เอกสารประกอบการบรรยาย วิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ . ดร . ส...
ความหมายและลักษณะทั่วไปของการวิจัย <ul><li>การวิจัย คือ การนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบคำถามที่สลับซับซ้...
กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ <ul><li>สามารถรวบรวมขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>การเสนอปัญหาที่ต้องการศึกษา...
กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ( ต่อ ) <ul><li>4.  การออกแบบการวิจัย  (research design)   เพื่อเป็นแนวทางในการตอบปัญห...
สาเหตุสำคัญของการทำวิจัย <ul><li>1.   นักวิจัยหรือนักวิชาการต้องการเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ หรือต้องการทดสอบทฤษฎีที่...
สาเหตุสำคัญของการทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม <ul><li>2.   การวิจัยที่เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้มีการศึกษาเป็นวิ...
ความหมายของทฤษฏี  (Theory) <ul><li>ทฤษฎี คือการอธิบายความสัมพันธ์ และแสดงหลักการที่ปรากฏต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่นักวิจัยต้องการ...
ความหมายของทฤษฎี <ul><li>ทฤษฎีหมายถึงการรวบรวมเรื่องราวและข้อความอย่างมีระบบ โดยการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายปรากฏการณ์บางอย่าง...
การสร้างทฤษฎี  (Theory development)   ทำได้  2  ทางคือ <ul><li>1.  ทฤษฎี ­ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ เป็นการอ...
The Process of Deduction ภาพที่  1  The Process of Deduction (Bryman p.9) Theory Hypothesis Data Collection Findings Hypot...
<ul><li>เป็นกระบวนการที่กลับกันกับ  deductive   คือเป็นการศึกษาเหตุผลในการกำหนดข้อเสนอต่อไป จากการศึกษาส่วนย่อยที่เฉพาะเจา...
สมมติฐาน  (Hypothesis) <ul><li>สมมติฐาน  คือ ข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นั้น...
สมมติฐาน <ul><li>คือข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรหรือเปรียบเทียบระหว่างตัวแปร </li></ul><ul><li>คำตอบที่คาดการณ์ไว้ล...
สมมติฐานทางการวิจัย  (Research Hypothesis) <ul><li>การตั้งสมมติฐานในงานวิจัยมี  2  ลักษณะ คือ </li></ul><ul><ul><li>1.  แบ...
<ul><li>ที่มาสมมติฐาน </li></ul><ul><ul><li>แนวคิด หรือทฤษฏี </li></ul></ul><ul><ul><li>ประสบการณ์ </li></ul></ul><ul><ul>...
ตัวแปร  (Variable) <ul><li>ตัวแปรเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความผันแปรได้ กรณีที่ศึกษาอาจจะเป็นคนหรือสิ่งขอ...
ตัวแปร  (Variable)  <ul><li>เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผลเช...
ตัวแปร  (Variable)  <ul><li>ตัวแปรแบ่งได้เป็น  2  ชนิด คือ </li></ul><ul><li>ตัวแปรเชิงปริมาณ  ( Quantitative variable) </...
ตัวแปรเชิงปริมาณ  ( Quantitative variable) <ul><li>หมายถึงตัวแปรที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวนหรือขนาด ซึ่งบอกปริมาณความมากน้อยได...
ตัวแปรเชิงคุณภาพ  ( Qualitative variable) <ul><li>เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลที่คนทั่วไปอาจรับรู้ได้...
ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง ( Continuous and discrete variable) <ul><li>ตัวแปรเชิงปริมาณนั้นจะมีค่าอยู่  2  ชน...
ระดับการวัดตัวแปร  (scale of Measurements) <ul><li>การวัดตัวแปร เป็นการระบุลักษณะหรือให้ค่าแก่ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ในการว...
1.  ระดับการวัดแบบนามบัญญัติหรือจัดพวก  (nominal scale) <ul><ul><li>เป็นระดับการวัดขั้นพื้นฐานที่สุดคือแสดงลักษณะที่แตกต่า...
2.  ระดับการวัดแบบจัดลำดับ  (ordinal scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างและอันดับของการวัดผลที่ได้จากการ...
3.  ระดับการวัดแบบช่วง  (interval scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะแตกต่าง ค่าของความแตกต่างแสดงอันดับสูงต่ำ และม...
4.  ระดับการวัดแบบอัตราส่วน  (Ratio scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างกันตามหมู่พวก แสดงอันดับ หรือปริม...
องค์ประกอบของการกำหนดรูปแบบการวิจัย ชื่อเรื่อง ปัญหาที่จะศึกษาวิจัย 1 คำถามในการวิจัยหรือ วัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 กลยุทธ์...
การกำหนดรูปแบบการวิจัย มีกระบวนการดังนี้คือ <ul><li>เสนอปัญหาที่ต้องการศึกษา เหตุผลของการศึกษา หรือความสำคัญของปัญหา และวั...
การจำแนกรูปแบบการวิจัย <ul><li>ก จำแนกตามเป้าหมายการนำไปใช้ </li></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยพื้นฐาน  (Basic research) </...
การจำแนกรูปแบบการวิจัย  ( ต่อ ) <ul><li>ค . จำแนกตามประเภทของการเก็บข้อมูล </li></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาย้อนหลัง  (Re...
วัตถุประสงค์ของการกำหนดรูปแบบการวิจัย <ul><li>โดยทั่วไป  เพื่อตอบคำถามพื้นฐานดังนี้คือ </li></ul><ul><li>WHAT   –   จะศึกษ...
การเลือกหัวข้อการวิจัย <ul><li>สาเหตุของการเลือกหัวข้อการวิจัย  อาจสรุปได้  3  ทางคือ </li></ul><ul><li>1. ส่วนบุคคล  (per...
การเลือกหัวข้อการวิจัย  <ul><li>2. ทางวิชาการ  (academic reasons) </li></ul><ul><li>–   เพื่อเพิ่มพูนความรู้เฉพาะสาขา </li...
การเลือกหัวข้อการวิจัย  <ul><li>3. ทางสังคม  (social reasons) </li></ul><ul><ul><li>เพื่อให้คำตอบหรือการแก้ไขเกี่ยวกับปัญห...
ประเภทของคำถามในการวิจัย <ul><li>คำถามในการวิจัย  (research questions)   แบ่งได้เป็น  3  ประเภท คือ  WHAT, WHY, HOW   </li...
ประเภทของคำถามในการวิจัย  <ul><li>2.  WHY   </li></ul><ul><ul><li>คำถามนี้ต้องการทราบสาเหตุหรือเหตุผลของปรากฏการณ์บางอย่าง...
