Your SlideShare is downloading. ×
นศ.331
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Saving this for later?

Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime - even offline.

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

นศ.331

708
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
708
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1.  นศ.331 การผลิต รายการวิท ยุก ระจาย เสีย ง  ภาพรวมของสื่อ วิท ยุใ นปัจ จุบ ัน สื่อวิทยุมีบทบาทสำาคัญมากในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าถึงคนได้จำานวนมาก ๆ พร้อม ๆ กัน ทำาให้กลายเป็นสื่อมวลชนที่สำาคัญที่มีคนต้องการใช้เป็นสื่อกลางในการดำาเนินกิจการ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ ธุรกิจเอกชน ก็ตามหากจำาแนกสถานีวิทยุตามลักษณะของเป้าหมายและประเภทของการประกอบการนั้น หลักเกณฑ์สำาคัญในการจำาแนกประเภทอยู่ที่เรื่องเป้าหมายขององค์กร ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม และที่มาของรายได้ แบ่งได้ 5 ประเภท ประเภทการ เป้า หมายของสถานีว ิท ยุ ที่ม าของรายได้แ ละลัก ษณะส ประกอบการวิท ยุข องรัฐ * รักษาประโยชน์ของชาติ * รายได้จากงบประมาณ(state radio) * รักษาความมั่นคงของ * เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของ รัฐบาลและรัฐ * ถูกใช้ในการแสวงหาประโยชน์อื่น ๆวิท ยุใ ต้ด ิน * ต่อต้านรัฐบาล/รัฐ * รายได้จากกลุ่มต่อต้านรัฐหรือองค์กรสนับ(undergroun * ต่อต้านวิทยุกระแสหลัก * ผิดกฎหมาย ต้องดำาเนินการแบบไม่เปิดเผd radio) * สร้างพื้นที่อิสระของตนเอง เพื่อตอบสนองสิทธิ เสรีภาพ ในการพูด แสดงความคิดเห็นวิท ยุข องชุม ชน * รักษาประโยชน์ของชุมชน * รายได้จากสมาชิก ,เงินบริจาค กองทุนขอ(community * ไม่แสวงหากำาไร จากองค์กรสาธารณะ โฆษณาradio) * กลุ่มองค์กรชุมชนเป็นเจ้าของและดำาเนินก ร่วมสูงวิท ยุข อง * รักษาประโยชน์ของ * รายได้จากภาษีเครื่องรับ นศ.331 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง/อ.อุดมวิทย์ นักดนตรี
  • 2. 2 ประเภทการ เป้า หมายของสถานีว ิท ยุ ที่ม าของรายได้แ ละลัก ษณะส ประกอบการสาธารณะ หรือ สาธารณะ ขององค์กร หรือ * รายได้จากงบประมาณวิท ยุบ ริก าร สถาบันการศึกษา * รายได้จากส่วนแบ่งรายได้ของวิทยุ/โทรทสาธารณะ * มุ่งรักษาบรรทัดฐานทาง *ไม่มีโฆษณา(public วัฒนธรรมของสังคม * องค์กรของรัฐเป็นเจ้าของและมีการดำาเนินservice radio) * ไม่แสวงหากำาไร จากการแทรกแซงหรือควบคุมของรัฐวิท ยุข อง * รักษาประโยชน์ของธุรกิจ * รายได้จากค่าโฆษณาเอกชน หรือ เอกชน * รายได้จากการขาย /ให้เช่าเวลาวิท ยุเ ชิง * มุ่งแสวงหากำาไรจากการ * รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่สืบเนื่องจพาณิช ย์ ประกอบธุรกิจ(commercialradio)สถานีว ิท ยุข องรัฐ วิทยุของรัฐมีเครือข่ายให้อยู่ 3 เครือข่าย คือ เครือข่ายวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์ เครือข่ายวิทยุ อ.ส.ม.ท. ซึ่งมีพันธกิจในด้านการสื่อสารมวลชน และเครือข่ายวิทยุของกองทัพต่าง ๆ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อดำาเนินการด้านความมั่นคง 1. เครือ ข่า ยวิท ยุก ระจายเสีย งแห่ง ประเทศไทย (สวท.) ปัจจุบันกรมประชาสัมพันธ์มีเครือข่ายวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 147 สถานี แบ่งเป็น ระบบเอเอ็ม 60 สถานี และระบบเอฟเอ็ม87 สถานี (ไม่รวมคลื่นสั้นอีก 5 สถานี) ปัจจุบันแบ่งรายการออกอากาศเป็น 7 เครือข่าย ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม คือ • สวท.1 เครือข่ายแห่งชาติ หรือเครือข่ายเพื่อข้อมูลข่าวสารแห่ง รัฐและประชาชน (เอเอ็ม 891 เป็นแม่ข่าย ลูกข่ายเป็นเอเอ็ม 16 สถานีทั่วประเทศ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย คือ ผู้นำาทางสังคมทุกระดับ เครือข่ายนี้สถานีลูกข่ายจะผลิตรายการเองร้อยละ 20 • สวท.2 เครือข่ายเพื่อการถ่ายทอดสด หรือเครือข่ายเพื่อส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมอาชีพ มีเอเอ็ม 819 เป็นแม่ข่าย ส่วนลูกข่ายเป็นเอเอ็ม 27 สถานีทั่วประเทศ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย คือ ประชาชนทั่วไป เกษตรกร และผู้ใช้ แรงงาน เครือข่ายนี้สถานีลูกข่ายจะผลิตรายการเองร้อยละ 40 • สวท.3 เครือข่ายเพื่อการท่องเที่ยว การกีฬา ศาสนา วัฒนธรรม หรือเครือข่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม มีคลื่นเอฟเอ็ม 92.5 เป็นแม่ข่าย ส่วนลูกข่ายเป็นเอฟเอ็ม 54 สถานีทั่วประเทศ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย คือ คนรุ่นใหม่ คนวัย ทำางาน เครือข่ายนี้สถานีลูกข่ายจะผลิตรายการเองร้อยละ 50 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 3. 3 • สวท.4 เครือข่ายเพื่อการศึกษา หรือ สวศ. ในปัจจุบัน เอเอ็ม 1467 เป็นแม่ข่าย ส่วนลูกข่ายมีระบบเอเอ็ม 8 สถานี และเอฟ เอ็ม 2 สถานี กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ สนใจด้านการศึกษา • สวท.5 เครือข่ายเพื่อข้อมูลข่าวสาร บริการจังหวัด หรือ สถานี วิทยุประจำาจังหวัดมีทั้งหมด 25 จังหวัด เป็นจังหวัดที่มีคุณสมบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งเด่นชัดในการคัดเลือก เช่น เป็นจังหวัด CEO และจังหวัดเปรียบเทียบ จังหวัดท่องเที่ยว จังหวัดชายแดน จังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เครือข่าย นี้มีระบบเอฟเอ็ม 23 สถานี เอเอ็ม 2 สถานี ถ่ายทอดข่าวและ รายการจากเอฟเอ็ม 92.5 ร้อยละ 50 และเป็นเครือข่ายนำาร่อง • สวท.6 เครือข่ายภาคภาษาต่างประเทศ – ในประเทศ มี ทั้งหมด 4 สถานี กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย คือ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ ในประเทศไทย และพื้นที่ตะเข็บชายแดนลาว กัมพูชา พม่า เพื่อ สร้างความเข้าใจอันดี และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย • สวท.7 เครือข่ายคลื่นสั้นระหว่างประเทศ มี 2 สถานี ออก อากาศ 12 ภาษา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือชาวต่างชาติ ณ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงนักลงทุนต่าง ประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว 2. เครือ ข่า ยวิท ยุ อ.ส.ม.ท. ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 62 สถานี เอเอ็ม 2 สถานี และเอฟเอ็ม 60 สถานี(กรุงเทพมี 9 สถานี) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงสังคมประชาธิปไตย กำาหนดรูปแบบรายการใน 2 ลักษณะ • ลัก ษณะเครือ ข่า ยวิท ยุ อ.ส.ม.ท. ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศ มีสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. 100.5 เมกะเฮิรตซ์ เป็นแม่ข่าย รายการหลักคือรายการประเภทข่าว และรายการสาระความรู้ • ลัก ษณะการจัด รายการตามประชากรที่อ ยู่อ าศัย ในเขต บริก าร จัดให้เหมาะสมกับพื้นที่ คือ กรุงเทพ ส่วนภูมิภาค จังหวัดใหญ่ และส่วนภูมิภาคจังหวัดเล็ก 3. เครือ ข่า ยวิท ยุข องกองทัพ ต่า ง ๆ ได้แก่ • สำา นัก ปลัด กระทรวงกลาโหม 3 สถานี • กองบัญ ชาการทหารสูง สุด 14 สถานี • กองทัพ บก 127 สถานี • กองทัพ เรือ 21 สถานี • กองทัพ อากาศ 36 สถานี • สำา นัก งานตำา รวจแห่ง ชาติ 44 สถานี ความหมายของการผลิต และการจัด รายการวิท ยุ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 4. 4 การออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงจะมีงานที่เกี่ยวข้องกันอยู่ 2 ขั้นตอน คือ 1. การจัดรายการวิทยุ (Radio Programming) 2. การผลิตรายการวิทยุ (Radio Program Production)การจัด รายการวิท ยุ (Radio Programming) การจัด รายการวิท ยุ หมายถึง การกำาหนดแผนการออกอากาศรายการวิทยุกระจายเสียง โดยคำานึงถึงรูปแบบเนื้อหาและช่วงเวลาออกอากาศที่เหมาะสมสอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มผู้ฟังทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังให้ได้มากที่สุด สิ่งแรกที่จะต้องกระทำาเมื่อสถานีวิทยุที่จะออกอากาศกระจายเสียงคือการวางแผนการออกอากาศรายการต่าง ๆ ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม โดยต้องคำานึงถึง 1. รูปแบบและเนื้อหาของรายการว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับ รสนิยม และความต้องการของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายและผู้ฟังทั่วไป หรือไม่ 2. ช่วงเวลาการออกอากาศที่สามารถเข้าถึงและมีสอดคล้องกับวิถีการ ดำาเนินชีวต (Life Style )ของกลุ่มผู้ฟังทั่วไปหรือไม่ เพื่อให้ ิ สามารถดึงดูดใจของกลุ่มผู้ฟังรายการที่จัดขึ้นให้ได้จำานวนมาก ที่สุด การจัดรายการวิทยุเปรียบเสมือนฝ่ายเสนาธิการที่ทำาหน้าที่ กำา หนดยุท ธวิธ ี (Strategy) โดยการวางแผนว่าจะดำาเนินการด้วยวิธีการอย่างไรจึงจะทำาให้รายการประสบความสำาเร็จและสามารถแข่งขันกับสถานีคู่แข่งได้ซึ่งการวางแผนในการจัดตารางรายการออกอากาศนั้น จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลและปัจจัยต่าง ๆ มาประกอบเพื่อให้สามารถออกอากาศรายการได้ตรงตามความต้องการและความสนใจของผู้ฟังการผลิต รายการวิท ยุ (Radio Program Production) การผลิต รายการวิท ยุ หมายถึง การนำาแผนการออกอากาศไปลงมือผลิตรายการให้มีรูปแบบและเนื้อหาตรงตามที่ฝ่ายจัดรายการกำาหนดไว้ โดยขั้นตอนของการผลิตรายการวิทยุจะมีเรื่องของเทคนิคและวิธีการนำาเสนอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อให้รายการมีชีวิตชีวาน่าสนใจ และสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟังรายการให้ได้มากที่สุด การผลิตรายการเป็นขั้นตอนการลงมือผลิตรายการ โดยผู้ผลิตรายการต้องพยายามหากลวิธี (Tactics) ที่แยบยลมาใช้ เพื่อให้รายการที่ผลิตออกมามีความน่าสนใจ จนสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและผู้ฟังทั่วไปให้ติดตามรับฟังรายการได้เป็นจำานวนมาก สรุป การจัด รายการวิท ยุ เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการวางแผนของฝ่ายบริหาร กล่าวคือ ผู้บริหารสถานีจะเป็นผู้กำาหนดนโยบายในการจัดรายการของแต่ละสถานี ส่วนผู้จัดรายการก็จะรับนโยบายนั้นมา การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 5. 5จัดทำารายการ ขอบเขต ตลอดจนกำาหนดรูปแบบเนื้อหาและช่วงเวลาออกอากาศ จากนั้นก็จะส่งต่อให้ฝ่ายผลิตรับตารางนั้นมาผลิตรายการนั้นมาผลิตรูปแบบที่กำาหนดไว้ เช่น ฝ่ายบริหารอาจมอบนโยบายว่าในช่วงเวลา6.00 – 9.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการเดินทาง มีความเครียดจากปัญหาจราจรที่ติดขัดและต้องการข่าวสารการจราจรมากดังนั้นรายการในช่วงนี้จึงควรเป็นรายการเพลงเบา ๆ คลายเครียดสลับกับข่าวสารการจราจรที่มีผู้แจ้งเข้ามา  หลัก การจัด รายการวิท ยุ ปัจจุบันการจัดรายการวิทยุได้พัฒนารูปแบบรายการให้มีความหลากหลายเพื่อพยายามดึงดูดความสนใจของผู้ฟังเป้าหมายให้มากที่สุด โดยได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดเดิมในการจัดรายการ คือ การจัดรายการที่มีเนื้อหาหลากหลายเพื่อกลุ่มผู้ฟังทุกเพศทุกวัย มาเป็นแนวคิดทางด้านการตลาด คือการจัดรายการที่มีเนื้อหาเป็นเอกลักษณ์เพื่อกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายโดยเฉพาะของสถานีนั้นๆ (Format Station) เช่น สถานีวิทยุเพื่อข่าวสาร สถานีวิทยุเพื่อกลุ่มวัยรุ่น ฯลฯ เป้าหมายสูงสุดที่ผู้บริหารสถานีวิทยุแต่ละแห่งต้องการ คือ ความสำาเร็จในการสร้าง “เรตติง ” (Rating) หรือจำานวนผู้ฟังรายการที่มีความ ้นิยมและพอใจในรายการหนึ่งๆ ทั้งนี้เพราะหากผลการสำารวจจำานวนผู้ฟังแต่ละรายการพบว่า รายการนั้นๆ ได้รับความนิยมและมีผู้ฟังเป็นจำานวนมาก ก็ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ถึงความสำาเร็จในการจัดรายการนั่นเองความสำา คัญ ของการจัด รายการที่ม ต ่อ การบริห ารงานของสถานี ีและผู้ผ ลิต รายการ 1. ช่ว ยกำา หนดทิศ ทางในการดำา เนิน งานของสถานีว ิท ยุ การวางแผนจัดทำาตารางออกอากาศรายการไว้ล่วงหน้าจะทำาให้สถานีดำาเนินการไปอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยรายการวิทยุที่จะกำาหนดขึ้นแต่ละรายการนั้น ผู้จัดต้องรู้ถึงความต้องการของผู้ฟังก่อนว่าเป็นกลุ่มใด ความต้องการอย่างไร และรายการประเภทใดเป็นที่สนใจและอยู่ในความนิยม ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำามาใช้เป็นข้อมูลประกอบการสร้างสรรค์รายการให้สอดคล้องตามความต้องการและความนิยมของผู้ฟัง เช่น สถานีวิทยุเพื่อการศึกษา สถานีวิทยุเพื่อวัยรุ่น เป็นต้น 2. ช่ว ยให้ส ามารถมองเห็น ภาพลัก ษณ์โ ดยรวมหรือ ปรัช ญาในการดำา เนิน งานกระจายเสีย ง รายการวิทยุที่จัดทำาขึ้นจะแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของรายการในลักษณะต่างๆ ซึ่งรายการจะประกอบด้วยเนื้อหาหรือประเภทของรายการชนิดใด ในสัดส่วนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานีที่จะจัดทำารายการว่าเพื่อจุดประสงค์ใด เช่น คลื่นสปอตเรดิโอ มีปรัชญาเพื่อให้ข่าวสารด้านกีฬา เป็นต้น การประกาศภาพลักษณ์ของสถานี (Format Station) ว่าเป็นสถานีที่มุ่งจะนำาเสนอรายการประเภทใดนั้น มีประโยชน์ตอการจัดรายการดังนี้ ่ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 6. 6 • ช่วยให้เห็นว่าสถานีนั้น ๆ มีความเชี่ยวชาญหรือมีความถนัด ในด้านใด • ช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าเมื่อต้องการข่าวสารหรือรูปแบบความบันเทิง ชนิดใด ก็สามารถหมุนไปหาสถานีที่ต้องการได้โดยไม่ต้อง จดจำาเวลาการออกอากาศ ดังนั้นจึงเป็นการสนองตอบต่อ ความต้องการข่าวสารและรสนิยมในการหาความบันเทิงของ แต่ละคน • ช่วยทำาให้ฝ่ายผลิตรายการสามารถกำาหนดเป้าหมายและ ทิศทางในการผลิตรายการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ฝ่าย บริหารและฝ่ายจัดรายการกำาหนด 3. ช่ว ยให้ผ ู้บ ริห ารงานสถานีส ามารถจัด ลำา ดับ ความสำา คัญของงานได้ถ ก ต้อ ง การวางแผนและจัดทำาตาราง ูออกอากาศไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้บริหารทราบถึงขั้นตอนและช่วงเวลาในการทำางานว่าจะผลิตงานใดเป็นงานเร่งด่วน งานใดเป็นงานซับซ้อนที่จะต้องใช้เวลา เพื่อที่จะสามารถผลิตรายการออกอากาศได้ทันตามความต้องการ 4. ช่ว ยให้ฝ ่า ยที่ร ับ ผิด ชอบสามารถตรวจสอบและควบคุม ได้วิทยุจึงเปรียบเสมือนเป็นดาบสองคม เพราะถ้าวิทยุถูกใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมก็จะก่อให้เกิดโทษหรือเกิดความวุ่นวายในสังคมได้ การจัดรายการวิทยุที่แสดงให้เห็นถึงตารางเวลาออกอากาศที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งจำาเป็น เพื่อที่ฝ่ายที่รับผิดชอบจะได้ตรวจสอบรับฟังได้ รวมทั้งจะได้พิจารณาความถูกต้องเหมาะสมของรายการที่จะออกอากาศได้อย่างทันการ และสามารถควบคุมแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างทันท่วงที 5. ช่ว ยให้ผ ฟ ัง ได้ร ู้ล ่ว งหน้า ว่า จะรับ ฟัง รายการอะไรได้จ าก ู้สถานีไ หนในเวลาใด การวางแผนจัดรายการวิทยุและกำาหนดเวลาในการออกอากาศไว้ล่วงหน้า จะทำาให้ผู้ฟังสามารถติดตามรับฟังรายการที่ต้องการได้และยังเป็นส่วนหนึงของกระบวนการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้ ่ฟังติดตามเปิดรับฟังรายการที่ตนเองมีความสนใจอีกด้วย การวางแผนจัด รายการวิท ยุ การวางวัต ถุป ระสงค์ เป็นความจำาเป็นประการแรกที่ต้องคำานึงถึงเมื่อวางแผนจัดรายการวิทยุ เนื่องจากมีความสำาคัญต่อผู้จัด ผู้ผลิต และผู้รับฟังรายการดังนี้ 1. เป็น ตัว กำา หนดแนวทางในการจัด และผลิต รายการ งานจัดรายการจะเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย การมีวัตถุประสงค์ของรายการที่ชัดเจนเปรียบเสมือนเป็นกรอบหรือกติกาในการทำางานให้มีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการกำาหนดเนื้อหาและรูปแบบใน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 7. 7การนำาเสนอ รวมทั้งการวางแผนการออกอากาศตามช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งจะนำาไปสู่ความสำาเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำาหนดไว้ 2. เป็น หลัก ในการประเมิน คุณ ภาพรายการ การกำาหนดวัตถุประสงค์เปรียบเสมือนการตั้งเป้าหมายในการทำางานไว้ เพราะกระบวนการในการจัดทำารายการวิทยุมิได้สิ้นสุดเพียงเพื่อการผลิตรายการแล้วออกอากาศเผยแพร่ได้ตามตารางเวลาที่กำาหนดไว้เท่านั้น แต่จะต้องมีการติดตามประเมินผลเพื่อตรวจสอบว่ารายการที่ออกอากาศไปแล้วนั้นประสบผลสำาเร็จตามนโยบายหรือวัตถุประสงค์ที่กำาหนดไว้หรือไม่ นอกจากนี้วัตถุประสงค์ยังมีความสัมพันธ์กับการกำาหนดรูปแบบและวิธีการประเมินผลรายการหลัก ในการกำา หนดวัต ถุป ระสงค์ข องรายการ ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ผู้จัดต้องพิจารณาประกอบการกำาหนดวัตถุประสงค์ของรายการมีดังนี้ 1.วัต ถุป ระสงค์ข องทางราชการ คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กกช.) ในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลนโยบายของสถานีวิทยุ ตรวจพิจารณารายการที่ไม่เหมาะสม งานเทคนิคและการกำาหนดคลื่นความถี่ของวิทยุโทรทัศน์ โดยกำาหนดไว้เพื่อให้การบริการส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการผลิตสื่อเพื่อ การบริก ารสาธารณะที่เ ป็น ประโยชน์ต อ สาธารณชน่อย่า งแท้จ ริง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และจิตสำานึกในเรื่องของ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข 2. เป็นสื่อกลางการให้ข้อมูลข่าวสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อ ความเข้าใจอันดีและถูกต้อง โดยคำานึงถึงสิทธิความเสมอภาคในการ รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน 3. ส่งเสริมการศึกษา จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ให้ความรู้ความบันเทิง ไม่ขัดกับขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของชาติ 4. ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และสิงแวดล้อมของชาติ ่ 2. วัต ถุป ระสงค์ข องสถานีว ิท ยุก ระจายเสีย ง สถานีวิทยุที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายของตนเองโดยเฉพาะเพื่อที่จะใช้เ ป็น กรอบในการทำา ความเข้า ใจร่ว มกัน นับตั้งแต่ผู้บริหารสถานีซึ่งเป็นผู้กำาหนดควบคุมนโยบาย ผู้จัดรายการซึ่งทำาหน้าในการวางแผนกำาหนดเนื้อหา รูปแบบรายการ และเวลาออกอากาศตลอดจนถึงฝ่ายผลิตรายการซึ่งเป็นผู้ลงมือผลิตรายการให้ได้รายการที่มีคุณภาพ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเกิดผลจากการรับฟังรายการได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่สถานีวิทยุแห่งนั้นได้กำาหนดไว้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 8. 8 ตัว อย่า ง ชื่อสถานี สถานีวิทยุกระจายเสียง 919 กรป. กลาง วัตถุประสงค์ของสถานี 1. สร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความสามัคคีและจงรักภักดีใน สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2. สร้างเสริมนโยบายอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของชาติทั้งใน ด้านการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา 3. ต่อต้านการโฆษณาชวนเชือขิงฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งปฏิบัติการ ่ เพื่อผลทางจิตวิทยา ให้ประชาชนมีความเข้าใจเจตนาอันดีของ รัฐบาล 4. เผยแพร่วิทยาการอันเกี่ยวกับอาชีพ และความเป็นอยู่ของ ประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม 5. ให้ความรู้ ความบันเทิง ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย ประเพณี วัฒนธรรม และศีลธรรมอันดีงามของชาติ 6. เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ให้กับ บก. ทหารสูงสุด วัตถุประสงค์ของสถานีจะบ่งบอกทิศทางส่วนใหญ่ขอรายการ เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสถานี และเป็นจุดขายที่ดึงดูดใจให้ผู้ฟังสามารถเลือกและติดตามฟังการกระจายเสียงของสถานีที่มีเนื้อหารายการตรงกับความสนใจของตน 3. ความต้อ งการของกลุ่ม ผูฟ ัง้ การกำาหนดวัตถุประสงค์ของรายการจะต้องพิจารณาจากความสนใจและความต้องการของกลุ่มผู้ฟังด้วย โดยผู้จัดรายการจำาเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาความรู้เกี่ยวผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด เพื่อที่จะนำาข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการกำาหนดวัตถุประสงค์ของรายการต่อไป การเก็บ รวบรวมข้อ มูล ทีเ กี่ย วข้อ งกับ ผู้ฟ ง อาจทำาได้โดยวิธีการต่อ ่ ัไปนี้ 1. การศึกษาลักษณะของทางประชากรศาสตร์ เช่น อาชีพ อายุ ระดับการศึกษา รูปแบบการใช้ชีวิต (Life Style) ฯลฯ 2. การสำารวจสอบถามความคิดเห็น เพื่อทราบถึงพฤติกรรมการรับ ฟัง ความสนใจ และเจตคติในเรื่องต่าง ๆ ประเภทของรายการวิท ยุ ประเภทของรายการวิท ยุ สามารถแบ่งประเภทรายการวิทยุตามลักษณะของรายการมีอยู่ 4 ลักษณะ คือ 1. การแบ่ง ประเภทตามบทบาทหน้า ที่ข องสื่อ มวลชน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. รายการข่าวสาร ทำาหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในสังคม ว่า ในขณะนันเกิดอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร ้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 9. 9 2. รายการให้ความรู้ ทำาหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน เสริมสร้าง สติปัญญาในเรื่องต่าง ๆ 3. รายการแสดงความคิดเห็น ทำาหน้าที่เป็นเวทีกลางให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้แสดงความคิดเห็น 4. รายการบันเทิง ทำาหน้าที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ ประชาชน 5. รายการบริการสาธารณะประโยชน์ ทำาหน้าที่ให้บริการ สาธารณะและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเสมอภาค เช่น รายการที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาร้องทุกข์ในเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เป็นต้น การแบ่งรายการตามลักษณะหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นการแบ่งรายการอย่างกว้าง ๆ เพราะชื่อรายการจะคลอบคลุมลักษณะ เนื้อหา และวิธีการนำาเสนอรายการไว้กว้างมาก เช่น รายการบันเทิง หมายรวมถึงรายการดนตรี ละคร รายการการศึกษา , รายการสารคดี , รายการสนทนาที่มุ่งความรู้ ฯลฯ 2. การแบ่ง ประเภทตามลัก ษณะเนื้อ หาของรายการ(Content) การแบ่งประเภทรายการตามลักษณะนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการเน้นให้ผู้ได้ยินชื่อรายการได้ทราบว่ารายการนั้นจะมีเ นือ หาอย่า งไร เช่น ้รายการดนตรี รายการกีฬา รายการข่าว รายการธรรมะ รายการเกษตรฯลฯ โดยชื่อรายการดังกล่าวนี้จะไม่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการเสนอรายการซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบใดก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้จัดรายการจะเห็นเหมาะสม เช่นรายการเกษตร อาจมีการเสนอในรูปแบบของนิตยสารทางอากาศ ละครหรือการอภิปรายก็ได้ 3. การแบ่ง ประเภทตามลัก ษณะรูป แบบการเสนอรายการ(Format) การแบ่งประเภทตามรายการลักษณะนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการเน้นให้ผู้ได้ยินชื่อรายการได้ทราบว่ารายการนั้นจะมีว ธ ีก ารนำา เสนอรูป แบบ ิใด เช่น รายการอภิปราย รายการสัมภาษณ์ รายการนิตยสารทางอากาศรายการตอบปัญหาทางอากาศ ฯลฯ 4. การแบ่ง ประเภทตามกลุ่ม ผูฟ ัง เป็น หลัก (Target ้Audience) การแบ่งประเภทรายการตามลักษณะนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการเน้นให้ได้ยินชื่อรายการได้ทราบว่ารายการนั้นมีก ลุม เป้า หมายเป็น ใคร เช่น ่รายการเด็ก รายการแม่บ้าน รายการเกษตร รายการสำาหรับผู้หญิง ฯลฯซึ่งถึงแม้ว่ารายการจะระบุเจาะจงตัวผู้ฟังไว้โดยเฉพาะ แต่เนื้อหาก็บ่งให้เข้าใจอย่างกว้าง ๆ ว่าจะเป็นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และอยู่ในความสนใจของคนกลุ่มนั้นเท่านั้น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 10. 