• Save
จ.นครพนม
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

จ.นครพนม

on

  • 1,153 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,153
Views on SlideShare
1,138
Embed Views
15

Actions

Likes
1
Downloads
0
Comments
0

1 Embed 15

http://tingpn.wordpress.com 15

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

จ.นครพนม Presentation Transcript

  • 1. จังหวัดนครพนม
  • 2. ตราประจำจังหวัดนครพนม
  • 3. คำขวัญประจำจังหวัด
    • พระธาตุพนมค่าล้ำ   วัฒนธรรมหลากหลาย   เรณูผู้ไท   เรือไฟโสภา   งามตาฝั่งโขง
  • 4. ประวัติจังหวัดนครพนม
      • จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในดินแดนที่ราบสูง อดีตเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์อันรุ่งเรือง แรกทีเดียวตัวเมืองตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย ของลำน้ำโขง ( ฝั่งลาว ) บริเวณทางใต้ปากเซบั้งไฟ ตรงข้ามกับอำเภอพระธาตุพนมในปัจจุบัน ตามอุรังคนิทานหรือตำนานพระธาตุพนม ( พิสดาร ) ของพระธรรมราชานุวัตรอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ได้เรียบเรียงไว้ตอนหนึ่งว่า สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ที่แคว้นศรีโคตรบูรณ์ มีพุทธทำนายว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วเมืองศรีโคตรบูรณ์จักย้ายไปตั้งที่ “ ป่าไม้รวก ” มีนามว่า “ เมืองมรุกขนคร ” ซึ่งสันนิษฐานกันว่าหมายถึง เมืองที่อยู่ในดงไม้รวก ตามสภาพภูมิประเทศที่สร้างบ้านแปงเมืองนั้นเองประมาณ พ . ศ . 500
  • 5.
    • สมัยพญาสุมิตรธรรม ผู้ครองเมืองมรุกขนคร เป็นกษัตริย์ผู้มีจิตศัรทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มีการบูรณะพระธาตุพนมขึ้นเป็นครั้งแรก โดยก่อพระลานอูบมุง ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 แล้วสร้างกำแพงล้อมรอบมีงานฉลองสมโภชอย่างมโหฬาร ซึ่งพระอุรังคธาตุได้แสดงปาฎิหารย์อัศจรรย์ยิ่ง ทำให้พญาสุมิตรธรรมบังเกิดความปิติโสมนัสมาก นอกจากถวายทรัพย์สินมีค่ามากมายเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังมอบหมายให้หมู่บ้านทั้ง 7 แห่งในเขตแดนนั้น เป็นผู้ดูแลรักษาองค์พระธาตุ
  • 6.
    • หลังจากพญาสุมิตรธรรม มีผู้ครองนครต่อมาอีก 2 พระองค์ ก็เกิดเหตุอาเพศแก่อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ จนกลายเป็นเมืองร้าง กระทั่งถึง พ . ศ . 1800 เจ้าศรีโคตรบูรณ์ได้สร้างเมืองมรุกขนครขึ้นใหม่ใต้เมืองท่าแขกบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ใน พ . ศ . 2057 สมัยพระเจ้านครหลวงพิชิตทศพิศราชธานีศรีโคตรบูรณ์ได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่กลายเป็น เมืองศรีโคตรบรูณ์ ตรงตามชื่ออาณาจักรเดิม ในสมัยนี้ยังมีการบูรณปฎิสังขรณ์พระธาตุพนมเรื่อยมาจนถึง พ . ศ . 2280 พระธรรมราชาเจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์องค์สุดท้าย ได้ย้ายเมืองมาตั้งบนฝั่งขวา ( ฝั่งไทย ) เยื้องเมืองเก่าไปทางเหนือแล้วขนานนามเมืองใหม่ว่า เมืองนคร จากนั้นมีการโยกย้ายชุมชนเมืองอีกหลายครั้ง
  • 7.
    • ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีการย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านหนองจันทร์ ห่างขึ้นไปทางเหนือ 52 กิโลเมตร ในปี พ . ศ . 2333 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองนครก็ได้ขอขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร โดยพระองค์ทรงพระราชทานนามใหม่ขึ้นว่า นครพนม
  • 8.
    • ชื่อนครพนมนั้น มีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่า เมืองนครเคยเป็นเมืองลูกหลวงมาก่อน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงได้ใช้ชื่อว่า นคร ส่วนคำว่า พนม ก็มาจากพระธาตุพนม ปูชนียสถานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ เดิมเมืองมรุกขนครตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในบริเวณที่มีภูเขาสลับซับซ้อน จึงนำคำว่า พนม ซึ่งแปลว่าภูเขามาใช้ นครพนม จึงหมายความถึง เมืองแห่งภูเขา
  • 9.
    • ราชอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์
    ถิ่นฐาน ราชอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ก่อตั้งขึ้นตรงดินแดน ๒ ฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่            - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณจักรสยาม โดยเริ่มตั้งแต่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเพชรบูรณ์ และพื้นที่ใกล้เคียง            - ภาคตะวันตกกับภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเริ่มตั้งแต่นครจำปาศักศิ์ ไปจรดกรุงเวียงจันทน์
  • 10. การปกครอง ระบบราชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมืองหลวง สันนิษฐานว่า เดิมทีเมืองหลวง คือ เมืองนครพนม ( จังหวัดนครพนม ) แต่ภายหลังได้สร้างเมืองหลวงใหม่ มีนามว่า “ มรุกขนคร ” ตั้งอยู่บริเวณเมืองท่าแขก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • 11. วัฒนธรรม
    •             สันนิษฐานว่า ประชาชนของราชอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมาก โดยเห็นได้จากการก่อสร้างศาสนสถาน ศาสนวัตถุ อาทิเช่น
    • วัดพระธาตุวรมหาวิหาร พร้อมทั้งมีประเพณีเกี่ยวเนื่องกับศาสนา การเกษตร
  • 12. วิธีชีวิต
    • ประชาชนดำรงชีพด้วยการเกษตร แต่มีการค้าขายบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยอาศัยการคมนาคมทางน้ำ แต่ที่ราบที่ดอน ใช้เกวียน
  • 13. พระธาตุพนม  
  • 14.
      • องค์พระธาตุพนม   เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนหรือเมืองที่มีชื่อปรากฏในตำนานอุรังคธาตุว่าศรีโคตรบูร เรื่องราวขององค์พระธาตุพนมและเมืองศรีโคตรบูร ได้สะท้อนถึงภาพของชุมชนและบ้านเมืองในแถบนี้ว่า ต่างมีเจ้าเมืองปกครองเป็นอิสระ ลักษณะเป็นบ้านเล็กเมืองน้อยกระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มที่อยู่ในท้องถิ่นใกล้ องค์พระธาตุพนมได้แก่ เมืองศรีโคตรบูร เมืองหนองหารหลวง เมืองหนองหารน้อย เมืองสาเกตุหรือร้อยเอ็ดประตู เมืองพาน กลุ่มที่ห่างไกลองค์พระธาตุพนม ได้แก่ เมืองอินทปัฐนคร ( กัมพูชา ) และเมืองจุลณี ( เวียดนาม ) เมื่อระบบความเชื่อทางศาสนาได้แพร่เข้ามาจึงเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมขึ้นระหว่างกลุ่มชน โดยสอดแทรกผสมกับรูปแบบศิลปกรรมท้องถิ่น  
  • 15.
    •   โดยรอบองค์พระธาตุพนมเป็นชุมชนที่นับถือพุทธศาสนา
