ่งกรณีเชนนี้ไมมีความยุติธรรม18. ความดี ความเลวของมนุษยมิไดเกิดขึ้นโดยสันดานแตเกิดขึ้น เพราะสิ่งแวดลอมและสังคมเปนตัวกําหนด แตก็ไมไดเปน กฎเกณฑเสมอไป แตสวนมากมักจะเปนเชนนั้น19. อิสลามไมไดแยกการเมืองออกจากศาสนา เพราะศาสนาและ การเมืองนั้นเปนเนื้อเดียวกัน20. ทุก ๆ อิริยาบทหรือความนึกคิดตางๆ ที่จะตองดําเนินไปตั้งแต เกิดจนกระทั่งตาย และตั้งแตตื่นนอนจนเขานอน อิสลามไดมีคํา สอนไวหมดแลว21. ความดี ค วามชั่ ว ของมนุ ษ ย ไม ไ ด เ กิ ด ขึ้ น จากกรรมพั น ธุ เพราะฉะนั้นจึงถายทอดใหกันไมได22. ในอิ ส ลามไม มี ผู วิ เ ศษและไม ไ ด ตั้ ง บุ ค คลใดให เ ป น สื่ อ กลาง ระหวางมนุษยกับพระผูเปนเจา มนุษยทุกๆ คนไมวาจะมีสภาพ ฐานะยากจน และจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม ก็มีสิทธิที่จะเขาหา วิงวอนรองขอตอพระผูเปนเจาได โดยมิตองจางวานหรือให กํานัลแกผูใด เพื่อที่จะใหเขามาเปนสื่อตัวแทนให23. เนื่องจากอิสลามไมมีระบบพระ ไมมีระบบสงฆ ไมมีสามเณร ไม มีแมชี ไมมีนักบวช นักพรต ไมมียศ ไมมีตําแหนง ไมมีการลาง บาป เพราะฉะนั้น มุสลิมทุกๆ คนตองอยูภายใตกฎหมาย 35
  • 35. ระเบียบขอบังคับของศาสนาเหมือนกันหมด ยกเวนเด็ก ผูเสีย สติ ผูออนแอ 24. ในอิสลามไมมีเครื่องแบบ หรือแบบฟอรมสําหรับสวมใส25. เนนเรื่องประโยชนของสวนรวมเปนหลัก26. คนที่ดีที่สุดในทรรศนะอิสลามนั้นไมใชคนชาติอาหรับ แตจะเปน คนชาติใดก็ไดที่มีความยําเกรงอัลลอฮฺ คือ คนๆ นั้น เปนคนที่มี จริยธรรม และคุณธรรมอันสูงสง27. ในศาสนาอิสลามถือวา การเสพสิ่งมึนเมา การเลนการพนัน การ ประพฤติผิดในกาม การขโมยนั้น มีความผิดมากกวาการกิน เนื้อหมู28. อิสลามสอนใหมนุษยเปนมือบนมิใชมือลาง (เปนผูใหมิใชเปนผู แบมือรับ) 36
  • 36. อิสลามกับชีวิต อิสลามถือวาชีวิตมิใชเปนสิ่งที่เกิดขึ้นมาเอง แตเปนสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานใหแกมนุษย ดังนั้นมนุษยจึงมิไดเปนเจาของชีวิตที่แทจริงหากแตอัลลอฮฺเทานั้นที่เปนเจาของมนุษย จะทําลายหรือทํารายชีวิตของตนเองหรือชีวิตของคนอื่นไมไดยกเวนในกรณีที่อัลลอฮฺอนุมัติเชนการประหารชีวิตฆาตกรตามคําพิพากษาของศาลเปนตน อิ ส ลามสอนว า มนุ ษ ย ถู ก ส ง มามี ชี วิ ต อยู บ นโลกนี้ เ ป น การชั่วคราวและมีชีวิตที่แตกตางกันทั้งในดานความรูความสามารถ ฐานะและโอกาส ทั้งนี้เพื่อที่มนุษยจะไดมีความสัมพันธกัน แตสิ่งที่มนุษยจะไดรับเหมือนกันคือการทดสอบจากอัลลอฮฺตลอดทั้งชีวิตวาเขาจะนึกถึงและศรัทธาตอพระองคหรือไม การทดสอบนี้จะมีตั้งแตความกลัว ความหิว การสูญเสียทรัพยสิน ชีวิต พืชผล และอื่นๆ ในขณะที่บางคนจะถูกทดสอบดวยความมั่งคั่ง ร่ํารวย อํานาจ วาสนา บารมี จนถึงวาระสุดทายทุ ก ชี วิ ต ก็ จ ะถู ก อั ล ลอฮฺ เ รี ย กกลั บ ไปฟ ง ผลการทดสอบในวั น แห ง การตัดสิน นี่คือความจริงแหงชีวิต ดังนั้นยามใดที่มุสลิมตองประสบกับภัยพิบัติความหายนะความทุ ก ข ย ากลํ า บากและการสู ญ เสี ย เขาจะต อ งอดทนอย า งถึ ง ที่ สุ ด และ 37
  • 37. ตระหนักวานั่นเปนการทดสอบจากอัลลอฮฺพรอมกับกลาววา “อินนาลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิรอญิอูน” (แทจริง เราเปนของอัลลอฮฺและยังพระองคที่เราตองคืนกลับ) เขาจะไมตีโพยตีพายหรือเอะอะโวยวายโทษนั่นโทษนี่ เพราะการทําเชนนี้มิไดทําอะไรใหดีขึ้นและตัวเขาเองก็จะไมไดพบกับความสงบขณะเดียวกันเขาก็จะตองไมสิ้นหวังในความเมตตาของพระเจาและจะตองดํารงนมาซและวิงวอนขอความชวยเหลือจากพระเจาตอไป เชนเดียวกัน ในยามที่ไดรับสิ่งที่ดีงามมุสลิมผูศรัทธาจะไมทะนงตนวาสิ่งเหลานั้นเปนเพราะความสามารถของเขาแตเพียงผูเดียวแตเขาจะตระหนักวาความดีงามหรือความสําเร็จที่เขาไดรับนั้นเปนเพราะความโปรดปรานของอั ล ลอฮฺ ที่ ท รงประทานให แ ก เ ขาและเขาจะกล า วว า“อัลฮัมดุลลิลลาฮฺ” (บรรดาการสรรเสริญเปนของอัลลอฮฺ) เพื่อเปนการขอบคุณพระองค รวมทั้งแบงสรรเจือจานความโปรดปรานที่เขาไดรับใหแกคนอื่นบาง 38
  • 38. อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ อิส ลามเป น ระบบคํา สอนที่ก ว า งขวางและสมบูรณซึ่ง รวมถึ งกฎระเบียบและทางนํา มันคือระบอบชีวิต สิ่งสําคัญ ณ ที่นี้ก็คือผูไมใชมุสลิมที่อยากรับรูเกี่ยวกับอิสลาม ควรที่จะพรอมในการรับฟงเพื่อเรียนรูอิสลามเปนอันดับแรก ประชาชนส ว นใหญ ที่ ไ ม ใ ช มุ ส ลิ ม ก็ คื อ ผู ที่ ไ ม ใ ช มุ ส ลิ ม อั นเนื่องจากวาพวกเขาไมไดรูจักอิสลามหรือถารูก็รูเพียงเล็กนอยเทานั้นหรือไมก็มองภาพพจนอิสลามที่บิดเบือน มันเปนการยากหรือคอนขางเปนไปไมไดสําหรับคนๆ หนึ่งที่จะรูอิสลามอยางดีโดยการไมยอมรับมันกอนอิสลามคือบรรทัดฐานชีวิต ผูที่อยูในโลกมุสลิมซึ่งยอมรับเอาอิสลามมาเปนศาสนาปฏิบัติสามารถใชอิสลามเปนบรรทัดฐานสําหรับประเมินคุณคาของสังคมอื่นไดอิสลามไดทําใหเราเขาใจวาภาพพจนท่ีดีอยางไรที่จะบันดาลสังคมใหเปนสังคมตามอุดมการณได อิ ส ลามซึ่ ง ประกอบด ว ยคั ม ภี ร อั ล กุ ร อานและแบบอย า งของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดใหทางนําแกมุสลิมใน 39
  • 39. ทุก ๆ ดานของชีวิต และนั่นทําใหมุสลิมมีขนบธรรมเนียมและแนวปฏิบัติที่คลายคลึงกัน อิสลามมิไดปลอยใหประชาชนอยูกับประเพณีที่สืบทอดมา ซึ่งแตละทองที่มีไมเหมือนกัน และอาจผิดหรือถูกก็ได อิสลามไดมอบรูปแบบการดําเนินชีวิตที่เปนเอกลักษณแกประชาชนทุกคน ซึ่งจะตองเขาแทนที่ประเพณีและคุณคาเกา ๆ ของพวกเขาการทักทาย ตัวอยางแรกที่ทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดสอนเอาไวคือการทักทายกันและใครจะทักทายใคร ทานนบีไดกลาวไววา“คนขี่ พ าหนะจะต อ งให ส ลามแก ค นเดิ น เท า ก อ น คนที่ เ ดิ น เท าจะตองใหสลามแกคนที่นั่ง คนจํานวนนอยจะตองใหสลามแกคนจํานวนมาก คนหนุมจะตองใหสลามแกคนแก” นั่นหมายความวาถาทานกําลังขี่พาหนะอยูจะตองใหสลามแกคนที่กาลังเดิน ถาทานกําลังเดินควรใหสลามแกคนที่กําลังนั่ง ถาทานอยู ํกับอีกคนหนึ่งควรใหสลามแกกลุมที่มี 3 ถาทานอายุ 20 ปควรใหสลามแกคนอายุ 70 ปการขออนุญาตเขาบาน อัลลอฮฺกําชับมุสลิมไมใหเขาบานของผูใดจนกวาจะขออนุญาตเสียกอน อัลลอฮฺบอกอีกวาลูก ๆ ที่มีอายุบรรลุศาสนาภาวะแลวพวกเขาตองขออนุญาตกอนที่จะเขาหองของพอแมหรือบานของผูใด 40