ประเภทของคำถามในการวิจัย  <ul><li>3.  HOW   </li></ul><ul><ul><li>คำถามนี้เกี่ยวกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะผลของ...
ประเภทของการวิจัยจำแนกตามวัตถุประสงค์ <ul><li>วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นฐาน  (Basic search) </li></ul><ul><ul><li>1.  เพื...
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประยุกต์  (Applied Research) <ul><li>1.  เพื่อการเปลี่ยนแปลง  (CHANGE)   การศึกษาวิจัยบางเรื่อง...
การประเมินผลโครงการ   (project evaluation) <ul><li>เป็นกระบวนการในการพิจารณาระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงกา...
แบบจำลองการประเมินผล <ul><li>แบบจำลองการประเมินผลมีหลายแบบ ที่นิยมกล่าวถึงคือของ  Stufflebeam  ซึ่งเรียกว่า  CIPP model  โ...
แบบจำลอง  ( Model)  การประเมินผล <ul><li>การประเมินผล  4  ประเภทของแบบจำลองซิป  ( CIPP Model)  คือ </li></ul><ul><li>1. Co...
<ul><li>การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม  เป็นการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผล เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการค้นหาข่า...
2. Input Evaluation  ( การประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า ) <ul><li>เป็นการประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า...
<ul><li>การประเมินผลประเภทนี้จะทำหน้าที่ต่อจาก  Context  และ  Input evaluation   เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข่าวสารที่จะเป็...
4. Product Evaluation  ( การประเมินผลิตผล ) <ul><li>วัตถุประสงค์ของการประเมินผลประเภทนี้ก็คือ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผล...
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม   (Environmental Impact Assessment : EIA) <ul><li>หมายถึง การศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดต่อ...
การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม <ul><li>เป็นระบบของกรรมวิธีซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่ง...
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม <ul><li>แบ่งเป็น  2  ประเภท </li></ul><ul><li>1.  ผลกระทบปฐมภูมิ  ( Primary Impact) </li></ul><ul><li>2...
1.  ผลกระทบปฐมภูมิ  ( Primary Impact) <ul><li>เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งผลกร...
2.  ผลกระทบทุติยภูมิ  ( Secondary Impact) <ul><li>เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมของกิจกรรม อันเนื่องมาจากผลกระทบปฐมภูมิ ...
ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ <ul><li>ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะใช้ประโยชน์ในการประเมินผลกระทบ โดยใช้ประกอบการพิจารณา เพื่...
เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล <ul><li>เชิงปริมาณ  (Quantitative) </li></ul><ul><ul><li>– จากแบบสอบถาม  ( ตอบแบบสอบถามเอง ) </l...
Data Analysis Techniques <ul><li>Qualitative </li></ul><ul><li>Description </li></ul><ul><li>Distribution : numerical and ...
Data Analysis Techniques <ul><li>Qualitative </li></ul><ul><li>Description </li></ul><ul><li>Theory generation </li></ul><...
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว <ul><li>สถิติที่ใช้กับตัวแปรเดี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นได้ทุกระดับคือ  nominal, ordinal, interval, & rati...
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว <ul><li>ในกรณีที่มีตัวแปร  2  ตัว หรือมากกว่า  2  ตัวขึ้นไป มีวิธีการทางสถิติที่ใช้หลายแบบ อย่างหน...
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว  ( ต่อ ) <ul><li>ในกรณีที่ตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรแบบ  normial  และตัวแปร   interval  เป็นตัวแปรตาม ก...
การวิจัยด้วยการสำรวจ  (Survey Research ) <ul><li>การวิจัยด้วยการสำรวจ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมจากแบบสอ...
การเลือกตัวอย่าง  (Sampling) <ul><li>1. Probability sampling </li></ul><ul><li>การเลือกตัวอย่าง โดยใช้หลักการเชิงสุ่ม ทุกห...
ลักษณะตัวอย่างที่ดี <ul><li>เนื่องจากการสุ่มตัวอย่าง เป็นการเลือกตัวแทนของประชากรจากกลุ่มที่ต้องการศึกษา จึงต้องเป็นตัวแทน...
ความหมายของประชากรและตัวอย่าง  (Populations and samples) <ul><li>ประชากร หมายถึง กลุ่มของบุคคลหรือสิ่งของ โดยมีองค์ประกอบเ...
การสุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็น  (Probability sampling) <ul><li>เป็นกระบวนการที่ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือก...
การสุ่มอย่างง่าย  (Simple random sampling) <ul><li>เป็นการสุ่มโดยสมาชิกแต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสได้เลือกเท่าๆกัน วิธีนี้ใ...
การสุ่มอย่างมีระบบ  (systematic random sampling) <ul><li>การเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็นช่วง ช่วงละเท่าๆกันแต่ละจุดของการแ...
การสุ่มแบบแบ่งชั้น  (stratified random sampling) <ul><li>การเลือกตัวอย่างโดยจัดสมาชิกของประชากรที่มีลักษณะเดียวกันไว้ในกลุ...
การสุ่มแบบหลายขั้นตอน   (multi-stage random sampling) <ul><li>การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มักจะใช้กับการสำรวจครัวเรือน ใ...
การเลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (non-probability sampling) <ul><li>Convenience sampling accidental) </li></ul...
การเสนอรายงานวิจัย <ul><li>1.  ชื่อเรื่อง  ( โดยปกติจะมี  2  ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษา ส่วนที่สองเป็นสถานท...
