วิจัยในชั้นเรียน ครูคิว2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

วิจัยในชั้นเรียน ครูคิว2

on

  • 13,421 views

 

Statistics

Views

Total Views
13,421
Views on SlideShare
13,408
Embed Views
13

Actions

Likes
6
Downloads
278
Comments
3

1 Embed 13

http://kominoni09092518.wordpress.com 13

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

วิจัยในชั้นเรียน ครูคิว2 วิจัยในชั้นเรียน ครูคิว2 Document Transcript

  • วิ จ ั ย ชั ้ น เรี ย นเรื ่ อ ง การพั ฒ นาทั ก ษะกระบวนการทาง วิ ท ยาศาสตร์ โดยใช้ แ บบฝึ ก ทั ก ษะกระบวนการ วิ ท ยาศาสตร์สำ า หรั บ ชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ ١ โรงเรี ย น เทพเสด็ จ วิ ท ยา ผู ้ ว ิ จ ั ย นายอนุ ส รณ์ อรุ ณ สวั ส ดิ ์ ตำ า แหน่ ง ครู ผ ู ้ ช ่ ว ย กลุ ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ ว ิ ท ยาศาสตร์ ปี ก ารศึ ก ษา ٢٥٥٣
  • โรงเรี ย นเทพเสด็ จ วิ ท ยาชื ่ อ งานวิ จ ั ย : การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ สำาหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ โรงเรียนเทพเสด็จวิทยาชื ่ อ ผู ้ ว ิ จ ั ย : นายอนุสรณ์ อรุณสวัสดิ์กลุ ่ ม สาระ : วิทยาศาสตร์ บทคั ด ย่ อ วิจัยนี้เป็นงานวิจัยในวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ว ٢١١٠١ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١โดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลอง เรื่อง สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร ซึ่งให้นักเรียนเพาะเมล็ดถั่วเขียว เมื่อการทดลองเสร็จสิ้นลงให้นักเรียนทดสอบแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ١٣ ทักษะ นักเรียนจะได้รู้วิธีการตั้งปัญหา สมมติฐาน การสังเกต การลงมือปฏิบัติ และการจัดกระทำาข้อมูล ผลที่นักเรียนจะได้รับ คือผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นและมีทักษะความชำานาญในการทดลองและเรียนวิทยาศาสตร์อย่างมีความสุข
  • ١. ความเป็ น มา/ปั ญ หา การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่จำาเป็นมากสำาหรับนักเรียนที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากว่าในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้นนักเรียนจะต้องรู้จักการแก้ปัญหา ตั้งสมมติฐาน การลงมือปฏิบัติ จัดกระทำาข้อมูลเพื่อรายงานผล เมื่อผู้เรียนอยากรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจและจากการสังเกตนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ ในขณะทำาการทดลอง พบว่านักเรียนยังไม่สามารถใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ดีเท่าที่ควร เช่น นักเรียนตั้งปัญหา สมมติฐาน สรุปผลเพื่อนนำาเสนอไม่ได้ และที่สำาคัญนักเรียนยังไม่สามารถวางแผนการทดลองด้วยตนเองได้เนื่องจากขาดทักษะ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงทำาวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกและให้นักเรียนรู้จักการคิดอย่างเป็นระบบและสามารถนำาไปใช้ศึกษาต่อในระดับสูงได้٢. วั ต ถุ ป ระสงค์ ١. เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้ดีขึ้น ٢. เพื่อให้นักเรียนรู้จักการคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง ٣. นักเรียนสามารถนำาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูงได้٣. ขอบเขตการวิ จ ั ย ٣.١ วิจัยนักเรียนเรื่องการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์จากการทดลองในห้องปฏิบัติการและใช้แบบฝึกทักษะ กระบวนการวิทยาศาสตร์ ١٣ ทักษะ ٣.٢ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ โรงเรียนเทพเสด็จวิทยา จำานวน ١١ คน View slide