  • 40. ทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม สอนมุสลิมใหบอกชื่อของตนเองเมื่อถูกคนภายในถามวาเปนใครในขณะที่เคาะประตูทานเรียกรองใหมุสลิมจับมือกันขณะที่พบปะกันดวยการใหการรวมมือกัน อิสลามเนนหนักเรื่องการรวมมือกันระหวางผูศรัทธา ทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได กลาววา “อัลลอฮฺจ ะชวยเหลือพวกทาน หากพวกทานไดชวยเหลือพี่นองของพวกทาน” และกลาวอีกวา “ความศรัทธาของทานจะไมสมบูรณจนกวาพวกทานจะมีความรักสําหรับผูอื่น เหมือนกับมีความรักสําหรับตัวของพวกทานเอง”การใหการปกปองแกสตรีเพศ อิสลามไมใหผูหญิงเดินทางแตลําพังคนเดียว ทานนบีไดกลาววา “ไมมหญิงที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสิ้นโลกจะไดรับอนุญาตให ีเดินทางระยะทางหนึ่งวัน เวนแตวาจะตองมีสามี หรือบุคคลที่ถูกหามการแตงงานดวยไดเดินทางรวมไปดวย"การนมาซรวมกัน อิสลามสนับสนุนผูศรัทธาใหทําการนมาซรวมกัน ในศาสนาอิสลามการนมาซรวมกันหลายคนดีกวาการนมาซคนเดียว ทานนบีกลาววา “การนมาซรวมกันนั้นประเสริฐกวาการนมาซคนเดียวถึง 27 41
  • 41. เทา” เปาหมายในที่นี้ก็คือเพื่อจะพัฒนาความเขมแข็งของสังคมผูศรัทธาเพื่อที่จะเอาชนะกับความเห็นแกตนของคนบางคน และเพื่อสงเสริมนิสัยเผื่อแผแกผูศรัทธาทุกคนไมมีการใสรายปายสี อิสลามมีคําสั่งใชไมใหผูศรัทธาทั้งหลายมีนิสัยชอบใสรายปายสีคนอื่น อัลลอฮฺไดเปรียบเทียบการนินทาเหมือนกับการกินเนื้อคนตายการควบคุมลิ้น ตามทัศนะของอิสลามนั้นผูศรัทธาจะตองควบคุมลิ้น ดังนั้นอิสลามไดตักเตือนผูศรัทธาใหหลีกเลี่ยงการพูดจาเกินเลยและไรสาระทานศาสดาไดกลาวไววา “ผูใดที่ศรัทธาตออัลลอฮฺและวันสิ้นโลกเขาจะตองพูดในสิ่งที่ดีหรือไมก็เงียบเฉยเสีย” ทานยังไดกลาวอีกวา“มุสลิมจะไมทํารายผูอื่นดวยมือหรือลิ้นของเขา” ครั้งหนึ่งมีคนถามทานศาสดาวาอะไรที่ฉันควรระวัง ทานศาสดากลาววา “ลิ้น” คนอื่นถามตอวาแลวจะมีทางรอดพนอยางไร ทานศาสดาตอบวา “ควบคุมลิ้นของทานและขออภัยโทษบาปที่ทานไดทําไว” อิสลามปกปองชีวิต ทรัพยและเกียรติของประชาชนทุกคน เพื่อทําใหการปกปองนี้เ ปนจริงขึ้น มา อิสลามจึงไดวางบทลงโทษสําหรับการฆา การลักขโมย การทําผิดประเวณีและการใหรายเกี่ยวกับการทําผิดประเวณี 42
  • 42. การเชื่อในพระเจาองคเดียว บาปที่นาเกลียดที่สุดในอิสลามดังที่ทานศาสดาไดพูดไวก็คือการตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ การอกตัญูตอพอแม และการเปนพยานเท็จจุดเริ่มตนในอิสลามก็คือการเชื่อในอัลลอฮฺองคเดียว โดยไมมีภาคีใดเทียบเคียงและพระองคผูไมเปนลูกใครหรือบิดาใครความเมตตาตอพอแม อิสลามเนนหนักเรื่องความเมตตาของแตละบุคคลที่แสดงตอพอแมของเขา และความเมตตาหรือความกตัญูนี้มีความสําคัญเปนอันดับสองรองจากการภักดีตออัลลอฮฺ ดังที่อัลลอฮฺกลาวไวในอัลกุรอานวา 4 $·Ζ≈|¡ômÎ) È⎦ø⎪t$Î!≡uθø9$Î/uρ çν$−ƒÎ) HωÎ) (#ÿρ߉ç7÷ès? ωr& y7•/u‘ 4©|Ós%uρ * $ ความวา “อัลลอฮฺไดมีบัญชาไมใหเคารพสักการะผูใด นอกจากพระองคเทานั้น และจงปฏิบัติดีตอพอแม” (อัล-อิสรออ 17:23) บุคคลใดที่ใหความสําคัญกับคําสั่งขางตนชีวิตของเขาจะมีแตความสุข เพราะคําสั่งของอัลลอฮฺมุงชวยมนุษยใหไดรับแตความผาสุกและความสงบทางจิตใจ ดังที่เราไดนํามากลาวขางตนแลววา อิสลามนําทางแกผูศรัทธาจะปฏิ บั ติ อ ย า งไรในทุ ก ๆ ด า นของชี วิ ต และทุ ก ๆ วาระโอกาส 43
  • 43. ตัวอยางเชน จะทักทายกันอยางไร? จะตอบการทักทายนั้นอยางไร? จะเขาบานคนอื่นอยางไร ? จะปฏิบัติกับคนอื่นอยางไร ? จะรักพี่นองมุสลิมอยางไร ? จะนมัสการ(นมาซ)อยางไร? จะพูดจาอยางไร? ควรจะพูดอยางไรและไมสมควรพูดสิ่งใด ? จะรักษาคําพูดและการกระทําของเราอยางไร? เมื่อเราไดเรียนรูแลวเราจึงทราบวา อิสลามนั้นสมบูรณแบบ ถาเรานําไปปฏิบัติอยางจริงจังอิสลามก็คอหนทางไปสูความสงบสุข ื 44
  • 44. อิสลามและเปาหมายของชีวิต อะไรคือจุดมุงหมายในชีวิตของฉัน? อะไรคือจุดมุงหมายในชีวิตของทาน? อะไรคือจุดมุงหมายในชีวิตของเรา? เราจะพบคําถามเหลานี้ตลอดเวลาในชีวิตของเรา ผูคนไดตอบคําถามเหลานี้ในแนวทางที่แตกตางกัน บางคนเชื่อวาจุดมุงหมายของชีวิตคือความร่ํารวย แตเมื่อเขาร่ํารวยขึ้นเขาก็ไมทราบวาจุดมุงหมายของพวกเขาคืออะไรพวกเขาไดสะสมเงินไวหลายลานดอลลารเพื่ออะไร? เพราะอะไร? จุดมุงหมายของเขาคืออะไร? หลังจากเขามีเงินหลายลานดอลลารแลวถาจุดมุงหมายในชีวิตคือความร่ํารวยเขาจะไม พ บจุ ด มุ ง หมายในชี วิ ต อั น เนื่ อ งมาจากความร่ํ า รวย แท จ ริ ง ความร่ํารวยนั้นทําใหเกิดปญหาแกผูไมศรัทธาหรือผูที่เชื่อแบบผิดๆในขั้นตอนบางขั้นตอนในชีวิตของเขา เขาไดรวบรวมเงินดังที่เขาไดมุงหวังไวเมื่อพวกเขารวบรวมเงินดังที่พวกเขาไดฝนเอาไวชีวิตของพวกเขาก็สูญเสียความมุงหมาย พวกเขากลับมีความเครงเครียดกระวนกระวายและไดรับความทรมานจากการเสียขวัญในความวางเปลาความร่ํารวยเปนเปาหมายจริงหรือ? เราไดยินเสมอๆ วา เศรษฐีไดทําอัตวินิบาตกรรม (ฆาตัวตาย)ซึ่งบางครั้งไมใชกับตัวของเขาเองเทานั้นแตรวมถึงภรรยาของเขาหรือ 45
  • 45. ลูกๆ ของเขาดวย คําถามนี้ชี้ใหเห็นวาความร่ํารวยนําความสุขใหแกทุกคนจริ ง หรื อ ? คํ า ตอบของสาเหตุ ทั้ ง หมดนี้ ก็ คื อ ความร่ํ า รวยไม ใ ชจุดมุงหมายที่แทจริง ดังที่เราไดทราบกันวาเด็ก ๆ อายุ 5 ขวบจะไมรับรูถึงความร่ํารวยเพราะวาเขามีสิ่งที่สําคัญมากกวาสิ่งนั้น คนแกอายุ 90 ปจะไมกังวลเรื่องเงินเพราะวาเขากังวลมากเกี่ยวกับสุขภาพรางกาย ขอพิสูจนเหลานี้แสดงใหเห็นวาความร่ํารวยไมสามารถเปนจุดมุงหมายที่แทจริงของขั้นตอนทุกขั้นตอนในชีวิตของแตละบุคคล ความร่ํารวยสามารถใหความสุขเล็กๆ นอย ๆ แกผูที่ไมศรัทธาเพราะวาเขาไมแนใจเกี่ยวกับบั้นปลายในชีวิตของเขาหรือเคราะหกรรมของเขา เขาไมทราบจุดมุงหมายในชีวิตของเขาและถาเขามีจุดมุงหมายใดๆ จุดมุงหมายนั้นก็คือเคราะหกรรมหรือผลรายตอตัวเอง ความร่ํ า รวยให ป ระโยชน อ ะไรแก ผู ไ ม ศ รั ท ธาถ า เขารู สึ ก ตื่ นตระหนกในจุดจบและสงสัยตอทุกๆ สิ่ง ผูที่ไมศรัทธาอาจจะไดเปรียบตรงที่มีเงินมาก กระนั้นเขาก็รูแกใจแลววาตัวเขาเองเปนผูขาดทุนเปาหมายที่แทจริงคือการศรัทธาตออัลลอฮฺ ในทางตรงกันขาม การศรัทธาตออัลลอฮฺทําใหผูศรัทธาไดรับจุดมุงหมายในชีวิตตามที่เขาตองการ ในอิสลามจุดมุงหมายของชีวิตคือศรัทธาตออัลลอฮฺ คําวา “ศรัทธา” นี้ครอบคลุมการกระทําทุกประการดวย 46