การเสนอรายงานวิจัย <ul><li>3.  ทบทวนวรรณกรรม  </li></ul><ul><ul><li>แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา </li></ul></ul><ul>...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ppt

6,695

Published on

+++

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
6,695
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
93
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ppt

  1. 1. เอกสารประกอบการบรรยาย วิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ . ดร . สุวัลลีย์ เปี่ยมปิติ
  2. 2. ความหมายและลักษณะทั่วไปของการวิจัย <ul><li>การวิจัย คือ การนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบคำถามที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาแสวงหาความรู้ โดยวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็นกระบวนการตามแนวทางที่กำหนดเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารในการที่จะตอบคำถามที่ทำการตรวจสอบอยู่ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ซึ่งการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด </li></ul>
  3. 3. กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ <ul><li>สามารถรวบรวมขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>การเสนอปัญหาที่ต้องการศึกษาวิจัย หรือเรื่องราวที่จะทำการสำรวจตรวจสอบ หรือการทดสอบการอธิบายตามทฤษฎี </li></ul><ul><li>การแปลงแนวความคิดเชิงนามธรรม (abstract) ให้เป็นการอธิบายเชิงทฤษฏีในลักษณะที่เป็นรูปธรรม (concrete) </li></ul><ul><li>การเสนอวิธีการวัดตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายตามทฤษฎี </li></ul>
  4. 4. กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ( ต่อ ) <ul><li>4. การออกแบบการวิจัย (research design) เพื่อเป็นแนวทางในการตอบปัญหาเรื่องที่ศึกษาวิจัย </li></ul><ul><li>5. การเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับรูปแบบการวิจัย </li></ul><ul><li>6. การเก็บรวบรวมข้อมูล </li></ul><ul><li>7. การวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหาที่ต้องการศึกษาวิจัย </li></ul><ul><li>8. การสรุปผลจากการวิเคราะห์ และรวบรวมผลการศึกษาวิจัยตามพื้นฐานของความที่มีอยู่ </li></ul>
  5. 5. สาเหตุสำคัญของการทำวิจัย <ul><li>1. นักวิจัยหรือนักวิชาการต้องการเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ หรือต้องการทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น หรืออีกข้อหนึ่ง คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมบางประการนั่นเอง การวิจัยแบบนี้ คือ การวิจัยพื้นฐาน ( Basic research) </li></ul>
  6. 6. สาเหตุสำคัญของการทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม <ul><li>2. การวิจัยที่เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้มีการศึกษาเป็นวิจัยเชิงประยุกต์ ( applied research) หรือเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( action research) คือการวิจัยที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำผลจากการวิจัยนั้นๆ เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของท้องถิ่นหรือของประเทศต่อไป </li></ul>
  7. 7. ความหมายของทฤษฏี (Theory) <ul><li>ทฤษฎี คือการอธิบายความสัมพันธ์ และแสดงหลักการที่ปรากฏต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่นักวิจัยต้องการศึกษา ซึ่งการอธิบายความสัมพันธ์นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ หรือเหตุผลของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ หรือตัวแปร (variables) ความเห็นที่เสนอตามทฤษฎีนั้น เป็นข้อความ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยนั่นเอง </li></ul>
  8. 8. ความหมายของทฤษฎี <ul><li>ทฤษฎีหมายถึงการรวบรวมเรื่องราวและข้อความอย่างมีระบบ โดยการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายปรากฏการณ์บางอย่าง เป็นข้อความที่นำไปสู่กฎทั่วไป (general laws) หลักการ (principles) หรืออธิบายสาเหตุของพฤติกรรมบางอย่างจากการสังเกตการณ์ </li></ul><ul><li>ทฤษฎี คือคำอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมหรือธรรมชาติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุและผลสามารถทดสอบความถูกต้องได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ </li></ul>
  9. 9. การสร้างทฤษฎี (Theory development) ทำได้ 2 ทางคือ <ul><li>1. ทฤษฎี ­ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ เป็นการอธิบายเชิงเหตุและผลเพื่อการสรุป (deductive theory) กล่าวคือ เมื่อมีแนวคิดของทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วนำไปสู่การสร้างสมมติฐานซึ่งสมมติฐานนี้จะมีแนวคิดที่ต้องแปลงเป็นนิยามปฏิบัติการ โดยผู้วิจัยจะต้องกำหนดว่า จะเก็บข้อมูลอย่างไร เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้น แล้วนำไปสู่การสรุป ซึ่งสามารถจัดลำดับในส่วนที่ย่อย ๆ ลงไปดังภาพ </li></ul>
  10. 10. The Process of Deduction ภาพที่ 1 The Process of Deduction (Bryman p.9) Theory Hypothesis Data Collection Findings Hypothesis confirmed or rejected Revision of theory 1 2 3 4 5 6
  11. 11. <ul><li>เป็นกระบวนการที่กลับกันกับ deductive คือเป็นการศึกษาเหตุผลในการกำหนดข้อเสนอต่อไป จากการศึกษาส่วนย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำไปสู่การสรุปถึงทฤษฏีหลัก </li></ul><ul><li>Deduction = theory observations/findings </li></ul><ul><li>Induction = observation/findings theory </li></ul>2. การอธิบายเชิงเหตุและผล เพื่อการอนุมาน (inductive)
  12. 12. สมมติฐาน (Hypothesis) <ul><li>สมมติฐาน คือ ข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นั้นสามารถทดสอบได้ หรือเป็นข้อความที่คาดคะเนความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัว เพื่อตอบคำถามในการวิจัย </li></ul><ul><li>การตั้งสมมติฐาน คือ การอธิบายปรากฏการณ์ที่ต้องการ จะยืนยันว่าเป็นความจริง และสมมติฐานนั้นสามารถพิสูจน์ได้ คือ การทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ ซึ่งสมมติฐานอาจผิดหรือถูกก็ได้ หรือถ้าพบว่าบกพร่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ </li></ul>
  13. 13. สมมติฐาน <ul><li>คือข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรหรือเปรียบเทียบระหว่างตัวแปร </li></ul><ul><li>คำตอบที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างสมเหตุสมผลต่อปัญหาที่ปรึกษา </li></ul><ul><li>คำตอบนี้อาจผิดหรือถูกก็ได้ ต้องทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ </li></ul>