10 การแบ่งประเภทรายการนี้ไม่ถือเป็นเรื่องที่เป็นหลักการตายตัวนักเช่น ในประเทศอังกฤษที่มีสถานีวิทยุ BBC จะแบ่งประเภทรายการตามลักษณะของวิธีการนำาเสนอเป็นหลัก ในประเทศสหรัฐอเมริกาการเรียกชื่อรายการจะให้ความสำาคัญกับลักษณะรูปแบบรายการนำาเสนอเป็นหลัก ในประเทศสหรัฐอเมริกาการเรียกชื่อรายการจะให้ความสำาคัญกับลักษณะรูปแบบการนำาเสนอรายการ (Program Format) ที่เน้นกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเป็นหลัก ส่วนในประเทศไทยนั้นจะรับอิทธิพลด้านความคิดมาจากทั้งอังกฤษและอเมริกา ดังนั้นจึงมีการเรียกชื่อและแบ่งประเภทแตกต่างผสมปนเปกันไป การจัดรายการบางจำาพวก เช่น รายการปกิณกะบันเทิง (VarietyProgram) จะไม่สามารถใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งที่กล่าวมาแล้วได้ เพราะมีลักษณะผสมผสานกันไปหมด คือ บางครั้งเป็นรายการที่ไม่มีแกนกลางของเนื้อหา (Theme) และไม่มีรูปแบบรายการที่มีลักษณะโดดเด่นต่อเนื่อง แต่มีการเสนอเนื้อหาที่หลากหลายโดยใช้วิธีการนำาเสนอหลายๆรูปแบบ ซึ่งรายการลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรายการที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่าไม่ใช่รายการบันเทิงเพราะมีเนื้อหาที่มีสาระความรู้อยู่ด้วย จึงจัดเป็นรายการจำาพวกสัพเพเหระ องค์ป ระกอบที่ส ำา คัญ ในการผลิต รายการวิท ยุก ระจายเสีย ง 1. วัตถุประสงค์ของรายการ 2. ผู้ฟัง (Audience) 3. เนื้อหา (Content) 4. วิธีการนำาเสนอรายการ (Program Presentation) 5. เวลาออกอากาศ (Program Scheduling) 6. การประเมินผลรายการ (Program Evaluation) 1. วัต ถุป ระสงค์ข องรายการ วัต ถุป ระสงค์ข องรายการ ถือเป็นองค์ประกอบแรกที่สำาคัญ เพราะจะเป็นสิ่งกำาหนดรูปแบบในเรื่องของผู้ฟังกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา วิธีการนำาเสนอ เวลาออกอากาศ และประเมินผลรายการ โดยการกำาหนดวัตถุประสงค์ที่ดีจะสามารถบอกจุดมุ่งหมายของรายการได้ การจัดรายการวิทยุจึงจำาเป็นต้องคำานึงถึงการกำา หนดวัต ถุป ระสงค์เ ป็น ลำา ดับ แรก ซึ่งเมื่อกำาหนดวัตถุประสงค์ของรายการแล้ว ก็จะต้องคำานึงถึงวัตถุประสงค์เฉพาะส่วนของรายการด้วย เพื่อที่จะสามารถพัฒนารูปแบบและเนื้อหาให้มีความสอดคล้องกัน 2. ผู้ฟ ง (Audience) ั ผู้ฟ ัง หมายถึง กลุ่มผู้ฟังที่เป็นเป้าหมายในการจัดรายการ (TargetAudience) ซึ่งเป็นผู้ที่จะตัดสินว่ารายการที่จัดขึ้นนั้นประสบผลสำาเร็จหรือไม่ โดยแนวคิดเกี่ยวกับ “ผู้ฟัง” ตามระบบสื่อสารมวลชน คือ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 11. 11 1. เป็นกลุ่มคนที่กระจัดกระจาย ไม่เป็นกลุ่มก้อน 2. มีความแตกต่างกันในด้านประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ อาชีพ ขนาดครอบครัว ตำาแหน่งในครอบครัว รายได้ การศึกษา ภูมิลำาเนา ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ การจัดและผลิตรายการจะมีการแบ่งเกรดของผู้ฟังออกเป็น 3 เกรด คือ 1. ผู้ฟ ัง เกรด A คือ กลุ่มผู้ฟังระดับสูง ได้แก่ กลุ่มคนที่มีการ ศึกษา อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจสูง 2. ผู้ฟ ัง เกรด B คือ กลุ่มผู้ฟังระดับกลางค่อนข้างสูง ได้แก่ กลุ่ม คนที่มีการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไป 3. ผู้ฟ ัง เกรด C คือ กลุ่มผู้ฟังระดับกลางค่อนข้างตำ่า ได้แก่ กลุ่ม คนที่มีการศึกษาระดับอนุปริญญาลงไป ซึ่งมีคุณค่าในเชิงการ ตลาดน้อยมาก ในการผลิตรายการ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับคุณลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ฟังแต่ละกลุ่ม โดยคำาถามแรกที่ผู้จัดรายการจะต้องตอบให้ได้ คือ ใครเป็นกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายหลักและกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายรอง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากการรับฟังรายการจะแตกต่างกันไปตามพื้นฐานทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิทยา ดังนั้นจึงจำาเป็นต้องทำาการศึกษาข้อมูลหรือคุณลักษณะโดยรวมเกี่ยวกับกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย เพื่อให้สามารถจัดวางเนื้อหา รูปแบบรายการ และช่วงเวลาออกอากาศให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของกลุ่มผู้ฟังการแบ่ง กลุ่ม ผู้ฟ ง (Segmentation of Audiences) ั กลุ่มผู้ฟังวิทยุในปัจจุบันมักจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะประชาชนมีรสนิยมในการรับฟังที่แตกต่างกันดังนั้นการจัดรายการจึงต้องแบ่งกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย (Specific Target Audience) ออกเป็นกลุ่ม ๆ โดยเฉพาะเพื่อให้รายการวิทยุสามารถเข้าถึงผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิผลมากที่สุด โรเจอร์ (Rogers) ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้รับสารว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารในลักษณะของ Mass Production ที่ส่งผ่านสื่อมวลชน (Mass Media) คือความเป็นปัจเจก และความไม่เป็นกลุ่มก้อนของผู้รับสารในสังคมข่าวสาร (Information Society) เดอ เฟลอร์ และบาลโลเคียช (De Fleur and Ball – Rokeach)ได้ทำาการวิจัยเรื่องการแบ่งส่วนทางเชิงสังคม โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างกันของผู้รับสารและผลในการตอบสนองที่แตกต่างกันต่อการกระตุ้นของสื่อว่า กลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมจะมีปฏิกิริยามากหรือน้อยแตกต่างกันจากการใช้สื่อสารชุดเดียวกัน ดังนั้น จึงก่อให้เกิดแนวคิดในการวางแผนการสื่อสารที่คำานึงถึงการจำาแนกกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายให้แยกออกเป็นกลุ่มย่อย(Subaudiences) หรือเรียกว่า “ส่ว นแบ่ง ทางการตลาด ” โดยแนวคิดนี้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 12. 12ยอมรับในความแตกต่างของผู้รับสารซึ่งดูภายนอกจะมีความเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในความเหมือน เวนเดล สมิท (Wendell Smith) ได้วิจัยในเรื่องการแบ่งกลุ่มผู้รับสาร โดยได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดของคนอเมริกันออกเป็นกลุ่มเฉพาะ (Product Differentiation and MarketSegmentation as Alternative Production Strategies) ซึ่งจะทำาให้เกิดแนวโน้ม 4 ประการ คือ 1. จำา นวนประชากรของโลกที่เ พิม ขึน จะมีผลทำาให้เกิดการแบ่ง ่ ้ส่วนของตลาดออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ โดยเฉพาะ เช่น ตลาดวัยรุ่น ตลาดเด็กเล็ก ฯลฯ ซึ่งการที่มีจำานวนประชากรเพิ่มขึ้นนั้นจะทำาให้การแบ่งตลาดแต่ละส่วนมีขนาดใหญ่พอที่จะใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้ 2. ผลิต ภัณ ฑ์ส ิน ค้า เพือ การบริโ ภคมีแ บรนด์ (Brand) ทีแ ตก ่ ่ต่า งกัน มากขึน คือสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันแต่กำาหนดยี่ห้อได้มาก ้ขึ้น จึงทำาให้สินค้าแต่ละแบรนด์ต้องพยายามหาส่วนแบ่งทางการตลาด(Market Segment) ซึ่งสามารถเข้ายึดครองได้ เช่น การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มผู้รักษาสุขภาพ การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ฯลฯ 3. เกิด ลัท ธิป ัจ เจกนิย ม ( Individualism) หรือ ยุค แห่ง ตัวฉัน (Age of Me) ซึ่งจะก่อตัวเป็นส่วนเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง คือ แนวคิดของคนในยุคหลังสมัยใหม่ (Post Modernization) นัน คนจะมีความ ้ต้องการเฉพาะตัว ในเรื่องรสนิยม วิถชีวิต และมีความเป็นตัวของตัวเอง ีมากขึ้น 4. สือ จะเน้น เนือ หาเฉพาะมากขึน โดยมีแนวโน้มที่จะ ่ ้ ้เปลี่ยนแปลงจากการแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง (Broadcasting) คือมีเนื้อหาครอบคลุมคนทั้งประเทศ ไปสู่การแพร่กระจายในวงแคบ(Narrowcasting) โดยเพิ่มความเป็นไปได้ในการเข้าถึงตลาดส่วนย่อยให้มากขึ้น คือ มีเนื้อหารายการครอบคลุมเฉพาะตลาดส่วนย่อย ซึ่งมีความสนใจและความต้องการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเสื่อมสลายของกลุ่มผู้ฟังในลักษณะเชื้อชาติ (National Audiences) ปัจจุบันมีสถานีวิทยุเกิดขึ้นเป็นจำานวนมาก ดังนั้นจึงมีการจัดรายการโดยเน้นกลุ่มในเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะการเจาะตลาดจะทำาให้มีฐานตลาดที่ใหญ่พอที่จะขายโฆษณาได้ และทำาการกำาหนดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะก็จะทำาง่ายต่อการจัดรายการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนั้น การแบ่งกลุ่มผู้ฟังสามารถแบ่งได้ 2 วิธีดงนี้ คือ ั 1. การแบ่ง กลุ่ม ผู้ฟ ง ตามลัก ษณะทางประชากร ั(Segmentation by Demographic Characteristics) ถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่นิยมใช้กันมาก โดยกลุ่มผู้ฟังจะถูกแบ่งตามระดับอายุ เพศอาชีพ ขนาดครอบครัว รายได้ การศึกษา ภูมิลำาเนา ศาสนา เชื้อชาติสัญชาติ ฯลฯเช่น หากจะจัดรายการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ ก็ควรกำาหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุ 18 – 30 ปี เป็นวัยที่เสี่ยงต่อการติด การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 13. 13เอดส์ หรือการกำาหนดกลุ่มผู้ฟังที่เป็นเกษตรกรก็ย่อมที่จะสนใจเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเกษตร ฯลฯ 2. การแบ่ง กลุ่ม ผู้ฟ ง ตามลัก ษณะของพฤติก รรม (Behavior) ัเป็นการแบ่งตาม “รูป แบบการดำา รงชีว ต ” ิ( Life Style) ซึ่งหมายถึง วิถีการดำาเนินชีวิตของคน หรือพฤติกรรมการดำารงชีวตในแต่ละวันที่ทำาให้เรามีความเป็นตัวของตัวเองและแตกต่างไปจาก ิผู้อื่น โดยอาจรวมถึงพฤติกรรมในการพักผ่อนย่อยใจการรับประทานอาหารการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว การเปิดรับข่าวสาร และการสังคม ฯลฯ เช่น • คนทำางานในกรุงเทพฯ มักจะฟังวิทยุในช่วง 6.00-8.00 น.โดยจะฟังในขณะเตรียมตัวไปทำางานหรือฟังจากวิทยุใน รถยนต์ระหว่างการเดินทาง ดังนั้นจึงเหมาะกับการจัดรายการ ประเภทข่าวสาร ข่าวจราจร ฯลฯ • วัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฟังที่ชอบนอนรอบดึก มักจะฟังวิทยุในช่วง เวลา 20.00 – 24.00 น. เพื่อเป็นเพื่อนในระหว่างการ ทำาการบ้านหรือดูหนังสือ • กลุ่มเกษตรกรมักจะฟังวิทยุในตอนเช้า คือ ช่วงเวลา 5.00 - 6.00 น. และช่วงเวลา 18.00 -19.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลา หลังจากกลับจากการทำางาน การที่ผู้จัดรายการเข้าใจถึงรูปแบบการใช้ชีวิต (Life Style) หรือลักษณะพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะเป็นประโยชน์ตอการจัดรายการ ่ให้มีเนื้อหาและรูปแบบการนำาเสนอที่สอดคล้องกับรสนิยมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อันจะทำาให้รายการที่จัดตั้งขึ้นประสบผลสำาเร็จตามวัตถุประสงที่ตั้งไว้การสำา รวจความสนใจและกลุ่ม ผู้ฟ ง เป้า หมาย ั การสำารวจวิจัยเพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้ฟังรายการนับเป็นสิ่งสำาคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้จัดรายการจะได้นำาข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงงานและกำาหนดแนวทางในการดำาเนินงานของสถานี นอกจากนี้บริษัทห้างร้านผู้ว่าจ้างก็มีความสนใจต้องการทราบประสิทธิผลในการดำาเนินการของสถานีวิทยุว่า สถานีใดมีผู้นิยมติดตามมาก รายการลักษณะใดเป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มใด เป็นต้น ประเด็นที่ต้องมีการสำารวจกลุ่มผู้ฟังเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงพื้นฐานได้แก่ 1. ใครเป็นผู้ฟังสถานีวิทยุแห่งนี้บ้าง 2. ผู้ฟังฟังในเวลาช่วงใด นานเท่าไร บ่อยแค่ไหน 3. มีความเห็นต่อรายการอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ เพราะอะไร การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 14. 14 4. ผู้ฟังมีคุณลักษณะโดยรวมอย่างไร เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และอยู่ที่ไหน 5. ผู้ฟังต้องการให้ปรับปรุงรายการ เนื้อหา วิธีการนำาเสนออย่างไร หรือไม่ ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้จะมีคุณค่าในการวางแผนจัดและผลิตรายการเพราะจะเป็นประโยชน์ในการกำาหนดกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย เนื้อหา วิธีการนำาเสนอ และช่วงเวลาที่เหมาะสมกับผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายต่อไป3. เนือ หา (Content) ้ เนือ หา หมายถึง เรื่องราวที่ผู้จัดรายการต้องการให้ผู้ฟังเป้าหมาย ้ได้รับฟัง แต่เนื่องจากผู้ฟังมีความแตกต่างกันจึงมีความสนใจและความต้องการเนื้อหารสาระของรายการที่แตกต่างไปด้วย ดังนั้นผลที่ได้จากการศึกษาคุณลักษณะโดยรวมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ อายุ การศึกษาฯลฯ จะช่วยให้ผู้จัดรายการสามารถรู้ว่าจะจัดรายการให้มีเนื้อหารอย่างไรจึงจะเหมาะกับผู้ฟังกลุ่มนั้น รวมทั้งควรจะมีวิธีการเสนอรายการอย่างไรจึงจะดึงดูดความสนใจได้อย่างไม่เบื่อ เช่น • กลุ่มผู้ฟังที่มีการศึกษาสูง หรือผู้ฟังเกรด A,B จะชอบรายการ เกี่ยวกับความรู้ทางด้านการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง ข่าว เศรษฐกิจ การสนทนาอภิปรายปัญหาต่าง ๆ • กลุ่มผู้ฟังที่มีการศึกษาไม่สูง หรือผู้ฟังเกรด C จะชอบ รายการข่าวเบาสมอง (Soft News) รายการละครข่าว ( การนำาข่าว Soft News ในหนังสือพิมพ์มาเสนอในรูปของ ละคร) รายการตลก ( Comedy) รายการเพลงลูกทุ่ง รายการ เล่าข่าว (การนำาเอาข่าวในหนังสือพิมพ์มานำาเสนอในรูปแบบ การเล่าให้ฟัง เหมาะสำาหรับผู้ฟังทั้งเกรด B,C เช่น รายการ วิทยุทหารอากาศ) การพิจารณาว่าเนื้อหาใดจะเหมาะสมกับผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดรายการและนโยบายของผู้บริหารสถานี4. วิธ ีก ารนำา เสนอรายการ (Program Presentation) วิธีการนำาเสนอรายการ (Format) เป็นองค์ประกอบความสำาเร็จของรายการที่สำาคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะเป็นกลวิธีที่สำาคัญที่จะทำาให้รายการมีชีวตชีวาสอดคล้องกับธรรมชาติและรสนิยมของผู้ฟัง โดยวิธีการนำาเสนอ ิรายการจะแตกต่างกันไปตามลักษณะพื้นฐานและรสนิยมของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย เช่น หากต้องการจัดรายการเกี่ยวกับความรู้เรื่องโรคเอดส์ให้กลุ่มผู้ฟังวัยต่าง ๆ ก็ควรนำาเสนอในรูปแบบดังนี้ • กลุ่มวัยรุ่น ควรนำาเสนอในรูปสาระบันเทิง คือ การให้ความรู้ ควบคู่กับการบันเทิง เช่น รายการเกมที่สอดแทรกความรู้เกี่ยว กับโรคเอดส์โดยเปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาร่วมด้วย หรืออาจจัดเป็นรายการเพลงที่แทรกความรู้เรื่องโรคเอดส์ก็ได้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 15. 15 • กลุ่มผู้ฟังที่มีการศึกษาสูง ควรนำาเสนอในรูปของการเชิญนัก วิชาการมาบรรยาย หรืออาจจัดเป็นรายการเพลงที่เหมาะกับ รสนิยมของคนกลุ่มนี้สลับกับการให้ความรู้ • กลุ่มผู้ฟังที่มีการศึกษาไม่สูง ควรนำาเสนอในรูปของรายการ เพลงลูกทุ่งที่เหมาะกับการให้ความรู้ หรืออาจจัดเป็นละครวิทยุ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรคเอดส์ ข้อควรคำานึงถึงในการจัดรายการวิทยุ คือ วิทยุเป็นสื่อที่รับได้ทางเสียงอย่างเดียว ผู้ฟังต้องใช้จินตนาการสูงในการรับรู้เนื้อหาสาระที่ผู้ส่งสารส่งออกไป และผู้ฟังวิทยุส่วนใหญ่จะไม่ได้เปิดวิทยุฟังอย่างตั้งใจเหมือนการดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ แต่อาจฟังวิทยุในขณะที่ทำาอย่างอื่นไปด้วย ดังนั้นการเสนอรายการจึงต้องดำาเนินอย่างมีศิลปะ คือ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการหากลวิธีที่จะเสนอเนื้อหาที่สามารถทำาให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการ และได้รับความรู้ข่าวสารหรือเรื่องราวต่าง ๆ ได้โดยไม่รู้สึกตัว การที่จะใช้วิธีการนำาเสนอให้รายการประสบความสำาเร็จได้นั้น ผู้จัดรายการต้องเข้าใจธรรมชาติของผู้ฟังกลุ่มเป้าหมาย และต้องพิจารณาว่าเนื้อหาที่ต้องการนำาเสนอนั้นมีลักษณะอย่างไร สมควรที่จะนำาเสนอด้วยรูปแบบใดจึงจะสามารถเข้าถึงและดึงความสนใจของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายได้มากที่สุดรูป แบบหรือ วิธ ก ารนำา เสนอรายการ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีดงนี้ ี ั 1.รายการข่า ว (News Program ) รายการที่จัดขึ้นเพื่อรายงานเหตุการณ์สำาคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ๆเพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่า ใคร ทำาอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร จึงเป็นการเสนอข่าวมิติเดียวที่อาจมีทั้งแบบเขียนเพื่อให้ผู้อ่านอ่านการบันทึกเสียง หรือรายงานจากเหตุการณ์มาเสนอให้ฟัง โดยสามารถแยกประเภทตามการนำาเสนอได้ดังนี้ • การสรุปข่าว • การวิเคราะห์ข่าว • การวิจารณ์ข่าว • ละครข่าว • การเล่าข่าว 2. รายการพูด คุย บทความ บรรยาย (Talk Program) เป็นลักษณะรายการที่ใช้พูดคุย บรรยาย จะมีบทหรือไม่มีก็ได้ แต่มีวัตถุประสงค์ต้องดึงดูดใจให้ผู้ฟังสนใจเป็นสำาคัญ • รายการพูดคุย • รายการบทความ • รายการบรรยาย การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 16. 16 3. รายการสัม ภาษณ์ (Interview Program) และรายการสนทนา (Conversational Program) เป็นการนำาเสนอถึงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร่วมรายการ ซึ่งมี 2คนขึ้นไป • รายการสัมภาษณ์ • รายการสนทนา 4. รายการอภิป ราย (Discussion Program) เป็นรายการพูดคุยแสดงความคิดเห็นในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง โดยผู้ร่วมอภิปรายหลายคน และมีผู้ดำาเนินการอภิปราย 1 คนเปรียบเสมือนเวทีที่เปิดโอกาสให้คนในสังคมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย 5. รายการบรรยายเหตุก ารณ์ (Commentary Program) มีผู้บรรยาย (Commentator/Narrator) ทำาหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำาลังเกิดขึ้นไปสู่ผู้ฟัง 6.รายการตอบปัญ หา (Quiz Program) เป็นรายการที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์โดยให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมกับรายการ ซึ่งถือเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-WaysCommunication) เปิดโอกาสให้ผู้ฟังร่วมตอบปัญหาทางโทรศัพท์ หรือเขียนจดหมายในปัจจุบันรายการประเภทนี้มักถูกนำามาประกอบกับรายการอื่นหรือเป็นส่วนย่อย ๆ คั่นรายการ 7. รายการเพลง (Music Program) รายการบันเทิงเป็นพื้นฐานของวิทยุ การจัดรายการเพลงนี้ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเพลง เช่น การกำาหนดประเภทเพลงที่จะเสนอการกำาหนดแกนกลางของเรื่อง (Theme) เกี่ยวกับเพลง 8. รายการละคร (Radio Drama) นิท าน (Radio Play) การจัดรายการละครและนิทานสำาหรับวิทยุเพื่อการศึกษาจะมุ่งให้ความรู้และความบันเทิง โดยจะสอดแทรกความรู้ให้เหมาะกับลักษณะ รสนิยมความต้องการ หรือสภาพปัญหาของกลุ่มผู้ฟัง ซึ่งรายการละครจะมีทั้งบทพูด บทบรรยาย เพลง และเสียงประกอบเพื่อให้เกิดความสมจริงสมจัง และใช้เสียงเพื่อสร้างจินตนาการ 9. Vox Pop คำาว่า Vox Pop มาจากคำาว่า Vox Populi หรือ Voice ofPeople หมายถึง เสียงของความคิดเห็นที่แตกต่างจากบุคคลที่หลากหลายต่อเรื่องหรือประเด็นปัญหาเดียวกัน มักใช้แทรกในรายการประเภทอื่น ๆเพื่อทำาให้รายการน่าสนใจขึ้น 10. รายการสารคดี (Documentary or Feature) เป็นการนำาเสนอเนื้อหาสาระเรื่อ งใดเรื่อ งหนึง อย่างละเอียดทุกแง่มุม ่โดยต้องพยายามให้มีรูปแบบวิธีการนำาเสนอที่หลากหลาย แต่ต้องคำานึงถึงความมีเอกภาพของรายการด้วย (นำา เสนอเพีย งเรือ งเดีย ว ) ่ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 17. 17 11. รายการนิต ยสารทางอากาศ (Magazine Program) เป็นรายการที่นำาเอกเรื่องราวที่เป็นสาระควบคู่ไปกับความบันเทิงในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่มีวิธีการานำาเสนอเนื้อหาที่หลากหลายแง่มุมมารวมกันไว้ในรายการเดียว โดยมี “บทเชื่อมรายการ” อย่างราบรื่นและมีแกนเรื่อง (Theme) ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unity) มีห ลายเรือ งใน ่รายการเดีย วกัน แต่ส ามารถเชือ มโยงให้ห ว ข้อ ทีต ่า งกัน เป็น ่ ั ่รายการเดีย วกัน ได้อ ย่า งสอดคล้อ งกลมกลืน 12. รายการปกิณ กะ (Variety Program) เป็นรายการวิทยุที่นำาเอารายการเบ็ดเตล็ดย่อย ๆ หรือรายการในลักษณะสัพเพเหระ สิ่งละอันพันละน้อย หลากหลายเรื่องราวมารวมกันอยู่ในรายการเดียว แต่ไม่ต้องมีบทเชื่อมโยงให้รายการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกับรายการนิตยสาร เนื้อหาจึงมีหลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นในเรื่องความบันเทิงเป็นหลัก 13. สปอต (Spot Annoucement) หรือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิญชวน ใช้เวลาสั้น และข้อความสั้น ๆ มีเพลง เสียงประกอบร่วมด้วยเพื่อผลในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์เชิญชวน หรือรณรงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากผู้ฟัง 14. Phone in Program เป็นรายการโทรศัพท์สดจากผู้ฟัง ในรูปแบบรายการให้ความรู้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมในรายการด้วยการโทรศัพท์เข้ามาเพื่อออกอากาศเป็นลักษณะการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-Ways Communication)ทำาให้ผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งของรายการ5. การจัด ตารางเวลาออกอากาศ เวลาในการออกอากาศมีส่วนสัมพันธ์กับผู้ฟังเป้าหมายและความสำาเร็จของรายการเป็นอย่างมาก โดยปัจจัยที่จะบ่งบอกว่ารายการนั้นประสบความสำาเร็จหรือไม่ คือ จำานวนผู้ฟัง ดังนั้น การจัด ตารางเวลาออกอากาศหมายถึง ช่วงเวลาออกอากาศที่กลุ่มผู้ฟังเป้าหมายพร้อมที่จะรับฟังรายการจากสถานีวิทยุ ในการจัดรายการจึงควรวางรูปแบบและเวลาในการออกอากาศให้สัมพันธ์กับรูปแบบการดำารงชีวิต (Life Style) และสภาพหรือสภาวะความพร้อมในการรับฟังรายการของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายในขณะนั้นด้วย เช่น รายการเพลง รายการข่าวประเภท Soft News เป็นต้น การกำาหนดตารางเวลาออกอากาศนั้น บางครั้งผู้บริหารสถานีวิทยุจะเป็นผู้วางนโยบายเกี่ยวกับเวลาออกอากาศโดยกำาหนดลักษณะของผู้ฟังแต่ละช่วงเวลา แต่ถ้าสถานีวิทยุแห่งนั้นไม่ได้กำาหนดไว้ ผู้จัดและผู้ผลิตรายการก็จะต้องค้นหาเองว่าช่วงเวลานั้นเหมาะกับผู้ฟังกลุ่มไหน แล้วจึงมาวางแผนจัดรายการให้มีเนื้อหาและรูปแบบการนำาเสนอรายการให้เหมาะกับความสนใจและรสนิยมของผู้ฟังกลุ่มนั้นในเวลานั้นปัจ จัย ที่ม ีผ ลต่อ การจัด ตารางเวลาออกอากาศ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 18. 