  • 46. ศาสนาอิสลามมีจุดมุงหมายในชีวิตอันเปนจุดมุงหมายที่แทจริงมุสลิมเขมงวดกับจุดมุงหมายในชีวิตตลอดทุกขั้นตอนในชีวิตของเขา ไมวาจะเปนเด็ก ๆ วัยหนุมสาว ผูใหญ หรือผูสูงอายุ การภักดีตออัลลอฮฺทําใหชีวิตประสบจุดประสงคและความมุงหมาย โดยเฉพาะภายในโครงรางของอิสลาม อิสลามสอนใหเราทราบวาชีวิตในโลกนี้เปนเพียงแคขั้นตอนระยะสั้นของชีวิต เพราะวามีชีวิตอื่นอีกชีวิตในภายภาคหนา โลกนี้และปรโลกแยกจากกันดวยความตายชีวิตในปรโลกนั้นบุคคลจะไดรับรางวัลซึ่งขึ้นอยูกับการกระทําของเขาในโลกนี้ ในที่สุดเมื่อความตายไดมาถึงและในวันแหงการตัดสินอัลลอฮฺจะใหรางวัลหรือลงโทษแกบุคคลใดๆ ก็ขึ้นอยูกับการกระทําของเขาในโลกนี้ชีวตในโลกนี้เปนการทดสอบ ิ อิสลามมองชีวิตในโลกนี้เหมือนการสอบของมนุษย ความตายเปรียบเสมือนการพักผอนหลังจากการทดสอบ คือหลังจากชีวิตในโลกนี้ดับสิ้นลง วันแหงการตัดสินคลายกับวันประกาศผลของผูสอบ ชีวิตในปรโลกคือเวลาซึ่งแตละคนจะไดรับความพอใจหรือทุกขเวทนาจากผลของการปฏิบัติระหวางเวลาของการทดสอบ ในอิสลามมีแนวทางการดําเนินชีวิตที่แจมแจง งายดาย และสมเหตุผลในเรื่องชีวิตโลก ความตาย วันแหงการตัดสิน และชีวิตในปรโลก ดวยแนวทางการดําเนินชีวิตที่แจมชัดนี้มุสลิมมีจุดมุงหมายในชีวิตที่ชัดเจน มุสลิมรูวาเขาถูกสรางโดยอัลลอฮฺ มุสลิมรูวาเขากําลังใช 47
  • 47. เวลาแตละปในโลกนี้โดยการเชื่อฟงพระองคเพราะวาพระองคจะไตสวนเขาและถื อ ว า เขาต อ งรั บ ผิ ด ชอบสํ า หรั บ การกระทํ า ของเขาไม ว า จะกระทําในที่เปดเผยหรือที่ ลับ เพราะอัลลอฮฺรูถึงการกระทํา ทุกสิ่งของมนุษยทั้งหมด มุสลิมรูวาการกระทําในโลกนี้จะเปนการบงบอกถึงชีวตใน ิปรโลก มุสลิมรูวาชีวิตโลกนี้สั้นมาก 100 ป หรือ 140 ปเปนอยางมากในขณะที่ชีวิตในปรโลกนั้นนิรันดรสภาพไมมีที่สิ้นสุดของชีวิตในปรโลก ความคิดของชีวิตในปรโลกเกี่ยวกับสภาพไมมีที่สิ้นสุดมีผลที่ยิ่ ง ใหญ ม าก ขึ้ น อยู กั บ การปฏิ บั ติ ข องมุ ส ลิ ม ระหว า งชี วิ ต ในโลกนี้เพราะวามุสลิมเชื่อวาชีวิตในโลกนี้ของเขาเปนเครื่องชี้ถึงชีวิตในปรโลกดวยความตั้งใจอันแนวแนจะไปถึงการตัดสินของอัลลอฮฺผูทรงไวซึ่งความยุติธรรมและมีอํานาจอันยิ่งใหญ จากความเชื่อในวันปรโลกและวันตัดสิน การดําเนินชีวิตของมุ ส ลิ ม จะต อ งสอดคล อ งกั บ จุ ด มุ ง หมายและมี นั ย ที่ จ ะไปให ถึ งจุดมุงหมายที่แทจริงของมุสลิมนั่นคือการไปสูสวรรคในชีวิตปรโลก ในความหมายอื่น จุดมุงหมายที่แทจริงก็คือการเชื่อฟงอัลลอฮฺยอมมอบตนตออัลลอฮฺ ปฏิบัตตามคําสั่งและการหามของพระองค ดํารง ิการนมาซ (วันละ 5 ครั้ง) อยางสม่ําเสมอ ถือศีลอด (1 เดือน ใน1 ป)บริจาคซะกาต (เทาที่จะกระทําได ) และประกอบพิธีหัจญ (1ครั้งในชีวิตของเขา) 48
  • 48. ความตองการสําหรับจุดมุงหมายที่ถาวร ผูไมศรัทธามีจุดมุงหมายในชีวิตของเขา ดังเชนการรวบรวมเงินทองและทรัพยสมบัติ การทําตามใจตัวเองในเรื่องเสพสุขไมวาในดานกามารมณ การกิน การดื่ม ฯลฯ แตจุดมุงหมายเหลานี้เปนเพียงการผานไปครั้งหนึ่งๆ เทานั้น จุดมุงหมายเหลานี้เมื่อมีมาแลวก็จากไป ขึ้นแลวก็ลง เงินมีมาแลวก็จากไป ความมั่งคั่งมีมาแลวก็จากไป เรื่องทางเพศก็ไมสามารถคงอยูไดตลอดไป ตัณหาเหลานี้ เงิน อาหาร และเรื่องทางเพศไมสามารถตอบคําถามใหแกตัวเขาเองไดวาอะไร เพราะอะไร? ในขณะที่ อิ ส ลามได ป กป อ งมุ ส ลิ ม จากป ญ หายุ ง ยากเหล า นี้เพราะวาอิสลามทําสิ่งเหลานี้ใหแจมชัดแกมุสลิม ดวยการเริ่มตนทุกสิ่งภายใตจุดมุงหมายที่ถาวรของมุสลิมในชีวิตนี้นั่นคือการเชื่อฟงอัลลอฮฺเพื่อการมุงหมายไปสูสวรรคในชีวิตปรโลกอันถาวร 49
  • 49. ทัศนะของอิสลามตอธรรมชาติ ในยุคแหงความเจริญกาวหนาทางวิทยาศาสตร มีผูคนจํานวนมากมายที่ยึดเอาวิทยาศาสตรเปนศาสนาและนับถือนักวิทยาศาสตรบางคนเปนศาสดา ตลอดจนเชื่อวาสิ่งที่มีอยูและเปนจริงนั้น จะตองสัมผัสและพิสูจนไดดวยมาตรการทางวิทยาศาสตร มิเชนนั้นแลวสิ่งนั้นยอมไมมีอยูและไมเปนจริง เมื่ อ พู ด ถึ ง การสร า งโลกและกํ า เนิ ด มนุ ษ ย สาวกผู ค ลั่ ง ไคลวิ ท ยาศาสตร จ ะกล า วว า โลกและชี วิ ต ตลอดจนสิ่ ง ต า งๆ เกิ ด ขึ้ น จากวิ วั ฒ นาการทางธรรมชาติ จ นถึ ง กั บ ดู ถู ก เผ า พั น ธุ ข องตนเองว า มีวิวัฒนาการมาจากลิง แตเมื่อถามวา “ธรรมชาติ” คืออะไร? และเกิดขึ้นไดอยางไร? คนเหลานั้นกลับตอบอยางไมเปนวิทยาศาสตรวามันคือกฎที่เกิดขึ้นเองหรือความเปนไปเองของสิ่งตาง ๆ โดยบังเอิญ ในอิสลาม “ความบังเอิญ” ดังกลาวนี้ไมมี เพราะอิสลามถือวาทุ ก สรรพสิ่ ง ในสากลจั ก รวาลนั้ น มี ขึ้ น และเป น ไปโดยเจตนารมณของอัลลอฮฺท้ังสิ้น กลาวคือ อัลลอฮฺทรงสรางทรงวางกฎกําหนด ทรงบริหารและทรงทําใหสมบูรณ ดังนั้นในอิสลาม “ธรรมชาติ” ก็คือกฎระเบียบที่อัลลอฮฺไดทรงวางไวใหแกทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาลตั้งแตการเคลื่อนไหวของอะตอม 50
  • 50. ในโมเลกุล การทํางานของระบบอวัยวะตางๆ ในรางกายมนุษย ไปจนถึงการโคจรของดวงดาวต า งๆ ในจั ก รวาล กฎระเบี ย บเหล า นี้ คั ม ภี รอัลกุรอานกลาววาเปน “สุนนะฮฺ” (แบบแผน) ของอัลลอฮฺที่ไมอาจเปลี่ ย นแปลงได แ ละเป น สิ่ ง ที่ อ ยู เ บื้ อ งหลั ง สิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย เ รี ย กว าปรากฏการณทางธรรมชาติมนุษยเปนเพียงแตผูที่คนพบกฎเหลานี้และนํามันมาใชประโยชนเทานั้น สวนปรากฏการณที่เรามองเห็นดวยตาเชน การเตนของหัวใจการเคลื่อนไหวของดวงดาว กลางวันกลางคืน น้ําขึ้นน้ําลงนั้นสิ่งเหลานี้คัมภีรอัลกุรอานเรียกมันวา “อายะฮฺ” (สัญญาณ) ของอัลลอฮฺ และอายะฮฺหรือปรากฏการณเหลานี้เองที่คัมภีรอัลกุรอานบอกวามันเปนสิ่งที่ยืนยันถึงการมีผูสรางและผูวางกฎเกณฑใหแกมัน ผูทรงอยูเบื้องหลังนั่นคือ อัลลอฮฺ 51
  • 51. อิสลามกับความตาย ”ทุกชีวิตตองไดลิ้มรสความตาย” นี่คือสัจธรรมจากคัมภีรอัลกุรอานซึ่งเปนคัมภีรทางนําที่อัลลอฮฺทรงประทานใหแกมนุษยชาติ ในอิสลามความตายมิไดเปนการสิ้นสุดหรือเปนจุดสุดทายของชีวิต หากแตมันเปนจุดเริ่มตนของการที่มนุษยจะกาวไปสูชวิตที่แทจริงและนิรันดร ี ในอิสลาม มนุษยไมกลับชาติมาเกิดอีกหลังจากที่เขาตายไปแลว แตอิสลามถือวาชีวิตในโลกนี้คือการเตรียมตัวสําหรับชีวิตในโลกหนาอันถาวร เมื่อเขาสิ้นชีวิตลงวิญญาณของเขาจะไปรวมกันอยูในอีกโลกหนึ่งซึ่งเรียกวาโลก “บัรซัค” อันเปนโลกที่คั่นกลางระหวางโลกนี้กับโลกหนา และเมื่อถึงวันหนึ่งซึ่งเปนวันแหงการสิ้นสุด ทุกสิ่งทุกอยางและทุกชีวิตจะถูกทําใหฟนขึ้นเพื่อรอรับการตัดสินการกระทําที่เขาไดทําไวในขณะที่ยังมีชีวิตอยูในโลกนี้ ชีวิตที่แทจริงของเขาจะเปนอยางไรนั้นจึงขึ้นอยูกบการงานที่เขาไดทําไว ั เมื่อไดรับขาวการตายของพี่นองมุสลิมมุสลิมจะกลาววา “อินนาลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิรอญิอูน” (แปลวา แทจริงเราเปนของอัลลอฮฺและยังพระองคที่เราตองคืนกลับ) หลังจากนั้นก็จะไปเยี่ยมครอบครัว 52