  14. 14. สมมติฐานทางการวิจัย (Research Hypothesis) <ul><li>การตั้งสมมติฐานในงานวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ </li></ul><ul><ul><li>1. แบบมีทิศทาง (directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจเชิงบวก </li></ul></ul><ul><ul><li>2. แบบไม่แสดงทิศทาง (non directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจ </li></ul></ul>
  15. 15. <ul><li>ที่มาสมมติฐาน </li></ul><ul><ul><li>แนวคิด หรือทฤษฏี </li></ul></ul><ul><ul><li>ประสบการณ์ </li></ul></ul><ul><ul><li>การวิจัย </li></ul></ul><ul><li>ลักษณะของสมมติฐาน </li></ul><ul><ul><li>มีตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัว </li></ul></ul><ul><ul><li>วัดได้ ทดสอบได้ </li></ul></ul><ul><ul><li>มีทิศทาง / ไม่มีทิศทาง </li></ul></ul>ที่มา ลักษณะ และการนำไปใช้ของสมมติฐาน <ul><li>การนำไปใช้ </li></ul><ul><ul><li>ตอบปัญหาการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ยอมรับสมมติฐานการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย </li></ul></ul>
  16. 16. ตัวแปร (Variable) <ul><li>ตัวแปรเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความผันแปรได้ กรณีที่ศึกษาอาจจะเป็นคนหรือสิ่งของ เช่น ครัวเรือน เมือง องค์กร โรงเรียน หรือประเทศ ถ้าคุณสมบัติไม่มีความผันแปร เราเรียกว่า ค่าคงที่ (constant) เช่น ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งมีอัตราส่วนพนักงานที่เป็นผู้จัดการชายและหญิงเท่ากัน </li></ul><ul><li>คุณสมบัติขององค์กรนี้จะเรียกว่าค่าคงที่ และไม่ใช่ตัวแปร ซึ่งในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ นักวิจัยมักจะไม่สนใจค่าคงที่ โดยปกติจะมีการแยกความแตกต่างระหว่างตัวแปรชนิดต่าง ๆ เช่น การแยกระหว่าง ตัวแปรอิสระ (independent variables) ซึ่งหมายความว่าตัวแปรอิสระจะมีอิทธิพลหรือเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อตัวแปรตาม (dependent variable) นั้นเอง </li></ul>
  17. 17. ตัวแปร (Variable) <ul><li>เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ในการวิจัย จึงต้องมีตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กล่าวคือ ค่าของ ตัวแปรอิสระมีส่วนกำหนดค่าของตัวแปรตาม หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าของตัวแปรตามผันแปรตามค่าของตัวแปรอิสระ </li></ul><ul><li>นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรอื่น ๆ เช่น ตัวแปรภายนอก (extraneous variables) และ ตัวแปรระหว่างกลาง (intervening variable) </li></ul>
  18. 18. ตัวแปร (Variable) <ul><li>ตัวแปรแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ </li></ul><ul><li>ตัวแปรเชิงปริมาณ ( Quantitative variable) </li></ul><ul><li>ตัวแปรเชิงคุณภาพ ( Qualitative variable) </li></ul>
  19. 19. ตัวแปรเชิงปริมาณ ( Quantitative variable) <ul><li>หมายถึงตัวแปรที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวนหรือขนาด ซึ่งบอกปริมาณความมากน้อยได้ หรือเป็นตัวแปรที่แสดงลักษณะที่คนทั่วไปรับรู้ได้ตรงกันเป็นรูปธรรม เช่น อายุ รายได้ จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน เหล่านี้คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ เป็นจำนวนที่วัดได้ หรือเรียงลำดับจากน้อยไปหามากได้ เช่น จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดไปจนถึงจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด </li></ul>
  20. 20. ตัวแปรเชิงคุณภาพ ( Qualitative variable) <ul><li>เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลที่คนทั่วไปอาจรับรู้ได้ตรงกัน หรือไม่ตรงกันเป็นลักษณะนามธรรม เช่น ทัศนคติ แรงจูงใจ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมืออื่นในการวัด หรือตัวแปรที่แสดงคุณลักษณะของบุคคล เช่น เพศชายและเพศหญิง หรือ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส เช่น โสด สมรส หรือหม้าย หย่าร้าง ซึ่งตัวแปรเชิงคุณภาพไม่สามารถจัดลำดับเรื่องตามขนาดได้ </li></ul>
  21. 21. ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง ( Continuous and discrete variable) <ul><li>ตัวแปรเชิงปริมาณนั้นจะมีค่าอยู่ 2 ชนิด คือ ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง เช่น อายุ คือ อายุ 5, 6, 7 ปี ตามลำดับ </li></ul><ul><li>ส่วนตัวแปรที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนคนในบ้าน จำนวนรถในบ้าน </li></ul>
  22. 22. ระดับการวัดตัวแปร (scale of Measurements) <ul><li>การวัดตัวแปร เป็นการระบุลักษณะหรือให้ค่าแก่ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ในการวิจัย การวัดตัวแปรจะทำให้ได้ผลการวัดออกมาเป็นสเกล ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับดังนี้คือ </li></ul><ul><ul><li>Nominal scale </li></ul></ul><ul><ul><li>Ordinal scale </li></ul></ul><ul><ul><li>Interval scale </li></ul></ul><ul><ul><li>Ratio scale </li></ul></ul>
  23. 23. 1. ระดับการวัดแบบนามบัญญัติหรือจัดพวก (nominal scale) <ul><ul><li>เป็นระดับการวัดขั้นพื้นฐานที่สุดคือแสดงลักษณะที่แตกต่างกันตามชื่อหรือหมู่พวกหรือเป็นการวัดที่กำหนดสัญลักษณ์ขึ้น เพื่อจำแนกหรือจัดประเภทตามคุณลักษณะ การจัดหมวดหมู่ลักษณะของตัวแปร เช่น เพศ ( ชาย , หญิง ) ศาสนา เชื้อชาติ ซึ่งในการวิจัย ข้อมูลในระดับนี้มักจะใช้เป็นตัวแปรอิสระ ( independent variable) </li></ul></ul>
  24. 24. 2. ระดับการวัดแบบจัดลำดับ (ordinal scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างและอันดับของการวัดผลที่ได้จากการวัดตัวแปรนี้เป็นตัวเลขที่แสดง คือ ปริมาณความมากน้อย สามารถเรียงลำดับได้ ตัวแปรนี้มีลักษณะแตกต่างตามหมู่พวกและแสดงระดับสูงต่ำของผลที่ได้ เช่นระดับการศึกษา แต่การวัดในมาตรานี้ ความแตกต่างระหว่างแต่ละหน่วยอาจไม่เท่ากัน และไม่มีศูนย์แท้ ( absolute zero) </li></ul></ul>
  25. 25. 3. ระดับการวัดแบบช่วง (interval scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะแตกต่าง ค่าของความแตกต่างแสดงอันดับสูงต่ำ และมีช่วงห่างเท่ากัน เช่น การวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส เช่น ขณะนี้กรุงเทพมีอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส แต่ปทุมธานีมีอุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างกัน 3 องศาเซลเซียส แต่ความแตกต่างของแต่ละช่วงองศาจะเท่ากัน ( equal interval) แต่ไม่เป็นศูนย์แท้ เพราะอุณหภูมิสามารถต่ำกว่า 0 องศาได้ </li></ul></ul>
  26. 26. 4. ระดับการวัดแบบอัตราส่วน (Ratio scale) <ul><ul><li>เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างกันตามหมู่พวก แสดงอันดับ หรือปริมาณความมากน้อยได้ ค่าของแต่ละหน่วย การวัดมีความแตกต่างของแต่ละหน่วยเท่ากัน ( equal interval) และมีจุดตั้งต้นเป็น 0 คือ ( absolute zero) เช่น น้ำหนัก </li></ul></ul>