18 การจัดเวลาการกระจายเสียงมีส่วนทำาให้รายการที่จัดขึ้นประสบความสำาเร็จหรือล้มเหลว ดังนั้นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาตัดสินใจกำาหนดตารางเวลาออกอากาศกระจายเสียงรายการต่าง ๆ ได้แก่ 1. การจัด ตารางกระจายเสีย งตามนโยบายของสถานี นโยบายของสถานีวิทยุจะเป็นตัวกำาหนดทิศทาง ภาพลักษณ์ และสัดส่วนการออกอากาศในแต่ละวัน โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้กำาหนดสัดส่วนเวลาออกอากาศรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ไว้ดงนี้ ั สัดส่วนเวลาออกอากาศรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์คิดเป็นร้อยละเวลาออกอากาศทั้งหมด (วัน) ดังนี้ ประเภทข่าวและความรู้ ไม่ตำ่ากว่าร้อยละ 25 (มากกว่า 25 % ขึ้นไป) • ประเภทบันเทิง ไม่เกินร้อยละ 58 • ประเภทโฆษณาและบริการธุรกิจ ไม่เกินร้อยละ 17 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ต้องบรรจุรายการออกอากาศรายการธรรมะในเวลาออกอากาศตามข้อ 1 อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งครั้งละไม่น้อยกว่า 15 นาที ตัว อย่า ง 1.1 สถานีว ิท ยุก ระจายเสีย งแห่ง ประเทศไทย (สวท.) ในสัง กัด กรมประชาสัม พัน ธ์ มีนโยบายในการเผยแพร่ข่าวสารและนโยบายของรัฐบาลหรือหน่วยราชการต่างๆ ไปสู่ประชาชน ดังนั้นจึงถือเป็นสถานีวิทยุแม่ข่ายในการกระจายเสียงแห่งชาติที่ทำาหน้าที่เป็นปากเสียงของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมุ่งเน้นเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม อาทิเช่น • เครือข่ายเพื่อข่าวสารของทางราชการ ประกาศทางการเมือง ต่างๆโดยได้กำาหนดสัดส่วนเวลาออกอากาศรายการต่าง ๆ คือ ข่าว 29.5 % , นโยบายของรัฐบาล ( ทำาหน้าที่เป็นปากเสียง ของรัฐบาลและกรมต่างๆ ) 15 % , สังคม 23 % , ความรู้ทั่วไป 30 % , บันเทิง 10 % และกีฬา 2.5 % • เครือข่ายเพื่อศิลปวัฒนธรรม และบริการทั่วไป สำาหรับกลุ่มเป้า หมายคนวัยรุ่น วันทำางาน มีลักษณะเป็น “Contemporary Radio” คือ เป็นสถานีวิทยุ เพื่อมุ่งให้ข่าวสารเหตุการณ์ร่วมสมัยที่คนในสังคมนั้นต้องการ โดยได้กำาหนดสัดส่วนเวลาออกอากาศรายการต่างๆ คือ ดนตรี – เพลง 55 % , บริการสาธารณะ (ข่าวสารจราจร บริการข่าว ฝาก ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในสังคม) 35 % และข่าว 10 % 1.2 สถานีว ิท ยุก ระจายเสีย ง 919 กรป.กลาง (กรป. = กองกำา ลัง รัก ษาและป้อ งกัน ประเทศ ) มีนโยบายในการป้องกันรักษาความสงบของชาติ โดยใช้สถานีวิทยุเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการรณรงค์ทางด้านจิตวิทยา การ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 19. 19โฆษณาชวนเชื่อ เผยแพร่การทำางานของรัฐบาล และดำาเนินการให้ประชาชนมีความสามัคคีและมีความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยได้กำาหนดสัดส่วนเวลาออกอากาศรายการต่างๆในรูปแบบของการให้ความรู้ ความบันเทิง และข่าวสารเป็นส่วนใหญ่ คือ บันเทิง 40 % , ข่าว30 % , ปฏิบัติการจิตวิทยา 15 % , ความรู้ทั่วไป 11 % และศาสนา 4 % ดังนั้นระเบียบและนโยบายของสถานีวิทยุแต่ละแห่ง จะเป็นตัวกำาหนดให้แต่ละสถานีจัดหรือบรรจุรายการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 2. การจัด ตารางกระจายเสีย งตามระบบกระจายเสีย ง การกระจายเสียงของสถานีวิทยุโดยทั่วไปจะแบ่งเทคนิคการส่งคลื่นกระจายเสียงออกเป็น 2 ระบบซึ่งแต่ละระบบก็ให้คุณภาพเสียงและมีความสามารถในการครอบคลุมพื้นที่กระจายเสียงที่แตกต่างกันออกไป คือ • ระบบ AM • ระบบ FMปัจ จัย ของระบบกระจายเสีย งทีม ีผ ลกระทบต่อ การจัด ตาราง ่กระจายเสีย ง ด้า นคุณ ภาพของเสีย ง • ระบบ AM จะมีคุณภาพเสียงไม่ดีนักแต่อำานาจในการแพร่ กระจายคลื่นไปได้ไกล ดังนั้นจึงเหมาะกับการจัดตารางเวลาที่ เน้นบรรจุรายการประเภทพูดคุย ละคร หรือการแสดงที่ใช้เสียง พูดมากกว่ารายการเพลง • ระบบ FM จะมีคุณภาพเสียงดีแต่อำานาจในการแพร่กระจาย คลื่นไปไม่ได้ไกล ดังนั้นจึงเหมาะกับการจัดตารางเวลาที่เน้น บรรจุรายการเพลงและดนตรีซึ่งต้องการคุณภาพเสียงสูง ด้า นกลุ่ม คนทีอ ยู่ใ นพืน ที่ก ารกระจายเสีย ง ่ ้ • ระบบ AM จะมีรัศมีในการส่งคลื่นได้ไกล จึงเหมาะกับการจัด ตารางเวลาที่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ต่างจังหวัด หรืออยู่นอกเมืองในชนบทห่างไกล และมีอาชีพเกษตรกรรมเป็น ส่วนใหญ่ • ระบบ FM จะมีรัศมีในการส่งคลื่นจำากัด ดังนั้นสถานีวิทยุส่วน ใหญ่จึงมักตั้งอยู่ในจังหวัดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น จึง เหมาะกับการจัดตารางเวลาที่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีการศึกษา มี ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง และมีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ 3. การจัด ตารางกระจายเสีย งตามธรรมชาติข องกลุม ผู้ฟ ัง เป้า ่หมายในช่ว งเวลาของวัน (Program Scheduling) การจัดตารางกระจายเสียงจำาเป็นต้องรู้จักกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย รูปแบบของรายการ และยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบหรือวิถีการดำาเนินชีวต (Life Style) ของกลุ่มเป้าหมายในช่วงเวลาระหว่างวันอีกด้วย ดัง ินั้นสถานีวิทยุจึงจำาเป็นต้องนำาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบการวางตารางเวลา การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 20. 20ออกอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรายการให้ประสบผลสำาเร็จตามเป้าหมาย ในช่วงเวลาของแต่ละวันคนจะมีกิจกรรม (Activities) อารมณ์(Moods) และจังหวะในการดำาเนินชีวิต(Rhythms) ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงเป็นผลทำาให้คนมีจุดประสงค์ในการรับฟังวิทยุในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวันที่แตกต่างกันไปด้วย การจัดตารางกระจายเสียงตามธรรมชาติของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายในช่วงเวลาของวันนั้นจะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร และมีรูปแบบการใช้ชีวต (Life Style) อย่างไร เช่น ิ • ช่ว งเวลาเช้า ตรู่ต ง แต่ 06.00 – 08.00 น. ถือเป็นช่วงเวลา ั้ ที่สำาคัญที่สุดของสถานีวิทยุ (ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของโทรทัศน์คือ ช่วงเวลาตั้งแต่เย็นเป็นต้นไป) เพราะสถานีวิทยุแต่ละแห่งจะ แข่งขันในเรื่องรูปแบบของรายการในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลา อื่นๆ ของวัน ดังนั้นจึงเหมาะที่จะจัดรายการข่าวมากที่สุด เพราะคนที่เริ่มดำาเนินชีวิตประจำาวันย่อมต้องการรู้ว่ามีอะไรเกิด ขึ้นบ้างในวันที่ผ่านมา ส่วนรายการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก อายุ 5 - 12 ปี ในช่วงเวลา 06.00 - 07.00 น. เด็กอาจ ฟังวิทยุในระหว่างนั่งรถยนต์ของพ่อแม่ไปโรงเรียน (เด็ก กรุงเทพ) จึงอาจจัดรายการบันเทิงประเภทนิทานควบคู่ไปกับ การให้สาระความรู้ โดยอาจจะจัดในช่วงเวลา 16.00 - 18.00 น. เมื่อเด็กกลับจากโรงเรียน หรืออาจจัดในวันเสาร์ - อาทิตย์ ช่วงเวลา 09.00 - 12.00 น. ก็ได้ • ช่ว งเวลาสายประมาณ 09.00 - 12.00 น. ผู้ฟังวิทยุใน ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านที่กำาลังทำางานบ้านพร้อมๆ กับฟัง วิทยุไปด้วย ดังนั้นจึงเหมาะกับการจัดรายการในลักษณะสาร คดีสั้นๆ สำาหรับผู้หญิง รายการพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้หญิง สนใจ เช่น การตกแต่งบ้านเรือน แฟชั่น อาหาร ฯลฯ ส่วนผู้ ที่ไปทำางานก็อาจอยู่ระหว่างการเดินทางติดต่อลูกค้าและต้องการ วิทยุเป็นเพื่อนในระหว่างทาง ก็อาจจะจัดรายการเพลงคลาสสิก เพลงสนุกสนานเร้าใจ สารคดี หรือรายการพูดคุยทางโทรศัพท์ • ช่ว งเวลาบ่า ย เมื่อนักเรียนกลับจากโรงเรียน สถานีที่เน้น เพลงวัยรุ่นจะเปิดเพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้น โดยมักจะจัดดีเจที่เป็น ที่นิยมไว้ในช่วงเวลานี้ ส่วนผู้ทำางานที่อยู่ในระหว่างการเดิน ทางกลับบ้านสถานีวิทยุก็จะทำาหน้าที่ในการให้ข่าวสารอีกครั้ง แต่มักจะเป็นข่าวที่มีเนื้อหาไม่หนักมากเหมือนกับรายการข่าวใน ช่วงเช้า ดังนั้นการจัดรายการในช่วงบ่ายจึงไม่ควรเสนอ รายการที่มีเสียงเดียวตลอด แต่ควรมรดนตรี ละครการสนทนา พูดคุยสบายๆ และการอภิปรายในแต่ละชั่วโมงให้มีความหลาก หลายด้วย การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 21. 21 • ช่ว งเวลาเย็น สถานีหลายๆ แห่งอาจจัดรายการเพลง สนุกสนาน หรือเพลงไพเราะนุ่มนวลในช่วงเวลาที่รีบเร่งนี้ มากกว่าในช่วงเวลาอื่น เพื่อช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายในขณะ เดินทางกลับบ้าน ส่วนผู้ฟังที่เป็นเกษตรกรที่กลับจากการทำางาน อาจจะอยากรู้ลักษณะดินฟ้าอากาศ ข่าวการตลาด สภาพของ พืชผล โดยในช่วงเวลานี้ผู้ฟังกลุ่มนี้มักจะมีกิจกรรมที่ไม่รีบร้อน สามารถจะฟังวิทยุได้อย่างตั้งใจ จึงเหมาะกับรายการประเภท พูดคุยยาว ๆ รายการให้ความรู้ทางกฎหมาย สุขภาพอนามัย หรือข่าวที่เป็นที่สนใจของคน (Human Interest) สลับกับ การให้ความบันเทิงเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ผู้ฟังกลุ่มนี้เกิดความเบื่อ หน่าย • ช่ว งเวลาคำ่า ถึง มืด วิทยุจะถูกใช้เป็นเพื่อนในระหว่างการอ่าน หนังสือและทำาการบ้าน ดังนั้นสถานีวิทยุบางแห่งจะเน้นรายการ ท้องถิ่นและข่าว สรุปข่าวกีฬา ดนตรีเบา ๆ หรือรายการเพลง สลับกับการพูดคุยในลักษณะเป็นเพื่อนยามดึก แนวคิดเดิมของสื่อมวลชน คือ การเข้าถึงคนจำานวนมากโดยใช้รายการที่มีเนื้อหาแบบเดียวกันแต่หวังผลให้เกิดขึ้นกับคนทั้งหมด แต่จากผลการวิจัยพบว่าธรรมชาติของผู้ฟังถึงแม้จัดเป็นกลุ่มก้อนแต่มีลักษณะกระจายตัว ดังนั้นแนวความคิดเรื่องกลุ่มผู้ฟังในปัจจุบันจึงพยายามเจาะตลาดกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายออกเป็นกลุ่มย่อยๆที่มีลักษณะเฉพาะตัว แล้วจึงจัดรายการเฉพาะกลุ่มเป้าหมายย่อยๆ กลุ่มนั้น (Format Station) เช่นคลื่นสำาหรับคนรักกีฬา คลื่นสำาหรับเด็ก ฯลฯประเภทของตารางกระจายเสีย ง รายการที่จะได้รับการบรรจุลงในตารางเวลา หมายถึง เนื้อหาหรือเรื่องราวที่นำาเสนอออกอากาศโดยมีความยาวติดต่อกันตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไปส่วนเนื้อหาที่มีความยาวเพียง 2 - 3 นาทีจะเรียกว่า ประกาศ(Announcement) หรือสปอต (Spots) จะไม่รับการระบุไว้ รายการโดยทั่วไปที่กำาหนดเวลาออกอากาศไว้ในตารางรายการนั้นในขณะปฏิบัติงานจริงจะเสนอไม่เต็มเวลาเพื่อเหลือเวลาให้ผู้ประกาศประกาศชื่อสถานี เวลา และรายการต่อไป ซึ่งเวลาในช่วงนี้จะเรียกว่า“Station Breaks” ประเภทตารางกระจายเสียงแบ่งออกได้ดังนี้ คือ 1. การจัด รายการอย่า งหยาบ ๆ หรือ แผนผัง หลัก (TrafficBoard Lay Out , Program Across The Board) ขั้นตอนการจัดเตรียมตารางกระจายเสียงประจำาวัน ( DailyProgram Log ) นั้น ก่อนที่จะถึงขั้นตอนนี้ ควรจะได้มีการทำา “ตารางแบบหยาบ ๆ หรือ แผนผัง รายการหลัก ” ซึ่งเรียกกันทั่วๆไป “LayOut” ก่อน ซึ่งมักจะประกอบด้วยวัน เวลา และชนิด ของรายการ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 22. 22 ตัว อย่า ง แผนผัง รายการหลัก (Traffic BoardLayout)เวลา จัน ทร์ อัง คา พุธ พฤหัส ศุก ร์ เสาร์ อาทิต ย์ ร ฯ04.30 เปิด เปิด เปิด เปิด เปิด -- ---05.00 สถานี สถานี สถานี สถานี สถานี05.00- ข่าว ข่าว ข่าว ข่าว ข่าว -- เปิดสถานี-06.00 ธรรมะ06.00- เพลง เพลง เพลง เพลง เพลง เปิดสถานี- เพลง07.00 เพลง07.00- ถ่ายทอด ถ่ายทอด ถ่ายทอด ถ่ายทอด ถ่ายทอด ถ่ายทอด ถ่ายทอด08.0008.00- เกษตร เกษตร เกษตร เกษตร เกษตร เกษตร เกษตร08.30 รายการกระจายเสียงของวิทยุมักจะมีรายการออกอากาศในช่วงเวลาของแต่ละวันเหมือนๆกัน ยกเว้นวันเสาร์ – อาทิตย์ จึงทำาให้สามารถจัด“ตารางรายการแบบ Program Across The Board” ซึ่งหมายถึงการจัดตารางกระจายเสียงหลักหรือแม่แบบ โดยเขียนชื่อรายการในวันแรกของสัปดาห์แล้วขีดเส้นลูกศรขวางไปถึงวันสุดท้าย ตัว อย่า ง ตารางรายการแบบ Program AcrossThe Boardเวลา จัน ทร์ อัง คา พุธ พฤหั ศุก ร์ เสาร์ อาทิต ร สฯ ย์05.30- เปิดสถานี รายการ06.00 แผ่นดินทอง06.00- ข่าว 6 โมงเช้า06.3006.30- รายการรักเมืองไทย07.0007.00- ข่าว07.3007.30- รายการหลังข่าวเช้า08.00 นี้ ฯลฯ ประโยชน์ข องการจัด ตารางรายการอย่า งหยาบ ๆ หรือแผนผัง หลัก (Lay out) คือ 1. เพื่อใช้เป็นหลักในการจัดทำาตารางกระจายเสียงประจำาวัน (DailyProgram Log) ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการมากขึ้น 2. เพื่อใช้สำาหรับยื่นให้ฝ่ายราชการ (ผู้ควบคุมการออกอากาศหรือกกช.) ให้ตรวจสอบก่อนออกอากาศล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 23. 23 2. การจัด ตารางกระจายเสีย งประจำา วัน (Daily ProgramLog) เป็นการนำาเอาตารางแบบหยาบ ๆ (Lay out) มาเป็นหลักในการจัดตารางกระจายเสียงประจำาวันที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการมากขึ้น เช่นบอกให้ทราบถึงลักษณะของรายการ ความยาว รายการสด หรืออัดเทปใครเป็นผู้ดำาเนินรายการ ฯลฯ ตัว อย่า ง ตารางการกระจายเสีย งประจำา วัน (Daily Program Log)เวลา รายการ ผูร ับ ผิด ้ นาที วัส ดุ ชอบ05.25 สัญญาณ สวท. เทปน. -เพลงชาติ -ประกาศเปิดสถานี - อ่าน ผูประกาศ ้ 5 สด รัฐธรรมนูญ - วิสูตร- ไข วิทยุสุภาษิต -แจ้งรายการภาคเช้า ศรี -รายการแผ่นดินทอง 25 เทป06.00 -ข่าวหกโมงเช้า ปรีชา 29 เทปน. -รายการรักเมืองไทย เรื่อง “การสัมมนา เตือนใจ06.30 เชิงอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการน. ขายนำ้าตาลทราย โควตา ข” และเรื่อง “การจัดนิทรรศการ หัตถกรรมและอุตสาหกรรมในครอบครัว ประจำาปี 2529” ฯลฯ * ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการจัดตารางกระจายเสียงตามแนวความคิดเดิมของสื่อมวลชนจะมีทั้งรูปแบบอย่างหยาบ ๆ และอย่างละเอียด โดยจุดประสงค์ข องการจัด ตารางกระจายเสีย งคือ เพื่อ การปฏิบ ต ิง านของ ัฝ่า ยต่า ง ๆ ดำา เนิน ไปด้ว ยความเรีย บร้อ ย ไม่ม ีป ญ หาติด ขัด ระหว่า ง ัการออกอากาศรายการ 3. การจัด ตารางออกอากาศในลัก ษณะของวัฏ จัก รเวลา(Clock or Wheel Schedule) เป็นการจัดตารางรายการในลัก ษณะกงล้อ หรือ หน้า ปัด นาฬิก า(Clock or Wheel) โดยใช้ว งกลมแทนช่ว งเวลา 1 ชัว โมง แล้ว ่จึงแบ่งย่อยโดยวางลำาดับรายการต่าง ๆ ลงไปเป็นนาที ซึงเมื่อจัดแนวรายการครบแต่ละ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 24. 241 ชั่วโมงก็จะเวียนกลับไปจัดรายการต่าง ๆ แบบเดิมตามจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจนครบ 24 ชั่วโมง การจัดตารางในลักษณะนี้เป็นเป็นรูปแบบที่ใช้กันมาตามแนวคิดการจัดรายการในปัจจุบันดังนั้นจึงเหมาะกับ “สถานีว ิท ยุแ บบ FormatStation หรือ Format Radio” คือ สถานีวิทยุที่มีการกำาหนดกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายไว้โดยเฉพาะ แล้วจึงกำาหนดแนวทางการนำาเสนอเนื้อหารูปแบบให้เป็นเอกลักษณ์ของคลื่น เช่น เป็นคลื่นเพื่อข่าวสาร คลื่นเพื่อความบันเทิง ฯลฯ ตัว อย่า ง สถานีวิทยุที่เน้นข่าวสาร ( News Station ) ผู้ฟังสามารถฟังข่าวจากการจราจรได้ทุก ๆ ช่วงเวลา 10 นาที และข่าวกีฬาหลังจาก 15 นาทีแรกและอีก 15 นาทีจะครบ 1 ชั่วโมง ดังตารางเวลาต่อไปนี้ เนือ หาของรายการ ้ ประกอบด้ว ย 1. หัวข้อข่าว 2. โฆษณา 3. ข่าวในและต่าง ประเทศ 4. ข่าวจราจร 5. ข่าวท้องถิ่นทั่วไป 6. ข่าวกีฬา 7. สารคดี 8. ข่าวการเงิน การ คลัง 9. ข่าวสภาพอากาศ สถานีเพลงที่ใช้การจัดตารางในลักษณะนี้ มักจะมีการระบุชนิดของเพลงที่จะเล่นในช่วงเวลาต่าง ๆ เพราะนอกจากจะบอกให้ผ ู้ฟ ัง รูว ่า จะเล่น ้เพลงอะไรแล้ว ก็ย ง จะบอกให้ร ู้ถ ง ลำา ดับ ที่จ ะเล่น และยังให้ประโยชน์ ั ึในการจัด วางเพลงให้ม ค วามหลากหลายเพือ ไม่ใ ห้ร ายการน่า เบื่อ ี ่โดยระหว่า งการเปลี่ย นปรับ เภทของเพลงหรือ รายการมัก จะคั่นด้ว ยโฆษณา (Spot) หรือ Jingle การวางผังรายการในลักษณะนี้จึงมีข้อดีคือ ผู้ฟังจะจดจำาได้ว่าเขาสามารถรับฟังอะไรได้ในเวลาใด ส่วนข้อเสียก็คือ ถ้าปรับเปลี่ยนรายการในวงล้อมากหรือน้อยเกินไปก็จะแสดงให้เห็นขาดความอดทนที่จะรอดูผลและการปรับ เปลี่ย นรายการบ่อ ย ๆ ก็จ ะทำา ให้ผ ู้ฟ ง ไม่ส ามารถค้น พบ ัรูป แบบการจัด ตารางเวลาออกอากาศได้ องค์ประกอบที่สำาคัญในการจัดตารางเวลาแบบนี้คือ การจัดวางช่วงเวลาที่แตกต่างไปจากสถานีวิทยุคู่แข่ง และตัว ผู้จ ด รายการหรือ ดีเ จ ั(Disc Jockey) เพราะถ้าดีเจได้รับความนิยมและมีความสามารถในการดึงดูดผู้ฟังได้มาก ก็ควรจะให้เวลากับดีเจมากขึ้นตารางกระจายเสียงเป็น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 25. 25ปัจจัยตัวสุดท้ายที่เป็นกลยุทธ์ในการวางแผนรายการเพราะจะเป็นตัวบ่งบอกว่ารายการนั้นประสบความสำาเร็จหรือไม่ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากเพียงใด ทั้งนี้เพราะเราถือว่าความสำา เร็จ ของรายการนี้ข น อยู่ก บ ึ้ ั “กลุ่ม ผู้ฟ ง ” เป็นสำาคัญ โดยในเชิงธุรกิจ ถ้าสถานีวิทยุแห่งใดมีจำานวนผู้ ัฟังมาก ก็จะมีรายได้จากการขายเวลาโฆษณาในอัตราที่แพงกว่าสถานีวิทยุอื่น ๆ บุค ลากรและคุณ สมบัต ิข องผู้ด ำา เนิน รายการวิท ยุ ผู้ที่ทำาหน้าที่ต่าง ๆ ในงานวิทยุกระจายเสียงมีอยู่ด้วยกัน 7 ฝ่าย คือ 1. ผู้ผลิตรายการ (Producer) 2. ผู้เขียนบท (Script Writer) 3. ผู้กำากับรายการ (Program Director) 4. ช่างเทคนิค (Technician) หรือผู้ควบคุมเสียง 5. ผู้ดำาเนินรายการ (Presenter) 6. ผู้แสดง (Actors) 7. วิทยากรหรือแขกรับเชิญ (Specialist or Guest)บทบาทของบุค ลากรในงานวิท ยุ 1. ผู้ผ ลิต รายการ (Producer) เป็นผู้รับผิดชอบให้คำาแนะนำาและดำาเนินการให้มีรายการวิทยุกระจายเสียงรายการใดรายการหนึ่งขึ้นมา หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้ผลิตรายการเป็นต้นคิดเกี่ยวกับรายการ มีบทบาทมากในขั้นการวางแผนผลิตรายการเป็นผู้เลือกผู้เขียนบท ผู้กำากับรายการ ผู้ดำาเนินรายการ และให้คำาแนะนำาว่าควรจะเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญหรือวิทยากรที่จะมาร่วมในรายการเป็นต้น 2. ผู้เ ขีย นบท (Script Writer) เป็นผู้รับแนวคิดจากผู้ผลิตรายการ แล้วแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆมาเรียบเรียงแล้วกลั่นกรองเป็นตัวอักษร รวมทั้งกำาหนดลักษณะของเสียงที่ต้องการใช้ ซึ่งเรียกว่าเป็นการเขียนบทวิทยุเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตรายการ ผู้เขียนบทต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาวิทยุ มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ด้านเสียง เช่น ไมโครโฟน เทป ซีดี รวมทั้งเทคนิคด้านเสียงเพื่อระบุความต้องการใช้เสียงต่าง ๆ ในบทวิทยุได้อย่างถูกต้อง บางครั้งผู้ผลิตรายการและผู้เขียนบทอาจเป็นคนเดียวกันก็ได้ ซึ่งจะสามารถถ่ายทอดแนวคิดของรายการได้ตรงตามวัตถุประสงค์ 3. ผู้ก ำา กับ รายการ (Program Director) เมื่อผู้กำากับรายการได้บทวิทยุแล้ว ก็จะทำาหน้าที่จัดหาวัสดุรายการแก้ไขปรับปรุงบท ควบคุมการฝึกซ้อมและการบันทึกรายการในห้องบันทึกเสียงให้เป็นไปตามบท โดยให้คำาแนะนำาด้านดนตรี เสียงประกอบ และการควบคุมเสียงแก่ช่างเทคนิค ดังนั้น ผู้กำากับรายการจึงต้องศึกษาบทวิทยุให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของหรือวัตถุประสงค์ของผู้เขียน และพยายามผลิตบทนั้น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 26. 26ให้ออกมาเป็นเสียงที่สมบูรณ์ ทั้งเสียงพูด เสียงดนตรี และเสียงประกอบผู้กำากับรายการที่มีความสามารถจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการผลิตรายการที่ทำาให้ผู้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับบทบาทของตัวแสดงหรือเกิดความคิด เกิดการกระทำาตามเมื่อได้ยินได้ฟังรายการจากวิทยุ (มีผู้เปรียบเทียบผู้กำากับรายการว่าเป็นจิตรกร ที่ใช้ไมโครโฟนแทนผืนผ้าใบ ใช้ผู้ดำาเนินรายการ ผู้แสดง ดนตรี และเสียงประกอบแทนสี และใช้เครื่องผสมสัญญาณเสียงแทนจานผสมสี) 4. ช่า งเทคนิค (Technician) บางครั้งเรียกว่า ผู้ควบคุมเสียง ทำาหน้าที่ควบคุมและปรับแต่งสัญญาณเสียงที่มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จาก ไมโครโฟน แผ่นเสียง เทปซีดี การควบคุมเสียงจะทำาตามบทวิทยุและตามคำาแนะนำาของผู้กำากับรายการ ก่อนการบันทึกเสียง ผู้ควบคุมเสียงจะต้องจัดเตรียมติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในบทวิทยุให้พร้อม และทดสอบระดับเสียงของผู้ร่วมรายการเพื่อให้ได้เสียงที่มีระดับสมดุลกัน ผู้ควบคุมเสียงที่ดีต้องศึกษาบทวิทยุ รวมทั้งทำาเครื่องหมายในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนต้องปฏิบัติลงในบทวิทยุเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว 5. ผู้ด ำา เนิน รายการ (Presenter) ในรายการวิทยุจะต้องมีบุคคลที่ทำาหน้าที่ประการเปิดรายการ บรรยายเชื่อมโยงรายการตั้งแต่ต้นจนจบ และประกาศปิดรายการ ซึ่งผู้ดำาเนินรายการจะมีบทบาทมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับรูปแบบของรายการ รายการบางรายการ เช่น รายการสัมภาษณ์และรายการอภิปราย ผู้ดำาเนินรายการมีบทบาทสำาคัญมากเพราะเป็นผู้ที่คอยป้อนคำาถาม สรุปประเด็นปัญหา จึงต้องมีความสามารถพิเศษในการพูดและมีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำาหรับรายการอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่มีเสียงออกอากาศ จึงเป็นที่รู้จักของผู้ฟังโดยทั่วไป คนจะนิยมฟังรายการหรือไม่ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเสียงและวิธีการพูดของผู้ดำาเนินรายการ ผู้ดำาเนินรายการจึงควรมีลีลาการพูดที่เหมาะสมกับประเภทและรูปแบบของรายการและเป็นผู้ที่มีเสียงชัดเจน การเรียกผู้ทำาหน้าที่ดำาเนินรายการหรือผู้ที่ทำาหน้าที่เสนอเสียงในรายการวิทยุกระจายเสียง เรียกได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการเสนอรายการได้แก่ 5.1 ผู้ด ำา เนิน รายการ มักใช้เรียกเป็นคำากลาง ๆ สำาหรับรายการทั่วๆ ไป และใช้สำาหรับรายการอภิปราย รายการสนทนา 5.2 ผู้บ รรยาย (Narrator) ทำาหน้าที่บรรยายเชื่อมโยงรายการในรายการสารคดี การบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ การถ่ายทอดนอกสถานที่ การบรรยายฉาก หรือเหตุการณ์ในละครวิทยุ 5.3 ผู้ส ัม ภาษณ์ (Interviewer) เป็นผู้ตั้งคำาถามและสรุปประเด็นในรายการสัมภาษณ์ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 27. 