  • 52. หรือญาติของผูตายและรวมนมาซศพตลอดจนไปสงศพที่สุสานเพื่อทําการฝงศพ เมื่ อ มี ก ารตายเกิ ด ขึ้ น อิ ส ลามได กํ า หนดให ญ าติ ใ กล ชิ ด หรื อครอบครั ว ของผู ต ายจั ด การเรื่ อ งฝ ง ศพให เ สร็ จ เรี ย บร อ ยโดยเร็ ว และประหยัดที่สุดทั้งนี้เพื่อที่จะไมเปนภาระและสรางความยุงยากลําบากใหแกคนที่อยูขางหลัง โดยปกติแลวพิธีการฝงศพของมุสลิมจะเสร็จสิ้นภายใน24 ชั่วโมง โดยมีเงื่อนไขสําคัญและเปนสิ่งจําเปนในการจัดการเกี่ยวกับศพดังนี้ คือ 1. อาบน้ําศพ คืออาบน้ําทําความสะอาดศพตลอดรางกายโดยศพชายก็ใหญาติที่เปนผูชายจัดการและศพหญิงก็ใหญาติที่เปนผูหญิงจัดการอาบให 2. หอศพดวยผา 3.นมาซใหศพ 4. ฝงตามแนวนอนมิใชในแนวยืนอยางที่หลายคนเขาใจผิดในการปฏิบัติตอศพนั้น อิสลามไดกําหนดใหปฏิบัติอยางนุมนวลใหเกียรติและจะต อ งไม ใ ห ศ พเป น ที่ เ ป ด เผยในสภาพอุ จ าดหรื อ อนาจารนอกจากนั้นแลว อิสลามยังไมอนุญาตใหเผาศพดวยเพราะถือวาไฟนั้นเปนสิ่งที่ใชสําหรับการลงโทษผูทําบาปในนรก มุสลิมสามารถไปรวมงานศพของคนตางศาสนิกไดในเงื่อนไขที่วาไปเพื่อปลอบทุกข หรือเพื่อแสดงความเห็นใจแกครอบครัวหรือญาติ 53
  • 53. ของผูตายแตจะรวมทําพิธีทางศาสนา เชน การพนมมือระหวางพระสวดการจุดธูปเทียนเคารพศพ หรือการวางดอกไมจันทนและอื่นๆ ไมไดท้งสิ้น ั 54
  • 54. วันอาคิเราะฮฺ (วันปรโลก)วันอาคีเราะฮฺ วันอาคีเราะฮฺหมายถึงวันโลกหนาซึ่งบางทีเรียกวา วันปรโลกและมีชื่ออื่น ๆ อีก เชน วันกิยามะฮฺสภาพของผูตายในสุสาน(กุโบร) เมื่ อ ผู ต ายถู ก ฝ ง เรี ย บร อ ยแล ว และผู ที่ ม าส ง เขากลั บ ไปแล วอัลลอฮฺจะทรงใหวิญญาณของเขากลับสูราง แลวมลาอิกะฮฺ 2 ทานก็จะมาสอบสวนเขาโดยถามผูตายวา “ใครคือพระเจาของทาน? ใครคือนบีของทาน? และทานนับถือศาสนาอะไร?” ผูตายที่เปนมุอมิน (ผูศรัทธา) และประกอบความดีเขาจะตอบวา “อัลลอฮฺ คือพระเจาของฉัน มุหัมมัดคือนบีของฉัน และอิสลามคือศาสนาของฉัน” และเขาจะไดรับความผาสุกในกุโบรจนถึงวันกิยามะฮฺ สวนผูที่เปนกาฟรฺ (ผูปฏิเสธ) คนฟาสิก (คนชั่ว) คนมุนาฟก ( คนกลับกลอก) เขาไมสามารถตอบคําถามของมลาอิกะฮฺและจะตองถูกลงโทษในกุโบรจนถึงวันกิยามะฮฺ 55
  • 55. เครื่องหมายของวันกิยามะฮฺ กอนที่จะถึงวันกิยามะฮฺจะมีเครื่องหมายเตือนใหรูวาวันกิยามะฮฺจะตองเกิดขึ้นอยางแนนอนซึ่งเรียกวา เครื่องหมายเล็กซึ่งมีอยูมากมายเชน 1 –วิชาความรูจะถูกลืม 2 –ศาสนบัญญัติจะถูกละเลย 3 – เกิดแผนดินไหวบอยครั้ง 4 –ความยุงเหยิงจะเกิดขึ้นตลอดเวลา 5 –การสูรบกันจะเกิดขึ้นอยางตอเนื่อง 6 – ความรับผิดชอบจะถูกละทิ้ง 7 – การทําซินา(ผิดประเวณี)จะเพิ่มมาก 8 – การดื่มสุราจะแพรหลาย 9 –มนุษยจะหลงไหลในทรัพยสินเงินทอง เครื่องหมายใหญเปนเครื่องหมายที่แสดงวาวันกิยามะฮฺใกลจะเกิดขึ้นแลว สวนหนื่งจากเครื่องหมายนี้ คือ ดวงอาทิตยจะขึ้นทางทิศตะวันตก เมื่อสัญญาณนี้ปรากฎขึ้นการศรัทธาตออัลลอฮฺหลังจากนี้และการขออภัยโทษหลังจากนี้จะไรผลเพราะอัลลอฮฺทรงปดรับการขออภัยโทษและการศรัทธาแลว อัลลอฮฺตรัสวา ôMuΖtΒ#u™ ô⎯ä3s? óΟs9 $pκß]≈yϑƒÎ) $²¡øtΡ ßìxΖtƒ Ÿω y7În/u‘ ÏM≈tƒ#u™ âÙ÷èt/ ’ÎAùtƒ tΠöθtƒ ∩⊇∈∇∪ tβρãÏàtFΨãΒ $¯ΡÎ) (#ÿρãÏàtGΡ$# È≅è% 3 #Zöyz $pκÈ]≈yϑƒÎ) þ’Îû ôMt6|¡x. ÷ρr& ã≅ö6s% ⎯ÏΒ 56
  • 56. ความวา “วันที่สัญญาณบางอยางของพระเจาปรากฏ (สัญญาณของวันกิยามะฮฺ) การศรัทธาของชีวิตหนึ่ง จะไมยังประโยชนใดๆ แกมันในเมื่อมันมิไดศรัทธามา กอนหรือชีวิตนั้นมิไดประกอบความดีไวในการศรัทธา ของมัน” (อัล-อันอาม 6:158)การฟนชีพใหม เมื่อวาระของโลกดุนยาสิ้นสุดลง อัลลอฮฺจะทรงใหมลาอิกะฮฺ ชื่ออิสรอฟล เปาสัญญาณครั้งที่ 1 ทุกสิ่งจะตายหมดและเปาสัญญาณครั้งที่ 2 ผูที่ตายไปจะฟนชีพขึ้น อัลลอฮฺตรัสวา ∩∈⊇∪ šχθè=Å¡Ψtƒ öΝÎγÎn/u‘ 4’n<Î) Ï^#y‰÷`F{$# z⎯ÏiΒ Νèδ #sŒÎ*sù Í‘θÁ9$# ’Îû y‡ÏçΡuρ ความวา “และไดมีการเปาในแตรสัญญาณ แลวพวก เขาก็ออกจากที่ฝงศพไปหาพระเจาของพวกเขา” (ยา สีน 36:51)สถานชุมนุม หลังจากที่อัลลอฮฺทรงใหมนุษ ยฟนชีพขึ้นมลาอิกะฮฺก็จะตอนพวกเขาไปยังสถานชุมนุมเพื่อรับบันทึกและการพิพากษา สภาพของมนุษยที่ไปยังสถานชุมนุมมีความแตกตางกันทั้งนี้ตามแตความดีที่เขาปฏิบัติ บางคนก็ขี่พาหนะไป บางคนก็เดินเทาไป ผูที่ทําความชั่วจะเดินไปโดยเอาหนาไถ ดังปรากฏในหะดีษของทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม 57
  • 57. บันทึก เมื่อมนุษยยืนอยูตอหนาอัลลอฮฺ เขาจะไดรับบันทึกการงานที่เขาปฏิบัติขณะที่เขามีชีวิตอยูในโลกดุนยา ผูใดที่ไดรับบันทึกดวยมือขวาเขาจะถูกสอบสวนเพียงเบา ๆ ผูใดที่ไดรับบันทึกดวยมือซายหรือการหันหลังรับพวกเขาจะถูกสอบสวนอยางเขมงวด อัลลอฮฺตรัสวา $/$|¡Ïm Ü=y™$ptä† t∃öθ|¡sù ∩∠∪ ⎯ϵÏΨŠÏϑu‹Î/ …çµt7≈tGÏ. š†ÎAρé& ô⎯tΒ $¨Βrsù …çµt7≈tGÏ. u’ÎAρé& ô⎯tΒ $¨Βr&uρ ∩®∪ #Y‘ρçô£tΒ ⎯Ï&Î#÷δr& #’n<Î) Ü=Î=s)Ζtƒuρ ∩∇∪ #ZÅ¡o„ ∩⊇⊄∪ #·Ïèy™ 4’n?óÁtƒuρ ∩⊇⊇∪ #Y‘θç6èO (#θããô‰tƒ t∃öθ|¡sù ∩⊇⊃∪ ⎯ÍνÌôγsß u™!#u‘uρ ความวา “ดังนั้นสวนผูที่รับบันทึกของเขาดวยมือขวา ของเขาเขาจะถู ก สอบสวนเพี ย งเบาๆ และเขาจะ กลับไปหาครอบครัวของเขาดวยความยินดี และสวน ผูที่รับบันทึกของเขาทางดานหลังของเขา เขาจะกลาว รองถึงความวิบัติ แลวเขาจะตองเขานรก” (อัล-อินชิ กอก 84:7–12)การพิพากษา หลังจากที่มลาอิกะฮฺไดตอนมนุษย ใหมารวมกันและไดมีการแจกบันทึกแลว อัลลอฮฺจะทรงพิพากษาการงานที่แตละคนไดปฏิบัติในโลกดุ น ยาไมว า จะเป น ความดี ห รื อ ความชั่ ว ไมว า การงานนั้ น จะเป นคําพูดหรือการกระทํา ถาหากวามนุษยปฏิเสธสิ่งที่ปรากฏอยูในบันทึกอวัยวะตางๆ ของรางกายเขาก็จะเปนพยานยืนยันถึงความจริงแทนปากของเขา 58
  • 58. $yϑÎ/ Νßγè=ã_ö‘r& ߉pκô¶s?ρ öΝÍκ‰É‰÷ƒ& !$uΖßϑÏk=s3è?uρ öΝÎγÏδ≡uθøùr& #’n?tã ÞΟÏFøƒwΥ tΠöθu‹ø9$# u r ∩∉∈∪ tβθç6Å¡õ3tƒ (#θçΡ%x. ความวา “วันนี้ (วันกิยามะฮฺ) เรา (อัลลอฮฺ)ไดปดปาก พวกเขา มื อ ของพวกเขาได พู ด กั บ เราและเท า ของ พวกเขาจะเปนพยานในสิ่งที่พวกเขาขวนขวาย” (ยา สีน 36:65) ในบรรดาสิ่งที่จะเปนพยานในการทํางานของมนุษยนั้นคือ ลิ้นมือ เทา หู ตา ผิวหนัง พื้นดิน กลางวัน กลางคืน มลาอิกะฮฺผูบันทึกทรัพยสิน และมนุษยดวยกัน อัลลอฮฺจะทรงตัดสินดวยความยุติธรรมผูใดที่ถูกอธรรมในโลกนี้อลลอฮฺจะทรงใหความยุติธรรมแกเขาในโลกอาคีเราะฮฺ ัศิรอฏ ศิรอฏคือสะพานที่ทอดผานขามนรกไปยังสวรรคเพื่อใหมนุษยใชเดินขาม สภาพการขามสะพานของมนุษยจะเปนไปตามความดีและความชั่วที่เขาปฏิบัติ บางคนขามผานรวดเร็วดั่งพายุ บางคนขามผานเร็วดุจมาวิ่ง บางคนวิ่งขาม บางคนเดินขาม บางคนคลานขามและบางคนก็ถูกเฉี่ยวตกลงไปในนรกสวรรค อัลลอฮฺทรงตอบแทนบรรดาผูที่ศรัทธาและประกอบความดีในโลกดุนยาโดยใหเขาไดรับความผาสุกไวอยางมากมาย 59
