• Like
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ

  • 4,680 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
No Downloads

Views

Total Views
4,680
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
19
Comments
0
Likes
1

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. Survey of Arts
  • 2. ความหมายของศิลปะและ ขอบข่ายงานศิลปะ ศิลปะเขียนอย่างไร ศิลปะคืออะไร วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศลป์ ิแตกต่างกันอย่างไร งานศิลปะแตกต่างจากงานแขนงอื่นอย่างไร
  • 3. ?
  • 4. ศิลปะเขียนอย่างไรในการเขียนคำาว่า “ศิลปะ” การเขียนโดยให้ยึดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นสำาคัญ โดยจะพบว่าการเขียน คำาว่าศิลปะ มีการเขียนอยู่ 3แบบคือศิลป - (สิน-ละ-ปะ) ที่มีเครื่องหมายยติภังค์ ( - )ต่อท้ายแสดงว่ามีคำาภาษาบาลี หรือสันสฤตต่อในรูปของคำาสมาสเช่น ศิลปศึกษา ศิลปกรรม ศิลปศาสตร์ ศิลปนิยม
  • 5. ศิลป์ (สิน) มีการันต์กำากับใช้เมื่อออกเสียงว่า สิน ได้แก่วิจิตรศิลป์นาฏศิลป์ วรรณศิลป์ หอศิลป์ เป็นต้นศิลปะ (สิน-ละ-ปะ) ใช้ในกรณีออกเสียงรวมกับ คำาอื่น เช่นงานศิลปะศิลปะในประเทศ ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน เป็นต้น
  • 6. จุดมุ่งหมายในการเรียนศิลปะ 1. เรียนเพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ของโครงสร้างของศิลปะ เช่น การจัดวาง เส้น รูปร่าง มวล พืนผิว ้และช่องว่าง ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างดีจนเกิดคุณค่าทาง สุนทรียภาพ 2. เพือให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในความงามของ ่ศิลปกรรมอันเป็นวัฒนธรรมของชาติ
  • 7. 3. เพือพัฒนารสนิยม ซึงรสนิยมของคน ่ ่ย่อมพัฒนาไปตามวัย ความรู้สกซาบซึงใน ึ ้ศิลปะหรือการประจักษ์ในด้านความงามนั้นเป็นสิ่งสำาคัญที่สดที่จะช่วยพัฒนารสนิยม ุของคนให้ดีขึ้น
  • 8. 4. เพื่อให้เข้าใจชีวตความเป็นอยู่ ิ สภาพสังคมประเพณี วัฒนธรรมของ คนในอดีต เพราะการศึกษาศิลปะ ก็คือ การศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต ศิลปะเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากความเป็นอยู่ของมนุษย์ และศิลปะไม่สามารถแยกออกจากชีวตประจำา ิวันของมนุษย์ได้ ซึงจุดมุ่งหมายสุดท้ายของศิลปะ คือ ความ ่พอใจ
  • 9. ความหมายของคำาว่า "ศิลปะ"
  • 10.  ความหมายของคำาว่า "ศิลปะ" ความหมายของคำาว่าศิลปะจะแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานของแต่ละคน และความคิดอ่านของ คนในสังคมแต่ละยุค แต่ความหมายโดยรวม ของ ศิลปะ คือ งานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์ เป็นผู้สร้างขึน ซึ่งมีธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ ้ งานศิลปะอาจจะสวยงามหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีส่วน เสริมสร้างจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึน และศิลปะนั้นอาจ ้ แสดงออกมาในรูปที่เป็นศีลธรรมหรือไม่เป็นศีลธรรม