  • ٣.٣ ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ วันที่ ١ ก.ค. ٣١ – ٥٣ ก.ค. ٥٣ ٣.٤ สถานที่ คือ โรงเรียนเทพเสด็จวิทยา ٣.٥ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ นักเรียนขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตัวแปรตาม คือ นักเรียนยังใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ดีเท่าที่ควร4. นิ ย ามศั พ ท์ เ ฉพาะ ทักษะ หมายถึง การฝึกฝนในสิ่งที่ตนเองสนใจจนเกิดความชำานาญ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ เป็นทักษะที่ใช้ในการเรียนวิทยาศาสตร์หรือการทดลอง ซึ่งมีทั้งหมด ١٣ ทักษะ ดังนี้ 1.ทักษะการกำาหนดและควบคุมตัวแปร การกำาหนดตัวแปรเป็นการชี้บงตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องการควบคุมใน ่สมมติฐานหนึ่ง ๆ การควบคุมตัวแปร เป็นการควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้น ถ้าหากไม่ควบคุม ให้เหมือนๆ กัน ก็จะทำาให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เราต้องจัดให้แตกต่างกัน ซึ่งเป็นต้นเหตุ ทำาให้เกิดผล ซึ่งเราคาดหวังว่าจะแตกต่างกัน ตัวแปรตาม คือ สิ่งที่เราต้องติดตามดู ซึ่งเป็นผลจากการจัดสถานการณ์บางอย่าง ให้แตกต่างกันตัวแปรควบคุม คือ สิ่งที่เราต้องควบคุมจัดให้เหมือนกันเพื่อให้แน่ใจว่าผลการทดลอง เกิดจากตัวแปรต้นเท่านั้น 2.ทักษะการคำานวณ คือ การนับจำานวนของวัตถุและการนำาตัวเลขแสดงจำานวนที่นบได้ มาคิดคำานวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร ัหรือหาค่าเฉลี่ย 3.ทักษะการจัดทำาและสื่อความหมายข้อมูล เป็นการนำาผลการสังเกต การวัด การทดลองจากแหล่งต่าง ๆ โดยการหาความถี่ เรียง View slide
  • ลำาดับ จัดแยกประเภท หรือคำานวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย ของข้อมูลดียิ่งขึ้น โดยอาจเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิแผนภาพ วงจร กราฟ สมการ และการเขียนบรรยาย 4.ทักษะการจำาแนกประเภท คือ การแบ่งพวก หรือเรียงลำาดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ โดยใช้เกณฑ์ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง 5.ทักษะการตั้งสมมติฐาน คือ การคิดหาคำาตอบล่วงหน้า ก่อนจะทำาการทดสองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิม เป็นพื้นฐานคำาตอบที่คิดล่วงหน้าซึ่งยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎหรือ ทฤษฎีมาก่อน สมมติฐาน หรือคำาตอบที่คิดไว้ลวงหน้า มักกล่าวไว้ ่เป็นข้อความ ทีบอก ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้น กับตัวแปรตาม ่สมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจถูก หรือผิดก็ได้ ซึ่งจะทราบภายหลัง การทดลองหาคำาตอบเพื่อสนับสนุน หรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้ 6.ทักษะการตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรุป การตีความหมายข้อมูล คือ การแปรความหมาย หรือ การบรรยาย ลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ การลงข้อสรุป คือ การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทังหมด ้ 7.ทักษะการทดลอง มี 3 ประเภท คือ การทดลองแบบแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ ไม่มีกลุ่ม เปรียบเทียบและลองผิดลองถูก การทดลองเป็นกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำาตอบ หรือการทดสอบ สมมติฐานที่ตั้งไว้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลองและการบันทึกผลการทดลอง 8.ทักษะการกำาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ คือ การกำาหนดความหมายและขอบเขตของสิ่งต่าง ๆ (ที่อยูในสมมติฐานที่ต้องทดลอง) ให้ ่เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดไว้ 9.ทักษะการพยากรณ์ คือ การสรุปคำาตอบล่วงหน้า ก่อนการทดลองโดยอาศัยประสบการณ์ ทีเกิดขึ้นซำ้า ๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎี ่ที่มีอยูแล้วในเรื่องนั้น มาช่วยในการสรุป การพยากรณ์มีสองทาง คือ ่การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยูและ การพยากรณ์นอก ่ขอบเขตข้อมูลที่มีอยู่