  • 59. สวนหนึ่งนั้นอัลลอฮฺไดทรงตรัสไวในสูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราฮฺอายะฮฺท่ี 25 วา ⎯ÏΒ “ÌøgrB ;M≈¨Ψy_ öΝçλm; ¨βr& ÏM≈ysÎ=≈¢Á9$# (#θè=Ïϑtãuρ (#θãΨtΒ#u™ š⎥⎪Ï%©!$# ÎÅe³o0uρ “Ï%©!$# #x‹≈yδ (#θä9$s%   $]%ø—Íh‘ ;οtyϑrO ⎯ÏΒ $pκ÷]ÏΒ (#θè%Η①$yϑ¯=à2 ( ã≈yγ÷ΡF{$# $yγÏFøtrB öΝèδuρ ( ×οt£γsÜ•Β Ól≡uρø—r& !$yγŠÏù óΟßγs9uρ ( $YγÎ7≈t±tFΒ ⎯ϵÎ/ (#θè?é&uρ ( ã≅ö6s% ⎯ÏΒ $oΨø%Η①ã ∩⊄∈∪ šχρà$Î#≈yz $yγŠÏù ความวา “และสูเจา (มุหัมมัด) จงบอกขาวดีแกบรรดา ผู ศ รั ท ธาและพวกเขาประกอบความดี พวกเขาจะ ไดรับ (การตอบแทน) ดวยบรรดาสวรรคโดยมีแมน้ํา หลายสายไหลอยู เ บื้อ งล า ง ทุ ก ครั้ ง ที่ พ วกเขาได รั บ เครื่องดํารงชีพจากสวรรคดวยผลไม พวกเขาจะกลาว ว า นี่ คื อ สิ่ ง ที่ เ ราได รั บ เป น เครื่ อ งยั ง ชี พ มาก อ นแล ว และพวกเขาได รั บ สิ่ ง ที่ ค ล า ยกั น และพวกเขาจะมี คูครองที่บริสุทธิ์ซึ่งพวกเขาจะอยูในนั้นตลอดไป”นรก ผูที่ปฏิเสธอัลลอฮฺหรือผูท่ีทําความชั่วเขาจะถูกลงโทษในนรกอัลลอฮฺตรัสวา ãΝÍκÅρâ™â‘ É−öθsù ⎯ÏΒ =|Áム9‘$¯Ρ ⎯ÏiΒ Ò>$uŠÏO öΝçλm; ôMyèÏeÜè% (#ρãxŸ2 t⎦⎪Ï%©!$$sù ßìÏϑ≈s)¨Β Νçλm;uρ ∩⊄⊃∪ ߊθè=ègø:$#uρ öΝÍκÍΞθäÜç/ ’Îû $tΒ ⎯ϵÎ/ ãyγóÁム∩⊇®∪ ãΝ‹Ïϑptø:$# (#ρ߉‹Ïãé& AdΟxî ô⎯ÏΒ $pκ÷]ÏΒ (#θã_ãøƒs† βr& (#ÿρߊ#u‘r& !$yϑ¯=à2 ∩⊄⊇∪ 7‰ƒÏ‰tn ô⎯ÏΒ ∩⊄⊄∪ È,ƒÍptø:$# z>#x‹tã (#θè%ρèŒuρ $pκÏù 60
  • 60. ความวา “สวนบรรดาผูที่ปฏิเสธนั้นมีการตัดเสื้อผาให พวกเขาจากไฟนรก น้ํารอนแรงจะถูกราดลงบนศีรษะ ของพวกเขา มันจะทําใหสิ่งที่อยูภายในทองของพวก เขาและผิวหนังตองหลอมละลาย พวกเขาถูกตีดวย ฆ อ นซึ่ ง ทํ า ด ว ยเหล็ ก ทุ ก ครั้ ง ที่ พ วกเขาต อ งการจะ ออกมาจากนรกเนื่องจากความงุนงานใจก็จะถูกนํา กลับไปในนรกอีก และ(มีเสียงกลาววา)สูเจาทั้งหลาย จงลิ้มรสจากไฟนรกเถิด” (อัล-หัจญ 22:19-22)การศรัทธาตอวันอาคีเราะฮฺ จําเปนที่มุสลิมทุกคนจะตองศรัทธาตอสภาพที่เกิดขึ้นภายในกุ โ บร แ ละเกิ ด ขึ้ น ในวั น อาคี เ ราะฮฺ ว า เป น ความจริ ง ดั ง ที่ ป รากฏอยู ใ นคัมภีรอัลกุรอานและสุนนะฮฺของทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมถาผูใดปฏิเสธเขาก็สิ้นสภาพจากการเปนมุสลิม 61
  • 61. หลักศรัทธา 6 ประการ1. ศรัทธาในพระเจาองคเดียว คือ อัลลอฮฺ (ไมใช พระอาหลา)อิสลามถือวาในสากลจั กรวาลทั้งหลายมี พระเจาที่เ ที่ยงแทเพียงองคเดียวเปนผูสรางสากลจักรวาลและเปนผูบริหารควบคุม โลกนี้มิใชเกิดมาโดยบังเอิญ ถาเกิดโดยบังเอิญมันจะมีระเบียบแบบแผนในการโคจรไมได โลก ดวงอาทิตย และดวงจันทรไดหมุนโคจรอยางมีระบบ รักษาตําแหนงหนาที่ของมันอยางคงเสนคงวานับเปนเวลานานไมรูกี่ลานปโดยที่มันไมเคยไดชนกันเลยนี่ตองแสดงวามีผูบริหารและตองมีผูควบคุมมัน2. ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮฺของพระองค มลาอิกะฮฺคือผูทาหนาที่ ํเป น สื่ อ กลางระหว า งพระผู เ ป น เจ า กั บ ศาสดาทั้ ง หลายเพื่ อ จะได ใ หศาสดาดังกลาวไดรับวิวรณจากอัลลอฮฺ มนุษยเราแมจะมีปญญาสักปานใดก็ตองอาศัยสื่อภายนอกดวยเหมือนกัน เชนมนุษยนั้นแมจะมีสายตาดีสักเพียงใดก็ตามเขาก็ไมสามารถมองเห็นวัตถุใด ๆ ไดเลยถาหากไมมีแสงสวางเปนสื่อ คําวามลาอิกะฮฺหาคําศัพทแปลเปนภาษาไทยไมไดมลาอิกะฮฺเปนนามธรรมไมใชเทวทูต เทวดาหรือทูตสวรรค แตในศาสนาอิสลามถือวามลาอิกะฮฺไมมีเพศ ไมขัดขืนคําสั่งของอัลลอฮฺ ไมกิน ไมดื่มไมหลับ ไมนอน มลาอิกะฮฺคืออํานาจแหงความดี สวนอํานาจแหงความ 62
  • 62. ชั่วนั้นคือชัยฏอน หรือซาตาน หรือมารนั่นเอง ดังนั้น มลาอิกะฮฺจึงไมใชเทวดาและนางฟา3. ศรัทธาในบรรดาคัมภีรทั้งหลายของพระองค มุสลิมตองเชื่อถือตนฉบับเดิมของคัมภีรทั้งหลายทุกๆ เลมในอดีตรวมทั้งอัลกุรอานดวยทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขวาคัมภีรเหลานั้นตองเปนวะหฺยู(ไดรับการดลใจ)มาจากอัลลอฮฺและตองมีเนื้อหาสาระตรงกับอัลกุรอาน มุสลิมตองเชื่อถือในสวนบริสุทธิ์ของคัมภีรเทานั้น อิสลามถือวาคัมภีรที่สมบูรณที่สุดและเปนคัมภีรสุดทายคือคัมภีรอัลกุรอาน ซึ่งไดถูกประกาศใชตอมวลมนุษยชาติทั้งหลายเพื่อใหเกิดความเปนธรรมและความสันติสุขแกมวลมนุษยทุกคน4. ศรัทธาในบรรดานบี(ศาสดา)ทั้งหลาย มุสลิมทุกคนตองยอมรับนับถือศาสดาทั้งหลายที่มาเทศนากอนนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ไมวาศาสดาเหลานั้นจะปรากฏชื่ออยูในคัมภีรอัลกุรอานหรือไมก็ตาม ไมวาศาสดาเหลานั้นจะเปนชนชาติใด อยูที่ไหน พูดภาษาอะไรก็ตาม มุสลิมตองใหเกียรติยกยองบรรดาศาสดาเหลานั้นอยางเทาเทียมกันหมด นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เปนศาสดาสุดทายของโลกที่มารับภารกิจตอจากศาสดากอนๆ ที่เชิญชวนมนุษยใหรูจักพระเจาและดําเนินชีวิตตามคําสอนของพระองค นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดกลาววา หลังจากทานแลวจะ 63
  • 63. ไมมีศาสดาเกิดขึ้นมาอีกเพราะถือวาทานไดนําคําสอนหรือแนวทางแหงการดําเนินชีวิตที่สมบูรณมาสูมนุษยชาติแลว5. ศรัทธาในวันสุดทายและการเกิดใหมในวันปรโลก อิสลามถือวาโลกที่เราอาศัยอยูนี้เปนเพียงวัตถุธาตุชิ้นหนึ่งซึ่งตองมีการแตกสลายเหมือน ๆ กับวัตถุหรือสิ่งอื่น ๆ แนนอนโลกของเราตองถึงจุดจบไมวันใดก็วันหนึ่ง เมื่อโลกแตกสลายแลวทุกสิ่งทุกอยางก็ดับสิ้นนอกจากอัลลอฮฺเทานั้นที่ยังดํารงอยู และมนุษยทั้งหลายก็จะไปฟนชีพใหมอีกครั้งในโลกหนา แตจะไปเกิดสภาพใดนั้นไมมีมนุษยผูใดรูได การฟนขึ้นใหมอีกครังนี้ ้ก็เพื่อที่จะใหมนุษยรับผลตอบแทนตามที่เขาไดกระทําไวเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู ผลงานของเขาในโลกนี้จะเปนตัวกําหนดวาเขาจะเปนผูไดรับสวรรคหรือนรก ไมมีใครชวยใครได ไมมีการกลับชาติมาเกิด ถาเราไมเชื่อในเรื่องการฟนขึ้นใหมแลวสังคมของเราก็จะสับสนปนปวนวุนวายหาความสงบสุขไมได ดังเชนพวกอาหรับในยุคญาฮิลียะฮ(ยุคแหงความอวิชชาและปาเถื่อน)ซึ่งเชื่อวาเมื่อพวกเขาเกิดมาแลวก็ตายไป คือตายแลวสูญเหมือนดังสัตวอื่นๆ ความดีความชั่วที่เขาไดกระทํามานั้นไมมีการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงใชชีวิตความเปนอยูไปในทางชั่วชาทุกรูปแบบจนสรางความเสียหายปนปวนใหแกสังคมเปนอยางยิ่ง6. ศรัทธาในกฎกําหนดสภาวะของพระองค คือตองศรัทธาวาสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ลวนเกิดขึ้นมาและดําเนินไปตามกฎเกณฑของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เชน ไฟมีคุณสมบัติรอน น้ําไหลลงจากที่สูงลงสูที่ต่ํา 64