  • 11.  นักปรัชญาโบราณ ถือว่า ศิลปะมีพื้น ฐานมาจากความงามและความดี - โสเครตีส(Socrater) เชื่อว่า ศิลปะ เป็นความงามทีได้จากธรรมชาติ ่ และต้องมีผลเสริมสร้างทางด้าน จิตใจด้วย
  • 12.  ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoi) กล่าวว่า ศิลปะที่ มีแต่ความประณีต ความงาม ความบันเทิง หาใช่เป็นศิลปะไม่ เป็นแต่เพียงงานฝีมอ ื เท่านั้น เพราะเป็นงานที่ขาดเงือนไขที่จำาเป็น ่ อย่างยิ่งของศิลปะ ศิลปะเป็นการถ่ายทอดจาก ความรู้สกึ
  • 13. - เพลโต(Plato) กล่าวว่า ศิลปะเป็นส่วน หนึ่งของธรรมชาติ และจะต้องมาจากความ ดีด้วย ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจและนิยมความงามใน ศิลปะได้มีเพียงนักปรัชญาเท่านั้น ความงามคือการเลือนแบบ ทุกสิงทุก ่ อย่างล้วนมีแบบของมันอยู่แล้ว ศิลปินที่สร้างศิลปะได้ใกล้เคียงมากที่สุด จะได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินชันเยี่ยม ้
  • 14. - อริสโตเติล (Aristotle) ศิลปะคือ การเลือน แบบธรรมชาติ ทำาให้มีลักษณะคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงธรรมชาติ หรือแบบก็พอ ศิลปินต้องเสาะหาความจริง (Reality) และ ความงาม (Beauty)ที่ซ้อนเร้นในธรรมชาติ และรู้จักใช้ ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ- ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เชื่อว่า ศิลปะเป็น สะพานที่เชื่อมคติความเชือทางวัตถุกับทางจิตใจ ่ เป็นงานที่ต้องมีความพากเพียร ใช้ความพยายาม ในด้านฝีมือและความคิด
  • 15. - นักปรัชญาปัจจุบัน เชื่อว่า ศิลปะคือการ สะท้อนความจริงของชีวิตตามที่เป็นอยู่ จริง และความแท้จริงนั่น คือความงาม ซึ่ง ความงามของศิลปะนันอาจ หมายถึง การ ้ พรรณนาเรื่องราวในชีวิตทั้งในแง่ดีและไม่ดี ก็ได้
  • 16. - ศิลปิน เห็นว่า ศิลปะคือนามธรรมที่เกิดจาก ธรรมชาติ โดยต้องมีการสร้างสรรค์ การรู้คุณค่า (Appreciation) คือ การรู้ค่า ของจิตรกรรมหรือศิลปกรรมชนิดอื่น ๆ การ รู้จักคุณค่า นั้นไม่จำาเป็นต้องเป็นผู้ที่มความ ี รู้เสมอไป ผู้ที่ไม่มีความรู้เลย อาจจะรู้จักคุณค่าของสิง ่ หนึงสิ่งใดได้ดกว่าคนที่มีความรู้และศึกษามา ่ ี โดยตรงก็ได้
  • 17. ความซาบซึ้งในความงามของศิลปะ ความรู้สกซาบซึ้งในสุนทรียภาพหรือ ึความงาม จะบังเกิดผล สมความปรารถนาหรือไม่เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใฝ่หาความรู้ในศิลปะ ตลอดจนการพัฒนารสนิยมของแต่ละบุคคล ความซาบซึ้งในความงามของศิลปะมี 2 ประการ คือ
  • 18.  1. ความซาบซึ้งทางอารมณ์ เป็นความรู้สกบนพืนฐานแห่งความชื่นชมยินดี ึ ้ และความพึง-พอใจที่ ได้รับจากการสัมผัสกับความงามในองค์ ประกอบของเส้น สี แสง เงา รูปทรง ท่าทาง ถ้อยคำาสำานวนและอื่น ๆ อัน เป็นความรู้สกประทับใจ ึ หรืออารมณ์สะเทือนใจ