  27. 27. องค์ประกอบของการกำหนดรูปแบบการวิจัย ชื่อเรื่อง ปัญหาที่จะศึกษาวิจัย 1 คำถามในการวิจัยหรือ วัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 กลยุทธ์ในการวิจัย 3 แนวคิด / ทฤษฎี สมมติฐานและวิธีการวิจัย 4 แหล่งที่มาของข้อมูล 5 การเลือกข้อมูล จากแหล่งของข้อมูล 6 การเก็บรวบรวมข้อมูล และระยะเวลา 7 การประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูล 8
  28. 28. การกำหนดรูปแบบการวิจัย มีกระบวนการดังนี้คือ <ul><li>เสนอปัญหาที่ต้องการศึกษา เหตุผลของการศึกษา หรือความสำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา </li></ul><ul><li>แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>แสดงกระบวนการในการศึกษาวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเสนอนิยามปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบคำถามการวิจัย </li></ul><ul><li>เสนอตารางการทำงานตามขั้นตอนต่าง ๆ </li></ul><ul><li>การกำหนดงบประมาณ ( ตามจำนวนคน ตามเวลาที่กำหนด ) </li></ul><ul><li>เสนอรูปแบบรายงานการวิจัย </li></ul>
  29. 29. การจำแนกรูปแบบการวิจัย <ul><li>ก จำแนกตามเป้าหมายการนำไปใช้ </li></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยประยุกต์ (Applied research) </li></ul></ul></ul><ul><li>ข . จำแนกตามลักษณะที่ทำการศึกษา </li></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยจากเอกสาร (Literature research) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยทางคลินิก (Clinical research) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยทางห้องปฏิบัติการ ( Laboratory research ) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยในสัตว์ทดลอง ( Animal research) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยชุมชน (Community research) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การวิจัยปฏิบัติการ (Operational research) </li></ul></ul></ul>
  30. 30. การจำแนกรูปแบบการวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>ค . จำแนกตามประเภทของการเก็บข้อมูล </li></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาไปข้างหน้า (Prospective study) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาโดยการสำรวจ (Survey study) </li></ul></ul></ul><ul><li>ง . จำแนกตามการออกแบบการวิจัย </li></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาเชิงวิเคราะห์ (Analytical study) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การศึกษาโดยการทดลอง (Experimental study) </li></ul></ul></ul>
  31. 31. วัตถุประสงค์ของการกำหนดรูปแบบการวิจัย <ul><li>โดยทั่วไป เพื่อตอบคำถามพื้นฐานดังนี้คือ </li></ul><ul><li>WHAT – จะศึกษาเรื่องอะไร </li></ul><ul><li>WHY – เหตุไรจึงต้องศึกษาเรื่องนี้ </li></ul><ul><li>HOW – วิธีการศึกษาเป็นอย่างไร ซึ่งแยกเป็นดังนี้คือ </li></ul><ul><ul><li>3.1 WHAT – จะใช้กลยุทธ์ในการวิจัยแบบไหน </li></ul></ul><ul><li> 3.2 WHERE – ข้อมูลจะมาจากแหล่งใด </li></ul><ul><li> 3.3 HOW – จะเก็บข้อมูล และวิเคราะห์อย่างไร </li></ul><ul><li> 3.4 WHEN – แต่ละขั้นตอนจะดำเนินการเมื่อใด </li></ul>
  32. 32. การเลือกหัวข้อการวิจัย <ul><li>สาเหตุของการเลือกหัวข้อการวิจัย อาจสรุปได้ 3 ทางคือ </li></ul><ul><li>1. ส่วนบุคคล (personal reasons) </li></ul><ul><li>– เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น </li></ul><ul><li>– เพื่อเพิ่มพูนเครดิต หรือเพิ่มความก้าวหน้าทางการงาน </li></ul><ul><li>– พยายามแก้ปัญหาส่วนตัว </li></ul><ul><li>– สนองความสนใจส่วนบุคคล หรือเป็นการรับงานเฉพาะตัว </li></ul>
  33. 33. การเลือกหัวข้อการวิจัย <ul><li>2. ทางวิชาการ (academic reasons) </li></ul><ul><li>– เพื่อเพิ่มพูนความรู้เฉพาะสาขา </li></ul><ul><li>– แสดงหาคำตอบที่อยู่ในความสนใจ ในปัจจุบัน </li></ul><ul><li>– การมีส่วนร่วมในการค้นคว้าเชิงวิชาการ </li></ul><ul><li>– เพื่อสร้างแนวคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมา </li></ul>
  34. 34. การเลือกหัวข้อการวิจัย <ul><li>3. ทางสังคม (social reasons) </li></ul><ul><ul><li>เพื่อให้คำตอบหรือการแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาสังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>เพื่อช่วยให้องค์กร ชุมชน หรือบุคคลบางกลุ่มบรรลุวัตถุประสงค์ </li></ul></ul><ul><ul><li>เพื่อเป็นแนวทางในการเสนอนโยบายทางสังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>เพื่อช่วยในการตัดสินใจขององค์การทั้งภาครัฐและเอกชน </li></ul></ul>
  35. 35. ประเภทของคำถามในการวิจัย <ul><li>คำถามในการวิจัย (research questions) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ WHAT, WHY, HOW </li></ul><ul><li>ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้คือ </li></ul><ul><li>WHAT </li></ul><ul><ul><li>คำถามที่ต้องการคำตอบเชิงบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของ </li></ul></ul><ul><ul><li>บุคคล และแบบแผนของปรากฏการณ์ทางสังคมต่าง ๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>ประชากรกลุ่มใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ </li></ul></ul><ul><ul><li>คุณลักษณะของบุคคล ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติของบุคคลต่าง ๆ เป็นอย่างไร </li></ul></ul><ul><ul><li>กระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น </li></ul></ul><ul><ul><li>แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะต่าง ๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>ผลของการกระทำต่าง ๆ เป็นเช่นไร </li></ul></ul>
  36. 36. ประเภทของคำถามในการวิจัย <ul><li>2. WHY </li></ul><ul><ul><li>คำถามนี้ต้องการทราบสาเหตุหรือเหตุผลของปรากฏการณ์บางอย่าง การอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ หรือกิจกรรม และกระบวนการทางสังคม เช่น </li></ul></ul><ul><ul><li>เหตุไรบุคคลเหล่านี้คิดและทำเช่นนี้ </li></ul></ul><ul><ul><li>เหตุไรแบบแผนของการกระทำจึงเป็นเช่นนี้ </li></ul></ul><ul><ul><li>เหตุไร คุณลักษณะหรือกระบวนการทางสังคม จึงเปลี่ยนแปลง หรือ </li></ul></ul><ul><ul><li>คงที่ </li></ul></ul><ul><ul><li>เหตุไร การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ </li></ul></ul>
  37. 37. ประเภทของคำถามในการวิจัย <ul><li>3. HOW </li></ul><ul><ul><li>คำถามนี้เกี่ยวกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลของการกระทำบางอย่าง หรือการคิดค้นสิ่งใดขึ้นมา </li></ul></ul><ul><ul><li>คุณลักษณะของประชากร กระบวนการทางสังคม และแบบแผนต่างๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>จะเปลี่ยนได้อย่างไร </li></ul></ul><ul><ul><li>การหยุดการเปลี่ยนแปลง การชะลอหรือการเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลง </li></ul></ul><ul><ul><li>จะทำได้อย่างไร </li></ul></ul>