  • 64. แพะ แกะ วัว ควาย สุนัขออกลูกเปนตัว นก เปด ไกออกลูกเปนไข ตนมะมวงตองออกลูกเปนมะมวง ตนกลวยจะออกลูกเปนแอปเปลไมไดทุกๆ ชีวิตตองตาย นี่คือกฎกําหนดสภาวะของอัลลอฮฺ หมายความวากฎธรรมชาติทั้งหลายนั้นอัลลอฮฺเปนผูทรงสรางและควบคุมมัน สวนการกําหนดสภาวะในหลักจริยธรรมความดีความชั่วนั้นพระองคจะเปนผูบอกเราเองวาอะไรคือความดีและอะไรคือความชั่ว แตสิ่งที่ใชวัดความดีความชั่วนั้นในอิสลามถือวามันไมไดมาจากมติบุคคลหรือมติของมหาชนมิไดอาศัยขนบธรรมเนียมประเพณีหรือความนิยมหรือสิ่งแวดลอมเปนเครื่ อ งกํ า หนดเพราะถ า มนุ ษ ย เ ป น ผู กํ า หนดความดี ค วามชั่ ว แล วมาตรฐานความดีของมนุษยก็จะแตกตางกัน การที่มนุษยไดกระทําความดีความชั่วนั้นอัลลอฮฺไมไดเปนผูลิขิตชะตาชีวิตของเขาไวลวงหนามากอน สิ่งเหลานี้มันขึ้นอยูกับการกระทําหรือการตัดสินใจของมนุษยเอง เพราะอัลลอฮฺไดใหความคิดอิสระเสรีแกเขาในการที่เขาจะเลือกทางเดินของเขาเอง ดังนั้นเหตุการณตางๆ ที่สับสนวุนวายอยูในบานเมืองหรือสังคมนั้นมันเกิดขึ้นมาจากน้ํามือของมนุษยดวยกันเองทั้งสิ้น มิใชเกิดขึ้นจากการกําหนดหรือการลิขิตของพระผูเปนเจา ความจน ความรวย ความทุกขทรมาน ความทุกขยาก ความขมขื่นที่เกิดแกมนุษยนั้นก็เนื่องมาจากผูปกครองขาดความรับผิดชอบนั่นเอง การที่อัลลอฮฺไมไดเปนผูขีดชะตากรรมของผูใดลวงหนามานั้นก็เพื่อที่จะใหมนุษยไดมีความรับผิดชอบในการงานของตนเองที่ไดกระทําไว 65
  • 65. หลักปฏิบัติ 5 ประการการยืนยันความศรัทธาดวยการปฏิบัติ ความศรัทธาทั้ง 6 ประการที่กลาวมากอนหนานี้เปนหลักการสําคัญพื้นฐานของอิสลามที่มุสลิมจะตองมีอยูประจําใจ แตความศรัทธาเพียงอยางเดียวนั้นยังไมเปนการเพียงพอเพราะในอิสลามความศรัทธาที่แท จ ริ ง จะต อ งแสดงผลของมั น ออกมาให เ ห็ น เป น การปฏิ บั ติ ใ นชีวิตประจําวัน และเพื่อใหแนใจวาคนที่มีความศรัทธาในหลักการ 6ประการดังกลาวยังคงยืนยันในความศรัทธานั้นอยางมั่นคง อัลลอฮฺก็ไดlทรงวางภารกิจสําคัญใหเขาตองปฏิบัติ 5 ประการหรือที่เรียกกันวาหลักการอิสลาม 5 ประการนั่นคือ 1. การกลาวคําปฏิญาณตนวา “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ.มุหัมมัด รสูลลุลลอฮ.” (ซึ่งแปลวา “ไมมีพระเจาอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ.และมุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ “) คําปฏิญาณนี้เปนถอยคําที่ผูยอมรับอิสลามทุกคนจะตองกลาวออกมา เปนการยืนยันดวยวาจาวาตัว เองมีค วามศรัท ธาดั ง ที่ ก ล า วมาข า งต น และพร อ มที่ จ ะปฏิ บัติ ตามบทบัญญัติและเงื่อนไขตางๆ ที่อัลลอฮฺไดทรงกําหนดไวในคัมภีรอัลกุรอานและคําสอนของทานศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม 66
  • 66. ถึงแมคําปฏิญาณดังกลาวจะเปนคําพูดเพียงประโยคสั้นๆ แตถอยคํานี้แหละที่ทําใหสังคมอาหรับปาเถื่อน ในสมัยทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิ วะสัลลัม ตองเปลี่ยนแปลงและสงผลใหอิสลามไดกลายเปนอูอารยธรรมที่สําคัญแหงหนึ่งของโลก คําปฏิญาณดังกลาวนี้หมายความวามุสลิมจะไมยอมเคารพกราบไหวหรือสักการะบูชาพระเจาอื่นใด ไมวาพระเจานั้นจะเปนวัตถุที่มนุษยทําขึ้นมาหรือคนที่อุปโลกนตัวเองหรือถูกอุปโลกนเปนพระเจา หรือแมแตสิ่งใดหรือใครก็ตามที่อางวาตัวเองมีคุณสมบัติบางอยางเหมือนอัลลอฮฺ. แลวเรียกรองตองการใหคนอื่นสักการะบูชาตนเอง ดังนั้น อิสลามจึงหามมุสลิมแสดงกิริยากราบแบบมือและหัวจรดพื้นแกวัตถุหรือบุคคลใดๆ แมแตพอแมของตัวเอง เพราะกิริยาการกราบอันถือวาเปนกิริยาที่แสดงถึงความสูงสุดในการเคารพสักการะนั้นจะถูกสงวนไวใชกับ “อัลลอฮฺ” ผูทรงเปนพระเจาที่แทจริงแตเพียงพระองคเดียวเทานั้น แตนั่นมิไดหมายความวาอิสลามหามมิใหเคารพเชื่อฟงและทําความดีตอพอแม การที่อิสลามหามกราบไหวบูชาวัตถุและบุคคลเชนนั้น ก็เพราะอิสลามถือวามนุษยเปนสิ่งถูกสรางที่ประเสริฐที่สุดและมนุษยทุกคนมีฐานะแหงความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกันในสายตาของอัลลอฮฺ เมื่อมนุษยเปนสิ่งถูกสรางที่ประเสริฐที่สุดแลว หากมนุษยยังไปสักการะบูชาหรือกราบไหววัตถุธรรมชาติหรือสิ่งประดิษฐที่มนุษยทําขึ้นมาหรือสักการะบูชามนุษยดวยกันเอง นั่นก็หมายความวามนุษยกําลังลดฐานะแหงความเปนมนุษยในสายตาของพระองคลง เมื่ออิสลามหามสักการะหรือกราบไหวพระเจาอื่นใดแลว 67
  • 67. อิสลามก็สั่งใหมุสลิมเคารพภักดีอัลลอฮฺ.แตเพียงพระองคเดียว ทั้งนี้เพราะพระองคเทานั้นที่ทรงเปนพระเจาที่แทจริง ผูทรงสรางทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาลรวมทั้งตัวมนุษยเองดวย และพระองคไมมีผูใดมาเปนภาคีรวมกับพระองค คําปฏิญาณตอนที่สองที่กลาววา “มุหัมมัด เปนรสูลของอัลลอฮฺ.” นั้นหมายความวาเมื่อใครยอมรับอัลลอฮฺ.วาเปนพระเจ า ของเขาแล ว เขาจะต อ งยอมรั บ ว า มุ หั ม มั ด เป น รสู ล หรื อ ผู นํ า สารของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) มาประกาศยังมนุษยชาติและจะตองเชื่อฟงคําสั่งสอนของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ดวยเมื่อทานนบีประกาศคําปฏิญาณนี้ออกมา ความหมายของคําปฏิญาณนี้ไดทําใหบรรดาพวกผูนําชาวมักกะฮฺเริ่มหวั่นวิตกทันที เพราะคนเหลานี้รูดีวาทานนบีมุหัมมัดกําลังประกาศใหคนรูวาอัลลอฮฺตางหากที่เปนใหญและเปนผูทรงอํานาจ มิใชพวกหัวหนาชาวมักกะฮฺและถาใครยอมรับคําปฏิญาณนี้ก็หมายความวาบุคคลนั้นจะตองยอมรับความเปนผูนําของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นอกจากนั้นแลวมันยังหมายความวาความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วิถีการดํารงชีวิตแบบเกาที่พวกเขาเคยปฏิบัติสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษจะตองถูกทําลายลงดวยนี่ คื อ เหตุ ผ ลที่ ว า ทํ า ไมพวกหั ว หน า ชาวมั ก กะฮฺ ถึ ง ได ต อ ต า นท า นนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตั้งแตทานเริ่มประกาศอิสลาม 2. การนมาซหรือละหมาด (หรือในภาษาอาหรับเรียกวา“เศาะลาฮฺ” ) การนมาซคือการแสดงความเคารพสักการะและการแสดง 68
