Your SlideShare is downloading. ×
0
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ

5,695

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
5,695
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
24
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. Survey of Arts
  • 2. ความหมายของศิลปะและ ขอบข่ายงานศิลปะ ศิลปะเขียนอย่างไร ศิลปะคืออะไร วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศลป์ ิแตกต่างกันอย่างไร งานศิลปะแตกต่างจากงานแขนงอื่นอย่างไร
  • 3. ?
  • 4. ศิลปะเขียนอย่างไรในการเขียนคำาว่า “ศิลปะ” การเขียนโดยให้ยึดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นสำาคัญ โดยจะพบว่าการเขียน คำาว่าศิลปะ มีการเขียนอยู่ 3แบบคือศิลป - (สิน-ละ-ปะ) ที่มีเครื่องหมายยติภังค์ ( - )ต่อท้ายแสดงว่ามีคำาภาษาบาลี หรือสันสฤตต่อในรูปของคำาสมาสเช่น ศิลปศึกษา ศิลปกรรม ศิลปศาสตร์ ศิลปนิยม
  • 5. ศิลป์ (สิน) มีการันต์กำากับใช้เมื่อออกเสียงว่า สิน ได้แก่วิจิตรศิลป์นาฏศิลป์ วรรณศิลป์ หอศิลป์ เป็นต้นศิลปะ (สิน-ละ-ปะ) ใช้ในกรณีออกเสียงรวมกับ คำาอื่น เช่นงานศิลปะศิลปะในประเทศ ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน เป็นต้น
  • 6. จุดมุ่งหมายในการเรียนศิลปะ 1. เรียนเพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ของโครงสร้างของศิลปะ เช่น การจัดวาง เส้น รูปร่าง มวล พืนผิว ้และช่องว่าง ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างดีจนเกิดคุณค่าทาง สุนทรียภาพ 2. เพือให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในความงามของ ่ศิลปกรรมอันเป็นวัฒนธรรมของชาติ
  • 7. 3. เพือพัฒนารสนิยม ซึงรสนิยมของคน ่ ่ย่อมพัฒนาไปตามวัย ความรู้สกซาบซึงใน ึ ้ศิลปะหรือการประจักษ์ในด้านความงามนั้นเป็นสิ่งสำาคัญที่สดที่จะช่วยพัฒนารสนิยม ุของคนให้ดีขึ้น
  • 8. 4. เพื่อให้เข้าใจชีวตความเป็นอยู่ ิ สภาพสังคมประเพณี วัฒนธรรมของ คนในอดีต เพราะการศึกษาศิลปะ ก็คือ การศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต ศิลปะเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากความเป็นอยู่ของมนุษย์ และศิลปะไม่สามารถแยกออกจากชีวตประจำา ิวันของมนุษย์ได้ ซึงจุดมุ่งหมายสุดท้ายของศิลปะ คือ ความ ่พอใจ
  • 9. ความหมายของคำาว่า "ศิลปะ"
  • 10.  ความหมายของคำาว่า "ศิลปะ" ความหมายของคำาว่าศิลปะจะแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานของแต่ละคน และความคิดอ่านของ คนในสังคมแต่ละยุค แต่ความหมายโดยรวม ของ ศิลปะ คือ งานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์ เป็นผู้สร้างขึน ซึ่งมีธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ ้ งานศิลปะอาจจะสวยงามหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีส่วน เสริมสร้างจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึน และศิลปะนั้นอาจ ้ แสดงออกมาในรูปที่เป็นศีลธรรมหรือไม่เป็นศีลธรรม
