ร<br />
จัดทำโดย<br />นายอดิศร  ข้องชัยภูมิ ชั้นม.๕/๓ เลขที่๑๑<br />นายจตุรงค์  เชิดพาณิชย์ ชั้นม.๕/๓  เลขที่๓<br />นายวินัย  สังฆ...
๑.สมัยอาณาจักรซูเมเรีย(๓๒๐๐-๒๓๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />ก่อนที่ชาวซูเมเรียจะตั้งหลักปักฐานในบริเวณแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสได...
รูปภาพแผนที่แสดงที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย<br />
สภาพภูมิประเทศของเมโสโปเตเมีย<br />โดยสภาพทั่วไปก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐานมากนักเพราะมีปริมาณน้ำฝนน้อย อากาศร้อน...
การประดิษฐ์ตัวอักษร<br />ชาวซูเมเรียประดิษฐ์อักษรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า อักษรคูนิฟอร์ม(cuneifrom)หรืออักษรรูปลิ่ม ซึ่งม...
การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม<br />อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่มในระยะแรกมีลักษณะอักษรภาพ โดยใช้ไม้แหลม(stylus)ทำจากต้นอ้อ กดเป็...
รูปภาพอักษรคูนิฟอร์ม<br />
ตำนาน”ซิกกูแรต”<br />ในสังคมของพวกซูเมเรีย ภัยจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ รวมทั้งการไร้ปราการธรรมชาติที่จะขวา...
ซิกกูแรตแห่งเมืองอูร์<br />
วรรณกรรมที่สำคัญ<br />วรรณกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของกิลกาเมซ ประมุขและวีรบุรุษแห่งอุรุก(Uruk)มีชีว...
ในต้นศตวรรษที่๒๔ก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรซูเมเรียำด้ถูกพระเจ้าซาร์กอนที่๑(sargon l, 2370-2315 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เผ่าซีไมต...
สมัยอาณาจักรบาบิโลนเก่า(๒๐๐๐-๖๐๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />หลังจากพวกซูเมเรียสิ้นอำนาจลงดินแดนเมโสโปเตเมียเข้าสู่ยุคแห่งการ...
แผนที่แสดงอาณาจักรบาบิโลนเก่า<br />
ผลงานที่สำคัญของบาบิโลน<br />ได้แก่ การประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยพระเจ้าฮัมมูราบี(๑๗๙๒-๑๗๔๕ปีก่อนคริสต์ศักราช)หลักการของกฎห...
เศรษฐกิจของบาบิโลน<br />อาณษจักรบาบิโลนเก่ายังมีลักษณะเป็น”รัฐสวัสดิการ”ที่รัฐดูแลพลเมืองอย่างใกล้ชิด เช่น ชดใช้ทรัพย์สินม...
สมัยจักรวรดิอัสซีเรีย(๑๓๐๐-๖๑๒ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />ก่อนคริสต์ศักราช พวกอัสซีเรียเข้ายึดครองดินแดนทั้งหมดของเมโสโปเตเมี...
สมัยอาณาจักรคาลเดียหรือบาบิโลนใหม่(๖๑๒-๕๓๙ปีก่อนคริสต์สักราช)<br />ใน๖๒๑ปีก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์ใหม่แห่งบาบิโลนหรือพวกคา...
ในปี๕๓๙ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรบาบิโลนใหม่ถูกกองทัพของพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียบุกเข้ายึดครองอาณาจักรบาบิโลนใหม่ถ...
แผนที่โลกของชาวบาบิโลน<br />
สมัยราชอาณาจักรขนาดเล็ก(๑๒๐๐-๗๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />นอกจากชนชาติต่างๆที่มีบทบาทต่อการสร้างอารยธรรมในตะวันออกกลางที่เ...
พวกฟินีเชีย<br />พวกฟินีเชียเป็นชื่อที่ชาวกรีกใช้เรียกพวกแคนาไนต์ ที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในซีเรีย(ปัจจุบัน...