    • ที่ปรากฏหลักฐานจนถึงปัจจุบัน คือที่บ้านโปร่ง บ้านทู้ ซึ่งอยู่ห่างจากองค์พระธาตุพนมลงมาทางทิศใต้ มีใบเสมาเป็นหลักฐานสำคัญที่คงเหลือถึงปัจจุบัน ใบเสมาจำนวนหนึ่งมีลวดลายสลักเป็นรูปสถูป เช่นเดียวกับที่พบในเขตลุ่มน้ำมูล - ชี ส่วนด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุพนม ที่บ้านหลักศิลาก็พบใบเสมา หินทรายมีลายสลักรูปสถูป บริเวณกึ่งกลางใบ รูปลักษณะเช่นเดียวกับใบเสมาที่พบในภาคอีสาน
  • 16.
    • สรุปได้ว่าหลักฐานสมัยทวารวดี ที่ปรากฏในเขตจังหวัดนครพนม จะพบบริเวณ 2 ฟากของลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ชุมชนในระยะก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่โดยรอบ ได้เคลื่อนย้ายมายังศูนย์กลางชุมชนแห่งใหม่ โดยผ่านมาทางลำน้ำก่ำซึ่งมีต้นกำเนิดจากหนองหารมาสู่บริเวณที่ตั้งขององค์พระธาตุพนม ผ่านอำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม ชุมชนที่ตั้งอยู่ในเส้นทางนี้ มีวัตถุเคารพเป็นใบเสมาเช่นกัน
  • 17. วัฒนธรรมล้านช้าง
      • วัฒนธรรมล้านช้าง ( ราวพุทธศตวรรษที่ 20-24) ชุมชนต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงเรียงรายขึ้นไปในลำน้ำโขงและมีชื่อเมืองโคตรบูรณ์อยู่ด้วย ตามตำนานยังได้กล่าวถึงอาณาเขตของ ศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า มีอาณาเขต ตั้งแต่ยางสามต้น อ้นสามขวย ( ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ) หลวยใส่ ภูทอก ตอกใส่ภูเขียว ( เขตจังหวัดมุกดาหาร และเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ) เหลียวใส่ภูผาเม็ด ( เขตจังหวัดสกลนคร ) เบ็ดใส่วังหลง วงใส่วังแมงก่าเบื้อ ( ผีเสื้อ ) ลีเลือใส่อวนตาล พานใส่ กวนตอ ( อ้อมไปทางฝั่งลาว ) งอใส่กวนเหมือด เหลือดใส่กวนพาน สักขยานใส่วังทะฮาน
  • 18.
    • ในสมัยพระเจ้าสามแสนไทยซึ่งเป็นราชโอรสของพระเจ้าฟ้างุ้มกษัตริย์ล้านช้าง ( พ . ศ . 1916-1959) ได้พยายามขยายอาณาเขตและอิทธิพลลงมาทางใต้อีก จึงได้ส่งราชบุตร ชื่อเจ้าลือไชยลงมาครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิชัยแผ่นแผ้วกษัตริย์ ล้านช้าง ( พ . ศ . 1999-2021) ได้ส่งราชโอรสชื่อท้าวหมื่นหลวง ไปครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ และได้สร้างพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างไว้ในพระอุโบสถวัดพระธาตุพนม โดยมีจารึกไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปว่าได้สร้างในปีศักราช 865 ( พ . ศ . 2046) 
  • 19. วัฒนธรรม
    •   ในระยะนี้องค์พระธาตุพนมพนมยังคงเป็นที่เคารพสักการะของชุมชน 2 ฝั่งแม่น้ำโขง และได้รับการดูแลเรื่อยมา จากบันทึกของ เดอลาปอกต์และฟรองซิสกากนิเย่ ( ทองสมุทรโดเร ลามหมาย เปรมจิตต์ แปล : 2539) กล่าวว่า ธาตุพนมเป็นหมู่บ้านสำคัญริมฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีบ้านร้อยกว่าหลังคา มีตลาดซื้อขายทาส ขายควาย พระพิทักษ์เจดีย์เป็นหัวหน้า ขึ้นตรงกับเจ้าเมืองละคอน หลวงภูษารัตน์ ปลัดกลางขึ้นกับเจ้าเมืองบางมุกซึ่งเป็นขุนนางสยามขึ้นตรงต่อมณฑลอุดร หมู่บ้านโดยรอบซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาพระธาตุพนม คือ หมู่บ้านหนองปิง บ้านดงภู บ้านปากคำ บ้านหัวดอน
  • 20.