  • 10.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล คือ การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากากรสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย 11.ทักษะการวัด คือ การเลือกและการใช้เครื่องมือทำาการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขทีแน่นอนได้อย่างเหมาะสม ่และถูกต้อง โดยมีหน่วยกำากับเสมอ 12.ทักษะการสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เพื่อหาข้อมูล หรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เพิ่มความคิดเห็น ส่วนตัวลงไป 13.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติ และมิติกับเวลา วัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้ จะทรงตัวอยู่ได้ ล้วนแต่ครองที่ทว่าง การ ี่ครอง ที่ของวัตถุในทีว่างนั้น โดยทัวไปแล้วจะมี 2 มิติ ได้แก่ มิติยาว ่ ่มิติกว้าง และมิติสูงหรือหนา5. ประโยชน์ ท ี ่ ค าดว่ า จะได้ ร ั บ นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรืเพิ่มมากขึ้น และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดจากการทดลองได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำา٦. เอกสารที ่ เ กี ่ ย วข้ อ ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement ofScience-AAAS) ได้กำาหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ
  • โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ 1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic ScienceProcess Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8 2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน(Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 9-13 ดังนั้นผู้วิจัยจึงจัดทำาชุดแบบฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ١٣ทักษะจำานวน ١١ ชุด พร้อมทั้งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ ลงมือปฏิบัติทดลองในห้องปฏิบัติการภายในเวลา ١ ชั่วโมง٧. วิ ธ ี ด ำ า เนิ น การวิ จ ั ย ٧.١ ประชากร/กลุ ่ ม ตั ว อย่ า ง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ จำานวน ١١ คน ٧.٢ เครื ่ อ งมื อ วิ จ ั ย ١. แบบฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ١٣ ทักษะ ٢. ทำาการทดลองในห้องปฏิบัติการ ٧.٣ วิ ธ ี ก ารเก็ บ รวบรวมข้ อ มู ล 1. ศึกษาเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะการสังเกตขณะนักเรียนปฏิบัติการทดลอง ٢. ให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนปฏิบัติการทดลอง ٣. นักเรียนปฏิบัติการทดลอง โดยครูอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียน ٤. นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลอง โดยใช้เวลา ١ ชั่วโมง