พวกฮิบรูหรือยิว<br />พวกฮิบรูหรือยิวเป็นชนเผ่าเซเมติก เรื่องราวของพวกเขาปรากฏในพันธสัญญาเก่า ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จใ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

รายงาน

2,780 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
2,780
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
11
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

รายงาน

  1. 1. ร<br />
  2. 2. จัดทำโดย<br />นายอดิศร ข้องชัยภูมิ ชั้นม.๕/๓ เลขที่๑๑<br />นายจตุรงค์ เชิดพาณิชย์ ชั้นม.๕/๓ เลขที่๓<br />นายวินัย สังฆมณี ชั้นม.๕/๓<br />
  3. 3. ๑.สมัยอาณาจักรซูเมเรีย(๓๒๐๐-๒๓๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />ก่อนที่ชาวซูเมเรียจะตั้งหลักปักฐานในบริเวณแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสได้อาศัยอยู่ตามบริเวณเนินเขาและจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน รู้จักเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกตลอดจนประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา จนเกิดเป็น”การปฏิวัติเกษตรกรรม”ในเวลาไม่นานพวกซูเมเรียก็อพยพลงไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำและพัฒนาการเกษตรแบบชลประทานซึ่งให้ผลผลิตมากขึ้นเกิดการสร้างสังคมที่ซับซ้อนและสถาบันทางสังคมแบบใหม่ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีใหม่กับสถาบันใหม่ๆ ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์เชิงลูกโซ่และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆจนเกิดเป็นอารยธรรม<br />
  4. 4. รูปภาพแผนที่แสดงที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย<br />
  5. 5. สภาพภูมิประเทศของเมโสโปเตเมีย<br />โดยสภาพทั่วไปก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐานมากนักเพราะมีปริมาณน้ำฝนน้อย อากาศร้อนจัด ขาดหินที่เป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญ และบ่อยครั้งอาจได้รับภัยจากน้ำท่วมที่เกิดจากภาวะฝนตกหนักในตอนเหนือและการละลายของหิมะในบริเวณเทือกเขาซากรอสและเทือกเขาเซารัสซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทุกปีในขณะเดียวกันธรรมชาติ ณ บริเวณดังกล่าวแต่โบราณก็มีสิ่งทดแทน ได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของผลอินทผลัมที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารต่างๆมากมาย หนองบึงก็มีต้นกกที่เป็นแหล่งที่อยู่ของปลา อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำฝนก็ยังไม่เพียงพอสำหรับทำเกษตรกรรม<br />
  6. 6. การประดิษฐ์ตัวอักษร<br />ชาวซูเมเรียประดิษฐ์อักษรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า อักษรคูนิฟอร์ม(cuneifrom)หรืออักษรรูปลิ่ม ซึ่งมาจากคำว่า”cuneus”แปลว่า ลิ่ม และ”fromus”แปลว่า รูป<br />
  7. 7. การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม<br />อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่มในระยะแรกมีลักษณะอักษรภาพ โดยใช้ไม้แหลม(stylus)ทำจากต้นอ้อ กดเป็นรูปภาพง่ายๆลงบนดินเหนียวและนำไปตากแห้งหรืออบด้วยความร้อน ต่อมามีการเพิ่มสัญลักษณ์เรขาคณิตตัวเขียนของซูเมเรียเป็นท่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชนชาติอื่นๆในตะวันออกใกล้ด้วย ได้แก่ บาบิโลน อัสซีเรีย ฮิตไตด์ และเปอร์เซีย นอกจากประโยชน์ในการทำบัญชีแล้ว อักษรลิ่มยังถูกนำไปใช้ในการบันทึกบทบัญญัติทางศาสนาและงานวรรณกรรมที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจของพระเจ้าที่อาจดลบันดาลให้เกิดภัยภิบัติทางธรรมชาติแก่มนุษย์ได้<br />