    • คนที่มีหน้าที่ดูแลรักษาวิหารวัดพระธาตุพนมนั้นมีประมาณ 2,000 คน ทำกิจวัตรตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินสยาม และต่อมาไม่ได้เสียค่าภาษีอากร ชาย 5 คนมีหน้าที่เฝ้าดูแลวิหารประมาณ 5 วัน เพื่อซ่อมแซมสิ่งที่ทรุดโทรมและสักการบูชาพระธาตุทุกวัน ด้วยน้ำและข้าวปลาอาหาร เหมือนกับการบวงสรวงเทวาอารักษ์ คณะมโหรีสยามได้บรรเลงเพลงให้เป็นเกียรติแก่พระธาตุทุกวัน พิธีไหว้พระธาตุมีขบวนฆ้องนำหน้าวางดอกไม้ธูปเทียนบูชาทั้ง 4 ด้าน ภิกษุสวดมนต์ ถวายเครื่องไทยทานซึ่งประกอบด้วยมะพร้าว กล้วยอ้อย น้ำผึ้ง ฝ้ายเส้น หมาก และพลู
  • 21. สมัยรัตนโกสินทร์
    • ครั้น พุทธศักราช สภาพเศรษฐกิจและสังคมของนครพนม ในระยะนี้ค่อนข้างจะเฟื่องฟูทางตอนบนราบลุ่มแม่น้ำสงครามนั้นได้ผลิตเครื่องปั้นดินเผากันอย่างกว้างขวาง พบแหล่งเตาเผากระจายอยู่ตามริมฝั่งลำน้ำสงคราม ตั้งแต่บ้านหาดแพงอำเภอศรีสงคราม ผ่านบ้านนาทม อำเภอนาทม ขึ้นไปจนเกือบถึงปากน้ำห้วยชางในเขตอำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย รวมระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร
  • 22.
    • เตาเผาที่ผลิตขึ้นนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเตาขุดหรือเตาอุโมงค์ ปากเตาหันลงสู่แม่น้ำเนินดินที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แล้วขุดเจาะเป็นรูปเตาเข้าไปหรืออาจจะฉาบดินเหนียว รูปแบบของเตาเป็นเตาทรงประทุนปล่องไฟรูปสี่เหลี่ยมมน ( ขจีพันธ์ เครือวรรณ : 2537) ที่อำเภอนาทมมีกลุ่มเตาเผาโบราณจำนวน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเตาบ้านหนองอ้อ และกลุ่มเตาบุ่งอีซา ภาชนะที่ผลิตโดยมากจัดอยู่ในประเภทเนื้อแกร่ง ผิวสีเทา สีคล้ำ ไม่เคลือบผิว และเคลือบสีน้ำตาล
  • 23. สมัยรัตนโกสินทร์ ( พระบรมราชาเอวก่าน )
    • ในปี พ . ศ . 2281 พระบรมราชาเอวก่าน ( ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ) ได้ย้ายเมืองลงไปทางใต้ลำแม่น้ำโขงทางฝั่งซ้าย คือ บริเวณที่ประดิษฐานองค์พระธาตุพนมศรีโคตรบอง ( พระธาตุเมืองเก่า เมืองท่าแขก ส . ป . ป . ลาว ) เยื้องที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้ เพราะว่าที่ตั้งเมืองเดิมถูกน้ำเซาะตลิ่งโขงพังลงมากและให้เปลี่ยนนามเมืองจาก   เมืองศรีโคตรบูรณ์   เป็น   เมืองมรุกขนคร
  • 24.
    • พระบรมราชา ( เอวก่าน ) มีบุตรธิดารวม 2 คน คือ ท้าวกู่แก้ว และนางสุวรรณทอง เมื่อท้าวกู่แก้วอายุได้ 15 ปี พระบรมราชาได้นำท้าวกู่แก้วไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กเจ้าผู้ครอง นครจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นประเทศเอกราชแยกออกมาตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ไม่ยอมขึ้นกับราชอาณาจักรเวียงจันทน์  
  • 25. งานประเพณีไหลเรือไฟ
  • 26. งานประเพณีไหลเรือไฟ   
    •   กิจกรรม มหกรรม ไหลเรือไฟ   การลอยกระทงสาย งานพาแลง และมหรสพต่างๆ รำบูชาพระธาตุพนมของสาวงาม 7 เผ่า การแห่ขบวนปราสาทผึ้ง    เรือไฟบก แข่งขันเรือยาว พาข้าวแลง ชมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิด
  • 27. ความเป็นมาของประเพณีไหลเรือไฟ