27 5.4 ผูป ระกาศ (Announcer) ทำาหน้าที่ประกาศข้อความของ ้สถานี เช่น ประกาศเปิดสถานี แจ้งรายการ ประกาศเข้ารายการ หรือประกาศข้อความสั้น ๆ (spot) บางครั้งคำาว่าผู้ประกาศ อาจใช้เรียกผู้ที่ทำาหน้าที่ดำาเนินรายการต่าง ๆ ด้วย 5.5 ผู้อ ่า นข่า ว (News Reader) คือ ผู้ที่ทำาหน้าที่อ่านข่าวโดยเฉพาะ 5.6 ผู้ว เ คราะห์ห รือ วิจ ารณ์ (commentator) ใช้เรียกผู้ที่ทำา ิหน้าที่วิเคราะห์หรือวิจารณ์ข่าวและเหตุการณ์ 5.7 D.J. (DiskJockey) คือผู้ที่ทำาหน้าที่เป็นทั้งผู้เตรียมรายการ ดำาเนินรายการ และควบคุมเสียง 6. ผู้แ สดง (Actors) รายการวิทยุที่มีผู้แสดง คือ รายการละครวิทยุ ผู้แสดงละครวิทยุจึง ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำาให้ตัวละครมีชีวิตชีวาขึ้นมา จึงควรฝึกฝนในเรื่อง การใช้เสียงเป็นพิเศษ โดยการอ่านบท ทำาความเข้าใจกับบุคลิกของตัว ละครและพยายามใช้เสียงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และ บุคลิกลักษณะของตัวละครออกมา 7. วิท ยากรหรือ แขกรับ เชิญ (Specialist or Guest) รายการวิทยุบางรายการ ต้องเชิญผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือผู้ เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มาร่วมรายการ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ ผู้ ผลิตและผู้กำากับรายการ จึงต้องเลือกเชิญผู้ที่มีความสามารถในด้านการ พูดทางวิทยุกระจายเสียงด้วย เพื่อให้รายการมีรสชาติ น่าฟังไม่น่าเบื่อ บุคลากรในการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงจะประกอบด้วยใครบ้าง นั้น ขึ้นอยู่กับ รูปแบบของรายการ ขนาดของสถานี บางครั้งหากเป็น สถานีเล็กบุคลากรจะมีจำานวนน้อย คนเดียวจึงทำาหน้าที่หลายอย่าง เช่น เป็นทั้งผู้ผลิตรายการ ผู้กำากับรายการ หรือ อาจเป็นผู้เขียนบท คุณ สมบัต ข องบุค ลากรในงานวิท ยุก ระจายเสีย ง (3 ตำา แหน่ง ิ สำา คัญ ) 1. ผู้ผ ลิต รายการ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ • มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ • มีความสามารถในการวางแผนและตัดสินใจ • มีความสามารถในด้านการบริหาร • มีความเป็นผู้นำา • มีมนุษยสัมพันธ์ดี • เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดี • ต้องเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง • มีรสนิยมดี • มีความรับผิดชอบ 2. ผู้เ ขีย นบท ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 28. 28 • มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ • มีความสามารถในการเขียน • มีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของรายการวิทยุกระจายเสียง • มีความสามารถในการใช้ภาษาวิทยุกระจายเสียง • หมั่นแสวงหาประสบการณ์ • เป็นผู้ที่มีความสังเกตและความจำาดี • เป็นผู้มีรสนิยมดี 3. ผู้ก ำา กับ รายการ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ • เป็นผู้มีที่มีความรู้เกี่ยวกับเสียงและศิลปะการแสดงเป็นอย่างดี • มีความเป็นผู้นำา • มีความละเอียดรอบคอบในการทำางาน • เป็นผู้มีระเบียบวินัย • มีความสามารถทำางานภายใต้เงื่อนไขของเวลา • มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า • เป็นผู้มีรสนิยมดี กระบวนการผลิต รายการวิท ยุ กระบวนการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง มี 4 ขั้นตอนที่สำาคัญได้แก่ ขัน เตรีย มการ (Preparation) ประกอบด้ว ย 1.้ การวางแผน เป็นการกำาหนดหัวข้อว่า จะจัดรายการเรื่องอะไรเนื้อหาอย่างไร เสนอรายการในรูปแบบไหน ผู้ฟังคือใคร ออกอากาศเวลาไหน วัตถุประสงค์ของรายการเพื่อสิ่งใด การเขีย นบท เป็นการนำาเอาความคิดในขั้นการวางแผนมาขยายและเขียนรายละเอียด โดยอาศัยจินตนาการของผู้เขียนเอง ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มาเขียนในรูปแบบของวิทยุ การเตรีย มวัส ดุอ ุป กรณ์แ ละเสีย งประกอบต่า ง ๆ ตามบท เป็นขั้นตอนที่ต้องเตรียมจัดหาเพลงต่าง ๆ เพลงประกอบรายการ เสียงประกอบเตรียมจัดสรรบุคลากรให้พร้อมตามบทที่เขียนไว้ เช่น ผู้ประกาศ ผู้ร่วมรายการผู้ควบคุมเสียง 2. ขัน ซัก ซ้อ มก่อ นออกอากาศ (Rehearsal) ้ เป็นการนำาสิ่งต่าง ๆ มารวมกันและจัดลำาดับตามบทที่ได้เขียนไว้ แล้วทำาการซ้อมจัดรายการพร้อมกันหมด ปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ เช่น เนื้อหา วิธีการนำาเสนอ ผู้ประกาศ หรือผู้ร่วมรายการว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร สามารถแก้ไขและซักซ้อมความเข้าใจกันได้ก่อนออกอากาศจริง 3. ขัน ออกอากาศ (On Air) ้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 29. 29 เป็นขั้นตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่างกระทำาไปตามบทที่ได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยวิธีการในขั้นนี้อาจจะออกอากาศจริง หรือบันทึกเทปไว้เพื่อนำาไปออกอากาศจริงก็ได้ 4. ขัน ประเมิน ผล (Evaluation) ้ หลังจากออกอากาศแล้ว ควรมีการติดตามว่า รายการที่ผลิตไปนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง จะต้องแก้ไขอย่างไร อาจจะต้องแก้ไขเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง หรือทั้งหมดเพื่อให้รายการประสบผลสำาเร็จสมบูรณ์ที่สุด และจะต้องมีการประเมินคุณภาพการประเมินผลรายการวิทยุกระจายเสียงด้วย การประเมิน คุณ ภาพในการประเมิน ผลของรายการวิท ยุกระจายเสีย ง การประเมินคุณภาพรายการเป็นงานของฝ่ายบริหาร รายการที่จะต้องประเมินต้องมีการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ผลิตรายการมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่ารายการนั้นมีคุณภาพทางด้านเทคนิค และมีเนื้อหาสาระตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เหมาะสมที่จะเผยแพร่ออกอากาศ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลหลังการออกอากาศด้วยว่ารายการนั้นมีผลต่อผู้ฟังประการใด การประเมิน ประสิท ธิภ าพของรายการวิท ยุก ระจายเสีย ง จะประเมิน ด้า นต่า ง ๆ ดัง นี้ 1. การประเมินด้านเทคนิคการผลิต ประเมินคุณภาพของเสียงต่าง ๆ ว่ามีความสมดุลหรือไม่ ต่อเนื่องหรือไม่ 2. ประเมินความเข้าใจเนื้อหา 3. ประเมินเทคนิคการนำาเสนอรายการ 4. ประเมินความน่าสนใจของรายการ ประเมินว่าเมื่อฟังรายการแล้วผู้ ฟังมีความรู้สึกอย่างไร รายการนั้นมีวิธีเปิดรายการน่าสนใจชวน ติดตามฟังและจบลงด้วยความประทับใจหรือไม่ ให้ความรู้สาระ บันเทิงเพียงไร วิธ ีก ารประเมิน คุณ ภาพของรายการก่อ นออกอากาศ 1. ประเมินโดยประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหารายการและเทคนิค ในการผลิต 2. การประเมินโดยกลุ่มตัวอย่าง นำาเอาตัวอย่างไปเปิดให้กลุ่มตัวอย่าง ฟัง เพื่อประเมินความน่าสนใจของรายการ คุณภาพเสียงที่ออกมา การประเมิน ผล ทำา เมื่อ ออกอากาศไปแล้ว ระยะหนึง ่ 1. การใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์ 2. การรวบรวมข้อมูลจากจดหมายและโทรศัพท์ของผู้ฟัง นอกจากนี้อาจแบ่งขยายกระบวนการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเป็น 8 ขัน ตอน คือ ้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 30. 30 1. ขั้นรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน โดยผู้ผลิตรายการจะต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ฟัง รูปแบบ และประเภทของรายการที่จะผลิตประเด็นเนื้อหา งบประมาณในการผลิตรายการ 2. ขั้นการวางแผนผลิตรายการ ผู้ผลิตต้องตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ว่าจะดำาเนินการผลิตรายการอย่างไร จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของรายการเพื่อสิ่งใด เช่น ให้ข่าวสาร ให้ความบันเทิง ยำ้าให้เกิดความมั่นใจและก่อให้เกิดการกระทำา โดยจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ได้แก่ บุคคล วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร 3. การเขียนบท (Script Writing) เป็นการนำาเอาความคิดในขั้นวางแผนมาขยายและเขียนรายละเอียดโดยอาศัยจินตนาการของผู้เขียนเองประกอบด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มาเขียนในรูปบทวิทยุ 4. ขั้นการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และเสียงประกอบต่าง ๆ จากบทวิทยุจะทำาให้ผู้ผลิตรายการสามารถจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าได้ 5. ขั้นประสานงานการผลิตรายการ ขั้นนี้เป็นการประสานงานกับผู้ร่วมงานฝ่ายต่าง ๆ ตามที่กำาหนดไว้ในบท เช่น ผู้กำากับรายการ ผู้ดำาเนินรายการ ช่างเทคนิค วิทยากรที่จะเชิญมาในรายการ เป็นต้น 6. ขั้นการซักซ้อม ควรมีการซักซ้อมก่อนการบันทึกเสียง เพื่อลดความผิดพลาดทั้งด้านเนื้อหาและการพูด 7. ขั้นบันทึกเสียง 8. ขั้นตรวจสอบคุณภาพของรายการ เมื่อบันทึกเสียงเสร็จแล้วควรมีการตรวจสอบคุณภาพของเสียงที่บันทึกว่ามีความชัดเจนถูกต้อง สมจริงสมจังหรือไม่ หรือต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ขั้นตอนทั้ง 8 ขั้นตอนนี้อาจแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ 1. ขั้นเตรียมการก่อนผลิต (Pre – production) 2. ขั้นลงมือผลิตรายการ (Production) 3. ขั้นหลังการผลิต (Post – production) Pre – production Production Post – production 1. ศึกษาข้อมูล พื้นฐาน - บันทึกเสียง 2. วางแผน - การควบคุม 3. เขียนบท ตรวจสอบคุณภาพ 4. เตรียมวัสดุ เสียง - การกำากับ ของเสียง อุปกรณ์ 5. ประสาน รายการข้อ ควรคำา นึต ในการผลิต รายการวิท ยุก ระจายเสีย ง งานการผลิ ง เพื่อให้รายการวิทยุกระจายเสียงที่ผลิตขึ้นประสบผลสำาเร็จมากที่สุดดังนั้น ผู้ผลิตรายการจึงควรเข้าใจข้อจำากัดของสื่อวิทยุกระจายเสียง ว่าเป็นสื่อที่ที่มืดบอด (Blind Medium) คือ ไม่มีภาพ ผู้ฟังต้องใช้จินตนาการ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 31. 31ตลอดเวลา และยังมีข้อจำากัดเรื่องเวลาที่มีไม่มากนัก ผู้ผลิตรายการจึงไม่สามารถเสนอข้อมูลรายละเอียดได้เหมือนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร และนอกจากนี้สื่อวิทยุยังเป็นสื่อที่ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา หากเวลาผ่านไปรายการก็ผ่านไปด้วย ถ้าพลาดฟังรายการในเวลาที่ออกอากาศก็ไม่ย้อนกลับมาฟังได้ใหม่ นอกจากจะเสนอซำ้า นอกจากนี้ในการฟังวิทยุผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะทำากิจกรรมอื่น ๆ ไปด้วย หากรายการใดไม่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา รูปแบบหรือเสียงของผู้เสนอรายการก็ดี ผู้ฟังก็จะไม่สนใจฟังดังนั้นในการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง ผู้ผลิตรายการจึงต้องพิจารณาในส่งต่อไปนี้ให้มีความน่าสนใจ ดังนี้ องค์ป ระกอบที่ท ำา ให้ผ ู้ฟ ัง เกิด ความสนใจ 1. การเลือ กเรือ งที่จ ะนำา เสนอ ่ 1.1 เรื่องที่จะนำามาผลิตเป็นรายการวิทยุ ควรเลือก เรื่องที่คน สนใจ (Human Interest) เช่น 1.1.1 เรื่องที่มีผลกระทบต่อการดำารงชีวิตของคน เช่น ปัญหาสังคม ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาสิ่ง แวดล้อม ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง โดยควรเสนอ วิธีการป้องกัน แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ควบคู่กันไปด้วย 1.1.2 เรื่องราวที่เป็นความขัดแย้ง อาจเป็นระหว่าง มนุษย์ด้วยกัน หรือมนุษย์กับธรรมชาติ หรือระหว่าง ทัศนะที่ต่างกัน อาจมีประเด็นคำาถามที่น่าโต้แย้ง การตอบโต้ทางความคิด หรือประเด็นคำาถามที่ท้าย ทาย ความขัดแย้งภายในรายการมักกระตุ้นความ สนใจของผู้ฟังได้ดี 1.1.3 เรื่องราวที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ของคน เช่น เรื่องตลก เรื่องเศร้า สะเทือนอารมณ์ 1.1.4 เรื่องราวที่เป็นความริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น การค้นพบสิ่งใหม่ ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ 1.1.5 เรื่องราวที่เกี่ยวกับบุคคลสำาคัญหรือบุคคลที่ มีชื่อเสียง และกิจกรรมของบุคคลสำาคัญระดับชาติ 1.1.6 เรื่องราวที่เกี่ยวกับความสำาเร็จ หรือความล้ม เหลวของบุคคล เช่นบุคคลที่ได้รับรางวัลด้านใดด้าน หนึ่ง สร้างชื่อเสียงให้แก่ชุมชน สังคม ผู้ผลิตรายการสามารถนำาเอาเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้มาผลิตเป็นรายการได้หลายประเภท เช่น รายการข่าว สารคดี สัมภาษณ์ สนทนารายการละคร 1.2 เลือกเรื่องให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีความแตกต่าง กัน เช่น เพศ การศึกษา การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 32. 32อาชีพ รายได้ ซึ่งทำาให้มีประสบการณ์ต่างกัน และมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกันด้วย ฉะนั้นหากเรื่องใดไม่สอดคล้องกับประสบการณ์หรือผู้ฟังไม่มีประสบการณ์ร่วมกันแล้ว รายการนั้นก็ไม่เป็นที่สนใจของผู้ฟังกลุ่มนั้น 1.3 เรื่องที่นำามาผลิตรายการวิทยุ จะต้องไม่ซับซ้อนวกวนจน จับต้นชนปลายไม่ถูก จะต้องเรียงลำาดับประเด็น เนื้อหาให้ดี เพราะผู้ฟังวิทยุมักไม่ได้สนใจนั่งฟังอยู่ตลอดเวลา มักทำากิจกรรมอื่นไปด้วย 1.4 เรื่องที่จะเสนอต้องใช้ภาษาง่าย ๆ ฟังแล้วเข้าใจทันที เพราะผู้ฟังไม่สามารถซักถามได้ 1.5 เนื้อหาของเรื่องที่เสนอต้องสั้นกระชับ ไม่บรรจุราย ละเอียดมากเกินไป เพราะมีข้อจำากัดเรื่องเวลา 2. การเลือ กเสีย ง 2.1 เสียงพูด ต้องเป็นเสียงที่ชัดเจน แจ่มใส มีพลัง หรือมีนำ้า หนักในการเปล่งเสียง นำ้าเสียงต้องเหมาะสมกับเนื้อหาของรายการ 2.2 เสียงดนตรี ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาของรายการ 2.3 เสียงประกอบ ใช้ในบางรายการ เช่น ละคร สารคดี โดย ทั่วไปไม่นิยมใช้เสียงประกอบในรายการมากเกินไป จะใช้เฉพาะเท่าที่จำาเป็นในการสร้างภาพหรือบรรยากาศเท่านั้น ถ้าใช้มากเกินไปอาจทำาให้ผู้ฟังสับสนได้ 3. การเลือ กรูป แบบของรายการ 3.1 วัตถุประสงค์ของรายการ ต้องดูว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เช่น เสนอข่าวสาร ความรู้ความบันเทิง หรือจูงใจกระตุ้นให้คนปฏิบัติตาม ซึ่งวัตถุประสงค์เหล่านี้ทำาให้ผลิตรายการออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ต้องการเสนอข่าวสาร เสนอรายการข่าว ต้องการวิเคราะห์ข่าว เสนอรายการสารคดีนิตยสาร อภิปราย สัมภาษณ์ สนทนา เป็นต้น 3.2 เรื่องที่เสนอในรายการ หากต้องการเสนอทุกแง่ทุกมุม เช่น เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ควรเสนอแบบสารคดี ถ้าต้องการเสนอความคิดเห็นของบุคคล ควรเป็นแบบรายการสัมภาษณ์ อภิปราย 3.3 กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย ต้องดูว่ารายการรูปแบบใดคนนิยมฟัง มากที่สุด 3.4 ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งบุคลากร เวลา งบประมาณ เช่น ถ้ามี เวลาเพียง 3 นาที ต้องเสนอ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 33. 33รายการที่เกี่ยวกับความรู้โดยตรง ควรเสนอเป็นแบบบทความ สารคดี ถ้ามีเวลามาก เช่น 30 – 40 นาที ควรเลือกรายการนิตยสาร เพื่อป้องกันความเบื่อหน่ายของผู้ฟัง 4. การตรวจสอบคุณ ภาพของรายการวิท ยุก ระจายเสีย ง ผู้ผลิตรายการต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของการผลิตรายการวิทยุทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ได้แก่ 4.1 การตรวจสอบคุณภาพในขั้นเตรียมการผลิต ดูความเป็นไป ได้ของแผนงานการผลิตรายการ บทวิทยุ คุณภาพของวัสดุ อุปกรณ์ ความพร้อมของบุคลากร 4.2 การตรวจสอบคุณภาพในขั้นการผลิต ถ้าไม่ดีก็ให้บันทึก เสียงใหม่ 4.3 การตรวจสอบคุณภาพหลังการผลิตรายการ เป็นการดู ว่าการบันทึกเสียงเป็นอย่างไร บันทึกเสียงสำาเร็จหรือไม่ เสียงชัดเจน ผู้พูดพูดอย่างไร รายการยาวเกินเวลาหรือไม่เทคนิค การให้เ สีย งทางวิท ยุก ระจายเสีย ง ประเภทของเสียงในรายการวิทยุกระจายเสียง มี 3 ประเภท ได้แก่ 1. เสียงพูด 2. เสียงดนตรี 3. เสียงประกอบ งานวิทยุกระจายเสียง เป็นงานที่ต้องอาศัย “เสีย ง” เป็นหลักในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ หรือสร้างความรู้สึก จินตนาการให้กับผู้ฟัง ดังนั้นรายการวิทยุกระจายเสียงรูปแบบต่าง ๆ ต้องประกอบด้วยส่วนประกอบ(เสียง) ของรายการ 3 ส่วน ได้แก่ 1. ส่ว นทีเ ป็น เนื้อ หาของรายการ (Content) ่ คือ สาระของรายการที่ผู้ผลิตรายการต้องการเสนอแก่ผู้ฟัง ส่วนที่เป็นเนื้อหาของรายการนี้ อาจเรียกในลักษณะรวม ๆ ว่าเป็นส่วนของเสียงพูดหรือ การสนทนาแต่ถ้าเป็นรายการเพลง เสียงเพลงก็ย่อมเป็นส่วนเป็นส่วนของเนื้อหารายการด้วย รวมทั้งเสียงพูดที่จะทำาให้ผู้ฟังเข้าใจตลอดเวลาของรายการนั้นประเภทของเสีย งพูด ในงานวิท ยุก ระจายเสีย ง แบ่ง ได้ห ลายประเภท • แบ่งตามเพศ • แบ่งตามวัย • แบ่งตามจำานวน • แบ่งตามสภาพร่ายกาย จิตใจ อารมณ์ สิ่งสำาคัญของเสียงพูดในงานวิทยุกระจายเสียง คือ การคัดเลือก การควบคุม กำากับเสียง ให้เสียงนั้นมีความชัดเจนในการฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียง การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 34. 34ประเภทใด เสียงนั้นจะต้องมีความชัดเจนที่สามารถบ่งบอก และแบ่งแยกได้จากเสียงอื่น ๆ เพื่อการรับข่าวสาร ข้อมูล ความบันเทิงที่ถูกต้องไม่สับสนคุณ สมบัต ข องเสีย งพูด ที่เ หมาะกับ งานวิท ยุก ระจายเสีย ง ิ • นำ้าเสียงดี มีความชัดเจน • อักขระวิธีถูกต้อง เช่น รู้จักเว้นวรรคถูกต้อง ออกเสียงถูกต้อง • ลีลาการนเสนอน่าฟัง เช่น รู้จักทอดจังหวะ เน้นเสียงหนักเบา • ให้อารมณ์ แต่พึงระวังอย่าให้ under หรือ over เกินไป • สื่อความหมายได้ ในกรณีที่เป็นการพูดหรือการแสดงเสียงนั้น ต้องแฝงไปด้วยความชัดเจน ทั้งในนำ้าเสียงและความหมาย 2. ดนตรี (music) หรือ เพลง (song) ดนตรีหรือเพลงในงานวิทยุกระจายเสียง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เพลงบรรเลง และเพลงที่มีการขับร้องด้วยบทบาทและความสำา คัญ ของเพลงในงานวิท ยุก ระจายเสีย ง • ให้ความบันเทิง • เป็นสัญลักษณ์ของรายการ ได้แก่ เพลงประจำารายการ (Themes) ใช้ในช่วงเปิด ปิดรายการ • เพื่อเพิ่มความน่าฟังและดึงดูดความสนใจ เช่น เพลงเชื่อม (Bridge Music) ใช้ในรายการ สารคดี • เพื่อคั่นระหว่างรายการ ได้แก่ เพลง คั่น (Music Interlude) ได้แก่ - เพลงที่ใช้คั่นเพื่อแบ่งแยกรายการให้ผู้ฟังทราบ ได้ทั้งใน รายการสารคดี หรือนิตยสารที่ประกอบด้วย รายการย่อยต่าง ๆ - เพลงที่สถานีวิทยุเสนอในช่วงระหว่างรายการ • เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงเวลา สถานที่ หรือ บุคคล • เพื่อสร้างอารมณ์ ความรู้สึก • เพื่อสร้างบรรยากาศ • เพื่อใช้เป็นเพลงสัญลักษณ์ (Symbolic Music) แทนเสียง ประกอบโดยเป็นเพลงที่ยอมรับ และเข้าใจกันว่าเป็นสัญลักษณ์ ของสถานที่ เวลา บุคคลการคัด เลือ กเพลงเพื่อ นำา ไปใช้ใ นงานวิท ยุก ระจายเสีย ง 1. เพลงประจำา รายการ (Themes or Signature music) เป็นเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของรายการ ต้องการบอกให้ผู้ฟังจับได้ว่าหากได้ยินเพลงนี้ หมายความว่า รายการนั้น ๆ กำาลังเริ่ม เสนออยู่ หรือกำาลังจะจบ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 35. 35 ในรายการหนึ่ง ๆ อาจใช้เพลง ๆ เดียวทั้งเริ่มหรือเปิดคั่นระหว่าง หรือปิด หรือจบ หรือใช้แตกต่างกันทั้ง3 ช่วง หรืออาจใช้เพลงเดียวกันสำาหรับเปิดและปิด และใช้อีกเพลงหนึ่งคั่นระหว่างรายการ หรือคั่นรายการ แต่มีหลักสำาคัญ คือจะใช้เพียงใดลักษณะใด ต้องใช้เพลงนั้นในลักษณะนั้นสำาหรับรายการนั้นตลอดไปหลัก การคัด เลือ กเพลงประจำา รายการ 1. ต้องเลือกเพลงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับรูปแบบ ลักษณะ หรือ เนื้อหาสาระของรายการ และเวลาที่ออกอากาศ เช่น รายการที่ เสนอเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ ไม่ควรเลือกเพลงประจำารายการที่เป็น บรรเลงโดยออเคสตร้าขนาดใหญ่ 2. ท่วงทำานองของเพลง ถ้าเป็นเพลงที่ใช้เริ่มหรือเปิดรายการ ควรเริ่มเพลงด้วยระดับเสียงที่ เด่นชัด และแรงพอที่จะพึงความสนใจจากผู้ฟัง ไม่ควรเริ่มด้วยการเปิดเพลงเข้ามาจากค่อยเป็นดัง เพราะจะเร้าความสนใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร สำาหรับเพลงเปิดรายการ ควรมีลักษณะลีลา อารมณ์เพลงที่ปิดหรือจบด้วยความกระชับ และมีนำ้าหนักเพื่อที่จะสร้างหรือยำ้าความทรงจำาของผู้ฟังต่อรายการ และเพลงบอกเอกลักษณ์อันเด่นชัดของรายการ ส่วนเพลงประจำาที่ใช้คั่นในรายการ อาจใช้เพลงคั่นเพลงเดียวในทุกช่วงของรายการได้ การใช้เพลง ๆ เดียว คั่นรายการยังจะทำาให้ผู้ฟังที่มาฟังเมื่อรายการเริ่มไปแล้ว ได้ทราบว่ารายการนั้น ๆ กำาลังเสนออยู่ ส่วนรายการที่ไม่สามารถใช้เพลงคั่นเพลงเดียวทุกครั้งของการเสนอรายการ จะต้องเลือกเพลงคั่นให้สอดคล้องกับเนื้อหา ลักษณะนี้จะไม่เรียกเพลงคั่นนี้ว่าเป็นเพลงประจำารายการ แต่เพลงเชื่อมในระหว่างรายการ 2. เพลงเชือ มรายการ (Bridge Music) ่ เป็นเพลงที่ใช้เชื่อมในรายการ อาจจะเป็นเพลงบรรเลงหรือเพลงร้องก็ได้ ขึ้นอยู่เนื้อหาหรือบรรยากาศของรายการ เช่น - ใช้เชื่อมในรายการบรรยาย สารคดี ละคร แต่ควรเลือกเพลงให้เข้ากับเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่อง โดยอาจใช้เพลงเพื่อตามเนื้อหาอารมณ์ของเรื่อง หรือใช้เพลงเพื่อชี้นำาหรือสร้างอารมณ์ก่อนจะเสนอเนื้อหา - การเชื่อมเพลงในรายการ จะใช้เฉพาะเพลงหรือใช้เพลงร่วมกับหรือต่อกับเสียงประกอบก็ได้ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เนื้อความ และความยาวที่พอเหมาะที่จะจับอารมณ์ของเพลงได้ ไม่ทำาให้เสียอารมณ์ หรือขาดความต่อเนื่องในการนำาเรื่อง 3. เพลงคัน ระหว่า งรายการต่อ รายการ (Music Interlude) ่ เพลงที่คั่นระหว่างรายการต่อรายการ คือ เพลงที่ใช้เปิดระหว่างที่รายการหนึ่งจบลงแล้วและรอเวลาที่จะเสนอรายการต่อไป การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 36. 