  • 11.  นักปรัชญาโบราณ ถือว่า ศิลปะมีพื้น ฐานมาจากความงามและความดี - โสเครตีส(Socrater) เชื่อว่า ศิลปะ เป็นความงามทีได้จากธรรมชาติ ่ และต้องมีผลเสริมสร้างทางด้าน จิตใจด้วย
  • 12.  ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoi) กล่าวว่า ศิลปะที่ มีแต่ความประณีต ความงาม ความบันเทิง หาใช่เป็นศิลปะไม่ เป็นแต่เพียงงานฝีมอ ื เท่านั้น เพราะเป็นงานที่ขาดเงือนไขที่จำาเป็น ่ อย่างยิ่งของศิลปะ ศิลปะเป็นการถ่ายทอดจาก ความรู้สกึ
  • 13. - เพลโต(Plato) กล่าวว่า ศิลปะเป็นส่วน หนึ่งของธรรมชาติ และจะต้องมาจากความ ดีด้วย ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจและนิยมความงามใน ศิลปะได้มีเพียงนักปรัชญาเท่านั้น ความงามคือการเลือนแบบ ทุกสิงทุก ่ อย่างล้วนมีแบบของมันอยู่แล้ว ศิลปินที่สร้างศิลปะได้ใกล้เคียงมากที่สุด จะได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินชันเยี่ยม ้
  • 14. - อริสโตเติล (Aristotle) ศิลปะคือ การเลือน แบบธรรมชาติ ทำาให้มีลักษณะคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงธรรมชาติ หรือแบบก็พอ ศิลปินต้องเสาะหาความจริง (Reality) และ ความงาม (Beauty)ที่ซ้อนเร้นในธรรมชาติ และรู้จักใช้ ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ- ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เชื่อว่า ศิลปะเป็น สะพานที่เชื่อมคติความเชือทางวัตถุกับทางจิตใจ ่ เป็นงานที่ต้องมีความพากเพียร ใช้ความพยายาม ในด้านฝีมือและความคิด
  • 15. - นักปรัชญาปัจจุบัน เชื่อว่า ศิลปะคือการ สะท้อนความจริงของชีวิตตามที่เป็นอยู่ จริง และความแท้จริงนั่น คือความงาม ซึ่ง ความงามของศิลปะนันอาจ หมายถึง การ ้ พรรณนาเรื่องราวในชีวิตทั้งในแง่ดีและไม่ดี ก็ได้
  • 16. - ศิลปิน เห็นว่า ศิลปะคือนามธรรมที่เกิดจาก ธรรมชาติ โดยต้องมีการสร้างสรรค์ การรู้คุณค่า (Appreciation) คือ การรู้ค่า ของจิตรกรรมหรือศิลปกรรมชนิดอื่น ๆ การ รู้จักคุณค่า นั้นไม่จำาเป็นต้องเป็นผู้ที่มความ ี รู้เสมอไป ผู้ที่ไม่มีความรู้เลย อาจจะรู้จักคุณค่าของสิง ่ หนึงสิ่งใดได้ดกว่าคนที่มีความรู้และศึกษามา ่ ี โดยตรงก็ได้
  • 17. ความซาบซึ้งในความงามของศิลปะ ความรู้สกซาบซึ้งในสุนทรียภาพหรือ ึความงาม จะบังเกิดผล สมความปรารถนาหรือไม่เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใฝ่หาความรู้ในศิลปะ ตลอดจนการพัฒนารสนิยมของแต่ละบุคคล ความซาบซึ้งในความงามของศิลปะมี 2 ประการ คือ
  • 18.  1. ความซาบซึ้งทางอารมณ์ เป็นความรู้สกบนพืนฐานแห่งความชื่นชมยินดี ึ ้ และความพึง-พอใจที่ ได้รับจากการสัมผัสกับความงามในองค์ ประกอบของเส้น สี แสง เงา รูปทรง ท่าทาง ถ้อยคำาสำานวนและอื่น ๆ อัน เป็นความรู้สกประทับใจ ึ หรืออารมณ์สะเทือนใจ