  • 68. ความขอบคุณตออัลลอฮฺซึ่งจะกระทําวันละ 5 เวลา คือ ตอนรุงอรุณตอนบาย ตอนตะวันคลอย หลังดวงอาทิตยตกดิน และในยามค่ําคืนโดยในการนมาซทุกครั้งมุสลิมทุกคนจะหันหนาไปทางกะอฺบะฮฺซึ่งอยูในนครมักกะฮฺ และหนาที่ในการนมาซนี้เปนหนาที่ของมุสลิมทุกคนตั้งแตเริ่มบรรลุศาสนภาวะ คือเริ่มมีความรูสึกทางเพศ(สําหรับผูชาย)หรือเริ่มมีประจําเดือน(สําหรับผูหญิง) ซึ่งเปนวัยที่อิสลามถือวาเริ่มเขาสูวัยแหงความเปนผูใหญแลว การนมาซเปนสิ่งยืนยันความศรัทธาที่ปรากฏใหเห็นทางภายนอกไดชัดเจนที่สุดเพราะเปนการปฏิบัติที่มีรูปแบบ และคนที่จะดํารงรักษาการนมาซของตัวเองไดครบ 5 เวลาตอวันนั้น จะตองเปนคนที่ มี ค วามผู ก พั น ต อ อั ล ลอฮฺ แ ละรํ า ลึ ก ถึ ง พระคุ ณ ของพระองค อ ยูตลอดเวลา อันที่จริงแลว การปฏิบัติศาสนกิจที่อิสลามกําหนดใหมุสลิมปฏิบติมิไดเปนพิธีกรรมอันลึกลับที่ยากตอการปฏิบัติ หากแตเปนภารกิจ ัที่ปฏิบัติอยางเปดเผย สะดวกและงายตอผูปฏิบัติ การนมาซนอกจากจะมีวัตถุประสงคเพื่อเป นการแสดงความเคารพภักดีและเปนการแสดงความขอบคุณตออัลลอฮฺแลว คัมภีรอัลกุรอานยังไดกลาวอยางไวชัดเจนอีกวา “แทจริงการนมาซจะยับยั้งจากความชั่วชาและความลามก”ทั้ ง นี้ เ นื่ อ งจากคนที่ น มาซนั้ น จะเป น คนที่ รํ า ลึ ก ถึ ง อั ล ลอฮฺ แ ละจะเชื่ อว า อั ล ลอฮฺ จ ะทรงเห็ น การกระทํ า ของเขาทั้ ง ในที่ ลั บ และในที่ เ ป ด เผยดังนั้น ความเกรงกลัวอันนี้จะชวยยับยั้งเขามิใหปฏิบัติความชั่ว 69
  • 69. 3. การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน การถือศีลอดในอิสลาม คือ การงดเวนจากการกิน การดื่ม การเสพสิ่งตางๆ การมีความสัมพันธทางเพศ ตลอดจนการอดกลั้นอารมณใฝต่ําทั้งหลายและการนินทาวารายผูอื่นตั้งแตดวงอาทิตยขึ้นจนถึงดวงอาทิตยตก การถือศีลอดเป นหลั กปฏิ บัติอีกประการหนึ่ง ซึ่งอิสลามกําหนดใหมุสลิมทุกคนที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณทั้งชายหญิงมีหนาที่ตองปฏิบัติเปนเวลา 29 – 30 วัน ในเดือนเราะมะฎอนซึ่งเปนเดือนที่เกาตามปฏิทินอิสลาม การถือศีลอดมิไดเพิ่งจะเริ่มมีในสมัยของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แตมีมาตั้งแตกอนสมัยของทานเสียอีก แมแตนบีมูซา(โมเสส) และนบีอีซา(เยซู) ก็เคยถือศีลอดดวยเชนกัน คัมภีรอัลกุรอานไดกลาวยืนยันถึงเรื่องนี้พรอมกับบอกวัตถุประสงคของการถือศีลอดใหเราทราบวา ’n?tã |=ÏGä. $yϑx. ãΠ$u‹Å_Á9$# ãΝà6ø‹n=tæ |=ÏGä. (#θãΖtΒ#u™ t⎦⎪Ï%©!$# $y㕃r¯≈tƒ ∩⊇∇⊂∪ tβθà)−Gs? öΝä3ª=yès9 öΝà6Î=ö7s% ⎯ÏΒ š⎥⎪Ï%©!$# ความวา “บรรดาผูศรัทธาเอย การถือศีลอดไดถูก กํ า หนดแก สู เ จ า เช น เดี ย วกั บ ที่ เ คยถู ก กํ า หนดแก บรรดากอนหนาสูเจา ทั้งนี้เพื่อที่สูเจาจะไดยําเกรง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:183) 70
  • 70. ที่การถือศีลอดมีวัตถุประสงคเพื่อฝกมุสลิมใหเกิดความยําเกรงพระเจาก็เพราะในเวลาปกติ อัลลอฮฺทรงอนุมัติใหมุสลิมกินและดื่มไดอยางเสรี แตเมื่อถึงเดือนเราะมะฎอน เมื่ออัลลอฮฺทรงมีบัญชาใหละเวนจากการกินดื่ม มุสลิมก็ละเวนทันที นี่เปนบทเรียนที่สอนมุสลิมใหยําเกรงและเชื่อฟงอัลลอฮฺ การถือศีลอดยังเปนการฝกใหผูถือศีลอดซื่อสัตยตอตัวเองและพระเจา กลาวคือ ขณะที่ถือศีลอดเขาอาจจะแอบกินอาหารและดื่มน้ําในระหวางการถือศีลอดก็ไดโดยที่ไมมีใครรู แตดวยความเชื่อในพระเจาวาพระองคทรงเห็นและทรงรูการกระทําของเขาทั้งในที่ลับและที่แจง ดังนั้นเขาก็จะไมทําในสิ่งที่ขัดตอความสํานึกของตัวเอง นอกจากนั้นแลว การถือศีลอดยังเปนการแสดงออกถึงความเสมอภาคกันในบรรดาผูศรัทธาดวย เพราะในเดือนถือศีลอดมุสลิมผูศรัทธาไมวาจะอยูในฐานะใดตางตองงดจากการกินดื่มเหมือนกันหมด ความจริงแลว ในระหวางการถือศีลอดนั้น การอดอาหารและน้ําเปนเพียงมาตรการที่จะชวยย้ําเตือนจิตสํานึกของผูถือศีลอดใหระลึกถึงพระเจา และลดความตองการทางอารมณใหต่ําลง ดังนั้น ถาผูใดถือศีลอดแลวยังคลอยตามอารมณใฝต่ําทําความชั่วอยู สิ่งที่เขาผูนั้นจะไดรับจากการถือศีลอดก็คือความหิวกระหายธรรมดาตลอดทั้งวัน ซึ่งไมมีผลตอการฝกฝนหรือการขัดเกลาทางดานจิตวิญญาณของเขาแตประการใด สําหรับคนชราที่รางกายออนแอ ผูปวยที่แพทยวินิจฉัยวาการถือศีลอดจะเปนอันตรายตอรางกาย กรรมกรที่ทํางานหนักในเหมืองแร 71
  • 71. หญิงมีครรภแกก็ไดรับการยกเวนเชนกัน และมิตองชดใช แตมีเงื่อนไขวาผูที่ไดรับการยกเวนจะตองบริจาคอาหารที่ตัวเองกินเปนประจําหนึ่งมื้อใหแกผยากจนเปนการทดแทนในแตละวันที่มิไดถือศีลอด ในระหวางการ ูถือศีลอด มุสลิมสามารถกลืนน้ําลายไดถาหากวาน้ําลายนั้นสะอาดและไมมีเศษอาหารติดอยู 4. การจายซะกาต การจายซะกาต คือ การจายทรัพยสินในอัตราที่ศาสนากําหนดไวจํานวนหนึ่งจากทรัพยสินที่สะสมไวเมื่อครบกําหนดเวลา โดยจะตองจายทรัพยสินนี้ใหแกคนที่มีสิทธิ์ไดรับ 8 จําพวกตามที่คัมภีรกุรอานไดกําหนดไวอันไดแก 1) คนยากจน 2) คนที่อัตคัดขัดสน 3) คนที่มีหัวใจโนมมาสูอิสลาม 4) ผูบริหารการจัดเก็บและจายซะกาต 5) ไถทาส 6) ผูมีหนี้สินลนพนตัว 7) คนพลัดถิ่นหลงทาง 8) ใชในหนทางของอัลลอฮฺ ความจริงแลวคําวา ”ซะกาต” โดยทางภาษาแปลวา “การซักฟอกการทําใหสะอาดบริสุทธิ์ และการเจริญเติบโต” และคําวา“ซะกาต” นี้ไดถูกกลาวควบคูกับการนมาซในคัมภีรอัลกุรอานไมต่ํากวา20 ครั้ง ดวยเหตุน้ี มุสลิมที่ปฏิบัตินมาซแตไมยอมจายซะกาตนั้น ความเปนมุสลิมของเขาจึงยังไมสมบูรณ วัตถุประสงคที่อิสลามกําหนดใหมุสลิมจายซะกาตก็คือเพื่อเปนการยืนยันถึงความศรัทธา นอกจากนั้นแลวการจายซะกาตก็ยังมีวัตถุประสงคเพื่อซักฟอกทรัพยสินและจิตใจของผูจายใหมีความสะอาดบริสุทธิ์ ขณะเดียวกันก็เพื่อเปนการสรางความเจริญใหแกสังคมอีกดวย 72
  • 72. ที่กลาววาซะกาตมีวัตถุประสงคเพื่อซักฟอกทรัพยสินและจิตใจของผูจายซะกาต ก็เพราะอิสลามถือวาทรัพยสินที่มุสลิมหามาไดนั้นถึงแมวาจะหามาดวยความสุจริตก็ตาม ถาหากทรัพยสินที่สะสมไวนั้นยังไมไดนํามาจายซะกาต ทรัพยสินนั้นก็ยังไมบริสุทธิ์ เพราะซะกาตเปนสิทธิ์ของคน 8 ประเภทดังกลาว การไมจายซะกาตก็คือการยักยอกทรัพยสินของคนเหลานั้น ขณะเดียวกัน การจายซะกาตก็จะชวยชําระจิตใจของผูจายใหหมดจดจากความตระหนี่ถี่เหนียวและความโลภซึ่งถือวาเปนสิ่งสกปรกทางใจอยางหนึ่ง หากเรามองหลักการจายซะกาตจากแงสังคม เราจะเห็นวาบรรดาผูมีสิทธิไดรับซะกาตนั้นมักจะเปนผูที่เปนปญหาในสังคม ดังนั้นการนํ า ซะกาตไปให แ ก ค นเหล า นี้ จึ ง เป น การแก ป ญ หาสั ง คมที่ ถู ก จุ ดขณะเดียวกัน ถาเรามองจากทางดานเศรษฐกิจ เราจะเห็นวาซะกาตจะทําใหคนยากจนคนอนาถาในสังคมมีอํานาจซื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีการถายเททรัพยสินจากคนรวยไปสูคนจน และเมื่อคนเหลานี้มีอํานาจซื้อก็จะสงผลใหมการผลิตสนองตอบความตองการ ทําใหมีการจางงานและมี ีการกระจายรายไดทางเศรษฐกิจติดตามมา ดังนั้น จึงอาจพูดไดวาการจายซะกาตนอกจากจะเปนการแสดงออกถึงความศรัทธาแลว ยังเปนการแสดงความเคารพภักดีตออัลลอฮฺโดยผานทางการชวยเหลือสังคมดวย 5. การทําหัจญ การทําหัจญ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะฮฺในเดือนซุลฮิจญะฮฺตามวันเวลาและสถานที่ที่ถูก 73