  8. 8. รูปภาพอักษรคูนิฟอร์ม<br />
  9. 9. ตำนาน”ซิกกูแรต”<br />ในสังคมของพวกซูเมเรีย ภัยจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ รวมทั้งการไร้ปราการธรรมชาติที่จะขวางกั้นศัตรูได้สร้างความรู้สึกสิ้นหวังให้แก่พวกเขาและยอมตกอยู่ในอำนาจลี้ลับของพระเจ้า พวกซูเมเรียมองมนุษย์ว่าเกิดมาเพื่อรับใช้พระเจ้าเท่านั้น และไม่ว่ามนุษย์จะกระทำการใดๆก็ไม่อาจทำให้พวกเขาเป็นมากกว่าลม คือ ไม่มีตัวตน ดังนั้นพวกซูเมเรียจึงทุ่มเทให้กับการสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับภูเขาซึ่งเป็นสิ่งที่ขนาดสูงใหญ่ที่สุดตามธรรมชาติเรียกว่า “ซิกกูแรต”(ziggurat)เพื่อเป็นเทวสถานในการบูชาพระเจ้าหรือเทพประจำเมืองเพื่อไม่ให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองและลงทัณฑ์มนุษย์ด้วยภัยต่างๆ รวมทั้งเป็นที่สอนหนังสือให้แก่นักบวชรุ่นเยาว์ เพื่อให้มีความรู้ต่างๆและให้อ่านออกเขียนได้<br />
  10. 10. ซิกกูแรตแห่งเมืองอูร์<br />
  11. 11. วรรณกรรมที่สำคัญ<br />วรรณกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของกิลกาเมซ ประมุขและวีรบุรุษแห่งอุรุก(Uruk)มีชีวิตอยู่ในราว๒๗๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งต่อมาตกทอดไปยังพวกบาบิโลนและเป็นที่นิยมแพร่หลายในชื่อ มหากาพย์กิลกาเมช มรดกทางวัฒธรรมสำคัญอีกประการหนึ่งของพวกซูเมเรีย คือการประดิษฐ์จานหมุนเพื่อใช้ในการปั้นภาชนะดินเผาในราว๓๕๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช ถือว่าเป็นมรดกชิ้นแรกของโลก นอกจากนี้พวกเขายังสร้างวงล้อที่ประกอบติดกับเพลาใช้กับเกวียนและรถศึก ซึ่งเปิดโอกาสให้นักรบบนรถศึกสามารถใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกซูเมเรียยังมีความสามารถเชิงคณิตศาสตร์ รู้จักนำระบบฐานเลข ๖๐ ในการแบ่งเวลาและมุม การคำนวณพื้นที่วงกลม การหาระยะทาง การคำนวณ การคิดมาตราชั่ง เป็นต้น นอกจากนี้พวกเขายังสนใจศึกษาและจดบันทึกการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ โดยเชื่อว่าการโคจรดังกล่าวเกิดจากการกระทำของพระเจ้าและมีอิทธิพลต่อมนุษย์<br />
  12. 12. ในต้นศตวรรษที่๒๔ก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรซูเมเรียำด้ถูกพระเจ้าซาร์กอนที่๑(sargon l, 2370-2315 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เผ่าซีไมต์(semite)แห่งราชอาณาจักรอัคคาเดียน(akkadian)ทางตอนเหนือเข้ารุกรานและยึดครองได้ อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมของซูเมเรียมิได้ถูกทำลายแต่ได้รับการสืบทอด ราชวงศ์อัคคัดก็มีอำนาจอยู่เพียงสั้นๆพวกซูเมเรียจากเมืองอูร์(ur)สามารถฟื้นฟูอำนาจได้แต่ต่อมาได้ถูกชนเผ่าอีลาไมต์(Elamite)จากดินแดนที่เป็นที่ตั้งของประเทศอิหร่านในปัจจุบันบุกเข้าทำลายเมืองหลังจากนั้นพวกซูเมเรียได้สูญสิ้นอำนาจทางการเมืองอย่างถาวรแต่วัฒนธรรมก็ยังคงได้รับการสืบทอดตอๆกันมา<br />