  • 19.  2. ความซาบซึ้งทางพุทธิปญญา ั เป็นความรู้สกในขั้นต่อมาจากการมีความเข้าใจ ึ ในหลักของความงามทางสุนทรียภาพหรือ ความงามของศิลปะ รู้ถึงองค์ประกอบของงาน ศิลปะและวิวัฒนาการของศิลปะ ซึ่งเกิดจาก ความคิดสร้างสรรค์อันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ เป็นการเสริมสร้างรสนิยมทางศิลปะของมวลชน ในชาติให้มีระดับสูงขึ้น & ขอบข่ายในการเรียน ศิลปะ
  • 20. บ่อเกิดแห่งศิลปะ บ่อเกิดแห่งศิลปะมิได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น สิ่ง แวดล้อมย่อมมีผลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ ปัจจัยที่ทำาให้เกิดงานศิลปะขึนจึงประกอบไปด้วย ้ธรรมชาติ ศาสนา ความเชื่อถือ ภูมอากาศ ภูมิประเทศ ระบบ ิ การปกครอง และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง
  • 21. ่่ ธรรมชาติ แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำาให้มนุษย์สร้างงาน ศิลปะขึ้นมาคือธรรมชาติ ดังนั้นธรรมชาติจึง ถือว่าเป็น "แม่" หรือบ่อเกิดของงานศิลปะ แต่ ธรรมชาติไม่ใช่ตัวศิลปะ เพราะศิลปะนั้นหมาย ถึง สิงประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น ่
  • 22. ความเชื่อถือหรือความศรัทธา เป็นสิ่งเร้าภายใน ซึงเป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นอำานาจที่ ่เร้นลับอยู่ในใจของมนุษย์ และนับว่าเป็นพื้นฐานความรู้สึกของคนทุกคน ที่กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมในรูปแบบ ต่างๆ ออกมา ความเชื่อต่อๆมาเป็นเหตุให้เกิดลัทธิศาสนาต่างๆที่มีวิวัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึงในอดีตศิลปะกับศาสนายังไม่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ่ โดย ศาสนานั้น คือ ความดี ส่วนศิลปะ คือ ความงาม
  • 23. การยอมรับความศักดิสิทธิของ ์ ์ ธรรมชาติ นธรรมชาติ เกิดความสงสัยและ มนุษย์เกิดมามองเห็หวาดกลัวกับภัยอันตราย เชือว่าสิ่ง ่ ที่เห็นนันศักดิสิทธิ์วิเศษกว่าตนเอง มีอำานาจทำาให้เกิด ้ ์ได้ ตายได้ ให้ชั่วได้ ให้ดได้ี ควรแก่การเคารพ ซึ่งต้องมีการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์เช่นสิ่งที่เกิดจาก ภัยธรรมชาติ ฝนตกฟ้าร้อง หรือ แม้แต่เรื่องดวงดาวต่างๆ ดังนั้น การสร้างงานศิลปะจากเหตุผลนี้ จึงไม่ใช่สร้างมาเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสร้างเพื่อความสบายใจ เป็นการทดแทน
  • 24. ความเชื่อเรื่องลึกลับ ได้แก่ ความเชื่ออำานาจที่ลึกลับที่เคลื่อนไหว อยู่ภายในเป็นสิงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ อำานาจ ่ นั้นเป็นแรงบันดาล เชื่อเรื่องวิญญาณ ความ เชือเรื่องผีสารเทวดา ่ชือมายาศาสตร์ ่าด้วยการกล่าวเวทมนตร์คาถา หรือว่าด้วยลีลาอย่างใดอย่า เชือว่าสามารถบังคับอำานาจลึกลับที่มีอยู่ในโลกให้เข้ามาส ่
  • 25.  กระบวนการในการสร้างสรรค์งาน ศิลปะ ก่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์และ การแสดงออก (Expression) งานศิลปะจะได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แสดงออกเป็นรูปแบบต่างๆ นั้น อาจจะอยู่นอกเหนือรูป แบบธรรมชาติ โดยการแสดงออกเป็นศิลปะแบบ นามธรรม (Abstract Art)