  • 19.  2. ความซาบซึ้งทางพุทธิปญญา ั เป็นความรู้สกในขั้นต่อมาจากการมีความเข้าใจ ึ ในหลักของความงามทางสุนทรียภาพหรือ ความงามของศิลปะ รู้ถึงองค์ประกอบของงาน ศิลปะและวิวัฒนาการของศิลปะ ซึ่งเกิดจาก ความคิดสร้างสรรค์อันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ เป็นการเสริมสร้างรสนิยมทางศิลปะของมวลชน ในชาติให้มีระดับสูงขึ้น & ขอบข่ายในการเรียน ศิลปะ
  • 20. บ่อเกิดแห่งศิลปะ บ่อเกิดแห่งศิลปะมิได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น สิ่ง แวดล้อมย่อมมีผลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ ปัจจัยที่ทำาให้เกิดงานศิลปะขึนจึงประกอบไปด้วย ้ธรรมชาติ ศาสนา ความเชื่อถือ ภูมอากาศ ภูมิประเทศ ระบบ ิ การปกครอง และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง
  • 21. ่่ ธรรมชาติ แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำาให้มนุษย์สร้างงาน ศิลปะขึ้นมาคือธรรมชาติ ดังนั้นธรรมชาติจึง ถือว่าเป็น "แม่" หรือบ่อเกิดของงานศิลปะ แต่ ธรรมชาติไม่ใช่ตัวศิลปะ เพราะศิลปะนั้นหมาย ถึง สิงประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น ่
  • 22. ความเชื่อถือหรือความศรัทธา เป็นสิ่งเร้าภายใน ซึงเป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นอำานาจที่ ่เร้นลับอยู่ในใจของมนุษย์ และนับว่าเป็นพื้นฐานความรู้สึกของคนทุกคน ที่กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมในรูปแบบ ต่างๆ ออกมา ความเชื่อต่อๆมาเป็นเหตุให้เกิดลัทธิศาสนาต่างๆที่มีวิวัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึงในอดีตศิลปะกับศาสนายังไม่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ่ โดย ศาสนานั้น คือ ความดี ส่วนศิลปะ คือ ความงาม
  • 23. การยอมรับความศักดิสิทธิของ ์ ์ ธรรมชาติ นธรรมชาติ เกิดความสงสัยและ มนุษย์เกิดมามองเห็หวาดกลัวกับภัยอันตราย เชือว่าสิ่ง ่ ที่เห็นนันศักดิสิทธิ์วิเศษกว่าตนเอง มีอำานาจทำาให้เกิด ้ ์ได้ ตายได้ ให้ชั่วได้ ให้ดได้ี ควรแก่การเคารพ ซึ่งต้องมีการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์เช่นสิ่งที่เกิดจาก ภัยธรรมชาติ ฝนตกฟ้าร้อง หรือ แม้แต่เรื่องดวงดาวต่างๆ ดังนั้น การสร้างงานศิลปะจากเหตุผลนี้ จึงไม่ใช่สร้างมาเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสร้างเพื่อความสบายใจ เป็นการทดแทน
  • 24. ความเชื่อเรื่องลึกลับ ได้แก่ ความเชื่ออำานาจที่ลึกลับที่เคลื่อนไหว อยู่ภายในเป็นสิงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ อำานาจ ่ นั้นเป็นแรงบันดาล เชื่อเรื่องวิญญาณ ความ เชือเรื่องผีสารเทวดา ่ชือมายาศาสตร์ ่าด้วยการกล่าวเวทมนตร์คาถา หรือว่าด้วยลีลาอย่างใดอย่า เชือว่าสามารถบังคับอำานาจลึกลับที่มีอยู่ในโลกให้เข้ามาส ่
  • 25.  กระบวนการในการสร้างสรรค์งาน ศิลปะ ก่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์และ การแสดงออก (Expression) งานศิลปะจะได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แสดงออกเป็นรูปแบบต่างๆ นั้น อาจจะอยู่นอกเหนือรูป แบบธรรมชาติ โดยการแสดงออกเป็นศิลปะแบบ นามธรรม (Abstract Art)