36 - การเลือกเพลงคั่นระหว่างรายการต่อรายการจะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะเนื้อหาของรายการที่จะเสนอออกไป - ถ้าจะเสนอเพลงที่มีเนื้อร้อง ก็ต้องมั่นใจว่าช่วงว่างนั้นมีเวลาพอที่จะเสนอเพลงนั้น ๆ ได้จบเพลง ถ้าเวลาสั้นมากควรใช้เพลงบรรเลงที่เหมาะสมกับบรรยากาศและเวลาด้วย Jingle คือ การใช้เสียงดนตรีประกอบกับการนำาสโลแกนหรือแนวความคิดหลักของงานโฆษณามาคั่นรายการ หรือคั่นรายการระหว่างเปลี่ยนประเภทของเพลง 4 . เพลงที่ใ ช้ส ร้า งอารมณ์ ความรูส ึก (Mood music) ้ ส่วนใหญ่ใช้ในรายการบรรยาย สารคดี หรือละคร เพื่อเสริมหรือสร้างอารมณ์ให้บทละคร หรือเนื้อความที่จะเสนอ บางครั้งผู้เขียนบทอาจจะระบุลักษณะของเพลงที่ต้องการใช้มาให้ แต่บางครั้งผู้ผลิตต้องอ่านบทและพิจารณาว่าควรใช้เพลงลักษณะใด ในช่วงเวลาไหน เช่น เพลงตื่นเต้น เพลงลึกลับ 3. เสีย งประกอบ (Sound Effect) เสียงประกอบ เป็นส่วนสำาคัญในการผลิตรายการวิทยุที่นำามาสอดแทรกไว้ในรายการ เพื่อให้ฟังดูสมจริงสมจังหรือเกิดผลบางอย่างที่ต้องการ หน้า ที่ข องเสีย งประกอบ 1. บอกเวลา เช่น เสียงไก่ขัน บอกเวลารุ่งเช้าของชนบท เสียงจักจั่น เสียงนกฮูก บอกเวลาตอนกลางคืน 2. บอกสถานที่และช่วงเวลา เสียงหวูดรถไฟและเสียงคนจอแจ บอก เวลาว่ารถไฟกำาลังจะเข้าเทียบชานชะลา มีคนกำาลังรอรถไฟอยู่ 3. บอกการกระทำา หรือผลของการกระทำา หรือ อากัปกิริยาบางอย่าง เช่น พิมพ์ดีด หัวเราะ ร้องไห้ เสียงรถชน 4. ช่วยสร้างบรรยากาศ ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับฉาก เช่น สนุกสนาน โรแมนติก วังเวง ลึกลับ น่ากลัว เช่น เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เข้ามาใกล้ ในยามกลางคืน แสดงถึงความน่ากลัว 5. เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นการใช้ทดแทนบางสิ่งบาง อย่างที่ไม่สามารถใช้เสียงจริงมาบอกได้ เช่น แทนอารมณ์ของคน เช่น อารมณ์กลัวของคนที่เคยเห็นการฆาตกรรม ซึ่งก่อนฆ่าฆาตกร ใช้มีดเคาะ เมื่อได้ยินเสียงเคาะมีด ก็จะแสดงถึงอารมณ์ของคนนี้ได้ 6. สร้างมิติแปลก ๆ ที่ไม่เป็นความจริงขึ้น เช่น สารคดีเกี่ยวกับอวกาศ นิทานเด็กที่มีนางฟ้า ขึ้นอยู่กับจินตนาการและความคิดริเริ่ม ข้อ ควรระวัง ในการใช้เ สีย งประกอบ 1. อย่าใช้นานเกินไป ใช้เมื่อจำาเป็นเท่านั้น 2. นึกถึงหลักของความเป็นจริง เช่น ระดับความค่อยความดัง อารมณ์ ของเสียง การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 37. 37 3. หากเสียงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นเสียงอะไร ควรเขียนบท ช่วยระบุไว้ในบทสนทนา โดยการบอกด้วยบทสนทนา บทบรรยาย หรือ สร้างเรื่องให้คนเข้าใจและเดาออกได้ เช่น เสียงคนของกุกกัก ชาย : เอ เราเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ไหนนะ เสียงเปิดลิ้นชัก ชาย : อ้อ อยู่ในลิ้นชักนี่เอง ที่ม าของเสีย งประกอบ 1. เสียงประกอบสำาเร็จรูป 2. บันทึกจากเสียงจริง 3. ผลิตขึ้นเองการจัด ปรับ ระดับ การเข้า ออกของเสีย งในการนำา เสีย งต่า ง ๆ เข้ามาใช้ง านวิท ยุก ระจายเสีย ง (FADE) 1. Fade in (F/I) คือ การสั่งเสียงเข้าในรายการ ในลักษณะที่เสียงจะ ค่อย ๆ สะท้อนดังเข้ามา 2. Fade out (F/O) คือ การสั่งเสียงออกจากรายการ ในลักษณะที่ค่อย ๆ ออกไป 3. Fade under (F/U) คือ การให้เสียงหนึ่งอยู่คลออีกเสียงหนึ่งหรือ หลายเสียง 4. Cross Fade หรือการ Fade in และ Fade out เสียงไปพร้อม ๆ กัน 5. Fade Up (F/Up) คือ การเพิ่มระดับเสียงให้ดังกว่าที่เป็นอยู่ 6. Fade down (F/down) คือ การลดระดับเสียงลง การ Fade ต้องทำาอย่างมีจุดมุ่งหมายในการสร้างหรือสร้างอารมณ์แก่คนฟัง เทคนิคการ Fade โดยการควบคุม จัดปรับที่ปุ่มพร้อมกันหรือคันโยกบนแผงผสมสัญญาณเสียง การผสมเสีย ง (Mixes) หมายถึงการนำาเสียงจากแหล่งเสียงต่าง ๆเข้ามาผสมกับรายการหนึ่ง ๆ เทคนิคสำาคัญของการผสมเสียงคือ การนำาเสียงเข้าหรือออกอย่างนิ่มนวล การเขีย นบทรายการวิท ยุ ความสำา คัญ ของบทวิท ยุก ระจายเสีย ง การเขียนบทวิทยุ เป็นการใช้ภาษาเพื่อการฟัง (writing for theears) จึงมีความสำาคัญ ดังนี้ 1. เป็นแนวทางให้ผู้ร่วมงานทุกคนในรายการนั้นทราบว่า ใครจะทำา อะไร เมื่อใด และอย่างไร 2. เป็นเครื่องชี้ให้รู้ถึงเนื้อหาสาระ รายละเอียดและรูปแบบของรายการ ได้เป็นอย่างดี 3. เป็นเครื่องมือให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการผลิตรายการได้เตรียมตัว ล่วงหน้าว่าจะทำาอะไร ทำาอย่างไร จึงจะเหมาะสมและสอดคล้องกัน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 38. 38 สรุป บทวิทยุจะทำาหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน ให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน และดำาเนินงานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืนประเภทของบทวิท ยุก ระจายเสีย ง รายการวิทยุกระจายเสียงทุกประเภทต้องมี “บท” แต่จะใช้บทประเภทไหนนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบของรายการ บทรายการวิทยุมีหลายประเภท คือ 1. บทประเภทแสดงเค้า โครง บทประเภทนี้ เหมาะสำาหรับรูปแบบรายการบางประเภทที่ไม่สามารถเขียนบทแบบสมบูรณ์ หรือกึ่งสมบูรณ์ไว้ล่วงหน้าได้ เช่น รายการสัมภาษณ์รายการอภิปราย หรือ รายการสนทนา แต่จำาเป็นต้องมีบทไว้เป็นการบอกคิวความเป็นไปของรายการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในการผลิตรายการดูบทแล้วทำางานได้ถูกต้องตามลำาดับที่กำาหนดไว้ บทประเภทแสดงเค้าโครงนี้อาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ • บทแบบร่างกำาหนดการของรายการ (run down sheet) บทประเภทนี้จะแสดงเค้าโครงของรายการในลักษณะร่างลำาดับของรายการเรื่อยลงมา คือมีลำาดับกำาหนดการโดยระบุช่วงเวลาที่สำาคัญเพื่อให้รู้ว่ารายการจะดำาเนินไปในกำาหนดเวลาที่เหมาะสมอย่างไรตัว อย่า ง บทวิท ยุก ระจายเสีย ง รายการอภิป รายปัญ หาการจราจร เวลา รูป แบบ-อภิป ราย ความยาวบท 30 นาที1. เพลงประจำารายการ - เพลงใช้รถใช้ถนน 0.5 นาที2. ผู้ประกาศ - กล่าวเปิดรายการ แล้วแนะนำาผู้ 2 นาที3. ผู้ดำาเนินรายการ ดำาเนินรายการ 3 นาที - แนะนำาผู้ร่วมอภิปรายทุกคน4. ตำารวจ แล้วนำาเข้าสู่การอภิปราย 5 นาที5. ผู้ดำาเนินรายการ - สาเหตุการจราจรติดขัด 0.5 นาที6. ผู้ว่าฯ กทม. - สรุป 5 นาที7. ผู้ดำาเนินรายการ - สภาพถนนใน กทม. 0.5 นาที8. ผู้แทนนักศึกษา - สรุป 5 นาที9. ผู้ดำาเนินรายการ - การจราจรในสายตานักศึกษา 6.5 นาที10. ผู้ประกาศ - สรุปแล้วให้อภิปรายอีกคนละ 2 1 นาที11. เพลงประจำารายการ นาที 0.5 นาที - สรุปปิดท้ายรายการ - เพลงใช้รถใช้ถนน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 39. 39 รวม 29.5 นาที • บทแบบเปิด (open script) บทแบบเปิดโดยทั่วไปจะเป็นบทแบบเรียงลำาดับกิจกรรมหรือเรียงลำาดับเรื่องราว โดยกำาหนดเฉพาะประเด็นสำาคัญ ๆ เป็นแนวทางไว้เท่านั้นเพื่อแสดงให้เห็นโครงสร้างของรายการนั้น ๆ ว่ามีรูปร่างอย่างไร เป็นรายการอะไร เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร แต่มีการเปิดกว้างไว้สำาหรับคำาพูดหรือสิ่งที่ผู้เขียนบทไม่สามารถกำาหนดได้ เป็นการกำาหนดโครงสร้างของรายการไว้ให้ดำาเนินอยู่ในกรอบที่กำาหนด แม้แต่เวลาก็ต้องเปิดกว้างไว้ แล้วผู้ดำาเนินรายการต้องคอยควบคุมเวลาเอง เมื่อบันทึกรายการ หรือขณะดำาเนินรายการนั้น รายการที่ใช้บทแบบเปิด ต้องใช้ผู้ดำาเนินรายการที่มีความสามารถสูงในการทำาหน้าที่ควบคุมรายการให้ดำาเนินไปด้วยดี ตามแนวเนื้อหาและกรอบเวลาที่กำาหนดไว้ ไม่ออกนอกประเด็น และเกิดเวลา รูปแบบรายการที่นิยมใช้บทแบบเปิด เช่น รายการสัมภาษณ์ รายการสนทนา รายการอภิปรายรายการพูดคุยกับผู้ฟัง รายการเพลงที่มีดีเจเป็นผู้ดำาเนินรายการตัว อย่า ง บทวิท ยุก ระจายเสีย ง รายการ “โลกสดใส ในบ้า นเกิด ” ครั้ง ที่ 10 การป้อ งกัน นำ้า เสีย ในแม่น ำ้า ลำา คลอง ความยาว 10 นาทีรูปแบบ – สัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ - ชัยวุฒิ เกิดชืน่ วิทยากร - รศ.เริงชัย ตันสกุล เพลงประจำารายการ - เพลง.........แผ่น................ร้อง ผู้ประกาศ - ประกาศเปิดรายการ ชัยวุฒิ - นำาเข้าสู่รายการ คำาถามที่ 1 - สภาพของแม่นำ้าลำาคลองในอดีต และปัจจุบัน รศ.เริงชัย - ตอบ คำาถามที่ 2 - ปัจจัยที่ทำาให้เกิดปัญหา รศ.เริงชัย - ตอบ คำาถามที่ 3 - มีวิธีป้องกันปัญหาอย่างไรบ้าง รศ.เริงชัย - ตอบ ชัยวุฒิ - สรุป และขอบคุณวิทยากร การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 40. 40 ผู้ประกาศ - กล่าวปิดรายการ 2. บทประเภทกึง สมบูร ณ์ (Semi script) ่ บทประเภทกึ่งสมบูรณ์ เป็นบทที่สมบูรณ์เฉพาะบางส่วน และบางส่วนก็เปิดกว้างไว้ ไม่กำาหนดรายละเอียดในส่วนนั้น ส่วนที่สมบูรณ์จะมีรายละเอียด แสดงลำาดับขั้นตอนของเนื้อหา และรูปแบบตลอดจนคำาพูดไว้อย่างชัดเจน บทประเภทนี้จึงมีความสมบูรณ์ไม่เต็มรูป เรียกว่า บทประเภทกึ่งสมบูรณ์ รูปแบบรายการที่นิยมใช้บทประเภทนี้ คือ รายการสารคดี รายการนิตยสารทางอากาศ 3. บทประเภทสมบูร ณ์ (Fully script) เป็นบทที่มีรายละเอียดทุกขั้นตอน ทุกคำาพูด และกำาหนดทุกเสียงที่ต้องการอย่างละเอียด เป็นการบอกรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับลำาดับเสียงการควบคุมเสียง ข้อความที่ต้องการให้ผู้ประกาศพูดบางครั้งกำาหนดลงไปแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกของเสียงพูด หรือ เสียงเพลง รูปแบบรายการที่ใช้บทแบบสมบูรณ์ เช่น รายการละคร รายการสารคดี รายการข่าว รายการบทความ รายการสาระละคร Format ของบทรายการวิท ยุก ระจายเสีย ง บทรายการวิทยุกระจายเสียงโดยทั่วไปมีการกำาหนดรายละเอียดและรูปแบบของรายการเพื่อความสะดวกในการทำางานของผู้เขียนบท ผู้ผลิตรายการ หรือ ผู้ประกาศ และผู้บันทึกเสียงรายการ ดังตัวอย่างที่สามารถนำาไปปรับใช้ได้ 2 แบบ คือ แบบที่ 1ชื่อรายการ :ชื่อตอนหรือชื่อเรื่อง :จุดมุ่งหมาย (ของตอน) :ความยาวของรายการ :สถานีที่ออกอากาศ :วันที่ออกอากาศ :เวลาที่ออกอากาศ :ผู้ผลิตรายการ/ผู้เขียนบท :--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------เพลงประจำารายการ (หมายเลข-ลำาดับเพลงใน CD……………..)เวลา (นาที/วินาที) การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 41. 41--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ผู้ประกาศ........................................................................................................................................เวลา (นาที) .............................................................................. ............................................................................ ........ ..................................................................................... ............................................................. ....................... ..................................................................................... ..............................................F/I เพลง (หมายเลข-ลำาดับเพลงใน CD……………..) เวลา (นาที/วินาที)F/UN--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ผู้ประกาศ........................................................................................................................................เวลา (นาที) .............................................................................. ............................................................................ ........ ..................................................................................... ............................................................. ....................... ..................................................................................... ..............................................-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- F/I SFX (เสียงนำ้าตก เสียงนกร้อง) เวลา (นาที/วินาที)--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ผู้ประกาศ........................................................................................................................................เวลา (นาที) ..................................................................................... ..................................................................... .................................................................................... ...................................................................... การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 42. 42 .................................................................................... ...................................................................... แบบที่ 2ชื่อรายการ :ชื่อตอนหรือชื่อเรื่อง :จุดมุ่งหมาย (ของตอน) :ความยาวของรายการ :สถานีที่ออกอากาศ :วันที่ออกอากาศ :เวลาที่ออกอากาศ :ผู้ผลิตรายการ/ผู้เขียนบท : ลำา ดับ การคุม เสีย ง ผูป ระกาศ/ข้อ ความ ้ เวลา (นาที)1. F/I เพลงประจำารายการแล้ว F/O2. ผู้ประกาศ ............................................. ................................... ......... ............................................. .......................... ..................3. F/I แล้ว F/U ............................................. ................. ........................... ............................................. ........4. ผู้ประกาศ ............................................. ................................... ......... ............................................. .......................... .................. ............................................. ................. ........................... ............................................. ........5. F/I SFX (เสียงนำ้าตกเสียงนกร้อง)6. ผู้ประกาศ ............................................. ................................... ......... การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 43. 43 ............................................. .......................... .................. ............................................. ................. ........................... ............................................. ........เทคนิค ในการเขีย นบทวิท ยุก ระจายเสีย ง 1. ใช้ภาษาพูดสั้น ๆ เข้าใจง่าย 2. อาจแทรกคำาเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงไป เช่น นะคะ นะครับ ที่นี้ ที่จริง เพราะ จะทำาบทวิทยุนั้นสละสลวย รื่นหูมากขึ้น 3. ไม่ควรอ้างรายการต่าง ๆ เป็นจำานวนมาก เช่น ขั้นตอนในการทำาขนม เค้ก 1. .................................. 2. ................................. 3. ................................. แต่ควรใช้คำาพูดที่แสดงถึงลำาดับแทน 4. ไม่นิยมใช้คำาย่อ หรือ ตัวย่อ ให้ใช้คำาเต็มทั้งหมด 5. ชื่อเฉพาะหรือชื่อที่อ่านยาก ๆ ควรวงเล็บคำาอ่านไว้ ให้ชัดเจน 6. เทคนิคการเขียนตัวเลข - ถ้าเลขตำ่ากว่า 10 ควรเขียนเป็นตัวหนังสือ ยกเว้น วันที่ เลขที่ บ้าน ลำาดับที่ เวลา อายุ - เลข 10 ถือ 999 เขียนเป็นตัวเลข - เลข 1,000 ขึ้นไป มักเขียนเป็นตัวหนังสือ - ถ้าตัวเลขจำานวนมาก ๆ ให้ใช้ตัวเลขและคำาสลับกัน เช่น 5,720,060 บาท เขียนเป็น 5 ล้าน 7 แสน 2 หมื่น 6 สิบบาท - ถ้าไม่ต้องการระบุตัวเลขที่มีเศษ นิยมใช้คำาว่า “ประมาณ” แทน ได้ เช่น ระยะทาง 652 เมตร อาจใช้คำาว่าระยะทางประมาณ กว่าครึ่งกิโล 7. การใช้เครื่องหมายต่าง ๆ ในการเขียนบทวิทยุกระจายเสียง - เครื่องหมายจุดไข่ปลา (.....................) หมายถึงต้องการให้ พูดทอดเสียง - การขีดเส้นใต้เฉพาะคำา หมายความว่าต้องเน้นคำานั้น ๆ - เครื่องหมาย / แสดงการจัดกลุ่มคำาเพื่อให้ผู้พูดเว้นวรรค - เครื่องหมายอัญประกาศ (“.....................”) แสดงว่าข้อความ ในเครื่องหมายนั้นยกคำาของผู้อื่นมากล่าว การเปล่งเสียงใน ข้อความนั้น จึงต้องมีลีลาที่ต่างกัน - บางครั้งในการเขียนบทต้องกำากับอารมณ์ของผู้พูดตามบทให้ ชัดเจนโดยการเขียนใส่ไว้ในวงเล็บหลังข้อความนั้น ๆ เช่น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 44. 44 * หยุดเดี๋ยวนี้นะ (ตวาด) * บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ข้ามสะพานลอย (โมโห) 8. ใช้ภาษาอุปมาอุปไมย ให้เกิดภาพพจน์ เช่น งามเหมือนกุหลาบแรก แย้ม หรือ ใช้ การเล่นคำาว่า “แดงเดิน ช้า ๆ กลับบ้าน” อาจพูดว่า “แดงเดินอ้อยสร้อยกลับบ้าน” หรือ “ดำา วิ่ง วิ่ง และวิ่ง จนกระทั่งหมดแรงและล้มลงในที่สุด” 9. ใช้สรรพนามให้ถูกต้อง และไม่ควรใช้บ่อยในช่วงที่พูดนาน ๆ เพราะ ถ้าผู้ฟังเปิดวิทยุมาฟังกลางคัน จะไม่เข้าใจเลยว่าเป็นใคร ควรอ่านชื่อ หรือตำาแหน่งซำ้าบ่อย จะดีกว่า การเป็น ผู้ป ระกาศ การเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบเสียงหรือสอบใบผู้ประกาศนั้น ต้องอาศัยการเตรียมตัวพอสมควรทั้งในด้านความรู้ภาษาไทย ความรู้รอบตัวตลอดจนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ไมโครโฟน และเทคนิคการประกาศทางวิชาการ จะต้องเตรียมตัวในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. การพูด ทางวิท ยุก ระจายเสีย ง 1.1 เสีย ง การพูดทางวิทยุกระจายเสียงเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ต้องอาศัยความรู้ ความชำานาญ และความสามารถส่วนตัว ดังนั้นเสียงที่พูดต้องแสดงถึงความมั่นใจ ไม่ลังเล 1.2 อารมณ์ เป็นส่วนที่สัมพันธ์ลึกซึ้งกับเสียง และนำ้าเสียงที่เปล่งออก ถ้าอยู่ในอารมณ์โกรธ เสียงจะดัง อารมณ์เสียใจ เสียงจะเบาและเศร้าผู้ประกาศต้องคำานึงถึง และปรับปรุงอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ 1.3 ภาษาหรือ คำา พูด ภาษาที่ใช้พูดเป็นสิ่งสำาคัญ เพราะถ้าพูดไม่ดีก็จะไม่มีคนฟัง ต้องคำานึงว่าพูดอย่างไร ใช้คำาพูดอย่างไร คนจะชอบฟัง ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายหรือไม่ ภาษาที่ใช้พูดทางวิทยุต้องเข้าใจง่าย ฟังเป็นกันเอง ได้ความหมายที่แจ่มชัด สำาหรับผู้ฟัง โดยจะต้องใช้ภาษาที่ใช้กันอยู่เป็นปกติ ธรรมดา ฟังเข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา • ใช้ภาษาที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำาได้ หาถ้อยคำา หรือประโยคสั้น ๆ ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที • ใช้ภาษาที่สุภาพน่าฟัง ให้เกียรติผู้ฟังเสมอ ไม่ยกตนเหนือผู้ ฟัง • ไม่พูดนอกเรื่องโดยไม่จำาเป็น ต้องรักษาแนวคิด แนวการพูด ให้ได้ว่าพูดเรื่องอะไรอยู่ 2. การอ่า นข่า วและบทความทางวิท ยุก ระจายเสีย ง มีหลักเกณฑ์ที่ต้องคำานึงถึง 3 ประการคือ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 45. 45 2.1 อัก ขรวิธ ี ควรมีคู่มือทางการอ่านออกเสียงไว้ใช้ เช่น หนังสืออ่านอย่างไร เขียนอย่างไร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เพราะได้รวบรวมคำาที่มักอ่านออกเสียงผิดไว้จำานวนมาก 2.2 ลีล าการอ่า น ลีลาการอ่านที่ดีจะทำาให้เรื่องที่อ่านได้ใจความสำาคัญ มีความไพเราะตามเนื้อหาได้ดี สามารถดึงดูดใจผู้ฟังได้ 2.3 ระดับ ของเสีย ง ต้องชัดเจนดังพอได้ยินทั่วกัน แต่ไม่ใช่ดง ัแบบตะโกน 3. หลัก การอ่า นออกเสีย งในภาษาไทย ยึดหลักภาษาไทยเหมือนการอ่านทั่วไป ได้แก่ 3.1 ออกเสีย งตามอัก ขรวิธ ีข องภาษาไทย การประสมอักษรผันอักษร อักษรนำา อักษรควบ คำาควบกลำ้า 3.2 ออกเสีย งตามอัก ขรวิธ ีข องภาษาที่น ำา มาใช้ เช่น จากภาษาเขมร ภาษาบาลี สันสกฤต ต้องศึกษาหลักการอ่านเฉพาะคำานั้น ๆ 3.3 ออกเสีย งตามความนิย ม และความเคยชิน เป็นความนิยมของคนทั่วไป ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น อาจเอาความไพเราะ ความต้องการเป็นเกณฑ์ 3.4 ออกเสีย งตามลัก ษณะวิธ ีค ำา ประพัน ธ์ หรือ ฉัน ทลัก ษณ์เป็นการอ่านออกเสียงตามคำารับสัมผัส คำาคล้องจอง รวบหรือแยกอ่านตามจำานวนพยางค์ที่ต้องการ ต้องรู้จักข้อบังคับของฉันทลักษณ์ตามลักษณะคำาประพันธ์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน 3.5 ออกเสีย งตามวิธ ีค ำา สมาส จะต้องเป็นคำาที่มีพยางค์ต้นและพยางค์ท้ายรวมกันเข้าเป็นคำาเดียว และต้องอ่านออกเสียงตัวสะกดของคำาหน้าด้วย เช่น ภูมิศาสตร์ (พูม-มิ-สาด) 3.6 การอ่า นออกเสีย งตัว เลข และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ใช้ในภาษาไทย ให้ถูกต้อง เช่น บ้านเลขที่ 3.7 คำา ที่เ ป็น วิส ามานยนาม ได้แก่ ชื่อและนามสกุล ชื่อสถานที่ถนน และการแสดงความเจ้าของต่าง ๆ ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะ ต้องอ่านได้อย่างถูกต้อง 3.8 รัก ษาความสำา คัญ ของบทนำา ที่น ำา มาอ่า น ต้อ งไม่อ า นตก ่หรือ เติม คำา เพราะอาจทำาให้ความในบทเสีย หรือความหมายผิดไปจากเดิม 3.9 คำา ที่ม ัก เขีย นย่อ เอามาเพียงตัวอักษร เช่น ยศทางราชการต้องพยายามศึกษาหาความรู้ และหาวิธีแยกแยกออกให้ได้ว่า ถ้าเขียนเช่นนั้น หมายถึงอะไร 3.10 คำา ที่ม ก เขีย นย่อ เป็น ปกติ เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ควร ัศึกษาหาความรู้ แต่ปกติจะออกเสียงเต็มหรือย่อก็ได้ 3.11 คำา ที่เ ป็น ชือ หน่ว ยงานหรือ องค์ก รต่า ง ๆ ต้องแน่ใจว่าย่อ ่มาจากคำาว่าอะไร ซึ่งบางครั้งอาจซำ้ากัน ก็ต้องตรวจสอบในข้อมูลที่อ่านให้ถูกต้องทุกครั้ง การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 46. 