  • 26. รแสดงออกของศิลปินอาจถ่ายทอดออกมาได้ 3ารแสดงออกหรือถ่ายทอดตามความเป็นจริงตามธรรารถ่ายทอดในลักษณะกึ่งนามธรรมารถ่ายทอดในลักษณะนามธรรม
  • 27. 1. การแสดงออกหรือถ่ายทอดตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ เช่น ภาพวาดเกี่ยวกับประวัตศาสตร์ ภาพเหมือนจริงหรือ ิหุนนิ่ง ได้ถอดแบบออกมาจากธรรมชาติอย่างชัดเจน และ ่แสดงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ศิลปินเข้าใจและต้องการ
  • 28. ทอดในลักษณะกึ่งนามธรรมดรูปแบบนี้จะมีความเหมือนจริงน้อยลงและให้ความสำาคัญกสึกนึกคิดของศิลปินเองมากขึ้นโดยใช้สติปญญา หรือเหตุผ ั คุณค่าทางสุนทรียะให้แก่ศลปิน ิ
  • 29. ศิลปะนามธรรม หรือมโนศิลป์ คือ การนำาเอารูปทรงต่าง ๆ ที่พบเห็นอยู่ในธรรมชาติมาจัดเสียใหม่ ซึ่งจะมีการจัดองค์ประกอบของภาพอย่างอิสระ ดังนั้นศิลปะนามธรรมจึงอาจมีลกษณะกึ่งธรรมชาติกึ่ง ันามธรรมก็ได้
  • 30. การแสดงออกหรือถ่ายทอดด้วยการตัดทอน (Distortion)ศิลปินจะไม่ลอกเลียนธรรมชาติทั้งหมด แต่จะเน้นเฉพาะส่วนสำาคัญหรือจุดเด่นที่ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ
  • 31. 3.การถ่ายทอดในลักษณะนามธรรมได้แก่ ศิลปะเชิงนามธรรม ลักษณะหรือรูปทรงของ ศิลปะ อันเนื่องมาจากการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกและ ความคิดของศิลปิน
  • 32. หลักการแสดงออกทางศิลปะ ของศิลปิน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือปลักษณะตามธรรมชาติ 3.รูปลักษณะแบบอิส 2.รูปลักษณะแบบเรขาคณิต (Organic Form) (Geometric Form) (Free Form)
  • 33.  รูปลักษณะตามธรรมชาติ (Organic Form) รูปลักษณะที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ ในการ แสดงออกนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของมัน เช่น ภูเขา ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ มนุษย์ สัตว์ เป็นต้น
  • 34.  รูปลักษณะแบบเรขาคณิต (Geometric Form) เป็นรูปลักษณะที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง โดยได้แบบ อย่างมาจากธรรมชาติบ้าง เช่น เส้นตรง เส้นโค้ง วงกลม สี่เหลี่ยม เป็นต้น
  • 35. มอนเดียน
  • 36.  รูปลักษณะแบบอิสระ (Free Form) เป็นรูปลักษณะที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและจะ เปลียนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามความนิยมหรือความนึกคิด ่ ของศิลปิน
  • 37. วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์แตกต่างกันอย่างไร 1. วิจิตรศิลป์ (Fine Arts) หรือศิลปะ บริสุทธิ์ (Pure Arts) หมายถึง ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นด่้วยความ รู่่้ส่ึก มีการแสดงออกถึงอารมณ์สะเทือนใจ ที่ผู้ชมรับได้ และม่ีคุ่ณค่่าทางด่้าน สุ่นทร่ียภาพ เป็นผลงานที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และ แสดงเอกลักษณ์หรือมีลักษณะต้นแบบปรากฏ จุดมุ่งหมายในด้านความรู้สกทางการจินตนาการ ึ