  38. 38. ประเภทของการวิจัยจำแนกตามวัตถุประสงค์ <ul><li>วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นฐาน (Basic search) </li></ul><ul><ul><li>1. เพื่อการค้นคว้าเพิ่มเติม (EXPLORE) คือการพยายามพัฒนาคำอธิบายเบื้องต้น หรือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>2. การบรรยายความ (DESCRIBE) การให้รายละเอียดเกี่ยวกับการวัดหรือการรายงาน คุณลักษณะของประชากรของกลุ่มรวมถึงการเสนอกฎเกณฑ์บางประการ </li></ul></ul><ul><ul><li>3. การอธิบาย (EXPLAIN) คือ การสร้างองค์ประกอบ ปัจจัยหรือกลไก เพื่อนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ทางสังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>4. การเสนอเหตุผลเพื่อความเข้าใจ (UNDERSTAND) การกระทำบางอย่างทางสังคม และสาเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำเช่นนั้นในสังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>5. การคาดหมาย (PREDICT) ซึ่งเกิดจากการสร้างความเข้าใจ หรืออธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์บางอย่างภายในเงื่อนไขบางประการ </li></ul></ul>
  39. 39. วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) <ul><li>1. เพื่อการเปลี่ยนแปลง (CHANGE) การศึกษาวิจัยบางเรื่อง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจจะบางส่วนหรืออย่างมากก็ได้ </li></ul><ul><li>2. การประเมินผล (EVALUATION) การประเมินผลเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ หรือการแก้ปัญหาตามนโยบายที่กำหนด </li></ul><ul><li>3. การประเมินผลกระทบ (IMPACT ASSESSMENT) เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปเป็นการศึกษา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม กระบวนทางสังคมและประชากร ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบจากโครงการตามนโยบายที่กำหนดขึ้น </li></ul>
  40. 40. การประเมินผลโครงการ (project evaluation) <ul><li>เป็นกระบวนการในการพิจารณาระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น โดยในการประเมินผลนั้น ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดความสำเร็จ เพื่อผู้ประเมินสามารถพิจารณาและอธิบายความสำเร็จของโครงการได้ </li></ul><ul><li>กระบวนการประเมินผลโครงการ คือ การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับผลสำเร็จของโครงการ การปรับปรุงเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น </li></ul>
  41. 41. แบบจำลองการประเมินผล <ul><li>แบบจำลองการประเมินผลมีหลายแบบ ที่นิยมกล่าวถึงคือของ Stufflebeam ซึ่งเรียกว่า CIPP model โดยสตัฟเฟลบีม ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า “เป็นกระบวนการของการวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่” </li></ul><ul><li>แบบจำลอง CIPP นี้ไม่เพียงแต่ประเมินว่า บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เท่านั้น แต่ยังเป็ฯการประเมินเพื่อให้รายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการอีกด้วย </li></ul>
  42. 42. แบบจำลอง ( Model) การประเมินผล <ul><li>การประเมินผล 4 ประเภทของแบบจำลองซิป ( CIPP Model) คือ </li></ul><ul><li>1. Context Evaluation </li></ul><ul><li>2. Input Evaluation </li></ul><ul><li>3. Process Evaluation </li></ul><ul><li>4. Product Evaluation </li></ul>
  43. 43. <ul><li>การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม เป็นการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผล เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการค้นหาข่าวสารอันจะนำไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สำหรับดำเนินโครงการ โดยเน้นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความต้องการ และเงื่อนไขที่เป็นจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม </li></ul><ul><li>Context Evaluation ( การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม ) </li></ul>
  44. 44. 2. Input Evaluation ( การประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า ) <ul><li>เป็นการประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า เพื่อค้นหาตัวประกอบหรือแนวทางที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ที่จะอำนวยให้โครงการดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ คือ บรรลุเป้าหมายของโครงการ ซึ่งมักจะประเมินในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถของหน่วยงานในการจัดทำโครงการยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และการได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้ เช่น เกี่ยวกับอุปกรณ์ เงินทุน เป็นต้น </li></ul>
  45. 45. <ul><li>การประเมินผลประเภทนี้จะทำหน้าที่ต่อจาก Context และ Input evaluation เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข่าวสารที่จะเป็นแนวทางหรือวิธีการปฎิบัติ สำหรับโครงการว่าจะดำเนินให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างไร ซึ่งการประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนการ หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่วางไว้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างดำเนินโครงการ </li></ul>3. Process Evaluation ( การประเมินผลกระบวนการ )
  46. 46. 4. Product Evaluation ( การประเมินผลิตผล ) <ul><li>วัตถุประสงค์ของการประเมินผลประเภทนี้ก็คือ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์จากโครงการกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างไร การประเมินผลประเภทนี้ อาจอาศัยการเปรียบเทียบผลผลิตกับเกณฑ์มาตรฐาน ( absolute or relative standards) เลือกไว้ นอกจากนั้น อาจอาศัยรายงานการประเมินผลจากข้อมูลที่ได้จาก Context input และ Process evaluation </li></ul>
  47. 47. การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) <ul><li>หมายถึง การศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของโครงการ และเสนอแนะวิธีการลดผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม </li></ul><ul><li>ในปัจจุบัน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ซึ่งมีผลตั้งแต่ต่อตัวบุคคล องค์กร , สถาบัน และภาพรวมของสังคมทั้งหมด โดยเป็นการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านต่างๆในอนาคตจากโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นตามนโยบายที่กำหนด </li></ul>