46 4. ลีล าการอ่า น 4.1 ร้อ ยแก้ว • อ่านให้เป็นเสียงพูด • คำาขึ้นต้นควรดังและช้ากว่าปกติเล็กน้อง เพื่อให้ผู้ฟังตั้งใจฟัง • พยายามหยุดหายใจในที่วรรค หรือ จบคำา • ต้องให้เป็นไปตามเนื้อเรื่อง ถ้าเสียงดุ ดังและเร็ว ถ้าเป็นเรื่อง อ้อนวอน ทอดเสียงให้อ่อนหวานลง 4.2 ร้อ ยกรอง • ให้หยุดตามวรรคของคำาประพันธ์นั้น คำาหยุดให้ทอดเสียงเล็ก น้อย • ทอดจังหวะถึงคำาที่รับกัน เพื่อให้ฟังคล้องจองกัน • ต้องให้เป็นไปตามเนื้อเรื่อง ถ้าเสียงดุ ดังและเร็ว ถ้าเป็นเรื่อง อ้อนวอน ทอดเสียงให้อ่อนหวานลงลีล าการอ่า นทีด ี ่ ลีล า คือ วิธีการอ่านหรือท่วงทำานองในการพูดหรืออ่านให้ผู้ฟัง ฟังเข้าใจติดตามเรื่องและจับใจความตามเรื่องราว ที่นำามาพูด หรืออ่านได้อย่างถูกต้อง ตามตามความมุ่งหมาย หรือ วัตถุประสงค์ในบท ลีลาที่ดี จะต้องยึดหลักดังต่อไปนี้ • นึกอยู่เสมอว่าเป็น “ผู้เล่า” คุยให้คนฟังไม่ใช้การอ่าน • พูดหรืออ่านอย่างมีจังหวะ เน้น หนักเบาให้พอเหมาะ • นำ้าเสียงต้องเหมาะสมกับรายการ เช่น อ่านข่าว อ่านบทความ บรรยาย การแสดง • ทราบจังหวะเร็วช้าของการพูด หรือการอ่านของตัวเอง (ปกติ 7- 8 บรรทัดพิมพ์ต่อ 1 นาที หรือ 12-13 บรรทัดลายมือตัวเองต่อ 1 นาที) 5. การใช้ไ มโครโฟน ไมโครโฟนมีหลายแบบ หลายชนิด สำาหรับใช้งานต่างกัน • ชนิดที่มีความไวเป็นพิเศษ เก็บเสียงได้ไม่จำากัดทิศทาง เหมาะ สำาหรับใชักับการบรรเลงดนตรี • ชนิดเก็บเสียงได้ไวจากด้านหน้าและด้านหลัง เหมาะสำาหรับใช้ ในการสนทนา หรือสัมภาษณ์ที่มีคนสองคนพูดอยู่ตรงข้ามกัน ไม่เก็บเสียงทางด้านข้าง ผู้พูดจะต้องอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง เท่านั้น • ไมโครโฟนสำาหรับประกาศ ใช้กับผู้พูดเพียงคนเดียว เก็บเสียง ได้ไวมากจากทิศทางเดียว ผู้พูดหรือผู้ประกาศต้องทราบว่าใช้ไมโครโฟนชนิดใดอยู่ เพื่อทราบทิศทางและตำาแหน่งที่ควรจะนั่ง หรือยืนให้ถูกกับคุณสมบัติของไมโครโฟนชนิดนั้น และอยู่ในลักษณะที่พร้อม ดังนี้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 47. 47 • อยู่ในท่าที่สบาย ๆ ไม่แข็ง เกร็ง เครียด ควบคุมลมหายใจให้ ปกติ • อวัยวะทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปล่งเสียง ต้องอยู่ในสภาพ พร้อมที่จะใช้ได้ทันที • ทดสอบความพร้อมของไมโครโฟนว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หรือไม่ อาจใช้การนับ หรือใช้เสียงทดสอบ ไม่เคาะหรือเป่าลม ใส่ • ตั้งระดับเสียง ที่เหมาะสมพอดี เป็นธรรมชาติ • พูดให้นำ้าเสียงเป็นกันเองกับผู้ฟัง ให้นึกว่าผู้ฟังคือเพื่อน (talk with friend) จะทำาให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนม ปรับอารมณ์ ให้ร่าเริง พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม • ต้องระวังมิให้มีเสียงที่ก่อให้เกิดความรำาคาญกับผู้ฟัง เช่น เสียง สอดแทรกต่าง ๆ อาทิ กระดาษกรอบแกรบ เก้าอี้ ปากกา ดินสอ เครื่องประดับต่าง ๆ ฯลฯ • ระวังเสียงลมหายใจ ควบคุมลมหายใจมิให้มีเสียงออกอากาศไป พร้อมกับการพูดหรือการอ่าน เพราะจะทำาให้เกิดความรำาคาญ 6. การฝึก ลมหายใจ เลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังต่อไปนี้ • ยืน หรือนอนหงายราบกันพื้น หายใจเข้าทางจมูก สูดลม หายใจปานกลาง ผ่อนออกทางปาก อย่าหายใจยาวเกินไป ควรหายใจสั้น ๆ หรือ ปานกลางดีกว่า เพราะเป็นธรรมชาติไม่ ทำาให้เหนื่อยหรือเกิดความตึงเครียด • หายใจเข้าทางจมูก แล้วผ่อนออกทางปากเป็นเสียงฮัม...... หรือนับ 1-2-3.....ไปเรื่อย ๆ แต่ต้องไม่ฮัมหรือนับ จนกระทั่ง สำาลักลมหายใจ ให้เสียงออกมาได้อย่างธรรมจนถึงคำาท้ายแล้ว ทำาซำ้า • หายใจเข้าออก แล้วกลั้นไว้ นับ 1-2-3 แล้วหายใจออก นับ 1- 2-3 แล้วทำาซำ้า • ฝึกพูดประโยคยาว ๆ ในลมหายใจครั้งเดียว • ฝึกการอ่านโดยการอ่านผ่อนลมหายใจเข้าออก ระหว่างที่อ่าน โดยไม่ต้องหยุดถอนหายใจ • กีฬาทุกชนิดช่วยในการหายใจได้ดี ต้องออกกำาลังกาย สมำ่าเสมอ 7. การออกเสีย งตัว ร,ล และคำา ทีม ีต ว ร,ล กลำ้า ่ ั การอ่านออกเสียงทางวิทยุกระจายเสียง มีความจำาเป็นและต้องการความถูกต้องชัดเจนมาก เพราะผู้ฟังใช้หูฟังเพียงอย่างเดียว ภาษาที่ใช้สื่อเป็น โสตภาษา เพราะบอกความหมายโดยใช้เสียงเป็นสื่อเพียงอย่างเดียว ผู้ประกาศต้องพูดและอ่านด้วยถ้อยคำาที่ชัดเจน ตรงตามบทเพื่อรักษาความหมาย ส่งไปให้ผู้ฟังได้รับรู้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 48. 48 คำาที่ใช้ตัว ร,ล จะต้องอ่านออกเสียงให้ชัดเจน ถ้าเป็น ร ก็ต้องออกเสียงพร้อมกับกระดกลิ้น ถ้าเป็น ล ก็ออกเสียงเฉย ๆ ไม่กระดกลิ้น (เช่นเดียวกับตัว ฬ) ถ้าออกเสียงไม่ถูกต้องจะทำาให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม หรือไม่มีความหมายไปเลย ถ้าประสมกับพยัญชนะอื่น จะเป็นอักษรควบ แบ่งเป็น • อักษรควบแท้ อ่านออกเสียงพยัญชนะทั้ง 2 ตัว เช่น กรด ปลอด ครอง พลาด เป็นต้น • อักษรควบไม่แท้ อ่านออกเสียงตัวหน้าตัวเดียวบ้าง หรือออก เสียงกลายเป็นตัวอื่นไป เช่น จริง ไซร้ ทรง ทราบ เป็นต้น 8. การเป็น ผู้ป ระกาศทีด ี ต้องมีบุคลิกภาพดังนี้ ่ • มีเสียงและวิธีการอ่านและการพูดที่ดีพอ ดึงดูดผู้ฟังให้ติดตามรับ ฟังได้ต่อ ๆ ไป • ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและความสามารถของแต่ละคน รวมถึง บุคลิกลักษณะที่จะดึงดูดผู้ฟังด้วย • มีรสนิยมดี • มีปฏิภาณไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ • มีการศึกษาดีพอสมควร • มีใจรักด้านวิทยุ • มีศิลปะในการชักจูงใจให้ผู้ฟังติดตามรับฟังรายการได้ 9. เทคนิค การประกาศ • อย่าพูดในขณะที่กำาลังเหนื่อย • ก่อนพูดอย่ารับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป เพราะทำาให้อึดอัด หรือง่วงนอน • ทำาตนให้กระฉับกระเฉง กระตือรือร้น • ปรับอารมณ์ให้เบิกบาน แจ่มใส • เตรียมพร้อมที่จะพูดในเรื่องที่ได้เตรียมไว้แล้ว สิ่งที่พูดหรืออ่านออกไป ก็จะทำาให้ผู้ฟังมีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน และติดตามรับฟังการพูด การอ่านไปอย่างเพลิดเพลินจนจบรายการ 10. เมือ อ่า นผิด แล้ว ทำา อย่า งไร ่ หากเกิดข้อผิดพลาด ต้องไม่ประหม่า หรือ ตกใจ ให้กล่าวคำาว่า“ขออภัยค่ะ” หรือ “ขออภัยครับ” ทันที่ แล้วอ่านหรือพูดข้อความที่ผิดให้ถูกต้องใหม่อีกครั้ง และไม่ควรออกเสียง เอ่อ อ่า แสดงอาการประหม่าออกไปเด็ดขาด 11. หลัก เกณฑ์ก ารพิจ ารณาให้ค ะแนนการทดสอบเสีย ง แบบทดสอบจะประกอบด้วย ข่าวในพระราชสำานัก ข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ รายงานพยากรณ์อากาศ บทความ บทร้อยกรอง ฯลฯ ตามความเหมาะสม มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 49. 49 11.1 เสีย ง • ลักษณะโดยธรรมชาติและคุณภาพ แจ่มใส/ไม่ค่อยแจ่มใส / แห้ง/เครือ/สั่น/เพี้ยนแปร่ง • ระดับเสียงและการเปล่งเสียง ดี/พอใช้/เบาไป/ดังไป/ไม่รื่นหู/ ขึ้นจมูก/สูงไป/ตำ่าไป 11.2 อัก ขรวิธ ี • ความถูกต้องตามหลักเกณฑ์การออกเสียง ดี/พอใช้/ผิดบ้าง/ผิด มาก/พลั้งพลาด/คำาสมาสไม่เชื่อม • การรักษาความในบท ดี/พอใช้/ตู่คำา,ความ/ตกคำา,ความ/คำา สับสน • การออกเสียง ร ล ดี/พอใช้/ไม่เป็นธรรมชาติ ร เป็นเสียง ล /ล เป็นเสียง ร • การออกเสียงควบกลำ้า ดี/ได้บ้าง/ไม่ได้บ้าง/ส่วนมากไม่ได้/ไม่ ได้เลย 11.3 ลีล าการอ่า น • จังหวะและนำ้าหนักคำาและความ ดี/พอใช้/เร็วไป/ช้าไป/ไม่ กระชับ/ตะกุกตะกักไม่ราบรื่น • วรรคตอน ดี/พอใช้/ยังเป็นการอ่านออกเสียง/เนือย ๆ เรื่อย ๆ/ ขาดชีวิตชีวา 11.4 ความชัด เจน • การออกเสียงคำา ชัดถ้อยชัดคำา/ออกเสียงไม่ค่อยเต็มคำา/รัด ๆ รวบๆ /เน้นคำาเกินไป • การออกเสียงไม่ตรงคำา ไม่มี/มีบ้าง/มีมาก/เพี้ยนพยัญชนะ/ เพี้ยนสระ/เพี้ยนวรรณยุกต์ • เสียงสอดแทรก ไม่มี/เสียงลมหายใจ/มีเสียงจ้อกแจ้กในช่อง ปาก/มีเสียงลมพ่นนำาหน้าคำา รายการวิท ยุก ระจายเสีย งประเภทต่า ง ๆ ประเภทของรายการวิท ยุก ระจายเสีย ง การแบ่งประเภทของรายการวิทยุนั้น มีการแบ่งเอาไว้แตกต่างกันไปแล้วแต่จุดมุ่งหมาย ซึ่งหากแบ่งรายการโดยทั่ว ๆ ไป อาจจะแบ่งได้ดังนี้ 1. รายการเพลง - เพลงล้วน ๆ - เพลงประกอบคำาพูด 2. รายการพูด - บทความ คำาปราศรัย เทศนา - สัมภาษณ์ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 50. 50 - อภิปรายหมู่ - อภิปรายโต๊ะกลม - สนทนา - ถามตอบ ตอบปัญหาผู้ฟัง - โต้วาที 3. รายการที่ให้ผู้ฟังร่วมด้วย - สัมภาษณ์คนเดินถนน (Vox Pop) - ผู้ฟังร่วมในห้องส่ง ส่วนมากเป็นการถามปัญหาให้ตอบ หรือถามความคิดเห็น 4. รายการสิ่งละอันพรรณละน้อย (Variety Show) เช่น บทขำาขันดารารับเชิญ 5. ข่าว (News) - ข่าวแท้ - วิจารณ์ข่าว เป็นการตีความหมายของข่าว - วิเคราะห์ข่าว เป็นการเสนอภูมิหลังและในอนาคต - ข่าวเฉพาะเรื่อง เช่น ข่าวกีฬา ข่าวเกษตร - สรุปข่าว - ข่าวประกอบเสียง 6. ละคร (Drama Program) - ละครจบในตัว - ละครยาวเป็นตอน ๆ - เรื่องสั้นดัดแปลง คือ การนำาเรื่องสั้น นิทานมาเล่าทางวิทยุ 7. รายการข่าวสารเหมือนจริงหรือสารคดี (Documentary) เป็นรายการที่มุ่งเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มักเป็นเรื่องที่มีปัญหาบันทึกเสียงคนที่เกี่ยวข้องหรือเหตุการณ์ประกอบคำาบรรยายเพื่อให้ศึกษาปัญหานั้นอย่างลึกซึ้ง 8. รายการนิตยสารทางอากาศ บางครั้งอาจแบ่งประเภทของรายการวิทยุจะแบ่งให้ครอบคลุมลักษณะของรายการอยู่ 4 ลักษณะใหญ่ด้วยกัน คือ 1. แบ่งโดยเอาเนื้อหาของรายการเป็นหลัก เช่น รายการเกษตรรายการกีฬา รายการธรรมะ เป็นต้น 2. แบ่งโดยเอาลักษณะรูปแบบการเสนอรายการเป็นหลัก เช่น รายการนิตยสารทางอากาศ รายการสารคดี รายการอภิปราย รายการสัมภาษณ์เป็นต้น 3. แบ่งโดยเอาผู้ฟังเป็นหลัก รายการในลักษณะนี้ไม่ได้ระบุถึงวิธีเสนอรายการอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับตัวผู้จัดรายการเองที่จะเลือกวิธีเสนอรายการตามความเหมาะสมกับเรื่องราวและกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย 4. แบ่งโดยเอาหน้าที่สื่อมวลชนเป็นหลัก เช่น รายการบันเทิง รายการสาระความรู้ รายการข่าว รายการบริการประชาชน เป็นต้น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 51. 51 ดังนั้น สามารถแบ่งประเภทรายการวิทยุกระจายเสียงเป็น 6 ประเภทได้แก่รายการพูด คุย (Talk Program) รายการพูดคุยเป็นรายการที่มุ่งหวังให้ผู้ฟังได้อรรถรสจากการฟัง การพูดคุยเพียงอย่างเดียว อาจจะคุยกับผู้ฟังโดยตรง หรือคุยกับผู้ฟังทางอ้อมรายการพูดคุยแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. รายการพูด คุย กับ ผูฟ ัง โดยตรง (The Straight Talk) ้ เป็นรายการที่ผู้จัดพูดกับผู้ฟังอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด เนื้อหามีความยืดหยุ่นได้มาก ลีลาการพูด นำ้าเสียง และสำาเนียงการพูดเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผู้จัดรายการเอง เนื้อหาของรายการอาจจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ - เรื่องที่พูดคุยได้ง่าย (Speakable Talk) มักเป็นเรื่องที่ผู้พูดประสบมาด้วยตนเอง อาจจะเป็นเรื่องที่ประทับใจ เกลียด กลัว ตื่นเต้น เป็นต้น การเสนอเรื่องจะนำามาเล่าให้ฟังเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น - เรื่องที่พูดคุยได้ยาก (Unspeakable Talk) เป็นสิ่งที่ผู้พูดไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน แต่มีความจำาเป็นต้องพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ จึงจำาเป็นต้องพูดตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมาเท่านั้น เทคนิคการพูดควรจะดึงเนื้อหา เหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ฟังสามารถนึกได้ในสภาพปัจจุบัน เทคนิคการจัดรายการพูดคุย ควรเริ่มต้นด้วยประโยคที่น่าสนใจสัก 2-3 ประโยค แล้วจึงเข้าสู่เรื่องอย่างรวดเร็ว ในเรื่องควรจะตอบได้ว่า ใคร ทำาอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร และก่อนจบรายการควรจะทิ้งท้าย ที่ชวนให้คิดและติดตาม การพูดควรใช้ภาษาง่าย ๆ เปรียบเทียบและยกตัวอย่างให้ผู้ฟังสามารถจินตนาการได้ดี และควรเลือกข้อความให้กระชับเหมาะกับเวลาด้วยซึ่งโดยทั่วไปถ้าเป็นรายการคั่นระหว่างรายการใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 1นาที แต่ถ้ามีเวลาเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3-5 นาที มีประเด็นที่จะพูดเพิ่มขึ้น เนื้อหาจะเอ่ยถึงที่มาของเรื่องราวและเล่าเรื่องจนจบ โดยทั่วไปมักจะเรียกรายการนี้ว่า รายการพูดคุยเชิงสารคดี (Feature Talk) 2. รายการสัม ภาษณ์ รายการสัมภาษณ์เป็นรายการซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป พูดคุยออกอากาศ โดยคนหนึ่งทำาหน้าที่ถามแทนผู้ฟัง เพื่อถ่ายทอดแนวความคิดความรู้และข่าวสาร โดยเสียงของผู้ร่วมรายการสู่ผู้ฟังโดยตรง ซึ่งต้องมีการกำาหนดจุดประสงค์ และหัวเรื่องของการสัมภาษณ์ด้วย บุค คลในรายการสัม ภาษณ์ ประกอบด้ว ย - ผู้สัมภาษณ์ (Interviewer) - ผู้ให้สัมภาษณ์ (Interviewee) - ผู้ฟัง (Audience) ประเภทของการสัม ภาษณ์ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 52. 52 1. การสัมภาษณ์บุคคลที่รู้เรื่องดี เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงใสเรื่องราวข่าวสาร หรือ ความคิดเห็นที่ผู้ฟังสนใจ เช่น การสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรฯ ในเรื่อง นโยบายการผลิตพืชเศรษฐกิจ สัมภาษณ์ผู้บัญชาการทหารบก เรื่อง การเกณฑ์ทหาร เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์บุคคลสำาคัญ เป็นการสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในความสนใจของผู้ฟัง เพื่อให้ทราบถึงประวัติส่วนตัว แนวความคิด ทัศนคติของบุคคลนั้น เช่น นักร้อง นักแสดง บุคคลสำาคัญของชาติ เป็นต้น 3. การสัมภาษณ์เชิงสารคดี มุ่งเสนอเรื่องราวซึ่งเป็นที่สนใจตามอารมณ์มนุษย์ โดยที่คนให้สัมภาษณ์คือบุคคลธรรมดานี่เอง แต่เกิดมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับเขาซึ่งเป็นที่น่าสนใจ เช่น กรณีแม่คลอดลูกแฝด 5 คน คนถูกฟ้าผ่าแล้วไม่ตาย เป็นต้น รายการนี้จัดเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ฟัง 4. การสัมภาษณ์กลุ่ม เป็นการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องเดียวกัน แต่ประกอบด้วยคนจากหลายกลุ่ม เช่น ปัญหาค่าจ้างแรงงานขั้นตำ่าอาจจะสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง นักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำาสหภาพแรงงาน และผู้แทนฝ่ายนายจ้างเพื่อทราบข้อมูลของแต่ละฝ่ายเป็นต้น วิธ ีก ารสัม ภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์ออกอากาศโดยตรง ต้องระมัดระวังมาก ผิดพลาดไม่ได้ จึงไม่ค่อยนิยมทำากัน นอกจากการถ่ายทอดเสียงนอกสถานที่ แล้วมีการสัมภาษณ์คนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อให้รายการน่าสนใจมากขึ้น 2. การสัมภาษณ์ด้วยการใช้เครื่องบันทึกเสียง เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องได้ และสะดวกแก่ผู้ให้สัมภาษณ์ที่จะนัดหมายเวลา และสถานที่ที่สะดวกได้ 3. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นิยมทำากันมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นที่เร่งด่วน แต่คุณภาพของเสียงจะไม่ดี นอกจากสัมภาษณ์สดแล้วบางครั้งอาจจะใช้บันทึกเทปไว้ก่อนมาออกอากาศก็ได้ รูป แบบของการสัม ภาษณ์ 1. แบบเป็นทางการ ทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เตรียมข้อมูลไว้ก่อน กันการผิดพลาด ใช้กับเรื่องที่สำาคัญมาก ๆเป็นทางการ 2. แบบไม่เป็นทางการ เป็นเรื่องที่อาจไม่ได้ตกลงกันเป็นทางการในหัวข้อเรื่อง หรือคำาถาม จะใช้ความเป็นธรรมชาติของการพูดคุยให้เป็นที่น่าสนใจ มักถามเรื่องทั่ว ๆ ไปมากกว่ารายละเอียด ผู้ให้สัมภาษณ์ต้องมีไหวพริบดีเป็นพิเศษ 3. แบบกึ่งทางการ เอาข้อได้เปรียบของแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการมารวมกัน โดยผู้ให้สัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์จะตกลงกันก่อน แต่ไม่ถึงกับตั้งเป็นคำาถาม ทำาให้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้มีโอกาสเตรียมตัวล่วงหน้า การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 53. 53ปัจจุบันนิยมใช้วิธีนี้ เพราะได้ข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้ มีความเป็นธรรมชาติของการพูดคุยกัน ขัน ตอนในการสัม ภาษณ์ ้ 1. ขัน เตรีย มการ ้ - เสาะหาเรื่องที่จะสัมภาษณ์ ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ฟังเป็นหลัก - เลือกผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ - ศึกษาข้อมูลในเรื่องที่จะสัมภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด - ติดต่อนัดหมายผู้ให้สัมภาษณ์ - เตรียมห้องบันทึกเสียงและเครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ 2. ขัน ดำา เนิน การสัม ภาษณ์ ้ - ให้ผู้สัมภาษณ์มาถึงก่อนเวลาพอสมควร เพื่อเตรียมตัว - ผู้สัมภาษณ์ควรแนะนำาคำาถาม สัญญาณ การปฏิบัติตัว - เริ่มสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องเกริ่นนำารายการด้วยแนะนำาให้รู้จักผู้ให้สัมภาษณ์ - ตังคำาถามเป็นลำาดับก่อนหลังไม่วกวน เรียกสรรพนามหรือตำาแหน่ง ้แทนชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ - ไม่ควรใช้คำาถามชนิดถามนำาคำาตอบ (โดยคำาถามต้องชัดเจน สั้นและแคบพอที่จะตอบได้ดี อย่าใช้คำาถามยาวเกินไป ไม่กว้างเกินไป หลีกเลี่ยงคำาถามที่ผู้ให้สัมภาษณ์จะตอบยากเกินไป มีรายละเอียดเนื้อหามากเกินกว่าผู้ฟังจะเข้าใจ) - เมื่อจบรายการควรกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ด้วย 3. ขัน ตัด ต่อ ้ เป็นการทำาให้รายการสัมภาษณ์อยู่ในเวลาที่กำาหนด ทำาได้เฉพาะรายการที่บันทึกล่วงหน้าเท่านั้น ควรตัดต่อเทปออกในกรณี พูดผิด หรือเว้นหยุดห่างไป คำาพูดบางประโยคนำาออกอากาศไม่ได้ บางตอนไม่น่าสนใจหรือออกนอกเรื่อง ไม่มีคุณค่าแก่การฟัง 3. รายการสนทนา (The Conversation) เป็นประเภทเดียวกับรายการสัมภาษณ์ เพียงแต่ผู้ดำาเนินรายการไม่ใช่ผู้ตั้งคำาถามอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นผู้แสดงความคิดเห็น และทำาหน้าที่ถามตอบไปพร้อม ๆ กับผู้ร่วมรายการด้วย ฉะนันผู้ดำาเนินรายการจะต้องศึกษา ้ค้นคว้าเรื่องที่จะสนทนาให้พร้อมด้วย และจะต้องรู้จักป้อนคำาถามให้รายการสนุกสนานน่าสนใจ นอกจากนั้นยังต้องทำาหน้าที่พูดคุยกับผู้ฟังโดยตรงด้วย เปรียบเสมือนตัวเชื่อมการสนทนา ระหว่างผู้ฟังกับผู้ร่วมรายการ ความยาวของรายการสนทนาควรจะเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้ายาว หรือเยิ่นเย้อเกินไปจะทำาให้น่าเบื่อ หลัก การจัด รายการสนทนา การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 54. 54 1. เริ่มรายการด้วยการแนะนำาผู้ร่วมสนทนาเป็นใคร มีความสำาคัญเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนทนาอย่างไร ขอบข่ายของการสนทนา ตลอดจนความสำาคัญของการสนทนาด้วย 2. ผู้ดำาเนินรายการจะต้องสรุปเมื่อผู้ร่วมรายการสนทนาจบลง พร้อมทั้งกล่าวแนะนำาผู้ร่วมรายการอีกครั้งและกล่าวขอบคุณก่อนปิดรายการ 3. ระวังอย่าให้การสนทนาเป็นการปาฐกถา หรืออภิปรายไป ควรรักษาบรรยากาศของการพูดคุยกันธรรมดา ในเรื่องที่เป็นสาระอาจจะมีการซักถามขัดขึ้นมาบ้าง เพื่อให้อธิบายเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้นและเป็นการกระตุ้นผู้ฟังด้วย 4. ควรเพิ่มเกร็ดขำาขันและประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปด้วยเพื่อให้รายการสนุกสนานน่าสนใจ ข้อ ควรระวัง ในการสนทนา 1. หลีกเลี่ยงข้อโต้แย้ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นการโต้วาทีหรืออภิปราย 2. หลีกเลี่ยงรายละเอียดที่ไม่สำาคัญ และคำาที่ฟังเข้าใจยาก 3. พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ควรพูดให้แจ่มแจ้งเข้าใจได้ทันที 4. หากมีตัวเลขควรใช้เลขถ้วน ๆ หรือโดยประมาณ 4. รายการอภิป ราย (Panel Discussion) รายการอภิปราย เป็นรายการพูดคุยกับผู้ฟังทางอ้อม ผู้ฟังจะได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมอภิปรายแตกต่างกันไป ซึ่งในคณะผู้ร่วมอภิปรายอาจจะมี 3-4 คน และผู้ดำาเนินการอภิปรายอีกหนึ่งคน หัวใจสำาคัญของการอภิปรายนั้น คือ ความขัดแย้งของผู้ร่วมอภิปรายซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อาจจะเริ่มจากการสนทนาตามปกติไปสู่การอภิปรายอย่างเผ็ดร้อน เป็นการจูงใจให้อยากฟัง (ต้องระมัดระวังในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ สำาหรับรายการวิทยุเพื่อการประชาสัมพันธ์) หากเป็นเรื่องที่ผู้อภิปรายมีความเห็นตรงกันจะเป็นการอภิปรายที่น่าเบื่อ ผู้จัดจึงจะต้องเลือกเรื่องที่น่าสนใจและกำาลังเป็นประเด็นปัญหาถกเถียงกันรวมทั้งเลือกบุคคลเข้าร่วมอภิปรายและผู้ดำาเนินการอภิปรายที่เหมาะสมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนของกลุ่มคนอาชีพหลาย ๆ กลุ่มรายการข่า ว (News Program) หลักสำาคัญในการเสนอข่าว คือ “จำานวนข่าวสารและเสียงไม่ได้เป็นสิ่งจำาเป็นในการประกันว่ารายการนั้นจะเป็นรายการข่าวที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาสาระที่นำาเสนอนั้นมีผลและการแสดงออกที่กระทบต่อผู้ฟัง ” ซึ่งในปัจจุบันนี้ “รายการข่าว” (News Program) สามารถจัดทำาได้หลายรูปแบบทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาของข่าวและจุดประสงค์ในการฟังของกลุ่มผู้ฟัง ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้ 1. การอ่า นข่า ว (News Reading) เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่พบเห็นเป็นพื้นฐานทั่วไป โดยการจัดรายการในระยะแรกนั้นมักมีการจัดเตรียมเนื้อหาข่าวสารในลักษณะของการรายงานให้ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 55. 55ผู้ฟังทราบว่า ใครทำาอะไร หรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด ทำาไมและอย่างไร (การรายงานข่าวตามหลัก H และ 5W) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเตรียมเนื้อหาข่าวไว้ล่วงหน้าแล้วนำามารายงานด้วยวิธีการให้ผู้อ่านข่าวอ่านให้ฟัง โดยจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที หรืออาจนำาเสนอในรูปของข่าวสั้นเพื่อแทรกตามช่วงเวลาต่าง ๆ โดยมีความยาวไม่เกิน 5 นาที การเสนอข่าวด้วยวิธีนี้ จะใช้ผู้อ่านข่าว 1 คน หรืออาจใช้ 2 คนสลับกันก็ได้ในกรณีที่ช่วงเวลาการนำาเสนอค่อนข้างยาว ทั้งนี้อาจใช้ความหลากของเสียงคนหลาย ๆ คนในการนำาเสนอ เพื่อมิให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องฟังเสียงเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยมักนิยมจัดลำาดับการเสนอข่าวตามลำาดับ คือ • ข่าวในพระราชสำานัก • ข่าวจากคณะรัฐมนตีหรือข่าวบุคคลสำาคัญ • ข่าวภายในประเทศทั่ว ๆ ไป • ข่าวท้องถิ่น • ข่าวต่างประเทศ • ข่าวพยากรณ์อากาศ • ข่าวกีฬา 2. การรายงานข่า ว (News Reporting) เป็นรูปแบบการรายงานข่าวเหตุการณ์จากสถานที่เกิดเหตุจริง ๆ ในขณะที่เหตุการณ์กำาลังดำาเนินอยู่หรือเพิ่งผ่านพ้นไป โดยมักจะทำาในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์สำาคัญและเป็นที่สนใจของประชาชนซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดก็ได้ เช่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ การก่อจลาจล อุบัติเหตุร้ายแรงหรือเหตุการณ์ปฏิวัติ ทั้งนี้เพราะศักยภาพของวิทยุเป็นสื่อที่มีความฉับไวในการนำาเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในทันที และสามารถเข้าถึงคนได้ทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีขีดจำากัดในเรื่องทักษะในการรับข่าวสาร หลักสำาคัญในการรายงานข่าว คือ จะต้องเป็นการรายงานข่าวตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเท่านั้น ไม่มีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์หรือคาดคะเนเหตุการณ์ โดยผู้รายงานข่าวสามารถรวบรวมรายละเอียด เรียงลำาดับและรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยตรง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกใกล้ชิดเกิดจินตนาการร่วม และยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือเหมือนผู้ฟังได้ยินจากต้นเสียงจริง ๆ 3. การวิเ คราะห์ข า ว (News Analysis) ่ เป็นการนำาเสนอข่าวโดยนำาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ คาดการณ์ที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับเบื้องหน้าเบื้องหลังของข่าว รวมทั้งเงื่อนงำาที่สลับซับซ้อนให้ผู้ฟังได้รับทราบ พร้อมกับชี้แนวโน้มหรือผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนบางครั้งเรียกว่า “การไขข่าว” (Interpretative Reporting) การวิเคราะห์ข่าวจะทำาให้ข่าวมีมิติหรือมีความลึกมากขึ้น และทำาให้คนในสังคมมองสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ว่ามีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร รวมทั้งยัง การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 56. 