    •   ไหลเรือไฟเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวอีสานสืบทอดปฏิบัติในเทศกาลออกพรรษา   ทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ    ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ตามแม่น้ำลำคลอง จังหวัดที่มีการไหลเรือไฟปัจจุบันคือ   จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร   นครพนมหนองคาย เลย และอุบลราชธานี โดยเฉพาะชาวนครพนมนั้นถือเป็นประเพณีสำคัญมาก เมื่อใกล้จะออกพรรษาชาวบ้านจะแบ่งกันเป็น “ คุ้ม ” โดยยึดถือเอกชื่อวัดใกล้บ้านเป็นหลักในการตั้งชื่อคุ้ม
  • 28.
    • ชาวคุ้มวัดต่าง ๆ ก็จะจัดให้มีการแข่งเรือ ส่วงเฮือ แห่ปราสาทผึ้ง และการไหลเรือไฟเรือไฟ   หรือภาษาถิ่นเรียกกันว่า “ เฮือไฟ ” นี้เป็นเรือที่ทำด้วยต้นกล้วยท่อนกล้วยหรือไม้ไผ่ ต่อเป็นลำเรือยาวประมาณ 5 - 6 วา ข้างในบรรจุขนม ข้าวต้มผัดหรือสิ่งของที่ต้องการบริจาคทาน ข้างนอกเรือมีดอกไม้ ธูปเทียน ตะเกียง ขี้ไต้ สำหรับจุดให้สว่างไสวก่อนจะปล่อยเรือไฟ   ซึ่งเรียกว่า การไหลเรือไฟ หรือ ปล่อยเฮือไฟ
  • 29.
    • ชาวนครพนมได้ผสมผสานความเชื่อถือใน การไหลเรือไฟ ไว้ด้วยสาเหตุหลายอย่าง และเนื่องจากลักษณะทำเลภูมิประเทศแม่น้ำโขงหน้าเมืองนครพนมนั้นสวยงามมาก โดยเฉพาะในวันเพ็ญ เดือน 11  ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศเย็นสบาย ชาวนครพนมจึงได้ร่วมใจกันฟื้นฟูประเพณี ไหลเรือไฟ ให้เป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดเมื่อ พ . ศ . 2523 มีงานรวม 4 วัน ตั้งแต่วันขึ้น 12 -15 ค่ำ แต่วันที่สำคัญที่สุดคือ วันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11  มีการไหลเรือไฟลงสู่แม่น้ำโขงอย่างมโหฬาร
  • 30. พิธีและกิจกรรม
    • ก่อนถึงวันงาน ไหลเรือไฟ   ชาวคุ้มวัดจะช่วยกันประดิษฐ์ตกแต่งเรือไฟด้วยต้นกล้วย ไม้ไผ่หรือวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถลอยน้ำได้ ให้มีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือมีความยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะประดิษฐ์เป็นรูปเจดีย์ วิหาร หงส์ นาค ครุฑ หรือรูปอย่างใดก็ได้ที่คิดว่าสวยงาม มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อความสวยงามและเพื่อให้การจุดประทีปโคมไฟอยู่ได้ทนทาน
  • 31.
    •       เมื่อถึงวันงาน ภาคกลางวันก็จะมีขบวนแห่ ไหลเรือไฟ บก ซึ่งนำขึ้นไปวางบนพาหนะล้อเลื่อนต่าง ๆ   แล้วเข้าขบวนแห่แหนทุกคุ้มวัดพร้อมกัน โดยมีการแสดงพื้นบ้านประกอบขบวนอย่างสนุกสนานสวยงาม ในขณะนั้นคณะกรรมการตัดสินก็จะให้คะแนนผู้ที่จัดส่งเรือไฟเข้าประกวดด้วย ขบวนแห่เรือไฟในภาคกลางคืน ก็จะมีการทำพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กราบพระ รับศีล ฟังเทศน์ และการกล่าวบูชารอยพระพุทธบาท ต่อจากนั้นจึงนำเรือไฟไปลงน้ำ และเริ่มจุดประทีปโคมไฟแล้วปล่อยให้ล่องไปตามแม่น้ำโขงลงไปทางทิศใต้
  • 32. แนะนำสถานที่ท้องเทียว พระธาตุพนม
  • 33. พระธาตุพนม
  • 34. พระธาตุพนม
  • 35. พิธีไหลเรื่อไฟ
  • 36. พิธีไหลเรื่อไฟ
  • 37. แม่น้ำโขง
  • 38. บรรณานุกรม
    • www.thaitour.com/thaitour/northeast/nakornphanom/main.htm
    • www.sawasdeenakhonphanom.com
    • www.siamfreestyle.com/
  • 39. ผู้จัดทำ นาย สัตยา จันทะบุรี ชั้นมัธยมศึษาปีที่ 5/2 เลขที่ 10 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้อยเอ็ด