  • 38. วิจิตรศิลป์ (Fine Art) แบ่งออกเป็น 5 ประเภทสาขา ดังนี้ 1 จิตรกรรม (Painting)จิตรกรรม ( Painting) เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการขีดเขียน การวาด และระบายสีเพื่อให้เกิดภาพ บรรลุเป็นงานศิลปะที่มี 2 มิติ มีลักษณะเป็นรูปแบน หรือกว้างและยาว ไม่มีความลึกหรือนูนหนา แต่สามารถเขียนลวงตา ให้เห็นว่ามีความลึกหรือนูนได้ ความงามของจิตรกรรมเกิดจากการใช้สีในลักษณะต่าง ๆ กัน
  • 39. องค์ประกอบสำาคัญของงานจิตรกรรม องค์ประกอบสำาคัญของงานจิตรกรรม คือ 1. ผู้สร้างงาน หรือ ผู้วาด เรียกว่า จิตรกร 2. วัสดุ ที่ใช้รองรับการวาด เช่น กระดาษ ผ้า ผนัง ฯลฯ 3. ส่ี เป็นสิงที่แสดงออกถึงเนือหา เรื่อง ่ ้ ราวเกี่ยวกับผลงาน
  • 40. งานจิตรกรรม แบ่งออกได้ 2ชนิด คือ 1. การวาดเส้น (Drawing) เป็นการวาดภาพโดยใช้ปากกา หรือ ดินสอ ขีดเขียน ลงไป บนพิ้นผิววัสดุรองรับเพื่อให้เกิดภาพ การวาดเส้น คือ การขีดเขียนให้เป็นเส้นไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็ก หรือ เส้นใหญ่ ๆ มักมีสีเดียว แต่การวาดเส้นไม่ได้จำากัดที่จะ ต้องมีสีเดียว อาจมีสีหลาย ๆ สีก็ได้ การวาดเส้น จัด เป็นพื้นฐานที่สำาคัญของงานศิลปะแทบทุกชนิด อย่าง น้อย ผูฝึกฝนงานศิลปะควรได้มีการฝึกฝนงานวาดเส้น ้ ให้เชียวชาญเสียก่อน ก่อนที่จะไปทำางานด้านอืน ๆ ต่อ ่ ่ ไป
  • 41. ภาพเรือนราษฎรสามัญ เรือนคหบดีและเรือนหลPicasso
  • 42.  2. การระบายสี (Painting) เป็นการวาดภาพโดยการ ใช้พู่กัน หรือแปรง หรือ วัสดุอย่างอื่น มาระบาย ให้เกิดเป็นภาพ การ ระบายสี ต้องใช้ทักษะ การควบคุมสี และเครื่อง มือมากกว่าการวาด เส้น ผลงานการระบายสีจะ สวยงาม เหมือนจริง และ สมบูรณ์แบบมากกว่าการ
  • 43. ลักษณะของภาพ• ภาพหุ่นนิ่งรกรรม จิต (Sill life) เป็นภาพ วาดเกี่ยวกับสิงของเครื่องใช้ หรือ ่ วัสดุต่าง ๆ ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เช่น ภาพดอกไม้ ในแจกัน ภาพของต่างๆที่จัดรวมกัน
  • 44. 2.ภาพคนเต็มตัว (Figure) เป็นภาพที่ แสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ของมนุษย์เต็มตัว โดย อาจไม่เน้นแสดงความ เหมือนของใบหน้า
  • 45. 3.ภาพคนเหมือน (Potrait) เป็นภาพที่แสดงความเหมือนของใบหน้าของคน ๆ ใดคนหนึงและ แสดงภาพคน ่เพียงครึ่งตัว
  • 46. 4.ภาพเปลือย (Nude) ภาพคนที่ไม่มี อะไรปกปิดร่างกาย
  • 47. 5. ภาพทิวทัศน์ (Landscape) เป็นภาพที่แสดงความงาม หรือความประทับใจในความงาม ของ ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม ของศิลปินผู้วาด ภาพทิวทัศน์ยังแบ่งเป็นลักษณะต่าง ๆ ได้อีก คือ……
  • 48. - ภาพทิวทัศน์ผืนนำ้า หรือ ทะเล(Seascape ) ที่เป็นการเจาะจง ถ่ายทอดผลงาน เมือได้พบเห็นจากธรรมชาติ ่
  • 49. - ภาพทิวทัศน์พื้นดิน (Landscape) เป็นงานที่แสดงเกียวกับบรรยากาศภูมิประเทศส่วน ่ ที่เป็นภาคพื้นดิน เช่น ทุ่งนา ต้นไม้อาจมีพื้นนำ้าเป็น ส่วนประกอบ
  • 50. - ภาพประกอบเรือง (Illustration) เป็น ่ ภาพที่เขียนขึนเพื่อบอกเล่าเรื่องราว หรือถ่ายทอด ้ เหตุการณ์ ต่าง ๆ ให้ผู้อนได้รับรู้ โดยอาจเป็นทั้งภาพ ื่ ประกอบเรืองในหนังสือ พระคัมภีร์ หรือภาพเขียนบนฝา ่ ผนัง อาคาร สถาปัตยกรรมต่าง ๆ และ รวมถึงภาพ