  • ٥. นักเรียนนำาผลการทดลองที่ได้มาจัดกระทำาข้อมูลให้เรียบร้อยนำาเสนอหน้าชั้นเรียน ٦. ครูให้คำาปรึกษาแนะนำาและให้ความรู้เพิ่มเติม ٧. หลังจากนักเรียนนำาเสนอหน้าชั้นเรียนแล้ว ให้นักเรียนทำาแบบทดสอลหลังเรียนชุดเดิม ٨. ครูนำาคะแนนสอบก่อน-หลังมาประมวลผล ٧.٤ วิ ธ ี ก ารวิ เ คราะห์ ข ้ อ มู ล - วิเคราะห์เป็นร้อยละ โดยนำาคะแนนทดสอบก่อนหลังของนักเรียนแต่ละคนมาเปรียบเทียบดูพัฒนาการความก้าวหน้าของผู้เรียน - นำาผลที่ได้จากการวิจัยมาทำาเป็นกราฟเส้นแสดงผลความก้าวหน้าของผู้เรียน ٨. เอกสารอ้ า งอิ ง สุวิมล ว่องวาณิช.٢٥٥٢.การวิ จ ั ย ปฏิ บ ั ต ิ ก ารในชั ้ น เรี ย น.พิมพ์ครั้งที่ ١٢ กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รัตนะ บัวสนธ์.(٢٥٥٢).การวิ จ ั ย และพั ฒ นานวั ต กรรมการศึ ก ษา.กรุงเทพฯ:สำานักพิมพ์คำาสมัย. สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.(٢ ٥٥٠).เอกสารการเรี ย นรู ้ ก ารทำ า วิ จ ั ย ด้ ว ยตนเอง. พิมพ์ครั้งที่ ١ กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ทิศนา แขมมณี.(٢٥٥٢).ศาสตร์ ส อนองค์ ค วามรู ้ เ พื ่ อ การ จั ด กระบวนการเรี ย นรู ้ ท ี ่ ม ี ประสิ ท ธิ ภ าพ. พิมพ์ครั้งที่ ٩.กรุงเทพฯ:สำานักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย٩. ผลการวิ จ ั ย
  • ผลจากการทดสอบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ จำานวน ١١ คน ได้ ผลดังนี้ ทดสอบ คิ ด ทดสอบ คิ ด เพิ ่ ม ลด ก่ อ นเรี ย น ค่ า หลั ง เรี ย น ค่ า ค่ า เป็ น เป็ น ขึ ้ น ลง ชื ่ อ – นามสกุ ล เฉลี ่ เฉลี ่ เฉลี ่ เต็ ม ١٠ ร้ อ ย เต็ ม ١٠ ร้ อ ย ร้ อ ย ร้ อ ย ย ย ย คะแนน ละ คะแนน ละ ละ ละด.ช.รัชกาล แสง ٢ ٢٠ ٠.٢ ٣ ٣٠ ٠.٣ ١٠ - ٠.١แก้วด.ช. ธนวัฒน์ ٦ ٦٠ ٠.٦ ٧ ٧٠ ٠.٧ ١٠ - ٠.١วรรณฤทธิ์ด.ช.ณัฐพงษ์ เปรม ٢ ٢٠ ٠.٢ ٤ ٤٠ ٠.٤ ٢٠ - ٠.٢จิตต์ชื่น ด.ช.เอกมล ٨ ٨٠ ٠.٨ ٨ ٨٠ ٠.٨ - - ٠.٠٠เดชอุดมด.ช.สุรศักดิ์ นาม ٦ ٦٠ ٠.٦ ٧ ٧٠ ٠.٧ ١٠ - ٠.١สวาทด.ญ.ศิริรัตน์ อุ่นลิ ٦ ٦٠ ٠.٦ ٧ ٧٠ ٠.٧ ١٠ - ٠.١วรรณ์ด.ญ.นุสรา ประ ١ ١٠ ٠.١ ٢ ٢٠ ٠.٢ ١٠ - ٠.١วรรณเนย์ด.ญ.ส้ม จิงตา ่ ٣ ٣٠ ٠.٣ ٤ ٤٠ ٠.٤ ١٠ - ٠.١ด.ญ.พัชรินภรณ์ ٤ ٤٠ ٠.٤ ٥ ٥٠ ٠.٥ ١٠ - ٠.١นาคบุญตันด.ญ.รุ่งนภา จิโน ٣ ٣٠ ٠.٣ ٤ ٤٠ ٠.٤ ١٠ - ٠.١ด.ญ.วาสนา บุญ ٤ ٤٠ ٠.٤ ٥ ٥٠ ٠.٥ ١٠ - ٠.١ผ่อง
  • ผลการวิ จ ั ย ที ่ ไ ด้ จ ะนำ า มาวิ เ คราะห์ ข ้ อ มู ล เป็ น กราฟเส้ น แสดงค่ า คะแนน ร้ อ ยละ และค่ า เฉลี ่ ย ก่ อ นเรี ย นและหลั ง เรี ย น ดั ง นี ้ค่ า คะแนนทดสอบก่ อ นเรี ย น – หลั ง เรี ย นค่ า ร้ อ ยละก่ อ นเรี ย น – หลั ง เรี ย น
  • ค่ า เฉลี ่ ย ก่ อ นเรี ย น – หลั ง เรี ย น
  • ١٠. สรุ ป ผลการวิ จ ั ย จากการวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ١ พบว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถในกระบวนการวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นร้อยละ ١٠และมีนักเรียนบางคนที่ได้ค่าร้อยละเท่าเดิมทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนแสดงว่ามีความรู้ความสามารถเท่าเดิม ซึ่งค่าร้อยละเพิ่มที่สูงสุดและค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ร้อยละ ٤٠ คิดเป็นค่าเฉลี่ย ٠.٤ แสดงว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับดีมากและค่าร้อยละเพิ่มที่ตำ่าสุดและค่าเฉลี่ยตำ่าสุด คือ ร้อยละ ١٠ คิดเป็นค่าเฉลี่ย ٠.١ แสดงว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งผลจากการวิจัยนั้นทำาให้ผู้วิจัยสามารถนำาผลที่ได้ไปพัฒนานักเรียนกลุ่มนี้ได้ในครั้งต่อไปข้ อ เสนอแนะ ครูผู้สอนสามารถนำาชุดฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นอื่นๆได้ ชุดฝึกทักษะ
  • กระบวนการวิทยาศาสตร์อาจแยกเป็นชุดย่อยๆได้ เพื่อความเหมาะสมกับเวลาเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ และผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างอิสระโดยครูผู้สอนเป็นเพียงที่ปรึกษา ให้คำาชี้แนะเป็นรายบุคคลเพื่อให้นักเรียนมีทักษะที่หลากหลาย