56สามารถประเมินเหตุการณ์ รู้แนวโน้มในอนาคต และเกิดความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย หลัก สำา คัญ ในการจัด รายการวิเ คราะห์ข า ว มีด ัง นี้ ่ 1. ข่าวที่จะนำามาวิเคราะห์ควรเป็นเรื่องที่ผลกระทบต่อคนจำานวนมากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ อยู่ความสนใจของผู้ฟังในขณะนั้น และเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งซึ่งยังหาข้อยุติไม่ได้ 2. การวิเคราะห์ข่าวควรทำาอย่างมีระบบ มีข้อมูลหลักฐานอ้างอิง เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ และเพื่อให้ผู้ฟังที่ไม่ได้ติดตามความเป็นมาของข่าวอย่างต่อเนื่องได้เกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ จนสามารถวางแผนหรือเตรียมตัวเตรียมใจกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 3. ผู้ที่ทำาการวิเคราะห์ข่าวควรเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง เช่น นักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ หรือเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับการในแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชน โดยการนำาเสนออาจจะนำาเอาบทความมาให้ผู้อ่านข่าวอ่านให้ฟัง หรืออาจจะเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์เข้ามายังรายการก็ได้ หลัก เกณฑ์ใ นการดำา เนิน การวิเ คราะห์ข ่า วมีด ง นี้ ั 1. บรรยายเหตุการณ์และความเป็นมาของข่าวนั้น ๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจก่อน 2. เหตุการณ์นั้นมีความสำาคัญ มีเงื่อนงำา และส่งผลหรือมีอิทธิพลอย่างไร 3. สถานการณ์ปัจจุบันคลี่คลายไปมากน้อยเท่าใด 4. เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลดีผลเสียอย่างไร 5. ทำาการวิเคราะห์โดยอ้างอิงเหตุการณ์ ข้อมูลต่าง ๆ ความคิดเห็นหรือหลักฐานต่าง ๆ 4. การวิจ ารณ์ข ่า ว (News Commentary) เป็นการนำาข่าวใดข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่และมีความสำาคัญมาแสดงความคิดเห็น ติตง วิจารณ์หรือ ถกเถียงเพื่อแสดงความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ ที่ ิหลากหลาย ดังนั้นจึงมีความแตกต่างจากการวิเคราะห์ข่าว คือ การวิเคราะห์ข่าวต้องยึดตามข้อเท็จจริงของข้อมูลโดยไม่สอดแทรกความคิดเห็นลงไป แต่การวิจารณ์ข่าวจะมีประโยชน์ในสังคมระบอบประชาธิปไตยในแง่ของการเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดแนวคิดในการตัดสินใจดำาเนินนโยบาย หรือปรับปรุงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้รอบคอบขึ้น 5. การบรรยายเหตุก ารณ์ (Commentary) เป็นรูปแบบหนึ่งของการรายงานข่าว แต่ผู้บรรยายจะทำาหน้าที่เป็นหูเป็นตาแทนผู้ฟังที่อยู่ทางบ้าน นันคือ ผู้บรรยายจะถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำาลัง ่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยอาจมีเสียงประกอบจากเหตุการณ์นั้น ๆ ร่วมด้วย การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 57. 57เพื่อทำาให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการและอารมณ์ร่วมเหมือนกับได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยตนเอง การบรรยายเหตุการณ์มักทำาในกรณีที่มีเหตุการณ์สำาคัญหรือในโอกาสที่มีเหตุการณ์พิเศษที่ประชาชนควรจะทราบ เช่น งานพระราชพิธีงานพิธีระดับชาติ งานสังสรรค์สโมสร งานแข่งขันกีฬา ฯลฯ โดยผู้บรรยายจะต้องพยายามสร้างอารมณ์และสีสันในการบรรยาย เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศและอารมณ์ของเหตุการณ์ของเหตุการณ์ไปยังผู้ฟังให้มากที่สุด 6. รายงานข่า วประกอบเสีย ง เป็นการรายงานข่าวที่มีเสียงประกอบจากแหล่งข่าวประกอบการรายงาน เช่น เสียงสัมภาษณ์ของบุคคลต่าง ๆ เสียงบันทึกจากที่เกิดเหตุการณ์ ฯลฯ ซึ่งข้อดีของการรายงานข่าวในลักษณะนี้ คือ • ทำาให้ข่าวมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการรายงานด้วยผู้อ่านข่าว แต่เพียงอย่างเดียว โดยผู้ฟังจะเกิดความใกล้ชิดกับข่าวได้มาก ขึ้น เพราะสามารถได้ยินจากต้นเสียงโดยตรง • ทำาให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมกับเนื้อหาข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้รับความหลากหลายจากเสียงสัมภาษณ์ของบุคคลต่าง ๆ 7. นิต ยสารข่า ว (News Magazine) เป็นการรายงานข่าวที่ประกอบด้วยข่าวหลาย ๆ ข่าว (อย่างน้อย 3ข่าว) นำามาเรียงลำาดับกัน โดยมีส่วนเชื่อมข่าว (Bridge or Link) ซึ่งอาจเป็นคำาพูดหรือเพลง ทำาหน้าที่เชื่อมโยงหัวข้อข่าวหนึ่งไปยังอีกข่าวหนึ่งเพื่อให้เนื้อหาย่อย ๆ ที่นำามารวมกันมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unity) คือมีความเป็นข่าวเหมือนกัน ลักษณะข่าวที่นำาเสนอในนิตยสารข่าวจะต้องมีเนื้อหาที่ไม่หนักจนเกินไป มีจุดเด่นหรือมีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน และมีความหลากหลายของเนื้อหาข่าว อารมณ์ และวิธีการนำาเสนอ เช่น อาจจะเป็นลักษณะของการรายงานข่าวจากเหตุการณ์จริง การสัมภาษณ์ การสนทนา การวิเคราะห์วิจารณ์ข่าว และในตอนท้ายก็มีการกล่าวสรุปปิดรายการโดยใช้คำาพูดเด็ด ๆที่กินใจผู้ฟัง ตัว อย่า งโครงสร้า งของรายการนิต ยสารข่า ว รูป แบบ ลำา ดับ รายการ เวลา แผ่น CD เพลงนำารายการ 15วินาที ผู้ประกาศ กล่าวเปิดรายการ/แจ้งลำาดับหัวข้อข่าว ข่าวที่ 1 ข่าวการปรับราคานำ้ามัน ผู้ประกาศ คำาเชื่อมโยง (Bridge) ข่าวที่ 2 การสัมภาษณ์ข่าวอุบัติเหตุรถไฟตกราง ผู้ประกาศ คำาเชื่อมโยง (Bridge) การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 58. 58 ข่าวที่ 3 ข่าวปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ผู้ประกาศ คำาเชื่อมโยง (Bridge) ข่าวที่ 4 การอภิปรายผลดีผลเสียของการเลี้ยงกุ้งในภาคกลาง ผู้ประกาศ กล่าวสรุปจัดรายการ แผ่น CD เพลงประจำารายการ 15วินาที ข่าวแต่ละข่าวในนิตยสารข่าวนั้นอาจมีการ “Intro” (การพูดเข้าสู่เนื้อหารายการ) และการ “Outtro” (การพูดออกจากเนื้อหาข่าวเมื่อนำาเสนอข่าวนั้น ๆ จบแล้ว) ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่า “การพูดห่อหัวห่อท้าย”รายการพูดคุยรายการละคร (Drama) รายการละครทางวิทยุเป็นรายการที่ให้ความบันเทิงในลักษณะการจำาลองความบันเทิงจากภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งการให้ความบันเทิงโดยตรง การเสนอเป็นรายการละครสำาหรับเด็ก การเสนอเป็นเป็นส่วนหนึ่งของรายการสารคดี หรือเพื่อการแสดงสถานการณ์จำาลองต่าง ๆ รายการละครเป็นการใช้เสียงในการสร้างจินตนาการโดยใช้การแสดงด้วยคำาพูด ดนตรี และเสียงประกอบให้ผู้ฟังสามารถเห็นภาพ เหตุการณ์ท่าทาง มีความรู้สึกและอารมณ์คล้อยตามไปกับเรื่องที่เสนอ จึงต้องมีทุกอย่างเช่นเดียวกับละครโทรทัศน์ ทั้งฉาก สีสัน บรรยากาศ การเคลื่อนไหวของตัวละคร และสิ่งแวดล้อม โดยความสำาเร็จของรายการขึ้นอยู่กับการหาผู้แสดงที่เหมาะสม การสร้างเค้าโครงเรื่องที่น่าสนใจ และมีวิธีการนำาเสนอที่สร้างสรรค์อารมณ์ให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ซึ่งการจัดรายการละครควรจัดในลักษณะของ “รายการประจำา” และกำาหนดออกอากาศในช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่ผู้ฟังเป้าหมาย ประเภทของรายการละคร มีด ัง นี้ 1. ละครเรื่อ งยาวหลายตอนจบ (Serials/DaytimeSerials/Soap Opera) เป็นละครที่มีการแสดงติดต่อกันเป็นเวลานาน(อาจเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น) มีความยาวตอนละประมาณ 30-60 นาทีและออกอากาศเป็นประจำาทุกวัน โดยเนื้อหามักเป็นเรื่องความรักและชีวิตครอบครัวที่จบลงด้วยความสุขหรือความสำาเร็จของตัวเอกในเรื่อง มักนิยมจัดในช่วงกลางวันและมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสตรีและผู้ทำางานบ้าน 2. ละครชุด (Series Drama) เป็นละครที่จบในแต่ละตอน และมักใช้ผู้แสดงชุดเดียวกันเป็นตัวละครหลักยืนพื้น โดยละครประเภทนี้จะมีแนวเรื่อง (Theme) เป็นแนวเดียวกันทุกตอน แต่เนื้อหาและเรื่องราวจะหลากหลายไปในแต่ละตอน มักนิยมจัดในช่วงเวลาเย็นหรือดึกและมีกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายกว้าง การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 59. 59 3. ละครพิเ ศษ (Drama Special) เป็นละครหรืออุปรากรที่จัดในโอกาสพิเศษ เช่น รายการละครเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมคุณธรรม หรือเป็นละครจากบทประพันธ์ของผู้มีชื่อเสียง อาจใช้เวลาในการออกอากาศ 30นาที ถึง 2 ชั่วโมง ปัจ จัย ที่ท ำา ให้ล ะครประสบความสำา เร็จ มีอ ยู่ 3 ประการ คือ 1. เรื่องที่นำามาเป็นละครวิทยุควรมีเนื้อหาที่เหมาะกับการสร้างจินตนาการ 2. ใช้เสียงผู้แสดง เสียงประกอบ และเสียงดนตรีเพื่อสร้างความสนใจ 3. ใช้เทคนิคทางการกระจายเสียงกำาหนดจังหวะการดำาเนินเรื่องให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์และทันใจผู้ฟังรายการเพลง (Music Program) รายการเพลงหรือรายการดนตรี เป็นรายการที่เน้นในด้านความบันเทิงฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นรายการวิทยุที่จัดกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดและได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างกว้างขวาง ดังนั้นหลักในการจัดรายการเพลง คือ ผู้จัดรายการควรมีความรู้ในเรื่องเพลงเป็นอย่างดี และยังต้องเข้าใจถึงรสนิยมความต้องการฟังเพลงของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย ทั้งนี้เพราะความสนใจของผู้ฟังจะมีความหลากหลายกันไป การแบ่ง ประเภทของเพลงสามารถแบ่ง ออกได้ด ง นี้ ั • เพลงยอดนิยมหรือเพลงป๊อบ (Popular Music) เป็นเพลงที่อยู่ ในสมัยนิยมที่คนทั่วไปนิยมฟัง ซึ่งผู้จัดรายการควรติดตาม กระแสความนิยมของผู้ฟังจากการขอเพลง หรือยอดจำาหน่าย เทปและแผ่นซีดีในตลาด • เพลงประเภทไลท์มิวสิก (Light Music หรือ Easy listening) เป็นเพลงที่มีท่วงทำานองเบา ๆ ฟังสบาย ๆ ไม่มี จังหวะกระแทกกระทั้น เหมะสำาหรับการฟังเพื่อผ่อนคลายความ ตึงเครียด • เพลงประเภท R&D (Rock and Disco) เป็นเพลงสำาหรับวัยรุ่น ที่มีท่วงทำานองคึกคัก สนุกสนาน • เพลงแจ๊ซ (Jazz Music) เป็นเพลงที่มีท่วงทำานองสนุกสนาน จากเครื่องดนตรีทุกประเภททั้งดีด สี ตี เป่า เป็นดนตรีที่เร้า อารมณ์ ฟังแล้วเกิดความสนุกสนานคึกกุกไปด้วยกับจังหวะและ ลีลาของเพลง นอกจากนี้ยังมีเพลงประเภทบลู (Blue Jazz) ที่มี ท่วงทำานองโหยหวนเศร้าสร้อย • เพลงคลาสสิก (Classic Music) เป็นเพลงที่แสดงออกถึงความ หมายและความรู้สึกด้วยท่วงทำานองและลีลาของเพลง มักมีผู้ฟัง เฉพาะกลุ่ม เพราะเป็นเพลงระดับสูงหรือเพลงหนักที่ต้องใช้ความ รู้ ความเข้าใจในอารมณ์และเรื่องราวของเพลง จนมีการล้อ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 60. 60 เลียนกันว่า “ต้องไต่บันไดฟัง” ดังนั้นรายการประเภทนี้จึงจัดกัน น้อย • เพลงพื้นบ้าน (Folk Song) เป็นเพลงที่เป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย เช่น เพลงหมอลำา เพลงอีแซว ฯลฯ ส่วนเพลงประเภทคันทรีมิวสิก (Country Music) อาจเทียบได้ กับเพลงลูกทุ่งที่มีท่วงทำานองลีลาสนุกสนานแสดงออกถึงชีวิต ของคนในชนบท เนื้อหาจะเกี่ยวกับการแสดงความรัก ความ เศร้า ความผิดหวัง และวิถีชีวตของคนในชนบท ิ • เพลงเพื่อชีวิต เป็นเพลงที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมใน สังคม การต่อสู้ดิ้นรนของคนชั้นล่าง การเรียกร้องความเสมอ ภาคและเสรีภาพ นอกจากนี้ก็ยังมี “เพลงไทยสากล” ซึ่งหมาย ถึง เพลงที่เป็นที่นิยมของคนไทยภาคกลาง และ “เพลงไทยเดิม” ที่สะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมทางด้านดนตรีของไทย รูป แบบรายการวิท ยุท เ ป็น รายการเพลง ี่ 1. การจัด รายการเพลงตามคำา ขอ (Music Request) เป็นการเสนอเพลงตามที่ผู้ฟังเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์เข้ามา โดยอาจเปิดให้มีการโทรศัพท์เข้ามาร่วมพูดคุยขอเพลงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายการหรือเป็นการโทรเข้ามาขอหลังไมค์ก็ได้ 2. รายการเพลงสลับ สาระความรู้ เป็นการเสนอเพลงจากแผ่นเสียงสลับกับการบรรยาย หรือ เป็นการพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ 3. การจัด รายการเพลงแบบดีเ จ (Disc Jockey) เป็นการจัดรายการที่ผู้ดำาเนินรายการเป็นผู้ควบคุมเสียงเอง ซึ่งผู้จัดต้องมีทักษะในการพูดและสามารถควบคุมอุปกรณ์ในห้องส่งได้อย่างคล่องแคล่ว มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี การจัดรายการในลักษณะนี้ถ้าดีเจมีทักษะในการพูดคุยโดยไม่ต้องมีบท (Ad-Lib) จะสามารถสร้างความรู้สึกเป็นกันเองและเป็นจุดเด่นในการดึงดูดผู้ฟังได้อย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่น เพราะผู้ฟังกลุ่มนี้จะไม่ชอบความจำาเจซำ้าซาก แต่ชอบความตื่นเต้นแปลกใหม่อยู่เสมอ กลุ่ม ผูฟ ัง เป้า หมายสำา หรับ รายการดนตรีแ ละเพลง ้ ความนิยมของผู้ฟังรายการดนตรีและเพลงจะแตกต่างกันไปตามวัยและระดับการศึกษา เช่นผู้สูงอายุและผู้ที่มีการศึกษาปานกลางค่อนข้างสูงจะสนใจฟังเพลงและดนตรีไทยเดิม เพลงคลาสสิก และเพลงสากล คนในวัยกลางคนขึ้นไปจะนิยมฟังเพลงและดนตรีแห่งความหลัง ซึ่งถ้าเป็นเพลงสากลก็เป็นเพลงที่เรียกว่า “โอลดี้” (Oldie) แต่ถ้าเป็นเพลงไทยก็คือเพลงเก่า เช่นเพลงของคณะสุนทราภรณ์ วัยรุ่นก็จะชอบฟังเพลงในสมัยนิยมที่มีทำานองคึกคัก เร้าใจ เด็กก็จะฟังเพลงที่แสดงอารมณ์ร่าเริง น่ารัก แจ่มใส ส่วนชนกลุ่มน้อยหรือผู้ฟังที่มีภาษาหรือวัฒนธรรมเฉพาะก็จะชอบฟังเพลงท้องถิ่น เช่นหมอลำา ลำาเพลิน กันตรึม เป็นต้น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 61. 61 รูป แบบของการจัด รายการดนตรีแ ละเพลง จัด ได้ 2 ลัก ษณะคือ 1. แบบวัฏ จัก ร (Clock or Wheel) คือ กำาหนดลำาดับการเปิดเพลงหรือดนตรีแต่ละประเภทในช่วงเวลา 30 นาทีหรือ 1 ชัวโมง (หรือเวลาที่ ่กำาหนด) เพื่อให้สามารถจัดรายการดนตรีและเพลงได้คละประเภทกัน ทำาให้รายการไม่น่าเบื่อซำ้าซาก และสามารถสนองความสนใจของผู้ฟังได้อย่างทั่วถึง มักเหมาะกับสถานีวิทยุแบบ “Format Station” หรือการจัดรายการเพลงล้วนตลอดวัน 2. แบบมีแ กนเรือ ง (Theme Music) คือ กำาหนดเน้นสาระของ ่ดนตรีและเพลงโดยมีแกนเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ รายการที่เสนอเพลงที่มีจังหวะเดียวกัน หรือมีเนื้อหาเดียวกัน เช่น เพลงรัก เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ ฯลฯรายการสารคดี (Feature or Documentary Program) หมายถึง รายการที่ให้เนื้อหาสาระในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งโดยมีรายละเอียดหลายแง่มุมและมีวิธีการนำาเสนอได้หลายลักษณะ ดังนั้นจึงเป็นรายการที่สามารถให้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กันไปขึ้นอยู่กับวิธีการสร้างสรรค์และวิธีการนำาเสนอของผู้จัดรายการ ประเด็นสำาคัญที่ทำาให้รายการสารคดีแตกต่างจากรายการประเภทอื่นคือ รายการสารคดีมีจุดมุ่งหมายในการเน้นเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งเพียงเรื่องเดียว โดยมีรายละเอียดเรื่องนั้น ๆ ในหลายแง่มุม การแบ่ง ประเภทรายการสารคดีต ามลัก ษณะวิธ ีก ารนำา เสนอแบ่ง ออกได้ 2 ประเภท คือ 1. รายการสารคดีแ บบด็อ กคิว เมนทารี (DocumentaryProgram) รายการสารคดีที่เป็นจริงทั้งหมดมีหลักฐานที่เป็นเอกสารสนับสนุน ค้นคว้าและอ้างอิง โดยจะต้องเสนอข้อมูลของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเป็นกลาง (Balance Reporting) ไม่เอนเอียงเข้าข้างหนึ่งข้างใด หรือไม่เลือกข้อมูลเฉพาะส่วนที่จะทำาให้เกิดความเข้าใจว่าเข้าข้างหนึ่งข้างใด เช่นสารคดีจากของจริง (Actuality Feature) ก็อาจจะนำาเสนอโดยใช้เสียงสัมภาษณ์จริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ๆ เป็นต้น 2. รายการสารคดีแ บบฟีเ จอร์ (Feature Program) รายการที่มุ่งเสนอเนื้อหาบนพื้นฐานของความจริงแต่ไม่จำาเป็นต้องเป็นเรื่องจริงทั้งหมดไม่จำาเป็นต้องมีเอกสารเป็นหลักฐานมาสนับสนุนหรือยืนยันแต่จะมุ่งสร้างภาพเพื่อกระตุ้นอารมณ์ผู้ฟังให้เกิดความรู้สึกต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยรูปแบบการนำาเสนอต่าง ๆ เช่น การสร้างเป็นละครจำาลอง ฯลฯ รายการสารคดีประเภทนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะมีรูปแบบที่เป็นอิสระส่วนใหญ่จะเป็นการเน้นคุณลักษณะที่เป็นคุณธรรมของมนุษย์และเน้นบรรยากาศหรืออารมณ์โดยไม่สนใจความจริงมากนัก เช่น ถ้าจะจัดรายการสารคดีแบบฟีเจอร์ที่แสดงถึงความเสียสละของหมอที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 62. 62ก็อาจจะสร้างเป็นละครที่จำาลองให้เห็นถึงการปฏิบัติงานอุทิศตัวเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยยากไร้ในชนบท เป็นต้น การแบ่ง ประเภทรายการสารคดีต ามลัก ษณะเนือ หา แบ่ง ออก ้ได้ 5 ประเภท คือ 1. สารคดีท ั่ว ไป (General Feature) คือ สารคดีที่มีเนื้อหาเป็นเรื่องราวการให้ข่าวสารความรู้แก่ผู้ฟังในเรื่องทั่ว ๆ ไป ไม่จำากัดเฉพาะเจาะขงลงไปว่าต้องเป็นเรื่องของบุคคล สัตว์ สิ่งของ หรือพืช โดยมีการนำาเสนอที่เหมือนกับการเล่าสู่กันฟัง 2. สารคดีเ นือ งในโอกาสพิเ ศษ (Special Occasion Feature) ่คือ สารคดีที่มีเนื้อหาในลักษณะของการเล่าประวัติความเป็นมาของเทศกาลพิเศษ หรือบุคคลที่น่าสนใจเป็นส่วนใหญ่ มักจะนำาเสนอในช่วงของการเฉลิมฉลองการครบรอบปีหรือในโอกาสสำาคัญ เช่น สารคดีเรื่องสมเด็จพระปิยมหาราช ประเพณีต่าง ๆ ฯลฯ 3. สารคดีเ ชิง วิเ คราะห์ (The Documentary) คือ สารคดีที่มีเนื้อหาเจาะลึกลงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำารงชีวิตของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวต ิอื่นที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม มักจะนำาเสนอด้วยการเน้นข้อเท็จจริงในรูปแบบของการแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะในการวิเคราะห์และการแก้ปัญหา การคาดการณ์ ทำานายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยก่อนจบรายการควรจะมีการทิ้งเรื่องราวเอาไว้ให้คิดต่อไปอีก เช่นสารคดีเรื่องปัญหาจราจรใน กทม. เป็นต้น 4. รายการสารคดีเ ชิง ข่า ว (News Documentary) คือ สารคดีที่มีเนื้อหาในลักษณะของการเสนอเบื้องหลังข่าวว่ามีข้อเท็่่จจริงและเรื่องราวเป็นมาอย่างไร มีสาเหตุและความคืบหน้าแค่ไหน โดยในช่วงสุดท้ายจะต้องสรุปข้อคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ พยายามชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงทุก ๆ ด้านอย่างเป็นธรรม พร้อมทั้งชี้แนวทางหรือทำานายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ฟังได้มีความรู้ข้อเท็จจริงของข่าวในแง่มุมต่าง ๆ และสามารถนำาเอาข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจ หรือเกิดทัศนะที่มีต่อเรื่องนั้นๆ หลักในการทำาสารคดีเชิงข่าว คือ การเลือกเนื้อหาข่าวควรเป็นประเด็นที่กำาลังอยู่ในความสนใจในขณะนั้น หรือเป็นปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และไม่ควรมีการวิจารณ์หรือสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปในรายการ 5. รายการสารคดีท ่อ งเที่ย ว (Touring Feature) คือ สารคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ประวัติความเป็นมา การเดินทาง ที่พัก ค่าใช้จ่าย ฯลฯ การเตรีย มงานในการจัด รายการสารคดี การจัดทำารายการสารคดีที่ดีควรจะต้องมีการวางแผนและกำาหนดสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้เอาไว้ล่วงหน้า คือ 1. เรื่องที่จัด (Subject) 2. พิจารณากลุ่มผู้ฟัง (Target Audience) การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 63. 63 3. กำาหนดหัวข้อเรื่อง (Topic) 4. กำาหนดแนวหรือแกนเรื่อง (Theme) 5. กำาหนดเนื้อหา (Content) โดยแยกเป็นประเด็น (Items) ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งจัดลำาดับประเด็นให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง และแกนของเรื่องที่วางไว้ 6.กำาหนดชื่อเรื่อง (Title) ให้น่าสนใจ เรื่องที่จะนำามาทำาสารคดี อาจจะได้มาจากการค้นคว้าในหนังสือ หรือการสัมภาษณ์ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือจากการเดินทางไปยังสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์จริงรายการนิต ยสารทางอากาศ (Magazine Program) รายการนิตยสารทางอากาศ (Magazine Program) หมายถึงรายการที่ยืมเอารูปแบบของนิตยสารทั่วไปมาเสนอในรายการวิทยุ โดยมีการกำาหนดแกน (Theme) ของเรื่องให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ฟังและใช้บทเชื่อม (Bridge) เชื่อมรายการที่มีความหลากหลายให้สัมพันธ์เป็นรายการเดียวกัน (Unity) ลัก ษณะของรายการนิต ยสารทางอากาศ มีด ัง นี้ 1. มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สาระความรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง 2. มีการกำาหนดแกนเรื่อง (Theme) เป็นแกนกลางของตอน 3. มีบทเชื่อม (Bridge) เพื่อสร้างความกลมกลืนให้เป็นหน่วยเดียวกัน(Unity) 4. มีรูปแบบหรือวิธีการนำาเสนอรายการที่หลากหลาย เช่น เสนอแบบอ่านข่าว , สารคดี , ละคร ฯลฯ 5. มีกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเฉพาะ ประเภทของรายการนิตยสารทางอากาศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบ่งโดยเอาผู้ฟังเป็นหลัก อาทิ รายการนิตยสารแม่บ้าน รายการนิตยสารสำาหรับเด็ก ฯลฯ 2. แบ่งโดยเอาเนื้อหาเป็นหลัก อาทิ รายการนิตยสารกีฬา รายการนิตยสารการดูแลรถ ฯลฯ หลัก และวิธ ก ารจัด รายการนิต ยสารทางอากาศ ี ปัจจัยที่สำาคัญในการวางแผนและกำาหนดรายการนิตยสารทางอากาศมีดังนี้ 1. กลุ่ม ผูฟ ัง เป้า หมาย (Target Audiences) เป็น ใคร ทั้งนี้เพื่อ ้สะดวกในการเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการ หรือเป็นประโยชน์ที่พึงจะได้รับแก่กลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเฉพาะที่เราตั้งเอาไว้ เช่น รายการนิตยสารเพื่อเด็ก เพื่อกลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ 2. แกน (Theme) ของเนือ หาเป็น อย่า งไร คือ เรื่องย่อย ๆ ที่จะ ้นำาเข้าไปบรรจุในรายการแต่ละเรื่องจะต้องมีแกนร่วมกันเพื่อให้เกิดความ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 64. 