  • 26. รแสดงออกของศิลปินอาจถ่ายทอดออกมาได้ 3ารแสดงออกหรือถ่ายทอดตามความเป็นจริงตามธรรารถ่ายทอดในลักษณะกึ่งนามธรรมารถ่ายทอดในลักษณะนามธรรม
  • 27. 1. การแสดงออกหรือถ่ายทอดตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ เช่น ภาพวาดเกี่ยวกับประวัตศาสตร์ ภาพเหมือนจริงหรือ ิหุนนิ่ง ได้ถอดแบบออกมาจากธรรมชาติอย่างชัดเจน และ ่แสดงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ศิลปินเข้าใจและต้องการ
  • 28. ทอดในลักษณะกึ่งนามธรรมดรูปแบบนี้จะมีความเหมือนจริงน้อยลงและให้ความสำาคัญกสึกนึกคิดของศิลปินเองมากขึ้นโดยใช้สติปญญา หรือเหตุผ ั คุณค่าทางสุนทรียะให้แก่ศลปิน ิ
  • 29. ศิลปะนามธรรม หรือมโนศิลป์ คือ การนำาเอารูปทรงต่าง ๆ ที่พบเห็นอยู่ในธรรมชาติมาจัดเสียใหม่ ซึ่งจะมีการจัดองค์ประกอบของภาพอย่างอิสระ ดังนั้นศิลปะนามธรรมจึงอาจมีลกษณะกึ่งธรรมชาติกึ่ง ันามธรรมก็ได้
  • 30. การแสดงออกหรือถ่ายทอดด้วยการตัดทอน (Distortion)ศิลปินจะไม่ลอกเลียนธรรมชาติทั้งหมด แต่จะเน้นเฉพาะส่วนสำาคัญหรือจุดเด่นที่ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ
  • 31. 3.การถ่ายทอดในลักษณะนามธรรมได้แก่ ศิลปะเชิงนามธรรม ลักษณะหรือรูปทรงของ ศิลปะ อันเนื่องมาจากการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกและ ความคิดของศิลปิน
  • 32. หลักการแสดงออกทางศิลปะ ของศิลปิน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือปลักษณะตามธรรมชาติ 3.รูปลักษณะแบบอิส 2.รูปลักษณะแบบเรขาคณิต (Organic Form) (Geometric Form) (Free Form)
  • 33.  รูปลักษณะตามธรรมชาติ (Organic Form) รูปลักษณะที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ ในการ แสดงออกนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของมัน เช่น ภูเขา ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ มนุษย์ สัตว์ เป็นต้น
  • 34.  รูปลักษณะแบบเรขาคณิต (Geometric Form) เป็นรูปลักษณะที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง โดยได้แบบ อย่างมาจากธรรมชาติบ้าง เช่น เส้นตรง เส้นโค้ง วงกลม สี่เหลี่ยม เป็นต้น
  • 35. มอนเดียน
  • 36.  รูปลักษณะแบบอิสระ (Free Form) เป็นรูปลักษณะที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและจะ เปลียนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามความนิยมหรือความนึกคิด ่ ของศิลปิน
  • 37. วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์แตกต่างกันอย่างไร 1. วิจิตรศิลป์ (Fine Arts) หรือศิลปะ บริสุทธิ์ (Pure Arts) หมายถึง ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นด่้วยความ รู่่้ส่ึก มีการแสดงออกถึงอารมณ์สะเทือนใจ ที่ผู้ชมรับได้ และม่ีคุ่ณค่่าทางด่้าน สุ่นทร่ียภาพ เป็นผลงานที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และ แสดงเอกลักษณ์หรือมีลักษณะต้นแบบปรากฏ จุดมุ่งหมายในด้านความรู้สกทางการจินตนาการ ึ