  • 51. 2 ประติมากรรม(Sculpture)เกิดจากการปัน แกะสลัก ตี ้เคาะ หล่อ โดยมี ลักษณะเป็น 3 มิติ คือ กว้าง ยาวและลึก ที่สามารถสัมผัสได้จริง
  • 52. ประติมากรรม เขียนได้ 2 แบบ1.ประติมากรรม หมายถึง รูปปัน แกะสลัก ้ เช่น คน สัตว์ สิงของ ่2.ปฏิมากรรม หมายถึง รูปปัน แกะสลักอันเป็น ้ รูปเปรียบหรือรูปแทนตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้ หมายความว่าเป็นรูปจำาลองของคนจริงๆ เช่น พระพุทธปฏิมา หรือพระพุทธองค์
  • 53. ประติมากรรมแบ่งออก ดังนี้1. แบบลอยตัว ( round relief) เป็นรูเป็นรูปทรง ลอยตัว สามารถมองได้รอบด้าน
  • 54. 2.แบบนูนสูง (high relief) เป็นฐานอยู่ด้านหน้า เวลาแสดงต้องติดข้างฝาประติมากรรมนูนสูง ประดับฐานอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่กรุงเทพมหานคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓
  • 55. 3.แบบนูนตำ่า (base relief) เป็น ทรงที่ต้องดูได้ด้านหน้าเพียง ด้านเดียว โดยมีฐานอยู่ข้างหลัง เช่นเหรียญต่างๆ พระบรมรูปสมเด็จพระวสาอัยยิกาเจ้าประติมากรรมนูนตำ่า ที่ปราสาทหินนครวัด
  • 56. ต่ิมากรรมแบบห่้อยหร่ือแขวน คือ ประติมากรรมที่สร้าง ขึ้นด้วยการนำามาห้อย หรือแขวนตามแต่จะจัด สร้างขึ้น ด้วยการแขวน ที่ปลายคานลวดที่ทำา ด้วยลวด กิ่งไม้ ฯลฯ ห้อยซ้อนกันหลายๆ ชิน ้ หรือแขวนไว้โดยไม่มี คานทั้งนีต้องอาศัยความ ้ สมดุลของนำ้าหนักงาน
  • 57. 3.สถาปัตยกรรม (Architecture)
  • 58. สถาปัตยกรรมหล่ั ก(Architecture)ภูมิสถาปัตยกรรม(Landscape Architecture)ผังเมือง (Urban Planning)
  • 59. สถาปัตยกรรม (Architecture)
  • 60. ภูมิสถาปัตยกรรม(Landscape Architecture)
  • 61. ผังเมือง (Urban Planning)
  • 62. สถาปัตยกรรม คือ การกำาหนดบริเวณพืนที่ ้ ว่างเพือประโยชน์สอยเพื่อตอบสนองความต้องการ ่ ของมนุษย์และความสวยงาม เป็นผลงานศิลปะที่ แสดงออกด้วยการก่อสร้าง สิงก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวาง ่ ผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มี ขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำานวนมาก และเป็น งานศิลปะ ที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธี การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอย ตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์ใน สาขาต่างๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์
  • 63. จุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เพื่อประโยชน์ใช้สอย เพราะมนุษย์จะ ต้องเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่วางของ ่ สถาปัตยกรรม
  • 64. าปัตยกรรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภาปัตยกรรมเปิด (Opened Architectu าปัตยกรรมปิด (Closed Architecture