  48. 48. การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม <ul><li>เป็นระบบของกรรมวิธีซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย </li></ul><ul><li>1. การนำเสนอวัตถุประสงค์ของการพัฒนาซึ่งอาจเกิดผลต่อสิ่งแวดล้อม </li></ul><ul><li>2. การเสนอสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบ </li></ul><ul><li>3. การประเมินความเป็นไปได้ของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น </li></ul><ul><li>4. การออกข้อกำหนดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม </li></ul><ul><li>5. การเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม </li></ul><ul><li>6. การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบ </li></ul>
  49. 49. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม <ul><li>แบ่งเป็น 2 ประเภท </li></ul><ul><li>1. ผลกระทบปฐมภูมิ ( Primary Impact) </li></ul><ul><li>2. ผลกระทบทุติยภูมิ ( Secondary Impact) </li></ul>
  50. 50. 1. ผลกระทบปฐมภูมิ ( Primary Impact) <ul><li>เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งผลกระทบปฐมภูมิ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน และระบบนิเวศน์ภายในอาณาเขตของพื้นที่ของโครงการ </li></ul>
  51. 51. 2. ผลกระทบทุติยภูมิ ( Secondary Impact) <ul><li>เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมของกิจกรรม อันเนื่องมาจากผลกระทบปฐมภูมิ เช่น การก่อสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้ผลกระทบที่ตามมา เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงประชากร สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนถึงทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul>
  52. 52. ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ <ul><li>ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะใช้ประโยชน์ในการประเมินผลกระทบ โดยใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อที่จะลดผลเสียที่เกิดขึ้นจากตัวแปรที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ </li></ul><ul><li>การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม จะทำให้สามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนทำให้สิ่งแวดล้อมเสียดุลยภาพอันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่มาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อไป </li></ul>
  53. 53. เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล <ul><li>เชิงปริมาณ (Quantitative) </li></ul><ul><ul><li>– จากแบบสอบถาม ( ตอบแบบสอบถามเอง ) </li></ul></ul><ul><ul><li>– จากการสัมภาษณ์ </li></ul></ul><ul><ul><li>– จากการสังเกต ( แบบมีโครงร่าง ) </li></ul></ul><ul><ul><li>– วิเคราะห์จากเอกสาร </li></ul></ul><ul><li>เชิงคุณภาพ (Qualitative) </li></ul><ul><ul><li>– การมีส่วนร่วม </li></ul></ul><ul><ul><li>– การสัมภาษณ์กลุ่ม </li></ul></ul><ul><ul><li>– การสัมภาษณ์เชิงลึก </li></ul></ul><ul><ul><li>– การสัมภาษณ์ประวัติชีวิติ </li></ul></ul><ul><ul><li>– วิเคราะห์จากเอกสาร </li></ul></ul>
  54. 54. Data Analysis Techniques <ul><li>Qualitative </li></ul><ul><li>Description </li></ul><ul><li>Distribution : numerical and graphical </li></ul><ul><li>Central tendency and dispersion </li></ul><ul><li>Association </li></ul><ul><li>Correlation : simple, partial and multiple </li></ul><ul><li>Analysis of variance and covariance </li></ul><ul><li>Regression: simple, partial and multiple </li></ul>Causation Factor analysis Path analysis Regression: simple, partial and multiple Inference Sample statistic to population parameter Sample differences to population differences
  55. 55. Data Analysis Techniques <ul><li>Qualitative </li></ul><ul><li>Description </li></ul><ul><li>Theory generation </li></ul><ul><li>Analytic induction </li></ul><ul><li>Grounded theory: open and axial coding </li></ul><ul><li>Categorizing and connecting </li></ul><ul><li>From everyday typifications to typologies </li></ul>
  56. 56. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว <ul><li>สถิติที่ใช้กับตัวแปรเดี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นได้ทุกระดับคือ nominal, ordinal, interval, & ratio.. ในเบื้องต้นคือ แสดงการกระจายจำนวนโดยความถี่ (frequency) และการกระจายด้วยอัตราส่วนร้อย (percent) </li></ul><ul><li>สำหรับข้อมูลตัวแปรช่วงและอัตราส่วน การใช้สถิติจะมีเพิ่มเติมคือ ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และค่าฐานนิยม (mode) ค่าการผันแปร (variance) ส่วนใหญ่นิยมใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด </li></ul>
  57. 57. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว <ul><li>ในกรณีที่มีตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป มีวิธีการทางสถิติที่ใช้หลายแบบ อย่างหนึ่งที่นิยมกันมากคือการใช้ตารางไขว้ (cross tabulation) ซึ่งในการเสนอด้วยตารางไขว้ ต้องใช้อัตราส่วนร้อยให้ถูกประเภท ซึ่งแบ่งเป็นสามแบบคือ อัตราส่วนร้อยของคอลัมน์ อัตราส่วนร้อยของแถว และอัตราส่วนร้อยของทั้งหมด ดังที่แสดงในตารางตัวอย่าง </li></ul><ul><li>โดยทั่วไปตัวแปร 2 ตัว ที่นำเสนอหมายถึงตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตาม ในกรณีที่ตัวแปรทั้ง 2 เป็นตัวแปรแบบ nominal การเสนอโดยตารางไขว้ก็เหมาะสม หรือถ้าตัวแปรอิสระเป็น nominal ส่วนตัวแปรตามเป็น ordinal ก็ควรใช้ตารางไขว้เช่นกัน </li></ul>
  58. 58. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว ( ต่อ ) <ul><li>ในกรณีที่ตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรแบบ normial และตัวแปร interval เป็นตัวแปรตาม การวิเคราะห์ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มย่อยของตัวแปรอิสระ แต่หากตัวแปรตามเป็นแบบ nominal และตัวแปรอิสระเป็นแบบ interval ควรแบ่งตัวแปรอิสระเป็นกลุ่มก่อน แล้วแสดงตารางไขว้ของข้อมูลดังตัวอย่างที่แสดง </li></ul>
  59. 59. การวิจัยด้วยการสำรวจ (Survey Research ) <ul><li>การวิจัยด้วยการสำรวจ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมจากแบบสอบถาม หรือโดยการสัมภาษณ์จากประชากรตัวอย่างที่สุ่มขึ้นมา และจะต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆซึ่งโดยปกติตัวแปรจะมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป หลังจากนั้นจะเป็นการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และรายงานผลการศึกษา </li></ul>