  • 73. กําหนดไว หลักการขอนี้ถือเปนหนาที่สําหรับมุสลิมทั้งชายหญิงทุกคนที่มีความสามารถในดานรางกาย ทรัพยสิน และเสนทางการเดินทางที่มีความปลอดภัย หากใครไดศึกษาถึงประวัติศาสตรอิสลามแลว จะพบวาการทํ า หั จ ญ เ ป น พิ ธี ก รรมทางศาสนาเก า แก ที่ มี ม าก อ นสมั ย ของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากหลักฐานในคัมภีรอัลกุรอานการทําหัจญเริ่มตนขึ้นเมื่อตอนที่อัลลอฮฺ ไดบัญชาใหนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลผูเปนลูกชายรวมกันสราง “บัยตุลลอฮฺ” (บานของอัลลอฮฺ)ขึ้นมาเพื่อใชเปนสถานที่สําหรับการเคารพภักดีตอพระองค เมื่อสรางเสร็จแลว พระองคก็ทรงบัญชาใหนบีอิบรอฮีมเรียกรองเชิญชวนมนุษยชาติใหมารวมกันแสดงความจงรักภักดีตอพระองคที่บานดังกลาว ดั ง นั้ น ในเดื อ นซุ ล ฮิ จ ญะฮฺ ซึ่ ง เป น เดื อ นสุ ด ท า ยของปฏิ ทิ นอิสลาม มุสลิมทุกชาติทุกเผาพันธุจากทั่วโลกนับลานคนจะเดินทางไปรวมกันแสดงความเคารพภักดีตออัลลอฮฺที่บานของพระองค หลังจากสมัยของทานนบีอิบรอฮีมแลว ดวยความโงเขลาและความหลงผิดของผูคน รูปแบบของการทําหัจญไดเปลี่ยนแปลงไปอยางมาก เชน แทนที่ผูคนจะเคารพบูชาอัลลอฮฺแตเพียงพระองคเดียว พวกเขากลับเอารูปปนเทวรูปตางๆ ที่พวกเขาบูชามาตั้งไวรอบๆ กะอฺบะฮฺเพื่อสักการะบูชาในระหวางการทําหัจญ และในพิธีการเดินรอบกะอฺบะฮฺนั้น พวกเขาหลายคนไดเปลือยกายเดินรอบกะอฺบะฮฺและอื่น ๆ อีกมากมายที่ทานนบีอิบรอฮีมไมไดทําแบบอยางไว จนกระทั่งมาถึงสมัยของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม หลังจากที่ทานเขา 74
  • 74. พิชิตเมืองมักกะฮฺไดแลว ทานไดสั่งใหทําลายรูปปนบูชาตาง ๆ รอบกะอฺบะฮฺลงจนหมดสิ้น และทานไดแสดงแบบอยางการทําหัจญที่ถูกตองใหบรรดาผูที่ศรัทธาในอัลลอฮฺปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้นการทําหัจญที่เปนอยูในปจจุบันจึงเปนหัจญที่มีแบบอยางมาจากทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม หากใครไดศึกษาถึงรายละเอียดของหลักการและการประกอบพิธีหัจญ เขาจะทราบไดทันทีวาหัจญเปนบทบัญญัติแหงศาสนาที่ถูกกําหนดใหมุสลิมถือปฏิบัติเพื่อยืนยันถึงความศรัทธาตออัลลอฮฺ ที่ตองอาศั ย ความเสี ย สละทั้ ง ทรั พ ย สิ น และเวลา ความอดทนทั้ ง ทางด า นรางกายและจิตใจ การใหอภัยและความสํานึกทางประวัติศาสตรตลอดจนความศรัทธามั่นตอพระผูเปนเจาไปพรอม ๆ กัน การทําหัจญ นอกจากจะเปนการแสดงความเคารพภักดีและยืนยันในความศรัทธาตออัลลอฮฺแลว ยังสอนมนุษยทุกคนใหรูสํานึกวาในสายตาของอัลลอฮฺแลว มนุษยทุกคนเทาเทียมกัน เพราะในการทําหัจญ ผูทําหัจญทุกคนไมวาจะมาจากชนชั้น เผาพันธุ ภาษา หรือจะมีฐานะอยางไรก็ตาม ทุกคนจะตองหอหุมรางกายดวยผาสีขาวเพียงสองชิ้นเหมือนกันหมดทุกคน จะตองปฏิบัติพิธีการตางๆ เหมือนกันหมดและทุกคนตางก็ประกาศความยิ่งใหญของอัลลอฮฺเหมือนกันหมด สิ่งที่กลาวมาทั้งหมดตั้งแตตน อาจกลาวสรุปไดวาหลักศรัทธา 6ประการนั้นเปนสิ่งจําเปนสําหรับมุสลิมทุกคน สวนหลักปฏิบัติ 5 ประการที่อิสลามกําหนดไวใหมุสลิมปฏิบัตินั้นมิใช เปนหลักปฏิบัติทั้งหมดใน 75
  • 75. อิสลาม หากแตมนเปนเพียงวินัยบัญญัติอยางนอยที่สุดที่อิสลามกําหนด ัไวใหมุสลิมปฏิบัติเพื่อยืนยันถึงความศรัทธาของเขาเทานั้น อันที่จริงแลวอิสลามยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ที่กําหนดใหมุสลิมปฏิบัติอีกมากมายที่จะเปนการแสดงออกถึงความศรัทธาในทุกยางกาวของชีวิต 76
  • 76. การเขารับอิสลามหรือการเปนมุสลิม ตามหลักการอิสลามมุสลิมก็คือผูท่เชื่อในอัลลอฮฺ วาเปนพระเจา ีที่แทจริงแตเพียงพระองคเดียวและปฏิบัติตามคําบัญชาของพระองคในทุกอยางกาวของชีวิตจนกระทั่งลมหายใจสุดทาย การเปนมุสลิมมิใชเรื่องยากหากใครก็ตามเชื่อในอัลลอฮฺและยอมที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณของพระองคและตองการเขารับอิสลามเขาจะตองปฏิบัติดงนี้ ั ปฏิญาณตนเขา รับอิ สลามวา : อัชฮะดุ อันลา อิ ลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร รสูลุลลอฮฺ ซึ่งมีความหมายวา “ฉันขอปฏิญาณวาไมมีพระเจาอื่นใดที่คูควรแกการเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณวามุหัมมัด เปนศาสนทูตของพระองค” การปฏิญาณตนนี้ควรที่จะกระทําตอหนาผูรูเห็นเปนพยานที่เปนชายอยางนอย 2 คน ทั้งนี้เพื่อที่จะไดมีพยานยืนยันการเขารับอิสลามของตนเอง ทันทีที่ประกาศเขารับอิสลาม อัลลอฮฺจะอภัยบาปที่ผานมาใหแกเขา และจะเริ่มตนคิดบัญชีบาปบุญคุณโทษกันใหมตั้งแตนั้นเปนตนไป 77
  • 77. เมื่อปฏิญาณตนดังกลาวขางตนแลว เขาจะตองอาบน้ําชําระรางกายเนื่องในการเขารับอิสลามตามขั้นตอนดังนี้ :- 1. ตั้งเจตนาวา “ขาพเจาอาบน้ําชําระลางรางกายเนื่อง ในการเขารับอิสลามเพื่ออัลลอฮฺ” 2. กลาวคําวา “บิสมิลลาฮิรเราะหมา นิรฺเราะหีม” (แปลวา “ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ผูทรงกรุณาปรานี ผู ทรงเมตตาเสมอ”) 3. ลางมือทั้งสองขาง 3 ครั้ง 4. บวนปากและลางรูจมูก 3 ครั้ง 5. ลางใบหนาทั่วตั้งแตตีนผมจนถึงใบหูและปลายคาง 3 ครั้ง 6. ลางแขนทั้งสองขางจนพนขอศอกขางละ 3 ครั้งโดยลาง ขางขวากอน 7. เอามือที่เปยกน้ําลูบศรีษะจากดานหนาไปดานหลังแลว ยอนกลับมาดานหนาอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแลวใหเช็ดใบหู ดานนอกดวยนิ้วหัวแมมือและเช็ดใบหูดานในดวยนิ้วชี้ 1 ครั้ง ถือเปนใชได 8. อาบน้ําใหรางกายตั้งแตผมจรดปลายเทาจนแนใจวาทุก สวนของรางกายไดรับการชําระลางหมดจดแลว 9. เอาน้ําลางเทาถึงเลยตาตุมขึ้นมาขางละ 3 ครั้ง โดยเริ่ม จากขางขวากอน เปนอันเสร็จสิ้น 78
  • 78. หมายเหตุ • สําหรับชายใหแพทยขลิบหนังปลายอวัยวะเพศ หรือที่ เรียกกันโดยทั่วไปวาเขาสุนัต จะทํากอนการปฏิญาณ ตนก็ได • ควรมีชื่อมุสลิมโดยจะตั้งเองหรือใหใครตั้งก็ได • เมื่อเปนมุสลิมแลวควรอยางยิ่งที่จะตองศึกษาคําสอน ของอิสลาม ซึ่งหมายรวมถึงคําสั่งของอัลลอฮฺและคํา สอนของทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติตามดวยใจที่เปยมศรัทธาและเชื่อมั่น 79

×