64เป็นเอกภาพ (Unity) เดียวกัน โดยแกนของเนื้อหาจะต้องมีการกำาหนดลงไปให้แน่นอนถึง 2 ระดับ คือ * แกนกลาง (Main Theme) หมายถึง เนื้อหาของรายการทุกตอนทุกครั้งจะต้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการ หรือเกี่ยวข้องต่อประโยชน์ของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเสมอ ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะมีเรื่องราวแตกต่างกันไปอย่างไร เช่น ตัว อย่า ง ชือรายการ : นิตยสารแม่บ้านที่รัก ่ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย : แม่บ้านในระดับฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางความรู้ระดับ ป.4 ขึ้นไป ตอนที่ 1 แกนกลาง เนื้อหาในรายการ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแม่บ้าน เรื่องที่ 1 : การเลือกผักสด ในระดับปานกลาง เรื่องที่ 2 : การจัดห้องรับประทานอาหาร เรื่องที่ 3 : การทำาสวนครัวอากาศ ตอนที่ 2 แกนกลาง เนื้อหาในรายการ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแม่บ้าน เรื่องที่ 1 : การรักษาสิว ในระดับปานกลาง เรื่องที่ 2 : การแต่งกายของสุภาพสตรี เรื่องที่ 3 : การออกกำาลังกาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แกนกลางนั้นจะมีเรื่องกี่เรื่องก็ตาม (ควรจะมีไม่ตำ่ากว่า 3 เรื่อง) แต่จะต้องเลือกเนื้อหาให้สัมพันธ์กับกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายทั้งสิ้นจึงสรุปได้ว่าแกนกลางนั้นถือเอากลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเป็นตัวกำาหนดเนื้อหาทำาให้การเลือกเรื่องต่าง ๆ สามารถทำาได้อย่างกว้างขวางและไม่มีความเป็นอันหนึงอันเดียวกัน จึงต้องการมีการกำาหนดแกนเฉพาะตอนขึ้นมากำากับอีกที ่หนึ่ง * แกนเฉพาะตอน (Sub-theme) หมายถึง แกนของเนื้อหาเฉพาะของรายการแต่ละตอน แต่ละครั้งที่ออกอากาศ โดยการมีแกนเฉพาะตอนเป็นการจำากัดเนื้อหาให้แคบลง เกิดความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unity) ในเนื้อหาที่เด่นชัดมากขึ้น เช่น ตอนที่ 1 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 65. 65 แกนกลาง แกนเฉพาะตอน เนื้อหาในรายการ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแม่บ้าน เนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องที่ 1: การเลือกผักสด ในระดับปานกลาง การบริโภคอาหาร เรื่องที่ 2 : การจัดห้องรับประทานอาหาร เรื่องที่ 3 : การทำาสวนครัวอากาศ ตอนที่ 2 แกนกลาง แกนเฉพาะตอน เนื้อหาในรายการ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแม่บ้าน เนื้อหาเกี่ยวความสวย เรื่องที่ 1 : การรักษาสิว ในระดับปานกลาง ความงามของสุภาพสตรี เรื่องที่ 2 : การแต่งกายของสุภาพสตรี เรื่องที่ 3 : การออกกำาลังกาย * เรือ ง (Subject) และหัว ข้อ เรื่อ ง (Target) ควรจะมีหลายเรื่อง ่หลายรส และควรจะมีจำานวนเรื่องสัก 3 เรื่องขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 4 เรื่องภายในครึ่งชั่วโมง เพราะจะทำาให้ดูหลากหลายมากเกินไป และเมื่อได้เรื่องมาแล้วก็มาเลือกหัวข้อเรื่อง (Topic) หรือเนื้อหาที่จะพูดในแต่ละตอน โดยจะต้องคำานึงว่าเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่และมีแกนกลาง (Theme) ของเรื่องหรือรายการเป็นอย่างไร เช่นตอนที่ 1 แกนกลาง แกนเฉพาะตอน เรื่อง หัวข้อเรื่องเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อหาเกี่ยวกับการ เรื่องที่ 1 : การซื้อผัก วิธีการเลือกผักสดแม่บ้านในระดับ บริโภคอาหาร เรื่องที่ 2 : การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อ การจัดสถานที่ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการรับประทานรับประทานอาหารปานกลาง อาหารที่ดี เรื่องที่ 3 : การปลูกผักไว้การทำาสวนครัว บริโภคอากาศ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 66. 66 3. รูป แบบการเสนอรายการ (Program Format) จะต้องกำาหนดรูปแบบที่แน่นอนว่ารายการจะแบ่งออกเป็นกี่ส่วนกี่เรื่อง แต่ละเรื่องจะใช้เวลานานสักกี่นาที โดยวิธีการที่ใช้กันอยู่ทั่วไปก็มักจะแบ่งเวลาให้แต่ละเรื่องเท่า ๆ กันหรือต่างกันไม่มากนัก ซึ่งอาจจะแบ่งโดยอาศัยเนื้อหาหรือวิธีเสนอรายการเป็นตัวแบ่งเวลาก็ได้ เรื่องต่าง ๆ ที่นำาเสนอในรายการถึงแม้จะมีความเป็นอันเหนึ่งอันเดียวกัน (Unity) แต่ก็ควรจะมีการจัดรูปแบบเสนอรายการที่แตกต่างเพื่อให้เกิดความหลากหลายด้วย เช่น จัดเป็นละคร อภิปราย สารคดี พูดคุยเป็นต้น เพื่อให้ผู้ฟังได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ หลายอย่างหลายรส ไม่ต้องฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งยาวนานเกินไป 4. ชือ รายการ (Title) มักจะมีความเกี่ยวข้องกับผู้ฟังเป้าหมายและ ่แกนเนื้อหาของรายการโดยส่วนรวมอยู่เสมอ ซึ่งวิธีการตั้งชื่อรายการจะแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ - ชือรายการที่เน้นผู้ฟังเป้าหมาย เช่น รายการนิตยสารเพื่อเกษตรกร ่เพื่อแม่บ้าน - ชือรายการที่เน้นแกนเนื้อหาของรายการ เช่น รายการนิตยสารการ ่ครัว การเงิน - ชือรายการที่เน้นถึงความน่าสนใจเป็นหลัก เช่น รายการนิตยสาร ่เสน่ห์ปลายจวัก วิธ ีก ารเสนอรายการ การจัดรายการนิตยสารทางอากาศนั้น การเชื่อมรายการ (Link orBridge) ถือว่ามีบทบาทที่สำาคัญยิ่ง เพราะจะช่วยให้เนื้อหาย่อย ๆ ต่าง ๆ ที่นำามารวมกันมีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเชือ มรายการ (Link or Bridge) แบ่ง ออกเป็น 2 วิธ ี คือ ่ 1. การเชือ มด้ว ยคำา พูด เป็นการใช้คำาพูดเชื่อมเนื้อหาหนึ่งไปสู่อีก ่เนื้อหาหนึ่ง โดยยึดเอาแกนเฉพาะตอนหรือแกนกลางเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อให้รายการดูราบรื่นและมีความต่อเนื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยตัวอย่างการเชื่อมด้วยคำาพูดระหว่างเรื่องการเลือกผักสด มายังเรื่องการจัดห้องรับประทานอาหาร มีดงนี้ ั “....การรู้จักเลือกผักก็จะทำาให้เราปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง ได้รับประทานผัดสดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และทำาให้รับประทานอาหารได้อย่างสบายใจด้วย และถ้าจะทำาให้สบายใจและเจริญอาหารดียิ่งขึ้นก็สมควรจัดสถานที่รับประทานอาหารให้เจริญหูเจริญตาด้วย...” 2. การเชือ มด้ว ยเพลง เป็นการใช้เพลงเชื่อมเนื้อหาหนึ่งไปสู่เนื้อหา ่หนึ่งโดยอาศัยเพลงใดเพลงหนึ่งเป็นเพลงแกน (Theme Music) เพื่อเชื่อมต่อระหว่างรายการย่อย ๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งตามปกติแล้วเพลงแกนจะไม่ใช่เพลงเดียวกันกับเพลงประจำารายการ (Identification Music) และมักจะเปลี่ยนไปทุกครั้งตามความเหมาะสมกับเนื้อหาหรือเรื่องราวแต่ละตอน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 67. 67แต่ละครั้งที่นำารายการออกอากาศ ทั้งนี้เพื่อสร้างจินตนาการหรือสื่ออารมณ์ที่จะนำาเข้าไปสู่เนื้อหาที่จะพูดถึงต่อไป การเชื่อมรายการอาจจะใช้ทั้ง 2 วิธีรวมกัน แต่การใช้เพลงแกนจะเริ่มเปิดหลังจากจบเพลงประจำารายการหรือหลังจากจบช่วงการนำาเข้าสู่รายการแล้ว ต่อจากนั้นก็จะเปิดเชื่อมต่อกับเพลงในรายการย่อยต่าง ๆ เมื่อจบรายการย่อยแต่ละเรื่องรายการ Vox Pop คำาว่า Vox Pop (Vox Populi = Voice of People) คือ การสัมภาษณ์นอกสถานที่อย่างหนึ่งเพื่อให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย (Public Opinion) สั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องหรือปัญหาใดที่น่าสนใจในขณะนั้น โดยใช้วิธีสุ่ม (Random) ความคิดเห็นจากประชาชนที่ต่างเพศอายุ การศึกษา ฯลฯ เพื่อจะได้ความคิดเห็นในหลาย ๆ รูปแบบทั้งในเชิงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่เป็นกลางต่อประเด็นปัญหานั้น ๆ โดยประเด็นที่กล่าวถึงอาจมีทั้งประเด็นที่หนักและเบา หรือเรื่องเล็กถึงเรื่องใหญ่ การใช้ Vox Pop มักจะใช้ในรายการประเภทข่าว สารคดีเชิงข่าวสารคดีเชิงวิเคราะห์ สารคดีทั่วไป หรือสารคดีประเภทปกิณกะ สาระบันเทิง หลัก ของการใช้ Vox Pop ในรายการวิท ยุ มีด ง นี้ ั 1. เป็นการสำารวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่งดังนั้นถ้าให้ผู้ใดผู้หนึ่งแสดงความคิดเห็นเป็นตัวแทนของกลุ่มชนทั้งหมดย่อมไม่ใช่วิธีการ Vox Pop 2. ผู้สัมภาษณ์หรือผู้ดำาเนินรายการไม่จำาเป็นต้องบอกชื่อ อายุ การศึกษา อาชีพ หรือประวัติความเป็นของตนทุกครั้ง ซึ่งต่างจากการสัมภาษณ์โดยทั่วไปที่ต้องมีการแนะนำาตัวผู้ให้สัมภาษณ์เสมอ 3. มีจุดประสงค์เพื่อสำารวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างคร่าว ๆทั้งนี้เพื่อให้เห็นกระแสความคิดเห็นที่หลากหลายในเรื่องหรือประเด็นเดียวกัน ประโยชน์ข องการใช้ Vox Pop มีด ัง นี้ 1. ช่วยเพิ่มความหลากหลาย (Variety) และความน่าสนใจในรายการวิทยุให้สูงขึ้น เช่น ความหลากหลายในเสียง (Voices) ความคิดเห็น(Opinions) สถานที่ (Locations) บุคลิกภาพ ฐานะ และชนชั้นของบุคคลต่าง ๆ ฯลฯ 2. ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ฟัง (Audience Participation)เพื่อผู้ผลิตรายการจะได้ทราบว่าผู้ฟังของเขาเป็นใคร อยู่ที่ไน นอกจากนี้ยังเพิ่มความน่าสนใจในแง่ของเป็นมนุษย์ปุถุชนของคน (Human Interest)อีกด้วย 3. สามารถใช้ได้กับหัวข้อ ประเด็นของข่าว หรือเรื่องราวได้เกือบทุกหัวข้อตั้งแต่เรื่องเบา ๆ ไปจนถึงเรื่องหนัก ซึ่งก็แล้วแต่เทคนิคการเลือกใช้ของผู้ผลิตรายการ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 68. 68 4. เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำาหรับการแสดงความคิดเห็นและการถกเถียงในเรื่องหรือประเด็นที่หนัก ๆ ต่อไป ซึ่งก็จะเป็นการช่วยให้ผู้ฟังได้แง่คิดต่าง ๆเพิ่มมากขึ้น เทคนิค การสัม ภาษณ์แ บบ Vox Pop มีด ง นี้ ั 1. ควรใช้วิธีการนี้เป็นบางครั้งบางคราวเท่าที่จำาเป็น 2. ไม่ควรตั้งคำาถามหลาย ๆ คำาถาม หรือถามทีเดียวหลายๆ เรื่องแล้วให้คนตอบทีเดียวไปเลย แต่ควรตั้งคำาถามเดียวและถามซำ้าคำาถามนั้นกับทุกคน เพื่อให้คนตอบตอบได้หลายความเห็น แตกต่างกันไป 3. การเลือกคนที่จะสัมภาษณ์ควรพิจารณาจากหัวข้อหรือประเด็นที่เราตั้งขึ้นในการ Vox Pop และควรเลือกสัมภาษณ์คนที่มีความแตกต่างกันของอาชีพ อายุ เพศ สำาเนียงการพูด ระดับการศึกษา ฯลฯ 4. หลักในการทำา Vox Pop นอกสถานที่ คือ ควรระวังในเรื่องเสียงรบกวนจากสถานที่ที่ไปทำา นอกจากนี้ในขณะไปบันทึกเสียงก็อย่าบันทึกเสียงทุกคนชิดกันไปตลอด เพราะยากแก่การนำามาตัดต่อภายหลัง 5. การตัดต่อเสียงสำาหรับ Vox Pop จะเน้นความแตกต่างของความคิดหรือประสบการณ์ของคนทั่วไป เพราะฉะนั้นหากเราได้เสียงสัมภาษณ์ที่มีข้อขัดแย้งหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็จะทำาให้เรื่องราวหรือประเด็นที่ตั้งไว้มีรสชาติยิ่งขึ้น ดังนั้นการเรียงลำาดับคำาตอบจึงควรเรียงให้เห็นถึงความแตกต่างของเสียง เพศ สถานที่ และความคิดเห็นที่ต่างกันด้วย 6. ผู้ผลิตควรพิจารณารูปร่างหรือแนวของ Vox Pop ที่เราต้องการไว้ก่อน โดย Vox Pop ที่ตัดต่อสมบูรณ์แล้วจะประกอบไปด้วยจุดเริ่มต้น จุดสำาคัญ และประโยคปิดท้าย 7. ควรตัดต่อประโยคที่ซำ้าซากออก เพราะเราจะถามคำาถามเดียวกันตลอด 8. ผู้ดำาเนินรายการจะเป็นผู้พูดเชื่อมโยงจากเนื้อหารายการเข้าสู่ VoxPop ส่วนในตัวเนื้อหาของ Vox Pop นั้นก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนที่จะพูดเชื่อมด้วยหรือไม่ เพราะบางคนก็ไม่นิยมมีคำาเชื่อมระหว่างคำาตอบ แต่จะเรียงคำาตอบไปเลย 9. การใช้เทคนิคการตัดต่ออาจใช้ได้ทั้ง Cross fade หรือ Cut แล้วแต่เทคนิคของผู้ผลิตรายการจะเลือกใช้ 10. การใช้ Vox Pop มิใช่จะใช้ได้ทุกกรณี แต่จะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ผลิตและผู้เขียนบทจะเลือกใช้ให้เหมาะสมสปอต (Spot Annoucement) หรือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิญชวน (Public ServiceProgram) คือ รายการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรายการสั้น ๆ ใช้เวลาสั้นและข้อความสั้น ๆ มีเพลง เสียงประกอบร่วมด้วยเพื่อผลในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เชิญชวน หรือรณรงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากผู้ฟัง โดย การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 69. 69ความยาวส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 30,45 หรือ 60 วินาที และมักออกอากาศซำ้า ๆ หลาย ๆ ครั้งในช่วงเวลาระหว่างรายการ Loose Spot หมายถึง ข้อความสั้น ๆ ที่มีการผลิตเนื้อหาโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์กันตรง ๆ ซึ่งอาจจะออกอากาศในช่วงต้นรายการ ระหว่างรายการ และท้ายรายการ โดยเนื้อหาของโฆษณา ประชาสัมพันธ์จะไม่ปะปนกับเนื้อหาของรายการ In Program เป็นลักษณะโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์แฝงอยู่ในเนื้อหาของรายการเช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเป็นผู้สนับสนุนรายการในช่วงนี้ โฆษณาประชาสัมพันธ์ แฝงในรายการนี้ในเชิงทฤษฎีจะไม่ถือเป็นสปอต เพราะเกิดจากช่องว่างของระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของกกช. ที่ว่า “การกล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการเป็นเพียงการพูดให้ผู้ฟังวิเคราะห์ไม่ถือเป็นการโฆษณา” การผลิตสปอตในลักษณะ Loose Spot จะต้องรู้ว่าต้องการนำาเสนออะไรในรายการ เนื่องจากเวลาในการนำาเสนอรายการมีจำากัด จึงต้องนำาข้อความที่ดึงดูดใจ โดนใจผู้ฟัง มานำาเสนอ โดยอาศัยดนตรี และเสียงประกอบแบบต่าง ๆ เป็นส่วนช่วยให้สปอตมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ในแนวแปลกใหม่ของผู้ผลิตอีกด้วยTitle คือ เพลงนำาหรือเพลงประจำารายการ ซึ่งอาจใช้เพลงใด เพลงหนึ่งที่มีอยู่แล้ว หรืออาจแต่งเพลงขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นการนำาเข้าสู่รายการ โดยเพลงนั้นจะต้องมีจังหวะ เนื้อหาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับประเภทของรายการ(Title บางเพลงอาจไม่มีเนื้อหา มีแต่ทำานองก็ได้) เมื่อฟังเพลง Title ครั้งใดก็นึกถึงรายการนี้ มักเปิดตอนต้น และตอนท้ายรายการ มีความยาวประมาณ15-20 วินาทีJingle คือ การใช้เสียงดนตรีประกอบกับการนำาสโลแกนหรือแนวความคิดหลักของงานโฆษณามาคั่นรายการ หรือคั่นรายการระหว่างเปลี่ยนประเภทของเพลง มีความยาวสั้น ๆ เพียง 5-8 วินาที (ไม่เกิน 10 วินาทีเท่านั้น) โดยไม่จำาเป็นต้องมีเนื้อหามากมาย เช่น Jingle ของ สถานี สวศ.105.75 MHz. ใช้ว่า “S- K -R -URadio” Jingle ของ สถานี สอ.96.0 MHz. ใช้ว่า “Songkhla tech.excite” จริย ธรรมสื่อ มวลชนด้า นวิท ยุก ระจายเสีย งและวิท ยุโทรทัศ น์ การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 70. 70จริย ธรรมของสื่อ วิท ยุก ระจายเสีย งและวิท ยุโ ทรทัศ น์1. จริย ธรรมต่อ การผลิต รายการข่า ว 1.1 ความถูก ต้อ งของข่า ว หมายถึง ถูกต้องตามข้อเท็จจริง(facts) หรือถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การเก็บภาพ การเก็บข่าวมาเขียน การให้ความสำาคัญ การตัดต่อภาพ จะต้องเป็นไปโดยมีเจตนาที่จะประคองข้อเท็จจริงให้ไปถึงผู้รับสารมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่มีเจตนาปิดบัง ซ่อนเร้น หรือ ให้ทราบข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนอันจะทำาให้การรับทราบข่าวสารของผู้รับสารผิดไปจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น 1.2 คุณ ค่า ความรวดเร็ว ในการนำา เสนอข่า ว หมายถึง ความทันต่อเหตุการณ์เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น และความทันต่อการเผยแพร่ออกอากาศโดยไม่ทำาให้ความถูกต้องของข่าวเสียไป 1.3 ความเป็น ประโยชน์ต อ ส่ว นรวม ข่าวที่นำาเสนอเผยแพร่ ่ออกอากาศไปนั้น ต้องเป็นประโยชน์ แก่ส่วนรวมของประเทศชาติ หรือ มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสังคม การนำาเสนอข่าวจึงไม่ควรที่จะมุ่งให้ประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ กลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตรายการข่าวจะต้องไม่รับหรือหวังผลประโยชน์จากบุคคลหรือสถาบันที่จะปรากฏเป็นข่าว2. จริย ธรรมต่อ การผลิต รายการภาคความรู้ 2.1 ความเหมาะสมของเนือ หากับ การนำา เสนอ โดยผู้ผลิต ้รายการต้องคำานึงถึงวิธีการนำาเสนอเนื้อหาให้เหมาะสมต่อสื่อ เหมาะสมต่อการรับรู้ของผู้รับสาร และความถูกต้องของเนื้อหาไม่ผิดเพี้ยน 2.2 ความเต็ม ใจในการให้บ ริก ารความรู้ โดยผู้ผลิตรายการต้องมีความเต็มใจ ปรารถนาที่จะให้ความรู้นั้นเกิดประโยชน์แก่ผู้รับสารอย่างแท้จริง โดยการพยายามประคับประคอง บรรจงนำาเสนอรายการอย่างตั้งอกตั้งใจ รวมทั้งยินดีเมื่อรายการจบลงเพาระคาดว่าผู้รับสารจะได้รับประโยชน์ไป 2.3 ความอดทนในการผลิต รายการ กล่าวคือ รายการประเภทความรู้นั้นผู้รับสารให้ความนิยมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรายการประเภทบันเทิง/ ผู้ผลิตรายการจึงต้องอาศัยความอดทนและต้องพยายามปรับปรุงรายการให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ3. จริย ธรรมต่อ การผลิต รายการบัน เทิง 3.1 เจตนาให้ค วามบัน เทิง อย่า งแท้จ ริง กล่าวคือ ผู้ผลิตรายการไม่ควรจะใช้รายการบันเทิงเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ในทางอื่น เช่นขายเทป ขายแผ่นเสียง หรือนำาไปสู่การใช้สินค้าหรือบริการที่เป็นจุดหมาย 3.2 ต้อ งเสนอรายการอย่า งมีร สนิย ม หรือ รสนิย มดี คืออารมณ์ส่วนรวมของบุคคลอันเป็นไปอย่างทันสมัย ไม่ล้า ไม่ลำ้ายุค ทำาให้กิเลสหยาบเป็นประณีต รสนิยมดีนำามาซึ่งความสุขความราบรื่นในหมู่ ไม่ให้เกิดกระอักกระอวนเก้อเขิน รสนิยมดีทำาให้บุคคลทีความพอดีไม่มากไม่เหมาะแก่ กาลเทศะ ผู้มีรสนิยมดีเป็นผู้นำาสุขภาพดีทางจิตมาสู่ผู้แวดล้อม การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 71. 71รสนิยมดีนั้นมิได้หมายความว่ามีแบบเป็นแบบใดโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายว่าผู้ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือได้รับการอบรมจากวังเจ้า หรือบ้านขุนนาง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านในชนบทก็มีรสนิยมตามแบบของชาวบ้านในชนบท จะเห็นว่าเพลงชาวบ้าน เช่น เพลงฉ่อย หรือ หมอลำา ก็มีรสนิยมดีเป็นที่น่าสนใจ จับใจ มีอยู่ทั่วไป คนที่มีรสนิยมดีจะรู้จักเลือกเฟ้น รู้จักฐานะการเงินอย่างใดหรือฐานะทางสังคมระดับใด จากความหมายของรสนิยมดังกล่าว ผู้ที่จะจัดรายการบันเทิงประเภทต่าง ๆ จึงควรทำาความเข้าใจกับความหมายดังกล่าว เพื่อที่จะไม่ทำาให้ผู้จัดมุ่งปรับปรุงให้รายการได้ชื่อว่าทันสมัยลำ้าหน้าจนลืมความหมายที่แท้จริงของรสนิยมดี 3.3 สัด ส่ว นระหว่า งความบัน เทิง กับ การโฆษณาสิน ค้า ตามระเบียบของคณะกรรมการบริหารวิทยุและโทรทัศน์ การเสนอรายการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ใน 1 ชัวโมง วิทยุกระจายเสียงจะโฆษณา ่ได้ 8 นาที ส่วนวิทยุโทรทัศน์จะโฆษณาได้ 10 นาที โดยอัตราสำาหรับการโฆษณาในแต่ละรายการต่อเวลา 1 ชั่วโมง ผู้ผลิตรายการจึงควรคำานึงถึงการโฆษณาสินค้าในรายการดังต่อไปนี้ • ไม่ควรพูดเสริมถึงโฆษณาสินค้ามากเกินไปในบทสนทนาปกติ ธรรมดา • ติดเครื่องหมายการค้าหรือรูปสินค้าไว้ในฉาก หรือ การแนะนำา สินค้าที่เป็นของกำากับ ต้องไม่ขัดต่อเนื้อหารายการหรือความต่อ เนื่องของรายการ • ไม่ควรตัดภาพจากรายการไปสู่โฆษณาในระหว่างผู้รับสารกำาลัง พุ่งความสนใจที่เนื้อหารายการ เช่น ในจุดตื่นเต้นของเรื่องใน ละครโทรทัศน์ หรือ การถ่ายทอดรายการกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล แข่งขันชกมวย ซึ่งลักษณะการเข้าแทรกอารมณ์ผู้รับสารใน ขณะรับรู้ต่อเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ในทางจิตวิทยาถือว่า อาจ ส่งผลต่อในทางอ้อมให้ผู้รับสารขาดความพิถีพิถันละเอียดลออ กับสภาพแวดล้อมในอนาคต และเพื่อจะได้มองเห็นกรอบที่ควบคุมตัวเองขณะเตรียมการ และขณะปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนต่อแนวทางอันควรปฏิบัติ หรือจริยธรรมของผู้ผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ผู้ผลิตรายการจึงควรคำานึงถึงแนวบรรทัดฐานและวัตถุประสงค์ของการจัดรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ดังต่อไปนี้บรรทัด ฐานรายการวิท ยุก ระจายเสีย งและวิท ยุโ ทรทัศ น์ 1. ใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ถูกต้องเข้าใจได้ทันที 2. เลือกใช้ลักษณะรายการเหมาะกับประเภทเรื่อง 3. เป็นไปตามมารยาทและรสนิยมที่ดี 4. ไม่นำาสิ่งที่ควรเคารพตามวัฒนธรรมประเพณีมาเป็นเรื่องขบขัน ล้อเลียน การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์
  • 72. 72 5. ไม่เป็นการแสดงซึ่งถ้าผู้เยาว์นำาไปทำาตามอย่างแล้วจะเกิดความเสียหาย 6. ไม่ทำาให้เกิดความรู้สึกสยดสยอง หวาดเสียว หวาดกลัว หรือแสดงความทารุณ 7. งดเว้นถ้อยคำาและรายละเอียดที่ไม่เหมาะจะกล่าว หรือ แสดงในที่สาธารณ หรือ ต่อหน้าผู้เยาว์ แม้เป็นเรื่องทางวิชาการ 8. รายการเพื่อการศึกษา ควรเสนอโดยไม่ปะปนกับการโฆษณาสินค้า 9. ไม่ลบหลู่ล่วงเกินผู้ใด 10. การแสดงความคิดเห็นควรมีสัมมาคารวะ 11. ไม่ทำาให้ผู้ร่วมรายการให้ได้รับความดับดาย หรือ สะเทือนใจ 12. ไม่เป็นการยั่วยุให้ประพฤติเสื่อมเสียทางศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีของบ้านเมืองที่ควรรักษาไว้ 13. เสนอข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง และไม่เสนอแต่เพียงบางส่วน หรือบางแง่ อันจะทำาให้เกิดเข้าใจคลาดเคลื่อน ในเรื่องที่สำาคัญ 14. ไม่ใช้วิธียั่วยุ ปลุกปั่นอารมณ์ให้เชื่อตาม แต่จะต้องชีแจงข้อเท็จ ้จริง เพื่อตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้ไม่ผิดพลาด 15. ไม่ส่งเสริมให้แก้ปัญหาด้วยกามารมณ์ 16. ไม่ทำาให้เกิดทัศนคติที่ทำาลายศรัทธาอันเป็นแก่นสารของชีวิตเช่น ศรัทธาในศาสนา บิดามารดา ชีวตครอบครัว เป็นต้น ิ 17. ไม่ทำาให้เกิดความความเกลียดชัง แตกแยกระหว่างคนคนต่างฐานะ อาชีพ ศาสนา เชื้อชาติอุดมคติ  การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น/อ.ศราณี เวศยาสิรินทร์