  60. 60. การเลือกตัวอย่าง (Sampling) <ul><li>1. Probability sampling </li></ul><ul><li>การเลือกตัวอย่าง โดยใช้หลักการเชิงสุ่ม ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่างเท่าๆกัน </li></ul><ul><li>2. Non probability sampling </li></ul><ul><li>การเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักการเชิงสุ่ม แต่เลือกโดยเหตุผลอื่นๆทำให้ทุกหน่วยของประชากร มีโอกาสไม่เท่ากันที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง </li></ul>
  61. 61. ลักษณะตัวอย่างที่ดี <ul><li>เนื่องจากการสุ่มตัวอย่าง เป็นการเลือกตัวแทนของประชากรจากกลุ่มที่ต้องการศึกษา จึงต้องเป็นตัวแทนที่ดีมีลักษณะที่สำคัญของประชากรที่จะศึกษา และเป็นตัวแทนที่ถูกเลือกมาโดยไม่มีความลำเอียง </li></ul><ul><li>ขนาดของตัวอย่างต้องมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะอ้างไปถึงกลุ่มประชากรที่ศึกษาได้ การเลือกขนาดตัวอย่างจึงต้องใช้หลักวิชาที่ถูกต้อง </li></ul>
  62. 62. ความหมายของประชากรและตัวอย่าง (Populations and samples) <ul><li>ประชากร หมายถึง กลุ่มของบุคคลหรือสิ่งของ โดยมีองค์ประกอบเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะหมายถึง จำนวนคน เหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งของก็ได้ ตัวอย่างเช่น </li></ul><ul><ul><li>จำนวนประชากรในประเทศหนึ่งในเวลาที่กำหนด </li></ul></ul><ul><ul><li>นักศึกษาปีที่หนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง </li></ul></ul><ul><ul><li>จำนวนประชากรตามกลุ่มอายุ เช่น วัยแรงงานอายุ 15-59 ปี </li></ul></ul><ul><ul><li>ข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา </li></ul></ul><ul><ul><li>ดังนั้น ตัวอย่าง (samples) จึงเป็นการเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งจากประชากรกลุ่มที่กำหนด เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ในการศึกษาวิจัยเรื่องที่ต้องการ </li></ul></ul>
  63. 63. การสุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็น (Probability sampling) <ul><li>เป็นกระบวนการที่ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเท่ากัน โดยวิธีดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>1. การสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) </li></ul></ul><ul><ul><li>2. การสุ่มอย่างมีระบบ (systematic random sampling) </li></ul></ul><ul><ul><li>3. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) </li></ul></ul><ul><ul><li>4. การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) </li></ul></ul><ul><ul><li>5. การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) </li></ul></ul>
  64. 64. การสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) <ul><li>เป็นการสุ่มโดยสมาชิกแต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสได้เลือกเท่าๆกัน วิธีนี้ใช้กับกรณีที่ทราบจำนวนประชากรกลุ่มที่จะศึกษาโดยสร้างเป็นกรอบตัวอย่าง มีรายชื่อตั้งแต่ 1 ถึง N และสุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสุ่ม (Table of random numbers) </li></ul>
  65. 65. การสุ่มอย่างมีระบบ (systematic random sampling) <ul><li>การเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็นช่วง ช่วงละเท่าๆกันแต่ละจุดของการแบ่งเป็นช่วงคือ ตัวอย่างที่ได้รับเลือก เช่น การสุ่มตัวอย่างบ้านในเมือง ซึ่งมีถนนเป็นบล๊อก การสุ่มอย่างมีระบบคือ เลือกบ้านตามอัตราส่วน 1 ต่อ 15 คือ ทุก 15 ครัวเรือน เลือกตัวอย่างมา 1 ครัวเรือน ตามกรอบตัวอย่าง คือ ถนนตามบล๊อก หรือตามโซนที่เลือกไว้แล้ว </li></ul>
  66. 66. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) <ul><li>การเลือกตัวอย่างโดยจัดสมาชิกของประชากรที่มีลักษณะเดียวกันไว้ในกลุ่มหรือชั้นเดียวกัน จากนั้นทำการสุ่มเลือกจากแต่ละชั้นโดยวิธีที่เหมาะสม จำนวนตัวอย่างในแต่ชั้นอาจจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกหรือความสำคัญของแต่ละชั้น การกำหนดขนาดของตัวอย่างแต่ละชั้นควรให้ได้สัดส่วนกับขนาดของประชากรในแต่ละชั้น </li></ul>
  67. 67. การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) <ul><li>การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มักจะใช้กับการสำรวจครัวเรือน ในระดับประเทศหรือเขต โดยมีการสุ่มเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นแรก สุ่มตัวอย่างจังหวัดที่จะต้องการศึกษา ในแต่ละจังหวัด สุ่มอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จนถึงครัวเรือนที่จะเลือกเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนต่างๆจะเป็นการสุ่มอย่างมีระบบ การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) บางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการสุ่มหลายขั้นตอน </li></ul>
  68. 68. การเลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (non-probability sampling) <ul><li>Convenience sampling accidental) </li></ul><ul><li>เป็นวิธีที่ไม่มีข้อจำกัดในการเลือกตัวอย่าง เมื่อพบสมาชิกของประชากรที่จะศึกษา ก็เก็บข้อมูลจนครบจำนวนที่ต้องการเป็นวิธีที่ได้รับความน่าเชื่อถือน้อย </li></ul><ul><li>Purposive sampling </li></ul><ul><ul><li>1. Judgment sampling </li></ul></ul><ul><ul><li>2. Quota sampling </li></ul></ul><ul><ul><li>3. Snowball sampling </li></ul></ul>
  69. 69. การเสนอรายงานวิจัย <ul><li>1. ชื่อเรื่อง ( โดยปกติจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษา ส่วนที่สองเป็นสถานที่ ) </li></ul><ul><li>2. บทนำ </li></ul><ul><ul><li>ความสำคัญของปัญหา </li></ul></ul><ul><ul><li>วัตถุประสงค์การวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>สมมติฐานการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ขอบเขตการศึกษา </li></ul></ul><ul><ul><li>นิยามศัพท์ </li></ul></ul><ul><ul><li>กรอบแนวคิดในการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ </li></ul></ul>
  70. 70. การเสนอรายงานวิจัย <ul><li>3. ทบทวนวรรณกรรม </li></ul><ul><ul><li>แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา </li></ul></ul><ul><ul><li>งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง </li></ul></ul><ul><li>4. ระเบียบวิธีวิจัย </li></ul><ul><ul><li>แหล่งที่มาของข้อมูล </li></ul></ul><ul><ul><li>ขนาดตัวอย่าง </li></ul></ul><ul><ul><li>การเก็บรวบรวมข้อมูล </li></ul></ul><ul><ul><li>การวิเคราะห์ข้อมูล </li></ul></ul><ul><ul><li>ระยะเวลาในการทำวิจัย </li></ul></ul><ul><li>5. ผลการศึกษา </li></ul><ul><li>6. สรุปและข้อเสนอแนะ </li></ul>
  1. Gostou de algum slide específico?

    Recortar slides é uma maneira fácil de colecionar informações para acessar mais tarde.

×