  • 38. วิจิตรศิลป์ (Fine Art) แบ่งออกเป็น 5 ประเภทสาขา ดังนี้ 1 จิตรกรรม (Painting)จิตรกรรม ( Painting) เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการขีดเขียน การวาด และระบายสีเพื่อให้เกิดภาพ บรรลุเป็นงานศิลปะที่มี 2 มิติ มีลักษณะเป็นรูปแบน หรือกว้างและยาว ไม่มีความลึกหรือนูนหนา แต่สามารถเขียนลวงตา ให้เห็นว่ามีความลึกหรือนูนได้ ความงามของจิตรกรรมเกิดจากการใช้สีในลักษณะต่าง ๆ กัน
  • 39. องค์ประกอบสำาคัญของงานจิตรกรรม องค์ประกอบสำาคัญของงานจิตรกรรม คือ 1. ผู้สร้างงาน หรือ ผู้วาด เรียกว่า จิตรกร 2. วัสดุ ที่ใช้รองรับการวาด เช่น กระดาษ ผ้า ผนัง ฯลฯ 3. ส่ี เป็นสิงที่แสดงออกถึงเนือหา เรื่อง ่ ้ ราวเกี่ยวกับผลงาน
  • 40. งานจิตรกรรม แบ่งออกได้ 2ชนิด คือ 1. การวาดเส้น (Drawing) เป็นการวาดภาพโดยใช้ปากกา หรือ ดินสอ ขีดเขียน ลงไป บนพิ้นผิววัสดุรองรับเพื่อให้เกิดภาพ การวาดเส้น คือ การขีดเขียนให้เป็นเส้นไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็ก หรือ เส้นใหญ่ ๆ มักมีสีเดียว แต่การวาดเส้นไม่ได้จำากัดที่จะ ต้องมีสีเดียว อาจมีสีหลาย ๆ สีก็ได้ การวาดเส้น จัด เป็นพื้นฐานที่สำาคัญของงานศิลปะแทบทุกชนิด อย่าง น้อย ผูฝึกฝนงานศิลปะควรได้มีการฝึกฝนงานวาดเส้น ้ ให้เชียวชาญเสียก่อน ก่อนที่จะไปทำางานด้านอืน ๆ ต่อ ่ ่ ไป
  • 41. ภาพเรือนราษฎรสามัญ เรือนคหบดีและเรือนหลPicasso
  • 42.  2. การระบายสี (Painting) เป็นการวาดภาพโดยการ ใช้พู่กัน หรือแปรง หรือ วัสดุอย่างอื่น มาระบาย ให้เกิดเป็นภาพ การ ระบายสี ต้องใช้ทักษะ การควบคุมสี และเครื่อง มือมากกว่าการวาด เส้น ผลงานการระบายสีจะ สวยงาม เหมือนจริง และ สมบูรณ์แบบมากกว่าการ
  • 43. ลักษณะของภาพ• ภาพหุ่นนิ่งรกรรม จิต (Sill life) เป็นภาพ วาดเกี่ยวกับสิงของเครื่องใช้ หรือ ่ วัสดุต่าง ๆ ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เช่น ภาพดอกไม้ ในแจกัน ภาพของต่างๆที่จัดรวมกัน
  • 44. 2.ภาพคนเต็มตัว (Figure) เป็นภาพที่ แสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ของมนุษย์เต็มตัว โดย อาจไม่เน้นแสดงความ เหมือนของใบหน้า
  • 45. 3.ภาพคนเหมือน (Potrait) เป็นภาพที่แสดงความเหมือนของใบหน้าของคน ๆ ใดคนหนึงและ แสดงภาพคน ่เพียงครึ่งตัว
  • 46. 4.ภาพเปลือย (Nude) ภาพคนที่ไม่มี อะไรปกปิดร่างกาย
  • 47. 5. ภาพทิวทัศน์ (Landscape) เป็นภาพที่แสดงความงาม หรือความประทับใจในความงาม ของ ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม ของศิลปินผู้วาด ภาพทิวทัศน์ยังแบ่งเป็นลักษณะต่าง ๆ ได้อีก คือ……
  • 48. - ภาพทิวทัศน์ผืนนำ้า หรือ ทะเล(Seascape ) ที่เป็นการเจาะจง ถ่ายทอดผลงาน เมือได้พบเห็นจากธรรมชาติ ่
  • 49. - ภาพทิวทัศน์พื้นดิน (Landscape) เป็นงานที่แสดงเกียวกับบรรยากาศภูมิประเทศส่วน ่ ที่เป็นภาคพื้นดิน เช่น ทุ่งนา ต้นไม้อาจมีพื้นนำ้าเป็น ส่วนประกอบ
  • 50. - ภาพประกอบเรือง (Illustration) เป็น ่ ภาพที่เขียนขึนเพื่อบอกเล่าเรื่องราว หรือถ่ายทอด ้ เหตุการณ์ ต่าง ๆ ให้ผู้อนได้รับรู้ โดยอาจเป็นทั้งภาพ ื่ ประกอบเรืองในหนังสือ พระคัมภีร์ หรือภาพเขียนบนฝา ่ ผนัง อาคาร สถาปัตยกรรมต่าง ๆ และ รวมถึงภาพ