  • 65. 1.สถาปัตยกรรมเปิด (Opened Architecture) เป็นสิงก่อสร้างที่มนุษย์สามารถเข้าไปใช้ ่ ประโยชน์ได้ จึงต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อ ต่อการอาศัยของมนุษย์ ได้แก่ บ้านพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร เป็นต้น
  • 66. 2.สถาปัตยกรรมปิด (ClosedArchitecture)ได้แก่ สุสาน อนุสาวรีย์ เจดีย์สร้างขึ้นจากความเชื่อถือศรัทธาของสังคม
  • 67. 4 วรรณกรรม (Literature) บท ประพ่ันธ่์ บทกว่ีต่่างๆ ร่้อยแก่้ว ร่้อยกรอง นวน่ิยายต่่างๆ
  • 68. 5 ดุริยางคศิลป์และนาฏกรรม (Music & Drama) ʡس¡Ô¹¹Ã
  • 69. ภาพพิมพ์ (Printmarking) คือ ผลงานทัศนศิลป์แขนงหนึ่งที่สร้างขึ้นจากการทำาแม่พิมพ์ประเภท ต่างๆ ภาพพิมพ์แบ่งตามวิธีทำาแม่พิมพ์ได้ 4 ประเภท คือ ภาพพิมพ์นูน ภาพพิมพ์ร่องลึก ภาพิมพ์พื้นราบ ภาพพิมพ์ลายฉลุ
  • 70. ผลงานภาพพิมพ์ชื่อ Desire 11/1999
  • 71. ผลงานภาพพิมพ์ ชือภาพพิมพ์ครั้งเดียว (Mono Print) ่ผลงานของนางสาวมาลินี บุญมาเลิศ นิสิตชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัย มหาสารคาม พ.ศ.2544
  • 72. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Arts) ประยุกต์ศ่ิลป่์ (Applied Arts) หมายถึง ศิลปะ สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นสำาคัญ โดย คำานึงถึงความงามหรือสุนทรียศาสตร์ แบ่งออกเป็นประเภทดังนี้ งานออกแบบภาชนะ เครื่องใช้ประจำาวัน งานออกแบบฉากละคร งานออกแบบเครื่องแต่ง กาย งานออกแบบภายใน งานอุตสาหกรรมศิลป์ ตลอดจนงานนิเทศศิลป์ ซึ่งจะแยกออกแบบภาพ โฆษณา การ์ตูน
  • 73. มัณฑนศิลป์ (DECORATIONART) เป็นการออกแบบภายในและภายนอกอาคาร การออกแบบเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย เพ่ื่่อผลทางสุ่นทร่ียภาพด่ึงดู่ดความ สนใจ และให่้ความสะดวกสบาย
  • 74. ่ั จจุ่ บ่ั นท่ี ่ ่ ม่ี ล่ั กษณะการใช่้ งานท่ี ่ ่ ได่้ ม่ี การป
  • 75. งานออกแบบตกแต่่งภายใน ล่ักษณะงานประยุ่กต่์ศ่ิลป่์
  • 76. ช่ี ว่ิ ตส่ั งคมเม่ื องในป่ั จ
  • 77. พาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art)เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการค้า ที่มงจำาหน่ายสินค้า ุ่ โฆษณาการจัดแสดงตู้โชว์สินค้า(Window Display) ภาพโฆษณา ภาพการ์ตน การตกแต่งหน้าร้าน และ ู การถ่ายรูป
  • 78. การตกแต่่ งหน่้ าร่้ านขาย ส่ิ นค่้ าภายในห่้ างสรรพ ส่ิ นค่้ า
  • 79. การจ่ั ดตู่ ่ ้ โชว่์ หน่้ า
  • 80. การจ่ัดตู่่้แสดงส่ินค่้า Window Disp
  • 81. อุตสาหกรรมศิลป์(INDUSTRIAL ART)เป็นการผลิตงานออกแบบมาเพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคมีการสร้างสรรค์งานด้วยมือและเครื่องจักร
  • 82. ศิลปะหัตถกรรม (ART &CRAFTS) เป็นศิลปะที่ทำาขึ้นด้วยมือ มุ่งความงาม ความ ประณีตและประโยชน์ใช้ สอย เป็นลักษณะของงานฝีมือ
  • 83. ่ นๆ เช่่ น บรรจุ่ ภ่ั ณฑ่์ ใส่่ ส่ิ นค
  • 84. กแบบเส่ื ่ ้ อผ่้ า Fashion
  • 85. งานออกแบบลายผ้า TEXTILE
  • 86. นออกแบบGRAPHIC่่ งพ่ิ มพ่์ ประเภพต่่ างๆ