  13. 13. สมัยอาณาจักรบาบิโลนเก่า(๒๐๐๐-๖๐๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />หลังจากพวกซูเมเรียสิ้นอำนาจลงดินแดนเมโสโปเตเมียเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านความรุ่งเรืองตอนใต้ย้ายไปยังอัคคัดซึ่งอยู่ตอนเหนือโดยมีชนเผ่าอะมอไรต์(Amorite)เป็นผู้นำ<br />พวกอะมอไรต์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอัคคัดเมื่อราว๒๐๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช และอีกสองศตวรรษครึ่งต่อมาก็สามารถพิชิตดินแดนทั้งหมดของพวกซูเมเรียพวกอะมอไรต์มีศูนย์อำนาจการปกครองอยู่ที่กรุงบาบิโลน จึงถูกเรียกว่า”พวกบาบิโลน”และใช้ภาษาในตระกูลเซมิติก<br />
  14. 14. แผนที่แสดงอาณาจักรบาบิโลนเก่า<br />
  15. 15. ผลงานที่สำคัญของบาบิโลน<br />ได้แก่ การประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยพระเจ้าฮัมมูราบี(๑๗๙๒-๑๗๔๕ปีก่อนคริสต์ศักราช)หลักการของกฎหมายมีรากฐานมาจากของพวกซูเมเรีย แต่ได้จัดเป็นระบบ เป็นการสร้างความยุติธรรมให้แก่สังคมกฏหมายฮัมมูราบีจารึกในศิลาสีดำทรงกระบอกสูง๒.๔๐ เมตรบนยอดหัวเสาร์สลักรูปเทพเจ้ามาร์ดุก(marduk)กำลังประทานกฎหมายให้แก่พระเจ้าฮัมมูราบีประมวลกฎหมายมีจำนวน ๓๐ แถว รวมกัน ๓๐๐ มาตรา<br />
  16. 16. เศรษฐกิจของบาบิโลน<br />อาณษจักรบาบิโลนเก่ายังมีลักษณะเป็น”รัฐสวัสดิการ”ที่รัฐดูแลพลเมืองอย่างใกล้ชิด เช่น ชดใช้ทรัพย์สินมห้แก่เจ้าทรัพย์หากจับคนร้ายไม่ได้ ควบคุมเศรษฐกิจมิให้พ่อค้าเอาเปรียบประชาชน กำหนดราคาสินค้าและค่าพยาบาล รวมทั้งค่าก่อสร้าง ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ๒๐ส่วนลูกหนี้ที่ไม่มีเงินจ่ายคืนมีโทษเป็นทาสไม่เกินสามปี ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าแนวคิดที่จะทำให้ความยุติธรรมแก่ผู้คนในสังคมในกฏหมายฮัมมูราบีได้เป็นรากฐานของเจตนารมณ์ของกฏหมายในประเทศตางๆในปัจจุบัน และมาตราโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับครอบครัวก็เป็นที่มาของกฏหมายอิสลามที่ใช้กันอย่างกว้างขวางด้วย<br />
  17. 17. สมัยจักรวรดิอัสซีเรีย(๑๓๐๐-๖๑๒ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />ก่อนคริสต์ศักราช พวกอัสซีเรียเข้ายึดครองดินแดนทั้งหมดของเมโสโปเตเมียรวมทั้งอียิปต์ตอนเหนือ ทำให้อัสซีเรียกลายเป็นเจ้าแห่งดินแดนวงพระจันทร์เสี้ยวไพบูลย์(fertile crescent)ที่ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียจนถึงริมฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอียิปต์ มีศูนย์กลางปกครอง ณ เมืองนิเนเวห์ พวกเขามีความเชื่อว่ากษัตริย์ของตนป็นสมมติเทพหรือผู้แทนของพระเจ้า จึงนิยมสร้างวังแทนวัดเพื่อเป็นที่ประทับศูนย์กลางของการปกครอง ภายในวังตกแต่งด้วยภาพประติมากรรมนูนต่ำที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูกษัตริย์ในฐานะนักรบและนักล่า<br />ศิลปวัฒนธรรมของอัสซีเรียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อในสมัยพระเจ้าออัสซูร์บานิปาล(๖๖๘-๖๒๙ปีก่อนคริสต์ศักราช)พระองค์สะสมผลงานเขียนอักษรลิ่มซึ่งเป็นมรดกจากซูเมอร์และบาบิโลนเก่าเป็นจำนวนถึง๒๒๐๐๐แผ่นไว้ในราชวัง รวมทั้งเรื่องมหากาพย์กิลกาเมชด้วย<br />