  • 51. 2 ประติมากรรม(Sculpture)เกิดจากการปัน แกะสลัก ตี ้เคาะ หล่อ โดยมี ลักษณะเป็น 3 มิติ คือ กว้าง ยาวและลึก ที่สามารถสัมผัสได้จริง
  • 52. ประติมากรรม เขียนได้ 2 แบบ1.ประติมากรรม หมายถึง รูปปัน แกะสลัก ้ เช่น คน สัตว์ สิงของ ่2.ปฏิมากรรม หมายถึง รูปปัน แกะสลักอันเป็น ้ รูปเปรียบหรือรูปแทนตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้ หมายความว่าเป็นรูปจำาลองของคนจริงๆ เช่น พระพุทธปฏิมา หรือพระพุทธองค์
  • 53. ประติมากรรมแบ่งออก ดังนี้1. แบบลอยตัว ( round relief) เป็นรูเป็นรูปทรง ลอยตัว สามารถมองได้รอบด้าน
  • 54. 2.แบบนูนสูง (high relief) เป็นฐานอยู่ด้านหน้า เวลาแสดงต้องติดข้างฝาประติมากรรมนูนสูง ประดับฐานอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่กรุงเทพมหานคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓
  • 55. 3.แบบนูนตำ่า (base relief) เป็น ทรงที่ต้องดูได้ด้านหน้าเพียง ด้านเดียว โดยมีฐานอยู่ข้างหลัง เช่นเหรียญต่างๆ พระบรมรูปสมเด็จพระวสาอัยยิกาเจ้าประติมากรรมนูนตำ่า ที่ปราสาทหินนครวัด
  • 56. ต่ิมากรรมแบบห่้อยหร่ือแขวน คือ ประติมากรรมที่สร้าง ขึ้นด้วยการนำามาห้อย หรือแขวนตามแต่จะจัด สร้างขึ้น ด้วยการแขวน ที่ปลายคานลวดที่ทำา ด้วยลวด กิ่งไม้ ฯลฯ ห้อยซ้อนกันหลายๆ ชิน ้ หรือแขวนไว้โดยไม่มี คานทั้งนีต้องอาศัยความ ้ สมดุลของนำ้าหนักงาน
  • 57. 3.สถาปัตยกรรม (Architecture)
  • 58. สถาปัตยกรรมหล่ั ก(Architecture)ภูมิสถาปัตยกรรม(Landscape Architecture)ผังเมือง (Urban Planning)
  • 59. สถาปัตยกรรม (Architecture)
  • 60. ภูมิสถาปัตยกรรม(Landscape Architecture)
  • 61. ผังเมือง (Urban Planning)
  • 62. สถาปัตยกรรม คือ การกำาหนดบริเวณพืนที่ ้ ว่างเพือประโยชน์สอยเพื่อตอบสนองความต้องการ ่ ของมนุษย์และความสวยงาม เป็นผลงานศิลปะที่ แสดงออกด้วยการก่อสร้าง สิงก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวาง ่ ผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มี ขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำานวนมาก และเป็น งานศิลปะ ที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธี การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอย ตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์ใน สาขาต่างๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์
  • 63. จุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เพื่อประโยชน์ใช้สอย เพราะมนุษย์จะ ต้องเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่วางของ ่ สถาปัตยกรรม
  • 64. าปัตยกรรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภาปัตยกรรมเปิด (Opened Architectu าปัตยกรรมปิด (Closed Architecture
  • 65. 1.สถาปัตยกรรมเปิด (Opened Architecture) เป็นสิงก่อสร้างที่มนุษย์สามารถเข้าไปใช้ ่ ประโยชน์ได้ จึงต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อ ต่อการอาศัยของมนุษย์ ได้แก่ บ้านพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร เป็นต้น
  • 66. 2.สถาปัตยกรรมปิด (ClosedArchitecture)ได้แก่ สุสาน อนุสาวรีย์ เจดีย์สร้างขึ้นจากความเชื่อถือศรัทธาของสังคม
  • 67. 4 วรรณกรรม (Literature) บท ประพ่ันธ่์ บทกว่ีต่่างๆ ร่้อยแก่้ว ร่้อยกรอง นวน่ิยายต่่างๆ
  • 68. 5 ดุริยางคศิลป์และนาฏกรรม (Music & Drama) ʡس¡Ô¹¹Ã
  • 69. ภาพพิมพ์ (Printmarking) คือ ผลงานทัศนศิลป์แขนงหนึ่งที่สร้างขึ้นจากการทำาแม่พิมพ์ประเภท ต่างๆ ภาพพิมพ์แบ่งตามวิธีทำาแม่พิมพ์ได้ 4 ประเภท คือ ภาพพิมพ์นูน ภาพพิมพ์ร่องลึก ภาพิมพ์พื้นราบ ภาพพิมพ์ลายฉลุ
  • 70. ผลงานภาพพิมพ์ชื่อ Desire 11/1999
  • 71. ผลงานภาพพิมพ์ ชือภาพพิมพ์ครั้งเดียว (Mono Print) ่ผลงานของนางสาวมาลินี บุญมาเลิศ นิสิตชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัย มหาสารคาม พ.ศ.2544
  • 72. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Arts) ประยุกต์ศ่ิลป่์ (Applied Arts) หมายถึง ศิลปะ สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นสำาคัญ โดย คำานึงถึงความงามหรือสุนทรียศาสตร์ แบ่งออกเป็นประเภทดังนี้ งานออกแบบภาชนะ เครื่องใช้ประจำาวัน งานออกแบบฉากละคร งานออกแบบเครื่องแต่ง กาย งานออกแบบภายใน งานอุตสาหกรรมศิลป์ ตลอดจนงานนิเทศศิลป์ ซึ่งจะแยกออกแบบภาพ โฆษณา การ์ตูน
  • 73. มัณฑนศิลป์ (DECORATIONART) เป็นการออกแบบภายในและภายนอกอาคาร การออกแบบเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย เพ่ื่่อผลทางสุ่นทร่ียภาพด่ึงดู่ดความ สนใจ และให่้ความสะดวกสบาย
  • 74. ่ั จจุ่ บ่ั นท่ี ่ ่ ม่ี ล่ั กษณะการใช่้ งานท่ี ่ ่ ได่้ ม่ี การป
  • 75. งานออกแบบตกแต่่งภายใน ล่ักษณะงานประยุ่กต่์ศ่ิลป่์
  • 76. ช่ี ว่ิ ตส่ั งคมเม่ื องในป่ั จ
  • 77. พาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art)เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการค้า ที่มงจำาหน่ายสินค้า ุ่ โฆษณาการจัดแสดงตู้โชว์สินค้า(Window Display) ภาพโฆษณา ภาพการ์ตน การตกแต่งหน้าร้าน และ ู การถ่ายรูป
  • 78. การตกแต่่ งหน่้ าร่้ านขาย ส่ิ นค่้ าภายในห่้ างสรรพ ส่ิ นค่้ า
  • 79. การจ่ั ดตู่ ่ ้ โชว่์ หน่้ า
  • 80. การจ่ัดตู่่้แสดงส่ินค่้า Window Disp
  • 81. อุตสาหกรรมศิลป์(INDUSTRIAL ART)เป็นการผลิตงานออกแบบมาเพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคมีการสร้างสรรค์งานด้วยมือและเครื่องจักร
  • 82. ศิลปะหัตถกรรม (ART &CRAFTS) เป็นศิลปะที่ทำาขึ้นด้วยมือ มุ่งความงาม ความ ประณีตและประโยชน์ใช้ สอย เป็นลักษณะของงานฝีมือ
  • 83. ่ นๆ เช่่ น บรรจุ่ ภ่ั ณฑ่์ ใส่่ ส่ิ นค
  • 84. กแบบเส่ื ่ ้ อผ่้ า Fashion
  • 85. งานออกแบบลายผ้า TEXTILE
  • 86. นออกแบบGRAPHIC่่ งพ่ิ มพ่์ ประเภพต่่ างๆ

×