  18. 18. สมัยอาณาจักรคาลเดียหรือบาบิโลนใหม่(๖๑๒-๕๓๙ปีก่อนคริสต์สักราช)<br />ใน๖๒๑ปีก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์ใหม่แห่งบาบิโลนหรือพวกคาลเดียน(Chaldean)ร่วมมือกับศัตรูทางตะวันออกโจมตีและทำลายเมืองนิเนเวห์และยึดครอง โดยตั้งอาณาจักรบาบิโลนใหม่ซึ่งมีอายุยาวนานถึง๕๓๙ปีก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์องค์สำคัญได้แก่ พระจานบูคัดเนซซาร์ สามารถพิชิตกรุงเยรูซาเล็มและกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังบาบิโลนใหม่ มีการก่อสร้างและขยายเมืองบาบิโลนจนใหญ่โตและมีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบส่วนพระราชวังก็สร้างหลายชั้น แต่ละชั้นจะมีระเบียงซึ่งปลูกต้นเฟิร์นและต้นไม้นานาพันธุ์เป็นเสมือนสวนบนหลังคาและเขียวขจีตลอดทั้งปีจนได้ชื่อว่า “สวนลอยแห่งบาบิโลน” ทำให้ชาวกรีกยกย่องสวนลอยแห่งบาบิโลนว่าเป็น๑ใน๗สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคหิน<br />
  19. 19. ในปี๕๓๙ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรบาบิโลนใหม่ถูกกองทัพของพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียบุกเข้ายึดครองอาณาจักรบาบิโลนใหม่ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เรื่องอำนาจ นับเป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ของดินแดนเมโสโปเตเมียในยุคโบราณ<br />
  20. 20. แผนที่โลกของชาวบาบิโลน<br />
  21. 21. สมัยราชอาณาจักรขนาดเล็ก(๑๒๐๐-๗๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)<br />นอกจากชนชาติต่างๆที่มีบทบาทต่อการสร้างอารยธรรมในตะวันออกกลางที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีชนชาติอื่นๆในตะวันออกใกล้อีกหลายชนชาติ<br />ได้แก่ พวกฟินีเชีย<br />และฮิบรู<br />
  22. 22. พวกฟินีเชีย<br />พวกฟินีเชียเป็นชื่อที่ชาวกรีกใช้เรียกพวกแคนาไนต์ ที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในซีเรีย(ปัจจุบันคือ เลบานอน)ชาวฟินีเชียมีความสามารถทางด้านการค้า สร้างเรือเดินสมุทรและจัดตั้งอาณานิคมหรือเมืองลูกก่อนชาวกรีกตั้งแต่ศตวรรษที่๑๑ก่อนคริสต์ศักราช พวกเขาเดินเรือไปถึงเกาะอังกฤษเพื่อซื้อดีบุก แร่เงินและทองแดงที่สเปน สร้างอาณาจักรคาร์เทจทางตอนเหนือของแอฟริกาและอาณาจักรในเกาะซิซิลีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ พวกเขายังมีความสามารถในการทำเครื่องเรือน เครื่องแก้ว เครื่องโลหะและเครื่องประดับ และรู้จักย้อมผ้าโดยใช้สีจากเปลือกหอย<br />อย่างไรก็ดี พวกฟินีเชียไม่ใช่นักสร้างสรรค์ ไม่มีผลงานทางวรรณกรรมหรืองานศิลปะที่สำคัญ มรดกที่สำคัญ<br />
  23. 23. พวกฮิบรูหรือยิว<br />พวกฮิบรูหรือยิวเป็นชนเผ่าเซเมติก เรื่องราวของพวกเขาปรากฏในพันธสัญญาเก่า ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จในการสร้างราชอาณาจักรและขยายเป็นจักรวรรดิอิสราเอล แต่ไม่สามารถผดุงรักษาไว้ได้ในสมัยอาณาจักรบาบิโลนใหม่ พวกยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นทาส ต่อมาตกเป็นตกอยู่ใต้การปกครองของเปอร์เซีย กรีกและโรมัน ในค.ศ.๗๐พวกฮิบรูได้ก่อกบฏต่อจักรวรรดิโรมันและถูกทัพโรมันปราบปรามจนกลายเป็นชนเผ่าเร่ร่อน และต้องอยู่อย่างกระจัดกระจายในดินแดนต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป พวกเขาจึงแสวงหาดินแดนแห่งคำสัญญา<br />มรดกสำคัญที่ชาวฮิบรูทิ้งไว้ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว ได้แก่พระยะเวห์หรือพระยะโฮวา หรือพระเป็นเจ้าในคริสต์ศาสนา<br />

×